คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6582/2551
#412626
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3(4) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 แต่มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นวีซีดีเกมซึ่งบันทึกภาพและเสียงอันเข้าลักษณะเป็นวีดิทัศน์ตามบทนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายใหม่ จึงไม่อาจถือว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว

ในส่วนโทษที่จะลงแก่จำเลยนั้น ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดมาบังคับแก่คดี ตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อมาตรา 82 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่ไม่มีระวางโทษจำคุกซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาใช้บังคับ เมื่อมีแต่ระวางโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานนี้ได้ สำหรับอัตราระวางโทษปรับนั้น ตามกฎหมายเก่าเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า จึงต้องใช้อัตราระวางโทษปรับตามกฎหมายเก่าบังคับแก่จำเลยปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 30, 31, 61, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และให้แผ่นวีซีดีเกมที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 8 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1),70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ของกลางมีจำนวนเล็กน้อย ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวโดยรอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นวีซีดีเกมที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 8 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง ผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 นั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับโดยมาตรา 3 (4) ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 และมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า วีดิทัศน์ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นและมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายเก่า คือการจำหน่ายแผ่นวีซีดีเกมซึ่งบันทึกภาพและเสียงเข้าลักษณะเป็นการจำหน่ายวีดิทัศน์ตามกฎหมายใหม่ด้วย กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ากฎหมายใหม่ยกเลิกการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดีทัศน์ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 82 ระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ โดยไม่มีโทษจำคุก ซึ่งต่างจากความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ตามกฎหมายเก่า ซึ่งมาตรา 34 ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับดังนั้น โทษตามกฎหมายใหม่ที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเก่าที่มีโทษจำคุกด้วย จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่ไม่มีโทษจำคุกซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาใช้บังคับแก่คดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเมื่อกฎหมายใหม่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หรือวีดิทัศน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ คดีนี้ในส่วนความผิดของจำเลยที่จำหน่ายแผ่นวีซีดีเกม จึงลงโทษได้เพียงโทษปรับ ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษนั้น เมื่อโทษปรับตามกฎหมายเก่าลงโทษปรับได้เพียงไม่เกินสองหมื่นบาท แต่ตามกฎหมายใหม่กำหนดให้ศาลลงโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท โทษปรับตามกฎหมายเก่าจึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามกฎหมายเก่าในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 ด้วย ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์หรือวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 4 ม. 54 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวธณัชชา กันทะสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2551
#498839
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 56 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน... ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้... ก็ได้" ดังนั้น การที่ศาลจะรอการกำหนดโทษจำเลยได้นั้นต้องปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติให้มีโทษจำคุก เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 28 (1) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง คือ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทโดยไม่มีโทษจำคุก ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงจึงเป็นความผิดที่ไม่อาจรอการกำหนดโทษตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคแรกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทพระนครฟิล์ม จำกัด ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ เรื่อง "ชุมทางรถไฟผี" (TRAIN OF THE DEAD) ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์แล้วบันทึกลงในแผ่นฟิล์มภาพยนตร์หรือสิ่งบันทึกเสียงและภาพอันสามารถนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ หรือเครื่องฉายอื่นใด จอภาพและอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ หรือสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกันเป็นเครื่องมือช่วยดังกล่าว และได้มีการโฆษณางานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่อง "ชุมทางรถไฟผี" ของผู้เสียหาย โดยนำกล้องวิดีโอสำหรับบันทึกภาพและเสียงมาบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอันเป็นการทำซ้ำ หรือดัดแปลงให้ปรากฏงานภาพยนตร์ดังกล่าวลงในกล้องวิดีโอสำหรับบันทึกภาพและเสียงของจำเลย ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยสามารถนำงานที่ทำขึ้นมาฉายซ้ำได้อีก หรือถ่ายลงแผ่นวีซีดีได้อย่างไม่จำกัด อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้กล้องวิดีโอสำหรับบันทึกภาพและเสียงที่จำเลยได้ใช้บันทึกภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 1 กล้อง อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 27, 28, 69 วรรคหนึ่ง, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ริบกล้องวิดีโอสำหรับบันทึกภาพและเสียงของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1), 69 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สมควรพิพากษาลงโทษจำเลยไปโดยไม่รอการกำหนดโทษหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน... ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้...ก็ได้" ดังนั้น การที่ศาลจะรอการกำหนดโทษจำเลยได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดซึ่งกฎหมายบัญญัติให้มีโทษจำคุก เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง คือ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทโดยไม่มีโทษจำคุก ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงจึงเป็นความผิดที่ไม่อาจรอการกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรอการกำหนดโทษให้จำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลง ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และจ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 วรรคแรก
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเดชา โยธิน
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6575/2551
#497846
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งยาสูบอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลักเลี่ยงอากร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ แล้วจำเลยมีไว้ในครอบครอง และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัม ซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง นั้น แม้การกระทำนี้จะผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับหลายมาตรา แต่ก็เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

พ.ร.บ.ยาสูบฯ มาตรา 43 ดังกล่าว มุ่งประสงค์ลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยตรงเท่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏตามคำฟ้องว่า แสตมป์ยาสูบดังกล่าวมีผู้ทำปลอมขึ้นขึ้นและถูกนำมาปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบของกลางแต่ละซองที่จำเลยมีไว้เพื่อขายอยู่แล้ว ซึ่งในการมีไว้เพื่อขายยาสูบแต่ละซองแม้จะมีแสตมป์ปลอมปิดอยู่บนซองด้วยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้นๆ ไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและลงโทษจำเลยฐานนี้ แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้เสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 43, 44, 49, 50, 53 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ กับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 43, 49, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบฐานมีไว้เพื่อขายแก่ประชาชนทั่วไป (ที่ถูก มีไว้ในครอบครอง) ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตเกินกว่า 500 มิลลิกรัม (ที่ถูก 500 กรัม) ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ปรับ 53, 325 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ ปรับ 79,987.50 บาท ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอม ปรับ 2,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายบุหรี่ที่ยังไม่ได้เสียภาษีหรือยังไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร ปรับ 8,220 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ปรับ 4,000 บาท รวมปรับ 147,532.50 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 73,766.25 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งยาสูบอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม กับฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งยาสูบอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ แล้วจำเลยมีไว้ในครอบครอง และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัม ซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง นั้น แม้การกระทำนี้จะผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับหลายมาตรา แต่ก็เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษปรับจำเลยในสถานเบากว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดหรือไม่ เห็นว่าสำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษปรับเพียง 4,000 บาท ก่อนลดโทษ นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้ต่ำกว่านี้ ส่วนความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งยาสูบอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว คดีนี้บุหรี่ซิกาแรตมีราคาของรวมค่าอากร 2,055 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 8,220 บาท จึงเป็นการลงโทษตามอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจลงโทษปรับให้เบากว่านี้อีกได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลดโทษปรับในความผิดสองฐานนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 43 ประกอบ มาตรา 53 ตามฟ้องนั้น เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานนี้หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 43 ดังกล่าว มุ่งประสงค์ลงโทษผู้กระทำความผิดที่มีแสตมป์ยาสูบปลอมไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้โดยตรงเท่านั้นข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏตามคำฟ้องว่า แสตมป์ยาสูบดังกล่าวมีผู้ทำปลอมขึ้นและถูกนำมาปิดอยู่บนซองบรรจุยาสูบของกลางแต่ละซองที่จำเลยมีไว้เพื่อขายอยู่แล้ว ซึ่งในการมีไว้เพื่อขายยาสูบแต่ละซองแม้จะมีแสตมป์ปลอมปิดอยู่บนซองด้วยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีแสตมป์ยาสูบปลอมดวงนั้น ๆ ไว้เพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและลงโทษจำเลยฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้เสียได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 215 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าสมควรลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้ในสถานเบาหรือไม่ต่อไป

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้จ่ายจากความผิดฐานใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม และฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 8,220 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอีกกระทงหนึ่งแล้ว ให้ปรับ 12,220 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทุกกระทงเป็นเงิน 6,110 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามอัตราและวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2) มาตรา 7 และ 8 วรรคหนึ่ง ข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 19 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายปัญญา ดูเรืองรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6560/2551
#499463
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าประเภทหินแกรนิตจากโจทก์หลายครั้ง แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าตามกำหนด จำเลยที่ 1 ให้การว่า สินค้าที่ซื้อจากโจทก์ส่วนหนึ่งจำเลยที่ 1 นำไปใช้ในโครงการก่อสร้างอาคาร ส. ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาโครงการดังกล่าว แต่เนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกบริษัท ท. ปรับเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าปรับจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องการส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญาขึ้นปฏิเสธความรับผิด จำเลยที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์

ปัญหาเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความฝ่ายใดไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วชี้ขาดตัดสินคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,197,640.35 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,003,006.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ส่งหินแกรนิตให้ไม่ตรงตามที่จำเลยที่ 1 สั่ง เป็นเหตุให้บริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ก่อสร้างโครงการปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าปรับจำนวน 4,000,000 บาท ที่ได้ชำระให้บริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไปมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,197,640.35 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,003,006.42 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าประเภทหินแกรนิตจากโจทก์หลายครั้ง แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าตามกำหนดจำเลยที่ 1 ให้การว่า สินค้าที่ซื้อจากโจทก์ส่วนหนึ่งจำเลยที่ 1 นำไปใช้ในโครงการก่อสร้างอาคารสุขุมวิท ซิตี้ทาวเวอร์ ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท ไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว แต่เนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกบริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรับเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำค่าปรับจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องการส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญาขึ้นปฏิเสธความรับผิด จำเลยที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้นั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความฝ่ายใดไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้สมกับข้อต่อสู้ตามคำให้การของตน แต่ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีเพียงนายเกรียงศักดิ์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มาเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.7 ซึ่งตามทางนำสืบของจำเลขที่ 1 ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าหินแกรนิตที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นคนละประเภทกับที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อและการที่จำเลยที่ 1 ถูกบริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรับเป็นเงิน 4,000,000 บาท เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบหินแกรนิตผิดประเภทให้แก่บริษัทดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยสั่งซื้อหินแกรนิตชนิดดำจีนไปใช้ที่โครงการก่อสร้างอาคารสุขุมวิท ซิตี้ทาวเวอร์ แต่โจทก์กลับส่งมอบหินแกรนิตชนิดดำจีนให้โดยอ้างสำเนาใบรับสินค้าชั่วคราวลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 เอกสารหมาย จ.15 นั้น ตามเอกสารหมาย จ.15 ดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าหินแกรนิตที่โจทก์ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นหินแกรนิตชนิดดำจีนเมื่อจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำมาสืบยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททองเฮง สโตน โปรดักท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโนเบิล คอนซัลติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2551
#494125
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้เหตุผลในคำพิพากษาว่า การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด เป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ มิใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 เมื่อครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ขออุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่ความจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือไม่ มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ไม่ชอบอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายให้จำเลยทั้งห้า แต่ได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินโดยบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน ทั้งที่อุทธรร์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9833 ตำบลบ้านข่อย อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ร่วมกับผู้อื่น ต่อมาประมาณ 22 ปีมาแล้ว จำเลยที่ 1 แบ่งขายที่ดินให้โจทก์บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา ในราคา 2,300 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ปี 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีจัดการแก้ทะเบียนและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินแล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ในราคา 4,000 บาท วางมัดจำ 200 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนวันที่ 25 มีนาคม 2523 ถึงวันนัดโจทก์ไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ สัญญาจึงเลิกกันโดยปริยาย การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 115 ออกไปจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งห้าปีละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของจำเลยทั้งห้า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามฟ้องเดิม และต่อสู้ว่าค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าเรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 5 ทายาทโดยธรรมขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9833 ตำบลบ้านข่อย อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 60 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จล.1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นของโจทก์ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท (ฟ้องแย้งวันที่ 18 ตุลาคม 2542) ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2522 ในราคา 4,000 บาท วางมัดจำ 200 บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนวันที่ 25 มีนาคม 2523 โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แต่เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนโจทก์ไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือ และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทวงถามถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และโจทก์ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว อุทธรร์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นให้เหตุผลในคำพิพากษาว่าการที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด เป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ หาใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันจะเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ขออุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว คู่ความจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือไม่ จำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมิใช่ครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ชอบอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายให้จำเลยทั้งห้า แต่ได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดิน โดยบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ว่าไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 และเมื่อคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอันมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิท ปานฉิม
จำเลย — นางกลอย เทียนงาม ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6555/2551
#415405
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย คมสันต์ ไกรวุฒิอนันต์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
ชื่อองค์คณะ
นายวีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2551
#420012
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางวันถึงวันที่ 20 เมษายน 2545 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หรือวันที่ 20 เมษายน 2545 โดยเฉพาะเจาะจง จึงไม่ใช่จำกัดเวลาเกิดเหตุเฉพาะวันดังกล่าวเท่านั้น เมื่อทางพิจารณาได้ความว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเหตุเกิดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ซึ่งตรงกับฟ้องของโจทก์ส่วนหนึ่งแล้วและปรากฏว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดที่เกิดในวันดังกล่าวทั้งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดครั้งที่สอง ดังนั้น จะฟังว่าความผิดที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นข้อเท็จจริงในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษอันเป็นเหตุห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 667,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลาชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งจำเลยได้คืนทรัพย์ตามฟ้องแก่ผู้เสียหายตั้งแต่แรก มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ของพันเอกหญิงแก้วปั้นผู้เสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางวัน หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 เมษายน 2545 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หรือวันที่ 20 เมษายน 2545 โดยเฉพาะเจาะจง จึงไม่ใช่จำกัดเวลาเกิดเหตุเฉพาะวันดังกล่าวเท่านั้น เมื่อทางพิจารณาได้ความว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเหตุเกิดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ซึ่งตรงกับฟ้องของโจทก์ส่วนหนึ่งแล้ว และปรากฏจากบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 11 นาฬิกา และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในความผิดที่เกิดในวันเวลาดังกล่าวเช่นกัน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ไม่ปรากฏว่ามีการร้องทุกข์และสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดครั้งที่สอง ดังนั้น จะฟังว่าความผิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา เป็นข้อเท็จจริงในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ อันเป็นเหตุห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากคำฟ้องเพียงประการเดียวแล้วเห็นว่าโจทก์มิได้มีวัตถุประสงค์ในการที่จะให้ลงโทษจำเลยในการกระทำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสันติพงษ์ จูปรางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6498/2551
#497036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินทั้ง 6 แปลงให้โจทก์และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท หากไม่สามารถโอนที่ดินได้ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 35,000,000 บาท ซึ่งศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีหรือไม่เพียงใด ซึ่งมิใช่เป็นการเรียกเบี้ยปรับคืนหรือขอให้ลดเบี้ยปรับแต่อย่างใด เมื่อทาวน์เฮาส์จำนวน 18 ห้อง ที่ ศ. ปลูกสร้างในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงว่าหาก ศ. ผิดสัญญาให้ริบเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้จะขายโดยไม่ต้องใช้ราคาเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการที่ผู้จะซื้อให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินให้เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้จะขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 เมื่อโจทก์ฟ้องและขอบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดิน 6 แปลง ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยลดเบี้ยปรับและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายศมา นายศมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสองจำนวน 6 แปลง ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท นายศมาได้ชำระเงินให้จำเลยทั้งสองหลายครั้งรวมเป็นเงิน 419,324 บาท ต่อมานายศมาถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายมายังทายาทของนายศมา โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายศมา จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเรียกร้องราคาเพิ่มเป็นตารางวาละ 23,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และรับเงินจำนวน 4,620,676 บาท โดยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถบังคับจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 35,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 472,452 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 419,324 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยลดเบี้ยปรับและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนมาแล้วว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายศมา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2536 นายศมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง กับจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2536 นายศมาทำสัญญาเพิ่มเติมโดยตกลงชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนธันวาคม 2536 เมื่อถึงกำหนดนายศมาเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ชำระค่าที่ดินภายในกำหนดตามสัญญาและถือว่าสัญญาเลิกกันโดยมิต้องบอกกล่าวตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวนั้นยอมให้จำเลยที่ 1 ผู้จะขายริบเงินมัดจำทั้งหมด บรรดาสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วยินยอมให้ตกเป็นของผู้จะขายโดยสละสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินทั้ง 6 แปลง ให้โจทก์ และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท หากไม่สามารถโอนที่ดินได้ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 35,000,000 บาท ซึ่งศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีหรือไม่เพียงใด ซึ่งมิใช่เป็นการเรียกเบี้ยปรับคืนหรือขอให้ลดเบี้ยปรับแต่อย่างใด เมื่อทาวน์เฮาส์จำนวน 18 ห้อง ที่นายศมาปลูกสร้างในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขาย มีข้อตกลงว่าหากนายศมาผิดสัญญาให้ริบเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้จะขายโดยไม่ต้องใช้ราคา เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการที่ผู้จะซื้อให้สัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินให้เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้จะขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 เมื่อโจทก์ฟ้องและขอบังคับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดิน 6 แปลง ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยลดเบี้ยปรับและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวหาชอบไม่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 382
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
นางสาวสมหญิง หลิมบุญเจียม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายศมา หลิมบุญเจียม
จำเลย — นางสาวกรกนก เทพพิทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6497/2551
#412400
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้ง บ. เป็นทนายความต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 บัญญัติว่า "ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี" และมาตรา 1272 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้การชำระบัญชีสิ้นสุดไปแล้ว กฎหมายยังให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นเป็นหนี้อยู่ได้ และคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกชำระหนี้ให้โจทก์ และเป็นการที่โจทก์ฟ้องก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเลิกบริษัท ตามบทบัญญัติดังกล่าวคู่กรณียังคงว่ากล่าวคดีกันต่อไปได้ และทนายความของจำเลยที่ 1 ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปตามที่ได้รับแต่งตั้งไว้ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 26,989,589.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 18,756,657 บาท และ 305,510.95 บาท นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2530 และนับแต่วันฟ้องตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ให้ยกฟ้องโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาล 200,000 บาท มาชำระภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต และให้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้วางเงินค่าขึ้นศาลภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2544 จนกระทั่งวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 ทนายความของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 แล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป และดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในขณะยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตลอดมาโดยไม่ได้หยิบยกข้อเท็จจริงเรื่องจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเสร็จสิ้นเข้าสู่ศาล ศาลจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลหรือไม่ จนกระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ทั้งโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี และศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ พฤติการณ์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว แต่ทนายความของจำเลยที่ 1 ก็ยังมีหน้าที่ต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งนายบุญชูเป็นทนายความต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายความของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 หรือไม่ และมีเหตุต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 บัญญัติว่า "ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้ได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี" และมาตรา 1272 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้การชำระบัญชีสิ้นสุดไปแล้ว กฎหมายยังให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นเป็นหนี้อยู่ได้ และคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกชำระหนี้ให้โจทก์ และเป็นการที่โจทก์ฟ้องก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเลิกบริษัท ตามบทบัญญัติดังกล่าวคู่กรณียังคงว่ากล่าวคดีกันต่อมาได้ และทนายความของจำเลยที่ 1 ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับแต่งตั้งไว้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นเงิน 1,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจิรรัชดาการ จำกัด
บริษัทโรนิมมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2551
#498838
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของ จ. โดยยอมรับผิดร่วมกับ จ. อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ จ. และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ความรับผิดของ จ. ตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมระงับสิ้นไปและทำให้ จ. ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 852 เมื่อความรับผิดของ จ. ต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ของ จ. ตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไป จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของ จ. จึงหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินจำนวนหนี้ที่นางจิริสุดา (ผู้กู้) ยังค้างชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาทแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 นางจิริสุดาทำสัญญากู้เงินโจทก์ 30,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวโดยยอมร่วมรับผิดกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนางจิริสุดาและจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1362/2545 แต่โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาโดยมีข้อตกลงว่า นางจิริสุดายอมชำระเงินจำนวน 31,125 บาท แก่โจทก์ และจะผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท งวดแรกจะชำระให้โจทก์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะชำระหนี้ครบ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1543/2545 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดามีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนางจิริสุดาโดยยอมรับผิดร่วมกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ความรับผิดของนางจิริสุดาตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมระงับสิ้นไปและทำให้นางจิริสุดาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852 เมื่อความรับผิดของนางจิริสุดาต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ของนางจิริสุดาตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไป จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของนางจิริสุดาจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อีกต่อไป คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย มุกธวัตร
จำเลย — นางบุญเยี่ยม วิริยะกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6476/2551
#494016
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.18 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถ้ายังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ ไม่จำเป็นต้องระบุในคำพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขณะทำสัญญาร้อยละ 16 ต่อปี โดยจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากผิดสัญญาต้องบังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมใช้เงินในส่วนที่ขาดจนครบ ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าค้างชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินต้น 773,429.74 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีกจำนวน 114,027.88 บาท และหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 2,581,908.45 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ยอดหนี้ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,658,607.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,658,607.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงขอถอนคำให้การทั้งหมดและยอมรับตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนคำให้การได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุเพียงว่า หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วยดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
นางลลินี สิงคาลวาณิช
จำเลย — หรือนางสาวลลินี ควันธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6475/2551
#412019
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับคดีได้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาท ปรากฏว่าในวันเดียวกันเจ้าพนักงานที่ดินได้รับหมายคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่คุ้มครองชั่วคราวนี้มีผลใช้บังคับในวันดังกล่าวแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 258 วรรคสาม ดังนั้นการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ทำขึ้นภายหลังที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผลใช้บังคับแล้วจึงไม่อาจใช้ยันต่อโจทก์ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะได้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 258 ทวิ วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19655 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยให้โอนที่ดินดังกล่าวกลับเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามเดิม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19655 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยให้โอนที่ดินดังกล่าวกลับเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2143 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ (ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 19655 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ) จากจำเลยที่ 1 และดาบตำรวจวิเชียรในราคา 130,000 บาท โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 75,500 บาท ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2545 โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และในวันที่ 12 กันยายน 2545 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินมัดจำค่าที่ดิน ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 โอนขายหรือจำหน่ายที่ดินดังกล่าว วันที่ 13 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกดาบตำรวจวิเชียร ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ระหว่างศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้หรือไม่นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ในประเด็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายโดยชอบเสียค่าตอบแทนและสุจริตหรือไม่ และโจทก์ก็อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งจำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินโดยไม่สุจริตและสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้นั้น เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแก่โจทก์ โดยห้ามมิให้จำเลยที่ 1 โอนขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทอ้างว่า หากโจทก์ชนะคดีแล้วจะไม่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 โอนขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาท นับแต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ได้รับหมาย ซึ่งเป็นคำขอและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) และ 255 (3) (ก) ปรากฏว่านายวีรศักดิ์เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว ได้รับหมายคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 จึงต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งอนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับห้ามจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 258 วรรคสาม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งห้ามโอนที่ดินที่มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงหาอาจนำมาใช้ยันกับโจทก์ได้ไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 258 ทวิ วรรคสอง เว้นแต่จำเลยที่ 2 จะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนในวันที่ 18 ตุลาคม 2545 แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจจะนำมาเป็นข้ออ้างยันโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 258 ทวิ วรรคสอง ดังกล่าว ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 254 (3) ม. 255 (3) (ก) ม. 258 วรรคสาม ม. 258 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ เชื้อสามารถ
จำเลย — นางสุวรรณ วงษ์เกษมศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายประทีป ชูคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6474/2551
#499462
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาถึงคำฟ้องของโจทก์ว่าประสงค์จะให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้อะไรจะต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของคำฟ้องทั้งหมดประกอบกับเอกสารท้ายฟ้องเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาแต่ถ้อยคำหรือข้อความเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของคำฟ้องซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและตามตั๋วสัญญาใช้เงินในเวลาเดียวกัน เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับมูลหนี้การกู้ยืมเงิน ดังนั้น แม้จะรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองว่าสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินขาดอายุความ จำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดตามมูลหนี้กู้ยืมเงินต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 3,455,616.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสองมีเพียงประการเดียวว่า คำฟ้องของโจทก์ตั้งสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีอายุความ 3 ปี หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) โดยซื้อมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,000,000 บาท และได้รับเงินกู้จำนวนดังกล่าวไปแล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 28 มกราคม 2540 สัญญาว่าจะใช้เงินให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เมื่อทวงถาม จำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนของทุกหนึ่งเดือนนับจากวันออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นต้นไป จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 แล้ว ไม่ชำระอีกเลย จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงได้มีหนังสือแจ้งการโอนให้จำเลยทั้งสองทราบและทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายและมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายถึงรายละเอียดของมูลหนี้ซึ่งเป็นที่มาแห่งสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์ได้ซื้อมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 ได้อออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เมื่อทวงถามทั้งเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์โจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือขอรับเงินกู้ซึ่งมีตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารประกอบของจำเลยมาเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุชัดเจนว่า จำเลยให้ถือว่าหนังสือนี้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินและรับเงินกู้จำนวน 2,000,000 บาท ไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และลงลายมือชื่อของจำเลยในตอนท้ายในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน แสดงถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) นั้น มีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมไปจากบริษัทดังกล่าวโดยมีตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 สัญญาจะใช้เงินตามจำนวนที่กู้ยืมไปให้แก่หรือตามคำสั่งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เมื่อทวงถาม ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงเป็นตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้ประกอบการกู้ยืมเงิน และเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ยืมไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) แม้คำฟ้องของโจทก์ในตอนหลังจะบรรยายอ้างถึงตั๋วสัญญาใช้เงินว่าจำเลยที่ 1 จะชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนของทุกเดือนนับจากวันออกตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) ก็ดี รวมทั้งจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินกับดอกเบี้ยและมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวก็ดี จึงเป็นเพียงการกล่าวถึงจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้เพื่อชำระหนี้ที่กู้ยืมนั้นตรงตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้อง ไม่อาจแปลว่าโจทก์มุ่งประสงค์บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ต้องกล่าวบรรยายฟ้องให้เห็นถึงมูลหนี้การกู้ยืมเงินมาด้วยและยังได้แนบสำเนาหนังสือหลักฐานการกู้เงินที่เกี่ยวข้องมาเป็นส่วนหนึ่งขอคำฟ้อง การพิจารณาถึงคำฟ้องของโจทก์ว่าประสงค์จะให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้อะไรจะต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของคำฟ้องทั้งหมดประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาแต่ถ้อยคำหรือข้อความเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและตามตั๋วสัญญาใช้เงินในเวลาเดียวกัน เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับมูลหนี้การกู้ยืมเงิน ดังนั้น แม้จะรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองว่าสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินขาดอายุความ จำเลยทั้งสองก็ยังต้องรับผิดตามมูลหนี้กู้ยืมเงินต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการฟ้องเรียกเงินจำนวนที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) มิใช่เป็นการฟ้องเรียกเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีอายุความ 3 ปี นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 653 ม. 1001
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6473/2551
#497845
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์ได้ตามกำหนดเวลาในสัญญา และไม่ได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ตรงตามสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 388 ดังนั้น เมื่อสิทธิเลิกสัญญาเมื่อเกิดขึ้นมีอยู่แล้วย่อมใช้ได้โดยฝ่ายที่มีสิทธิเลิกนั้นแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงเจตนาจะทำอย่างไร และมีผลขึ้นเมื่อใดต้องไปตามหลักนิติกรรมและการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 149, 150 และมาตรา 168 เมื่อโจทก์เบิกความว่า สิ้นปี 2541 จำเลยก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญา โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืน แต่พนักงานของจำเลยอ้างว่าต้องปรึกษาคณะกรรมการก่อนแล้วเพิกเฉยไม่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ ซึ่ง ว. เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า หลังครบกำหนดในปี 2541 โจทก์เคยไปขอเงินคืน แต่จำเลยไม่ได้คืนเงินให้โจทก์ แสดงว่าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยได้แสดงเจตนาทวงถามเงินคืนให้จำเลยทราบ จึงถือว่าชอบตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ทั้งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาก่อนที่จำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว มิพักต้องบอกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 393 ทั้งไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจถือเอาเงื่อนเวลาการส่งมอบห้องชุดเป็นสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2536 จำเลยเสนอขายห้องชุดในโครงการรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์แก่โจทก์ โดยจำเลยนำแผ่นพับรูปจำลองของโครงการมาให้โจทก์ดู มีคำบรรยายในแผ่นพับว่าจำเลยจะสร้างคอนโดมิเนียมและพลาซ่าบนพื้นที่ประมาณ 60 ไร่ ในส่วนแรกจะมี 9 อาคาร อาคารละ 39 ชั้น พร้อมพื้นที่จอดรถ 7 ชั้น และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โจทก์เชื่อในคำโฆษณาดังกล่าวจึงทำสัญญาจองซื้อห้องชุดกับจำเลย จำเลยสัญญาว่าจะก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในปี 2541 ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด จำเลยยินยอมคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ให้โจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินค่าจะซื้อและเงินมัดจำให้จำเลยแล้ว รวมเป็นเงิน 327,231 บาท แต่จำเลยก่อสร้างโครงการไม่แล้วเสร็จตามกำหนดและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โฆษณา โจทก์ได้ติดตามทวงถามกับจำเลยตลอดเวลา จำเลยก็ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้จนกระทั่งวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 จำเลยได้มีหนังสือมาถึงโจทก์แจ้งกำหนดวันนัดส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่โจทก์ไม่ประสงค์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอรับเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 340,208.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 327,231 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยลงมือก่อสร้างอาคารห้องชุดพิพาทมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2536 รวมทั้งทำการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โฆษณาไว้จนแล้วเสร็จ ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดและเจ้าพนักงานได้ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเรียบร้อยแล้ว จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ หนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 อันเป็นเวลาหลังจากปี 2541 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นกำหนดเวลาส่งมอบห้องชุดถึง 3 ปี เห็นได้ว่าโจทก์ไม่ติดใจถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องกำหนดเวลาอันสมควรให้จำเลยทำการชำระหนี้เสียก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์มีอัตราไม่เกินร้อยละ 3.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 327,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับจำเลยในราคา 1,543,402 บาท เป็นห้องชุดแบบ อี ในอาคารมณเฑียร 1 ชั้นที่ 8 เนื้อที่ประมาณ 49 ตารางเมตรแบ่งชำระเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นเงินมัดจำ 148,191 บาท ส่วนที่สองแบ่งเป็น 20 งวด งวดละ 8,952 บาท ส่วนที่สาม 1,216,171 บาท ชำระเมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำและเงินในส่วนที่สองให้จำเลยครบ 20 งวดแล้ว รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 327,231 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือไปถึงโจทก์แจ้งกำหนดวันนัดส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่โจทก์ไม่ประสงค์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอรับเงินคืน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลย เมื่อครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องชำระหนี้คือส่งมอบห้องชุดให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังก่อสร้างไม่เสร็จ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเรียกเงินที่ชำระแล้วคืนจากจำเลย กลับปล่อยเวลาให้ล่วงพ้นไปนานถึง 3 ปี แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ติดใจถือเอาเงื่อนเวลาการส่งมอบห้องชุดเป็นสำคัญ ดังนั้น สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดเวลาชำระหนี้ หากโจทก์จะบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย จึงชอบที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 393 เสียก่อน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอรับเงินที่ชำระให้แก่จำเลยคืนนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 11 ระบุว่า "... "ผู้จะขาย" ตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในประมาณปี พ.ศ.2541" แต่ปรากฏตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดว่าเจ้าพนักงานได้รับจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 และปรากฏตามสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดว่า หนังสือดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2542 และปรากฏตามหนังสือที่จำเลยมีไปถึงโจทก์แจ้งกำหนดวันนัดส่งมอบ และโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดว่าจำเลยกำหนดวันนัดส่งมอบและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 แสดงว่าจำเลยก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งนายวสุผู้รับมอบอำนาจจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ปัจจุบันจำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล คลับเฮ้าส์ ส่วนสระว่ายน้ำก็สร้างอยู่ในตัวอาคาร มิได้อยู่ด้านหน้าอาคารตามที่ปรากฏในภาพตามแผ่นพับ ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของอาคารที่โจทก์คาดหวังจะได้ใช้ตามคำพรรณนาเมื่อซื้อห้องชุดจากจำเลยแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์ได้ตามกำหนดเวลาในสัญญา และไม่ได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ตรงตามสัญญาจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ที่บัญญัติว่า ถ้าวัตถุประสงค์แห่งสัญญานั้นว่าโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้แสดงไว้ จะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลามีกำหนดก็ดี หรือภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ก็ดี และกำหนดเวลาหรือระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำระหนี้ไซร้ ท่านว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ มิพักต้องบอกกล่าวดังว่าไว้ในมาตราก่อนนั้นเลย ดังนั้น เมื่อสิทธิเลิกสัญญาเมื่อเกิดขึ้นมีอยู่แล้วย่อมใช้ได้โดยฝ่ายที่มีสิทธิเลิกนั้นแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงเจตนาจะทำอย่างไร และมีผลขึ้นเมื่อใดต้องเป็นไปตามหลักนิติกรรมและการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149, 150 และมาตรา 168 เมื่อโจทก์เบิกความว่า สิ้นปี 2541 จำเลยก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญา โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืน แต่พนักงานของจำเลยอ้างว่าต้องปรึกษาคณะกรรมการก่อน แล้วเพิกเฉยไม่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ซึ่งนายวสุเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า หลังจากครบกำหนดในปี 2541 โจทก์เคยไปขอเงินคืน แต่จำเลยไม่ได้คืนเงินให้โจทก์ แสดงว่าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยได้แสดงเจตนาทวงถามเงินคืนให้จำเลยทราบ จึงถือว่าชอบตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาก่อนที่จำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว มิพักต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 393 ทั้งไม่อาจรับฟังว่าโจทก์ไม่ติดใจถือเอาเงื่อนเวลาการส่งมอบห้องชุดเป็นสำคัญตามฎีกาของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอรับเงินที่ชำระให้แก่จำเลยคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยได้ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 388 ม. 393 ม. 503
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิเชษฐ์ เกียรติวิศาลศรี
จำเลย — บริษัทรัชฎาคอนคอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460 -ที่ 6472/2551
#493736
เปิดฉบับเต็ม

วัดโคกเป็นวัดร้างที่รวมเข้ากับวัดโจทก์ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก 121 ออกมาใช้บังคับ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมวัดที่ไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายที่ดินวัดโคกที่รวมเข้ากับวัดโจทก์จึงเป็นศาสนสมบัติของโจทก์ มิใช่ศาสนสมบัติกลางซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนาที่จะดูแลรักษาและจัดการ โจทก์ชอบที่จะขอออกโฉนดครอบคลุมที่ดินทั้งหมดอันเป็นศาสนสมบัติของตนได้

วัดโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านพักอาศัย ทั้งการฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของวัดโดยละเมิดไม่ได้อยู่ในบังคับที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาหรือได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

จำเลยทั้งสิบสามต่างคนต่างเป็นจำเลยในแต่ละสำนวนที่ถูกโจทก์ฟ้องเท่านั้น มิได้เป็นจำเลยในสำนวนอื่นที่ได้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยมิได้สั่งแยกเป็นรายสำนวนจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในทุกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกถึงสำนวนที่สิบสามว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ประเภทวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2423 มีพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกเป็นเจ้าอาวาส โจทก์มอบอำนาจให้พระพิพัฒน์วราภรณ์ รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสองสำนวนแรก และมอบอำนาจให้นายไพรัช ปลื้มญาติเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสิบเอ็ดสำนวนหลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9149 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ต่างทำสัญญาเช่าที่ดินคนละส่วนจากโจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เพื่อปลูกบ้านพักอาศัย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินทำประโยชน์ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสิบสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยทั้งสิบสามเพิกเฉย และยังคงอยู่ในที่ดินโดยละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตลอดมา โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 55/1 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 58 ให้จำเลยที่ 3 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 54 ให้จำเลยที่ 4 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 62 ให้จำเลยที่ 5 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 59/5 ให้จำเลยที่ 6 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 54/1 ให้จำเลยที่ 7 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 60 ให้จำเลยที่ 8 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 42/1 ให้จำเลยที่ 9 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 62/1 ให้จำเลยที่ 10 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 56 ให้จำเลยที่ 11 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 56/1 ให้จำเลยที่ 12 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 59/3 และให้จำเลยที่ 13 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสิบสามไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนและขนย้ายเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสิบสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 และที่ 13 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เฉพาะในกิจการทั่วไป ไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือมอบอำนาจให้ผู้ใดฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ลายมือชื่อของพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยที่ดินดังกล่าวเป็นของวัดโคกร้างซึ่งยังมิได้เพิกถอนทะเบียนวัดและไม่เคยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัดใด ถือว่าเป็นศาสนสมบัติกลางซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการศาสนา จำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินดังกล่าวมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี แท้จริงแล้วที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่เพียง 71 ไร่เศษ มิใช่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์กระทำโดยไม่ชอบ เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เกินเลยไปโดยสำคัญผิด เนื่องจากโจทก์หรือผู้แทนโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่น โดยมิได้แจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงและจำเลยทั้งสิบสามให้ไปคัดค้านหรือระวังแนวเขตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสามโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์กันที่ดินไว้เพื่อจัดประโยชน์หรือนำออกให้เช่าเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา และไม่ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะมีอำนาจให้เช่าที่ดินได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน สัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โจทก์ให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เช่าที่ดินต่อไปคราวละ 1 ปี จนครบ 20 ปี สัญญาเช่าที่ดินจึงยังไม่ครบกำหนด นอกจากนี้โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ช่วยออกเงินค่าถมดินเทพื้นคอนกรีตบนที่ดินที่เช่าและบริเวณใกล้เคียงทำเป็นทาง อันเป็นการเรียกค่าตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โจทก์จึงมีความผูกพันต้องไปจดทะเบียนการเช่าระยะเวลา 20 ปี แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงตลอดมา โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ที่ดินตามฟ้องโดยสภาพไม่อาจนำออกให้เช่าได้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งไม่เหมาะสม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามและบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 55/1 เลขที่ 58 เลขที่ 54 เลขที่ 62 เลขที่ 59/5 เลขที่ 54/1 เลขที่ 60 เลขที่ 42/1 เลขที่ 62/1 เลขที่ 56 เลขที่ 56/1 เลขที่ 59/3 และเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสิบสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยแต่ละสำนวนชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2547 จนกว่าจำเลยทั้งสิบสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์เป็นวัดในพระพุทธศาสนา โดยเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมามาตั้งแต่ปี 2423 ตามหนังสือรับรองสภาพวัดของกรมการศาสนา เอกสารหมาย จ.28 โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9149 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.27 ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งวัดโจทก์ เขตที่ดินด้านทิศตะวันตกอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จำเลยทั้งสิบสามต่างปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ตามแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จ.ล.1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2538 และทำบันทึกขออาศัยอยู่ในที่ดินหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าต่อไปอีกจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ตามสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญา เอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.4 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในที่ดินโดยมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ โจทก์ประสงค์จะนำที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยไปจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขยายโรงเรียนวัดพนัญเชิงกับสร้างเขื่อนด้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และได้จัดสถานที่แห่งใหม่พร้อมสาธารณูปโภคให้แก่จำเลยทั้งสิบสามไว้แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสามไม่ยอมขนย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ที่โจทก์จัดให้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องตรงกับสำเนาสัญญาเช่าที่ดินที่แนบท้ายฟ้องว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 เช่าจากโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มิได้กล่าวถึงสิทธิอื่น เป็นการยืนยันว่าโจทก์มีอำนาจให้เช่าเพราะโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่อย่างเดียว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 จึงชอบที่จะยกข้อที่ว่าที่ดินที่เช่ามิใช่ของโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในกรณีเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำไว้กับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอม แม้โจทก์จะอ้างว่าอาจนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้เดือนละ 3,000 บาท ถึง 5,000 บาท ก็เป็นการอ้างเพื่อกำหนดจำนวนค่าเสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามชำระแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเท่านั้น มิใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญา เอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.4 ถึง จ.14 แต่อย่างใด สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามยังคงอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นฟ้องในมูลละเมิดโดยอาศัยความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 หาใช่เป็นฟ้องขับไล่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสิบสามฎีกาว่า สัญญาเช่าที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำไว้กับโจทก์ไม่มีผลบังคับ เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจนำที่ดินออกให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาและอนุมัติจากมหาเถรสมาคม จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ คงมีปัญหาที่ต้องวินิฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยหรือไม่ จำเลยทั้งสิบสามฎีกาสรุปความว่า โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง เพราะได้รวมที่ดินวัดโคก และวัดรอซึ่งเป็นวัดร้างอันเป็นศาสนสมบัติที่อยู่ในอำนาจดูแลรักษาของกรมการศาสนาเข้าไว้ด้วย เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมีโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้ เมื่อปี 2501 มาแสดงต่อศาลตามสำเนาเอกสารหมาย จ.27 โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง และเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยทั้งสิบสามจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องของโฉนดที่ดิน ข้อนี้แม้จำเลยทั้งสิบสามจะนำสืบโดยมีสำเนาคำขอรังวัดออกโฉนด (ตกค้าง) และรูปแผนที่จำลอง เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 7 มาแสดงว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดได้รวมพื้นที่ 3 วัด คือวัดโจทก์ วัดโคกและวัดรอและตามสูจิบัติงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) ครบ 678 ปี เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์จัดทำเพื่อแจกผู้ไปร่วมงานระบุว่าที่ดินโจทก์ได้รวมพื้นที่วัดโคก วัดรอ และวัดร้างอื่นอีก 2 วัด คือวัดมณฑป และวัดขอมหรือวัดสวนพลูเข้าไว้ด้วยกันก็ตาม แต่ก็ได้ความตามสูจิบัตรตามเอกสารหมาย ล.1 ประวัติวัดพนัญเชิงวรวิหารหน้าที่ 10 ถึง 13 นั้นเองว่า วัดโจทก์มีประวัติเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ พระเจ้าสายน้ำผึ้งได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม ให้นามชื่อว่าวัดพระเจ้าพระนางเชิง ตั้งแต่จุลศักราช 406 ปีมะโรง ฉ ศก (ประมาณ พ.ศ.1587) เป็นต้นมา โดยเฉพาะวัดขอมหรือวัดสวนพลูซึ่งกล่าวไว้เป็นลำดับสุดท้าย ตามสูจิบัติดังกล่าวก็ระบุว่าได้รับประกาศรวมเข้ากับวัดโจทก์เมื่อปี 2488 ส่วนวัดรอและวัดมณฑปรวมทั้งวัดโคกซึ่งเป็นวัดที่จำเลยทั้งสิบสามให้การต่อสู้ว่าปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินของวัดนั้น กลับไม่ปรากฏตามสูจิบัตรว่าได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ตั้งแต่ปีใด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะได้รวมเข้ากับวัดโจทก์มาก่อนนานแล้วจนไม่สามารถสืบพบประวัติเป็นได้ ประวัติการรวมวัดตามที่ได้ระบุไว้ในสูจิบัตรดังกล่าว จำเลยทั้งสิบสามมิได้นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเคยเข้าปกครองรักษาวัดโคกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก 121 มาตรา 8 นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสมชายพยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ไม่ปรากฏชื่อวัดโคกอยู่ในทะเบียนวัดร้างของจังหวัด จึงมีเหตุน่าเชื่อว่า วัดโคกเป็นวัดร้างที่รวมเข้ากับวัดโจทก์ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก 121 ออกมาใช้บังคับ การรวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมวัดที่ไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายที่ดิน วัดโคกที่รวมเข้ากับวัดโจทก์จึงย่อมเป็นศาสนสมบัติของโจทก์มิใช่ศาสนสมบัติกลาง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนาที่จะดูแลรักษาและจัดการ โจทก์ชอบที่จะขอออกโฉนดครอบคลุมที่ดินทั้งหมดอันเป็นศาสนสมบัติของตนได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสามมีนายชาญพิบูณย์ นิติกรของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานตรวจไม่พบว่ามีมติของมหาเถรสมาคมที่ให้รวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์นั้น เห็นว่า มหาเถรสมาคมเป็นสถาบันที่เพิ่งบัญญัติให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 คำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าวัดโคกมิได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ นายกรีพล พยานจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เบิกความว่า การถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนพยานจำเลยปากอื่นไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันความไม่ถูกต้องของการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบมาจึงยังไม่พอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งนำสืบด้วยเอกสารมหาชน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัย ทั้งการฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของวัดโดยละเมิดก็หาได้อยู่ในบังคับที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาหรือได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ดังที่จำเลยทั้งสิบสามฎีกาไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและเรียกค่าเสียหาย

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ จำเลยทั้งสิบสามฎีกาว่า โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร จำนวนเท่าใด ศาลจึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้โดยชอบ เห็นว่า โจทก์นำสืบไว้แล้วว่าประสงค์จะนำที่ดินบริเวณที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยไปจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขยายโรงเรียนวัดพนัญเชิง และสร้างเขื่อนด้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา การที่จำเลยทั้งสิบสามยังคงอยู่ในที่ดินของโจทก์ย่อมเป็นการขัดขวางและทำให้การดำเนินการตามความประสงค์ของโจทก์ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ยังนำสืบอ้างว่าอาจนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้เดือนละ 3,000 บาท ถึง 5,000 บาท ต่อราย ศาลจึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยพิจารณาถึงข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยทั้งสิบสามต่างคนต่างเป็นจำเลยในแต่ละสำนวนที่ถูกโจทก์ฟ้องเท่านั้น มิได้เป็นจำเลยในสำนวนอื่นที่ได้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาใหจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยมิได้สั่งแยกเป็นรายสำนวน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบสามสำนวนแต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นรายสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1 ใน 13 ของเงิน 3,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าทนายความรวมทุกสำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้จำเลยทั้งสิบสามสำนวนแต่ละคนใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์สำนวนละ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 167
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดพนัญเชิงวรวิหารหรือวัดพนัญเชิง
จำเลย — นางสุธา แซ่เฮง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2551
#498835
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะซื้อที่ดินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาด แต่ก่อนเวลาที่โจทก์จะได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวจำเลยได้ใช้ที่ดินตลอดมาโดยสงบ โดยเปิดเผยและด้วยเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอมติดต่อกันเกิน 10 ปี จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ย่อมได้ภาระจำยอมเหนือที่ดินของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 มิใช่เพียงรุกล้ำใช้อย่างสภาพทางจำเป็น แม้จำเลยจะยังไม่จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมก็หาทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นไป เพราะทรัพย์วัตถุแห่งสิทธิเป็นประธานภาระจำยอมมีลักษณะเป็นสิทธิประเภทรอนสิทธิมิใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ จึงไม่อยู่ในบังคับหลักกฎหมายที่ว่าสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียน มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอนแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ อยู่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ จำเลยใช้ที่ดินของโจทก์บริเวณพื้นที่ชั้นล่างด้านหน้าอาคารพาณิชย์ของจำเลย พื้นที่ 2 X 12 ตารางเมตร หรือ 6 ตารางวา เป็นทางจำเป็นเดินผ่านเข้าออกไปสู่ถนนสาธารณะ โดยจำเลยมิได้ขออนุญาตโจทก์ กับรุกล้ำบริเวณแดนอากาศด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลย (ที่ถูกเป็นโจทก์) โดยจำเลยต่อเติมสิ่งปลูกสร้างและสร้างรั้วลูกกรงยื่นออกมาที่ที่ดินของโจทก์ขนาด 6 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับที่ดินของโจทก์ที่จำเลยใช้เป็นทางจำเป็นในการออกสู่ถนนสาธารณะทางด้านหน้า โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท และด้านหลังของอาคารพาณิชย์ของจำเลย เดือนละ 3,000 บาท และทางด้านหน้าของอาคารพาณิชย์ของจำเลย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท รวมค่าเสียหายเดือนละ 6,300 บาท คิดตั้งแต่วันที่โจทก์ซื้อที่ดินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 749,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ห้ามไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องกับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 749,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยเดือนละ 6,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไป

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหามาจากผู้มีชื่อและธนาคาร โดยไม่ได้มีการต่อเติมอาคารอย่างใดเลย อาคารทุกแปลงมีกันสาด โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารที่อยู่ติดต่อกับจำเลย ถนนหน้าอาคารจำเลยครอบครองใช้ทางมาเกินกว่า 10 ปี จนตกเป็นทางสาธารณะโดยอายุความ ส่วนทางด้านหลังของอาคารเจ้าของเดิมได้กั้นเป็นสัดส่วนเพื่อมิให้ผู้อื่นเดินผ่านด้านหลัง แต่ยังเป็นทางระบายน้ำของอาคารแต่ละคูหาร่วมกัน โจทก์ซื้อที่ดินภายหลัง ย่อมต้องรับภาระของเจ้าของเดิม จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่มีอยู่ก่อนที่เจ้าของอาคารมีอยู่โดยการครอบครองเกินกว่า 10 ปี โดยสงบและเปิดเผยจนได้กรรมสิทธิ์โดยอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้องหากมีจริงก็ไม่เกิน 120 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมกันสาดส่วนที่รุกล้ำออกมาโดยให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์รวมเดือนละ 900 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนบริเวณคอนกรีตที่ทำขึ้นบนกันสาดที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหา ซึ่งมิใช่ส่วนที่เป็นกันสาดและรั้วลูกกรงเหล็กแต่เดิม และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบริเวณคอนกรีตเหล่านั้นออกไป กับโจทก์ไม่ต้องไปจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของโจทก์ และจำเลยไม่ต้องใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ และไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันในส่วนที่เกี่ยวกับกันสาดและรั้วลูกกรงเหล็กที่อยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2510 นายจำเริญ พูลวรลักษณ์ กับบริษัททนุก่อสร้าง จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา และวันที่ 5 กันยายน 2511 ได้มีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแก่นายจำเริญรวม 20 แปลง ส่วนที่ดินที่เหลือ 14 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา เป็นของบริษัททนุก่อสร้าง จำกัด ซึ่งในวันเดียวกันบริษัทดังกล่าวได้แบ่งเป็นแปลงย่อย และปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ขายแก่บุคคลทั่วไปรวม 146 แปลง ใช้ชื่อโครงการว่า ศูนย์การค้าพระราม 4 (คลองเตย) รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 60410 ถึงเลขที่ 60419 และที่ดินโฉนดเลขที่ 60439 เนื้อที่ 1 ไร่ 86ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 คงเหลือเนื้อที่ 7 ไร่ 97 ตารางวา ต่อมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2518 บริษัททนุก่อสร้าง จำกัด ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 ที่เหลืออีกด้านหนึ่งออกเป็นแปลงย่อยๆ รวม 135 แปลง โดยจำนวน 134 แปลง มีเนื้อที่แปลงละตั้งแต่ 1 ตารางวาเศษ ถึง 43 ตารางวาเศษ แปลงที่ 135 มีเนื้อที่ 1 งานเศษ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 ที่เหลือเนื้อที่ 6 ไร่ 44 ตารางวา มีสภาพเป็นถนนในศูนย์การค้าพระราม 4 (คลองเตย) ขนาดกว้าง 16 เมตร 4 สาย ขนาดกว้าง 20 เมตร 2 สาย กันเป็นทางเข้าออกศูนย์การค้าพระราม 4 (คลองเตย) และถนนพระรามที่ 4 ขนาดกว้าง 20 เมตร 2 ช่องทาง และเป็นทางเข้าออกระหว่างศูนย์การค้าพระราม 4 (คลองเตย) ถนนสุนทรโกษา ขนาดกว้าง 6 เมตร 3 ช่องทาง ในปี 2533 บริษัททนุก่อสร้าง จำกัด ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 ที่เหลือดังกล่าวแก่บริษัทกรุงเทพธนาสินการท่าเรือ จำกัด สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 60410 ถึงโฉนดเลขที่ 60418 แต่ละแปลงได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 1201 ที่ 1202/1 ที่ 1202/2 ที่ 1204 ที่ 1204/1 ที่ 1204/2 ที่ 1206 ที่ 1206/1 และที่ 1206/2 รวม 9 คูหา ตามลำดับ อยู่ติดต่อเป็นแถวเดียวกัน ในปี 2520 จำเลยได้ซื้อที่ดิ่นโฉนดเลขที่ 60412 และ 60413 กับอาคารพาณิชย์เลขที่ 1202/2 และเลยที่ 1204 ตามลำดับ ที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่แปลงละ 12 ตารางวา ที่ดินและอาคารพาณิชย์ของจำเลยทั้งสามคูหาอยู่ติดต่อกัน หลังจากนั้นปี 2532 โจทก์ในฐานะนิติบุคคลประเภทมูลนิธิจึงได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 60439 เนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลแพ่งเพื่อใช้เป็นสำนักงาของโจทก์ในนามของคริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ ปี 2541 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 2433/2541 ในคดีซึ่งจำเลยกับเจ้าของที่ดินที่จัดสรรคนอื่นเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทกรุงเทพธนาสินการท่าเรือ จำกัด ว่า ถนนที่ก่อสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4923 ตามรูปแผนที่หลังโฉนดเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60412 และ 60413 และเลขที่ 60414 ของจำเลยและที่ดินแปลงอื่นๆ ของเจ้าของที่ดินคนอื่นๆ อาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาของจำเลย โดยด้านทิศใต้ของอาคารซึ่งเป็นด้านหน้าของอาคารและด้านทิศเหนือซึ่งเป็นด้านหลังของอาคาร แต่ละด้านตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปมีกันสาดสร้างติดกับตัวอาคารยื่นออกมาลอยเหนือพื้นดินและมีการสร้างรั้วลูกกรงเหล็กอยู่บนกันสาดดังกล่าวด้วย แต่ด้านหลังของอาคารบางส่วนจะไม่มีรั้วลูกกรงเหล็ก โดยมีการก่อสร้างคอนกรีตบางส่วนขึ้นบนกันสาดแทนกับทั้งที่รั้วลูกกรงเหล็กและคอนกรีตบางส่วนได้ทำเป็นบันไดทางขึ้นชั้นดาดฟ้า ทั้งนี้ ส่วนที่เป็นกันสาดและรั้วลูกกรงเหล็กจะเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังของอาคารเป็นส่วนหนึ่งปกคลุมที่ดินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของอาคารมีเนื้อที่ด้านละ 6 ตารางวา ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าสิ่งปลูกสร้างและรั้วลูกกรงเหล็กด้านหลังอาคาร (ต่อไปจะเรียกว่าบริเวณที่พิพาทที่ 1) และรั้วลูกกรงเหล็กด้านหน้าอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาของจำเลย (ต่อไปจะเรียกว่าบริเวณที่พิพาทที่ 2) เป็นสิ่งปลูกสร้างแต่ละด้านของอาคารที่โจทก์ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนออกไป นอกจากนี้ที่ดินที่อยู่ด้านหน้าของอาคารห่างจากตัวอาคารพาณิชย์ทั้งสามคูหาของจำเลยมีเนื้อที่ 6 ตารางวา (ต่อไปจะเรียกว่าบริเวณที่พิพาทที่ 3) เป็นที่ดินส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้เป็นทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ ซึ่งบริเวณที่พิพาทที่ 2 และที่ 3 จะอยู่ตรงกันและมีเนื้อที่เท่ากัน เพียงแต่บริเวณที่พิพาทที่ 2 จะอยู่เหนือพื้นดิน ส่วนบริเวณที่พิพาทที่ 3 จะเป็นส่วนที่อยู่บนพื้นดินเท่านั้น ซึ่งบริเวณที่พิพาทที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสิ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยใช้บริเวณที่พิพาทที่ 3 อย่างเป็นทางจำเป็นและต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หรือเป็นกรณีที่จำเลยได้ภาระจำยอมมาดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะซื้อที่ดินมาโดยสุจริตจากการประมูลขายทอดตลาดกับทั้งตามรายละเอียดการจดทะเบียนหลังโฉนดจะปรากฏชัดเจนว่า ที่ดินดังกล่าวปลอดจากภาระจำยอมใดๆ แต่ดังที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า นับแต่ปี 2520 และปี 2523 ก่อนเวลาที่โจทก์จะได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว จำเลยได้ใช้ที่ดินเนื้อที่ 6 ตารางวา ดังกล่าว ซึ่งอยู่ด้านหน้าของที่ดินและอาคารพาณิชย์ทั้ง 3 คูหา ของจำเลย ตลอดมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยและด้วยเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินนั้นติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 10 ปี จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ที่ดินและอาคารพาณิชย์ทั้ง 3 คูหา ย่อมได้ภาระจำยอมเหนือที่ดินดังกล่าวของโจทก์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 มิใช่เพียงรุกล้ำใช้อย่างสภาพสภาพทางจำเป็นดังข้อฎีกาของโจทก์ และแม้จำเลยจะยังไม่จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมดังกล่าวก็หาทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นไปเพราะเมื่อพิจารณาถึงทรัพย์วัตถุแห่งสิทธิเป็นประธาน ภาระจำยอมมีลักษณะเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว มิใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ จึงไม่อยู่ในบังคับหลักกฎหมายที่ว่า สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรื้อถอนรั้วลูกกรงเหล็กดัดที่ติดอยู่บนหรือใต้กันสาดซึ่งรุกล้ำอยู่ในที่ดินโจทก์บริเวณที่พิพาทที่ 1 และที่ 2 โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า นายสุรชัย สรรสันทัด ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาทรัพย์สินของโจทก์ พยานโจทก์มาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าตึกของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์คือส่วนที่เป็นกันสาดตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไป ตึกข้างเคียงกับจำเลยก็มีลักษณะการรุกล้ำเช่นเดียวกันกับของจำเลย แม้จะได้ความจากนายสวัสดิ์ พันชนะ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า กันสาดที่พิพาททั้งหน้าและหลังมีมาพร้อมตัวอาคาร ส่วนเหล็กดัดพยานคิดว่าน่าจะมีการต่อเติมในภายหลัง อย่างไรก็ดีพิจารณาตามภาพถ่ายที่โจทก์เสนอแสดง เหล็กดัดที่ติดตรึงบนกันสาดทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคารพาณิชย์ทั้ง 3 คูหา ของจำเลยกับเหล็กดัดของอาคารพาณิชย์ของบุคคลอื่นที่อยู่ข้างเคียงทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีลักษณะเป็นแถวเป็นแนวทั้งงมีลวดลายอย่างเดียวกัน เจือสมด้วยคำเบิกความของจำเลยที่ว่า สภาพอาคารพาณิชย์ 3 คูหา ของจำเลยที่มีกันสาดและรั้วลูกกรงเหล็กนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิมแล้วตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมาในปี 2520 และปี 2523 จำเลยมิได้ต่อเติมขึ้นมาแต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าลูกกรงเหล็กดัดเป็นวัสดุสมัยใหม่ไม่สามารถสร้างทำขึ้นในปี 2510 จึงไม่อาจทำให้ข้อฎีกาของโจทก์มีเหตุผลควรแก่การรับฟัง เพราะเป็นเรื่องต่างเวลากันดังกล่าว ต้องถือว่าเหล็กดัดหรือรั้วลูกกรงเหล็กดังกล่าวได้มีการปลูกสร้างขึ้นมาโดยสุจริต ถูกต้องตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยจึงไม่ต้องรื้อถอนและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายที่ว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในส่วนบริเวณคอนกรีตที่ทำขึ้นบนกันสาดด้านหลังเพียงใดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยวินิจฉัยว่า จำเลยเพิ่งจะมาทำส่วนที่เป็นคอนกรีตบริเวณที่พิพาทที่ 1 ขึ้นภายหลังและถือเป็นส่วนของอาคารที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต แต่การจะรับเอาตามคำให้การของจำเลยที่ว่าได้ซื้ออาคารพาณิชย์มาเมื่อปี 2520 และปี 2523 โดยจำเลยมิได้ต่อเติมแต่อย่างใด ประกอบกับข้อที่โจทก์นำสืบว่าปี 2532 โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมา ถือว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายนับแต่ที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ย่อมไม่ถนัดเพราะเป็นกรณีละเมิด โจทก์ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่าจำเลยก่อสร้างทำขึ้นซึ่งคอนกรีตดังกล่าวเหล่านั้นเมื่อใด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยสร้างทำขึ้นเมื่อใด ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง จึงชอบแล้ว ฎีกาประการนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิความหวังของชาวไทย
จำเลย — นายบูรณะศิลป์ บุญสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551
#493735
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิอาศัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 มีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์เป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 50 ตารางวา อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนด จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบิดาของจ่าสิบตำรวจผาด หลักแหลม และสามีของจำเลยได้อนุญาตให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่จ่าสิบตำรวจผาด ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลยก็ยังให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใด ๆ และไม่มีการยกเลิกสิทธิอาศัยมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย นางนวลศรีมารดาของโจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินโฉนดที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิตของจำเลยและลูกหลาน

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า นางนวลศรีไม่ได้หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่า จำเลยขออยู่อาศัยตามระยะเวลาในสัญญาและยินยอมชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยอ้างสิทธิอาศัยนั้นต้องมีข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้มีสิทธิอาศัย นางนวลศรีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัย จำเลยจะอ้างสิทธิไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดและนางนวลศรี ส่วนจำเลยเป็นภริยาของนายมาลัยซึ่งเป็นน้องชายของสิบตำรวจผาด เดิมจ่าสิบตำรวจผาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31264 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท และขณะที่จ่าสิบตำรวจผาดมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางนวลศรีมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของนายฐิติวัฒน์ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยการจัดการมรดกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539" แสดงว่านางนวลศรีผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ฟ้องแทน และคำฟ้องอ้างสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งนางนวลศรีเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ดังนั้นโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องระบุไว้แจ้งชัดว่า นายฐิติวัฒน์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับนางนวลศรี แต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่จ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตายแล้ว นางนวลศรีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เช่า โจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ในข้อนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจ้าของที่ดินเดิมอนุญาต และต่อมาจ่าสิบตำรวจผาดอนุญาตให้อยู่อาศัยตลอดชีวิตของสามีและลูกหลานของจำเลย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1402
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม
โจทก์ — โดยนางนวลศรี หลักแหลม ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางสาวหรือนางชิน เสวี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551
#499104
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ น. กับ ผ. โจทก์แป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโดยการรับมรดกจาก ผ. จำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับ น. ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. แต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่ ผ. ถึงแก่ความตายแล้ว น. จึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือนบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" จะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 50 ตารางวา อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนด จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหากโจทก์นำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบิดาของจ่าสิบตำรวจผาด และสามีของจำเลยได้อนุญาตให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่จ่าสิบตำรวจผาด ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลยก็ยังให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลยโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ และไม่มีการยกเลิกสิทธิอาศัยมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย นางนวลศรีมารดาของโจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภทพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิตของจำเลยและลูกหลาน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางนวลศรีไม่ได้หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าจำเลยขออยู่อาศัยตามระยะเวลาในสัญญาและยินยอมชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยอ้างสิทธิอาศัยนั้นต้องมีข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้มีสิทธิอาศัยนางนวลศรีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัยจำเลยจะอ้างสิทธิไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนาวความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดและนางนวลศรี ส่วนจำเลยเป็นภริยาของนายมาลัย ซึ่งเป็นน้องชายของจ่าสิบตำรวจผาด เดิมจ่าสิบตำรวจผาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31264 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดิน เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทและขณะที่จ่าสิบตำรวจผาดมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางนวลศรีมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินที่เช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของนายฐิติวัฒน์ ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยการจัดการมรดกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539" แสดงว่านางนวลศรีผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ฟ้องแทน และคำฟ้องอ้างสัญญาเช่า ซึ่งนางนวลศรีเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ดังนั้น โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องระบุไว้แจ้งชัดว่านายฐิติวัฒน์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องจำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับนางนวลศรีแต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่จ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตายแล้ว นางนวลศรีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เช่าโจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ในข้อนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตและต่อมาจ่าสิบตำรวจผาดอนุญาตให้อยู่อาศัยตลอดชีวิตของสามีและลูกหลานของจำเลย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 569 ม. 1402
ชื่อคู่ความ
นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม
โจทก์ — โดยนางนวลศรี หลักแหลมผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางสาวหรือนางชิน เสวี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6455/2551
#418864
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ขอใช้ทางโดยระบุว่าเป็นทางจำเป็น คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฟังว่าเป็นทางจำเป็น คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างในภายหลังว่าเป็นทางภาระจำยอม คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นแก่โจทก์ การที่จำเลยฟ้องแย้งว่าเป็นทางภาระจำยอม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าเป็นทางภาระจำยอม จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งต้องฟังว่าที่ดินของโจทก์เป็นทางจำเป็น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 32987 ถึง 32990 จำเลยเคยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งขอให้เปิดที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นทางจำเป็น กว้าง 6 เมตร ยาว 200 เมตร และศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นทางจำเป็น คดีถึงที่สุด โจทก์ขอคิดค่าทดแทนเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา (3 ธันวาคม 2539) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 180,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ 180,000 บาท กับให้ใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้ที่ดินโจทก์เป็นทางจำเป็น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นายนันทวัฒน์ บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6175 โดยที่ดินแปลงดังกล่าวตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 32989 ถึง 32995 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 เป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 33005, 32994 และ 32995 ทางภาระจำยอมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 เป็นทางที่เชื่อมต่อจากทางภาระจำยอมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6175 ดังนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ของโจทก์จึงตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินจำเลยทั้ง 4 แปลง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ขอให้ยกฟ้องและมีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 เป็นทางภาระจำยอม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมเพราะโจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินอันเป็นทางจำเป็นตามคำพิพากษา และคดีถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับทางภาระจำยอมที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6175 ของบิดาโจทก์นั้น เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของจำเลย ทั้งข้ออ้างที่ว่าที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมก็ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โจทก์ไม่เคยยิมยอมให้ผู้ใดใช้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น เดือนละ 4,000 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะเลิกใช้ทางจำเป็น ยกฟ้องแย้งของจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น เดือนละ 2,500 บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ไปจนกว่าจะเลิกใช้ทางจำเป็น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 9,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจากทุนทรัพย์ 72,000 บาท ให้จำเลย

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีรับรองว่า ฎีกาของโจทก์มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เมื่อปี 2537 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2025/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้เปิดทางซึ่งอยู่บนที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เปิดทางจำเป็นบทที่ดินของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 32987 ถึง 32990 ซึ่งเป็นที่ดินที่นายนันทวัฒน์ บิดาโจทก์จัดสรรขาย จำเลยสร้างโรงงานผลิตกล่องกระดาษบนที่ดินดังกล่าวและใช้รถบรรทุกแล่นผ่านเข้าออกบนที่ดินของโจทก์

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ขอใช้ทางดังกล่าวโดยระบุข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเป็นทางจำเป็น คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฟังว่าเป็นทางจำเป็นตามที่จำเลยยื่นฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างในภายหลังว่าทางดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอม การที่จำเลยฟ้องแย้งว่าเป็นทางภาระจำยอม จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังนั้น จึงต้องฟังว่าที่ดินของโจทก์เป็นทางจำเป็น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์สมควรได้รับค่าทดแทนเดือนละ 4,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ของโจทก์ตกเป็นทางภาระจำเลยของที่ดินอีกหลายแปลงมีสภาพเป็นทาง โจทก์ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท เท่าที่จำเลยเคยเช่ากับโจทก์จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์เป็นเงิน 27,000 บาท ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 675 บาท แต่โจทก์เสียมา 1,800 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เหลือ 1,125 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 1,125 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกฤษณีย์ อุทุมพร
จำเลย — นายพัฒนา เย็นประทีป
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6448/2551
#493432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและขอให้เรียการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมโดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมได้ เนื่องจากมีอาคารของจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารที่ปลูกอยู่และส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือจำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป และไม่ยอมรื้อถอนอาคารของจำเลยซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนคำขอบังคับก็คือให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวมทั้งใช้ค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่า โจทก์ร่วมบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยหรือไม่ อย่างไร และจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไร เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แม้จะขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 3,200 บาท หรือเดือนละ 96,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 96,000 บาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

สัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมได้ระงับไปแล้ว การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปอีกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ แม้การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่า มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าไม่ได้เนื่องจากมีจำเลยเป็นผู้รอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 แม้โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นละเมิดและสรุปการกระทำของจำเลยตามที่บรรยายมาในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แต่ในการวินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องให้จำเลยรับผิดตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้

การวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2539 โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณริมทางรถไฟสถานีแปดริ้วเดิม ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมเนื้อที่ 63,891 ตารางเมตร (39.93 ไร่) เพื่อปลูกสร้างอาคารบริเวณย่านสถานีแปดริ้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2539 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 และสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินการจัดหาผลประโยชน์บริเวณย่านสถานีแปดริ้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2547 จำเลยเป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 44, 56 ถนนชุมพล ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมเนื้อที่ 160 ตารางเมตร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่โจทก์เช่าบางส่วนโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์ได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารเลขที่ 44, 56 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง และส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารของจำเลยออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปให้เสร็จสิ้น ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวของกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป

โจทก์ยื่นคำร้องมาพร้อมกับคำฟ้องขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การว่า นับแต่โจทก์ทำสัญญาเช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ไม่เคยใช้สอยหรือเข้าครอบครองในที่ดินที่เช่า จำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินและร้านค้าพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไรและโจทก์มีสิทธิอย่างไรอีก ทั้งระบุบ้านเลขที่สับสน ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมอาศัยอยู่ตลอดมา จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากโจทก์ร่วม จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกกล่าวบังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ ทั้งโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินแปลงอื่นและบ้านหลังอื่นมิใช่ที่ดินและบ้านเลขที่ตามที่โจทก์ฟ้องจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายวันละ 3,200 บาท ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกินเดือนละ 32.58 บาท เนื่องจากจำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ร่วมเพียงปีละ 391 บาท เนื้อที่ 39.10 ตารางเมตร มิใช่เนื้อที่ 160 ตารางเมตร และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย แต่โจทก์ทราบดีว่าจำเลยอยู่ในที่ดินและอาคารพิพาทมาเกินกว่าหนึ่งปีแล้วนับแต่วันที่โจทก์อ้างว่าได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมยื่นคำแถลงว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและให้โจทก์เช่าเพื่อพัฒนาโครงการจัดประโยชน์ในที่ดิน แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าดำเนินการได้เนื่องจากจำเลยอยู่อาศัยในที่เช่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างในช่องที่ระบายสีฟ้าตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.5 และส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารในแผนที่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจกท์เดือนละ 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปให้เสร็จสิ้น และห้ามจำเลยพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วมโดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายเทียนชัยทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องและขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมโดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมได้ เนื่องจากมีอาคารเลขที่ 44, 56 ของจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนอาคารและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารที่ปลูกอยู่และส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือจำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป และไม่ยอมรื้อถอนอาคารของจำเลยซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนคำขอบังคับก็คือให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ รวมทั้งใช้ค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่า โจทก์ร่วมบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยหรือไม่อย่างไร และจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไร เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์และสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า อุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ตามคำฟ้องของโจทก์แม้จะขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 3,200 บาท หรือเดือนละ 96,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 96,000 บาทก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาว่า การบอกเลิกการเช่าของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 เนื่องจากโจทก์มิได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยและโจทก์ร่วมมีหนังสือบอกเลิกการเช่าระบุให้จำเลยออกจากบ้านเลขที่ 42 ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นครอบครองอยู่ จำเลยไม่ได้ครอบครองบ้านเลขที่ดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้สูงเกินไปนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ หากถือว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิก็เป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมมิใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งยังมิได้รับมอบการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าจากโจทก์ร่วม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยนั้น เห็นว่า ในข้อนี้เป็นข้อกฎหมายซึ่งจำเลยอุทธรณ์มาด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยและเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอีก ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวจ ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมได้ระงับไปแล้ว ดังนั้นการที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปอีกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ แม้การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่า มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าไม่ได้เนื่องจากมีจำเลยเป็นผู้รอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 แม้โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นละเมิดและสรุปการกระทำของจำเลยตามที่บรรยายมาในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แต่ในการวินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องให้จำเลยรับผิดตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินแก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างถึงมูลอันชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินพิพาทอีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์ย่อมหมดไปนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยอ้างก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วในขณะฟ้องให้หมดสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172 ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ่อบัวพัฒนา
โจทก์ร่วม — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายใช้ฮวย ศรีกุล ฯ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา