คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3663/2551
#413647
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มิใช่พิจารณาว่าโจทก์ต้องฟ้องคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาเสร็จเด็ดขาด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งอันสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาฐานบุกรุกของจำเลย จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2513 นายบุญสินยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ ต่อมาประมาณปี 2536 จำเลยเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยได้ไม่รับอนุญาต โจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยไม่ยินยอมจึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2544 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่ยกฟ้องเนื่องจากจำเลยขาดเจตนากระทำความผิด โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินต่อไปจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งจำเลยได้รับแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355

จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยอยู่อาศัยโดยมีบ้านเลขที่ 549 หมู่ที่ 8 ปลูกอยู่เดิมเป็นของนายสำเริงใส่ชื่อนายบุญสินไว้แทนซึ่งรวมทั้งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ด้วยต่อมานายสำเริงขายให้นายสา ปี 2522 จำเลยเช่าที่ดินและบ้านจากนายขาลบุตรของนายสาพักอาศัยและประกอบการค้าหลังจากนั้นจำเลยซื้อที่ดินและบ้านจากนายขาล ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตามฟ้อง จำเลยไม่ขอรับรองว่าตำแหน่งที่ดินถูกต้อง หรือไม่ เพราะตรวจสอบกับโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียงแล้วเลขที่ดินไม่ตรงกันและไม่ตรงกับที่ดินแปลงที่จำเลยซื้อจากนายขาล หากเป็นที่ดินแปลงเดียวกันที่ดินเป็นของนายสำเริง ใส่ชื่อนายบุญสินไว้แทนและนายสำเริงมิได้รู้เห็นการที่นายบุญสินยกที่ดินให้โจทก์ นิติกรรมยกให้ตกเป็นโมฆะ จำเลยรับโอนที่ดินต่อจากผู้รับโอนมาจากเจ้าของที่แท้จริงโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต จำเลยย่อมเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่ใช่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลขึ้นอุทธรณ์ให้จำเลย 1,560 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 40 ตารางวาเศษ ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษณ์อันเป็นที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยก่อสร้างอาคารในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 โดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 เป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษ์ โดยมีผู้ยกให้ด้วยเจตนาให้ใช้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยขาดเจตนาบุกรุกและมิใช่ผู้ปลูกสร้างอาคาร จึงพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินแปลงตามฟ้องของพนักงานอัยการตลอดมา วันที่ 3 เมษายน 2546 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษและจำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย วันที่ 25 กรกฎาคม 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้ ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อเดียวว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีอาญาแล้ว เห็นว่า คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มิใช่พิจารณาว่าโจทก์ต้องฟ้องคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาเสร็จเด็ดขาดตามที่จำเลยฎีกา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งอันสืบเนื่องมาจากกระทำความผิดอาญาฐานบุกรุกของจำเลย จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา แล้วพิพากษาคดีนี้โดยไม่สืบพยานหลักฐานของคู่ความชอบหรือไม่ เห็นว่า การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 เป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษ์ และคู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาแล้วพิพากษาคดีนี้โดยไม่สืบพยานหลักฐานของคู่ความจึงชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ตำแหน่งที่ดินระวางที่ดินยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าที่ดินแปลงที่จำเลยอาศัยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 355 ตามฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นควรสืบพยานหลักฐานให้ได้ความชัดเจนเสียก่อน เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 ศาลได้กำหนดข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียว คือ ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ไม่มีประเด็นว่าที่ดินแปลงที่จำเลยอาศัยเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 355 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ศาลกำหนดประเด็นไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอย่างไร คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นจะต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคท้าย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลกันทรลักษ์
จำเลย — นายกอง เบ้าคำ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3660/2551
#413643
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาอาจจะตกลงเงื่อนไข เงื่อนเวลา หรือขั้นตอนในการชำระหนี้กันอย่างไรก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อใดจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จกล่าวคือเมื่อคดีถึงที่สุด

โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงเงื่อนไขการชำระเงินค่าจ้างว่าความไว้เป็นส่วนๆ ว่าโจทก์ทำการงานถึงขั้นตอนใดๆ จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด หรือเมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดในขั้นต้นใด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด อันเป็นการตกลงให้ค่าจ้างตามผลแห่งการงานที่ทำ จึงต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงจ้างว่าความกันโดยคำนึงถึงผลสำเร็จของการงานที่ทำเป็นประการสำคัญ โดยไม่คำนึงว่าการงานที่ให้ทำนั้นจะสำเร็จเมื่อใด ในขั้นตอนใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำการงานโดยดำเนินคดีให้แก่จำเลยทั้งสองจนจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับคู่กรณีได้ และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมโดยไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์คดีถึงที่สุด ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ทำการงานสำเร็จตามที่ตกลงว่าจ้างกันแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ 4223/2540 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง นายสุรเทพที่ 1 นางพาณีที่ 2 โจทก์ บริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลยตกลงชำระค่าจ้างเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีเป็นเงิน 353,700 บาท ต่อมาคดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 โจทก์ได้ทวงถามค่าจ้างว่าความจากจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 406,755 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีให้ตามฟ้องจริง แต่มีข้อตกลงค่าทนายความชั้นดำเนินคดีเป็นเงิน 15,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับชำระครบถ้วนแล้วและตกลงค่าทนายความในชั้นบังคับคดีร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ได้จากการบังคับคดี ต่อมาจำเลยในคดีดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง แต่ก็ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ยอมชำระหนี้ตามสัญญา คดีดังกล่าวจึงยังไม่ถึงที่สุด และโจทก์ก็มิได้ติดตามดำเนินการบังคับคดีโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 353,700 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ต้องไม่เกิน 53,055 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความว่าความในคดีหมายเลขดำที่ 4223/2540 หมายเลขแดงที่ 4439/2541 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายสุรเทพ มานะไชยรักษ์ ที่ 1 นางพาณี ที่ 2 โจทก์ บริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด ที่ 1 นายวิรัติ ที่ 2 นายภาม ที่ 3 นางวิมาลี ที่ 4 จำเลย ซึ่งเป็นคดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินค้าและค่าจ้างจากบริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด กับพวก เป็นเงิน 2,861,362.60 บาท และเงินเพิ่มระหว่างผิดนัด 575,724.51 บาท รวมเป็นเงิน 3,537,087.11 บาท โดยตกลงค่าจ้างว่าความร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องคิดเป็นเงินจำนวน 353,700 บาท ต่อมาคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอความกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง (จำเลยทั้งสองคดีนี้) จำนวน 3,700,541 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 2,961,362 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2541 โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 150,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดีได้ทันที และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 คดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เมื่อใด เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ดังนั้นสัญญาจ้างว่าความจึงถือเอาผลสำเร็จของงานคือการดำเนินคดีหรือทำหน้าทนายความตั้งแต่ตระเตรียมคดีและว่าต่างหรือแก้ต่างในศาลไปจนคดีถึงที่สุด และการจ่ายสินจ้างตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้เพราะสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กัน ดังนั้นคู่สัญญาอาจจะตกลงเงื่อนไข เงื่อนเวลา หรือขั้นตอนในการชำระหนี้กันอย่างไรก็ได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความแจ้งชัดว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อใด จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จ กล่าวคือเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกา หรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง... เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดวันที่ 28 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ในวันที่ 28 มกราคม 2542 หาใช่นับแต่วันที่โจทก์บังคับคดีให้แก่จำเลยทั้งสองเสร็จดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์จำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระเงินค่าจ้างว่าความไว้เป็นส่วนๆ ว่าโจทก์ทำการงานถึงขั้นตอนใด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด หรือเมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดในขั้นตอนใด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด อันเป็นการตกลงให้ค่าจ้างตามผลแห่งการงานที่ทำ จึงต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงจ้างว่าความกันในคดีนี้โดยคำนึงถึงผลสำเร็จของการงานที่ทำเป็นประการสำคัญ โดยไม่คำนึงว่าการงานที่ให้ทำนั้นจะสำเร็จเมื่อใด ในขั้นตอนใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำการงานโดยดำเนินคดีนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองจนจำเลยทั้งสองทำสัญญประนีประนอมยอมความกับคู่กรณีได้ และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ทำการงานให้แก่จำเลยทั้งสองสำเร็จแล้วตามที่ตกลงว่าจ้างกัน แม้คดีดังกล่าวจะเสร็จเด็ดขาดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ในการดำเนินการเจรจาตกลงประนีประนอมยอมความและทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถความละเอียดรอบคอบและศิลปะในการเจรจาต่อรอง ทั้งปรากฏว่าโจทก์ยังเป็นผู้ตระเตรียมคดีทำคำฟ้อง และมาศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้แก่จำเลยทั้งสองจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความรวม 7 ครั้ง และบริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยอมตกลงชำระราคาค่าสินค้าและค่าจ้างแก่จำเลยทั้งสองจำนวน 2,961,362 บาท เต็มตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองฟ้องพร้อมเงินเพิ่มระหว่างผิดนัดจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความอีกจำนวน 739,179 บาท อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอย่างยิ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะลดค่าจ้างว่าความให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความเต็มตามสัญญาจำนวน 353,700 บาท แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 353,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ต้องไม่เกิน 53,055 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นายสุรเทพ มานะไชยรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3660/2551
#497049
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 จึงถือเอาผลสำเร็จของงาน คือการดำเนินคดีหรือทำหน้าที่ทนายความจนคดีถึงที่สุด และการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น คู่สัญญาอาจจะตกลงเงื่อนไข เงื่อนเวลา หรือขั้นตอนในการชำระหนี้กันอย่างไรก็ได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีประชาชน เมื่อไม่ได้ความแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงจะชำระค่าจ้างว่าความเมื่อใด จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความเมื่อโจทก์ทำงานเสร็จ คือเมื่อคดีถึงที่สุด เมื่อคดีที่จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ในวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่คดีถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง หาใช่นับแต่วันที่โจทก์บังคับคดีให้แก่จำเลยเสร็จไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 406,755 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 353,700 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ต้องไม่เกิน 53,055 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความว่าความในคดีหมายเลขดำที่ 4223/2540 หมายเลขแดงที่ 4439/2541 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายสุรเทพที่ 1 นางพาณีที่ 2 โจทก์ บริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด ที่ 1 นายวิรัติที่ 2 นายภามที่ 3 นางวิมาลีที่ 4 จำเลย ซึ่งเป็นคดีที่จำเลยทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินค้าและค่าจ้างจากบริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด กับพวก เป็นเงิน 2,961,362.60 บาท และเงินเพิ่มระหว่างผิดนัด 575,724.51 บาท รวมเป็นเงิน 3,537,087.11 บาท โดยตกลงค่าจ้างว่าความร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องคิดเป็นเงินจำนวน 353,700 บาท ต่อมาคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง (จำเลยทั้งสองคดีนี้) จำนวน 3,700,541 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 2,961,362 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2541 โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 150,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้บังคับคดีได้ทันที และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 คดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เมื่อใด เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่าอันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ดังนั้น สัญญาจ้างว่าความจึงถือเอาผลสำเร็จของงานคือการดำเนินคดีหรือทำหน้าที่ทนายความตั้งแต่ตระเตรียมคดีและว่าต่างหรือแก้ต่างในศาลไปจนคดีถึงที่สุด และการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือจ่ายสินจ้างตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้เพราะสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กัน ดังนั้น คู่สัญญาอาจจะตกลงเงื่อนไข เงื่อนเวลา หรือขั้นตอนในการชำระหนี้กันอย่างไรก็ได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อขัอเท็จจริงไม่ได้ความแจ้งชัดว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อใด จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จ กล่าวคือเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกา หรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง... เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดวันที่ 28 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ในวันที่ 28 มกราคม 2542 หาใช่นับแต่วันที่โจทก์บังคับคดีให้แก่จำเลยทั้งสองเสร็จดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระเงินค่าจ้างว่าความไว้เป็นส่วนๆ ว่าโจทก์ทำการงานถึงขั้นตอนใด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใด หรือเมื่อคดีเสร็จเด็ดขาดในขั้นตอนใด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์จำนวนเท่าใด อันเป็นการตกลงให้ค่าจ้างตามผลแห่งการงานที่ทำ จึงต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงจ้างว่าความกันในคดีนี้โดยคำนึงถึงผลสำเร็จของการงานที่ทำเป็นประการสำคัญ โดยไม่คำนึงว่าการงานที่ให้ทำนั้นจะสำเร็จเมื่อใด ในขั้นตอนใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำการงานโดยดำเนินคดีนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองจนจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับคู่กรณีได้ และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ทำการงานให้แก่จำเลยทั้งสองสำเร็จแล้วตามที่ตกลงว่าจ้างกันแม้คดีดังกล่าวจะเสร็จเด็ดขาดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ในการดำเนินการเจรจาตกลงประนีประนอมยอมความและทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบและศิลปะในการเจรจาต่อรอง ทั้งปรากฏว่าโจทก์ยังเป็นผู้ตระเตรียมคดีทำคำฟ้อง และมาศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้แก่จำเลยทั้งสองจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความรวม 7 ครั้ง และบริษัทไทยซิกา กรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยอมตกลงชำระราคาค่าสินค้าและค่าจ้างแก่จำเลยทั้งสองจำนวน 2,961,362 บาท เต็มตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองฟ้องพร้อมเงินเพิ่มระหว่างผิดนัดจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความอีกจำนวน 739,179 บาท อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองอย่างยิ่ง จึงไม่มีเหตุที่จะลดค่าจ้างว่าความให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าจ้างว่าความเต็มตามสัญญาจำนวน 353,700 บาท แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 353,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ต้องไม่เกิน 53,055 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นายสุรเทพ มานะไชยรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2551
#495537
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้ขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ดังนี้เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 แล้ว โจทก์ก็จะต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนการครอบครอง สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยมิให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 251/108 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นของจำเลย ให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็น จำเลยเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง หากโจทก์ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2515 จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ นายไพรวัลย์ นายโกสุม นางสาวโสภา และนายอาทิตย์ บุตรของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางศุภวรรณ หรืออรวรรณ ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ตามคำสั่งศาลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลย นางวิหร่า และโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามลำดับ บิดาได้เสียชีวิตไปก่อน ต่อมาปี 2490 มารดาเสียชีวิต หลังจากนั้นจำเลยครอบครองดูแลทรัพย์มรดกทั้งหมดรวมทั้งที่ดินพิพาท เมื่อปี 2498 จำเลยเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 32 ไร่ ต่อมาปี 2515 จำเลยขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ครั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2515 จำเลยแบ่งขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในราคา 2,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ส่วนโจทก์รับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท วันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาททั้งแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยมาขอปลูกบ้านอยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยและบริวารออกไป โดยได้แนบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและแผนที่สังเขปแสดงบ้านที่จำเลยปลูกอาศัยในที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องอีกด้วย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ คือการที่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ คำฟ้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอาศัยชั่วคราวอย่างไรทำการสิ่งใดในที่ดินพิพาทแค่ไหน เพียงใดและตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นอย่างไร ตามที่จำเลยฎีกาก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลืบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครบอครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่พิพาท ในปัญหาข้อนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่า ตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยและจำเลยส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยขอพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและขออนุญาตทำนาในที่ดินพิพาทโจทก์ยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทนใดและมีพยานโจทก์ปากอื่นที่เคยไปช่วยโจทก์ปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีนายบวร บุตรนางวิหร่าและนายสมศักดิ์ บุตรจำเลยเบิกความว่าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ทางที่ว่าการอำเภอบอกว่ายุ่งยากให้ทำเป็นซื้อขายโดยจำเลยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องปรับปรุงที่นาให้เป็นสวน แต่โจทก์ไม่ได้ปรับปรุงจำเลยจึงปรับปรุงเองโดยปลูกต้นมะพร้าว ต้นขนุน และขุดบ่อเลี้ยงปลา โจทก์ไม่เคยเข้ามาครองครองหรือยุ่งเกี่ยวหรือห้ามจำเลย ต่อมาที่ดินมีราคาสูงขึ้นโจทก์จึงไปขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปคัดค้าน และจำเลยมีพยานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ดินพิพาทมายืนยันว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ คำเบิกความของพยานแต่ละฝ่ายยันคำกัน แต่ฝ่ายจำเลยนำสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ นอกเหนือจากที่ต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ประกอบกับตามสำเนาบันทึกถ้อยคำจำเลย ซึ่งจำเลยไปทำคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อน ต่อมาประมาณปี 2515 จำเลยนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ ซึ่งเป็นน้องชายโดยไม่ได้กันเอาที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยออกจากที่ดินพิพาทเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นพี่น้องกันคงพูดจากันรู้เรื่อง คงจะไม่มีปัญหาอะไร จึงมิได้ติดใจคิดจะแบ่งแยกที่ดินออกจากที่ดินของโจทก์นั้น ซึ่งบันทึกดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้บันทึกถ้อยคำและจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้ถ้อยคำไว้ เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ผู้รับโอนแล้ว โดยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นพี่น้องกัน จำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้ว จำเลยขออาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทและโจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเพียงยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ โจทก์มีนายวีรพงษ์ และนายบำรุง เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน นายบำรุงเป็นผู้ออกหนังสือลงวันที่ 17 มีนาคม 2535 แจ้งจำเลยและโจทก์ให้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดในวันที่ 30 มีนาคม 2535 เพื่อทำการสอบสวนเปรียบเทียบก่อนออกโฉนดที่ดิน เมื่อถึงวันนัดโจทก์มา ส่วนจำเลยไม่มา จึงได้บันทึกถ้อยคำโจทก์ไปฝ่ายเดียว เห็นว่า นายวีรพงษ์และนายบำรุงพยานโจทก์ต่างเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวในเรื่องที่รู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อโจทก์นำรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วได้ไปโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครอง ดังนี้ เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้ว แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อปี 2532 นายอำเภอคลองใหญ่มีหนังสือให้โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่โจทก์ต้องทราบว่าจำเลยไม่เคยเสียภาษีมาก่อนและถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2532 หรือเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2533 (ที่ถูกวันที่ 25 กันยายน 2533) โจทก์ยื่นคำขอตรวจและถ่ายเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากจำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ต้องทราบการคัดค้านในวันดังกล่าวแล้วหรือโจทก์ทราบถึงการถูกแย่งการครอบครองมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2518 ที่จำเลยอนุญาตให้ทางราชการตัดถนนผ่านที่ดินพิพาท ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการอ้างเหตุหรือข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถึงแม้มีประเด็นที่อ้างเหตุนั้นก็เฉพาะในเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในตอนต้นของปัญหาข้อนี้เท่านั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ชื่อคู่ความ
นาวาตรีศรเสก การพลาเกษ โดยนางศุภาวรรณหรืออรวรรณ
โจทก์ — การพลาเกษ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นายสุข ผลาเกษ โดยนายสมศักดิ์ ผลาเกษ
นายไพรวัลย์ ผลาเกษ นายโกสุม ผลาเกษ
นางสาวโสภา ผลาเกษ และนายอาทิตย์ ผลาเกษ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631/2551
#411406
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอที่ให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอและจำหน่ายคดีแล้ว การยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอดังกล่าวจึงไม่มีผลที่จะให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพร้อมตึกแถวทั้งสี่แปลงตามโฉนดเลขที่ 4803, 73036, 73037, 73038 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสี่แปลงแทนผู้คัดค้านที่ 1 โดยปลอดภาระจำนอง และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงโดยมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านทั้งสามต่อสู้กรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาททั้งสี่คูหา เป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาตึกแถวพิพาททั้งสี่คูหารวม 6,700,000 บาท ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มจากทุนทรัพย์ดังกล่าว ผู้ร้องไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทิ้งคำร้องขอ ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2)

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้ถอนคำร้องขอขอเฉพาะที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 4803 แล้ว คงเหลือคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเพียง 3 แปลง นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 73036 ซึ่งมีราคา 1,700,000 บาท เพียงแปลงเดียว คดีของผู้ร้องมีทุนทรัพย์ที่พิพาทตามราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 73036 ดังกล่าว ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ 1,700,000 บาท นั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 4803 ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องและจำหน่ายคดีผู้ร้องแล้ว การยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 4803 จึงไม่มีผลให้จำนวนทุนทรัพย์ในคดีลดลง จึงต้องนำราคาที่ดินแปลงดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทด้วย ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 73036 จึงไม่อาจนำราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 73037 และ 73038 มารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทได้นั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 73036, 73037 และ 73038 เป็นกรรมสิทธิ์ของตน คดีจึงมีข้อโต้เถียงเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงต้องนำราคาที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินทั้งสี่แปลงจึงชอบแล้ว การที่ผู้ร้องไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้อีก ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจริยาพร สุจริตธรรม
ผู้คัดค้าน — บริษัทสุขุมวิทปาร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวีระเวช ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3624/2551
#412022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกไปโดยจำเลยไม่มีสิทธิเบิกจากทางราชการตาม พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 มาตรา 7 (1) อันเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายให้จำเลยและจำเลยก็ไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าว แต่จำเลยรับไปโดยสุจริตเข้าใจว่า ตนมีสิทธิที่จะเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยรับเงินไปจากโจทก์จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกทรัพย์คืนในฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จึงอยู่ในบังคับกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 ที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกคืนจากจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 348,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกและรับไปจากโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2534 ถึงเดือนมีนาคม 2541 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยไม่มีสิทธิเบิกจากทางราชการตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 มาตรา 7 (1) โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวและจำเลยรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 จำเลยไม่ชำระคืนแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกไปจากโจทก์โดยที่จำเลยไม่มีสิทธิเบิกได้ อันเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายให้จำเลยและจำเลยก็ไม่มีสิทธิรับเงินจำนวนดังกล่าวแต่จำเลยรับไปโดยสุจริตเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยรับเงินไปจากโจทก์จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกทรัพย์คืนในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ฉะนั้น จึงอยู่ในบังคับของกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกคืนจากจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
จำเลย — นายเกษมสุข อนุราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชลอ ยศสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3621/2551
#495536
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อน้ำที่โจทก์สูบเข้าไปในบ่อตกปลาของโจทก์เป็นน้ำที่มีสารพิษอันเนื่องจากโรงงานของจำเลยปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คูน้ำสาธารณะและเป็นเหตุให้ปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ดังกล่าวตาย การที่จำเลยไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่า น้ำจากโรงงานของจำเลยที่ระบายลงสู่ท่อน้ำทิ้งและไหลลงสู่คูน้ำสาธารณะดังกล่าวเป็นน้ำใสและปลอดจากสารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมทั้งปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ ลำพังคำเบิกความลอยๆ ปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนโดยเฉพาะพยานผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่ปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ตายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย

แม้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงความเสียหายได้แน่ชัด แต่รูปการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบแสดงความเสียหายของปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ ศาลย่อมกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,715,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 เมษายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการบ่อตกปลาน้ำจืด เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ โดยเลี้ยงปลาบึก ปลาสวาย และปลากระโห้ และยังเปิดบริการเป็นร้านขายอาหารให้ลูกค้าตกปลา จำเลยประกอบธุรกิจตั้งโรงงานผลิตอะไหล่รถจักรยานยนต์อยู่ห่างบ่อตกปลาของโจทก์ประมาณ 500 เมตร กิจการของโจทก์และจำเลยอยู่ใกล้คูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 คูน้ำดังกล่าวเชื่อมต่อกับคลองภาษีเจริญซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน โรงงานของจำเลยมีท่อระบายน้ำเสียออกจากโรงงานลงสู่คูน้ำสาธารณะดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา โจทก์สูบน้ำจากคูน้ำสาธารณะดังกล่าวเข้าไปในบ่อตกปลาเป็นเหตุให้ปลาในบ่อตายไปจำนวนมาก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุที่ปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ตายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 เป็นต้นมาโจทก์สูบน้ำจากคูน้ำเข้าไปในบ่อตกปลา วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 ได้ปล่อยปลาลงบ่อ ต่อมาได้สูบน้ำจากคูน้ำเข้าไปในบ่อตกปลาเพิ่มเติมเนื่องจากน้ำในบ่อไม่เพียงพอโดยสูบเฉพาะช่วงน้ำขึ้นในตอนเช้าและเย็น วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา โจทก์สูบน้ำจากคูน้ำเข้าไปในบ่อตกปลาอีก แล้วเห็นปลามีอาการลอยหัวเพื่อหายใจเหนือน้ำแสดงว่าอากาศไม่เพียงพอ และปลามีอาการชัก ตัวซีด กระโดดขึ้นมาตายบนบก โจทก์ใช้เครื่องตีน้ำในบ่อเพื่อเพิ่มอากาศแต่ไม่สามารถช่วยได้เป็นเหตุให้ปลาตายหมด โจทก์จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธร อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และนำน้ำจากบ่อตกปลาและน้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งของโรงงานจำเลยไปตรวจสอบ พบว่ามีสารเจือปนในน้ำเหมือนกัน ต่อมาได้นำน้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งของโรงงานจำเลยไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้รับแจ้งผลการตรวจว่ามีสารเคมีเช่นเดียวกัน นายพิษณุ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลสวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เบิกความว่า หลังจากโจทก์มาแจ้งเหตุให้พยานทราบ พยานไปดูบ่อตกปลาของโจทก์ พบว่าปลาตายจำนวนมาก โจทก์บอกว่าเนื่องจากสูบน้ำจากคูน้ำเข้ามาในบ่อ พยานจึงบอกให้ไปรองน้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งรวม 4 โรงงาน แล้วแยกใส่แต่ละถัง เมื่อปล่อยปลาลงในถังปรากฏว่าปลาในถังที่รองน้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งของโรงงานจำเลยอยู่ได้ 1 ถึง 2 นาที ก็กระโดดขึ้นมาตาย พยานจึงให้รองน้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งของโรงงานจำเลยไปตรวจ โดยพยานลงลายมือชื่อกำกับไว้ที่ขวดน้ำ นางอังสนา นักวิทยาศาสตร์ผู้ตรวจพิสูจน์น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งโรงงานจำเลยเบิกความว่า จากการตรวจสอบพบว่าน้ำมีความเป็นกรด ด่าง สารปรอท สารตะกั่ว และน้ำประสานทองเกินมาตรฐานซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้แน่นอน และสิบตำรวจโทวิวัฒน์ กับพระจิรวัฒฑโน เบิกความว่า พยานได้ไปดูบ่อตกปลาของโจทก์พบว่าปลาตายจำนวนมาก นอกจากนี้ตามรายงานการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ปรากฏว่ามีแนวท่อฝังดินจากโรงงานของจำเลยเพียงโรงงานเดียวที่ระบายน้ำสู่คูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 ตามพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักบ่งชี้ว่าน้ำที่โจทก์สูบเข้าไปในบ่อตกปลาและเป็นเหตุให้ปลาตายนั้น เป็นน้ำที่มีสารพิษอันเนื่องมาจากโรงงานของจำเลยปล่อยน้ำทิ้งลงสู่คูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โรงงานของจำเลยมีบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 บ่อ มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอย่างน้อยครึ่งปีต่อครั้ง ไม่มีสารเคมีทั้ง 4 ชนิด ตามที่โจทก์ฟ้อง โรงงานของจำเลยใช้วิธีต้มไขมันออกจากสกรูนอตและนำไปอบแห้ง น้ำที่ต้มและล้างไขมันสกรูนอตดังกล่าวเมื่อผ่านบ่อบำบัดน้ำเสียจะตกตะกอนลงข้างล่าง ส่วนน้ำที่อยู่ส่วนบนจะเป็นน้ำใส เมื่อระบายลงสู่ท่อระบายน้ำทิ้งเข้าคูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมนั้น เห็นว่า จำเลยมีเพียงนายชูศักดิ์ และนายชาญ กรรมการบริษัทจำเลยมาเบิกความลอยๆ เท่านั้น เมื่อจำเลยนำสืบรับว่ามีการระบายน้ำลงสู่ท่อระบายน้ำทิ้ง ซึ่งไหลลงสู่คูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 จริง จำเลยไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าน้ำจากโรงงานของจำเลยที่ระบายลงสู่ท่อน้ำทิ้ง และไหลลงสู่คูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 ดังกล่าวเป็นน้ำใสและปลอดจากสารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตรวมทั้งปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ด้วย ลำพังคำเบิกความลอยๆ ปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนโดยเฉพาะพยานผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังและแม้บริเวณใกล้เคียงบ่อตกปลาของโจทก์จะมีโรงงานอื่นอีกหลายโรง รวมทั้งโรงงานหล่อพระพุทธรูปอยู่บริเวณใกล้บ่อตกปลาของโจทก์ แต่ขณะเกิดเหตุโจทก์และนายพิษณุตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติจากโรงงานอื่นแต่อย่างใด คงมีแต่โรงงานของจำเลยเท่านั้นที่ปล่อยน้ำทิ้งซึ่งมีสีผิดปกติ ส่วนชุมชนใกล้เคียงก็มีประชาชนอยู่ไม่มากนัก ไม่น่าจะทิ้งของเสียมากจนถึงขนาดเป็นเหตุให้น้ำในคูน้ำสาธารณะเลียบซอยเพชรเกษม 91 เป็นพิษจนเป็นเหตุให้ปลาตายได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่ปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ตายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นควรวินิจฉัยต่อไปในประเด็นค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน ประเด็นนี้โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายเต็มตามฟ้องของโจทก์ เห็นว่า โจทก์คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ประกอบภาพถ่ายที่แสดงความเสียหายของปลาในบ่อตกปลาของโจทก์ซึ่งประมาณแล้วไม่ถึง 2,000,000 บาทเศษตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงความเสียหายได้แน่ชัด แต่จากรูปการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบมา การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท นั้น เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงค่าเสียหายเป็นอย่างอื่น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนี้ให้จำเลยใช้แทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกานั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ส่วนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบรูณ์ เตชะนิโลบล
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดแฟคตอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3614/2551
#495523
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินตามคำร้องเป็นของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ แล้วตรวจพบว่า ด. ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแถลงชื่อและที่อยู่ของทายาท ด. ซึ่งผู้ร้องได้แถลงชื่อและที่อยู่ของทายาท ด. คือ ว. บ. และผู้คัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ ว. กับ อ. ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมเท่านั้น ทำให้ผู้คัดค้านและ บ. ไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้องอันทำให้เสียสิทธิในการที่จะคัดค้าน อีกทั้งผู้คัดค้านยังได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า ในขณะผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องและไต่สวนคำร้องนั้น ว. และผู้คัดค้านมิได้อยู่บ้านแต่ไปรับจ้างทำงานอยู่ต่างจังหวัด หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องให้แก่ทายาทของ ด. กระทำโดยมิชอบทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่ให้ครบถ้วนแล้วไต่สวนและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีชื่อนายดาว และนางอิทธิ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นรับคำร้องและตรวจพบว่า นายดาวซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแถลงชื่อและที่อยู่ของทายาทนายดาว ผู้ร้องได้แถลงชื่อทายาทนายดาวคือ นายวิรัตน์ นางสาวบัญญัติ และผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องให้แก่นายวิรัตน์ และนางอิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเพิ่งทราบว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีชื่อนายดาว และนางอิทธิ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อนายดาวถึงแก่ความตาย ที่ดินในส่วนของนายดาวตกทอดแก่ทายาทของนายดาวคือ ผู้คัดค้าน นายวิรัตน์ และนางสาวบัญญัติ ในการนำส่งสำเนาคำร้องนั้น ผู้ร้องนำส่งให้แก่นายวิรัตน์ เพียงคนเดียวมิได้นำส่งให้แก่ทายาทคนอื่น ซึ่งในขณะนำส่งสำเนาคำร้องและไต่สวนคำร้องนั้นนายวิรัตน์และผู้คัดค้านมิได้อยู่บ้านเนื่องจากไปรับจ้างทำงานอยู่ต่างจังหวัด จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนและพิจารณาคดีใหม่ จึงไม่รับคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องให้แก่นายวิรัตน์ ทายาทของนายดาวเพียงคนเดียวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องแล้วตรวจพบว่านายดาวซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแถลงชื่อและที่อยู่ของทายาทนายดาว ซึ่งผู้ร้องได้แถลงชื่อของทายาทนายดาวคือ นายวิรัตน์ นางสาวบัญญัติ และผู้คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องให้แก่นายวิรัตน์ และนางอิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมเท่านั้น ทำให้ผู้คัดค้านและนางสาวบัญญัติ ซึ่งเป็นทายาทของนายดาวเช่นกันไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้องอันทำให้บุคคลดังกล่าวเสียสิทธิในการที่จะคัดค้านคำร้องของผู้ร้อง อีกทั้งผู้คัดค้านยังได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า ในขณะนำส่งสำเนาคำร้องและไต่สวนคำร้องนั้น นายวิรัตน์และผู้คัดค้านมิได้อยู่บ้านแต่ไปรับจ้างทำงานอยู่ต่างจังหวัด หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่ทายาทของนายดาวกระทำโดยมิชอบทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านของผู้ร้องก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายข้างต้นในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ เมื่อความปรากฏชัดแจ้งว่า ศาลชั้นต้นกระทำการอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอแก่นายวิรัตน์ ทายาทผู้มีชื่อในโฉนดตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2548 และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่ให้ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้คัดค้าน นายวิรัตน์ นางสาวบัญญัติ และนางอิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (1) ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวิภารัตน์ วรรณา
ผู้คัดค้าน — นางศิรินันท์ คำทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3577/2551
#420238
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยะเพศของผู้เสียหาย และใช้มือลูบคลำอวัยะเพศของผู้เสียหายหลายครั้งอันเป็นการกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิง อ. อายุ 5 ปีเศษ (เกิดวันที่ 28 พฤษภาคม 2544) ผู้เสียหาย โดยจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายหลายครั้งอันเป็นการกระทำอนาจาร โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยเพียงแต่ใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถอวัยวะเพศของผู้เสียหายและใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายหลายครั้ง แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก เท่านั้น การที่ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก เป็นการปรับบทลงโทษที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหาย และใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายหลายครั้งอันเป็นการกระทำอนาจารโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายวิเชียร ถาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3563/2551
#411408
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องมรดกซึ่งเกิดในจังหวัดปัตตานีและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิก จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 ซึ่งให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา 4 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ดะโต๊ะยุติธรรมที่นั่งพิจารณาคดีมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและให้คำวินิจฉัยชี้ขาดนั้นเป็นอันเด็ดขาดในคดีนั้น

เมื่อดะโต๊ะยุติธรรมที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดในข้อกฎหมายอิสลามแล้วว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายอิสลามและคำวินิจฉัยชี้ขาดในข้อกฎหมายอิสลามของดะโต๊ะยุติธรรมดังกล่าวเป็นอันเด็ดขาดตามมาตรา 4 วรรคสาม ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอศาลไต่สวนคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายตุแวเลาะ ขารี ผู้ตาย

ศาลประกาศนัดไต่สวนตามระเบียบแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนและดะโต๊ะยุติธรรมวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องมรดกซึ่งเกิดในจังหวัดปัตตานีและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิก จึงตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 ซึ่งให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ดะโต๊ะยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม เมื่อดะโต๊ะยุติธรรมที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดในข้อกฎหมายอิสลามแล้วว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายอิสลาม เนื่องจากผู้ตายมีทายาทอื่น ๆ ที่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกมากกว่าผู้ร้อง และทายาทอื่น ๆ ไม่ให้ความยินยอมแก่ผู้ร้องในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก คำวินิจฉัยชี้ขาดในข้อกฎหมายอิสลามของดะโต๊ะยุติธรรมเป็นอันเด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายอิสลาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางคอลีเยาะ มะลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางระวีวรรณ หงษ์ขจร โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2551
#498569
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 50 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใด หรือบุคคลใดจะต้องลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงรับรู้รายงานนั้น หรือจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารใดเพื่อรับรองการอ่านหรือการส่งเอกสารเช่นว่านั้น (2) ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าวแล้ว ลงลายมือชื่อไม่ได้ หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้ศาลทำรายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ ตามบทบัญญัติดังกล่าว การลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาเป็นการแสดงการรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ๆ การที่คู่ความไม่ลงลายมือชื่อ และศาลไม่ได้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อย่อมมีผลทำให้รายงานกระบวนพิจารณาในครั้งนั้น ๆ ใช้ไม่ได้เท่านั้น แต่ไม่ทำให้กระบวนการพิจารณาที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลโดยชอบต้องเสียไปเพราะเหตุดังกล่าว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นละเลยไม่ได้จดแจ้งเหตุที่ทนายจำเลยร่วมไม่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาจึงนับว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นเอง หาทำให้กระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นโดยชอบต้องเสียหายไปเพราะเหตุดังกล่าว อีกทั้งไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยร่วมได้โต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ทั้งหกและจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นอกจากนั้น หากทนายจำเลยร่วมเห็นว่า ทนายจำเลยร่วมไม่เคยแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วมและการที่ศาลชั้นต้นจดแจ้งรายงานกระบวนพิจารณาไม่ตรงกับความเป็นจริงอันจะถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทนายจำเลยร่วมก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างภายใน 8 วัน หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 แต่ทนายจำเลยร่วมก็หาได้กระทำไม่ กรณีจึงต้องถือว่า ทนายจำเลยร่วมแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วมแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมจึงไม่มีฐานะเป็นคู่ความในคดีอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งหกและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกัน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องสอบถามถึงความยินยอมจากจำเลยร่วม ประกอบกับการทำสัญญาประนีประนอมระหว่างโจทก์ทั้งหกและจำเลยก็มิได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิในกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยร่วมแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนนิติกรรมแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1308 ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ตามสัดส่วนในแนวเขตที่ครอบครองตามภาพจำลองรูปแผนที่ตามสิทธิของแต่ละคนแก่โจทก์ทั้งหา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการรังวัดและจดทะเบียนทำนิติกรรมแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ทั้งหกและผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมคนอื่นตามส่วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณา นายบุญสืบยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ในวันนัดพร้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ทนายโจทก์ทั้งหก ทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมมาศาล ทนายจำเลยร่วมแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยไปทำการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับโจทก์ทั้งหก เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามแผนที่เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี (สาขาบางใหญ่) ภายใน 20 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ที่ 3 ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนด้านหลังบ้านที่เป็นครัวและห้องน้ำของจำเลยที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 3 ได้ตลอดชีวิตของจำเลย โดยจำเลยจะไม่ทำการดัดแปลงและต่อเติมห้องน้ำและครัว หากจำเลยขายที่ดินแปลงของจำเลยให้แก่ผู้อื่น จำเลยยินยอมรื้อบ้านในส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 3 ทันที ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมไม่เคยแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงยังเป็นคู่ความในคดี การตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ว่า ในวันนัดพร้อมทนายจำเลยร่วมแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ทนายจำเลยร่วมไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาและศาลชั้นต้นก็มิได้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อไว้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 50 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใด หรือบุคคลใดจะต้องลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงรับรู้รายงานนั้น หรือจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารใดเพื่อรับรองการอ่านหรือการส่งเอกสารเช่นว่านั้น (2) ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าวแล้ว ลงลายมือชื่อไม่ได้ หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อให้ศาลทำรายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ ตามบทบัญญัติดังกล่าว การลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาเป็นการแสดงการรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ๆ การที่คู่ความไม่ลงลายมือชื่อ และศาลไม่ได้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อย่อมมีผลทำให้รายงานกระบวนพิจารณาในครั้งนั้น ๆ ใช้ไม่ได้เท่านั้น แต่ไม่ทำให้กระบวนการพิจารณาที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลโดยชอบต้องเสียไปเพราะเหตุดังกล่าว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นละเลยไม่ได้จดแจ้งเหตุที่ทนายจำเลยร่วมไม่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาจึงนับว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นเอง หาทำให้กระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นโดยชอบต้องเสียหายไปเพราะเหตุดังกล่าว อีกทั้งไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยร่วมได้โต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ทั้งหกและจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นอกจากนั้น หากทนายจำเลยร่วมเห็นว่าทนายจำเลยร่วมไม่เคยแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วมและการที่ศาลชั้นต้นจดแจ้งรายงานกระบวนพิจารณาไม่ตรงกับความเป็นจริงอันจะถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทนายจำเลยร่วมก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างภายใน 8 วัน หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แต่ทนายจำเลยร่วมก็หาได้กระทำไม่ กรณีจึงต้องถือว่า ทนายจำเลยร่วมแถลงขอถอนคำร้องจากการเป็นจำเลยร่วมแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมจึงไม่มีฐานะเป็นคู่ความในคดีอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งหกและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกัน ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องสอบถามถึงความยินยอมจากจำเลยร่วมประกอบกับการทำสัญญาประนีประนอมระหว่างโจทก์ทั้งหก และจำเลยก็มิได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิในกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยร่วมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี ท้วมแสง กับพวก
จำเลย — นางสาวสายสมร ท้วมแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2551
#413639
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำทางลาดในที่ดินภารยทรัพย์ของโจทก์เพราะจำเลยต้องใช้รถบรรทุกถังแก๊สเข้าไปจอดในร้านเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินภารยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 จำเลยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ ทั้งจำเลยสามารถทำทางขึ้นลงเป็นการชั่วคราวแทนการเทคอนกรีตเป็นการถาวรได้ การที่จำเลยทำทางลาดเข้ามาในที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์นำที่ดินแปลงดังกล่าวจัดทำเป็นตลาดสด แผงลอย และที่จอดรถยนต์ให้เช่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46080 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยอาคารพาณิชย์ เลขที่ 830/63 แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยเทพื้นคอนกรีตทางเข้าออกอาคารของจำเลย รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 4 ตารางเมตร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนพื้นคอนกรีตส่วนที่รุกล้ำออกให้พ้นที่ดินของโจทก์และทำที่ดินให้เป็ตามสภาพเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำและทำที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การว่า ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 830/63 ของจำเลยเป็นที่ดินและอาคารพาณิชย์ซึ่งโจทก์จัดสรรโดยโจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร มาจัดทำเป็นถนนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกซึ่งโจทก์ต้องจัดให้มีขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคแรก และข้อ 32 ที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่โจทก์จัดสรรทุกแปลงรวมทั้งที่ดินของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ไปจัดทำเป็นตลาดสด แผงลอย และที่จอดรถยนต์ให้เช่า อันเป็นเหตุให้ภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ทั้งโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำที่ดินโฉนดเลขที่ 954 จัดทำเป็นตลาดสด แผงลอย และที่จอดรถยนต์ตั้งแต่โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โจทก์ได้อุทิศที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ทั้งแปลงเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์จอดรถและผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ โดยโจทก์ไม่เคยหวงห้ามหรือสงวนสิทธิเป็นเวลาเกิน 10 ปี ที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ซึ่งเป็นทางสาธารณูปโภคตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคแรก จึงตกเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันจำเลยค้าขายแก๊ส จำเลยจำเป็นต้องนำรถบรรทุกแก๊สและถังแก๊สซึ่งเป็นวัตถุอันตรายและไวไฟเข้าเก็บไว้ในอาคารเลขที่ 830/63 และเพื่อมิให้กีดขวางการสัญจรไปมาจึงต้องเทพื้นคอนกรีตหน้าอาคารสำหรับรถบรรทุกถังแก๊สเข้าเก็บในอาคาร ซึ่งทางลาดเอียงดังกล่าวเลยจากแนวที่ดินของจำเลยเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 4 ตารางเมตร โจทก์มิได้รับความเสียหายเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 954 เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยมีสิทธิใช้ประโยชน์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหายและที่โจทก์อ้างว่าขาดรายได้จากการนำพื้นที่พิพาทให้เช่าจอดรถยนต์และแผงลอยประมาณเดือนละ 5,000 บาท นั้น ไม่เป็นความจริงเพราะพื้นที่หน้าอาคารของจำเลยนั้นมีสิทธิใช้ตามปกติอยู่แล้ว ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธินำพื้นที่ดังกล่าวให้เช่าทำแผงลอยและจอดรถยนต์ การเทพื้นของจำเลยมิได้ทำให้ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามที่โจทก์อ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนพื้นที่คอนกรีตส่วนที่รุกล้ำในที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และทำที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปสภาพเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยใช้ค่าธรรมเนีมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 954 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นถนนซึ่งโจทก์จัดสร้างขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร โจทก์นำที่ดินของโจทก์ออกให้เช่าเป็นที่จอดรถยนต์ในเวลากลางคืนและให้เช่าทำตลาดนัดในวันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 46080 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 830/63 แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว และเป็นที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จัดสรรซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ เมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยเทคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นทางลาดยื่นจากหน้าอาคารของจำเลยเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 4 ตารางเมตร ตามภาพถ่ายหมาย จ.5......

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยทำทางลาดเข้ามาในที่ดินของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์อุทิศที่ดินของโจทก์ให้เป็นทางสาธารณะจึงเป็นสาธารณประโยชน์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสองไปแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ยังนำที่ดินของโจทก์ออกใช้ทำประโยชน์เป็นที่จอดรถยนต์และทำตลาดนัด จึงยังหาได้อุทิศให้เป็นสาธาณประโยชน์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจำเป็นต้องทำทางลาดดังกล่าวเพราะจำเลยต้องใช้รถบรรทุกถังแก๊สเข้าไปจอดในร้านเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงนั้น เห็นว่า การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 จำเลยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ ทั้งจำเลยสามารถทำทางขึ้นลงเป็นการชั่วคราวแทนการเทคอนกรีตเป็นการถาวรได้ การที่จำเลยทำทางลาดเข้ามาในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนวเคหะกิจ จำกัด
จำเลย — นายสุทัศน์ ประสานบุญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2551
#417681
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา 6 วรรคสอง ได้บัญญัติให้นายทะเบียนกลางเป็นนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวภายในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่าโจทก์ได้ทำสัญญานำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารประจำทางกับ ข.ส.ม.ก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบการขนส่งผู้โดยสารตามเส้นทางต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอำนาจใด ๆ ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ หรือรับมอบอำนาจจากนายทะเบียนกลางให้ฟ้องหรือดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ ที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ และ พ.ร.บ.รถยนต์ฯ

การกระทำที่จะเป็นละเมิดและถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอื่นจะต้องเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจงใจหรือโดยประมาทเลินเล่อ และจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกกระทำ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง แต่โจทก์เป็นเพียงผู้หนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้นำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารกับ ข.ส.ม.ก. เท่านั้น สิทธิในการเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทยังคงเป็นของ ข.ส.ม.ก. และ ข.ส.ม.ก. มีสิทธิอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาร่วมเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทและยังเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้ล่วงละเมิดสิทธิดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นละเมิดก็เป็นละเมิดต่อสิทธิของ ข.ส.ม.ก. ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์ ส่วนสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญากับ ข.ส.ม.ก. อย่างไรก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ ข.ส.ม.ก. ต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พุทธศักราช 2519 มีอำนาจจัดรถยนต์โดยสารประจำทางให้บริการแก่ประชาชนตามเส้นทางต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก และมีอำนาจอนุญาตให้เอกชนนำรถยนต์โดยสารเข้าร่วมบริการรับส่งคนโดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โจทก์ได้รับอนุญาตให้นำรถยนต์โดยสารขนาดเล็กร่วมให้บริการรับจ้างรับส่งคนโดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพในเส้นทางตั้งแต่สวนลุมพินีถึงท่าพระ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้ใช้รถยนต์สี่ล้อเล็กรับส่งคนโดยสารตามถนนในซอยเฉพาะในกรุงเทพมหานครฝั่งพระนครเท่านั้น นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง จำเลยนำรถยนต์สี่ล้อเล็กหรือยอมให้หรือยุยงส่งเสริมให้สมาชิกนำรถยนต์สี่ล้อเล็กที่มีตราของจำเลยวิ่งรับส่งคนโดยสารและเก็บค่าโดยสารบนเส้นทางเดินรถที่โจทก์มีสิทธิใช้ตามสัญญา มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 22 และมาตรา 23 ขอให้บังคับโดยห้ามจำเลยใช้ จ้างวาน ยุยง ส่งเสริม และมิให้นำรถยนต์ที่มีตราของจำเลยวิ่งทับเส้นทางเดินรถของโจทก์ตามแผนที่เส้นทางเดินรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก

จำเลยให้การว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาหรืออนุญาตให้ผู้ใดนำรถยนต์เข้าร่วมเดินรถขับส่งคนโดยสาร โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถยนต์โดยสารเข้าร่วมบริการเดินรถกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น โจทก์จึงมิใช่เจ้าของเส้นทางเดินรถ จำเลยไม่เคยนำรถยนต์สี่ล้อเล็กหรือยอมให้หรือยุยงส่งเสริมให้สมาชิกนำรถยนต์สี่ล้อเล็กที่มีตราสหกรณ์วิ่งรับส่งคนโดยสารและเก็บค่าโดยสารในเส้นทางตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยนำรถยนต์โดยสารสี่ล้อเล็กที่มีตราสหกรณ์จำเลยคันหมายเลขทะเบียนใดรับส่งคนโดยสารบนเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาตและรับส่งคนโดยสารในช่วงวันที่และเวลาใด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง ได้บัญญัติให้นายทะเบียนกลางเป็นนายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวภายในเขตกรุงเทพมหานครดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า โจทก์ได้ทำสัญญานำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารประจำทางกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบการขนส่งผู้โดยสารตามเส้นทางต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอำนาจใด ๆ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก หรือรับมอบอำนาจจากนายทะเบียนกลางให้ฟ้องหรือดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกและพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้จากการเดินรถนั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นละเมิดและถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอื่นจะต้องเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจงใจหรือโดยประมาทเลินเล่อและจากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกกระทำ ดังนั้นแม้จะได้ความว่าจำเลยได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง แต่โจทก์เป็นเพียงผู้หนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้นำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าร่วมเดินรถโดยสารกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเท่านั้น สิทธิในการเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทยังคงเป็นขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพย่อมเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาร่วมเดินรถโดยสารในเส้นทางพิพาทด้วยและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่อผู้ล่วงละเมิดสิทธิดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นละเมิดก็เป็นละเมิดต่อสิทธิขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์ ส่วนสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามสัญญากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพอย่างไรก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 6 วรรคสอง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอังคณา ศรีชลาทิพย์
จำเลย — สหกรณ์สยามสี่ล้อเล็ก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3545/2551
#417611
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่ปรากฏว่าองค์คณะของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ทำคำพิพากษาครั้งหลังมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3), 30 เนื่องจากคดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำพยานเข้าสืบจนเสร็จการพิจารณาแล้ว แต่องค์คณะผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาครั้งหลังเป็นคนละองค์คณะกันกับครั้งแรก ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ จึงเป็นการทำคำพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่วนที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังว่า ศาลชั้นต้นเลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาใหม่ โดยมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นในขณะนั้น กับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่า ผู้พิพากษาทั้งสองคนนั้นเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้มาแต่ต้น อันจะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาในครั้งหลังได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีคำสั่งระงับการทำไม้ป่าชายเลนก่อนอายุสัมปทานของโจทก์สิ้นสุด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินชดเชยความเสียหายจำนวน 965,000 บาท และเงินประกันจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถึงจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในสำนวนยังปรากฏว่าองค์คณะของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ทำคำพิพากษาครั้งหลังฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3), 30 เนื่องจากคดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำพยานเข้าสืบจนเสร็จการพิจารณาแล้ว แต่องค์คณะผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาครั้งหลังเป็นคนละองค์คณะกันกับครั้งแรก ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ จึงเป็นการทำคำพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่วนที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 กันยายน 2549 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังว่า ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาใหม่ โดยมีนายกฤษฏิ์พงศ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นในขณะนั้น กับนายภัทรภณผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ก็ถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาทั้งสองคนนั้นเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้มาแต่ต้น อันจะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาในครั้งหลังได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อนี้อีกด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 29 (3) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัฐการ ไตรรัตนากร
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ชาลี ทัพภวิมล
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2551
#413200
เปิดฉบับเต็ม

ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามมาตรา 5 ที่ต้องอยู่ในบังคับตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย เมื่อใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งสอง โจทก์ย่อมไม่สามารถทราบเหตุผลในการประเมินและคำชี้ขาดได้ รายละเอียดในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้จำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีและค่าภาษีที่โจทก์ต้องเสีย โจทก์ย่อมทราบเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น แต่ไม่อาจทราบเหตุผลในการประเมินและคำชี้ขาด ดังนั้นใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยประเมินค่ารายปีอาคารโรงเรือนของโจทก์ประจำปีภาษี 2548 เป็นเงิน 585,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 73,125 บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปเป็นเงิน 347,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนค่าภาษีให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากร พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 2 เลขที่ 90 ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2548 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 4 ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2548 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีจำนวน 220,185 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์ประจำปีภาษี 2548 ชอบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และใบแจ้งคำชี้ขาดเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลและมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีอากร ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามมาตรา 5 ที่ต้องอยู่ในบังคับตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย คือ จะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่ากรณีของจำเลยทั้งสองเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ต้องระบุเหตุผลไว้ เพราะตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของโรงเรือนและที่ดินต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แสดงรายการทรัพย์สินต่างๆ ระบุถึงลักษณะขนาด ประโยชน์ใช้สอยโรงเรือนและที่ดิน และประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้น อันเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของโรงเรือนและที่ดินกรู้ดีอยู่แล้วต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีรายการเกี่ยวกับคำชี้แจงตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดไว้ครบถ้วนและชัดแจ้ง การประเมินภาษีตามใบแจ้งรายการประเมินและและใบแจ้งคำชี้ขาดก็เป็นคำสั่งอันสืบเนื่องมา แต่แบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นเอง เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้วย่อมสมบูรณ์ประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ และข้อกฎหมายที่อ้างอิงชัดแจ้ง ซึ่งโจทก์สามารถเข้าใจคำสั่งดังกล่าวได้เป็นอย่างดีจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโต้แย้งการประเมินนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 จะกำหนดให้ผู้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องกรอกรายการในแบบพิมพ์ซึ่งแสดงรายการทรัพย์สินต่างๆ ที่ระบุถึงลักษณะ ขนาด ประโยชน์ใช้สอยโรงเรือนและที่ดิน และประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้น ตามความเป็นจริงตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วนและรับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้จำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีแห่งทรัพย์สินและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องเสีย และโจทก์ย่อมทราบเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น เมื่อใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่เป็นเหตุผลอื่นประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งสอง ย่อมไม่สามารถทราบเหตุผลในการประเมินและคำชี้ขาดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งรายการประเมินและให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีจำนวน 147,060 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 20 ม. 24
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีสุรีย์ จำกัด
จำเลย — สิบตำรวจตรีสินชัย ขวัญเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2551
#497046
เปิดฉบับเต็ม

ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลและมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างหน่วยงานราชการกับโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 ที่ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อใบแจ้งรายการประเมินระบุแต่เพียงการแจ้งรายการทรัพย์สิน เลขสำมะโนครัว ตำบลหรือถนน ค่ารายปี ค่าภาษี และกำหนดระยะเวลาชำระเงิน ส่วนใบแจ้งคำชี้ขาดระบุแต่เพียงการแจ้งรายการทรัพย์สิน เลขสำมะโนครัว ตำบลหรือถนน อำเภอ และชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีเท่านั้น ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด

แม้ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 20 จะกำหนดให้ผู้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องกรอกรายการในแบบพิมพ์ซึ่งแสดงทรัพย์สินต่างๆ ที่ระบุถึงลักษณะ ขนาด ประโยชน์ใช้สอยโรงเรือนและที่ดิน และประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้นตามความเป็นจริงตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบแจ้งรายการก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินกำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีแห่งทรัพย์สินและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องเสีย โจทก์ย่อมทราบเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น เมื่อใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่ชอบตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 โจทก์ย่อมไม่สามารถทราบเหตุผลในการประเมินและคำชี้ขาดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครองฯ มาตรา 37 วรรคสาม (2) นั้น ชอบแล้ว

การกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งรายการประเมินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป ส่วนกระบวนพิจารณาในชั้นพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ย่อมเสียไปทั้งหมด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน และให้คืนเงินภาษีเกินกว่าที่โจทก์มีคำขอจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยประเมินค่ารายปีอาคารโรงเรือนของโจทก์ประจำปีภาษี 2548 เป็นเงิน 585,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 73,125 บาทและให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปเป็นเงิน 147,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนค่าภาษีให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ที่กำหนดให้คำสั่งทางปกครองต้องมีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิงนั้นใช้บังคับกับคำสั่งทางปกครองทั่วไปแต่สำหรับคำสั่งให้เสียภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของโรงเรือนและที่ดินต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยแบบดังกล่าวมีรายการทรัพย์สินอันเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของโรงเรือนและที่ดินทราบอยู่แล้ว อีกทั้งมีรายการเกี่ยวกับคำชี้แจงตามที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ได้กำหนดไว้ครบถ้วนและชัดแจ้ง ส่วนคำชี้ขาดเป็นคำสั่งอันสืบเนื่องมาจากแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินและใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้วย่อมประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและข้อกฎหมายที่อ้างอิงชัดแจ้งเป็นที่รู้กันอยู่การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ต้องคืนเงินค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และคำชี้ขาดให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีจำนวน 220,185 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดหากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์ประจำปีภาษี 2548 ชอบตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และใบแจ้งคำชี้ขาดเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลและมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีอากรใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาด จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายในคำนิยามมาตรา 5 ที่ต้องอยู่ในบังคับตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย เมื่อพิเคราะห์ใบแจ้งรายการประเมินระบุแต่เพียงการแจ้งรายการทรัพย์สิน เลขสำมะโนครัว ตำบลหรือถนน ค่ารายปี ค่าภาษีและให้นำเงินไปชำระต่อจำเลยที่ 2 ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการนี้ ถ้ามิได้ชำระตามกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 43 หากผู้รับประเมินไม่พอใจในการประเมิน ให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง ส่วนใบแจ้งคำชี้ขาดระบุแต่เพียงการแจ้งรายการทรัพย์สิน เลขสำมะโนครัว ตำบลหรือถนน อำเภอ และชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีเท่านั้น จะเห็นได้ว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ จึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่ากรณีของจำเลยทั้งสองเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ต้องระบุเหตุผลไว้ เพราะตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของโรงเรือนและที่ดินต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แสดงรายการทรัพย์สินต่างๆ ระบุถึงลักษณะ ขนาด ประโยชน์ใช้สอยโรงเรือนและที่ดิน และประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้นอันเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของโรงเรือนและที่ดินรู้ดีอยู่แล้วต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีรายการเกี่ยวกับคำชี้แจงตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดไว้ครบถ้วนและชัดแจ้ง การประเมินภาษีตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดก็เป็นคำสั่งอันสืบเนื่องมาแต่แบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นเอง เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้วย่อมสมบูรณ์ประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ และข้อกฎหมายที่อ้างอิงชัดแจ้ง ซึ่งโจทก์สามารถเข้าใจคำสั่งดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโต้แย้งการประเมินนั้น เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 จะกำหนดให้ผู้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องกรอกรายการในแบบพิมพ์ซึ่งแสดงทรัพย์สินต่างๆ ที่ระบุถึงลักษณะ ขนาด ประโยชน์ใช้สอยโรงเรือนและที่ดิน และประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้นตามความเป็นจริงตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วนและรับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบแจ้งรายการพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้จำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีแห่งทรัพย์สินและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องเสีย และโจทก์ย่อมทราบเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น เมื่อใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งสอง โจทก์ย่อมไม่สามารถทราบเหตุผลในการประเมินและคำชี้ขาดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชอบหรือไม่ แต่เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งรายการประเมินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยจำเลยที่ 2 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป ส่วนกระบวนพิจารณาในชั้นพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่ย่อมเสียไปทั้งหมด การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และให้คืนเงินภาษีจำนวน 220,185 บาท เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอ จึงไม่ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งรายการประเมิน และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีจำนวน 147,060 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 20 ม. 24 ม. 30
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีสุรีย์ จำกัด
จำเลย — สิบตำรวจตรีสินชัย ขวัญเขียว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3519/2551
#413500
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการขยายระยะเวลาให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปเกินกว่ากำหนดเวลา 2 เดือน จะมีได้ก็แต่กรณีที่เจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร

ผู้ร้องเป็นนิตบุคคลไทยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรตั้งแต่มีการฟ้องคดีตลอดมาจนถึงวันที่มีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้มิใช่เจ้าหนี้จำพวกอยู่นอกราชอาณาจักร จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายระยะเวลายื่นคำรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินรวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำนวน 18,379,982.68 บาท ผู้ร้องตรวจสอบข้อมูลทางระบบอินเตอร์เน็ต กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 พบว่านายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลและเลิกกันโดยผลของกฎหมาย เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสถานะเป็นนิติบุคคลเสียก่อนจึงจะฟ้องบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ผู้ร้องยื่นคำขอคัดหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 ผู้ร้องไปติดตามสำนวนที่กรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 พบว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 การตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องเพิ่งทราบจากหนังสือรับรองเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2546 ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดได้ และถือว่ามีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมทั้งยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากล่วงเลยระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของผู้คัดค้านไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุผลในคำร้องของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรตามกฎหมาย เป็นพฤติการณ์พิเศษ และเหตุสุดวิสัย หรือไม่ อย่างไร การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้และการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องชอบด้วยเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านแล้วมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ข้ออ้างของผู้ร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรือพฤติการณ์พิเศษ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันประกาศโฆษณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 และยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านในวันเดียวกัน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุที่ผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ผู้ร้องตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าตรวจสอบเกี่ยวกับสถานะต่างๆ ของนิติบุคคลที่ได้ยื่นจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ พบว่านายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลและเลิกกันโดยผลของกฎหมาย ผู้ร้องและเจ้าหนี้ทั่วไปจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนสถานะเป็นนิติบุคคลเสียก่อน จึงจะฟ้องบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ในวันตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตดังกล่าวยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด วันที่ 6 มิถุนายน 2546 ผู้ร้องไปขอคัดหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปยื่นคำร้องต่อศาล จึงทราบจากหนังสือรับรองว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 ครั้นไปติดตามสำนวนที่กรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จึงพบว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดได้ เห็นว่า กำหนดเวลายื่นคำรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าหนี้อื่นๆ ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 กรณีเจ้าหนี้อยู่ในราชอาณาจักรต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกิน 2 เดือน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการขยายระยะเวลาให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปเกินกว่ากำหนดเวลา 2 เดือน จะมีได้ก็แต่กรณีที่เจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร คดีนี้ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลไทยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรตั้งแต่มีการฟ้องคดีตลอดมาจนถึงวันที่มีคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ มิใช่เจ้าหนี้จำพวกอยู่นอกราชอาณาจักรข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ผู้ร้องยกมาให้ฎีกาถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยดังที่ผู้ร้องฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
บริษัทปิโตรเอเซียอินเตอร์เนชั่นแนล
ผู้ร้อง — คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทบ้านฉาง กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัดฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514/2551
#418540
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ม. เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของลูกหนี้ซึ่งลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายเงินให้แก่ ว. โดยลูกหนี้สัญญากับธนาคาร ม. ว่าจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ธนาคาร ม. ต่อมาธนาคาร ม. ได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ ว. หลังจากนั้นธนาคาร ม. และลูกหนี้ได้ตกลงกันให้ธนาคารเจ้าหนี้เข้ามารับผิดชอบชำระหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแทนลูกหนี้ โดยออกบัตรเงินฝากให้แก่ธนาคาร ม. เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลให้มูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง ธนาคาร ม. ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว เจ้าหนี้ในฐานะเป็นผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคาร ม. จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยอาศัยมูลหนี้ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนทรัพย์คาเธย์ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 33,830,264.12 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายที่ 33 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ระงับไปแล้วตามเงื่อนไขการเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นบัตรเงินฝากโครงการ คปต.จ.42 เจ้าหนี้มิได้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 ลูกหนี้ทำสัญญารับรองความเสียหายในการรับรองและ/หรืออาวัลตั๋วเงินกับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 30,000,000 บาท โดยยินยอมรับผิดชอบในหนี้ที่มีอยู่แล้วหรือต่อไปในภายหน้ากับยอมชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 ลูกหนี้ขอให้ธนาคารดังกล่าวอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของลูกหนี้เลขที่ ซีเอฟ 0065153 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 ซึ่งลูกหนี้สัญญาจะจ่ายเงิน 20,150,481.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี แก่นายวิบูลย์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2540 โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ธนาคารดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ครั้นถึงกำหนดชำระเงินลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเนื่องจากประสบปัญหาการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน และถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการ ธนาคารดังกล่าวชำระเงินตามตั๋วพร้อมดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ให้แก่นายวิบูลย์เป็นเงิน 20,668,542.24 บาท และได้เข้าร่วมโครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้บริษัทเงินทุน 42 บริษัทที่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไม่ได้รับความเห็นชอบ (คปต.จ.) โดยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2541 ลูกหนี้ขอให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกบัตรเงินฝากชนิดระบุชื่อผู้ทรงให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 20,150,481.64 บาท ระยะเวลาการฝาก 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ มีการทำหนังสือสัญญาการโอนสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อแรกมีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า แม้หนี้ตามมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจะเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากธนาคารกรุงไทย แต่เจ้าหนี้ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนเนื่องจากเป็นบัตรเงินฝากชนิดจ่ายคืนในอีก 5 ปี เป็นหนี้ที่มีเงื่อนเวลาการชำระหนี้และยังไม่ถึงกำหนดชำระ จึงเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เห็นว่า ในการเข้าร่วมโครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้ดังกล่าว ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทำคำขอเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีข้อความตอนหนึ่งว่า ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าหนี้ของลูกหนี้ประสงค์จะขอเปลี่ยนหนี้ประเภทหนี้อาวัล จำนวนเงิน 20,150,481.64 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 7 ตุลาคม 2540 โดยตกลงสละสิทธิเรียกร้องและ/หรือหนี้อื่นใดทั้งปวงที่มีอยู่หรือค้างชำระอยู่ก่อนวันทำหนังสือ และขอให้เปลี่ยนหนี้ดังกล่าวทั้งหมดเป็นบัตรเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุชื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทรง มีจำนวนเงิน ระยะเวลาการฝาก อัตราดอกเบี้ย ตามหลักเกณฑ์การรับและเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้ บริษัทเงินทุนที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศกำหนด และให้ถือว่าการที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้ตามบัตรเงินฝากเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้น กับมีสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ซีเอฟ 0065153 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 ที่ลูกหนี้ออกให้แก่นายวิบูลย์อยู่ท้ายคำขอสำหรับขอของลูกหนี้ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 ที่ขอให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกบัตรเงินฝากให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในสำเนาคำขอข้อ 2 มีข้อความว่า ลูกหนี้ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามบัตรเงินฝากดังกล่าวให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินมีจำนวนเงินและเงื่อนไขเดียวกับบัตรเงินฝาก กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยมีสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ซีเอฟ 0067769 ที่ลูกหนี้สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 20,150,481.64 บาท แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระยะเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี อยู่ด้วย ดังนี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และลูกหนี้ได้ตกลงกันให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามารับผิดชอบชำระหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินแทนลูกหนี้ เป็นการทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่มีผลให้มูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของลูกหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว เจ้าหนี้ในฐานะเป็นผู้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยอาศัยมูลหนี้ดังกล่าวเช่นเดียวกัน กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้ออื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
นางกฤษณา อุไรเวโรจนากร ผู้ชำระบัญชี ร้องขอ
ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธย์ไฟแนนซ์
ผู้ชำระบัญชี — จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3513/2551
#417810
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัท ร. มีข้อตกลงผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมิได้ตกลงด้วยหรือให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง แม้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระบุว่า ภาระหนี้และสิทธิประโยชน์ในมูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้ทุกรายกับบริษัท ร. ยังไม่ระงับสิ้นไป หากบริษัท ร. ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ทุกรายมีอำนาจนำมูลหนี้เดิมไปฟ้องร้องได้ แต่ลูกหนี้มิได้ร่วมตกลงหรือเป็นคู่สัญญาด้วยจึงไม่อาจใช้บังคับแก่ลูกหนี้ได้ เมื่อลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้วเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันรวมเป็นเงิน 394,553,342.82 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายที่ 12 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วแลกเงิน 179,284,873.09 บาท ส่วนมูลหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เนื่องจากลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิด เห็นควรอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 179,284,873.09 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ต่อเมื่อได้แบ่งเงินให้เจ้าหนี้รายที่ยังไม่เคยได้รับส่วนแบ่งจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ปรส. จนมีอัตราเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่เคยได้รับส่วนแบ่งจาก ปรส. ไปแล้ว ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์เฉพาะมูลหนี้อันดับที่ 1 ถึงที่ 12 (มูลหนี้ตั๋วแลกเงิน) ตามคำร้องลงวันที่ 21 เมษายน 2549 เอกสารในสำนวนอันดับที่ 14

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับสำเนาคำร้องขอถอนอุทธรณ์แล้วไม่คัดค้านภายในกำหนดถือว่าไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้เจ้าหนี้ถอนอุทธรณ์ได้ตามขอ สำหรับมูลหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด (เดิมชื่อบริษัทซันรูทโฮเต็ล จำกัด) ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่อวิเทศธนกิจ ฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2538 จำนวน 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยลูกหนี้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวไว้แก่เจ้าหนี้เป็นเงิน 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินและดอกเบี้ยผิดนัดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกสารอันดับที่ 14 ครบกำหนดชำระหนี้บริษัทดังกล่าวผิดนัด เจ้าหนี้มีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 แจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2544 บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้มีข้อตกลงให้บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ชำระหนี้ได้ภายในกำหนด 14 ปี มีระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ 4 ปี นับจากเดือนมิถุนายน 2544 เป็นต้นไป ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ข้อ 3.2.1 และ 3.2.4 (ค) โดยลูกหนี้มิได้ร่วมลงนาม ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ทำไว้แก่เจ้าหนี้มีข้อความในข้อ 5. ว่า "ถ้าธนาคารแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาใด ๆ ในสัญญากู้เงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสัญญาอันเกี่ยวกับระยะเวลาชำระหนี้ ธนาคารต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ค้ำประกันก่อน มิฉะนั้น ผู้ค้ำประกันจะเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดตามสัญญาฉบับนี้ทันที" เมื่อสัญญาให้สินเชื่อเอกสารในสำนวนคำขอรับชำระหนี้อันดับที่ 38/8 ซึ่งในข้อ 4.3.1 ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้วว่าบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ต้องชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 7 ปี นับแต่วันเบิกเงินกู้ ดังนั้น การที่เจ้าหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยมีข้อตกลงให้บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ชำระหนี้ได้ภายในกำหนด 14 ปี ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการแก้ไขข้อสัญญาเกี่ยวกับระยะเวลาชำระหนี้และเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด จึงต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามที่กำหนดไว้ข้างต้น แม้จะได้ความตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่าขณะทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ได้ทำหนังสือถึงเจ้าหนี้ขอยกเว้นการนำส่งหนังสือให้ความยินยอมของลูกหนี้ผู้ค้ำประกันเนื่องจากลูกหนี้ถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการ อยู่ในความควบคุมของ ปรส. ภาระหน้าที่ทั้งหลายของลูกหนี้จึงเป็นของ ปรส. ทั้งเจ้าหนี้ก็ได้มีหนังสือแจ้งให้ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทราบถึงสาเหตุที่ลูกหนี้ผู้ค้ำประกันไม่สามารถลงนามในหนังสือให้ความยินยอมดังกล่าวได้และที่ประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีมติให้หนังสือสัญญาค้ำประกันของลูกหนี้ยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายก็ตามแต่ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัดและเจ้าหนี้ได้ขอให้ ปรส. ให้ความยินยอมแทนลูกหนี้หรืออนุญาตให้ลูกหนี้ลงนามในหนังสือให้ความยินยอมในการที่บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้แต่อย่างใด ทั้ง ปรส. ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เพื่อดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม 2540 หรือชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ (ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 มาตรา 21 และมาตรา 30) เจ้าหนี้เองก็ไม่มีหลักฐานการให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรของ ปรส. มาแสดง ประกอบกับลูกหนี้ถูกผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ล้มละลาย กรณีน่าเชื่อว่า ปรส. ไม่ได้ให้ความยินยอมเนื่องจากเห็นว่าลูกหนี้ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้นั่นเอง ที่เจ้าหนี้อ้างในอุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังข้อชี้แจงของตัวแทนบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้เรียกเจ้าหนี้เข้าชี้แจงและให้การเพิ่มเติมนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า บริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ยื่นคำร้องลงวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่าลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายนัดนายอาคมผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ให้นำพยานหลักฐานไปให้สอบสวนนายอาคมไปให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 24 กันยายน 2546 โดยไม่ได้เสนอพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมแต่อย่างใด หาใช่ไม่ได้เรียกเจ้าหนี้เข้าชี้แจงดังเจ้าหนี้อ้างไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด มีข้อตกลงผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมิได้ตกลงด้วยหรือให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง ที่เจ้าหนี้อ้างในอุทธรณ์ทำนองว่า ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด กับเจ้าหนี้ข้อ 3 ระบุว่า ภาระหนี้และสิทธิประโยชน์ในมูลหนี้เดิมระหว่างเจ้าหนี้ทุกรายกับบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ยังไม่ระงับสิ้นไป หากบริษัทโรงแรมกรุงเทพ 2000 จำกัด ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เจ้าหนี้ทุกราย (รวมทั้งเจ้าหนี้นี้) มีอำนาจนำมูลหนี้เดิมไปฟ้องร้องได้ลูกหนี้จึงยังต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวลูกหนี้มิได้ร่วมตกลงหรือเป็นคู่สัญญาด้วยจึงไม่อาจใช้บังคับแก่ลูกหนี้ได้ ลูกหนี้จึงหาต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ดังที่เจ้าหนี้อ้างไม่ เมื่อลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 700
ชื่อคู่ความ
นายชูศักดิ์ ทรงเงินดี ผู้ชำระบัญชีร้องขอ
ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์
ผู้ร้อง — (1991) จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2551
#417610
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันและไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ล้วนมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวทั้งหมด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือคนใดคนหนึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนความเสียหายโดยจะแบ่งความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 761,187.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 212,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (10 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน จำนวน 312,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระต้นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก - 2599 ยะลา ไปตามถนนติวานนท์มุ่งหน้าไปทางสี่แยกแคลาย เมื่อถึงสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชลล์ก่อนถึงสี่แยกแคลายประมาณ 300 เมตร มีจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 กรุงเทพมหานครและจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ก - 1341 กรุงเทพมหานครสวนทางมาและรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เสียหลักแล่นเข้าไปในช่องเดินรถที่สวนมาและชนรถยนต์ที่โจทก์ขับได้รับความเสียหาย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 13/2542 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ในข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 กรุงเทพมหานคร คุ้มครองตั้งแต่วันที่เท่าใดสิ้นสุดวันที่เท่าใดและรับผิดอย่างไรนั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายมาแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว จำเลยที่ 3 ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแก่บุคคลที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดและเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ความเสียหายในคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้เพียงว่า ตามเงื่อนไขของสัญญากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 จะรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมาย และไม่เกินจำนวนเงิน 250,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเกินจำนวนเงิน 250,000 บาท เท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ดังนี้แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดดังกล่าวและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าวโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยที่ 3 รับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นแล้วและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นในอายุสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 อ - 4789 จากจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าว จำเลยที่ 3 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายร่วมกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดคนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยที่ 1 รับผิดกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 3 ซึ่งเข้ารับผิดแทนจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายกึ่งหนึ่งเช่นกันนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันและไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ล้วนมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวทั้งหมด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือคนใดคนหนึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวนความเสียหายโดยจะแบ่งความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดดังกล่าว เช่นกัน จำเลยที่ 3 จะแบ่งความรับผิดต่อโจทก์ดังจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินไม่เกิน 250,000 บาท รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้คิดเฉพาะค่าสินไหมทดแทนเท่านั้นที่ต้องไม่เกินไปกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมศาลเป็นเรื่องของคู่ความในคดีที่จะต้องรับผิดในการสู้ความหรือดำเนินคดีของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นความรับผิดต่างหากจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ แต่จำกัดความรับผิดไว้สำหรับต้นเงินเพียง 250,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระต้นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น จึงยังไม่ชัดเจนศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 312,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มกราคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 155
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 420 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลรัตน์ รตานนท์
จำเลย — นายจิรันดร์ บุญรุ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ