คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3408/2551
#417801
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว เมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา 1349 ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน

เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมายต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา 1349

โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของบุคคลอื่นที่มิได้หวงห้ามโจทก์ การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 1 แปลง และที่ดินตามหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64/33 เนื้อที่ 2 งาน 50 ตารางวา ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันโจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 30 บนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออก ที่ดินทั้งสองแปลงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เจ้าของเดิมใช้เส้นทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 17884 ของจำเลยที่ 1 และโฉนดเลขที่ 25421 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กว้างประมาณ 2 เมตร โจทก์ใช้เส้นทางดังกล่าวติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำสังกะสีมาปิดกั้นทางเข้าออกทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถใช้เส้นทางเข้าออกได้ตามปกติ ขอให้พิพากษาว่าทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์กว้าง 2 เมตร ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 17884 และ 25421 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนแผ่นรั้วสังกะสีเฉพาะส่วนที่สร้างปิดทางกว้าง 2 เมตร ออกไป โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะหลายทาง ไม่มีผู้ใดใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสาม ที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 33 ของนายเสงี่ยมโจทก์ชอบที่จะออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของนายเสงี่ยม โจทก์ไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นเวลากว่า 10 ปี การที่โจทก์ฟ้องขอผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามทั้ง ๆ ที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว จึงเป็นประโยชน์ของโจทก์แต่ผู้เดียว และทำให้จำเลยทั้งสามเสียหาย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 17884 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ของจำเลยที่ 1 เป็นทางกว้างเท่าความกว้างของที่ดินจำเลยที่ 1 ด้านทิศตะวันออกตอนล่าง จากแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางทิศใต้ได้ไปจนจดทิศเหนือเพื่อเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64/33 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64/33 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยซื้อมาจากนายเสงี่ยมตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เอกสารหมาย จ.1 ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 33 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17884 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แบ่งขายที่ดินทางด้านทิศใต้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ที่ดินของจำเลยทั้งสามอยู่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.6 ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์เคยใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยที่ 1 ออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้สังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ที่ดินของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือ 1350 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ดินของนายเสงี่ยมแม้จะไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายเสงี่ยมก็ใช้เส้นทางออกทางที่ดินของนายสำราญไปสู่ทางสาธารณะได้และได้ใช้เส้นทางดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสิบปี เมื่อเจ้าของที่ดินแปลงเดิมสามารถใช้เส้นทางของนายสำราญออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ซึ่งซื้อที่ดินมาจากนายเสงี่ยมจึงต้องใช้ทางดังกล่าวผ่านที่ดินของนายเสงี่ยมและที่ดินของนายสำราญออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นกัน กรณีนี้จึงสามารถนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มาปรับใช้ได้และเป็นการใช้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โจทก์จึงไม่จำเป็นที่จะต้องขอทางออกผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสาม นอกจากนายเสงี่ยมจะออกผ่านที่ดินของนายสำราญได้แล้วยังสามารถออกผ่านที่ดินของนางดอกไม้ได้ด้วย โจทก์จึงขอผ่านทางออกดังกล่าวได้ และไม่ทำให้บุคคลอื่นต้องเดือดร้อน เพราะเจ้าของที่ดินไม่ว่านายสำราญหรือนางดอกไม้ ก็ไม่ได้ปิดกั้นหรือหวงห้ามไม่ให้นายเสงี่ยมหรือโจทก์เดินเข้าออกแต่อย่างใด กรณีจึงเข้ามาตรา 1350 เพราะเมื่อที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินของนายเสงี่ยมและไม่มีทางออก โจทก์จึงต้องขอออกผ่านที่ดินที่ได้แบ่งแยกมาเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ กรณีนี้จึงไม่ใช่กรณีที่จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 มาปรับใช้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 บัญญัติว่า "ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน" การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว ครั้นเมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา 1349 ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าเดิมที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64/33 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 33 ซึ่งเป็นที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมาย ต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ กรณีของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ตามมาตรา 1349 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์และนายศรีไพรสามีโจทก์ เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่าก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินจากนายเสงี่ยมเจ้าของที่ดินคนก่อนและชาวบ้านได้ใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 ไม่เคยคัดค้านการใช้ทางพิพาท โจทก์ใช้รถเข็นเข้าออกทางพิพาทเพื่อนำของไปขาย จำเลยที่ 1 ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 1 ได้ปิดทางพิพาทเพื่อไม่ให้โจทก์เดินเข้าออกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่นายเสงี่ยมพยานโจทก์กลับเบิกความเจือสมกับพยานจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ สามีโจทก์ บุตรโจทก์ และญาติโจทก์สามารถเดินออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินของนางดอกไม้หรือที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ทั้งสองทาง โจทก์ทราบก่อนซื้อที่ดินจากพยานว่าทางออกสู่ทางสาธารณะมี 2 ทาง และนายเสงี่ยมได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า เดิมสภาพที่ดินของจำเลยทั้งสามกับที่ดินที่พยานขายให้โจทก์จะมีแนวกอไผ่กั้นยาวตลอด รถไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ พยานเพิ่งจะไถกอไผ่ออกไปก่อนขายให้โจทก์ไม่ถึง 1 ปี นอกจากออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางดอกไม้ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้แล้วยังสามารถเดินออกผ่านที่ดินของนางประหยัดซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยที่ 1 ได้อีกทางหนึ่งฝ่ายจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ปี 2535 โจทก์เดินออกถนนสายหนองปลาหมอ - หินกอง โดยผ่านที่ดินของนายเสงี่ยมและนายสำราญ ส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์สามารถเดินออกได้โดยผ่านที่ดินของนางประหยัด นางเอก นางมิตร นางมา นางบุญ นางคลึ้ม นางเล็กและนายทองดี ปี 2536 เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินจากนายเสงี่ยม โจทก์สามารถเดินออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนายเสงี่ยมได้ เพราะนายเสงี่ยมยินยอม จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 จะเห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการขอเปิดทางจำเป็นไว้ว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านกับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จะขอผ่านที่ดินแปลงใดก็ได้ แต่ให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ จากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมาปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางคือ ทางแรกโจทก์สามารถผ่านที่ดินของนายเสงี่ยมผู้ซึ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์แล้วไปออกทางที่ดินของนางดอกไม้ โดยนายเสงี่ยมและนางดอกไม้ก็มิได้หวงห้ามแต่อย่างใด ทางที่สองโจทก์สามารถออกทางที่ดินของนางประหยัดได้ ซึ่งนายเสงี่ยมเบิกความว่านางประหยัดไม่เคยหวงห้ามคนเดิน และทางที่สาม คือ ทางพิพาทนั้น โจทก์เพิ่งมาใช้ในภายหลังเพราะก่อนที่นายเสงี่ยมจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ นายเสงี่ยมได้ปลูกกอไผ่ไว้ตลอดแนว นายเสงี่ยมได้ไถกอไผ่ดังกล่าวออกก่อนขายให้โจทก์เพียง 1 ปี ดังนั้น เมื่อโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของนายเสงี่ยม นางดอกไม้และนางประหยัดซึ่งบุคคลดังกล่าวมิได้หวงห้ามโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และถ้าหากให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดทางจำเป็นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถนอม ประชาชน
จำเลย — นายจำเนียน พลอยกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2551
#411411
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 26 กำหนด แต่ถ้าต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 37 จากข้อเท็จจริง ช. ซึ่งเป็นผู้จัดการได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่า ช. เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอฯแทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ จึงถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (1) และมาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 ของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 56,100 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 46,100 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 กำหนด และหากผู้รับประเมินต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 37 แต่จากทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นนี้มีนายชัยวัฒน์มาเบิกความว่า นายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการส่วนบริการลูกค้า จังหวัดลำพูน ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ในกิจการทั้งหมดและกิจการต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำพูน และได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามของโจทก์ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด ซึ่งตามเอกสารที่นายชัยวัฒน์ได้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ ส่วนที่นายชัยวัฒน์และนายทรงวุฒิ ผู้จัดการศูนย์บริหารงานกฎหมายเชียงใหม่ และเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ เบิกความยืนยันว่านายชัยวัฒน์กระทำการในนามของโจทก์ และเป็นการกระทำตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยอ้างสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้บริหารปฏิบัติการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีนายอรัญรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้สั่งนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจว่า นายธีรวิทย์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายอรัญเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแทนโจทก์ได้จริงหรือไม่เพียงใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอาการและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 41 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 26 ม. 37
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2551
#417336
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 26 กำหนดให้คำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนาม หากผู้รับประเมินต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 37 เมื่อผู้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่ปรากฏว่าผู้ลงนามได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ กรณีถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 (1) และมาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 56,100 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การขอยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ใช่การอุทธรณ์หรือการยื่นคำร้องของโจทก์เพราะลายมือชื่อผู้ยื่นคำร้องไม่มีส่วนใดๆ ระบุว่าเป็นการยื่นคำร้องในฐานะอย่างใดของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ผู้ลงลายมือชื่อในคำร้องกระทำการแทนหรือเป็นตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใด ถือว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินส่วนที่โจทก์ขอให้สัตยาบันการกระทำของนายชัยวัฒน์ไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นตัวแทนของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 56,100 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 กำหนด และหากผู้รับประเมินต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 37 แต่จากทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นนี้มีนายชัยวัฒน์มาเบิกความว่า นายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการส่วนบริการลูกค้าจังหวัดลำพูน ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ ในกิจการทั้งหมดและกิจการต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำพูน และได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามของโจทก์ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวซึ่งนายชัยวัฒน์ได้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ ส่วนที่นายชัยวัฒน์และนายทรงวุฒิผู้จัดการศูนย์บริหารงานกฎหมายเชียงใหม่และเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ เบิกความยืนยันว่านายชัยวัฒน์กระทำการในนามของโจทก์และเป็นการกระทำตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยอ้างสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้บริหารปฏิบัติการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีนายอรัญรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้สั่งนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจว่า นายธีรวิทย์เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายอรัญเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแทนโจทก์ได้จริงหรือไม่เพียงใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 26 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2551
#411405
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดิน เพื่อเรียกที่ดินคืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยฉ้อโกงโจทก์ทั้งห้าว่าจะยืมที่ดินของโจทก์ทั้งห้าไปจำนองต่อสถาบันการเงิน แต่จำเลยกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจผิดไปจากความประสงค์ที่แท้จริง โดยปลอมว่า โจทก์ทั้งห้ายกที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ทั้งห้ายังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง คดีอาญาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้านำสืบมายังไม่พอฟังว่าคดีมีมูล พิพากษายกฟ้อง แม้จะเป็นการวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่คดีถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าไม่มีมูลให้ฟังว่า จำเลยกระทำความผิด ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินและคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2175, 2176, 2177, 2178, 2180 ตำบลผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยไม่ติดภาระใดๆ แก่โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสัญญาให้ที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์โดยให้กลับคืนสถานภาพเดิมของที่ดินดังกล่าว โดยใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาของคู่สัญญา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยกับพวก ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฉ้อโกง แล้วว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้าไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งถึงที่สุดแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินเพื่อเรียกที่ดินคืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ทั้งห้าว่าจะยืมที่ดินของโจทก์ทั้งห้าไปจำนองต่อสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของบริษัทที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น แต่จำเลยกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจผิดไปจากความประสงค์ที่แท้จริงโดยปลอมว่าโจทก์ทั้งห้ายกที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ทั้งห้ายังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง ผลคดีอาญาปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้านำสืบมายังไม่พอฟังว่าคดีมีมูล พิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีอาญาดังกล่าวแม้จะเป็นการวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตามแต่คดีถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้แล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าไม่มีมูลให้ฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิด ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ศาลจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งห้าที่ว่า จำเลยหลอกลวงและปลอมหนังสือมอบอำนาจนั้นรับฟังไม่ได้ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเหตุดังกล่าวได้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา ปลอดวิมุติ กับพวก
จำเลย — นางสาวจรูญศรี บูรณธนานุกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายณรงค์ กอนดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3348/2551
#412829
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของ ค. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้ามิได้เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่จะไม่ตกทอดไปยังผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายใหม่ ทั้ง ค. มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่ง มาก่อนฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่ผู้ใดหรือได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินไปวางไว้ต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินมาจาก ค.ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้า ก็ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง

การที่จะกำหนดและจ่ายเงินทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการ มีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 เนื้อที่ 6 ไร่ 93 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายครองทรัพย์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 ราคาไร่ละ 300,000 บาท ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะเข้าดำเนินการก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงบนที่ดินของโจทก์และเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ พาดผ่านที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินประเภทต่างๆ ให้แก่โจทก์ ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงบนที่ดินของโจทก์และเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ พาดผ่านที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 2 งาน 85 ตารางวา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์บางส่วนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อีก 2 งาน รวมที่ดินที่เกิดความเสียหายเนื้อที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา และจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรื้อถอนเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินของโจทก์ และต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 เดือน รวมเป็นเงิน 140,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน 140,000 บาท และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ก่อนทำการก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ จำเลยที่ 1 ได้ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าให้ผู้เกี่ยวข้องทราบแล้ว โดยมีแนวสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 คิดเป็นเนื้อที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าจำนวน 3 งาน 43 ตารางวา ขณะนั้นมีนายครองทรัพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดมุกดาหารมีมติให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่นายครองทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส่วนโจทก์ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายครองทรัพย์ในภายหลัง จำเลยทั้งสองมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง เนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านเหนือที่ดินของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้เสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของโจทก์อยู่เช่นเดิม จำเลยที่ 1 เพียงขอใช้สิทธิในการเดินสายส่งไฟฟ้าเหนือพื้นดินบริเวณที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสียหายที่เกิดแก่ระบบไฟฟ้าและเพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุด เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินยังใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อไปได้ตามเดิมแต่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดบางประการ ที่ดินของโจทก์นอกจากบริเวณที่ถูกสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านยังคงเหลืออีกมากและสามารถใช้ประโยชน์ได้ไม่เสียหายแต่อย่างใด ทั้งที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ในทำเลค้าขายและย่านชุมชน ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่น่าสูงถึงไร่ละ 1,200,000 บาท และค่าเสียหายจำนวน 140,000 บาท เป็นค่าเสียหายที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง นอกจากนั้นขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของเดิมที่ดินดังกล่าวถูกรอนสิทธิเหนือพื้นดินโดยจำเลยที่ 1 ได้ประกาศกำหนดแนวเขตสายไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ มุกดาหาร-สุวรรณเขต แล้ว จำเลยที่ 1 พิจารณาจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ โดยความเป็นธรรมแก่เจ้าของเดิมแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 1,000,000 บาท และค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 279,740 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 115 กิโลโวลต์ มุกดาหาร-สุวรรณเขต ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2536 ตามเอกสารหมาย ป.ล.1 และได้ส่งแผนที่ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามเอกสารหมาย ล.8 หรือ ป.ล.5 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสุวรรณเขต แขวงสุวรรณเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ 6 ไร่ 93 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายครองทรัพย์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะทำการก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงผ่านที่ดินของโจทก์ โดยจะจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ตามระเบียบตามเอกสารหมาย จ.16 และในเดือนตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงบนที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเขตสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านเนื้อที่ 3 งาน 43 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดมุกดาหารกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้โจทก์จำนวน 139,215 บาท จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 400,000 บาท โดยให้จ่ายในอัตราประเภทที่บ้านร้อยละ 90 ของราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 2 งาน 70.6 ตารางวา เป็นเงินจำนวน 243,540 บาท กับให้จ่ายในอัตราประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 72.4 ตารางวา เป็นเงินจำนวน 36,200 บาท รวมเป็นเงิน 279,740 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ส่วนที่ยังโต้เถียงกันอยู่โจทก์นำสืบว่าที่ดินของโจทก์อยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 สายมุกดาหาร-นครพนม มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไร่ละ 1,200,000 บาท การสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงบนที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 85 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย 7.17 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4603 และ 4605 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ จากนายบุดดีในราคา 6,186,695 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 12 เท่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ติดถนน ร.พ.ช. สายบ้านโพนทราย-บ้านโคกสูง อยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 2 กิโลเมตร มีราคาประเมินเป็นเงิน 510,505 บาท ตามแผนผังเปรียบเทียบราคาประเมินที่ดินตำบลบางทรายใหญ่เอกสารหมาย จ.20 และบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.21 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 บริษัทเอส เอ็น จี ซินดิเคทส์ จำกัด ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 30596 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ 3 ไร่ จากนางสาววรดาในราคา 2,880,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินของโจทก์ มีราคาประเมิน 630,000 บาท ตามบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.23 และบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเอกสารหมาย จ.24....

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เรื่องการประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าพร้อมส่งแผนที่ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าสายส่ง 115 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสุวรรณเขต แขวงสุวรรณเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านที่ดินตามแนวเขตที่ประกาศ สายส่งไฟฟ้าแรงสูงได้พาดผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในขณะนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 รวมเนื้อที่ 3 งาน 43 ตารางวา ก่อนมีการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วตามเอกสารหมาย จ.16 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ เนื่องจากในระหว่างดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินมีการโอนขายเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากเจ้าของเดิมหลายทอดจนกระทั่งถึงโจทก์โดยโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขต ดินสายไฟฟ้าแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดมุกดาหารมีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศเขตเดินสายไฟฟ้าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 เท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของนายครองทรัพย์โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายครองทรัพย์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่นายครองทรัพย์ เพราะสิทธิเรียกร้องให้จ่ายเงินทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวได้เกิดขึ้นก่อนและไม่ตกติดมากับที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายครองทรัพย์ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตาม แต่การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ ก็มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติห้ามมิให้จ่ายแก่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเจ้าของเดิมที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินอยู่ก่อนแต่ยังไม่ได้รับแต่อย่างใดสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของนายครองทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้ามิได้เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่จะไม่ตกทอดไปยังผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายใหม่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา นอกจากนั้นไม่ปรากฏว่านายครองทรัพย์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่ง มาก่อน ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด หรือได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินไปวางไว้ต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจำนวน 136,250 บาท (ที่ถูก 139,215 บาท) ที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมแล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายคณิสสรเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4603 และ 4605 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ จากนายบุดดีในราคา 6,186,695 บาท ที่ดินดังกล่าวอยู่ติดถนน ร.พ.ช.สายบ้านโพนทราย-บ้านโคกสูง ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 2 กิโลเมตร มีราคาประเมิน 510,505 บาท และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 บริษัทเอส เอ็น จี ซินดิเคทส์ จำกัด ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 30596 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ 3 ไร่ จากนางสาววรดาในราคา 2,880,000 บาท สำหรับที่ดินดังกล่าวอยู่ตรงกันข้ามเยื้องกับที่ดินของโจทก์ มีราคาประเมินเป็นเงิน 630,000 บาท สำหรับที่ดินพิพาทอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 สายมุกดาหาร-นครพนม มีราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดไร่ละ 1,200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายอนันต์ศักดิ์ พนักงานของจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สิน และนายกฤช นิติกร 8 ทำหน้าที่หัวหน้าหมวดจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สินเป็นพยานเบิกความว่า คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ วางหลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สินโดยแยกเป็นที่ดิน ต้นไม้ อาคารและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับที่ดินนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้รับโอนกรรมสิทธิ์เพียงแต่รอนสิทธิในที่ดินเท่านั้น การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจึงไม่เต็มตามราคาประเมินที่ดินที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่สามารถทำประโยชน์ได้จึงจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 100 ที่ดินประเภทที่บ้านจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 70 ที่ไร่ที่นาและที่ประเภทอื่นๆ จ่ายในอัตราร้อยละ 50 โดยถือราคประเมินที่ประกาศใช้ในปี 2535 ถึงปี 2538 ต่อมาปี 2539 คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ได้ประชุมและมีมติให้จ่ายค่าเงินทดแทนทรัพย์สินให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองในวันที่จำเลยที่ 1 กำหนดเขตที่จะเดินสายไฟฟ้าคือวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 และได้นำราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินที่ประกาศใช้ในปี 2539 ถึงปี 2542 มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทน เพื่อให้ราษฎรได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ป.ล.5 ถึง ป.ล.7 ที่ดินของโจทก์อยู่ห่างจากตัวเมืองมุกดาหาร ประมาณ 8 กิโลเมตร สภาพเป็นที่ว่างยังไม่มีการทำประโยชน์ การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในระยะ 40 เมตร จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 มีราคาประเมินไร่ละ 200,000 บาท พ้นระยะ 40 เมตร แต่ไม่เกิน 60 เมตร มีราคาประเมินไร่ละ 160,000 บาท ที่ดินของโจทก์เป็นที่นาแต่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 90 เหมือนกับที่บ้านเนื้อที่ 2 งาน 70.60 ตารางวา เฉพาะส่วนที่เป็นที่ตั้งของเสาไฟฟ้าจำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนเพิ่มอีกร้อยละ 10 ส่วนที่เหลือเป็นที่นาจำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 50 ตามใบสำคัญรับเงินค่าทดแทน เอกสารหมาย ป.ล.9 และ ป.ล.10 เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้างๆ ว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย สำหรับราคาที่ดินที่โจทก์นำสืบเป็นราคาที่มีการซื้อขายกันในปี 2540 และปี 2541 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาประมาณ 4 ปี มิใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา ส่วนราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำสืบก็เป็นราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหาใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่ จึงไม่สมควรนำราคาที่ดินตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงประการเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากที่ดินของโจทก์ที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านเป็นส่วนที่อยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 สายมุกดาหาร-นครพนม ซึ่งโจทก์ซื้อมาในราคาไร่ละ 300,000 บาท เมื่อได้คำนึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกันแล้วที่ดินพิพาทควรมีราคาเฉลี่ยทั้งแปลงไร่ละ 300,000 บาท หรือตารางวาละ 750 บาท คำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในอัตราประเภทที่บ้านร้อยละ 90 ของราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 2 งาน 70.60 ตารางวา เป็นเงิน 182,655 บาท กับคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินส่วนที่เหลือในอัตราประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 72.40 ตารางวา เป็นเงิน 27,150 บาท รวมเป็นเงิน 209,805 บาท จำเลยที่ 1 ยังมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 209,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 ม. 29 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ จียาศักดิ์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชาลี ทัพภวิมล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3348/2551
#498538
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ค. ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตาม แต่การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ มิได้มีกฎหมายใด ๆ บัญญัติห้ามมิให้จ่ายแก่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเจ้าของเดิมที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินอยู่ก่อนแต่ยังไม่ได้รับอย่างใด สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของ ค. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้ามิได้เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่จะไม่ตกทอดไปยังผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายใหม่ นอกจากนั้นไม่ปรากฏว่า ค. ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่งมาก่อน ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด หรือได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินไปวางไว้ต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคาร อ. แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตามก็ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน 140,000 บาท และใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเสาไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน จำนวน 279,740 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระแทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เรื่อง การประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าพร้อมส่งแผนที่ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าสายส่ง 115 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสุวรรณเขต แขวงสุวรรณเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านที่ดินตามแนวเขตที่ประกาศ สายส่งไฟฟ้าแรงสูงได้พาดผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 6926 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในขณะนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ รวมเนื้อที่ 3 งาน 43 ตารางวา ก่อนมีการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ เนื่องจากในระหว่างดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินมีการโอนขายเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากเจ้าของเดิมหลายทอดจนกระทั่งถึงโจทก์ โดยโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดมุกดาหารมีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศเขตเดินสายไฟฟ้าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 เท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของนายครองทรัพย์ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายครองทรัพย์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่นายครองทรัพย์ เพราะสิทธิเรียกร้องให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวได้เกิดขึ้นก่อนและไม่ตกมากับที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายครองทรัพย์ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตาม แต่การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ ก็มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติห้ามมิให้จ่ายแก่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเจ้าของเดิมที่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินอยู่ก่อนแต่ยังไม่ได้รับแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของนายครองทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้ามิได้เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่จะไม่ตกทอดไปยังผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายใหม่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา นอกจากนั้นไม่ปรากฏว่านายครองทรัพย์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคหนึ่ง มาก่อน ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด หรือได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินไปวางไว้ต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในปัจจุบันเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจำนวน 139,215 บาท ที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้างๆ ว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย สำหรับราคาที่ดินที่โจทก์นำสืบเป็นราคาที่มีการซื้อขายกันในปี 2540 และปี 2541 ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาประมาณ 4 ปี มิใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันในขณะที่จำเลยที่ 1 ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา ส่วนราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำสืบก็เป็นราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หาใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่ จึงยังไม่สมควรนำราคาที่ดินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงประการเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากที่ดินของโจทก์ที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านเป็นส่วนที่อยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 สายมุกดาหาร - นครพนม ซึ่งโจทก์ซื้อมาในราคาไร่ละ 300,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกันแล้วที่ดินพิพาทควรมีราคาเฉลี่ยทั้งแปลงไร่ละ 300,000 บาท หรือตารางวาละ 750 บาท คำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในอัตราประเภทที่บ้านร้อยละ 90 ของราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 2 งาน 70.60 ตารางวา เป็นเงิน 182,655 บาท กับคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินส่วนที่เหลือในอัตราประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 72.40 ตารางวา เป็นเงิน 27,150 บาท รวมเป็นเงิน 209,805 บาท จำเลยที่ 1 ยังมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 209,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออกสินแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 30 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ จียาศักดิ์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชาลี ทัพภวิมล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2551
#417422
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดไว้ชั่งคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติ มาตรา 8 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 63/2548 แล้วว่า บทบัญญัติมาตรา 8 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 แล้ว การที่จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุผลในข้อกฎหมายขึ้นมาใหม่ว่า ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดต่อ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ขอให้มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบไว้จนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ฟ้องจำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลายโดยคดีอาญาที่จำเลยทั้งสิบถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาและคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยก่อนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6 กับให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการจัดการ รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้โดยขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วบางรายการในราคาต่ำก่อให้เกิดความเสียหายมาก หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการดังกล่าวต่อไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทกฎหมายตามคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวมหรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 63/2548 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ว่าพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลย จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุผลในข้อกฎหมายขึ้นมาใหม่ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบให้ล้มละลายโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ไม่ใช่การฟ้องคดีล้มละลายทั่วไปที่ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยทั้งสิบต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิด ขอให้มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบไว้จนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนี้ ข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 4 ม. 26 ม. 29 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 33 ม. 48 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2551
#412137
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นยังมิได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง ถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 140 (3) คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้อง ไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227 และ 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อคดียังไม่เสร็จไปจากศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบมาตรา 247

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4102 แขวงทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) เขตยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ไปรังวัดแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เนื้อที่ 27 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้แก่คู่ความฟัง โดยมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาที่ส่งไปด้วยว่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและบังคับตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ เท่ากับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นสองเท่าของราคาที่ดินพิพาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาในทุนทรัพย์เท่าราคาที่ดินพิพาท ซึ่งยังไม่ครบถ้วน จึงให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มจากโจทก์ให้ครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ และเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไป

โจทก์ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเป็นคำสั่งที่คลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง จึงต้องถือว่าคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) วรรคท้าย คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มดังกล่าวมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบมาตรา 247 โจทก์จะฎีกาก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140 (3) ม. 149 ม. 226 (1) ม. 227 ม. 228 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นางวัชราภรณ์ ชลพิไลพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรภักดิ์ ไพศาลกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3301/2551
#498533
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ที่เสนอต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวาต้องอยู่ใต้บังคับของมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2869 ตำบลช่องนนทรี (บางโพงพาง) อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร และใช้ค่าเสียหาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ 2869 ตำบลช่องนนทรี (บางโพงพาง) อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร และออกจากสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 537/1 และ 537/15 ซอยเบญจมิตร ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 6,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2547) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์พิพาทและส่งมอบทรัพย์พิพาทคืนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปย้งโกดังเก็บสินค้าของจำเลย จำเลยจึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ผู้ให้เช่าเดิมได้เคยทำบันทึกตกลงจะให้จำเลยเช่าทรัพย์พิพาทต่อไปอีก 5 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จำเลยวางมัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าจำนวนหนึ่งแก่ผู้ให้เช่าเดิมไปแล้วหากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีจะมีทางชนะคดีโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยชอบแล้วและคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่แสดงหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากมีการพิจารณาคดีใหม่แล้ว ศาลอาจพิจารณาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้พิจารณาไปแล้ว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ที่เสนอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุดแต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาได้อีก ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 199 เบญจ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ โสณมัย และนายวิทวัส วันสน
ผู้จัดการมรดกของนายสุวัจน์ โสณมัย
จำเลย — บริษัทพี.ที.เอส. อุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2551
#413199
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลชั้นต้น และเมื่อพิจารณาใบสมัครขอสินเชื่อ ก็ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาขอสินเชื่อจากโจทก์สาขารังสิตซึ่งมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นเช่นกัน ดังนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนการที่โจทก์ได้โอนเงินกู้ที่จำเลยขอสินเชื่อเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นนั้น ธนาคารดังกล่าวเป็นเพียงธนาคารที่จำเลยมีบัญชีเงินฝากอยู่เท่านั้น ไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ อีกทั้งไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยจะต้องไปรับเงินที่กู้จากโจทก์โดยตรง กรณีจึงไม่อาจถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 100,298.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 72,206.16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนี้ตามใบสมัครขอสินเชื่อทำที่สำนักรังสิต ไม่ใช่ทำที่สาขาหัวหมาก มูลคดีจึงไม่ได้เกิดที่เขตอำนาจศาลนี้เช่นกัน จึงไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คำว่า มูลคดีหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ปรากฏว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลชั้นต้น และเมื่อพิจารณาใบสมัครขอสินเชื่อก็ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาขอสินเชื่อวงเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์สาขารังสิตซึ่งมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้โอนเงินกู้ที่จำเลยขอสินเชื่อเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นด้วยนั้น เห็นว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ เป็นเพียงธนาคารซึ่งจำเลยมีบัญชีเงินฝากอยู่เท่านั้น ไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ อีกทั้งไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยจะต้องไปรับเงินที่กู้จากโจทก์โดยตรง กรณีไม่อาจถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นดังที่ได้วินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสมใจ ไกรนรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายทรงวิทย์ ทรงกำพล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2551
#418509
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขอสินเชื่อจากโจทก์สาขารังสิตซึ่งมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์โอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นนั้น ธนาคารดังกล่าวเป็นเพียงธนาคารซึ่งจำเลยมีบัญชีเงินฝากอยู่เท่านั้น ไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ อีกทั้งไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยจะต้องไปรับเงินกู้จากโจทก์โดยตรง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยได้ทำคำขอใช้บริการสินเชื่อบุคคลเพอร์ซันแนลเคชไว้แก่โจทก์สาขาหัวหมาก ต่อมาโจทก์ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 75,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวหลังหักค่าธรรมเนียมดำเนินการสินเชื่อแล้วเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ หลังจากจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปแล้ว จำเลยชำระเงินกู้ดังกล่าวคืนโจทก์เพียง 2 งวด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 100,298.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 72,206.16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลนี้ตามใบสมัครขอสินเชื่อทำที่สำนักรังสิต ไม่ใช่ที่สาขาหัวหมาก มูลคดีจึงไม่ใช่เกิดที่เขตอำนาจศาลนี้เช่นกัน จึงไม่รับฟ้องจำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ปรากฏว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลชั้นต้น และเมื่อพิจารณาใบสมัครขอสินเชื่อเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ก็ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาขอสินเชื่อวงเงิน 75,000 บาท จากโจทก์สาขารังสิตซึ่งมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้โอนเงินกู้ที่จำเลยขอสินเชื่อเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นด้วยนั้น เห็นว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ เป็นเพียงธนาคารซึ่งจำเลยมีบัญชีเงินฝากอยู่เท่านั้น ไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ อีกทั้งไม่ใช่สถานที่ที่จำเลยจะต้องไปรับเงินกู้จากโจทก์โดยตรง กรณีไม่อาจถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นดังที่ได้วินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสมใจ ไกรนรา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3291/2551
#412648
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ทั้งโจทก์และจำเลยไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันเอง หรือโจทก์กับจำเลย บุคคลใดครอบครองทำประโยชน์เป็นเจ้าของมาก่อนย่อมอ้างสิทธิใช้ยันต่อผู้ที่มารบกวนการครอบครองภายหลังได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1375 จำเลยไม่มีสิทธิยกเอาระยะเวลาฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้

ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้น ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงมิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหลักไม้ที่จำเลยนำไปปักไว้ตามจุดอักษร ค ในแผนที่แสดงอาณาเขตที่ดิน และให้จำเลยรื้อถอนต้นสับปะรดและต้นไม้อื่นของจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายของต้นยางพาราแก่โจทก์จำนวน 2,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่อาจเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเนื่องจากจำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินโจทก์เดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 2,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และอัตรา 200 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 3,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลชั้นต้นส่วนที่เสียมาเกินแก่โจทก์และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียมาเกินแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายหลังมีกฎหมายเพิกถอนจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และมีการจัดตั้งสหกรณ์ชะแวะ สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสรรที่ดินให้แก่ราษฎรที่ถือครองที่ดินอยู่ก่อน โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะได้สิทธิทำกินและเอกสารสิทธิในที่ดิน แต่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ผ่านขั้นตอนหลักเกณฑ์ของสหกรณ์ชะแวะ อันจะได้สิทธิทำกินในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ ที่ดินพิพาทยังคงถือว่าเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือที่ดินเพื่อตนในที่ดินก่อนขึ้นยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ ปัญหาว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน เห็นว่า นอกจากโจทก์แล้ว โจทก์ยังมีนายนฤทธิ์ นายวีระ นายสุชาติ และนายบุญกิ่ง มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เป็นเจ้าของครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โจทก์ให้นางเฉลิมเช่าที่ดินพิพาทบางส่วนเพื่อปลูกอ้อย จำเลยก็นำสืบรับว่าได้เป็นคนเขียนสัญญาเช่าดังกล่าว และได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ด้วยตามสัญญาเช่า พฤติกรรมของจำเลยดังกล่าวเท่ากับยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ หากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยก็ต้องให้นางเฉลิมทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย นอกจากนี้เกี่ยวกับการเสียภาษีที่ดินโจทก์และนายสมศักดิ์บุตรโจทก์ก็เป็นผู้เสียภาษีตามแบบ ภ.บ.ท. 5 โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาแสดงยืนยัน ส่วนจำเลยมีแต่เพียงคำเบิกความลอย ๆ ทั้งคำกล่าวอ้างของจำเลยก็ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ซึ่งล้วนเป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้นำรังวัดทำแผนที่ระวางโดยระบุว่าที่ดินพิพาทแปลงหมายเลข 39 เป็นของจำเลยนั้น หลักฐานดังกล่าวก็มิใช่หลักฐานแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นเพียงเมื่อเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดทำแผนที่ระวางดังกล่าว โดยขณะนั้นโจทก์มิได้อยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกันจึงได้นำรังวัดที่ดินพิพาทแอบอ้างเป็นของจำเลย หลักฐานดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย อาศัยเหตุผลดังกล่าวมาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้อนี้ดังได้วินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ทั้งโจทก์และจำเลยไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันเองหรือโจทก์กับจำเลย บุคคลใดครอบครองทำประโยชน์เป็นเจ้าของมาก่อนย่อมอ้างสิทธิใช้ยันต่อผู้ที่มารบกวนการครอบครองภายหลังได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนการครอบครองนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 จำเลยไม่มีสิทธิยกเอาระยะเวลาฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้

ที่จำเลยฎีกาอีกว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงมิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้อง สวัสดีมงคล
จำเลย — จ่าเอกสาลี่ เกิดศิริสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายพรชัย เอื้อวิริยวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3288/2551
#419880
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนมิใช่สถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามกฎหมายกำหนดให้คิดสูงสุดเพียงร้อยละ 15 ต่อปี แต่เมื่อโจทก์คิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 18 และ 24 ต่อปี เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 และ ป.พ.พ. มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะ ความข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่มุ่งรักษาความยุติธรรมมิให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกินไป และผลของการเป็นโมฆะตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คู่ความย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม และขณะที่จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมีความผูกพันที่จะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อยู่ เพราะตามสัญญากู้ก็กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยมาทราบภายหลังว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 และ 24 ต่อปี ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะนั้นต้องคืนให้จำเลยทั้งสอง หรือไม่ก็นำไปชำระเงินต้นที่ยังค้างอยู่ เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบได้ว่าได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงินรวมทั้งสิ้นเกือบ 17,000,000 บาท สูงกว่าจำนวนเงินที่กู้เพียง 13,000,000 บาทเศษ จึงถือว่าได้จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เงินกู้โจทก์ครบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,664,583.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 6,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท (ที่ถูกควรมีข้อความว่าคำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 6,500,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2544 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ จำเลยที่ 1 เป็นมูลนิธิมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานมีอำนาจกระทำการแทน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นหุ้นส่วนของมูลนิธิจำเลยที่ 1 ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากฝ่ายโจทก์ไป 3 สัญญา สัญญาแรกกู้ยืมเงินจากนางลัดดา มารดาโจทก์ จำนวนเงิน 4,885,956 บาท ตามสัญญาต่างตอบแทนลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ครั้งที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 958,873 บาท ตามสัญญาเงินกู้ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2537 และครั้งที่ 3 ซึ่งโจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้โดยกู้ยืมเงินจากโจทก์อีกจำนวน 7,177,576 บาท ตามสัญญาเงินกู้ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2537 รวมเงินกู้ทั้งสามครั้งเป็นเงิน 13,022,405 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์แล้วหรือไม่ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยว่า หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยทั้งสองชำระเงินรวมเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งสามสัญญาประมาณ 15,000,000 บาทขึ้นไป ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 19,000,000 บาทเศษ ตามใบเสร็จรับเงิน เมื่อคำนวณยอดเงินตามใบเสร็จรับเงิน แล้วเป็นเงิน 16,917,184 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามสัญญากู้เงิน ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2537 ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 และ 24 ต่อปีเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ ข้อนี้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่ พ.ศ.2537 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2541 และร้อยละ 24 ต่อปี จากเดือนเมษายน 2541 จนถึงเดือนสิงหาคม 2543 และเมื่อตรวจดูบัญชีการคิดเงินก็ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เมื่อโจทก์เป็นเอกชนมิใช่เป็นสถาบันการเงินการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามกฎหมายกำหนดให้คิดสูงสุดเพียงร้อยละ 15 ต่อปี แต่เมื่อโจทก์คิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 18 และ 24 ต่อปีนั้น จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะ ความข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่มุ่งรักษาความยุติธรรมมิให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกินไป และผลของการเป็นโมฆะตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่ความย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะนั้นต้องคืนให้จำเลยทั้งสอง หรือไม่ก็นำไปชำระเงินต้นที่ยังค้างอยู่ เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบได้ว่าได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงินรวมทั้งสิ้นเกือบ 17,000,000 บาท สูงกว่าจำนวนเงินที่กู้เพียง 13,000,000 บาทเศษ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลชั้นต้นฟังว่าดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะนั้น ถือว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยทั้งสองหามีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นจำเลยทั้งสองมีความผูกพันที่จะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อยู่ เพราะตามสัญญากู้ก็กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยทั้งสองมาทราบภายหลังว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 และ 24 ต่อปี ดังนั้นจึงไม่อาจนำหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 มาปรับใช้กับกรณีของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบแล้ว ประเด็นข้ออื่นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 654
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลลักษณ์ เปรมฤทัย
จำเลย — มูลนิธิยุวพุทธิกสมาคมพระนครศรีอยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมเจตน์ วิทยาผาสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3198 -ที่ 3279/2551
#496824
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสอง ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ มาจากเหตุที่จำเลยที่ 1 หมดสัญญาอนุญาตให้บริการขายอาหารระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เสนอให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองเลือกไปทำงานในสาขาอื่นของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร โดยจะให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสองไม่เลือกและไม่แสดงความจำนงให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 จึงมีความจำเป็นต้องสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิม เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสองมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะไปปฏิบัติงานหน่วยงานแห่งอื่นของจำเลยที่ 1 และไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามวันเวลาที่จำเลยที่ 1 กำหนด จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (5) และเป็นการละทิ้งการงานไปซึ่งจำเลยที่ 1 จะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทอดแทนก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วนของงานใดเพื่อประโยชน์แก่ตน โดยจะจ่ายสินจ้างตอบแทนผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างร่วมกับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งแปดสิบสองเป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสองโดยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสองตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสองในแต่ละสำนวน

จำเลยที่ 1 ทั้งแปดสิบสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทเปาโล แคเทอริ่ง เซอร์วิส จำกัด ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทออล สไปซ์ เคเทอร์ริ่ง จำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหาร จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้ามาดำเนินงานผลิตและขายอาหารในบริเวณโรงงานของจำเลยที่ 2 โดยมิได้คิดค่าใช้จ่ายหรือได้รับประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 จะทำการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ให้มีมาตรฐานถูกสุขลักษณะและมีราคาที่เป็นธรรมไม่สูงเกินไป โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตอาหารรวมทั้งจัดหาพนักงานมาเองในการดำเนินการผลิตและบริการขายอาหารดังกล่าว โจทก์ทั้งแปดสิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำงานประจำอยู่ที่หน่วยงานในบริษัทฮิตาชิ โกลบอล สเตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงงานของจำเลยที่ 2 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือน สัญญาอนุญาตให้บริการขายอาหารระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2549 และจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจในสถานที่ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้เตรียมดำเนินการให้บริษัทโซเด็กซ์โซ่ ซัพพอร์ท เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด เข้าดำเนินกิจการต่อจากจำเลยที่ 1 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 ได้ประกาศแจ้งให้พนักงานทราบว่าสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะหมดอายุลงในวันที่ 30 กันยายน 2549 และจำเลยที่ 1 จะโอนย้ายพนักงานทุกคนไปทำงานที่สาขาแห่งอื่นของจำเลยที่ 1 โดยให้สิทธิพนักงานเลือกสาขาที่จะไปปฏิบัติงานตามสะดวกของโจทก์ทั้งแปดสิบสองซึ่งมี 4 สาขา คือ โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลพญาไท 1 โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท 3 กรุงเทพมหานคร โดยให้แสดงความจำนงไปยังจำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 18 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งแปดสิบสองทำหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการโอนย้ายพนักงานไปทำงานที่สาขาอื่น จำเลยที่ 1 ได้ให้คำชี้แจงว่าจำเลยที่ 1 หมดสัญญากับจำเลยที่ 2 จึงต้องย้ายพนักงานไปทำงานที่สาขาอื่นซึ่งมิใช่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 และพนักงานที่สามารถโอนย้ายสาขาได้ จำเลยที่ 1 มีเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดโจทก์ทั้งแปดสิบสองไม่แสดงความจำนง จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่สาขาโรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้เวลาพนักงานทุกคนเตรียมเวลาการเดินทางระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2549 และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 4 ตุลาคม 2549 ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งแปดสิบสองทำหนังสือมายังจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานแห่งอื่นของจำเลยที่ 1 และถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินชดเชยพิเศษและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หลังจากนั้นโจทก์ทั้งแปดสิบสองไม่ไปทำงาน ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2549 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสองโดยอ้างเหตุว่า ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและฝ่าฝืนคำสั่งที่ปรับโอนย้ายตำแหน่งโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งแปดสิบสอง โจทก์ทั้งแปดสิบสองจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และขาดงานเกินสามวัน เป็นการละทิ้งการงานไปเสียจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อสัญญาอนุญาตให้บริการขายอาหารระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการต่อแต่จะให้บริษัทโซเด็กซ์โซ่ ซัพพอร์ท เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด เข้าดำเนินการแทนวันที่ 8 กันยายน 2549 จึงได้ประกาศแจ้งให้พนักงานทราบว่าสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะครบกำหนดดังกล่าว และจำเลยที่ 1 จะโอนย้ายพนักงานทุกคนไปทำงานที่สาขาแห่งอื่นของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ในขณะนั้นโดยให้พนักงานเลือกสาขาที่จะไปปฏิบัติงานตามความสะดวกคือที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลพญาไท 1 โรงพยาบาลพญาไท 2 หรือที่โรงพยาบาลพญาไท 3 กรุงเทพมหานคร การโอนย้ายดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งให้พนักงานหรือโจทก์ทั้งแปดสิบสองทราบแล้วว่ามิใช่เป็นกรณีการย้ายสถานประกอบกิจการอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 และการโอนย้ายไปนี้จำเลยที่ 1 จะมีเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านให้เดือนละ 1,000 บาท แต่เมื่อถึงวันที่ 18 กันยายน 2549 ที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองแสดงความจำนง ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งแปดสิบสองแสดงความจำนง จำเลยที่ 1 จึงได้มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ จึงมาจากเหตุที่จำเลยที่ 1 หมดสัญญาอนุญาตให้บริการขายอาหารระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เสนอให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองเลือกไปทำงานในสาขาอื่นของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร โดยจะให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสองไม่เลือกและไม่แสดงความจำนงให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 จึงมีความจำเป็นต้องสั่งให้โจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเดิม ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานภาค 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้เจรจากับบริษัทโซเด็กซ์โซ่ ซัพพอร์ท เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ขอให้รับพนักงานเดิมของจำเลยที่ 1 เข้าทำงาน ซึ่งโจทก์ทั้งแปดสิบสองก็ได้สมัครเข้าทำงานกับบริษัทดังกล่าวต่อมาด้วยการให้ย้ายสถานที่ทำงานจึงมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือเป็นการกลั่นแกล้งและจำเลยที่ 1 ก็ได้หาวิธีเยียวยาความเดือดร้อนให้โจทก์ทั้งแปดสิบสอง และแม้ว่าการย้ายสถานที่ทำงานดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสองมากขึ้นแต่ก็เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งแปดสิบสองกับจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุในข้อ 4 ว่าจำเลยที่ 1 สามารถย้ายโจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานในสาขาอื่นของจำเลยที่ 1 ได้ทั่วราชอาณาจักรและจำเลยที่ 1 ก็ได้ให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านคนละ 1,000 บาท การใช้สิทธิในการย้ายโจทก์ทั้งแปดสิบสองไปทำงานที่โรงพยาบาลเปาโล จังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสองมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะไปปฏิบัตงานหน่วยงานแห่งอื่นของจำเลยที่ 1 และไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามวันเวลาที่จำเลยที่ 1 กำหนด จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และเป็นการละทิ้งการงานไปซึ่งจำเลยที่ 1 จะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสองจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดสิบสองประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ประการสุดท้ายของโจกท์ทั้งแปดสิบสอง ซึ่งโจทก์ทั้งแปดสิบสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งแปดสิบสองทำงานอยู่ในโรงงานของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ให้ใช้สถานที่ อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งแปดสิบสองด้วยนั้น เห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งแปดสิบสองหรือไม่ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 เรื่องการจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (5) ม. 120
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรรณชัย แสนกมล กับพวก
จำเลย — บริษัทออล สไปซ์ เคเทอร์ริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2551
#412054
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เกษียณอายุโดยจำเลย (นายจ้าง) จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อโจทก์ (ลูกจ้าง) อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โจทก์จึงพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนการแจ้งล่วงหน้าก่อนเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นแต่เพียงการกำหนดหน้าที่ให้จำเลยปฏิบัติ ไม่ใช่เงื่อนไขให้จำเลยเลือกปฏิบัติว่าจะให้ลูกจ้างคนใดเกษียณอายุหรือไม่ การที่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานต่อไปเป็นการทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่กับโจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่กำหนดว่าจำเลยอาจพิจารณาจ้างพนักงานที่ครบเกษียณอายุให้ทำงานต่อไปคราวละ 1 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเกษียณอายุจำนวน 55,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินเกษียณอายุจำนวน 55,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2521 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานฝ่ายผลิต แผนกทำถัง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 184 บาท ปัจจุบันโจทก์อายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ แล้ว จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 11 ข้อ 2 การเลิกจ้างและการพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ข้อ 2.3.1 กำหนดให้พนักงานที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ พ้นสภาพการเป็นพนักงานเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย (เงินเกษียณอายุ) ให้แก่โจทก์เพราะเกษียณอายุหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 11 การเลิกจ้าง การพ้นสภาพการเป็นพนักงาน และการจ่ายค่าชดเชย ข้อ 2 ระบุให้การเลิกจ้างและการพ้นสภาพการเป็นพนักงานมีขึ้นในกรณีตาย ลาออก เกษียณ และการเลิกจ้าง ข้อ 2.3.1 ระบุว่า "บริษัทฯ กำหนดให้พนักงานทั้งชายและหญิงที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ นับจากวันเดือนปีเกิดของพนักงานเกษียณอายุ โดยบริษัทฯ จะแจ้งให้พนักงานที่เกษียณอายุทราบก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนการเกษียณ" อันเป็นการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานให้ทำงานกระทั่งอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ก็จะพ้นสภาพการเป็นพนักงานโดยการเกษียณอายุตามที่ระบุในข้อ 2 ซึ่งการพ้นสภาพการเป็นพนักงานเพราะเหตุเกษียณอายุนี้มิได้เป็นการพ้นสภาพที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อ 3 ค่าชดเชย ข้อ 3.1.1 ถึง 3.1.4 ดังนั้น หากพนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานเพราะเหตุเกษียณอายุก็เป็นการเลิกจ้างที่ได้รับค่าชดเชยตาม ข้อ 3.2.1 ถึงข้อ 3.2.5 แล้วแต่กรณี ส่วนที่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 2.3.1 ระบุต่อไปว่าบริษัทฯ จะแจ้งให้พนักงานที่เกษียณอายุทราบก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนการเกษียณนั้น เป็นการกำหนดหน้าที่ให้จำเลยปฏิบัติเพื่อให้พนักงานที่เกษียณอายุได้ทราบล่วงหน้าเท่านั้น มิได้เป็นเงื่อนไขให้จำเลยเลือกปฏิบัติต่อพนักงานว่าจะให้พนักงานคนใดเกษียณอายุหรือไม่ ดังนั้น หากพนักงานมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แล้วจึงต้องเกษียณอายุ สัญญาจ้างแรงงานเดิมสิ้นสุดลงและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุ แต่หากจำเลยประสงค์จะให้พนักงานคนใดทำงานกับจำเลยต่อไปหลังจากเกษียณอายุแล้วก็จะเป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 2.3.2 ที่ระบุว่า "หากบริษัทฯ เห็นว่า พนักงานผู้ใดที่ครบเกษียณอายุแล้วแต่ยังมีความสามารถในการปฏิบัติงานให้แก่บริษัทฯ อย่างได้ผล บริษัทฯ อาจพิจารณาจ้างให้ทำงานต่อไปคราวละ 1 ปี" การที่จำเลยจะทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่หลังจากสัญญาจ้างแรงงานเดิมสิ้นสุดลงกับพนักงานที่ครบเกษียณอายุจึงขึ้นอยู่กับความประสงค์ของจำเลยและพนักงานทั้งสองฝ่ายที่จะตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานกันต่อไป เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ครบเกษียณอายุตาม ข้อ 2.3.1 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง และโจทก์ทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวันตามหมวดที่ 11 ข้อ 3 ค่าชดเชย ข้อ 3.2.5 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบการเกษียณอายุล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนการเกษียณและให้โจทก์ทำงานต่อมาหลังจากครบเกษียณอายุแล้ว เป็นการทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่กับโจทก์อีก 1 ปี ตามข้อ 2.3.2 มิใช่กรณีที่โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาโดยจำเลยมิได้เลิกจ้างดังที่อุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำนวย บัวหลวงงาม
จำเลย — บริษัทเอ็ม.ไทยอินดัสเทรียล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายระบิล จันทรภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2551
#411317
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไปและศาลแรงงานมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลเมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีโจทก์แล้วสั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดตามมาตรา 37 เพื่อที่ศาลจะได้ไกล่เกลี่ยให้โจทก์และจำเลยตกลงกันตามมาตรา 38 เท่านั้น ส่วนกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดอื่นหลังจากนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 200 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ซึ่งข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ได้นัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13 มีนาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา โดยสั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดด้วย ต่อมาโจทก์และจำเลยก็มาศาลตามวันเวลานัดดังกล่าว และศาลทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 38 แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 เมษายน 2549 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลจดประเด็นข้อพิพาทไว้ตามมาตรา 39 แล้วสืบพยานโจทก์ จากนั้นจึงนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 แต่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยมิใช่เป็นการไม่มาศาลตามมาตรา 37 เพราะขั้นตอนต่างๆ ตามมาตรา 37, 38, 39 ผ่านพ้นไปแล้ว จึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งได้ และกรณีดังกล่าวมิใช่การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานที่จะถือว่าเป็นการขาดนัดพิจารณาและศาลจะมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200, 202 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเลขานุการ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 60,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ จำเลย และทนายจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วโจทก์จำเลยไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลแรงงานกลางจึงให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์วันที่ 27 เมษายน 2549 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ ทนายโจทก์ และทนายจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางจดประเด็นข้อพิพาทแล้วสืบพยานโจทก์ 1 ปาก โจทก์แถลงหมดพยาน ศาลแรงงานกลางจึงให้นัดสืบพยานจำเลยวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยและทนายจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลแรงงานกลางจึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า คำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ของศาลแรงงานกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไปและศาลแรงงานมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลเมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีโจทก์แล้วได้สั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดตามมาตรา 37 เพื่อที่ศาลจะได้ไกล่เกลี่ยให้โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันตามมาตรา 38 เท่านั้น ส่วนกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดอื่นหลังจากนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์แล้วได้นัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13 มีนาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา โดยศาลได้สั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลานัดด้วย ซึ่งต่อมาโจทก์และจำเลยก็ได้มาศาลตามวันเวลานัดดังกล่าวและศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 38 แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงได้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 เมษายน 2549 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลได้จดประเด็นข้อพิพาทไว้ตามมาตรา 39 แล้วสืบพยานโจทก์ จากนั้นจึงได้นัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา แต่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลย จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยมิใช่เป็นการไม่มาศาลตามมาตรา 37 เพราะขั้นตอนต่าง ๆ ตามมาตรา 37 มาตรา 38 และมาตรา 39 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งได้ และกรณีดังกล่าวมิใช่การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานที่จะถือว่าเป็นการขาดนัดพิจารณาและศาลจะมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 และมาตรา 202 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้น ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาต่อไปตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 38 ม. 39 ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 200 ม. 202 ม. 243 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรวิภา สีเสม
จำเลย — บริษัทไอจีเอส เอเชีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2551
#412320
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้เมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคแรก ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำร้องขอของโจทก์ที่ขอแก้ไขคำพิพากษาเพิ่มความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย มิใช่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดมากขึ้น อันมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ จึงขอแก้ไขไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 ซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้เงินต้นไปแล้วจำนวน 5,526,825.95 บาท ขาดอีก 97,174.05 บาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาชำระหนี้ในส่วนของต้นเงินที่คงเหลือ 97,174.05 บาท และส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,624,000 บาท นับแต่วันผิดนัด ซึ่งคิดตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 คิดเป็นดอกเบี้ย 1,218,533.33 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ตามหมายบังคับคดีนั้นมิได้กำหนดในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยต้องรับผิดไว้ด้วย หากโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวก็ให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่ง โจทก์จึงมายื่นคำร้องเป็นกรณี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดค้างชำระจำนวน 1,218,533.33 บาท เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการบังคับคดีนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ต่อไป

จำเลยคัดค้านว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้ในกรณีผิดนัดแต่เพียงว่า จำเลยยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 5,624,000 บาท หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้บังคับคดีได้ทันที โดยมิได้ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้แต่อย่างใด คำร้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำร้องของโจทก์ไม่ใช่ขอให้ศาลแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความหรือแก้ไขคำพิพากษา แต่เป็นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในระหว่างผิดนัดหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลแรงงานกลาง มีข้อความสรุปได้ว่าโจทก์และจำเลยจะร่วมกันไปให้การต่อเจ้าพนักงานสรรพากรว่าจำเลยยื่นภาษีถูกต้อง ที่โจทก์เคยไปให้การว่าจำเลยหนีภาษีนั้นไม่เป็นความจริง ฯลฯ เมื่อคู่ความไปดำเนินการดังกล่าวเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว จำเลยยอมชำระเงิน 5,624,000 บาท ภายใน 7 วัน นับจากวันไปทำการดังกล่าว หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอดังกล่าวเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยมิได้ยินยอมรับผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้เมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรกประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำร้องขอของโจทก์ย่อมเป็นการขอแก้ไขคำพิพากษาเพิ่มความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย จึงมิใช่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดมากขึ้น อันมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานี แดงพวงไพบูลย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สายไฟไทยอุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2551
#417335
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล โดยจำเลยยอมชำระเงิน 5,624,000 บาท แก่โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาซึ่งจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้เมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคแรก ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษาเพิ่มความรับผิดของจำเลยในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยมิได้ยินยอมรับผิดหากผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดอันมิใช่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ดังกล่าวศาลชอบที่จะยกคำร้องดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 ซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้เงินต้นไปแล้วจำนวน 5,526,825.95 บาท ขาดอีก 97,174.05 บาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาชำระหนี้ในส่วนของต้นเงินที่คงเหลือ 97,174.05 บาท และส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,624,000 บาท นับแต่วันผิดนัดซึ่งคิดตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 คิดเป็นดอกเบี้ย 1,218,533.33 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ตามหมายบังคับคดีนั้นมิได้กำหนดในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยต้องรับผิดไว้ด้วย หากโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวก็ให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่ง โจทก์จึงมายื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดค้างชำระจำนวน 1,218,533.33 บาท เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการบังคับคดีนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ต่อไป

จำเลยคัดค้านว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้ในกรณีผิดนัดแต่เพียงว่า จำเลยยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 5,624,000 บาท หากจำเลยผิดนัดจำเลยยินยอมให้บังคับคดีได้ทันที โดยมิได้ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้แต่อย่างใด คำร้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลแรงงานกลางมีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์และจำเลยจะร่วมกันไปให้การต่อเจ้าพนักงานสรรพากรว่าจำเลยยื่นภาษีถูกต้อง ที่โจทก์เคยไปให้การว่าจำเลยหนีภาษีนั้นไม่เป็นความจริง ฯลฯ เมื่อคู่ความไปดำเนินการดังกล่าวเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว จำเลยยอมชำระเงิน 5,624,000 บาท ภายใน 7 วัน นับจากวันไปทำการดังกล่าว หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอดังกล่าวเป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยมิได้ยินยอมรับผิดหากผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้เมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำร้องขอของโจทก์ย่อมเป็นการขอแก้ไขคำพิพากษาเพิ่มความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย จึงมิใช่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อขัดข้องในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เป็นการเพิ่มความรับผิดให้จำเลยต้องรับผิดมากขึ้น อันมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคแรก
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานี แดงพวงไพบูลย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสายไฟไทยอุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2551
#419398
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกซึ่งมีโจทก์เป็นนายหน้า จึงถือไม่ได้ว่าสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 ณ สถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานที่จำเลยที่ 2 ใช้ประกอบกิจการจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 3 (2) (ข), 83 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทการค้าต่างประเทศ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยม จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเพื่อดำเนินธุรกิจแทนจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณปลายปี 2542 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือเป็นตัวแทนการค้าในประเทศไทยโดยกำหนดเงื่อนไขการชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายสินค้าให้กรมสรรพาวุธทหารบก ผ่านจำเลยที่ 2 ตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย โดยการชี้ช่องของโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 4 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ยืนยันฐานะและอำนาจกระทำการของโจทก์และยืนยันผลประโยชน์จะให้ค่านายหน้าร้อยละ 22 แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 กับวันที่ 2 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้ยืนยันราคาสินค้าและค่านายหน้าของโจทก์อีกครั้ง โจทก์ทำหน้าที่แล้วเสร็จจนจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขาย และมีการโอนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วหลายงวด โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่านายหน้า แต่จำเลยกลับปฏิเสธที่จะจ่ายค่านายหน้าเป็นเงิน 73,971.04 ยูโร คิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,958,841 บาท แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับค่านายหน้าดังกล่าว และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแปลเอกสารคู่มือประกอบสินค้าของฝ่ายจำเลยอีกเป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 3,158,841 บาท ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยของจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องในต้นเงิน 2,958,841 บาท เป็นงวด ๆ คิดเป็นเงิน 69,280 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,228,121 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 3,158,841 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินธุรกิจการค้า จำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรือรับรู้การที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือเป็นตัวแทนในประเทศไทย รวมถึงการที่โจทก์ชี้ช่องให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรมสรรพาวุธทหารบก และการที่จำเลยที่ 1 ยืนยันฐานะ อำนาจ และผลประโยชน์ค่านายหน้าที่โจทก์จะได้รับ จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ การทำสัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นการทำสัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 2 เอง กับกรมสรรพาวุธทหารบก จำเลยที่ 2 ซื้อสินค้ามาแล้วขายไปในนามของตน มิได้ทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ชี้ช่องให้มีการซื้อขายตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 73,917.04 ยูโร พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันเวลาและสถานที่ที่มีการชำระเงินนั้น ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่เมื่อคำนวณเป็นเงินสกุลบาทแล้วไม่ให้เกิน 2,958,841 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า กรมสรรพาวุธทหารบกทำสัญญาซื้อเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดด้วยรังสีเอกซ์ (เครื่องเอกซ์เรย์) แบบติดตั้งประจำที่ซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายตามสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งเอกสารหมาย จ.17 ในการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายหน้าชี้ช่องให้จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าแปลเอกสารจำนวน 200,000 บาท และร่วมรับผิดชำระค่านายหน้าบางส่วนจำนวน 280,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายมนต์ชัยและนายกิติกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ให้การตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในประเทศไทยเข้าประกวดราคาขายเครื่องเอกซ์เรย์กระสุนและวัตถุระเบิดให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก ตามสำเนาหนังสือแต่งตั้งตัวแทนเอกสารหมาย จ.30 ส่วนจำเลยที่ 2 มีนายกชพงษ์กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ให้การตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก หากแต่จำเลยที่ 2 ซื้อสินค้าดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 แล้วทำสัญญาขายให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกในนามของจำเลยที่ 2 เอง ตามสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งเอกสารหมาย จ.17 เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสำเนาหนังสือแต่งตั้งตัวแทนเอกสารหมาย จ.30 มาอ้างส่งศาลมีความว่าจำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนสำหรับโครงการของกองทัพไทย โดยเอกสารนี้เป็นสำเนาโทรสารซึ่งส่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 แต่ในเอกสารไม่ปรากฏข้อความหรือรายละเอียดใด ๆ ว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เสนอขายและทำสัญญาขายเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดด้วยรังสีเอกซ์เรย์แบบติดตั้งประจำที่ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทั้งในใบเสนอราคาขายเครื่องเอกซ์เรย์นี้ที่อยู่ในชุดเอกสารหมาย จ.19 และในหนังสือสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งเอกสารหมาย จ.17 ก็เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 โดยนายกชพงษ์กรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ขายกับนายกชพงษ์ลงนามเป็นผู้ขายเครื่องเอกซ์เรย์ดังกล่าวให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกในนามของจำเลยที่ 2 เอง นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 ว่า ในการทำสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญผล ได้ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหาย ค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแก่กรมสรรพาวุธทหารบก โดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พยานอีกปากหนึ่งของโจทก์คือพันเอกวันชัยซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธของกรมสรรพาวุธทหารบกที่กำหนดคุณลักษณะของเครื่องเอกซ์เรย์ดังกล่าวได้เบิกความว่า ในกรณีผู้ผลิตซึ่งเข้าประกวดราคาเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ แต่ไม่ได้เข้ามาประมูลด้วยตนเอง บริษัทนิติบุคคลนั้นจะต้องแต่งตั้งตัวแทนในประเทศไทย โดยมีสถานทูตรับรองเอกสารการตั้งตัวแทน และพยานได้ตอบคำถามค้านว่า ในการนี้ผู้รับมอบอำนาจจะต้องกระทำในนามของนิติบุคคลต่างประเทศด้วย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของพันเอกศักดาพยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าจัดหาศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ว่ากรณีกรมสรรพาวุธทหารบกทำสัญญากับนิติบุคคลต่างประเทศ ก็จะระบุชื่อนิติบุคคลต่างประเทศในสัญญา แต่หากบริษัทนั้นมีตัวแทนในประเทศไทยก็จะระบุชื่อตัวแทนไว้ในสัญญา และมีโนตารีปับลิกรับรองหนังสือมอบอำนาจ กับมีสถานทูตไทยประจำต่างประเทศนั้นรับรองด้วยเหมือนดังเช่นที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายกระสุนปืนใหญ่เอกสารหมาย จ.4 นายมนต์ชัยพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ประกวดราคาขายสินค้าพิพาทให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกในฐานะของจำเลยที่ 2 เอง ฉะนั้น จึงเห็นว่า ลำพังแต่หนังสือแต่งตั้งตัวแทนเอกสารหมาย จ.30 ซึ่งโจทก์อ้างส่งประกอบคำเบิกความของนายมนต์ชัยและนายกิติกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาซื้อขายเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายเครื่องเอกซ์เรย์กระสุนและวัตถุระเบิดให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์หรือข้อตกลงกับโจทก์ที่จะชำระค่าคำแปลเอกสารและค่านายหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าแปลเอกสารและค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก จึงถือไม่ได้ว่าสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 ณ สถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานที่จำเลยที่ 2 ใช้ประกอบกิจการจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข), 83 ทวิ และมีผลให้กระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เรื่องดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และให้ศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ศาลรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 3 ม. 83 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทมัลโต เอ็นดีที เอสเอ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2551
#497971
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการและงานของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 ณ สถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานที่จำเลยที่ 2 ใช้ประกอบกิจการจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 3 (2) (ข), 83 ทวิ และมีผลให้กระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย เรื่องดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเพื่อดำเนินธุรกิจแทนจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณปลายปี 2542 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือเป็นตัวแทนการค้าในประเทศไทยโดยกำหนดเงื่อนไขการชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายสินค้าให้กรมสรรพาวุธทหารบก ผ่านจำเลยที่ 2 ตัวแทนช่วงของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย โดยการชี้ช่องของโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าด้วยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 1 ยืนยันฐานะและอำนาจกระทำการของโจทก์และยืนยันผลประโยชน์จะให้ค่านายหน้าร้อยละ 22 แก่โจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยืนยันราคาสินค้าและค่านายหน้าของโจทก์อีกครั้ง โจทก์ทำหน้าที่แล้วเสร็จจนจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขาย และมีการโอนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วหลายงวด โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่านายหน้า แต่จำเลยปฏิเสธที่จะจ่ายค่านายหน้าเป็นเงิน 73,971.04 ยูโร คิดเป็นเงินไทยจำนวน 2,958,841 บาท แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับค่านายหน้าดังกล่าวและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแปลเอกสารคู่มือประกอบสินค้าของฝ่ายจำเลยอีกเป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 3,158,841 บาท ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยของจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องในต้นเงิน 2,958,841 บาท เป็นงวดๆ คิดเป็นเงิน 69,280 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,228,121 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,158,841 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์อย่างไร และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในสถานะใด อย่างไร จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินธุรกิจการค้า จำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรือรับรู้การที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือเป็นตัวแทนในประเทศไทย รวมถึงการที่โจทก์ชี้ช่องให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรมสรรพาวุธทหารบกและการที่จำเลยที่ 1 ยืนยันฐานะ อำนาจและผลประโยชน์ค่านายหน้าที่โจทก์จะได้รับแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ การทำสัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นการทำสัญญาระหว่างจำเลยที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 2 เอง กับกรมสรรพาวุธทหารบก จำเลยที่ 2 ซื้อสินค้ามาแล้วขายไปในนามของตน มิได้ทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ชี้ช่องให้มีการซื้อขายตามที่กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 73,917.04 ยูโร พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันเวลาและสถานที่ที่มีการชำระเงินนั้น ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าวในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) การให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่เมื่อคำนวณเป็นเงินสกุลบาทแล้วไม่ให้เกิน 2,958,841 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธณรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาละการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า กรมสรรพาวุธทหารบกทำสัญญาซื้อเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดด้วยรังสีเอกซ์ (เครื่องเอกซ์เรย์) แบบติดตั้งประจำที่ซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายตามสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้ง ในการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายหน้าชี้ช่องให้จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าแปลเอกสารจำนวน 200,000 บาท และร่วมรับผิดชำระค่านายหน้าบางส่วนจำนวน 280,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสำเนาหนังสือแต่งตั้งตัวแทน มาอ้างส่งศาลมีความว่าจำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนสำหรับโครงการของกองทัพไทย แต่ในเอกสารไม่ปรากฏข้อความหรือรายละเอียดใดๆ ว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เสนอขายและทำสัญญาขายเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดด้วยรังสีเอกซ์เรย์แบบติดตั้งประจำที่ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทั้งในใบเสนอราคาขายเครื่องเอกซ์เรย์นี้ที่อยู่ในชุดเอกสารและในหนังสือสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้ง ก็เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 โดยกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ขายกับลงนามเป็นผู้ขายเครื่องเอกซ์เรย์ดังกล่าวให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกในนามของจำเลยที่ 2 เอง นอกจากนี้ยังปรากฏตามหนังสือค้ำประกันว่า ในการทำสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาเจริญผล ได้ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแก่กรมสรรพาวุธทหารบก โดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นจึงเห็นว่า ลำพังแต่หนังสือแต่ตั้งตัวแทน ซึ่งโจทก์อ้างส่งประกอบค่าเบิกความของกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาซื้อขายเครื่องตรวจกระสุนและวัตถุระเบิดให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายเครื่องเอกซ์เรย์กระสุนและวัตถุระเบิดให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์หรือข้อตกลงกับโจทก์ที่จะชำระค่าคำแปลเอกสารและค่านายหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าแปลเอกสารและค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นและเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบก จึงถือไม่ได้ว่าสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 ณ สถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานที่จำเลยที่ 2 ใช้ประกอบกิจการจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข), 83 ทวิ และมีผลให้กระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เรื่องดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และให้ศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งแต่ต้นคดีแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 3 (2) (ข) ม. 83 ทวิ ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทมัลโต เอ็นดีที เอสเอ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ