คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7960/2551
#495557
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะมีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เสียหายซึ่งจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายแจ้งให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบแล้วว่าจะทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อเป็นจำเลย เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายโดยตรง โดยผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อีกทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวในฐานะผู้เช่าซื้อ จึงเป็นผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์จำนวน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคาจำนวน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายจรัญผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ท - 5694 สงขลา ซึ่งเช่าซื้อมาจากบริษัทโตโยต้าสงขลา จำกัด ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2542 ผู้เสียหายขายดาวน์รถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นผู้เช่าซื้อแทนในราคา 50,000 บาท จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหายโดยใช้ชื่อในการทำสัญญาว่า นายดลหลี จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวและรับรถยนต์ไปแล้ว ตามสัญญาซื้อรถยนต์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่... การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าชื่อ ดลหลี ในการทำสัญญาซื้อรถยนต์ และระบุที่อยู่ว่า อยู่บ้านเลขที่ 87 ตำบลเทพา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ทั้งที่จำเลยมีชื่อจริงว่า ทวี และมีที่อยู่จริงคือบ้านเลขที่ 1 หมู่ 2 ตำบลคลองเปีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ประกอบกับขณะทำสัญญาผู้เสียหายขอดูบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านจากจำเลย แต่จำเลยไม่แสดงให้ผู้เสียหายดูจึงเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อีกทั้งหลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยก็ไม่มาทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อตามที่ตกลงกันไว้ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกในการหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อประสงค์จะไม่ให้ผู้เสียหายติดตามทวงรถยนต์คืนได้ โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งรถยนต์เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามฟ้องที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายขายดาวน์รถยนต์ให้แก่จำเลยโดยรู้ว่าตามสัญญาเช่าซื้อห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่น การกระทำของผู้เสียหายย่อมเป็นความฐานยักยอก จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะมีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เสียหายซึ่งจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายแจ้งให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบแล้วว่าจะทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อเป็นจำเลย เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายโดยตรงโดยผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อีกทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวในฐานะผู้เช่าซื้อจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ดังนี้ ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลสั่งให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคาจำนวน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ท - 5694 สงขลาที่จำเลยฉ้อโกงไปจากผู้เสียหาย ไม่ใช่รถยนต์ของผู้เสียหาย แต่เป็นรถยนต์ของบริษัทโตโยต้าสงขลา จำกัด ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อเท่านั้น ประกอบกับผู้เสียหายชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทดังกล่าวประมาณ 120,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ดังนั้น เพื่อให้การคืนรถยนต์หรือใช้ราคาเป็นไปโดยถูกต้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแก่เจ้าของ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลยทะเบียน 1 ท - 5694 สงขลา หรือใช้ราคาจำนวน 280,000 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — ประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายทวี ศรีสวนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7952/2551
#499718
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 91/5 (6) กำหนดให้ฐานภาษีสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรคือรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และมาตรา 91/1 (1) บัญญัติว่า "รายรับหมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ" นอกจากนี้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตามมาตรา 91/16 (6) ที่จะกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่มีการโอนทรัพย์สินในกรณีที่โอนทรัพย์สินมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร และตามมาตรา 91/1 (3) บัญญัติว่า "ราคาตลาด หมายความว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง" แม้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาซื้อขายที่ดินระบุว่าได้รับเงินเพียง 7,000,000 บาท แต่เมื่อราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ป.ที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนเป็นจำนวนเงิน 12,629,200 บาท และโจทก์ทั้งสองลงชื่อในบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากรยอมให้เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ โดยรับรองรายการว่าทุนทรัพย์ที่ถือเป็นเงินได้สำหรับคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์เป็นเงิน 12,629,200 บาท ประกอบกับโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าที่ดินแปลงอื่นในบริเวณใกล้เคียงมีราคาต่ำกว่าราคาประเมินดังกล่าว จึงฟังได้ว่าราคาขายที่ดินแปลงพิพาทตามสัญญา 7,000,000 บาท นั้นต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาประเมินดังกล่าวเป็นฐานภาษีประเมินให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 2010270/6/106841 (ที่ถูก 100841) ลงวันที่ 27 กันยายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/3/3/2547 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ให้ลดหรืองดเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียทั้งหมด

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2535 โจทก์ทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 36809 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 7,000,000 บาท ซึ่งมีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินจำนวน 12,629,200 บาท เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือเชิญพบโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ไปพบ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายประเมินรายรับของโจทก์ทั้งสอง โดยเปรียบเทียบราคาขายตามสัญญากับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลที่ดิน แล้วถือเอาราคาที่สูงกว่าเป็นราคาประเมินสำหรับใช้คำนวณภาษี ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วรายรับของโจทก์ในเดือนกันยายน 2535 เป็นเงิน 12,629,200 บาท คิดเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ 378,876 บาท เบี้ยปรับสองเท่าของภาษีที่ต้องเสียกรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภายในกำหนดตามมาตรา 89 (2) แห่งประมวลรัษฎากรรวมเป็นเงิน 757,752 บาท และต้องรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 91/2 (5) และ 89/1 แห่ง ประมวลรัษฎากร คำนวณถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2545 เป็นเงิน 378,876 บาท และต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 คิดเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น 151,550.40 บาท รวมเป็นเงิน 1,667,054 บาท เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองทราบโดยชอบแล้ว ต่อมาโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บตามการประเมิน และลดภาษีส่วนท้องถิ่นลงเหลือเรียกเก็บ 833,527.20 บาท ส่วนเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2534 และขายไปในวันที่ 4 กันยายน 2535 ในราคา 7,000,000 บาท ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลที่ดินซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนคือ 12,629,200 บาท โจทก์ทั้งสองถือครองที่ดินก่อนขายเพียง 1 ปี เป็นการขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไร ประกอบกับโจทก์ทั้งสองก็ยอมรับต่อเจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีว่า ตั้งแต่ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาโจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้ทำการเกษตร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่มีกฎหมายบังคับว่าเจ้าพนักงานจะต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไปยังผู้ขายที่ดิน โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนกันยายน 2535 ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ภาษีอากรดังกล่าวข้างต้นภายในอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 โดยอายุความเริ่มนับแต่ขณะที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้เป็นต้นไปคือตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2535 และวันสุดท้ายที่จำเลยใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวได้คือวันที่ 15 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทั้งสองทราบเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2545 อยู่ในอายุความ 10 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความเงินเพิ่มไม่มีบทบัญญัติกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดให้ได้ สำหรับภาษีส่วนท้องถิ่นกฎหมายกำหนดให้โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ชำระร้อยละ 10 ดังนั้น จึงของดหรือลดไม่ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ววินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสองภายในอายุความตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองขายที่ดินตามฟ้องไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2535 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 วรรคสาม (ที่ใช้ในขณะนั้น) กำหนดหน้าที่โจทก์ทั้งสองต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2535 และตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" แม้โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2535 แต่ก่อนครบกำหนดดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้ภาษีอากรค้างและจำเลยยังไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์ทั้งสองได้ ในเรื่องอายุความนั้นให้เริ่มนับตั้งแต่ขณะที่จำเลยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 จึงต้องเริ่มนับอายุความสำหรับคดีนี้ถัดจากวันที่ 15 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันที่ 28 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไปยังโจทก์ทั้งสองอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว

ปัญหาว่าการขายที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ทั้งสองเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีอาชีพทำโรงสีและค้าขาย โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่เคยเข้าไปทำการเกษตร ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าหลังจากซื้อที่ดินมาแล้วประสบปัญหาการเงินรุนแรง ต้องเป็นหนี้การค้าเจ้าหนี้และสถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องขายที่ดินแปลงพิพาทไปนั้น ก็มีเพียงโจทก์ทั้งสองอ้างตนเองเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนคำเบิกความ จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนจำเลยมีนางบุญยาพร นักวิชาการสรรพากร 4 ซึ่งทำหน้าที่เตรียมแบบแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาทเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ทั้งสองขายที่ดินโดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไร เพราะโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้วขายไปโดยไม่ได้เข้าทำการเกษตร และมีระยะเวลาถือครองเพียง 1 ปี ประกอบกับโจทก์ทั้งสองเคยถูกประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินทำนองเดียวกับคดีนี้อีกหลายแปลงพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นการขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสองใช้ในเกษตรกรรม เมื่อการขายที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ทั้งสองและเป็นการขายที่กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ที่ดินนั้นมาจึงถือว่าเป็นการขายที่เป็นการค้าหรือหากำไร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม มาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6)

ปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 12,629,200 บาท เป็นฐานภาษีประเมินให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีธุรกิจเฉพาะชอบหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้ฐานภาษีสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรคือ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นและมาตรา 91/1 (1) บัญญัติว่า "รายรับหมายความว่าเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ" นอกจากนี้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตาม มาตรา 91/16 (6) ที่จะกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่มีการโอนทรัพย์สินในกรณีที่โอนทรัพย์สินมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร และตามมาตรา 91/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ราคาตลาด หมายความว่าราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง" คดีนี้แม้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาซื้อขายที่ดินระบุว่าได้รับเงินเพียง 7,000,000 บาท แต่เมื่อราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลที่ดินซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้นเป็นจำนวนเงิน 12,629,200 บาท และโจทก์ทั้งสองลงชื่อในบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากรยอมให้เจ้าพนักงานที่ดินหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ โดยรับรองรายการว่าทุนทรัพย์ที่ถือเป็นเงินได้สำหรับคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์เป็นเงิน 12,629,200 บาท ประกอบกับโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบว่าที่ดินแปลงอื่นในบริเวณใกล้เคียงมีราคาต่ำกว่าราคาประเมินดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองฟังได้ว่าราคาขายที่ดินแปลงพิพาทตามสัญญา 7,000,000 บาท นั้น ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 12,629,200 บาท เป็นฐานภาษีประเมินให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าศาลจะงดหรือลดเงินเพิ่มได้หรือไม่ และมีเหตุสมควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้งดเบี้ยปรับจำนวน 757,752 บาท และลดภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 75,775.20 บาท รวมเป็นเงิน 833,527.20 บาท ให้โจทก์ทั้งสองแล้ว ตามพฤติการณ์ถือว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองมากแล้ว ไม่มีเหตุสมควรลดเงินเพิ่มตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (1) ม. 91/1 (3) ม. 91/5 (6) ม. 91/16 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย กิจดำรงชัย กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7951/2551
#497664
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การ ไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นที่รับคำฟ้องเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตาม พ.ร.บ.ว่าดัวยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น ดังนั้นเมื่อจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลนั้นก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลจึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ว่าดัวยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกประกาศสอบราคาปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ โจทก์เสนอราคาตามประกาศดังกล่าว และเป็นผู้สอบราคาได้ ต่อมาจำเลยเรียกโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ในราคา 240,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ได้ส่งมอบปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ให้แก่จำเลยตามสัญญาและจำเลยได้รับปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ไว้แล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมตรวจรับสินค้าโดยอ้างเหตุว่า สินค้าของโจทก์เป็นของเก่าเก็บ และบอกเลิกสัญญาซื้อขาย อันเป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้จำเลยตรวจรับปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ และชำระเงินค่าปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ให้แก่โจทก์ 273,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นคดีปกครอง โดยเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เนื่องจากเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองคือเทศบาลเมืองป่าตอง และมีลักษณะเป็นสัญญาซึ่งจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค คือ สัญญาซื้อขายปั๊มน้ำเพื่อใช้กับรถน้ำในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอันเป็นงานสาธารณูปโภค โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลนี้ จำเลยมิได้ผิดสัญญาซื้อขายต่อโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลย เนื่องจากปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยนั้นมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย และวินิฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยชอบหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขายโดยโจทก์อ้างว่าได้ส่งมอบปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ตรงตามคุณสมบัติที่จำเลยได้ประกาศสอบราคาซื้อปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์แล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมรับทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องชดใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์เป็นของเก่าเก็บไม่ใช่ของใหม่เป็นการผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงไม่ยอมรับ จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ยังมีข้อเท็จจริงให้วินิจฉัยว่า ปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยนั้น เป็นของเก่าเก็บหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนายโดยเร็ว..." ข้อเท็จจริงได้ความว่า การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยในคดีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การ ไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นที่รับคำฟ้องเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลนั้นเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้นแม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ศาลฎีกาก็มิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี ทั้งตามรูปคดีคู่ความยังต้องนำสืบพยานในประเด็นว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ศาลจึงจะพิพากษาคดีได้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 6,825 บาท เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาเป็นเงิน 6,625 บาท ให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยเป็นเงิน 6,625 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเนกนันต์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองป่าตอง
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
รัตน กองแก้ว
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7951/2551
#498628
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้ามีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟังรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและให้จัดเป็นความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." ข้อเท็จจริงได้ความว่า การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยในคดีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การ ไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลแต่อย่างใด ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นที่รับคำฟ้องเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลนั้นเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่า มีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองตามขั้นตอนของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกประกาศสอบราคาปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ โจทก์เสนอราคาตามประกาศดังกล่าว และเป็นผู้สอบราคาได้ ต่อมาจำเลยเรียกโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ในราคา 240,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ได้ส่งมอบปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ให้แก่จำเลยตามสัญญาและจำเลยได้รับปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ไว้แล้ว แต่จำเลยกลับไม่ยอมตรวจรับสินค้าโดยอ้างเหตุว่าสินค้าของโจทก์เป็นของเก่าเก็บ และบอกเลิกสัญญาซื้อขาย อันเป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้จำเลยตรวจรับปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ และชำระเงินค่าปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ให้แก่โจทก์ 273,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ คดีนี้เป็นคดีปกครอง โดยเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เนื่องจากเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองคือเทศบาลเมืองป่าตอง และมีลักษณะเป็นสัญญาซึ่งจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค คือสัญญาซื้อขายปั๊มน้ำเพื่อใช้กับรถน้ำในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอันเป็นงานสาธารณูปโภค โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลนี้ จำเลยมิได้ผิดสัญญาซื้อขายต่อโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลย เนื่องจากปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยนั้นมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีสืบพยานโจทก์จำเลย และวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขาย โดยโจทก์อ้างว่าได้ส่งมอบปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ตรงตามคุณสมบัติที่จำเลยได้ประกาศสอบราคาซื้อปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์แล้วแต่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมรับทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องชดใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์เป็นของเก่าเก็บไม่ใช่ของใหม่เป็นการผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงไม่ยอมรับ จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยมีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญายังมีข้อเท็จจริงให้วินิจฉัยว่า ปั๊มน้ำอลูมิเนียมอัลลอยด์ที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยนั้นเป็นของเก่าเก็บหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่า การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยในคดีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การ ไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นที่รับคำฟ้องเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลนั้นเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่า มีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น แม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้ยกคำฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลฎีกาก็มิได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี ทั้งตามรูปคดีคู่ความยังต้องนำสืบพยานในประเด็นว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ศาลจึงจะพิพากษาคดีได้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 6,825 บาท เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมาไม่ถูกต้องจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาเป็นเงิน 6,625 บาท ให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยเป็นเงิน 6,625 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเนกนันต์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองป่าตอง
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
รัตน กองแก้ว
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7950/2551
#495524
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยมีเนื้อหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไปแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาเช่นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยดังกล่าว อันเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจนว่าศาลชั้นต้นยกเรื่องอื่นขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาในประเด็นที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาไปแล้ว โดยพยายามเบี่ยงเบนให้เกิดเป็นประเด็นใหม่ขึ้นในเรื่องอำนาจฟ้องแล้วสรุปทำนองว่าโจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นการพิพากษาซ้ำซ้อนกับคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ยอมดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ให้เป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,164,000 บาท กับให้จำเลยจ่ายเงินประกันจำนวน 10,000 บาท คืน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การ คดีมีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งกันว่า จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดทำกิจการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เป็นการชั่วคราวอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนกับโจทก์หรือไม่ และจะต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายกับคืนเงินประกันในการที่จะต้องชำระเบี้ยปรับตามเงื่อนไขในสัมปทานให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องนำสืบก่อน แล้วพิพากษาใหม่ต่อไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2546 โดยมิได้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยซ้ำอีกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ทำไม้ป่าชายเลนได้ต่อไปจนหมดอายุสัมปทานก็ตาม แต่มติดังกล่าวได้เกิดมีขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว และคำสั่งให้โจทก์หยุดกิจการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานซึ่งไม่ว่าจำเลยโดยรัฐมนตรีสั่งการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หรือป่าไม้เขตนครศรีธรรมราชและป่าไม้จังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้สั่งการก็มีผลทำให้โจทก์ต้องหยุดกิจการทำไม้ป่าชายเลน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ซึ่งเนื้อหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ครอบคลุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยในคำพิพากษาดังกล่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มิได้ออกคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานตามขั้นตอนของกฎหมายเนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีในภายหลังดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาเช่นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั่นเอง อันเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจนว่าศาลชั้นต้นยกเรื่องอื่นขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาในประเด็นที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาไปแล้ว โดยพยายามเบี่ยงเบนให้เกิดเป็นประเด็นใหม่ขึ้นในเรื่องอำนาจฟ้องแล้วสรุปทำนองว่า โจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นการพิพากษาซ้ำซ้อนกับคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ยอมดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ให้เป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 144 วรรคแรก ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางซ่วนฮ้วย แซ่โง้ว
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ชาลี ทัพภวิมล
วีเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7942/2551
#495522
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์เครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งอยู่บนรถไถนาอันเป็นเครื่องกลของผู้เสียหายที่มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมทำนาในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) (12) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (8) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง นายชาญชัยจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1388/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้วร่วมกับพวกเข้าไปที่ใต้ถุนบ้านซึ่งเป็นเคหสถานของนายมั่นผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรมทำนา แล้วลักเครื่องยนต์คูโบต้า 1 เครื่อง ของผู้เสียหายซึ่งติดตั้งอยู่บนรถไถนาโดยใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กบค กำแพงเพชร 31 บรรทุกเครื่องยนต์ดังกล่าวไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับนายชาญชัยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์มิได้มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด คงมีแต่คำให้การซัดทอดของนายชาญชัยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นคำซัดทอดที่มีพิรุธและน่าจะมีมูลเหตุจูงใจเพราะอาจเป็นการซัดทอดเพื่อปกปิดความผิดให้บุคคลอื่นหรือให้การซัดทอดตามข้อสันนิษฐานของเจ้าพนักงานตำรวจหรืออาจถูกบังคับขู่เข็ญ เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นแต่เพียงการคาดคะเนของจำเลย คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของนายชาญชัยแม้จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้ต้องหาด้วยกันก็ตาม แต่บทบัญญัติของกฎหมายก็มิได้ห้ามมิให้รับฟังคำให้การเช่นว่านี้เสียทีเดียว เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง หากการซัดทอดมีเหตุผลรับฟังได้ ศาลก็มีอำนาจรับฟังประกอบการพิจารณาได้ ทั้งคำให้การดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีเหตุจูงใจว่าให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด จึงรับฟังคำให้การของนายชาญชัยประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ที่นำสืบได้ ทั้งนายชาญชัยเป็นเพื่อนกับจำเลยมีความสนิทสนมกัน หากจำเลยไม่ได้ร่วมกับนายชาญชับกระทำความผิดจริงก็ไม่มีเหตุที่นายชาญชัยจะให้การซัดทอดจำเลยเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษ ส่วนที่นายชาญชัยมาเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า นายชาญชัยร่วมกับนายแอ๊ดลักเครื่องยนต์ของผู้เสียหายโดยจำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้น แต่ก็มิได้เบิกความถึงเรื่องคำให้การชั้นสอบสวนที่เกี่ยวกับจำเลย จึงน่าจะเป็นลักษณะที่จะช่วยเหลือจำเลยมากกว่าที่จะเบิกความไปตามความเป็นจริง ประกอบกับตัวจำเลยเองยังให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและนำพันตำรวจโทสมชื่อพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ไปชี้ที่เกิดเหตุแสดงท่าทางต่างๆ ให้ถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพ ที่จำเลยนำสืบว่า ไม่ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ แต่ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวก็เลื่อนลอยรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์พยานโจทก์ ผู้จับกุมจำเลยประกอบสำเนาบันทึกการจับกุมว่า ในทันทีที่จำเลยถูกจับกุม นอกจากจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายชาญชัยลักเครื่องยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยยังร่วมกับนายชาญชัยพาจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ไปยึดเครื่องยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปได้จากทุ่งนาหลังบ้านจำเลยมาเป็นของกลางอีกด้วย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับนายชาญชัยกระทำความผิดตามฟ้องโดยยกเหตุผลการรับฟังไว้โดยละเอียดแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์เครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งอยู่บนรถไถนาอันเป็นเครื่องกลของผู้เสียหายที่มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมทำนาในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) (12) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) (12) วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 (8) ม. 335 (10) ม. 335 (12) ม. 335 วรรคสอง ม. 335 วรรคสาม ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายเซียน สุกเปล่ง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7941/2551
#499469
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนจำเลยล้มลง ผู้ตายกระชากคอเสื้อจำเลยทำให้อาวุธปืนของผู้ตายหล่นออกจากตัวผู้ตาย ผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกันระหว่างนั้นจำเลยยิงปืน 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตาย การที่ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลงนับได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นภยันตรายต่อจำเลยซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันตนเองได้ ดังนั้นเมื่ออาวุธปืนของผู้ตายหล่นจากตัวผู้ตาย ในภาวะเช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะแย่งอาวุธปืนดังกล่าว เพราะหากผู้ตายแย่งอาวุธปืนได้ ผู้ตายอาจใช้อาวุธปืนยิงจำเลยได้ แต่ขณะที่แย่งอาวุธปืนกันจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึง 2 นัด นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69

จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปทิ้งในแม่น้ำเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้ เช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง เพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปทิ้งถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาพาอาวุธปืนของกลางไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

อุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยชกต่อยและแย่งอาวุธปืนในลักษณะประชิดตัวกัน จำเลยย่อมไม่มีโอกาสเลือกยิงผู้ตายและจำเลยมิได้ยิงผู้ตายซ้ำ เมื่อเกิดเหตุจำเลยได้วิ่งหลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา และพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์กลับตั้งปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือจำเลยกับผู้ตายแย่งอาวุธปืนกันเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 โดยมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีปรากฏพยานหลักฐานของคู่ความในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายดนตรี ผู้ตายต่อว่าจำเลยส่งเสียงดัง จำเลยไสรถจักรยานยนต์ล้มไปถูกผู้ตาย ผู้ตายตบหน้าและชกต่อยจำเลย แล้วผู้ตายกับจำเลยแย่งอาวุธปืนกัน เป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 นัด ถูกผู้ตายที่โหนกแก้มซ้ายและชายโครงด้านซ้าน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนโดยจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา และพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์มีนางศิริกานต์รู้เห็นเพียงผู้ตายและจำเลยแย่งสิ่งของกันโดยไม่รู้เห็นว่าสิ่งของที่แย่งกันเป็นอะไร คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลง จากนั้นผู้ตายกระชากคอเสื้อของจำเลยแล้วชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋ากางเกง จำเลยกลัวจึงแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย แล้วอาวุธปืนลั่น 2 นัด จำเลยหลบหนีไป ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเมื่อพิเคราะห์ประกอบคำเบิกความของนายพิษณุ พยานโจทก์ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มสุรากับผู้ตายที่ว่าวันเกิดเหตุเห็นผู้ตายนำอาวุธปืนมาให้ดู และผู้ตายพกอาวุธปืนไว้ในกระเป๋ากางเกง เชื่อได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตาย แต่อย่างไรก็ตามจำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า เมื่อผู้ตายก้มลงจับคอเสื้อของจำเลย อาวุธปืนหล่นจากตัวผู้ตาย จำเลยหยิบขึ้นมา ผู้ตายแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จำเลยแย่งอาวุธปืนกันไปมา จำเลยจับด้ามอาวุธปืนปรากฏว่านิ้วชี้ของจำเลยเข้าไปในไกปืน เมื่อผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกันไปมากระสุนจึงลั่นขึ้น ๒ นัด ติดต่อกัน ผู้ตายล้มลง จำเลยหลบหนีไปขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการสอบปากคำจำเลยมีทนายความร่วมฟังการสอบสวนด้วย เชื่อว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนตามความป็นจริง คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจึงน่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางศิริกานต์ว่า ระหว่างพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล ผู้ตายพูดว่าจำเลยไม่น่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายไม่เอาเรื่องและหากรักษาบาดแผลหายแล้วจะมาทำความเข้าใจกับจำเลย แม้จะเป็นพยานบอกเล่า แต่นางศิริกานต์ได้รับการบอกกล่าวจากผู้ตายโดยตรงหลังเกิดเหตุ จึงรับฟังประกอบหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนจำเลยล้มลง ผู้ตายกระชากคอเสื้อจำเลยทำให้อาวุธปืนของผู้ตายหล่นออกจากตัวผู้ตาย ผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกัน ระหว่างนั้นจำเลยยิงอาวุธปืน ๒ นัด กระสุนปืนถูกผู้ตาย การที่ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลงนับได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นภยันตรายต่อจำเลยซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันตนเองได้ ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของผู้ตายหล่นจากตัวผู้ตายในภาวะเช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะแย่งอาวุธปืนดังกล่าว เพราะหากผู้ตายแย่งอาวุธปืนได้ผู้ตายอาจใช้อาวุธปืนยิงจำเลยได้ แต่ขณะที่แย่งอาวุธปืนกันจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึง 2 นัด นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเป็นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตาย และได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้นำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปเพราะเกรงว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและนำอาวุธปืนไปทิ้งในแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย เห็นว่า จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปทิ้งในแม่น้ำเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้ เช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองเพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของ ทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปทิ้งถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาพาอาวุธปืนของกลางไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนจะยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายเพียงตบและชกต่อยจำเลย แต่จำเลยกลับยิงผู้ตายในระหว่างแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายถึง 2 นัด พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และเมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอลงโทษจำเลยในสถานเบาอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69 ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวิชัย แซ่โง้ว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2551
#499669
เปิดฉบับเต็ม

บ้านและบริเวณบ้านของจำเลยถือว่าเป็นเคหสถานที่ประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตนเพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน

ผู้ตายขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านของจำเลยเพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาของผู้ตายให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโต้เถียงกันจำเลยพูดจาห้ามปราม ผู้ตายไม่ฟังและได้ลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้ว เดินไปหาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบเอาอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาด .22 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ทั้งเป็นอาวุธปืนที่ปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยลงจากบ้าน เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์สินของจำเลยหรือบังคับให้ ผ. ไปอยู่กับผู้ตาย โดยไม่มีกริยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตายซึ่งถูก ผ. โอบกอดไว้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายหาได้ไม่ หลังจากนั้นสักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดและเดินเข้าหาจำเลยเพื่อทำร้ายจนห่างประมาณ 1 วา โดยมีอาวุธมีดยาวเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก 2 นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลง นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายโทและนางอำพันหรือรำพรรณบิดามารดาของนายเพทายผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน อาวุธปืนของกลางและปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกกรดขนาด .22 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ยิงนายเพทายผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่กลางคิ้วซ้าย 1 นัด กรามซ้าย 2 นัด กลางลำคอด้านหน้า 1 นัด และหน้าอกด้านหน้า 1 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมกับมอบอาวุธปืนให้ยึดเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดปลอกกระสุนปืนขนาด .22 ได้จากที่เกิดเหตุจำนวน 2 ปลอก เป็นของกลาง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยาน 2 ปากคือ นางผ่องเพ็ญและนางแก้วมา โดยนางผ่องเพ็ญเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน ผู้ตายพูดขู่เข็ญว่าจะฆ่าพยานและบุตรรวมทั้งจำเลยและนางแก้วมา หากพยานไม่กลับไปอยู่ด้วยวันเกิดเหตุผู้ตายมาที่บ้านจำเลยและทะเลาะโต้เถียงกับพยาน จำเลยพูดห้ามปรามผู้ตายไม่พอใจได้หยิบอาวุธมีดปลายแหลมยาวพร้อมด้ามประมาณ 12 นิ้ว เดินลงจากรถ จำเลยวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมา พยานเข้าไปห้าม ส่วนบุตรของพยานก็เข้าไปห้ามจำเลยแยกออกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดตรงเข้าหาจำเลย จำเลยจึงสะบัดตัวจากนางแก้วมาและบุตรของพยานที่กำลังแย่งอาวุธปืนของจำเลย ผู้ตายเดินถืออาวุธมีดเข้าหาจำเลย จำเลยจึงยิงปืน 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหา จำเลยยิงผู้ตายอีก พยานได้ยินเสียงปืน 2 ถึง 3 นัด ตกใจเป็นลมหมดสตินางแก้วมาเบิกความว่าประมาณวันที่ 27 หรือ 28 มีนาคม 2545 ผู้ตายมาที่บ้านจำเลยเพื่อให้นางผ่องเพ็ญกลับไปอยู่ด้วย แต่นางผ่องเพ็ญไม่ยอม ผู้ตายขู่จะฆ่านางผ่องเพ็ญและครอบครัว พยานเข้าไปพูดปลอบประโลมผู้ตายให้กลับบ้านวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ตายมาที่บ้านจำเลยทะเลาะโต้เถียงกับนางผ่องเพ็ญ จำเลยได้ยินเสียงทะเลาะกันได้มาห้ามปราม จำเลยไม่เชื่อฟังได้ลงจากรถพร้อมอาวุธมีดปลายแหลม จำเลยวิ่งขึ้นบนบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมา นางผ่องเพ็ญเข้าไปห้ามผู้ตาย พยานเห็นจำเลยยกปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อขู่ผู้ตายแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 นัด พยานเป็นลมหมดสติ เห็นว่า นางผ่องเพ็ญและนางแก้วมาเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนที่จำเลยจะยิงปืนนัดแรกว่า ผู้ตายมาตามนางผ่องเพ็ญให้กลับไปอยู่กินด้วยกัน แต่นางผ่องเพ็ญไม่ยอมจึงเกิดทะเลาะโต้เถียงกัน จำเลยได้ยินจึงออกมาห้าม แต่ผู้ตายไม่เชื่อฟังกลับถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้วลงจากรถจะเข้าหาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมาเช่นนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นนางผ่องเพ็ญเบิกความว่า พยานเข้าไปโอบกอดผู้ตาย ส่วนบุตรของพยานเข้าไปห้ามจำเลยแยกออกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดตัวจากพยานจนกระทั่งหลุดออกมาแล้วเดินตรงเข้าไปหาจำเลยขณะนั้นนางแก้วมาและบุตรของพยานกำลังแย่งอาวุธปืนจากจำเลย แต่จำเลยสะบัดหลุดผู้ตายยังคงเดินเข้าหาจำเลย จำเลยยิงปืน 1 นัด ผู้ตายยังคงเดินเข้าหา จำเลยจึงยิงผู้ตายโดยได้ยินเสียงปืนจำนวน 2 ถึง 3 นัด แล้วพยานหมดสติไป ซึ่งนางแก้วมาก็เบิกความทำนองเดียวกันแต่แตกต่างในเรื่องการยิงปืนนัดแรกของจำเลย โดยนางแก้วมาเบิกความว่ายิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าเป็นการขู่และศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเชื่อว่า จำเลยยิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าเป็นการขู่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 5 น่าจะคลาดเคลื่อนเนื่องจากตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางแก้วมาซึ่งนางแก้วมาให้การว่า จำเลยยิงไปที่ผู้ตาย ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยก็ปรากฏว่า จำเลยยิงปืนนัดแรกไปยังผู้ตายไม่มีข้อความว่ายิงปืนขึ้นฟ้า นอกจากนี้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ นางแก้วมา และจำเลยยังระบุว่าจำเลยยิงผู้ตาย 5 นัด ซึ่งสอดคล้องกับรายงานชันสูตรพลิกศพ ว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงจากกระสุนปืน 5 แห่งคือระหว่างกลางคิ้วซ้าย 1 แห่ง กรามซ้าย 2 แห่ง กระดูกกรามแตก กลางลำคอด้านหน้า 1 แห่ง ไม่พบรอยกระสุนปืนทะบุออก หน้าอกด้านขวา 1 แห่ง มีรอยแฉลบทะลุออกในแนวกลางลำตัว ยิ่งกว่านั้นตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญและจำเลยยังระบุอีกว่า เมื่อจำเลยยิงนัดที่ 3 ผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยเข้าไปยิงผู้ตายซ้ำอีก 2 นัด ซึ่งตรงกับบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและภาพถ่ายการนำชี้ประกอบคำรับสารภาพ ประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ นางแก้วมาและจำเลยได้ให้ถ้อยคำในระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โอกาสที่จะแต่งเติมบิดเบือนย่อมจะมีน้อยเชื่อได้ว่าให้การไปตามจริงหรือใกล้เคียงกับความจริง เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางผ่องเพ็ญแล้ว ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์หลังจากที่จำเลยหยิบอาวุธปืนยาวลงมาจากบ้านจึงรับฟังได้ว่านางผ่องเพ็ญได้เข้าไปโอบกอดผู้ตาย ส่วนนางแก้วมาและบุตรของนางผ่องเพ็ญได้เข้าห้ามจำเลยแยกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดนางผ่องเพ็ญจนหลุดแล้วเดินถืออาวุธมีดเข้าหาจำเลย ซึ่งขณะนั้นนางแก้วมาและบุตรของนางผ่องเพ็ญกำลังแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จำเลยสะบัดจนหลุดแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายยังคงเดินเข้าหาจำเลย จำเลยจึงยิงผู้ตายไปอีก 2 นัด ผู้ตายล้มลง จำเลยเดินเข้าไปยิงผู้ตายขณะล้มนอนหงายที่พื้นอีก 2 นัด พฤติการณ์ดังกล่าวดังที่วินิจฉัยมาทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้ตายมาที่บริเวณบ้านของจำเลยเพื่อมาขอร้องให้นางผ่องเพ็ญกลับไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดทะเลาะกัน และจำเลยห้ามปรามแต่ผู้ตายไม่เชื่อ ทั้งกลับหยิบอาวุธมีดยาวพร้อมด้าม 12 นิ้ว เดินลงจากรถเข้าหาจำเลยเช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและอยู่ในบริเวณบ้านอันถือว่าเป็นเคหสถานของจำเลยที่ประชาชนทั่วไปย่อมถือว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนั้นจำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน การที่จำเลยเพียงแต่ห้ามปรามผู้ตายมิให้โต้เถียงกับนางผ่องเพ็ญซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาผู้ตายย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบุคคลทั่วไปในสังคมไทยที่ถือว่าจำเลยเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายและนางผ่องเพ็ญย่อมห้ามปรามได้ เมื่อผู้ตายลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดซึ่งมีความยาวถึง 12 นิ้ว เดินเข้าหาจำเลย แล้วจำเลยวิ่งขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนลงจากบ้านมาเช่นนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายหาได้ไม่ เพราะเมื่อจำเลยขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนแล้วสามารถที่จะยิงผู้ตายโดยไม่ต้องลงจากบ้านเลยก็ได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำการเช่นนั้นไม่ และเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนยาวลงมาก็ไม่ได้ยิงผู้ตายทันทีทันใดในขณะนั้นแต่อย่างใด จำเลยอาจหยิบอาวุธปืนมาเพื่อปรามผู้ตายมิให้ทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์สินของจำเลยหรือมิให้บังคับนางผ่องเพ็ญให้ไปอยู่กับผู้ตายก็ได้ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 3 วัน ผู้ตายเคยมาที่บ้านจำเลย ขณะที่จำเลยไม่อยู่บ้านและพูดขู่ว่าจะฆ่านางผ่องเพ็ญทั้งครอบครัว ทั้งได้ความจากคำของนายอินบาน ซึ่งเป็นกำนันปกครองท้องที่ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาว่า ผู้ตายชอบทะเลาะกับชาวบ้านและเคยทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ซึ่งเจือสมกับบันทึกการชดใช้ค่าเสียหาย ประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ก็ระบุว่าจำเลยหยิบอาวุธปืนลงมาเพื่อไม่ให้ผู้ตายทำร้าย สำหรับเหตุการณ์ต่อมาเมื่อนางผ่องเพ็ญเข้าโอบกอดผู้ตายแยกออกมา สักครู่ผู้ตายสะบัดหลุดและเดินเข้าหาจำเลยจนกระทั่งห่างจากจำเลยประมาณเพียง 1 วา โดยผู้ตายมีอาวุธมีดเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้วจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น การที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยาวขนาด .22 ซึ่งปกติเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยยิงไปที่ใบหน้าผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงไปอีก 2 นัดติดกัน ผู้ตายจึงล้มลงนับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีก 2 นัด หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้วเช่นนี้จึงเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งในชั้นที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ต่อภาค 5 จำเลยก็อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุขอให้ลงโทษสถานเบา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี อาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.อ. ม. 68 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์ร่วม — นายโท นุชแก้วฟ้า กับพวก
จำเลย — นายเลิศ ยาวิละ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
มล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7919/2551
#412653
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.6 มีขึ้นเนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 จนกระทั่งโจทก์ต้องดำเนินคดีในทางอาญาแก่ผู้ที่สั่งจ่ายเช็คให้ไว้แต่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ได้ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาเหล่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังได้ลดจำนวนหนี้ ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 ให้แก่จำเลยทั้งสาม ส. และ ท. และให้ผ่อนชำระดังรายละเอียดในหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.6 ดังนี้ แม้เอกสารหมาย จ.6 จะใช้คำว่า "หนังสือรับสภาพหนี้" แต่เมื่อข้อกำหนดและเหตุผลในการจัดทำเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามต่างตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดจากหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.5 ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 จำเลยทั้งสามปฏิบัติการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 อายุความที่โจทก์จะต้องบังคับใช้สิทธิเรียกร้องจึงมีกำหนดสิบปีนับแต่วันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,889,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,374,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,889,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,374,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญารับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ. 6 ให้ไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับว่าจำเลยทั้งสามกับนายสุพิทักษ์ เป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,700,000 บาท และจำเลยทั้งสามขอร่วมกันผ่อนชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามผ่อนชำระให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามข้อตกลง โดยชำระครั้งสุดท้ายจำนวน 3,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ทำขึ้นโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันมาก่อนหรือไม่ พยานโจทก์คือนายเกรียงศักดิ์ ทนายความโจทก์ และนางณธรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความให้ข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันว่า ระหว่างปี 2528 และ 2529 นางอโนชา มารดาของจำเลยทั้งสาม นางสาวอรอุมา นายเทวัญ นายสุพิทักษ์ และจำเลยทั้งสามผลัดเปลี่ยนกันกู้เงินโจทก์ จนกระทั่งจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 7 คน ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์จำนวน 6,148,100 บาท และขอผ่อนชำระโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสดให้ไว้แก่โจทก์ตามรายละเอียดในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 5 แต่ต่อมาเช็คบางฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ดำเนินคดีแก่ผู้สั่งจ่ายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยทั้งสามจึงเจรจาขอประนีประนอมยอมความ และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ยุติการดำเนินคดีทางอาญา นอกจากนายเกรียงศักดิ์และนางณธรีแล้ว โจทก์ยังมีพยานอีกปากหนึ่งคือนางสาวอรอุมาเบิกความให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับนายเกรียงศักดิ์และนางณธรี นางสาวอรอุมาเป็นพี่สาวของจำเลยทั้งสามเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผลร้ายแก่ตนเองและพี่น้องของตน คำเบิกความของนางสาวอรอุมาย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ พยานจำเลยคงมีเพียงจำเลยที่ 3 เพียงผู้เดียวเบิกความปฏิเสธความรับผิดเพียงว่า จำเลยทั้งสามไม่เคยเห็นสัญญากู้เงินซึ่งนางอโนชาผู้เป็นมารดาทำไว้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามและพี่น้องทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 5 ให้ไว้แก่โจทก์เพียงเพื่อให้นางอโนชาสบายใจ ตลอดทั้งการที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ซึ่งโจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ก็เพียงเพื่อให้คดีอาญาระงับเท่านั้น จะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสามขัดแย้งกับคำเบิกความของนางอโนชา และขาดเหตุผลที่จะให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสามยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ให้แก่โจทก์โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมาย จ. 6 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 มีขึ้นเนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 5 จนกระทั่งโจทก์ต้องดำเนินคดีในทางอาญาแก่ผู้ที่สั่งจ่ายเช็คให้ไว้แต่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช่น จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ได้ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาเหล่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังได้ลดจำนวนหนี้ 6,148,100 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 5 ให้แก่จำเลยทั้งสาม นายสุพิทักษ์ นางสาวอรอุมา และนายเทวัญ โดยสำหรับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดจำนวน 1,700,000 บาท และให้ผ่อนชำระด้วยดังรายละเอียดในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 6 ดังนี้ เอกสารหมาย จ. 6 ดังกล่าว แม้จะใช้คำว่า "หนังสือรับสภาพหนี้" แต่เมื่อข้อกำหนดและเหตุผลในการจัดทำเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามต่างตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดจากหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. 5 ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เอกสารหมาย จ. 6 จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสามปฏิบัติการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 อายุความที่โจทก์จะต้องบังคับใช้สิทธิเรียกร้องจึงมีกำหนดสิบปีนับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนันท์ ไวจงเจริญ
จำเลย — นายประเสริฐศักดิ์หรืออาชวิน โรจนวิภาต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7919/2551
#497662
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ แม้จะใช้คำว่า "หนังสือรับสภาพหนี้" แต่เมื่อข้อกำหนดและเหตุผลในการจัดทำเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยต่างตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดจากหนังสือรับสภาพหนี้ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งเมื่อจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 อายุความที่โจทก์จะต้องบังคับใช้สิทธิเรียกร้องจึงมีกำหนดสิบปีนับแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 193/32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ก่อนปี 2531 นางอโนชาได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยทั้งสาม นางอโนชา นางสาวอรอุมา นายเทวัญและนายสุพิทักษ์ ร่วมกันทำหนังสือรับสภาพหนี้ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามกับพวกได้เจรจาตกลงกัน โดยโจทก์ยอมลดหนี้ที่ค้างชำระให้จำเลยทั้งสามและนายสุพิทักษ์เหลือเพียง 1,700,000 บาท และวันที่ 29 ธันวาคม 2535 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 1,700,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆ จำเลยทั้งสามชำระหนี้ให้โจทก์เป็นครั้งสุดท้ายวันที่ 3 กันยายน 2540 จำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามชำระแก่โจทก์ 326,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 1,374,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 ถึงวันฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นดอกเบี้ย 515,250 บาท รวมเป็นเงิน 1,889,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,889,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,374,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือสัญญารับสภาพหนี้ไม่มีมูลหนี้จริง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,889,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,374,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญารับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.6 ให้ไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับว่าจำเลยทั้งสามกับนายสุพิทักษ์เป็นหนี้โจทก์ จำนวน 1,700,000 บาท และจำเลยทั้งสามขอร่วมกันผ่อนชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามรายละเอียดที่ระบุไว้ แต่จำเลยทั้งสามผ่อนชำระให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามข้อตกลง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 จำนวน 3,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันมาก่อนหรือไม่ พยานโจทก์คือนายเกรียงศักดิ์ทนายความโจทก์ และนางณธรีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความให้ข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันว่า ระหว่างปี 2528 และ 2529 นางอโนชามารดาของจำเลยทั้งสาม นางสาวอรอุมา นายเทวัญ นายสุพิทักษ์และจำเลยทั้งสามผลัดเปลี่ยนกันกู้เงินโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยทั้งสามกับพวกรวม 7 คน ดังกล่าว ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ จำนวน 6,148,100 บาท และขอผ่อนชำระโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสดให้ไว้แก่โจทก์ตามรายละเอียดในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 แต่ต่อมาเช็คบางฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ดำเนินคดีแก่ผู้สั่งจ่ายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จำเลยทั้งสามจึงเจรจาขอประนีประนอมยอมความและได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ยุติการดำเนินคดีทางอาญา นอกจากนายเกรียงศักดิ์และนางณธรีแล้ว โจทก์ยังมีพยานอีกปากหนึ่งคือนางสาวอรอุมาเบิกความให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับนายเกรียงศักดิ์และนางณธรี นางสาวอรอุมาเป็นพี่สาวของจำเลยทั้งสามเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผลร้ายแก่ตนเองและพี่น้องของตน คำเบิกความของนางสาวอรอุมาย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ พยานจำเลยคงมีเพียงจำเลยที่ 3 เพียงผู้เดียวเบิกความปฏิเสธความรับผิดเพียงว่าจำเลยทั้งสามไม่เคยเห็นสัญญากู้เงินซึ่งนางอโนชาผู้เป็นมารดาทำไว้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามและพี่น้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2531 เอกสารหมาย จ.5 ให้ไว้แก่โจทก์เพียงเพื่อให้นางอโนชาสบายใจ ตลอดทั้งการที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2535 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งโจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ก็เพียงเพื่อให้คดีอาญาระงับเท่านั้น จะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสามขัดแย้งกับคำเบิกความของนางอโนชาและขาดเหตุผลที่จะให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสามยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เอกสารหมาย จ.6 ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมาย จ.6 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว้าหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 มีขึ้นเนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 จนกระทั่งโจทก์ต้องดำเนินคดีในทางอาญาแก่ผู้ที่สั่งจ่ายเช็คให้ไว้แต่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช่นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ได้ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาเหล่านั้นตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 อีกทั้งโจทก์ยังได้ลดจำนวนหนี้ 6,148,100 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 ให้แก่จำเลยทั้งสาม นายสุพิทักษ์ นางสาวอรอุมา และนายเทวัญ โดยสำหรับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดจำนวน 1,700,000 บาท และให้ผ่อนชำระด้วยดังรายละเอียดในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.6 ดังนี้ เอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว แม้จะใช้คำว่า "หนังสือรับสภาพหนี้" แต่เมื่อข้อกำหนดและเหตุผลในการจัดทำเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามต่างตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งเกิดจากหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสามปฏิบัติการชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 อายุความที่โจทก์จะต้องบังคับใช้สิทธิเรียกร้องจึงมีกำหนดสิบปีนับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2545 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนันท์ ไวจงเจริญ
จำเลย — นายประเสริฐศักดิ์หรืออาชวิน โรจนวิภาต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7913/2551
#495340
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำกัดวงเงิน แม้การค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิส่วนการจำนองเป็นทรัพยสิทธิ แต่เมื่อเป็นการประกันหนี้จำนวนเดียวกันและจำเลยที่ 5 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาจำนองครบถ้วนจนมีการไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ 5 แล้ว อันมีผลให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันระงับไปด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามสัญญาค้ำประกันอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น วงเงิน 12,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอมและมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพมาจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,556,680.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,455,449.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าจนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การว่า ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 วงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระหนี้โดยไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้วจึงสิ้นความผูกพัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,556,680.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,455,449.75 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระหนี้โจทก์แต่ไม่เกิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.24 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 49118, 49119, 49120, 49121, 49122, 49123, 49124, 49125, 4290 และ 4291 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าชำระหนี้จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้โจทก์ชำระต่อศาลในนามจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2526 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด จำนวน 800,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 หรือเอกสารหมาย ล.2 และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้ธนาคารไว้ในวงเงิน 800,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2535 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารอีกจำนวน 700,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.33 หรือเอกสารหมาย ล.5 และจดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อธนาคารอีกจำนวน 700,000 บาท ตามบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองครั้งหนึ่งเอกสารหมาย ล.6 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,500,000 บาท วันที่ 5 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองตามเอกสารหมาย ล.7 สัญญาจำนองเป็นอันระงับ โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมถึงสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ในคดีนี้มาจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 อีกหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.2 มีข้อความในข้อ 1 ระบุถึงสัญญาที่จำเลยที่ 1 ผู้กู้กู้เงินจากธนาคารผู้ให้กู้ตามสัญญาลงวันที่ 19 ตุลาคม 2536 จำนวน 800,000 บาท จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันยอมค้ำประกันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่กล่าวแล้วจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง และสัญญาข้อ 6 ระบุว่าเพื่อนเป็นประกันที่ธนาคารยอมให้จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินไปตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 1 จำเลยที่ 5 ขอมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 15995 ตำบล... พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วหรือที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันลงวันที่ 19 ตุลาคม 2526 ซึ่งก็คือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยที่ 5 นำที่ดินดังกล่าวมาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารเป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี สัญญาค้ำประกันกับสัญญาจำนองดังกล่าวทำในวันเดียวกัน ต่างระบุถึงหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารจำนวน 800,000 บาท เช่นกัน ส่วนสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.33 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.5 ก็มีข้อความทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ข้อ 9 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้จำเลยที่ 5 ขอมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 15995 ตำบล... ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2526 และขึ้นเงินจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2535 ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ต่อธนาคาร ให้ธนาคารถือไว้เป็นหลักประกันจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นตามสัญญานี้ ซึ่งจำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกัน 700,000 บาท ก็ตรงกับจำนวนเงินในบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทำในวันเดียวกับวันทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.33 ทั้งยังมีข้อความระบุในบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองดังกล่าวว่า เงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองฉบับเดิมทุกประการ เมื่อมีการไถ่ถอนทรัพย์จำนองดังกล่าวก็มีบันทึกถ้อยคำหลังสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งตรงกับบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.7 ว่าธนาคารได้รับชำระหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งนายทัตชัยผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ก็เบิกความถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อธนาคารว่าเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้กล่าวถึงหนี้อื่น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 5 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 หรือเอกสารหมาย ล.2 ให้ไว้ต่อธนาคารจำนวน 800,000 บาท และสัญญาจำนองที่ดินของจำเลยที่ 5 ก็ระบุว่าตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน 800,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 โดยมีข้อความในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวข้อ 6 ระบุถึงสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งทำในวันเดียวกันว่าเพื่อเป็นประกันที่ผู้ให้กู้ยอมให้ผู้กู้ได้กู้เงินไปตามสัญญาดังกล่าวในข้อ 1 แสดงว่า สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 5 ทำขึ้นเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคาร และเป็นหนี้จำนวนเดียวกับที่จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน 800,000 บาท และเมื่อมีการทำสัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่งตามเอกสารหมาย จ.33 ซึ่งตรงกับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.5 ก็ปรากฏตามสัญญาข้อ 9 ที่กล่าวถึงบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งตามเอกสารหมาย ล.6 ซึ่งมีข้อความทำนองเดียวกับสัญญาค้ำประกันฉบับแรกที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารตามที่กล่าวมาแล้ว แสดงว่า เมื่อรวมกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารตามที่กล่าวมาแล้ว แสดงว่า เมื่อรวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันและตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับกับสัญญาจำนองและบันทึกถ้อยคำขึ้นเงินจำนวงเป็นประกันครั้งที่หนึ่งแล้ว จำเลยที่ 5 จึงมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวในต้นเงินเพียง 1,500,000 บาท เมื่อธนาคารได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวครบถ้วนจนมีการไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว ก็มีผลให้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมระงับไปด้วย ที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 อีกโดยอ้างว่าตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.32 และ จ.33 ทำในวันเดียวกับสัญญาจำนองและวงเงินที่ประกันจะมีจำนวนเท่ากันกับสัญญาจำนอง และมีวัตถุประสงค์ในการประกันหนี้รายเดียวกันคือหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่สัญญาค้ำประกันเป็นการค้ำประกันด้วยบุคคลเป็นบุคคลสิทธิโจทก์จะมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 5 ได้โดยตรง แม้จะมีการปลดจำนองแล้วนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์เป็นการฎีกาขอให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 มากกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันทั้งสองครั้ง ซึ่งโจทก์รับในฎีกาแล้วว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการประกันหนี้รายเดียวกัน แม้การค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิส่วนการจำนองเป็นทรัพย์สิทธิดังที่โจทก์อ้าง แต่เมื่อเป็นการประกันหนี้จำนวนเดียวกันแล้วก็ไม่อาจให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายอ๋ายหรือจ๋าย หวู่วันหรือหวูวัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2551
#499467
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในการชำระหนี้ที่คู่ความทำขึ้นใหม่แตกต่างจากข้อตกลงในการชำระหนี้ที่คู่ความกำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้วนั้น เมื่อมิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลไม่รับรู้ข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น หากปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด ศาลย่อมออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 351,337 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่เคยตกลงและไม่เคยได้รับสินค้าจากจำเลยที่ 1 เอกสารท้ายคำร้องของจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 5,000 บาท ยังคงค้างชำระหนี้จำนวน 346,337 บาท ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดีและถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าประเภทอะไหล่และอุปกรณ์รถแบ็กโฮและรถบดถนนแก่โจทก์แทนการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์หลายครั้ง คิดเป็นเงิน 348,700 บาท คงค้างชำระเพียง 2,637 บาท การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าประเภทอะไหล่และอุปกรณ์รถให้แก่โจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระงับไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่า แม้จะได้ความตามคำร้องของจำเลยทั้งสองศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ และจำเลยจะยกมาเป็นเหตุไม่ได้ ศาลดำเนินการบังคับคดีต่อไปหาได้ไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยเห็นว่าเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

สำหรับกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและถอนการบังคับคดี ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งและคำพิพากษาดังกล่าวมา รวมทั้งที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระงับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เนื่องจากแม้จะได้ความตามคำร้อง ศาลก็มิอาจบังคับให้ได้และจำเลยที่ 1 จะยกมาเป็นเหตุไม่ให้ศาลดำเนินการบังคับคดีต่อไปหาได้ไม่ ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะไปดำเนินคดีต่างหาก ไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงระงับลงแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าหากศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วก็มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะเพิกถอนการบังคับคดีเนื่องจากไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาหลงเหลืออยู่ให้ต้องบังคับคดีกันอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุที่ว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยใหม่ และเห็นว่า แม้จะได้ความว่า โจทก์มีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ใหม่ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลโดยจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าประเภทอะไหล่และอุปกรณ์รถให้แก่โจทก์แทนการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม แต่ข้อตกลงดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจึงไม่อาจรับรู้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล ศาลย่อมออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอเพื่อบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 และให้บังคับไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยื่นฎีการวมกันมากับจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะสั่งคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหาดทองเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดจินดาแทรคเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7895/2551
#494158
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้ ส. และได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ต่ำกว่าราคาท้องตลาดแห่งทรัพย์สินในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ทำให้การโอนตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ส. ตกลงจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จึงมีการถอนฟ้อง แต่ ส. กลับโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์รับโอนไว้โดยไม่สุจริจ ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 17 และมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา เมื่อประมาณวันที่ 13 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารได้ร่วมกันบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองทำนาในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทั้งแปลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำนาได้ หากโจทก์นำที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 50,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 นางหรือนางสาวสิรินยาได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดในเวลาและสถานที่ส่งมอบ การโอนที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องนางหรือนางสาวสิรินยาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทต่อศาลแขวงอุบลราชธานีและได้มีการถอนฟ้อง โดยตกลงกันว่า นางหรือนางสาวสิรินยาจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 หาเงินค่าฤชาธรรมเนียมเพื่อโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา นางหรือนางสาวสิรินยาได้สมคบกับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์เป็นญาติฝ่ายสามีของนางหรือนางสาวสิรินยารู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ได้มาในระหว่างสมรส และรู้ว่านางหรือนางสาวสิรินยาได้ที่ดินพิพาทอันเนื่องมาจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะและอยู่ระหว่างจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องโจทก์และนางหรือนางสาวสิรินยาเป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานีในข้อหาหรือฐานความผิดเรื่องที่ดินและเพิกถอนนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 20,000 บาท นับจากวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด จำเลยทั้งสองให้การสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยาและได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดแห่งทรัพย์สินในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ทำให้การโอนตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท นางหรือนางสาวสิรินยาตกลงจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จึงมีการถอนฟ้อง แต่นางหรือนางสาวสิรินยากลับโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คดีนี้จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 17 และมาตรา 25 (4) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญยุทธ บุญยง
จำเลย — นายเทียนชัย กล้าหาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2551
#493434
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

แม้คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 227/2546 กับคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ แต่การวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อนจะต้องพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องในมูลคดีอันเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ คำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทำลายรั้วอิฐบล็อกของโจทก์แล้วก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกขึ้นใหม่รุกล้ำเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนรั้วดังกล่าวออกไปจากเขตที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า ขณะคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาเกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดรั้วอิฐบล็อกที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์พังทลาย ต่อมาจำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวของโจทก์ แล้วก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่โดยบางส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ ดังนี้ แม้หากจะถือว่าจำเลยยังคงยึดถือที่ดินบริเวณที่พิพาทกับโจทก์ต่อเนื่องมาก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในภายหลังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีทางที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารและชดใช้ราคาต้นมะพร้าวขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนี้ก็เป็นคนละส่วนกับคดีก่อน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขึ้นใหม่ จึงไม่อาจถือว่าเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนการที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีก่อนโดยกล่าวถึงการก่อสร้างอาคารจำเลยและขอให้สั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนนั้น ก็มิใช่การยื่นคำฟ้อง จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนดังที่จำเลยอ้างมาในคำแก้อุทธรณ์ได้

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารในส่วนที่รุกล้ำเขตที่ดินของโจทก์ โดยเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวม 369,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีก

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ต่อมาในวันนัดตรวจรับรองแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 227/2546 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตแต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 227/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 227/2546 กับคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่การวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อนจะต้องพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องในมูลคดีอันเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ คำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทำลายรั้วอิฐบล็อกของโจทก์แล้วก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกขึ้นใหม่รุกล้ำเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนรั้วดังกล่าวออกไปจากเขตที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า ขณะคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาเกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดรั้วอิฐบล็อกที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์พังทลาย ต่อมาจำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวของโจทก์ แล้วก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่โดยบางส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ ดังนี้ แม้หากจะถือว่าจำเลยยังคงยึดถือที่ดินบริเวณที่พิพาทกับโจทก์ต่อเนื่องมาก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในภายหลังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีทางที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารและชดใช้ราคาต้นมะพร้าวขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนี้ก็เป็นคนละส่วนกับคดีก่อน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขึ้นใหม่ จึงไม่อาจถือว่าเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนการที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีก่อนโดยกล่าวถึงการก่อสร้างอาคารของจำเลยและขอให้สั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนนั้น ก็มิใช่การยื่นคำฟ้องจึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนดังที่จำเลยอ้างมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วมีคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นนี้มาเป็นเงิน 9,225 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป และวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 223 ทวิ ตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวินเบย์ รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — นายพงศธร กษิรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2551
#497051
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณบ้านของจำเลยก็เพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ส. ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย และจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้าน เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีน เมื่อเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบริเวณบ้านของจำเลย และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิด ทั้งพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้นมา จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำความผิดจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การด้วยว่า นำเมทแอมเฟตามีนมาจาก ม. เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับ ม. และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 20,200 เม็ดนับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 100/1, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคท้าย ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับมิให้กักขังเกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา พันตำรวจโทแทน บุรีภักดี ดาบตำรวจกรุงไกร เจ้าพนักงานตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี กับพวกร่วมกันจับนายสวอง และยึดเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด เป็นของกลางได้ที่ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายสวองให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรับมาจากจำเลยและจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ที่บ้าน รอส่งให้ลูกค้า ซึ่งอยู่จังหวัดอ่างทอง ในเวลา 9 นาฬิกา ดาบตำรวจกรุงไกร สิบตำรวจเอกพิทักษ์ และ พันตรำวจโทแทนกับพวกไปบ้านจำเลย ขุดพบกล่องใส่โทรศัพท์มือถือที่ฝังอยู่ในดินอยู่ในบริเวณบ้านจำเลย ภายในมีเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด แยกบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าเข็ม ปากถุงมีที่กดเปิดปิด 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด แต่ละถุงมีเม็ดสีเขียว 2 เม็ด นอกนั้นเป็นเม็ดสีส้ม ถุงพลาสติกดังกล่าวห่อด้วยกระดาษสาชุบเทียนไข และใส่อยู่ในถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ชั้นจับกุมทำบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จากนั้นพันตำรวจโทแทนกับพวกจึงไปตรวจค้นบ้านนายมนู พบเมทแอมเฟตามีนอีก 20,200 เม็ด

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณบ้านของจำเลยก็เพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับนายสวองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด นายสวองให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย และจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้าน เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนเมื่อเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในบริเวณบ้านของจำเลย และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิดทั้งพยานโจทก์ปากดาบตำรวจกรุงไกร และพันตำรวจโทแทนยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้นมา น่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพราะหากจำเลยมิได้ขุดดินบริเวณที่ฝังเมทแอมเฟตามีนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจคงไม่ทราบ จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำความผิดจริง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามจำเลยให้การด้วยว่า นำเมทแอมเฟตามีนมาจากนายมนูเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับนายมนูและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 20,200 เม็ด นับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 100/2 ให้จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับมิให้เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสมนึก โยมป้อม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7855/2551
#418866
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมอบหมายให้ ว. ดูแลงานด้านการตลาดของบริษัทจำเลย และรู้เห็นในการทำงานของ ว. จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้เชิด ว. ออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรู้แล้วยอมให้ ว. เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยในการจ้างโจทก์ทำงานกับจำเลย การที่ ว. รับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยโดยจ่ายค่าจ้างให้และจำเลยได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์มาโดยตลอดนั้น จึงมีผลผูกพันจำเลยเสมือนว่า ว. เป็นตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 จำเลยจึงเป็นนายจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยเป็นผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้โดยมี ว. กระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยดำเนินการแทน ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือมาตรา 5 (3) จำเลยก็เป็นนายจ้างโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตลาด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2547 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 17,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยแต่เป็นลูกจ้างของบริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 16,000 บาท บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ส่งเงินสมทบประกันสังคมให้โจทก์ โจทก์ต้องลงเวลาทำงานและต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทดังกล่าวด้วย แต่จำเลยและบริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด มีสถานที่ทำงานใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2547 จำเลยโดยนายวรวุฒิลูกจ้างจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทำการตลาดให้ศูนย์ทันตกรรม ติดต่อกับศูนย์สุขภาพและประสานงานให้ศูนย์ทันตกรรมและทำหน้าที่ประสานงานกับลูกค้าของจำเลย ซึ่งงานมีกำหนดเวลาว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด และจำเลยตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โดยโอนเงินผ่านธนาคารให้วันสิ้นเดือน โดยโจทก์ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ให้บริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 แต่จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์ทำและจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จนถึงเดือนธันวาคม 2547 โดยมีหลักฐานการจ่ายเงิน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 จำเลยไม่ได้มอบหมายงานให้โจทก์ทำอีก จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทโททอล เอ็นจิเนียริ่ง แมนเนจเมนท์ จำกัด ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการเงิน ซึ่งมีนายวรวุฒิเป็นผู้จัดการ นายวรวุฒิมีฐานะเป็นคู่หมั้นของนางสาวขวัญฤดีกรรมการบริษัทจำเลย นางสาวขวัญฤดีมอบหมายให้นายวรวุฒิดูแลงานด้านการตลาดของจำเลยและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ นายวรวุฒิจึงขอให้โจทก์มาช่วยทำงานด้านการตลาดในบริษัทจำเลยด้วยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 โดยมีค่าตอบแทนจากการช่วยทำงานให้จำเลยเป็นเงินเดือน เดือนละ 2,000 บาท และเงินพิเศษอัตราร้อยละ 2 ต่อครั้งที่มีลูกค้าไปใช้บริการที่บริษัทจำเลย จำเลยจึงเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) โจทก์ทำงานให้จำเลยจนถึงเดือนพฤษภาคม 2548 และจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2548) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ว่าจ้างนายวรวุฒิไปดำเนินการโดยวิธีเหมาค่าแรง จำเลยจึงไม่ได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 (3) เห็นว่า การที่จำเลยได้มอบให้นายวรวุฒิช่วยงานด้านการตลาดให้แก่จำเลย แล้วนายวรวุฒิได้จัดทำหนังสือแสดงการเป็นพนักงานเอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการตลาด โดยระบุอัตราเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษร้อยละ 2 จากการที่ลูกค้าไปใช้บริการกับจำเลย โดยด้านบนของหนังสือเป็นชื่อบริษัทจำเลย แล้วลงนามนายวรวุฒิเหนือตำแหน่งฝ่ายทรัพยากรบุคคลและประทับตราชื่อบริษัทจำเลยให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมอบหมายให้นายวุฒิดูแลงานด้านการตลาดของบริษัทจำเลยและรู้เห็นในการทำงานของนายวรวุฒิ จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้เชิดนายวรวุฒิออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรู้แล้วยอมให้นายวรวุฒิเชิดตัวเขาออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยในการจ้างโจทก์ทำงานกับจำเลย การที่นายวรวุฒิรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยโดยจ่ายค่าจ้างให้และจำเลยได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์มาโดยตลอดนั้น จึงมีผลผูกพันจำเลยเสมือนว่านายวรวุฒิเป็นตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยจึงเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โดยเป็นผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้โดยมีนายวรวุฒิกระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยดำเนินการแทน ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือมาตรา 5 (3) จำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนภาพร จำปาเต็ม
จำเลย — บริษัทเคทีดับบลิว เมดิคอล คอนซันแตนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7824 -ที่ 7825/2551
#499461
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเลือกฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีล้มละลาย โดยไม่ฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญก่อนนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดช่องให้จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลมากกว่าหนึ่งศาลได้ตามแต่ที่จะเห็นสมควร โดยขึ้นอยู่กับสภาพและรูปเรื่องแต่ละคดีไป การที่จำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีล้มละลายนำสืบรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นคู่สัญญาและไม่ได้เป็นตัวการที่มอบหมายให้บริษัท ร. กับพวกไปทำสัญญาว่าจ้างกับจำเลยตามที่กล่าวอ้างเป็นมูลหนี้มาในคำฟ้องเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดมานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจนส่อเจตนาไม่สุจริตในการฟ้องโจทก์ทั้งสอง แต่เป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานที่จำเลยนำสืบมา ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งก่อนและหลังฟ้องคดีว่าจำเลยมีพฤติการณ์ใช้การฟ้องคดีเป็นเครื่องมือในการต่อรองเชิงบีบบังคับทวงหนี้ ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีก็มีมูลเหตุอันสมควรให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองกับบริษัท ร. น่าจะมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดถึงขนาดเป็นตัวการตัวแทนที่จะต้องร่วมกันรับผิดในมูลค่าจ้างที่ยังค้างอยู่ด้วย การฟ้องคดีล้มละลายของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

แม้คดีของโจทก์ที่ 2 มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่าการที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลางเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขัดกับคำวินิจฉัของศาลฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทั้งสองสำนวนมาจากมูลเหตุเดียวกัน กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยต้องถือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง คนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลชั้นต้นแต่ละสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 6,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนได้ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทเดียวกัน มีนายจักรี หรือนางเจษฎางค์ หรือนายณัฐพงศ์ เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนได้ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทโรโตพลาส จำกัด ให้จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในบริเวณโรงงานของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างทำระบบบำบัดน้ำเสียเอกสารหมาย จ.4 และต่อมาเดือนกรกฎาคม 2542 บริษัทโรโตพลาส จำกัด ได้ไปว่าจ้างช่วงให้จำเลยจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียอีกทอดหนึ่ง ตามสำเนาหนังสือว่าจ้างทำระบบบำบัดน้ำเสียเอกสารหมาย จ.3 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 จำเลยได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองและบริษัทโรโตพลาส จำกัด กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยถอนฟ้องตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2544 ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.11

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การฟ้องคดีล้มละลายของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของจำเลยที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางเอกสารหมาย จ.5 มีเนื้อหาใจความและรายการครบถ้วนเช่นคดีล้มละลายที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 จนศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาเช่นคดีอื่นๆ และที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.11 นั้นด้วยเหตุผลเพียงเพราะจำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นคู่สัญญาและไม่ได้เป็นตัวการที่มอบหมายให้บริษัทโรโตพลาส จำกัด กับพวกไปทำสัญญาว่าจ้างกับจำเลยตามที่กล่าวอ้างเป็นมูลหนี้มาในคำฟ้องเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดมานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจนส่อเจตนาไม่สุจริตในการฟ้องโจทก์ทั้งสองดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่เป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานที่จำเลยนำสืบมา ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งก่อนและหลังฟ้องคดีว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใช้การฟ้องคดีเป็นเครื่องมือในการต่อรองเชิงบีบบังคับทวงหนี้ อีกทั้งโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจยังเบิกความรับอีกว่า จำเลยเป็นผู้รับจ้างช่วงจากบริษัทโรโตพลาส จำกัด คู่สัญญาของโจทก์ที่ 1 และรู้เห็นการทำงานก่อสร้างของจำเลยอีกทั้งการจ่ายเงินค่างวดด้วย เพียงแต่โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมีมูลเหตุอันสมควรให้จำเลยเชื่อแล้วว่า โจทก์ทั้งสองกับบริษัทโรโตพลาส จำกัด น่าจะมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดถึงขนาดเป็นตัวการตัวแทนกันที่จะต้องร่วมกันรับผิดในมูลค่าจ้างที่ยังค้างอยู่เมื่อทวงถามแล้วไม่ชำระจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับการชำระหนี้ได้ ส่วนที่จำเลยเลือกฟ้องเป็นคดีล้มละลายโดยไม่ฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญก่อนนั้น เห็นว่า มูลหนี้และจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ กฎหมายเปิดช่องให้จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลมากกว่าหนึ่งศาลได้ตามแต่ที่จะเห็นสมควรโดยขึ้นอยู่กับสภาพและรูปเรื่องแต่ละคดีไป ดังที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 กับพวกมีสภาพและสถานะลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายล้มละลาย มาตรา 8 นอกจากนี้ผลกระทบต่างๆ ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบล้วนเป็นผลธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายที่ดำเนินต่อมาหลังการฟ้องคดี มิใช่ผลจากการฟ้องคดีของจำเลยดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่ฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลางดังกล่าวไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง แม้คดีของโจทก์ที่ 2 มีทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลล้มละลายกลางเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทั้งสองสำนวนมาจากมูลเหตุเดียวกัน กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยต้องถือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 146 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเนชั่นแนล ฟูด คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
บริษัทเจ.เอ.พี เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์
จำเลย — คอนซัลแทนต์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7787/2551
#419515
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยนำอาวุธมีดที่ติดตัวออกมาวางบริเวณเสื่อที่จัดเตรียมไว้แล้วจึงกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าจำเลยใช้อาวุธมีดขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อจำเลยสำเร็จความใคร่แล้ว จำเลยนำอาวุธมีดมาถือไว้และข่มขู่ผู้เสียหายมิให้บอกแก่ผู้อื่นว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา ซึ่งเป็นการใช้อาวุธมีดหลังจากที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยยังไม่อาจรับฟังให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม คงรับฟังให้เป็นยุติได้แต่เพียงว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูก มาตรา 277) วรรคแรกและวรรคสาม อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 10 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุก 5 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธคงจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 30 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยในความผิดกระทงที่สองฐานกระทำกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธในสถานเบา หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้มีดปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธข่มขู่บังคับผู้เสียหาย โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความดังกล่าวอย่างสิ้นกระแสความ แม้ผู้เสียหายจะเบิกความในตอนแรกว่าในขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุ จำเลยได้นำอาวุธมีดยาวประมาณ 1 ศอก มาข่มขู่ผู้เสียหาย แต่ภายหลังผู้เสียหายก็เบิกความใหม่ว่า ก่อนที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยนำอาวุธมีดที่ติดตัวออกมาวางบริเวณเสื่อที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายมิได้ยืนยันเลยว่าจำเลยใช้อาวุธมีดขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายยอมให้จำเลยกระทำชำเรา และผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อจำเลยสำเร็จความใคร่แล้ว จำเลยนำอาวุธมีดมาถือไว้และข่มขู่ผู้เสียหายมิให้บอกแก่ผู้อื่นว่าถูกจำเลยกระทำชำเราซึ่งเป็นการใช้อาวุธมีดหลังจากที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยยังไม่อาจรับฟังให้เป็นที่พอใจว่าในความผิดกระทงที่สองนั้นจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้อาวุธ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม คงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ในความผิดกระทงที่สองนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม โดยไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อข้อวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ขอให้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธในสถานเบาจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง วางโทษจำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 5 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 10 ปี ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายช่วย มิ่งขวัญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายปัญจ กล้าแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7780/2551
#413208
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตอนท้ายระบุว่า ผู้จะขายจะไปยื่นคำขอแบ่งขายให้แก่ผู้จะซื้อที่สำนักงานที่ดินภายในกำหนดสองปีนับแต่วันทำหนังสือก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 และ บ. กับจำเลยทั้งห้าปล่อยเวลาล่วงเลยไปนานโดยมิได้ดำเนินการเพื่อแบ่งแยกโฉนด แสดงว่าคู่กรณีไม่ได้คำนึงถึงการที่จะทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายกันต่อไป ก่อนทำหนังสือสัญญาดังกล่าวจำเลยทั้งห้านำศพมารดาและบิดาไปฝังไว้ในบริเวณที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 2 และ บ. นำศพญาติของโจทก์ทั้งสองจำนวน 15 ศพ ไปฝังไว้เป็นแนวเดียวกัน ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทข้อ 1 ระบุไว้ชัดว่าจำเลยทั้งห้าแบ่งขายที่ดินทางด้านทิศใต้ตามที่ทำฮวงซุ้ยไว้แล้วอยู่ตรงกลางใกล้กับทางด้านทิศตะวันตก (ไม่สุดแนวเขต) จำนวน 2 ไร่ถ้วน แสดงว่าก่อนหน้านี้จำเลยทั้งห้าใช้บริเวณที่ดินพิพาทเป็นสุสานฝังศพบิดามารดาจำเลยทั้งห้าอยู่แล้ว ทั้งตามลักษณะบริเวณที่ดินพิพาทซึ่งทำฮวงซุ้ยไว้แล้วนั้นเป็นที่ฝังศพเฉพาะคนตระกูลของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้า โดยฝังศพไว้ในลักษณะถาวร บนหลุมฝังศพมีการก่อปูนซีเมนต์ไว้อย่างมั่นคงแข็งแรง เมื่อถึงวันเช็งเม้งอันเป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ญาติผู้ตายคือฝ่ายโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าต่างไปเคารพศพทุกปี อันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ชาวจีนทั่วไปต้องปฏิบัติตลอดไป โดยสภาพย่อมไม่มีการขุดศพออกจากที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงไม่อาจให้ความยินยอมหรืออนุญาตกันได้ เพราะหากเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมหรือไม่อนุญาตเมื่อใดก็จะต้องขุดศพออกจากที่ดินเมื่อนั้น ซึ่งจำเลยทั้งห้ารู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งห้ารับเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 และ บ. ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา และยินยอมให้โจทก์ที่ 2 และ บ. นำศพญาติของโจทก์ที่ 2 และ บ. ฝังไว้ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2506 ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าสละการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ที่ 2 และ บ. โดยเด็ดขาด โจทก์ที่ 2 และ บ. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อ บ. ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ร่วมกับโจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยใช้เป็นสุสานฝังศพหรือฮวงซุ้ยติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นของโจทก์ทั้งสองโดยสัญญาซื้อขายและครอบครองปรปักษ์ ให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับจำเลยทั้งห้าในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 864 เลขที่ดิน 99 ตำบลนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม แล้วให้จำเลยทั้งห้ารังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 864 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฟ้องแย้งในทำนองเดียวกันขอให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงิน 175,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ทั้งสองขุดศพบิดามารดาและญาติของโจทก์ทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบที่ดินคืน คิดเป็นเนื้อที่สำหรับโจทก์ที่ 1 จำนวน 45 ตารางเมตร หรือประมาณ 12 ตารางวา สำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 30 ตารางเมตร หรือประมาณ 8 ตารางวา พร้อมกับปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 1 ไม่ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำขอให้ศาลสั่งว่าโจทก์ที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

โจทก์ที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ในโฉนดเลขที่ 864 ตำบลบ่อพลับ (พระปฐมเจดีย์) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 2 ไร่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อปี 2506 โจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยบิดาโจทก์ที่ 1ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งห้าตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งจำเลยทั้งห้าให้การยอมรับว่าจำเลยทั้งห้าทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยจริงแต่นำสืบบ่ายเบี่ยงว่าจำเลยทั้งห้าไม่ได้รับเงินตามสัญญาดังกล่าว เห็นว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นพยานเอกสาร โดยเฉพาะสัญญาข้อ 3 ระบุไว้ชัดว่าผู้จะซื้อได้ชำระและผู้จะขายได้รับเงินไปแล้วในวันทำหนังสือสัญญานี้เป็นเงิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) และในตอนท้ายของสัญญาก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายต่างทราบข้อความตามหนังสือสัญญานี้ดีตลอดแล้ว มิได้บังคับขู่เข็ญหรือสำคัญผิดแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งห้าไม่ได้รับเงิน 10,000 บาท ตามสัญญาแล้ว จำเลยทั้งห้าคงไม่ยอมลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายเป็นแน่เพราะเป็นการกระทำให้ตนต้องเสียผลประโยชน์ และเป็นการนำสืบขัดกับพยานเอกสารจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อได้ว่าโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยชำระราคาค่าซื้อที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งห้าครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา แม้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ข้อ 1 ตอนท้ายระบุว่าผู้จะขายจะไปยื่นคำขอแบ่งขายให้แก่ผู้ซื้อที่สำนักงานที่ดินภายในกำหนดสองปีนับแต่วันทำหนังสือสัญญานี้ก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยกับจำเลยทั้งห้าปล่อยเวลาล่วงเลยไปนานโดยมิได้ดำเนินการเพื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด แสดงว่าคู่กรณีไม่ได้คำนึงถึงการที่จะทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายกันต่อไป ข้อเท็จจริงได้ความจากข้อนำสืบของจำเลยทั้งห้าว่า ก่อนทำหนังสือสัญญาดังกล่าว จำเลยทั้งห้านำศพมารดาและบิดาไปฝังไว้ในบริเวณที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยนำศพญาติของโจทก์ทั้งสองจำนวน 15 ศพ ไปฝังไว้เป็นแนวเดียวกัน เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ข้อ 1 ระบุไว้ชัดว่า จำเลยทั้งห้าแบ่งขายที่ดินทางด้านทิศใต้เฉพาะตามที่ทำฮวงซุ้ยไว้แล้วอยู่ตรงกลางใกล้กับทางด้านทิศตะวันตก (ไม่สุดแนวเขต) จำนวน 2 ไร่ถ้วน แสดงว่าก่อนหน้านี้จำเลยทั้งห้าใช้บริเวณที่ดินพิพาทเป็นสุสานฝังศพบิดามารดาจำเลยทั้งห้าหรือฮวงซุ้ยอยู่แล้ว หนังสือสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จึงได้ระบุว่าจำเลยทั้งห้าแบ่งขายเฉพาะตรงที่ทำฮวงซุ้ยไว้แล้ว ทั้งตามลักษณะบริเวณที่ดินพิพาทซึ่งทำฮวงซุ้ยไว้แล้วนั้นเป็นที่ฝังศพเฉพาะคนในตระกูลของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้า โดยฝังศพไว้ในลักษณะถาวร ส่วนบนหลุมฝังศพมีการก่อปูนซีเมนต์ไว้อย่างมั่นคงแข็งแรง เมื่อถึงวันเช็งเม้งอันเป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ญาติผู้ตายคือฝ่ายโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าต่างไปเคารพศพทุกปี อันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ชาวจีนทั่วไปต้องปฏิบัติตลอดไป โดยสภาพย่อมไม่มีการขุดศพออกจากที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงไม่อาจให้ความยินยอมหรืออนุญาตกันได้เพราะหากเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมหรือไม่อนุญาตเมื่อใดก็จะต้องมีการขุดศพออกจากที่ดินเมื่อนั้น ซึ่งจำเลยทั้งห้ารู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งห้ารับเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา และยินยอมให้โจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยนำศพญาติของโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยฝังไว้ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2506 ตามพฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยโดยเด็ดขาด การครอบครองของโจทก์ที่ 2 และนายบุญชัยเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หาใช่เป็นการครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายดังที่จำเลยทั้งห้าฎีกาไม่ เมื่อนายบุญชัยถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ร่วมกับโจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยใช้เป็นสุสานฝังศพหรือฮวงซุ้ยติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ส่วนคำพิพาษาศาลฎีกาที่มีจำเลยทั้งห้าอ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ชุติมาเทวินทร์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสุนีย์ พันธ์โสตถี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7778/2551
#498380
เปิดฉบับเต็ม

แม้เดิมศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก็ตาม แต่ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และมีคำสั่งใหม่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 แต่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ทันทีตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 18 โดยต้องอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และ 228 (3) วรรคสอง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 เพิ่งอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายเกือบ 2 ปี จำเลยที่ 1 จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ในปัญหาส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว จึงถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ตามที่โจทก์ล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นแล้ว

ที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกัน เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. บิดาของจำเลยที่ 1 และ ส. และตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาก็ยอมรับว่าบ้านเลขที่ 38 ที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์นั้น จ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้ว และพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้พร้อมกับบุตรซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย ตั้งแต่ที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 แล้ว จ. จึงยกที่ดินส่วนที่มีบ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 19367 และที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 19368 จึงทำให้บ้านเลขที่ 38 ของจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์มาจากการรับซื้อฝากจาก ว. หลานของจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฟ้องแย้งไม่ เพราะเห็นได้ว่าเป็นการครอบครองฉันญาติพี่น้องตามที่ครอบครองมาแต่เดิม มิใช่เป็นการแย่งการครอบครองเพื่อเอากรรมสิทธิ์แต่อย่างใด

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกบ้านเลขที่ 38 แต่ จ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างและอยู่อาศัยมาก่อนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ซึ่งต่อมาตกเป็นของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ แต่บ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นของโจทก์ จึงต้องถือว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นการปลูกรุกล้ำโดยสุจริต กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 38 ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ออกไปจากที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหายได้เพราะมิใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านรุกล้ำเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องโดยใช้สิทธิดังกล่าวบังคับจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จากนางสาววดารัตน์และพ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว โจทก์รังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวพบว่าจำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ คิดเป็นเนื้อที่ 60 ตารางวา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 10,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะโจทก์ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงนางสาววดารัตน์ให้จดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์ สัญญาขายฝากไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมที่ดินเป็นของนายสมจิตต์แต่ใส่ชื่อนางสาววดารัตน์เป็นเจ้าของที่ดินแทนและนายสมจิตต์ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองครอบครองทำนาและปลูกบ้านอยู่กันมาตั้งแต่แต่งงานโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 40 ปี จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ซื้อฝากที่ดินมาจากนางสาววดารัตน์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นายสมจิตต์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินมาก่อน หากแต่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านและจำเลยทั้งสองครอบครองดูแลแทนนายสมจิตต์ มิได้ครอบครองเพื่อตน และจำเลยที่ 1 เอง ก็ไม่ทราบว่าบ้านปลูกรุกล้ำ จึงไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองปรปักษ์ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่ว่า รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งให้รับเฉพาะในส่วนที่พิพาทกันตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกเนื้อที่ 60 ตารางวา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะไปใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ให้หักค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้ 200 บาท ส่วนที่เหลือให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 ไร่ และบ้านเลขที่ 38 ที่ปลูกอยู่บนที่ดิน โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โดยโจทก์ซื้อฝากมาจากนางสาววดารัตน์ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในขณะทำนิติกรรมขายฝากให้โจทก์ในราคา 1,200,000 บาท และพ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 และ 19368 อยู่ติดกันและเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันโดยแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ซึ่งเป็นของนายจันทร์หรือจันบิดาของจำเลยที่ 1 และนายสมจิตต์ซึ่งนายสมจิตต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนางสาววดารัตน์ก่อนแบ่งแยกออกมาเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 19368 ส่วนบ้านเลขที่ 38 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ประมาณ 60 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเพียงบางส่วนเฉพาะในส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไป 60 ตารางวา และยกฟ้องแย้งจึงไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่ารูปคดีตามคำฟ้องและคำให้การไม่มีเรื่องการครอบครองปรปักษ์ เพราะการครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น แต่ที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าครอบครองปรปักษ์นั้นเป็นที่ดินนายสมจิตต์ซึ่งยกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองตลอดมาตั้งแต่นายสมจิตต์ยกให้ จึงเป็นการครอบครองที่ดินของตนเอง มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น คดีจึงไม่มีประเด็นจะต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าครอบครองปรปักษ์ในที่ดินส่วนที่บุกรุก 60 ตารางวา และส่วนที่อยู่นอกเนื้อที่ 60 ตารางวา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่เห็นด้วย เพราะจำเลยที่ 1 ได้กล่าวชัดแจ้งในฟ้องแย้งแล้วว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 เป็นของนายสมจิตต์ แต่ใส่ชื่อนางสาววดารัตน์เป็นเจ้าของแทนแล้วนายสมจิตต์ได้ยกที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยวาจาและจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยการทำนาด้วยความสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 40 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ทั้งแปลงหาใช่ได้กรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่ปลูกบ้านรุกล้ำเนื้อที่ 60 ตารางวา เท่านั้นไม่ คดีจึงมีประเด็นเรื่องครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้วนั้น เห็นว่า แม้เดิมศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ก็ตาม แต่ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และมีคำสั่งใหม่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 แต่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 คู่ความสามารถอุทธรณ์ได้ทันที ตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 18 โดยต้องอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 (3) วรรคสอง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 เพิ่งอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายเกือบ 2 ปี จำเลยที่ 1 จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ในปัญหาส่วนฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว จึงถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ทั้งแปลงมิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ ตามที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นแล้ว จึงมีประเด็นเรื่องการครอบครองตามบทกฎหมายดังกล่าว หาใช่ไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีความเห็นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 จึงฎีกาในปัญหาฟ้องแย้งในส่วนนี้ได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านรุกล้ำที่ดินโจทก์เนื้อที่ 60 ตารางวา โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกัน เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจันหรือจันทร์ บิดาของจำเลยที่ 1 และนายสมจิตต์ และตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาก็ยอมรับว่าบ้านเลขที่ 38 ที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์นั้น นายจันทร์บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้ว และพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้พร้อมกับบุตรซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วยตั้งแต่ที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 แล้วนายจันทร์จึงยกที่ดินส่วนที่มีบ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 19367 และที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 19368 จึงทำให้บ้านเลขที่ 38 ของจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา ที่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 38 จึงขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 38 ตลอดมาจนนายจันทร์ ยกที่ดินและบ้านเลขที่ 38 ให้จำเลยที่ 1 แล้วได้มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้บ้านเลขที่ 38 บางส่วนเนื้อที่ 60 ตารางวา รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์มาจากการรับซื้อฝากจากนางสาววดารัตน์หลานของจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฟ้องแย้งไม่ เพราะเห็นได้ว่าเป็นการครอบครองฉันญาติพี่น้องตามที่ครอบครองมาแต่เดิมมิใช่เป็นการแย่งการครอบครองเพื่อเอากรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่แสดงต่อกัน ตั้งแต่ก่อนมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 โดยนายสมจิตต์ได้ยกที่ดินส่วนของตนในโฉนดเลขที่ 1006 บางส่วนให้แก่นางสาววดารัตน์ โดยเสน่หา ซึ่งต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ดังกล่าว โดยยกให้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 ตามสารบัญจดทะเบียนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ลงวันที่ดังกล่าว และเมื่อมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 19368 ออกเป็นของนางสาววดารัตน์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2538 แล้ว นางสาววดารัตน์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่นายประดิษฐ์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2539 และได้ไถ่ถอนจำนองแล้วนำไปขายฝากแก่โจทก์ในวันเดียวกันมีกำหนด 1 ปี ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ซึ่งการทำนิติกรรมจำนองและขายฝากต้องไปกระทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบยอมรับว่าไม่ได้ทำการโต้แย้งแสดงว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ว่าทั้งแปลงหรือเฉพาะส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งโต้แย้งอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์โดยการฟ้องแย้งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ในส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา จึงรับฟังไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรื้อถอนบ้านเลขที่ 38 ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้บ้านเลขที่ 38 จะปลูกก่อนมีการแบ่งแยกที่ดินออกจากโฉนดที่ดินเดิมแต่จำเลยที่ 1 เป็นคนแบ่งที่ดินเอง กลับแบ่งที่ดินให้บ้านเลขที่ 38 ซึ่งตกเป็นของจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไปนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกบ้านเลขที่ 38 แต่นายจันทร์บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างและอยู่อาศัยมาก่อนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1006 ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19368 ซึ่งต่อมาตกเป็นของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้ปลูกบ้านเลขที่ 38 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ แต่บ้านเลขที่ 38 ปลูกอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นของโจทก์ จึงต้องถือว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นการปลูกรุกล้ำโดยสุจริต หาใช่เป็นการปลูกรุกล้ำโดยไม่สุจริตตามที่โจทก์ฎีกาไม่ กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 38 ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ออกไปจากที่ดินโจทก์และเรียกค่าเสียหายได้เพราะมิใช่กรณีจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านรุกล้ำเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 19367 ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องโดยใช้สิทธิดังกล่าวบังคับจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะไปใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์และจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 226 ม. 227 ม. 228 (3) ม. 228 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรักยิ้ม ตรีสุธรรมมาศ
จำเลย — นายสนั่น มาแจ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ