คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8103/2551
#495722
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีตำแหน่งเป็นสารวัตรกำนัน ซึ่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ มาตรา 44 บัญญัติว่า "ในตำบล 1 มีสารวัตรสำหรับเป็นผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนัน 2 คน ผู้ที่จะเป็นสารวัตรนี้แล้วแต่กำนันจะขอร้องให้ผู้ใดเป็น แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของผู้ว่าราชการเมืองด้วยจึงเป็นได้ และกำนันมีอำนาจเปลี่ยนสารวัตรได้" ดังนั้น สารวัตรกำนันจึงมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนันเท่านั้น แม้จะได้รับเงินตอบแทนจากทางราชการเป็นรายเดือนและมีสิทธิขอบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ แต่สารวัตรกำนันก็มิได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามที่โจทก์ฎีกาอันเป็นการเพิ่มโทษให้หนักขึ้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานองค์การของรัฐตำแหน่งสารวัตรกำนันตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 351 เม็ด น้ำหนักรวม 27.72 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 7.59 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 11,500 บาท โดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 100 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 30 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ให้ยก คงลงโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานดังกล่าว จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นสารวัตรกำนันเป็นพนักงานองค์การของรัฐ กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นสารวัตรกำนัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 44 บัญญัติว่า "ในตำบล 1 มีสารวัตรสำหรับเป็นผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนัน 2 คน ผู้ที่จะเป็นสารวัตรนี้แล้วแต่กำนันจะขอร้องให้ผู้ใดเป็น แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของผู้ว่าราชการเมืองด้วยจึงเป็นได้ และกำนันมีอำนาจเปลี่ยนสารวัตรได้" ดังนั้น สารวัตรกำนันจึงมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนันเท่านั้น แม้จะได้รับเงินตอบแทนจากทางราชการเป็นรายเดือนและมีสิทธิขอบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 แต่สารวัตรกำนันก็มิได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามที่โจทก์ฎีกาอันเป็นการเพิ่มโทษให้หนักขึ้นได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายสมบูรณ์ สิงห์พันธ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2551
#495559
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยประเด็นทั้งสองข้อนี้เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

โจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาขายฝากที่พิพาทโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน การที่โจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 โจทก์ซื้อที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 เนื้อที่ 18 ไร่ จากนายชุบ และนางวาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และได้รับการส่งมอบการครอบครองที่ดินแล้ว เมื่อปลายปี 2537 จำเลยและบริวารเข้าครอบครองปลูกสร้างกระต๊อบและขุดลอกที่ดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งปลาในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินดังกล่าวโจทก์สามารถให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินให้คืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินและออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2517 ตลอดมาและไม่เคยแสดงเจตนาสละสิทธิ นายชุบและนางวาดจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์กับนายชุบและนางวาดไม่ได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง แต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยมีเจตนาฉ้อฉลจำเลย โจทก์ทราบว่าสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ นายชุบและนางวาดไม่สามารถฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาขายฝากได้ จึงสมคบกับนายชุบและนางวาดทำสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อจะใช้สัญญาซื้อขายที่ดินนั้นมาฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายชุบและนางวาด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมที่ 2 ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 จำเลยนำที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มาขายฝากแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ตกลงว่าหากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ยอมให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมทั้งสอง แต่จำเลยไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 กับโจทก์ร่วมทั้งสอง และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับเงินจากจำเลยเดือนละ 7,500 บาท นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2533 ถึงเดือนกรกฎาคม 2534 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองพิจารณาในลักษณะให้ภาระนำสืบตกแก่โจทก์เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบทางคดีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 นั้น เห็นว่า ข้อนี้ได้ความว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดโดยประเด็นทั้งสองข้อนี้ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบทั้งได้พิจารณาพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองนี้แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกัน แม้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก่อน จำเลยก็ถามค้านให้พยานโจทก์มีโอกาสอธิบายและนำสืบถึงข้อความเหล่านั้นโดยบริบูรณ์แล้ว โจทก์ โจทก์ร่วมหาเสียเปรียบไม่ ศาลล่างทั้งสองหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ไม่ และไม่เป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาประการหลังว่า จำเลยหาได้ครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างปี 2534 ถึงก่อนปลายปี 2537 แต่เพิ่งเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทในปลายปี 2537 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ้นกำหนดไถ่ถอนและสัญญาขายฝากได้สิ้นสุดไปหลายปีแล้ว และเป็นช่วงเวลาภายหลังที่โจทก์ซื้อเดือนกันยายน 2537 จากโจทก์ร่วมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยตกลงให้สิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ร่วมในวันทำสัญญาจริง และถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมกรณีจึงถือข้อความในสัญญาขายฝากถูกต้องตามเจตนา คู่กรณีให้ใช้บังคับผูกพันตามสัญญา และว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ในปัญหาที่ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.13 ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขายฝากดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย เมื่อสัญญาขายฝากนี้เป็นโมฆะแล้วโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน ฉะนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่ก็ตาม แต่ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนข้อสัญญาข้อ 2 ที่ว่า ถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาแท้จริงเพียงการขายฝากดังวินิจฉัยข้างต้นและพันตำรวจตรีพิสุทธิ์พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์และจำเลยมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่านเพื่อตกลงกัน พยานได้ทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งสรุปได้ว่าจำเลยอ้างว่าหลังจากมีการติดต่อไถ่คืนโจทก์ร่วมที่ 2 ผัดผ่อนอ้างว่าได้นำ ส.ค.1 ไปฝากไว้กับญาติ ไม่อาจให้ไถ่ได้ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าหลังจากวันสิ้นสุดสัญญา จำเลยได้มาติดต่อขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ได้เลื่อนนัดไปอีก 3 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยได้มาขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้ไถ่ถอนในราคา 6 ล้านบาท จำเลยแจ้งว่าไม่มีปัญญาไถ่ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทำการตามหน้าที่ราชการไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด นับเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยหาได้ยึดถือข้อความในสัญญาข้อ 2 กันจริงจังแต่ประการใดไม่ประกอบกับสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 เป็นแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปซึ่งนายจำปีผู้เขียนสัญญาเบิกความว่าโจทก์ร่วมที่ 2 บอกว่าไม่ได้นำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแต่มีหนังสือสัญญาขายฝากมาด้วย จึงให้ทำเป็นสัญญาขายฝากซึ่งจำเลยอาจไม่ได้อ่านข้อความโดยละเอียดก็เป็นได้ แม้หลังจากครบกำหนดไถ่จำเลยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและยังไม่ได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนมาก็ตาม สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมทั้งสองดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองให้จำเลยทราบแต่ประการใด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมทั้งสองผู้โอนไม่ว่าโจทก์จะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 491 ม. 1367 ม. 1369 ม. 1373 ม. 1377
ป.วิ.พ. ม. 84 เดิม ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ เลิศพรมสนธิ์
โจทก์ร่วม — นายชุบ ชื่นชุ่ม กับพวก
จำเลย — นางประจวบ ไกล่เกลี่ย หรือนางไซ้จู แพรศิริ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2551
#499538
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด โดยประเด็นทั้งสองข้อนี้เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1369 ว่า จำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบทั้งได้พิจารณาพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองนี้แล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยร่วมกัน แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบก่อน จำเลยก็ถามค้านให้พยานโจทก์มีโอกาสอธิบายและนำสืบถึงข้อความเหล่านั้นโดยบริบูรณ์แล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองหาเสียเปรียบไม่ ศาลล่างทั้งสองหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 84 ไม่ และไม่เป็นการพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 แต่อย่างใด

สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขายฝากดังกล่าวจึกตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย เมื่อสัญญาขายฝากนี้เป็นโมฆะแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน ฉะนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่ก็ตาม แต่ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่พิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมทั้งสองผู้โอน ไม่ว่าโจทก์จะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 โจทก์ซื้อที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จากนายชุบและนางวาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และได้รับการส่งมอบการครอบครองที่ดินแล้ว เมื่อปลายปี 2537 จำเลยและบริวารเข้าครอบครองปลูกสร้างกระต๊อบและขุดลอกที่ดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งปลาในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินดังกล่าวโจทก์สามารถให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินให้คืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินและออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2517 ตลอดมาและไม่เคยแสดงเจตนาสละสิทธิ นายชุบและนางวาดจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์กับนายชุบและนางวาดไม่ได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง แต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดังกล่าวโดยมีเจตนาฉ้อฉลจำเลย โจทก์ทราบว่าสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ นายชุบและนางวาดไม่สามารถฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาขายฝากได้ จึงสมคบกับนายชุบและนางวาดทำสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อจะใช้สัญญาซื้อขายที่ดินนั้นมาฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายชุบและนางวาดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 จำเลยนำที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มาขายฝากแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ตกลงว่าหากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดยอมให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมทั้งสอง แต่จำเลยไม่ได้ไถ่ถอนภายในกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองพิจารณาในลักษณะให้ภาระนำสืบตกแก่โจทก์เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบทางคดี ไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 นั้น ข้อนี้ได้ความว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยประเด็นทั้งสองข้อนี้ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ใรประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ว่า จำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนจึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบทั้งได้พิจารณาพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองนี้แล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยร่วมกัน แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบก่อน จำเลยก็ถามค้านให้พยานโจทก์มีโอกาสอธิบายและสำสืบถึงข้อความเหล่านั้นโดยบริบูรณ์แล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองหาเสียเปรียบไม่ ศาลล่างทั้งสองหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ไม่ และไม่เป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาประการหลังว่า จำเลยหาได้ครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างปี 2534 ถึงก่อนปลายปี 2537 แต่เพิ่งเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทในปลายปี 2537 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ้นกำหนดไถ่ถอนและสัญญาขายฝากได้สิ้นสุดไปหลายปีแล้ว และเป็นช่วงเวลาภายหลังที่โจทก์ซื้อเดือนกันยายน 2537 จากโจทก์ร่วมทั้งสอง บ่งชี้ชัดว่าจำเลยตกลงให้สิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองในวันทำสัญญาจริง และถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง กรณีจึงถือข้อความในสัญญาขายฝากถูกต้องตามเจตนาคู่กรณีให้ใช้บังคับผูกพันตามสัญญาและว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น ในปัญหาที่ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลย ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขายฝากดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย เมื่อสัญญาขายฝากนี้เป็นโมฆะแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝากแต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน ฉะนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากวันครบกำหนดไถ่ก็ตาม แต่ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนข้อสัญญาข้อ 2 ที่ว่า ถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสองนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาแท้จริงเพียงการขายฝากดังวินิจฉัยข้างต้นและพันตำรวจตรีพิสุทธิ์ พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์และจำเลยมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่านเพื่อตกลงกัน พยานได้ทำบันทึกไว้ ซึ่งสรุปได้ว่า จำเลยอ้างว่าหลังจากมีการติดต่อไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ผัดผ่อนอ้างว่าได้นำ ส.ค. 1 ไปฝากไว้กับญาติ ไม่อาจให้ไถ่ได้ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่า หลังจากวันสิ้นสุดสัญญา จำเลยได้มาติดต่อขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ได้เลื่อนนัดไปอีก 3 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยได้มาขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้ไถ่ถอนในราคา 6 ล้านบาท จำเลยแจ้งว่าไม่มีปัญญาไถ่ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทำการตามหน้าที่ราชการไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด นับเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยหาได้ยึดถือข้อความในสัญญาข้อ 2 กันจริงจังแต่ประการใดไม่ ประกอบกับสัญญาขายฝากเป็นแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูป ซึ่งนายจำปี ผู้เขียนสัญญาเบิกความว่า โจทก์ร่วมที่ 2 บอกว่าไม่ได้นำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแต่มีหนังสือสัญญาขายฝากมาด้วย จึงให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก ซึ่งจำเลยอาจไม่ได้อ่านข้อความโดยละเอียดก็เป็นได้ แม้หลังจากครบกำหนดไถ่จำเลยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและยังไม่ได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนมาก็ตาม สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมทั้งสองดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองให้จำเลยทราบแต่ประการใด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมทั้งสองผู้โอนไม่ว่าโจทก์จะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491 ม. 1329 ม. 1369 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ เลิศพรมสนธิ์
โจทก์ร่วม — นายชุบ ชื่นชุ่ม กับพวก
จำเลย — นางประจวบ ไกล่เกลี่ยหรือนางไซ้จู แพรศิริ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8090/2551
#412549
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองจะต้องมีเหตุผล และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำในหนังสือแจ้งคำชี้ขาดของผู้บริหารของจำเลยแล้ว เห็นได้ว่า จำเลยมิได้อ้างอิงข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายใดมายืนยันว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยคงอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยเท่านั้น ทั้งข้ออ้างดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องให้เหตุผลในข้อกฎหมายที่จะต้องอ้างอิงแต่อย่างใด หนังสือแจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8)ประจำปี 2542 ถึง 2546 เล่มที่ 1 เลขที่ 18 ถึงเลขที่ 22 ลงวันที่ 9 กันยายน 2546 ทั้ง 5 ฉบับ และหนังสือแจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ ปท 74701/453 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2546 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5,866,127.50 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ว่า หนังสือแจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 บัญญัติว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองจะต้องมีเหตุผลและเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำในหนังสือแจ้งคำชี้ขาดของผู้บริหารของจำเลยแล้ว เห็นได้ว่าจำเลยมิได้อ้างอิงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดมายืนยันว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยคงอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีซึ่งจำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยเท่านั้น ทั้งข้ออ้างดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องให้เหตุผลในข้อกฎหมายที่จะต้องอ้างอิงแต่อย่างใด หนังสือแจ้งคำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ดินสนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยเลขที่ ปท 74701/453 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2546 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 5,866,127.50 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลำลูกการีสอร์ท จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2551
#499793
เปิดฉบับเต็ม

แม้คณะบุคคลเป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (6) ย่อมไม่อาจใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อและไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่จะถือเป็นภาษีขาย และไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะถือเป็นภาษีซื้อของคณะบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ร่วมกันจำหน่ายทรายอันเป็นคณะบุคคลเพราะมีการแยกการดำเนินการทุกอย่างเป็นอิสระจากกัน โจทก์ทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีของแต่ละคนไปครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินกลับให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลอีกจึงเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากฐานภาษีเดียวกัน ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองได้ประกอบการผลิตและจำหน่ายทรายร่วมกัน มีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งทอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินที่ใช้ในการขุดทรายมีชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในการขายทราย ลูกค้าคนใดเป็นลูกค้าของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ก็จะออกใบกำกับภาษีขายและถือเป็นยอดขายของโจทก์ที่ 1 หากลูกค้าคนใดเป็นลูกค้าของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จะเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีขายและถือเป็นยอดขายของโจทก์ที่ 2 แต่เงินที่ได้จากการขายทรายจะนำมารวมกันและใช้เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการขุดทรายเพื่อจำหน่าย รวมทั้งเงินภาษีอากรที่ต้องชำระในแต่ละครั้งเมื่อสิ้นเดือนโจทก์ทั้งสองก็จะนำเงินที่เหลือมาแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นโจทก์ทั้งสองได้แยกยื่นแบบแสดงรายการตามยอดขายของแต่ละคนส่วนรายจ่ายก็จะระบุชื่อผู้ซื้อสลับกันไป การประกอบกิจการของโจทก์ทั้งสองเช่นนั้นเป็นการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายทรายร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นการประกอบการในนามคณะบุคคล ต้องนำเงินได้พึงประเมินไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ทั้งสองต่างคนต่างยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในนามตนเอง จึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการผิดหน่วยภาษี และถือว่าคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม

การที่โจทก์ทั้งสองต่างจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและแยกเสียภาษี เป็นการยื่นแบบแสดงรายการโดยยื่นผิดหน่วยภาษี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาว่าการประเมินชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วแต่ได้พิจารณาอนุโลมให้นำภาษีที่ชำระไว้ผิดหน่วยภาษีนั้นมาหักจากภาษีที่ต้องชำระในนามคณะบุคคลได้ ส่วนภาษีซื้อนั้นคณะบุคคลรายนี้ไม่อาจนำใบกำกับภาษีซื้อที่ระบุชื่อโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ซื้อมาขอคืนภาษีหรือขอเครดิตภาษีหรือนำไปหักในการคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีเช่นนี้จึงถือว่าคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง ไม่มีใบกำกับภาษีซื้อ ซึ่งตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ห้ามมิให้นำภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษีมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ทั้งยังได้วินิจฉัยโดยให้ความเป็นธรรมแก่คณะบุคคลรายนี้ โดยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองมากพอสมควรแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีเหตุขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กันยายน 2545 โดยให้จำเลยที่ 1 คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะบุคคลนายลิขิตและนายสมศักดิ์สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2538 ใหม่ โดยนำภาษีขายของโจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่เจ้าพนักงานตรวจสอบคำนวณไว้ หักด้วยภาษีซื้อของโจทก์ทั้งสองในแต่ละเดือนภาษี ผลลัพธ์ที่ได้ให้นำไปหักออกด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระแล้วตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้แยกยื่นไว้ หากคณะบุคคลดังกล่าวต้องชำระภาษีเพิ่มในเดือนภาษีใด ก็ให้จำเลยที่ 1 คิดเบี้ยปรับจากจำนวนเงินภาษีดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (1) โดยให้ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 1 คิดเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่คณะบุคคลดังกล่าวต้องชำระเพิ่ม แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 แล้วแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามผลของการคำนวณให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนจำนวน 45,000 บาท โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า คณะบุคคล โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำใบกำกับภาษีซื้อที่มีชื่อโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (17) และ (18) กรณีที่จะถือเป็นภาษีขายและภาษีซื้อได้นั้น ต้องเป็นเรื่องของผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น กล่าวคือ "ภาษีขาย" ต้องเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามมาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ส่วน "ภาษีซื้อ" ต้องเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ ฉะนั้นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ แต่กรณีของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง แม้เป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และอยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คณะบุคคลโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามคำนิยามในมาตรา 77/1 (6) คณะบุคคลโจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้วิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อเพราะคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่จะถือเป็นภาษีขายของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสอง และไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะถือเป็นภาษีซื้อของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 82/4 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำใบกำกับภาษีซื้อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะบุคคลโจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบ"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลิขิต ปาทาน กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8051/2551
#412374
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้วจึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 82,316.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 57,060.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,060.09 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (25 ตุลาคม 2544) ต้องไม่เกิน 25,256.88 บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2542 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 สิงหาคม 2542 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ในเวลาที่โจทก์กำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2542 และเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่นั้นมา หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก โดยได้ความจากนางสมพรพยานโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนในธนาคารโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลยเมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ซึ่งตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตข้อ 2 ระบุว่า ธนาคารมีสิทธิที่จะแจ้งยกเลิกการใช้หรือเรียกคืนเมื่อใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลและไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้า กรณีนี้ผู้ถือบัตรไม่มีสิทธิใช้บัตรเครดิตอีกต่อไป การที่โจทก์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลย จึงถือว่าโจทก์เลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว สัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นอันเลิกกันนับแต่เวลาดังกล่าว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง สัญญาบัตรเครดิตรวมทั้งข้อตกลงที่ให้โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย ซึ่งเป็นเงื่อนไขการชำระหนี้บัตรเครดิตตามที่ระบุไว้ในใบสมัครบัตรเครดิตย่อมต้องสิ้นสุดลงด้วย แม้จะปรากฏว่ามีการนำฝากเช็คเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยในวันที่ 9 กันยายน 2542 ก็ไม่ทำให้สัญญากลับเกิดขึ้นมาอีก การที่โจทก์นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยมาชำระหนี้หลังจากสัญญาบัตรเครดิตและข้อตกลงในสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงเป็นการกระทำของโจทก์เอง หาใช่ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชำระหนี้ให้บางส่วนไม่ กรณีย่อมไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสัญญศักดิ์ นันทเจริญกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายมนตรี รัตนทวีโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8042/2551
#412393
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ส. ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ส. ว่าบุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อน ส. ถึงแก่ความตายและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ ส. ถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว กรณีจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทก่อนเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกไม่ได้ แม้ภายหลังจำเลยไปยื่นขอจัดการมรดกของ ส.ก็ไม่ทำให้ที่ดินพิพาทกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท เพราะจำเลยประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้อง ขอให้จำเลยเพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 6920 และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามเนื้อที่คนละประมาณ 48.33 ตารางวา และ 7 ไร่ 72 ตารางวา (2,872.66 ตารางวา) ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายสงวนศักดิ์บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยไปเพิกถอนพินัยกรรม (ที่ถูก เพิกถอนนิติกรรม) การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 26920 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2542 และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 26920 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 26920 ให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเนื้อที่คนละ 1 ใน 6 ส่วนของเนื้อที่ทั้งหมดของที่ดินทั้งสองแปลง คำขอที่กำหนดระยะเวลาให้จำเลยโอนที่ดินตามส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสามให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของนางสีได้ตกลงแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคดีนี้ให้แก่จำเลยและนางสาวทองแดงเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งสามคงมีพยานคือโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่เบิกความว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางสี เมื่อนางสีถึงแก่ความตายแล้วทายาทของนางสีไม่เคยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลยและนางสาวทองแดงแต่อย่างใด โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เรียกร้องขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่พิพาทย่อมจะเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่ตน คำของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนพยานโจทก์ทั้งสามอีก 3 ปาก คือ นายภิญโญ นางมงคลและนางอุบลรัตน์นั้นก็เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่ได้รู้เห็นว่าทายาทของนางสีจะมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่ ส่วนจำเลยมีพยานคือตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่าหลังจากนางสีถึงแก่ความตาย มีการทำบุญหามารดา พี่น้องทุกคนตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า บุคคลใดทำประโยชน์ที่ดินแปลงใดก็เป็นของบุคคลนั้น หลังจากนั้นจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่มีบุคคลใดมาเกี่ยวข้องโดยจำเลยมีนางสาวทองแดงและนายอ่อนสีมาเบิกความสนับสนุนและสอดคล้องกับคำของจำเลยโดยเฉพาะนายอ่อนสีเป็นพี่ชายของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และจำเลยกับเป็นอาของโจทก์ที่ 3 และเป็นทายาทคนหนึ่งของนางสี แต่ไม่ได้ฟ้องเรียกร้องเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนับว่าเป็นพยานคนกลาง ยิ่งกว่านั้นหากไม่มีการตกลงดังที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง นายอ่อนสีย่อมได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การที่นายอ่อนสีมาเบิกความว่า มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินหลังมารดาตาย โดยที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกได้แก่จำเลยจึงเป็นการเบิกความที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองทำให้ตนเสียประโยชน์ไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลง คำของนายอ่อนสีมีน้ำหนักรับฟังได้ อนึ่ง แม้จำเลยจะไปโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวก็ได้ความจากนางสาวทองแดงเบิกความว่าได้ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยก่อน ซึ่งจำเลยก็เบิกความว่าหากนางสาวทองแดงมาขอแบ่งก็จะแบ่งให้ นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากบิดามารดามากกว่าผู้อื่นเนื่องจากเป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดาซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นอันเป็นการสอดคล้องกับที่จำเลยนำสืบและโจทก์ที่ 2 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า บิดามารดายกที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นที่ทำนาให้แก่จำเลยและนางสาวทองแดง เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตาย จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เมื่อมารดาถึงแก่ความตายจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาและเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จึงเป็นข้อสนับสนุนว่าได้มีการตกลงแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยและนางสาวทองแดงจริงดังที่นำสืบ จำเลยจึงได้เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ ยิ่งกว่านั้นจำเลย นายอ่อนสี และนางสาวทองแดง ยังเบิกความยืนยันว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมารดาตกลงแบ่งให้แก่จำเลยและนางสาวทองแดงแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียนโดยเฉพาะที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยกับนางสีตั้งแต่ก่อนนางสีถึงแก่ความตายและยังคงอาศัยตลอดมาหลังจากนางสีถึงแก่ความตายซึ่งโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความรับรองดังที่วินิจฉัยข้างต้น คำของบุคคลทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนนางสีถึงแก่ความตายนอกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว นางสียังมีที่ดินอีก 5 แปลง ซึ่งนางสีก็ได้แบ่งให้แก่บุตรทุกคนแล้วย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่แบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่บุตร เพราะถ้าไม่ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยก่อนนางสีตายแล้ว จำเลยก็จะได้ที่ดินน้อยกว่าบุตรคนอื่นซึ่งขัดกับประเพณีท้องถิ่นดังที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยนำสืบว่าบุตรที่เลี้ยงดูบิดามารดาจะได้รับส่วนแบ่งที่ดินมากกว่าบุตรคนอื่น พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อนางสีถึงแก่ความตาย ทายาทของนางสีได้ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางสีว่าบุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อนนางสีถึงแก่ความตายและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น ทั้งจำเลยและนางสาวทองแดงได้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตั้งแต่นางสีถึงแก่ความตายโดยนางสีครอบครองแทนในส่วนของนางสาวทองแดง กรณีจึงต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด..." ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ผิดไปจากที่ตกลงหาได้ไม่ แม้ภายหลังจำเลยจะไปยื่นคำร้องขอจัดการมรดกก็หาทำให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทไม่ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นเพียงวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิเรียกร้องในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำมี พันธ์วิไล กับพวก
จำเลย — นางทองคำ พันธ์วิไล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2551
#497112
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 198,000 บาท โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 2 ขอถือทุนทรัพย์ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงิน 180,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ขอถือทุนทรัพย์ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงิน 198,000 บาท จึงรับฟังได้ว่าค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เรียกร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บางส่วนแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 180,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงิน 198,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกิน 500,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางดาราทิพย์ ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 กับผู้ตาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้โดยสารด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 152 ถึง 153 ถนนพหลโยธิน รถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุเสียหลักพุ่งลงร่องกลางถนนและชนกับต้นไม้เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 หรือม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ที่ 2 ขอค่าเสียหายเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 180,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินถึง 300,000 บาท เกินกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ขอในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินถึง 120,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เรียกค่าเสียหายเป็นทุนทรัพย์ 198,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงินถึง 330,000 บาท เกินกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 3 ขอเป็นเงินถึง 132,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 บรรยายว่า ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 198,000 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บรรยายฟ้องอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์ที่ 2 ขอถือทุนทรัพย์ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงิน 180,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ขอถือเงินจำนวน 198,000 บาท เป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเพิ่มไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท นั้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพของนางดาราทิพย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้นำจำนวนเงินดังกล่าวหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั้น เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าอากาศเอกหรือนายฉกาจพล สราญรมย์ กับพวก
จำเลย — นายมงคล รื่นพจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2551
#497668
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 198,000 บาท โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 บรรยายฟ้องอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์ที่ 2 ขอถือทุนทรัพย์ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงิน 180,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ขอถือเงินจำนวน 198,000 บาท เป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเพิ่มไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้นำจำนวนเงินดังกล่าวหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั้น เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางดาราทิพย์ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 กับนางดาราทิพย์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียน 13-0875 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตู้โดยสารคันดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้โดยสารคันดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้โดยสารคันดังกล่าวไปตามถนนพหลโยธิน จากจังหวัดพิษณุโลกมุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานคร โดยรับจ้างบรรทุกผู้โดยสาร 13 คน ซึ่งมีนางดาราทิพย์และโจทก์ที่ 1 โดยสารมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 152 ถึง 153 จำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ตู้โดยสารเสียหลักพุ่งลงร่องกลางถนนชนกับต้นไม้เป็นเหตุให้นางดาราทิพย์เสียชีวิต การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุ ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องขาดไร้อุปการะ โจทก์ที่ 1 ต้องร่วมกับนางดาราทิพย์ปลดเปลื้องภาระหนี้สินคนละครึ่ง จำนวน 2,000 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 240,000 บาท โจทก์ที่ 2 มีอายุ 10 ปี โจทก์ที่ 3 มีอายุ 9 ปี นางดาราทิพย์ให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาเป็นเงินคนละ 3,000 บาท ต่อเดือน โจทก์ที่ 2 ต้องขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 360,000 บาท โจทก์ที่ 3 ต้องขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 11 ปี คิดเป็นเงิน 396,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด 996,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสามขอคิดเพียง 800,000 บาทโจทก์ทั้งสามมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสามมิได้เป็นทายาทของผู้ตาย ผู้ตายมิได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในคดีนี้ แต่เสียชีวิตจากเหตุอื่น จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และมิได้กระทำตามทางการที่จ้างหรือคำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และเหตุละเมิดมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุผิดประเภทการใช้งานกับใช้รับส่งผู้โดยสารโดยมิได้รับอนุญาตและไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ ซึ่งผู้โดยสารไปในขณะเกิดเหตุก็ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดี แต่ผู้โดยสารตกลงยอมเสี่ยงเอง จึงมีส่วนร่วมรับผิดในขณะละเมิดด้วย เหตุละเมิดไม่อยู่ในความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย โจทก์ทั้งสามเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสูงกว่าความเป็นจริง อีกทั้งภาระหนี้สินที่โจทก์ที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับผู้ตายก็ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนที่จะเรียกร้องได้ตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดมีความรับผิดเพียงไม่เกินวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรมประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 180,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงิน 198,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกิน 500,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชนะคดีชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางดาราทิพย์ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายตามสำเนาใบสำคัญการสมรสและสูติบัตรเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 13-0875 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 152 ถึง 153 ถนนพหลโยธิน รถยนต์ตู้โดยสารคันเกิดเหตุเสียหลักพุ่งลงร่องกลางถนนและชนกับต้นไม้เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ.6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเกินคำขอของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ขอค่าเสียหายเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 180,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินถึง 300,000 บาท เกินกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ขอในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินถึง 120,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เรียกค่าเสียหายเป็นทุนทรัพย์ 198,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงินถึง 330,000 บาท เกินกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 3 ขอเป็นเงินถึง 132,000 บาท นั้นเห็นว่า แม้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 บรรยายว่า ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 198,000 บาท ก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บรรยายฟ้องอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์ที่ 2 ขอถือทุนทรัพย์ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเงิน 180,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ขอถือเงินจำนวน 198,000 บาท เป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องเพิ่มไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 330,000 บาท นั้นไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพของนางดาราทิพย์ ให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้นำจำนวนเงินดังกล่าวหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั้นเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าอากาศเอกหรือนายฉกาจพล สราญรมย์ กับพวก
จำเลย — นายมงคล รื่นพจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8019/2551
#494162
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทราคา 104,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 104,000 บาท ส่วนค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันหลังจากวันฟ้องเป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่อาจนำไปคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาได้ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18797 เนื้อที่ 1 งาน 30 ตารางวา ซึ่งซื้อมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 ต่อมาประมาณปลายปี 2547 โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินปรากฏว่า มีบ้านเลขที่ 19 ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้าน และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่รื้อถอนบ้านออกไปให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์มีที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 50 เมตร โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายนา เมื่อปี 2511 นายนาแบ่งขายที่ดินเนื้อที่ 130 ตารางวา ให้แก่นายทองสุขตาของจำเลย และนายทองสุขได้ชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว แต่นายนาไม่อาจจดทะเบียนโอนให้ได้เนื่องจากยังทำการแบ่งแยกที่ดินไม่เรียบร้อย แต่นายทองสุขและนางบุญปลูกภริยาได้เข้าไปปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 และในปีเดียวกัน นายนิตย์และนางสุนันท์บิดามารดาของจำเลยได้เข้าไปปลูกบ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 และจำเลยได้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าวต่อจากบิดามารดาจนถึงปัจจุบัน โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากผู้มีชื่อโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ดังนี้ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 130 ตารางวา กำหนดราคาไว้เป็นเงิน 104,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 104,000 บาท ส่วนค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันหลังจากวันฟ้องนั้นเป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่อาจนำไปคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาได้ เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาวางเงินมัดจำระหว่างนายนากับนายทองสุขตามเอกสารหมาย ล.2 เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การครอบครองที่ดินพิพาทของนายทองสุขจึงเป็นการครอบครองแทนนายนาเจ้าของที่ดินเท่านั้น เมื่อจำเลยและบิดามารดาจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายทองสุขโดยอาศัยสิทธิของนายทองสุข แม้จะครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 10 ปี จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวลัยพรรณ วิริยะมนตรี
จำเลย — นางสาวดวงเนตร สังขรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8015/2551
#498762
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับ ช. มารดาจำเลยทั้งสองนั้นเป็นบันทึกข้อตกลงที่ก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิใช้ยันบุคคลภายนอกได้ แต่แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็หาทำให้เป็นโมฆะเสียเปล่าไม่ ยังคงบังคับกันได้ในฐานะเป็นบุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญา เมื่อโจทก์เป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

บันทึกข้อตกลงระบุให้ ช. และบริวารอยู่อาศัยในห้องแถวทั้งสี่ห้องจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ อันเป็นข้อตกลงที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งว่า ช. และบริวารสามารถอยู่อาศัยในห้องแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ได้จนกว่าห้องแถวนั้นจะทรุดโทรมประการหนึ่งและการทรุดโทรมนั้นต้องทำให้ไม่สามารถอยู่ในห้องแถวได้อีกประการหนึ่ง เมื่อครบทั้งสองประการดังกล่าว ช. และบริวารจึงจะอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ต่อไปไม่ได้ต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเงื่อนไขทั้งสองประการเป็นที่เห็นได้ว่าการทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้นั้น ไม่อาจกำหนดเวลาได้ว่าจะทรุดโทรมเมื่อใดและเมื่อทรุดโทรมแล้วเมื่อใดจึงจะถือว่าอยู่อาศัยไม่ได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อตกลงเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินโดยมีกำหนดเวลา อันจะต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1412 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1403 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15707 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้ยินยอมให้นางชื้น ปลูกสร้างห้องแถวเลขที่ 207-209 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2510 โจทก์และนางชื้นได้ทำเป็นบันทึกข้อตกลงโดยโจทก์ยินยอมให้นางชื้นได้อยู่อาศัยในห้องแถวดังกล่าวจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ ต่อมานางชื้นถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรและบริวารยังคงอาศัยในห้องแถวดังกล่าวไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปหลายครั้งแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยกลับทำการต่อเติมห้องแถวจึงถือว่าเป็นการผิดสัญญาบันทึกที่นางชื้นทำไว้กับโจทก์ในข้อสาระสำคัญ และนับจากวันทำบันทึก จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์มาเกินกว่า 30 ปีแล้ว การอยู่อาศัยของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างห้องแถวเลขที่ 207-209 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างห้องแถวเลขที่ดังกล่าวและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดและมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ บันทึกถ้อยคำทำขึ้นในขณะที่นางชื้นมารดาของจำเลยทั้งสองมีอายุประมาณ 67 ปี โดยมารดาจำเลยทั้งสองยินยอมยกที่ดินเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งานเศษ ให้แก่โจทก์ และโจทก์ยินยอมให้ฝ่ายนางชื้นและนายนิ่ม พร้อมทั้งบริวารอาศัยอยู่ในห้องแถวทั้งสี่ห้องจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้เดินเข้าออกในวัดได้พร้อมทั้งยานพาหนะเท่าที่จำเป็นและยินยอมให้ซ่อมแซมได้จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อนางชื้นถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองในฐานะบริวารของนางชื้นมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะอยู่อาศัยในห้องแถวพิพาทจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ จำเลยทั้งสองมิได้กระทำการต่อเติมห้องแถวพิพาทอันเป็นการผิดสัญญาตามที่โจทก์อ้าง และโจทก์มิได้เสียหายเพราะจำเลยทั้งสองอยู่ตามสิทธิโดยชอบแห่งข้อสัญญาต่างตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15707 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ นางชื้น เป็นมารดาจำเลยทั้งสอง โจทก์ยินยอมให้นางชื้นปลูกสร้างห้องแถวเลขที่ 207-209 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อยู่อาศัยในที่ดินโจทก์ ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2510 โจทก์และนางชื้นได้ทำบันทึกข้อตกลงโดยโจทก์ยินยอมให้นางชื้นอยู่อาศัยในห้องแถวดังกล่าวจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ โดยนางชื้นได้ยกที่ดินเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งานเศษ ให้แก่โจทก์ ต่อมานางชื้นถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรและบริวารยังคงพักอาศัยอยู่ในห้องแถวดังกล่าว และจำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตด้านข้างฝาบ้าน โดยฝาบ้านไม้เดิมยังคงอยู่เหมือนเดิม และเปลี่ยนประตูหน้าบ้านจากประตูไม้เป็นประตูเหล็กและทำหลังคาขึ้นใหม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับนางชื้นมารดาจำเลยทั้งสองนั้น เป็นบันทึกข้อตกลงที่ก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิใช้ยันบุคคลภายนอกได้แต่แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็หาทำให้เป็นโมฆะเสียเปล่าไม่ ยังคงบังคับกันได้ในฐานะเป็นบุคคลสิทธิระหว่างคู่สัญญา เมื่อโจทก์เป็นคู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อบันทึกข้อตกลงในข้อ (3) ระบุให้นางชื้นและบริวารอยู่อาศัยในห้องแถวทั้งสี่ห้องจนกว่าจะทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ อันเป็นข้อตกลงที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งว่านางชื้นและบริวารสามารถอยู่อาศัยในห้องแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ได้จนกว่าห้องแถวนั้นจะทรุดโทรมประการหนึ่งและการทรุดโทรมนั้นต้องทำให้ไม่สามารถอยู่ในห้องแถวได้อีกประการหนึ่ง เมื่อครบทั้งสองประการดังกล่าว นางชื้นและบริวารจึงจะอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ต่อไปไม่ได้ต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเงื่อนไขทั้งสองประการเป็นที่เห็นได้ว่าการทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้นั้น ไม่อาจกำหนดเวลาได้ว่าจะทรุดโทรมเมื่อใดและเมื่อทรุดโทรมแล้วเมื่อใดจึงจะถือว่าอยู่อาศัยไม่ได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อตกลงเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินโดยมีกำหนดเวลา อันจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1412 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1403 วรรคสาม แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองทำกำแพงคอนกรีตเป็นฝาบ้านแทนฝาบ้านที่เป็นไม้เดิมโดยฝาบ้านไม้เดิมยังคงอยู่ เปลี่ยนประตูบ้านจากประตูไม้เป็นประตูเหล็ก และทำหลังคาขึ้นใหม่ เป็นการผิดเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ (3) นอกจากจะระบุเหตุที่นางชื้นและบริวารจะต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ต่อเมื่อห้องแถวทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้แล้ว ในตอนท้ายของข้อ (3) ดังกล่าวยังระบุชัดแจ้งว่ายินยอมให้ซ่อมแซมได้ อันหมายความว่าแม้ห้องแถวจะทรุดโทรมก็ตาม แต่ถ้ายังสามารถใช้อยู่อาศัยได้ถ้าได้ทำการซ่อมแซมแล้ว โจทก์ยินยอมให้ทำการซ่อมแซมได้ ซึ่งตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าห้องแถวดังกล่าวทรุดโทรมแต่อย่างใด ทั้งมิได้กล่าวอ้างว่าทรุดโทรมจนอยู่อาศัยไม่ได้ด้วย โจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรนางชื้นอยู่อาศัยในห้องแถวในที่ดินของโจทก์เกินกว่า 30 ปีแล้ว และได้ทำการต่อเติมห้องแถวอันเป็นการผิดเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น ประกอบกับโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ห้องแถวดังกล่าวทรุดโทรมจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้แต่อย่างใด คงสืบแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองต่อเติมห้องแถวอันเป็นการผิดเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงและอยู่มาเกินกว่า 30 ปีแล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าห้องแถวอยู่ในสภาพที่ซ่อมแซมเพื่อใช้อยู่อาศัยต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองก่อกำแพงเป็นคอนกรีตข้างฝาบ้านโดยด้านในของห้องแถวยังเป็นฝาไม้อยู่เช่นเดิมก็ดี การเปลี่ยนหลังคาและเปลี่ยนประตูไม้เป็นประตูเหล็กก็ดี เป็นการซ่อมแซมเพื่อให้อยู่อาศัยในห้องแถวได้เท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ และเป็นการทำตามที่บันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ซ่อมแซมได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ทำผิดบันทึกข้อตกลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและเรียกค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1403 วรรคสาม ม. 1412 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดหนองโพ
จำเลย — นางสาวสุภาพร รักถิ่นไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8014/2551
#498758
เปิดฉบับเต็ม

บิดาโจทก์ทั้งห้าอุทิศที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพียงแต่แสดงเจตนาอุทิศให้ก็ใช้ได้ แม้ต่อมาสระน้ำจะตื้นเขินจนไม่ได้ใช้ประโยชน์และมีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าชนบทกับทำสนามเด็กเล่นที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ตามเดิม โดยหาได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทออกไป พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นายมัดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งห้าในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 234 หมู่ที่ 10 ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งนายโลนหรือล้วน บิดาของโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้แจ้งการครอบครองไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 เดิมที่ดินพิพาทเป็นสระน้ำ ต่อมามีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าของสหกรณ์หมู่บ้านขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า นายโลนบิดาโจทก์ทั้งห้าได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสี่นำสืบโดยมีจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า เมื่อปี 2518 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอที่ดินพิพาทจากนายโลนขุดสระน้ำสาธารณะเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นายโลนตกลงยกให้ด้วยวาจา จึงมีการขุดสระน้ำขึ้นโดยนายบิน กำนันตำบลสวายในขณะนั้นซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างได้นำรถแทรกเตอร์มาขุดสระและทำขอบสระน้ำมีชาวบ้านมาช่วยแล้วแบ่งขอบสระน้ำให้ชาวบ้านปลูกผักได้เพียง 3 ปี เพราะสระน้ำตื้นเขิน กระทั่งวันที่ 3 มีนาคม 2540 กรรมการหมู่บ้านจึงประชุมกันแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถมสระน้ำดังกล่าวมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ทำบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาท แต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเพราะเป็นผู้หาที่ดินสร้างแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ ซึ่งโจทก์ทั้งห้ารับว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นสระน้ำขุดขึ้นเมื่อประมาณปี 2518-2519 ขณะบิดาของโจทก์ทั้งห้ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อพิจารณาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.9 ที่ดินตาม ส.ค. 1 ของนายโลน มีเนื้อที่ทั้งหมดเพียง 3 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา แต่สระน้ำที่ขุดรวมถึงขอบสระน้ำมีเนื้อที่ 3 งาน 67 ตารางวา หรือประมาณ 1 ใน 4 ของที่ดิน เป็นสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ติดถนนสาธารณประโยชน์ไม่น่าเชื่อว่านายโลนจะขุดขึ้นใช้ประโยชน์ส่วนตัวเพียงเพื่อปลูกผักอย่างเดียวแม้โจทก์ทั้งห้ามีนายบินผู้ขุดสระน้ำมาเบิกความอ้างว่ารับจ้างนายโลนขุดในราคา 8,000 บาท ก็ไม่สมเหตุผล เพราะค่าจ้างจำนวนดังกล่าวในสมัยนั้นนับว่าสูงมากเกินความจำเป็นที่จะต้องจ่าย ทั้งไม่ปรากฏว่านายโลนและโจทก์ทั้งห้าจะได้ขุดลอกสระน้ำเพื่อใช้ประโยชน์แต่อย่างใดโดยปล่อยให้ตื้นเขินผิดวิสัยของผู้เป็นเจ้าของที่จะต้องรักษาดูแลตลอดเวลา คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าคำเบิกความของนายบิน ประกอบกับนายถัง พยานโจทก์เบิกความรับว่า เมื่อปี 2519 หมู่บ้านได้รับเงินผันจากทางราชการรูปคดีจึงน่าเชื่อถือว่า อาจมีการนำเงินดังกล่าวมาสนับสนุนการขุดสระน้ำในที่ดินพิพาทก็เป็นได้ ประกอบกับมีการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1 โดยนายพนัด ผู้ใหญ่บ้านประธานในที่ประชุมแจ้งเรื่องการขอมติถมสระน้ำสาธารณะประโยชน์เพื่อสร้างอาคารร้านค้าระบุชัดว่า นายโลนได้ยกที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำตั้งแต่ปี 2519 แต่ภายหลังสระน้ำเกิดตื้นเขินเพราะไม่มีการขุดลอกทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ คณะกรรมการจึงเห็นควรถมสระน้ำเพื่อสร้างอาคารร้านค้าชนบท สร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่น ปรากฏว่าสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม 58 คน ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 60 คน ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถมสระน้ำดังกล่าว โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นสมาชิกและเข้าร่วมได้ลงลายมือชื่อไว้ลำดับที่ 24 ตามเอกสารหมาย ล.2 เท่ากับโจทก์ที่ 5 ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว และแม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้นำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 มาถามค้านโจทก์ที่ 5 หรือมิได้นำผู้ลงลายมือชื่อคนอื่นมาเบิกความรับรองว่ามีการประชุมจริงก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่เสียไป เพราะโจทก์ทั้งห้ามิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โจทก์ที่ 5 เพียงเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำไม่ได้ว่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 นายพนัด ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมชาวบ้านเกี่ยวกับสระน้ำสาธารณะที่ตื้นเขินแล้วลงมติให้ถมสระน้ำ เพื่อสร้างอาคารร้านค้าและสนามเด็กเล่นเท่านั้น ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินของบิดาเพราะแต่งงานแยกไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ก่อนมีการขุดสระน้ำ ทั้งหากนายโลนมิได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านนำดินมาถมสร้างเป็นร้านค้าและสนามเด็กเล่นเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านในหมู่บ้าน และนายพนัดผู้ใหญ่บ้านคงไม่จำต้องทำหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดิน ส.ค.1 ตามเอกสารหมาย จ.2 ของโจทก์ทั้งห้าต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์และนายอำเภอเมืองสุรินทร์ ตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 โดยนางพวงรัตน์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านรับว่า ขณะมีการรังวัดที่ดิน ส.ค.1 ของนายโลนนั้น นายพนัดผู้ใหญ่บ้านได้นำชาวบ้านมาคัดค้านจริง ที่โจทก์ทั้งห้านำสืบว่านายโลนและโจทก์ที่ 5 ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดิน ส.ค. 1 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ทุกปี ก็ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อปี 2518 นายโลนหรือล้วน บิดาโจทก์ทั้งห้าอุทิศที่ดินพิพาทให้ขุดเป็นสระน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพียงแต่แสดงเจตนาอุทิศให้ก็ใช้ได้ และแม้ต่อมาสระน้ำดังกล่าวจะตื้นเขินจนชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์ภายหลังจึงมีการถมสระน้ำปลูกสร้างร้านค้าชนบทซึ่งมีชาวบ้านเป็นสมาชิกและทำสนามเด็กเล่น ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ตามเดิม หาได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ชื่อคู่ความ
นางตอ จะเรืองรัมย์ โดยนายมัด จะเรืองรัมย์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นายบอย ดวงภาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8005/2551
#497666
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ยอมรับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกที่มีลายมือเขียนของผู้ทำพินัยกรรมเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมเป็นการสั่งไปตามอำนาจหน้าที่ การที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ระบุว่าศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแผนขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริตเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ดังนี้เป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคัดค้าน ก็ไม่ทำให้คำแถลงคัดค้านหมดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางปราณีย์หรือปราณี ผู้ตายตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9584/2543 (ตามคำร้องอ้างว่า ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรม) ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 10711/2543 (ตามคำร้องอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรม) ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนางปราณีย์หรือปราณีผู้ตาย ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24181 ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยจดทะเบียนการโอนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง และกำจัดจำเลยมิให้เป็นผู้รับพินัยกรรมของนางปราณีย์หรือปราณี ผู้ตาย

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้ส่งพินัยกรรมไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึก จำเลยแถลงคัดค้านว่าสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไม่ใช่ลายมือเขียนของนางปราณี จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 22 สิงหาคม 2546 เพื่อให้โจทก์และจำเลยไปนำต้นฉบับหลักฐานลายมือเขียนของนางปราณีที่มีอยู่ในหน่วยราชการมาแสดงต่อศาล ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งที่สั่งไม่อนุญาตให้ส่งสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไปตรวจพิสูจน์ นายสุรศักดิ์ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะคดีนี้ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 ว่า "เสนออธิบดีทราบเพื่อพิจารณาคำแถลงมีลักษณะละเมิดอำนาจศาล" อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "เห็นสมควรมอบหมายให้ท่านรองฯ สนธิศาสตร์ขึ้นร่วมพิจารณาว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาลในวันนัด" ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคำคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ดังกล่าว นายสุรศักดิ์ผู้พิพากษามีคำสั่งว่า "สั่งในรายงานฯ" และสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่าให้รอสั่งในนัดหน้าวันที่ 29 กันยายน 2546 ครั้นวันนัด ศาล (องค์คณะพิพากษาคือนายสนธิศาสตร์ นายสุรศักดิ์ นายมนตรี) พิจารณาคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 แล้วเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาโดย (ที่ถูกใน) การพิจารณาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำคุกโจทก์ 6 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี หากโจทก์ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งละเมิดอำนาจศาล และคำสั่งไม่รับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อตรวจพิสูจน์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้ยื่นสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรม แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับเนื่องจากจำเลยคัดค้านว่าไม่ใช่ลายมือนางปราณี ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ซึ่งมีข้อความตามที่กล่าวต่อไปนี้ ข้อ 1...ข้อ 3 การพิเคราะห์ของศาลตามทนายจำเลยและจำเลยที่มีคำชี้ขาดตัดสิทธิของโจทก์ขัดกับข้อกฎหมายและระเบียบของกองพิสูจน์หลักฐานของกรมตำรวจและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ.2543 มาตรา 122 ถึง 127 และ 127 ทวิ การกระทำของศาลจึงเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะการสร้างกฎระเบียบ โดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควรหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอให้ศาลปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ.2543 และโจทก์เคยคัดค้านผู้พิพากษาตามมาตรา 11 (1), 13, 14, 26 และ 27 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2545 มาครั้งหนึ่งแล้ว การที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ขอให้ท่านถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าของสำนวนตามมาตรา 13 (1) เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2548 โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอม โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างทำนองว่า นางปราณีมิได้ทำพินัยกรรมดังที่จำเลยอ้างโดยขอส่งสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรม แต่จำเลยคัดค้านไม่ยอมรับว่าสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไม่ใช่ลายมือของนางปราณี การที่ศาลชั้นต้นไม่ยอมรับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมจึงเป็นการสั่งไปตามอำนาจหน้าที่การที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ระบุว่าศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแผนขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ดังนี้ เป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) แม้ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 โจทก์จะยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ก็หาทำให้คำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 หมดไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าโจทก์กระทำละเมิดอำนาจศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรีย์ ปรีชารัชช
จำเลย — นายรังษี ปรีชารัชช
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8005/2551
#499865
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างทำนองว่า ป. มิได้ทำพินัยกรรมดังที่จำเลยอ้างโดยขอส่งสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมแต่จำเลยคัดค้านไม่ยอมรับว่าสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไม่ใช่ลายมือของ ป. การที่ศาลชั้นต้นไม่ยอมรับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมจึงเป็นการสั่งไปตามอำนาจหน้าที่ การที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านระบุว่าศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริตเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ดังนี้ เป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางปราณีย์หรือปราณี ผู้ตายตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9584/2543 (ตามคำร้องอ้างว่า ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรม) ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 10711/2543 (ตามคำร้องอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรม) ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนางปราณีย์หรือปราณี ผู้ตายให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24181 ที่จำเลยจดทะเบียนการโอนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนงและกำจัดจำเลยมิให้เป็นผู้รับพินัยกรรมของนางปราณีย์หรือปราณี ผู้ตาย จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้ส่งพินัยกรรมไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึก จำเลยแถลงคัดค้านว่าสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไม่ใช่ลายมือเขียนของนางปราณี จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 22 สิงหาคม 2546 เพื่อให้โจทก์และจำเลยไปนำต้นฉบับหลักฐานลายมือเขียนของนางปราณีที่มีอยู่ในหน่วยราชการแสดงต่อศาล ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลที่สั่งไม่อนุญาตให้ส่งสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไปตรวจพิสูจน์ นายสุรศักดิ์ ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นองค์คณะคดีนี้ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 ว่า "เสนออธิบดีทราบเพื่อพิจารณาคำแถลงมีลักษณะละเมิดอำนาจศาล" อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "เห็นสมควรมอบหมายให้ท่านรอง ฯ สนธิศาลตร์ ขึ้นร่วมพิจารณาว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาลในวันนัด" ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคำคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ดังกล่าว นายสุรศักดิ์ผู้พิพากษามีคำสั่งว่า "สั่งในรายงานฯ" และสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่าให้รอสั่งในนัดหน้าวันที่ 29 กันยายน 2546 ครั้นวันนัด ศาล (องค์คณะพิพากษาคือนายสนธิศาสตร์ นายสุรศักดิ์ นายมนตรี) พิจารณาคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 แล้วเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาโดย (ที่ถูกใน) การพิจารณาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำคุกโจทก์ 6 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี หากโจทก์ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งละเมิดอำนาจศาล และคำสั่งไม่รับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อตรวจพิสูจน์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้ยื่นสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรม แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับเนื่องจากจำเลยคัดค้านว่าไม่ใช่ลายมือนางปราณี ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ซึ่งมีข้อความตามที่กล่าวต่อไปนี้ ข้อ 1 ... ข้อ 3 การพิเคราะห์ของศาลตามทนายจำเลยและจำเลยที่มีคำชี้ขาดตัดสิทธิของโจทก์ขัดกับข้อกฎหมายและระเบียบของกองพิสูจน์หลักฐานของกรมตำรวจและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ.2543 มาตรา 122 ถึง 127 และ 127 ทวิ การกระทำของศาลจึงเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการ โดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะการสร้างกฎระเบียบโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ด้วยเหตุผลดังกล่าวขอให้ศาลปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ.2543 และโจทก์เคยคัดค้านผู้พิพากษาตามาตรา 11 (1), 13, 14 ,26 และ 27 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2545 มาครั้งหนึ่งแล้ว การที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ขอให้ท่านถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าของสำนวนตามมาตรา 13 (1) เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2548 โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอม โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างทำนองว่า นางปราณีมิได้ทำพินัยกรรมดังที่จำเลยอ้างโดยขอส่งสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมแต่จำเลยคัดค้านไม่ยอมรับว่าสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกไม่ใช่ลายมือของนางปราณี การที่ศาลชั้นต้นไม่ยอมรับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมจึงเป็นการสั่งไปตามอำนาจหน้าที่ การที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ระบุว่าศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดคำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ดังนี้ เป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) แม้ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2546 โจทก์จะยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ก็หาทำให้คำแถลงคัดค้านลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 หมดไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าโจทก์กระทำละเมิดอำนาจศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วหากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องอย่างไรชอบที่จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน คดีย่อมถึงที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ได้รับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรีย์ ปรีชารัชช
จำเลย — นายรังษี ปรีชารัชช
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8002/2551
#499864
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นผู้สืบสิทธิของทายาทและถูกฟ้องขอให้แบ่งมรดกย่อมเป็นคดีมรดก อันมีอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มิใช่เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกอันมีอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง และข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ป. ไว้แทนทายาทเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เพื่อขอแบ่งมรดกเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1644 และ 1648 ตำบลหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 หากจำเลยทั้งเก้าไม่ไปจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า ให้จำเลยทั้งเก้าส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อมาแบ่งให้โจทก์และทายาทคนอื่นๆ ต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์และทายาทตามสัดส่วนแปลงแรกคนละประมาณ 5 ไร่ แปลงที่ 2 คนละประมาณ 3 งานเศษ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเป้าและได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 โดยก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ครอบครองไว้แทนทายาท จำเลยที่ 1 พร้อมที่จะโอนทรัพย์มรดกของนายเป้าให้แก่โจทก์และทายาทของนายเป้า

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินพิพาทแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่มีประเด็นพิพาทนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเป้าจัดการทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเป้าเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 โดยไม่ชอบ ทำให้ทายาทอื่นของนายเป้า รวมทั้งโจทก์เสียเปรียบขอให้เพิกถอนนิติกรรมและส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทคืนแก่กองมรดกของนายเป้าเพื่อนำออกแบ่งให้โจทก์และทายาทโดยธรรมของนายเป้าต่อไปจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินพิพาท อันเป็นอายุความฟ้องในคดีมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นผู้สืบสิทธิของทายาทและถูกฟ้องขอให้แบ่งมรดก ย่อมเป็นคดีมรดก อันมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มิใช่เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดมรดก อันมีอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง และข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเป้าไว้แทนทายาท เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เพื่อขอแบ่งมรดกเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสน ทิพย์สันเทียะ
นายวิสุทธิ์ ทิพย์สันเทียะ ในฐานะส่วนตัวและ
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเป้า ทิพย์สันเทียะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7993/2551
#495558
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่มีสิทธิรับมรดกของ ป. แต่ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอเป็นผู้จัดการมรดก ป. ได้ทำพินัยกรรมยกให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าว การที่ ป. อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไม่มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรม ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายปรุซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 โดยก่อนถึงแก่ความตายนายปรุได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3861 ให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องมีความประสงค์จะแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมแต่มีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมร่วมกับผู้ร้อง ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม เป็นสินสมรสของนายปรุและนางเผียนซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้พินัยกรรมมีผลบังคับเพียงครึ่งเดียวเฉพาะส่วนของนายปรุ สำหรับที่ดินส่วนของนางเผียนนั้น นางเผียนได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ร้อง เมื่อนางเผียนถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนดังกล่าวไปแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายปรุโดยไม่สุจริต จึงไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายปรุกับนางเผียน เมื่อประมาณปี 2519 นายปรุและนางเผียนยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินตามโฉนดในพินัยกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายปรุกับนางเผียน เมื่อประมาณปี 2519 นายปรุและนางเผียนยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินตามโฉนดในพินัยกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการคมรดกร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายปรุผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3861 ตำบลบางหัวเสือ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 99 ตารางวา เป็นสินสมรสของนายปรุและนางเผียน นายปรุถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนถึงแก่ความตายนายปรุได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 นางเผียนจึงฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรม คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้พินัยกรรมของนายปรุมีผลบังคับเพียงครึ่งเดียวเฉพาะส่วนของนายปรุ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เอกสารหมาย ค.2 สำหรับที่ดินส่วนของนางเผียนนั้นนางเผียนทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ร้อง เมื่อนางเผียนถึงแก่ความตายผู้ร้องได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินส่วนของนางเผียนไปแล้วตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.2 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปรุกับนางเผียน ผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 3861 โดยได้รับความยินยอมจากนายปรุและนางเผียน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่มีสิทธิรับมรดกของนายปรุ แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3861 อันเป็นทรัพย์มรดกที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้นนายปรุได้ทำพินัยกรรมยกให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าว การที่นายปรุและนางเผียนอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไม่มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรม ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายปรุได้ ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายปรุร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เป็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวคนึงขวัญ นาคทอง
ผู้คัดค้าน — นายวรพจน์ สุขีทัศน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2551
#497875
เปิดฉบับเต็ม

ผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท เพื่อจะนำไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม เพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่ ย. บุตรของผู้กล่าวหา กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่าดังกล่าวมารับฟังลงโทษผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่าผู้กล่าวหาได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 112 (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโต้เถียงทำนองว่า ถ้อยคำของผู้กล่าวหาฟังไม่ได้ โดยอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเสมียนทนายความเรียกเงินจากผู้กล่าวหาสืบเนื่องจาก ส. ทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาไปเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจากผู้กล่าวหา โดยไม่ได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดี ดังนี้ ถ้อยคำของผู้กล่าวหาจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นได้ไต่สวน ท. และ ข. ก็ตาม แต่ ท. และ ข. มิใช่ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 นางสาวทิวาภรณ์นิติกรงานประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน สำนักงานประจำศาลจังหวัดเดชอุดม รายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมว่า นางน้ำพองผู้กล่าวหามารดาของนายยุทธพงษ์ผู้ต้องหาในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.119/2549 ร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมเพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่นายยุทธพงษ์และยังมีบุคคลอื่นร้องเรียนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเรียกเงินในการดำเนินคดีขอจัดการมรดกเป็นเงิน 40,000 บาท และในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ผู้ถูกกล่าวหามาศาลและสอบถามนางสาวทิวาภรณ์เกี่ยวกับหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว นางสาวทิวาภรณ์สอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายความหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นทนายความ เป็นเพียงผู้รับมอบฉันทะเท่านั้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนนางสาวทิวาภรณ์และนายเขิงแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความเรียกเงินจากนายเขิง คู่ความซึ่งมีข้อพิพาทที่ศาลจังหวัดเดชอุดม และเรียกเงินจากผู้กล่าวหา มารดาของนายยุทธพงษ์จำเลยซึ่งถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเดชอุดม โดยอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาจำนวน 1,000 บาท ที่บริเวณโต๊ะตั้งเครื่องพิมพ์ดีดหน้าห้องฝ่ายธุรการคดี และผู้ถูกกล่าวหาแจ้งเท็จต่อนางสาวทิวาภรณ์ว่าเป็นทนายความ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นทนายความ อันเป็นการแสดงตนให้เจ้าพนักงานศาลและประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นทนายความ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำคุก 3 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ 3 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีที่นางสาวทิวาภรณ์นิติกรงานประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน สำนักงานประจำศาลจังหวัดเดชอุดมรายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมว่า ผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท เพื่อจะนำไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม เพื่อให้ช่วยเหลือทางคดีแก่นายยุทธพงษ์ บุตรของผู้กล่าวหา เป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่าดังกล่าวมารับฟังโทษผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่าผู้กล่าวหาได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโต้เถียงทำนองว่าถ้อยคำของผู้กล่าวหาฟังไม่ได้ โดยอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเสมียนทนายความเรียกเงินจากผู้กล่าวหาสืบเนื่องจากนายสันทัดทนายความ ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจากผู้กล่าวหา โดยไม่ได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดี ดังนี้ ถ้อยคำของผู้กล่าวหาจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนนางสาวทิวภรณ์ และนายเขิง แต่นางสาวทิวาภรณ์และนายเขิง มิใช่ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนผู้กล่าวหา แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 112 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นางน้ำพอง ศรีผุย
ผู้ถูกกล่าวหา — นายสุริยพันธ์ ภักดีล้น
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2551
#499470
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1) ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแล้วคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เกิดขึ้นภายหลังคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริงและหากเห็นว่ามีการกระทำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

แม้ตามคำร้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างอย่างตรงไปตรงมาว่า คำสั่งทิ้งฟ้องของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งมิชอบอย่างไร แต่เมื่อพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วก็พอแปลได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงและถึงแม้ความเข้าใจผิดของผู้กระทำไม่ว่าจะเป็นศาลหรือคู่ความหรือเจ้าพนักงานก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนโจทก์ได้ความว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดพร้อมได้ทันตามกำหนดเนื่องจากรถยนต์เสียระหว่างเดินทางมาศาล ได้แจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง โดยมี ช. เจ้าพนักงานศาลซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดีเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยได้ทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาล ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาถึงศาลล่าช้ากว่ากำหนดและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์รถเสียไม่อาจมาศาลได้ทันตามกำหนด แม้การที่ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาล ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ได้รับทุนการศึกษาจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ยอมทำงานชดใช้ทุน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายโจทก์แถลงว่า โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมหาสารคามให้รับผิดในเรื่องทุนการศึกษาของจำเลยทั้งสองอันมีมูลคดีเกี่ยวพันกับคดีนี้ และอยู่ในระหว่างโจทก์ขอเรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้เข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว หากศาลจังหวัดมหาสารคามอนุญาต โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 26 มกราคม 2547 เวลา 10 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นทนายโจทก์ว่า รถยนต์เกิดขัดข้องระหว่างการเดินทางมาศาลไม่อาจมาทันตามกำหนดนัดได้ขอเลื่อนคดีทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้านศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดหรือร้องขอเลื่อนคดีตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ในวันเดียวกันเวลา 16.05 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตอนเช้าวันนี้ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีโดยรถยนต์ส่วนตัว เมื่อมาถึงจังหวัดยโสธรปรากฏว่าเครื่องยนต์ขัดข้อง ทนายโจทก์ได้แจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์ก่อนหน้าเวลานัดถึงเหตุขัดข้องดังกล่าว และได้รีบเดินทางทันทีเมื่อซ่อมรถยนต์เสร็จมาถึงศาลก่อนเที่ยงและพร้อมที่จะแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้องถือไม่ได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ขอให้ศาลไต่สวนและยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ข้ออ้างของโจทก์ว่ารถเสียมิใช่เหตุที่จะอ้างขอเลื่อนคดีทางโทรศัพท์ได้ ทั้งรถเสียมิใช่เหตุจำเป็นตามกฎหมาย การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป และเมื่อศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีกฎหมายใดให้โจทก์ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ เพราะไม่มีคดีอยู่ในศาลแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ขอให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เกิดขึ้นภายหลังคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) เพื่อมิให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องของโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องแล้ว ไม่มีกฎหมายให้อำนาจยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 การที่โจทก์ยื่นคำร้องร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่และศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบเพราะไม่มีคดีของโจทก์ที่จะให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ต่อไปได้อีกนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริงและหากเห็นว่ามีการกระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า คำร้องของโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งทิ้งฟ้องไปนั้นเป็นการสั่งผิดระเบียบอย่างไร คำร้องของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของโจทก์ว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีโดยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อจะมาศาลให้ทันเวลานัด ปรากฏว่าเมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่จังหวัดยโสธร เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ทนายโจทก์โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ศาลก่อนถึงเวลานัดให้แจ้งศาลถึงเหตุขัดข้องและได้รีบเดินทางมาถึงศาลก่อนเที่ยง ขณะที่ศาลและจำเลยพร้อมทนายจำเลยยังอยู่ในห้องพิจารณา โจทก์ไม่มีเจตนาไม่มาศาลตามกำหนดนัดและพร้อมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้อง โจทก์ไม่ได้ทิ้งฟ้อง เห็นว่า แม้ตามคำร้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างอย่างตรงไปตรงมาว่า คำสั่งทิ้งฟ้องของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งมิชอบอยางไร แต่เมื่อพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วก็พอแปลได้ว่าเป็นการกล่าวอ้าง มีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงและถึงแม้ความเข้าใจผิดของผู้กระทำไม่ว่าจะเป็นศาลหรือคู่ความหรือเจ้าพนักงานก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายอันควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โจทก์จงใจทิ้งฟ้องหรือไม่ ตามทางไต่สวนของโจทก์ได้ความว่าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดพร้อมได้ทันตามกำหนดเนื่องจากรถยนต์เสียระหว่างเดินทางมาศาล ได้แจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง โดยมีนายชวลิต บุญฤทธิ์ เจ้าพนักงานศาลซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดีเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยได้ทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาล ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาถึงศาลล่าช้ากว่ากำหนดและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เป็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์รถเสียไม่อาจมาศาลได้ทันตามกำหนด แม้การที่ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ตามแต่ก็แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาล ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 132 (1) ม. 174 ม. 226 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลธีรวัฒน์ จำกัด
จำเลย — นางสาววิมลมาศ ชัยชนะวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7980/2551
#494161
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1) ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันต้องห้ามตามมาตรา 226 (1)

ศาลชั้นต้นได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้ว แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง และหากเห็นว่ามีการกระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ได้รับทุนการศึกษาจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ยอมทำงานชดใช้ทุน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายโจทก์แถลงว่า โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมหาสารคามให้รับผิดในเรื่องทุนการศึกษาของจำเลยทั้งสองอันมีมูลคดีเกี่ยวพันกับคดีนี้ และอยู่ในระหว่างโจทก์ขอเรียกจำเลยทั้งสองในคดีนี้เข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว หากศาลจังหวัดมหาสารคามอนุญาต โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 26 มกราคม 2547 เวลา 10 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัด ฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นทนายโจทก์ว่า รถยนต์เกิดขัดข้องระหว่างการเดินทางมาศาลไม่อาจมาทันตามกำหนดนัดได้ ขอเลื่อนคดี ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดหรือร้องขอเลื่อนคดีตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ในวันเดียวกันเวลา 16.05 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตอนเช้าวันนี้ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีโดยรถยนต์ส่วนตัว เมื่อมาถึงจังหวัดยโสธรปรากฏว่าเครื่องยนต์ขัดข้อง ทนายโจทก์ได้แจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์ก่อนหน้าเวลานัดถึงเหตุขัดข้องดังกล่าว และได้รีบเดินทางทันทีเมื่อซ่อมรถยนต์เสร็จมาถึงศาลก่อนเที่ยงและพร้อมที่จะแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้อง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ขอให้ศาลไต่สวนและยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ข้ออ้างของโจทก์ว่ารถเสียมิใช่เหตุที่จะอ้างขอเลื่อนคดีทางโทรศัพท์ได้ ทั้งรถเสียมิใช่เหตุจำเป็นตามกฎหมาย การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป และเมื่อศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีกฎหมายใดให้โจทก์ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ เพราะไม่มีคดีอยู่ในศาลแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ขอให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เกิดขึ้นภายหลังคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) เพื่อมิให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องของโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องแล้ว ไม่มีปรากฏหมายให้อำนาจศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่และศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบเพราะไม่มีคดีของโจทก์ที่จะให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ต่อไปได้อีกนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริงและหากเห็นว่ามีการกระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า คำร้องของโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งทิ้งฟ้องไปนั้นเป็นการสั่งผิดระเบียบอย่างไร คำร้องของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของโจทก์ว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีโดยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อจะมาศาลให้ทันเวลานัด ปรากฏว่าเมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่จังหวัดยโสธร เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ทนายโจทก์โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ศาลก่อนถึงเวลานัดให้แจ้งศาลถึงเหตุขัดข้องและได้รีบเดินทางมาถึงศาลก่อนเที่ยง ขณะที่ศาลและจำเลยพร้อมทนายจำเลยยังอยู่ในห้องพิจารณา โจทก์ไม่มีเจตนาไม่มาศาลตามกำหนดนัดและพร้อมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ถูกกระทรวงสาธารณสุขฟ้องโจทก์ไม่ได้ทิ้งฟ้อง เห็นว่า แม้ตามคำร้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างอย่างตรงไปตรงมาว่า คำสั่งทิ้งฟ้องของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งมิชอบอย่างไร แต่เมื่อพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วก็พอแปลได้ว่า เป็นการกล่าวอ้างว่า มีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และถึงแม้ความเข้าใจผิดของผู้กระทำไม่ว่าจะเป็นศาลหรือคู่ความหรือเจ้าพนักงานก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายอันควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่าโจทก์จงใจทิ้งฟ้องหรือไม่ ตามทางไต่สวนของโจทก์ได้ความว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดพร้อมได้ทันตามกำหนดเนื่องจากรถยนต์เสียระหว่างเดินทางมาศาล ได้แจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง โดยมีนายชวลิตเจ้าพนักงานศาลซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดีเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยได้ทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาล ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาถึงศาลล่าช้ากว่ากำหนดและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์รถเสียไม่อาจมาศาลได้ทันตามกำหนด แม้การที่ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแจ้งให้ศาลทราบทางโทรศัพท์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ทนายโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์มิได้จงใจที่จะไม่มาศาล ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 132 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลธีรวัฒน์ จำกัด
จำเลย — นางสาวปิลันท์ดา มั่งคั่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2551
#494061
เปิดฉบับเต็ม

บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังผู้เสียหายทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับบุตรเล็ก ๆ ของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายคนและทำการค้าขาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปที่บริเวณหน้าบ้านและร้านค้าที่เกิดเหตุ และใช้ก้อนอิฐ ก้อนหิน ไม้ และสิ่งของอื่นขว้างปาประตู หน้าต่าง และหลังคาบ้าน รวมทั้งทำลายสิ่งของต่าง ๆ จนเสียหาย ย่อมเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และยังเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข อันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 362

การกระทำของจำเลยกับพวกที่บุกรุกเข้าไปขว้างปาบ้านของผู้เสียหายทั้งสองจนได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษในความผิดฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 358, 362, 364, 365 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 358, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365 (1) (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายแวอิสเฮาะนายประกันจำเลยทั้งสามแถลงต่อสาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ตามใบมรณบัตรและหนังสือรับรองของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลปะนาเระ โจทก์ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมขว้างปาบ้านเกิดเหตุทั้งสองหลัง และจำเลยที่ 1 ยังตะโกนบอกให้กลุ่มคนขว้างปาบ้านดังกล่าวอีกด้วย โดยเฉพาะการรู้เห็นของพยานโจทก์ทั้งสามมิได้เห็นเหตุการณ์ขณะเดียวกันทุกคนแต่เห็นเหตุการณ์คนละตอนต่างเวลาและสถานที่กัน เหตุการณ์ตอนใดที่พยานคนใดไม่รู้เห็นก็จะไม่เบิกความถึง คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ ทั้งได้ความจากพยานโจทก์คือนายมะรอเซะและนางซอลีฮะว่า บริเวณบ้านเลขที่ 37/2 ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าริมถนนหน้าบ้านเกิดเหตุ 1 ดวง และที่อยู่เยื้องกับบ้านอีก 1 ดวง พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้สามารถมองเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในระยะใกล้เพียงประมาณ 10 เมตร และ 3 ถึง 4 เมตร ตามลำดับ ทั้งมีโอกาสเห็นเป็นระยะเวลานานถึง 10 และ 15 นาที ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสามต่างรู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาก่อน จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามสามารถเห็นและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้อย่างแน่นอนไม่ผิดตัว นอกจากนี้โจทก์ยังมีผู้เสียหายที่ 1 และนางแอเสาะมาเบิกความสนับสนุนสอดรับกับคำพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นอีกด้วย เมื่อฟังประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุในคืนเดียวกันนั้น นายมะรูดิงน้องชายของจำเลยที่ 1 ถูกยิงเสียชีวิต จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนยิงสืบเนื่องมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น จึงย่อมเป็นมูลเหตุให้จำเลยที่ 1 นำชาวบ้านและกลุ่มวัยรุ่นมาขว้างปาทำลายบ้านโดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจหลบหนีเข้ามาอยู่ในบ้านเกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับพวกขว้างปาสิ่งของและทำลายบ้านของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ข้อนำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนตามฟ้องโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังผู้เสียหายทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับบุตรเล็ก ๆ ของผู้เสียหายที่ 2 อีกหลายคนและทำการค้าขาย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับพวกเข้าไปที่บริเวณหน้าบ้านและร้านค้าที่เกิดเหตุและใช้ก้อนอิฐ ก้อนหิน ไม้ และสิ่งของอื่นขว้างปาประตู หน้าต่าง และหลังคาบ้านรวมทั้งที่ทำลายข้าวของต่าง ๆ จนเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกดังกล่าวย่อมเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองโดยปกติสุข อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 362 ดังที่โจทก์ฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกที่บุกรุกเข้าไปขว้างปาบ้านของผู้เสียหายทั้งสองจนได้รับความเสียหายนั้นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ที่ศาลช้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี นั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และมูลเหตุในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบแล้ว เห็นว่ายังหนักเกินไป ศาลฎีกามีอำนาจที่จะกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแห่งความผิดได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 358, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 358 ม. 362 ม. 365 (1) ม. 365 (2) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นางรอปิอ๊ะ เบ็ญแวบาราเฮง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกิตติกร กิตติพานประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา