คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6343/2551
#495868
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อ้างว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์ ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวโจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เป็นคดีนี้พร้อมกับได้เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปเท่านั้น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 755,995.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 510,999.32 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์แล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

โจทก์ไม่ค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งถือเป็นคำฟ้องให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอเข้าสวมสิทธิ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ก็เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์ ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เป็นคดีนี้พร้อมกับได้เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปเท่านั้น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอาณัฐตญา น้ำคำ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6343/2551
#497842
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ก็เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์ ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวโจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เป็นคดีนี้พร้อมกับได้เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปเท่านั้น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ เพิ่มขึ้น ผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 755,995.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 510,999.32 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์แล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

โจทก์ไม่ค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งถือเป็นคำฟ้อง ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอเข้าสวมสิทธิ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ก็เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยมาจากโจทก์ ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้เป็นคดีนี้พร้อมกับได้เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงเป็นการขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์เดิมเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปเท่านั้น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ เพิ่มขึ้นผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอาณัฐตญา น้ำคำ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6321/2551
#495206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและครอบครัวให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวโจทก์และ ด. มาตั้งแต่อดีตตลอดมา และกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยกันอยู่ ดังนั้นการที่จำเลยเขียนจดหมายโดยกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือของจำเลยและครอบครัวแก่ครอบครัวของโจทก์มาในอดีต และความเป็นมาของที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้จะมีข้อความที่อ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาจดหมายทั้งฉบับประกอบกับจำเลยส่งจดหมายให้เฉพาะบรรดาพี่น้องเพื่อปรึกษาในการดำเนินการให้โจทก์คืนที่ดินแก่จำเลย ซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงการตัดพ้อต่อว่าโจทก์เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเจตนาใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาใส่ความหรือไม่ เพียงแต่พิจารณาดูว่าจำเลยคิด ตกลงใจ และกระทำตามที่ตกลงใจในเรื่องการใส่ความ คือการเขียนและส่งจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทไปยังบุคคลที่สามก็ครบองค์ประกอบในความผิดฐานนี้ คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาไปถึงว่าจำเลยมุ่งหมายเพื่อจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ อันเป็นเจตนาพิเศษ เพราะเป็นเพียงผลที่คาดหมายว่าน่าจะเกิด ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าจำเลยได้ส่งจดหมายที่มีข้อความตามฟ้องให้แพร่หลายแก่บุคคลที่สาม และข้อความดังกล่าวพิเคราะห์ตามมาตรฐานของวิญญูชนทั่วไป น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ เมื่อบุคคลที่สามได้รับทราบถึงข้อความและรู้ว่าจำเลยกล่าวถึงใครแล้ว แม้บุคคลที่สามจะเป็นพี่น้องของจำเลยก็ตามและไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบด้วย ป.อ. มาตรา 329 เพราะที่ดินพิพาทยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าเป็นของบุคคลใด ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ดังนี้ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยโดยปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้เพียงว่า ข้อความตามฟ้องนั้นเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยใส่ความโจทก์กับพวกโดยจัดทำจดหมายมีข้อความตอนหนึ่งว่า "...พี่ป๊อกแม่แมวร่วมมือกับโหน่ง (คำว่าพี่ป๊อกแม่แมว หมายถึงโจทก์ ซึ่งเป็นมารดาของนางสาววาทินีหรือแมว) ...ให้ข้อมูลเท็จแก่ศาล..." และมีข้อความอีกตอนหนึ่งว่า "...แม่ของพวกเขา (พี่ป๊อกและหลานบางคน) นอกจากไม่สำนึกในบุญคณแล้ว ยังเนรคุณโกงเสียอีก... น่าขายหน้าจริง ๆ นามสกุลสินธุโสภณ...คงเสียคราวนี้..." โดยจำเลยจัดส่งจดหมายดังกล่าวไปยังบุคคลที่สามหลายคนในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังเพราะอาจทำให้บุคคลที่สามเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโกหก ไม่สำนึกในบุญคุณและยังเนรคุณจำเลย และเป็นคนโกง ซึ่งความจริงแล้วเนื่องจากโจทก์ได้ร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของจำเลย โดยเสนอพยานหลักฐานและเบิกความต่อศาลจนศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลย โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์มิได้เนรคุณจำเลยเพราะเป็นสิทธิของโจทก์ เนื่องจากสามีของโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลย แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 332 ให้ทำลายจดหมายหมิ่นประมาทโจทก์และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายวัน 7 ฉบับ ติดต่อกัน 7 วัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและครอบครัวให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวโจทก์และนายดำรงมาตั้งแต่อดีตตลอดมา และกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยกันอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยเขียนจดหมายโดยกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือของจำเลยและครอบครัวแก่ครอบครัวของโจทก์มาในอดีตและความเป็นมาของที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้จะมีข้อความที่อ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาจดหมายทั้งฉบับประกอบกับจำเลยส่งจดหมายให้เฉพาะบรรดาพี่น้องเพื่อปรึกษาในการดำเนินการให้โจทก์คืนที่ดินแก่จำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงการตัดพ้อต่อว่าโจทก์เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเจตนาใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการพิจารณาว่าจำเลยมีเจตนาใส่ความหรือไม่ เพียงแต่พิจารณาดูว่าจำเลยคิด ตกลงใจ และกระทำตามที่ตกลงใจในเรื่องของการใส่ความ คือการเขียนและส่งจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทไปยังบุคคลที่สามก็ครบองค์ประกอบในความผิดฐานนี้ คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาไปถึงว่าจำเลยมุ่งหมายเพื่อจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือไม่อันเป็นเจตนาพิเศษ เพราะเป็นเพียงผลที่คาดหมายว่าน่าจะเกิด ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าจำเลยได้ส่งจดหมายที่มีข้อความตามฟ้องให้แพร่หลายแก่บุคคลที่สาม และข้อความดังกล่าวพิเคราะห์ตามมาตรฐานของวิญญชนทั่วไปน่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังได้เมื่อบุคคลที่สามได้รับทราบถึงข้อความและรู้ว่าจำเลยกล่าวถึงใครแล้ว แม้บุคคลที่สามจะเป็นพี่น้องของจำเลยก็ตาม และไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เพราะที่ดินพิพาทยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าเป็นของบุคคลใด ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ดังนี้ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยโดยปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีเพียงว่า ข้อความตามฟ้องนั้นเป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา สินธุโสภณ
จำเลย — นางสาวพูนสุข มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6308/2551
#418860
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดี นิติกรรมระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นโมฆะเนื่องจากผู้ร้องสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม เท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีโดยการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด เมื่อผู้ร้องต้องผูกพันในราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ และหากนำที่ดินพิพาทออกขายอีกครั้งหนึ่งถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมแล้ว ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งขายทอดตลาดนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยในราคา 850,000 บาท ผู้ร้องในฐานะผู้เข้าร่วมประมูลยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้วางเงิน 45,000 บาท ก่อนเข้าร่วมประมูล ต่อมาผู้ร้องเสนอประมูลทรัพย์พิพาทในราคา 230,000 บาท แต่โจทก์คัดค้านราคาและแจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าราคาควรอยู่ที่ 850,000 บาท ผู้ร้องได้ยินไม่ชัดเจนเนื่องจากมีอายุมากและหูตึง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสอบถาม ผู้ร้องเข้าใจว่าราคาอยู่ที่ 280,000 บาท จึงตกลงสู้ราคา หลังจากนั้นทราบความจริงว่าไม่ใช่ราคาที่ผู้ร้องประสงค์จะประมูล การแสดงเจตนาของผู้ร้องเป็นการสำคัญผิดในราคาที่ดินซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม ขอให้ยกเลิกการซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้อง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ผู้ร้องวางไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี กรณีเป็นการเรียกเงินคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี มิใช่เหตุขอเพิกถอนในชั้นบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้องและเรียกเงินคืนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดี นิติกรรมระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้ร้องสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม เท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีโดยการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีนี้ผู้ร้องต้องผูกพันในราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ และหากนำที่ดินพิพาทออกขายอีกครั้งหนึ่งถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมแล้ว ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งขายทอดตลาดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ฯ
ผู้ร้อง — จ่าสิบตำรวจศิลป์ชัย สิทธิเวช
จำเลย — นายจำรัส สิทธิเวช
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6306/2551
#418859
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินเป็นหนี้ที่จำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้ร้องก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส และเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างผู้ร้องและจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) แม้ภายหลังจำเลยกับผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันก็ไม่กระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่เงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้อง โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อนำมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินกู้ยืม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี ของผู้ร้องซึ่งเป็นสามีจำเลยจำนวนกึ่งหนึ่ง เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันไปแล้ว ซึ่งเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตกลงแบ่งให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้เดียว จึงมิใช่ทรัพย์สินของจำเลย นอกจากนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิอายัด ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่อายัดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การว่า เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างผู้ร้องกับจำเลย การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเลขที่ 324-3-05309-2 ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าเดิมผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2525 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางสาววราภรณ์และเด็กชายพรเทพ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 130,000 บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์จึงถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย ร.1 ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องกับจำเลยทำบันทึกแบ่งแยกสินสมรสที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตามสำเนาภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ร.2 หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเลขที่ 324-3-05309-2 ของผู้ร้องกึ่งหนึ่งเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้ร้องกับจำเลยได้มาระหว่างสมรส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวมาชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อปี 2542 และปี 2543 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์รวมเป็นเงิน 330,000 บาท โดยอ้างว่านำไปเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรและค่าเครื่องอุปโภคในครัวเรือน ส่วนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยกู้เงินโจทก์และไม่ทราบว่าจำเลยนำเงินที่กู้ไปใช้จ่ายเป็นค่าอะไร จำเลยมีนิสัยชอบเล่นการพนัน เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องกับจำเลยได้ทำบันทึกตกลงแบ่งแยกสินสมรสให้เป็นของผู้ร้อง เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและค่าเครื่องอุปโภคในครัวเรือน และจำเลยบอกว่าผู้ร้องไม่เคยออกค่าใช้จ่ายในครอบครัว นางสาววราภรณ์ บุตรผู้ร้องกับจำเลยเบิกความเป็นพยานผู้ร้องโดยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ผู้ร้องเบิกความปฏิเสธแต่เพียงว่าไม่เคยทราบเรื่องที่จำเลยกู้เงินโจทก์และไม่ทราบว่าจำเลยนำเงินกู้ไปใช้ทำอะไร ส่วนที่นางสาววราภรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ค่าเล่นการพนันหวยใต้ดิน จึงทำสัญญากู้ให้โจทก์ แต่นางสาววราภรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ในภายหลังว่าเหตุที่พยานเบิกความดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากพยานเคยไปที่สำนักงานจำเลยเห็นจำเลยเล่นหวยใต้ดินกับโจทก์ และพยานไม่ได้รู้เห็นขณะที่จำเลยทำสัญญากู้กับโจทก์ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เพราะเป็นหนี้การพนันอันเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยซึ่งเป็นภริยาผู้ร้องก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส และเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวการอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างผู้ร้องและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) แม้ภายหลังจำเลยกับผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกันก็ไม่กระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อนำมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร ฉัตรเจริญพร
ผู้ร้อง — นายสุรินทร์ วงษ์ชาตรี
จำเลย — นางสุนิสาหรือจีรนันท์ วงษ์ชาตรี
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6302 -ที่ 6303/2551
#412009
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุดคำว่า ปัญหา หมายถึง ข้อสงสัย กรณีมีปัญหาหมายถึงกรณีมีข้อสงสัย ย่อมหมายถึงศาลที่รับพิจารณาคดีนั้นๆ ไว้แล้ว มีความสงสัยว่าคดีนั้นจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลของตน จึงต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 โดยไม่มีข้อสงสัย การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คำร้องของจำเลยทั้งสองย่อมต้องมีเหตุอันสมควรให้ศาลเกิดข้อสงสัยว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาการพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนั้น ศาลนั้นจะต้องเสนอไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยทุกเรื่อง เพราะจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากจะต้องรอการพิจารณาคดีไว้ขณะส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงน่าจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ประสงค์จะให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม

ตามบทบัญญัติ มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ซึ่งศาลนั้น หมายถึง กรณีที่ศาลนั้นเสนอปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย หากศาลนั้นมิได้เสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ศาลนั้นย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือมีความมุ่งหมายเพื่อจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิจารณาให้แก่โจทก์ไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 223,330.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 187,823.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายจำนวน 483,167.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบริเวณที่ดินและอาคารสถานีบริการน้ำมันและสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือสตาร์มาร์ท เลขที่ 100/17-20 หมู่ที่ 4 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบริเวณที่ดินและอาคารสถานีบริการน้ำมันและสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือสตาร์มาร์ท เลขที่ 100/17-20 หมู่ที่ 4 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดีตามปกติคืนให้โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

หลังจากโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้โจทก์เข้าครอบครองเพื่อดูแลสถานีบริการน้ำมัน สถานที่จำหน่ายสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดอันตราย สูญหาย หรือถูกทำลาย จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนคำขอ

ก่อนการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเพราะเป็นโมฆะกรรมไปแล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีเช่นนี้เคยมีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงไม่ใช่กรณีที่มีปัญหา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าครอบครองเพื่อดูแลและทำประโยชน์ในสถานีบริการน้ำมัน สถานที่จำหน่ายสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์จำหน่ายน้ำมันดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา โดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ตกเป็นพับ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำสั่งวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้จำเลยทั้งสองครอบครองและดำเนินการในสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนของการซ่อมรถ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การล้างรถ และการปะยางรถยนต์ต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ตามคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ภายหลังที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบไปด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กระบวนพิจารณาชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับแรกว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ส่งไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด "คำว่า ปัญหา หมายถึง ข้อสงสัย กรณีมีปัญหาหมายถึงกรณีมีข้อสงสัย ย่อมหมายถึงศาลที่รับพิจารณาคดีนั้น ๆ ไว้แล้ว มีความสงสัยว่าคดีนั้นจะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลของตน จึงต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 โดยไม่มีข้อสงสัย การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คำร้องของจำเลยทั้งสองย่อมต้องมีเหตุผลอันสมควรให้ศาลเกิดข้อสงสัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจริง หรือไม่ ไม่ใช่ว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนั้น ศาลนั้นจะต้องเสนอไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยทุกเรื่อง เพราะจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องรอการพิจารณาคดีไว้ขณะส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงน่าจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ประสงค์จะให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าตามคำฟ้องของโจทก์อ้างสิทธิตามสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 และ 10 เอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเช่า หาใช่เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่ เพราะสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายจึงใช้บังคับไม่ได้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามสัญญาที่เป็นโมฆะมาบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาได้ เห็นได้ว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าคำฟ้องโจทก์ได้อ้างสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้ามาด้วย และศาลต้องวินิจฉัยถึงสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องของโจทก์ว่า สามารถใช้บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นได้ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 7 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้งแล้ว ทั้งการฟ้องคดีลักษณะเดียวกันนี้ ประธานศาลฎีกาก็เคยมีคำวินิจฉัยว่า เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหลายเรื่องแล้ว กรณีจึงถือว่าคำร้องของจำเลยทั้งสองไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยโดยมีคำสั่งในคำร้องของจำเลยทั้งสองว่า กรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับที่สองว่า กระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวนั้น หมายถึง กรณีที่ศาลนั้นเสนอปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย หากศาลนั้นมิได้เสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ศาลนั้นย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือมีความมุ่งหมายเพื่อจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิจารณาให้แก่โจทก์ ไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาในส่วนนี้ชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ศาลฎีกาแผนคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับที่สองนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์(ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทโฟร์สตาร์ปิโตรเลี่ยม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (คำสั่งไม่ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย) — นายสุรพล คงลาภ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา) — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6302 -ที่ 6303/2551
#498622
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 9 บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" คำว่า ปัญหา หมายถึง ข้อสงสัย กรณีมีปัญหาหมายถึงกรณีมีข้อสงสัย ย่อมหมายถึงศาลที่รับพิจารณาคดีนั้นๆ ไว้แล้ว มีความสงสัยว่า คดีนั้นจะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลของตน จึงต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ โดยไม่มีข้อสงสัย ไม่ใช่ว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนั้น ศาลนั้นจะต้องเสนอไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยทุกเรื่องเพราะจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องรอการพิจารณาคดีไว้ขณะส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงน่าจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ที่ประสงค์จะให้การดำเนินกระบวนพิจาณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 7 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอย่างชัดแจ้งแล้ว ทั้งการฟ้องคดีลักษณะเดียวกันนี้ ประธานศาลฎีกาก็เคยมีคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหลายเรื่องแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9

ตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ที่ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวนั้น หมายถึง กรณีที่ศาลนั้นเสนอปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย หากศาลนั้นมิได้เสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ศาลนั้นย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือมีความมุ่งหมายเพื่อจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 223,330.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 187,823.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายจำนวน 483,167.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้เสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบริเวณที่ดินและอาคารสถานีบริการน้ำมันและสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือสตาร์มาร์ท เลขที่ 100/17 - 20 หมู่ที่ 4 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบริเวณที่ดินและอาคารสถานีน้ำมันและสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือสตาร์มาร์ทดังกล่าว พร้อมด้วยบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดีตามปกติคืนให้โจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

หลังจากโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้โจทก์เข้าครอบครองเพื่อดูแลสถานีบริการน้ำมัน สถานที่จำหน่ายสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดอันตราย สูญหาย หรือถูกทำลาย จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนคำขอ

ก่อนการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเพราะเป็นโมฆะกรรมไปแล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีเช่นนี้เคยมีคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงไม่ใช่กรณีที่มีปัญหา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าครอบครองเพื่อดูแลทำประโยชน์ในสถานีบริการน้ำมัน สถานที่จำหน่ายสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์จำหน่ายน้ำมัน ตั้งอยู่เลขที่ 100/17 - 20 หมู่ที่ 4 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา โดยให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ตกเป็นพับ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำสั่งวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้จำเลยทั้งสองครอบครองและดำเนินการในสถานีบริการน้ำมันเฉพาะในส่วนของการซ่อมรถ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การล้างรถและการปะยางรถยนต์ต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ตามคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ภายหลังที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบไปด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับแรกว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ส่งไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" คำว่า ปัญหา หมายถึง ข้อสงสัย กรณีมีปัญหาหมายถึงกรณีมีข้อสงสัย ย่อมหมายถึงศาลที่รับพิจารณาคดีนั้นๆ ไว้แล้ว มีความสงสัยว่าคดีนั้นจะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลของตน จึงต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 โดยไม่มีข้อสงสัย การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คำร้องของจำเลยทั้งสองย่อมต้องมีเหตุผลอันสมควรให้ศาลเกิดข้อสงสัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนั้น ศาลนั้นจะต้องเสนอไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยทุกเรื่อง เพราะจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องรอการพิจารณาคดีไว้ขณะส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย จึงน่าจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ประสงค์จะให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าตามคำฟ้องของโจทก์อ้างสิทธิตามสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้อง เอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเช่า หาใช่เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่ เพราะสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย จึงใช้บังคับไม่ได้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามสัญญาที่เป็นโมฆะมาบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาได้ เห็นได้ว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าคำฟ้องโจทก์ได้อ้างสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้ามาด้วย และศาลต้องวินิจฉัยถึงสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องของโจทก์ว่า สามารถใช้บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่ กรณีนี้เห็นได้ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 7 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้งแล้ว ทั้งการฟ้องคดีลักษณะเดียวกันนี้ ประธานศาลฎีกาก็เคยมีคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหลายเรื่องแล้ว กรณีจึงถือว่าคำร้องของจำเลยทั้งสองไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยโดยมีคำสั่งในคำร้องของจำเลยทั้งสองว่า กรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามมาตรา 9 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับที่สองว่ากระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ในระหว่างการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางควรต้องรอการไต่สวนคำขอดังกล่าวไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งไม่รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว กลับดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้แก่โจทก์ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศละวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ที่ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวนั้น หมายถึง กรณีที่ศาลนั้นเสนอปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย หากศาลนั้นมิได้เสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ศาลนั้นย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือมีความมุ่งหมายเพื่อจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิจารณาให้แก่โจทก์ ไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาในส่วนนี้ชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับที่สองนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 ม. 9 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทโฟร์สตาร์ปิโตเลี่ยม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6275/2551
#414090
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประไพ ถนนแก้ว
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย กิตติภูมิ เพ็ชรย้อย
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช -
ชื่อองค์คณะ
นายชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6275/2551
#493214
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าช่วงที่ดินพิพาทถือเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 538 ซึ่งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเช่าช่วงจากโจทก์ แต่ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าช่วงกับโจทก์แต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อของจำเลยผู้เช่า จำเลยจึงไม่อาจยกการเช่าช่วงขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทจึงต้องถือว่าจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยจะอ้างว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์แล้ว เพื่อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 17,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายและค่ารื้อถอนเป็นเงิน 30,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทที่เช่า และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายตามวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 โจทก์เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณสถานีรถไฟชะอวด เนื้อที่ 11.13 ไร่ ตามสัญญาเช่าที่ดิน เมื่อประมาณปี 2541 โจทก์ตกลงด้วยวาจาให้จำเลยเช่าช่วงที่ดินเปล่าบางส่วนคิดค่าเช่าเดือนละ 500 บาท และจำเลยได้ก่อสร้างอาคารบนที่ดินดังกล่าว ภายหลังจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า ที่จำเลยฎีกาว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า การเช่าช่วงที่ดินพิพาทถือเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ซึ่งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเช่าช่วงจากโจทก์ แต่ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าช่วงกับโจทก์แต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อของจำเลยผู้เช่า จำเลยจึงไม่อาจยกการเช่าช่วงขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทจึงต้องถือว่าจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ จำเลยจะอ้างว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์แล้ว เพื่อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 538
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประไพ ถนนแก้ว
จำเลย — นายกิตติภูมิ เพ็ชรย้อย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2551
#493427
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ เมื่อในระหว่างการบังคับคดีในคดีเดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว เท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เช่าซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี จากจำเลย แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา จำเลยฟ้องโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาให้แก่จำเลย ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยได้ แต่จำเลยไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้ใช้ราคาแทน การที่รถยนต์ขาดต่อทะเบียนและไม่สามารถทำประกันภัยรถยนต์ได้ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 18,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 6 เดือน ต่อมาโจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษาจำนวน 85,342.33 บาท และบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยขอรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้ว เมื่อความดังกล่าวปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา โดยจำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธถึงการรับเงิน ปัญหาว่าการที่จำเลยยอมรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้วต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ดังกล่าว โดยต้องส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้จำเลยเสียก่อน หากไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนได้จึงค่อยใช้ราคาแทน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างการบังคับคดีในคดี เดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าวก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ดังกล่าว แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาลี นามเดช
จำเลย — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2551
#497841
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน การบังคับตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา โดยโจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากไม่สามารถคืนได้จึงค่อยใช้ราคาแทน ระหว่างการบังคับคดีโจทก์นำเงินไปวางศาลชำระราคารถแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษาทั้งหมด จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่วางได้ แต่จำเลยกลับขอรับเงินดังกล่าวเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืน และถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แม้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ดังกล่าว แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้

ปัญหาว่าการที่จำเลยรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้วต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์เช่าซื้อรถยนต์กระบะจากจำเลย จำเลยจึงฟ้องโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาให้แก่จำเลยศาลพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยได้ แต่จำเลยไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ - 103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้ใช้ราคาแทน การที่รถยนต์ขาดต่อทะเบียนและไม่สามารถทำประกันภัยรถยนต์ได้ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ ช. 2399/2543 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ - 103 เพชรบุรี ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 18,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 18,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 6 เดือน ต่อมาโจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษาจำนวน 85,342.33 บาท และบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยขอรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้ว เมื่อความดังกล่าวปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา โดยจำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธถึงการรับเงิน ปัญหาว่า การที่จำเลยยอมรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้วต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ช. 2399/2543 ระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพากษาคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนโจทก์ก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ดังกล่าว โดยต้องส่งมอบรถยนต์คันพิพากษาคืนให้จำเลยเสียก่อน หากไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนได้จึงค่อยใช้ราคาแทน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างการบังคับคดีในคดีเดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์จะเลิกกันไปแล้วแต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าวก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ดังกล่าวแม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บฉ - 103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง ม. 271
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาลี นามเดช
จำเลย — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6261/2551
#498836
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีพืชกระท่อมอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 บรรจุกระสอบพลาสติก 3 กระสอบ และกระเป๋าหิ้ว 1 ใบ น้ำหนัก 38.90 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยกับพวกได้พร้อมยึดพืชกระท่อมและรถยนต์กระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดบรรทุกขนพืชกระท่อมเป็นของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้โต้เถียงว่ารถยนต์กระบะของกลางที่ยึดได้นั้นจำเลยมิได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางที่ยึดได้เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางมิใช่ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรงอันจะพึงริบได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ นั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 76/1, 100/1, 102 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 80,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับคนละ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้คนละ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปี 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลางแต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและกดประสาททำให้ผู้เสพสามารถทำงานได้นานขึ้นและทนต่อความร้อนมากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดไม่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสามมีพืชกระท่อมของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 38.90 กิโลกรัม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามนำพืชกระท่อมของกลางไปสนับสนุนให้เกิดความไม่สงบในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ง - 1208 สงขลา ของกลาง นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีพืชกระท่อมอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 บรรจุกระสอบพลาสติก 3 กระสอบ และกระเป๋าหิ้ว 1 ใบ น้ำหนัก 38.90 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามกับพวกได้พร้อมยึดพืชกระท่อมและรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ง-1208 สงขลา ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสามกับพวกใช้ในการกระทำความผิดบรรทุกขนพืชกระท่อมของกลาง เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้โต้เถียงว่ารถยนต์กระบะของกลางที่ยึดได้นั้นจำเลยทั้งสามมิได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางที่ยึดได้เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางมิใช่ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรงอันจะพึงริบได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ง-1208 สงขลา ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายนพดล วิชัยดิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6256/2551
#495158
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลพิพากษาในคดีหลังตาม ป.อ. มาตรา 58 ได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่ว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลรอการลงโทษไว้เสียก่อน ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งโจทก์ไม่สืบพยานให้ปรากฏความในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 783/2543 ของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลรอการลงโทษไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบของกลางและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 (เดิม) จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 783/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 4 ปี 14 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกคำขอให้บวกโทษ ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีแมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์มีร้อยตำรวจเอก บริบรูณ์ และสิบตำรวจตรีสุนันท์ ผู้ร่วมตรวจค้นจับกุม เบิกความว่า พยานสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงวย่าพยานโจทก์ทั้งสองสืบทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยได้อย่างไร จึงเป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ และโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกบริบูรณ์และสิบตำรวจตรีสุนันท์จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจรับฟังได้ ลำพังจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 100 เม็ด จะฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมเป็นการสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 เดิม ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดบัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางน้ำหนัก 9.461 กรัม ไม่เข้าข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 783/2543 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ นั้น เห็นว่า การที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลพิพากษาในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่ว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลรอการลงโทษไว้เสียก่อน ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธทั้งโจทก์ไม่สืบพยานให้ปรากฏความในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 783/2543 ของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลรอการลงโทษไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาล
โจทก์ — จังหวัดพัทยา
จำเลย — นางกัลยาหรือยา ศรีจินดา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2551
#414872
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารจากโจทก์มีกำหนด 3 ปี โดยสัญญาเช่ามิได้มีข้อความระบุว่า จำเลยจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อไรก็ได้ การที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ถึง 389

จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าแก่โจทก์ตามมาตรา 213 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าครบกำหนดโดยมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทั้งการที่โจทก์ฟัองจำเลยก็ไม่เป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าที่ค้างชำระ แม้จำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าไปก่อนครบกำหนดเวลาการเช่าก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่เฉพาะชั้นล่างของอาคารเลขที่ 197-199 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงทรา กับโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2545 โดยจำเลยตกลงชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 720,000 บาท หลังจากจำเลยเช่าได้ 2 ปี จำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าไปยังโจทก์ ทั้งที่โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า ทั้งยังขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่าไปเช่าพื้นที่เฉพาะส่วนที่กั้นด้านล่างของอาคารเลขที่ 165-167 ถนนชุมพล อำเภอเมืองฉะเชิงทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ห่างจากอาคารของโจทก์ประมาณ 50 เมตร และไม่ชำระค่าเช่าอีกหนึ่งปีเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าที่ค้างชำระ 720,000 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องทุบกระเบื้องและปูพื้นพร้อมปูกระเบื้องยางให้เหมือนเดิม 50,000 บาท กับต้องทาสีฝ้าเพดาน เดินสายไฟฟ้า 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารตามฟ้องจากโจทก์มีกำหนดเวลา 3 ปีจริง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่ากิจการของจำเลยประสบปัญหาจึงขอเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์ โดยบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเป็นเวลา 3 เดือนก่อนครบกำหนดการชำระค่าเช่าในวันที่ 14 กรกฎาคม 2544 สัญญาเช่าที่โจทก์กับจำเลยทำขึ้นไม่ได้ห้ามจำเลยบอกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดอายุสัญญาตามสัญญาเช่า จำเลยไม่ได้ทำให้อาคารที่เช่าจากโจทก์เสียหายแต่กลับปรับปรุงอาคารเพื่อให้ใช้ประโยชน์ดีขึ้นจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายและค่าเช่าให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเลขที่ 197-199 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา กับโจทก์มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2545 โดยตกลงชำระค่าเช่าล่วงหน้าแก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 720,000 บาท หลังจากที่จำเลยเช่าพื้นที่ของอาคารดังกล่าวได้ 2 ปี จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 บอกเลิกการเช่าไปยังโจทก์และไม่ชำระค่าเช่าปีสุดท้ายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2544 ไปถึงจำเลยและแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยบอกเลิกการเช่า ทั้งยังเตือนให้จำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าปีสุดท้ายเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระค่าเช่า ครั้นต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2544 จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานที่เช่าของโจทก์

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารจากโจทก์มิได้มีข้อความระบุว่าจำเลยจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อไรก็ได้ ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถึงมาตรา 389 กล่าวโดยสรุปว่าโจทก์ต้องเป็นฝ่ายผิดนัดไม่สามารถส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ หรือการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนนั้นเป็นอันพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจึงจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยตรงกันข้ามกลับได้ความจากโจทก์ว่าหลังจากที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้ว โจทก์ยังมีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2544 เอกสารหมาย จ.8 ไปถึงจำเลย แจ้งให้จำเลยใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าต่อไปและชำระค่าเช่าแก่โจทก์ด้วย โดยส่งหนังสือฉบับดังกล่าวไปยังจำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือฉบับนั้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 จำเลยมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้ทักท้วงจำเลยแล้วว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของจำเลยเป็นไปโดยมิชอบทั้งยังยืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเช่าและชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์ด้วย แต่จำเลยยังเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยสัญญาเช่าจึงระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าใช้ทรัพย์ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังไม่ระงับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระโดยมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งหนังสือโต้แย้งของโจทก์ เอกสารหมาย จ. 8 ก็ยืนยันว่าไม่ยินยอมให้จำเลยเลิกสัญญา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้จากจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์โดยคิดคำนวณเป็นค่าใช้สถานที่ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังไม่ระงับจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 386 ม. 387 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาต ฤชากร
จำเลย — บริษัทแว่นบิวตี้ฟูล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2551
#497757
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลย (ผู้เช่า) บอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ (ผู้ให้เช่า) ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 387 ถึงมาตรา 389 กล่าวคือ โจทก์ต้องเป็นฝ่ายผิดนัดไม่สามารถส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ หรือการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนนั้นเป็นอันพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจึงจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย ตรงกันข้ามกลับได้ความว่า หลังจากที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้ว โจทก์ได้มีหนังสือไปถึงจำเลย แจ้งให้จำเลยใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าต่อไปและชำระค่าเช่าแก่โจทก์ด้วย อันเป็นการทักท้วงจำเลยแล้วว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าของจำเลยเป็นไปโดยมิชอบ ทั้งยังยืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเช่าและชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์ด้วย แต่จำเลยยังเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระโดยมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทั้งหนังสือโต้แย้งของโจทก์ก็ยืนยันว่าไม่ยินยอมให้จำเลยเลิกสัญญา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าที่ค้างชำระ 720,000 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องทุบกระเบื้องและปูพื้นพร้อมปูกระเบื้องยางให้เหมือนเดิม 50,000 บาท กับต้องทาสีฝ้าเพดาน เดินสายไฟฟ้า 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเลขที่ 197 - 199 กับโจทก์มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2545 โดยตกลงชำระค่าเช่าล่วงหน้าแก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 720,000 บาท หลังจากที่จำเลยเช่าพื้นที่ของอาคารดังกล่าวได้ 2 ปี จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 บอกเลิกการเช่าไปยังโจทก์และไม่ชำระค่าเช่าปีสุดท้ายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2544 ไปถึงจำเลยและแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยบอกเลิกการเช่า ทั้งยังเตือนให้จำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าปีสุดท้ายเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระค่าเช่า ครั้นต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2544 จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานที่เช่าของโจทก์

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ที่จำเลยเช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารจากโจทก์มิได้มีข้อความระบุว่าจำเลยจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อไรก็ได้ ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถึงมาตรา 389 กล่าวโดยสรุปว่าโจทก์ต้องเป็นฝ่ายผิดนัดไม่สามารถส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ หรือการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนนั้นเป็นอันพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจึงจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย ตรงกันข้ามกลับได้ความจากโจทก์ว่าหลังจากที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้วโจทก์ยังมีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2544 ไปถึงจำเลย แจ้งให้จำเลยใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่าต่อไปและชำระค่าเช่าแก่โจทก์ด้วย โดยส่งหนังสือฉบับดังกล่าวไปยังจำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือฉบับนั้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 จำเลยมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้ทักท้วงจำเลยแล้วว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าของจำเลยเป็นไปโดยมิชอบ ทั้งยังยืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเช่าและชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์ด้วย แต่จำเลยยังเพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 เห็นว่า การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย สัญญาเช่าจึงระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าใช้ทรัพย์ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังไม่ระงับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระโดยมิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทั้งหนังสือโต้แย้งของโจทก์ก็ยืนยันว่าไม่ยินยอมให้จำเลยเลิกสัญญา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้จากจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์โดยคิดคำนวณเป็นค่าใช้สถานที่ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังไม่ระงับจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 213 วรรคหนึ่ง ม. 387 ม. 388 ม. 389
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาต ฤชากร
จำเลย — บริษัทแว่นบิวตี้ฟูล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6236/2551
#418857
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยตามงวดชำระภายในกำหนด ผู้กู้ยินยอมให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน ของยอดเงินกู้ที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหมดสิ้น เป็นเรื่องที่จำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น สูงกว่าอัตราที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ตามสัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ส่วนข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหาใช่เป็นข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2546 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 15,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเสร็จสิ้นภายในวันที่ 13 เมษายน 2547 จำเลยยอมรับผิดทั้งค่าติดตามทวงถามก่อนดำเนินคดีและเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวันจากต้นเงินที่ผิดนัด จำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามกำหนด โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 220 วัน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 2,884 บาท ค่าติดตามถวงถามเป็นเงิน 1,000 บาท และค่าเบี้ยปรับจำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 28,884 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 28,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์จริง แต่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องในส่วนค่าทวงถามจำนวน 1,000 บาท และเบี้ยปรับจำนวน 10,000 บาท เพราะโจทก์ไม่เคยทวงถามมาก่อน และในส่วนเบี้ยปรับวันละ 100 บาท ก็มิได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ หากจะเรียกเป็นดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวันก็เป็นการเรียกร้องดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2546 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 15,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายในวันที่ 13 เมษายน 2547 หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์คิดค่าติดตามทวงถามก่อนดำเนินคดีและดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน ของยอดเงินกู้ที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหมดสิ้น ตามสัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามกำหนด

มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจำนวน 5,000 บาท เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ในสัญญากู้เงินมิได้ระบุเกี่ยวกับเบี้ยปรับไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจำนวน 5,000 บาท เป็นการนอกเหนือข้อสัญญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 ระบุว่า "ถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยตามงวดชำระภายในกำหนด....วัน นับแต่วันครบกำหนดงวดชำระ ผู้กู้ยินยอมให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน ของยอดเงินกู้ที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหมดสิ้น" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน สูงขึ้นกว่าอัตราที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และมาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์จึงหาได้เป็นการนอกเหนือจากข้อสัญญาไม่ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน หรือร้อยละ 15 ต่อเดือน หรือร้อยละ 180 ต่อปี เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 2 ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ส่วนข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อวัน ตามสัญญาข้อ 4 เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหาใช่เป็นข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไม่ ข้อสัญญาดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ไม่ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านควนเมา
จำเลย — นายย้อย นาคทอง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6235/2551
#412021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เคยถูกพนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลาเป็นโจทก์ฟ้องในความผิดฐานขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ซึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีของศาลแขวงสงขลา เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลแขวงสงขลา จึงไม่ผูกพันโจทก์

เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าลูกปืนล้อรถพ่วงด้านขวาแตกเป็นเหตุให้ล้อรถพ่วงหลุด รถยนต์บรรทุกจึงเสียการทรงตัวและชนถูกรถยนต์คันที่เอาประกันภัยกับโจทก์ไว้นั้น กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเพราะผู้ใช้งานรถต้องตรวจตราอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถซึ่งย่อมมีทั้งอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกและภายใน อุปกรณ์บางชิ้นตรวจสอบได้ด้วยสายตา บางชิ้นเสื่อมสลายไปตามสภาพการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ต้องตรวจตราจากผู้ใช้งานทั้งสิ้นไม่ว่าจะตรวจสอบเองในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือโดยผู้อื่นที่มีหน้าที่ก็ตาม จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าลูกปืนล้อรถเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายใน ไม่ใช่หน้าที่ตรวจสอบของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้ขับเท่านั้นไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดโดยขับรถยนต์บรรทุกพร้อมรถพ่วงชนรถยนต์อีซูซุคันของนายพีรยุทธที่โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ไว้เป็นเงินจำนวน 111,896.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 108,658.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 108,658.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,237.85 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินรวม 8,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่งในคดีนี้ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลแขวงสงขลา ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2857/2540 หรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือเอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้นั้นจะต้องเป็นคดีที่มีมูลกรณีเดียวกันและเป็นคู่ความเดียวกันซึ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ คู่ความในคดีส่วนแพ่งก็จะต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญานั้นด้วย สำหรับคดีอาญาของศาลแขวงสงขลานั้น จำเลยที่ 1 เคยถูกพนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลาเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ซึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลา เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลแขวงสงขลาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งในคดีนี้ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า เหตุรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถสวนไปชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้นั้นถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เห็นว่า เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังยุติได้ว่า เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับชนถูกรถยนต์คันที่เอาประกันภัยกับโจทก์ไว้นั้น เป็นเพราะลูกปืนล้อรถพ่วงด้านขวาแตกเป็นเหตุให้ล้อรถพ่วงด้านนั้นหลุด รถยนต์บรรทุกจึงเสียการทรงตัว จำเลยที่ 1 อ้างว่าลูกปืนล้อรถอยู่ภายในตรวจสอบไม่ได้นั้น เห็นว่า อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถย่อมมีทั้งที่อยู่ภายนอกและภายใน อุปกรณ์บางชิ้นตรวจสอบได้ด้วยสายตา บางชิ้นเสื่อมสลายไปตามสภาพการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ต้องตรวจตราจากผู้ใช้งานทั้งสิ้นไม่ว่าจะตรวจสอบเองในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหรือโดยผู้อื่นที่มีหน้าที่ก็ตาม การที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ลูกปืนล้อรถเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายในไม่ใช่หน้าที่ตรวจสอบของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้ขับเท่านั้น เห็นว่า ยังรับฟังไม่ขึ้น กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากเหตุสุดวิสัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามซิตี้อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — นายกฤษณะ แย้มสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชระ พึ่งชลารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6229/2551
#498912
เปิดฉบับเต็ม

การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ที่ดินที่แบ่งแยกออกมานั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ แม้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 81 ทำให้ที่ดินแปลงนี้ถูกที่ดินที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตาม แต่ในเวลานั้น ฉ. ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ได้รับที่ดินจากการแบ่งแยกยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงที่ได้รับการแบ่งแยกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมนั้นมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่ง ฉ. สามารถใช้ทางพิพาทในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ได้ จึงถือได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ที่แบ่งแยกออกมานั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้อยู่แล้ว สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกมาในคราวเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ย่อมหมดไปตั้งแต่นั้นแล้ว แม้ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมจะถูกบังคับให้แบ่งแยกและบังคับให้โอนขายแก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอีกครั้ง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ก็จะกลับไปใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนตามมาตรา 1350 อีกไม่ได้ คงมีสิทธิที่จะผ่านที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา 1349 เท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้ว่า การใช้ทางพิพาทบนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งโจทก์เคยใช้ผ่านมาก่อนมีระยะทางเพียง 50 เมตร แต่หากใช้เส้นทางอื่นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนเพื่อออกทางถนนราชมรรคาต้องใช้ระยะทางถึง 100 เมตรเศษ ซึ่งไกลกว่ากันถึงหนึ่งเท่าตัวเช่นนี้ทางพิพาทย่อมสะดวกและเหมาะสมที่จะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์กว่าทางอื่น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ได้

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยเปิดทางกว้าง 2.50 เมตร นั้น ก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้ใช้รถยนต์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันแล่นเข้าออกได้โดยสะดวก การที่จำเลยจะขอให้เปิดทางให้โจทก์กว้างเพียง 2 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ไม่สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์และความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.50 เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงน่าจะเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1 งาน 94 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์ซื้อมาจากนางแฉล้มและมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ต่อมาปี 2523 จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์โอนขายที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 จำนวน 300 ตารางวา แก่จำเลย มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ออกเป็นโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม หลังจากแบ่งแยกที่ดินขายให้แก่จำเลยไปแล้ว ทำให้ที่ดินทั้ง 2 แปลง ของโจทก์ไม่ติดต่อกัน และตกอยู่ในวงล้อมของที่ดินแปลงอื่น ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ทางเป็นถนนออกจากที่ดินของโจทก์ทั้ง 2 แปลง โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลย มีความกว้าง 6 เมตร เพื่อใช้เป็นทางให้รถบรรทุกเข้าไปขนส่งวัสดุสินค้าในที่ดินทั้ง 2 แปลง ของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยเปิดทางจำเป็นแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นเพื่อสร้างถนนความกว้าง 6 เมตร จากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 17419 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไปจนถึงทางสาธารณประโยชน์ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง สำหรับรถบรรทุกใช้เป็นทางเข้าออกขนส่งวัสดุสินค้า โดยห้ามจำเลยทำสิ่งกีดขวางใดอันทำให้ความสะดวกลดน้อยลง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่อาจอ้างเพื่ออาศัยสิทธิตามกฎหมายที่จะผ่านที่ดินของจำเลยตามฟ้อง กล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ของโจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 12255 ของโจทก์อีกแปลงหนึ่งและผ่านต่อไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 16529 ออกไปยังถนนสาธารณประโยชน์ คือ ถนนทรงพลได้โดยสะดวกไม่มีเหตุใดต้องผ่านที่ดินของจำเลย และปัจจุบันโจทก์และเครือญาติได้ดำเนินการปลูกสร้างอาคารให้บุคคลอื่นเช่าอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 และใช้ทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นประจำ ที่ดินของจำเลยจึงไม่ใช่ทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 81 ซึ่งเดิมก่อนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 81 ดังกล่าว มีทางออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศเหนือติดถนนทรงพลและตอนกลางของที่ดินถูกตัดแบ่งเป็นถนนราชมรรคา ซึ่งโฉนดเลขที่ 81 ได้มีการแบ่งแยกเป็นหลายแปลงและมีการโอนกันต่อมา ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ต้องดำเนินการเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 81 โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน โจทก์ไม่มีอำนาจเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลย เนื่องจากที่ดินของจำเลยไม่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 81 หากต้องเปิดทางจำเป็นบนที่ดินของจำเลยกว้างถึง 6 เมตร จะทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของจำเลยไม่สามารถทำประโยชน์อื่นใดได้ อย่างมากควรเปิดทางเพียงประมาณ 2 เมตร สำหรับให้รถยนต์เข้าออกได้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทางทิศตะวันตกด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของโจทก์ทางทิศใต้ตลอดแนวไปจนจรดทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 3 เมตร ตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางกว้าง 2.5 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลย เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม ของโจทก์ ในการรังวัดทางจำเป็นดังกล่าวให้ถือเอาตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 เป็นหลัก โดยความกว้างให้วัดจากจุด ก ซึ่งติดทางสาธารณประโยชน์ไปทางทิศตะวันตกตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ให้ได้ 2.5 เมตร ถึงจุดหนึ่งแล้วให้วัดความยาวโดยวัดต่อจากจุดนั้นขึ้นไปทางทิศเหนือให้ขนานกับเส้น กข ซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินของจำเลยด้านทิศตะวันออก ไปจนถึงที่ดินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายสักการบุตรของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 และเลขที่ 12253 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เป็นที่ดินที่มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์ซื้อมาจากนางแฉล้มพร้อมกันเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2523 ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ให้แบ่งขายที่ดินแก่จำเลยตามคำมั่น ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์โอนขายแก่จำเลยตามคำมั่นโดยไม่มีการรังวัดแบ่งแยกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 เนื้อที่ 2 งาน 99 ตารางวา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินที่อยู่ทางเหนือของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 (ล.6) ซึ่งมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร อยู่ในที่ดินส่วนที่แบ่งแยกนี้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ หลังการแบ่งแยกจึงทำให้คงมีเพียงที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ที่แบ่งแยกเท่านั้นที่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 (ที่เหลือจากการแบ่งแยก) และ จ.2 กลายเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 (ล.6) เดิมเป็นที่ดินที่อยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 81 ตำบลสระน้ำจัน อำเภอพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ทิศเหนือติดถนนทรงพล ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นที่ดินหลายโฉนด เฉพาะการแบ่งแยกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2506 ได้แบ่งแยกออก 5 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 12252, 12253, 12254, 12250 และ 12251 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5, ล.6, ล.7, ล.8 และ ล.9 ตามลำดับ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย ล.6 แบ่งแยกไปในนามนางแฉล้ม เมื่อแบ่งแยกแล้วทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีส่วนใดติดถนนสาธารณะ และไม่มีทางออกสู่ถนนราชมรรคาที่ตัดผ่านกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 81 เพราะถูกที่ดินที่แบ่งแยกไปในคราวเดียวกันปิดบัง ตามรูปจำลองแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 (แผ่นที่ 3) แต่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 ที่แบ่งแยกไปนี้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตามเอกสารหมาย จ.1 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) ซึ่งมีชื่อนางแฉล้มเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เช่นกัน นางแฉล้มจึงใช้ทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตามแผนที่ระวางเอกสารหมาย จ.9 มาโดยตลอด เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนางแฉล้มแล้ว โจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ต่อมา จนกระทั่งมีการแบ่งแยกโอนขายให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงทำให้โจทก์ใช้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้เปิดทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ทั้งสองแปลงในคดีนี้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่ามีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินแปลงอื่นของโจทก์เองได้อยู่แล้ว โจทก์ไม่อาจขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยได้ตามฟ้องนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 79060 ตามเอกสารหมาย จ.4 ให้เป็นทางจำเป็นในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์จะเคยติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ของโจทก์อีกแปลงหนึ่ง ทำให้ขณะนั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตามก็ไม่ทำให้สิทธิที่จะขอให้เปิดทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 หมดไป เมื่อภายหลังจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินออกมาจากที่ดินของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 12253 ซึ่งเดิมมีทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะกลับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงต้องฟ้องขอเปิดทางจำเป็นได้เฉพาะกับที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกแบ่งโอนมาด้วยกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ดินที่แบ่งแยกออกมานั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ตามเอกสารหมาย จ.2 แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 81 ตามเอกสารหมาย ล.4 ทำให้ที่ดินแปลงนี้ถูกที่ดินที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ตามรูปจำลองแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 (แผ่นที่ 3) ก็ตาม แต่ในเวลานั้นนางแฉล้มซึ่งเป็นเจ้าของผู้ได้รับที่ดินจากการแบ่งแยกยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงที่ได้รับการแบ่งแยกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 (ก่อนการแบ่งแยกตามคำพิพากษาศาลฎีกา) และที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 เดิมนั้นมีทางพิพาทกว้างประมาณ 10 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งนางแฉล้มสามารถใช้ทางพิพาทในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ได้ จึงถือได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ที่แบ่งแยกออกมานั้นมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้อยู่แล้ว สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกมาในคราวเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ย่อมหมดไปตั้งแต่นั้นแล้ว แม้ต่อมาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17419 เดิมจะถูกบังคับให้แบ่งแยกและบังคับให้โอนขายแก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอีกครั้ง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ก็จะกลับไปใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นบนที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนตามมาตรา 1350 อีกไม่ได้ คงมีสิทธิที่จะผ่านที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา 1349 เท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้ว่า การใช้ทางพิพาทบนที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งโจทก์เคยใช้ผ่านมาก่อนมีระยะทางเพียง 50 เมตร แต่หากใช้เส้นทางอื่นผ่านที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาด้วยกันในครั้งก่อนเพื่อออกทางถนนราชมรรคาต้องใช้ระยะทางถึง 100 เมตรเศษ ซึ่งไกลกว่ากันถึงหนึ่งเท่าตัวเช่นนี้ทางพิพาทย่อมสะดวกและเหมาะสมที่จะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์กว่าทางอื่น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 79060 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12253 ของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ชอบที่จะขอให้จำเลยเปิดทางผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นกว้างเพียงใด จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้เปิดทางกว้าง 2.50 เมตร จำเลยเห็นว่ามากเกินไป ถ้าเปิดให้เพียง 2 เมตร ก็น่าจะสามารถนำรถยนต์เข้าออกได้แล้วนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยเปิดทางกว้าง 2.50 เมตร นั้นก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้ใช้รถยนต์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบันแล่นเข้าออกได้โดยสะดวกการที่จำเลยจะขอให้เปิดทางให้โจทก์กว้างเพียง 2 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ไม่สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์และความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.50 เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงน่าจะเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม บัวแสงจันทร์
นางวาสนา เปี่ยมเมธางค์
โดยนายสักการ เปี่ยมเมธางค์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6226/2551
#498763
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หากมีการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง จำเลยก็น่าที่จะทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าตนได้ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทไว้แล้วเพื่อรักษาสิทธิของตนเองไว้ คงไม่ทำเพียงสัญญาเช่าอันเป็นการผูกมัดตนเองให้เสียหายผิดไปจากความเป็นจริง อีกทั้งเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตำบล ม. ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินพิพาท จำเลยก็ไม่ได้ยกความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่จำเลยอ้างว่าได้ซื้อมาจากโจทก์ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำอุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการทำให้ไม่น่าเชื่อว่าได้มีการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และฟังได้ว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์ ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ การที่โจทก์ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไปไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นยึดถือเพื่อตนไปยังโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 แล้วได้ และจำเลยก็ไม่อาจยกเอาเรื่องการครอบครองของตนหลังจากนั้นขึ้นอ้างว่าเป็นการแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ด้วย ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. เลขที่ 438 เลขที่ดิน 37 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 446 เลขที่ดิน 45 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 885 เลขที่ดิน 150 กับให้จำเลยส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 89 ที่จำเลยปลูกสร้างในที่ดินโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนกับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 44,100 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราปีละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะส่งมอบที่ดินและออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามกฎหมาย และห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. เลขที่ 438 เลขที่ดิน 37 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 446 เลขที่ดิน 45 และ น.ส.3 ก. เลขที่ดิน (ที่ถูก เลขที่) 885 เลขที่ดิน 150 และให้จำเลยส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 89 ที่จำเลยปลูกสร้างในที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน กับให้จำเลยชำระค่าเช่าในส่วนที่ค้างชำระจำนวน 28,350 บาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราปีละ 6,300 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่าถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่าโจทก์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2530 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยทำหนังสือเช่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีกำหนดระยะเวลา 3 ปีกับโจทก์ จำเลยไม่ชำระค่าเช่า โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลมะขามเฒ่าซึ่งต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวมีมติให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นของโจทก์หรือจำเลย จำเลยนำสืบว่าเมื่อประมาณต้นปี 2531 จำเลยซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากนายสัญญา บิดาโจทก์ โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและยังไม่ได้ชำระราคาและต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ นายสัญญา และนายพีระศักดิ์ พี่ชายโจทก์ไปพบจำเลยเพื่อตกลงเกี่ยวกับเงินค่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งจำเลยยังไม่ได้ชำระ และจำเลยได้เขียนสัญญาเช่ามอบให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอ ส่วนโจทก์นำสืบว่า ปี 2530 จำเลยขอเช่าที่ดินพิพาททำเกษตรกรรมและค้างชำระค่าเช่า เดือนกุมภาพันธ์ 2533 โจทก์พร้อมกับนายสัญญาและนายพีระศักดิ์บิดาและพี่ชายโจทก์ไปพบจำเลยและทวงให้จำเลยชำระค่าเช่า จำเลยไม่มีเงินชำระและขอเช่าต่อโดยจำเลยเขียนสัญญาเช่าที่ดินพิพาทต่ออีก 3 ปี จำเลยค้างชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามโดยมีหนังสือทวงถาม จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลมะขามเฒ่า ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและมีมติให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสามแปลง เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยจำเลยได้ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว และจำเลยซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดชัยนาทมาแล้วย่อมมีประสบการณ์รู้ดีว่าการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวต้องกระทำกับเจ้าของหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของและต้องทำตามแบบให้ถูกต้อง นอกจากนี้เมื่อปี 2533 ที่โจทก์ นายสัญญา และนายพีระศักดิ์ไปพบจำเลย หากได้มีการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงกันไว้แล้วจริงดังที่จำเลยอ้าง จำเลยก็น่าที่จะทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าตนได้ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทไว้แล้วเพื่อรักษาสิทธิของตนเองไว้คงย่อมทำเป็นเพียงสัญญาเช่าอันเป็นการผูกมัดตนเองให้เสียหายผิดไปจากความเป็นจริงแน่ อีกทั้งเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลมะขามเฒ่าว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลง จำเลยก็ไม่ได้ยกความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่จำเลยอ้างว่าได้ซื้อมาจากโจทก์ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำอุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการด้วย ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้คณะกรรมการดังกล่าวยกคำร้องของโจทก์ได้ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าได้มีการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และฟังได้ว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ การที่โจทก์ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป ไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นยึดถือเพื่อตนไปยังโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แล้วได้ และจำเลยก็ไม่อาจยกเอาเรื่องการครอบครองของตนหลังจากนั้นขึ้นอ้างว่าเป็นการแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงของโจทก์ได้ด้วย ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจึงเป็นของโจทก์ ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรพจน์ เอี่ยมรักษา
จำเลย — นายมานะ ตั้งอุตสาหะ หรือตั้งอุสาหะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6225/2551
#412038
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้ว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิและมีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนที่ดินพิพาทพ้นจากที่ราชพัสดุและเรียกร้องค่าเสียหายได้ตั้งแต่โจทก์ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อปี 2520 หรืออย่างช้าไม่เกินปี 2527 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์เพิ่งจะยื่นคำฟ้องคดีนี้เรียกร้องค่าเสียหายต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 ก็ถือเป็นการฟ้องคดีต่อเนื่องจากการที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีสิทธิฟ้องคดีได้ อันเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 12 ปีเป็นอย่างน้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว หาใช่สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดดังที่โจทก์ฟ้องไม่ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ และมีคำขอด้วยว่า เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเสียเวลา ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนแล้วพิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามฟ้องแก่โจทก์ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นสูงแก่โจทก์ด้วย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องคิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ (1) (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมและโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินใกล้เคียงที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2519 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 3 ฉบับ โดยระบุที่ดินข้างเคียงว่าเป็นที่ราชพัสดุ และโจทก์เบิกความยอมรับว่า ตนได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตั้งแต่ปี 2520 โดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องของหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่อย่างใดเลย อีกทั้งคดีได้ความว่าโจทก์ถูกแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2527 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป... และมาตรา 448 วรรคแรก บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ดังนี้ กรณีเห็นได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิและมีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนที่ดินพิพาทพ้นจากที่ราชพัสดุและเรียกร้องค่าเสียหายได้ตั้งแต่โจทก์ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อปี 2520 หรืออย่างช้าไม่เกินปี 2527 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์เพิ่งจะยื่นคำฟ้องคดีนี้เรียกร้องค่าเสียหายต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2539 ก็ถือเป็นการฟ้องคดีต่อเนื่องจากการที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีสิทธิฟ้องคดีได้ดังได้กล่าวไว้ข้างต้น อันเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 12 ปีเป็นอย่างน้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว หาใช่สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดดังที่โจทก์ฟ้องไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในประเด็นข้อนี้ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อต่อไปว่า ในชั้นอุทธรณ์โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเพียงใด เห็นว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ และมีคำขอด้วยว่า เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเสียเวลา ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น ๆ ที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน แล้วพิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามฟ้องแก่โจทก์ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นสูงแก่โจทก์ด้วย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องคิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (1) (ก) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นฎีกาไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 448 วรรคแรก
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย จึงประเสริฐ
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา