คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8273/2551
#419401
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีและเอกสารต่างๆ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินโดยให้เวลาแก่โจทก์ในการปฏิบัติตามหมายเรียกดังกล่าวน้อยกว่า 7 วัน นับแต่วันส่งหมาย มีผลเพียงว่าโจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนดในหมายเรียกนั้น และจะถือว่าโจทก์มีความผิดเพราะไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกไม่ได้เท่านั้น หาทำให้การออกหมายเรียก การตรวจสอบและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเสียไปทั้งหมดไม่

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาทบทวนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากร แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งคือยกคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีที่เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วประการหนึ่ง ปลดภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีที่เห็นว่าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่มีภาษีต้องเสียประการหนึ่ง หรือให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในกรณีที่เห็นว่าการประเมินมีข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งกรณีหลังนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจแก้ไขโดยกำหนดจำนวนภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มใหม่ไปทีเดียว หรืออาจแก้ไขโดยให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินใหม่ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ หาใช่ว่าจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดโดยกำหนดจำนวนภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มใหม่ให้เสร็จเด็ดขาดไปสถานเดียวไม่ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ใหม่ด้วยวิธีคำนวณหากำไรสุทธิ เพราะเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเป็นการไม่ถูกต้องจึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องโจทก์โต้เถียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยตรงว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะวินิจฉัยในประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งแรก เมื่อคำให้การจำเลยไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวข้อความนี้โดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องปัญหานี้ได้

โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งแรกว่า เจ้าพนักงานของจำเลยยึดเอกสารและบัญชีไปจากโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์ได้รับเอกสารและบัญชีคืนมาก็ได้รีบยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลทันที จึงขอให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีเจตนาไม่ยื่นแบบไม่ทันกำหนดเวลา แต่เมื่อมีการประเมินใหม่และโจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งหลัง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการหลังจากพ้นกำหนด จึงถือว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในครั้งหลังเป็นการวินิจฉัยซ้ำในประเด็นปัญหาเดียวกันกับที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในครั้งแรกไปแล้ว เมื่อประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วในการประเมินรายเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งแรกวินิจฉัยประเด็นปัญหาไม่ตรงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครั้งหลังในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ซึ่งอยู่ในบังคับต้องจัดให้มีเหตุผลตามที่บัญญัติในมาตรา 37 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณีตามมาตรา 37 วรรคสาม ปัญหาว่าคำสั่งทางปกครองฉบับใดได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เมื่อคำฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายความข้อนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบพ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 10410020/2/100018 และ 100019 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-1/2546 และ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่พิพาทในคดีนี้ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทในคดีนี้จะเป็นคำสั่งทางปกครองตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินส่งหมายเรียกแก่โจทก์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ให้โจทก์นำบัญชีและเอกสารต่างๆ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2540 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ให้เวลาแก่โจทก์ไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็มีผลเพียงว่าโจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนดในหมายเรียกนั้น และกรณีจะถือว่าโจทก์มีความผิดเพราะไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกไม่ได้เท่านั้น หาทำให้การออกหมายเรียก การตรวจสอบและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเสียไปทั้งหมดด้วยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลรัษฎากรจะไม่มีบทบัญญัติว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอย่างไร แต่การที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีที่อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติให้ผู้ต้องเสียภาษีอากรที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บภาษีอากรประเมิน ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติเสียก่อน จึงจะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้ ย่อมแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาทบทวนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากร แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง คือยกคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีที่เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วประการหนึ่ง ปลดภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีที่เห็นว่าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่มีภาษีต้องเสียประการหนึ่ง หรือให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในกรณีที่เห็นว่าการประเมินมีข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง อีกประการหนึ่ง กรณีพิพาทตามฟ้อง นับเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจแก้ไขโดยกำหนดจำนวนภาษี เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มใหม่ไปทีเดียว หรืออาจแก้ไขโดยให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินใหม่ตามหลักเกณฑ์วิธีการและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้สุดแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป หาใช่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดโดยกำหนดจำนวนภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มใหม่ให้เสร็จเด็ดขาดไปสถานเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้นคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 ที่วินิจฉัยชี้ขาดให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ใหม่ด้วยวิธีคำนวณหากำไรสุทธิเพราะเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเป็นการไม่ถูกต้อง จึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 10410020/2/100018 และ 100019 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งทำการประเมินโดยคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 จึงเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 คำฟ้องโจทก์โต้เถียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยตรงว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะวินิจฉัยในประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 คำให้การจำเลยไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายและเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวความข้อนี้โดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องปัญหานี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่รับวินิจฉัยให้โจทก์เป็นการไม่ถูกต้อง...

โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งแรกว่า โจทก์ไม่มีเจตนาไม่ยืนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยได้ยึดเอกสารและบัญชีไปจากโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ภายในเดือนพฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อโจทก์ได้รับคืนเอกสารและบัญชีจากเจ้าพนักงานของจำเลยในเดือนสิงหาคม 2540 โจทก์ได้รีบยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ภายในเดือนพฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ เมื่อโจทก์ได้รับคืนเอกสารและบัญชีจากเจ้าพนักงานของจำเลยในเดือนสิงหาคม 2540 โจทก์ได้รีบยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ทันที คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยในคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 ความว่า โจทก์ไม่มีเจตนายื่นแบบไม่ทันกำหนดเวลา แต่เอกสารอยู่ที่เจ้าพนักงานทำให้จัดทำบัญชีไม่ทันยื่นแบบแสดงรายการ คำวินิฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 วินิจฉัยความว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการหลังจากพ้นกำหนด จึงถือว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการในเวลาที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า ในการอุทธรณ์การประเมินทั้งสองครั้ง โจทก์กล่าวในคำอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีเจตนาไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เหตุที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายเนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยยึดเอกสารและบัญชีไปจากโจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถทำบัญชีเสร็จทันกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงขอให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ที่วินิจฉัยในประเด็นปัญหานี้ จึงเป็นการวินิจฉัยซ้ำในประเด็นปัญหาเดียวกันกับที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2546 ได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว โดยที่เจ้าพนักงานประเมินและจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและผูกพันตามผลแห่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนผู้ต้องเสียภาษีหากมิได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรเพื่อขอให้ยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้ต้องเสียภาษีก็ต้องผูกพันและถูกบังคับตามผลแห่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเช่นเดียวกัน เมื่อประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วในการประเมินรายเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ อด/033.1/2545 ลงวันที่ 19 กันยายน 2545 วินิจฉัยประเด็นปัญหานี้ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ก่อนที่อธิบดีกรมสรรพากรจะมีคำสั่งเกี่ยวกับหนังสือขอขยายระยะเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 10410020/2/100018 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-1/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 เป็นว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 (ครึ่งปี) ให้โจทก์ชำระเงินได้นิติบุคคลจำนวน 30,943 บาท แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 10410020/2/100019 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด)/003.1-2/2546 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 เป็นว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 (เต็มปี) โจทก์ไม่ต้องชำระเบี้ยปรับจำนวน 1,219,272.51 บาท (แต่คงต้องชำระภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 613,642 บาท) นอกจากที่แก้และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นและค่าทนายความให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 30 ม. 71 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดรพรเพ็ญก่อสร้าง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8248/2551
#498841
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานร่วมกันซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้าม และฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิด 2 กรรมก็ตาม แต่การที่จำเลยซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้าม และการมีเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าวไว้ในครอบครองนั้น เห็นได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน คือการครอบครองเลื่อยโซ่ยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ ฯ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,730 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 14,920 บาท แต่ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด ฯ กำหนดให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบ หรือในกรณีที่ศาลมิได้สั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้ศาลมิได้สั่งริบของกลาง และมิได้ลงโทษปรับจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จ่ายสินบนและรางวัลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์อันเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 21 เดือน ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบและจ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ส่วนคำขอให้จ่ายสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ให้ยกคำขอเนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุก 3 เดือน และ 1 ปีแล้ว รวมเป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน ยกคำขอให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...สำหรับความผิดฐานร่วมกันซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามและฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกเป็นความผิด 2 กรรม ก็ตาม แต่การที่จำเลยซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ของกลางที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามและการมีเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าวไว้ในครอบครองนั้น เห็นได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน คือการครอบครองเลื่อยโซ่ยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีเท่ากัน แต่คดีนี้ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 3,730 บาท หากมีการลงโทษปรับสูงสุดตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฯ มาตรา 27 ทวิ จะลงโทษปรับได้เป็นเงิน 14,920 บาท แต่ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับได้สูงสุดหนึ่งแสนบาท จึงถือว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นบทที่มีโทษหนักกว่า ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ ฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกคำขอให้ริบของกลาง แต่มิได้ยกคำขอให้จ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 นั้น ไม่ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากการจ่ายสินบนและรางวัลตามมาตรา 7 ดังกล่าวกำหนดให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบหรือในกรณีที่ศาลมิได้สั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้ศาลมิได้สั่งริบของกลาง และมิได้ลงโทษปรับจำเลยจึงไม่อาจพิพากษาให้จ่ายสินบนและรางวัลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันซื้อหรือรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามและฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้อนุญาต ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว รวมเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน ยกคำขอให้จ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายใส กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
สบโชค สุขารมณ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8239/2551
#412403
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจะยกเหตุว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. สามีจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่ถูกยึดที่ดินและบ้านพิพาทขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเพื่อร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดมาเป็นข้อต่อสู้เพื่ออยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท โดยเรียกค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท ส่วนจำเลยให้การต่อสู้เพียงว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง ซึ่งจำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ เช่นนี้เท่ากับจำเลยมิได้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 64449 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 24/32 ถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 3) หมู่ที่ 10 ซอยคลองจั่นนิเวศน์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายและอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาทและให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าวจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายจตุรงค์ โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2515 ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อนายจตุรงค์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยจดทะเบียนซื้อขายมาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 24049/2541 ระหว่างโจทก์คดีนี้กับนายจตุรงค์จำเลยในราคา 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ระหว่างการยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดกึ่งหนึ่ง โดยกล่าวอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรส โจทก์บอกกล่าวจำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาทตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่บุคคลที่อยู่ในบ้านพิพาทไม่ยอมรับ คดีที่จำเลยร้องขอกันส่วนเงินนั้นคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยได้รับเงินซึ่งขอกันส่วนจำนวน 900,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยและบริวารมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แม้ว่าจำเลยจะกล่าวอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยกึ่งหนึ่ง คดีอยู่ระหว่างจำเลยร้องขอกันส่วนเงินกึ่งหนึ่งจากการขายทอดตลาด กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จำเลยจะยกเหตุที่ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและนายจตุรงค์สามีของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24049/2541 และถูกยึดขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยจำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่ออยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท และเรียกค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง จำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ เช่นนี้ เท่ากับจำเลยไม่ได้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ คดีนี้จึงมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์อย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ส่วนที่เกิน

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ คงเหลือไว้เพียง 300 บาท (ค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนุสรา ปัญญาศักดิ์สิทธิ์
จำเลย — นางจินตนา วงศ์วิวัฒน์กิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภูมิชัย พันธพฤทธ์พยัต
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8214/2551
#495725
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้ตายและร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนรวมมาในฟ้องข้อเดียวกัน เมื่อจำเลยลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว จำเลยกับพวกจึงร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 310, 337, 340, 340 ตรี, 83, 91, 33 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ปล้นไป 70,000 บาท และเงินที่กรรโชกไป 30,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 310 วรรคแรก, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุก 3 ปี ฐานลักทรัพย์และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกับฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) แล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุก 2 ปี เมื่อจำคุกจำเลยตลอดชีวิตในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) รวมทุกกระทงคงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องที่ลักไป จำนวน 15,000 บาท และเงินที่กรรโชกไปจำนวน 30,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้ตายและร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนรวมมาในฟ้องข้อเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาว่าหลังจากจำเลยลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย 1 เครื่อง อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้ว จำเลยกับพวกจึงร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานลักทรัพย์และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่คงให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงกระทงเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายหรือสิบตำรวจโทวรชิต จายค่าย
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8201/2551
#497115
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี มีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีให้ได้รับสิทธิและสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอันตกอยู่ในการบังคับคดีโดยไม่ถูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์โดยมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 22)ฯ โดยมาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติให้ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. นี้ มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ดังนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทันที ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาท แม้จะเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทก่อนวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาท เมื่อ พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี มาใช้บังคับแก่กรณีตามคำขอของผู้ซื้อทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 71309 และบ้านพิพาท โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารยังคงอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 71309 และบ้านพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท จึงให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 71309 และบ้านพิพาท ภายใน 30 วัน

จำเลยยื่นคำร้องว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อกฎหมายดังกล่าว จึงไม่สามารถใช้บทกฎหมายดังกล่าวบังคับแก่กรณีนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งยกเลิกคำบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุจะขอเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าคำร้องในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่า 30 วัน ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้บังคับตามมาตรา 296 ทวิ มาตรา 296 ตรี มาตรา 296 จัตวา มาตรา 296 ฉ มาตรา 296 สัตต มาตรา 299 มาตรา 300 มาตรา 301 และมาตรา 302 โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับโดยผู้ซื้อมีหน้าที่จัดการนำส่ง และให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา..." บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีให้ได้รับสิทธิและสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอันตกอยู่ในการบังคับคดีโดยไม่ถูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์โดยมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 โดยมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่า บทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ดังนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทันที ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทแม้จะเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทมาก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาท เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี มาใช้บังคับแก่กรณีตามคำขอของผู้ซื้อทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 ม. 2 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสนธยา พวงชมพู
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8189/2551
#412372
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอเท่านั้น และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ดังนั้น การที่ผู้ร้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอเมืองขอนแก่นขอให้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาล และแม้ ป. ซึ่งเป็นเพียงปลัดอำเภอเมืองขอนแก่นเป็นผู้จัดทำพินัยกรรม แต่ขณะทำพินัยกรรม ป. รักษาราชการแทนนายอำเภอ การที่ ป. ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้แจ้งความประสงค์ให้ ป. ทราบว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมอย่างไร จนเป็นเหตุให้ ป. สามารถให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความต่างๆ ในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษไปพิมพ์ที่โรงพยาบาลเท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม และเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ป. สอบถามผู้ตายว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ ผู้ตายก็ยืนยันต่อหน้าพยานสองคนว่าเป็นความประสงค์ของผู้ตายจริง การสอบถามของ ป. และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงเป็นความหมายเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานสองคนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 (1) หลังจากนั้น ป. อ่านข้อความให้ผู้ตายและพยานฟัง ผู้ตายเห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อ ป. ลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางวิมลลักษณ์ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไกรเพชรผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 ไม่เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองแล้วจะสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบอื่นได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือไม่ แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่แบบของพินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 และมาตรา 1659 บัญญัติว่า ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอเท่านั้น และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ดังนั้น การที่ผู้ร้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอเมืองขอนแก่นขอให้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และนายประเสริฐซึ่งแม้จะเป็นเพียงปลัดอำเภอเมืองขอนแก่น แต่ผู้ร้องก็มีนายประเสริฐเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมดังกล่าวนายประเสริฐรักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองขอนแก่น ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่า นายประเสริฐทำพินัยกรรมดังกล่าวขณะรักษาราชการแทนนายอำเภอ การที่นายประเสริฐไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และแม้ว่าผู้ร้องจะเป็นผู้แจ้งความประสงค์ให้นายประเสริฐทราบว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมอย่างไร จนเป็นเหตุให้นายประเสริฐสามารถให้นางเพ็ญศรีพิมพ์ข้อความต่างๆ ในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์ก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษไปพิมพ์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์เท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม และผู้ร้องมีนายประเสริฐ นางเพ็ญศรี และนายสุริยาเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล นายประเสริฐสอบถามผู้ตายว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ ผู้ตายก็ยืนยันว่าเป็นความประสงค์ของผู้ตายจริง ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับพยานผู้ร้องทั้งสามก็เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของพยานผู้ร้องทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การสอบถามของนายประเสริฐ และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงมีความหมายเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานสองคน คือนางเพ็ญศรีและนายสุริยาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 (1) หลังจากนั้นนายประเสริฐอ่านข้อความให้ผู้ตายและพยานคือ นางเพ็ญศรีและนายสุริยาฟัง ผู้ตายเห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีนางเพ็ญศรีและนายสุริยาลงชื่อเป็นพยาน และนายประเสริฐลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 10 จึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวอีกต่อไป ส่วนประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อมาว่า ทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นแต่เพียงว่าผู้ใดเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก ไม่มีประเด็นว่าทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด และที่ศาลมีคำสั่งตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.10 ระบุให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลก็ต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658 ม. 1659
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวิมลลักษณ์ ไกรวงษ์
ผู้คัดค้าน — นางบุญเลิศ ไกรวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมยศ ไขประพาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8186/2551
#500390
เปิดฉบับเต็ม

การสมัครใจแยกกันอยู่ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามที่โจทก์อ้างในคดีก่อน เกิดเมื่อประมาณปลายปี 2539 ในคดีนี้โจทก์ก็อ้างมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าเดียวกันที่เกิดเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงปลายปี 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์และจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง เมื่อเป็นเรื่องเดียวกันและโจทก์ได้อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีก่อนแล้ว เหตุฟ้องหย่าในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายระหว่างอยู่กินมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายวิชญ์พล ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2539 จำเลยนำบุตรชายออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาอันเป็นการแสดงเจตนาแยกกันอยู่ และไม่ได้กลับไปอยู่กับโจทก์อีก ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 จำเลยให้การและฟ้องแย้งในคดีดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยยังฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นและศาลอื่นอีกรวมทั้งสิ้น 5 คดี อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกับโจทก์ได้อย่างปกติสุข ซึ่งการแสดงเจตนาของโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป และเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่สามารถอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาได้ จนถึงบัดนี้เป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี นับตั้งแต่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมโดยรบกวนการอยู่อาศัยของโจทก์ บุกรุกสถานที่พักอาศัย ก่อให้เกิดความวุ่นวายนอกจากนี้จำเลยต้องใช้เวลาในการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูบุตรและดูแลบุตรให้ได้รับความอบอุ่น แต่จำเลยกลับใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลในการฟ้องร้องคดีต่อโจทก์ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของจำเลยเอง จำเลยมีรายได้เดือนละ 9,000 บาท ไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร ต่างจากโจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งนักบิน สามารถใช้สิทธิของสวัสดิการในการดูแลบุตรได้ดีกว่าจำเลย ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายให้จำเลยไปอยู่กับบิดามารดาของจำเลยเพื่อให้ช่วยในการดูแลบุตรผู้เยาว์ เนื่องจากโจทก์เป็นนักบิน ไม่มีเวลาช่วยดูแลบุตร แต่จำเลยกลับนำเวลาดังกล่าวไปหาหญิงอื่นและคิดเป็นอุบายในการฟ้องหย่ากับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอขายบ้านที่อยู่กินกับจำเลย แต่ศาลไม่อนุญาต โจทก์จึงแอบขายบ้านหลังดังกล่าวไปโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ไม่มีภริยา ทำให้จำเลยไม่สามารถกลับไปอยู่อาศัยที่บ้านหลังดังกล่าวได้ จำเลยจึงฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการโอนและดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนในคดีที่โจทก์ฟ้องหย่านั้น จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการฎีกา จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์มาโดยตลอด ส่วนโจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เลย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นอีกคดีหนึ่งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งยังอยู่ในระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา โดยโจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ถ้าหากโจทก์ไม่ยื่นฎีกา คดีนี้ก็จะเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 หรือไม่ และโจทก์แถลงว่าติดใจในประเด็นที่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่า คดีมีเหตุหย่าเพราะโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี หรือไม่ ส่วนประเด็นอื่นนั้น ฝ่ายโจทก์ไม่ติดใจที่จะขอให้ศาลวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของโจทก์ในประเด็นตามคำฟ้องข้ออื่นนอกจากในคำฟ้องข้อ 2 ต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันโดยอ้างเหตุหย่าในคดีดังกล่าวว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่ว่า โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีเป็นฟ้องซ้อนในเหตุหย่าเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงรับของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 กันยายน 2549 ว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีนี้โจทก์ขอสละประเด็นอื่นคงเหลือประเด็นที่ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี เห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามที่โจทก์อ้างในคดีก่อนเกิดเมื่อประมาณปลายปี 2539 ในคดีนี้โจทก์ก็อ้างว่ามูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าเกิดเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงปลายปี 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์และจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีก่อนแล้ว เหตุฟ้องหย่าในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุมพล รัตนสุวรรณ
จำเลย — นางวชิรา รัตนสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551
#497114
เปิดฉบับเต็ม

หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 64,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาเพียงว่า จำเลยจะนำสืบว่าได้ใช้เงินที่กู้ยืมแก่โจทก์แล้วได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ขณะจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไม่มีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือแต่ต่อมาจำเลยได้เบิกความเป็นพยานไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2784/2539 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 47,000 บาทเศษไปจากโจทก์ และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีดังกล่าวมาเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง..." ศาลฎีกาเห็นว่า หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ในบทกฎหมายดังกล่าว อาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กันดังที่จำเลยฎีกา แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2784/2539 ของศาลชั้นต้นจะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงจำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอาจิณ ณ นคร
จำเลย — นางขวัญใจ นามสม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551
#497759
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง จำนวน 273,000 บาท และจำนวน 40,000 บาท วันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 28 มิถุนายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 413,000 บาท โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้คืน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดคืน แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า สัญญากู้ตามฟ้องเป็นสัญญากู้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้คืนได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ล่วงเลยอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 273,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และวันที่ 28 มิถุนายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความแต่เพียงปากเดียวว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 โดยชำระดอกเบี้ยรวมกันมาเดือนละ 5,412 บาท โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ระบุข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือนไปจนกว่าจะนำเงินต้นส่งให้แก่โจทก์จนครบตามจำนวน ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยยอมให้โจทก์ฟ้องร้องเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา โจทก์ก็ชอบที่จะบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัด แต่หนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กลับเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 คืนทั้งหมด โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์ไม่ได้จัดทำบัญชีเกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเลยชำระดอกเบี้ยให้ตั้งแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 อันเป็นการเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่นำสืบว่า จำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จริง โจทก์ก็ชอบที่จะทำบัญชีการชำระดอกเบี้ยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในทางคดีของโจทก์ คำเบิกความของโจทก์จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12 ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 203 ม. 84 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิดา สังวรวิตร์
จำเลย — นายสันติ ภาณุมาศภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551
#500331
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

เมื่อสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรก จำนวน 273,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และวันที่ 28 มิถุนายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความแต่เพียงปากเดียวว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 โดยชำระดอกเบี้ยรวมกันมาเดือนละ 5,412 บาท โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ระบุข้อความทำนองเดียวกันว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือนไปจนกว่าจะนำเงินต้นส่งให้แก่โจทก์จนครบตามจำนวน ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดจำเลยยอมให้โจทก์ฟ้องร้องเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา โจทก์ก็ชอบที่จะบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัด แต่หนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กลับเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 คืนทั้งหมด โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้จัดทำบัญชีเกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเลยชำระดอกเบี้ยให้ตั้งแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 อันเป็นการเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่นำสืบว่าจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จริงโจทก์ก็ชอบที่จะทำบัญชีการชำระดอกเบี้ยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในทางคดีของโจทก์ คำเบิกความของโจทก์จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 203 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม) ม. 183 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววนิดา สังวรวิตร์
จำเลย — นายสันติ ภาณุมาศภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8170/2551
#495869
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ อนุญาตให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์ได้เข้าทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้ แสดงว่าผู้ที่เข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ประมูลซื้อสินทรัพย์ได้เท่านั้น โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิในการเข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาจากบริษัทเงินทุน ก. ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลและในวันที่โจทก์ทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และเมื่อผู้ที่ประมูลซื้อสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้คือบริษัทเงินทุน ก. ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิในการเข้าทำสัญญาขาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบฟอร์มขอเสนอราคาและไม่ต้องปฏิบัติตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอราคา

ข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ ที่กำหนดว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการเสนอให้ผู้อื่นลงนามในสัญญาขายแทน ผู้ชนะการประมูลจะต้องระบุชื่อพร้อมกับยื่นเอกสารของผู้ที่จะลงนามในสัญญาขายตามที่ระบุในรายละเอียดเอกสารเพิ่มเติมมายังองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายใน 2 วันทำการ นับจากวันประมูลนั้นเป็นเพียงระเบียบที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกและความเป็นระเบียบในการประมูล มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของระชาชนที่หากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ การที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ได้ยึดถือข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ ดังกล่าวที่กำหนดเกี่ยวกับวันเวลาในการเสนอบุคคลอื่นเข้าทำสัญญาแทนผู้ชนะการประมูลจึงไม่ทำให้สัญญาขายเสียไป

การที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินออกข้อสนเทศการจำหน่ายสินค้าทรัพย์ ฯ โดยกำหนดให้ผู้ที่ชนะการประมูลโอนสิทธิที่ผู้ชนะการประมูลมีอยู่ให้แก่ผู้อื่นโดยให้ผู้อื่นเข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เป็นการกำหนดขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการจัดการสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการประมูลโดยเปิดเผยตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคห้า แล้ว จึงไม่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและรับโอนสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุนรวมโดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนโจทก์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม มีอำนาจจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีนางวิวรรณและนายสุริพลเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทในการฟ้องและดำเนินคดีโจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้บริษัทรีเทล รีคอฟเวอร์รี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือคำขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินในวงเงิน 2,000,000 บาท กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีข้อตกลงว่าหากตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถึงกำหนดใช้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระ จำเลยที่ 1 ยอมรับชดใช้เงินคืนให้จนครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดเวลาเป็นต้นไปจนกว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน และยอมให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินได้แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14505 ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากได้รับอนุมัติวงเงินกู้แล้วจำเลยที่ 1 กู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินหลายครั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 280/40 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 มอบให้ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดและต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและได้ปิดกิจการถาวรเมื่อเดือนธันวาคม 2540 โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนำทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบ กับทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และบอกกล่างบังคับจำนอง จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือแล้ว แต่เพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,999,178.07 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14505 ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือเป็นกรณีที่ต้องใช้สิทธิทางศาลจึงไม่มีอำนาจฟ้อง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด กระทำการต่าง ๆ นอกขอบวัตถุประสงค์และขัดต่อกฎหมายจึงไม่ผูกพันโจทก์ การมอบอำนาจและการแต่งตั้งตัวแทนช่วงก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเงินทุน การซื้อขายสินทรัพย์มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนจึงตกเป็นโมฆะ การซื้อขายสินทรัพย์ในคดีนี้ก็กระทำโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายเอกสารท้ายฟ้องไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ จำเลยทั้งสองไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามฟ้อง ทั้งการคิดดอกเบี้ยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบกับสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความแล้ว ก่อนฟ้องโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,737,260 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14505 ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อและรับโอนสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุนรวมโดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนโจทก์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม ในการฟ้องและดำเนินคดีโจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้บริษัทรีเทลรีคอฟเวอร์รี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือคำขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินในวงเงิน 2,000,000 บาท กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีข้อตกลงว่า หากตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถึงกำหนดใช้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี และยอมให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14505 ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากได้รับอนุมัติวงเงินกู้แล้วจำเลยที่ 1 กู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจำนวน 2,000,000 บาท โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 280/40 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มอบให้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนด และต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและได้ปิดกิจการถาวรเมื่อเดือนธันวาคม 2540 โดยอยู่ภายใต้การกำหนดดูแลและชำระบัญชีขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนำทรัพย์สินรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ออกประมูลขาย และโจทก์ทำสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า การทำสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 ระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่า การมอบอำนาจให้ดำเนินการซื้อขายได้กระทำก่อนที่โจทก์จะมีฐานะเป็นนิติบุคคล และโจทก์เข้าทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินโดยที่มิได้ปฏิบัติตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ทั้งผู้ที่ชนะการประมูลคือบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) มิใช่โจทก์ และโจทก์มิใช่สถาบันการเงินแต่การโอนสิทธิเรียกร้องกลับไม่ปรากฏว่าได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ทั้งไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ที่ระบุว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการเสนอให้ผู้อื่นลงนามในสัญญาขายแทนผู้ชนะการประมูล จะต้องระบุชื่อพร้อมกับยื่นเอกสารของผู้ที่จะลงนามในสัญญาขายตามที่ระบุในรายละเอียดเอกสารเพิ่มเติมมายังองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายใน 2 วันทำการ นับจากวันประมูล เห็นว่า ตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 อนุญาตให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์ได้เข้าทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้ แสดงว่าผู้ที่เข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ประมูลซื้อสินทรัพย์ได้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิในการเข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาจากบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลและในวันที่โจทก์ทำสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และเมื่อผู้ที่ประมูลซื้อสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้คือบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิในการเข้าทำสัญญาขาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบฟอร์มขอเสนอราคาและไม่ต้องปฏิบัติตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอราคา ส่วนหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2541 นั้น เป็นเรื่องที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้นางวิวรรณกระทำการแทนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ไม่เกี่ยวกับโจทก์ในคดีนี้ ที่จำเลยทั้งสองอ้างในทำนองว่าบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ที่กำหนดว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการเสนอให้ผู้อื่นลงนามในสัญญาขายแทนผู้ชนะการประมูลจะต้องระบุชื่อพร้อมกับยื่นเอกสารของผู้ที่จะลงนามในสัญญาขายตามที่ระบุในรายละเอียดเอกสารเพิ่มเติมมายังองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายใน 2 วันทำการ นับจากวันประมูลนั้น เห็นว่า ข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ดังกล่าว เป็นเพียงระเบียบที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกและความเป็นระเบียบในการประมูล หาใช่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่หากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ ดังนั้นการที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ได้ยึดถือข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 ที่กำหนดเกี่ยวกับวันเวลาในการเสนอบุคคลอื่นเข้าทำสัญญาแทนผู้ชนะการประมูลจึงไม่ทำให้สัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 เสียไป และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าการยอมให้โจทก์ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้ประมูลได้เข้าทำสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 เป็นการขัดต่อพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคห้า ที่บัญญัติว่า "การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทนั้นให้เปิดประมูลโดยเปิดเผย หรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดนั้น..." เห็นว่า การที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินออกข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 โดยกำหนดให้ผู้ที่ชนะการประมูลโอนสิทธิที่ผู้ชนะการประมูลมีอยู่ให้แก่ผู้อื่นโดยให้ผู้อื่นเข้าทำสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนั้น เป็นการกำหนดขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการจัดการสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการประมูลโดยเปิดเผยตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคห้า แล้ว การออกข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เอกสารหมาย ล.6 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว สำหรับข้อตกลงการโอนสิทธิในการเข้าทำสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ก็ไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งกระทำการแทนผู้ขายนั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ได้บอกกล่าวการโอนให้จำเลยทั้งสองทราบโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการต่อไปมีว่าการที่นางวชิราลงลายมือชื่อในสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 ในฐานะผู้ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีผลผูกพันองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้ปฏิเสธความผูกพันตามสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 ที่นางวชิราลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้ขาย ทั้งเมื่อพิจารณาตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 18 ก็พบว่าตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดให้เลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนได้ จึงเชื่อว่าการที่นางวชิราลงลายมือชื่อในสัญญาขายเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าวเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมิใช่เป็นการลงลายมือชื่อโดยปราศจากอำนาจตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและกระบวนพิจารณาในชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคสาม จึงต้องคืนค่าคำร้องและค่าอ้างเอกสารชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์จำนวน 55 บาท แก่จำเลยทั้งสอง"

พิพากษายืน คืนค่าคำร้องและค่าอ้างเอกสารชั้นขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำนวน 55 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายเจษฎา แจ่มไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8168/2551
#498837
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 14 เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมที่ธนาคาร ก. ทำกับจำเลยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และประกาศธนาคาร ก. เรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดให้สินเชื่อ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสินทรัพย์หนี้สินรายจำเลยมาและคิดดอกเบี้ยตามประกาศทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวที่ธนาคาร ก. มีสิทธิเรียกจากลูกค้าได้ในขณะทำสัญญานั้นจึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 14 เป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฯ มาตรา 3 (ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินดังกล่าวร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นโมฆะแม้ตามความเป็นจริงธนาคาร ก. จะคิดดอกเบี้ยภายในกรอบของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคาร ก. ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลับกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยก่อนผิดนัด แต่เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยเป็นเพียงลูกค้าของธนาคาร ก. ที่ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารดังกล่าวตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินแล้วธนาคาร ก. นำเงินไปจัดการหักชำระหนี้ต่าง ๆ ตามจำนวนหนี้ที่ธนาคารคิดคำนวณขึ้นมาเองนั้น กรณีไม่อาจถือว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยอันตกเป็นโมฆะตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ที่ศาลชั้นต้นนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยซึ่งตกเป็นโมฆะไปหักชำระหนี้ต้นเงินจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 200,739.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 92,185.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดที่ 9051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 รวมทั้งหนี้ที่จำเลยทั้งสองในคดีนี้มีอยู่แก่ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล จำนวน 150,000 บาท และตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควร โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน แต่ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าเดือนละ 3,700 บาท และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2542 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดที่ 9051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 150,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบ และธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิจำนองดังกล่าวแก่โจทก์ หลังจากโจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์หนี้สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า แม้ตามสัญญากู้เงินระหว่างธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 1 ระบุอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประกาศของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ทำให้ข้อสัญญาเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ แต่ในทางปฏิบัติตามความเป็นจริงธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บและเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยภายในกรอบประกาศของธนาคาร การคิดดอกเบี้ยจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลบังคับกันได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับธนาคารดังกล่าว ระบุผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ทำสัญญานี้เป็นต้นไป และอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในสัญญาดังกล่าวเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และประกาศธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดให้สินเชื่อ โจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศทั้งสองเรื่องดังกล่าว ที่ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิเรียกจากลูกค้าได้ในขณะทำสัญญานั้น จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินดังกล่าวร้อยละ 19 ต่อปี จึงเป็นโมฆะ แม้ตามความเป็นจริงธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะคิดดอกเบี้ยภายในกรอบของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลับกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้เงินเป็นโมฆะชอบแล้ว เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะย่อมไม่มีผลบังคับให้จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และเป็นกรณีที่สัญญากู้เงินมิได้มีกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสินทรัพย์หนี้สินรายนี้มา เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 7 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะด้วยความสมัครใจ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแล้วไปหักจากต้นเงินที่จำเลยทั้งสองค้างชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ที่ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้นำเงินไปผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารดังกล่าวตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินแม้จะเป็นการชำระด้วยความสมัครใจแต่ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการชำระดอกเบี้ยอันตกเป็นโมฆะตามอำเภอใจ เหมือนหนึ่งว่าชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่ศาลชั้นต้นนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยซึ่งตกเป็นโมฆะไปหักชำระหนี้ต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 407
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฎิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางอาภรณ์ เพ็ชรจำรัส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8167/2551
#412650
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก คดีนี้จำเลยแสดงความจำนงที่จะให้การด้วยวาจาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 193 วรรคสาม ศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องจัดให้เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกรายละเอียดของคำให้การลงในแบบพิมพ์บันทึกคำให้การด้วยวาจาคดีมโนสาเร่ (แบบ ม.2 ) แล้วอ่านให้จำเลยฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ทั้งนี้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช 2477 ข้อ 2 การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่จดคำให้การด้วยวาจาของจำเลยลงในรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นเอกสารที่บันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 โดยไม่ได้จัดให้เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยลงในแบบพิมพ์ ม.2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 68,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จริง แต่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 9 ธันวาคม 2545 เมื่อถึงกำหนดนัดศาลชั้นต้นได้ออกพิจารณา โดยสอบคำให้การจำเลยและจดคำให้การของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปจริง แต่ได้ชดใช้หมดแล้ว จากนั้นได้สั่งให้เลื่อนคดีไปตามที่ทนายโจทก์และจำเลยแถลงขอ ในนัดต่อมาโจทก์นำพยานเข้าสืบและจำเลยอ้างตนเองเบิกความต่อศาลตามประเด็นคำให้การที่ศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว เห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยแสดงความจำนงที่จะให้การด้วยวาจาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 193 วรรคสาม ศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องจัดให้เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกรายละเอียดของคำให้การลงในแบบพิมพ์บันทึกคำให้การด้วยวาจาคดีมโนสาเร่ (แบบ ม.2) แล้วอ่านให้จำเลยฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ทั้งนี้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช 2477 ข้อ 2 การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่จดคำให้การด้วยวาจาของจำเลยลงในรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นเอกสารที่บันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 โดยไม่ได้จัดให้เจ้าพนักงานศาลจดบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยลงในแบบพิมพ์ ม.2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

อนึ่ง คดีนี้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง แต่เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ซึ่งศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 โดยไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ กรณีมีเหตุสมควร คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดพิจารณา แล้วดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 48 ม. 142 (5) ม. 193 วรรคสาม ม. 196 วรรคสอง (เดิม) ม. 243 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีทวน ตั้งสุขขีย์ศิริ
จำเลย — นายมี วงค์ปินตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางนภาวรรณ มโนไพสิฐนุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8160/2551
#500259
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์โดยทำเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้นำไปจดทะเบียนโอนสิทธิกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 ทวิ แต่จำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์และโจทก์เข้าครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตั้งแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายแล้วดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลง และโจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1377 และ 1378 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา เมื่อจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนและไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 เพราะผู้ที่จะจำนองทรัพย์สินได้ต้องเป็นเจ้าของในขณะนั้น การจำนองจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสุจริตหรือไม่ เพราะสิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง นั้นต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จะอ้างสิทธิที่เกิดจากโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ว่าให้จำเลยที่ 1 จดเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากจำเลยที่ 1 มาเป็นชื่อโจทก์นั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น โจทก์จะขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ใน ป. ที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40917 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่าน่ขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แล้วให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 จดเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากจำเลยที่ 1 มาเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 3 ตามกฎหมายแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะเพราะเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท จึงมีอำนาจที่จะนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองโดยสุจริต และไม่เคยทราบว่าโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินแปลงพิพาทมาก่อนเพราะขณะที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับจำนองได้มีการตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าครอบครอบที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่จะต้องเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดิน และส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40917 เลขที่ดิน 202 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จากจำเลยที่ 1 มาเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2527 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยมิได้ไปจดทะเบียนตามกฎหมายแต่จำเลยที่ 1 สละการครอบครองและมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา โดยจำเลยที่ 1 ยังเก็บรักษาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ ต่อมาในปี 2533 จำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกเป็นโฉนดที่ดิน ตามโฉนดที่ดินและนำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้แก่จำเลยที่ 2 ในปี 2536 และในปี 2540 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 หรือไม่ โจทก์ นำสืบว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน ตอนทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 นำภาพถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาให้ดู แต่ไม่ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าจะขอเก็บไว้เอง เมื่อเป็นญาติพี่น้องโจทก์จึงเชื่อใจเหตุที่ไม่ได้จดทะเบียนเนื่องจากว่าผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่าเมื่อทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน ไม่จำต้องไปจดทะเบียน ต่อมาภายหลังทราบว่าจำเลยที่ 1 นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินและนำที่พิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร จึงขอให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนและโอนโฉนดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขอผัดผ่อน ในที่สุดอ้างว่าไม่มีเงิน ส่วนพยานจำเลย จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยาน พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแต่ทนายความและเจ้าหน้าที่ธนาคารมิได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จนกระทั่งจำเลยที่ 1 นำไปออกโฉนดถือว่าเป็นความประมาทร้ายแรงของโจทก์โดยตรง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่โจทก์โดยทำเป็นหนังสือแต่ไม่ได้นำไปจดทะเบียนโอนสิทธิกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ แต่จำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาท และโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และโจทก์เข้าครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตั้งแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายแล้ว ดังนั้นการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลง และโจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1377 และ 1378 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา เมื่อจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนและไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 เพราะผู้ที่จะจำนองทรัพย์สินได้ต้องเป็นเจ้าของในขณะนั้นการจำนองจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสุจริตหรือไม่ เพราะสิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้วและสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จะอ้างสิทธิที่เกิดจากโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ว่าให้จำเลยที่ 1 จดเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากจำเลยที่ 1 มาเป็นชื่อโจทก์นั้น เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น โจทก์จะขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 40917 เลขที่ดิน 202 ตำบลกุดพิมาน อำเภออ่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมาและให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1367 ม. 1377 ม. 1378
ป.ที่ดิน ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฮ่ำ พืบขุนทด
จำเลย — นายกล่อม เพิกขุนทด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8148/2551
#412050
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จับจำเลยมิใช่ราษฎรเป็นผู้จับจึงไม่มีกรณีที่จะต้องแจ้งสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง เมื่อบันทึกการจับกุมมีข้อความว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ และเมื่อบันทึกการจับกุมไม่มีข้อความใดที่บันทึกการแจ้งสิทธิแก่จำเลยผู้ถูกจับตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติเลย ทั้งพยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมก็ไม่ได้เบิกความถึงเรื่องการแจ้งสิทธิแต่อย่างใด แม้โจทก์จะส่งบันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับมาพร้อมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ แต่บันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์เติมข้อความในช่องว่างด้วยน้ำหมึกเขียนโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้บันทึกเป็นคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ทั้งใช้ปากกาคนละด้ามและไม่มีข้อความว่าผู้ถูกจับมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ กับไม่มีข้อความว่าถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้แต่อย่างใด แม้จะมีข้อความแจ้งสิทธิเรื่องทนายความก็เป็นการแจ้งสิทธิไม่ครบถ้วนตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสองบัญญัติ ฉะนั้นถ้อยคำอื่นของจำเลยตามบันทึกการจับกุมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยหาได้ไม่เช่นกัน ดังนั้น บันทึกการจับกุมจึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า บันทึกการจับกุมที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมรวมทั้งถ้อยคำอื่นในบันทึกการจับกุมนั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ... ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จับจำเลยมิใช่ราษฎรเป็นผู้จับจึงไม่มีกรณีที่จะต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งแก่ผู้ถูกจับว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ในการนี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าว ศาลฎีกาตรวจดูบันทึกการจับกุมแล้ว ปรากฏว่าเป็นลายมือเขียนด้วยน้ำหมึกมีข้อความว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 84 วรรคสี่ และบันทึกการจับกุมไม่มีข้อความใดที่บันทึกการแจ้งสิทธิแก่จำเลยผู้ถูกจับตามที่มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติเลย พยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมก็ไม่ได้เบิกความถึงเรื่องการแจ้งสิทธิแต่อย่างใด แม้โจทก์จะส่งบันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับมาพร้อมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ แต่บันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์เติมข้อความในช่องว่างด้วยน้ำหมึกเขียนโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้บันทึกเป็นคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ทั้งใช้ปากกาคนละด้ามและไม่มีข้อความว่าผู้ถูกจับมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ กับไม่มีข้อความว่าถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้แต่อย่างใด แม้จะมีข้อความแจ้งสิทธิเรื่องทนายความก็เป็นการแจ้งสิทธิไม่ครบถ้วนตามที่มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติ ฉะนั้นถ้อยคำอื่นของจำเลยตามบันทึกการจับกุมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยหาได้ไม่เช่นกัน ดังนั้น บันทึกการจับกุมจึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้เพราะเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายวิทชัย เกิดคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทองแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายภราดร อาสาสรรพกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8137/2551
#497758
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยโดยไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของนามสกุลบูรพาชีพต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 18

บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถจำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสกุลของนายปัญญา ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 โจทก์ทราบจากการลงโฆษณาประกาศรับสมัครงานของจำเลยในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบและดำเนินการเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉย การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อดังกล่าว ถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของนามดังกล่าวเสื่อมเสียประโยชน์ ประกอบกับโจทก์ประกอบธุรกิจการค้าผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคโดยใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ส่วนจำเลยก็มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการค้ายารักษาโรคเช่นเดียวกับโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกสับสนและเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์ หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ หากจำเลยประสบความล้มเหลวในทางการค้าย่อมกระทบต่อชื่อสกุลของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ตั้งเป็นชื่อบริษัทของจำเลยอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้คำว่า บูรพาชีพเป็นชื่อของจำเลย

จำเลยให้การว่า เดิมเมื่อปี 2486 บุคคลซึ่งใช้ชื่อสกุล บูรพวงศ์ จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาอาชีพขึ้น ต่อมาได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำกัด แต่ไม่สามารถใช้ชื่อซ้ำกับชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ จึงใช้ชื่อว่า บูรพาชีพ โดยไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ใช้ชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ชื่อจำเลยตรงกับชื่อสกุลของโจทก์โดยบังเอิญ โจทก์มิได้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ ในทางการค้า ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามตั้งชื่อนิติบุคคลตรงหรือซ้ำกับชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาส่วนบริษัทของโจทก์ก็ประกอบกิจการค้าแตกต่างกับจำเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั่วไปจะหลงหรือเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายหรือห้ามจำเลยใช้ชื่อดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปัญญา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว บิดาโจทก์เป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2493 ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาชีพ จำกัด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2527

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกัน โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามนั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของนามมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าวจากการที่จำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉยการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อสกุล บูรพาชีพ ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาโจทก์ ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด หากจำเลยประสบปัญหาทางการค้าจะทำให้ชื่อสกุลของโจทก์เสียหายไปด้วย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เท่าที่จำได้ลูกค้าของจำเลยไม่เคยมาติดต่อกับบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เพราะความสับสนและจำชื่อบริษัทผิด และยังไม่มีผู้ใดหลงหรือสับสนระหว่างชื่อจำเลยกับชื่อบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด จากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า การที่จำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า วัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ทำให้บุคคลภายนอกสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ บูรพาชีพ
จำเลย — บริษัทบูรพาชีพ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8137/2551
#499852
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า การที่จำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไปโจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพเป็นชื่อของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 18 ได้ ส่วนบริษัทบูรพาโอสถ จำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ จะได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ ของจำเลย เป็นเรื่องต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเองไม่เกี่ยวกับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ห้ามจำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ตั้งเป็นชื่อบริษัทของจำเลยอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้คำว่า บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เดิมเมื่อปี 2486 บุคคลซึ่งใช้ชื่อสกุล บูรพวงศ์ จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาอาชีพขึ้น ต่อมาได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำกัด แต่ไม่สามารถใช้ชื่อซ้ำกับชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ จึงใช้ชื่อว่าบูรพาชีพ โดยไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ใช้ชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ชื่อจำเลยตรงกับชื่อสกุลของโจทก์โดยบังเอิญ โจทก์มิได้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ ในทางการค้า ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามตั้งชื่อนิติบุคคลตรงหรือซ้ำกับชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา ส่วนบริษัทของโจทก์ก็ประกอบกิจการค้าแตกต่างกับจำเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั่วไปจะหลงหรือเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายหรือห้ามจำเลยใช้ชื่อดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปัญญาซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว บิดาโจทก์เป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2493 ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดให้ชื่อว่า บริษัทบูรพาชีพ จำกัด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2527

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจกท์มีสิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไปจะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามนั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของนามมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าวจากการที่จำเลยใช้คำว่าบูรพาชีพ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่นแต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อสกุลบูรพาชีพ ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจสับสนว่า จำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด หากจำเลยประสบปัญหาทางการค้าจะทำให้ชื่อสกุลของโจทก์เสียหายไปด้วยและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเท่าที่จำได้ลูกค้าของจำเลยไม่เคยมาติดต่อกับบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เพราะความสับสนและจำชื่อบริษัทผิด และยังไม่มีผู้ใดหลงหรือสับสนระหว่างชื่อจำเลยกับชื่อบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด จากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า การที่จำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า วัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ทำให้บุคคลภายนอกสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด นั้น เห็นว่า บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ บูรพาชีพ
จำเลย — บริษัทบูรพาชีพ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8128/2551
#418986
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาผลการประกวดราคา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์สั่งยกเลิกผลการประกวดราคา เนื่องจากเรียกเงินเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่ แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เท่ากับกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ต้องฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่ผู้เดียวให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหาร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้มีชื่ออีก 2 คน เป็นกรรมการบริหาร ได้ประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 กำหนดยื่นซองและเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 โจทก์กับผู้มีชื่ออีก 4 ราย เข้ายื่นซองประกวดราคาตามวันเวลาและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนดไว้ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะกรรมการบริหารและตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้องและเปิดซองประกวดราคาแล้วปรากฏว่า โจทก์เสนอราคาต่ำที่สุดเป็นเงินจำนวน 1,060,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ร่วมกันเรียกเงินจากโจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 20 ของวงเงินที่เสนอราคาดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงร่วมกันทำหนังสือยกเลิกการประกวดราคา โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อไม่อนุมัติโดยให้เหตุผลว่ามีการสมยอมกันเสนอราคาซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและร่วมกันเรียกเอาทรัพย์สินจากโจทก์เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดผลกำไรที่จะได้รับจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นเงินไม่น้อยกว่า 200,000 บาท และเหตุที่อ้างว่าผู้เข้าประมูลมีการสมยอมกันเสนอราคาอาจทำให้โจทก์ถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมประกวดราคา เสนอราคาก่อสร้างและจ้างทำของกับหน่วยราชการอื่น ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกการประกวดของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุมัติจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ในวงเงินที่โจทก์ประมูลได้เป็นเงินจำนวน 1,060,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารผู้มีอำนาจกระทำการแทนเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการบริหารผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำการภายในขอบอำนาจจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์กับผู้มีชื่อรวม 5 ราย เข้าร่วมประกวดราคา แต่โจทก์กับผู้มีชื่อกระทำการอันมีเหตุที่เชื่อได้ว่าการเสนอราคากระทำโดยไม่สุจริตหรือสมยอมกัน จำเลยที่ 1 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการมีความเห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการสมยอมกันเสนอราคาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงเสนอความเห็นต่อจำเลยที่ 2 ว่ายกเลิกการประกวดราคา จำเลยที่ 2 มีคำสั่งว่าการประกวดราคาไม่ชอบและให้ยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว จำเลยทั้งห้าไม่ได้ร่วมกันเรียกเอาเงินจากโจทก์ตามฟ้อง ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท โจทก์คาดคะเนเอาเองเนื่องจากการรับเหมาก่อสร้างอาจมีกำไรหรือขาดทุนก็ได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารมีอำนาจกระทำการแทน และมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 กำหนดยื่นซองและเปิดซองในวันเดียวกันคือในวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ณ ที่ทำการชั่วคราวของจำเลยที่ 1 ตามประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลทรัพย์พระยาเรื่องประกวดราคาจ้างก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.2 ในวันดังกล่าว โจทก์กับบุคคลอื่นอีก 4 รายได้ยื่นซองประกวดราคาปรากฏว่าโจทก์เสนอราคาต่ำที่สุดเป็นเงิน 1,060,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 2 เสนอความเห็นให้ยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาดังกล่าว และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สั่งไม่อนุมัติการประกวดราคาด้วยเหตุผลว่ามีการสมยอมกันตามเอกสารหมาย จ.3 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 ในขณะที่ยังไม่น่าเชื่อว่ามีพฤติการณ์สมยอมกันเสนอราคา เป็นการกระทำโดยมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดังกล่าวไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วย โจทก์ยื่นฎีกาขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาโจทก์ว่า ฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในชั้นศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา ส่วนฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่โจทก์โต้แย้งว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกา ศาลชั้นต้นให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์โต้แย้งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบอ้างว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาผลการประกวดราคา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์โดยสั่งยกเลิกผลการประกวดราคาดังกล่าว เนื่องจากเรียกเงินเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่แล้ว แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวจึงเท่ากับกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่ผู้เดียวให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นางรองรุ่งเรืองก่อสร้าง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลทรัพย์พระยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8128/2551
#497113
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบอ้างว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาผลการประกวดราคา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์โดยสั่งยกเลิกผลการประกวดราคาดังกล่าว เนื่องจากเรียกเงินเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่แล้วแต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ อันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวจึงเท่ากับกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่ผู้เดียวให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกการประกวดราคาของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุมัติจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ในวงเงินที่โจทก์ประมูลได้เป็นเงินจำนวน 1,060,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารมีอำนาจกระทำการแทน และมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการบริหาร เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 กำหนดยื่นซองและเปิดซองในวันเดียวกันคือในวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ณ ที่ทำการชั่วคราวของจำเลยที่ 1 ตามประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลทรัพย์พระยา เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าว โจทก์กับบุคคลอื่นอีก 4 รายได้ยื่นซองประกวดราคา ปรากฏว่าโจทก์เสนอราคาต่ำที่สุดเป็นเงิน 1,060,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 2 เสนอความเห็นให้ยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาดังกล่าว และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สั่งไม่อนุมัติการประกวดราคาด้วยเหตุผลว่ามีการสมยอมกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันยกเลิกการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำการของจำเลยที่ 1 ในขณะที่ยังไม่น่าเชื่อว่ามีพฤติการณ์สมยอมกันเสนอราคา เป็นการกระทำโดยมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดังกล่าวไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แล้วพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วย โจทก์ยื่นฎีกาขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาโจทก์ว่า ฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในชั้นศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาส่วนฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่โจทก์โต้แย้งว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกา ศาลชั้นต้นให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์โต้แย้งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำลยที่ 2 ถึงที่ 5

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบอ้างว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาผลการประกวดราคา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์โดยสั่งยกเลิกผลการประกวดราคาดังกล่าว เนื่องจากเรียกเงินเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่แล้ว แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวจึงเท่ากับกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่ผู้เดียวให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้รับผิดเป็นการเฉพาะตัวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นางรอง รุ่งเรืองก่อสร้าง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลทรัพย์พระยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8112/2551
#415385
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงสงขลา
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย กดดารีย์ หมานหลี กับพวกรวม 3 คน
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา -
ชื่อองค์คณะ
นางสาวเพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา