คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2551
#412064
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นแม้โจทก์มิได้ระบุมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องและได้ระบุมาตรา 23 อันเป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 11 ไว้ในคำขอท้ายฟ้องแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เมื่อคำว่า "สถานีวิทยุคมนาคม" ตามมาตรา 4 หมายความว่า ที่ส่งวิทยุคมนาคม ที่รับวิทยุคมนาคม หรือที่ส่งและรับวิทยุคมนาคม และคำว่า "วิทยุคมนาคม" หมายความว่า การส่งหรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียงหรือการอื่นใดซึ่งสามารถเข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน เมื่อเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยติดตั้งไว้สามารถรับฟังข้อความจากผู้ใช้วิทยุสื่อสารได้ การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 แล้ว การต้องใช้คลื่นความถี่เท่าใด เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมในการใช้คลื่นความถี่ให้ถูกต้อง หาจำต้องเป็นการตั้งสถานีเครื่องรับส่งในระยะความถี่ไม่น้อยกว่า 25 วัตต์ หรือมีขีดความสามารถรับส่งได้ในระยะทางไม่น้อยกว่า 25 กิโลเมตร หรือต้องเป็นการติดต่อหรือประกาศแจ้งออกไปสู่บุคคล องค์กร หรือต่อประชาชนในการประกาศข่าวสาร ส่ง หรือรับข่าวสารข้อความใด ๆ ได้ชัดเจนไม่

การที่จำเลยสั่งให้นาย ต. นำเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด ไปมอบให้นาง ม. และนาย ต. ยอมทำตามคำสั่งของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนาย ต. มีลักษณะเป็นตัวการตัวแทน จึงเป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันเอง หาใช่เป็นการให้อันจะถือว่าเป็นการจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7, 69, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นอาวุธปืนของกลาง สำหรับเครื่องรับส่งวิทยุคมนาคมและส่วนใดๆ แห่งเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางขอริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงประเภท ก. ไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่), 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 15 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 4,000 บาท ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 4,000 บาท ฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 2,000 บาท ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี 9 เดือนและปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน ไม้สัก กล่องพลาสติกสำหรับบรรจุพระเครื่องกระดาษขาวมีคราบเมทแอมเฟตามีน ผ้าเทปพันสายไฟ รถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน หมายเลขทะเบียน 80 - 8986 พิษณุโลก ของกลาง ส่วนเครื่องรับส่งวิทยุคมนาคมและส่วนใดๆ แห่งเครื่องวิทยุคมนาคมให้ริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข สำหรับอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับ6,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีไม้สักอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท ข้อหาตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2534 ให้ยก กับให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ติดตั้งในยานพาหนะซึ่งใช้การได้ไปติดตั้งไว้ภายในบ้านโดยเปิดสัญญาณไว้สำหรับฟังข้อความจากผู้ใช้วิทยุสื่อสาร แม้จำเลยจะเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของอำเภอบางระกำ แต่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ไว้ในคำขอท้ายคำฟ้องแต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องและได้ระบุมาตรา 23 อันเป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 11 ไว้ในคำขอท้ายคำฟ้องแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ.2498 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมเว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และบทนิยามในมาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "สถานีวิทยุคมนาคม" หมายความว่า ที่ส่งวิทยุคมนาคม ที่รับวิทยุคมนาคม หรือที่ส่งและรับวิทยุคมนาคม และคำว่า "วิทยุคมนาคม" หมายความว่า การส่งหรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียงหรือการอื่นใดซึ่งสามารถเข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยติดตั้งไว้สามารถรับฟังข้อความจากผู้ใช้วิทยุสื่อสารได้ การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 แล้ว การต้องใช้คลื่นความถี่เท่าใดเป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานที่วิทยุคมนาคมในการใช้คลื่นความถี่ให้ถูกต้อง หาจำต้องเป็นการตั้งสถานีเครื่องรับส่งในระยะความถี่ไม่น้อยกว่า 25 วัตต์ มีขีดความสามารถรับส่งได้ในระยะทางไม่น้อยกว่า 25 กิโลเมตร หรือต้องเป็นการติดต่อหรือประกาศแจ้งออกไปสู่บุคคล องค์กร หรือต่อประชาชนในการประกาศข่าวสาร ส่งหรือรับข่าวสารข้อความใดๆ ได้ชัดเจนดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ในปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเจือสมพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 35 เม็ด ที่บริเวณเบาะรถภายในหัวเก๋งของรถยนต์บรรทุกสิบล้อจริงดังที่โจทก์นำสืบ ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกนภัทร สิบตำรวจตรีวิษณุราช และนายตล่อมเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ที่จำเลยเบิกความอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยไม่ได้ให้จำเลยตรวจร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจก่อนนั้น สิบตำรวจตรีวิษณุราชเบิกความว่า ก่อนพยานจะขึ้นไปบนรถ ได้แสดงความบริสุทธิ์ให้จำเลยดูว่าไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย ขณะตรวจค้นก็ได้เปิดประตูรถด้านซ้ายให้จำเลยเห็นการตรวจค้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งจึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของนายตล่อมเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกัน รับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น ปรากฏว่านายตล่อมเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่ให้การไว้ในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุม และคำให้การในฐานะพยานในชั้นสอบสวน โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุจูงใจให้ตนพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากนายตล่อมยังคงถูกดำเนินคดีเป็นอีกคดีหนึ่งอยู่นั่นเอง คำเบิกความของนายตล่อมจึงรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด ก่อนที่จำเลยจะให้นายตล่อมไป กับที่พบที่รถบรรทุกของกลาง 35 เม็ด นั้น จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับฟังได้ต่อไปว่า จำเลยได้มอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ให้นายตล่อมเพื่อให้นำไปมอบให้แก่นางมะลิดังที่โจทก์นำสืบจริง แต่การที่จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ให้นายตล่อมโดยสั่งให้นำไปมอบให้แก่นางมะลิภรรยาอีกคนหนึ่งของจำเลยดังกล่าวนั้น และนายตล่อมยอมทำตามคำสั่งของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนายตล่อม จึงมีลักษณะเป็นตัวการตัวแทนเป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันเอง หาใช่เป็นการให้อันจะถือว่าเป็นการจำหน่ายตามที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติไว้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ส่วนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นมีไว้เพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกนภัทรเบิกความว่า พยานไม่รู้จักจำเลยมาก่อน แฟ้มประวัติของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษก็ไม่มีรายชื่อของจำเลย เหตุที่ไปตรวจค้นบ้านจำเลยเนื่องจากขยายผลจากการจับกุมนายตล่อม นายตล่อมเบิกความว่า รู้จักจำเลยก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน แต่ไม่ทราบว่าจำเลยจะมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ แม้สิบตำรวจตรีวิษณุราชจะเบิกความว่า พยานได้รับแจ้งจากชาวบ้านและสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่พยานก็เบิกความต่อไปว่าไม่เคยให้สายลับเข้าไปล่อซื้อ ไม่มีการขอหมายค้นจากศาลเพื่อตรวจค้นบ้านจำเลย ส่วนที่นายตล่อมเบิกความว่าจำเลยฝากกล่องที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนไปให้นางมะลิ ภรรยาอีกคนหนึ่งของจำเลยก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่านำไปให้ด้วยสาเหตุใด ดังนี้ ทางนำสืบของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 75 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีน้ำหนักเพียง 6.69 กรัม ไม่เข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 75 เม็ด โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ใหม่) จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นจำคุก 4 ปี 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 4 ม. 11 ม. 23
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 67 (ใหม่)
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายบำรุง สืบสาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสุวิชา สุขเกษมหทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7432/2551
#412392
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตหรือยกคำร้องก็ตาม หาใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีไม่ ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจพิจารณาสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,276,265 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวไม่เกินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 105411, 213773 และ 213774 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 33501 ตำบลบางพลัด (บางบำหรุ) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดชำระหนี้ตามส่วนความรับผิดจนครบถ้วน กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 1 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ครั้นวันที่ 7 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอยกเลิกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2547 และขอใช้คำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับใหม่แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยังอยู่ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2547 และใช้คำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับที่ยื่นใหม่วันนี้แทนได้

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องและในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2547 และมีคำสั่งใหม่เป็นให้ยกคำร้องและไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 ค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนค่าขึ้นศาล 200 บาท ให้คืนแก่จำเลยที่ 1 กับให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ให้คืนค่าคำร้อง 40 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่หรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ และเห็นว่า การพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตหรือยกคำร้องก็ตาม หาใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีไม่ ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวจึงมีอำนาจพิจารณาสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ คำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งหรือฎีกาคำสั่ง ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถานี้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย (เดิม) ที่จำเลยที่ 1 เสียค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ค่าคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา โดยที่ศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งคืนให้ถูกต้องครบถ้วนนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้คืนเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาทั้งสามศาลในส่วนที่ศาลล่างยังไม่ได้สั่งคืนแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายธวัชชัย หุตะจินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพโรจน์ นวานุช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2551
#497045
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่ได้รับการสงเคราะห์การทำสวนยางจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางโจทก์ให้แก่ ว. โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์เป็นการผิดคำรับรองข้อ 6 ถือว่าเป็นการทำผิดสัญญาต่อโจทก์ ไม่เป็นการทำละเมิด จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินสงเคราะห์และบรรดาวัสดุสงเคราะห์ที่ได้รับไปแล้ว โดยคิดเป็นตัวเงินตามราคาที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ทั้งหมดตามคำรับรองข้อ 10 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม่มีอำนาจยึดถือครอบครอง สามารถเรียกคืนได้ตลอดเวลาไม่มีกำหนดอายุความ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หมู่ที่ 1 ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 101 ไร่ 30 ตารางวา เมื่อปี 2524 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับการสงเคราะห์การทำสวนยางต่อโจทก์ โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติให้จำเลยทั้งสองได้รับการสงเคราะห์การทำสวนยางเนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา และจำเลยทั้งสองให้คำรับรองว่าจะปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายและคำแนะนำของเจ้าพนักงานสงเคราะห์ หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ได้รับการสงเคราะห์ จะต้องคืนเงินสงเคราะห์และบรรดาวัสดุสงเคราะห์โดยคิดเป็นตัวเงินตามราคาที่โจทก์จ่ายแก่จำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2527 จำเลยทั้งสองทำผิดเงื่อนไขคำรับรองข้อที่ 6 โดยโอนขายที่ดินที่ได้รับการสงเคราะห์ดังกล่าวแก่นางภาวิณีโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ จนกระทั่งปี 2533 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดเงื่อนไขจึงรายงานให้ทั้งหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดและโจทก์ทราบตามลำดับ ครั้นวันที่ 11 ธันวาคม 2534 โจทก์ก็อนุมัติให้ระงับการสงเคราะห์และเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2544 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินสงเคราะห์และวัสดุสงเคราะห์เป็นเงิน 149,546.30 บาท คืนจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2534 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 109,355.67 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 258,901.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 149,546.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างการพิจารณาโจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมโดยไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับการสงเคราะห์การทำสวนยางต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 กระทำไปในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ทราบการกระทำผิดเงื่อนไขก่อนวันที่ 3 กันยายน 2533 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2525 จำเลยที่ 1 ได้รับการสงเคราะห์การทำสวนยางจากโจทก์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หมู่ที่ 1 ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา โดยจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรองต่อโจทก์ว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย กฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานสงเคราะห์ หากไม่ปฏิบัติตามคำรับรอง จำเลยที่ 1 จะคืนเงินสงเคราะห์และบรรดาวัสดุสงเคราะห์ที่จำเลยที่ 1 รับไปแล้ว โดยคิดเป็นตัวเงินตามราคาที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ทั้งหมด ตามสำเนาหนังสือรับรองของเจ้าของสวนยางผู้ได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 เอกสารหมาย จ.2 โจทก์จ่ายเงินสงเคราะห์และวัสดุสงเคราะห์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 149,546.30 บาท แล้ว ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2527 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่ได้รับการสงเคราะห์ดังกล่าวให้แก่นางภาวิณี หลังจากนั้นนางภาวิณีได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและขายให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2532 ต่อมาเจ้าพนักงานสงเคราะห์ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำรับรอง จึงรายงานให้หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราชและวันที่ 3 กันยายน 2533 หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางมีคำสั่งให้ระงับการสงเคราะห์และเรียกเงินสงเคราะห์คืน โดยทำบันทึกแจ้งให้หัวหน้าฝ่ายการสงเคราะห์ทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2534 โจทก์มีหนังสือถึงหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราชแจ้งการอนุมัติให้ระงับการสงเคราะห์และเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.11 และในวันที่ 18 มกราคม 2544 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอฉวางมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและระงับการสงเคราะห์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินสงเคราะห์และวัสดุสงเคราะห์เป็นเงิน 149,546.30 บาท ตามเอกสารหมาย จ.14

มีปัญหาต้องวินิฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้มีอายุครบ 10 ปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่ผู้ช่วยอำนวยการที่ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการของโจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2544 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่ได้รับการสงเคราะห์การทำสวนยางจากโจทก์ให้แก่นางภาวิณีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2527 โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ เป็นการผิดคำรับรองข้อ 6 ตามสำเนาหนังสือรับรองของเจ้าของสวนยาง ผู้ได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 เอกสารหมาย จ.2 ถือว่าเป็นการทำผิดสัญญาต่อโจทก์ หาใช่เป็นการทำละเมิดดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินสงเคราะห์และบรรดาวัสดุสงเคราะห์ที่ได้รับไปแล้ว โดยคิดเป็นตัวเงินตามราคาที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปให้แก่โจทก์ทั้งหมดตามคำรับรองข้อ 10 ของเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสงเคราะห์และวัสดุสงเคราะห์ดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2527 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดี วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ซึ่งเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นการฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม่มีอำนาจยึดถือครอบครอง สามารถเรียกคืนได้ตลอดเวลาไม่มีกำหนดอายุความนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
จำเลย — นายเนิ่น วงศ์พิพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2551
#418603
เปิดฉบับเต็ม

คดีทั้งสองมีคู่ความรายเดียวกันและประเด็นเดียวกันว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อในคดีที่ผู้คัดค้านเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้นการวินิจฉัยคดีนี้ว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า สืบเนื่องมาจากศาลได้มีคำสั่งตั้งนายประเสริฐเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2543 ด้วยโรคเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอดถอนนายประเสริฐออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพราะผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง นายประเสริฐจึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 70/13 ถนนอ่างทอง-โพธิ์ทอง ตำบลศาลาแดง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนายประเสริฐออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายวิชัยผู้ตาย โดยเป็นบุตรของนายเปี๊ยะเชยกับนางมุ้ยเฮียง เมื่อปี 2536 ผู้ตายได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้อง แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาวันที่ 12 สิงหาคม 2543 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 6 แปลง อยู่ที่ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง 5 แปลง และอยู่ที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 1 แปลง ซึ่งที่ดินทั้งหกแปลงเป็นที่ดินที่บิดามารดาซื้อให้แก่ผู้ตายไว้ก่อนที่ผู้ตายจะสมรสกับผู้ร้องจึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้คัดค้านกับผู้ร้องมีสิทธิได้รับมรดกคนละครึ่ง ต่อมาผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำสั่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายปรากฏตามคำสั่งศาลคดีหมายเลขแดงที่ 574/2543 ของศาลชั้นต้น จากนั้นผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดกได้แจ้งให้ผู้ร้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ร้องผัดผ่อนเรื่อยมา ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ร้องนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อพิจารณาพินัยกรรมแล้ว มีข้อพิรุธมากมายขัดต่อความจริง ไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายเป็นผู้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวผู้ร้องกับพวกได้สมคบกันทำขึ้นเองโดยผู้ตายไม่ทราบและไม่รับรู้ ถือว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้ร้องจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกในฐานะเป็นผู้ไม่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606 (5) เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2543 ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง และต่อมาผู้ร้องได้ถอนคำร้องขอเสียก่อนที่ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านจึงได้ฟ้องผู้ร้องเป็นคดีต่อศาลชั้นต้น ห้ามผู้ร้องเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 196/2544 ของศาลชั้นต้นขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนายประเสริฐผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งให้นางจิดาภาผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัยผู้ตายส่วนผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ร้องและผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2543 ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคดีหมายเลขแดงที่ 574/2543 ของศาลชั้นต้น และผู้ร้องมายื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามคดีนี้โดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านได้ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยตามคดีหมายเลขดำที่ 196/2544 หมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น อ้างว่าพินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม ขอให้กำจัดผู้ร้องมิให้รับมรดกของผู้ตายและขอให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทุกแปลงตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ และห้ามผู้ร้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและฟังว่าผู้ตายทำพินัยกรรมถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่พินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ก่อนคดีนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ร.5 ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ประเด็นข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรมปลอมในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสองมีคู่ความรายเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อในคดีที่ผู้คัดค้านเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้นการวินิจฉัยคดีนี้ว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องตามฎีกาของผู้คัดค้านได้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ และมีเหตุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ในประเด็นที่ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ปรากฏว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอมซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง..." ดังนั้น จึงต้องฟังว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.3 ถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอมและใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงต้องถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจิดาภา อัศวาโกวิท
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ อัศวาโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2551
#499253
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น มีคู่ความรายเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อในคดีที่ผู้คัดค้านเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น การวินิจฉัยคดีนี้ว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

เมื่อปรากฏว่าคดีหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอม ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง..." ดังนั้น จึงต้องฟังว่าพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอมและใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงต้องถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า สืบเนื่องมาจากศาลได้มีคำสั่งตั้งนายประเสริฐเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย แต่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง นายประเสริฐจึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนายประเสริฐออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนายประเสริฐผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งให้นางจิดาภา ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย ผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ร้องและผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2543 ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคดีหมายเลขแดงที่ 574/2543 ของศาลชั้นต้น และผู้ร้องมายื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามคดีนี้โดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านได้ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยตามคดีหมายเลขดำที่ 196/2544 หมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น อ้างว่าพินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม ขอให้กำจัดผู้ร้องไม่ให้รับมรดกของผู้ตายและขอให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทุกแปลงตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ และห้ามผู้ร้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่งพิจารณาของศาลฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและฟังว่าผู้ตายทำพินัยกรรมถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่พินัยกรรมปลอม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ก่อนคดีนี้ ตามสำเนาคำพิพากษา ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ถอนผู้คัดค้นออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผูคัดค้านว่า ประเด็นข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรมปลอมในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสองมีคู่ความรายเดียวกันและประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ร้องและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อในคดีที่ผู้คัดค้านเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น การวินิจฉัยคดีนี้ว่าพินัยกรรมของผู้ตายเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องตามฎีกาของผู้คัดค้านได้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ และมีเหตุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ และมีเหตุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ในประเด็นที่ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมและพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ปรากฏว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 812/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอมซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ได้ถูกเปลี่ยนแปลง..." ดังนั้น จึงต้องฟังว่า พินัยกรรมถูกต้องไม่เป็นพินัยกรรมปลอมและใช้บังคับได้ตามกฎหมายผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงต้องถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 ม. 145 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจิดาภา อัศวาโกวิท
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ อัศวาโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2551
#497043
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่า ผู้ร้องได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่าง แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่เท่านั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าชึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 66167 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 138/4 จากนางอำไพเมื่อปี 2533 และได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทราบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเดิมเป็นของนางอำไพ ต่อมาเมื่อปี 2535 นางอำไพยกให้นางวัฒนาแล้ว นางวัฒนานำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังผิดนัดชำระหนี้ ผู้คัดค้านจึงฟ้องบังคับจำนอง และต่อมาได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ประมูลซื้อได้ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเป็นของผู้คัดค้านแล้ว การได้มาซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ทั้งผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้าน และต่อมามีคำพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น เป็นการชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองทราบมาแต่ต้นแล้วว่าผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องทั้งสองต้องบรรยายให้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้อง ผู้คัดค้านก็ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต กรณีจึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก เห็นว่า ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้นผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้าน แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียน การได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้นจึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทแก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 172
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวรยาหรือเพ็ญนันท์ ธีรมิตตานนท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2551
#497047
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. แล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องทั้งสองร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านแล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ

แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวจากนางอำไพ เมื่อปี 2533 และได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทราบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเดิมเป็นของนางอำไพ ต่อมาเมื่อปี 2535 นางอำไพยกให้นางวัฒนา แล้วนางวัฒนานำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังผิดนัดชำระหนี้ ผู้คัดค้านจึงฟ้องบังคับจำนอง และต่อมาได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ประมูลซื้อได้ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเป็นของผู้คัดค้านแล้ว การได้มาซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ทั้งผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านและต่อมามีคำพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ ตามรูปคดีนั้น เป็นการชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองทราบมาแต่ต้นแล้วว่าผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องทั้งสองต้องบรรยายให้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้อง ผู้คัดค้านก็ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต กรณีจึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก เห็นว่า ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องทั้งสองร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้าน แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้นจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 172 วรรคสอง ตาราง 1 (2) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวรยาหรือเพ็ญนันท์ ธีรมิตตานนท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7421/2551
#497042
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วสังกะสี รั้วอิฐบล็อก และสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีและรั้วอิฐบล็อกรวมทั้งสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินออกชั่วคราวและห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) มิใช่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนได้ตามมาตรา 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วสังกะสี รั้วอิฐบล็อก และสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินโฉนดเลขที่ 200 เนื้อที่ประมาณ 38 ตารางวา ซึ่งโจทก์ทั้งสองใช้เป็นทางรถยนต์เข้าออกจากบ้านไปยังซอยรัชฎภัณฑ์มิให้ปิดกั้นอีกต่อไปและให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและขอไต่สวนในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีและรั้วอิฐบล็อกรวมทั้งสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินโฉนดเลขที่ 200 ตำบลมักกะสัน อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร ออกชั่วคราว และห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินพิพาทดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล (ที่ถูกชั้นอุทธรณ์) ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วสังกะสี รั้วอิฐบล็อก และสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินโฉนด 200 ตำบลมักกะสัน อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีและรั้วอิฐบล็อกรวมทั้งสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินโฉนดเลขที่ 200 ตำบลมักกะสัน อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร ออกชั่วคราวและห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) มิใช่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนได้ตามมาตรา 267 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 ม. 267
ชื่อคู่ความ
นายพจน์ เพชระบูรณิน ในฐานะส่วนตัวและ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนางศรีรัตน์ เพชระบูรณิน กับพวก
จำเลย — นายสมบูรณ์หรือเดชสมบูรณ์ จิรอรรถพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7402/2551
#419926
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานโจทก์ตามบัญชีระบุพยานอันดับ 2 ถึงอันดับ 7 ให้มาศาลตามกำหนดเวลาที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ไว้ในวันที่ 7 และ 8 เมษายน 2547 แล้ว เมื่อพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มาศาล โจทก์แถลงต่อศาลว่าพยานทั้งหมดได้รับหมายเรียกแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของพยานที่จะต้องมาเบิกความต่อศาลตามกำหนดนัด จะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่ติดตามพยานมาศาลหาได้ไม่ และในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 เมษายน 2547 ศาลชั้นต้นให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์โดยมีคำสั่งให้ออกหมายจับพยานโจทก์ดังกล่าวก็เพื่อให้ได้ตัวพยานมาเบิกความ จึงต้องให้เวลาแก่โจทก์พอสมควรที่จะสามารถดำเนินการตามหมายจับได้ การที่ศาลชั้นต้นให้เลื่อนคดีไปเพียง 1 วัน โดยให้นัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยตามที่นัดไว้ในวันรุ่งขึ้น เห็นได้ว่าเป็นเวลากระชั้นชิดไปสำหรับการติดตามจับพยาน ซึ่งไม่แน่ว่าจะยังพบตัวอยู่ตามที่อยู่ที่พยานเคยให้ไว้หรือไม่ เมื่อในวันนัดที่เลื่อนไปดังกล่าว ปรากฏว่ายังไม่ได้ตัวพยานมาศาลตามหมายจับและโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี โดยยังประสงค์จะติดตามพยานมาสืบ แม้จะได้ความจากโจทก์ว่าพยานทั้งหมดที่ศาลออกหมายจับมีอาชีพรับจ้างมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง แต่หากให้เวลาโจทก์พอสมควรโจทก์ก็อาจให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามสืบหาที่อยู่ของพยานและได้ตัวมาเบิกความต่อศาลได้ การขอเลื่อนคดีของโจทก์จึงมีเหตุอันควร กรณียังไม่สมควรที่ศาลชั้นต้นจะด่วนงดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวทันทีอันอาจเป็นเหตุให้เสียความยุติธรรมได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะเลื่อนการพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 179 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์และอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 เมษายน 2547 ให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรงดสืบพยานโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานโจทก์ตามบัญชีระบุพยานอันดับ 2 ถึงอันดับ 7 ให้มาศาลตามกำหนดเวลาที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ไว้ในวันที่ 7 และ 8 เมษายน 2547 แล้ว เมื่อพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มาศาล โจทก์แถลงต่อศาลว่าพยานทั้งหมดได้รับหมายเรียกแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของพยานที่จะต้องมาเบิกความต่อศาลตามกำหนดนัด จะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่ติดตามพยานมาศาลหาได้ไม่ และในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 เมษายน 2547 ศาลชั้นต้นให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์โดยมีคำสั่งให้ออกหมายจับพยานโจทก์ดังกล่าวก็เพื่อให้ได้ตัวพยานมาเบิกความ จึงต้องให้เวลาแก่โจทก์พอสมควรที่จะสามารถดำเนินการตามหมายจับได้ การที่ศาลชั้นต้นให้เลื่อนคดีไปเพียง 1 วัน โดยนัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยตามที่นัดไว้ในวันรุ่งขึ้น เห็นได้ว่าเป็นเวลากระชั้นชิดไปสำหรับการติดตามจับพยาน ซึ่งไม่แน่ว่าจะยังพบตัวอยู่ตามที่อยู่ที่พยานเคยให้ไว้หรือไม่ เมื่อในวันนัดที่เลื่อนไปดังกล่าว ปรากฏว่ายังไม่ได้ตัวพยานมาศาลตามหมายจับ และโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี โดยยังประสงค์จะติดตามพยานมาสืบ แม้จะได้ความจากโจทก์ว่าพยานทั้งหมดที่ศาลออกหมายจับมีอาชีพรับจ้างมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง แต่หากให้เวลาโจทก์พอสมควร โจทก์ก็อาจให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามสืบหาที่อยู่ของพยานและได้ตัวมาเบิกความต่อศาลได้ การขอเลื่อนคดีของโจทก์จึงมีเหตุอันควร กรณียังไม่สมควรที่ศาลชั้นต้นจะด่วนงดสืบพยานโจทก์ดังกล่าวทันทีอันอาจเป็นเหตุให้เสียความยุติธรรมได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะเลื่อนการพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 179 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 179 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอนุจิตร์ ด่านศรีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2551
#499663
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี เมื่อโจทก์อายุครบ 55 ปี จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อโจทก์อายุ 55 ปีเศษ โจทก์ไปพูดกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความระบุว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้วโจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้อง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้พนักงานชายเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุ 60 ปีบริบูรณ์ ส่วนพนักงานหญิงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นการกำหนดการเกษียณอายุที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เนื่องจากการทำงานของพนักงานชายและพนักงานหญิงไม่มีลักษณะหรือสภาพของงานที่แตกต่างกัน ปี 2545 โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยคงให้โจทก์ทำงานเรื่อยมา วันที่ 6 มกราคม 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์เกษียณอายุการทำงานโดยมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุที่จะให้เลิกจ้างได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่ 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 269,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยแจ้งโจทก์ว่า ตามระเบียบของจำเลยโจทก์จะต้องถูกเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุการทำงาน แต่โจทก์ยืนยันว่ายังมีความสามารถและร่างกายแข็งแรงพร้อมที่จะทำงานให้จำเลย ขอทำงานต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งจำเลยอนุญาต ครั้นครบกำหนดตามที่ตกลงกันโจทก์แจ้งให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุเพื่อที่โจทก์จะได้นำค่าชดเชยที่ได้จากการเลิกจ้างตามข้อบังคับของจำเลยไปใช้จ่าย จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์เป็นพนักงานหญิง ทำงานใช้แรงงานในบริเวณหน้างานที่มีการก่อสร้างต้องตรากตรำอยู่กลางแดด และโจทก์มีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง สมควรให้เลิกจ้างโจทก์ตามที่โจทก์ขอโดยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 77,700 บาท ทั้งโจทก์ยังได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความไว้กับจำเลยว่า เป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายคือไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายหรือเงินทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีกจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2518 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นช่างสีประจำอยู่ที่หน่วยงานเจ 343 ท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นโรงงานประกอบโครงสร้างเหล็กที่จังหวัดสมุทรปราการอันเป็นหน่ายงานหนึ่งของจำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 259 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งค่าครองชีพในวันที่ 5 ของทุกเดือน ส่วนร้อยละ 30 จะจ่ายในวันที่ 20 ของทุกเดือน วันเวลาทำงานตามปกติของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 8 นาฬิกา จนถึง 17 นาฬิกา ระหว่างที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของพนักงานที่ประจำอยู่ที่หน่วยงานท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยถือว่าโจทก์เกษียณอายุการทำงานที่อายุ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบการเกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยจากจำเลยเป็นเงิน 77,700 บาท กับได้รับเงินจำนวน 7,500 บาท ที่ฟ้องในคดีนี้แล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จล. 1 ถึง จล. 9

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จล. 4 มีกระบวนการจัดทำไม่ขัดต่อกฎหมาย มีผลบังคับใช้ได้ ข้อตกลงในส่วนที่พนักงานหญิงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยมีสิทธิให้โจทก์ออกจากงานได้ตามเอกสารหมาย จล. 4 อยู่แล้ว โดยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปเป็นคุณแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว จำเลยสามารถอ้างข้อตกลงการเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุโจทก์ครบ 55 ปีบริบูรณ์ มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันปรากฏว่า เมื่อโจทก์มีอายุ 55 ปีเศษ โจทก์ไปพูดกับนายจรงค์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว (เลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ) และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล. 1 มีข้อความระบุว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว โจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืนน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญโชติ พาเจริญ
บริษัทอิตาเลียนไทย
จำเลย — ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7398 -ที่ 7399/2551
#413179
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทจำเลยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 47.87 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยถือหุ้นร้อยละ 24.29 ธนาคาร ก. ถือหุ้นร้อยละ 7.86 และประชาชนทั่วไปถือหุ้นที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 20 ของหุ้นทั้งหมด เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแปรรูปเป็นบริษัท ป. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ป. จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (2) ทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละ 50 บริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไป แต่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทจำเลยซึ่งเป็นสหภาพที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพการเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24

เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8 นาฬิกา อันเป็นเวลาทำงานตามปกติรวม 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 11 มกราคม 2546 ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 โดยหนังสือเตือนทั้งสองฉบับระบุว่า เป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และระบุเรื่องการกระทำผิดวินัยของโจทก์ด้วย โดยมีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไม่ไปถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา รวม 13 ครั้ง จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ตามเอกสารหมาย ล.12 ระบุว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน มีข้อความระบุความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไปโดยมิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนี้ หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหมาย ล.12 ดังกล่าว จึงมิใช่หนังสือเตือน แต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนว่า โจทก์และจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทำงานกะนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเงิน 19,039 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 78,370 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 5,526 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เพิกถอนหนังสือเตือนของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 25 มีนาคม 2546 จ่ายเงินวินัยการปฏิบัติงานประจำปี 2545 เป็นเงิน 5,685 บาท ประจำปี 2546 เป็นเงิน 2,969 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าชดเชยเป็นเงิน 113,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 21,224 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มจำนวนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัด และใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,137,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 113,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทจำเลยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 47.87 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งมีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมด ถือหุ้นร้อยละ 24.29 และมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 7.86 ประชาชนทั่วไปถือหุ้นที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 20 ของหุ้นทั้งหมด จำเลยจึงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อันเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) จึงมีผลทำให้จำเลยเป็นบริษัทที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยน้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ย่อมมีผลทำให้จำเลยมิได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ที่โจทก์เป็นหนึ่งในกรรมการซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจเท่านั้น จึงมีผลเป็นอันสิ้นสภาพลงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในเดือนเมษายน 2546 จึงมิได้ฝ่าฝืนมาตรา 24 และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โจทก์ไม่มีสิทธิรับค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนการเพิกถอนหนังสือเตือน ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไปถึงสถานที่ปฏิบัติงานเลยเวลาทำงานปกติหลายครั้ง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติงานหรือละทิ้งหน้าที่ในเวลาทำงาน หรือถ่วงเวลาทำงานในสถานที่อื่น อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์โต้เถียงกับผู้บังคับบัญชาและใช้วาจาไม่สุภาพ จะร้องเรียนผู้บังคับบัญชาต่อผู้บริหารระดับสูงว่าผู้จัดการส่วนการพนักงานไม่เหมาะสมต่อตำแหน่ง อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยข้อ 19 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนหนังสือเตือนทั้งสามฉบับ สำหรับเงินวินัยการปฏิบัติงานและค่าทำงานเป็นกะ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การจ่ายเงินวินัยมีหลักเกณฑ์ว่าจะจ่ายทุกสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ทุกปี โดยพนักงานที่มีเวลาทำงานไม่ครบหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมจะได้รับเงินวินัยการปฏิบัติงานลดลงไปตามสัดส่วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าปี 2545 โจทก์ไปทำงานสายรวม 35 ครั้ง ในปี 2546 โจทก์ถูกลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือ จำเลยมีสิทธิตัดเงินวินัยการปฏิบัติงานทั้งสองปีได้ สำหรับเงินค่าทำงานกะ ศาลแรงงานกลางฟังว่า พนักงานที่ปฏิบัติงานกลางวันระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา จะไม่ได้รับค่าทำงานกะ การย้ายโจทก์ไปทำงานกลางวันกระทำโดยมีเหตุผลอันสมควรมิใช่กลั่นแกล้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานกะ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นค่าทำงานกะขาดอายุความหรือไม่ สำหรับค่าชดเชยนั้นศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไปปฏิบัติงานสาย ในปี 2545 จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 เมื่อโจทก์ไปปฏิบัติงานสายระหว่างเดือนมกราคม 2546 ถึงเดือนมีนาคม 2546 จำเลยลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ไปปฏิบัติงานสายอันเป็นการผิดซ้ำคำเตือน จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ไปทำงานสายหลายครั้ง จำเลยคงตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นอาจิณกระทำการไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากนี้โจทก์มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ถูกย้ายไปทำงานในเวลากลางวัน ก็ยังถูกส่งตัวคืนส่วนการพนักงาน ขณะที่โจทก์ไปทำงานส่วนการพนักงานยังมีข้อขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาจนต้องออกหนังสือเตือนเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์อีก การเลิกจ้างมีเหตุสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย

โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกสรุปได้ว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ได้นิยามคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นเป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไป แต่จะตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 66 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหมาย ล.12 มิใช่หนังสือเตือน เพราะไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าห้ามมิให้โจทก์กระทำผิดเช่นว่านั้นอีก ส่วนโจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า คู่มือพนักงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ระบุขั้นตอนให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยลงโทษเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเตือนเป็นหนังสือแล้วไม่สามารถนำเหตุนั้นมาลงโทษได้อีก เห็นว่า เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็นเวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เอกสารทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายวัชระพงษ์ผู้จัดการส่วนการพนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิดของโจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็นพนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯจึงลงโทษท่านโดยการออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติครั้งที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฏข้อบังคับของบริษัท โดยกระทำผิดเช่นนั้นอีก บริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา รวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดยนายวัชระพงษ์เช่นกัน แต่ระบุเรื่องว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมีข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนั้น เอกสารหมาย ล.12 จึงมิใช่หนังสือเตือนแต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยผู้เป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 (1) (2)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 24 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวลิต เกียรติเกษม
จำเลย — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7398 -ที่ 7399/2551
#497044
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ได้นิยามคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) ที่มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้แปรรูปเป็นบริษัท ป. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัทดังกล่าวจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ อีกต่อไป แต่จะตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท บ. ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 66

เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็นเวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เอกสารทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อ ว. ผู้จัดการส่วนการพนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิดของโจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็นพนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯ จึงลงโทษท่าน โดยการออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติครั้งที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของบริษัทโดยการกระทำผิดเช่นนั้นอีก บริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิกา รวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดย ว. เช่นกัน แต่ระบุเรื่องว่าหนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมีข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือนหลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน ดังนั้น หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน จึงมิใช่หนังสือเตือนแต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยเป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อมมีเหตุผลอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทำงานกะนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเงิน 19,039 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 78,370 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นเงิน 5,526 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เพิกถอนหนังสือเตือนของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 25 มีนาคม 2546 จ่ายเงินวินัยการปฏิบัติงานประจำปี 2545 เป็นเงิน 5,685 บาท ประจำปี 2546 เป็นเงิน 2,969 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าชดเชยเป็นเงิน 113,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 21,224 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 ค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 500,000 บาท จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มจำนวนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัด และใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,137,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 113,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ได้นิยามคำว่า "รัฐสาหกิจ" ไว้โดยเฉพาะแล้วว่าหมายถึง (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่าหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมทำให้บริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6 (1) ไม่เกินร้อยละห้าสิบ ดังนั้นบริษัทจำเลยจึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อีกต่อไปแต่จะตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ย่อมสิ้นสภาพเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานดังกล่าวมิได้มีการยกเลิกด้วยเหตุนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 66 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามเอกสารหลาย ล.12 มิใช่หนังสือเตือน เพราะไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าห้ามมิให้โจทก์กระทำผิดเช่นว่านั้นอีก ส่วนโจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า คู่มือพนักงานและขัอบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ระบุขั้นตอนให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยลงโทษเตือนโจทก์ด้วยวาจาและเตือนเป็นหนังสือแล้วไม่สามารถนำเหตุนั้นมาลงโทษได้อีก เห็นว่า เมื่อเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ไปถึงสถานที่ทำงานในเวลา 8.00 นาฬิกา อันเป็นเวลาทำงานตามปกติรวมทั้งสิ้น 35 ครั้ง จำเลยออกหนังสือเตือนลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ตามเอกสารหมาย ล.11 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 โจทก์แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามและพูดจาไม่สุภาพหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง จำเลยออกหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 ตามเอกสารหมาย ล.15 เอกสารทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายวัชระพงษ์ ผู้จัดการส่วนการพนักงาน หนังสือทั้งสองฉบับนี้ระบุว่าเป็นเรื่องเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ และยังระบุเรื่องการกระทำผิดของโจทก์ด้วย อีกทั้งมีข้อความเหมือนกันว่า "ดังนั้นเพื่อให้ท่านแก้ไขและปรับปรุงความประพฤติของท่านให้เป็นพนักงานที่ดีและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎข้อบังคับและมาตรฐานการทำงานที่ดี บริษัทฯ จึงลงโทษท่านโดยการออกหนังสือเพื่อให้ปรับปรุงความประพฤติครั้งที่ 1 ขอตักเตือนว่าหากท่านฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของบริษัท โดยกระทำผิดเช่นนี้อีกบริษัทจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อต่อไป" หลังจากนั้นปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ถึงมีนาคม 2546 โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนโดยไปไม่ถึงอาคารสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8.00 นาฬิการวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ลงนามโดยนายวัชระพงษ์เช่นกัน แต่ระบุเรื่องว่า หนังสือแจ้งการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เมื่อมีข้อความระบุการกระทำความผิดของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวแล้วยังระบุว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน ทั้งระบุว่าบริษัทจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไป มิได้มีข้อความเรื่องลงโทษโจทก์ด้วยการออกหนังสือตักเตือน หลังจากออกหนังสือฉบับนี้ได้ 9 วัน จำเลยออกหนังสือปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานตามเอกสารหมาย ล.9 ดังนั้น เอกสารหมาย ล.12 จึงมิใช่หนังสือเตือนแต่เป็นหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือน โดยโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น การกระทำของโจทก์เป็นการละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นอาจิณ จำเลยผู้เป็นนายจ้างสามารถไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลยย่อมมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 (1) ม. 6 (2) ม. 24 ม. 34 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวลิต เกียรติเกษม
จำเลย — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7397/2551
#418590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าอย่างไร มีสิทธิและหน้าที่ต่อกันอย่างไร และจำเลยกระทำการใดอันถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนจะเป็นสัญญาประเภทใด ต้องยกกฎหมายใดมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้นเป็นหน้าที่ของศาลที่จะวินิจฉัยเมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยมิใช่เป็นนายจ้างลูกจ้างกันตามสัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาตัวแทนซึ่งเป็นสัญญาแบบหนึ่งที่สามารถใช้บังคับได้ จึงมีปัญหาว่าศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดตามสัญญาตัวแทนหรือไม่ แสดงว่ามีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 หรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 9 วรรคสอง ศาลแรงงานกลางจึงต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ก่อนจะวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ โดยจำเลยได้รับการบรรจุเข้าทำงานเป็นพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ ต่อมาจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานส่งเสริมการขาย มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าเจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้เข้าทำประกันวินาศภัยกับโจทก์โดยโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยสามารถเก็บค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าได้ จำเลยต้องรับผิดชอบนำเบี้ยประกันภัยชำระให้โจทก์ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่แจ้งโจทก์รับประกันวินาศภัย ซึ่งจำเลยได้แจ้งนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประเภทต่าง ๆ เข้าประกันวินาศภัยกับโจทก์หลายครั้ง โจทก์ได้ออกกรมธรรม์คุ้มครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ดังที่จำเลยแจ้ง แต่เมื่อถึงกำหนดที่จำเลยจะต้องนำส่งเบี้ยประกันภัยตามที่โจทก์ได้ออกกรมธรรม์คุ้มครองไปโดยหักผลตอบแทนให้แล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์หลายรายการ ซึ่งเมื่อคิดยอดหนี้ทั้งหมดแล้ว คงเหลือยอดหนี้ที่แท้จริงเป็นเงินค่าเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น 13,000,000 บาท ครั้นวันที่ 28 เมษายน 2542 จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 12,000,000 บาท จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงโอนกิจการเกี่ยวกับโต๊ะสนุกเกอร์พร้อมอุปกรณ์ใช้หนี้ดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่า 4,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2542 หากผิดนัดยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไป และจำเลยยังตกลงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17700 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดภาระจำนองหรือภาระหนี้สินใด ๆ กำหนดมูลค่า 8,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 3 มกราคม 2543 หากไม่สามารถดำเนินการได้จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ ครั้นเมื่อถึงกำหนดโอนกิจการและโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยผิดนัดโดยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ทั้งมิได้ชำระเงินแก่โจทก์แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 12,000,000 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ คิดเป็นดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 1,102,191.78 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 13,102,191.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,102,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 12,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะเกิดมูลหนี้คดีนี้ขึ้นนั้น จำเลยไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์ เพราะแม้เดิมจำเลยจะเคยเป็นพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยได้ออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์โดยทำงานเป็นตัวแทนนายหน้าประกันวินาศภัยของโจทก์ มีหน้าที่หาลูกค้าเข้าทำประกันวินาศภัยกับโจทก์ โดยไม่มีเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่ได้รับจากโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายใต้คำสั่งของโจทก์ เพียงแต่จำเลยหาลูกค้ามาได้จำนวนเท่าใด จำเลยก็จะได้รับค่าบำเหน็จนายหน้าหรือค่าคอมมิสชันร้อยละ 25 จากเบี้ยสุทธิภายหลังจากที่จำเลยนำส่งค่าเบี้ยประกันภัยเรียบร้อยแล้วเท่านั้น จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องขึ้นโดยถูกบังคับขู่เข็ญให้ลงชื่อยอมรับสภาพหนี้จากบุคคลผู้มีชื่อกลุ่มหนึ่งโดยไม่ได้ตรวจสอบยอดหนี้ว่าถูกต้องหรือไม่ ผู้ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้แทนโจทก์ก็กระทำการโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรหรือมิได้เป็นกรรมการของบริษัทโจทก์แต่อย่างใด ยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ยังมิได้นำจำนวนเงินที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ไว้แล้วมาหักออกจากยอดหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โดยหากตรวจสอบยอดหนี้คงค้างกันจริงแล้ว จำเลยคงค้างโจทก์ไม่เกินจำนวน 8,000,000 บาท เท่านั้น และยอดคงค้างดังกล่าวก็เป็นยอดหนี้ที่ยังมิได้หักค่าบำเหน็จนายหน้าร้อยละ 25 คิดเป็นเงินอีกจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยหลังจากที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องแล้วโจทก์ได้ส่งคนไปเก็บเงินจากลูกค้าที่เป็นห้างขายรถต่าง ๆ ทั่วภาคใต้ได้เงินมาอีกประมาณ 3,000,000 บาทเศษ ซึ่งโจทก์ต้องนำยอดเงินดังกล่าวหักออกจากหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย จำเลยพร้อมโอนกิจการเกี่ยวกับโต๊ะสนุกเกอร์พร้อมอุปกรณ์ให้โจทก์ในมูลหนี้ 4,000,000 บาท แต่โจทก์ไม่ยินยอมรับมอบเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไป และหลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วประมาณเดือนพฤษภาคม 2542 โจทก์ก็ได้เข้าอาศัยใช้ประโยชน์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 17700 โดยขึ้นป้ายเป็นที่ทำการสาขาของโจทก์ประจำอำเภอหาดใหญ่ตลอดมาจนบัดนี้โดยโจทก์ไม่ได้เสียค่าเช่าให้แก่จำเลย ซึ่งหากจำเลยให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท จนถึงบัดนี้จำเลยมีสิทธิจะได้ค่าเช่าเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท ทั้งยังเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถปิดประกาศขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อนำเงินชดใช้หนี้แก่โจทก์ได้ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์ หากโจทก์ยินยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยก็พร้อมที่จะโอนให้โจทก์ได้ทันที โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย เดิมจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุแล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายอุบัติเหตุด้านการตลาดและฝ่ายส่งเสริมการขาย ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2539 โจทก์แต่งตั้งจำเลยเป็นตัวแทนขายประกันวินาศภัยโดยทำหน้าที่หาลูกค้าเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าทำประกันวินาศภัยโจทก์ โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนการขายประกันวินาศภัยให้จำเลยเพียงอย่างเดียว ไม่มีการจ่ายเงินเดือนให้อีก จำเลยไม่ต้องลงเวลาเข้าออกทำงานและไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ กรณีถือได้ว่านับแต่วันที่ 12 มกราคม 2539 โจทก์และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำงานให้โจทก์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ขายประกันวินาศภัยและเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยส่งให้แก่โจทก์ แล้วได้รับผลตอบแทนโดยคำนึงถึงผลสำเร็จของงานขายประกันวินาศภัยในทำนองเป็นบำเหน็จตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 803 ขณะเกิดมูลหนี้ค่าเป็นประกันภัยค้างส่งที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ตามฟ้องอยู่ในระหว่างที่จำเลยเป็นตัวแทนขายประกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกร้องโดยอ้างสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวโดยอ้างความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างในขณะทำหนังสือรับสภาพหนี้มาเป็นหลักแห่งข้อหา จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชำระเงินหรือดอกเบี้ยตามฟ้อง เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีข้อตกลงอย่างไร โจทก์และจำเลยมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันอย่างไร และจำเลยกระทำการใดอันถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ กับมีคำขอบังคับอันเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่เป็นสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว ส่วนสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นสัญญาประเภทใด ต้องแยกกฎหมายใดมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้นเป็นหน้าที่ของศาลที่จะวินิจฉัย เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยมิใช่เป็นนายจ้างลูกจ้างกันตามสัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาตัวแทนซึ่งเป็นสัญญาแบบหนึ่งที่สามารถใช้บังคับได้ จึงมีปัญหาว่าศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดตามสัญญาตัวแทนหรือไม่ แสดงว่ามีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 หรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 9 วรรคสอง ศาลแรงงานกลางจึงต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง หากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะใช้สิทธิฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไปภายใต้บทบัญญัติแห่งอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องโดยยังไม่ดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอุดมหรือธนอุดม บุญประสิทธิ์หรือบุญสะสมทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2551
#412128
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยตอนแรกบรรยายถึงการที่จำเลยพูดกล่าวถ้อยคำซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ ส่วนตอนหลังบรรยายถึงการที่จำเลยนำความไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนแล้วนำหลักฐานการแจ้งความไปเผยแพร่แล้วโจทก์สรุปว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความที่ทำให้โจทก์เสียหาย เห็นได้ว่าข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาละเมิดคือการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความของจำเลยอันทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่การที่จำเลยพูดถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์ไม่ ทั้งทนายโจทก์ก็แถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องรวม 4 ครั้ง ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยตามที่ทนายโจทก์แถลงไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับการพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยดังกล่าว การพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้นำคำฟ้องส่วนนี้มาพิจารณาพิพากษา เป็นการตัดสินไม่ครบข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 18 และ 19 กรกฎาคม 2545 ไว้ 2 ตอน โดยตอนแรกบรรยายถึงการที่จำเลยได้พูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ ส่วนตอนหลังบรรยายถึงการที่จำเลยนำความไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์อบรมนักเรียนและพูดพาดพิงถึงจำเลยในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยและอาจเป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แล้วจำเลยนำหลักฐานการแจ้งความคือภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปเผยแพร่แก่ครูอาจารย์ในที่ประชุมครูและนำไปอ่านให้นักเรียนฟังโดยจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้วโจทก์สรุปในตอนท้ายว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความที่ทำให้โจทก์เสียหาย กรณีจึงเห็นได้ว่าข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาละเมิดคือการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความของจำเลยอันทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่การที่จำเลยพูดถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์ไม่ ทั้งทนายโจทก์ก็แถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องรวม 4 ครั้ง ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยตามที่ทนายโจทก์แถลงไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับการพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยดังกล่าว ดังนั้น การพูดถ้อยคำอันหยาบคายของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 423
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกนกรัตน์ ศรีวิจิตร์
จำเลย — นางสาวมณฑา ขันติศรีสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายประสาธน์ ตั้งศิริมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2551
#413181
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์มอบอำนาจให้ บ. กระทำกิจการตามที่ได้ระบุไว้รวม 15 ข้อ โดยข้อ 15 ระบุว่า "กิจการที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ผู้รับมอบอำนาจจะมอบอำนาจช่วงให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารคนใดเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนก็ได้ แต่การมอบอำนาจช่วงเช่นว่านี้จะทำได้ครั้งหนึ่งเฉพาะกิจการอย่างหนึ่งเท่านั้น จะมอบอำนาจให้กระทำการแทนโดยทั่วไปหรือในกิจการหลายอย่างในการมอบอำนาจช่วงครั้งหนึ่งๆ ไม่ได้" เช่นนี้ ผู้รับมอบอำนาจจะมอบอำนาจช่วงให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กระทำการแทนก็ได้แต่ครั้งหนึ่งเฉพาะกิจการอย่างหนึ่ง จะมอบอำนาจให้กระทำกิจการหลายอย่างในการมอบอำนาจช่วงครั้งหนึ่งๆ หรือกระทำกิจการเดียวโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งไม่ได้ หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า บ. ผู้รับมอบอำนาจ... ขอมอบอำนาจช่วงให้ ป. และ/หรือ พ.... มีอำนาจดำเนินการในกิจการดังต่อไปนี้กับ ธ. และ ศ. เพื่อประโยชน์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จนเสร็จการ ข้อ 1 ให้มีอำนาจติดตามหนี้สิน... ข้อ 2 มีอำนาจในการดำเนินคดีทางแพ่ง ได้แก่ การออกหนังสือบอกกล่าวและทวงถาม การฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและการอื่นใดที่เกี่ยวกับคดีจนเสร็จการ เช่น รับเงินและเอกสารต่างๆ จากศาล ข้อ 3 ให้มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญา ได้แก่ การแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ...ฯลฯ ดังนี้จะเห็นได้ว่าการมอบอำนาจเช่นว่านี้เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนหลายอย่าง คือ ฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญา ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญาต่อจำเลยทั้งสองโดยไม่จำกัดว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับเรื่องใดโดยเฉพาะ จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาได้ทุกเรื่องโดยมิได้จำกัดให้ฟ้องคดีแพ่งหรือคดีอาญาได้เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรื่องเดียว เป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนาของโจทก์ที่แสดงไว้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นการกระทำที่ผู้รับมอบอำนาจกระทำนอกเหนือขอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ผู้รับมอบอำนาจช่วงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,211,073.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงิน 2,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์มอบอำนาจช่วงให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำกิจการแทนตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 เป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญยืน กระทำกิจการตามที่ได้ระบุไว้รวม 15 ข้อ โดยข้อ 15 ระบุว่า "กิจการที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ผู้รับมอบอำนาจจะมอบอำนาจช่วงให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารคนใดเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนก็ได้ แต่การมอบอำนาจช่วงเช่นว่านี้จะทำได้ครั้งหนึ่งเฉพาะกิจการอย่างหนึ่งเท่านั้น จะมอบอำนาจให้กระทำการแทนโดยทั่วไปหรือในกิจการหลายอย่างในการมอบอำนาจช่วงครั้งหนึ่งๆ ไม่ได้" ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจจะมอบอำนาจช่วงให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กระทำการแทนก็ได้แต่ครั้งหนึ่งเฉพาะกิจการอย่างหนึ่ง จะมอบอำนาจให้กระทำกิจการหลายอย่างในการมอบอำนาจช่วงครั้งหนึ่งๆ หรือกระทำกิจการเดียวโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งไม่ได้ ตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า นายบุญยืนผู้รับมอบอำนาจ...ขอมอบอำนาจช่วงให้นายปิยวัตร์ และ/หรือ นางเพชรี ...มีอำนาจดำเนินการในกิจการดังต่อไปนี้กับนายธวัชชัย นายศักดา เพื่อประโยชน์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จนเสร็จการ ข้อ 1 ให้มีอำนาจติดตามหนี้สิน... ข้อ 2 มีอำนาจในการดำเนินคดีทางแพ่ง ได้แก่ การออกหนังสือบอกกล่าวและทวงถาม การฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและการอื่นใดที่เกี่ยวกับคดีจนเสร็จการ เช่น รับเงินและเอกสารต่างๆ จากศาล ข้อ 3 ให้มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญา ได้แก่ การแจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ...ฯลฯ ดังนี้จะเห็นได้ว่าการมอบอำนาจเช่นว่านี้เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนหลายอย่างคือฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องคดีอาญาร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญาต่อจำเลยทั้งสองโดยไม่จำกัดว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับเรื่องใดโดยเฉพาะ จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาได้ทุกเรื่องโดยมิได้จำกัดให้ฟ้องคดีแพ่งหรือคดีอาญาได้เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรื่องเดียว เป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนาของโจทก์ที่แสดงไว้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นการกระทำที่ผู้รับมอบอำนาจกระทำนอกเหนือขอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ผู้รับมอบอำนาจช่วงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 801
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธวัชชัย หุตะจินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสมลักษณ์ ยอดรัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2551
#499252
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่ระบุว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นเอกสารที่โจทก์มิได้ระบุอ้างเป็นพยานและนำสืบไว้ จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการของโจทก์ได้ แม้หนังสือมอบอำนาจจะระบุว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการของโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจให้ ก. มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็ตาม ก. ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็ตาม ก. ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นแทนโจทก์ เนื่องจากมิได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง กำหนดว่าสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ และมาตรา 798 กำหนดว่ากิจการใดบังคับโดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือการตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วย การที่ ก. ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 572 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อพร้อมอุปกรณ์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 160,819.56 บาท แทนใช้ค่าขาดประโยชน์ 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ และใช้ค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ กับให้ใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,557.36 บาท แก่โจทก์

หลังจากยื่นคำฟ้องแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ระบุชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไว้ 4 คน เท่านั้น ซึ่งกรรมการดังกล่าวไม่ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ผู้ใดลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ ผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ สัญญาเช่าซื้อตามฟ้องจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็เพียงมีสิทธิเรียกเงินที่ค้างชำระจำนวน 160,819.56 บาท เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที แต่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจึงเป็นการสละเงื่อนเวลา โจทก์จะเรียกค่าใช้จ่ายต่างๆ และเบี้ยปรับ รวมทั้งดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 หาได้ไม่ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำหนังสือค้ำประกัน ลายมือชื่อในหนังสือค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 จำนวน 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีกรรมการและอำนาจกรรมการตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ษ - 6175 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 618,240 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ รวม 48 งวด งวดละ 12,037.38 บาท ชำระครั้งแรกในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้นชำระภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อ มีนายโกศลเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 38 งวด แล้วไม่ชำระอีกเลย ที่โจทก์ฎีกาว่า ในขณะมอบอำนาจให้นายโกศลทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์นั้น นายธีระและนายบริวัตรเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามหนังสือรับรองเอกสารแนบท้ายคำฟ้องฎีกา จึงเป็นการมอบอำนาจโดยชอบ นายโกศลผู้รับมอบอำนาจ จึงลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์โดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือรับรองแนบท้ายคำฟ้องฎีกาจะระบุว่า นายธีระและนายบริวัตรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่มีการทำสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ทั้งมิได้นำสืบพยานเอกสารดังกล่าวในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ดังนั้น ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ คือ กรรมการที่มีรายชื่ออยู่ในหนังสือรับรองเท่านั้น ซึ่งตามหนังสือรับรองระบุว่ากรรมการของบริษัทมี 4 คน คือ นายพรชัย นายบุญรักษ์ นายลักษณ์และนางสาวนภาพร อีกทั้งกำหนดว่าต้องมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์จึงจะผูกพันโจทก์ได้ ดังนั้น นายธีระและนายบริวัตรจึงมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้หนังสือมอบอำนาจจะระบุว่านายธีระ และนายบริวัตร เป็นกรรมการของโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจให้นายโกศล มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อก็ตาม นายโกศล ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นแทนได้ เนื่องจากมิได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง กำหนดว่าสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ และมาตรา 798 กำหนดว่ากิจการใดบังคับโดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วย ดังนั้น การที่นายโกศลลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียวย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 วรรคสอง ม. 798
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนเมโทรลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายปรีชา วัฒนาประชานุกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2551
#412053
เปิดฉบับเต็ม

ส. จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน แล้วสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 ทำให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 38 (2) ส. มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ วรรคสอง ส. ตายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ เมื่อตามมาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ทายาทของ ส. มีสิทธิได้รับเงินชราภาพ และตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง ระบุว่าทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพได้แก่ (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย (2) สามีหรือภริยา (3) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดา ส. แม้จะเป็นทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) แต่ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1965/2548 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2548 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 50,434 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่โต้เถียงกันมีว่า นายสันติเวชเป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 สิ้นสภาพการจ้างวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 นายสันติเวชเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ส่งเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพมาแล้ว 78 เดือน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 นายสันติเวชถึงแก่ความตาย นายสันติเวชไม่เคยสมรสและไม่มีบุตร ส่วนบิดามารดาก็ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสันติเวชให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสันติเวช โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเนื่องจากไม่ใช่ทายาทตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1965/2548 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ว่าโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา จึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า นายสันติเวชไม่มีทายาทตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา แต่เงินบำเหน็จชราภาพเป็นมรดก โจทก์ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาของนายสันติเวชจึงเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) มีสิทธิได้รับมรดกเงินบำเหน็จชราภาพนั้น เห็นว่า แม้ปรากฏตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1965/2548 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ของโจทก์ว่า นายสันติเวชสิ้นสภาพการจ้าง (สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 ซึ่งทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของนายสันติเวชสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 38 (2) ก่อน นายสันติเวชถึงแก่ความตายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคสอง บัญญัติให้ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ มาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน ให้ทายาทของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพซึ่งตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพได้แก่ (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย (2) สามีหรือภริยา (3) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ และในวรรคสามบัญญัติให้ในกรณีที่ไม่มีทายาทในอนุมาตราใด หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อนให้แบ่งเงินบำเหน็จชราภาพตามมาตรา 77 (2) ในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับ ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีความมุ่งหมายให้ทายาทของผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจะต้องเป็นญาติใกล้ชิดตามที่มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้ และทายาทนั้นจะต้องมีชีวิตอยู่ หากเป็นทายาทที่ตายไปเสียก่อน เงินบำเหน็จชราภาพก็จะแบ่งให้เฉพาะในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิอื่นต่อไป แม้โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาของนายสันติเวชซึ่งเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) แต่เมื่อโจทก์มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 38 ม. 77 ทวิ ม. 77 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญกิจ ภัทรพิพัฒน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7319/2551
#494144
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ แต่บริษัท ส. และ พ. ผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับเงิน เป็นการนำสืบแตกต่างจากข้อความที่ระบุในสัญญา อันเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารในกรณีที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2537 จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3985 และ 12318 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเป็นเงิน 8,000,000 บาท โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดไถ่ถอนจำนองภายใน 2 ปี แต่จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2538 โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแต่จำเลยเพิกเฉย ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,500,000 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 13,500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่เคยได้รับเงินตามฟ้อง โจทก์ไม่ใช่ผู้ให้กู้ยืม การกู้ยืมเงินตามฟ้องไม่สมบูรณ์ ทั้งไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ประมาณเดือนพฤษภาคม 2537 นายติ่งกัง บิดาโจทก์ตกลงให้บริษัทสยาม ซี.เอ.เอส.แลนด์ จำกัด กู้ยืมเงิน 8,000,000 บาท ในการนี้ นายติ่งกังและบริษัทสยาม ซี.เอ.เอส.แลนด์ จำกัด ได้ขอยืมโฉนดที่ดินของจำเลยไปเป็นประกันการกู้ยืม ตลอดระยะเวลาการกู้ยืมนั้น ผู้กู้ได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินโดยชำระเป็นเงินและนำที่ดินมาตีชำระหนี้ให้แก่นายติ่งกังเป็นเงิน 10,000,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระเพียง 3,500,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับการบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 13,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 8,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้โจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3985 และ 12318 ตำบลระแหง อำเภอหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกันตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 และรับเงินไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ 8,000,000 บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจำเลยรับเงินไปจากโจทก์เรียบร้อยแล้ว โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างว่าไม่ได้กู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ แต่นายไพศาลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทสยาม ซี.เอ.เอส. แลนด์ จำกัด เป็นผู้กู้เงินจากบิดาโจทก์ และจำเลยไม่เคยรับเงินจากโจทก์ จำเลยถูกขอร้องให้นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เท่านั้น เห็นว่า จำเลยยอมรับว่าได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกันแก่โจทก์จริง ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์สัญญาจำนองตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1. ระบุชัดว่า จำเลยผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่โจทก์ผู้รับจำนอง เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยผู้จำนองได้กู้ยืมไปจากโจทก์ผู้รับจำนอง และให้ถือสัญญาจำนองฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วยเป็นเงิน 8,000,000 บาท และในสัญญาข้อ 3. ระบุว่าผู้รับจำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าความจริงแล้ว จำเลยไม่ได้เป็นผู้กู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ แต่บริษัทสยามซี.เอ.เอส.แลนด์ จำกัด และนายไพศาลผู้ถือหุ้นในบริษัท ดังกล่าวเป็นผู้รับเงิน เป็นการนำสืบแตกต่างจากข้อความที่ระบุในสัญญา อันเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารในกรณีที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย จำเลยย่อมนำสืบได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว 8,000,000 บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 (ข้อ 1.) และจำเลยรับเงินเป็นการเสร็จแล้ว (ตามข้อ 3.) เมื่อครบสัญญา 2 ปี จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้โจทก์คิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 13,500,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ได้มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์ตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นฎีกาอย่างคนอนาถาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรพิมลหรือเพ็ญสิริ ปิยะมงคลวงศ์
จำเลย — นางรัชนีย์ กรุดเงิน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7254/2551
#412564
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้เสียหายเคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โดยอาศัยเหตุจากการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 199 ให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ของศาลชั้นต้น ได้ขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวไป ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะกระทำได้ ไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายอื่นที่จะฟ้องจำเลยได้อีก แม้มูลเหตุที่จะฟ้องเป็นเรื่องการโอนที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์รายเดียวกันก็ตาม ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกโจทก์ในคดีนี้ว่าโจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับแต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ และให้เรียกชื่อโจทก์ที่ 3 ใหม่ว่า โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คดีนี้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้เสียหายเคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โดยอาศัยเหตุจากการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 199 ให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ของศาลชั้นต้นได้ขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวไป ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1839/2545 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะกระทำได้ ไม่กระทบถึงสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายอื่นที่จะฟ้องจำเลยได้อีก แม้มูลเหตุที่ฟ้องจะเป็นเรื่องการโอนที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์รายเดียวกันก็ตาม ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้น เพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง โดยให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เพื่อพิจารณาและพิพากษาตามที่เห็นสมควรต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวิง อบสิน
จำเลย — นายชอ บำรุงไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7227 -ที่ 7228/2551
#497040
เปิดฉบับเต็ม

การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 4 ย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2549 อ้างว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำเบิกความพยานโจทก์ พยานจำเลยและเอกสารที่คู่ความอ้างส่ง แต่ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว และหากโจทก์มีคำสั่งไม่ฎีกาต้องส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 เพื่อพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกฎหมายต่อไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้วคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 หรือไม่ เห็นว่า การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 4 ย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 จึงยังไม่มีการสั่งรับฎีกาของโจทก์ในขณะที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามกำหนดนัดของศาลชั้นต้น แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำเบิกความพยานโจทก์ พยานจำเลย และเอกสารที่คู่ความอ้างส่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 หลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียง 3 วันทำการ ซึ่งเป็นระยะเวลาพอสมควร ทั้งปรากฏตามคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ว่า เจ้าหน้าที่ศาลได้บันทึกในคำร้องฉบับดังกล่าวว่าได้ถ่ายเอกสารให้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 หลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารเป็นระยะเวลา 15 วัน ดังนี้ ไม่ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 หรือไม่ เจ้าหน้าที่ศาลก็ต้องใช้ระยะเวลาในการถ่ายเอกสารเช่นเดียวกัน กรณียังถือไม่ได้ว่า โจทก์ปล่อยปละละเลยหรือไม่เร่งรีบขวนขวายในการขอคัดถ่ายเอกสารถ้อยคำสำนวนเพื่อฎีกา คดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารหลายปากและหลายฉบับ ประกอบกับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คดีจึงมีปัญหายุ่งยากสลับซับซ้อน ดังนั้น ระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารตามคำขอของโจทก์แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 จนถึงวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาในวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ซึ่งมีเวลาเพียง 10 วัน จึงไม่น่าเพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาให้แล้วเสร็จได้ทันกรณีจึงมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นและดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวชูจิตรหรือพร แสนบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา