คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2551
#411326
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จะร้องขอให้ยกเลิกการขายที่ดินพิพาท และให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้คัดค้านการขายทอดตลาดมาโดยตลอด ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถพัฒนาที่ดินพิพาทเพื่อขายในทางธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขายไปจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีที่จำเลยที่ 2 ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีหาได้ไม่ เพราะข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องมิได้เป็นข้อกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามแบ่งที่ดินตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสามครอบครอง ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามนำที่ดินโฉนดเลขที่ 5519, 5520 และ 5523 ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกขายทอดตลาดเพื่อแบ่งเงินกัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่บริษัทคอมพาน่าพาร์ควิวส์ จำกัด ผู้ร้องในราคา 183,000,000 บาท ตามรายงานการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 2 ร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว แต่หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีกลับยกเลิกการขายทอดตลาดเพราะผู้ร้องไม่นำเงินค่าที่ดินอีก 173,850,000 บาท มาชำระภายในกำหนดเวลาทั้งที่ทราบคำสั่งแล้ว และประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งสามแปลงใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งให้ผู้ร้องนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระจำเลยที่ 2 คัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกเลิกประกาศขายทอดตลาดใหม่และกำหนดเวลาให้ผู้ร้องชำระราคา ศาลชั้นต้นยกคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องบอกกล่าวเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี อ้างว่าการคัดค้านของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องได้ตามสัญญา ทำให้ผู้ร้องขาดประโยชน์ที่พึงมีพึงได้จากการนำที่ดินไปพัฒนา และร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับคำบอกกล่าวเลิกสัญญา ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่ผู้ร้องเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี มิใช่ความผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นายศิริ สามีของโจทก์ที่ 3 กับนายโสภณ นางเกศนี นางสาวลักขณา นางดวงดาว และนางชลลดา ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะขอให้ยกเลิกการขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลง และให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการฝ่าฝืนนั้น อาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะเสียก็ได้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และวรรคสามบัญญัติไว้ แต่ตามกรณีคำร้องของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีเนื้อที่จำนวนมากถึง 296 ไร่เศษ เป็นเงินจำนวน 183,000,000 บาท เพื่อดำเนินการพัฒนาขายในทางธุรกิจ มิใช่เป็นการซื้อไปเพื่อการอยู่อาศัย และการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยการชำระหนี้ภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่ง ซึ่งแม้จะมิได้กำหนดไว้แน่นอน ก็ย่อมถือได้ว่าได้กำหนดไว้โดยปริยายว่า ภายในกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดเท่านั้น หาใช่ต้องผูกพันไปจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีที่จำเลยที่ 2 ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดจะถึงที่สุดซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปีไม่ เพราะจะเป็นการเสียหายต่อเศรษฐกิจ และมิใช่เจตนาของผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สัญญา ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้คัดค้านการขายทอดตลาดมาโดยตลอด ทำให้แผนในการพัฒนาการลงทุนของผู้ร้องต้องขยายออกไป เป้าหมายตามแผนที่วางไว้ต้องเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำมากเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศได้ชะลอตัวลง ทำให้ภาวะล้นตลาดในอสังหาริมทรัพย์มีความรุนแรงขึ้น ประชาชนขาดความมั่นใจในภาวะการเงิน ความมั่นคงของสถาบันการเงิน ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ หากผู้ร้องต้องรอคอยในการที่จะพัฒนาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่ได้จากการขายทอดตลาด เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่อาจทำได้และไม่เกิดผลให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถชำระหนี้โดยการโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่ผู้ร้องภายในเวลาอันสมควร ผู้ร้องจึงขอให้ยกเลิกการขายและให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งมิได้เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันหากการเนิ่นช้านั้นทำให้ที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงขึ้น ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องซึ่งเพียงแต่วางมัดจำไว้เท่านั้น โดยยังไม่ต้องชำระราคาทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของการเสี่ยงในทางการค้า อีกทั้งหากผู้ร้องเห็นว่า บุคคลใดมีเจตนาไม่สุจริตจงใจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็ชอบที่จะว่ากล่าวเรียกร้องเอาแก่บุคคลนั้นได้ ด้วยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก วิจิตรโสภณ กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทคอมพาน่า พาร์ควิวส์ จำกัด
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
จำเลย — นทีทอง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายประณต วราดิเรก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2551
#413202
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 719 วรรคสอง ให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วยจะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2540 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (19 เมษายน 2542) ต้องไม่เกิน 936,164 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44023 ตำบลอรุณอมริมทร์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 ซึ่งปลูกสร้างบนทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกปลูกสร้างขึ้นภายหลังจากมีการจำนองที่ดินโดยในการจำนองที่ดินไม่ได้ระบุให้ครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จะมีขึ้นในภายหน้า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 จึงไม่ใช่ทรัพย์จำนองและไม่ใช่ทรัพย์อันต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและหมายบังคับคดี การบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้นและงดการบังคับคดีไว้ก่อนและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดดังกล่าวทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จำนองเฉพาะที่ดิน มิได้จำนองสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย ในหมายบังคับคดีระบุให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน มิได้ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้าง การที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือที่ได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้นแต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่กระนั้นก็ดีผู้รับจำนองจะให้ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่ราคาที่ดินเท่านั้น" ตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย อีกทั้งไม่ได้แสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างรวมไปกับที่ดินที่จำนอง ก็จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย ก็เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินโดยสภาพย่อมติดตรึงตรารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ดินที่เป็นทรัพย์ประธาน กฎหมายจึงให้สิทธิโจทก์ที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างนั้นพร้อมกับที่ดินด้วยได้ในฐานะที่เป็นส่วนควบโดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุในคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี อีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วย จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด การยึดทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 719
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวกุล องค์วณิช
จำเลย — นายพันธ์ศักดิ์ บุญพงษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนิรมล อิ่มวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2551
#419411
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แม้สัญญาจำนองจะมิได้ระบุให้การจำนองครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วยก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดได้โดยอาศัย ป.พ.พ. มาตรา 719 วรรคสอง ที่ให้อำนาจผู้รับจำนองยึดเอาสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดรวมไปกับที่ดินได้ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินที่จำนอง โดยโจทก์ไม่จำต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดี กับไม่จำต้องระบุในคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนอง และไม่จำต้องแสดงหลักฐาน ให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปจะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาด้วย ทั้งการบังคับคดีดังกล่าวก็มิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด การยึดทรัพย์ของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจำนองดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44023 ตำบลอรุณอมรินทร์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 ซึ่งปลูกสร้างบนทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกปลูกสร้างขึ้นภายหลังจากมีการจำนองที่ดินโดยในการจำนองที่ดินไม่ได้ระบุให้ครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จะมีขึ้นในภายหน้าสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 จึงไม่ใช่ทรัพย์จำนองและไม่ใช่ทรัพย์อันต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและหมายบังคับคดี การบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้นและงดการบังคับคดีไว้ก่อนและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดดังกล่าวทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ขณะทำสัญญาจำนองมีสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 ปลูกอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดิน การจำนองจึงครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วย โจทก์มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขายสิ่งปลูกสร้างไปพร้อมกับที่ดินที่จำนองและการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะทำให้ได้ราคามากกว่าการขายที่ดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อโจทก์และจำเลยที่ 2 การยื่นคำร้องของจำเลยที่ 2 เป็นการประวิงคดี ขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44023 ตำบลอรุณอมรินทร์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินนั้นเพื่อนำออกขายทอดตลาดแต่สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้ระบุว่าการจำนองที่ดินดังกล่าวนี้ครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนที่ดินด้วย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จำนองเฉพาะที่ดิน มิได้จำนองสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย ในหมายบังคับคดีระบุให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน มิได้ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้าง การที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือที่ได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้นแต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่กระนั้นก็ดีผู้รับจำนองจะให้ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่ราคาที่ดินเท่านั้น"ตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย อีกทั้งไม่ได้แสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างรวมไปกับที่ดินที่จำนอง ก็จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจำได้ราคานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย ก็เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินโดยสภาพย่อมติดตรึงตรารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ดินที่เป็นทรัพย์ประธาน กฎหมายจึงให้สิทธิโจทก์ที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างนั้นพร้อมกับที่ดินด้วยได้ในฐานะที่เป็นส่วนควบโดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุในคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วย จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด การยึดทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 719 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวกุล องค์วณิช
จำเลย — นายพันธ์ศักดิ์ บุญพงษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3792/2551
#412700
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ได้กำหนดเวลาชำระหนี้แต่ละงวดไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน ซึ่งหากจำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ทุกงวด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาที่ประสงค์ให้ถือเอาเวลาชำระหนี้ที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคแรก แม้โจทก์จะรับชำระหนี้งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 ซึ่งชำระไม่ตรงตามกำหนด โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งสองก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ประสงค์จะบังคับคดีในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองพ้นจากความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้งวดต่อไปให้ตรงตามกำหนด เมื่อจำเลยทั้งสองยังคงชำระหนี้งวดที่ 5 ไม่ตรงตามกำหนดอีก จึงเป็นผู้ผิดนัด

จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แม้โจทก์จะทราบมาก่อนว่าที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้เสนอขายต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด มีมติให้ซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,500,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็น 14 งวด ทุกวันที่ 22 มีนาคม วันที่ 22 กรกฎาคม และวันที่ 22 พฤศจิกายน งวดกแรกชำระวันที่ 22 มีนาคม 2539 หากผิดนัดการชำระเงินงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดการชำระเงินทุกงวด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระเงิน และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า นับแต่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โจทก์ยอมผ่อนเวลาชำระเงินในแต่ละงวดให้แก่จำเลยทั้งสองตลอดมา และโจทก์ได้รับเงินที่จำเลยทั้งสองชำระในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 ไปครบถ้วนแล้ว แต่ในงวดที่ 5 โจทก์กลับไม่ยอมรับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด และได้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินที่จำเลยที่ 2 จะต้องโอนขายให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด อันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ขอให้งดการขายทอดตลาดและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่เคยตกลงผ่อนเวลาชำระเงินในแต่ละงวดกับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองชำระเงินในแต่ละงวดล่าช้ากว่ากำหนดตลอดมา โจทก์ยอมอะลุ่มอล่วยให้จำเลยทั้งสองเฉพาะงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 โดยยังไม่บังคับคดีทันทีที่จำเลยทั้งสองผิดนัด และได้กำชับจำเลยทั้งสองไม่ให้ผิดนัดอีก แต่จำเลยทั้งสองก็ยังชำระเงินงวดที่ 5 ล่าช้ากว่ากำหนดอีก โจทก์จึงไม่รับชำระจากจำเลยทั้งสอง และขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 2 ได้เสนอขาดที่ดินดังกล่าวต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด มีมติให้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์บังคับคดีโดยสุจริต ไม่ได้กลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 ให้แก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนด โจทก์รับชำระหนี้เฉพาะงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 ตามใบรับเงิน เอกสารหมาย ร.4 หรือ จ.1 ส่วนงวดที่ 5 โจทก์ไม่รับชำระ หลังจากนั้นโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42842 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีของจำเลยที่ 2 ที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้เสนอขายต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด มีมติให้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามประกาศสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด เอกสารหมาย ร.8 และ ร.9

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 จากจำเลยทั้งสอง โดยไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด จึงไม่ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้นั้น เห็นว่า ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ได้กำหนดเวลาชำระหนี้แต่ละงวดไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน ซึ่งหากจำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ทุกงวด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาที่ประสงค์ให้ถือเอาเวลาชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในแต่ละงวดเป็นสาระสำคัญ และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก แม้โจทก์จะรับชำระหนี้งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระไม่ตรงตามกำหนด โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งสองก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองพ้นจากความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้งวดต่อไปให้ตรงตามกำหนด เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังคงชำระหนี้งวดที่ 5 ไม่ตรงตามกำหนดอีก จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัด อันเป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยไม่สุจริตนั้น ข้อนี้เป็นประเด็นที่พิพาทกันมาแล้วในศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ได้อุทธรณ์ไว้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องวินิจฉัยให้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แม้โจทก์จะทราบมาก่อนว่าที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้เสนอขายต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัดและคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุพรรณบุรี จำกัดมีมติให้ซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้ว ก็หาเป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยไม่สุจริตไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนูล คชชะหรือสุนทรวิภาต
จำเลย — นายสงวน ทู้ไพเราะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3791/2551
#412397
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองครั้งที่ 9 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ไว้ก่อนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเป็นกรณีที่โจทก์ของดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (3)(เดิม) ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตาม การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำแถลงของโจทก์ดังกล่าวแล้วมีคำสั่งให้ยกคำแถลงดังกล่าวโดยไม่แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ จากนั้นดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไป ถือว่าได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 1,443,455.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,425,934.27 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสี่ตกลงชำระหนี้เป็นงวด ๆ อย่างน้อยงวดละ 30,000 บาท โดยชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 และงวดต่อไปภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2542 หากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11562, 11563 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 11562 ไปในราคา 200,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 11563 ไปในราคา 400,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด

จำเลยทั้งสี่และผู้ซื้อทรัพย์ไม่ยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ตามคำพิพากษาตามยอม มีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมา 8 ครั้งแล้ว แต่ยังขายไม่ได้ ในการประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 9 โจทก์ได้มีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ก่อนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เจ้าพนักงานบังคับคดีรับทราบแล้ว แต่มีคำสั่งยกคำแถลง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อ้างว่าได้แจ้งของดการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยชอบแล้ว เห็นว่า การยื่นคำแถลงแจ้งเรื่องการขอให้งดการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้กระทำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งของดการบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวนทราบแล้ว แต่มีคำสั่งให้ยกคำแถลง และในวันรุ่งขึ้น (5 สิงหาคม 2545) นางจารุณีพนักงานโจทก์ได้โทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานบังคับคดีดังกล่าวสอบถามว่าได้รับคำแถลงของดการบังคับคดีฉบับดังกล่าวไว้แล้วหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานบังคับคดีแจ้งว่าได้รับแล้ว แต่ไม่แจ้งเรื่องคำสั่งยกคำแถลงให้พนักงานโจทก์ทราบทำให้โจทก์ไม่ได้ไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดเดิม เจ้าพนักงานบังคับคดียังได้ขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ซื้อทรัพย์ไป เช่นนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์ของดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (3) (เดิม) ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตาม การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปถือว่าได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์นั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

1/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (3)(เดิม) ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสุทธิ สุวรรณประทีป
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ตุลารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอดิศร ตรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3791/2551
#497850
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำแถลงขอให้งดการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้กระทำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งของดการบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว แต่มีคำสั่งให้ยกคำแถลง แต่ไม่แจ้งเรื่องคำสั่งยกคำแถลงให้โจทก์ทราบ ทำให้โจทก์ไม่ได้ไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดเดิม เจ้าพนักงานบังคับคดียังได้ขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ซื้อทรัพย์ไป เช่นนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์ของดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (3) (เดิม) ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตาม การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปถือว่าได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยทั้งสี่ตกลงชำระหนี้เป็นงวด ๆ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินไปในราคา 200,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 11563 ไปในราคา 400,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มีความประสงค์งดการบังคับคดีไว้ก่อนเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสี่ผ่อนชำระหนี้ โจทก์จึงได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้งดการขายทอดตลาดเฉพาะครั้งที่ 9 ไว้ก่อน และได้ทำคำแถลงเป็นหนังสือส่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยวิธีไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เจ้าพนักงานบังคับคดีรับแล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "ไม่ระบุเหตุของดการบังคับคดี ให้ผู้แทนโจทก์ระบุเหตุที่ของดการบังคับคดี ยกคำแถลง" โดยที่มิได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด โจทก์จึงมิได้ไปดูแลการขายทอดตลาดดังกล่าวปรากฏว่านายสุทธิสุวรรณประทีปซื้อที่ดินดังกล่าวได้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด

จำเลยทั้งสี่และผู้ซื้อทรัพย์ไม่ยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งวันที่ 7 สิงหาคม 2545 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ตามคำพิพากษาตามยอม มีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมา 8 ครั้งแล้ว แต่ยังขายไม่ได้ ในการประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 9 โจทก์ได้มีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ก่อนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เจ้าพนักงานบังคับคดีรับทราบแล้ว แต่มีคำสั่งยกคำแถลง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อ้างว่าได้แจ้งของดการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยชอบแล้ว เห็นว่า การยื่นคำแถลงแจ้งเรื่องการขอให้งดการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไม่มีกฎหมายห้ามมิให้กระทำ ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งของดการบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวนทราบแล้ว แต่มีคำสั่งให้ยกคำแถลง และในวันรุ่งขึ้น (6 สิงหาคม 2545) นางจารุณี พนักงานโจทก์ได้โทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานบังคับคดีดังกล่าว สอบถามว่าได้รับคำแถลงของดการบังคับคดีฉบับดังกล่าวไว้แล้วหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานบังคับคดีแจ้งว่าได้รับแล้ว แต่ไม่แจ้งเรื่องคำสั่งยกคำแถลงให้พนักงานโจทก์ทราบ ทำให้โจทก์ไม่ได้ไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดเดิมเจ้าพนักงานบังคับคดียังได้ขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ซื้อทรัพย์ไป เช่นนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์ของดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (3) (เดิม) ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตาม การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปถือว่าได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์นั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (3) (เดิม) ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสุทธิ สุวรรณประทีป
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ตุลารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3751/2551
#412675
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า คำเบิกความของร้อยตำรวจเอก น. ขัดกับบันทึกการจับกุม แต่ไม่ปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่าขัดกันอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยขณะเปิดบริการมิใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมายย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยต้องมีหมายจับตามมาตรา 78 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 52 เม็ด น้ำหนัก 4.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับจำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม ในราคา 100 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋า 1 ใบ ของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ คืนธนบัตรจำนวน 1,900 บาท แก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 52 เม็ด ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนัก 4.67 กรัม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 51 เม็ด น้ำหนัก 4.58 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีพยานผู้จับกุมจำเลยมาสืบ 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกนิตย์ และดาบตำรวจบุญมีเบิกความว่า หลังจากสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อได้จากจำเลยจำนวน 1 เม็ด มามอบให้ร้อยตำรวจเอกนิตย์แล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่แผงขายก๋วยเตี๋ยวโดยแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ให้จำเลยล้วงกระเป๋าทุกกระเป๋าออกมา ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนสีส้มอยู่ในหลอดพลาสติกปิดหัวท้ายหลอดละ 1 เม็ด จำนวน 51 เม็ด อยู่ในกระเป๋าสตางค์ซึ่งคาดอยู่ที่เอวจำเลย ร้อยตำรวจเอกนิตย์สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยยอมรับว่านายสมพงษ์ และนางกาญจนาให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่จำเลยมาขาย พยานทั้งสอง จึงจับกุมจำเลยและแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกนิตย์เบิกความขัดกันเองเกี่ยวกับการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน เนื่องจากร้อยตำรวจเอกนิตย์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานให้จำเลยถอดกระเป๋าคาดเอวของจำเลยออกมาให้พยานตรวจสอบ เมื่อได้รับกระเป๋าคาดเอวจากจำเลยแล้วพยานได้เทสิ่งของภายในกระเป๋าดังกล่าวออกมาพบว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ด อยู่ภายในกระเป๋าดังกล่าว เห็นว่า โดยสาระสำคัญของคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์ในการตอบโจทก์และตอบทนายจำเลยถามค้านหาได้ขัดแย้งกันไม่ แต่กลับได้ความตรงกันว่า ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากกระเป๋าสตางค์ซึ่งคาดอยู่ที่เอวจำเลย เพียงแต่พยานเบิกความตอบโจทก์และทนายจำเลยถึงเหตุการณ์คนละตอนกัน กล่าวคือ เมื่อพยานให้จำเลยล้วงกระเป๋าคาดเอวพบเมทแอมเฟตามีนแล้วจึงให้จำเลยถอดกระเป๋าดังกล่าวให้พยานและพยานเทสิ่งของออกจากกระเป๋า ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์ขัดกับบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 แต่ไม่ปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่าขัดกันอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาว่า หากร้อยตำรวจเอกนิตย์ตรวจพบเมทแอมเฟตามีนที่กระเป๋าคาดเอวของจำเลยจริง ร้อยตำรวจเอกนิตย์คงจะทำบันทึกการจับกุมขณะที่ตรวจพบเมทแอมเฟตามีน ไม่จำแป็นต้องไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจนั้น เห็นว่า การทำบันทึกการจับกุมที่ไหนหาได้เป็นสาระสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ แต่เนื้อหาของบันทึกการจับกุมต่างหากที่อาจแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งตามบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามที่ถูกกล่าวหา ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยสมัครใจนั้น เห็นว่า หากเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมดังที่จำเลยกล่าวอ้างเจ้าพนักงานตรวจก็น่าจะบังคับให้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนให้ตรงกับบันทึกการจับกุม แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดพัทยา) ซึ่งระบุว่าทำขึ้นในวันเดียวกับบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 แต่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนปฏิเสธว่าเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด ของกลางไม่ใช่ของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นจากตัวจำเลย จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไปตามที่จำเลยให้การ หาได้ข่มขู่บังคับจำเลยให้การในชั้นจับกุมดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีพยานมาเบิกความยืนยันว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด จากตัวจำเลย คือนายองอาจซึ่งขณะเบิกความได้บวชเป็นพระภิกษุคำเบิกความจึงน่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า พยานบุคคลของโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การตรวจค้นและจับกุมจำเลยไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่ใช่เป็นความผิดซึ่งหน้า และเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจำเลยโดยไม่มีหมายค้นจากศาล การตรวจค้นและจับกุมจำเลยกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่สามารถลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยดังที่จำเลยฎีกา แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์พยานโจทก์และตัวจำเลยตรงกันว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลย โดยจำเลยเบิกความว่า มีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านของจำเลย ดังนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยจึงหาใช่เป็นที่รโหฐานไม่ แต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (13) ม. 78 ม. 93
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางสาวชาลินี ติยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3751/2551
#417343
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลย ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านของจำเลย ดังนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยจึงหาใช่เป็นที่รโหฐานไม่ แต่เป็นที่สาธารณสถานเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 52 เม็ด น้ำหนัก 4.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับจำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม ในราคา 100 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตเหตุเกิดที่ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 52 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายดังกล่าว ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 1 ฉบับ ธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ 1,900 บาท และกระเป๋า 1 ใบ ซึ่งใช้บรรจุยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋า 1 ใบ ของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ คืนธนบัตรจำนวน 1,900 บาท แก่เจ้าของข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุธทรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตมีนของกลางจำนวน 52 เม็ด ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนมีน้ำหนัก 4.67 กรัม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 51 เม็ด น้ำหนัก 4.58 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีพยานผู้จับกุมจำเลยมาสืบ 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกนิตย์และดาบตำรวจบุญมีเบิกความว่าหลังจากสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อได้จากจำเลยจำนวน 1 เม็ดมามอบให้ร้อยตำรวจเอกนิตย์แล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่แผงขายก๋วยเตี๋ยวโดยแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยล้วงกระเป๋าทุกกระเป๋าออกมา ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนสีส้มอยู่ในหลอดพลาสติกปิดหัวท้ายหลอดละ 1 เม็ด จำนวน 51 เม็ด อยู่ในกระเป๋าสตางค์ซึ่งคาดอยู่ที่เอวจำเลยร้อยตำรวจเอกนิตย์สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยยอมรับว่านายสมพงษ์และนางกาญจนาให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่จำเลยมาขาย พยานทั้งสองจึงจับกุมจำเลยและแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพ ที่จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกนิตย์เบิกความขัดกันเองเกี่ยวกับการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน เนื่องจากร้อยตำรวจเอกนิตย์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานให้จำเลยถอดกระเป๋าคาดเอวของจำเลยออกมาให้พยานตรวจสอบ เมื่อได้รับกระเป๋าคาดเอวจากจำเลยแล้วพยานได้เทสิ่งของภายในกระเป๋าดังกล่าวออกมาพบว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ด อยู่ภายในกระเป๋าดังกล่าว เห็นว่า โดยสาระสำคัญของคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์ในการตอบโจทก์และตอบทนายจำเลยถามค้านหาได้ขัดแย้งกันไม่แต่กลับได้ความตรงกันว่า ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากกระเป๋าสตางค์ซึ่งคาดอยู่ที่เอวจำเลย เพียงแต่พยานเบิกความตอบโจทก์และทนายจำเลยถึงเหตุการณ์คนละตอนกัน กล่าวคือ เมื่อพยานให้จำเลยล้วงกระเป๋าคาดเอวพบเมทแอมเฟตามีนแล้วจึงให้จำเลยถอดกระเป๋าดังกล่าวให้พยานและพยานเทสิ่งของออกจากกระเป๋า ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์ขัดกับบันทึกการจับกุมแต่ไม่ปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่าขัดกันอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาว่า หากร้อยตำรวจเอกนิตย์ตรวจพบเมทแอมเฟตามีนที่กระเป๋าคาดเอวของจำเลยจริง ร้อยตำรวจเอกนิตย์คงจะทำบันทึกการจับกุมขณะที่ตรวจพบเมทแอมเฟตามีน ไม่จำเป็นต้องไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจนั้น เห็นว่า การทำบันทึกการจับกุมที่ไหนหาได้เป็นสาระสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ แต่เนื้อหาของบันทึกการจับกุมต่างหากที่อาจแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งตามบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามที่ถูกกล่าวหา ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยสมัครใจนั้น เห็นว่า หากเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เจ้าพนักงานตำรวจก็น่าจะบังคับให้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนให้ตรงกับบันทึกการจับกุม แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งระบุว่าทำขึ้นในวันเดียวกับบันทึกการจับกุม แต่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนปฏิเสธว่าเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด ของกลางไม่ใช่ของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นจากตัวจำเลย จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไปตามที่จำเลยให้การ หาได้ข่มขู่บังคับให้จำเลยให้การในชั้นจับกุมดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีพยานมาเบิกความยืนยันว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด จากตัวจำเลย คือนายองอาจซึ่งขณะเบิกความได้บวชเป็นพระภิกษุคำเบิกความจึงน่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า พยานบุคคลของโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การตรวจค้นและจับกุมจำเลยไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่ใช่เป็นความผิดซึ่งหน้า และเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจำเลยโดยไม่มีหมายค้นจากศาลการตรวจค้นและจับกุมจำเลยกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่สามารถลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยดังที่จำเลยฎีกา แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนิตย์พยานโจทก์และตัวจำเลยตรงกันว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลย โดยจำเลยเบิกความว่า มีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ร้านของจำเลย ดังนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยจึงหาใช่เป็นที่รโหฐานไม่ แต่เป็นที่สาธารณสถานเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (3)
ป.วิ.อ. ม. 78 (1) ม. 80 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางสาวชาลินี ติยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3746/2551
#498099
เปิดฉบับเต็ม

หากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้โดยไม่ผิดนัดจนครบจำนวนเงิน130,000 บาท โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ฝ่ายยอมสละระงับสิ้นไป และได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นว่าเป็นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่าซื้อจึงระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 184,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาเช่าซื้อเลิกกันและโจทก์รับมอบรถยนต์คืนแล้ว รวมทั้งโจทก์ได้ริบเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินตามสัญญาเช่าซื้ออีกนอกจากนี้โจทก์ยังได้รับเงินที่ได้จากการขายรถยนต์คุ้มกับราคารถยนต์แล้วจึงไม่ได้รับความเสียหาย หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่จากพนักงานของโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 จ - 9748 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 279,288 บาท ตกลงชำระเป็นงวด งวดเดือน เดือนละ 7,758 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 12 มกราคม 2538 งวดต่อไปภายในวันที่ 12 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 4 งวด เป็นเงินจำนวน 31,032 บาท และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 โจทก์เลิกสัญญาและยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2539 โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์เป็นเงิน 4,000 บาท จากนั้นนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคา 144,860 บาท (ที่ถูก 144,859.81 บาท) ยังขาดราคาอยู่เป็นเงิน 103,396 บาท ตามใบรับมอบและแจ้งสภาพสินค้าและใบเสร็จรับเงิน โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายตามหนังสือเรื่องให้ชำระค่าเสียหายและใบไปรษณีย์ตอบรับ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์โดยตกลงชำระค่าเสียหายจำนวน 184,976 บาท ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 จะชำระเงินจำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท โดยจะชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หากจำเลยที่ 1 ชำระโดยไม่ผิดนัดจนครบจำนวนเงิน 130,000 บาท โจทก์ไม่เรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดยอมรับผิดตามจำนวนเงิน 184,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์พียง 10,000 บาท และผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดวันที่ 5 กันยายน 2539 เป็นต้นมา คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า บันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหายดังกล่าว เป็นการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงตกลงชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 184,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 จะชำระเงินจำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท โดยจะชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบและโจทก์ตกลงตามบันทึกข้อ 4 ว่า หากจำเลยที่ 1 ชำระโดยไม่ผิดนัดจนครบจำนวนเงิน 130,000 บาท โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากการผิดสัญญาเช่าซื้อให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายยอมสละระงับสิ้นไป และได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นว่าเป็นของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่าซื้อจึงระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามมูลหนี้ในสัญญาเช่าซื้อเดิมไม่ได้ตกลงในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — จ่าสิบตำรวจบุญเชิด กลับเป็นสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2551
#497179
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์เป็นผลต่อเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ไปจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อกับบริษัท อ. ข้อตกลงและหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวที่จะต้องจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อจากบริษัทดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อโจทก์จะอ้างว่าไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องมีหน้าที่ทำนองเดียวกับผู้ให้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ที่จะต้องให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ที่มีทะเบียน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ตามสภาพของรถยนต์และโดยชอบด้วยกฎหมาย กับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรงอีกด้วย

เมื่อบริษัท อ. ไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และบริษัท อ. เป็นสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้บริษัท อ. จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หาใช่กรณีพ้นวิสัยดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการให้มีการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจนจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงเลยไปแล้วถึง 4 งวด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 จนกระทั่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ และตามสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีก็ตาม สัญญาเช่าซื้อก็หาได้เลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อไม่ เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ได้ การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อมาจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ

เมื่อมีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่กัน จึงเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายจึงชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่ตามเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์แล้วรวม 4 งวด ให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับเงินจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มาตีราคาเป็นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท รวมทั้งเงินค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่บริษัท อ. รับไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่จองซื้อ เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์นั้นมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อต่อ จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่เช่าซื้อและถือว่าโจทก์ได้รับไว้ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยนำเอาเงินจองซื้อรถยนต์จำนวน 740,000 บาท มาออกใบเสร็จเป็นเงินดาวน์และภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเสร็จรับเงินโจทก์จึงต้องคืนเงินจอง ค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่จองหรือที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ในขณะเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ถือเป็นการได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จะชดใช้คืนแก่โจทก์ย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 728,253.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 57,659.82 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ติดตามรถยนต์กลับคืนมาได้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์) ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 จองซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น อี 230 หมายเลขตัวถัง 210037-2 เอ-135435 กับบริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด โดยนำรถยนต์เก่าของจำเลยที่ 1 ไปตีราคาเป็นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท ค่าจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ 6,400 บาท ค่าประกันรถยนต์ 101,751 บาท ค่าต่อทะเบียนรถยนต์ 2,520 บาท และค่ามัดจำป้ายแดง 3,500 บาท ตามใบรับเงินชั่วคราว ต่อมาบริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด ได้ตกลงขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน และนำเอาราคารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่ตีราคา 630,000 บาท และเงินสดจำนวน 110,000 บาท ที่ชำระในวันจองรวมเป็นเงินจำนวน 740,000 บาท มาเป็นเงินดาวน์ในการเช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อตามใบเสร็จรับเงิน หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อและรับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว บริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด มิได้ดำเนินการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงมิได้ดำเนินการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 4 งวด เป็นเงิน 230,639.28 บาท แล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 5 กันยายน 2540 เป็นต้นมา วันที่ 20 ตุลาคม 2541 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองตามหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับ ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2541โจทก์ได้ฟ้องบริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด ให้จดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อรวมทั้งรถยนต์คันอื่น ๆ ให้แก่โจทก์และได้ยอมความกัน ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ และสำเนารายงานกระบวนพิจารณา โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2543 และเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 โจทก์ได้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อและต้องคืนเงินดาวน์กับค่าเช่าซื้อ 4 งวด ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้หรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมจำเลยที่ 1 จองซื้อรถยนต์กับบริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยนำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปตีราคาเป็นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท รวมเป็นเงินจองหรือเงินดาวน์ 740,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ ค่าต่อทะเบียนรถยนต์ และค่าประกันภัยรถยนต์ แต่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อด้วยวิธีเช่าซื้อ บริษัทดังกล่าวจึงให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ โดยขายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 จองให้โจทก์ไปให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์จึงเป็นผลต่อเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ไปจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อกับบริษัทดังกล่าว ข้อตกลงและหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวที่จะต้องจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อจากบริษัทดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ โจทก์จะอ้างว่าไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว" ดังนี้ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องมีหน้าที่ทำนองเดียวกับผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ที่จะต้องให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ที่มีทะเบียน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อได้ตามสภาพของรถยนต์และโดยชอบด้วยกฎหมาย กับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่จดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรงอีกด้วย เมื่อบริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด ไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ท่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และบริษัทดังกล่าว เป็นสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หาใช่กรณีพ้นวิสัยดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการให้มีการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อจนจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงเลยไปแล้วถึง 4 งวด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 จนกระทั่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ และตามสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีก็ตาม สัญญาเช่าซื้อก็หาได้เลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อไม่ เพราะโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ได้ การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อมาจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาตรวจสภาพเพื่อจดทะเบียนตามที่โจทก์ได้ฟ้องและตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทดังกล่าวนั้น ก็ฟังไม่ได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อมีการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่กัน จึงเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจใช้สิทธิเลิกสัญญาต่อกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายจึงชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์แล้วรวม 4 งวด ให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับเงินจองซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มาตีราคาเป็นเงิน 630,000 บาท และชำระเป็นเงินสดอีก 110,000 บาท รวมทั้งเงินค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่บริษัทเอ็มซีซี คาร์ พลาซ่า จำกัด รับไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่จองซื้อ เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์นั้นมาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อต่อ จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่เช่าซื้อและถือว่าโจทก์ได้รับไว้ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยนำเอาเงินจองซื้อรถยนต์จำนวน 740,000 บาท มาออกใบเสร็จเป็นเงินดาวน์และภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเสร็จรับเงิน โจทก์จึงต้องคืนเงินจอง ค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่จองหรือที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ในขณะเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ ถือเป็นการได้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จะชดใช้คืนแก่โจทก์ย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ได้ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เพราะเหตุสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อและเงินดาวน์ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกสัญญาได้ คงเรียกได้เฉพาะค่าใช้ทรัพย์ตามมาตรา 391 วรรคสามเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์เรียกค่าขาดประโยชน์ที่ควรได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่า นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ติดตามรถยนต์กลับคืนได้ ศาลฎีกาเห็นว่าค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวก็คือค่าใช้ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั่นเอง รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์เป็นรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น อี 230 ราคาเช่าซื้อเป็นเงินถึง 2,767,671.36 บาท น่าเชื่อว่าเป็นรถใหม่เพราะยังไม่มีการจดทะเบียนรถ จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้รถคันดังกล่าวเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ นับแต่เริ่มทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อเทียบกับจำนวนเงินดาวน์ และเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว กับเงินค่าจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อรวมเป็นเงินประมาณ 980,000 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นสมควรให้เป็นพับกันไปทั้งสองฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เป็นฝ่ายต้องคืนเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 537 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายเอนก เกษตรเกรียงไกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3736/2551
#418541
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้อง และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลและให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของผู้ร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กท-4074 สงขลา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กท-4074 สงขลา ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

วันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ผู้ร้องไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องนัดเวลาไต่สวนคำร้องกับเจ้าพนักงานศาลในเวลา 13.30 นาฬิกา แต่มีการลงเวลานัดผิดพลาด ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องระบุเวลานัดไว้ชัดเจนและทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อทราบนัดแล้ว ถือว่าเป็นความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อของทนายผู้ร้องเอง จึงไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของผู้ร้องที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 นั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว เป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอีก เห็นว่า การที่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบด้วยมาตรา 181 ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องเสียโดยอาศัยเหตุดังกล่าว และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ภายในสิบห้าวัน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล และให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามแม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของผู้ร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในวันเดียวกับวันที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องว่า ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องและทนายผู้ร้องมาศาลเวลา 13.30 นาฬิกา เหตุที่มาศาลในเวลาดังกล่าวเนื่องจากการลงเวลานัดระหว่างเจ้าพนักงานศาลกับผู้ร้องเกิดผิดพลาด ผู้ร้องไม่ได้จำวันนัดผิดพลาดและผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีพยานบุคคลที่ผู้ร้องขอหมายเรียกให้มาศาลในวัดนัดไต่สวนคำร้อง ซึ่งพยานดังกล่าวมาศาล เวลา 13.30 นาฬิกา โดยพยานแจ้งว่าหมายเรียกพยานไม่ได้ลงเวลาไว้ จึงได้ติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ศาล ได้รับแจ้งว่าเวลา 13.30 นาฬิกา ซึ่งเมื่อตรวจหมายเรียกพยานบุคคลตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 17 มีนาคม 2549 แล้ว ปรากฏว่าหมายเรียกพยานบุคคลของผู้ร้องไม่ได้ลงวันที่ เดือนและเวลา ตรงตามที่ผู้ร้องกล่างอ้างในฎีกา ดังนี้ แม้ในคำร้องขอคืนของกลางจะมีข้อความระบุชัดเจนว่า นัดไต่สวนคำร้องวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา และทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อทราบนัดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงเวลานัดดังกล่าวยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในอันที่จะวินิจฉัยว่ามีการนัดไต่สวนคำร้องคดีนี้เวลา 9 นาฬิกาหรือ 13.30 นาฬิกา หากฟังว่าเจ้าพนักงานศาลลงเวลานัดผิดพลาดก็พอถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่ผู้ร้องไม่มาศาลตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยสั่งคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181 ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอบีรามันหรือไบเล่ ไม่ทราบชื่อสกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3732/2551
#498029
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีก่อน ร่วมกันรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับพวกรวม 6 คน ในฐานะที่จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. และคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ทำสัญญาจำนองที่ดินรวมที่ดินที่พิพาทในคดีนี้ไว้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) และจำเลยอื่นในคดีก่อนร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) และจำเลยที่ 6 ในคดีก่อนจนกว่าจะครบ ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ว่า การมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้ละคดีก่อนจึงมีมูลมาจากสัญญาจำนองฉบับเดียวกัน เพียงแต่โจทก์กล่าวอ้างในคดีก่อนว่า โจทก์ (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเพราะห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีก่อน) และจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีก่อน) บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่หาได้ให้การต่อสู้ว่าการมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทกับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งๆ ที่โจทก์อาจต่อสู้ไว้ในคดีก่อนเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทได้ ฉะนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดง การทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ซึ่งดูประหนึ่งว่าจะมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีก่อนก็ตาม แต่ตามเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์นำสืบและเนื้อความแห่งฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์โต้เถียงความถูกต้องของสัญญาจำนองที่ดินพิพาท และโจทก์ไม่จำต้องผูกพันตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีทั้งสองจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไว้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่นั่นเอง เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่ก็เป็นบุคคลที่โจทก์อ้างว่ารับมอบอำนาจซึ่งสืบสิทธิมาจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับจำนองที่ดินพิพาท จากโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างในวงเงิน 19,800,000 บาท ในการทำนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวปรากฏว่าใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมจำนองโดยไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงมาแสดง นิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำนวน 8,000,000 บาท โดยในการทำนิติกรรมขึ้นเงินจำนองดังกล่าวปรากฏว่าใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 มาทำนิติกรรมขึ้นเงินจำนองกับโจทก์ ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงมาแสดง นิติกรรมขึ้นเงินจำนองดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพนักงานและลูกจ้างของจำเลยที่ 1 สาขาอุบลราชธานี ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้าง มีโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ การทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยชอบ จึงเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 เคยฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกรวม 6 คน เป็นจำเลยในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกัน และบังคับจำนองที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์คดีนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ผู้จำนองในคดีก่อนให้การต่อสู้คดีแต่มิได้โต้แย้งถึงการทำสัญญา และจดทะเบียนจำนองที่ดินว่าไม่ถูกต้องหรือเป็นโมฆะแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างและโจทก์กับพวกร่วมกันชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยบังคับเอาจากทรัพย์จำนองของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 1 เคยยื่นฟ้องโจทก์กับพวกให้ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 35565 ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกร่วมกันชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 35565 ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของโจทก์กับพวกจนกว่าจะครบตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนร่วมกันรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างกับพวกรวม 6 คน ในฐานะที่จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 35565 ตำบลคำน้ำแซว อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และที่ดินแปลงอื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้าง และคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ทำสัญญาจำนองที่ดินรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 35565 ที่พิพาทในคดีนี้ไว้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) และจำเลยอื่นในคดีก่อนร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) และจำเลยที่ 6 ในคดีก่อนจนกว่าจะครบ ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์คดีก่อนและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ว่า การมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย นิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท ดังนี้ฟ้องโจทก์คดีนี้และคดีก่อนจึงมีมูลมาจากสัญญาจำนองฉบับเดียวกันเพียงแต่โจทก์กล่าวอ้างในคดีก่อนว่า โจทก์ (จำเลยที่ 2 ในคดีก่อน) ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้าง ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีก่อน) และจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีก่อน) บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่หาได้ให้การต่อสู้ว่าการมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทกับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งๆ ที่โจทก์อาจต่อสู้ไว้ในคดีก่อนเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทได้ ฉะนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดง การทำนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ซึ่งดูประหนึ่งว่าจะมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีก่อนก็ตาม แต่ตามเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์นำสืบและเนื้อความแห่งฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์โต้เถียงความถูกต้องของสัญญาจำนองที่ดินพิพาท และโจทก์ไม่จำต้องผูกพันตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีทั้งสองจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามกริชอุบลก่อสร้างไว้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่นั่นเอง เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่ก็เป็นบุคคลที่โจทก์อ้างว่ารับมอบอำนาจซึ่งสืบสิทธิมาจากจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1362/2545 ของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และคดีไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมโภชน์ เกาสายะพันธ์
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3723/2551
#412667
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยความสมัครใจและรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินกว่าที่ธนาคารมีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักต้นเงินได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 จำเลยกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโกลก จำนวน 100,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยจะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ในวันเดียวกัน จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารในวงเงินจำนวน 100,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำนวน 4,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ทำให้สิทธิหน้าที่ความรับผิดและสิทธิเรียกร้องต่างๆ ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันในสินทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 207,097.26 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี จากต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และโจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันกู้ยืม (วันที่ 18 มิถุนายน 2539) ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยความสมัครใจและรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินกว่าที่ธนาคารมีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักต้นเงินได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ หรือซากิรเราะห์ รัตนกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2551
#417684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าผ่านพนักงานของโจทก์ที่จังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง จากนั้นพนักงานของโจทก์ส่งใบสั่งซื้อสินค้ามายังโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการในเขตศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อโจทก์มีคำสั่งอนุมัติก็จะจัดส่งสินค้าไปให้จำเลยทั้งสองที่จังหวัดนครปฐม ดังนี้ เป็นการที่จำเลยทั้งสองทำคำเสนอต่อโจทก์ที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หากโจทก์ประสงค์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยทั้งสองก็ต้องแสดงเจตนาบอกกล่าวสนองรับไปถึงจำเลยทั้งสอง อย่างไรตามการที่โจทก์จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้จำเลยทั้งสองที่จังหวัดนครปฐมและจำเลยทั้งสองได้รับมอบสินค้าไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับก็ถือว่าสถานที่รับมอบสินค้าเป็นสถานที่ที่มูลแห่งคดีได้เกิดขึ้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

จำเลยทั้งสองมิได้แสดงเจตนาให้ถือว่าการกระทำของโจทก์ที่อนุมัติและดำเนินการจัดส่งสินค้าแก่จำเลยทั้งสองเป็นการบอกกล่าวสนองรับ ทั้งไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีประเพณีปฏิบัติเช่นนั้นที่จะทำให้ก่อเกิดสัญญาในอันจะทำให้เกิดมูลคดี ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น

แม้โจทก์จะอ้างว่าคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญากันทางโทรศัพท์หรือเครื่องโทรสารก็ตาม แต่คดีนี้เป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง มิใช่เรื่องสัญญาระหว่างบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้า ที่คู่สัญญาอาจเสนอและสนองรับกัน ณ สถานที่และในเวลาเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 168 และ 356

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ พนักงานขายของโจทก์ที่อยู่ในเขตท้องที่จะติดต่อรับคำสั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองอยู่ในจัดหวัดนครปฐม คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงสมุทรปราการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ตามคำฟ้องได้ความว่าจำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าผ่านพนักงานของโจทก์ที่จังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง จากนั้นพนักงานของโจทก์ส่งใบสั่งซื้อสินค้ามายังโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการในเขตศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อโจทก์มีคำสั่งอนุมัติก็จะจัดส่งสินค้าไปให้จำเลยทั้งสองที่จังหวัดนครปฐม ดังนี้ เป็นการที่จำเลยทั้งสองทำคำเสนอต่อโจทก์ที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หากโจทก์ประสงค์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยทั้งสองก็ต้องแสดงเจตนาโดยบอกกล่าวสนองรับไปถึงจำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตามการที่โจทก์จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้จำเลยทั้งสองที่จังหวัดนครปฐมและจำเลยทั้งสองได้รับมอบสินค้าไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับก็ถือว่าสถานที่รับมอบสินค้าเป็นสถานที่ที่มูลแห่งคดีได้เกิดขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า มูลคดีเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่โจทก์อนุมัติและดำเนินการจัดส่งสินค้าแก่จำเลยทั้งสองโดยมิต้องบอกกล่าวสนองรับนั้น เห็นว่า ตามคำเสนอของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมิได้แสดงเจตนาให้ถือว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการสนองรับ ทั้งทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองก็ไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีประเพณีปฏิบัติเช่นนั้นที่จะทำให้ก่อเกิดสัญญาในอันจะทำให้เกิดมูลคดี ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรื่องคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญากันทางโทรศัพท์หรือเครื่องโทรสาร เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง มิใช่เรื่องสัญญาระหว่างบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้า ที่คู่สัญญาอาจเสนอและสนองรับกัน ณ สถานที่และในเวลาเดียวกันตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 และ 356 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 168 ม. 356 ม. 361
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์
จำเลย — หยั่นหว่อหยุ่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3705/2551
#413652
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 เมื่อ จ. ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามมาตรา 1754 วรรคสาม และมาตรา 192/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น ไม่อาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกได้ด้วย แม้สัญญาจำนองจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ เพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป

ตามสัญญากู้เงินกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัยแต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนแก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น จะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง จึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่า จ. ละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับ จ. ตามกฎหมายที่จะต้องให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. รับผิดชำระหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 นางจันทมาสทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 490,000 บาท เพื่อไถ่ถอนห้องชุดตกลงยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้นางจันทมาสทราบล่วงหน้า ทั้งนี้นางจันทมาสจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,550 บาท ภายในทุกวันที่ทำสัญญากู้เงิน เริ่มชำระตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไป โดยชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปี หากนางจันทมาสผิดนัดไม่ชำระเงินงวดหนึ่งงวดใด ยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่จำต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายให้โจทก์เรียกเก็บได้และไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที และหากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระครบหนึ่งปีทบรวมเข้ากับต้นเงินได้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์นางจันทมาสได้นำห้องชุดเลขที่ 181/151 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 490,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ นางจันทมาสยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน นอกจากนี้นางจันทมาสยังสัญญาจะทำประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และนางจันทมาสเป็นผู้ออกเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากนางจันทมาสไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระแทน นางจันทมาสยอมชำระเงินคืนให้โจทก์หรือยอมให้โจทก์ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับต้นเงินกู้และยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับสัญญกู้ตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้น นับแต่นางจันทมาสได้กู้เงินไปจากโจทก์ได้ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ค้างชำระหนี้ติดต่อกันหลายงวดโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำนวน 23,000 บาท และโจทก์ยังได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนนางจันทมาสไปหลายครั้งเป็นเงินจำนวน 5,541.17 บาท ในระหว่างการกู้ยืมเงินโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยรวมหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ต่อมานางจันทมาสได้ถึงแก่ความตายบรรดาทรัพย์สินตลอดจนสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินจึงตกแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงฟ้องมีหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 455,591.43 บาท ดอกเบี้ย 772,311.68 บาท ค่าเบี้ยประกันภัย 5,541,17 บาท รวมเป็นเงิน 1,233,444.28 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,233,444.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 455,591.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 700.89 บาท ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางจันทมาส นางจันทมาสได้ทำสัญญากู้เงินและนำห้องชุดจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ และยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 455,591.43 บาท จำเลยให้ฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนสิทธิฟ้องคดีของโจทก์ในหนี้ประธานขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองและมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยค้างชำระย้อนหลังขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 455,591.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2548 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัย 5,541.17 บาท แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางจันทมาสที่ตกทอดแก่ตน หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 181/151 ชั้นที่ 8 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดพรานนกคอนโดมิเนียม ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1554 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามทางนำสืบของโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสให้รับผิดในมูลหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่นางจันทมาสถึงแก่ความตายเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ในมูลหนี้เงินกู้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ แต่โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของนางจันทมาส หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 เมื่อปรากฏว่านางจันทมาสลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของนางจันทมาสได้ แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 จะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม เพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนแก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้องกรณีจึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่านางจันทมาสละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับนางจันทมาสตามกฎหมายที่จะต้องให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 214 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายณัฐพล ฉิมอินทร์ฯ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3705/2551
#420241
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 เมื่อปรากฏว่า จ. ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม และมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของ จ. ได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตาม เพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้วทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของ จ. ย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป

สัญญากู้เงิน ข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนแก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้นั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระเงินแทนไปแล้ว แต่กรณีโจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง กรณีจึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่า จ. ละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับ จ. ตามกฎหมายที่จะต้องให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. รับผิดชำระหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,233,444.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 455,591.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 700.89 บาท ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางจันทมาส นางจันทมาสได้ทำสัญญากู้เงินและนำห้องชุดจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ และยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 455,591.43 บาท จำเลยในฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน สิทธิฟ้องคดีของโจทก์ในหนี้ประธานขาดอายุความโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองและมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยค้างชำระย้อนหลังขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 455,591.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2544 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2548 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัย 5,541.17 บาท แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางจันทมาสที่ตกทอดแก่ตน หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 181/151 ชั้นที่ 8 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดพรานนกคอนโดมิเนียม ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1554 ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามทางนำสืบของโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสให้รับผิดในมูลหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่นางจันทมาสถึงแก่ความตายเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ในมูลหนี้เงินกู้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ แต่โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของนางจันทมาสหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 เมื่อปรากฏว่านางจันทมาส ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของนางจันทมาสได้ แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสได้ด้วยไม่แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้กรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระหนี้ก็ตามเพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางจันทมาสย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนแก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญานั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง กรณีจึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ให้อนาคตและจะถือว่านางจันทมาสละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับนางจันทมาสตามกฎหมายที่จะต้องให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจันทมาสรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 214 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นายณัฐพล ฉิมอินทร์ ในฐานะทายาทโดยชอบธรรม ของ
จำเลย — นางจันทมาส ฉิมอินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3686/2551
#412835
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 และโจทก์ผู้ขอใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง มิใช่กรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นควรรับจดทะเบียนที่คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้วแต่กรณีที่จะเป็นที่สุดตามมาตรา 39

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะเป็นที่สุดต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาได้ว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของจำเลยหรือนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีเหตุผลชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย

โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ ไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายอักษรโรมันอย่างเดียว แต่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นเป็นทั้งเครื่องหมายรูปคือกิเลน 5 ตัว ในวงกลมและเครื่องหมายอักษรภาษาจีนอ่านว่า "โหงวคี่เล้ง" และอักษรไทย ตัวเลขอารบิคคำว่า "ตรา 5 กิเลน" ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของคำและอักษรคือ "KIRIN" และ "กิเลน" ไม่คล้ายกันเพราะเป็นอักษรโรมันกับเป็นอักษรไทย แต่คำว่า "กิเลน" มีเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว แม้สินค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันแต่รายการสินค้าแตกต่างกันโดยของโจทก์เป็นยารักษาโรคแผนปัจจุบัน แต่ของบุคคลอื่นเป็นยาแผนโบราณ และสินค้ายาของโจทก์ต้องสั่งและใช้โดยแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป ประชาชนไม่อาจหาซื้อได้ แต่สินค้ายาของบุคคลอื่นหาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งยา ตลาดยาของโจทก์จึงเป็นโรงพยาบาล สถานพยาบาล ซึ่งแพทย์เป็นผู้สั่งซื้อหรือสั่งจ่ายยาซึ่งยากที่แพทย์หรือเภสัชกรหรือผู้ใช้ยาจะสับสนหรือหลงผิดหรือผิดพลาด ขณะที่ตลาดยาของบุคคลอื่นนั้นเป็นร้านขายยาซึ่งประชาชนผู้ซื้อสินค้ายาของบุคคลอื่นสับสนหรือหลงผิด เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับของบุคคลอื่นจึงไม่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อไป เป็นการบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคสอง เสียก่อน ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "KIRIN" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในสินค้าจำพวกที่ 5 สำหรับยาใช้รักษาภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ยารักษาภาวะการลดลงของเกล็ดเลือด ยารักษาภาวะฟอตเฟตในเลือดสูง ยารักษาภาวะการหดตัวของหัวใจ ยารักษาภาวะที่มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่มากเกินปกติยารักษาเนื้องอก ยารักษาความรุนแรงของไข้รากสาด ยารักษาภาวะโลหิตจางในไต ยาผลิตเลือด ยาฆ่าเชื้อโรค ซีเมนต์ใช้ในทางทันตกรรม ผ้าพันแผลใช้ในทางศัลยกรรม กำไลป้ายชื่อใช้ในทางการแพทย์ อาหารเด็กอ่อน สารเคมีใช้ละลายเซลล์ใช้ในคลินิก สารละลายสำหรับเครื่องมือใช้ละลายเซลล์ใช้ในคลินิก สารเคมีใช้ในทางการแพทย์หรือใช้ในสัตวแพทย์ น้ำยาเคมีที่เตรียมขึ้นในทางการแพทย์ ทั้งนี้ตามคำขอเลขที่ 469476 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้โดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้เพราะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตรา 5 กิเลนของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 289688 ทะเบียนเลขที่ ค 51176 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนโดยอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้งจากหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับของบุคคลอื่นดังกล่าว ทั้งลักษณะของคำและเสียงเรียกขาน รวมทั้งสินค้าซึ่งถึงแม้อยู่ในจำพวกเดียวกัน แต่ไม่สัมพันธ์กัน ไม่มีรายการสินค้าครอบคลุมถึงกัน สถานที่จำหน่ายก็ต่างกันและสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ได้จำหน่ายในประเทศไทยกับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในลักษณะเดียวกันแล้วในหลายประเทศ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้เพราะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2538 มาตรา 38 วรรคสอง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเป็นที่สุดแล้วตามมาตรา 39 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามฟ้องต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2538 มาตรา 6, 13 เพราะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูป กิเลน 5 ตัว ในวงกลม มีอักษรจีนและอักษรไทยคำว่า ตรา 5 กิเลน ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันและคลุมถึงกันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนจึงไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีมติให้ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพราะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีคำคล้ายกันและเสียงเรียกขานก็คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ทั้งหลักฐานแสดงการใช้และการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่โจทก์นำส่งยังไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย การพิจารณาทำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นไปโดยชอบและสุจริต มิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือมีเจตนาให้โจทก์เสียหายโดยทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2538 มาตรา 96 (1), 16 และ 18 มิได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ หรือทำให้คณะกรรมการได้รับหรือเสียประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 469476 ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KIRIN" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้าและอุปกรณ์ สารละลาย สารเคมีที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้เพราะเห็นว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปกิเลน 5 ตัว ในวงกลมมีอักษรจีนและอักษรไทยคำว่า "ตรา 5 กิเลน" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุผลว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ในประการแรกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวได้วินิจฉัยตรงตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกประการ จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีส่วนใดผิดกฎหมาย คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องคดี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ว่าตามมาตรา 18 หรือมาตรา 39 ซึ่งบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6, 13 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 และโจทก์ผู้ขอใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง มิใช่กรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นควรรับจดทะเบียน จึงมีคำสั่งให้โฆษณาคำขอจดทะเบียน จนมีหรือไม่มีผู้คัดค้านและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัย ผู้ขอจดทะเบียนอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 39 วรรคสอง เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้วผู้ขอจดทะเบียนฟ้องคดีต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งหากไม่อุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ฟ้องศาลภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 37 วรรคสอง, 38 วรรคสองให้ถือว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้วแต่กรณีเป็นที่สุด ตามมาตรา 39 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ ส่วนปัญหาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 เป็นที่สุดหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่สุด แต่คำวินิจฉัยที่จะเป็นที่สุดนั้นต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการพิจารณาความถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาได้ว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของจำเลยหรือนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีเหตุผลชอบด้วยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและถูกต้องด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ ซึ่งการฟ้องศาลในกรณีตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังไม่ถึงที่สุดและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายอักษรโรมันอย่างเดียว แต่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นนั้นเป็นทั้งเครื่องหมายรูปคือกิเลน 5 ตัวในวงกลมและเครื่องหมายอักษรภาษาจีนอ่านว่า "โหงวคี่เล้ง" และอักษรไทย ตัวเลขอารบิค คำว่า "ตรา 5 กิเลน" เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงไม่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนที่ว่าจะคล้ายกันหรือไม่นั้น เห็นว่า ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของคำและอักษรคือ "KIRIN" และ "กิเลน" นั้นไม่คล้ายกันเพราะเป็นอักษรโรมันกับเป็นอักษรไทย ของโจทก์ไม่มีอักษรไทยกำกับว่า "คิริน" และของบุคคลอื่นก็ไม่มีอักษรโรมันกำกับว่า "KIRIN" กับต่างไม่เคยใช้เป็นอักษรไทย หรือเป็นอักษรโรมันแล้วแต่กรณี คงมีเฉพาะเสียงเรียกขานซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานว่า "กิเลน" ส่วนคำอ่านว่า "FIVE KIRIN" ที่ปรากฏอยู่ใต้รูปและคำที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.4 นั้น ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าเป็นเพียงคำอ่านที่บุคคลอื่นผู้ขอกำหนดขึ้นเองเท่านั้น ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว คำเรียกขานว่า "คิริน" และ "ตรา 5 กิเลน" นั้นไม่คล้ายกันเพราะของบุคคลอื่นนั้นมีคำว่า "ตรา 5" ประกอบอยู่ด้วย แต่คำว่า "กิเลน" ที่อาจมีผู้เรียกขานคล้ายกันในเสียงเรียกขานเพราะมี 2 พยางค์ ที่เมื่ออ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยจะได้เสียงคล้ายๆ กัน ซึ่งเสียงเรียกขานที่คล้ายกันนี้เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนจึงมีเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วนั้น แต่ปัญหาว่าจะคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสุธารพยานโจทก์และตามคำอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.6 หรือ จ.7 ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้ง แม้สินค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นนั้นเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน แต่รายการสินค้าแตกต่างกันโดยของโจทก์เป็นยารักษาโรคแผนปัจจุบัน แต่ของบุคคลอื่นเป็นยาแผนโบราณ และสินค้ายาของโจทก์ต้องสั่งและใช้โดยแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป ประชาชนไม่อาจหาซื้อได้ แต่สินค้ายาของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้นั้นหาซื้อได้ในร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งยา ฉะนั้น ตลาดยาของโจทก์จึงเป็นโรงพยาบาล สถานพยาบาลซึ่งแพทย์เป็นผู้สั่งซื้อหรือสั่งจ่ายยา ซึ่งยากที่แพทย์หรือเภสัชกรหรือผู้ใช้ยาจะสับสนหรือหลงผิดหรือผิดพลาด ขณะที่ตลาดยาของบุคคลอื่นนั้นเป็นร้านขายยาซึ่งประชาชนทั่วไปเป็นผู้ซื้อไม่มีโอกาสที่สินค้ายาของโจทก์จะทำให้ประชาชนผู้ซื้อสินค้ายาของบุคคลอื่นนั้นสับสนหรือหลงผิด เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับของบุคคลอื่นจึงไม่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ต่อไปนั้นเป็นการบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคสอง เสียก่อน ในชั้นนี้จึงไม่อาจก้าวล่างพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ได้"

พิพากษายืน โดยให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คิริน เบียร์ คาบูชิกิ ไกช่า
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685/2551
#412657
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้ามีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ ต้องพิจารณาความหมายของคำในเครื่องหมายการค้าประกอบกับตัวสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียน โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LASERJET ซึ่งเป็นคำประดิษฐ์จากการผสมคำ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ประเภทหมึกที่บรรจุในตลับคาร์ทริดจ์สำหรับเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์ โดยคำว่า LASER มีความหมายว่า คลื่นแสงที่ขยายกำลังแต่ถูกส่งออกมาเป็นลำแสงที่แคบอาจเรียกว่า ลำแสงเลเซอร์ ส่วนคำว่า JET แปลความหมายได้ว่า ของเหลว แก๊ส หรือฝุ่นที่พ่นออกมาเป็นลำ คำว่า LASERJET จึงมิได้หมายความเพียงว่า ของเหลวที่พุ่งออกมาดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัย แต่เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่า สินค้าผงหมึกของโจทก์มีลักษณะการทำงานด้วยการพ่นออกมาเป็นลำคล้ายแสงเลเซอร์ไม่ว่าจะพ่นเป็นแสง ของเหลว ผง หรือฝุ่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET กับเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ ทั้งได้โฆษณาเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าเครื่องพิมพ์กับหมึกพิมพ์ในประเทศไทยมานานจนสาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET ของโจทก์แตกต่างจากสินค้าหมึกพิมพ์ของผู้อื่น เครื่องหมายการค้า LASERJET จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า "LASERJET" ตามคำขอเลขที่ 464131 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 495/2546 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ตามคำขอเลขที่ 464131 ของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยลักษณะของเครื่องหมายการค้านั้นเองหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" เป็นคำประดิษฐ์จากการผสมคำเป็นคำๆเดียว แต่คำดังกล่าวเมื่อพิจารณาจากทางนำสืบและพยานหลักฐานของโจทก์กับจำเลยแล้วสามารถแยกแปลความหมายออกได้ โดยคำว่า LASER มีความหมายว่า คลื่นแสงที่ขยายกำลังแต่ถูกส่งออกมาเป็นลำแสงที่แคบอาจเรียกว่าลำแสงเลเซอร์ ส่วนคำว่า JET อาจแปลความหมายว่า ของเหลว แก๊ส หรือฝุ่นที่พ่นออกมาเป็นลำ ดังนั้น คำว่า LASERJET จึงมิได้มีความหมายเพียงว่าของเหลวที่พุ่งออกมาดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยเท่านั้น อย่างไรก็ดีแม้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะแปลความหมายของคำไม่ครบถ้วน แต่การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาความหมายของคำในเครื่องหมายการค้ากับตัวสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียน กล่าวคือสินค้าหมึกที่บรรจุในตลับคาร์ทริดจ์ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ของโจทก์มีลักษณะเป็นผงถือได้ว่าเป็นฝุ่นที่พ่นออกมาเป็นลำคล้ายแสงเลเซอร์ จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่าสินค้าผงหมึกของโจทก์มีลักษณะการทำงานด้วยการพ่นออกมาเป็นลำคล้ายแสงเลเซอร์ไม่ว่าจะพ่นเป็นแสง ของเหลว เป็นผง หรือเป็นฝุ่นก็ตาม เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงโดยลักษณะของเครื่องหมายการค้านั้นเอง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยลักษณะของเครื่องหมายการค้านั้นเอง ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในเรื่องนี้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 464131 ก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะว่า สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทย รู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น ซึ่งเกี่ยวกับการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นี้ โจทก์มีนางสาวประอร และนายเริงชัย พนักงานบริษัทเอกชนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานของบริษัทเอกชนในด้านคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์มาให้ถ้อยคำและเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า พยานทำงานมาหลายบริษัท ได้รู้จักสินค้าเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" ของบริษัทโจทก์ในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ยี่ห้อ "LASERJET" มีใช้อยู่ในบริษัทที่พยานเคยทำงานและที่ทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" ของบริษัทโจทก์ ไม่มีบริษัทอื่นนอกจากบริษัทโจทก์ที่ใช้เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" โจทก์ยังมีนางสาวพจนารถ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของบริษัทฮิวเลตต์ - แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทโจทก์ให้ถ้อยคำและเบิกความเป็นพยานว่า ในประเทศไทยโจทก์มีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละปีงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับหมึกพิมพ์ของโจทก์คิดเป็นเงินประมาณ 60,000,000 บาท สินค้าหมึกพิมพ์นั้นต้องใช้ควบคู่กันไปกับเครื่องพิมพ์ ดังนั้น การโฆษณาหมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า LASERJET จึงทำควบคู่ไปกับเครื่องพิมพ์ โดยโฆษณาตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโบร์ชัวร์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์สินค้าตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศและการตกแต่งหน้าร้าน ตามเอกสารที่ใช้ประกอบโฆษณาเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์รุ่นต่าง ๆ ในสื่อประเภทต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา โบรชัวร์ส่งเสริมการขายเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์รุ่นต่าง ๆ แผ่นซีดีแสดงภาพถ่ายกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้า ตัวอย่างภาพถ่ายหน้าร้านแสดงสินค้า ใบเรียกเก็บเงินจากบริษัทโฆษณาจำนวน 1 เล่ม กับโจทก์ยังมีเว็บไซต์ของโจทก์ที่ URL http://hp.co.th ซึ่งผู้ใช้จากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์ของโจทก์ รวมถึงผลิตภัณฑ์หมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" ตามภาพถ่ายจากเว็บไซต์ จำนวน 1 เล่ม นายธิปไตย ผู้จัดการธุรกิจผลิตภัณฑ์ของบริษัทโจทก์ให้ถ้อยคำและเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์มีผู้ค้าส่งสินค้าเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ของโจทก์เป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่ จำนวน 4 ราย ซึ่งผู้ค้าส่งดังกล่าวได้จำหน่ายสินค้าเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ของโจทก์ให้แก่ผู้ค้ารายย่อยซึ่งมีหลายพันรายทั่วประเทศไทยอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้จำหน่ายสินค้าซึ่งสั่งซื้อสินค้าจากผู้ค้ารายย่อยไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่งเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคต่อไป... ในท้องตลาดไม่มีผู้ผลิตอุปกรณ์การพิมพ์ชั้นนำรายใดที่ใช้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" เช่นเดียวกับโจทก์ กับโจทก์ยังมีพจนานุกรมที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หลายเล่มที่แสดงว่าสินค้าเครื่องพิมพ์ภายใต้เครื่องหมาย "LASERJET" นั้น เป็นสินค้าของโจทก์และได้ถูกใช้มานานจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย เช่น พจนานุกรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตซึ่งระบุถึงคำว่า "LASERJET" ไว้ว่า หมายถึงเลเซอร์เจ๊ต เป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ตระกูลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ผลิตโดยบริษัทโจทก์ พจนานุกรม The Computer Glossary ซึ่งระบุถึงคำว่า "LASERJET" ไว้ว่า หมายถึง เป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ตั้งโต๊ะรุ่นหนึ่ง เอชเอชพี เลเซอร์เจ๊ท เครื่องแรกวางตลาดในปี 2527 ราคา 3,495 ดอลลาร์สหรัฐ พจนานุกรม Prentice Hall's illustrated Dictionary of Compution ซึ่งระบุถึงคำว่า "LASERJET" ไว้ว่า หมายถึง เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งใช้กับเครื่องพิมพ์เลเซอร์จำนวนหนึ่ง และในพจนานุกรม Random House Webster's Computer & Internet Dictionary ระบุถึงโจทก์ว่าเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และเป็นที่รู้จักทั่วไป ในปัจจุบันในด้านเครื่องพิมพ์ LASERJET และ DESKJET แม้ตามพจนานุกรมต่างๆ ดังกล่าวได้กล่าวถึงแต่เครื่องพิมพ์ แต่พยานโจทก์ปากต่าง ๆ ดังกล่าวก็ได้ให้ถ้อยคำและเบิกความยืนยันว่าโจทก์จะขายสินค้าเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ควบคู่กันไป เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงข้อที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET กับสินค้าหมึกพิมพ์ในลักษณะดังกล่าว และพยานหลักฐานของโจทก์ก็มีเหตุมีผลและมีความสอดคล้องต้องกันไม่ปรากฏข้อพิรุธ จึงมีความน่าเชื่อถือ ฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET กับทั้งเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์และได้โฆษณาเผยแพร่ และจำหน่ายซึ่งสินค้าเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหมึกพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า LASERJET ของโจทก์ดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหมึกพิมพ์ของผู้อื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ประเภทหมึกที่บรรจุในตลับคาร์ทริดจ์ใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 495/2546 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ตามคำขอเลขที่ 464131 ของโจทก์ต่อไป นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 7 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮิวเล็ท - แพคการ์ด คำปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2551
#417342
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา คดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แม้จำเลยรับสารภาพแต่น้ำหนักบรรทุกเกินจำนวนมาก จึงไม่สมควรลดโทษให้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน มิใช่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้นคำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาคดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกเหล็กแผ่นมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นจำนวนมากถึง 16,680 กิโลกรัม แสดงว่าจำเลยไม่สนใจไยดีคิดที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเสียเลย การใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินมากเช่นนั้นย่อมทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมได้โดยง่าย นอกจากรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมแล้วยังทำให้บุคคลอื่นที่จำต้องใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรได้รับความเดือดร้อนเพราะเหตุที่ถนนได้รับความเสียหายจากการบรรทุกน้ำหนักมากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 เดือนและปรับ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นโทษจำคุกระยะสั้นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังเพื่อให้เหมาะสมแก่คดี และเมื่อลงโทษกักขังแล้วก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 มาตรา 29 และมาตรา 30 ยกเลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขัง 1 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายวิชัย แพทย์ไทย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2551
#411318
เปิดฉบับเต็ม

การวางเงินต่อศาลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่มีหน้าที่ต้องสั่งหรือเตือนให้นายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลวางเงินดังกล่าว

โจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ออกตามมาตรา 124 โดยไม่วางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลพบุรีที่ 2/2549 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2549

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ให้การ

ศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งดสืบพยาน ศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างและไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 ได้นำคดีไปสู่ศาล แต่มิได้วางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2549 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2549 ของจำเลยที่ 2 ที่ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 โดยไม่วางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้นต่อศาลแรงงานภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 125 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ การวางเงินตามมาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่มีหน้าที่ต้องสั่งหรือเตือนให้นายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลวางเงินดังกล่าว เมื่อโจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ออกตามมาตรา 124 ของจำเลยที่ 2 โดยไม่วางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้นและไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 1 ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ขยายระยะเวลาวางเงินให้โจทก์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลพบุรีกิจวัฒนา จำกัด
จำเลย — นางฉันทนา จิวศิวานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา