คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2551
#495521
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และคู่ความอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมาย

ตามคำฟ้องและคำให้การฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงค่าจ้างว่าความกัน 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะจ่ายค่าจ้างว่าความให้โจทก์ต่อเมื่อจำเลยได้รับเงินจาก ส. ลูกหนี้แล้ว ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5 ของเงินที่จำเลยจะได้รับชำระจาก ส. ลูกหนี้ของจำเลยหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์เรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยเป็นเงิน 40,000 บาท และเรียกเพิ่มอีกร้อยละ 5 เมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้ คดีจึงไม่มีปัญหาว่าสัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 270,310 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 250,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องมิให้คิดคำนวณเกินกว่า 20,310 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกให้นางสาวสง่า ลูกหนี้ของจำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ศาลจังหวัดสมุทรสาครเป็นเงิน 5,000,000 บาทเศษ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2544 ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำพิพากษาให้นางสาวสง่าชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่จำเลยทั้งสอง คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 6 กันยายน 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครขอถอนโจทก์จากการเป็นทนายความของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้ตั้งทนายความอื่นดำเนินการบังคับคดี โดยจำเลยทั้งสองได้รับชำระหนี้แล้วเป็นเงินประมาณ 246,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลชั้นต้นยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยและคู่ความอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5 ของเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์ซึ่งเป็นทนายเข้ามีส่วนได้เสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดี ไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ปัญหาว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงเรื่องค่าจ้างว่าความกันอย่างไร คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าตกลงค่าจ้างว่าความกัน 250,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองตกลงตามที่โจทก์ขอค่าจ้างว่าความจากจำเลยทั้งสองจำนวน 250,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าจำเลยทั้งสองจะจ่ายค่าจ้างว่าความให้โจทก์ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับเงินจากนางสาวสง่าลูกหนี้แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ยุติตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงค่าจ้างว่าความกัน 250,000 บาท คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5 ของเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับชำระจากนางสาวสง่าลูกหนี้ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์เรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 40,000 บาท และเรียกเพิ่มอีกร้อยละ 5 เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นรับฟังไม่ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5 ของเงินที่จำเลยทั้งสองจะได้รับจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันจะทำให้สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การทำหน้าที่ของโจทก์ยังไม่เสร็จสิ้นตามสัญญาจ้างว่าความดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยโจทก์จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีจนเสร็จสิ้นด้วย แต่โจทก์มิได้ดำเนินการจำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ ปัญหาจึงมีว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงจ้างว่าความกันจนเสร็จการบังคับคดีหรือเพียงแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดี จำเลยทั้งสองมีเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์ทำบันทึกรับเงินค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีให้ไว้แก่จำเลยทั้งสองโดยตอนท้ายของเอกสารหมาย ล.1 โจทก์บันทึกไว้ว่า ส่วนค่าทนายความ (ค่าวิชาชีพ) เป็นเงินประมาณ 250,000 บาท จะจ่ายเมื่อได้รับเงินจากลูกหนี้ โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ทำหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่จำเลยทั้งสองเพราะมีเจตนาว่าจะรับค่าวิชาชีพต่อเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับชำระหนี้จากนางสาวสง่าเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ จึงน่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยทั้งสองในชั้นบังคับคดีด้วย เนื่องจากโจทก์มีเจตนาว่าจะรับค่าจ้างว่าความเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับชำระหนี้จากนางสาวสง่าแล้ว มิฉะนั้นโจทก์คงไม่บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.1 เช่นนั้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาคดีที่จำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวสง่าได้ 2 เดือนเศษ จำเลยทั้งสองก็ยื่นคำร้องขอถอนโจทก์จากการเป็นทนายความ ทำให้โจทก์ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความของจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับค่าจ้างว่าความตามส่วนของงาน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีที่จำเลยทั้งสองเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวสง่าที่ศาลจังหวัดสมุทรสาครเป็นคดีที่ไม่ยุ่งยากมีการนัดสืบพยานเพียง 5 นัด และสืบพยานเพียง 2 ปาก โจทก์ได้รับเงินค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสองไปแล้วจำนวน 40,000 บาท เป็นการเหมาะสมแก่เนื้องานที่โจทก์ได้ทำให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วนั้น เห็นว่า เงินจำนวน 40,000 บาท ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีเป็นคนละส่วนกับค่าจ้างว่าความจำนวน 250,000 บาท ศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงการงานที่โจทก์ได้ทำให้แก่จำเลยทั้งสองประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เองก็มีความเห็นไม่ตรงกับจำเลยทั้งสองในเรื่องการบังคับคดีจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีให้แก่จำเลย โจทก์จึงสมควรได้รับค่าจ้างลดลง ศาลฎีกาเห็นสมควรลดค่าจ้างว่าความลงเหลือ 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าจ้างว่าความเต็มจำนวนตามฟ้องเป็นเงิน 250,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2545 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย แป้นน้อย
จำเลย — นางสาวสมบุญ ชื่นสมบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2551
#412336
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านให้จำเลยเพื่อที่จำเลยจะนำไปขายเป็นกรณีที่โจทก์รับจ้างทำของให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ แต่การที่โจทก์ก่อสร้างให้แก่จำเลยนั้น จำเลยกระทำเพื่อนำไปจำหน่ายในโครงการจัดสรรที่ดินตามวัตถุประสงค์ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างบ้านในหมู่บ้านโครงการบ้านเมืองหลวง โจทก์ได้ก่อสร้างบ้านให้จำเลยหลายหลังจำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระ 1,112,724 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไป คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 166,908.60 บาท รวมเป็นเงิน 1,279,632.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,112,724 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านเป็นการจ้างทำของมีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่กันยายน 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์โดยจำเลยจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างบ้านขายใช้ชื่อโครงการว่า บ้านเมืองหลวง เมื่อกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ในโครงการดังกล่าว 10 หลัง 3 แบบ แบบราชวงค์ ราคาหลังละ 983,000 บาท แบบเพลินจิต ราคาหลังละ 80,000 บาท ตกลงแบ่งชำระตามงวดงานที่ทำสัญญากันไว้ หากโจทก์ทำงานครบงวดงาน โจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้เพื่อให้จำเลยส่งเจ้าหน้าที่ตรวจงวดเสร็จแล้วจะส่งเรื่องให้จำเลยเพื่อชำระเงินตามงวดงานซึ่งปกติจะชำระภายใน 15 วัน ตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.7 หลังจากทำการก่อสร้างตามสัญญาจ้างแล้ว จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างต่อโดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างกันไว้คงให้ถือสัญญาเดิมโจทก์ได้ก่อสร้างบ้านให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้าง

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านให้จำเลยเพื่อที่จำเลยจะนำไปขายเป็นกรณีที่โจทก์รับจ้างทำของให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ แต่การที่โจทก์ก่อสร้างให้แก่จำเลยนั้น จำเลยกระทำเพื่อนำไปจำหน่ายในโครงการจัดสรรที่ดินตามวัตถุประสงค์ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ดังนั้น เมื่อนับจากกุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ถึงกำหนด 5 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟ้องขึ้น มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยค้าชำระค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้าง 1,112,724 บาท จำเลยมิได้ให้การโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยให้การรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามจำนวนดังกล่าว แต่ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาโดยใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพและไม่ถูกต้องตามสัญญาจำเลยจึงมีภาระในการพิสูจน์ตามที่กล่าวอ้าง กลับปรากฏจากคำเบิกความของนายชูศักดิ์ พยานจำเลยว่า นายชูศักดิ์เป็นกรรมการของจำเลยมีหน้าที่ตรวจรับงานก่อสร้าง เมื่อมีการก่อสร้างเสร็จตามงวดสัญญาจะมีหัวหน้าคนงานตรวจสอบตามงวดแล้วเสนอมายังนายชูศักดิ์ นายชูศักดิ์จะตรวจสอบการก่อสร้างว่าตรงตามสัญญากำหนดไว้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบถูกต้องตรงกันและก็จะอนุมัติเพื่อนำเสนอกรรมการของจำเลยเพื่อจ่ายเงินหรือตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนายชูศักดิ์ได้เบิกความด้วยว่า ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีนี้ไม่มีปัญหาทางด้านการเงินระหว่างกัน เนื่องจากหากมีการสั่งให้แก้ไขทางฝ่ายโจทก์ก็จะแก้ไขให้ถูกต้องและมีการชำระเงินกันไป จากคำเบิกความของนายชูศักดิ์ดังกล่าวจึงเจือสมกับพยานโจทก์ปากนายอำนาจ พยานโจทก์ที่เคยทำงานเป็นหัวหน้าคุมงานของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตรวจงานก่อสร้างของจำเลยที่โจทก์ดำเนินการให้โดยนายอำนาจเบิกความว่า ได้ตรวจงานโจทก์และได้ลงลายมือชื่อรับมอบงานไว้แล้ว นอกจากนี้นายธีรพันธ์ ไม่ปรากฏนามสกุล ก็ลงลายมือชื่อรับมอบงานโจทก์แล้วเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างให้แก่จำเลยถูกต้องตามสัญญาทุกประการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,112,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543) ต้องไม่เกิน 166,908.60 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัญญาสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทสุวินทวงศ์โฮม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2551
#498564
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านให้จำเลยเพื่อที่จำเลยจะนำไปขาย เป็นกรณีที่โจทก์รับจ้างทำของให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ แต่การที่โจทก์ก่อสร้างให้แก่จำเลยนั้น จำเลยกระทำเพื่อนำไปจำหน่ายในโครงการจัดสรรที่ดินตามวัตถุประสงค์จำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างบ้านในหมู่บ้านโครงการบ้านเมืองหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเสม็ดเหนือ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ได้ก่อสร้างบ้านให้จำเลยหลายหลัง จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์บางส่วน คงค้างชำระ 1,112,724 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไป คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 166,908.60 บาท รวมเป็นเงิน 1,279,632.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,112,724 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านเป็นการจ้างทำของมีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่กันยายน 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพและไม่ถูกต้องตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์โดยจำเลยจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างบ้านขายใช้ชื่อโครงการว่า บ้านเมืองหลวง เมื่อกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ในโครงการดังกล่าว 10 หลัง 3 แบบ แบบราชวงศ์ ราคาหลังละ 983,000 บาท แบบเพลินจิต ราคาหลังละ 800,000 บาท และแบบราชเทวี ราคาหลังละ 806,000 บาท ตกลงแบ่งชำระตามงวดงานที่ทำสัญญากันไว้ หากโจทก์ทำงานครบงวดงาน โจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้เพื่อให้จำเลยส่งเจ้าหน้าที่ตรวจงวดงานเสร็จแล้วจะส่งเรื่องให้จำเลยเพื่อชำระเงินตามงวดงานซึ่งปกติจะชำระภายใน 15 วัน ตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.7 หลังจากทำการก่อสร้างตามสัญญาจ้างแล้ว จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างต่อโดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างกันไว้คงให้ถือสัญญาเดิม โจทก์ได้ก่อสร้างบ้านให้แก่จำเลยต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้าง

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านให้จำเลยเพื่อที่จำเลยจะนำไปขายเป็นกรณีที่โจทก์รับจ้างทำของให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ แต่การที่โจทก์ก่อสร้างให้แก่จำเลยนั้น จำเลยกระทำเพื่อนำไปจำหน่ายในโครงการจัดสรรที่ดินตามวัตถุประสงค์ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ดังนั้น เมื่อนับจากกุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่ถึงกำหนด 5 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน และเห็นว่า... ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างให้แก่จำเลยถูกต้องตามสัญญาทุกประการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,112,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543) ต้องไม่เกิน 166,908.60 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปัญญาสยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทสุวินทวงศ์โฮม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3498/2551
#412663
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องอุทธรณ์ที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่มีเพียงจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ส่วนทนายความจำเลยทั้งสองลงชื่อมาในช่องเป็นผู้เรียง/พิมพ์ เท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว

จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา เพราะฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7

จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ซื้อที่ดินจาก ป. โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้อย่างเป็นทางภาระจำยอม แม้ข้อตกลงจะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเพียงทำให้การได้มาไม่บริบูรณ์และไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้เท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณียังคงบังคับกันได้ในฐานะบุคคลสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงต้องเปิดทางภาระจำยอมและจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนประตูเหล็กและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18003 เดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกันกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4172 มีนายแทนเป็นเจ้าของ ต่อมานายแทนถึงแก่ความตาย จึงเป็นมรดกตกทอดสืบต่อแก่ทายาทอื่นและจำเลยทั้งสอง เมื่อปี 2541 จำเลยทั้งสองชักชวนโจทก์ซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนายประกิต พึ่งน้อย ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่มารดา นายประกิตร่วมกับจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 4172 ซึ่งมีแนวเขตที่ดินแปลงท้ายสุดด้านทิศใต้ของที่ดินติดกับคลองขุดตากล่อมและยังเป็นที่ดินเป็นผืนเดียวกัน โจทก์เห็นว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีทางพิพาทเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายปากท่อสมุทรสงครามกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดินประมาณ 150 เมตร ของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นทางภาระจำยอม จำเลยทั้งสองตกลงกับโจทก์ว่าหากโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวก็มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก โจทก์เห็นนายประกิตครอบครองที่ดินส่วนของตนและใช้ทางพิพาทกว่าสิบปี จึงตกลงซื้อที่ดินส่วนของนายประกิตเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2542 และลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 4172 ต่อมาโจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 7 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสายดังกล่าวโดยสงบและเปิดเผยตลอดมาโดยจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้าน ระหว่างใช้ทางพิพาทโจทก์ได้จ่ายเงินค่าใช้ทางพิพาทนั้น 10,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองขายที่ดินบางส่วนซึ่งติดกับที่ดินของโจทก์ให้แก่นางสานิตย์ ซึ่งสัญญาซื้อขายระบุให้นางสานิตย์ใช้ทางพิพาทตลอดไป ต่อมาจำเลยทั้งสองย้ายไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยทั้งสองด้านทิศเหนือที่ติดกับถนนสาธารณะสายปากท่อ-สมุทรสงคราม แล้วทำประตูเหล็กปิดทางเข้าออกโดยใส่กุญแจไม่ให้โจทก์ผ่านเข้าออกทางพิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์ได้ ต้องไปอาศัยบ้านผู้อื่นอยู่ เสียค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 3,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 150 เมตร ด้านทิศใต้ติดคลองขุดตากล่อมของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภาระจำยอม และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนประตูเหล็กออกจากทางพิพาทและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนประตูเหล็กให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทกว้างประมาณ 4 เมตรยาวประมาณ 150 เมตร ด้านทิศใต้ติดคลองขุดตากล่อมของที่ดินของจำเลยทั้งสองตามรูปแผนที่ซึ่งระบายด้วยสีชมพูเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนประตูเหล็กออกจากทางพิพาท หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ยอมรื้อถอนประตูเหล็ก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนประตูเหล็ก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4172 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามตามเอกสารหมาย จ.2 มีชื่อจำเลยทั้งสองและนายประกิน พึ่งน้อย กับพวกรวม 5 คน ถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2542 นายประกิตได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ วันที่ 16 เมษายน 2542 โจทก์ได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ ในที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 1 ไร่ 42 ตารางวา ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18003 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเอกสารหมาย จ.1 ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 150 เมตร โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์สู่ถนนสาธารณะตามแนวเส้นสีชมพูรูปแผนที่ เอกสารหมาย จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำฟ้องอุทธรณ์ แม้จะระบุว่าจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ผู้ที่ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์คงมีเพียงจำเลยที่ 2 ลงชื่อมาเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ด้วย ส่วนทนายความจำเลยทั้งสองลงชื่อมาในช่องเป็นผู้เรียง/พิมพ์ เท่านั้น ดังนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้น จึงชอบแล้ว

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา เพราะฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เท่านั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ก่อนโจทก์ซื้อที่ดินมาจากนายประกิต นายประกิตได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ดินเพื่อมาเก็บผลประโยชน์จากการทำสวนมะพร้าว จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ไปซื้อที่ดินจากนายประกิต ก่อนซื้อที่ดินโจทก์ได้พูดตกลงกับนายประกิตและจำเลยทั้งสองด้วยวาจาว่าโจทก์สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ โจทก์ยังมีนางเฉลียวเบิกความสนับสนุนว่า พยานทราบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนโจทก์มาซื้อที่ดินของนายประกิตใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออก ส่วนจำเลยทั้งสองมิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เห็นว่าที่ดินของโจทก์ไม่มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ การที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนายประกิตซึ่งเดิมเป็นที่ดินที่นายประกิตและจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยโดยมีทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้น ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ซื้อที่ดินจากนายประกิตโดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้อย่างเป็นทางภาระจำยอมเพราะโจทก์ต้องการซื้อที่ดินไว้เพื่อปลูกบ้านพักอาศัย หากไม่มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะโจทก์ก็คงจะไม่ซื้อที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างเป็นทางภาระจำยอม แม้ข้อตกลงจะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเพียงทำให้การได้มาไม่บริบูรณ์และไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้เท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณียังคงบังคับกันได้ในฐานะบุคคลสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงต้องเปิดทางภาระจำยอมและจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรื้อถอนประตูเหล็กและไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ให้การไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนประตูเหล็กและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองสร้างประตูเหล็กปิดกั้นบริเวณปากทางพิพาทที่เชื่อมต่อกับถนนสาธารณะย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทเพื่อเข้าออกบ้านของโจทก์สู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ยอมรื้อถอนประตูเหล็ก ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอนประตูเหล็กออกจากทางพิพาทนั้นนับว่าเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 67 ม. 198 ทวิ ม. 229 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบตำรวจธวัชชัย กลิ่นอบเชย
จำเลย — นายสนันท์ อินทหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3497/2551
#413425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนรับจำนองที่ดิน และโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ เป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 แม้ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ไม่ขัดต่อมาตรา 798 วรรคสอง

โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองแทนโจทก์เป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงมิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าพฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยรับจำนองแทนโจทก์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ศาลมิได้ยกฟ้องด้วยเหตุว่าจำเลยมิได้รับจำนองแทนโจทก์ และคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอก จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำ ป.วิ.อ. มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยร่วมทำธุรกิจด้วยกัน โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจตลอดมา โจทก์เป็นผู้ลงทุนและวางแผนการบริหาร จำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือดำเนินการซึ่งจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นครั้งคราว ประมาณเดือนตุลาคม 2524 นายไพโรจน์มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ 115,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 มาจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน วันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 โจทก์มอบให้จำเลยเป็นผู้ใส่ชื่อจดทะเบียนรับจำนองแทนโจทก์และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน โดยจำเลยและนายไพโรจน์ทราบและยินยอม นายไพโรจน์ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยได้นำสัญญาจำนองให้โจทก์ยึดถือไว้ วันที่ 6 กันยายน 2525 ที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ในส่วนที่จดทะเบียนจำนองได้แบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 เนื้อที่ 3 ไร่ จำเลยรับมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวจากนายไพโรจน์แล้วนำมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 และสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวสูญหาย เพื่อขอออกใบแทนต้นฉบับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่นายไพโรจน์ วันที่ 2 กันยายน 2536 จำเลยโดยทุจริตได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ให้แก่นายไพโรจน์พร้อมรับเงินค่าไถ่ถอนจำนองจำนวน 319,125 บาท และได้เบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยไม่คืนโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 468,714.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 319,125 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ร่วมทำธุรกิจหรือเป็นลูกจ้างตัวแทนหรือผู้ช่วยเหลือในการดำเนินการของโจทก์ และไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดในทางทรัพย์สินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ นายไพโรจน์ไม่ได้กู้เงินจากโจทก์และไม่ได้ตกลงให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 เฉพาะส่วนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน โจทก์ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้แทนในการรับจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือ จำเลยไม่เคยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ในฐานตัวการ จำเลยยอมรับว่าได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศจริง แต่ไม่ได้เป็นการแจ้งความเท็จ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระโขนงเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3949/2541 ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงาน ยักยอก ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ไว้แทนโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยรับเงินที่ผู้จำนองนำมาชำระเพื่อไถ่ถอนจำนองโดยไม่ส่งมอบให้โจทก์จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับจำนองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำนอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีอาญาได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์คืน ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยกับโจทก์ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจำเลยไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้เงินของนายไพโรจน์ ทั้งนายไพโรจน์ไม่ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 เป็นประกันไว้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา คู่ความแถลงรับกับว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 จำเลยลงลายมือชื่อรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 เฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ต่อมาที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยในฐานะผู้ครอบครองโฉนดที่ดินที่รับจำนองไว้ได้ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหาย จากนั้นจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหายไป เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินวันที่ 2 กันยายน 2536 จำเลยรับจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่นายไพโรจน์และรับเงินชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากนายไพโรจน์แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 319,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 149,549.81 บาท ตามฟ้องกับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 จำเลยลงลายมือชื่อรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ต่อมาที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศ ว่าโฉนดเลจที่ 184602 สูญหายตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 วันที่ 24 มิถุนายน 2536 จำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความดังกล่าวไปแสดงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 ได้สูญหายไป ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกไปแทนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.5 เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่ของที่ดิน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.11 วันที่ 2 กันยายน 2536 นายไพโรจน์นำต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 319,125 บาท ไปมอบให้จำเลยเพื่อไถ่ถอนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่นายไพโรจน์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินที่นายไพโรจน์กู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงินของโจทก์หรือไม่ ...... เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันถึงที่มาของที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 และ 184602 กับสาเหตุที่นายไพโรจน์ต้องขอกู้เงินจากโจทก์ ซึ่งนายไพโรจน์มาเบิกความยืนยันว่าได้กู้ยืมเงินจากโจทก์มิได้กู้ยืมเงินจากจำเลย ส่วนพยานจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเพียงลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน แม้ในการรับจำนองที่ดิน โจทก์จะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการแทน หรือมิได้ระบุในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนว่าจำเลยเป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์ก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นข้อพิรุธหรือรับฟังไม่ได้เสียทีเดียวว่าจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ ถ้าจำเลยเป็นผู้ให้นายไพโรจน์กู้ยืมเงินจริง เหตุใดหลังจากจำเลยดำเนินการรับจำนองที่ดินจากนายไพโรจน์แล้วจำเลยจะต้องนำต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนและต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 ไปมอบให้โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของคนทั่วไปยิ่งนัก การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยรับจำนองที่ดินในฐานะตัวแทนของโจทก์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่การงานและรายได้ของจำเลยขณะที่รับจำนองที่ดินแล้วจะเห็นได้ว่า จำเลยมีอายุเพียง 23 ปี เพิ่งจะทำงานที่บริษัทนานยางธนาการเครดิต จำกัด มีรายได้เดือนละ 3,500 บาท ตามรายจ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายเอกสารหมาย จ.16 ลำพังรายได้จากเงินเดือนประจำของจำเลยดังกล่าวเพียงอย่างเดียว จำเลยคงจะไม่สามารถนำเงินไปให้นายไพโรจน์กู้ยืมได้ ที่จำเลยอ้างว่านอกจากเงินเดือนประจำแล้ว ยังมีรายได้จากการนำเงินไปลงทุนค้าขาย ฝากไว้ที่บริษัทได้ดอกเบี้ย เล่นแชร์ และนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์นั้น เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ จำเลยมิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง นอกจากนี้หลังจากที่จำเลยรับจำนองที่ดินจากนายไพโรจน์และได้มอบต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนกับต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 ให้โจทก์แล้วจำเลยยังได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ให้แก่โจทก์ไว้ด้วย ซึ่งโจทก์ได้เบิกความถึงสาเหตุที่ให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวมามอบให้โจทก์ไว้ว่า หากจำเลยไม่อยู่และทางลูกหนี้ต้องการไถ่ถอนจำนอง โจทก์จะได้ดำเนินการให้ลูกหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอจำเลย และสาเหตุที่โจทก์ให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนเนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจหลายอย่างไม่มีเวลาดำเนินการรับจำนอง ประกอบกับจำเลยมีศักดิ์เป็นหลานโจทก์ จำเลยเป็นผู้ที่ทำงานขยันขันแข็งเชื่อใจได้ ทำให้โจทก์เชื่อถือไว้วางใจจำเลยจนกระทั่งยอมให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยรับจำนองแทนมาแสดงนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทระหว่างโจทก์ตัวการกับจำเลยตัวแทน โดยโจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนรับจำนองที่ดิน และโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 แม้ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้โดยไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคสอง และที่จำเลยฎีกาว่า ลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 มิใช่ลายมือชื่อจำเลยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ หากจำเลยเชื่อว่ามิใช่ลายมือชื่อของจำเลยจริง จำเลยก็น่าจะขอให้ศาลส่งลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารอื่น แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 กับลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.5 แล้วจะเห็นว่ามีส่วนคล้ายกัน เชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่นายไพโรจน์กู้ยืมตามสัญญาจำนองเป็นเงินของโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลเข้าสืบเพราะเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าสืบก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองแทนโจทก์เท่านั้น และเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงหาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนไม่ กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่าคำพิพากษาในคดีอาญาของศาลแขวงพระโขนงผูกพันคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกนั้น ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยรับจำนองแทนโจทก์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามสำเนาคำพิพากษาศาลแขวงพระโขนงเอกสารหมาย ล.3 ศาลมิได้ยกฟ้องด้วยเหตุว่าจำเลยมิได้รับจำนองแทนโจทก์ เพียงแต่สงสัยเท่านั้นและคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอก จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้ คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชัย วงศ์ไวศยวรรณ
จำเลย — นายสุรพล อรุณแจ้งวัฒนะ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3497/2551
#420231
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนรับจำนองที่ดิน ต่อมาโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ เป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 แม้การตั้งตัวแทนจะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 798 วรรคสอง

ส่วนการที่โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองแทนโจทก์ก็หาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินไม่ ไม่ต้องด้วยข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยร่วมทำธุรกิจด้วยกัน โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจตลอดมา โจทก์เป็นผู้ลงทุนและวางแผนการบริหาร จำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือดำเนินการซึ่งจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นครั้งคราว นายไพโรจน์มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ 115,000 บาท โดยนำที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน โจทก์มอบให้จำเลยเป็นผู้ใส่ชื่อจดทะเบียนรับจำนองแทนโจทก์และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินโดยจำเลยและนายไพโรจน์ทราบและยินยอม นายไพโรจน์ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยได้นำสัญญาจำนองให้โจทก์ยึดถือไว้ ที่ดินในส่วนที่จดทะเบียนจำนองได้แบ่งแยกออกมาเป็นที่ดิน โฉนดเลขที่ 184602 จำเลยรับมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวจากนายไพโรจน์แล้วนำมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมาจำเลยได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 และสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวสูญหาย เพื่อขอออกใบแทนต้นฉบับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่นายไพโรจน์ ต่อมาจำเลยโดยทุจริตได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ให้แก่นายไพโรจน์พร้อมรับเงินค่าไถ่ถอนจำนองจำนวน 319,125 บาท และได้เบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยไม่คืนโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 468,714.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 319,125 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ร่วมทำธุรกิจหรือเป็นลูกจ้างตัวแทนหรือผู้ช่วยเหลือในการดำเนินการของโจทก์ และไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดในทางทรัพย์สินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ นายไพโรจน์ไม่ได้กู้เงินจากโจทก์และไม่ได้ตกลงให้นำที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน โจทก์ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้แทนในการรับจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือ จำเลยไม่เคยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ในฐานะตัวการจำเลยยอมรับว่าได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศจริงแต่ไม่ได้เป็นการแจ้งความเท็จ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระโขนงเป็นคดีอาญา ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงาน ยักยอก ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ไว้แทนโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยรับเงินที่ผู้จำนองนำมาชำระเพื่อไถ่ถอนจำนองโดยไม่ส่งมอบให้โจทก์จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับจำนองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำนอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีอาญาได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์คืน ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยกับโจทก์ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้เงินของนายไพโรจน์ ทั้งนายไพโรจน์ไม่ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 เป็นประกันไว้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา คู่ความแถลงรับกันว่า จำเลยลงลายมือชื่อรับจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ ต่อมาที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 จำเลยในฐานะผู้ครอบครองโฉนดที่ดินที่รับจำนองไว้ได้ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหาย จากนั้นจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหายไป เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน วันที่ 2 กันยายน 2536 จำเลยรับจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่นายไพโรจน์และรับเงินชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากนายไพโรจน์แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 319,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 149,589.81 บาท ตามฟ้อง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 จำเลยลงลายมือชื่อรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ ต่อมาที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหายตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 24 มิถุนายน 2536 จำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความดังกล่าวไปแสดงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 ได้สูญหายไป ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย ตามสำเนาคำขอใบแทนโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน วันที่ 2 กันยายน 2536 นายไพโรจน์นำต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 319,125 บาท ไปมอบให้จำเลยเพื่อไถ่ถอนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่นายไพโรจน์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินที่นายไพโรจน์กู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงินของโจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อกลางปี 2524 นายบุญวงศ์แจ้งโจทก์ว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 และเนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ ตำบลคลองประเวศฝั่งใต้ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ใกล้ถึงเวลาโอนนายบุญวงศ์ขอให้โจทก์ช่วยเหลือ โจทก์ให้นำหลังโฉนดเลขที่ 44202 มาให้ดู โจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินดังกล่าวแล้วเห็นว่าเป็นที่ดินที่น่าลงทุน จึงร่วมกับเพื่อนจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว และได้ทำแผนผังแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยรวม 25 แปลง โจทก์ให้ผู้สนใจจองที่ดินตามแผนผังดังกล่าว แต่ไม่สามารถจองครบทั้ง 25 แปลง โจทก์จึงรับซื้อแปลงที่ 1 ถึง 3 และแปลงที่ 20 ถึง 25 ต่อมานายไพโรจน์ได้ติดต่อขอซื้อสิทธิการจองที่ดินแปลงที่ 1 ถึง 3 เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ขณะนั้นโจทก์ขายราคาตารางวาละ 500 บาท นายไพโรจน์ขาดเงินอยู่ประมาณ 115,000 บาท จึงขอยืมจากโจทก์ โดยตกลงกันว่าจะนำโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาจำนองไว้เป็นประกัน โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี วันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 หลวงยุทธสารประสิทธิ์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ให้แก่ผู้จองซื้อ 8 คน ซึ่งมีชื่อนายไพโรจน์ด้วย วันเดียวกันนั้นนายไพโรจน์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินในส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ว่างจึงขอให้จำเลยไปแทน และตกลงให้นายไพโรจน์ใส่ชื่อผู้รับจำนองเป็นชื่อจำเลยแทนชื่อโจทก์ หลังจากจดทะเบียนจำนองที่ดินแล้วนายสุเทพทำหนังสือค้ำประกันหนี้ของนายไพโรจน์ต่อโจทก์ ตามสำเนาหนังสือค้ำประกัน เหตุที่โจทก์ให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อรับจำนองแทน เนื่องจากโจทก์มีธุรกิจประมาณ 10 บริษัท ไม่มีเวลาดำเนินการรับจำนอง จึงให้จำเลยซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของโจทก์รับจำนองแทน ปู่ของโจทก์และปู่ของบิดาจำเลยเป็นคนเดียวกัน บิดาจำเลยนำจำเลยและน้องชายมาฝากโจทก์เพื่อให้ทำงานที่ร้านของโจทก์ปี 2522 โจทก์รับจำเลยทำงานในตำแหน่งเสมืยนหน้าร้าน และให้น้องชายจำเลยทำงานขนผ้าและเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยเป็นคนขยันขันแข็งเชื่อใจได้ ทำให้โจทก์เชื่อถือไว้วางใจจำเลย และให้จำเลยช่วยทำงานในเรื่องเกี่ยวกับการขายฝากที่ดิน รับจำนองที่ดินแทนโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ลงทุนทั้งหมด เมื่อได้ผลกำไรโจทก์จะแบ่งส่วนกำไรให้จำเลยด้วยเมื่อมีการดำเนินการซื้อขาย ขายฝาก รับจำนองที่ดินตลอดมา โจทก์ยิ่งมีความไว้วางใจจำเลยมากขึ้น จนกระทั่งยอมให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อรับจำนองแทนโจทก์ กับใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนโจทก์ประมาณ 10 แปลง ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 นี้ด้วย ภายหลังที่นายไพโรจน์จดทะเบียนจำนองที่ดินโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์แล้ว จำเลยได้นำต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนมามอบให้แก่โจทก์ตามสำเนาสัญญาหนังสือจำนองที่ดินเฉพาะส่วน ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ในส่วนของนายไพโรจน์เป็นโฉนดเลขที่ 184602 ตำบลประเวศ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินต้นฉบับอยู่ที่ศาลแขวงพระโขนง หลังจากมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยได้นำโฉนดเลขที่ 184602 มามอบให้โจทก์เช่นเดียวกับการรับจำนองที่ดินรายอื่น เมื่อมีการส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์ให้จำเลยนำแบบหนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดินพร้อมให้จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองเอกสารดังกล่าวมอบให้โจทก์ไว้ เหตุที่โจทก์ให้จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านมามอบให้แก่โจทก์ไว้เนื่องจากหากจำเลยไม่อยู่และเมื่อลูกหนี้ต้องการไถ่ถอนจำนองจะได้ดำเนินการให้ลูกหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอจำเลย ประมาณปี 2527 เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ธุรกิจของโจทก์หลายแห่งขาดทุน โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยทั้งคดีแพ่งและอาญาหลายคดี โจทก์ได้ฟ้องลูกหนี้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาด้วยหลายคดี โจทก์ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนโจทก์นำไปแบ่งแยกเพื่อนำไปขายชำระหนี้และนำไปเป็นหลักประกันในการประกันตัวโจทก์ในคดีอาญา แต่เมื่อให้จำเลยนำไปแบ่งแยกแล้วโจทก์ไม่พบจำเลยอีก โจทก์จึงนำที่ดินที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายนำเงินมาชำระหนี้และนำไปเป็นหลักประกันการประกันตัวต่อศาลแทนขณะนั้นโจทก์ฟ้องบุคคลอื่นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาประมาณ 100 คดี ต้องเดินทางไปศาลทุกวัน ทำให้ไม่มีเวลาติดตามจำเลย เมื่อคดีเริ่มตกลงกันได้โจทก์จึงติดตามหาจำเลยแต่ไม่พบ จนกระทั่งปี 2537 โจทก์พบจำเลยที่สำเพ็ง กรุงเทพมหานคร โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยรับปากว่าจะคืนให้ แต่จำเลยไม่ยอมคืน โจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการโอนที่ดินขายต่อให้แก่บุคคลอื่น และมีที่ดินที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้รับจำนองและได้มีการไถ่ถอนจำนองไปแล้วจำนวนหลายแปลงรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ด้วย และโจทก์มีนายไพโรจน์กับนายสุเทพมาเบิกความสนับสนุนว่า เดิมพยานทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ต่อมาได้ขายให้แก่หลวงยุทธสารประสิทธิ์ นายไพโรจน์เป็นนายหน้าขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายบุญวงศ์ ไม่ทราบนามสกุล ไปจัดสรรขาย โจทก์ได้จองซื้อที่ดินแปลงที่ 1 ถึงที่ 3 นายไพโรจน์ได้ติดต่อขอซื้อที่ดินแปลงที่ 1 ถึงที่ 3 จากโจทก์ แต่ยังขาดเงินอีก 100,000 บาทเศษ จึงนำที่ดินแปลงที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนจำนองไว้ ในวันจดทะเบียนมีจำเลยเป็นผู้จดทะเบียนรับจำนองแทน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีนายสุเทพเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกัน หลังจากจดทะเบียนจำนองแล้ว บริษัทได้เลิกกิจการนายไพโรจน์ไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้จึงปรึกษาทนายความและนายสุเทพได้รับการแนะนำให้โจทก์นำเงินค่าไถ่ถอนที่ดินไปวางทรัพย์ แต่ยังไม่ทันดำเนินการ จำเลยได้มาติดต่อเพื่อให้ไถ่ถอนจำนอง นายไพโรจน์และจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากโฉนดที่ดินสูญหาย จำเลยได้ไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหาย โดยนายไพโรจน์ไปด้วยในฐานะเจ้าของโฉนดที่ดิน ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน นายไพโรจน์ไม่รู้จักจำเลย และไม่เคยกู้ยืมเงินจากจำเลย ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ให้นายไพโรจน์กู้ยืมเงิน 115,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นายไพโรจน์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ ในการทำสัญญาจำนอง จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับจำนอง นายไพโรจน์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จำนอง โจทก์ไม่ได้มาเกี่ยวข้องในสัญญาแต่อย่างใดจำเลยรับจำนองในนามของตนเอง ภายหลังทำสัญญานายไพโรจน์ได้นำเงินมาชำระดอกเบี้ยบางส่วน ปี 2536 นายไพโรจน์มาพบจำเลยที่บ้านเพื่อขอไถ่ถอนจำนอง ขณะนั้นจำเลยหาหนังสือสัญญาจำนองพร้อมโฉนดที่ดินไม่พบ นายไพโรจน์ได้พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่แนะนำจำเลยให้ไปแจ้งความ หลังจากนั้นนายไพโรจน์ได้นำหลักฐานการแจ้งความไปที่กรมที่ดินพร้อมกับจำเลยเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดิน คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงพระโขนงนั้น ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโจกท์ โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้รับจำนองแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่ผู้รับจำนอง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาศาลแขวงพระโขนง ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันถึงที่มาของที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 และ 184602 กับสาเหตุที่นายไพโรจน์ต้องขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ซึ่งนายไพโรจน์มาเบิกความยืนยันว่าได้กู้ยืมเงินจากโจทก์มิได้กู้ยืมเงินจากจำเลย ส่วนพยานจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเพียงลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนแม้ในการรับจำนองที่ดิน โจทก์จะมิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการแทน หรือมิได้ระบุในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนว่าจำเลยเป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์ก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นข้อพิรุธหรือรับฟังไม่ได้เสียทีเดียวว่าจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ ถ้าจำเลยเป็นผู้ให้นายไพโรจน์กู้ยืมเงินจริง เหตุใดหลังจากจำเลยดำเนินการรับจำนองที่ดินจากนายไพโรจน์แล้วจำเลยจะต้องนำต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนและต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 ไปมอบให้โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของคนทั่วไปยิ่งนัก การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยรับจำนองที่ดินในฐานะตัวแทนของโจทก์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่การงานและรายได้ของจำเลยขณะที่รับจำนองที่ดินแล้วเห็นได้ว่า จำเลยมีอายุเพียง 23 ปี เพิ่งจะทำงานที่บริษัทนานยางธนาการเครดิต จำกัด มีรายได้เดือนละ 3,500 บาท ตามรายจ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่าย ลำพังรายได้จากเงินเดือนประจำของจำเลยดังกล่าวเพียงอย่างเดียว จำเลยคงจะไม่สามารถนำเงินไปให้นายไพโรจน์กู้ยืมได้ที่จำเลยอ้างว่านอกจากเงินเดือนประจำแล้ว ยังมีรายได้จากการนำเงินไปลงทุนค้าขายฝากไว้ที่บริษัทได้ดอกเบี้ย เล่นแชร์ และนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์นั้น เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ จำเลยมิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นจริงดังที่จำเลยกล่างอ้าง นอกจากนี้หลังจากที่จำเลยรับจำนองที่ดินจากนายไพโรจน์และได้มอบต้นฉบับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนกับต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 ให้โจทก์แล้วจำเลยยังได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยให้แก่โจทก์ไว้ด้วย ซึ่งโจทก์ได้เบิกความถึงสาเหตุที่ให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวมามอบให้โจทก์ไว้ว่า หากจำเลยไม่อยู่และทางลูกหนี้ต้องการไถ่ถอนจำนอง โจทก์จะได้ดำเนินการให้ลูกหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจำเลย และสาเหตุที่โจทก์ให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนเนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจหลายอย่างไม่มีเวลาดำเนินการรับจำนอง ประกอบกับจำเลยมีศักดิ์เป็นหลานโจทก์ จำเลยเป็นผู้ที่ทำงานขยันขันแข็งเชื่อใจได้ ทำให้โจทก์เชื่อถือไว้วางใจจำเลยจนกระทั่งยอมให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยรับจำนองแทนมาแสดงนั้น เห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องพิพาทระหว่างโจทก์ตัวการกับจำเลยตัวแทนโดยโจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนรับจำนองที่ดิน และโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 แม้ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้โดยไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคสอง และที่จำเลยฎีกาว่า ลายมือชื่อในเอกสารมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ หากจำเลยเชื่อว่ามิใช่ลายมือชื่อของจำเลยจริง จำเลยก็น่าจะขอให้ศาลส่งลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารอื่น แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารกับลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินแล้วจะเห็นว่ามีส่วนคล้ายกัน เชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่นายไพโรจน์กู้ยืมตามสัญญาจำนองเป็นเงินของโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลเข้าสืบเพราะเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าสืบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองแทนโจทก์เท่านั้น และเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงหาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนไม่ กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาในคดีอาญาของศาลแขวงพระโขนงผูกพันคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกนั้น ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยรับจำนองแทนโจทก์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามสำเนาคำพิพากษาศาลแขวงพระโขนง ศาลมิได้ยกฟ้องด้วยเหตุว่าจำเลยมิได้รับจำนองแทนโจทก์เพียงแต่สงสัยเท่านั้นและคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอก จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้ คำพิพากษาในคดีอาญา ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 วรรคสอง ม. 810
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชัย วงศ์ไวศยวรรณ
จำเลย — นายสุรพล อรุณแจ้งวัฒนะ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3490/2551
#412015
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีผู้บริโภคหลายรายรวมทั้งผู้บริโภคหกรายที่ได้ร้องเรียนต่อโจทก์ว่าถูกจำเลยละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้งหก โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยอันเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมได้โดยไม่จำต้องให้ผู้บริโภคทั้งหกทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี และเมื่อโจทก์มีคำสั่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาลแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องคดีเองได้โดยไม่จำต้องได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความอีก

แม้สัญญาจะซื้อจะขายจะได้ระบุว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านเมื่อผู้บริโภคทั้งหกรายชำระเงินดาวน์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว และ พ. กับ น. ซึ่งเป็นผู้บริโภคจะชำระเงินดาวน์ยังไม่ครบถ้วนแต่ก็เนื่องมาจากจำเลยไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญาและละทิ้งการก่อสร้างจนระยะเวลาอันสมควรที่จะต้องก่อสร้างบ้านพิพาทให้แล้วเสร็จได้ล่วงเลยมาแล้วเป็นเวลาประมาณ 5 ปี จำเลยจึงผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้ แม้จะให้เวลาจำเลยปฏิบัติตามสัยญาเพียง 15 วันก็ตาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 ม. 39
ป.วิ.พ. ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวันชัย ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2551
#411313
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่ภายหลังโจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยจำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์เป็นผู้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมา การออกโฉนดที่ดินแก่ที่ดินพิพาทในนามของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการมิชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบนี้เสียได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สอบสวนและสำรวจรังวัดที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 336 ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2521 ครั้นวันที่ 6 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 3 ได้ไปขอออกใบจองในที่ดินพิพาท ต่อมาในปลายปีนั้นเองโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยทำบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์คงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกเป็นสวนยางพาราเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2535 ทางราชการได้ออกสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในเขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจนทางราชการออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่โจทก์ก็มีตัวโจทก์มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินจากผู้มีชื่อ ซึ่งโจทก์ระบุชื่อว่าเป็นนายวาย แต่จำนามสกุลไม่ได้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักฐานที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปแจ้งการขอใบจับจองเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2530 อันเป็นวันเวลาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันอันนับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเบื้องต้น ทางราชการจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ทำกินในที่ดินก่อน หากสอบสวนได้ความว่าผู้มีชื่อในใบจองไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ทางราชการจะไม่ออกโฉนดที่ดินให้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 3 ย้ายไปทำกินอยู่อีกตำบลหนึ่งแล้ว ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปนัดดาหรือประกอบ สมคิดหรือซื่อตรง
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธนิต สุธีรพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2551
#495519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 แจ้งขอใบจับจองที่ดินพิพาทในระหว่างเวลาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ยังเป็นสามีภริยากัน นับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว ถือได้ว่าโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินย่อมกระทำได้หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ ป.ที่ดิน ฯ มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้แต่เฉพาะทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

แม้จำเลยที่ 3 มีชื่อในใบจอง แต่จำเลยที่ 3 ย้ายไปทำกินอยู่อีกตำบลหนึ่งไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และเมื่อการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบ ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเสียได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สอบสวนและสำรวจรังวัดที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 336 ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2521 ครั้นวันที่ 6 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 3 ได้ไปขอออกใบจองในที่ดินพิพาท ต่อมาในปลายปีนั้นเองโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยทำบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ ปรากฏตามทะเบียนการหย่า หลังจากนั้นโจทก์คงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกเป็นสวนยางพาราเรื่อยมาจนกระทั่งปี 2535 ทางราชการได้ออกสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในเขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจนทางราชการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 นั้นชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่โจทก์ก็มีตัวโจทก์มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินจากผู้มีชื่อซึ่งโจทก์ระบุชื่อว่าเป็นนายวาย แต่จำนามสกุลไม่ได้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักฐานที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปแจ้งการขอใบจับจองเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2530 อันเป็นวันเวลาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันอันนับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ส่วนปัญหาว่าการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาต่อไปถึงพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปาก นายวิศวะ นิติกร กองนิติการ กรมที่ดินที่เบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่า การพิจารณาในเบื้องต้นทางราชการจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ทำกินในที่ดินก่อน ทั้งตัวจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่า หากสอบสวนได้ความว่าผู้มีชื่อในใบจองไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้วทางราชการจะไม่ออกโฉนดที่ดินให้ ซึ่งก็ได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกปากคือนายทองพูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่เกิดเหตุที่เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามติง และตอบทนายความโจทก์ขออนุญาตศาลถามรวมใจความว่า โจทก์เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 3 ย้ายไปทำกินอยู่อีกตำบลหนึ่งแล้ว ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ ม. 61 วรรคแปด
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปนัดดา หรือประกอบ สมคิด หรือซื่อตรง
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2551
#498534
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินบริเวณที่ที่จะเวนคืน...ฯ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.ฎ.ในฐานะดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นตัวแทนของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการเวนคืนเพื่อสร้างถนนเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย การดำเนินการเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.ดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์อ้างว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.ฎ. ดังกล่าว ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ โจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ให้สิทธิแก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์โต้แย้งหรือไม่ปฎิบัติตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้น รัฐมนตรีฯ ได้วินิจฉัยอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ และเพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 10,000 บาท เท่ากับที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจะฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์โดยอ้างว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมแล้วไม่ได้ เพราะจะเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 34,580,951 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ และไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 5,733,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 1,638,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2332 ตำบลบางจากฝั่งเหนือ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ 2 ไร่ 19 ตารางวา อันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2542 เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์-เพชรเกษม-รัตนาธิเบศร์ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 8,000 บาท เป็นเงิน 6,552,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกษฎีกาดังกล่าว มาตรา 6 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ในฐานะดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นตัวแทนของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการเวนคืนเพื่อสร้างถนนเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 การดำเนินการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 216 เรื่องปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ข้อ 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 อีกหลายฉบับ ต่อมามีการยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 โดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 มาตรา 3 และบัญญัติอำนาจหน้าที่นี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ในมาตรา 19 ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 โจทก์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมแล้ว ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่าตามคำแถลงของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2548 พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินที่จำเลยทั้งสองยื่นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้วินิจฉัยอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์และเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 10,000 บาท เท่ากับที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 10,000 บาท เช่นกัน คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฯ ในกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ฟ้องคดีต่อศาล โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์โต้แย้งหรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ยกฟ้องโจทก์นั้นเท่ากับเป็นฎีกาที่ไม่เห็นด้วยกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์เป็นตารางวาละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นฎีกาที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฯ จำเลยทั้งสองหามีสิทธิฎีกาเช่นนี้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสอง..."

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย เสริมส่งสกุลชัย
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474/2551
#411329
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินสวนยางพาราของโจทก์ทั้งสอง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา โดยให้จำเลยนำเงินมาวางศาลทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (2) ตอนท้าย เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องทำเป็นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 และชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้วินิจฉัยโดยทำเป็นคำพิพากษา มิใช่ทำเป็นคำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณา ทั้งมิได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) ประกอบด้วยมาตรา 246 คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างนำพยานหลักฐานเข้าสืบในชั้นไต่สวนจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินสวนยางพาราของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 3,532,846 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา โดยให้จำเลยนำเงินจำนวน 325,500 บาท มาวางศาลทุกเดือนนับจากวันฟ้องตลอดไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งว่า คดีมีเหตุสมควรเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 โดยให้จำเลยนำเงินรายได้จากการทำสวนยางพาราพิพาทมาวางศาลชั้นต้นเดือนละ 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเดือนต่อ ๆ ไปให้จำเลยนำมาวางศาลเดือนละครั้งภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจำเลยจะหาประกันสำหรับเงินจำนวนดังกล่าวก็ได้แล้วแต่จะเลือก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสองเข้าทำสวนยางพาราพิพาทแทน โดยให้นำรายได้ดังกล่าวมาวางศาลเช่นเดียวกัน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (2) ตอนท้าย เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องทำเป็นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 และชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้วินิจฉัยโดยทำเป็นคำพิพากษา มิใช่ทำเป็นคำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งดังกล่าวข้างต้น โดยมิได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ประกอบด้วยมาตรา 246 คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างนำพยานหลักฐานเข้าสืบในชั้นไต่สวนจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่...

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (4) ม. 223 ม. 228 (2) ม. 243 ม. 246 ม. 247 ม. 264
ชื่อคู่ความ
นายเกียรติชัย งานทวี และนางสกุณี งานทวี
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชัยสิน งานทวี กับพวก
จำเลย — บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — (อ่านไม่ออก)
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2551
#417339
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลอดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วยการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

การที่ จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากผู้ที่เป็นบิดามารดาและต่อมา จ. ก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจาก จ. ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้ว จ. ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อ จ. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี จ. ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากบิดามารดามาเป็นชื่อ จ. ก็ตาม และเมื่อ จ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จาก จ. ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องกลายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็น 2 งวด หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ มูลหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วม และผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนี้ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสินส่วนตัวของผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย และหนี้ตามคำพิพากษามิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นหนี้ร่วม โจทก์ก็ไม่อาจยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ได้เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทของผู้ร้อง โดยไม่วินิจฉัยปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องหรือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ ได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องประกอบเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อนายจันและนางเจียนซึ่งเป็นปู่และย่าของผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้วบุคคลทั้งสองได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายจวงบิดาผู้ร้อง การยกให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาปี 2510 นายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเข้าทำนาในที่ดินพิพาทจนกระทั่งปี 2530 จึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เห็นว่า การที่นายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายจันและนางเจียนผู้เป็นบิดามารดาและต่อมานายจวงก็ยกที่ดินพิพาทให้บุตรคือผู้ร้อง น่าเชื่อว่าหลังจากนายจวงได้รับยกให้ที่ดินพิพาทแล้วนายจวงได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อจากนายจันและนางเจียนในฐานะเจ้าของจนกระทั่งยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อนายจวงครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี นายจวงย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จะยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนจากชื่อนายจันและนางเจียนมาเป็นชื่อนายจวงก็ตาม และเมื่อนายจวงยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องในปี 2510 ผู้ร้องก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ได้รับการยกให้จากนายจวง ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องเพราะผู้ร้องได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2519 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในปี 2530 จึงไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่สินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องหรือไม่เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20849 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเยื่อ ทองคำ
ผู้ร้อง — นางสุดใจ แสงอาทิตย์
จำเลย — นายยอด แสงอาทิตย์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3449/2551
#412061
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิจารณาปรากฏผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีน 29 เม็ด ของกลางเฉพาะส่วนนี้ในรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.038 กรัม หรือ 1,038 มิลลิกรัม ซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป อันต้องบทสันนิษฐานเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

เมทแอมเฟตามีน 29 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,038 มิลลิกรัม ที่จำเลยร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 429 เม็ด ของกลาง ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยไว้แล้วศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เพราะไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 22 ปี และปรับ 2,200,000 บาท ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่คงให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยร่วมกับนายประหยดกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ทางพิจารณาปรากฏผลการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีน 29 เม็ด ของกลางเฉพาะส่วนนี้ในรายงานการตรวจพิสูจน์หมายเลขพิสูจน์ที่ 5380/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนน้ำหนักรวม 2.63 กรัม และคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.038 กรัม หรือ 1,038 มิลลิกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกันกับนายประหยดมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป อันต้องบทสันนิษฐานเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเมทแอมเฟตามีน 29 เม็ด น้ำหนัก 2.63 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.038 กรัม หรือ 1,038 มิลลิกรัม ที่จำเลยร่วมมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในเมทแอมเฟตามีน 429 เม็ด ของกลาง ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามบทกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 เพราะไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปี รู้ผิดชอบแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี และริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาวพัชชายา ปาดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอิทธิพล โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3448/2551
#417338
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้มอบอำนาจมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อไว้นั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2533 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 มกราคม 2533 เวลากลางวัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิโดยกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งนางทัศนีย์ผู้เสียหาย ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้มอบอำนาจแต่ยังมิได้กรอกข้อความทั้งนี้ โดยไม่ได้รับความยินยอมและฝ่าฝืนต่อคำสั่งของผู้เสียหาย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมที่ดิน และประชาชน ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2533 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ใช้หนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ปลอมขึ้นดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 เลขที่ 167 หมู่ที่ 5 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมที่ดิน และประชาชน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางทัศนีย์หรือเทภาสิต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้มอบอำนาจ มอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลงโอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อไว้นั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นางทัศนีย์ ศรีสวัสดิ์ หรือเทภาสิต
จำเลย — นายณรงค์หรืออานนท์ พึ่งประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3448/2551
#417807
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้มอบอำนาจมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิโดยกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งนางทัศนีย์ผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้มอบอำนาจแต่ยังมิได้กรอกข้อความ ทั้งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมและฝ่าฝืนต่อคำสั่งของผู้เสียหาย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมที่ดิน และประชาชน ต่อมา จำเลยที่ 2 ใช้หนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ปลอมขึ้นดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 เลขที่ 167 หมู่ที่ 5 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย กรมที่ดิน และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางทัศนีย์หรือเทภาสิต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเพียงเอกสารซึ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้มอบอำนาจ มอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้มีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อไว้นั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นางทัศนีย์ ศรีสวัสดิ์ หรือเทภาสิต
จำเลย — นายณรงค์หรืออานนท์ พึ่งประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2551
#412332
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" เพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการรับราชการทหารกองประจำการ สังกัดกองพันบริการศูนย์การบินทหารบก จังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 12 เม็ด น้ำหนัก 1.14 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ด ในราคา 100 บาท ให้แก่ผู้ล่อซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ จากจำเลยที่ 1 เป็นของกลางแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ คดีของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจตรีสุระพันธ์สิบตำรวจโทสุริยา และสิบตำรวจเอกประดิษฐ์ (ยศในขณะเบิกความ) ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนจับกุมประมาณ 2 วัน พยานโจทก์ทั้งสามสืบทราบว่ามีชายชาวบ้านโภชน์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวบ้านราหุล หมู่ที่ 4 อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในเวลากลางคืนบริเวณเสาไฟฟ้าหน้าบ้านนายจำรัส หรือตูน ท้องที่หมู่ที่ 4 บ้านราหุล ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2542 เวลา 21.30 นาฬิกา พยานโจทก์ทั้งสามกับพวกได้วางแผนจับกุมโดยใช้วิธีการล่อซื้อ ให้สิบตำรวจโทสุริยาและสิบตำรวจโทประดิษฐ์ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ ของร้อยตำรวจตรีสุระพันธ์ไปล่อซื้อส่วนพวกที่เหลือจะไปชุ่มรออยู่บนสะพานเข้ามคลองราหุลห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 60 เมตร หากทำการล่อซื้อได้ให้ใช้วิทยุสือสารแจ้งหรือตะโกนร้องบอก เมื่อออกเดินทางไปยังบ้านราหุลและเข้าประจำที่ตามนัดหมายแล้ว สิบตำรวจโทสุริยาและสิบตำรวจโทประดิษฐ์ ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันไปจอดไว้ตรงบริเวณเสาไฟฟ้าห่างจากบ้านเกิดเหตุ พบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน สิบตำรวจโทสุริยาบอกจำเลยที่ 1 ว่า ซื้อของตัวหนึ่ง จำเลยที่ 1 หันไปถามจำเลยที่ 1 ซึ่งยื่นอยู่ในมุมมืดด้านหลังสิบตำรวจโทสุริยาว่าวางใจได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 หันไปถามสิบตำรวจโทประดิษฐ์ว่ามาจากไหน สิบตำรวจโทประดิษฐ์ตอบว่าไอ้ร่งร้านยางบ้านโคกตายอให้มาซื้อของ จำเลยที่ 2 จึงบอกจำเลยที่ 1 ว่าไว้ใจได้ขายเขาไปเถอะ สิบตำรวจโทสุริยาสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าตัวละเท่าไร จำเลยที่ 1 ตอบว่า 100 บาท สิบตำรวจโทสุริยาจึงยื่นธนบัตรฉบับละ 100 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 หันไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจากกระบอกไม้ไผ่ราวระเบียงหน้าบ้านออกมาส่งให้ 1 เม็ด นอกจานี้ยังมีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในกำมือของจำเลยที่ 1 อีก สิบตำรวจโทสุริยาและสิบตำรวจโทประดิษฐ์จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมให้จับกุมจึงเข้ากอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทประดิษฐ์กอดปล้ำกับจำเลยที่ 2 ระหว่างกอดปล้ำสิบตำรวจโทสุริยาได้ตะโกนร้องว่า หมวดช่วยด้วยๆ สักครู่ร้อยตำรวจตรีสุระพันธ์กับพวกจึงเข้ามาร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองไว้ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสองไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่พบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ และเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 11 เม็ด ที่พื้นดินตรงบริเวณที่สิบตำรวจโทสุริยากับจำเลยที่ 1 กอดปล้ำกัน เมื่อนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท มาสอบถามจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริง ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 11 เม็ดที่พบอยู่ที่พื้นดินเป็นของจำเลยที่ 1 มีไว้เพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เห็นว่า นอกจากพยานโจทก์ทั้งสามจะเบิกความได้ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสามยังสอดคล้องตรงกันกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุอันถือได้ว่าเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่น่าจะทันมีโอกาสไตร่ตรองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงไปเป็นอย่างอื่นได้ทั้งคำให้การชั้นต้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโจทก์ก็มีร้อยตำรวจเอกสุนทร พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองว่าจำเลยที่ 1 ให้การโดยสมัครใจและยังได้นำชี้เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและให้ถ่ายภาพไว้ด้วย เมื่อรับฟังมาประกอบคำของพยานโจทก์ทั้งสามแล้วจึงทำให้คำพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นความจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า ขณะพบชาย 2 คน ยืนคุยอยู่กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตะโกนถามจำเลยที่ 2 ว่า สองคนนี้เป็นใคร จำเลยที่ 2 ตอบว่าไม่รู้จักนั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟัง อย่างไรก็ดี แม้จะฟังได้ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 ว่าไว้วางใจได้หรือไม่ แล้วจำเลยที่ 2 จะหันไปถามสิบตำรวจประดิษฐ์ว่ามาจากไหน เมื่อได้รับคำตอบจากสิบตำรวจโทษประดิษฐ์ว่า "ไอ้รุ่งร้านยางบ้านโคกตายอให้มาซื้อของ" จำเลยที่ 2 จึงตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" ก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าอำนาจตัดสินใจการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะอยู่กับจำเลยที่ 2 การตัดสินใจซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและการตกลงราคายังขึ้นอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยึดถือหรือครอบครองดูและหรือร่วมเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนด้วย เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มามอบให้สิบตำรวจโทสุริยา และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากสิบตำรวจโทสุริยาเองการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" ย่อมเป็นการพูดเพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโทสุริยาที่ปลอมตัวเป็นสายลับไปขอซื้อให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้ เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า การมีเมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ และในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของความผิดจึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปีหรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 12 เม็ด และจำเลยที่ 1 จำหน่ายโดยจำเลยที่ 2 ให้การสนับสนุนในการจำหน่ายจำนวน 1 เม็ด กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ แม้ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 386/2541 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ตามแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาลสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนี้ เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้พ้นไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 16 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปีบวกโทษจำคุก 6 เดือนของจำเลยที่ 2 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1667/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายดำรงเกียรติหรือแปลก สิทธิวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2551
#417337
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 ว่าไว้วางใจได้หรือไม่ แล้วจำเลยที่ 2 จะหันไปถามสิบตำรวจโท ป. ว่ามาจากไหนเมื่อได้รับคำตอบจากสิบตำรวจโท ป. ว่า "ไอ้รุ่งร้านยางบ้านโคกตายอให้มาซื้อของ" จำเลยที่ 2 จึงตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ขายเขาไปเถอะ" ก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าอำนาจตัดสินใจในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะอยู่กับจำเลยที่ 2 การตัดสินใจซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและการตกลงราคายังขึ้นอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยึดถือหรือครอบครองดูแลหรือร่วมเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลาง ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนด้วย เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มามอบให้สิบตำรวจโท ส. และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากสิบตำรวจโท ส. เอง การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ขายเขาไปเถอะ" ย่อมเป็นการพูดเพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโท ส. ที่ปลอมตัวเป็นสายลับเข้าไปขอซื้อให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการรับราชการทหารกองประจำการ สังกัดกองพันบริการ ศูนย์การบินทหารบก จังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 12 เม็ด น้ำหนัก 1.14 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ด ในราคา 100 บาท ให้แก่ผู้ล่อซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลบึงสามพัน อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดได้ธนบัตรล่อซื้อ 100 บาท กับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลางเมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 12 เดือน ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 386/2541 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงโทษไว้ 2 ปี ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ของศาลชั้นต้น ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2

เป็นข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "นอกจากพยานโจทก์ทั้งสามจะเบิกความได้ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสามยังสอดคล้องตรงกันกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุอันถือได้ว่าเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่น่าจะทันมีโอกาสไตร่ตรองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงไปเป็นอย่างอื่นได้ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโจทก์ก็มีร้อยตำรวจเอกสุนทรพนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองว่าจำเลยที่ 1 ให้การโดยสมัครใจและยังได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและให้ถ่ายภาพไว้ด้วย เมื่อรับฟังมาประกอบคำของพยานโจทก์ทั้งสามแล้วจึงทำให้คำพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นความจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า ขณะพบชาย 2 คน ยืนคุยอยู่กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตะโกนถามจำเลยที่ 2 ว่า สองคนนี้เป็นใคร จำเลยที่ 2 ตอบไม่รู้จักนั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟัง อย่างไรก็ดี แม้จะฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 ว่าไว้วางใจได้ หรือไม่ แล้วจำเลยที่ 2 จะหันไปถามสิบตำรวจโทประดิษฐ์ว่ามาจากไหน เมื่อได้รับคำตอบจากสิบตำรวจโทประดิษฐ์ว่า "ไอ้รุ่งร้านยางบ้านโคกตายอให้มาซื้อของ" จำเลยที่ 2 จึงตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" ก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าอำนาจตัดสินใจในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะอยู่กับจำเลยที่ 2 การตัดสินใจซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและการตกลงราคายังขึ้นอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้นนอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยึดถือหรือครอบครองดูแลหรือร่วมเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนด้วย เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้มามอบให้สิบตำรวจโทสุริยา และจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากสิบตำรวจโทสุริยาเอง การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงยังม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์แต่การที่จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ไปว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" ย่อมเป็นการพูดเพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สิบตำรวจโทสุริยาที่ปลอมตัวเป็นสายลับไปขอซื้อให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้ เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า การมีเมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ และในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของความผิดจึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปีหรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 12 เม็ด และจำเลยที่ 1 จำหน่ายโดยมีจำเลยที่ 2 ให้การสนับสนุนในการจำหน่ายจำนวน 1 เม็ด กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ แม้ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 386/2541 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ตามแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนี้ เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้พ้นไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1667/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายดำรงเกียรติ หรือแปลก สิทธิวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3424/2551
#412662
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 118 หมายความว่า ตราสารชนิดที่ต้องปิดอากรแสตมป์หากยังมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนและทำการขีดฆ่าไม่สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ แต่หากนำตราสารนั้นไปปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์และขีดฆ่าแล้วก็สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ แม้การปิดอากรแสตมป์จะกระทำเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ปิดก็เป็นเรื่องการเสียเงินเพิ่มอากรซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจะจัดการเรียกเก็บในโอกาสต่อไป ไม่มีผลต่อการใช้ตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

จำเลยกู้เงินโจทก์ 50,000 บาท โดยทำสัญญากู้เงินเป็นหนังสือ แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ภายใน 90 วัน นับแต่วันต้องปิดตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อโจทก์อ้างสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐานในชั้นสืบพยานปรากฏว่ามีการปิดอากรแสตมป์ 25 บาท ครบถ้วนตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์และขีดฆ่าแล้ว แม้จะยังมิได้เสียเงินเพิ่มอากร โจทก์ก็ใช้สัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2539 จำเลยกู้เงินโจทก์ 50,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือน และนำโฉนดที่ดินเลขที่ 2769 มาวางเป็นหลักประกัน แต่จำเลยผิดนัดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่งวดแรก โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,451 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ สัญญากู้เงินดังกล่าวมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี จำเลยกู้เงินโจทก์ 50,000 บาท เมื่อปี 2526 และนำโฉนดที่ดินเลขที่ 2769 ให้โจทก์ยึดถือเป็นหลักประกัน พร้อมกับลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ จำเลยชำระหนี้ครบถ้วนแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมคืนสัญญากู้เงินและโฉนดที่ดินให้จำเลย ต่อมาโจทก์นำสัญญากู้เงินดังกล่าวมากรอกข้อความเป็นเท็จว่าจำเลยกู้เงินในปี 2539 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลัง 5 ปี กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ใช้สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 บทบัญญัตินี้หมายความว่า ตราสารชนิดที่ต้องปิดอากรแสตมป์หากยังมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนและทำการขีดฆ่าก็ไม่สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ แต่หากนำตราสารนั้นไปปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์และขีดฆ่าแล้วก็สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ แม้การปิดอากรแสตมป์จะกระทำเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ปิดก็เป็นเรื่องการเสียเงินเพิ่มอากรซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจะจัดการเรียกเก็บในโอกาสต่อไป ไม่มีผลต่อการใช้ตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งแต่อย่างใด คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 50,000 บาท และมีการทำสัญญากู้เงินกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แม้สัญญากู้เงินดังกล่าวโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ภายใน 90 วัน นับแต่วันต้องปิดตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อโจทก์อ้างสัญญากู้เงินฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานในชั้นสืบพยานปรากฏว่ามีการปิดอากรแสตมป์ 25 บาท ครบถ้วนตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์และขีดฆ่าแล้ว แม้จะยังมิได้เสียเงินเพิ่มอากร โจทก์ก็ใช้สัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 113 ม. 114 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกรองกาญจน์หรือกนกวรรณ ส่งเสริมอุดมชัย
จำเลย — นางเรไรหรือปรียาภา อ่วมทอง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3422/2551
#412329
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยล้อมรั้วไม้ไผ่ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยระงับการกระทำดังกล่าวแต่จำเลยยังคงทำการล้อมรั้วจนแล้วเสร็จ เป็นการแสดงเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนับตั้งแต่วันที่มีการล้อมรั้วไม้ไผ่

ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาสำหรับฟ้อง ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้

โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมขาดสิทธิฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 6/2498 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา เป็นของนายเลิศ นายย้อย และนางเยื้อน เมื่อบุคคลทั้งสามถึงแก่ความตายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกในฐานะทายาทของนายเลิศได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวร่วมกับทายาทของนายย้อยและนางเยื้อนจำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดิน 8896 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้ล้อมรั้วไม้ไผ่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 8896 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 149 ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองระงับการกระทำดังกล่าวแต่จำเลยทั้งสองล้อมรั้งจนแล้วเสร็จ โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอสอบเขตที่ดินหรือให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโจทก์จึงไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแต่จำเลยทั้งสองคัดค้านแนวเขตเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจรังวัดออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ได้ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนขนย้ายรั้งไม้ไผ่ที่ล้อมรุกล้ำที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 6/2498 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้รับมรดกของนายเลิศ โกษะและมิได้เป็นผู้ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 6/25498 จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 8896 ของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศตะวันออกตั้งแต่ปี 2502 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยกที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อปี 2536 จำเลยที่ 2 จึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 6/2498 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8896 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้ล้อมรั้วไม้ไผ่ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 8896 โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองระงับการกระทำดังกล่าวแต่จำเลยทั้งสองล้อมรั้วจนแล้วเสร็จ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองได้ล้อมรั้วไม้ไผ่ที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ และเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองระงับการกระทำดังกล่าวแต่จำเลยทั้งสองยังคงทำการล้อมรั้วจนแล้วเสร็จ กรณีย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนับตั้งแต่วันที่มีการล้อมรั้วไม้ไผ่ คือ ในวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ที่โจทก์ฎีกาว่าหลังเกิดเหตุผู้ใหญ่บ้านได้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองมาไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองตกลงกับโจทก์ว่าหามีการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสองจะคืนให้โจทก์ และต่อมาทั้งสองฝ่ายยังได้ทำบันทึกต่อพนักงานสอบสวนด้วยว่า หากผลการรังวัดสอบเขตที่ดินได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใดก็จะดำเนินการฟ้องคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังเคารพสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์หาใช่เป็นการแย่งการครอบครองไม่และกรณีต้องนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 (ที่ถูก มาตรา 193/14) ประกอบมาตรา 1386 โจทก์จึงไม่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 นั้น เห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาสำหรับฟ้อง ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทในวันที่ 15 ตุลาคม 2544 ซึ่งเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมขาดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประหยัด โกษะ
จำเลย — นางบุญช่วย สุขสุมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2551
#412327
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ที่ให้จำเลยเช่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์ แม้จะครอบครองทำประโยชน์นานเท่าใดก็ไม่อาจอ้างการแย่งการครอบครองในที่ดินพิพาทได้ นอกจากจะได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี ตามคำให้การของจำเลยมายันโจทก์ได้ โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

โจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาสืบ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงจึงเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้

การรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร มิใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตม์ตามประมวลรัษฎากร ทั้งสำเนาเอกสารมิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 5 และข้อ 18 ไม่ให้มิสซังถือที่ดินแทนผู้อื่น แต่ไม่ได้ห้ามมิให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแทนมิสซัง เมื่อมิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทจะมีชื่อ ว. เป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

คู่ความพิพาทกันในเรื่องสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทซึ่งมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทส่วนหนึ่ง และเรื่องขับไล่เพราะผิดสัญญาเช่าซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมาซึ่งแต่ละส่วนแยกจากกันได้ สิทธิที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่จึงต้องแยกพิจารณาตามส่วนดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่อยู่ในประเด็นเรื่องขับไล่ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 โดยมีพระคาร์ดินัลมีชัย เป็นมุขนายก (ที่ถูก เป็นประมุข) มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เขตราชบุรี เป็นส่วนหนึ่งของโจทก์และขึ้นตรงต่อโจทก์ โดยมีมุขนายกมัส เป็นผู้ปกครองดูแล มีอำนาจหน้าที่ในการปกรครองดูแลบาทหลวงในเขตสังฆมณฑลที่รับผิดชอบและดูแลทรัพย์สินทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ตลอดจนวัดหรือสถานวัดบาทหลวงในเขตสังฆมณฑล วัดนักบุญมาการีตา บางตาล หรือวัดมาการีตา มารีอา บางตาล หรือวัดโรมันคาทอลิกบางตาล หรือวัดบางตาล เป็นสถานวัดบาทหลวงที่อยู่ในความปกครองดูแลของมิสซังมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร เขตราชบุรี มีบาทหลวงเป็นเจ้าอาวาสโจทก์มอบอำนาจให้มุขนายกมนัสเป็นผู้ฟ้องคดีแทนและมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2479 หลวงสิทธิเทพการยกที่ดินมือเปล่าให้แก่วัดมาการีต บางตาล ซึ่งมีบาทหลวงอันเดรเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นและมีอำนาจทำการเป็นผู้แทนของโจทก์ หลังจากนั้นวัดมาการีตา บางตาล หรือวัดโรมันคาทอลิกบางตาลได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาโดยให้ผู้อื่นเช่าทำนา ทำไร่ต่อมาโจทก์ให้นายวิศิษฎ์ วังตาล ทายาทของหลวงสิทธิเทพการไปแจ้งขอออก ส.ค.1 แล้วต่อมาได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 403, 404, 405, 406 และ 407 ตำบลหนองอ้อ กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 318, 319, 320, 321 และ 322 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีรวม 10 แปลง ใส่ชื่อนายวิศิษฎ์แทนโจทก์ โดยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ศ.3) เลขที่ 405 ต่อมาเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2480 เมื่อปี 2524 จำเลยเช่าที่ดินบางส่วนของโจทก์ตามหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 321 เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่เศษ เพื่อทำเกษตรกรรม อัตราค่าเช่าไร่ละ 500 บาท ต่อปี ต่อมาประมาณปี 2539 จำเลยไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อเรียกให้จำเลยมาตกลงเรื่องค่าเช่าและชำระค่าเช่า ต่อมาคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลดอนกระเบื้องมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าแก่ผู้เช่าได้ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินแต่ไม่สามารถส่งหนังสือบอกเลิกการเช่าได้ จึงใช้วิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินเป็นการละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์นำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าไร่ละ 500 บาท ต่อเดือน ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายสัมภาระและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 321 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไร่ละ 500 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของพระคาร์ดินัลมีชัย หนังสือมอบอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเสียหาย มุขนายมนัส จึงมอบอำนาจช่วงไม่ได้ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจช่วงไม่ใช่ลายมือชื่อของมุขนายกมนัสโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่านาแก่จำเลยคำบอกกล่าวตามเอกสารท้ายฟ้องไม่เป็นการบอกเลิกการเช่านา จึงเป็นการบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลไม่ชอบ เพราะประธานที่ประชุมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ ทำไร่ทำนาอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้ยความสงบ เปิดเผย และยึดถือเป็นเจ้าของมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนปี 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แล้วโจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องคดีจำเลยมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน 500 บาท ต่อปี วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกได้ที่ดินมาเกินกว่า 50 ไร่ ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป้นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายสัมภาระรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 321 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องหมายสีแดง ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยให้ค่าเสียหายปีละ 5,500 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 321 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อประมาณปี 2524 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำเกษตรกรรม ในอัตราค่าเช่าไร่ละ 500 บาท ต่อปี ต่อมาปี 2538 จำเลยไม่ชำระค่าเช่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์แล้วว่าไม่เจตนายึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองจึงหมดสิทธิฟ้องเอาที่ดินคืนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายสัมภาระและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และยึดถือเป็นเจ้าของตลอดมาโดยจำเลยแย่งการครอบครองก่อนปี 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แล้ว โจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องคดี เห็นได้ว่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ที่ให้จำเลยเช่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เป็นการยึดที่ดินพิพาทแทนโจทก์ แม้จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนานเท่าใดก็ไม่อาจอ้างการแย่งการครอบครองในที่ดินพิพาทได้ นอกจากจะได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป เมื่อคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุแย่งการครอบครองเกิน 1 ปี ตามคำให้การของจำเลยมายันโจทก์ได้โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ในคำให้การ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงที่มุขนายกมนัส ผู้ร้บมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นายมนัส หรือนายอำพล หรือนายไพรัช ฟ้องจำเลยจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้ หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.2 ผู้รับมอบอำนาจช่วง 3 คน ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกัน โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.2 เพียง 30 บาท จึงไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด รับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาสืบแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวจึงเท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.2 จึงสามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยอ้างไม่ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.2 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทมิได้มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน แต่มีชื่อนายวิศิษฎ์ เป็นผู้ครอบครองซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 5 และข้อ 18 บัญญัติให้มิสซังถือที่ดินได้แต่เพียงในชื่อของมิสซังเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ให้มิสซังถือที่ดินแทนผู้อื่น แต่ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแทน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทจะมีชื่อนายวิศิษฏ์เป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ก็ตาม โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปที่ว่า โจทก์บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการเช่านาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 34 นั้น เห็นว่า คดีนี้คู่ความพิพาทกันในเรื่องสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทซึ่งมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทส่วนหนึ่ง และเรื่องขับไล่เพราะผิดสัญญาเช่าซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง กับคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งปนกันมาซึ่งแต่ละส่วนแยกจากกันได้ ดังนี้สิทธิที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่จึงต้องแยกพิจารณาตามส่วนดังกล่าวฎีกาของจำเลยข้อนี้อยู่ในประเด็นเรื่องขับไล่ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนดไว้เกี่ยวกับการบอกเลิกการเช่านา ประธานคณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลดอนกระเบื้องไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบเรื่องการบอกเลิกการเช่านาเพื่อให้จำเลยใช้สิทธิคัดค้าน และไม่เคยมีคำสั่งให้จำเลยออกจากที่นาแต่ประการใด โจทก์บอกเลิกการเช่านาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงเอกสารประกอบการพิจารณาต่อศาลฎีกาลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของโจทก์ และโจทก์เป็นมิสซังโรมันคาธอลิกในกรุงสยาม ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 จำกัดสิทธิในการถือครองที่ดินในราชอาณาจักรไว้ไม่เกิน 9,000 ไร่ การมีชื่อผู้อื่นถือที่ดินแทนโจทก์ตามฟ้องจึงขัดต่อกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเหตุดังกล่าวมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2549 หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงถือว่าคำร้องดังกล่าวของจำเลยเป็นเพียงคำแถลงการณ์เท่านั้นการตั้งประเด็นคดีในชั้นฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้น จำเลยจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา จะทำเป็นคำแถลงการณ์หาได้ไม่ และเอกสารที่แนบท้ายคำร้องดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นคำแถลงการณ์ที่ยื่นเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยได้อ้างและยื่นต่อศาลโดยถูกต้องตามกระบวนวิธีพิจารณาความ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 248
พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ม. 18
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายชิด โชติพนิชเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา