คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2551
#412816
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้จะต้องเป็นบุคคลสองคนและมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน แม้บริษัท น. จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 แต่บริษัท น. ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากจำเลยที่ 1 มีผู้ถือหุ้นแตกต่างจากกัน การจัดทำงบดุลบัญชีแยกต่างหากจากกัน แม้บริษัท น. จะมีสิทธิเรียกร้องหรือเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ทั้งนี้เพราะหนี้สินระหว่างโจทก์กับบริษัท น. เป็นความผูกพันของโจทก์กับบริษัท น. ส่วนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แยกต่างหากจากกันจะนำมาหักกลบลบหนี้กันไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานขายสินค้าของโจทก์ได้เสนอให้โจทก์อนุมัติการขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 สองครั้ง โจทก์ได้อนุมัติตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ และได้มอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้า 1,262,008 บาท จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ติดตามเรียกเก็บเงินค่าสินค้าดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อการและร่วมจัดตั้งจำเลยที่ 1 รวมทั้งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ไม่เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 58,295.71 บาท และ 97,308.54 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,417,612.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,262,008 บาท นับถัดจากว้นฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 แม้จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีอำนาจในการบริหารจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีในการที่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้กระทำประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ โจทก์ผิดสัญญากับบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 เนื่องจากส่งสินค้าให้ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้บริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้แจ้งไปยังโจทก์แล้วแต่โจทก์ไม่ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ขอหักกลบลบหนี้ มูลหนี้ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,262,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 462,061.60 บาท และ 799,846.40 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2541 และ 2 สิงหาคม 2541 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2543) ต้องไม่เกิน 155,604.25 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายอลูมิเนียมทุกชนิด เดิมจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานขายสินค้าและเก็บเงินของโจทก์ วันที่ 12 และ 19 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้ตกลงขายอลูมิเนียมให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอขออนุมัติ จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าอลูมิเนียมแก่โจทก์ 462,061.60 บาท และ 799,946.40 บาท ก่อนหน้าที่โจทก์จะอนุมัติขายอลูมิเนียมดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจหนึ่งในสี่คนของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องให้โจทก์จ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหาย โจทก์ให้การต่อสู้คดี ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกายกอุทธรณ์ของโจทก์

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะจำเลยที่ 2 เสนอให้โจทก์อนุมัติขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในทางการค้าของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทราบถึงข้อความจริงดังกล่าวโจทก์จะขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 จะต้องมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงินที่เคร่งครัดกว่าที่ขายให้แก่ลูกค้ารายอื่นเพราะจำเลยที่ 2 ทราบดีถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวสินค้า ต้นทุน หลักเกณฑ์ในการตกลงซื้อขาย การกำหนดราคารวมทั้งการเก็บเงิน ระยะเวลาการเก็บเงิน การติดตามหนี้หรือการผ่อนชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ขายสินค้าโดยไม่สุจริต นั้น เป็นข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหนี้และจำเลยที่ 2 ไม่ติดตามเร่งรัดทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามที่โจทก์สั่งการ เป็นการละเมิดนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่ทั้งพิพากษาให้โจทก์ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ โจทก์จะมากล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยทุจริตหรือละเมิดต่อโจทก์อีกหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำค่าเสียหายของบริษัทน้ำใสเคลียร์วอเตอร์ จำกัด มาหักกลบลบหนี้กับค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านห้ามมิให้ใช้บังคับหากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต

จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลสองคนต้องมีความผูกพันซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้จะต้องเป็นบุคคลสองคนและมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน แม้บริษัทน้ำใสเคลียร์วอเตอร์ จำกัด จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากจำเลยที่ 1 มีผู้ถือหุ้นแตกต่างจากกัน การจัดทำงบดุลบัญชีแยกต่างหากจากกัน แม้บริษัทดังกล่าวจะมีสิทธิเรียกร้องหรือเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากก็ไม่มีสิทธิที่จะไปนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ทั้งนี้เพราะหนี้สินระหว่างโจทก์กับบริษัทน้ำใสเคลียร์วอเตอร์ จำกัด เป็นความผูกพันของโจทก์กับบริษัทดังกล่าว ส่วนหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แยกต่างหากจากกัน จะนำมาหักกลบลบหนี้กันหาได้ไม่ ที่ศาลทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟูจิเมททอล จำกัด
จำเลย — บริษัทอัล-ฟาบ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3005/2551
#412813
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าอาคารจากโจทก์เป็นเวลา 10 ปี การที่จำเลยเปลี่ยนลักษณะการใช้อาคารจากร้านขายของเป็นร้านอาหารประเภทบาร์เบียร์เป็นการกระทำเพื่อความสะดวกสบายในการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง ดังนี้ จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 14,000 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายซึ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 42,000 บาท ไม่เกิน 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์เลขที่ 1 และเลขที่ 5 ถนนลอยเคราะห์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องจากโจทก์มีกำหนดเวลาเช่าปีต่อปี ครั้งสุดท้ายทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาโจทก์แจ้งจำเลยว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ดังกล่าว แต่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับหนังสือดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำนวน 72,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีและให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราวันละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพราะมีข้อตกลงให้จำเลยก่อสร้างอาคารภายในเพื่อให้เป็นร้านค้าและยอมให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าอาคารดังกล่าวเป็นเวลา 10 ปี แต่ทำสัญญาเช่าปีต่อปีเพื่อหลีกเลี่ยงการจดทะเบียน จำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์มาโดยตลอด แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมรับชำระค่าเช่าโดยจะขึ้นค่าเช่า จำเลยเห็นว่าค่าเช่าที่จะขึ้นเป็นราคาที่มากเกินความเป็นจริงจึงไม่ตกลงด้วยโจทก์จึงมาฟ้องคดี โจทก์ไม่มีสิทธิคิดค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 1 และเลขที่ 5 ถนนลอยเคราะห์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 42,000 บาท และค่าเสียหายภายหลังฟ้องเดือนละ 14,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 1,800 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตั้งแต่ปี 2530 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์สองชั้นเลขที่ 1 และเลขที่ 5 ถนนลอยเคราะห์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จากโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี โดยมีการทำสัญญากันใหม่ทุกปี ต่อมาปี 2540 โจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อัตราค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.1

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า เดิมจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นร้านอาหาร จึงตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยจะออกเงินค่าก่อสร้างต่อเติมปรับปรุงอาคารพิพาทจำนวน 500,000 บาท ถึง 600,000 บาท โดยจะให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทมีกำหนด 10 ปี แต่ขอให้จำเลยทำสัญญาเช่าปีต่อปีเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษี จำเลยดำเนินการซ่อมแซมอาคารพิพาทโดยเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา ทำฝ้าเพดานใหม่ ทำผิวพื้นชั้นบนใหม่ ทาสีผนังใหม่ เทคอนกรีตพื้นชั้นล่างใหม่ ทำห้องน้ำห้องครัว ฉาบปูนผนังชั้นล่างแล้วทาสี และทำประตูเหล็กชั้นล่าง จำเลยต้องซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 100,000 บาท และต้องเสียคาจ้างช่างเป็นเงิน 50,000 บาท หลังจากนั้นได้เปิดเป็นร้านอาหารประเภทบาร์เบียร์ ต่อมาปี 2541 โจทก์ขอขึ้นค่าเช่าอาคารเลขที่ 1 จากเดิมเดือนละ 8,000 บาท เป็นเดือนละ 15,000 บาท อาคารเลขที่ 5 จากเดิมเดือนละ 6,000 บาท เป็นเดือนละ 10,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงไม่ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับจำเลยและไม่ยอมรับชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยได้ส่งเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ธนาณัติตามใบแจ้งความเอกสารหมาย จ.1 แต่โจทก์ไม่ไปรับธนาณัติดังกล่าว เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยออกเงินค่าก่อสร้างต่อเติมปรับปรุงอาคารพิพาทจำนวน 500,000 บาท ถึง 600,000 บาทแล้ว โจทก์จะให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทมีกำหนด 10 ปี นั้น คงมีแต่เพียงคำเบิกความลอยๆ ของตัวจำเลย โจทก์หาได้ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ ทั้งนายเมืองดีพยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ซ่อมแซมอาคารพิพาทเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การซ่อมแซมดังกล่าวเป็นเพียงแต่ต่อเติมและซ่อมแซมอาคารพิพาทซึ่งชำรุดทรุดโทรมเท่านั้น ไม่ได้เป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ และนายสมศักดิ์พยานจำเลยอีกปากหนึ่งซึ่งร่วมในการซ่อมแซมอาคารพิพาทกันนายเมืองดีเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า การซ่อมแซมดังกล่าวเป็นการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อคำนึงถึงค่าจ้างช่างและค่าวัสดุก่อสร้างที่ใช้ซ่อมอาคารพิพาทเป็นเงิน 150,000 บาท แสดงว่ามิใช่เป็นการซ่อมแซมใหญ่ ประกอบกับสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีข้อความตอนใดระบุเงื่อนไขหรือระยะเวลาที่จะให้ทำสัญญาเช่ากันตามที่จำเลยอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเรื่องโจทก์ยอมให้จำเลยซ่อมแซมอาคารพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองแล้ว โจทก์จะยอมให้จำเลยเช่าอาคารดังกล่าวเป็นเวลา 10 ปี ดังที่จำเลยอ้าง พฤติการณ์ของจำเลยที่เปลี่ยนลักษณะการใช้อาคารพิพาทจากร้านขายของเป็นร้านอาหารประเภทบาร์เบียร์แสดงให้เห็นว่าการซ่อมแซมอาคารพิพาทเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกสบายใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยเช่าต่อจำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในอาคารพิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในอาคารพิพาทต่อมาจึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 42,000 บาท และค่าเสียหายภายหลังฟ้องเดือนละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าค่าเช่าเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 14,000 บาท ฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวนเพียง 42,000 บาท จึงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง จำเลยฎีกาได้เฉพาะเรื่องฟ้องขับไล่ ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิดให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสธร ขัตพันธ์
จำเลย — นายศักดิ์นรินทร์ อินทรวัตร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2551
#413416
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้และคดีก่อนโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ภาระจำยอม 10 ปี และภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีก่อน เพราะข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของสามยทรัพย์ ผลแห่งคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11118 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2517 ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 แต่เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นทางเดินตามที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมไว้ เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีสภาพเป็นบ่อและหลุมลึกน้ำท่วมขังตลอดปี ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นหลายทอด จนกระทั่งจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไว้เมื่อปี 2532 จำเลยได้ทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว เป็นแปลงย่อยขายให้แก่บุคคลทั่วไป โดยทำเป็นหมู่บ้านจัดสรรและไม่ได้ใช้ทางเดินตามที่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมไว้เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว และภาระจำยอมหมดประโยชน์ โจทก์ทั้งสี่ประสงค์ที่จะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ จึงติดต่อให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอม แต่จำเลยอ้างว่า กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจำเลยไม่อยู่ และไม่มาทำการจดทะเบียนเพิกถอน โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ส.696/2545 คดีหมายเลขแดงที่ ส.694/2546 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าพนักงานที่ดินไม่ยืนยันว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสี่มีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ได้รับแจ้งว่าที่ดินที่เป็นสามยทรัพย์ดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11118 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พ้นจากภาระจำยอมในเรื่องทางเดินทิศเหนือกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดแนวของที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์หรือไม่ ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส. 694/2546 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยแล้วว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกัน การที่โจทก์ทั้งสี่รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11118 เลขที่ดิน 26 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 เลขที่ดิน 24 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าว อ้างว่าจำเลยมิได้ใช้ภาระจำยอมตามที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และภาระจำยอมหมดประโยชน์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ตามคดีหมายเลขดำที่ ส.696/2545 คดีหมายเลขแดงที่ ส.694/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่จึงนำคดีมาฟ้องใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้และคดีก่อนโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ภาระจำยอม 10 ปี และภาระจำยอมประโยชน์แก่สามทรัพย์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในคดีก่อน เพราะข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ตามที่โจทก์อ้าง ถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของสามยทรัพย์ ผลแห่งคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นผับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริมา นนทเภท กับพวก
จำเลย — บริษัท เอส.ซี.บิวดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2551
#420228
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้และคดีก่อนโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ภาระจำยอม 10 ปี และภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ตามที่โจทก์อ้าง ถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของสามยทรัพย์ ผลแห่งคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำเลยยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11118 พ้นจากภาระจำยอมในเรื่องทางเดินด้านทิศเหนือกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดแนวของที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้มีประเด็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์หรือไม่ ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.694/2546 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยแล้วว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกัน การที่โจทก์ทั้งสี่รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11118 เลขที่ดิน 26 ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11116 เลขที่ดิน 24 โจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าว อ้างว่าจำเลยมิได้ใช้ภาระจำยอมตามที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และภาระจำยอมหมดประโยชน์ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ตามคดีหมายเลขดำที่ ส.696/2545 คดีหมายเลขแดงที่ ส.694/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่จึงนำคดีมาฟ้องใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้และคดีก่อนโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์มิได้ใช้ภาระจำยอม 10 ปี และภาระจำยอมหมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในคดีก่อนเพราะข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ตามที่โจทก์อ้าง ถือว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของสามยทรัพย์ ผลแห่งคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสี่มานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริมา นนทเภท กับพวก
จำเลย — บริษัทเอส.ซี.บิวดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2551
#412644
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยทั้งสาม และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามมาตรา 138 วรรคสอง (2) จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้วจำเลยที่ 1 จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้สั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมการใช้ประโยชน์ ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ช่วงที่ 1 ระหว่างหมายเลข 16-17-8-24 ซึ่งทางดังกล่าวทะลุเข้าไปในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 8247 ของผู้อื่น กว้างประมาณ 8 เมตร ในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 5 และช่วงที่ 2 ระหว่างหมายเลข 3-4-5-8-17-6-3 ในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 5 กว้าง 8 เมตร และบังคับให้จำเลยตัดขุดรื้อถอนต้นไม้พืชผลที่จำเลยปลูกบนทางสาธารณประโยชน์ทั้งสองช่วงนั้นเสีย ถ้าจำเลยไม่ทำตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาจำเลย และให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปมอบให้เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งแยกกันเป็นทางสาธารณประโยชน์ทั้งสองช่วงนั้นเสีย ถ้าจำเลยไม่ทำตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลย โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจออกใบแทนที่แบ่งหักกันเป็นทางสาธารณะประโยชน์แล้วได้ด้วย

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอให้เรียกนางประยงค์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงกันได้ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2547 และศาลได้พิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมความนั้นแล้ว

ต่อมาในวันที่ 2 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมโดยถูกฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 จะมาร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างมาด้วยว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้บังคับเฉพาะที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 8391 เท่านั้น หาได้กล่าวถึงที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8249 แต่อย่างใด แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความให้จำเลยทั้งสามยกที่ดินบางส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8249 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลชั้นต้นชอบที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ไว้ดำเนินการต่อไป นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 อ้างกรณีดังกล่าวมาด้วย แต่ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบ เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเห็นว่าเมื่อโจทก์ จำเลยทั้งสาม และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบ เป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าว ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง (2) จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ จำเลยที่ 1 จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวง
จำเลย — นางจันทร์ เขียวคำรพ กับพวก
จำเลยร่วม — นายประยงค์ กิตติถาวร
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2944/2551
#417334
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้รถยนต์บรรทุก รถไถ และรถเกี่ยวข้าวผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นเพื่อทำนา รถเกี่ยวข้าวกว้างประมาณ 3.50 เมตร และความประสงค์ของจำเลยแต่เดิมยินยอมให้โจทก์และชาวบ้านใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ดังนั้น การให้ใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร เพื่อให้ทางเข้าออกเป็นไปโดยสะดวก จึงพอควรแก่ความจำเป็นของโจทก์กับบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะผ่านและเกิดความเสียหายแก่จำเลยน้อยที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โจทก์ทั้งสี่กับชาวบ้านละแวกเดียวกันใช้เส้นทางในที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้ กว้าง 6 เมตร ยาว 40 เมตร ตลอดแนวเป็นทางเดินใช้เกวียนและรถยนต์ผ่านเข้าออกโดยสงบเปิดเผยและมีเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นมานานนับ 100 ปี เพราะที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับชาวบ้านถูกปิดกั้นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมาต้นเดือนมกราคม 2545 จำเลยนำดินมาถมปิดกั้นทางสูงประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร ตลอดแนวด้านทิศใต้ ทำให้โจทก์ทั้งสี่กับชาวบ้านไม่สามารถใช้เส้นทางออกสู่ถนนเลี่ยงเมืองลพบุรีซึ่งเป็นทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสี่กับพวกไม่สามารถใช้ทางจำเป็นและทางภาระจำยอมได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทด้านทิศใต้ตลอดแนวที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 2074 ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี กว้าง 6 เมตรยาว 40 เมตร เป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ห้ามจำเลยปิดกั้นทางพิพาท หากจำเลยปิดกั้นทางพิพาทอีก ขอให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนสิ่งกีดขวางทางพิพาทได้ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้โจทก์ทั้งสี่และบริวารกับชาวบ้านในละแวกเดียวกันมีสิทธิใช้ทางพิพาท กับให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยใช้ที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นเส้นทางออกสู่ทางสาธารณะ และไม่จำเป็นต้องใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยออกสู่ถนนเลี่ยงเมืองลพบุรี โจทก์ทั้งสี่มีเจตนาเพียงจะจัดการที่ดินของตนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ทั้งสี่ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2074 ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี กว้าง 4 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยตามกรอบสีดำหมายสีส้มของแผนที่วิวาท ออกสู่ทางสาธารณะถนนเลี่ยงเมืองลพบุรี ห้ามจำเลยปิดกั้นทางจำเป็นดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่และบริวาร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ทั้งสี่ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2074 ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี กว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลยตามกรอบเส้นสีดำหมายสีส้มของแผนที่วิวาทออกสู่ทางสาธารณะถนนเลี่ยงเมืองลพบุรี ห้ามจำเลยปิดกั้นทางจำเป็นดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่และบริวาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า โจทก์ทั้งสี่มีความจำเป็นต้องใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทโดยใช้รถยนต์บรรทุก รถไถ และรถเกี่ยวข้าวผ่านทางพิพาทเพื่อทำนา โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า รถเกี่ยวข้าวมีความกว้างประมาณ 3.50 เมตร รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายท้ายฎีกา จำเลยแก้ฎีกาโดยไม่โต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่ารถเกี่ยวข้าวมีความกว้างประมาณ 3.50 เมตร นายอุดมศักดิ์ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า ทางพิพาทแต่เดิมเป็นทางเกวียนกว้างประมาณ 2 วา ต่อมาทางราชการได้นำดินลูกรังมาถมทำถนนเพื่อให้ชาวบ้านในละแวกนั้นใช้เป็นทางสัญจรนานกว่า 10 ปีแล้ว ดังนี้ เมื่อความประสงค์ของจำเลยแต่เดิมยินยอมให้ชาวบ้านในละแวกนั้นรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร การให้ใช้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร เพื่อให้ทางเข้าออกเป็นไปโดยสะดวก จึงพอควรแก่ความจำเป็นของโจทก์ทั้งสี่กับบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะผ่านและเกิดความเสียหายแก่จำเลยน้อยที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ทางพิพาทมีความกว้าง 3 เมตรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางจำเป็นกว้าง 4 เมตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอื้องฟ้า พ่วงวงษ์ กับพวก
จำเลย — นางอุบล สมงาม
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2934/2551
#412811
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เมื่อฟ้องเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ ย่อมฟ้องเรียกค่าเสียหายในผลแห่งละเมิดจากทายาทของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2542 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นายปรีชาได้กระทำละเมิด โดยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ร-5614 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทชนกับรถยนต์ของโจทก์ หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 18598 ซึ่งมีสิบเอกเชนเป็นพลขับ เป็นเหตุให้รถของโจทก์เสียหายทั้งคัน คิดเป็นเงิน 299,600 บาท และคนขับรถทั้งสองฝ่ายถึงแก่ความตายพนักงานสอบสวนลงความเห็นว่า อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนายปรีชา จำเลยที่ 1 ในฐานะภริยา จำเลยที่ 2 ในฐานะบุตร ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายปรีชาจะต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 329,560 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 299,600 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะเกิดเหตุนายปรีชารับราชการกรมทางหลวง ตำแหน่งนายช่างโยธา 6 ประจำแขวงการทางปราจีนบุรีได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราเส้นทางตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาของกรมทางหลวง โจทก์ต้องฟ้องกรมทางหลวง ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 239,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่ากองมรดกของนายปรีชาที่ตกแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงจากที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2542 สิบเอกเชนขับรถยนต์ของโจทก์หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 18598 ไปตามถนนสุวินทวงศ์จากอำเภอเมืองปราจีนบุรีไปยังอำเภอศรีมโหสถขับอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกของถนน มีพันเอกภานุพงศ์นั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนนายปรีชาขับรถยนต์ของแขวงการทางปราจีนบุรี หมายเลขทะเบียน 4ร-5614 กรุงเทพมหานคร ขับอยู่ในถนนสายเดียวกัน จากอำเภอศรีมโหสถไปยังอำเภอเมืองปราจีนบุรีทางฝั่งทิศตะวันตกของถนน เวลาประมาณ 9 นาฬิกา เมื่อขับมาถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 150-151 รถยนต์ทั้งสองคันเกิดชนกันขึ้นเป็นเหตุให้คนขับทั้งสองฝ่ายและพันเอกภานุพงศ์ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายปรีชา จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายปรีชา

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายปรีชาต้องชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ชนกันให้แก่โจทก์หรือไม่ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคแรก บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ได้ความจากพันตำรวจตรีปรีชาญและพันตำรวจโทวรการว่า รถยนต์ที่นายปรีชาขับและเกิดเหตุชนกันนั้นเป็นของแขวงการทางปราจีนบุรี กรมทางหลวง เนื่องจากนายปรีชาตายในที่เกิดเหตุจึงสั่งไม่ฟ้องนายปรีชา นางสุภาวดีพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานรับราชการอยู่ที่แขวงการทางปราจีนบุรี เป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีรถยนต์ชนกันคดีนี้ ได้สรุปสำนวนการสอบสวนว่า นายปรีชาได้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปปฏิบัติราชการตรวจสะพานตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่แขวงการทางปราจีนบุรี นายประสมพยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานรับราชการเป็นนายช่างแขวงการทางปราจีนบุรี นายปรีชาที่ประสบอุบัติเหตุเป็นนายช่างโยธา 6 แขวงการทางปราจีนบุรี รองอธิบดีกรมทางหลวงมีหนังสือรายงานเหตุการณ์ต่อปลัดกระทรวงการคลังว่า นายปรีชาขับรถยนต์ของทางราชการไปตรวจงานก่อสร้างสะพานหลวงหมายเลข 3070 หลังจากตรวจแล้วได้ขับรถยนต์มุ่งหน้าไปทางอำเภอเมืองปราจีนบุรี เพื่อตรวจงานซ่อมผิวทางสายบ้านสร้าง แต่เกิดเหตุชนกันที่จุดเกิดเหตุ ตามรายงานเอกสารหมาย ป.ล.2 ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองนำสืบประกอบกับรถยนต์ที่นายปรีชาขับเป็นรถยนต์ของทางราชการแขวงการทางปราจีนบุรี ฟังได้ว่า นายปรีชาเป็นข้าราชการสังกัดแขวงการทางปราจีนบุรี กรมทางหลวง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เมื่อโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายในผลแห่งละเมิดจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — นางวันดี เกิดสมบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วุฒิ คราวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2929/2551
#412016
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคทั้งสี่ให้ดำเนินคดีแทนแล้วโจทก์จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีอำนาจฟ้องคดีแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง กรณีไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามฎีกาของจำเลย

คดีนี้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว จึงเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีเอง มิใช่ผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้อง ผู้บริโภคจึงไม่จำต้องแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ฟ้องคดี

แม้สัญญาจะซื้อจะขายมิได้ระบุว่าจำเลยต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จเมื่อใด แต่ผู้บริโภคตกลงจะซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2536 และผ่อนชำระเงินดาวน์เรื่อยมาจนครบตามสัญญาในปี 2538 ประกอบกับสัญญาระบุว่า ผู้จะขายจะจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินได้ภายหลังจากผู้บริโภคชำระเงินดาวน์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นการคาดการณ์ของคู่สัญญาได้ว่าจำเลยจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2539 หรือ ปี 2540 เป็นอย่างช้า แต่จำเลยกลับก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและละทิ้งการก่อสร้างจนถึงปี 2546 โดยจำเลยไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อแต่ปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 5 ปี จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ระบุทำนองเดียวกันว่าให้ผู้บริโภคชำระเงินดาวน์ 15 งวด เมื่อผู้บริโภคชำระเงินดาวน์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภคย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้ชำระเงินดาวน์ครบถ้วน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ซึ่งนับจากวันครบกำหนดชำระเงินดาวน์ของผู้บริโภคจนถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวลักษณวดีชำระเงินจำนวน 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางจุฑาทิพย์หรือกัญญาวีร์ ชำระเงินจำนวน 143,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่พลอากาศเอกปรีชาและชำระเงินจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นายขจรหรือธนทัศน์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นางสาวลักษณวดี ให้จำเลยชำระเงิน 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นางจุฑาทิพย์หรือกัญญาวีร์ ให้จำเลยชำระเงิน 143,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่พลอากาศเอกปรีชาและให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นายขจรหรือธนทัศน์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความแก่โจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้บริโภคทั้งสี่ไม่ได้ระบุมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้... (7) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39" และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการหรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" เมื่อปรากฏว่า คดีนี้ผู้บริโภคทั้งสี่ได้ร้องเรียนต่อโจทก์โดยระบุในบันทึกคำร้องเรียนว่า ขอให้โจทก์ดำเนินการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินที่ชำระแล้วคืนกับหากจำเป็นก็ขอให้โจทก์ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคทั้งสี่ดังปรากฏ รายละเอียดตามบันทึกคำร้องเรียนเอกสารหมาย จ. 6, จ. 15, จ. 21 และ จ. 29 ตามเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคทั้งสี่ให้ดำเนินคดีนี้แทนผู้บริโภคทั้งสี่แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีอำนาจฟ้องคดีแก่จำเลยตามกฎหมายดังกล่าวได้ ทั้งเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม ดังนั้น กรณีจึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามฎีกาของจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยชอบ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภคทั้งหลายไม่ได้แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้บริโภคทั้งสี่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว จึงเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีอำนาจที่จะฟ้องคดีเอง มิใช่ผู้บริโภคทั้งสี่เป็นผู้ฟ้อง ผู้บริโภคทั้งสี่จึงไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ฟ้องคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายทั้งสี่ฉบับมิได้ระบุว่าจำเลยต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใด แต่ผู้บริโภคทั้งสี่ตกลงจะซื้อบ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2536 และได้ผ่อนชำระเงินดาวน์เรื่อยมาจนครบตามสัญญาในปี 2538 ประกอบกับสัญญาระบุว่าผู้จะขายจะจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินได้ภายหลังจากผู้บริโภคทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ของคู่สัญญาได้ว่าจำเลยจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2539 หรือปี 2540 เป็นอย่างช้า แต่จำเลยกลับก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและละทิ้งการก่อสร้างจนถึงปี 2546 โดยจำเลยไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อแต่ปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 5 ปี จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และผู้บริโภคทั้งสี่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยถือว่าได้ให้เวลาจำเลยในการปฏิบัติตามสัญญาพอสมควรแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 4 ฉบับ ระบุทำนองเดียวกันว่า ให้ผู้บริโภคทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ 15 งวด โดยงวดที่ 15 ขยายเป็น 8 งวด การชำระเงินดาวน์งวดสุดท้ายสำหรับผู้บริโภครายแรกชำระวันที่ 25 กันยายน 2538 ผู้บริโภครายที่สองชำระวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 ผู้บริโภครายที่สาม ชำระวันที่ 13 มิถุนายน 2539 และผู้บริโภครายที่สี่ชำระวันที่ 4 ธันวาคม 2538 เมื่อผู้บริโภคทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภคย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้ชำระเงินดาวน์ครบถ้วน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ซึ่งนับจากวันครบกำหนดชำระเงินดาวน์ของผู้บริโภคตั้งแต่รายแรกถึงรายที่ 4 จนถึงวันฟ้องจึงยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทรังสิยา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาตรี สุชาชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศล
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2928/2551
#412011
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบเงินจำนวน 60,950 บาท และเงินจำนวน 18,500 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ศาลชั้นต้นพิพากษาริบเงินจำนวน 60,950 บาท แต่ให้คืนเงินจำนวน 18,500 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ริบเงินจำนวนดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า รถจักรยานยนต์ของผู้คัดค้านเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากเงินที่จำหน่ายยาเสพติดโดยผ่อนชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงไม่มีค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ที่ต้องสั่งคืนให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านกุ่มอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ร่วมกันจับกุมนายวิโรจน์ พร้อมของกลางเงินสดจำนวน 60,950 บาทเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ถุงพลาสติกสีน้ำเงินมีคราบเมทแอมเฟตามีนติดอยู่จำนวน 2 ถุงรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง และยึดสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท 1 เส้น ที่นายวิโรจน์สวมใส่อยู่ โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเหตุเกิดบนถนนสายคันคลองลพบุรี - บ้านแพรก หมู่ที่ 14 ตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เงินสดจำนวน 60,950 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์ และสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงส่งทรัพย์สินดังกล่าวให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการต่อไป สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า นายวิโรจน์เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (1) มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเงินสดจำนวน 60,950 บาท และรถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงให้ยึดเงินสดจำนวน 60,950 บาท และรถจักรยานยนต์ไว้ชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ดำเนินการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว มีผู้ประมูลราคาได้ในราคา 18,500 บาท ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด พ.ศ.2543 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินไปดูแลและใช้ประโยชน์ การนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด และการนำทรัพย์สินไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการพ.ศ.2543 โดยคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้ว มีมติให้แก้ไขบัญชีทรัพย์สินจากรายการรถจักรยานยนต์เป็นเงินสดจำนวน 18,500 บาท และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมมาปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า ทรัพย์สิน 2 รายการ คือ เงินสดและเงินสดค่าขายรถจักรยานยนต์รวมมูลค่า 79,450 บาท ตามบัญชีทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐาน และมีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 2 รายการมูลค่า 79,450 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายวิโรจน์ พร้อมดอกผลของเงินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 51

วันที่ 2 กันยายน 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราวเนื่องจากคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 81/2546 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จะครบกำหนด 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2546 ศาลชั้นต้นไต่สวนฉุกเฉินแล้วมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์ ตามบัญชีทรัพย์สินจำนวน 2 รายการ ไว้ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2546

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินจำนวน 60,950 บาท พร้อมดอกผลตามบัญชีทรัพย์สินของนายวิโรจน์ ตกเป็นของแผ่นดินและให้คืนเงินค่าขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กบน ลพบุรี 965จำนวน 18,500 บาท ตามบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านทิ้งอุทธรณ์จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนสำหรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้จำหน่ายอุทธรณ์ของผู้คัดค้านออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบเงินจำนวน 60,950 บาท และเงินจำนวน 18,500 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ศาลชั้นต้นพิพากษาริบเงินจำนวน 60,950 บาท แต่ให้คืนเงินจำนวน 18,500 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถจักรยานยนต์ ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ริบเงินจำนวนดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า รถจักรยานยนต์ของผู้คัดค้านเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากเงินที่จำหน่ายยาเสพติดโดยผ่อนชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงไม่มีค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องสั่งคืนให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องและยกฎีกาของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายวิโรจน์ เฮงประดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2927/2551
#412014
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลย โดยจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์และไม่ปรากฏว่าได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาดังกล่าว แล้วต่อมา ย. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ กรณีจึงย่อมเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ของ ย. ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้ ย. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้นั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและแก้ไขให้ถูกต้องได้

คดีนี้ ศาลชั้นต้นโดยองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้ทำการพิจารณาและพิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษา ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะนั้นเป็นผู้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 มิถุนายน 2548 นั้น มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลและผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา โดยผู้พิพากษาคนดังกล่าวไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้และมิใช่บุคคลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29(3) ที่จะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนี้แล้วได้ ทั้งคดีนี้มิใช่เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 มิถุนายน 2548 จึงเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คดีมีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งกันว่า จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดทำกิจการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเอกสารหมาย จ.4 เป็นการชั่วคราวอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนกับโจทก์หรือไม่ และจะต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายกับคืนเงินประกันในการที่จะต้องชำระเบี้ยปรับตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วทำคำพิพากษาใหม่ต่อไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548 โดยมิได้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยซ้ำอีกแล้วสรุปว่าโจทก์ไม่อาจเรียกเงินค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินวางประกันความเสียหายตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เนื่องจากขณะฟ้อง สัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยยังมีผลผูกพันจนสิ้นอายุสัมปทานตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ที่ทบทวนมติเดิมตามเอกสาร หมาย จ.35 เป็นทำนองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 1,015,000 บาท และคืนเงินประกันจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้นางเยี่ยน เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกานั้น ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 เมื่อจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 โดยไม่ปรากฏว่าได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาดังกล่าว และต่อมานางเยี่ยน มารดาโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ ตามคำร้องลงวันที่ 13 ตุลาคม 2548 กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ของนางเยี่ยนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้นางเยี่ยน เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้นั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้นางเยี่ยน มารดาโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้นางเยี่ยน มารดาโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้...

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เดิมคดีนี้ศาลชั้นต้นโดยองค์คณะผู้พิพากษาคือนายสุภชัย และนายสมเลข ได้ทำการพิจารณาและพิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548 โดยนายกฤษฏิ์พงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกระบี่ในขณะนั้นเป็นผู้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 และนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมีนายกฤษฏิ์พงศ์ และนายมานิตย์ ลงลายมือชื่อทำคำพิพากษานั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่านายมานิตย์ ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้และมิใช่บุคคลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 (3) ที่จะมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนี้แล้วได้ ทั้งคดีนี้มิใช่เป็นกรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2548 นี้จึงเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คดีมีประเด็นข้อพิพาทโต้แย้งกันว่า จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดการทำกิจการทำไม้ป่าชายเลนที่ได้รับสัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเอกสารหมาย จ.4 เป็นการชั่วคราวอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนกับโจทก์หรือไม่ และจะต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายกับคืนเงินประกันในการที่จะต้องชำระเบี้ยปรับตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วทำคำพิพากษาใหม่ต่อไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2548 โดยมิได้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยซ้ำอีกแล้วสรุปว่าโจทก์ไม่อาจเรียกเงินค่าชดเชยค่าเสียหายและเงินวางประกันความเสียหายตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เนื่องจากขณะฟ้อง สัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนระหว่างโจทก์กับจำเลยยังมีผลผูกพันจนสิ้นอายุสัมปทานตามมติคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ที่ทบทวนมติเดิมตามเอกสารหมาย จ.35 เป็นทำนองว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วอีกด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 223 ทวิ ม. 243 (1) ม. 247
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 ม. 29 (3)
ชื่อคู่ความ
นายตระการ ไตรรัตนากร
โจทก์ — โดยนางเยี่ยน แซ่อึ่ง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายกฤษฎิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ชาลี ทัพภวิมล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2551
#412071
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้แทนดำเนินกิจการต่าง ๆ แทนจำเลย แม้พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน แต่อธิบดีกรมทางหลวงก็ต้องปฏิบัติราชการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบในการที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดให้ และได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ แต่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ซึ่งตอนท้ายของหนังสือดังกล่าวได้แจ้งให้ทราบถึงสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายในกำหนด 60 วัน อันเป็นการปฏิบัติถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่มีเหตุจำต้องแจ้งเป็นหนังสือซ้ำให้โจทก์ต้องไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินใหม่อีก แต่จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 2 ธันวาคม 2539 อีก 1 ฉบับ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยแสดงเจตนายกเลิกหนังสือแจ้งฉบับแรก และใช้หนังสือแจ้งฉบับหลังที่ชอบด้วยกฎหมายแทนฉบับแรก เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2539 วันสุดท้ายแห่งระยะเวลา 60 วัน คือวันที่ 31 มกราคม 2540 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 30 มกราคม 2540 จึงฟังได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทน อันทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 9,494,034 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,630,940 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,159,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1610, 1611, 2875 ถึง 2890, 2894 ถึง 2897, 904 และ 2905 ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา รวม 23 แปลง ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 รวมเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน 1,288.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 320,000 บาท หรือตารางวาละ 800 บาท เป็นเงิน 1,030,560 บาท และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ตกลงราคา แต่โจทก์ไม่ไปตกลงราคาค่าทดแทนที่ดินและทำหนังสือสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลยในกำหนด เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กันยายน 2539 และโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2539 โจทก์ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยแต่ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมขอเงินค่าทดแทนที่ดินในอัตราตารางวาละ 7,500 บาท จำเลยรับอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 แต่รัฐมนตรีฯ ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2541 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีความเห็นเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นไร่ละ 640,000 บาท หรือตารางวาละ 1,600 บาท และรัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเห็นชอบด้วย โจทก์ไปรับเงินที่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 2,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนข้อที่คู่ความยังโต้เถียงกัน โจทก์นำสืบว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินจัดสรรมีการปรับปรุงพัฒนาโดยถมที่ดินสูง 1 เมตรเศษ และมีสาธารณูปโภคครบถ้วน โจทก์ขายที่ดินในโครงการของโจทก์แก่ลูกค้าตารางวาละ 7,500 บาท ถึงตารางวาละ 8,500 บาท จำเลยนำสืบว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยพิจารณาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ต่อมารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 1,600 บาท ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนยังไม่ได้จัดทำสาธารณูปโภคและราคาซื้อขาย เป็นราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง การเวนคืนทำให้ที่ดินที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะจำเลยไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้แทนดำเนินกิจการต่าง ๆ แทนจำเลย แม้พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน แต่อธิบดีกรมทางหลวงก็ต้องปฏิบัติราชการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยอยู่นั่นเอง และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบในการที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ และได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนที่ดินต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินดังกล่าว แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จะรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา และต่อมามีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เห็นว่า แม้โจทก์ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ซึ่งตอนท้ายของหนังสือดังกล่าวได้แจ้งให้ทราบถึงสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายในกำหนด 60 วัน อันเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่มีเหตุจำต้องแจ้งเป็นหนังสือซ้ำให้โจทก์ต้องไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินใหม่อีกก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามสำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ที่จำเลยอ้างส่งศาลเป็นพยานว่า โจทก์ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 2 ธันวาคม 2539 อีก 1 ฉบับ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินครั้งแรก ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้แบบฟอร์มการแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในกรณีที่โจทก์ไปตกลงราคาค่าทดแทนที่ดินแล้วทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ไม่ได้ไปตกลงราคาค่าทดแทนที่ดินและทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลย รูปคดีมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยคงเกรงว่าจะเป็นการแจ้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงได้มีหนังสือแจ้งไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงว่ารัฐมนตรีฯ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงน่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 โดยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ แล้ว ซึ่งต้องตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยแสดงเจตนายกเลิกหนังสือแจ้งฉบับแรก และใช้หนังสือแจ้งฉบับหลังที่ชอบด้วยกฎหมายแทนฉบับแรก เมื่อนับระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2539 ตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองแล้ว วันสุดท้ายแห่งระยะเวลา 60 วัน คือวันที่ 31 มกราคม 2540 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ในวันที่ 30 มกราคม 2540 จึงฟังได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนอันทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 2,500 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปความได้ว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ คำนึงถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 ทั้งมาตราแล้วแต่ไม่อาจหาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินข้างเคียงที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน จึงใช้ราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและราคาประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ ประกอบทำเล สภาพที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน ซึ่งปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ไม่ได้มีสภาพ ทำเลที่ตั้งที่ดี ทั้งการเวนคืนทำให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้น เงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เป็นเงินจากการเสียภาษีอากรจากราษฎรซึ่งไม่เป็นธรรมแก่สังคมเพราะต้นทุนในการจัดทำบริการสาธารณะอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของสังคมต้องสูงขึ้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นจำนวนเท่าใด ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นที่ดินจัดสรรซึ่งโจทก์ขายได้ในราคาตารางวาละ 7,500 บาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในราคาตารางวาละ 2,500 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแล้วนั้น เห็นว่า ราคาดังกล่าวหาใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตามความหมายของกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เพราะราคาที่ดินจัดสรรของโจทก์ตามที่โจทก์อ้างเป็นราคาขายที่ได้รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ การจัดทำสาธารณูปโภครวมทั้งกำไรที่โจทก์ต้องคำนวณรวมไว้ตามปกติของการทำธุรกิจทั่วไป ดังนั้น ราคาที่โจทก์อ้างย่อมสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมโดยอาศัยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามมาตรา 21 วรรคแรก (1) ถึง (5) จากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบได้ ในข้อนี้นางนพรัตน์กรรมการผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อปี 2536 โจทก์ซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่นาเพื่อทำหมู่บ้านจัดสรรในราคาเฉลี่ยตารางวาละ 500 บาท แล้วถมที่ดินให้สูงขึ้น โจทก์ถมที่ดินไปถึงบริเวณที่ว่างที่มีหญ้าขึ้น แต่ยังทำถนนคอนกรีตไปไม่ถึงบริเวณดังกล่าวเนื่องจากคาดว่าจะถูกแนวเขตเวนคืน ส่วนนายธนกฤตผู้จัดการโครงการหมู่บ้านนิรันด์วิลล่า พนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ซื้อที่ดินซึ่งเป็นท้องนาในราคาตารางวาละ 500 บาท ภายหลังพัฒนาโครงการไปบางส่วน โจทก์จึงทราบว่าที่ดินจะถูกเวนคืน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากเจือสมกับคำเบิกความของนายเสน่ห์หัวหน้าโครงการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และนายวินัยนายช่างแขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 กรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ พยานจำเลยซึ่งไปตรวจสอบบริเวณที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน โดยนายเสน่ห์และนายวินัยยืนยันว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีการถมที่ดินในระดับเดียวกับที่ดินของโจทก์ที่ขายให้แก่ลูกค้าแต่ยังไม่มีการทำถนนคอนกรีตและยังไม่มีสาธารณูปโภคใด ๆ ในบริเวณที่ดินที่ถูกเวนคืน พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้พัฒนาที่ดินที่ถูกเวนคืนด้วยการถมที่ดินเดิมให้สูงขึ้นกว่าถนนสุรนารายณ์ที่อยู่ด้านหน้าโครงการประมาณ 1 เมตรเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการถมที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1,288.20 ตารางวา สำหรับท้องที่ในชนบทเช่นนี้จึงไม่น่าจะสูงมากนัก ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจะอยู่ติดกับทางหลวงที่สร้างขึ้นใหม่ทำให้ที่ดินที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเพียง 6 แปลงที่ยังมีที่เหลือจากการเวนคืนและไม่อาจใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางหลวงที่สร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากเป็นทางโค้ง ซึ่งกรมทางหลวงไม่อนุญาตให้โจทก์สร้างทางเชื่อมได้ก็ตาม แต่ผลจากการดำเนินการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ นี้ปรากฏตามแผนผังว่าโครงการบ้านจัดสรรของโจทก์อยู่ใกล้กับทางหลวงที่สร้างขึ้นใหม่และใกล้ชุมทางที่แยกไปจังหวัดนครราชสีมาจังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดสระบุรีทำให้การคมนาคมสะดวกขึ้น ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนตลอดจนที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่อยู่ในโครงการย่อมมีราคาสูงขึ้น นับว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ อยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ลงทุนถมที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ตารางวาละ 2,500 บาท นั้นสูงเกินไปไม่เป็นธรรมแก่สังคมที่ต้นทุนในการจัดทำบริการสาธารณะต้องสูงขึ้น จึงเห็นสมควรกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมเสียใหม่เป็นอัตราตารางวาละ 2,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยตารางวาละ 400 บาท ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่ 1,288.20 ตารางวา โจทก์จึงมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 515,280 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระต้นเงิน 515,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เว้นแต่เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนพเก้า คอนสตรัคชั่น โคราช จำกัด
จำเลย — กระทรวงคมนาคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2551
#498531
เปิดฉบับเต็ม

การคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร อ. ในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่ฝ่ายจำเลยกำหนด จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ย สำหรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินเนื้อที่ 41.70 ตารางวา ตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2540 แล้วทำสัญญาซื้อขายที่ดินเนื้อที่ 17.30 ตารางวา ตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 นับแต่วันดังกล่าวไป 120 วัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินแก่โจทก์คือ วันที่ 25 ตุลาคม 2540 และวันที่ 2 มกราคม 2541 ตามลำดับ อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวหาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 16,750,964.57 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปีของต้นเงิน 16,225,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนเป็นราคาที่เป็นธรรมแล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินตามฟ้อง หากจะต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม ก็ต้องชำระดอกเบี้ยในวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินไม่ใช่อัตราที่โจทก์ระบุในฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,085,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ และในจำนวนเงิน 865,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 8.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,085,000 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2540 และให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 865,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2541 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 200,000 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมหรือไม่โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในปี 2539 ถึงปี 2542 ของกรมที่ดิน ตารางวาละ 150,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ทั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามราคาประเมินของกรมที่ดินที่กำหนดไว้เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แม้จำเลยทั้งสองจะนำสืบว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏราคาที่ซื้อขายกัน เนื่องจากเป็นที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเป็นที่วังปลายเนิน แต่ฝ่ายจำเลยก็ควรคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์กับเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ได้ความจากคำเบิกความของนายอนันต์ ประกอบใบโฆษณาของวงศ์สวัสดิ์พลาซ่าว่า มีสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์คือโครงการวงศ์สวัสดิ์พลาซ่า อยู่แยกจากถนนพระราม 4 เข้าไปในซอยสุวรรณสวัสดิ์ 40 เมตร ห่างจากที่ดินของโจทก์ประมาณ 200 เมตรเปิดโครงการขายที่ดินเมื่อปี 2539 ในราคาสูงถึงตารางวาละ 400,000 บาท ทั้งที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนพระราม 4 อันเป็นย่านธุรกิจการค้า ดังจะเห็นได้จากมีกลุ่มอาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ทั้งสองฟากถนนดังกล่าว แสดงว่าทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ อยู่ในทำเลที่ดี เชื่อได้ว่าที่ดินของโจทก์มีราคาสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในปี 2539 ถึงปี 2542 ของกรมที่ดิน เมื่อคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เห็นว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 200,000 บาท เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น เห็นว่า การคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตาม มาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่ฝ่ายจำเลยกำหนด จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินเนื้อที่ 41.70 ตารางวา ตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ฯ เอกสารหมาย จ.5 แล้วทำสัญญาซื้อที่ดินเนื้อที่ 17.30 ตารางวา ตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ฯ เอกสารหมาย จ.9 นับแต่วันดังกล่าวไป 120 วัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินแก่โจทก์คือวันที่ 25 ตุลาคม 2540 และวันที่ 2 มกราคม 2541 ตามลำดับอันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินเป็นต้นไป หาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงิน 865,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2541 จากที่ศาลชั้นต้นให้คิดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2541 โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอในส่วนดังกล่าวนั้นไม่ชอบ จึงเห็นสมควรแก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยของต้นเงิน 865,000 บาท ให้คิดนับแต่วันที่ 3 มกราคม 2541 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์
จำเลย — องค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2551
#417167
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเดินไปหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่ได้พูดหรือทำกิริยาอาการอย่างใดที่ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหายแล้วได้วิ่งหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดอยู่หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุเพื่อหลบหนีและผู้เสียหายวิ่งตามไปทันขณะจำเลยนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว แล้วจำเลยถูกผู้เสียหายกระชากคอเสื้อและบิดกุญแจรถดับเครื่องยนต์เพื่อแย่งเอาเงินคืน จำเลยได้เตะผู้เสียหาย 1 ครั้ง การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การที่จำเลยเตะผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายตามไปแย่งเอาเงินคืนนั้นจึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายขัดขวางการหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเพื่อการพาทรัพย์ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุทั้งเมื่อจำเลยได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้วจำเลยก็วิ่งหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดไว้หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุและติดเครื่องยนต์แต่ผู้เสียหายวิ่งตามไปทันจึงกระชากคอเสื้อจำเลยแล้วบิดกุญแจรถดับเครื่องยนต์ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาจะใช้รถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุและใช้รถจักรยานยนต์พาทรัพย์นั้นไปจากที่เกิดเหตุ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี

จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษและรอการลงโทษเป็นเรื่องโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่ได้ขอให้อนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้วการกระทำของจำเลยสร้างความเดือนร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษ และเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยจึงต้องระวางโทษหนักกว่าอีกกึ่งหนึ่งตาม มาตรา 340 ตรี เป็นระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 7 ปี 6 เดือน ดังนั้น แม้วางโทษจำคุกขั้นต่ำแก่จำเลยและจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วก็ยังคงต้องลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน โทษจำคุกจึงเกิน 3 ปี ไม่อาจรอการลงโทษให้จำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ เนื่องจากศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยปัญญาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้านค้าที่เกิดเหตุของผู้เสียหายแล้วพูดขอเงินจากผู้เสียหาย 50 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จำเลยจึงเดินไปหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหายซึ่งใส่ไว้ในถุงพลาสติกอยู่ในตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดไว้หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุดังกล่าวผู้เสียหายวิ่งตามไปทันขณะจำเลยนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจึงกระชากคอเสื้อจำเลยและบิดากุญแจรถดับเครื่องยนต์แล้วแย่งเอาเงินคืน ระหว่างนั้นจำเลยได้เตะผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายจึงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือก์มีคนมาช่วยจับจำเลยไว้ เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยเดินไปหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้พูดหรือทำกิริยาอาการอย่างใดที่ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของผู้เสียหายแล้วได้วิ่งหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดอยู่หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุเพื่อหลบหนีและผู้เสียหายวิ่งตามไปทันขณะจำเลยนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวแล้วจำเลยถูกผู้เสียหายกระชากคอเสื้อและบิดกุญแจรถดังเครื่องยนต์เพื่อแย่งเอาเงินคืนแต่จำเลยได้เตะผู้เสียหาย 1 ครั้ง การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังต่อเนื่องเกี่ยวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การที่จำเลยเตะผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายตามไปแย่งเอาเงินคืนนั้นจึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายขัดขวางการหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเพื่อการพาทรัพย์ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จะลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุทั้งเมื่อจำเลยได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้วจำเลยก็วิ่งหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจำเลยซึ่งจอดไว้หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุและติดเครื่องยนต์แต่ผู้เสียหายวิ่งตามไปทันจึงกระชากคอเสื้อจำเลยแล้วบิดกุญแจรถดับเครื่องยนต์ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาจะใช้รถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุและใช้รถจักรยานยนต์พาทรัพย์นั้นไปจากที่เกิดเหตุ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่ได้ขอให้อนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้วการกระทำของจำเลยสร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยจึงต้องระวางโทษหนักกว่าอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี เป็นระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 7 ปี 6 เดือน ดังนั้น แม้วางโทษจำคุกขั้นต่ำแก่จำเลยและจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วก็ยังคงต้องลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน โทษจำคุกจึงเกิน 3 ปี ไม่อาจรอการลงโทษให้จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 339 ม. 340 วรรคตรี
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายจำนงค์ เกี้ยวห้วยขวาง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897 -ที่ 2898/2551
#495337
เปิดฉบับเต็ม

การขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 มาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์ แล้วนัดหมายกำหนดเวลากันว่าจะขับรถจักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้น ถือได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนและขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 3 และที่ 5 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 5 ในความผิดดังกล่าว ตามที่ได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91, 335, 336 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2258/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้และนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3468/2524 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (1) (3) (4) (7) (8) (ที่ถูก มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (8) วรรคสอง), 336 ทวิ เฉพาะจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานมีอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 จำคุกฐานลักทรัพย์ คนละ 9 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 11 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา และคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 6 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3468/2542 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอบวกโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2258/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 คดีนี้นั้น ปรากฏว่าจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นบุคคลคนละคนกับจำเลยที่ 1 คดีนี้ จึงไม่อาจบวกโทษได้ ยกคำขอโจทก์ส่วนนี้ ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาลักทรัพย์

... พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยงัดเหล็กดัดหน้าต่างบ้านจนหลุดออกอันเป็นการทำอันตรวจสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แล้วผ่านเข้าไปทางช่องหน้าต่างดังกล่าวซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าในเคหสถานนั้น แล้วลักทรัพย์เครื่องประดับ ตุ้มหู สร้อย แหวน กำไล และทรัพย์อื่นๆ จำนวน 32 รายการ รวมราคา 2,071,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานนั้นไป โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งห้ากับนายปัญญา จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2660/2543 ของศาลชั้นต้น และยึดได้ทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายกับรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายดังกล่าวจริงตามฟ้อง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ พบจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 อยู่ในบ้านด้วย พร้อมกับทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ถูกลักมาบางรายการ สอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 รับว่าได้ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายมาจริงตามบันทึกการจับกุม และบัญชีทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายได้คืน การบันทึกการจับกุมได้กระทำยังสถานที่จับกุมในขณะที่ถูกจับกุมทันที จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ไม่มีเวลาพอที่จะคิดหาข้อแก้ตัวได้ทันท่วงที ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ก็ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้อื่นจริง โดยมีพันตำรวจโทธรรมสาร พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองไว้ ทั้งเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ มิได้มีการข่มขู่บังคับหรือหลอกลวงฉ้อฉลแต่ประการใด ปรากฏตามคำให้การประกอบกับบันทึกคำให้การดังกล่าวมีขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ ในการกระทำผิด ยากที่จะเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวเหตุการณ์ขึ้นมาเองได้หากไม่มีมูลความจริง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ได้ไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพซึ่งพนักงานสอบสวนได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ก็มิได้ต่อสู้ว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายหรือบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ ดังนั้น คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปส่งเพื่อลักทรัพย์ของผู้เสียหาย และเมื่อได้เวลานัดหมายกลับ จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ก็ร่วมกันขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 กลับจากการลักทรัพย์ ปัญหามีต่อไปว่า จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 จะมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า การขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 มาส่งยังสถานที่ลักทรัพย์ แล้วนัดหมายกำหนดเวลากันว่าจะขับรถจักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้น ถือได้ว่า จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 ในความผิดดังกล่าว ตามที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากาษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 86 จำคุกคนละ 6 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 คนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสมพงษ์ ธูปบูชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2551
#413307
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินของโจทก์ร่วมจำนวน 2,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อนำมาประกันตัวโจทก์ร่วม กับพวก เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมออกไปถอนเงินด้วยตนเอง จำเลยถอนเงินแล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของจำเลย แล้วนำสมุดเงินฝากไปประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวก เมื่อเสร็จสิ้นการประกันตัวแล้ว ไม่ยอมคืนเงินให้โจทก์ร่วม โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้จำเลย จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยได้รับมอบฉันทะจากนายสมพรผู้เสียหายให้ไปถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาโชคชัย 4 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นหลักประกันตัวผู้เสียหายกับพวกในคดีอาญาที่กองกำกับการ 1 กองปราบปราม จำเลยได้ถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้เสียหายแล้วนำปเปิดบัญชีเงินฝากประจำในชื่อจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาโชคชัย 4 จำนวน 4 บัญชี บัญชีละ 500,000 บาท แล้วนำไปใช้เป็นหลักประกันตัวผู้เสียหายกับพวกรวม 4 คน ครั้นเมื่อการประกันตัวสิ้นสุดลงจำเลยไม่ยอมส่งมอบเงิน 2,000,000 บาท คืนให้ผู้เสียหาย โดยจำเลยเบียดบังเอาเงิน 2,000,000 บาท ไว้เป็นประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 2,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมพรผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน ถูกนางอำนวยแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาปลอมเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้ออกหมายเรียก ต่อมาวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับพวกได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมได้มอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโชคชัย 4 จำนวน 2,000,000 บาท จำเลยไปดำเนินการถอนเงินของโจทก์ร่วมดังกล่าวแล้วนำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่เบิกถอนมาเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ในนามของจำเลยจำนวน 4 บัญชี บัญชีละ 500,000 บาท ในวันดังกล่าวทันทีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโชคชัย 4 เนื่องจากจะต้องใช้ประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวก จากนั้นได้นำบัญชีเงินฝากประจำพร้อมกับหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากของธนาคารไปยื่นขอประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน ในวันเดียวกัน ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยไม่ยอมคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท ดังกล่าวให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจขอให้ดำเนินคดีจำเลยข้อหายักยอกทรัพย์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกเงินจำนวน 2,000,000 บาท ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าโจทก์ร่วมได้มอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ร่วมจำนวน 2,000,000 บาท เพื่อนำมาประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน เนื่องจากโจทก์ร่วมได้เข้ามอบตัวในวันเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนแจ้งว่าจะต้องใช้เงินประกันตัวในวงเงินคนละ 500,000 บาท โจทก์ร่วมขออนุญาตพนักงานสอบสวนออกไปธนาคารเพื่อจัดการถอนเงินมาประกันตัว แต่พนักงานสอบสวนไม่อนุญาต จำเลยซึ่งไปด้วยในวันดังกล่าวรับอาสาจะเป็นผู้ไปดำเนินการให้ โจทก์ร่วมจึงมอบฉันทะให้จำเลยไปจัดการดังกล่าว ความข้อนี้นอกจากโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวทานตะวันภรรยาโจทก์ร่วมเป็นพยานแล้วยังมีพันตำรวจโทนิทัศน์เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองปราบปราม เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้ต้องหามอบตัวแล้ว พนักงานสอบสวนจะไม่อนุญาตให้ออกไปทำธุระข้างนอกเว้นแต่จะได้ทำสัญญาประกันตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วข้ออ้างของโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าเหตุที่โจทก์ร่วมต้องมอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินจากธนาคารเพราะโจทก์ร่วมไม่สามารถออกไปถอนเงินด้วยตนเองได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมมอบฉันทะให้จำเลยไปเบิกเงินจากธนาคาร 2,000,000 บาท นั้น เนื่องจากโจทก์ร่วมมีอาชีพจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ โจทก์ร่วมได้ชวนจำเลยไปร่วมงานโดยให้จำเลยมีหน้าที่ไปหาคนงานที่ต่างจังหวัด จำเลยจะได้ค่าตอบแทนรายละ 12,000 บาท ต่อมาจำเลยติดต่อหาคนงานได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2542 ประมาณ 280 คน โจทก์ร่วมไม่เคยจ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยแม้แต่รายเดียว จำเลยได้พยายามทวงถามเงินค่าตอบแทนจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอ้างว่ากำลังถูกดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสารจึงขอชำระเงินให้จำเลย 2,000,000 บาท ก่อน แต่จำเลยจะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวประกันตัวโจทก์ร่วมกับพนักงานสอบสวน เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ววันที่ 23 มิถุนายน 2542 โจทก์ร่วมโทรศัพท์ไปบอกจำเลยให้ไปประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกในวันที่ 24 มิถุนายน 2542 เมื่อถึงกำหนดจำเลยได้ไปหาโจทก์ร่วมที่บริษัทโจทก์ร่วมจึงลงชื่อมอบฉันทะให้จำเลยไปเบิกเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโชคชัย 4 จำนวน 2,000,000 บาท เมื่อจำเลยเบิกเงินจากธนาคารแล้วได้นำมาเปิดบัญชีในนามของจำเลยแยกเป็น 4 บัญชี เสร็จแล้วได้นำบัญชีพร้อมกับหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากจากธนาคารไปให้โจทก์ร่วมดูที่บริษัท จากนั้นได้เดินทางไปกองปราบปรามด้วยกันและได้ประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกเสร็จเวลาประมาณ 18 นาฬิกา หลังจากนั้นได้แยกย้ายกันกลับบ้านและจำเลยไม่ได้พบโจทก์ร่วมในวันรุ่งขึ้นอีก คนงาน 280 คน ที่จำเลยหาได้นั้นได้พาไปส่งโจทก์ร่วมครบถ้วนแล้ว มีรายละเอียดปรากฏตามรายการเอกสารหมาย ล.5 ที่จำเลยจัดทำมาจากสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเอกสารหมาย ป.ล.1 นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้จำเลย หากโจทก์ร่วมเป็นหนี้จำเลยจริงและสมัครใจชำระหนี้ให้จำเลยตามที่จำเลยต่อสู้ โจทก์ร่วมน่าจะต้องเดินทางไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องมอบฉันทะให้จำเลยไป เพราะตามข้ออ้างของจำเลยปรากฏว่าขณะจำเลยไปถอนเงินของโจทก์ร่วมที่ธนาคารนั้นโจทก์ร่วมยังไม่ได้ไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีเหตุขัดข้องที่จะเดินทางไปถอนเงินจำนวนถึง 2,000,000 บาท ด้วยตนเอง ตามเอกสารหมาย ล.5 ที่จำเลยจัดทำมาจากสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเอกสารหมาย ป.ล.1 นั้น จำเลยอ้างว่าสามารถหาคนงานได้ 280 คน แต่ตามสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเอกสารหมาย ป.ล.1 เป็นเพียงสมุดบัญชีรายรับและรายจ่ายเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดที่ใดเลยว่าจำเลยเป็นคนหาคนงานมาส่งให้โจทก์ร่วม รายจ่ายที่ระบุว่าเป็นค่ารถตู้นั้นน่าเชื่อว่าเป็นค่าจ้างรถตู้นำคนงานไปกรุงเทพมหานคร จำเลยอ้างว่า จำเลยจะได้ค่าตอบแทนในการหาคนงานรายละ 12,000 บาท และจะได้รับจากโจทก์ร่วมเมื่อคนงานได้รับหนังสือเดินทางแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้เห็นว่า คนงานที่จำเลยเป็นคนหามาส่งให้โจทก์ร่วมนั้นมีใครบ้างติดต่อหามาในวันใด และใครบ้างที่ได้รับหนังสือเดินทางแล้วตามสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเอกสารหมาย ป.ล.1 ระบุแต่เพียงว่าจ่ายเป็นค่ารถตู้ มีบางรายการ เช่นวันที่ 7 มิถุนายน 2542 วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 วันที่ 23 กรกฎาคม 2542 และวันที่ 3 กันยายน 2542 ระบุว่าจ่ายค่ารถตู้พาคนงานมาตรวจโรค วันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ค่ารถคนงานอุบล 4 คน (คนงานที่มาสอบเชื่อมวันที่ 5) ไม่ปรากฏว่าเป็นคนงานที่จำเลยหามาและคนงานเหล่านี้ได้รับหนังสือเดินทางแล้วอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ร่วม ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบดังกล่าวยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า โจทก์ร่วมเป็นหนี้ค่าตอบแทนที่จำเลยหาคนงานมาส่งให้โจทก์ร่วมจำนวน 280 คน ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์ร่วมจะต้องชำระหนี้จำนวน 2,000,000 บาท ให้จำเลย ข้อเท็จจริงเชื่อว่าโจทก์ร่วมมอบฉันทะให้จำเลยไปถอนเงินของโจทก์ร่วมจำนวน 2,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อนำมาประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมออกไปถอนเงินด้วยตนเองจำเลยได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารแล้วนำเงินดังกล่าวฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำในนามของจำเลยเองรวม 4 บัญชี บัญชีละ 500,000 บาท แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากพร้อมหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากจากธนาคารไปประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวก ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นการประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวกในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยไม่ยอมคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท ดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม โดยอ้างว่าเป็นเงินของจำเลยที่โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้จำเลยแล้ว จึงเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก คดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไปว่า จำเลยได้ทำบันทึกการคืนเงินตามเอกสารหมาย ป.จ.2 ให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสมพร ธีระพจน์โสภณ
จำเลย — นายสิทธิชัย เจิมสิทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2880/2551
#411322
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 56 แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้อุทธรณ์โดยฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยก็ตาม แต่ผู้ที่ออกคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์คือ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์มีคำขอบังคับให้ศาลพิพากษายกคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นคำขอบังคับฝ่ายบริหาร ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่มาฟ้องจำเลยจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า PLAZA ATHENEE สำหรับสินค้าบริการจำพวก 42 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้แก่ บริการธุรกิจโรงแรม บริการภัตตาคาร การบริการอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ ตามคำขอจดทะเบียนที่ 326211 และได้รับการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ บ.6551 วันที่ 14 ตุลาคม 2540 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า HOTEL PLAZA ATHENEE พร้อมรูปรอยประดิษฐ์ตามคำขอจดทะเบียนที่ 346281 และได้รับการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ บ. 10610 หลังจากเครื่องหมายบริการของโจทก์และของจำเลยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากนายทะเบียนแล้ว ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่ใช้เครื่องหมายบริการติดต่อกันมานานเกินกว่าสามปี โดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 63 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งที่ 10/2545 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความใดที่โนตารีปับลิกได้รับรองอำนาจของนายฟรองซัวส์ ว่ามีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โนตารีปับลิกคงรับรองเพียงลายมือชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของนายฟรองซัวส์ เท่านั้น โจทก์มีภาระต้องพิสูจน์ให้ได้ความชัดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ ทั้งหลักฐานการประชุมผู้ถือหุ้นโจทก์และการจดทะเบียนกรรมการล้วนเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โจทก์สามารถแสวงหามาแสดงต่อศาลได้ง่าย จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวเพราะคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีเพียงว่า นายฟรองซัวส์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจมิได้กระทำโดยถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์ คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อโจทก์มีหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่โนตารีปับลิกลงนามเป็นพยานและมีเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์พร้อมคำแปลมาแสดงว่า นายฟรองซัวส์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบต่อการบริหารกิจการทั้งหมดของโจทก์ มีอำนาจทำการแทน จึงฟังได้แล้วว่านายฟรองซัวส์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จริง ส่วนปัญหาว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าผู้มีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์ถูกต้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 65 การฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการอุทธรณ์คัดค้านการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของฝ่ายบริหาร เป็นกรณีที่โจทก์มีอำนาจทำได้โดยไม่จำต้องฟ้องฝ่ายบริหารเข้ามาในคดีนั้น พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 65 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 63 ผู้ร้องขอให้เพิกถอนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลภายในเก้าสิบวัน ซึ่งตามมาตรา 80 ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้ามาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการโดยอนุโลม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้อุทธรณ์โดยฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยก็ตาม แต่เห็นได้ว่าผู้ที่ออกคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์คือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์จึงต้องฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่มีกรณีต้องบังคับให้ฝ่ายบริหารไปกระทำการใด ๆ หากศาลพิพากษายกหรือให้เพิกถอน คำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมสิ้นผลไปตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเท่ากับให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอโดยจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เอง โจทก์มีคำขอบังคับขอให้ศาลพิพากษายกคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 10/2545 ซึ่งเป็นคำขอบังคับฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่มาฟ้องจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเสียแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โฮเท็ล พลาซ่า อาเธเน เอสอา
จำเลย — บริษัทนิวอิมพีเรียลโฮเต็ล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2880/2551
#420227
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ฟ. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจมิได้กระทำโดยถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์ คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อโจทก์มีหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่โนตารีปับลิกลงนามเป็นพยาน และมีเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์พร้อมคำแปลมาแสดงว่า ฟ. ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบต่อการบริหารกิจการทั้งหมดของโจทก์และมีอำนาจทำการแทน จึงฟังได้แล้วว่า ฟ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จริง

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 65 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 63 ผู้ร้องขอให้เพิกถอนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลภายในเก้าสิบวัน ซึ่งตามมาตรา 80 ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้ามาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการโดยอนุโลม แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้อุทธรณ์โดยฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยก็ตาม แต่เห็นได้ว่าผู้ที่ออกคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์คือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงต้องฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เอง โจทก์มีคำขอบังคับขอให้ศาลพิพากษายกคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นคำขอบังคับฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่มาฟ้องจำเลยจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้

จำเลยให้การว่า นายฟรองซัวส์ มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้มิได้กระทำถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความ คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่เพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นไปโดยชอบและเป็นเรื่องระหว่างคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากับโจทก์ การมีคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย ซึ่งถ้าศาลมีคำพิพากษาก็ไม่มีผลผูกพันคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความใดที่โนตารีปับลิกได้รับรองอำนาจของนายฟรองซัวส์ ว่ามีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โนตารีปับลิกคงรับรองเพียงลายมือชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของนายฟรองซัวส์ เท่านั้น โจทก์มีภาระต้องพิสูจน์ให้ได้ความชัดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ ทั้งหลักฐานการประชุมผู้ถือหุ้นโจทก์และการจดทะเบียนกรรมการล้วนเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โจทก์สามารถแสวงหามาแสดงต่อศาลได้ง่าย จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวเพราะคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีเพียงว่า นายฟรองซัวส์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจมิได้กระทำโดยถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์ คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อโจทก์มีหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่โนตารีปับลิกลงนามเป็นพยานและมีเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์พร้อมคำแปลมาแสดงว่า นายฟรองซัวส์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบต่อการบริหารกิจการทั้งหมดของโจทก์ มีอำนาจทำการแทน จึงฟังได้แล้วว่านายฟรองซัวส์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จริง ส่วนปัญหาว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าผู้มีคำสั่งให้เพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์ถูกต้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 การฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการอุทธรณ์คัดค้านการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของฝ่ายบริหาร เป็นกรณีที่โจทก์มีอำนาจทำได้โดยไม่จำต้องฟ้องฝ่ายบริหารเข้ามาในคดี นั้น พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 63 ผู้ร้องขอให้เพิกถอนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลภายในเก้าสิบวันซึ่งตามมาตรา 80 ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้ามาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการโดยอนุโลม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้อุทธรณ์โดยฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยก็ตาม แต่เห็นได้ว่าผู้ที่ออกคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์คือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์จึงต้องฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่มีกรณีต้องบังคับให้ฝ่ายบริหารไปกระทำการใดๆ หากศาลพิพากษายกหรือให้เพิกถอน คำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมสิ้นผลไปตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเท่ากับให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ยื่นคำขอโดยจำเลย นั้น เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เอง โจทก์มีคำขอบังคับขอให้ศาลพิพากษายกคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 10/2545 ซึ่งเป็นคำขอบังคับฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่มาฟ้องจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเสียแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 65 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โฮเท็ล พลาซ่า อาเธเน เอสอา
จำเลย — บริษัทนิวอิมพีเรียลโฮเต็ล จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2551
#412807
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ แต่รับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์ และลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายว่ามีหนี้ค้างชำระ 10,700 บาท มอบให้แก่โจทก์ ประเด็นจึงมีเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์และทำหลักฐานแห่งหนี้มอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ตามฟ้องของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผบกระทบถึงผลแห่งคดีที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อสบู่จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ก็ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าสบู่ตามคำให้การอันมิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ไปจากโจทก์รวม 6 รายการ รวมเป็นเงิน 40,700 บาท โดยจำเลยทำหลักฐานในการซื้อขายไว้ให้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,296 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ไปจากโจทก์ แต่เคยซื้อสบู่จากโจทก์ในราคา 10,700 บาท ตกลงชำระเงินให้โจทก์ภายในเดือนกันยายน 2548 โดยลงลายมือชื่อในเอกสารที่โจทก์เตรียมมา แต่โจทก์นำเอกสารดังกล่าวมาแก้ไขข้อความและจำนวนเงินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อกฎหมายของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสบู่แก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านตามฟ้องจากโจทก์ แต่รับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์ และลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายว่ามีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 10,700 บาท มอบให้แก่โจทก์ ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับว่าเคยซื่อสบู่จากโจทก์และทำหลักฐานแห่งหนี้มอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ตามฟ้องโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงผลแห่งคดีที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อสบู่จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้ารประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ก็ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามคำให้การอันมิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ค่าสบู่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประคอง สุขเกษม
จำเลย — นางสาวนารินทร์ สุขเฉลิมศรี
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2551
#498529
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้าน จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านตามฟ้องจากโจทก์ แต่รับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์ และลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายว่ามีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 10,700 บาท มอบให้แก่โจทก์ ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์และทำหลักฐานแห่งหนี้มอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ตามฟ้องของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงผลแห่งคดีที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อสบู่จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ก็ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามคำให้การอันมิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ไปจากโจทก์รวม 6 รายการ รวมเป็นเงิน 40,700 บาท โดยจำเลยทำหลักฐานในการซื้อขายไว้ให้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,296 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อกฎหมายของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสบู่แก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านยี่ห้อซุปเปอร์แวร์ จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านตามฟ้องจากโจทก์ แต่รับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์ และลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายว่ามีหนี้ค้างชำระเป็นเงิน 10,700 บาท มอบให้แก่โจทก์ ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีเพียงว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์หรือไม่ แม้จำเลยให้การรับว่าเคยซื้อสบู่จากโจทก์และทำหลักฐานแห่งหนี้มอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ตามฟ้องของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงผลแห่งคดีที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยซื้อสบู่จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้ซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ประจำบ้านจากโจทก์ ก็ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามคำให้การอันมิใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ค่าสบู่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประคอง สุขเกษม
จำเลย — นางสาวนารินทร์ สุขเฉลิมศรี
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2551
#412810
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาย่อมจะมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเป็นปกติธรรมดาของชีวิตคู่ การที่จำเลยไม่ค่อยอยู่บ้านก็มิใช่เป็นการประพฤติเสื่อมเสีย และการที่จำเลยตบตีทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแต่พนักงานสอบสวนได้ไกล่เกลี่ยก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลย หลังจากนั้นโจทก์จำเลยยังทะเลาะกันและจำเลยพยายามจะทำร้ายร่างกายโจทก์ พฤติกรรมดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควร ยังไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ เด็กชายวุฒิภัทร นามวงษ์ เด็กชายพีรวิชญ์และเด็กชายชัชฤทธิ์ต่อมาจำเลยอุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับบุตรทั้งสามอีกทั้งทำร้ายร่างกายโจทก์หลายครั้ง อันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเพียงผู้เดียว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ ทะเลาะวิวาทแล้วทำร้าย ข่มขู่ และพยายามทำร้ายร่างกายโจทก์บ่อยครั้งถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เหตุฟ้องหย่าด้วยเหตุอื่นจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย เนื่องจากจำเลยไปติดพันหญิงอื่นและทำร้ายร่างกายโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้แย้งความดำเนินคดีกับจำเลยตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เอกสารหมาย จ.3 แต่ภายหลังจำเลยตกลงกลับมาอยู่เป็นครอบครัวกับโจทก์และจะไม่ประพฤติตัวเช่นเดิมอีก โจทก์จึงถอนฟ้อง หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2548 จำเลยกลับมาอยู่บ้านไม่ถึง 10 วัน ทำให้โจทก์กับจำเลยมีปากเสียงกัน ต่อมาโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องขายไม้ยูคาลิปตัสในราคาที่จำเลยไม่พอใจและจำเลยใช้กำลังตบตีทำร้ายโจทก์ โจทก์จึงไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แต่พนักงานสอบสวนไกล่เกลี่ยว่าหากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์อีกยอมให้โจทก์ดำเนินคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันด้วยสาเหตุจำเลยไม่ค่อยอยู่บ้าน และพยายามทำร้ายร่างกายโจทก์ แต่มีผู้ห้ามปรามไว้ ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เอกสารหมาย จ.5 ปัจจุบันโจทก์ได้นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชาย เพราะจำเลยเคยขู่ว่าหากทะเลาะกันคราวต่อไปจะทำร้ายโจทก์ให้หนักขึ้น กับโจทก์มีนายอนุนผู้ใหญ่บ้านท้องที่มาเป็นพยาน แต่พยานไม่รู้เห็นเหตุการณ์เพียงแต่ทราบว่าจำเลยมีพฤติกรรมเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ เมื่อกลับบ้านจะมีเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายโจทก์เท่านั้น เห็นว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยา ย่อมจะต้องมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเป็นปกติธรรมดาของชีวิตคู่ การที่จำเลยไม่ค่อยอยู่บ้านก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยไปประพฤติเสื่อมเสียอะไร และการที่จำเลยตบตีทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แต่พนักงานสอบสวนได้ไกล่เกลี่ยเป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นโจทก์จำเลยก็ยังทะเลาะกันและจำเลยพยายามจะทำร้ายร่างกายโจทก์ พฤติกรรมดังกล่าวแล้วยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ กรณียังไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่โจทก์ฎีกาข้ออื่นอีกว่า ยังมีเหตุหย่าอื่นตามที่โจทก์ฟ้องก็เป็นเรื่องที่ยุติถึงที่สุดดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเด่นฟ้า นามวงษ์หรือแก้วภักดี
จำเลย — นายพฤทธิ์ นามวงษ์
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา