คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6087/2551
#414017
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นครหลวงสุราษฎร์ลิสซิ่ง จำกัด
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย นพรัตน์ ทองเกิด กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี -
ชื่อองค์คณะ
นายชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6087/2551
#492597
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นเรื่องเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการแจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบชอบแล้ว จึงมีประเด็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สุดตามความในวรรคท้ายเดิม และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

แม้ระหว่างพิจารณาคดีขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 จะได้ชำระหนี้ให้โจทก์และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีแล้ว แต่การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้โจทก์ถอนการยึดทรัพย์จึงไม่มีผลกระทบถึงสิทธิฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 250,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 72,166.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 72,166.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคา แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 620 ตำบล (ไชยคราม) ปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดโดยนางพรทิพย์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 400,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 620 ตำบล (ไชยคราม) ปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบกำหนดวันนัดขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ย้ายภูมิลำเนาตามคำฟ้องไปอยู่บ้านหลังใหม่ซึ่งยังไม่ได้เลขที่บ้านตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี การประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ อันเป็นการสมรู้กันกดราคาโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามฟ้องตลอดมาและไม่ได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาแต่อย่างใด ผู้คัดค้านซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดโดยการจำนองติดไปด้วย ผู้คัดค้านได้ชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรผู้รับจำนองแทนจำเลยที่ 1 เพื่อไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 1,226,971 บาท เมื่อรวมค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้วผู้คัดค้านชำระเงินในการซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงิน 1,661,046 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายกันตามท้องตลาดอย่างมาก เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ย้ายที่อยู่จากบ้านเลขที่ 119/1 หมู่ที่ 14 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศขายทอดตลาดไปปิดไว้ ไปอยู่บ้านไม่มีเลขที่หมู่ที่ 3 ตำบลเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบเรื่องการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 1 ว่า บ้านเลขที่ 119/1 กับบ้านหลังใหม่อยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตรจำเลยที่ 1 กลับมาที่ บ้านเลขที่ 119/1 ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยวิธีปิดหมายไว้ที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามที่ปรากฏในคำฟ้อง แม้รายงานการเดินหมายฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2547 จะระบุว่าบ้านเลขที่ 119/1 มีการรื้อถอนบางส่วนและทิ้งร้างก็ตามแต่จำเลยที่ 1 รับว่ายังกลับมาที่บ้านเลขที่ 119/1 และยังไม่ได้แจ้งย้ายทะเบียนบ้านเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาแต่อย่างใด อีกทั้งตามคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 119/1 หมู่ที่ 14 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลปากแพรก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดหมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ นอกจากนี้เมื่อผู้ซื้อทรัพย์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 1 เข้าทำการกรีดยางพารา หรือทำประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 119/1 ดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 ก็ลงชื่อรับหนังสือไว้เอง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังคงถือเอาบ้านเลขที่ 119/1 เป็นภูมิลำเนาของตน ดังนั้น การที่พนักงานเดินหมายได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 119/1 โดยวิธีปิดหมายไว้ถือได้ว่ามีการแจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกาต่อไปว่า ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเป็นราคาตามสมควรหาได้ต่ำกว่าราคาซื้อขายกันในท้องตลาดแต่อย่างใดไม่ เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย และการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สุดตามความในวรรคท้ายเดิม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาลงวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ปรากฏว่ายื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาจึงรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น จำเลยที่ 1 อ้างในคำแถลงการณ์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้คดีนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และขอถอนการบังคับคดี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นความประสงค์ของโจทก์ คดีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับคดีต่อไปเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ถอนการบังคับคดีตามเอกสารที่แนบมาท้ายคำแถลงการณ์นั้น เห็นว่า การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 เมื่อคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและยังมีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ซื้อทรัพย์เกี่ยวกับการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีจึงยังไม่ยุติ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้โจทก์ถอนการยึดทรัพย์ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 สั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 ม. 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครหลวงสุราษฎร์ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางพรทิพย์ บุญเผื่อน
จำเลย — นายนพรัตน์ ทองเกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6086/2551
#418554
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้โจทก์ แต่จำเลยได้วางค่าธรรมเนียมในการส่งหมายโดยมิได้นำส่งเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ติดตามผลการส่งหมายว่าส่งได้หรือไม่อย่างไร เมื่อปรากฏว่าส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ไม่ได้ และจำเลยมิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรภายใน 15 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยแล้ว กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีทั้งหมดภายหลังจากนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งหรือมีคำพิพากษาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นคำสั่งที่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของศาลอุทธรณ์และไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนั้นได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งไปอย่างไรย่อมทำให้การดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสิ้นสุดลงและศาลอุทธรณ์ต้องมีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพื่อที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปเนื่องจากในขณะที่จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงยังไม่ควรก้าวล่วงไปสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยเสียในตอนนี้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนไปสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องและเป็นการไม่ชอบ การที่ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งกรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้อง กลับวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยเป็นการชอบแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยที่ข้ามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 8,822,046.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 6,400,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 687,866.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลและคดีไม่มีเหตุอันควรจะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์ต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งและให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ไม่ได้และจำเลยมิได้แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและมีคำสั่งในอุทธรณ์คำพิพากษาว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามคำสั่งศาลลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งและมีคำสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง ทั้งนี้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยหน้าแรกมีข้อความประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่าให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยทนายจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบไว้ จึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยยอมรับผูกพันตนเองว่า จะมาฟังคำสั่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 ถ้าไม่มาให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้วปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้มาฟังคำสั่ง ก็ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2546 และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้โจทก์แต่จำเลยได้วางค่าธรรมเนียมในการส่งหมายโดยมิได้นำส่งเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ติดตามผลการส่งหมายว่าส่งได้หรือไม่อย่างไร เมื่อปรากฏว่าส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ไม่ได้ และจำเลยมิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรภายใน 15 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นกรณีที่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น และถือเป็นการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546) ของจำเลยแล้ว กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีทั้งหมดภายหลังจากนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งหรือมีคำพิพากษาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นคำสั่งที่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของศาลอุทธรณ์และไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนั้นได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งไปอย่างไรย่อมทำให้การดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสิ้นสุดลงและศาลอุทธรณ์ก็จะต้องมีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพื่อที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปเนื่องจากในขณะที่จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกคำขออนาถา (ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546) นั้น ระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามคำสั่งฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ได้ล่วงพ้นไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงยังไม่ควรก้าวล่วงไปสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเสียในตอนนี้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนไปสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องและเป็นการไม่ชอบ การที่ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งกรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้อง กลับวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการชอบแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยที่ข้ามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยศาลฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 แก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นกรณีที่สั่งว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 24 กันยายน 2546 กรณีไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารทรัพย์ธนบุรี จำกัด หรือ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด
จำเลย — บริษัทศิลปะคอนโดเทล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6062 -ที่ 6063/2551
#412127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ก็อ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าขึ้นศาลสำหรับทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ 4,000,000 บาทนั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยรวม 21,153,922.41 บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 18,335,300.60 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ โดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์และให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาล 100,000 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548

วันที่ 16 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 19 กันยายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนดจึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยอ้างว่า โจทก์ได้ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2540 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท กรรมการของโจทก์ไม่ได้พักอยู่ที่บริษัทและไม่ได้ไปทำงานที่บริษัท จึงไม่ทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ศาลไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว กรณีหากเป็นไปตามคำร้องของโจทก์ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ได้ตามกฎหมายจึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ในชั้นอุทธรณ์ไม่มีบทบัญญัติให้ขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2540 และไม่มีบุคคลใดอยู่ที่บริษัทโจทก์ แต่โจทก์มีนายสุริยันหรือณรงค์เป็นกรรมการผู้จัดการและมีทนายโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนซึ่งมีภูมิลำเนาที่อยู่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไปยังบริษัทโจทก์เพียงที่เดียว โดยไม่ส่งให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่ ตามรายงานการส่งหมายปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายให้แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 การส่งหมายย่อมมีผลในวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 จึงเป็นการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยชอบ และถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว โจทก์จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 10 กันยายน 2548 แต่โจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โดยไม่ไต่สวนจึงชอบแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่โจทก์โดยชอบ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่การส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จนถึงการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมิใช่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าขึ้นศาลสำหรับทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 155 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยมเสถียร คอร์โปเรชั่น จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลมาบตาพุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6062 -ที่ 6063/2551
#497866
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ก็อ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยรวม 21,153,922.41 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์และให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาล 100,000 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

วันที่ 16 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 19 กันยายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนดจึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ศาลไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว กรณีหากเป็นไปตามคำร้องของโจทก์ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ได้ตามกฎหมาย จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ในชั้นอุทธรณ์ไม่มีบทบัญญัติให้ขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2540 และไม่มีบุคคลใดอยู่ที่บริษัทโจทก์ แต่โจทก์มีนายสุริยันหรือณรงค์เป็นกรรมการผู้จัดการและมีทนายโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนซึ่งมีภูมิลำเนาที่อยู่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไปยังบริษัทโจทก์เพียงที่เดียว โดยไม่ส่งให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ก็อ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่ ตามรายงานการส่งหมายปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายให้แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 การส่งหมายย่อมมีผลในวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 จึงเป็นการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยชอบ และถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว โจทก์จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 10 กันยายน 2548 แต่โจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โดยไม่ไต่สวนจึงชอบแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่โจทก์โดยชอบ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่การส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จนถึงการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมิใช่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าขึ้นศาลสำหรับทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68
ป.วิ.พ. ม. 74 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยมเสถียร คอร์โปเรชั่น จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลมาบตาพุด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6058/2551
#412346
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่คลอดจนถึงขณะฟ้องแย้งเป็นเวลา 10 ปี ปีละ 25,000 บาท เป็นเงิน 2,500,000 บาท และต่อไปเป็นเวลา 10 ปี ปีละ 25,000 บาท เป็นเงิน 2,500,000 บาท รวม 5,000,000 บาท จำเลยประสงค์จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงบุตรปีละ 250,000 บาท การที่จำเลยขอแก้ไขฟ้องแย้งให้ถูกต้อง เนื่องจากพิมพ์ตัวเลขตกไป จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องแย้งก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ทั้งจำเลยไม่ได้ขอแก้ไขทุนทรัพย์ โดยยังคงติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 2,000,000 บาท และไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อหาตามฟ้องแย้งเดิมตามมาตรา 179 จึงไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 181 ที่จะต้องส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขฟ้องแย้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเดือนมีนาคม 2534 โจทก์และจำเลยทะเลาะกันเรื่องจำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมคบหาชายอื่น โจทก์กับจำเลยจึงสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่า 3 ปี จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ถ้าไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงพาขวัญมีชาญเชาว์ อายุ 11 ปีเศษ จำเลยมิได้ประพฤติตัวไม่เหมาะสมคบหาชายอื่น โจทก์ไม่เป็นสามีที่ดี มารดาโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวกล่าวหาจำเลย โจทก์เชื่อฟังมารดาของโจทก์ มารดาจำเลยทนพฤติกรรมโจทก์ไม่ได้จึงให้จำเลยย้ายไปอยู่ด้วย แต่จำเลยติดต่อกับโจทก์ตลอดมา ไม่ได้มีเจตนาแยกกันอยู่ โจทก์ไม่เคยช่วยเหลือจำเลยอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงพาขวัญ จำเลยอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงพาขวัญผู้เดียวเป็นเวลา 10 ปีเศษ เป็นเงินปีละ 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่ปัจจุบันจนบรรลุนิติภาวะอีก 10 ปี ปีละ 250,000 บาท เป็นเงิน 2,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท แต่จำเลยขอเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท โดยหากศาลจะพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยขอให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงพาขวัญแต่เพียงผู้เดียว ขอให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และขอให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินกันที่บ้านของโจทก์ มารดาโจทก์มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยและไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวเหตุที่โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันเนื่องจากโจทก์ทราบว่าจำเลยคบหาชายอื่น จำเลยบอกโจทก์ว่าต้องการเลิกกันแล้วจำเลยย้ายสิ่งของออกไปพร้อมทั้งนัดกันไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะจำเลยกับโจทก์จึงสมัครใจแยกกันอยู่นับแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะแยกกันอยู่จำเลยยังไม่ตั้งท้อง โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยมีบุตรกับโจทก์โจทก์ไม่ขอรับรองว่าเด็กหญิงพาขวัญ เป็นบุตรของโจทก์โจทก์ไม่จำเป็นต้องชดใช้เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ความจริงแล้วค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษาไม่เกินปีละ 10,000 บาท รวม 10 ปี เป็นเงินไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์รับผิดชอบครึ่งหนึ่งไม่เกิน 50,000 บาท ปัจจุบันเด็กหญิงพาขวัญอายุ 12 ปี จำเลยเรียกค่าอุปการะได้อีกไม่เกิน 8 ปี และยังไม่แน่ว่าเด็กหญิงพาขวัญจะเรียนไปอีกกี่ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าศึกษาเล่าเรียน ไม่เกินปีละ 10,000 บาท รวม 8 ปี เป็นเงินไม่เกิน 80,000 บาท โจทก์รับผิดชอบครึ่งหนึ่งไม่เกิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชอบไม่เกิน 90,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงพาขวัญ ผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แก่จำเลยเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันพิพากษา โดยให้ชำระภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน (ครั้งแรกภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2547) จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนโดยคิดจากทุนทรัพย์ 400,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขฟ้องแย้งเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากปีละ 25,000 บาท เป็นปีละ 250,000 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่คลอดจนถึงขณะฟ้องแย้งเป็นเวลา 10 ปี ปีละ 25,000 บาท เป็นเงิน 2,500,000 บาท และต่อไปเป็นเวลา 10 ปี ปีละ 25,000 บาท เป็นเงิน 2,500,000 บาท รวม 5,000,000 บาท เห็นได้ชัดว่า จำเลยประสงค์จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงบุตรปีละ 250,000 บาท ยอดเงินจึงเป็นจำนวนดังกล่าว การที่จำเลยขอแก้ไขฟ้องแย้งให้ถูกต้อง เนื่องจากพิมพ์ตัวเลขตกไป จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องแย้งก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ทั้งจำเลยไม่ได้ขอแก้ไขทุนทรัพย์ โดยยังคงติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 2,000,000 บาท และไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อหาตามฟ้องแย้งเดิมตามมาตรา 179 จึงไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 181 ในอันที่จะต้องส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขฟ้องแย้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น ซึ่งในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขฟ้องแย้ง ยังอยู่ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ย่อมมีโอกาสสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อหักล้างข้อแก้ไขตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ แต่โจทก์กับแถลงหมดพยาน แสดงว่าโจทก์เข้าใจฟ้องแย้งของจำเลยดีแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อมาว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีครอบครัวของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครว่า โจทก์อาศัยอยู่กับมารดามีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละ 1,200 บาท ไม่ได้ประกอบอาชีพใด ส่วนจำเลยยังรับราชการอยู่ได้รับเงินเดือน เดือนละ 17,000 บาท ซึ่งค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรบางส่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนนั้นจำเลยย่อมเบิกจากทางราชการได้ ในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ให้คำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ต้องชำระในช่วงแรกตั้งแต่บุตรเกิดจนถึงอายุ 12 ปี ให้โจทก์ชำระเป็นเงินรวม 300,000 บาท และต่อไปทุกเดือน เดือนละ 2,500 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่จำเลยในช่วงแรกเป็นเงิน 300,000 บาท และต่อไปทุกเดือน เดือนละ 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าอากาศเอกอุทัย มีชาญเชาว์
จำเลย — นางธนาภรณ์ มีชาญเชาว์ หรือธนศิริพร
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6045/2551
#497755
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร อ. แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งหมายความว่า จะต้องคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร อ. ที่ธนาคาร อ. มีการประกาศเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงทุกครั้งไป หาใช่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันเริ่มต้นคิดคำนวณเป็นหลักตลอดระยะเวลา 12 เดือน เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงก็จะมีการได้เปรียบเสียเปรียบในส่วนต่างของดอกเบี้ยอัตราที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน 794,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2540) ต้องไม่เกิน 774,990 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ จำเลยนำเงิน 1,023,650.90 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแบ่งเป็นเงินต้น 794,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2546 เป็นเงิน 229,650.90 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ถูกต้อง น้อยกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของศาลคิดเป็นเงิน 45,263.44 บาท ขอให้เรียกจำเลยมาตรวจสอบการคิดดอกเบี้ยกับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบการคิดคำนวณดอกเบี้ยแล้ว มีคำสั่งให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเพิ่มตามที่เจ้าหน้าที่ศาลคำนวณได้เป็นเงิน 45,263.44 บาท แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยคิดคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสิน ประเภทฝากประจำ 12 เดือน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ครบกำหนดระยะเวลา 12 เดือน และต่อ ๆ ไปเช่นนี้อีกจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีการวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 1,023,650.90 บาท โดยถือเอาอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในวันเริ่มต้นของระยะเวลา 12 เดือน มาใช้เป็นฐานในการคิดคำนวณดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา 12 เดือน เป็นรอบ ๆ ไปจึงถูกต้องครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มแก่โจทก์อีก 45,263.44 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยได้คิดดอกเบี้ยโดยใช้อัตราเดียวในแต่ละปี ซึ่งเป็นวิธีการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประจำ 12 เดือน ของธนาคารออมสิน เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเงินต้นในกรณีนี้ไม่ใช่เงินฝากประจำ 12 เดือน ของธนาคาร ดังนั้น จึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามที่ธนาคารออมสินประกาศขึ้นลงทุกครั้งไป ตามที่เจ้าหน้าที่การเงินของศาลได้คิดไว้ เป็นเงินทั้งสิ้น 274,914.34 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มอีก 45,263.44 บาท ให้ตรวจจ่ายเงินจากค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยชำระไว้เกิน

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นคิดดอกเบี้ยตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำตามที่ธนาคารออมสินประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงในแต่ละช่วงตลอดเวลานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินฯ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งหมายความว่า จะต้องคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ธนาคารออมสินมีการประกาศเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงตลอดเวลา หาใช่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในวันเริ่มต้นคิดคำนวณเป็นหลักตลอดระยะเวลา 12 เดือน เป็นช่วง ๆ ไป ตามที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงก็จะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันของคู่ความทั้งสองฝ่ายในส่วนต่างของดอกเบี้ยในอัตราที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นคิดดอกเบี้ยตามอัตราสูงสุดกของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำตามที่ธนาคารออกสินประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงในแต่ละช่วงตลอดเวลานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2534 ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี สุดสระ
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6044/2551
#412013
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 2 มีการวางมัดจำกันไว้แล้วบางส่วน จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันคือชำระราคาส่วนที่เหลือ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่กัน ดังนั้น การที่โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เพื่อขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนที่ดินพิพาทขายให้แก่โจทก์ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาททำนาจึงมีสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทได้ก่อนจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยตรง เพราะแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 1 เสียสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลในคดีนี้เพื่อให้ฟังว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านา แต่สมรู้กับจำเลยที่ 2 มาฟ้องคดีนี้ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยได้ และปัญหาว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้

การที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 มาฟ้องคดีนี้ เพราะจำเลยที่ 2 ต้องการที่ดินพิพาทคืน จำเลยที่ 1 จึงมิใช่คู่ความเดียวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิถามค้านพยานจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคสอง แต่ก็เป็นดุลยพินิจของศาลตามกฎหมายด้วยในการพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณาเพียงพอแล้วหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถามค้านพยานจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุสมควรต้องย้อนสำนวนลงไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่

บุคคลที่จะขอใช้สิทธิซื้อที่นาได้ก่อนผู้อื่นตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 และมาตรา 54 จะต้องเป็นผู้เช่านาตามกฎหมาย โดยเป็นผู้เช่าที่ดินดังกล่าวทำนาโดยแท้จริงเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 18227 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2606 อีกเนื้อที่ 5 ไร่ 59 ตารางวา จดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์พร้อมกับรับเงินค่าที่ดิน 600,000 บาท ไปจากโจทก์ด้วย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 18227 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2606 เป็นจำนวนเนื้อที่ 5 ไร่ 59 ตารางวา และจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์เช่นกัน โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 600,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาทสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงมีอำนาจยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 วางมัดจำแล้วบางส่วน จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดในสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ก็มีหน้าที่ชำระเงินส่วนที่เหลือ ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาอยู่ในที่ดินพิพาทได้รับสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะซื้อที่ดินพิพาทได้ก่อนจำเลยที่ 1 แล้วมาฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคดีต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 โดยตรง เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังตามฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้เช่านา แล้วจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่นาที่โจทก์เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อใช้สิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทไว้ก่อนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้จำเลยที่ 1 เสียสิทธิที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 2 ตามสัญญาจะซื้อจะขายและตามคำพิพากษาตามยอม และคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านาตามกฎหมาย แต่จำเลยที่ 2 และโจทก์สมคบกันกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาเพื่อที่จำเลยที่ 2 จะได้ไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลในคดีนี้เพื่อให้ฟังว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านา และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยได้ คำแก้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าสมควรให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใดใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่ เป็นอำนาจดุลพินิจของศาล ซึ่งกรณีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถามค้านพยานจำเลยที่ 2 ไว้ แต่ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบเชิงคดี จึงเห็นควรไม่ต้องย้อนสำนวนเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้านพยานนั้นได้" และคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายและตามคำพิพากษาตามยอม โดยอ้างว่าเป็นผู้เช่านาจึงมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทได้ก่อนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านา จำเลยที่ 2 ต้องการได้ที่ดินพิพาทคืนเพื่อนำไปขายให้บุคคลอื่นในราคาที่สูงกว่าเดิม จึงสมคบกับโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 1 จึงมิใช่คู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิถามค้านพยานจำเลยที่ 2 ได้ ตามมาตราดังกล่าวก็ตาม แต่การจะให้คู่ความนำพยานเข้าสืบเพียงใด ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณาเพียงพอแล้วหรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของศาลตามกฎหมายด้วย และคดีนี้ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ยังติดใจต้องการถามค้านพยานจำเลยที่ 2 เพื่อทำลายน้ำหนักคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 2 ก็คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานภาพของนายสุดใจว่าเข้าทำนาในที่ดินพิพาทในฐานะใด เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 1 ได้นำพยานเข้าสืบพิสูจน์และถามค้านพยานโจทก์ ทั้งตัวโจทก์และนายสุดใจไว้จนได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่เสียเปรียบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุสมควรต้องย้อนสำนวนลงไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้เช่านาตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันจะมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาททำนา จึงไม่สามารถใช้สิทธิในฐานะผู้เช่านาขอซื้อที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ได้ก่อนจำเลยที่ 1 ตามที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 และ 54 บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนที่บังคับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 18227 ให้แก่โจทก์ และให้ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2606 เพิ่มให้ครบ 10 ไร่ เพื่อโอนขายให้แก่โจทก์ และรับชำระราคาที่ดิน 600,000 บาท จากโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ตกเป็นพับแก่คู่ความในคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 53 ม. 54
ป.วิ.พ. ม. 117 วรรคสอง ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพเยาว์ บุญผา
จำเลย — นางสมปอง เจริญสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชาลี ทัพภวิมล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6042/2551
#412012
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมในระหว่างที่เช่าซื้อ... ที่ดินที่เช่าซื้อจะต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งมาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม... ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" แต่ไม่ปรากฏว่ามีการออกกฎกระทรวงตามกฎหมายมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ก็มีระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 วรรคหก ของพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ได้บัญญัติว่าเมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวใช้บังคับอยู่ก่อนที่ ฉ. ถึงแก่กรรม จึงต้องนำระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวมาใช้กับที่ดินที่ ฉ. เช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 การสืบสิทธิการเช่าซื้อที่ดินของ ฉ. จึงต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าว ดังนั้นสิทธิการเช่าซื้อของ ฉ. จึงตกทอดทางมรดกแก่คู่สมรสเป็นอันดับแรกก็คือโจทก์นั่นเองตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 หมวด 2 การตกทอดทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อข้อ 11 ที่กำหนดว่า "เมื่อเกษตรกรถึงแก่กรรมให้สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อตกทอดแก่คู่สมรสเป็นอันดับแรก" ดังนั้นมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่วินิจฉัยให้แบ่งสิทธิการเช่าซื้อของ ฉ. จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแบ่งสิทธิการเช่าซื้อของ ฉ. แก่โจทก์ทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติของจำเลยทั้งสองในการให้แบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินคนละครึ่ง ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการแบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10667 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้แบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายรวม 5 คน คนละเท่าๆ กัน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 พิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการของจำเลยที่ 2 และคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่แบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมของนายเฉลียวให้แก่โจทก์และนางเล็กคนละครึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินดังกล่าวในลักษณะเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งก่อนที่จะแบ่งให้แก่ทายาทของนายเฉลียวในลักษณะเป็นมรดก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ (ที่ถูกพิพากษาแก้) ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้ฎีกาหรือแก้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาของนายเฉลียวโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2508 ระหว่างสมรสนายเฉลียวทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโฉนดเลขที่ 10667 ตำบลวังจุฬา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 ระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ นายเฉลียวถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์ยื่นคำขอรับมรดกสิทธิการเช่าซื้อที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของนายเฉลียวต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 1 นางเล็กมารดาของนายเฉลียวได้ยื่นคำคัดค้านพร้อมกับยื่นคำขอรับมรดกสิทธิการเช่าซื้อดังกล่าวด้วย คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีมติให้โจทก์และนางเล็กรับมรดกสิทธิการเช่าซื้อที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 10667 เนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์ยื่นอุทธรณ์มติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่1 เสนอเรื่องให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณา คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีมติยืนตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้

ในเบื้องต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อแรกก่อนว่า มติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ให้โจทก์และนางเล็กรับมรดกสิทธิการเช่าซื้อที่ดินของนายเฉลียวคนละครึ่งชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "หากผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมในระหว่างที่เช่าซื้อ... ที่ดินที่เช่าซื้อจะต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม... ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" แต่ไม่ปรากฏว่ามีการออกกฎกระทรวงตามกฎหมายมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ก็มีระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 วรรคหก ของพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ได้บัญญัติว่าเมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวใช้บังคับอยู่ก่อนที่นายเฉลียวถึงแก่กรรม จึงต้องนำระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรดังกล่าวมาใช้กับที่ดินที่นายเฉลียวเช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 การสืบสิทธิการเช่าซื้อที่ดินของนายเฉลียวจึงต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าว ดังนั้นสิทธิการเช่าซื้อของนายเฉลียวจึงตกทอดทางมรดกแก่คู่สมรสเป็นอันดับแรกก็คือโจทก์นั่นเองตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนและตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 หมวด 2 การตกทอดทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อข้อ 11 ที่กำหนดว่า "เมื่อเกษตรกรถึงแก่กรรมให้สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อตกทอดแก่คู่สมรสเป็นอันดับแรก" ดังนั้นมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่วินิจฉัยให้แบ่งสิทธิการเช่าซื้อของนายเฉลียวจึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแบ่งสิทธิการเช่าซื้อของนายเฉลียวแก่โจทก์ทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้โจทก์มีคำขอว่า ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยทั้งสองในการให้แบ่งสิทธิการเช่าซื้อแก่โจทก์และนางเล็กคนละครึ่งซึ่งที่จริงแล้วมติที่โจทก์ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนนั้นไม่ใช่มติของจำเลยทั้งสองแต่เป็นมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็นำมตินั้นมาดำเนินการตามจนเกิดการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และเมื่อศาลเห็นว่ามติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นไม่ถูกต้อง ศาลย่อมมีอำนาจห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือเพิกถอนมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสิทธิการเช่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10667 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้แบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายรวม 5 คน คนละเท่าๆ กัน ซึ่งหากพิพากษาให้โจทก์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วก็จะเป็นการเกินคำขอของโจทก์ จึงไม่พิพากษาให้ตามคำขอนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขจึงเป็นการคลาดเคลื่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ให้แบ่งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของนายเฉลียวแก่โจทก์และนางเล็กคนละครึ่ง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 30 วรรคหก ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาฬสินธ์ ม่วงศรี
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2551
#425911
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนการสื่อสารแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่านางสาวรจนาถยื่นคำขอเช่าใช้บริการโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่มีการปลอมแก้ไขชื่อจากนงค์ลักษณ์เป็นรจนาถ ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์ และก่อนฟ้องจำเลยที่ 2 สามารถที่จะตรวจความถูกต้องได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กระทำ กลับฟ้องโจทก์ให้ชดใช้ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพื่อการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 เป็นตัวการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดใช้บริการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างประเทศเพื่อหารายได้ ผลประโยชน์แบ่งกันระหว่างจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ฐานผิดสัญญาเรียกให้ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าขอใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-4970 กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการทำสัญญากับบุคคลอื่นที่ใช้เอกสารปลอมประกอบคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมิได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าว และจำเลยที่ 1 เสนอเอกสารปลอมดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ให้ฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทรับเอกสารปลอมใช้ประกอบการทำสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้รับหมายเรียกให้มาให้การแก้คดีเสียชื่อเสียงของวงค์ตระกูล ได้รับความอับอาย ถูกบุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าโจทก์ประกอบอาชีพในทางผิดศีลธรรม ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 15,000 บาท และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลครั้งละ 2,000 บาท รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการแต่งทนายความต่อสู้คดีเป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 40,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยที่ 2 และให้บริการประชาชนเฉพาะการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-4970 แก่ผู้ที่ใช้ชื่อว่านางสาวรจนาถพนักงานหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานในการเช่าใช้บริการตามระเบียบหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ 1 และใช้ความระมัดระวังตามปกติวิสัยในทางการค้าทั่วไปที่สามารถจะกระทำได้ หากมีผู้ใดปลอมแปลงเอกสารหลักฐานมาขอเช่าใช้บริการ โดยไม่ปรากฏเห็นเด่นชัด จำเลยที่ 1 ไม่สามารถตรวจสอบได้ และความเสียหายย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 เอง จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์โดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของตัวบุคคล อีกทั้งชื่อบุคคลไม่ตรงกับสัญญาเป็นความประมาทของจำเลยที่ 2 เอง โจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใดต่อกัน จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมในการปลอมแปลงเอกสาร ความเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคม รวมทั้งอนุญาตให้เอกชนดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าและให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ การดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับประชาชนของจำเลยที่ 1 เป็นไปภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้บริการ จำเลยที่ 2 มิได้ใช้หรือมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแทน จำเลยที่ 1 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2542 ได้มีการทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในนามของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนเป็นผู้จัดทำสัญญาเช่าใช้บริการรวมทั้งเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-647-4970 สามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของจำเลยที่ 2 ได้ ก่อนดำเนินคดีแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ขอเอกสารหลักฐานการขอใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-647-4970 จากจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำสัญญาเช่าใช้บริการรวมทั้งเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ จำเลยที่ 2 ตรวจสอบภูมิลำเนาโจทก์จากทางราชการโดยใช้เลขประจำตัวประชาชนจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่ใช้ประกอบคำขอใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวพบว่า โจทก์มีชื่อนางสาวนงค์ลักษณ์ซึ่งจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าคือ นางสาวรจนาถ เพราะตามหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านมีเลขประจำตัวประชาชนตรงกัน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่จำเลยที่ 2 รับมาจากจำเลยที่ 1 ปลอมหรือไม่ จำเลยที่ 2 ไม่อาจทราบได้ จำเลยที่ 2 จึงมิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในการดำเนินคดีแก่โจทก์โดยชอบค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินส่วน โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 2986/2544 โดยบรรยายฟ้องว่า นางสาวนงค์ลักษณ์หรือรจนาถ (โจทก์) ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศแล้วไม่ชำระเงิน ขอให้ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจำนวนเงิน 84,673.81 บาท โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-4970 ที่ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศดังกล่าว โจทก์ให้การต่อสู้คดี และปรากฏว่าผู้ที่ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวใช้ชื่อว่า นางสาวรจนาถโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ที่มีการแก้ไขเอกสารมาประกอบคำขอดังกล่าว สำหรับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมีการแก้ไขชื่อจาก นงค์ลักษณ์เป็นรจนาถรูปถ่ายเป็นคนละคนกัน และมีการแก้ไขวันที่ออกบัตรกับวันที่บัตรหมดอายุจากวันที่ 2 มกราคม 2540 และ 1 มกราคม 2546 เป็นวันที่ 12 มกราคม 2540 และ 11 มกราคม 2546 และสำเนาทะเบียนบ้านมีการแก้ไขสถานที่ตั้งจากหมู่ที่ 9 เป็น 19 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-4970 จำนวนเงิน 84,673.81 บาท โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้วางระเบียบให้สามารถใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศผ่านชุมสายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อมีการใช้บริการดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้เช่าได้โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดเป็นผู้ใช้บริการตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2986/2544 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.3 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-4970 ใช้ชื่อว่านางสาวรจนาถยื่นคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่มีการปลอมแก้ไขชื่อจาก นงค์ลักษณ์เป็นรจนาถ ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์ และก่อนฟ้องคดีจำเลยที่ 2 สามารถที่จะตรวจความถูกต้องของข้อมูลผู้เช่าใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กระทำ กลับฟ้องโจทก์ให้รับผิดชดใช้ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพื่อการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 20,000 บาท เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า โจทก์เสียค่าจ้างทนายความเพราะโจทก์ถูกฟ้องเป็นเงิน 15,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาล 5 ครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการต่อสู้คดี ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 20,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงค์ลักษณ์ ศรีสอาด
บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6040/2551
#495046
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าหมายเลขโทรศัพท์จากจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวใช้ชื่อว่า ร. ยื่นคำขอเข่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่มีการปลอมแก้ไขชื่อจาก น.เป็น ร. ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์ ก่อนฟ้องคดีจำเลยที่ 2 สามารถตรวจความถูกต้องของข้อมูลผู้เช่าใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบตามสมควรกลับฟ้องโจทก์ให้รับผิดใช้ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศอันเป็นการประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพื่อการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 เป็นตัวการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดใช้บริการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างประเทศเพื่อหารายได้ผลประโยชน์แบ่งกันระหว่างจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ฐานผิดสัญญาเรียกให้ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ อ้างว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าขอใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-XXXX กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อในการทำสัญญากับบุคคลอื่นที่ใช้เอกสารปลอมประกอบคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมิได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าว และจำเลยที่ 1 เสนอเอกสารปลอมดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ให้ฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทรับเอกสารปลอมใช้ประกอบการทำสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้รับหมายเรียกให้มาให้การแก้คดี เสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ได้รับความอับอาย ถูกบุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าโจทก์ประกอบอาชีพในทางผิดศีลธรรม ขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 15,000 บาท และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลครั้งละ 2,000 บาท รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการแต่งทนายความต่อสู้คดีเป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 40,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 เมษายน 2545) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 9 เมษยน 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 2986/2544 โดยบรรยายฟ้องว่า นางสาวนงลักษณ์หรือรจนาถ (โจทก์) ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศแล้วไม่ชำระเงิน ขอให้ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจำนวนเงิน 84,673.81 บาท โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-XXXX ที่ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศดังกล่าว โจทก์ให้การต่อสู้คดี และปรากฏว่าผู้ที่ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวใช้ชื่อว่า นางสาวรจนาจโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ที่มีการแก้ไขเอกสารมาประกอบคำขอดังกล่าว สำหรับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมีการแก้ไขชื่อจากนงค์ลักษณ์เป็นรจนาถรูปถ่ายเป็นคนละคนกัน และมีการแก้ไขวันที่ออกบัตรกับวันที่บัตรหมดอายุจากวันที่ 2 มกราคม 2540 และ 1 มกราคม 2546 เป็นวันที่ 12 มกราคม 2540 และ 11 มกราคม 2546 และสำเนาทะเบียนบ้านมีการแก้ไขสถานที่ตั้งจากหมู่ที่ 9 เป็น 19 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-XXXX จำนวนเงิน 84,673.81 บาท โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้วางระเบียบให้สามารถใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศผ่านชุมสายโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อมีการใช้บริการดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้เช่าได้โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดเป็นผู้ใช้บริการตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2986/2544 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-647-XXXX ใช้ชื่อว่านางสาวรจนาถยื่นคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่มีการปลอมแก้ไขชื่อจาก นงค์ลักษณ์เป็นรจนาถซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์ และก่อนฟ้องคดีจำเลยที่ 2 สามารถที่จะตรวจความถูกต้องของข้อมูลผู้เช่าใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กระทำกลับฟ้องโจทก์ให้รับผิดชดใช้ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เพื่อการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงใดจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 20,000 บาท นั้นสูงเกินไป ค่าเสียหายไม่เกิน 7,000 บาท เห็นว่าโจทก์นำสืบว่าโจทก์เสียค่าจ้างทนายความเพราะโจทก์ถูกฟ้องเป็นเงิน 15,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาล 5 ครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการต่อสู้คดี ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 20,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงลักษณ์ ศรีสอาด
บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6036/2551
#412396
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสร้างถนนพิพาทบนที่ดินตามฟ้องขึ้นมาก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินนั้นจากโจทก์ร่วมการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการรอนสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามฟ้องจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 26 เมตร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ดังกล่าว ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยขัดขืนให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ซึ่งเป็นสิทธิการเช่าของโจทก์และทำให้อยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมการศาสนาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินดังกล่าวตามฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนถนนพิพาทออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ตำบลบางรักใหญ่ (บางแพรก) อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี และทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คงมีเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยจะต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 มีกำหนด 30 ปี โจทก์อ้างว่าจำเลยทำถนนพิพาทเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2538 ส่วนจำเลยอ้างว่าถนนพิพาททำเมื่อปี 2530 พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ถนนพิพาทเพิ่งมีเมื่อปี 2538 นายกิจจา รับราชการตำแหน่งนายช่างสำรวจ 6 กรมการศาสนา เบิกความว่า ที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมก่อนมีการพัฒนามีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังที่เชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท ซึ่งมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ นอกจากนั้นแล้วในที่พิพาทไม่มีถนน แต่เมื่อมีการรังวัดในปี 2539 ปรากฏว่าถนนดังกล่าวเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 6-8 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร นายมนตรี ข้าราชการกรมการศาสนาเบิกความว่า พยานออกไปตรวจที่ดินตามฟ้องเมื่อประมาณปี 2535 ไม่มีถนน ต่อมาประมาณปี 2538 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมไปตรวจสอบพบว่ามีถนนคอนกรีตในที่พิพาทเป็นการผิดวัตถุประสงค์ตามสัญญาเช่า จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ ส่วนพยานจำเลยมีนายดำรงซึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารของจำเลย เบิกความว่า ถนนพิพาทก่อสร้างและปรับปรุงโดยสภาตำบลบางรักใหญ่ เมื่อประมาณปี 2530 พยานเป็นคณะกรรมการทำทางและเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ในการก่อสร้างด้วย พยานถูกนางบุญรอด เจ้าของที่ดินบริเวณนั้น แจ้งความดำเนินคดี และจำเลยยังมีนายณรงค์ เบิกความว่าพยานเป็นผู้แจ้งความตามบันทึกประจำวัน เนื่องจากที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุก และจำเลยมีนายชัยวัฒน์ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินติดกับที่ดินพิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 โดยกำนันจันทร์ เป็นผู้สร้าง และยังมีพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก เบิกความว่า พยานจำพรรษาที่วัดบางแพรกตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาปี 2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางแพรก พยานลงลายมือชื่อไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เหตุที่พยานลงชื่อในบันทึกประจำวันดังกล่าวเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนเข้าวัดบางแพรกโดยนางบุญรอด และนายณรงค์บุตรชายของนางบุญรอด แจ้งความว่าการทำถนนดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางบุญรอด และนายณรงค์ ถนนดังกล่าวผ่านวัดโคกตาพุฒด้วย ถนนเส้นดังกล่าวเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ประมาณปี 2530 ผู้ดำเนินการคือกำนันจันทร์ ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยดังกล่าว เห็นว่า พยานโจทก์มิได้อาศัยอยู่ใกล้ถนนที่พิพาท ทั้งนายกิจจา ยังเบิกความว่า ก่อนมีการพัฒนาที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมมีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังเชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพยานจำเลยคือนายดำรงค์ ซึ่งยืนยันว่าเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์สร้างทางพิพาทด้วยตนเองเมื่อปี 2530 นายณรงค์ ซึ่งไปแจ้งความว่าที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุกในการสร้างทางผ่านที่ดินวัดโคกตาพุฒเมื่อปี 2530 นายชัยวัฒน์ ซึ่งมีที่ดินติดกับที่พิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 และพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก ซึ่งเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 พยานไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองและลงชื่อในรายงานประจำวัน คดีเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนพิพาท ซึ่งก่อสร้างประมาณปี 2530 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีซึ่งลงวันที่ 17 และ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2530 แล้วมีหลักฐานเชื่อได้ว่าถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 จึงมีมาก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2536 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการรอนสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามฟ้องจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบด้วยมาตรา 477 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 477 ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ทิตาทรหรือทองถาวร
โจทก์ร่วม — กรมการศาสนา
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายยุทธนา จันทร์บรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย เอื้ออังคณากุล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6035/2551
#412025
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดย จ. และเจ้าของรวมคนอื่นให้จำเลยอยู่อาศัย เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนเจ้าของ จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยเพิ่งมาโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทภายหลังจากที่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโจทก์ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท นับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 28507 ตำบลไผ่พระ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 2 งาน 31 ตารางวา และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 30 ออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ยกฟ้องแย้ง

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9129 มีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 3 คน คือ นางสมใจ นางขาว และนางจุ้ยโดยยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ต่อมานางจุ้ยจดทะเบียนยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้นางถวิล บุตรของนางจุ้ย ต่อมานางขาวตายที่ดินเฉพาะส่วนของนางขาวเป็นมรดกตกทอดแก่นางสมพิศ มารดาโจทก์ วันที่ 11 มิถุนายน 2540 มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9129 ส่วนของนางสมพิศเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25807 เนื้อที่ 2 งาน 31 ตารางวา ส่วนของนางถวิลเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 28508 เนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา วันที่ 17 มิถุนายน 2540 นางสมพิศจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยเป็นบุตรเขยนางจุ้ย บ้านเลขที่ 30 ของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า นางจุ้ยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9129 เพียงส่วนเดียว นางจุ้ยจดทะเบียนยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้นางถวิลบุตรคนหนึ่งของนางจุ้ย ดังนั้น หากนางจุ้ยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยผู้เป็นบุตรเขยจริงนางจุ้ยก็น่าที่จะต้องไปจดทะเบียนยกให้ให้ถูกต้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 9129 มีการจดทะเบียนแบ่งแยกกันเมื่อปี 2540 ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนแบ่งแยกนางจุ้ยและเจ้าของรวมคนอื่นย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อแบ่งแยกแล้วที่ดินของตนจะเป็นแปลงใด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่านางจุ้ยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือเพราะขณะนั้นนางจุ้ยเองก็ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินดังกล่าวจะเป็นส่วนของนางจุ้ยหรือไม่ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อมีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินกัน จำเลยได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบฟังได้เพียงว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น เป็นการอยู่โดยนางจุ้ยและเจ้าของรวมคนอื่นให้จำเลยอยู่อาศัย เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนเจ้าของ ดังนั้นจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น จำเลยเพิ่งมาโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทภายหลังจากที่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโจทก์ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท นับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องแย้ง โดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมลิวรรณ คมขำ
จำเลย — นายล้อม คงสุขี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2551
#418852
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เป็นเจ้าของรวมกันในที่ดินจะมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ถ้าแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นสัดส่วนแล้ว ก็ต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปตามที่มีการครอบครอง ซึ่งอาจไม่เท่ากันก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยกับนายตุ่น เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 6474 เนื้อที่ 3 งาน 4 ตารางวา โดยตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง นายตุ่นได้ที่ดินด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา ส่วนจำเลยได้ที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา ต่อมานายตุ่นจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์โดยเสน่หา ปัจจุบันโจทก์จำเลยแบ่งแยกการครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วนตลอดมา โดยโจทก์ครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนของนายตุ่นที่อยู่ด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่อยู่ด้านทิศเหนือ โจทก์ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวได้บอกกล่าวให้จำเลยไปยื่นเรื่องราวต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แต่จำเลยผัดผ่อนและเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6474 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 52 ตารางวา ตามส่วนที่โจทก์ครอบครอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากการแบ่งแยกไม่สามารถทำได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า จำเลยและนายตุ่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 6474 โดยแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นสัดส่วน จำเลยครอบครองด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 2 งาน 39 ตารางวา ส่วนนายตุ่นครอบครองด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 65 ตารางวา ต่อมาปี 2531 นายตุ่นให้ที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนครอบครองแก่โจทก์ โจทก์เข้าครอบครองเฉพาะส่วนดังกล่าวและล้อมรั้ว โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งครึ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจัดการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6474 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี นอกจากส่วนที่ขีดด้วยเส้นสีดำหมายประสีเขียวในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยกและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6474 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ตามแนวเส้นสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยถึงแก่กรรม นายสมพนธ์ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมนายตุ่นและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6474 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 3 งาน 4 ตารางวา ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2531 นายตุ่นจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนายตุ่น ปัจจุบันโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทได้เนื้อที่คนละเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีส่วนได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่เท่ากับจำเลยคือประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา ส่วนจำเลยฎีกาว่าโจทก์มีส่วนได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 87 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันข้อเท็จจริงได้ความว่าด้านทิศเหนือของเส้นสีดำหมายสีเขียวที่โจทก์ชี้ว่าแนวเขตแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนคือหมายเลข 4 เป็นที่ตั้งยุ้งข้าวจำเลย ส่วนด้านทิศใต้ของเส้นสีดำหมายสีเขียวดังกล่าวคือหมายเลข 1 เป็นที่ตั้งบ้านโจทก์ และหมายเลข 2 เป็นที่ตั้งยุ้งข้าวโจทก์ สำหรับหมายเลข 3 ระบุว่าเป็นที่ตั้งบ้านจำเลย แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้านในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 ว่า ความจริงเป็นที่ตั้งบ้านนายตุ่น โดยโจทก์นำสืบว่า นายตุ่นและจำเลยเป็นพี่น้องกันโจทก์เป็นหลานนายตุ่นแล้วนายตุ่นจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โดยโจทก์ไปอาศัยอยู่กับนายตุ่นตั้งแต่โจทก์ยังเป็นเด็กที่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นบ้านติดกันจำนวน 2 หลัง ระหว่างนั้นมีนายตุ่น โจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2531 นายตุ่นจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 หลัง เลขที่ 53 แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาประมาณปี 2533 นายตุ่นถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยออกจากบ้านเลขที่ 53 ไปอยู่กับน้องสาวจำเลยที่อยู่คนละฝั่งถนนเพชรเกษม ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ที่วงกลมสีน้ำเงินทางด้านขวามือเป็นบ้านหมายเลข 1 เป็นบ้านโจทก์ที่มีการปรับปรุงขึ้นใหม่ในปัจจุบัน ส่วนที่วงกลมสีน้ำเงินทางด้านซ้ายมือเป็นบ้านหมายเลข 3 ที่ปัจจุบันเป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่อาศัยตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ฝ่ายจำเลยนำชี้ว่า บ้านหมายเลข 3 เป็นบ้านจำเลยและนำสืบว่าเดิมนายตุ่นและจำเลยอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านแฝดที่ปลูกบนที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อประมาณ 40 ปี มาแล้ว นายตุ่นมีครอบครัวจึงรื้อบ้านแฝด 1 หลัง แล้วออกไปสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ และอยู่ติดกับถนนเพชรเกษม โดยสร้างรั้วกั้นแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วน นายตุ่นได้ 1 ส่วนจำเลยได้ 2 ส่วน นั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างขึ้นโดยไม่สมเหตุผลเพราะหากบ้านหมายเลข 3 เป็นบ้านจำเลยย่อมมีสิทธิได้ 2 ส่วน แต่ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ที่โจทก์และจำเลยนำชี้มีบ้าน 2 หลัง คือบ้านหมายเลข 1 และหมายเลข 3 สอดคล้องกับหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3 ที่ระบุไว้ชัดว่า นายตุ่นให้สิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพากษามีบ้าน 2 หลังชั้นเดียว เลขที่ 53 สร้างมาประมาณ 30 ปี แก่โจทก์ด้วย แสดงว่าบ้าน 2 หลัง ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวคือบ้านหมายเลข 1 และ 3 ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 นั่นเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งหรือค้ดค้านการได้บ้าน 2 หลังดังกล่าว แต่จำเลยกลับปล่อยปละละเลยจนเวลาล่วงพ้นไปหลายสิบปี การที่จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างในภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วว่าบ้านหมายเลข 3 เป็นบ้านจำเลยจึงเป็นข้อพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนี้ ข้อนำสืบของโจทก์มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบ้านหมายเลข 1 และหมายเลข 3 เป็นบ้านที่ปลูกอยู่ติดกันไม่มีรั้วกันและเป็นบ้านนายตุ่นที่นายตุ่นจดทะเบียนให้แก่โจทก์ไปแล้ว โดยโจทก์อาศัยอยู่ในบ้านหมายเลข 1 ในปัจจุบัน ส่วนบ้านหมายเลข 3 เป็นบ้านร้าง หาใช่บ้านหมายเลข 3 เป็นบ้านจำเลยดังที่จำเลยนำชี้ไว้ไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หลังจากนายตุ่นจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนพร้อมบ้าน 2 หลัง เลขที่ 53 ดังกล่าวแก่โจทก์แล้วจำเลยยังคงพักอาศัยอยู่กับนายตุ่นและโจทก์ที่บ้านเลขที่ 53 แต่หลังจากนายตุ่นถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยออกจากบ้านเลขที่ 53 ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านน้องสาวจำเลยที่อยู่คนละฝั่งของถนนเพชรเกษม ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่านับแต่นั้นเป็นต้นมาโจทก์และจำเลยแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนโดยปริยาย แต่ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 มีการระบุสิ่งปลูกสร้างของโจทก์และจำเลยแบ่งแยกกันไว้ชัดเจน โดยมีเส้นสีดำหมายสีเขียวดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวเขตแบ่งแยกกันว่าส่วนของโจทก์และจำเลยอยู่ตอนไหนและของโจทก์มีเนื้อที่เท่าใด โจทก์จึงมีสิทธิได้ส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เฉพาะภายในเส้นสีดำหมายสีเขียวมีเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 37 ตารางวา ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ดังที่โจทก์นำชี้ ส่วนที่ดินพิพาทที่เหลือนอกนั้นทางด้านทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลย หาใช่โจทก์มีสิทธิในส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เท่ากันคือประมาณ 1 งาน 52 ตารางวา ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะการที่ผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน จึงจะถือว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนในที่ดินทั้งแปลงเท่ากัน แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนแล้ว จึงต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปตามที่มีการครอบครองดังกล่าว ซึ่งอาจไม่เท่ากันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัชนี แป้งอ่อน
จำเลย — นางเชย เฝ้ามั่น ฯ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020/2551
#498620
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการ โดยมีจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินเป็นประกันการเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการของโจทก์ ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างสหกรณ์อันเป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ในตำแหน่งงานใหม่ที่มีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รู้เห็นให้ความยินยอมด้วย อีกทั้งตามสัญญาจ้างฉบับใหม่ก็ไม่ได้มีข้อความระบุว่าที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 4 จำนองเป็นประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์นั้นเป็นการประกันเพิ่มเติมจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันไว้เดิม อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ให้บังคับตามสัญญาจ้างใหม่ และเป็นผลทำให้สัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อเดิมและสัญญาค้ำประกันเดิมที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผูกพันไว้กับโจทก์สิ้นสุดลงไป ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายในขณะทำหน้าที่ผู้จัดการของโจทก์ตามสัญญาจ้างใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,957,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,850,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7204 ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 4 มิถุนายน 2542) ต้องไม่เกิน 107,530 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7204 ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2528 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อหรือตำแหน่งหน้าที่อื่นที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายจากคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้จัดการสหกรณ์ ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์ เอกสารหมาย จ.3 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงเข้าทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ตามลำดับ ซึ่งตามข้อตกลงหนังสือค้ำประกันดังกล่าวข้อที่ 1 ระบุว่า ผู้ค้ำประกันยินยอมค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดเพื่อเป็นประกันความเสียหายอันเกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง แต่ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 กระทำการในตำแหน่งผู้จัดการตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในการรับจ่ายและเก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2534 เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 6 ในการทำสัญญาจ้างใหม่นี้มีจำเลยที่ 4 จำนองที่โฉนดเลขที่ 7204 ตำบลไชยภูมิ (สะเกษ) อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เฉพาะส่วนเป็นประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 200,000 บาท ด้วย ตามโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.7 และ จ.20 ในระหว่างทำหน้าที่ผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โจทก์ตรวจพบว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการบัญชีตามฟ้องคณะกรรมการของโจทก์จึงมีมติให้ไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงานตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการและคำสั่งของโจทก์เอกสารหมาย จ.10 และ จ.11

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์และหนังสือค้ำประกันพนักงานและลูกจ้างของสหกรณ์เอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5 แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการ โดยมีจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินเฉพาะส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 7204 ตำบลไชยภูมิ (สะเกษ) อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เป็นประกันการเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการของโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างสหกรณ์ โฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.21 จ.7 และ จ.20 อันเป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ในตำแหน่งใหม่ที่มีความับผิดชอบมากขึ้นโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รู้เห็นให้ความยินยอมด้วย อีกทั้งตามสัญญาจ้างฉบับใหม่เอกสารหมาย จ.21 ก็ไม่ได้มีข้อความระบุว่าที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 4 จำนองเป็นประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์นั้นเป็นการประกันเพิ่มเติมจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันไว้เดิมดังที่โจทก์นำสืบ อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ให้บังคับตามสัญญาจ้างใหม่ และเป็นผลทำให้สัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อเดิมและสัญญาค้ำประกันเดิมที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผูกพันไว้กับโจทก์สิ้นสุดลงไป ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายในขณะทำหน้าที่ผู้จัดการของโจทก์ตามสัญญาจ้างใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นๆ อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรไชโย จำกัด
จำเลย — นายสิงห์ ฤทธิญาณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2551
#414041
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย สมชาย เพชรโสม
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน -
ชื่อองค์คณะ
นายเกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2551
#418553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม มิได้ระบุขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคำบรรยายฟ้อง เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องที่คำฟ้องของโจทก์ขัดแย้งกัน คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ราคา 9,095 บาท ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บต-636 มหาสารคาม ของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป ขณะเกิดเหตุรถยนต์กระบะคันดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของนายเอกภพผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม ดังนี้ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม โดยมิได้ระบุขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคำบรรยายฟ้องก็ตามก็เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องที่คำฟ้องของโจทก์ขัดแย้งกันแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อทางพิจารณาโจทก์ก็สืบสมว่า จำเลยซื้อวิทยุเทปติดรถยนต์กระบะที่ถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไปโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ถือว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมแล้ว เมื่อกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิด ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไปโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยซื้อวิทยุเทปดังกล่าวไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรกจึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อ้างวรรคผิดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าวิทยุเทปที่จำเลยซื้อไว้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ดังกล่าวมีราคาเพียง 9,095 บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี นั้น หนักเกินไป แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายสมชาย เพชรโสม
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2551
#492446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัท ส. ซึ่งถูก จ. กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสาม ดังนี้ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสาม โดยมิได้ระบุขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคำบรรยายฟ้องก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องคำฟ้องโจทก์ข้อแย้งกันแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

ทางพิจารณาโจทก์นำสืบได้ว่า จำเลยซื้อวิทยุเทปติดรถยนต์กระบะที่ถูก จ. กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไปโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ถือว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมแล้ว เมื่อกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิด ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยซื้อวิทยุเทปดังกล่าวไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อ้างวรรคผิดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 9,095 บาท ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บต-636 มหาสารคาม ของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป ขณะเกิดเหตุรถยนต์กระบะคันดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของนายเอกภพ ผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม ดังนี้ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม โดยมิได้ระบุขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคำบรรยายฟ้องก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องที่คำฟ้องของโจทก์ขัดแย้งกันแต่อย่างใดคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อทางพิจารณาโจทก์สืบสมว่า จำเลยซื้อวิทยุเทปติดรถยนต์กระบะที่ถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไปโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ถือว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมแล้ว เมื่อกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิด ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกนายจักรีศราษฐ์กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยซื้อวิทยุเทปดังกล่าวไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรกจึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและมิใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อ้างวรรคผิดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าวิทยุเทปที่จำเลยซื้อไว้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ดังกล่าวมีราคาเพียง 9,095 บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี นั้น หนักเกินไป แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.พ. ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายสมชาย เพชรโสม
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2551
#495862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ฟ้องเรียกเงินฝากจำนวน 255,859.02 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารจำเลยคืน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ จ. ผู้ตาย ซึ่งหากศาลพิพากษาให้ตามขอก็ย่อมทำให้จำนวนทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งให้แก่ทายาทเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นไม่เกิน 300,000 บาท ก็ย่อมอยู่ในอำนาจที่ศาลแขวงจะพิจารณาพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของพลโทจรูญหรือจิรโชติ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยก่อนถึงแก่ความตายพลโทจรูญหรือจิรโชติได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท โดยระบุว่า บัญชีธนาคารออมสิน สาขาประชาชื่น ซึ่งใส่ชื่อบุตรของพันตรีสุนทร ให้เด็กชายสมนึกทั้งหมด เมื่อประมาณปลายปี 2549 โจทก์ทั้งสองได้ไปติดต่อที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาประชาชื่น เพื่อขอเบิกเงินจากบัญชีเงินฝาก ชื่อผู้ฝากนายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร เพื่อนำมาแบ่งให้แก่ทายาทตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่ได้รับคำแนะนำจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า การเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ก่อน โจทก์ทั้งสองจึงได้ติดต่อไปยังจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกไม่สามารถดำเนินการจัดการมรดกตามพินัยกรรมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 256,910.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,859.02 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การที่พลโทจรูญหรือจิรโชติเปิดบัญชีเงินฝากโดยระบุว่า เพื่อเด็กชายวรรณธร นั้น แสดงให้เห็นว่า พลโทจรูญหรือจิรโชติมีเจตนาที่จะยกเงินที่ฝากไว้ในบัญชีดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เงินในบัญชีเงินฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ทันทีที่จำเลยที่ 1 รับฝากเข้าบัญชี เมื่อเงินในบัญชีเงินฝากเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเบิกถอนเงินออกจากบัญชีได้ ส่วนพลโทจรูญหรือจิรโชติไม่มีสิทธิที่จะทำพินัยกรรมยกเงินที่ฝากไว้ในบัญชีดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าตามฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพลโทจรูญหรือจิรโชติฟ้องเรียกเงินฝากในบัญชีซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของพลโทจรูญหรือจิรโชติคืนจากจำเลยทั้งสองเพื่อนำมาแบ่งให้แก่ทายาทตามพินัยกรรม จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของพลโทจรูญหรือจิรโชติฟ้องเรียกเงินฝากจำนวน 255,859.02 บาท ที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 คืน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของพลโทจรูญหรือจิรโชติผู้ตาย ซึ่งหากศาลพิพากษาให้ตามขอก็ย่อมทำให้จำนวนทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งให้แก่ทายาทเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นไม่เกิน 300,000 บาท ก็ย่อมอยู่ในอำนาจที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาพิพากษาได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 189
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพลหรือหนึ่งหรือสมนึก จุลลัษเฐียร กับพวก
จำเลย — ธนาคารออมสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5995/2551
#418847
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 โจทก์ให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ ผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนการได้มาเป็นของผู้ร้อง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ และผู้ร้องไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่ยึดโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่ได้ต่อสู้ว่า ผู้ร้องไม่สุจริตหรือคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงฟังว่าผู้ร้องไม่สุจริต หรือหากผู้ร้องไม่รู้ก็เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง และคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในการที่เชิดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้วและต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลพิพากษาตามยอม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของผู้ร้องมิใช่ของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ อันเป็นประเด็นแห่งการร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยเกินกว่าคำร้องขัดทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,711,852.55 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 3,600,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 1,100,000 บาท และจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในยอดเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิด นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมตึกแถวโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 พร้อมตึกแถวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องซื้อมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2529 ซึ่งขณะทำสัญญามีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ยอมโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ครั้นผู้ร้องไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง จึงทราบว่าที่ดินทั้งสองแปลงถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดไว้ตามคำสั่งของศาลแพ่ง โดยจะดำเนินการขายทอดตลาดในวันที่ 10 กันยายน 2542 ทั้งนี้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิยึดเพื่อออกขายทอดตลาด ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง มีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาท ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินและตึกแถวพิพาทดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี และไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4773 และ 4774 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และตึกแถวเลขที่ 6/91 และ 6/92 หมู่ที่ 7 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนการได้มาเป็นของผู้ร้อง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ และผู้ร้องไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่ยึดโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การดังกล่าวของโจทก์ไม่ได้ต่อสู้ว่า ผู้ร้องไม่สุจริตหรือคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมตึกแถวกับจำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงฟังว่าผู้ร้องไม่สุจริต หรือหากผู้ร้องไม่รู้ก็เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง และคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทนั้น เป็นอุทธรณ์นอกเหนือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีถือได้ว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำร้องขัดทรัพย์เพราะผู้ร้องไม่ได้กล่าวไว้ในคำร้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในการที่เชิดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้ว และต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลพิพากษาตามยอม ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงตกเป็นของผู้ร้องมิใช่ของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทว่าเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ อันเป็นประเด็นแห่งการร้องขัดทรัพย์ หาใช่เป็นการวินิจฉัยเกินกว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ ถือเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาในทุนทรัพย์ 325,050 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกิน 200 บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสวิง บุตรโพธ์
จำเลย — บริษัทพาเอ็นจิเนียริ่ง (กรุงเทพ) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา