คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8487/2551
#497119
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทน ก. มาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงวันฟ้อง ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ฮ. เมื่อปี 2537 โจทก์จึงไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเลยและจำเลยก็มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1368 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานในสำนวน แม้จะเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238, 243 (3) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ตั้งอยู่บ้านหนองกินเพล ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยซื้อจากผู้มีชื่อ จำเลยเป็นผู้อาศัยสิทธิจากเจ้าของเดิมหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนางโกสุม ภริยาของนายเสรี ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 955/2537 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโดยจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวว่า "จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน" ถือว่าจำเลยเปลี่ยนเจตนาการครอบครองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ต่อมาโจทก์แจ้งยกเลิกสิทธิใด ๆ ของจำเลยในที่ดินพิพาท และให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย หากโจทก์นำที่ดินพิพาทไปให้บุคคลอื่นเช่า โจทก์จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 500 บาท โจทก์ไม่ฎีกาย่อมถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 เว้นแต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานในสำนวน ข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนนางโกสุมมาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงวันฟ้อง ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายโฮมเมื่อปี 2537 โจทก์จึงไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเลยและจำเลยก็มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1368 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238, 243 (3) ประกอบมาตรา 247 การที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งเรื่องอื่นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ พลจันทร์
จำเลย — นายทองใบ แสงกล้า
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8477/2551
#412652
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท เมื่อศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าว จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในส่วนคำขอดังกล่าวจึงเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145, 147 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 และต้องฟังว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ดังนี้ แม้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ก็ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่ให้ยกคำขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ พิพากษายืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลภาษีอากรกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 190-196/2548 คดีหมายเลขแดงที่ 67-73/2549 ของศาลภาษีอากรกลาง แต่คดีทั้งเจ็ดสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระอากรขาเข้า 307,752 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท รวมทั้งสิ้น 901,254 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินอากรขาเข้า 307,752 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท รวมทั้งสิ้น 901,254 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 (ที่ถูก จำเลย) ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยไม่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรเพิ่มและเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 67-73/2549 ของศาลภาษีอากรกลางที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้ง 7 ฉบับ นี้ เมื่อศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดและพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวจำเลยมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในส่วนคำขอดังกล่าวจึงเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 147 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 และต้องฟังว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ดังนี้ แม้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ก็ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่ให้ยกคำขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 147 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทกิมสต๊อก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8477/2551
#500442
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนจำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้ง 7 ฉบับ และศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบสินค้าขาเข้าพิพาทไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดและพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าว จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในส่วนคำขอดังกล่าวจึงเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และมาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ในคดีนี้จึงต้องฟังว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วดังนี้ แม้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ก็ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีก่อนที่ให้ยกคำขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลภาษีอากรกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 190-196/2548 คดีหมายเลขแดงที่ 67-73/2549 ของศาลภาษีอากรกลางแต่คดีทั้งเจ็ดสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนน 7 ฉบับ เพื่อนำเข้าสินค้าวาล์ว ส่วนประกอบของเครื่องสูบและเครื่องสูบที่ใช้กำลังไฮดรอลิก ท่อเหล็กไร้ตะเข็บ และท่อเหล็กที่มีหน้าตัดเป็นรูปวงกลม เข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินและสั่งเพิ่มราคาสินค้าบางรายการแล้วพอใจบัญชีราคาสินค้าโดยเข้าใจว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจึงตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีสิ่งของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากร จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นสถานประกอบการของจำเลย และยึดเอกสารทางการค้าเกี่ยวกับการนำเข้ามาตรวจสอบผลการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร โดยราคาที่แท้จริงของสินค้าตามบัญชีราคาสินค้าที่ตรวจค้นพบสูงกว่าราคาที่จำเลยสำแดงไว้ในบัญชีราคาสินค้าที่ใช้ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 7 ฉบับ โดยจำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงรวมทั้งสิ้น 2,518,459.12 บาท คิดเป็นอากรขาเข้า 307,752 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 505,586 บาท โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยเพื่อให้ทำความตกลงแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ขาด พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรตามการประเมินและมิได้อุทธรณ์การประเมินในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนราคาประเมินตามหลักฐานที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ใช้ในการประเมิน จำเลยต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าที่ชำระขาดและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเงินและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 (3) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร โดยเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณนับแต่วันตรวจปล่อยจนถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกินจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระขาด ขอให้บังคับจำเลยชำระอากรขาเข้า 307,752 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท รวมทั้งสิ้น 901,254 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำฟ้องถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายประเมินภาษีอากรของโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินภาษีอากรโดยพิจารณาจากราคาสินค้าที่จำเลยซื้อจากต่างประเทศและนำเข้ามาซึ่งได้สำแดงราคาไว้และกำหนดให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร จำเลยได้ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามที่มีการประเมินครบถ้วนแล้ว และในกรณีที่โจทก์ที่ 1 เรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรเพิ่มจำเลยก็ได้ปฏิบัติตาม จำเลยมิได้หลีกเลี่ยงภาษีอากรและสำแดงเท็จ โจทก์ที่ 1 จะนำราคาสินค้าที่นำเข้าของบริษัทคีย์เคมิคัลส์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่นำเข้าของจำเลยมากล่าวหาว่าจำเลยหลีกเลี่ยงภาษีอากรและสำแดงเท็จหาได้ไม่ เพราะแต่ละบริษัทมีการทำธุรกิจที่แตกต่างกัน จำเลยเป็นบริษัทที่ขายสินค้าให้แก่ส่วนราชการ มีการแข่งขันสูงจึงต้องต่อรองราคาให้ได้รับส่วนลดมากที่สุดโจทก์ที่ 1 ไม่อาจนำราคาตามบัญชีราคาสินค้าที่ยึดได้มาเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่สำแดงตามใบขนสินค้าขาเข้าเนื่องจากราคาตามบัญชีราคาสินค้าที่ออกไปก่อนนั้นจำเลยยังสามารถเจรจาต่อรองได้ขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตสินค้าและอาจเปลี่ยนแปลงยกเลิกได้ โจทก์ที่ 1 มิได้ตรวจสอบเอกสารการชำระราคาสินค้าของจำเลยแก่ผู้ขายในต่างประเทศว่าราคาสุดท้ายถูกต้องตรงกับบัญชีราคาสินค้าที่จำเลยนำไปสำแดงเพื่อเสียภาษีอากรหรือไม่ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินอากรขาเข้า 307,752 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 197,834 บาท รวมทั้งสิ้น 901,254 บาท แก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยที่ 1 (ที่ถูก จำเลย) ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยไม่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรเพิ่มและเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 67-73/2549 ของศาลภาษีอากรกลางที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้ง 7 ฉบับ นี้ เมื่อศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดและพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าว จำเลยมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในส่วนคำขอดังกล่าวจึงเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 147 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 และต้องฟังว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ดังนี้ แม้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ก็ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่ให้ยกคำขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 147 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทกิมสต๊อก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2551
#497859
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของ ช. จึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ช. ส่วนจำเลยเป็นผู้รับพินัยกรรมของ ม. ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ม. ให้แก่จำเลยตามพินัยกรรม การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก ไม่อาจนำอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาใช้ได้

ม. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ม. ให้จำเลยหลังจาก ม. ถึงแก่กรรม จำเลยยังไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ม. ตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของ ช. ที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดก อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของ ช. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ช. รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ผู้ตายกับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 259 (ที่ถูก 295) ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา โดยโจทก์และจำเลยมีสิทธิครอบครองกันคนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วนและบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ไร่ 3 งาน 84.5 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้อง เดิมที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองซึ่งมีชื่อนางหมาเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์เป็นบุตรของนายช่วง กับนางมูล ไม่ทราบชื่อสกุล ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมา กับนายไทย ต่อมานายช่วงกับนางหมาได้อยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางบุญสม กับนางสาวสร้อย ต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางหมาจึงใส่ชื่อของนายช่วงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับนางหมา หลังจากนายช่วงถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2510 นางหมา จำเลยและนางสาวสร้อยร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นนางหมาและนางสาวสร้อยได้ถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกทอดแก่จำเลยผู้เดียวและนับตั้งแต่นายช่วงถึงแก่กรรมโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายช่วงจากจำเลยและนางสาวสร้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 295 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสาลี บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตและมีคำพิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ นางสาวสาลีเป็นเพียงทายาทโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใดไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก่อนแล้ว ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว มีนายมนัส ทายาทของนายช่วงเจ้ามรดก และเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนายช่วงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวบุญฟื้น ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายช่วง และนางหมา อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสม กับนางสาวสร้อย โจทก์เป็บุตรของนายช่วงที่เกิดจากภริยาเดิมของนายช่วง ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมาที่เกิดจากสามีเดิมของนางหมา นายช่วงและนางหมามีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามเอกสารหมาย จ.3 นายช่วงถึงแก่กรรมก่อนนางหมา โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วง ตามคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.2 แล้ว โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายช่วงมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ต่อมานางหมาถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางหมาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนางหมามาเป็นของจำเลยปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.2 ฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของนายช่วงจึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายช่วง ส่วนจำเลยเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางหมา ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้แก่จำเลยตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วงฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นเนื้อที่ตามรูปแผนที่ที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า นางหมาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้จำเลยหลังจากนางหมาถึงแก่กรรม จำเลยยังไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนายช่วงที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใดซึ่งเป็นไปตามสารบัญจดทะเบียนของหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.3 อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของนายช่วงที่ตกทอดแก่ทายาทของนายช่วง รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแว้น จันทร์ศรีฯ
จำเลย — นางไล้ วิจารณ์ฯ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2551
#500439
เปิดฉบับเต็ม

ก่อน ช. กับ ห. จะมาอยู่กินกันฉันสามีภริยาต่างมีบุตรมาก่อนแล้ว โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของ ช. จึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ช. ส่วนจำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้รับพินัยกรรมของ ห. ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ห. ให้แก่จำเลย ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่

ห. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้จำเลย หลังจาก ห. ถึงแก่กรรมจำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ห. ตามพินัยกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของ ช. ที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของ ช. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ช. รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ผู้ตายกับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 259 (ที่ถูก 295) ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน และบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ไร่ 3 งาน 84.5 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามฟ้อง เดิมที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองซึ่งมีชื่อนางหมา เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์เป็นบุตรของนายช่วง กับนางมูลไม่ทราบชื่อสกุล ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมากับนายไทย ต่อมานายช่วงกับนางหมาอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสมกับนางสาวสร้อย ต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางหมาจึงใส่ชื่อของนายช่วงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับนางหมาหลังจากนายช่วงถึงแก่กรรม นางหมา จำเลย และนางสาวสร้อย ร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นนางหมาและนางสาวสร้อยถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกทอดแก่จำเลยผู้เดียวและนับตั้งแต่นายช่วงถึงแก่กรรมโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายช่วงจากจำเลยและนางสาวสร้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 295 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสาลี บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตและมีคำพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จริงได้ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ นางสาวสาลีเป็นเพียงทายาทโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใดไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก่อนแล้ว ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว มีนายมนัส ทายาทของนายช่วง เจ้ามรดก และเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนายช่วงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวบุญฟื้น ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายช่วง และนางหมา อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสม กับนางสาวสร้อย โจทก์เป็นบุตรของนายช่วงที่เกิดจากภริยาเดิมของนายช่วง ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมาที่เกิดจากสามีเดิมของนางหมา นายช่วงและนางหมามีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนายช่วงถึงแก่กรรมก่อนนางหมา โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วงแล้วโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายช่วงมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ต่อมานางหมาถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางหมาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนางหมามาเป็นของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของนายช่วงจึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายช่วงส่วนจำเลยเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางหมา ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้แก่จำเลย ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วงฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นเนื้อที่และตามรูปแผนที่ที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งได้หรืไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้วศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า นางหมาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้จำเลยหลังจากนางหมาถึงแก่กรรมจำเลยยังไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนายช่วงที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของนายช่วงที่ตกทอดแก่ทายาทของนายช่วง รวมทั้งโจทก์ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
นายแว้น จันทร์ศรี โดยนายมนัส มีจั่นทอง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางไล้ วิจารณ์ โดยนางสาวบุญฟื้น วิจารณ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8458/2551
#500330
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เวากลางคืนหลังเที่ยง ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนน ฉะเชิงเทรา 863 ราคา 40,000 บาท ของนางศศิขณะอยู่ในความครอบครองของนายวิศรุตผู้เสียหายไป เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานจับจำเลยและนายธีระศักดิ์หรือต้าได้ในคดีอื่น และได้ยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักไปเป็นของกลาง ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2548 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้แก่จำเลยและได้ทำการสอบสวนจำเลยแล้ว ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวจำเลยกับนายธีระศักดิ์ และพวกอีก 1 คน เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นตามวันเวลาเกิดเหตุถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานจับจำเลยกับพวกได้วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เกี่ยวพันกัน ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัวและถูกส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 คดีนี้ไม่ได้ผัดฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจากจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้มีการจับกุมตัวจำเลยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548 ในคดีอื่น โดยยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ได้แล้วพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 และดำเนินการสอบสวนโดยไม่ได้ขอผัดฟ้อง แล้วส่งสำนวนให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2548 จึงเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคสาม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 53 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การแจ้งข้อหามิใช่การจับ เมื่อไม่มีการจับกุมและการควบคุมผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนคดีนี้ ย่อมไม่สามารถนำหลักเกณฑ์เรื่องระยะเวลาการควบคุมผู้ต้องหา การผัดฟ้อง และการขออนุญาตฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 และ 53 มาใช้บังคับดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใด จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ... และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า ผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตาม มาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117 ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้ ดังนี้ ในคดีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 51 ม. 53
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสมชายหรือวัน สืบสิงห์
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8452/2551
#412398
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจากผู้ขายในระหว่างสมรส ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1)

ฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2540 โดยมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่า ให้ที่ดินและบ้านพิพาทตกได้แก่ผู้ร้องนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ป.พ.พ. มาตรา 1533 บัญญัติว่า "เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน" เมื่อข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและจำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสกันแล้ว กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ดังนี้ ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน หาใช่ทรัพย์สินของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียวไม่ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 950,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1218 และ 1219 พร้อมสิ่งปลูกสร้างราคาประเมิน 1,840,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดนั้น ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2526 ผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1218 และ 1219 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับผู้ขายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2536 จึงมีการจดทะเบียนซื้อขายโดยระบุชื่อผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง วันที่ 14 มกราคม 2540 ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ครั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1218 และ 1219 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและเป็นผู้ผ่อนชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาททั้งหมด ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องแต่ผู้เดียวนั้น เห็นว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจากผู้ขายในระหว่างสมรส ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ที่ผู้ร้องฎีกาต่อมาว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2540 โดยมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่า ให้ที่ดินและบ้านพิพาทตกได้แก่ผู้ร้องนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 บัญญัติว่า "เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน" เมื่อข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและจำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสกันแล้ว กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ดังนี้ ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกันหาใช่ทรัพย์สินของผู้ร้องแต่ผู้เดียวไม่ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — นางสรัญญา เวชจันทร์ฉายหรือพรทิพย์โสดา
จำเลย — นายสมศักดิ์ พรทิพย์โสดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8451/2551
#500190
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 20 ของราคาขาย เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าลิขสิทธิ์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญา มิใช่การละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์

แม้จำเลยที่ 1 จะมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดทำไฟล์ข้อมูล ศัพทานุกรมและพจนานุกรมของโจทก์เพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ก็เบิกความปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 เพิ่มชื่อศัพทานุกรมและพจนานุกรมดังกล่าวลงในใบเสร็จรับเงินเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จัดทำไฟล์ข้อมูลดังกล่าวและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศัพทานุกรมและพจนานุกรมทั้ง 2 ฉบับ ของโจทก์

แม้จะปรากฏว่าการออกเสียงเป็นคุณสมบัติพิเศษของเครื่องปาล์ม (เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา) บางรุ่น และการออกเสียงได้เกิดจากโปรแกรมเสียงสังเคราะห์ที่ออกเสียงได้ไม่จำกัดเฉพาะพจนานุกรมของโจทก์เท่านั้น แต่เมื่อการออกเสียงดังกล่าวเป็นการออกเสียงตามพจนานุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 นำพจนานุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์มาดัดแปลงใส่เสียงอ่านเป็น "ทอล์คกิ้ง ดิกชันนารี" โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานพจนุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์

ตามใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 คงระบุเพียงว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์และจำหน่ายบทประพันธ์พจนานุกรมของโจทก์ในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลรูปแบบที่แสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือเท่านั้น ไม่มีข้อความระบุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิดัดแปลงได้ การที่จำเลยที่ 1 ดัดแปลงโดยการตัดประโยคตัวอย่างเดิมออกและมีการตั้งชื่อพจนานุกรมใหม่เป็น 5 ชื่อดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

การที่จำเลยที่ 1 จัดทำฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าวจำหน่ายทางเว็บไซต์โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แม้ว่าตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ จะบัญญัติว่า "ผู้ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ จะมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดังแปลง แต่การได้ลิขสิทธิ์นั้นต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่า การดัดแปลงนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การดัดแปลงฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าวมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในการจัดทำฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำงานดังกล่าวไปจำหน่ายทางเว็บไซต์ จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 ให้ลูกค้าที่ซื้อเครื่องปาล์มสามารถอัพเกรดทางเว็บไซต์ได้ในราคาพิเศษโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ย่อมถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เช่นกัน

โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 เปิดตัวโปรแกรมไทยแฮคสำหรับเครื่องปาล์มรุ่นทังสเตนที โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องดังกล่าวสามารถอัพเกรดทางเว็บไซต์ได้ในราคาพิเศษ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเครื่องดังกล่าวรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งการอัพเกรดก็กระทำผ่านเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 ผู้ได้รับประโยชน์คือจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำข้อมูลจากพจนานุกรมของโจทก์มาทำซ้ำเป็นแผ่นซีดีขายหรือแจกแถมพร้อมเครื่องปาล์มของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 รู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 22,594,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,961,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 156,816,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลบข้อมูลอันเป็นลิขสิทธิ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายแก่ลูกค้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกาศหนังสือพิมพ์ให้ลูกค้าของจำเลยทั้งสองลบข้อมูลอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่ซื้อจากจำเลยทั้งสองโดยประกาศในหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 3 ฉบับซึ่งหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับต้องมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 200,000 ฉบับ ขนาดหน้าประกาศมีพื้นที่เศษหนึ่งส่วนสี่ของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ๆ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายโปรแกรมชุดคำสั่งซึ่งในงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือขนาดเล็ก (PDA) จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิในพจนานุกรมให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนในการคำนวณค่าตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้สิทธิเพราะจำเลยที่ 1 กำหนดราคาขายให้ลูกค้า 2 กลุ่มต่างกัน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ตามรายการในข้อ (1) ถึงข้อ (6) และโจทก์ก็ทราบเรื่องและไม่เคยโต้แย้ง หลังจากที่โจทก์มีหนังสือถึงร้านค้าต่างๆ ทำให้ร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายคืนสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาภายใต้ยี่ห้อปาล์ม (PALM) ของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วและจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า เป็นผู้มีอำนาจจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายพจนานุกรมทุกเล่มของโจทก์ ในรูปแบบไฟล์ข้อมูลสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก กระทำการโดยสุจริตโดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมไทยแฮคและโปรแกรมรวมมิตร ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ยกเลิกการสั่งสินค้ากับจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ส่งจดหมายอันเป็นความเท็จไปแจ้งลูกค้าของจำเลยที่ 2 ให้หยุดการจำหน่าย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 973,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือพจนานุกรมจำนวน 6 เล่ม จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายธีระพันธ์กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมไทยแฮค (Thai Hack) ซึ่งเป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการภาษาไทยบนเครื่องปาล์ม และโปรแกรมมิตร (Mission dictionary/Mi:D) ซึ่งเป็นระบบจัดการและค้นหาคำศัพท์จากฐานข้อมูลพจนานุกรม เมื่อประมาณต้นปี 2544 โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพจนานุกรมลำดับที่ (1) ถึง (4) ไปจัดทำและจัดจำหน่ายในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูล (แผ่นซีดี) แสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ยี่ห้อ ปาล์ม หรือเครื่องปาล์ม จำเลยที่ 2 ซื้อโปรแกรมไทยแฮค และโปรแกรมมิตร ซึ่งรวมฐานข้อมูลพจนานุกรมของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ในเดือนกรกฎาคม 2546 โจทก์ตรวจสอบใบเสร็จรับเงินค่าลิขสิทธิ์แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องและเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2546 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวจำเลยที่ 1 ว่าไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดทำอีกต่อไป

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้แยกพิจารณาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

(1) การที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนตามข้อตกลงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 20 ของราคาขาย แผ่นซีดี 1 ชุด ราคา 500 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์จำนวน 100 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าลิขสิทธิ์ไม่ครบถ้วนจึงเป็นการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญามิใช่การละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

(2) การที่จำเลยที่ 1 นำพจนานุกรมลำดับที่ 5 และที่ 6 คือ ศัพทานุกรมไทยฉบับอธิบาย 2 ภาษาและพจนานุกรมไทยฉบับใหม่ไปใช้โดยนำไปจัดพิมพ์และจำหน่ายในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลแสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาใช้ชื่อว่า "ไทย - ไทย จูเนียร์" และ "ไทย - ไทย สแตนดาร์ด" ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำศัพทานุกรมไทยฉบับอธิบาย 2 ภาษาและพจนานุกรมไทยฉบับใหม่ไปจัดทำและจำหน่าย และโจทก์ยังมีนายวิศรุต พยานโจทก์ซึ่งรับจ้างจำเลยที่ 1 จัดทำไฟล์ข้อมูลของศัพทานุกรมและพจนานุกรมทั้งสองเบิกความสนับสนุนว่าการจัดทำไฟล์ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะมีใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 35 ถึง 38 มาแสดงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดทำไฟล์ข้อมูลดังกล่าวจำหน่าย แต่โจทก์ก็เบิกความปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มชื่อศัพทานุกรมและพจนานุกรมดังกล่าวลงในใบเสร็จรับเงินเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดทำไฟล์ข้อมูลดังกล่าวและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศัพทานุกรมและพจนานุกรมทั้ง 2 ฉบับของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

(3) จำเลยที่ 1 นำข้อมูลจากพจนานุกรมลำดับที่ 1 คือพจนานุกรม อังกฤษ - ไทย ฉบับนักเรียน มาดัดแปลงใส่เสียงอ่านเป็น "ทอล์คกิ้ง ดิกชันนารี" โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏจากคำเบิกความของนายธีระพันธ์ กรรมการของจำเลยที่ 1 พยานจำเลยว่า การออกเสียงเป็นคุณสมบัติพิเศษของเครื่องปาล์มบางรุ่น และการออกเสียงได้เกิดจากโปรแกรมเสียงสังเคราะห์ที่ออกเสียงได้ไม่จำกัดเฉพาะพจนานุกรมของโจทก์เท่านั้น แต่เมื่อการออกเสียงดังกล่าวเป็นการออกเสียงตามพจนานุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์ จึงเป็นการนำพจนานุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์มาดัดแปลงใส่เสียงอ่านเป็น "ทอล์คกิ้ง ดิกชันนารี" เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานพจนานุกรมฉบับดังกล่าวของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

(4) จำเลยที่ 1 จัดทำฐานข้อมูล "เธียรชัย จูเนียร์" "เธียรชัย จูเนียร์ ฟูล" "เธียรชัย สแตนดาร์ด" "เธียรชัย สแตนดาร์ด ฟูล" และ "เธียรชัย โปรเฟสชั่นแนล" ในรูปแบบซีดีโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จัดทำฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าวในรูปแผ่นซีดี โดยนำข้อมูลมาจากพจนานุกรมทั้ง 6 เล่มของโจทก์ เพียงแต่ตัดประโยคตัวอย่างเดิมออกและมีการตั้งชื่อพจนานุกรมใหม่เป็น 5 ชื่อดังกล่าว ปัญหาคงมีเพียงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 กระทำหรือไม่ เห็นว่า ใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 11 ถึง 38 ที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 คงระบุเพียงว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์และจำหน่ายบทประพันธ์พจนานุกรมของโจทก์ในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลรูปแบบที่แสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ (เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือขนาดพกพาและเครื่องออแกนไนซ์เซอร์ขนาดเล็ก) เท่านั้น ไม่มีข้อความระบุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิดัดแปลงได้ การที่จำเลยที่ 1 ดัดแปลงโดยการตัดประโยคตัวอย่างเดิมออกและมีการตั้งชื่อพจนานุกรมใหม่เป็น 5 ชื่อดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

(5) จำเลยที่ 1 จัดทำฐานข้อมูล "เธียรชัย จูเนียร์" "เธียรชัย จูเนียร์ ฟูล" "เธียรชัย สแตนดาร์ด" "เธียรชัย สแตนดาร์ด ฟูล" และ "เธียรชัย โปรเฟสชั่นแนล" จำหน่ายทางเว็บไซต์โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 11 ถึง 38 ว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์และจำหน่ายบทประพันธ์พจนานุกรมของโจทก์ในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลแบบที่แสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ (เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือขนาดพกพาและเครื่องออแกนไนซ์เซอร์ขนาดเล็ก) เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จัดทำฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าวจำหน่ายทางเว็บไซต์โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แม้ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จะบัญญัติว่าผู้ดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์จะมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลง แต่การได้ลิขสิทธิ์นั้นต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่าการดัดแปลงนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาในข้อ (4) ฟังได้ว่าการดัดแปลงฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าวมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในงานจัดทำฐานข้อมูลทั้งห้าดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำงานดังกล่าวไปจำหน่ายทางเว็บไซต์ การนำงานดังกล่าวไปจำหน่ายทางเว็บไซต์จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

(6) การที่จำเลยที่ 1 เปิดตัวโปรแกรมภาษาไทย ไทยแฮค สำหรับเครื่องปาล์มรุ่งทังสเตนที โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องดังกล่าวมาสามารถอัพเกรดทางเว็บไซต์ได้ในราคาพิเศษเพียง 600 บาท รวมโปรแกรมมิตรซึ่งมีข้อมูลพจนานุกรมของโจทก์อยู่ด้วยถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 11 ถึง 38 ว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์และจำหน่ายบทประพันธ์จากพจนานุกรมของโจทก์ในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลรูปแบบที่แสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ (เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือขนาดพกพาและเครื่องออแกนไนซ์เซอร์ขนาดเล็ก) เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์จึงถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด เห็นว่า ค่าเสียหายจำนวน 873,340 บาท กรณีจำเลยที่ 1 ชำระค่าลิขสิทธิ์แผ่นซีดีขาดไปตามข้อ (1) นั้น เป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว เพราะคำนวณจากข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์จากร้อยละ 20 ของราคาขายแผ่นซีดีแผ่นละ 500 บาท หรือแผ่นละ 100 บาท นั่นเอง ส่วนค่าเสียหายกรณีจำเลยที่ 1 นำพจนานุกรมลำดับที่ 5 และที่ 6 คือศัพทานุกรมไทยฉบับอธิบาย 2 ภาษาและพจนานุกรมไทยฉบับใหม่ไปใช้โดยจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในสื่อชนิดไฟล์ข้อมูลแสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาใช้ชื่อว่า "ไทย - ไทยจูเนียร์" และ "ไทย - ไทยสแตนดาร์ด" โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ตามข้อ (2) นั้น โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 6,352,500 บาท แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินดังกล่าวจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าเสียหายกรณีจำเลยที่ 1 นำข้อมูลจากพจนานุกรมลำดับที่ 1 คือพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย ฉบับนักเรียน มาดัดแปลงใส่เสียงอ่านเป็น "ทอล์คกิ้ง ดิกชันนารี" โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ตามข้อ (3) และกรณีจัดทำฐานข้อมูล "เธียรชัย จูเนียร" "เธียรชัย จูเนียร์ฟูล" "เธียรชัย สแตนดาร์ด" "เธียรชัย สแตนดาร์ด ฟูล" และ "เธียรชัย โปรเฟสชั่นแนล" ในรูปแผ่นซีดีตามข้อ (4) โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้น โจทก์นำสืบว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันพึงได้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายโดยคำนวณจากยอดขายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 จำนวน 18,517 ชุด ราคาชุดละ 750 บาท อันเป็นราคาที่ต่ำที่สุดที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายในราคาชุดละ 750 บาท 900 บาท และ 1,200 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายในส่วนนี้ 13,887,750 บาท แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้นำสืบหักล้าง แต่ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 5,000,000 บาท สำหรับค่าเสียหายกรณีจำหน่ายฐานข้อมูลพจนานุกรมของโจทก์ทางเว็บไซต์ตามข้อ (5) และการให้ลูกค้าอัพเกรดโปรแกรมไทยแฮค ตามข้อ (6) โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายเป็นเงินเพียง 100,000 บาท เป็นค่าเสียหายที่ยังไม่เหมาะสม เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 7,873,340 บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนส่วนของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 เปิดตัวโปรแกรมไทยแฮคสำหรับเครื่องปาล์มรุ่นทังสเตนที โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องดังกล่าวสามารถอัพเกรดทางเว็บไซต์ได้ในราคาพิเศษเพียง 600 บาท รวมโปรแกรมมิตรซึ่งมีข้อมูลพจนานุกรมของโจทก์อยู่ด้วยนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเครื่องดังกล่าวรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งการอัพเกรดก็กระทำผ่านเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 ผู้ได้รับประโยชน์คือจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำข้อมูลจากพจนานุกรมของโจทก์มาทำซ้ำเป็นแผ่นซีดีขายหรือแจกแถมพร้อมเครื่องปาล์มของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์เช่นเดียวกัน อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,873,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 11 ม. 15 (5) ม. 27 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ
บริษัทพีดีเอ ไทยปาล์ม จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8417/2551
#500435
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องให้ความหมายว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ชื่อตรง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการสอบสวนนั้นโจทก์แจ้งว่า โจทก์ได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมาจริงแล้วนำไปไว้ในที่เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้องปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพ เป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัวโจทก์จึงยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้จริง การที่โจทก์ยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้แล้วจึงเป็นเพราะโจทก์จำนนต่อหลักฐานนั่นเอง ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการนำไปใช้โดยถือวิสาสะ เพราะหากโจทก์คิดว่าโจทก์มีสิทธิจะนำไปใช้ได้ โจทก์ก็น่าจะยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจริงตั้งแต่ต้น ไม่น่าจะต้องให้ตรวจดูหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้เสียก่อน เมื่อปรากฏว่ามีภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงเพิ่งจะยอมรับว่ากล้องดังกล่าวเป็นของสมนาคุณที่จำเลยได้มาและมีไว้เพื่อให้พนักงานของจำเลยจับรางวัลในงานวันขึ้นปีใหม่ การที่โจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้กล้องดังกล่าวมา ทั้งยังนำไปใช้โดยพลการ เมื่อมีการสอบสวนก็ยังไม่ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจนต้องมีการตรวจสอบหาความจริงจากหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้ด้วยเช่นนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรงอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ทั้งยังเป็นการกระทำอันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีนี้เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 223,520 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 27,940 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 251,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเป็นเงิน 558,800 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 22,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยจำนวน 183,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 ตุลาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 48,880 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ มีหน้าที่สั่งซื้อสินค้าดูแลสินค้า เก็บรักษาสินค้า ตลอดจนตรวจคืนสินค้า ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 22,940 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท และเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2547 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป โดยมีสาเหตุมาจากเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อได้รับกล้องดิจิตอล ยี่ห้อโซนี่ รุ่น ดีเอสซี-เอฟเอกซ์ 77 ราคา 21,990 บาท จากบริษัทฮิวแลตต์ แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด ไว้แทนจำเลย ซึ่งเป็นของสมนาคุณที่ได้เนื่องจากจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว โดยโจทก์ไม่เคยแจ้งเรื่องให้ผู้ใดทราบ สำหรับของสมนาคุณที่จำเลยได้รับมาจะนำมาเก็บไว้เพื่อให้พนักงานของจำเลยทุกคนได้จับรางวัลในงานวันขึ้นปีใหม่ ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์นำเอากล้องดังกล่าวไปเป็นของส่วนตัว จำเลยจึงมีคำสั่งให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง จากการสอบสวนโจทก์แจ้งว่าได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมาจริงแล้วนำไปไว้ในที่เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้องแล้วปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพ เป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัวโจทก์จึงยอมรับว่าเอาไปใช้จริง แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำกล้องที่เป็นของสมนาคุณซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลเก็บรักษาออกจากที่ทำงานไปใช้ถ่ายรูปส่วนตัวโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจของจำเลยก่อนเป็นการกระทำที่ถือวิสาสะ ยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์เก็บกล้องที่เป็นของสมนาคุณไว้โดยมีเจตนาเก็บไว้เป็นของตนเองหรือไม่ เพราะเมื่อมีการร้องเรียนจำเลยเรียกให้ส่งคืนโจทก์ก็ส่งมอบให้แก่จำเลยในสภาพที่ใช้การได้ดี ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าโจทก์มีเจตนาเอาไปหรือเบียดบังเอาไปโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดในทางอาญา จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ทั้งฟังไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า หากโจทก์สุจริตใจจริง โจทก์ก็น่าจะยอมรับว่าเอากล้องไปใช้ตั้งแต่แรก แต่กลับปรากฏว่าจำเลยต้องเปิดหน่วยความจำในกล้องให้ดูโจทก์จึงยอมรับเพราะจำนนต่อหลักฐาน การกระทำของโจทก์เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เอาทรัพย์สินของจำเลยไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดทรัพย์สินของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มิใช่เป็นกรณีถือวิสาสะดังที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัย โจทก์ไม่ซื้อสัตย์ต่อจำเลย จึงมีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการสอบสวนนั้นโจทก์แจ้งว่าโจทก์ได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมาจริงแล้วนำไปไว้ในที่เก็บสินค้าของจำเลยยังมิได้นำออกใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้องปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพเป็นภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้แล้วจริง การที่โจทก์ยอมรับว่าเอากล้องดังกล่าวไปใช้แล้วจึงเป็นเพราะโจทก์จำนนต่อหลักฐานนั่นเอง ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการนำไปใช้โดยถือวิสาสะ เพราะหากโจทก์คิดว่าโจทก์มีสิทธิจะนำไปใช้ได้ โจทก์ก็น่าจะยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจริงตั้งแต่ต้น ไม่น่าจะต้องให้ตรวจดูหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้เสียก่อน เมื่อปรากฏว่ามีภาพถ่ายที่โจทก์บันทึกไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์จึงเพิ่งจะยอมรับ กล้องดังกล่าวเป็นของสมนาคุณที่จำเลยได้มาและมีไว้เพื่อให้พนักงานของจำเลยจับรางวัลในงานขึ้นปีใหม่ การที่โจทก์ไม่แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้กล้องดังกล่าวมา ทั้งยังนำไปใช้โดยพลการ เมื่อมีการสอบสวนก็ยังไม่ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจนต้องมีการตรวจสอบหาความจริงจากหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้ด้วยเช่นนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรงอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ทั้งยังเป็นการทำอันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีนี้เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคท้าย ม. 119 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุษยมาส รัตน้ำหิน
จำเลย — บริษัทแมทธีเรียล ออโตเมชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8406/2551
#499872
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหายสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จำเลยก็เพียงมุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียงแย่งการครอบครองเท่านั้น แต่หลังจากสร้อยคอทองคำและกระดูกเลี่ยมทองขาดตกลงที่พื้นแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองอันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปสำเร็จ จึงเป็นพยายามชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 339, 340 ตรี, 371 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับว่าได้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยใช้ยานพาหนะแต่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 339 วรรคสอง วรรคสาม, 340 ตรี และมาตรา 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 31 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 41 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ตลอดจนคำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 14 ปี 16 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี 26 เดือน 20 วัน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่พวกจำเลยเป็นผู้ขับสวนทางกับนางเตือนจิตร์ผู้เสียหายที่กำลังเดินจะกลับบ้าน จำเลยได้ให้พวกจำเลยขับรถจักรยานยนต์วกกลับไปหา จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้เสียหายและชกผู้เสียหายล้มลง จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองจากคอผู้เสียหายจนขาดตกลงที่พื้น ต่อมาชาวบ้านช่วยกันจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมาที่เกิดเหตุดำเนินคดี ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแก้มข้างซ้ายบวมเขียวช้ำ มีรอยช้ำที่ข้อมือขวา รอยแดงที่คอด้านหลัง ใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุคือผู้เสียหายและนายชัพโชชัย โดยผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ที่คอ พยานไม่เห็นจำเลยเหนี่ยวไกปืน แต่เห็นจำเลยกระชากลำกล้องปืนและพูดว่าอย่าร้องถ้าร้องจะฆ่าให้ตาย นายชัพเบิกความว่า พยานนั่งดื่มกาแฟที่บ้านเพื่อนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ พยานออกมาดูเห็นผู้เสียหายล้มจำเลยคร่อมตัวผู้เสียหายใช้อาวุธปืนจ่อไปที่ใบหน้าผู้เสียหาย ได้ยินเสียงดังแชะแล้วจำเลยกระชากลำกล้องปืน พยานเข้าไปแย่งอาวุธปืน ต่อมาเพื่อนของพยานมาช่วยแย่งอาวุธปืนได้ และมีคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างมาช่วยกันจับจำเลย พยานตรวจดูอาวุธปืน ดึงซองกระสุนปืนดู เห็นมีกระสุนปืน 2 นัด เห็นว่า คำของพยานโจทก์ทั้งสองแตกต่างกันในเรื่องที่จำเลยเหนี่ยวไกปืนหรือไม่ จึงเอาแน่นอนไม่ได้ว่าจำเลยเหนี่ยวไกปืนหรือไม่ นอกจากนี้ที่พยานทั้งสองเบิกความว่า เห็นจำเลยกระชากลำกล้องปืน หากเป็นดังที่พยานทั้งสองเบิกความแล้ว กระสุนปืนควรจะอยู่ในลำกล้องปืนจำนวน 1 นัด ด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีกระสุนปืนอยู่ในลำกล้องปืน คงมีแต่กระสุนปืนอยู่ในซองกระสุนปืนเพียง 2 นัด เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์สำเร็จตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ความผิดฐานชิงทรัพย์ คือการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริต การที่จะถือว่าเป็นการเอาไปจะต้องประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ คือแย่งการครอบครองและพาทรัพย์เคลื่อนที่ ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยใช้อาวุธปืนตบผู้เสียหายจากนั้นกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองจากคอผู้เสียหายจนขาดตกลงที่พื้น โดยจำเลยไม่ได้หยิบเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่ตกลงที่พื้นนั้นแต่อย่างใด เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหาย สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จำเลยก็เพียงมุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียงแย่งการครอบครองเท่านั้น แต่หลังจากสร้อยคอทองคำและกระดูกเลี่ยมทองขาดตกลงที่พื้นแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเลี่ยมทอง อันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปแต่อย่างใดการกระทำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปสำเร็จ ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยกระทำความผิดแล้วแต่ยังไม่อาจยึดถือครอบครองสร้อยคอทองคำพร้อมกระดูกเหลี่ยมทองนั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นพยายามชิงทรัพย์หาเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์สำเร็จดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แก้มข้างซ้ายบวมเขียวช้ำ มีรอยช้ำที่ข้อมือขวา และรอยแดงที่คอด้านหลัง ใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อย ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ นอกจากนี้ความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและให้การรับสารภาพชั้นศาล แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เหมาะสม เห็นควรแก้ไขในส่วนนี้โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และรับสารภาพบางข้อหาในชั้นศาล ทั้งเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืน 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเสกสรรหรือเสกสรรค์ เสาวรส
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2551
#499869
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เอาทรัพย์ของ ส. และผู้เสียหายไปก็เป็นการกระทำตามที่ ฟ. ใช้ให้ไปเอาเพื่อเป็นการใช้หนี้ที่ ส. สามีของผู้เสียหายเป็นหนี้ ฟ. อยู่ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้กัน แสดงให้เห็นว่า เป็นการที่ ฟ. ใช้อำนาจของการเป็นเจ้าหนี้บังคับเอาทรัพย์ไปเพื่อชำระหนี้แก่ตนโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะกระทำได้และในประการสำคัญยังเข้าใจว่าตนในฐานะที่เป็นบิดาของ ส. มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ที่จะต้องตกได้แก่ตนรวมอยู่อีกด้วย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และ ฟ. นำทรัพย์ที่ขนเอาไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายหรือที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท ที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 334) ประกอบด้วย มาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางสาวทัศนีผู้เสียหายเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายสุธีร์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นน้องสาวของนายสุธีร์และเป็นบุตรของนายเฟือง จำเลยที่ 2 เป็นน้องสาวของนายเฟืองและเป็นอาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดตั้งกระจกอะลูมิเนียมอยู่กับนายสุธีร์จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไปที่บ้านเกิดเหตุของผู้เสียหายกับนายสุธีร์ ใช้กุญแจเปิดประตูบ้านเข้าไปในบ้านและงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหายจนเปิดออกแล้วเข้าไปยังห้องนอนขนเอาทรัพย์สินภายในบ้านรวม 11 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายบรรทุกรถยนต์กระบะขับไปไว้ที่บ้านของนายเฟืองบิดาของนายสุธีร์กับจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทธรรมนูญเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ เวลา 21.30 นาฬิกา ขณะที่พยานกับพวกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองจันทบุรีว่า มีผู้แอบอ้างจะขนสิ่งของภายในบ้านเลขที่ 184/26 หมู่ที่ 4 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี จึงได้พร้อมกับพวกเดินทางไปยังบ้านเกิดเหตุพบนายวิรัตน์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผู้รับฝากดูแลบ้านจากผู้เสียหายที่อยู่ระหว่างจัดงานศพของสามี กับจำเลยทั้งสี่สอบถามได้ความว่า จำเลยทั้งสี่จะมาขนเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องตัดอะลูมิเนียมในบ้านหลังนี้ เนื่องจากนายสุธีร์ไปยืมเงินจากบิดาของจำเลยที่ 1 แล้วค้างชำระอยู่ บิดาของจำเลยที่ 1 จึงให้มาเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปไว้ที่บ้านของบิดาที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่นายวิรัตน์ไม่ยินยอมเปิดประตูให้อ้างว่า ผู้เสียหายยืนยันไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปในบ้าน พยานจึงวิทยุสื่อสารแจ้งให้ร้อยเวรสอบสวนที่สถานีตำรวจทราบ ร้อยเวรสอบสวนแจ้งกลับมาว่าหากจำเลยทั้งสี่อ้างว่ามี สิทธิที่จะขนก็ให้ขนไปได้ หากมีเรื่องพิพาทกันในภายหลังก็ให้ดำเนินคดีเอา นายวิรัตน์จึงยินยอมเปิดประตูบ้านให้จำเลยทั้งสี่เข้าไปขนทรัพย์สินภายในบ้าน โดยพยานดูการขนทรัพย์สินอยู่ด้วยจนเสร็จ และได้ความจากร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์พนักงานสอบสวนที่เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่าจากการสอบสวนทราบว่านายเฟืองซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และบิดาของนายสุธีร์สามีผู้เสียหายมีเหตุขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องที่นายสุธีร์ขอยืมเงินนายเฟืองมาลงทุนทำธุรกิจแล้วเกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก และการที่จำเลยที่ 1 ไปนำทรัพย์สินมาจากบ้านของผู้เสียหายก็ด้วยเจตนาจะเอามาหักหนี้โดยนายเฟืองเป็นผู้ใช้ให้จำเลยทั้งสี่มาเอาทรัพย์สินที่บ้านของผู้เสียหาย และให้นำไปเก็บไว้ที่บ้านของนายเฟืองและเบิกความต่อมาอีกว่า นายเฟืองแจ้งแก่พยานว่า นายเฟืองก็เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายสุธีร์คนหนึ่งเช่นกัน เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสอบสวนของร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์ดังกล่าวเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่านายสุธีร์มีปัญหาเรื่องการเงินเนื่องจากทำงานแล้วขาดทุนจึงเอาเงินของนายเฟืองมาใช้ ในวันเกิดเหตุนายเฟืองใช้ให้จำเลยที่ 1 มาเอาทรัพย์สินที่บ้านเกิดเหตุไปไว้ที่บ้านของนายเฟืองอีกด้วย เมื่อรับฟังประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการเอาทรัพย์สินไปซึ่งได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าสิบตำรวจโทธรรมนูญที่ได้รับแจ้งให้ไปที่บ้านเกิดเหตุ และนายวิรัตน์ซึ่งผู้เสียหายฝากให้ดูแลบ้าน โดยก่อนจะขนเอาทรัพย์ไปก็ได้มีการพูดคุยกันว่าให้จำเลยทั้งสี่ขนเอาทรัพย์ไปได้ แต่หากมีเรื่องพิพาทกันภายหลังก็จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ดังที่สิบตำรวจโทธรรมนูญเบิกความข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เอาทรัพย์ของนายสุธีร์และผู้เสียหายไปก็เป็นการกระทำตามที่นายเฟืองใช้ให้ไปเอาเพื่อเป็นการใช้หนี้ที่นายสุธีร์สามีของผู้เสียหายเป็นหนี้นายเฟืองอยู่ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้กันแสดงให้เห็นว่า เป็นการที่นายเฟืองใช้อำนาจของการเป็นเจ้าหนี้บังคับเอาทรัพย์ไปเพื่อชำระหนี้แก่ตนโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะกระทำได้และในประการสำคัญยังเข้าใจว่าตนในฐานะที่เป็นบิดาของนายสุธีร์มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสุธีร์ที่จะต้องตกได้แก่ตนรวมอยู่อีกด้วย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายเฟืองนำทรัพย์ที่ขนเอาไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายหรือที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีเจตนาร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยไปโดยเจตนาทุจริตแล้ว และการเอาทรัพย์กลับมาคืนให้ผู้เสียหายภายหลังไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 พ้นจากความผิดฐานลักทรัพย์ไปได้นั้นฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้สั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า เกี่ยวกับคดีนี้ได้คืนทรัพย์สินให้กันหมดแล้ว และผู้เสียหายก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร พระหลวงพ่อสมชายราคา 2,500 บาท ตนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนโจทก์คงมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่เคยให้การไว้ว่า ยังไม่ได้รับคืนพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองซึ่งก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าเพราะโจทก์มิได้นำผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่ามีทรัพย์รายการนี้อยู่จริงและขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาช่วยกันขนเอาของไปจากบ้านเกิดเหตุนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเห็นทรัพย์รายการนี้ ทรัพย์รายการนี้จะมีอยู่ในตู้เซฟที่ยกไปหรือไม่ ก็ไม่มีใครทราบ เพราะไม่มีการเปิดตู้เซฟตรวจดูในขณะนั้นและแม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์พนักงานสอบสวนมาเบิกความตอนหนึ่งว่า ยังมีทรัพย์ส่วนที่ยังไม่ได้คืนอีก 1 รายการ ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนและเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่าในวันที่นายเฟืองนำทรัพย์สินมาคืนนั้นได้พบกับผู้เสียหายด้วย จากการเจรจาระหว่างนายเฟืองกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ติดใจในทรัพย์สินส่วนใหญ่คงติดใจเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับพระเครื่องคือพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองที่ยังไม่ได้คืนก็ตาม แต่ข้อความและการทำบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนดังกล่าวก็เป็นข้อความที่บันทึกไปตามคำบอกของผู้เสียหาย คำเบิกความของร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์ดังกล่าวจึงถือเป็นเพียงพยานบอกเล่าอีกเช่นกัน ไม่อาจนำมารับฟังประกอบกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานบอกเล่าด้วยกันดังที่โจทก์ฎีกาได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีทรัพย์ดังกล่าวที่จะต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายตามฎีกาของโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางสาวภัตราพร มังคุด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8381/2551
#494231
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยากซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตาม 190 จัตวา มาใช้บังคับ โดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุข้อข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำมาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 394,956.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 358,327.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 650.56 บาท สามปีต่อครั้ง นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ในวันนัดให้การพร้อมสืบพยานโจทก์และจำเลย ไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่มาในวันนัดพิจารณาถือเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่โดยนัดพิจารณาในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา เพื่อทำการไกล่เกลี่ย ให้จำเลยทั้งสองให้การและสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน ถึงวันนัดไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับ โดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรร์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 394,956.38 บาท จึงเสียเกินมา เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ เดิม ม. 196 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางศรีวรรณ รุ่งเรืองหรือโตสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8381/2551
#500432
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่ มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับโดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 394,956.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 358,327.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 650.56 บาท สามปีต่อครั้ง นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ในวันนัดให้การพร้อมสืบพยานโจทก์และจำเลย ไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่มาในวันนัดพิจารณาถือเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่โดยนัดพิจารณาในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา เพื่อทำการไกล่เกลี่ย ให้จำเลยทั้งสองให้การและสืบพยานโจทก์ในวันเดียวกัน ถึงวันนัดไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา 190 จัตวา มาใช้บังคับ โดยมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี หากปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าการดำเนินคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หากโจทก์ทราบนัดแล้วไม่ได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 394,956.38 บาท จึงเสียเกินมา เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ม. 193 ทวิ วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 196 วรรคสอง ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางศรีวรรณ รุ่งเรืองหรือโตสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8371/2551
#494230
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ได้มาก็เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ดินของรัฐ แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเนื่องจากการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดิน วัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในที่ดินจากกรมป่าไม้เป็น ส.ป.ก. โดยให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 36 ทวิ ยังคงเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ดิน มาตรา 2 ไม่อาจถือได้ว่า ส.ป.ก. เป็นบุคคลผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอื่นตาม ป.ที่ดิน มาตรา 3 (2) ที่ดินพิพาทจึงไม่มีบุคคลใดมาตามกฎหมายที่ดิน การที่ ส.ป.ก. ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. ให้แก่เกษตรกรจึงเป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเท่านั้นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น

การที่ ส. ได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. มาไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตาม ป.ที่ดิน มาตรา 3 (2) จึงยังมิได้มีบุคคลได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) การที่จำเลยที่ 1 ตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม่หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของ ส. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงมีความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันทำไม้โดยการตัด ฟัน โค่นล้มไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ที่มีและขึ้นอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้านป่าสัก ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าด้วยเกียงพาและป่าน้ำไคร้ แล้วตัดออกเป็นท่อน ๆ เพื่อแปรรูปและชักลากออกจากป่าต่อไป อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และโดยไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันแปรรูปไม้ประดู่ท่อนดังกล่าว โดยการเลื่อนออกเป็นแผ่น ได้ไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 11 แผ่น ปริมาตร 0.18 ลูกบาศก์เมตร ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ประดู่อันยังมิได้แปรรูปจำนวน 10 ท่อน ปริมาตร 0.32 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย เหตุเกิดที่ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย คืนไม้ประดู่ที่ไม่ได้แปรรูป 10 ท่อน และไม้ประดู่แปรรูป 11 ท่อน กับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-0321 อุตรดิตถ์ ของกลาง แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ตัด ฟัน โค่นล้มไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของนายสะอาดซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวและอยู่ในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามสำเนา ส.ป.ก. 4-01 ก. เอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 มิใช่หลักฐานแสดงถึงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา 3 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่นายสะอาดครอบครองอยู่จึงยังเป็นป่า การตัดฟันและโค่นไม้ประดู่ในที่ดิน ส.ป.ก. จึงถือว่าเป็นการทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ปัญหาดังกล่าว พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ได้มาก็เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิ์ใช้สอย จำหน่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ดินของรัฐ แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดิน วัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในที่ดินจากกรมป่าไม้เป็น ส.ป.ก. โดยให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 36 ทวิ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ไม่อาจถือได้ว่า ส.ป.ก. เป็นบุคคลผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอื่นตามความหมายของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3 (2) ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน การที่ ส.ป.ก. ออก เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จัดสรรในที่ดินของรัฐให้แก่เกษตรกรจึงเป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานนะทางกฎหมายของที่ดินนั้น ดังนั้นที่นายสะอาดได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. ตามเอกสารหมาย ล.1 ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่บัญญัติในมาตรา 3 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังมิได้มีบุคคลได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังคงเป็นป่าตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ การที่จำเลยที่ 1 ตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของนายสะอาดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคหนึ่ง ให้บังคับโทษจำเลยที่ 1 และริบของกลางไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.ที่ดิน ม. 2
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 ม. 36 ทวิ
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 11 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายประจวบ นวลมะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สบโชค สุขารมณ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8371/2551
#497877
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 36 ทวิ วรรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ได้มาก็เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์ เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ดินของรัฐ แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเนื่องจากการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 26 (4) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดิน วัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในที่ดินจากกรมป่าไม้เป็น ส.ป.ก. โดยให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 36 ทวิ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 ไม่อาจถือได้ว่า ส.ป.ก. เป็นบุคคลผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอื่นตามความหมายของ ป.ที่ดิน มาตรา 3 (2) ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน การที่ ส.ป.ก. ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. จัดสรรในที่ดินของรัฐให้แก่เกษตรกร จึงเป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น ดังนั้นที่ ส. ได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่บัญญัติในมาตรา 3 (2) แห่ง ป.ที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังมิได้มีบุคคลได้มาตาม ป.ที่ดิน และยังคงเป็นป่าตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ การที่จำเลยที่ 1 ตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของ ส. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยคืนไม้ประดู่ที่ไม่ได้แปรรูป 10 ท่อน และไม้ประดู่แปรรูป 11 ท่อน กับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 0321 อุตรดิตถ์ ของกลาง แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ตัดฟันโค่นล้มไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของนายสะอาดซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวและอยู่ในเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามสำเนา ส.ป.ก. 4-01 ก. คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 มิใช่หลักฐานแสดงถึงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา 3 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่นายสะอาดครอบครองอยู่จึงยังเป็นป่า การตัดฟันและโค่นไม้ประดู่ในที่ดิน ส.ป.ก. จึงถือว่าเป็นการทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ปัญหาดังกล่าว พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ได้มาก็เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นที่ดินของรัฐ แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดิน วัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในที่ดินจากกรมป่าไม้เป็น ส.ป.ก. โดยให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 36 ทวิ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ไม่อาจถือได้ว่า ส.ป.ก. เป็นบุคคลผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอื่นตามความหมายของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3 (2) ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน การที่ ส.ป.ก. ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. จัดสรรในที่ดินของรัฐให้แก่เกษตรกร จึงเป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น ดังนั้นที่นายสะอาดได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ก. ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่บัญญัติใน มาตรา 3 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังมิได้มีบุคคลได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังคงเป็นป่าตรามาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ การที่จำเลยที่ 1 ตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก. ของนายสะอาดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73, วรรคหนึ่ง ให้บังคับโทษจำเลยที่ 1 และริบของกลางไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 3 (2)
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4) ม. 36 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายประจวบ นวลมะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สบโชค สุขารมณ์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8370/2551
#500428
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ปลดจำนองให้แก่ ว. อาจทำให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจรับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคสอง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายตามมาตรา 697 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ ข้อ 5 ระบุว่า "การค้ำประกันนี้ย่อมผูกพันผู้ค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ตลอดไป... และผู้ค้ำประกันไม่พ้นจากการรับผิด เพราะเหตุผู้ให้กู้อาจกระทำการใดๆ ไป เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิใดๆ อันได้ให้หรืออาจได้ให้ไว้แก่ผู้ให้กู้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้" อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 697 ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจตกลงกันให้มีผลเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงปลดจำนองค้ำประกันร่วมให้แก่ ว. แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหายก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับสินเชื่อจากโจทก์ 2 ประเภท ประเภทแรกจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาปทุมวัน 2 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 จำนำเงินฝากเป็นประกันหนี้ตามสัญญาทั้งสองฉบับ และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาฉบับที่สอง เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โจทก์นำเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นหนี้โจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย สินเชื่อประเภทที่สองจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์สาขาปทุมวัน 2 ครั้ง มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ในครั้งที่สอง จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้เพียงบางส่วนแล้วผิดนัดชำระหนี้ในการกู้เบิกเงินเกินบัญชีและกู้เงิน มีจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 8,393,177.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 7,942,410.96 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วย 725,684.97 บาท และให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมรับผิดด้วย 4,755,282.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 536,901.56 บาท และ 4,611,995 บาท ตามลำดับนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ผิดสัญญาจำนำเงินฝากประจำ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกหนี้หรือมีนิติสัมพันธ์ต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ปลดจำนองให้แก่พันเอกวิจิตร ผู้จำนองค้ำประกันร่วมโดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่ทราบหรือยินยอม จำเลยที่ 3 ที่ 4 จึงหลุดพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 และโจทก์ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 589,579.49 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 10,837.50 บาท ที่ชำระเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 และนำเงินจำนวน 150,000 บาท ที่ชำระเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับ เหลือจำนวนหนี้เท่าใดจึงเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อไป กับให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันใช้เงิน 4,611,995 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย คดีหมายเลขแดงที่ ล.95/2541 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในหนี้แต่ละประเภทแล้วเพียงใด ให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ในคดีนี้ในหนี้ดังกล่าวลดลงเพียงนั้น ถ้าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 176574 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระก็ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันรับผิดในหนี้แต่ละประเภทตามความรับผิดของตนในส่วนที่ขาดจนกว่าจะครบจำนวน กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนด จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญา 2 ประเภท คือ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงิน (ประจำ) สำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินนั้น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน (ประจำ) จากโจทก์จำนวน 3,000,000 บาท และวันที่ 23 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน (ประจำ) จากโจทก์อีกจำนวน 13,000,000 บาท พันเอกวิจิตร ได้นำที่ดินรวม 10 โฉนด มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ทั้งสองครั้ง สำหรับการกู้เงินครั้งที่สองนอกจากมีพันเอกวิจิตรจดทะเบียนจำนองที่ดิน 10 โฉนด เป็นประกันแล้ว ยังมีจำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 55827 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 4 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 176574 ตำบลคลองเตย อำเภอคลองเตย (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โดยตกลงยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาพันเอกวิจิตรได้ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์จึงได้ปลดจำนองที่ดินทั้ง 10 แปลง ให้แก่พันเอกวิจิตรโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และไม่มีหลักฐานแสดงความยินยอมจากจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การที่โจทก์ปลดจำนองให้แก่พันเอกวิจิตรซึ่งเป็นผู้จำนองค้ำประกันร่วมทำให้จำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ปลดจำนองให้แก่พันเอกวิจิตรอาจทำให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายตามมาตรา 697 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.22 ข้อ 5 ระบุว่า "การค้ำประกันนี้ย่อมผูกพันผู้ค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ตลอดไป... และผู้ค้ำประกันไม่พ้นจากการรับผิด เพราะเหตุผู้ให้กู้อาจกระทำการใดๆ ไป เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสิทธิใดๆ อันได้ให้หรืออาจได้ให้ไว้แก่ผู้ให้กู้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้" อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ตกลงกันยกเว้นบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 ซึ่งมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจตกลงกันให้มีผลเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงปลดจำนองค้ำประกันร่วมให้แก่พันเอกวิจิตร แม้จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหายก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อสัญญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปว่า การปลดหนี้จำนองดังกล่าวให้แก่พันเอกวิจิตร เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และจำเลยที่ 3 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกคำให้การ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 วรรคสอง ม. 697
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบัญญัติ อุชชิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8369/2551
#500424
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการเป็นพิธีกรที่มีบทบาทของการเป็นผู้ดำเนินรายการระคนปนไปกับบทบาทของการเป็นนักแสดงที่จะยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (43) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ได้นั้นจะต้องมีบทบาทของการแสดงระคนปนไปถึงระดับเทียบเท่ากับบทบาทการแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพหรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ และจะต้องมีบทบาทของการแสดงที่มีสัดส่วนมากกว่าการเป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับรายการ M. ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์มีการแสดงถึงระดับเทียบเท่ากับบทบาทของนักแสดง สำหรับรายการ ค. และรายการ พ. และการเป็นพิธีกรเปิดตัวผลิตภัณฑ์ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ใช้ความสามารถแตกต่างจากการเป็นพิธีกรโดยทั่วไปอย่างไร เงินได้พึงประเมินของโจทก์จากการเป็นพิธีกรรายการดังกล่าวจึงไม่เป็นเงินได้จากการแสดงของนักแสดง โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเงินได้จากการดำเนินรายการบันเทิงคือรายการ MASTER KEY รายการคอนเสิร์ตตะลุยทั่วไทยและรายการพากินพาเที่ยวและค่าบริการในการดำเนินรายการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์นำเงินได้จากการเป็นพิธีกรรายการ MASTER KEY รายการคอนเสิร์ตตะลุยทั่วไทยรายการพากินพาเที่ยว และค่าบริการเป็นพิธีกรเปิดตัวผลิตภัณฑ์รวมเป็นเงิน 1,126,915.78 บาท มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทนักแสดงสาธารณะตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.102/2544 ลงวันที่ 5 มกราคม 2544 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.128/2546 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2546 คำว่า นักแสดงสาธารณะไม่รวมถึงพิธีกรจึงต้องจัดให้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากรายการ MASTER KEY จำนวน 825,600 บาท รายการคอนเสิร์ตตะลุยทั่วไทยและรายการพากินพาเที่ยวจำนวน 286,315.78 บาท และค่าบริการจำนวน 15,000 บาท มาหักค่าใช้จ่ายได้ตามมาตรา 40 (8) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากการดำเนินรายการ MASTER KEY จำนวน 825,600 บาท รายการคอนเสิร์ตตะลุยทั่วไทยและรายการพากินพาเที่ยวจำนวน 286,315.78 บาท ค่าบริการเป็นพิธีกรเปิดตัวผลิตภัณฑ์จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,126,915.78 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (43) แห่งพระราชฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ระบุยอมให้เงินได้จากการแสดงของนักแสดงละครภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40 และรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 600,000 บาท โดยไม่ได้ระบุถึงเงินได้จากการเป็นพิธีกรก็ตาม แต่จากทางนำสืบของโจทก์จะเห็นว่า ปัจจุบันบทบาทของพิธีกรโดยเฉพาะการเป็นพิธีกรทางรายการโทรทัศน์ได้เปลี่ยนแปลงไปมิได้จำกัดอยู่แค่การเป็นเพียงผู้ดำเนินรายการเท่านั้นหากแต่มีทั้งบทบาทการเป็นผู้ดำเนินรายการระคนปนไปกับบทบาทของการเป็นนักแสดงอย่างแยกกันไม่ออก แต่อย่างไรก็ตามเงินได้จากการเป็นพิธีกรที่มีบทบาทของการเป็นผู้ดำเนินรายการระคนปนไปกับบทบาทของการเป็นนักแสดงที่จะยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (43) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ได้นั้นจะต้องมีบทบาทของการแสดงระคนปนไปถึงระดับเทียบเท่ากับบทบาทการแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ และจะต้องมีบทบาทของการแสดงที่มีสัดส่วนมากกว่าการเป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับในส่วนเงินได้พึงประเมินของโจทก์จากการเป็นพิธีกรรายการ MASTER KEY นั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงถึงระดับเทียบเท่ากับบทบาทการแสดงของนักแสดงละครภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ หรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาจากภาพรวมของรายการที่มีถึงสามช่วงแต่มีการแสดงส่วนนี้เพียงบางส่วนของช่วงที่สองถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับทั้งรายการที่บทบาทหลักของโจทก์เป็นเพียงพิธีกรผู้ดำเนินรายการเพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของรายการคือการชิงรางวัลของผู้ร่วมรายการเท่านั้น สำหรับรายการคอนเสิร์ตตะลุยทั่วไทยและรายการพากินพาเที่ยวนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า บทบาทหลักของโจทก์ในรายการทั้งสองรายการดังกล่าวมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ความสามารถมากไปกว่าการเป็นพิธีกรโดยทั่วไปอย่างไร ทั้งในส่วนที่โจทก์ร่วมร้องเพลงด้วยก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาชีพเป็นนักร้องหรือนักดนตรีที่พอจะถือว่าเป็นการร่วมร้องเพลงด้วยนั้นมีระดับเทียบเท่ากับบทบาทการแสดงของนักร้องหรือนักดนตรี นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบถึงเทปรายการโทรทัศน์ทั้งสามรายการดังกล่าวว่า โจทก์มีบทบาทในการดำเนินรายการโดยอาศัยความสามารถทั้งในด้านการแสดง การพูดไหวพริบปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความรู้รอบตัวและมีอารมณ์ขันเพื่อสร้างความสนุกสนานและความบันเทิงในรายละเอียดอย่างไรอันพอจะทำให้เห็นได้ว่าบทบาทการเป็นพิธีกรของโจทก์มีระดับเทียบเท่ากับบทบาทการแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ดังที่โจทก์อ้างส่วนการเป็นพิธีกรเปิดตัวผลิตภัณฑ์นั้นข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินรายการบนเวทีแนะนำและเปิดตัวผลิตภัณฑ์และรับหน้าที่เป็นช่างแต่งหน้าให้นางแบบที่มาร่วมการสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ ไม่ปรากฏในรายละเอียดว่าโจทก์ใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการเป็นพิธีกรโดยทั่วไปอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า เงินได้พึงประเมินของโจทก์จากการเป็นพิธีกรรายการดังกล่าวเป็นเงินได้จากการแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้เมื่อโจทก์เป็นเพียงพิธีกรผู้ดำเนินรายการโดยไม่ได้มีการแสดงให้ความบันทึกจึงต้องถือว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการรับทำงานให้ จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) ม. 40 (8)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ม. 8 วรรคหนึ่ง (43)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวงามพิศหรือ ญาสุมินทร์ สีดาตระกูล
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2551
#412379
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับข้อหาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางฟังมาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับข้อหาอื่นที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเกินกว่า 50,000 บาท ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และทุกข้อหาตามฟ้องเกิดจากการที่โจทก์ได้รับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับพิพาทเพียงฉบับเดียว แต่โจทก์ได้รับเงินเป็นงวดๆ และถูกประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นรายเดือนที่ได้รับเงินมาและถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปีภาษีที่ได้รับเงินมานั้น หากโจทก์ผู้ถูกเรียกเก็บภาษีไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีดังกล่าว ย่อมเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปัญหาว่าบุคคลใดต้องเสียภาษีหรือได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีโดยรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนและเป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นได้สำหรับข้อหาที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาสำหรับข้อหาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 246 และ 142 (5) ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

โจทก์กับ ส. ตกลงเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดิน ต่อมา จ. สามีของ ส. จดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวและนำที่ดินนั้นไปจดทะเบียนจำนองโดยไม่ปรากฏว่า จ. เป็นตัวแทนของโจทก์และ ส. แต่อย่างใด ต่อมาโจทก์กับ ส. ขัดแย้งกันในการดำเนินงานหุ้นส่วน โจทก์กับ ส. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยตกลงคืนเงินทุนของโจทก์ เงินที่โจทก์ได้รับมาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงินทุนของโจทก์เอง มิใช่ค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของที่ดินให้แก่ ส. จึงมิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร และมิใช่รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 4610010/1/100565 และเลขที่ 4610010/1/10568 (ที่ถูก 100568) และเลขที่ 4610010/1/10567 (ที่ถูก 100567) ทุกฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ อน/0013/2545 เลขที่ อน/0014/2545 และเลขที่ อน/0015/2545 ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 4610010/6/100015 ถึง 100021 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ อน/0016/2545 (ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2545) งดหรือลดเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินจำนวน 1,100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับคืนจากนางสุจิตราตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ และเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่า ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีสิงหาคม 2537 ถึงกุมภาพันธ์ 2538 รวม 7 เดือนภาษี แต่ละเดือนภาษีมีจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่มรวมไม่เกิน 50,000 บาท แต่ละเดือนภาษีมีจำนวนเงินแยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกัน แต่ละเดือนภาษีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 50,000 บาท และสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2538 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2538 (เต็มปี) ก็มีจำนวนทุนทรัพย์พิพาทรวมกันไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลภาษีอากรได้ทำความเห็นแย้งไว้ หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 1,100,000 บาท ตามที่โจทก์ได้รับมาจากหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความโดยรับมาในปี 2537 และ 2538 เป็นเงินส่วนของโจทก์ที่จ่ายไปในการเป็นหุ้นส่วนกับนางสุจิตราจึงไม่เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและไม่เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 โดยศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ปรากฏตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2533 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 152 ว่า โจทก์และนายเจริญตกลงร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1023, 10432 และ 14480 ในราคา 1,400,000 บาท จากนายเสริมและนางแป๊วต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2534 นายเสริมและนางแป๊วได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และนายเจริญตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 153 ถึง 160 โดยมีนายเจริญเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแต่ผู้เดียว ทั้งนี้เป็นไปตามคำให้การของโจทก์และนายเจริญซึ่งให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 134 ถึง 135 และ 165 ถึง 166 ส่วนที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 135 ว่า นายเจริญได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงจากผู้ขายโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไปสอบถามนายเจริญและเกิดการเข้าใจผิดกัน ทำให้โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยฟ้องนายเจริญในข้อหาร่วมกันซื้อที่ดิน แต่นายเจริญมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว ก็ไม่ทำให้การรวมหุ้นซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวยกเลิกสิ้นสุดลงแต่อย่างใด และถึงแม้นายเจริญใส่ชื่อตนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแต่ผู้เดียว การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ดังกล่าวก็ไม่หมดไป ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2537 โจทก์และนางสุจิตราได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 476/2535 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ได้รับชำระค่าตอบแทนจำนวน 1,100,000 บาท จากการที่โจทก์โอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนที่ดินโฉนดทั้งสามแปลงดังกล่าว และหนี้สินอื่น ๆ อันเกิดจากการเป็นหุ้นส่วนในการซื้อที่ดินให้แก่นางสุจิตรา ตามภาพถ่ายหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 164 และคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 169 แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ได้รับค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวตามภาพถ่ายใบรับเงินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 122 ถึง 127 เงินตอบแทนการโอนสิทธิจำนวนดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์และเงินได้จากการโอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนซึ่งก็คือโอนสิทธิส่วนของโจทก์ในที่ดินสามแปลงดังกล่าว จึงเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางฟังมาดังกล่าว เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ต้องวินิจฉัยสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2537 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2537 ซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์พิพาท 57,282.56 บาท และไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ประกอบกับมูลคดีพิพาทในกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะทุกเดือนภาษี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2538 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2538 ก็เกิดจากการที่โจทก์ได้รับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับพิพาทเพียงฉบับเดียว แต่โจทก์ได้รับเงินเป็นงวด ๆ และถูกประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นรายเดือนที่ได้รับเงินมาและถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปีภาษีที่ได้รับเงินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า หากโจทก์ผู้ถูกเรียกเก็บภาษีไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีธุรกิจเฉพาะตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีดังกล่าว ย่อมเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปัญหาว่าบุคคลใดต้องเสียภาษีหรือได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียภาษีโดยรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนและเป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงเดียวกันนั้นได้สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2537 (ครึ่งปี) และภาษี 2537 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะรายพิพาทและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2538 (ครึ่งปี) และภาษี 2538 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 โดยเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า นางสุจิตราใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์นำเงินที่เก็บออมไว้มาร่วมเป็นหุ้นส่วนคนละครึ่งในการซื้อที่ดินดังกล่าวทั้งสามแปลง ในราคา 1,400,000 บาท ซึ่งโจทก์หลงเชื่อจึงตกลงที่จะร่วมหุ้นซื้อที่ดินด้วย แต่นางสุจิตราไม่มีเจตนาให้โจทก์ร่วมเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ต้น โดยให้นายเจริญมาเข้าชื่อร่วมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับหลอกลวงโจทก์ให้โจทก์จ่ายเงินค่าที่ดินในงวดแรก ส่วนนางสุจิตราจ่ายในงวดหลัง เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวให้นายเจริญเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ซึ่งต่อมานายเจริญได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงเพียงผู้เดียวโดยโจทก์ไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็น วันรุ่งขึ้นนายเจริญนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองโดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง การที่นายเจริญจดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสามแปลงเพียงคนเดียว ทำให้โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลงในฐานะเจ้าของรวมแต่อย่างใด และมีนายศุภชัยทนายความของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 476/2535 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้สอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า นางสุจิตราไม่มีเจตนาเข้าหุ้นกับโจทก์ แต่เป็นการหลอกลวง พยานแนะนำให้โจทก์ไปร้องทุกข์ตามภาพถ่ายรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ต่อมาโจทก์และนางสุจิตรากับนายเจริญไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุทัยธานี แจ้งว่ามาทำความตกลงตามที่นัดไว้ตามรายงานประจำวัน โดยฝ่ายโจทก์ทำค่าใช้จ่ายรวม 5 รายการ รวมเป็นเงิน 1,1800,000 บาท ฝ่ายนางสุจิตรากับนายเจริญมีรายจ่าย 6 รายการ รวมเป็นเงิน 1,059,440 บาท ฝ่ายนายเจริญและนางสุจิตราไม่ยอมรับค่าใช้จ่ายของโจทก์อันดับที่ 5 ซึ่งเป็นการชำระเงินให้ผู้ใหญ่แววจำนวน 80,000 บาท คู่กรณีจึงตกลงกันไม่ได้ ต่อมาพยานเป็นทนายความให้โจทก์ฟ้องนางสุจิตราเป็นจำเลยฐานลาภมิควรได้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 476/2535 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี โดยยื่นฟ้องตามภาพถ่ายคำฟ้องเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 16 ถึง 31 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอ้างว่า โจทก์กับนางสุจิตราเป็นหุ้นส่วนร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว เรียกค่านายหน้าและดอกเบี้ยจากนางสุจิตรา นางสุจิตราได้ให้การและฟ้องแย้งตามคำให้การและฟ้องแย้งเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 27 ถึง 30 ซึ่งนางสุจิตรายอมรับว่า โจทก์กับนางสุจิตราเป็นหุ้นส่วนกัน ได้ตกลงออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งเพื่อซื้อที่ดินและพัฒนาที่ดินดังกล่าว ฝ่ายใดมีเงินก็ทดรองจ่ายไปก่อน ฝ่ายใดไม่มีเงินในขณะนั้นจะหามาทดแทนให้ภายหลัง ต่อมาได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามแปลงกับเจ้าของที่ดิน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามคำให้การและฟ้องแย้งของนางสุจิตราไม่เคยกล่าวว่า นายเจริญร่วมกับโจทก์เป็นหุ้นส่วนซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่านายเจริญทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแทนโจทก์และนางสุจิตราซึ่งตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน พยานหลักฐานของจำเลยคงมีเพียงบันทึกคำให้การของโจทก์และนายเจริญซึ่งให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 134 ถึง 135 และ 165 ถึง 166 ตามลำดับ ตามคำให้การของโจทก์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 135 มีข้อความว่า โจทก์ฟ้องคดีนายเจริญ ซึ่งขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 476/2535 ของศาลจังหวัดอุทัยธานีและคำให้การและฟ้องแย้งของนางสุจิตราดั่งได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยไม่ได้นำนางสุจิตราและนายเจริญมาเบิกความต่อศาล บันทึกคำให้การของนายเจริญดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า เป็นการชำระค่าตอบแทนในการที่โจทก์โอนสิทธิในการเป็นหุ้นส่วนในการขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่นางสุจิตราและหนี้สินอื่น ๆ อันเกิดจากการเป็นหุ้นส่วนในการซื้อที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์มีนายศุภชัยเป็นพยานเบิกความว่า เงินจำนวน 1,100,000 บาท ซึ่งนางสุจิตราตกลงชำระคืนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อต้องการให้ระงับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาและเพื่อให้มีผลบังคับได้ ซึ่งจำนวนเงิน 1,100,000 บาท ตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นจำนวนเท่ากันกับจำนวนเงินที่โจทก์กับนางสุจิตราและนายเจริญรับกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุทัยธานี ตามภาพถ่ายรายงานประจำวันเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 และ 3 ดังนั้นคำเบิกความของนายศุภชัยมีเหตุผลน่าเชื่อ เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับนางสุจิตรา และการที่นายเจริญรับโอนที่ดินทั้งสามแปลง ตลอดจนการนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายเจริญ นายเจริญมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์และนางสุจิตราแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อโจทก์กับนางสุจิตราเกิดความขัดแย้งในการดำเนินงานหุ้นส่วน จึงถือว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นการยกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยตกลงให้คืนเงินทุนของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับนางสุจิตราซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน เงินจำนวน 1,100,000 บาท ที่โจทก์ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นเงินลงทุนของโจทก์เอง ซึ่งนางสุจิตราคืนให้ มิใช่ค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเป็นหุ้นส่วนซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่นางสุจิตรา จึงมิใช่เงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่จะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหากำไรซึ่งจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 4610010/1/100565 และเลขที่ 4610010/1/100567 ถึง 100568 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1 ) เลขที่ 4610010/6/100015 ถึง 100021 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ อน/0013 ถึง 0016/2545 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 238 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 ม. 29
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัศมี ปัญญาโชติ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2551
#497761
เปิดฉบับเต็ม

กรมไปรษณีย์โทรเลขโจทก์เป็นกรมในรัฐบาล รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามที่ประกาศที่โจทก์กำหนด ทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุคมนาคม การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่า จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมชนิด วี เอช เอฟ/เอฟเอ็ม จำนวน 3 เครื่อง และ 10 เครื่องตามลำดับ พร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2533 ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2534 และนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2534 ตามลำดับ โดยจำเลยยินยอมชำระค่าเช่าเครื่องละ 250 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,250 บาท มีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญาโดยต้องแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาในเดือน พฤษภาคม 2534 โจทก์ได้ปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของอัตราค่าเช่าเดิมรวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,900 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้ง 2 ฉบับแล้ว จำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์อยู่อีก ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2539 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ดังนั้น จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราปีละ 1,600 บาท ชำระภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี หากจำเลยไม่ชำระจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันคือวันละ 16 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีจำนวน 13 เครื่อง หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 15,162 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่มและค่าเสียหายจำนวน 152,332.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าเช่าที่ค้างชำระเงินจำนวน 70,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,900 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์จำนวน 13 เครื่อง ในสภาพใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่ม และค่าเสียหายจำนวน 71,049.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่า 39,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าไปแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 3 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเอกสารหมาย จ.2 วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 10 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเอกสารหมาย จ.3 วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือน กันยายน 2543 และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 พร้อมค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นต้นมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคม สำหรับข่ายเฉพาะกิจแก่ภาคเอกชนเพื่อเป็นการสนับสนุนให้บริการได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ เพื่อให้การใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหารัมทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคม ตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนด ทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมเอกสารหมาย จ.6 และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเอกสารหมาย จ.7 ดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการซึ่งโจทก์จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่า จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 จึงขาดอายุความ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัทน้ำมันแอร์พอร์ท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2551
#499796
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคมตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนด ทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคม และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุ ต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการ ซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่าจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมชนิด วี เอช เอฟ/เอฟเอ็ม (VHF/FM) จำนวน 3 เครื่อง และ 10 เครื่อง ตามลำดับ พร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ มีกำหนดระยเวลาเช่า 1 ปี โดยจำเลยยินยอมชำระค่าเช่าเครื่องละ 250 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่10 ของทุกเดือน รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,250 บาท มีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญาโดยต้องแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของอัตราค่าเช่าเดิม รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,900 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้ง 2 ฉบับแล้ว จำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์อยู่แล้ว ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไป ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้เช่าใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ดังนั้น จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราปีละ 1,600 บาท ชำระภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี หากจำเลยไม่ชำระจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันคือวันละ 16 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีจำนวน 13 เครื่อง หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 15,162 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่มและค่าเสียหายจำนวน 152,332.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 70,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,900 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ได้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์เพราะโจทก์ไม่ได้เสียหาย และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยาคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์จำนวน 13 เครื่อง ในสภาพใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่ม และค่าเสียหายจำนวน 71,049.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่า 39,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าไปแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 3 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 10 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 พร้อมค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและใบตอบรับ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมสำหรับเครือข่ายเฉพาะกิจแก่ภาคเอกชน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้บริการได้อย่างเพียงพอกับความต้องการเพื่อให้การใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคมตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนดทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคม และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่รายการซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่า จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 จึงขาดอายุความ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — บริษัทน้ำมันแอร์พอร์ท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ