คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6213/2551
#418853
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การเป็นป่าตามความหมายดังกล่าวไม่ใช่กรณีเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ หากที่ใดแปลงใดเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ที่ดินแปลงใดแม้จะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 616 (พ.ศ.2516) หรือไม่ หากไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือได้สิทธิครอบครองทำกินตาม ป.ที่ดิน ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ

จำเลยเข้าไปครอบครองตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรีและก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อยึดถือครอบครองป่าเป็นของตนหรือผู้อื่นจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างแผ้วถางป่าโดยตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ ป.อ. แยกการกระทำเป็นสองกรรมต่างหากจากกัน แต่เมื่อเป็นการกระทำความผิดต่อต้นยูคาลิปตัสจำนวนเดียวกันและได้กระทำคราวเดียวพร้อมกันต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครองก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าบริเวณสวนป่าโค้งสวรรค์ เนื้อที่ 433 ไร่ โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันสร้างรั้วลวดหนามเสาคอนกรีตล้อมบริเวณป่าดังกล่าว และใช้รถไถปรับพื้นที่ทำถนนและตัดต้นยูคาลิปตัส เพื่อยึดถือครอบครองป่านั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันทำลายต้นยูคาลิปตัส 7, 570 ต้น ของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรี ผู้เสียหาย อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น คิดเป็นเงิน 378,500 บาท แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักเอาต้นยูคาลิปตัสดังกล่าวของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 358 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี 74 ทวิ ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสามออกจากป่าที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาต้นยูคาลิปตัสเป็นเงิน 378,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง วรรคสาม, 74 ทวิ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันทำลายป่าและเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 12 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสามออกจากป่าที่เกิดเหตุ ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่าฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ประมาณ 433 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ และปักเสาปูน ขึงรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินที่เกิดเหตุ ใช้รถไถดินปรับพื้นทำเป็นถนนลูกรังโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเข้าทำประโยชน์ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายประนอมกำนันตำบลเขาย้อย นายสงัด หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมปลูกและบำรุงป่าประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรี นายนิวัติ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 5 ประจำจังหวัดเพชรบุรีและนายสมเกียรติ ช่างสำรวจ 5 ประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรี และนายบุญธรรม ลูกจ้างประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรีเบิกความสอดคล้องกันยืนยันว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสวนป่าที่กรมป่าไม้ปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้ ชื่อสวนป่าโค้งสวรรค์โดยมีหลักฐานสนับสนุนคือสำเนาแผนการปลูกสร้างสวนป่า เอกสารหมาย จ.1 และสำเนาคำสั่งตั้งนายสงัดเป็นหัวหน้าสวนป่าทุ่งขนายและสวนป่าโค้งสวรรค์เอกสารหมาย จ.2 นายสมเกียรติยังเบิกความด้วยว่า พยานได้ร่วมจัดทำบันทึกถ่ายภาพที่เกิดเหตุและทำแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 โดยพิกัดจุดตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 3 ทางเทคนิดเรียกว่า พิกัด MQ 839614 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม เชื่อว่าเบิกความตามความจริง คำเบิกความมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินเกิดเหตุเป็นที่ดินที่ชาวบ้านได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 รวบรวมที่ดินของชาวบ้านขายให้แก่นายวิบูลย์ ภายหลังนายวิบูลย์กลับนำมาขายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีหลักฐานสำเนาใบจองเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ซึ่งมีชื่อนางคำผง และนายวรนุชเป็นผู้แจ้งครอบครองมาสนับสนุนว่าที่ดินตามสำเนาใบจองดังกล่าวเป็นบางส่วนของที่ดินที่เกิดเหตุ เห็นว่า แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินที่เกิดเหตุมาจริง แต่ไม่ปรากฏว่านายวิบูลย์หรือชาวบ้านมีเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินแต่อย่างใด ส่วนสำเนาใบจองตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ปรากฏตามประกาศอำเภอเขาย้อย เรื่องมีผู้ขอจับจองที่ดินเอกสารหมาย ปจ.2 และ ปจ.3 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ว่าเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นคนละหมู่บ้านกับที่ดินพิพาท จึงเป็นคนละแปลงกัน ไม่อาจใช้ยืนยันได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ราษฎรมีสิทธิครอบครองทำกิน เมื่อพิจารณาบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.3 และภาพถ่ายหมาย จ.4 สภาพที่ดินที่เกิดเหตุมีต้นยูคาลิปตัสจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนถูกตัดโค่นไปสอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบและต้นยูคาลิปตัสที่ถูกตัดโค่นมีบางส่วนเพิ่งแตกใบ เป็นพุ่มเตี้ยๆ แสดงว่าเพิ่งถูกตัดโค่นไปไม่นาน บ่งชี้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเพิ่งถูกบุกรุกแผ้วถางมาไม่นานตามสภาพที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสวนป่ายูคาลิปตัสมีทางราชการปลูกไว้ ซึ่งการจะพิจารณาว่าเป็นป่าหรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การเป็นป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ดังกล่าวไม่ใช่กรณีเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ดังนั้นหากที่ดินแปลงใดเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ไม่ว่าที่ดินที่เกิดเหตุจะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 616 (พ.ศ.2516) ตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งมิได้ระบุให้ท้องที่ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือได้สิทธิครอบครองทำกินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า มีการซ่อมแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติหนองหญ้าปล้องโดยลบเส้นสีแดงหมายเลข 1 ในระวางแผนที่เอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 1 ออกไปแล้ว ที่ดินที่เกิดเหตุจึงไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหนองหญ้าปล้องนั้น เห็นว่า ไม่ว่าจะมีการซ่อมแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติหนองหญ้าปล้องหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีเอกสารสิทธิแสดงความเป็นเจ้าของหรือหลักฐานใดที่แสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิครอบครองทำกินในที่ดินที่เกิดเหตุ ที่ดินที่เกิดเหตุก็ยังเป็นป่าอยู่ดี และที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันตัดโค่นต้นยูคาลิปตัสตามฟ้องนั้น ได้ความจากนายบุญธรรมพยานโจทก์เบิกความว่า ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2540 ขณะที่พยานขับรถไปถึงที่เกิดเหตุ เห็นคนงาน 7 คน ถึง 8 คน ตัดไม้ในที่เกิดเหตุ พยานลงจากรถไปพูดคุย คนงานแจ้งว่าเป็นที่ของจำเลยที่ 1 พยานพบจำเลยที่ 2 ที่ 3 จำเลยที่ 2 บอกว่าจำเลยที่ 1 ใช้ให้ตัดต้นไม้ เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของนายประนอมกำนันตำบลที่เกิดเหตุพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุโดยไถพื้นที่และล้อมรั้วลวดหนามกั้นแนวเขต เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามที่ยอมรับว่าจำเลยทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นผู้ครอบครองป่าที่เกิดเหตุซึ่งถูกแผ้วถาง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 55 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น แต่จำเลยทั้งสามอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่เพียงลอยๆ โดยจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานโจทก์จึงมีนำหนักให้รับฟังว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดโค่นต้นยูคาลิปตัสตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองที่เกิดเหตุตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรีและก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อยึดถือครอบครองป่าเป็นของตนหรือผู้อื่นจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้างแผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์ภาคที่ 7 พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ควรลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้นและไม่รอการลงโทษจำคุกให้หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าที่เกิดเหตุเนื้อที่ 433 ไร่ โดยร่วมกันก่อสร้างรั้วลวดหนามเสาคอนกรีตล้อมบริเวณป่าดังกล่าว และใช้รถไถปรับพื้นที่ทำถนนและตัดต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้จำนวน 7,570 ต้น เพื่อยึดถือครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นลักษณะการกระทำความผิดนับว่าเป็นภัยต่อป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ พฤติการณ์แห่งคดีนับเป็นเรื่องร้ายแรงศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกเพียงคนละ 2 ปี และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามอย่างไรก็ตาม แม้ที่ดินที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ 433 ไร่ แต่ส่วนที่ถูกไถพรวนมีเนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ ส่วนที่ถูกใช้ทำเป็นถนนมีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ส่วนที่เหลือยังมิได้ถูกดำเนินการจึงเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นลงโทษความผิดฐานนี้จำคุกคนละ 12 ปี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่าโดยตัดฟันต้นยูคาลิปตัส 7,570 ต้น ของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นนั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และประมวลกฎหมายอาญาแยกการกระทำเป็นสองกรรมต่างหากจากกันแต่เมื่อการกระทำความผิดต่อต้นยูคาลิปตัสจำนวนเดียวกันและได้กระทำคราวเดียวพร้อมกันต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษเรียงกระทงโดยแยกฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตออกต่างหากจากฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์นั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 358
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 54 ม. 55 ม. 72 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายต่วง คงสาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สบโชค สุขารมณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6193/2551
#414798
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สัมฤทธิ์ เมฆหนู
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาง อัญชลีภรณ์ เมฆหนู ที่ ๑ กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี -
ชื่อองค์คณะ
นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6193/2551
#414871
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1476 (4) มุ่งหมายให้การให้กู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายในการจัดการสินสมรส การกู้ยืมเงินมิใช่ให้กู้ยืมเงินจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

การบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหากมิใช่หนี้ร่วม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับคดีได้เพียงสินสมรสในส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษา การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ที่ดินสินสมรส จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญากู้ยืมระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษากับลูกหนี้ตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36231 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน เมื่อเดือนมีนาคม 2546 โจทก์ได้รับหมายเรียกของศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 178/2545 ซึ่งแจ้งให้โจทก์ส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อศาล โจทก์ไปขอตรวจดูสำนวนจึงได้ทราบความจริงว่าในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จึงมีการบังคับคดีเพื่อขายทอดตลาดที่ดินโฉนดดังกล่าว โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดไว้แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 2 โดยระบุในสัญญาว่า ได้นำโฉนดที่ดินอันเป็นสินสมรสดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญากู้ยืมจึงเป็นเอกสารปลอม ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจะไม่สมบูรณ์ก็เป็นเรื่องของจำเลยทั้งสอง และมิได้เกี่ยวข้องกับสินสมรสของโจทก์ เพราะมิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในนิติกรรมและมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสของโจทก์ที่ต้องจัดการร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 บัญญัติว่า สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(4) ให้กู้ยืมเงิน

บทบัญญัติมาตรานี้มุ่งหมายให้การให้กู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในการจัดการสินสมรส ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ไปกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องกู้ยืมเงินมิใช่ให้กู้ยืมเงิน กรณีจึงหาต้องด้วยมาตรา 1476 ไม่

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36231 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเอกสารสำคัญในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 178/2545 ซึ่งศาลได้มีหมายเรียกแจ้งให้โจทก์นำส่งต้นฉบับต่อศาลเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ซึ่งหากให้โจทก์นำส่งโฉนดที่ดินตามคดีดังกล่าวต่อศาลตามคำสั่งแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การบังคับคดีในคดีแพ่งหมายแดงที่ 178/2545 นั้น หากโจทก์มิได้เป็นหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 การบังคับคดีก็หาอาจกระทบกระเทือนสิทธิโจทก์ได้ไม่ เพราะจำเลยที่ 2 จะบังคับคดีได้เพียงสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมฤทธิ์ เมฆหนู
จำเลย — นางอัญชลีภรณ์ เมฆหนู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6193/2551
#492963
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1476 (4) มุ่งหมายให้การให้กู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในการจัดการสินสมรส ส่วนการกู้ยืมเงินมิใช่การให้กู้ยืมเงิน กรณีจึงหาต้องด้วยมาตรา 1476 ไม่

การบังคับคดีในคดีก่อนนั้น หากโจทก์ซึ่งเป็นสามีมิได้เป็นหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยา การบังคับคดีก็หาอาจกระทบกระเทือนสิทธิโจทก์ได้ไม่ เพราะจำเลยที่ 2 เจ้าหนี้จะบังคับคดีได้เพียงสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36231 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 2 โดยระบุในสัญญาว่า ได้นำโฉนดที่ดินอันเป็นสินสมรสดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญากู้ยืมจึงเป็นเอกสารปลอม ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจะไม่สมบูรณ์ก็เป็นเรื่องของจำเลยทั้งสอง และมิได้เกี่ยวข้องกับสินสมรสของโจทก์ เพราะมิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส โจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในนิติกรรมและมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสของโจทก์ที่ต้องจัดการร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 นั้น เห็นว่า มาตรา 1476 บัญญัติว่าสามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(4) ให้กู้ยืมเงิน

บทบัญญัติมาตรานี้มุ่งหมายให้การให้กู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในการจัดการสินสมรส ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ไปกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องกู้ยืมเงินมิใช่ให้กู้ยืมเงิน กรณีจึงหาต้องด้วยมาตรา 1476 ไม่

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 36231 เป็นเอกสารสำคัญในคดีก่อนซึ่งศาลได้มีหมายเรียกแจ้งให้โจทก์นำส่งต้นฉบับต่อศาลเพื่อบังคับคดี ให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ซึ่งหากให้โจทก์นำส่งโฉนดที่ดินตามคดีดังกล่าวต่อศาลตามคำสั่งแล้ว ทำให้โจทก์รับความเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การบังคับคดีในคดีก่อนนั้น หากโจทก์มิได้เป็นหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 การบังคับคดีก็หาอาจกระทบกระเทือนสิทธิโจทก์ได้ไม่ เพราะจำเลยที่ 2 จะบังคับคดีได้เพียงสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้กระทบกระเทือนสินสมรสในส่วนของโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1476 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมฤทธิ์ เมฆหนู
จำเลย — นางสาวอัญชลีภรณ์ เมฆหนู กับพวก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6181/2551
#498760
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาและคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ แต่เงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะยื่นฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ไปแล้วกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 160,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพราะเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในการรับฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาภายในกำหนด กรณีถือได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ จึงรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะข้อกฎหมายในเรื่องอายุความแสดงให้เห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับฎีกาในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์เพราะเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา จึงเป็นการสั่งรับฎีกาที่ผิดหลงผิดระเบียบและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง โดยเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นและมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ และเห็นสมควรวินิจฉัยคดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพราะเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ แต่เงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะยื่นฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ไปแล้วกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไดสตาร์ไดเร็ค จำกัด
จำเลย — นายฉายา วงษ์นิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6179/2551
#496247
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุของกองจัดประโยชน์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อาคารตึกแถวเลขที่ 231 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเดือนละ 2,000 บาท แม้โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาเดือนละ 10,000 บาท ก็เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ให้เช่าช่วงแต่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าช่วงเป็นนิติกรรมอำพรางการโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นนี้โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมิได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

สัญญาเช่าช่วงอาคารชั้นล่างบางส่วนมีข้อตกลงว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การเลิกสัญญาจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 566 สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมีข้อตกลงระบุชำระค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ไม่ระบุวันที่ชำระค่าเช่าแน่นอน จึงต้องถือเอาวันสิ้นเดือนเป็นกำหนดชำระค่าเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 559 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจำเลยได้รับหนังสือวันที่ 4 สิงหาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 มีนาคม 2538 การบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารตึกแถวราชพัสดุ เลขที่ 231 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อประกอบกิจการโรงแรม จำเลยเช่าช่วงอาคารดังกล่าวชั้นล่างบางส่วนจากโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์แล้ว มีข้อตกลงว่า หากโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงหรือเพราะเหตุอันใดที่ทำให้จำเลยไม่สามารถอยู่อาศัยหรือใช้อาคารได้ จำเลยจะได้รับค่าชดเชย ค่าตกแต่ง ค่าปรับปรุงสถานที่คืนเป็นเงิน 1,000,000 บาท ภายใน 6 เดือน นับแต่วันบอกเลิกสัญญา ต่อมาโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วง โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและให้จำเลยรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท คืน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องนำห้องพักให้พนักงานพักอาศัยและเก็บพัสดุสิ่งของจำนวน 3 ห้อง ขาดรายได้เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2538 เป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนั้น จำเลยไม่ชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2537 จำนวน 4,000 บาท ไม่ชำระค่าเช่าช่วงเดือนละ 2,000 บาท นับแต่เดือน กรกฎาคม 2537 ถึงวันฟ้อง รวม 8 เดือน เป็นเงิน 16,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไป และส่งมอบพื้นที่ที่เช่าช่วงคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 56,000 บาท กับอีกปีละ 124,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากพื้นที่เช่าช่วงแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เช่าช่วงอาคารพิพาทจากโจทก์ แต่โจทก์โอนขายสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 229 และ 231 เฉพาะชั้นล่าง จำนวน 2 คูหา ให้แก่จำเลยในราคา 3,750,000 บาท โจทก์รับเงินไปครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 231 เฉพาะชั้นล่างให้แก่จำเลยได้ เพราะจะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 229 และ 231 ชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 อีกต่อไป โจทก์จึงทำสัญญาเช่าช่วงแสดงแก่กรมธนารักษ์เพื่อไม่ให้โจทก์ต้องเสียสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 229 และ 231 ชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 เท่านั้น เป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 28,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารพิพาทในสภาพที่เรียบร้อยแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารพิพาทในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุของกองจัดประโยชน์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อาคารตึกแถวเลขที่ 231 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเดือนละ 2,000 บาท แม้โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาเดือนละ 10,000 บาท ก็เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ให้เช่าช่วง แต่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าช่วงเป็นนิติกรรมอำพรางการโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นนี้โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมิได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าช่วงอาคารชั้นล่างบางส่วนตามเอกสารหมาย จ.27 ซึ่งตรงกับ จ.9 ข้อ 4 มีข้อตกลงว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น การเลิกสัญญาจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 กล่าวคือคู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเช่าในขณะเมื่อสุดระยะเวลาอันเป็นกำหนดชำระค่าเช่าก็ได้ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมีข้อตกลงระบุชำระค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ไม่ระบุวันที่ชำระค่าเช่าแน่นอน จึงต้องถือเอาวันสิ้นเดือนเป็นกำหนดชำระค่าเช่าตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 559 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจำเลยได้รับหนังสือวันที่ 4 สิงหาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 มีนาคม 2538 การบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงจึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อตกลงตามสัญญา ข้อ 5 เอกสารหมาย จ.9 มิใช่สัญญาต่างตอบแทน โดยวินิจฉัยว่า เป็นข้อตกลงที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยภายหลังจากที่มีการบอกเลิกสัญญา และจำเลยได้ออกไปจากพื้นที่แล้ว เมื่อจำเลยยังไม่ออก โจทก์ไม่มีหน้าที่จ่ายให้แก่จำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยที่เกินเลยและขัดกับพยานหลักฐานเพราะตามเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความปรากฏตามข้อวินิจฉัยดังกล่าว และข้อเท็จจริงในข้อนี้ก็ไม่ปรากฏในทางพิจารณา เห็นว่า สัญญาเช่าช่วง ข้อ 5 ระบุว่า "หากผู้ให้เช่าช่วงจะเลิกสัญญาฉบับนี้ หรือเพราะเหตุอื่นใดที่ทำให้ผู้เช่าช่วงไม่สามารถอยู่อาศัยหรือใช้อาคารนี้ (ยกเว้นกรมธนารักษ์เลิกสัญญากับผู้ให้เช่า) ผู้เช่าช่วงจะได้รับเงินชดเชยค่าตกแต่งและค่าปรับปรุงสถานที่คืนเป็นเงิน 1,000,000 บาท จากผู้ให้เช่าช่วงภายใน 6 เดือน นับแต่วันบอกเลิกสัญญา" การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยภายหลังจากที่มีการบอกเลิกสัญญา จึงเป็นการวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยเกินเลยและขัดกับพยานหลักฐาน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่เจ้าของอาคารพิพาทเป็นเพียงผู้เช่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขับไล่คดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของประชาชน จึงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยเพิ่งยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนปีละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารพิพาทแก่โจทก์เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 5 ข. ความว่า "นับแต่บอกเลิกสัญญาเช่าช่วง จำเลยไม่ยอมชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ.2537... ดังนั้นจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ค่าภาษีโรงเรือนและค่าเช่าช่วงให้โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 56,000 บาท กับให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ค่าภาษีโรงเรือน และค่าเช่าช่วงให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยอพยพครอบครัวและบริวารและทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่เช่าช่วง" และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง ข้อ 2 ระบุว่า "ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 56,000 บาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ ภาษีโรงเรือนให้แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องไปอีกปีละ 124,000 บาท จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามข้อ 1 คือขนย้ายอพยพครอบครัวบริวารและทรัพย์สินออกไปจากพื้นที่ที่เช่าช่วงของโจทก์" ค่าภาษีโรงเรือนดังกล่าวรวมอยู่ในจำนวนเงิน 56,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระถึงวันฟ้อง และรวมอยู่ในจำนวนเงิน 124,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าภาษี 4,000 บาท จึงไม่เกินไปกว่าคำขอของโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 559 ม. 566
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนบูลย์ กิมานนท์
จำเลย — นางและหรือนางสาวปราณี เหลืองตรีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6174/2551
#495866
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ฎีกาต้องมีข้อความคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงหรือไม่รับฟังข้อเท็จจริงข้อใดนั้นชอบหรือไม่ชอบเพราะเหตุใด ควรรับฟังข้อเท็จจริงอย่างไร เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายทั้งสอง ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย เป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของจ่าสิบเอกสราวุธ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และจำเลยใช้มีดปลายแหลม ยาวประมาณ 10 นิ้ว 1 เล่ม แทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ถูกที่ข้อศอกซ้ายและมือขวา เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือ จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน หลังจากนั้นจำเลยใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงนางสาวสุกัญญา ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้งถูกที่หน้าผากและข้อมือซ้าย เป็นเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 297, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 สองบท และมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 อีกบทหนึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ขอให้ยกฟ้อง นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ฎีกาต้องมีข้อความคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงหรือไม่รับฟังข้องเท็จจริงข้อใดนั้นชอบหรือไม่ชอบเพราะเหตุใด ควรรับฟังข้อเท็จจริงอย่างไร คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายทั้งสอง ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย เป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 สองบท, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว กรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยดังที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายประเสริฐ ดอกนางแย้ม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6159/2551
#495865
เปิดฉบับเต็ม

โรงงานซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยเช่าถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหลัง สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 เมื่อจำเลยไม่สามารถส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าได้ โจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามมาตรา 563

คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์ได้แต่งตั้งขึ้นได้ทำรายงานผลการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งแจ้งแก่ผู้ว่าการของโจทก์ระบุว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้และจะต้องรับผิดในทางแพ่ง แต่เห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าจะต้องส่งมอบโรงงานมาตรฐานที่เช่าจากโจทก์คืนในสภาพเรียบร้อย เมื่อคืนไม่ได้แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าโรงงานมาตรฐานกับโจทก์พร้อมทั้งบริการในการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประกอบกิจการอุตสาหกรรมมีกำหนด 3 ปี จำเลยได้ชำระเงิน 600,210 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาเพื่อเป็นประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เช่าหรือแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์หักเงินดังกล่าวชำระได้ หากความเสียหายเกิดขึ้นเกินจำนวนเงินดังกล่าวจำเลยต้องชำระส่วนที่เกินนั้นแก่โจทก์จนครบ หากเกิดอัคคีภัยหรือวินาศภัยใดๆ ขึ้นกับโรงงานที่เช่า โจทก์และจำเลยตกลงให้สัญญาเช่าเป็นอันระงับสิ้นสุดลง เว้นแต่โจทก์จะยินยอมเป็นหนังสือให้จำเลยคงมีสิทธิใช้โรงงานต่อไปได้ หากสัญญาเช่าระงับหรือสิ้นสุดลงและจำเลยส่งมอบโรงงานคืนแก่โจทก์โดยไม่ชำรุดเสียหายและโจทก์ได้รับมอบไว้แล้ว หากจำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่าหรือค่าเสียหายอื่นใดแล้วโจทก์จะต้องคืนเงินมัดจำแก่จำเลย จำเลยได้เข้าไปใช้โรงงานมาตรฐานของโจทก์ตามสัญญาแล้ว ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 2 อันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่เช่าได้รับความเสียหายทั้งหมดจนไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อใช้ปฏิบัติงานต่อไปได้จำเลยยังคงใช้โรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 ซึ่งเหลืออยู่ปฏิบัติงานและชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ โจทก์ยินยอมให้จำเลยใช้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 ต่อไปโดยรับชำระเงินค่าเช่าจากจำเลย ต่อมาเกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 ได้รับความเสียหายทั้งหมดจนไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อใช้ปฏิบัติต่อไปได้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงย่อมระงับสิ้นสุดลง การเกิดอัคคีภัยครั้งแรกเกิดจากขั้วหลอดไฟกับขาหลอดไฟเกิดการสะสมความร้อนจนพลาสติกขาหลอดไฟหลอมละลายลุกติดเป็นไฟตกไปถูกวัสดุที่ติดไฟง่ายจึงเกิดเพลิงไหม้ ส่วนครั้งที่ 2 เกิดจากการเปิดพัดลมติดฝาผนังทิ้งไว้ พัดลมเกิดความร้อนสะสมจนไฟลุกไหม้และลุกใส่สารไวไฟทำให้เกิดเพลิงไหม้ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้เช่าดูแลและควบคุมกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในกิจการของจำเลยผู้เช่า การเกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานที่เช่าดังกล่าวเป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยโดยตรงจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยซ่อมแซมอาคารโรงงานทั้งสองหลังให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ตามปกติและส่งมอบให้แก่โจทก์ภายใน 60 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 3,165,038.02 บาท โจทก์นำเงินประกันความเสียหายมาหักชำระหนี้แล้วคงเหลือความเสียหายที่เกิดขึ้น 2,564,828.02 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดคือวันที่ 9 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 208,392.27 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,773,220.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,564,828.02 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดเพลิงไหม้ที่โจทก์กล่าวอ้างถึงสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้นั้นเป็นข้อสันนิษฐานเอาเอง จำเลยใช้อาคารที่เช่าตามปกติ และสงวนรักษาเช่นเดียวกับที่เจ้าของพึงปฏิบัติ ไม่มีข้อตกลงตามสัญญาให้จำเลยต้องรับผิดในกรณีที่ความเสียหายไม่ได้เกิดจากจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธินำเงินประกันไปหักชำระค่าเสียหายอาคารทั้งสองหลังสามารถซ่อมแซมไม่เกินหลังละ 300,000 บาท จำเลยบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวส่งมอบอาคารโรงงานทั้งสองหลังแก่โจทก์แล้ว โจทก์กลับไม่ยอมรับมอบและคืนเงินประกันให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยย้ายออกไปจากอาคารที่เช่าทั้งสองหลังแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์เข้าครอบครองดูแลทรัพย์สินที่เช่าโดยปริยาย โจทก์ทิ้งร้างไว้เป็นเหตุให้อาคารทั้งสองหลังชำรุดทรุดโทรมไปกว่าเดิมจึงเป็นความผิดของโจทก์ อาคารทั้งสองหลังยังมีสภาพไม่ถึงขนาดต้องรื้อทิ้งแล้วก่อสร้างใหม่ หากความเสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลยถือได้ว่าพอหักกลบลบหนี้กับเงินประกันที่จำเลยได้ให้แก่โจทก์ไว้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยซ่อมแซมอาคารให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยโดยยกข้อสัญญาเช่าขึ้นกล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีอันผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญา โจทก์จึงต้องฟ้องภายในอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์ที่เช่า แต่โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดดังกล่าว จึงขาดอายุความ แม้จ้ะอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับจากวันที่เกิดเหตุและทราบตัวผู้กระทำละเมิดโจทก์ทราบตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2537 โจทก์กลับละเลยไม่ฟ้องคดี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยทำสัญญาเช่าโรงงานมาตรฐานในเขตอุตสาหกรรมส่งออกลาดกระบัง 2 หลัง เนื้อที่ 2,106 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึง 31 ตุลาคม 2536 จำเลยได้ชำระเงิน 600,210 บาท ให้แก่โจทก์เป็นประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เช่าหรือแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ หากจำเลยมีหนี้ผูกพันต้องชำระให้แก่โจทก์ จำเลยยินยอมให้โจทก์หักเงินประกันชำระหนี้ได้ หากชำระแล้วยังไม่พอก็ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้จนครบ โจทก์ได้ส่งมอบโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังให้แก่จำเลยแล้ว วันที่ 7 มีนาคม 2536 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 2 เจ้าพนักงานของกองพิสูจน์หลักฐานได้ทำความเห็นว่า สาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากการอาร์คหรือสปาร์คของขั้วหลอดฟลูออเรสเซนต์กับขาหลอดของชุดหลอดฟลูออเรสเซนต์ทำให้เกิดการสะสมความร้อนจนพลาสติกขาหลอดหลอมละลายลุกติดเป็นเปลวไฟตกไปถูกกับวัตถุที่ไหม้ไฟได้ง่าย เช่น โฟมหรือกล่องกระดาษ ทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้น ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 เวลากลางวัน เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 เจ้าพนักงานของกองพิสูจน์หลักฐานทำความเห็นว่าสาเหตุเพลิงไหม้น่าจะเกิดจากการสะสมความร้อนในตัวพัดลมอันเนื่องมาจากความชำรุดตามสภาพการใช้งาน หรือเปิดใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ถึงจุดติดไฟแล้วตกลงไปลุกไหม้ทรัพย์สินใกล้เคียงจนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่ง คณะกรรมการดังกล่าวสรุปความเห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่าจำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ผู้แทนโจทก์ได้รับทราบรายงานดังกล่าววันที่ 19 กรกฎาคม 2537 และมีคำสั่งแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมนำเงินประกันที่จำเลยวางไว้มาหักเป็นค่าเสียหาย

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า โรงงานมาตรฐานของโจทก์ทั้งสองหลังได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนานอำพล และนายอัมพร เบิกความว่า โรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากสอดคล้องกับภาพถ่ายหมาย จ.1 และ จ.2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับว่าได้ย้ายที่ทำการไปอยู่แห่งใหม่แล้ว เมื่อทรัพย์ที่เช่าคือโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังได้รับความเสียหายทั้งหลัง สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 เมื่อทรัพย์ที่เช่าสูญหายหรือเสียหายไปโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถที่จะส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าได้ ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยว่า กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายถูกเพลิงไหม้ ดังนั้น โจทก์จะต้องฟ้องผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งที่โจทก์ได้แต่งตั้งขึ้นได้ทำรายงานผลการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งแจ้งแก่ผู้ว่าการของโจทก์ระบุว่า ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในทางที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้และจะต้องรับผิดในทางแพ่ง แต่เห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าจะต้องส่งมอบโรงงานมาตรฐานที่เช่าจากโจทก์คืนในสภาพเรียบร้อยเมื่อคืนไม่ได้แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เนื่องจากศาลชั้นต้นได้สืบพยานคู่ความมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ย้อนสำนวน มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีร้อยตำรวจเอกกิตติ ซึ่งรับราชการอยู่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า เหตุที่เกิดไฟไหม้โรงงานมาตรฐานของโจทก์หลังที่ 2 สืบเนื่องจากการหลอมละลายของขั้วหลอดไฟหรือการสปาร์คสาเหตุมาจากการใส่ขั้วของหลอดดังกล่าวไม่แน่นหรือเกิดจากการใช้งานเป็นเวลานานทำให้พลาสติกที่ขั้วหลอดนั้นหลอมละลายเมื่อตกลงมาถูกวัสดุหรือกล่องกระดาษก็จะเกิดไฟลุกไหม้ และพันตำรวจตรีประสิทธิ์ รับราชการที่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า เหตุที่เกิดเพลิงไหม้โรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 ของโจทก์เกิดจากความร้อนสะสมที่ตัวมอเตอร์พัดลมจากการเปิดพัดลมไว้นานๆ หรือความชำรุดโดยสภาพของพัดลม เมื่อมีความร้อนมากๆ ทำให้ทรัพย์สินบริเวณใกล้เคียงเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์หลักฐานด้านการเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งได้เบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.10 ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุเกิดเพลิงไหม้เป็นไปดังที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ การที่จำเลยไม่ดูแลให้ดีทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิด เว้นแต่ว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุดังกล่าวมิใช่เหตุสุดวิสัยมิได้เกิดเพราะความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายจำเลยจึงปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่

มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนางราตรี หัวหน้างานบัญชีบริหารซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานรักษาการบัญชีทรัพย์สินได้ตีราคาอาคารโรงงานมาตรฐานของโจทก์โดยอาศัยรายงานทรัพย์สินปี 2535 และ 2536 ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินโดยหักราคาซากและหักค่าเสื่อมราคาของแต่ละปีตามกฎกระทรวงการคลังแล้ว โจทก์ได้รับความเสียหาย 3,165,038.02 บาท ตามรายละเอียดการคำนวณมูลค่าโรงงานมาตรฐานเอกสารหมาย จ.16 แต่เนื่องจากหลังจากไฟไหม้แล้วยังมีวัสดุที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้คือโครงสร้างซึ่งเป็นเหล็ก ซึ่งเดิมโจทก์ได้ประเมินราคาซากไว้ 410,549.02 บาท แต่ภายหลังกล่าวอ้างว่าไม่มีมูลค่า เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงสร้างเหล็กดังกล่าวสามารถนำไปขายได้ราคา จึงเห็นควรกำหนดราคาซากเท่ากับที่โจทก์เคยตีราคาไว้ เมื่อหักจากเงินประกันที่จำเลยมอบไว้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดเป็นเงิน 2,154,279 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเช่าเลิกต่อกัน แต่โจทก์ขอนับแต่วันที่ 9 มกราคา 2540 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลัง จึงเห็นควรกำหนดให้ตามขอ

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,154,279 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 563 ม. 567
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท โซลาร์เลนซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6159/2551
#498757
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทรัพย์ที่เช่าคือโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายทั้งหลัง สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 เมื่อทรัพย์ที่เช่าสูญหายหรือเสียหายไปโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถที่จะส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าได้ ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยว่า กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายถูกเพลิงไหม้ ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อปรากฏว่า คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งที่โจทก์ได้แต่งตั้งขึ้นได้ทำรายงานผลการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งแจ้งแก่ผู้ว่าการของโจทก์ระบุว่า ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในทางที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้และจะต้องรับผิดในทางแพ่ง แต่เห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าจะต้องส่งมอบโรงงานมาตรฐานที่เช่าจากโจทก์คืนในสภาพเรียบร้อยเมื่อคืนไม่ได้แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี

เหตุเกิดเพลิงไหม้โรงงานมาตรฐานของโจทก์ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ การที่จำเลยไม่ดูแลให้ดีทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิด เว้นแต่ว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เมื่อมิใช่เหตุสุดวิสัยและมิได้เกิดเพราะความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จำเลยจึงปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดแก่โรงงานของโจทก์จำนวน 2,773,220.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,564,828.02 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยทำสัญญาเช่าโรงงานมาตรฐานในเขตอุตสาหกรรมส่งออกลาดกระบัง 2 หลัง เนื้อที่ 2,106 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 ถึง 31 ตุลาคม 2536 จำเลยได้ชำระเงิน 600,210 บาท ให้แก่โจทก์เป็นประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เช่าหรือแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ หากจำเลยมีหนี้ผูกพันต้องชำระให้แก่โจทก์ จำเลยยินยอมให้โจทก์หักเงินประกันชำระหนี้ได้หากชำระแล้วยังไม่พอก็ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้จนครบ โจทก์ได้ส่งมอบโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังให้แก่จำเลยแล้ว วันที่ 7 มีนาคม 2536 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 2 เจ้าพนักงานของกองพิสูจน์หลักฐานได้ทำความเห็นว่า สาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากการอาร์คหรือสปาร์คของขั้วหลอดฟลูออเรสเซนต์กับขาหลอดของชุดหลอดฟลูออเรสเซนต์ทำให้เกิดการสะสมความร้อนจนพลาสติกขาหลอดหลอมละลายลุกติดเป็นเปลวไฟตกไปถูกกับวัตถุที่ไหม้ไฟได้ง่าย เช่น โฟมหรือกล่องกระดาษ ทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้น ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 เวลากลางวัน เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารโรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 เจ้าพนักงานของกองพิสูจน์หลักฐานทำความเห็นว่าสาเหตุเพลิงไหม้น่าจะเกิดจากการสะสมความร้อนในตัวพัดลมอันเนื่องมาจากความชำรุดตามสภาพการใช้งาน หรือเปิดใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ถึงจุดติดไฟแล้วตกลงไปลุกไหม้ทรัพย์สินใกล้เคียงจนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่ง คณะกรรมการดังกล่าวสรุปความเห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ผู้แทนโจทก์ได้รับทราบรายงานดังกล่าววันที่ 19 กรกฎาคม 2537 และมีคำสั่งแจ้งให้จำเลยทราบพร้อมนำเงินประกันที่จำเลยวางไว้มาหักเป็นค่าเสียหาย

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า โรงงานมาตรฐานของโจทก์ทั้งสองหลังได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนายอำพล และนายอัมพร เบิกความว่าโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากสอดคล้องกับภาพถ่าย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับว่าได้ย้ายที่ทำการไปอยู่แห่งใหม่แล้ว เมื่อทรัพย์ที่เช่าคือโรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังได้รับความเสียหายทั้งหลัง สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 เมื่อทรัพย์เช่าสูญหายหรือเสียหายไปโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถที่จะส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าได้ ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยว่า กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โรงงานมาตรฐานทั้งสองหลังของโจทก์ได้รับความเสียหายถูกเพลิงไหม้ ดังนั้น โจทก์จะต้องฟ้องผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งที่โจทก์ได้แต่งตั้งขึ้นได้ทำรายงานผลการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งแจ้งแก่ผู้ว่าการของโจทก์ระบุว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องในทางที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้และจะต้องรับผิดในทางแพ่ง แต่เห็นว่าจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ผิดสัญญาโดยทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เช่า จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าจะต้องส่งมอบโรงงานมาตรฐานที่เช่าจากโจทก์คืนในสภาพเรียบร้อย เมื่อคืนไม่ได้แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหายซึ่งกรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เนื่องจากศาลชั้นต้นได้สืบพยานคู่ความมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ย้อนสำนวน มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีร้อยตำรวจเอกกิตติ ซึ่งรับราชการอยู่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า เหตุที่เกิดไฟไหม้โรงงานมาตรฐานของโจทก์หลังที่ 2 สืบเนื่องจากการหลอมละลายของขั้วหลอดไฟหรือการสปาร์ค สาเหตุมาจากการใส่ขั้วของหลอดดังกล่าวไม่แน่นหรือเกิดจากการใช้งานเป็นเวลานานทำให้พลาสติกที่ขั้วหลอดนั้นหลอมละลายเมื่อตกลงมาถูกวัสดุหรือกล่องกระดาษก็จะเกิดไฟลุกไหม้ และพันตำรวจตรีประสิทธิ์ รับราชการที่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า เหตุที่เกิดเพลิงไหม้โรงงานมาตรฐานหลังที่ 1 ของโจทก์เกิดจากความร้อนสะสมที่ตัวมอเตอร์พัดลมจากการเปิดพัดลมไว้นาน ๆ หรือความชำรุดโดยสภาพของพัดลม เมื่อมีความร้อนมากๆ ทำให้ทรัพย์สินบริเวณใกล้เคียงเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์หลักฐานด้านการเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งได้เบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุเกิดเพลิงไหม้เป็นไปดังที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความ เมื่อจำเลยเป็นครอบครองไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ การที่จำเลยไม่ดูแลให้ดีทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิด เว้นแต่ว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุดังกล่าวมิใช่เหตุสุดวิสัยมิได้เกิดเพราะความผิดของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จำเลยจึงปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่

มีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนางราตรีหัวหน้างานบัญชีบริหารซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานรักษาการบัญชีทรัพย์สินได้ตีราคาอาคารโรงงานมาตรฐานของโจทก์โดยอาศัยรายงานทรัพย์สิน ปี 2535 และ 2536 ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินโดยหักราคาซากและหักค่าเสื่อมราคาของแต่ละปีตามกฎกระทรวงการคลังแล้ว โจทก์ได้รับความเสียหาย 3,165,038.02 บาท ตามรายละเอียดการคำนวณมูลค่าโรงงานมาตรฐาน แต่เนื่องจากหลังจากไฟไหม้แล้วยังมีวัสดุที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้คือโครงสร้างซึ่งเป็นเหล็ก ซึ่งเดิมโจทก์ได้ประเมินราคาซากไว้ 410,549.02 บาท แต่ภายหลังกล่าวอ้างว่าไม่มีมูลค่า เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงสร้างเหล็กดังกล่าวสามารถนำไปขายได้ราคา จึงเห็นควรกำหนดราคาซากเท่ากับที่โจทก์เคยตีราคาไว้ เมื่อหักจากเงินประกันที่จำเลยมอบไว้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดเป็นเงิน 2,154,279 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเช่าเลิกต่อกัน แต่โจทก์ขอนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลัง จึงเห็นควรกำหนดให้ตามขอ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,154,279 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 437 วรรคสอง ม. 553 ม. 563 ม. 567
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทโซลาร์เลนซ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6138/2551
#496030
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่คดีนี้ผู้ร้องซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทมาจากการขายของที่ประชุมเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3574 ตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2542 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ไว้เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.75/2542 ระหว่าง บริษัทวิทยาคม จำกัด โจทก์ บริษัทนานาพรรณเอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเพื่อพิจารณาการขอซื้อทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3574 ตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จากบุคคลภายนอก ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในที่ประชุมเจ้าหนี้ ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ขายทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องในราคา 82,000,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับและบังคับให้บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2549 และเพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2549

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับคำขอของผู้ร้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 และกระบวนพิจารณาคดีภายหลังนับจากนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ไว้เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.75/2542 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเพื่อพิจารณาการขอซื้อทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3574 ตำบลบางยอ อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จากบุคคลภายนอกและปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ขายทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง หลังจากผู้ร้องซื้อทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องไม่สามารถเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากบริวารของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.75/2542 ยังไม่ยอมออกไปจากทรัพย์ที่พิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำขอต่อศาลให้ออกคำบังคับให้บริวารดังกล่าวออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 309 ตรี ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่คดีนี้ผู้ร้องซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทมาจากการขายของที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัท ที เจ แลนด์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายทวี ตันติพงศ์อนันต์ กับพวก
จำเลย — บริษัทนานาพรรณเอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6137/2551
#418557
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักไว้มีข้อความว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างแก่โจทก์ได้ มีผลเป็นการที่โจทก์ยอมสละค่าแห่งการงานที่โจทก์เสียไปในการก่อสร้างบ้านพักงวดที่สามให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวย่อมเป็นเบี้ยปรับซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381

การพิจารณาว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ต้องอาศัยข้อความในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ เมื่อสัญญาจ้างระบุว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากรูปแบบตามสัญญาจ้าง โจทก์ยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ให้แก่โจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อสัญญาดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในงานก่อสร้างงวดที่สามจากจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านสองชั้น 1 หลัง รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 1,130,000 บาท กำหนดเวลาก่อสร้าง 150 วัน โดยตกลงแบ่งชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ถึงที่ 3 งวดละ 226,000 บาท งวดที่ 4 จำนวน 169,500 บาท และงวดที่ 5 จำนวน 282,500 บาท โจทก์ทำงานงวดที่ 1 และที่ 2 แล้วเสร็จและจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์แล้ว ส่วนงานงวดที่ 3 โจทก์ทำโครงหลังคา มุงกระเบื้องหลังคา เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐผนัง ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่าง รวมค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานเป็นเงิน 143,850 บาท แต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างผิดแบบแปลนตามสัญญา โจทก์สอบถามผู้เขียนแบบแล้วได้ความว่าการก่อสร้างไม่ผิดแบบ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างก่อสร้าง จำเลยต้องรับผิดชำระค่าจ้างงวดที่ 3 ที่โจทก์สร้างเสร็จแล้วเป็นเงิน 226,000 บาท ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาทำให้โจทก์ขาดรายได้จากผลกำไรที่ควรได้รับเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 326,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยงานงวดที่ 1 และที่ 2 โจทก์ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลน จำเลยก็ผ่อนผันให้โจทก์ตลอดมา แต่งานก่อสร้างงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญสำหรับตัวบ้าน โจทก์กลับก่อสร้างผิดแบบแปลนอีก จำเลยแจ้งให้โจทก์ทำให้ถูกต้อง แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยเกรงว่าหากให้โจทก์ทำงานต่อไปจะเกิดความเสียหายจึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วนำช่างโยธาของเทศบาลมาตรวจสอบพบว่าโจทก์ก่อสร้างผิดแบบแปลนจริง จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างไปยังโจทก์ โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทำงานงวดที่ 3 ไม่ถึง 143,850 บาท เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้น 1 หลัง โดยกำหนดค่าจ้างและค่าวัสดุก่อสร้างรวม 1,130,000 บาท กำหนดชำระค่าจ้างเป็นรายงวดรวม 5 งวด งวดแรกถึงงวดที่สาม งวดละ 226,000 บาท งวดที่สี่ชำระ 169,000 บาท และงวดที่ห้าชำระ 282,500 บาท โจทก์ได้ก่อสร้างงานงวดที่หนึ่งและที่สองแล้วเสร็จและได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยแล้ว ในระหว่างที่โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่สามซึ่งเป็นงานโครงหลังคา มุงกระเบื้องหลังคา เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐผนังอาคาร ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่างและฉาบปูนผนังอาคารอยู่นั้น จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างและไม่จ่ายค่าจ้างอันได้แก่ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้ทำไปในงานงวดที่สามให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้างซึ่งโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชำระค่าแห่งการงานอันโจทก์ได้ทำในงานงวดที่สามเป็นเงิน 166,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า ในปัญหาที่ว่าโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้าง โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ ทั้งเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์ก็ยื่นคำแก้อุทธรณ์ยอมรับว่ามีการก่อสร้างงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนจริง แต่เป็นการผิดไปเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ปัญหาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ขึ้นคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าว จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกเอาข้อความตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 2 ที่เขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินว่า ถ้าผู้รับจ้างไม่ทำตามแบบผู้ว่าจ้างมีสิทธิสั่งหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างที่ค้างขึ้นวินิจฉัยเป็นการพิพากษานอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อไปในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ตอนตอบคำถามค้านว่า ในการก่อสร้างบ้านพักหลังนี้โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างไว้ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งมีข้อความว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างแก่โจทก์ได้ ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลเป็นการที่โจทก์ยอมสละค่าแห่งการงานที่โจทก์เสียไปในการก่อสร้างบ้านพักงวดที่สามให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวย่อมเป็นเบี้ยปรับซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ปัญหาข้อนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นการพิพากษานอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ต้องอาศัยข้อความในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ เมื่อสัญญาจ้างมีข้อความระบุว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากรูปแบบตามสัญญาจ้าง โจทก์ยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ให้แก่โจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อสัญญาดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในงานก่อสร้างงวดที่สามจากจำเลยจึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็นตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ และสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ ทองพันธุ์
จำเลย — นายเฉลิม เนตรทองคำ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6137/2551
#495864
เปิดฉบับเต็ม

ในปัญหาที่ว่าโจทก์ก่อสร้างบ้านพักที่พิพาทผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้าง โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ ทั้งเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์ก็ยื่นคำแก้อุทธรณ์ยอมรับว่ามีการก่อสร้างงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนจริง แต่เป็นการผิดไปเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ปัญหาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ขึ้นคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. ตาม 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ในการก่อสร้างบ้านพักที่พิพาทโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างไว้มีข้อความว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างแก่โจทก์ได้ ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลเป็นการที่โจทก์ยอมสละค่าแห่งการงานที่โจทก์เสียไปในการก่อสร้างบ้านพักงวดที่สามให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวย่อมเป็นเบี้ยปรับซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ได้

การพิจารณาว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ต้องอาศัยข้อความในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ เมื่อสัญญาจ้างมีข้อความระบุว่า หากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากรูปแบบตามสัญญาจ้าง โจทก์ยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ให้แก่โจทก์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำสัญญาดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในงานก่อสร้างงวดที่สามจากจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านสองชั้น 1 หลัง รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 1,130,000 บาท กำหนดเวลาก่อสร้าง 150 วัน โดยตกลงแบ่งชำระค่าจ้างงวดแรกถึงงวดที่สามงวดละ 226,000 บาท งวดที่สี่จำนวน 169,500 บาท และงวดที่ห้าจำนวน 282,500 บาท โจทก์ทำงานงวดแรกและงวดที่สองแล้วเสร็จและจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างให้โจทก์แล้ว ส่วนงานงวดที่สามโจทก์ทำโครงหลังคา มุงกระเบี้องหลังคา เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐผนัง ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่าง รวมค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานเป็นเงิน 143,850 บาท แต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์และบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างผิดแบบแปลนตามสัญญา โจทก์สอบถามผู้เขียนแบบแล้วได้ความว่าการก่อสร้างไม่ผิดแบบ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างก่อสร้าง จำเลยต้องรับผิดชำระค่าจ้างงวดที่สามที่โจทก์สร้างเสร็จแล้วเป็นเงิน 226,000 บาท ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาทำให้โจทก์ขาดรายได้จากผลกำไรที่ควรได้รับเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 326,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยงานงวดแรกและงวดที่สองโจทก์ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลน จำเลยก็ผ่อนผันให้โจทก์ตลอดมา แต่งานก่อสร้างงวดที่สามซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญสำหรับตัวบ้านโจทก์กลับก่อสร้างผิดแบบแปลนอีก จำเลยแจ้งให้โจทก์ทำให้ถูกต้อง แต่โจทก์เพิกเฉยจำเลยเกรงว่าหากให้โจทก์ทำงานต่อไปจะเกิดความเสียหายจึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน แล้วนำช่างโยธาของเทศบาลมาตรวจสอบพบว่าโจทก์ก่อสร้างผิดแบบแปลนจริง จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างไปยังโจทก์ โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทำงานงวดที่สามไม่ถึง 143,850 บาท เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้น 1 หลัง โดยกำหนดค่าจ้างและค่าวัสดุก่อสร้างรวม 1,130,000 บาท กำหนดชำระค่าจ้างเป็นรายงวดรวม 5 งวด งวดแรกถึงงวดที่สาม งวดละ 226,000 บาท งวดที่สี่ชำระ 169,000 บาท และงวดที่ห้าชำระ 282,500 บาท โจทก์ได้ก่อสร้างงานงวดแรกละงวดที่สองแล้วเสร็จและได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยแล้ว ในระหว่างที่โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่สามซึ่งเป็นงานโครงหลังคา มุงกระเบื้องหลังคา เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐผนังอาคาร ติดตั้งวงกบประตูหน้าต่างและฉาบปูนผนังอาคารอยู่นั้น จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างและไม่จ่ายค่าจ้างอันได้แก่ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้ทำไปในงานงวดที่สามให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้าง ซึ่งโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชำระค่าแห่งการงานอันโจทก์ได้ทำในงานงวดที่สามเป็นเงิน 166,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า ในปัญหาที่ว่าโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ก่อสร้างงานงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญาจ้าง โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ ทั้งเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์ก็ยื่นคำแก้อุทธรณ์ยอมรับว่ามีการก่อสร้างงวดที่สามผิดไปจากแบบแปลนจริง แต่เป็นการผิดไปเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ปัญหาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัย การที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ขึ้นคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าว จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 166,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกเอาข้อความตามสัญญาจ้าง แผ่นที่ 2 ที่เขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินว่าถ้าผู้รับจ้างไม่ทำตามแบบ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิสั่งหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างที่ค้างขึ้นวินิจฉัยเป็นการพิพากษานอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อไปในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ตอนตอบคำถามค้านว่า ในการก่อสร้างบ้านพักหลังนี้โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างไว้มีข้อความว่า หากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนตามสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่ค้างแก่โจทก์ได้ ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลเป็นการที่โจทก์ยอมสละค่าแห่งการงานที่โจทก์เสียไปในการก่อสร้างบ้านพักงวดที่สามให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวย่อมเป็นเบี้ยปรับซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าปัญหาข้อนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นการพิพากษานอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ต้องอาศัยข้อความในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ เมื่อสัญญาจ้างมีข้อความระบุว่าหากโจทก์ก่อสร้างผิดไปจากรูปบตามสัญญาจ้าง โจทก์ยอมให้จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างอยู้ให้แก่โจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อสัญญาดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในงานก่อสร้างงวดที่สามจากจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็นตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ และสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ ทองพันธุ์
จำเลย — นายเฉลิม เนตรทองคำ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6136/2551
#495719
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลย สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงชอบจะฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์เอาแก่จำเลยนับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 เป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2535 จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์จำนวน 2 เครื่อง หมายเลขเครื่อง 392801 และ 392802 มีจำนวนระยะเวลาการเช่า 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาโดยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยยังคงใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อไปอีกให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ราคาเครื่องละ 12,000 บาท ไปแล้ว และได้ใช้บริการวิทยุคมนาคมโดยมีข้อสัญญาว่า จำเลยจะชำระค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเป็นเงินเครื่องละ 300 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน และจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ตามกฎหมายระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคม ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ผลของประกาศดังกล่าวทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้ความถี่วิทยุคมนาคมต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปีภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด หากไม่ชำระหรือชำระเมื่อเกินกำหนดเวลาต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่เพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ของค่าตอบแทนดังกล่าวนับถัดจากวันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระเสร็จ ซึ่งจำเลยจะต้องชำระเงินค่าตอบแทนในอัตราปีละ 3,200 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2539 จำเลยเริ่มผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2535 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายในกำหนดเวลา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์คืนให้แก่โจทก์และต้องชำระเงินตามสัญญาเช่าภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยค้างค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เป็นเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ของทุกเดือนของเงินค่าเช่าถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,021.50 บาท รวมเป็นเงิน 45,821.50 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ปี 2539 จำนวน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนด 60 วัน ที่จำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์ แต่โจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 772.50 บาท รวมเป็นเงิน 3,972.50 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 32 บาท โดยโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 37,632 บาท จำเลยต้องส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเครื่องละ 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2539 ถึงวันฟ้อง รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 34,559.18 บาท และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เนื่องจากไม่ส่งเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ทั้ง 2เครื่อง คืนให้แก่โจทก์ โดยโจทก์คิดค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดค่าเช่าในแต่ละงวด รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 51,918.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคม หมายเลขเครื่องที่ 392801 และ 392802 จำนวน 2 เครื่อง แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินเครื่องละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 43,200 บาท และชำระค่าตอบแทนจำนวน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ของทุกเดือน ของเงินค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 600 บาท ในแต่ละเดือน นับแต่เดือนสิงหาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 แต่รวมทุกเดือนแล้วดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 17,021.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 แล้วจำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2535 เป็นต้นมา ทั้งไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายในกำหนดเวลา อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์คืนแก่โจทก์ จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบคืนให้โจทก์และจำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เป็นเงิน 28,800 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเงิน 3,200 บาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 43,200 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มแก่โจทก์ โดยเห็นว่าค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นเบี้ยปรับ จึงกำหนดให้ตามสมควรเป็นเงิน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลย สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่จำเลยผิดสัญญา ดังนั้น โดยนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบจะฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์เอาแก่จำเลย นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ในกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 11 ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ 300 บาท จำนวน 2 เครื่อง เป็นเงิน 600 บาท ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นๆ ด้วย ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 ด้วย เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุให้โจทก์ตามสัญญา จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 เงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 43,200 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 11 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — นายนิยมหรืออัฐภูมิ นะอ่อน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6136/2551
#498693
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลย สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่จำเลยผิดสัญญา ดังนั้น โดยนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบจะฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์เอาแก่จำเลยนับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัดได้

แม้ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคมฯ มาตรา 11 ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุข้อ 6.3 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ 300 บาท จำนวน 2 เครื่อง เป็นเงิน 600 บาท ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน และจำเลยจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคมฯ กฎหมายระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นๆ ด้วย ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุให้โจทก์ตามสัญญาจำเลยต้องเสียค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ เงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ดังนั้น เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์จำนวน 2 เครื่อง ระยะเวลาการเช่า 1 ปี มีข้อสัญญาว่า จำเลยจะชำระค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวเป็นเงินเครื่องละ 300 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนและจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมายระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว จำเลยยังคงใช้บริการวิทยุคมนาคมอยู่ต่อไปให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ต่อไปจนกว่าจะมีการเลิกสัญญา ต่อมามีประกาศกระทรวงคมนาคมซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้ความถี่วิทยุคมนาคมต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปีภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด หากไม่ชำระหรือชำระเมื่อเกินกำหนดเวลาต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่เพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ของค่าตอบแทนดังกล่าวนับถัดจากวันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระเสร็จ ซึ่งจำเลยจะต้องชำระเงินค่าตอบแทนในอัตราปีละ 3,200 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2539 จำเลยเริ่มผิดสัญญาเช่าโดยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2535 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายในกำหนดเวลา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปการณ์คืนให้แก่โจทก์และต้องชำระเงินตามสัญญาเช่าภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยค้างค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เป็นเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ของทุกเดือนของเงินค่าเช่าถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,021.50 บาท รวมเป็นเงิน 45,821.50 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ปี 2539 จำนวน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนด 60 วัน ที่จำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์ แต่โจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 772.50 บาท รวมเป็นเงิน 3,972.50 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 32 บาท โดยโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 37,632 บาท จำเลยต้องส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเครื่องละ 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2539 ถึงวันฟ้อง รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 34,559.18 บาท และจำเลยต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เนื่องจากไม่ส่งเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ทั้ง 2 เครื่อง คืนให้แก่โจทก์ โดยโจทก์คิดค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดค่าเช่าในแต่ละงวด รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 51,918.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคม จำนวน 2 เครื่อง แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินเครื่องละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 43,200 บาท และชำระค่าตอบแทนจำนวน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ของทุกเดือน ของเงินค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 600 บาท ในแต่ละเดือน นับแต่เดือนสิงหาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 แต่รวมทุกเดือนแล้วดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 17,021.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จากโจทก์ แล้วค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2535 เป็นต้นมา ทั้งไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุภายในกำหนดเวลาอันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์คืนแก่โจทก์จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบคืนให้โจทก์และจำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เป็นเงิน 28,800 บาท ค้างชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเงิน 3,200 บาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปการณ์คืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 43,200 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มแก่โจทก์โดยเห็นว่าค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นเบี้ยปรับ จึงกำหนดให้ตามสมควรเป็นเงิน 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

คดีมีปัญหาเฉพาะข้อความข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญา หรือไม่ เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลย สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่จำเลยผิดสัญญา ดังนั้น โดยนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบจะฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์เอาแก่จำเลย นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ในกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 11 ทวิ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนใช้ความถี่วิทยุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุที่ไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันนับแต่วันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ข้อ 6.3 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมของโจทก์ โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าเดือนละ 300 บาท จำนวน 2 เครื่อง เป็นเงิน 600 บาท ภายในวันที่ 10 ของ ทุกเดือน และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น ๆ ด้วย ดังนั้น ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุให้โจทก์ตามสัญญา จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเบี้ยปรับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 43,200 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 11 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข
จำเลย — นายนิยมหรือฉัฐภูมิ นะอ่อน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2551
#435693
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. จึงมีฐานะเสมือนเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ก็ต้องถือว่าเป็นการสลักหลังเพื่อจำนำ การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. ผู้รับจำนำสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจึงมีผลเท่ากับเป็นการสลักหลังของตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ผู้รับสลักหลังมีสิทธิเท่ากับผู้รับจำนำ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คงมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 025/2537 สัญญาว่าจะใช้เงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 หรือตามคำสั่ง ในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้สลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว และมีการสลักหลังโอนต่อมาโดยไม่ขาดสาย ครั้งสุดท้ายบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้สลักหลังขายลดให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบ เมื่อตั๋วใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ได้นำไปยื่นให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินแต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,098,356.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบและไม่เคยนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปยื่นเพื่อให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ ลายมือชื่อในช่องว่างด้านล่างของข้อความ "ใช้ได้เป็นอาวัล" ในตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 2 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้สลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงการจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิสลักหลังโอนให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบ ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 98,356.16 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนบริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เอกสารหมาย จ.8 ให้แก่จำเลยที่ 3 หรือตามคำสั่ง ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ และต่อมามีการสลักหลังโอนให้แก่โจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 3 จำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน เอกสารหมาย จ.8 เป็นประกันหนี้และได้ลงลายมือชื่อด้านหลังตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อรับเงินมิใช่เป็นการสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแต่อย่างใด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำจึงไม่มีสิทธิสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไป เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน เอกสารหมาย จ.8 แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำ จึงมีฐานะเสมือนเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้จำนำ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแต่ก็ต้องถือว่าเป็นการสลักหลังเพื่อจำนำ การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจึงมีผลเท่ากับเป็นการสลักหลังของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ผู้รับสลักหลังมีสิทธิเท่ากับผู้รับจำนำ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คงมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 926
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไบเออร์
จำเลย — บริษัทซิตี้พรอพ แอนด์ แลนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2551
#498625
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ได้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่บริษัทเงินทุนทรัพย์ ส. เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. ผู้รับจำนำ จึงมีฐานะเสมือนเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้จำนำ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการสลักหลังเพื่อจำนำ การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. ผู้รับจำนำสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจึงมีผลเท่ากับเป็นการสลักหลังของตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ผู้รับสลักหลังมีสิทธิเท่ากับผู้รับจำนำ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คงมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,098,356.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 98,356.16 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วน่บริษัทเงินทุนธนสยามจำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 3 หรือตามคำสั่ง ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ และต่อมามีการสลักหลังโอนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นประการแรกว่า นายเจิดพันธุ์มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่... เห็นว่า แม้นายเจิดพันธุ์จะไม่ได้รู้เห็นในขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์แต่เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจพบว่าในช่องผู้มอบอำนาจมีข้อความระบุไว้ว่าโจทก์โดยนางอโนมา นางมารยาท และนายวิชาญเป็นผู้มอบอำนาจ ซึ่งนางอโนมา นางมารยาทและนายวิชาญนั้นได้ความจากสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) ว่าเป็นกรรมการของโจทก์ทั้งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อที่ลงไว้ในช่องผู้มอบอำนาจดังกล่าว ก็พบว่าคล้ายกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางอโนมาและนางมารยาทที่ลงไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในส่วนลายมือชื่อที่เขียนด้วยหมึกสีดำในหนังสือมอบอำนาจแม้จะแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ตาม แต่นายวิชาญซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์อีกคนหนึ่งก็ได้มาเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ ซึ่งเขียนด้วยหมึกสีดำเป็นลายมือชื่อของตน จากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาสืบดังกล่าวจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์โดยนางอโนมา นางมารยาทและนายวิชาญ เป็นกรรมการของโจทก์และทั้งสามได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้บริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจ สำหรับการแต่งตั้งตัวแทนช่วง นั้น นายเจิดพันธุ์ซึ่งเป็นตัวแทนช่วงก็เบิกความยืนยันว่า บริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) แต่งตั้งให้ตนเองเป็นตัวแทนช่วงดำเนินคดีนี้แทนโดยมีหนังสือมอบอำนาจมาสนับสนุน ทั้งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจก็ปรากฏว่ามีนายสามชัย และนายประเสริฐ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า บริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) โดยนายสามชัยและนายประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้แต่งตั้งให้นายเจิดพันธุ์เป็นตัวแทนช่วงดำเนินคดีนี้แทน นายเจิดพันธุ์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ส่วนที่จำเลยที่ 3 ให้การและฎีกาในทำนองว่า ลายมือชื่อที่ลงไว้ในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับ ในช่องผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และบริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน) หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่าจำเลยที่ 3 จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นประกันหนี้และได้ลงลายมือชื่อด้านหลังตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับเงินมิใช่เป็นการสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแต่อย่างใดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำจึงไม่มีสิทธิสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไป เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำ จึงมีฐานะเสมือนเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ผู้จำนำ ดังนั้นแม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการสลักหลังเพื่อจำนำ การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจึงมีผลเท่ากับเป็นการสลักหลังของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ผู้รับสลักหลังมีสิทธิเท่ากับผู้รับจำนำ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คงมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 926 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไบเออร์
จำเลย — บริษัทซิตี้พรอพ แอนด์ แลนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2551
#412055
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จำนวน 170,512 บาท แต่เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งให้นำคดีนี้รวมพิจารณาคดีเดียวกับคดีอื่นแล้ว ศาลแรงงานกลางได้จัดทำบัญชีสำหรับรวมพิจารณาโดยนำรายละเอียดต่างๆ ในคำฟ้องแต่ละสำนวนมาลงไว้ ซึ่งในช่องคำขอท้ายฟ้องในบัญชีดังกล่าวลงรายการว่าโจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวเพียงจำนวน 17,052 บาท โดยจำนวนเงินดังกล่าวไม่ปรากฏในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นการลงบัญชีผิดพลาด เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินค่าเสียหายที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้โจทก์คนอื่นในคดีรวมพิจารณา ปรากฏว่ากำหนดค่าเสียหายจากการนำอัตราค่าจ้างสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโดยประมาณ ยกเว้นโจทก์บางคนในคดีรวมพิจารณามีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายต่ำกว่าจำนวนที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็จะกำหนดให้ไม่เกินตามคำขอท้ายฟ้อง แต่กรณีของโจทก์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เพียงคนเดียว โดยหากคำนวณตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วจะได้จำนวนที่สูงกว่า 17,052 บาท ตามที่ลงไว้ในบัญชีสำหรับรวมพิจารณาเป็นจำนวนมาก แต่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เท่ากับจำนวนเงินที่ลงไว้ในบัญชีดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใด แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นการนำข้อผิดพลาดในบัญชีดังกล่าวมากำหนดเป็นค่าเสียหาย จึงให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ใหม่โดยคำนึงถึงจำนวนเงินที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง ส่วนจะเป็นจำนวนเท่าใดให้อยู่ในดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 4880/2549 ถึง 4890/2549, 4892/2549 ถึง 4901/2549 และ 1410/2549 ของศาลแรงงานกลาง แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกชื่อคู่ความใหม่ว่า โจทก์และจำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 170,512 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 17,052 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินจำนวน 170,512 บาท แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 17,052 บาท ซึ่งตรงกับจำนวนตามบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จำนวน 170,512 บาทแต่เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งให้นำคดีนี้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 4880/2549 ถึง 4890/2549, 4892/2549 ถึง 4901/2549 และ1410/2549 ของศาลแรงงานกลางแล้ว ศาลแรงงานกลางได้จัดทำบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีขึ้นโดยนำรายละเอียดต่างๆ ในคำฟ้องของแต่ละสำนวนมาลงไว้ เช่น ชื่อโจทก์วันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย วันเลิกจ้าง และคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งในช่องคำขอท้ายฟ้องในบัญชีดังกล่าวกลับลงรายการว่าโจทก์ในคดีนี้ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไว้เป็นเงินเพียง 17,052 บาท โดยจำนวนเงินดังกล่าวไม่มีปรากฏในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการลงบัญชีที่ผิดพลาด และเมื่อพิจารณาถึงจำนวนค่าเสียหายซึ่งศาลแรงงานกลางกำหนดให้โจทก์คนอื่น ๆ ในคดีนำมารวมพิจารณาดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อได้คำนวณแล้วเห็นได้ว่ามีการกำหนดค่าเสียหายจากหลักเกณฑ์การนำอัตราค่าจ้างสุดท้ายมาคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโดยประมาณ ยกเว้นในกรณีที่โจทก์บางคนในคดีที่นำมารวมพิจารณาดังกล่าวมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่ำกว่าจำนวนที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวศาลแรงงานกลางก็จะกำหนดให้ไม่เกินตามคำขอท้ายฟ้อง แต่กรณีของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่เพียงคนเดียว โดยหากคำนวณจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะได้จำนวนที่สูงกว่า 17,052 บาท ตามที่ลงไว้ในบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีเป็นจำนวนมาก แต่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ในคดีนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ลงไว้ในบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีโดยไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะสาเหตุใด แสดงให้เห็นได้ชัดว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเป็นการนำข้อผิดพลาดในบัญชีสำหรับรวมพิจารณาคดีที่ลงไว้ผิดมากำหนดเป็นค่าเสียหาย จึงให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ในคดีนี้ใหม่โดยให้คำนึงถึงว่าโจทก์ฟ้องขอมาจำนวนเท่าใด ส่วนค่าเสียหายจะเป็นจำนวนเท่าใดให้อยู่ในดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมของโจทก์ในคดีนี้ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภารัตน์ ขำกลิ่น
จำเลย — บริษัทมิก เด็นชิโคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระพงศ์ ฮั่นไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6098/2551
#412651
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการแผนกรับรถได้รับเรื่องการสั่งซ่อมรถยนต์คันพิพาทจากแผนกควบคุมแล้ว โจทก์มีหน้าที่ส่งเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อเคลมค่าอะไหล่กับบริษัทผู้รับประกันภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์ไม่กระทำ ถือว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว

ส่วนการพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างอาจจะไม่ใช่เหตุตามคำให้การของจำเลยหรือที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ก็ได้ และเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาการเลิกจ้างนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกเอาประกาศเรื่องระเบียบว่าด้วยเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ.4 มาวินิจฉัยประกอบทางนำสืบของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นผลมาจากจำเลยไม่พอใจที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานปกติของโจทก์แล้ว แต่โจทก์โต้แย้งคัดค้านและยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานของโจทก์ได้ ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือประมาทเลินเล่อตามที่จำเลยให้การต่อสู้ได้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,200 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชย 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 54,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่า โจทก์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลแผนกแจ้งซ่อมได้รับเอกสารพร้อมอะไหล่ที่ซ่อมเพื่อส่งเรียกร้องและเรียกเก็บเงินจากบริษัทรับประกันแล้ว แต่โจทก์เก็บเรื่องไว้ไม่ส่งต่อให้แผนกอื่นเพื่อส่งเรียกร้องต่อไปจนล่วงเลยเวลา 30 วัน นับแต่วันรับรถยนต์เข้าซ่อม ทำให้จำเลยเสียสิทธิเรียกเก็บค่าอะไหล่และค่าแรงเป็นเงิน 32,220 บาท การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นธรรม ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการแผนกรับรถได้รับเรื่องการสั่งซ่อมรถยนต์คันพิพาทจากแผนกควบคุมแล้ว โจทก์มีหน้าที่ส่งเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานของจำเลยเพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าอะไหล่จากบริษัทผู้รับประกันภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์ไม่ได้กระทำการดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว ส่วนการพิจารณาว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เหตุตามคำให้การต่อสู้ของจำเลยหรือที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็ได้ และเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นธรรมหรือไม่ ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกเอาประกาศเรื่องระเบียบว่าด้วยเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ. 3 และหนังสือแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเวลาปฏิบัติงานของแผนกแจ้งซ่อมเอกสารหมาย จ. 4 มาวินิจฉัยประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นผลมาจากจำเลยไม่พอใจที่จำเลยขอเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานปกติของโจทก์แล้ว แต่โจทก์โต้แย้งคัดค้านและยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานของโจทก์ได้ ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อตามที่จำเลยให้การต่อสู้ได้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย อุดมวิเศษสันต์
จำเลย — บริษัทเบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2551
#414870
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน มิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตีความคำพิพากษาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,300.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,300.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16646, 16647, 16649 และ 16650 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 90 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้อง โดยระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทุกอย่างของจำเลยทั้งหกจนสิ้นเชิงหรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,300.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16646, 16647, 16649 และ 16650 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 90 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อันเป็นทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ โดยไม่ได้ระบุว่าให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนหรือไม่ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังที่โจทก์อ้างได้ หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และหาอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตีความคำพิพากษาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสิงห์ชัย เค.พี.เอส. จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2551
#497756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้บังคับจำเลยร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16646, 16647, 16649 และ 16650 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 90 อันเป็นทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ โดยไม่ได้ระบุว่าให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนหรือไม่ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ มิใช่เรื่องผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงแต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ดังที่โจทก์อ้างได้ หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และหาอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตีความคำพิพากษาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,330.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,300.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16646, 16647, 16649 และ 16650 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 90 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้อง โดยระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทุกอย่างของจำเลยทั้งหกจนสิ้นเชิงหรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 35,622,916.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 22,541,300.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16646, 16647, 16649 และ 16650 ตำบลบ่อสุวรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 90 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อันเป็นทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ โดยไม่ได้ระบุว่าให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนหรือไม่ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ มิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังที่โจทก์อ้างได้ หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และหาอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตีความคำพิพากษาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสิงห์ชัย เค. พี. เอส. จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ