คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2649/2551
#412803
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งมีเพียงว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสามครอบครองเป็นของโจทก์หรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสามเท่านั้น ซึ่งหากศาลฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ก็ชอบที่จะพิพากษาขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้ง หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสามก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์และบังคับให้ไปตามคำขอท้ายฟ้องแย้ง การที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้วยังวินิจฉัยต่อไปว่าการที่ ถ. ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็โดยมีเจตนาให้บุตรทุกคนที่ยังไม่มีครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน บุตรซึ่งมีครอบครัวและหากมีเงินให้แยกไปปลูกบ้านอยู่ต่างหากนอกที่ดินพิพาท โดยจำต้องผูกพันตามเจตนาของ ถ. เมื่อจำเลขที่ 1 ยังไม่มีครอบครัว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีเงิน โจทก์จึงจำต้องให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การและฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นพิพาท ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 742 เนื้ที่ 3 งาน 79.9 ตารางวา โจทก์ให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์อยู่อาศัย ต่อมาจำเลยทั้งสามโค่นต้นตาลในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสามและบริวารอยู่อาศัย และได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย เพราะหากให้บุคคลอื่นเข้าทำประโยชน์จะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามมิให้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 742 เป็นของนางถึงมารดาจำเลยทั้งสามและโจทก์ นางถียกให้แก่บุตรรวม 5 คน ได้อยู่อาศัยร่วมกัน โดยจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย เพียงแต่ใส่ชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นน้องคนเล็กเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินผู้เดียวตามความเชื่อของคนสมัยก่อนที่ต้องการให้พี่น้องอยู่ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 175 ตารางวา จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 115 ตารางวา มานานกว่า 30 ปี แล้ว จำเลยทั้งสามบอกให้โจทก์แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามจำนวนเนื้อที่ 290 ตารางวา แล้ว แต่โจทก์ผัดผ่อนเรื่อยมา ที่จำเลยทั้งสามโค่นต้นตาลเพราะเกรงว่าจะหักทับบ้านของจำเลยทั้งสาม ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกินปีละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยทั้งสามตามส่วน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 742 เป็นของนายสอนบิดาโจทก์และจำเลยทั้งสาม เมื่อนายสอนถึงแก่กรรม นางถีมารดาโจทก์และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินดังกล่าวเป็นของนางถี วันเดียวกันนางถียกให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสามทราบดีและมิได้คัดค้าน และจำเลยทั้งสามก็ได้รับมรดกของนายสอนทุกคน ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่มรดกของนางถี จำเลยทั้งสามไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 742 และได้ให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์อยู่อาศัย ต่อมาจำเลยทั้งสามโค่นต้นตาลในที่ดินพิพาทโจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสามและบริวารอยู่อาศัยต่อไป ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 742 เป็นของนางถีมารดาจำเลยทั้งสามและโจทก์ นางถียกให้แก่บุตรรวม 5 คน อาศัยร่วมกัน จำเลยทั้งสามจึงมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย เพียงแต่ใส่ชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นน้องคนเล็กเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินดังกล่าวผู้เดียวตามความเชื่อขงคนสมัยก่อนที่ต้องการให้พี่น้องอยู่ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 175 ตารางวา จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 115 ตารางวา จำเลยทั้งสามบอกให้โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว โจทก์ผัดผ่อนเรื่อยมา ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์แบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 742 เป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่มีกรรมสิทธิ์รวม ประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งมีเพียงว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสามครอบครองเป็นของโจทก์หรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสามเท่านั้น ซึ่งหากศาลฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ก็ชอบที่จะพิพากษาขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสามก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์และบังคับให้ไปตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นของโจทก์แล้วยังวินิจฉัยต่อไปว่าการที่นางถียกที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็โดยมีเจตนาให้บุตรทุกคนที่ยังไม่มีครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน บุตรซึ่งมีครอบครัวและหากมีเงินให้แยกไปปลูกบ้านอยู่ต่างหากนอกที่ดินพิพาท โจทก์จำต้องผูกพันตามเจตนาของนางถี เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีครอบครัว จำเลยที่ 3 ไม่มีเงิน ส่วนจำเลยที่ 2 แม้มีครอบครัวแล้วแต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเงิน โจทก์จึงจำต้องให้จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินที่จำเลยทั้งสามครอบครอง ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งสามมิได้ให้การต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การและฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาท คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะยกขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่คู่ความจะยกขึ้นฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเดี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่มีคู่ความผ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสามมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย และคดีนี้เป็นคดีที่จำกัดสิทธิของคู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินของโจทก์เพราะขัดต่อเจตนาของนางถี ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์แล้วมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลัดดา บัวหลวงหรือนางาม
จำเลย — นางฉวี นางาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2551
#417700
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยมอบบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้ การที่โจทก์ใช้บัตรดังกล่าวถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 120,000 บาท จากโจทก์ ตกลงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 3 ของเดือน จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 มกราคม 2537 หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนด จำเลยไม่ชำระโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินต้นจำนวน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 ปี 11 เดือน ดอกเบี้ยเป็นเงิน 178,500 บาท รวมเป็นเงิน 298,500 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยรับว่าเคยกู้ยืมเงิน 120,000 บาท จากโจทก์จริง จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์มาตลอดทุกเดือน โดยโจทก์ได้ยึดสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 031-1-10237-9 และบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปตั้งแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งนายจ้างของจำเลยจะโอนเงินเดือน เงินโบนัส และเงินค่าล่วงเวลาของจำเลยเข้าบัญชีดังกล่าว โจทก์ใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติเบิกถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือน เฉพาะปี 2539 ถึง 2545 เป็นเงินประมาณ 502,300 บาท เป็นการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสัญญากู้ยืมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นเอกสารปลอมที่โจทก์ทำขึ้นมาใหม่ และไม่ได้ติดอากรแสตมป์ จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 จำเลยเจรจากับโจทก์เพื่อปลดหนี้ ขอสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติคืนแต่โจทก์ไม่ยินยอมและเรียกร้องให้จำเลยชำระเงิน 180,000 บาท กับขอเงินโบนัสของจำเลยอีก 60,000 บาท จึงจะคืนสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติให้แก่จำเลย จำเลยได้อายัดบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยเกินจำนวนหนี้แล้ว ขอให้ยกฟ้องและขอบังคับให้โจทก์ส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติให้แก่จำเลย และมีคำสั่งยกเลิกคุ้มครองชั่วคราวเงินโบนัสของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยได้รับชำระหนี้จากจำเลยเกินสมควรและไม่เคยยึดสมุดบัญชีเงินฝากกับบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไว้ ศาลมิได้มีคำสั่งอายัดเงินโบนัสของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์คืนสมุดเงินฝากและบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินจำนวน 120,000 บาท จากโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากกับบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับเงินจากจำเลยโดยโจทก์ได้ใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย เพราะโจทก์เป็นผู้ยึดถือบัตรดังกล่าว และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ขอให้ธนาคารออกบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติใหม่แทนบัตรที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ครั้นพิจารณาบัตรบัญชีแสดงรายการฝาก-ถอนของบัญชีเงินฝากของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งแม้จะใช้คำย่อคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็มีการแสดงความหมายคำย่อคำอธิบายดังกล่าวเป็นภาษาไทยไม่จำต้องใช้ล่ามแปลตามที่โจทก์แก้ฎีกาก็สามารถทำความเข้าใจได้ เมื่อตรวจสอบแล้วได้ความว่า โจทก์ได้ใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยในปี 2539 เป็นเงิน 31,700 บาท ปี 2540 เป็นเงิน 69,100 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 49,600 บาท ปี 2542 เป็นเงิน 54,300 บาท ปี 2543 เป็นเงิน 63,800 บาท ปี 2544 เป็นเงิน 46,500 บาท และปี 2545 เป็นเงิน 118,700 บาท รวมเป็นเงิน 433,700 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องและกรณีเช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก ซึ่งจำเลยนำสืบการชำระหนี้ด้วยวิธีการดังกล่าวได้โดยชอบ ส่วนที่จำเลยยังเสนอขอรับชำระหนี้จำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์อีกทั้งที่ชำระหนี้เกินจำนวนหนี้แล้วก็หาเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่ เพราะในขณะนั้นจำเลยอาจไม่ทราบว่าโจทก์เบิกเงินไปแล้วจำนวนเท่าใด และจำเลยอาจเข้าใจว่าต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงเป็นอันฟังได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและหนี้เป็นอันระงับสิ้นไปแล้วโจทก์หามีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้ชำระแต่ดอกเบี้ยให้โจทก์คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 120,000 บาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางราตรี กิจสถาน
จำเลย — นายสมควร บางรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2635/2551
#417333
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเข้าสินค้ากากกุ้งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าว่าสินค้าขาเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 และเสียภาษีอากรตามอัตราดังกล่าว แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบว่า สินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 35 จึงขอให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเติม จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 แต่มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายใน 30 วัน ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ฉ ซึ่งบัญญัติว่า "...ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน..." การประเมินจึงยุติ จำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมตามฟ้อง แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมิได้ยกข้อที่จำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นเงินรวม 282,281.16 บาท และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือนของค่าอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับแจ้งการประเมินของโจทก์ สินค้ากากกุ้งที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในประเภทอาหารสัตว์หรือกากและเศษที่เหลือจากอุตสาหกรรมผลิตอาหารหรืออาหารที่จัดทำไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีลักษณะป่นอยู่ในพิกัด 2301.20 หมวด 4 ตอนที่ 23 ของพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 อัตราร้อยละ 10 มิได้อยู่ในพิกัด 0508.00 หมวด 1 ตอนที่ 5 อัตราอากรร้อยละ 35 ดังที่เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินเรียกเก็บ จำเลยชำระอากรถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้ากากกุ้งที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 35 ตามที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินไว้ มิได้จัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 ตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า เห็นว่า จำเลยนำเข้าสินค้ากากกุ้งเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2541 และวันที่ 29 มีนาคม 2542 โดยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าว่าสินค้าที่นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 และเสียภาษีอากรตามอัตราดังกล่าว แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบว่าสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 35 จึงขอให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มเติม จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 แต่มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายใน 30 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉ ซึ่งบัญญัติว่า "...ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน..." การประเมินจึงยุติ จำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรเพิ่มเติมตามฟ้อง แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมิได้ยกข้อที่จำเลยไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระภาษีอากรจำนวน 282,281.16 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าจำนวน 153,375 บาท และอากรพิเศษจำนวน 15,337 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
นางสาวศุภลักษณ์ เศรษฐยุกานนท์ หรือ
จำเลย — นางพิธุอินท์ ตันติเวทเรืองเดช
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2551
#412798
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์โดยผู้เช่าจะต้องเสียเงินค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) และค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยมีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ จึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตามมาตรา 193/26

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ยังสามารถกระทำได้ โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ จะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์แทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์มิใช่หนี้เงิน จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์เป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์โดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ดังนั้นเวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์จึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2528 จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ไปจากโจทก์ โดยยินยอมชำระค่าเช่าเดือนละ 750 บาท ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคมซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุโดยจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุคมนาคมต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่รายปีภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อวันของค่าตอบแทนรายปีนับถัดจากวันครบกำหนดคือวันละ 32 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2540 แต่จำเลยเพิกเฉยและต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2540 จำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาเช่าและขอส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคม โจทก์แจ้งผลการพิจารณายกเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทราบและให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 1,633.10 บาท รวมเป็นเงิน 6,133.10 บาท และต้องรับผิดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และปี 2540 จำนวน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ย 2,561.32 บาท รวมเป็นเงิน 8,961.32 บาท และเงินเพิ่มค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุซึ่งคิดเป็นเงิน 124,736 บาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาเป็นเงิน 6,133.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน และให้จำเลยชำระเงิน 8,961.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน กับให้จำเลยชำระเงิน 124,736 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราวันละ 64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงิน 6,400 บาท แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และ 2540 จำนวน 6,400 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 2,561.32 บาท พร้อมเงินเพิ่มจำนวน 124,736 บาท และเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ราคา 6,133.10 บาท เกินกว่า 2 ปี นับแต่โจทก์อนุมัติให้จำเลยเลิกสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์กับโจทก์และเมื่อมีการเลิกสัญญาปรากฏว่าจำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังซึ่งมีราคา 4,500 บาท แก่โจทก์ และค้างชำระค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และปี 2540 พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุและเงินเพิ่มค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาล และการที่โจทก์ให้จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เป็นการสนับสนุนการให้บริการโทรคมนาคมสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเป็นการบริการสังคมโดยมิได้มีวัตถุประสงค์หวังผลกำไรดังที่อ้างก็ตาม แต่การให้บริการเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าว ผู้รับบริการคือจำเลยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 3 นอกจากนี้จำเลยยังจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปีอีกส่วนหนึ่งด้วยหากไม่เสียภายในกำหนดจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระนับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ ทั้งนี้ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งประกาศดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เนื่องจากสัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมาย ระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นๆ ด้วย การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และอุปกรณ์โดยผู้เช่าจะต้องเสียเงินค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) และค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุก็มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2549 และปี 2540 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังกล่าวจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ในกรณีที่จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ไม่ได้และต้องใช้ราคาแทนนั้น จำเลยจะต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันได้เสื่อมเสียไประหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่จะต้องใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนคิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นก็ได้..." คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้คือส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากวัตถุแห่งหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังยังสามารถกระทำได้โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ด้วยการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังแทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังดังกล่าวมิใช่หนี้เงิน โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังโดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ดังนั้นเวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 คดีนี้โจทก์ขอดอกเบี้ยส่วนนี้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เมื่อโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องแต่ศาลล่างทั้งสองให้คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 ตุลาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/26 ม. 193/34 ม. 213 ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
กรมไปรษณีย์โทรเลข โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการ
โจทก์ — โทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเกษตรภวัน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2551
#417162
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 225 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้จำต้องให้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันได้เสื่อมเสียไประหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่จะต้องใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนคิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นก็ได้..." คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้คือส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากวัตถุแห่งหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังยังสามารถกระทำได้โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ด้วยการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง จะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังแทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังดังกล่าวมิใช่หนี้เงิน โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังโดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ดังนั้น เวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้รายนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2528 จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ไปจากโจทก์ โดยยินยอมชำระค่าเช่าเดือนละ 750 บาท ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2539 ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคมซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ โดยจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุคมนาคมต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่รายปีภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อวันของค่าตอบแทนรายปีนับถัดจากวันครบกำหนดคือวันละ 32 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยยื่นแบบแสดงรายการเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2540 แต่จำเลยเพิกเฉยและต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2540 จำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาเช่าและขอส่งคืนเครื่องวิทยุคมนาคม โจทก์แจ้งผลการพิจารณายกเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทราบและให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดฟัง 1 ชุด แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 1,633.10 บาท รวมเป็นเงิน 6,133.10 บาท และต้องรับผิดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และปี 2540 จำนวน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ย 2,561.32 บาท รวมเป็นเงิน 8,961.32 บาทและเงินเพิ่มค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุซึ่งคิดเป็นเงิน 124,736 บาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาเป็นเงิน 6,133.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วนและให้จำเลยชำระเงิน 8,961.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน กับให้จำเลยชำระเงิน 124,736 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 64 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเงิน 6,400 บาท แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์กับโจทก์และเมื่อมีการเลิกสัญญาปรากฏว่าจำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังซึ่งมีราคา 4,500 บาท แก่โจทก์ และค้างชำระค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และปี 2540 พร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุและเงินเพิ่มค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาล และการที่โจทก์ให้จำเลยเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เป็นการสนับสนุนการให้บริการโทรคมนาคมสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเป็นการบริการสังคมโดยมิได้มีวัตถุประสงค์หวังผลกำไรดังที่อ้างก็ตาม แต่การให้บริการเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ดังกล่าว ผู้รับบริการคือจำเลยผู้เช่าจะต้องเสียค่าเช่าแก่โจทก์ตามสัญญาเช่า ข้อ 3 นอกจากนี้จำเลยยังจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปีอีกส่วนหนึ่งด้วย หากไม่เสียภายในกำหนดจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระนับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ ทั้งนี้ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ซึ่งประกาศดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์เนื่องจากสัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 กฎหมายระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และต้องรับผิดในกรณีที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น ๆ ด้วย การที่โจทก์จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์โดยผู้เช่าจะต้องเสียเงินค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) และค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยผู้ใช้ความถี่วิทยุก็มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุประจำปี 2539 และ 2540 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังกล่าวจึงขาดอายุความและเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าวซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ในกรณีที่จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ไม่ได้และต้องใช้ราคาแทนนั้น จำเลยจะต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุอันได้เสื่อมเสียไประหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี ท่านว่าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่จะต้องใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนคิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นก็ได้..." คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้คือส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์หากวัตถุแห่งหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังยังสามารถกระทำได้โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ด้วยการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังแทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังดังกล่าวมิใช่หนี้เงิน โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังพร้อมด้วยดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังโดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ดังนั้นเวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังจึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังคือโจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็นเวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้รายนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 คดีนี้โจทก์ขอดอกเบี้ยส่วนนี้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 เมื่อโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องแต่ศาลล่างทั้งสองให้คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง 1 ชุด ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 ตุลาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมไปรษณีย์โทรเลข โดยสำนักงาน
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท เกษตรภวัน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2551
#412791
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและ พ. กับพี่น้องตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านค้าร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่ พ. สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และจำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าและทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนอันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดร่วมกับหุ้นส่วนคนอื่นๆ โดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้นตามมาตรา 1050

จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ยอมรับว่ามียอดหนี้ค้างชำระสำหรับการสั่งซื้อสินค้าระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม 2542 เป็นการรับสภาพหนี้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่สั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15

โจทก์เข้าไปในร้านแล้วเอาเท้าวางไว้บนโต๊ะพูดจากับลูกค้าภายในร้านของจำเลยว่าสินค้าในร้านไม่มีคุณภาพ และบอกร้านค้าใกล้เคียงว่าจำเลยเป็นหนี้แล้วไม่ชำระ เป็นเพียงการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ด้วยพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น มิได้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นการข่มขู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทกฟ้องว่า จำเลยค้างชำระค่าสินค้าโจทก์ 262,472.91 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 จำเลยทำบันทึกการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ตกลงจะชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2543 หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 26,928 บาท คงค้างชำระ 235,544 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 264,494.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 235,544 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้อง โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2542 ผู้ที่ซื้อสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้งไม่ใช่จำเลย แต่เป็นผู้มีชื่อ เมื่อประมาณต้นปี 2543 จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาสุราษฎร์ธานี รวม 9 ฉบับ เป็นเงิน 230,888 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแทนผู้มีชื่อ แต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นหากโจทก์จะฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดต้องฟ้องในมูลหนี้ตามเช็คนับแต่วันครบกำหนดชำระเงินตามเช็คแต่ละฉบับซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี หากโจทก์จะฟ้องร้องให้ผู้มีชื่อหรือจำเลยรับผิดในมูลหนี้จากการซื้อขายสินค้า และถ้าจำเลยต้องรับผิดชอบแทนผู้มีชื่อในมูลหนี้การซื้อขายสินค้า โจทก์ต้องฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ของการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ ความจริงในเอกสารดังกล่าวจำเลยเพียงแต่ลงชื่อเท่านั้น ไม่ได้กรอกข้อความอันใดไว้ โจทก์กรอกข้อความต่างๆ โดยจำเลยไม่รู้เห็นยินยอมหรืออนุญาต เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ แม้จำเลยจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้อง แต่จำเลยลงลายมือชื่อโดยไม่ประสงค์ผูกพันในหนังสือดังกล่าว เหตุที่จำเลยต้องลงลายมือชื่อเพราะถูกข่มขู่จากโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 264,494.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 235,544 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุราษฎร์ธานี จำนวน 9 ฉบับ รวมเป็นเงิน 230,888 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 9 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว จำเลยไม่ชำระ แต่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ตกลงจะชำระให้เสร็จก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.1 พร้อมคำแปล ภายหลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนจำนวน 26,928 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้สั่งซื้อสินค้า นางสาวพัชรียาพี่สาวจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์ แต่ให้จำเลยเป็นผู้ชำระหนี้ค่าสินค้าแทนโดยการออกเช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายในอายุความของเช็คแต่ละฉบับ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในการซื้อขายสินค้าโจทก์ติดต่อกับนางสาวพัชรียา ส่วนจำเลยมีหน้าที่ดูแลสินค้าในร้าน นางสาวพัชรียาพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ร้านเจริญภัณฑ์ดำเนินธุรกิจร่วมกับบรรดาพี่น้องรวมทั้งจำเลยด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.1 ที่โจทก์ออกให้แก่ร้านเจริญภัณฑ์แล้วน่าเชื่อว่า จำเลยและนางสาวพัชรียากับบรรดาพี่น้องต่างตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการของร้านเจริญภัณฑ์ร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่นางสาวพัชรียาสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และจำเลยได้ออกเช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าและทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนของร้านเจริญภัณฑ์ อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆ ด้วยและจะต้องรับผิดร่วมกับหุ้นส่วนคนอื่นๆ โดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ยอมรับว่ามียอดหนี้ค้างชำระสำหรับการสั่งซื้อสินค้าระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม 2542 เป็นการรับสภาพหนี้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่สั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้เข้าไปในร้านแล้วเอาเท้าวางไว้บนโต๊ะพูดจากับลูกค้าภายในร้านของจำเลยว่าสินค้าในร้านไม่มีคุณภาพ และบอกร้านค้าใกล้เคียงว่าจำเลยเป็นหนี้แล้วไม่ชำระเป็นการข่มขู่ที่ทำให้จำเลยต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ หนังสือรับสภาพนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ การข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้นการนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น" แม้หากว่าโจทก์กระทำการดังที่จำเลยฎีกาก็ตามก็เป็นเพียงการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ด้วยพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น หาได้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นการข่มขู่ตามที่จำเลยฎีกาไม่ นอกจากนี้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.1 ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับยอดหนี้คงเหลือที่ค้างชำระครบถ้วนแล้ว จึงทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.1 ขึ้น การที่โจทก์และจำเลยได้พูดคุยกันก่อนที่จะทำหนังสือรับสภาพหนี้และจำนวนหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ก็ตรงกับจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับที่จำเลยได้สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ขึ้นด้วยความสมัครใจของจำเลย มิได้เกิดจากการข่มขู่ตามที่จำเลยอ้างแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 1,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 ม. 193/14 ม. 1012 ม. 1050
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟิลลิปส์ โจเซฟ วีว์
จำเลย — นายชรินทร์ เจริญกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2551
#451867
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความเมื่อใดก็ได้ โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและเจรจาทำความตกลงประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ร่วมได้ แม้โจทก์ร่วมมิได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล ทนายโจทก์ร่วมก็มีอำนาจยอมความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมีผลผูกพันโจทก์ร่วม การที่ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วน จึงมีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางปราณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา4 (1) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความเสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และเจรจาทำความตกลงประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ร่วมได้ แม้โจทก์ร่วมมิได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลก็ตาม แต่ทนายโจทก์ร่วมย่อมมีอำนาจขอยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 35 วรรคสอง และมีผลผูกพันโจทก์ร่วม การที่ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้แก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ จึงมีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางปราณี โตยัง
จำเลย — นางมันยิตกอร์ คาราบันดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางนฤมล พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2551
#412316
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แนบตารางกรมธรรม์ประกันภัยไว้ท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับ จ. ผู้เอาประกันภัย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่าผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างไรและไม่อาจต่อสู้คดีของโจทก์ได้ การบรรยายฟ้องในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสาระสำคัญ มิใช่รายละเอียดที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาเพราะโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 คำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภฉ 4412 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ตามถนนราชดำเนินนอก โดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย โจทก์ซ่อมแซมแล้วคิดเป็นค่าเสียหาย 149,479 บาท ดอกเบี้ย 18,684.87 บาท รวมเป็นเงิน 168,163.87 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 168,163.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 149,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในนามใครอย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 148,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 18,648.87 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต้องฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภฉ 4412 กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ไปตามถนนราชดำเนินนอกด้วยความประมาท เป็นเหตุให้รถชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า แม้โจทก์ได้แนบตารางกรมธรรม์ประกันกัยไว้ท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับนาวาอากาศตรีจักรีผู้เอาประกันภัย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่าผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างไร และไม่อาจต่อสู้คดีของโจทก์ได้ การบรรยายฟ้องในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสาระสำคัญหาใช่รายละเอียดที่สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาดังที่โจทก์อ้างไม่เพราะโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 คำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายจุติโรจน์ จงศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2551
#498528
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในคราวเดียวกัน จำเลยจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ด้วย ทั้งต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 จำเลยจะเลือกอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 234 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยให้ จึงเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,432,730 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 716,365 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงินจำนวน 716,365 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546) ต้องไม่เกิน 110,693.12 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ รวม 4 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จนถึงวันที่ 7 กันยายน 2547 ครั้นถึงวันที่ 7 กันยายน 2547 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในคราวเดียวกันจำเลยทั้งสองจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ด้วย ทั้งต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จำเลยทั้งสองจะเลือกอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองให้จึงเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย-เอ็มซี จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชคชัย อินเตอร์ เทรดเดอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2579/2551
#496823
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จัดทำแผนที่ที่ตั้งของที่ดินและมอบรูปภาพทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินที่จะขายทอดตลาดทั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ โดยไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินที่จะขายทอดตลาดมีที่ดินแปลงอื่นขวางกั้นอยู่ทำให้รถยนต์และบุคคลไม่สามารถเข้าไปสู่ที่ดินได้ เป็นการจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์อันเป็นการฉ้อฉลผู้ซื้อทรัพย์ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างชัดเจนในสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่จะขาย เป็นผลทำให้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายไม่ตรงกับความเป็นจริง การกระทำของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ จากที่ดินไม่ได้อยู่ติดทางสาธารณะ กลายเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ จึงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่มิชอบเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33500 และ 33501 ตำบลบางเขน (ลานโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถ 1 หลัง และอาคารที่พักคนงานและห้องทำงานขนาด 2 ชั้น เลขที่ 20/31 จำนวน 1 หลัง ของจำเลยที่ 2 โดยขายรวมกันไปและปลอดจำนองในราคา 4,540,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นผู้แจ้งรายละเอียดทรัพย์ที่ขายทอดตลาดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีโดยมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่ขายทอดตลาดเป็นที่ตาบอดรถยนต์และบุคคลไม่สามารถเข้าออกได้ เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สูงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวตามข้อมูลที่โจทก์แจ้ง โดยไม่มีการส่งเจ้าพนักงานที่บังคับคดีไปดูที่ดินที่จะทำการยึดและขายทอดตลาดกันจริง ๆ ตามแผนที่ในประกาศขายทอดตลาดทางอินเตอร์เน็ตและประกาศของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีไม่ได้แสดงว่าทรัพย์ที่จะขายเป็นที่ตาบอด มีทางเข้าออก และได้แสดงทางเข้าออกของประตูรั้วอย่างชัดเจนว่าสามารถเข้าออกได้ ก่อนเริ่มประมูลเจ้าหน้าที่ที่ทำการประมูลขายทอดตลาดและโจทก์ไม่ได้แจ้งให้ผู้เข้าร่วมประมูลทราบว่าทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดเป็นที่ตาบอด หลังจากที่ผู้ซื้อทรัพย์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดและวางเงินมัดจำนวน 50,000 บาทแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ทราบจากจำเลยที่ 3 ว่า ที่ดินที่ขายทอดตลาดดังกล่าวมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้เป็นที่ตาบอด หากผู้ซื้อทรัพย์ทราบว่าทรัพย์ที่ขายเป็นที่ตาบอดก็จะไม่เข้าร่วมประมูล ขอให้สั่งสำนักงานบังคับคดีคืนเงินจำนวน 50,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ลำดับที่ 113 หน้าที่ 2 ในข้อสัญญาย่อหน้าแรกได้ระบุว่า ก่อนเข้าสู้ราคาผู้ซื้อมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่และแผนกที่การไปที่ปรากฏในประกาศและถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์นั้นโดยละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อทรัพย์ต้องตรวจสอบทรัพย์เสียก่อนเข้าประมูล โจทก์รับจำนองทรัพย์ที่ขายทอดตลาดไว้โดยสุจริต ในการขอยึดทรัพย์โจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการบังคับคดีโดยสุจริต มิได้มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงหรือสมคบกันฉ้อฉล เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ไปตามกฎหมาย และการขายทอดตลาดมิได้เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 33500 และ 33501 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา และ 94 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คืออาคารอู่ซ่อมรถ 1 หลัง และอาคารที่พักคนงานและห้องทำงานขนาด 2 ชั้น เลขที่ 20/31 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารหมาย ร.3 และ ร.6 และผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 4,540,000 บาท โดยได้วางเงินมัดจำไว้จำนวน 50,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย ร.4 แต่ปรากฏว่าทรัพย์ที่ซื้อไม่ได้อยู่ติดทางสาธารณะเนื่องจากมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งมีลักษณะสามเหลี่ยมชายธงเนื้อที่ 36 ตารางวาขวางกั้นอยู่ ทำให้รถยนต์และบุคคลไม่สามารถเข้าไปสู่ที่ดินที่ซื้อได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์มีว่า โจทก์ปกปิดข้อเท็จจริงว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ ผู้ซื้อทรัพย์มีตัวผู้ซื้อทรัพย์เป็นพยานเบิกความว่า ผู้ซื้อทรัพย์สอบถามหัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีได้รับแจ้งว่า ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดเป็นข้อมูลที่ได้มาจากการแจ้งของโจทก์ และโจทก์เป็นผู้ทำแผนที่ที่ตั้งของที่ดินมอบให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ออกไปดูสถานที่จริง ก่อนซื้อทรัพย์ผู้ซื้อทรัพย์ได้ไปดูทรัพย์ดังกล่าวแล้ว 2 ครั้ง พบว่าเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะซึ่งผู้ซื้อทรัพย์ได้ถ่ายรูปที่ดินดังกล่าวไว้ตามภาพถ่ายหมาย ร.7 หลังจากทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย ร.4 แล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ทราบจากจำเลยที่ 3 ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงไม่ได้อยู่ติดทางสาธารณะโดยมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นที่ดินรูปสามเหลี่ยมชายธงขวางกั้นอยู่ ผู้ซื้อทรัพย์จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินได้ความว่า ที่ดินรูปสามเหลี่ยมชายธงดังกล่าว คือที่ดินโฉนดเลขที่ 132148 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 36 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.10 และระวางแผนที่เอกสารหมาย ร.11 และผู้ซื้อทรัพย์มีจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 แจ้งแก่ผู้ซื้อทรัพย์ว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ตาบอดเนื่องจากมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งของจำเลยที่ 2 เนื้อที่ 36 ตารางวา ขวางกั้นอยู่ ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของผู้ซื้อทรัพย์และสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เลย เห็นว่า ข้อนำสืบของผู้ซื้อทรัพย์ นอกจากผู้ซื้อทรัพย์จะมีตัวผู้ซื้อทรัพย์เป็นพยานแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ยังมีจำเลยที่ 3 เป็นพยานสนับสนุนด้วย จำเลยที่ 3 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเบิกความมาด้วยตนเองโดยตรง คำเบิกความของจำเลยที่ 3 สอดคล้องกับสำเนาโฉนดที่ดินและระวางแผนที่เอกสารหมาย ร.10 และ ร.11 ย่อมสนับสนุนให้คำเบิกความของผู้ซื้อทรัพย์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้ซื้อทรัพย์และจำเลยที่ 3 ประกอบกับประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเอกสารหมาย ร.3 และ ร.6 แล้ว จะเห็นได้ว่าประกาศดังกล่าวระบุประเภททรัพย์ว่า เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สภาพที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่ปรับปรุงแล้ว มีสิ่งปลูกสร้างที่จะทำการขายด้วย คือ อาคารอู่ซ่อมรถ 1 หลัง และอาคารที่พักคนงานและห้องทำงานขนาด 2 ชั้น เลขที่ 20/31 จำนวน 1 หลัง โดยไม่ได้ระบุว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีที่ดินแปลงอื่นขวางกั้นอยู่ทำให้ไม่ติดทางสาธารณะ โดยเฉพาะตามแผนที่สังเขปท้ายประกาศเอกสารหมาย ร.3 และแผนที่ตั้งทรัพย์ในประกาศเอกสารหมาย ร.6 ต่างแสดงที่ตั้งของที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารเลขที่ 20/31 ว่าอยู่ติดทางสาธารณะ ทั้งตามรูปภาพทรัพย์ในประกาศเอกสารหมาย ร.6 ก็เป็นรูปรั้วของอาคารเลขที่ 20/31 ซึ่งอยู่ติดกับทางสาธารณะ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้อ่านประกาศดังกล่าวเข้าใจได้ว่าที่ดินที่จะขายเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 ระบุเขตติดต่อของที่ดินทั้งสองแปลงไว้อย่างชัดเจนว่า อยู่ติดกับที่ดินของผู้อื่นทั้งสี่ด้านมีลักษณะเป็นที่ตาบอด ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะตรวจสอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงเสียก่อนว่า ที่ดินทั้งสองแปลงนั้นอยู่ติดทางสาธารณะหรือไม่ และประกาศขายทอดตลาดโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดให้ตรงกับความเป็นจริง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ตามสำเนาประกาศเอกสารหมาย ร.3 และ ร.6 โดยแนบแผนที่สังเขปและแผนที่ตั้งทรัพย์ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ติดทางสาธารณะ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีที่ดินโฉนดเลขที่ 132148 ขวางกั้นอยู่ทำให้มีสภาพเป็นที่ตาบอด ย่อมทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดว่าเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ ซึ่งนับว่าเป็นข้อสาระสำคัญ เพราะที่ดินทั้งสองแปลงตั้งอยู่ด้านใน โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 132148 ซึ่งอยู่ด้านนอกและเป็นส่วนที่อยู่ติดกับทางสาธารณะขวางกั้นอยู่ ดังนั้น ถ้ามีการซื้อเฉพาะที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมไม่สามารถเข้าออกที่ดินที่ซื้อได้เลย หากมีการระบุไว้ในประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมีที่ดินโฉนดเลขที่ 132148 กั้นอยู่ทำให้ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเข้าประมูลซื้อทรัพย์ในราคาสูงถึง 4,540,000 บาท การที่โจทก์จัดทำแผนที่ที่ตั้งของที่ดินและมอบรูปภาพทรัพย์แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินที่จะขายทั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดโดยไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่จะขายทอดตลาดมีที่ดินโฉนดเลขที่ 132148 ขวางกั้นอยู่ทำให้รถยนต์และบุคคลไม่สามารถเข้าไปสู่ที่ดินทั้งสองแปลงได้ จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์อันเป็นการฉ้อฉลผู้ซื้อทรัพย์และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างชัดเจนในสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่จะขาย เป็นผลทำให้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ตามเอกสารหมาย ร.3 และ ร.6 ระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายไม่ตรงกับความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ จากที่ดินไม่ได้อยู่ติดทางสาธารณะกลายเป็นที่ดินอยู่ติดทางสาธารณะ จึงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่มิชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายกฤษดา ผดุงชีวิต
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเที่ยงรุ่งเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2551
#412618
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า บ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ผู้โอน หนังสือการโอนขายสินเชื่อระหว่างผู้โอนกับโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นเรื่องโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้องคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ให้รับผิดในมูลหนี้เดิมโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ของ บ. ย่อมเป็นการแสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากผู้โอนแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้บริหารสินทรัพย์ และรับซื้อสินเชื่อประเภทด้อยคุณภาพจากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงสัญญาหลักประกันอันเกี่ยวกับสินเชื่อด้อยคุณภาพ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีอยู่ต่อจำเลยมาเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินซึ่งจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันด้วย จากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้บัญชีเดินสะพัด 723.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 527.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,172,728.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,974,670.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้น ในสัญญาโอนสินเชื่อตามฟ้องผู้ลงนามแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนและไม่มีตราประทับของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้และผู้ลงนามแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สัญญาโอนขายสินเชื่อตามฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1030/2545 ของศาลชั้นต้น ในมูลหนี้เดียวกันกับในคดีนี้ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่านายบันฑูรเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอน หนังสือการโอนขายสินเชื่อระหว่างผู้โอนกับโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นเรื่องโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้อง คดีดังกล่าวคู่ความมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ให้รับผิดในมูลหนี้เดิมโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายบัณฑูรตามสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) ท้ายคำฟ้อง ย่อมเป็นการแสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากผู้โอนแล้ว คดีของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
จำเลย — นางสาวรสริน ทองปลิว หรือนางรสริน ทองปลิว
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2551
#412800
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น บนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ บ้านหรือโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น แม้ใช้บันไดเพื่อขึ้นชั้นที่ 2 ของอาคารด้วยบันไดเดียวกัน ย่อมไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่ บ้านดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย

จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมย่อมเป็นการก่อนให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย แต่สิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย และสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลา โจทก์บอกเลิกได้เมื่อบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยตามสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1413

โจทก์ได้บอกกล่าวล่วงหน้าโดยนำคำสั่งไปปิดไว้หน้าโรงเรือนที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่แล้ว มีข้อความระบุให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 51 ออกไป บ้านเลขที่ 51 นั้น เป็นบ้านเก่าปลูกสร้างมาประมาณ 40 ปี ทำด้วยไม้ชั้นเดียวแต่ใต้ถุนสูง ส่วนบ้านของจำเลยเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น และสร้างบ้านใหม่ บ้านดังกล่าวของจำเลยแม้ไม่มีเลขที่ บ้านใช้บันไดร่วมกันเป็นโรงเรือนคนละหลังกัน ไม่ใช่โรงเรือนที่เป็นบ้านเลขที่ 51 ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกเพื่อให้จำเลยออกจากบ้านคอนกรีต 2 ชั้น ทั้งการบอกเลิกนั้นก็ใช้วิธีปิดที่ประตูบ้าน ไม่ได้ส่งให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องอย่างไรจึงต้องปิดคำสั่งเช่นนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกเพื่อมิให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่บ้านที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านหรือโรงเรือนที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมและส่งมอบบ้านหรือโรงเรือนคืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายสมคิดในที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 51 โดยโจทก์และนายสมคิดได้มาจากการรับมรดก โจทก์และนายสมคิดยังมิได้จดทะเบียนแบ่งแยกกัน แต่มีบันทึกข้อตกลงแบ่งแยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้ โดยให้ที่ดินซึ่งเป็นส่วนที่ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 51 เป็นของโจทก์จำเลยขออนุญาตโจทก์ก่อสร้างบ้านลงในที่ดินของโจทก์ โจทก์อนุญาตโดยจำเลยไม่ได้ขอบ้านเลยที่ใหม่ คงใช้บ้านเลขที่ 51 ของโจทก์ เป็นเลขที่บ้านของจำเลย ต่อมาโจทก์ป่วยเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินขึ้นบันไดได้ จึงมีความประสงค์ที่จะรื้อถอนบ้านดังกล่าวเพื่อปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านดังกล่าวของจำเลยเลย จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบบ้านดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า บ้านเลขที่จำเลยปลูกสร้างเป็นการสร้างขึ้นใหม่โดยไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนควบกับบ้านเลขที่ 51 ก่อนทำการปลูกสร้างบ้านดังกล่าว โจทก์และนายสมคิดก็อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้าง โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายสมคิด โจทก์ไม่เคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 51 เหตุที่จำเลยต้องเปลี่ยนกุญแจบ้าน เนื่องจากป้องกันนายกฤตย์หรือบริวารมารบกวนและไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ เนื่องจากบ้านดังกล่าวเป็นส่วนที่สร้างขึ้นใหม่มิใช่บ้านเลขที่ 51 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ส่งมอบบ้านดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนายสมคิดเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์กับนายสมคิดเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 เลขที่บ้าน 209 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการยกให้จากนางละไมผู้เป็นยาย ที่ดินดังกล่าวมีบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกสร้างมาประมาณ 40 ปี บ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บ้านดังกล่าวโจทก์ จำเลย และพี่น้องของคนทั้งสองอีก 3 คน เคยพักอาศัย ต่อมาจำเลยขออนุญาตปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ใกล้บ้านเลขที่ 51 โจทก์อนุญาต เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 จำเลยได้ก่อสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น อยู่หน้าบ้านเลขที่ 51 บ้านทั้งสองใช้บันไดเดียวกันขึ้นชั้น 2 คือบันไดสีเขียว แต่บ้านทั้งสองไม่ได้ติดกัน แยกเป็นคนละส่วนกัน หลังคาก็คนละส่วน เพียงแค่เกยกันเท่านั้น จำเลยกับบริวารย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่คอนกรีต ช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้เสมือนไร้สามารถอยู่ในความพิทักษ์ของนายกฤตย์น้องขายของโจทก์และจำเลย ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2547 โจทก์จึงต้องย้ายจากบ้านที่จังหวัดนนทบุรีเข้ามาพักอาศัยที่บ้านไม้เลขที่ 51 เพื่อความสะดวกในการไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช แต่บ้านไม้เก่าและทรุดโทรมมาก โจทก์ต้องการรื้อปลูกใหม่ และได้แจ้งให้จำเลยกับบริวารทราบโดยการปิดประกาศเอกสารหมาย จ.6 ไว้หน้าประตูบ้านที่จำเลยก่อสร้างใหม่ จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไป

คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น บนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ ดังนั้นบ้านหรือโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น แม้ใช้บันไดเพื่อขึ้นชั้นที่ 2 ของอาคารด้วยบันไดสีเขียวด้วยกัน ย่อมไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่ บ้านดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมย่อมเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย แต่สิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยและคดีปรากฏว่าสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลา โจทก์จะบอกเลิกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 เมื่อบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยตามสมควร โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้บอกกล่วงล่วงหน้าโดยนำคำสั่งเอกสารหมาย จ.6 ไปปิดไว้หน้าโรงเรือนที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่แล้ว ปรากฏว่าคำสั่งหรือคำบอกเลิกนั้นมีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า นายมงคล (โจทก์) อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/31 หมู่ที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นเจ้าของที่ดิน โฉนดเลขที่ 11967 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร จะทำการรื้อถอนบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ปิดคำสั่งนี้ ขอให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านดังกล่าวให้เรียบร้อย มิฉะนั้นข้าพเจ้าจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น" ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 51 ออกไป บ้านเลขที่ 51 นั้น เป็นบ้านเก่าปลูกสร้างมาประมาณ 40 ปี ทำด้วยไม้ชั้นเดียวแต่ใต้ถุนสูง ส่วนบ้านของจำเลยนั้น เป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น และสร้างขึ้นใหม่ เมื่อประมาณปี 2546 บ้านดังกล่าวของจำเลยแม้ไม่มีเลขที่บ้านใช้บันไดร่วมกันก็เป็นโรงเรือนคนละหลังกัน ไม่ใช่โรงเรือนที่เป็นบ้านเลขที่ 51 ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ดังนั้น คำสั่งบอกเลิกดังกล่าวของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกเพื่อให้จำเลยออกจากบ้านคอนกรีต 2 ชั้น ดังกล่าว ทั้งการบอกเลิกนั้นก็ใช้วิธีปิดที่ประตูบ้านไม่ได้ส่งให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องอย่างไรจึงต้องปิดคำสั่งเช่นนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิก เพื่อมิให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่บ้านที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านหรือโรงเรือนที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมและส่งมอบบ้านหรือโรงเรือนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1360 ม. 1413
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ชั่งทอง
จำเลย — นายชวลิต ชั่งทอง
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2551
#417332
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ บ้านหรือโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างย่อมไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินที่ โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 ประกอบมาตรา 1410 โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่ บ้านดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมย่อมเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย แต่สิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลา โจทก์บอกเลิกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1413 โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยตามสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครและส่งมอบบ้านดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ส่งมอบบ้านดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์ จำเลย และนายสมคิดเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์กับนายสมคิดเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 เลขที่ดิน 209 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการยกให้จากนางละไมผู้เป็นยาย ที่ดินดังกล่าวเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกสร้างมาประมาณ 40 ปี เลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ บ้านดังกล่าวโจทก์ จำเลย และพี่น้องของคนทั้งสองอีก 3 คน เคยพักอาศัย ต่อมาจำเลยขออนุญาตปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ใกล้บ้านเลขที่ 51 โจทก์อนุญาต เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 จำเลยได้ก่อสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น อยู่หน้าบ้านเลขที่ 51 บ้านทั้งสองใช้บันไดเดียวกันขึ้นชั้น 2 คือ บันไดสีเขียว แต่บ้านทั้งสองไม่ได้ติดกัน แยกเป็นคนละส่วนกัน หลังคาก็คนละส่วน เพียงแต่เกยกันเท่านั้นจำเลยกับบริวารย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่คอนกรีต ช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์ของนายกฤตย์น้องชายของโจทก์และจำเลย ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2547 โจทก์ต้องย้ายจากบ้านที่จังหวัดนนทบุรีเข้ามาพักอาศัยที่บ้านไม้เลขที่ 51 เพื่อความสะดวกในการไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช แต่บ้านไม้เก่าและทรุดโทรมมาก โจทก์ต้องการรื้อปลูกใหม่ และได้แจ้งให้จำเลยกับบริวารทราบโดยการปิดประกาศไว้หน้าประตูบ้านที่จำเลยก่อสร้างใหม่ จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไป

คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น บนที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ ดังนั้น บ้านหรือโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น แม้ใช้บันไดเพื่อขึ้นชั้นที่ 2 ของอาคารด้วยบันไดสีเขียวด้วยกัน ย่อมไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 โจทก์จึงไมมีกรรมสิทธิ์ในบ้านที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่ บ้านดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมย่อมเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลย แต่สิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย และคดีปรากฏว่าสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลา โจทก์จะบอกเลิกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 เมื่อบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยตามสมควร โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้บอกกล่าวล่วงหน้าโดยนำคำสั่งไปปิดไว้หน้าโรงเรือนที่จำเลยสร้างขึ้นใหม่แล้ว ปรากฏว่าคำสั่งหรือคำบอกเลิกนั้นมีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้านายมงคล (โจทก์) อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/31 หมู่ที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร จะทำการรื้อถอนบ้านเลขที่ 51 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ปิดคำสั่งนี้ ขอให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านดังกล่าวให้เรียบร้อย มิฉะนั้นข้าพเจ้าจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น" ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุให้ผู้ที่อาศัยในบ้านเลขที่ 51 ออกไป บ้านเลขที่ 51 นั้น เป็นบ้านเก่าปลูกสร้างมาประมาณ 40 ปี ทำด้วยไม้ชั้นเดียวแต่ใต้ถุนสูง ส่วนบ้านของจำเลยนั้น เป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น และสร้างขึ้นใหม่ เมื่อประมาณปี 2546 บ้านดังกล่าวของจำเลยแม้ไม่มีเลขที่บ้านใช้บันไดร่วมกันก็เป็นโรงเรือนคนละหลังกันไม่ใช่โรงเรือนที่เป็นบ้านเลขที่ 51 ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ดังนั้น คำสั่งบอกเลิกดังกล่าวของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกเพื่อให้จำเลยออกจากบ้านคอนกรีต 2 ชั้นดังกล่าว ทั้งการบอกเลิกนั้นก็ใช้วิธีปิดที่ประตูบ้านไม่ได้ส่งให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องอย่างไรจึงต้องปิดคำสั่งเช่นนั้นกรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิก เพื่อมิให้จำเลยมีสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่บ้านที่จำเลยปลูกสร้างขึ้น การบอกเลิกของโจทก์จึงไม่ชอบ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยขนย้ายบริวารออกไปจากบ้านหรือโรงเรือนที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมและส่งมอบบ้านหรือโรงเรือนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยข้ออื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1410 ม. 1413
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ชั่งทอง
จำเลย — นายชวลิต ชั่งทอง
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2551
#413270
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้บังคับคดีกับจำเลยที่ 4 มีผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 4 ย่อมได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองนำที่ดินของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 214

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 541,052.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.50 ต่อปี จากต้นเงิน 493,982.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 40939 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระเงินให้โจทก์ โจทก์ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40939 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้ขายทอดตลาดแล้วแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 161602 และ 161603 ของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ศาลมีหมายบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินอื่นหลังขายทรัพย์จำนองเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกเหนือจากที่ระบุในหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้แทนโจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าจำนวนที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามที่ผู้แทนโจทก์แถลง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 4 มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่า "ศาลมีหมายบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินอื่นหลังขายทรัพย์จำนองเฉพาะจำเลยที่ 1 เห็นว่า ไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2, 3, 4 นอกเหนือจากที่ระบุในหมายบังคับคดีได้" โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 16 มกราคม 2546 คัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 16 มกราคม 2546 ว่า "หมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่ มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1..." ดังนี้ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมีผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้จำเลยที่ 4 ย่อมได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีก หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 และสำหรับการออกหมายบังคับคดีนี้ก็ได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอลงวันที่ 8 มกราคม 2542 ว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน จำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 14 มกราคม 2542 ให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหมายบังคับคดี ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่ มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรวิทย์ อรุณรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2551
#495291
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เห็นว่าตามหมายบังคับคดีโจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หลังการขายทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่ มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมมีผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 4 ย่อมได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 เมื่อโจทก์ยื่นคำขอว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 541,052.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.50 ต่อปี จากต้นเงิน 493,982.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 40939 ตำบลในเมือง (ปทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระเงินให้โจทก์ โจทก์ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40939 ตำบลในเมือง (ปทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำนองไว้ขายทอดตลาดแล้ว แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 161602 และ 161603 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ศาลมีหมายบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินอื่นหลังขายทรัพย์จำนองเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกเหนือจากที่ระบุในหมายบังคับคดีได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้แทนโจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าจำนวนที่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามที่ผู้แทนโจทก์แถลง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 4 มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่า "ศาลมีหมายบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินอื่นหลังขายทรัพย์จำนองเฉพาะจำเลยที่ 1 เห็นว่า ไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2, 3, 4 นอกเหนือจากที่ระบุในหมายบังคับคดีได้" โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 16 มกราคม 2546 คัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 16 มกราคม 2546 ว่า "หมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่ มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 ..." ดังนี้ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมีผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 4 ย่อมได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อโจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 และสำหรับการออกหมายบังคับคดีนี้ก็ได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอลงวันที่ 8 มกราคม 2542 ว่าศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 14 มกราคม 2542 ให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสี่มิใช่เฉพาะกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 247 ม. 275 ม. 276 ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรวิทย์ อรุณรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2551
#412542
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ร. นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัท ร. ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 914 และมาตรา 967 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 อันถือได้ว่าเป็นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่ง โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทย่อมหมดสิ้นไปด้วย ทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2540 และวันที่ 15 มกราคม 2541 บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาท่าพระ นำเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขารัอยเอ็ด รวม 6 ฉบับ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทก์ ฉบับแรกลงวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำนวนเงิน 100,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวนเงิน 95,000 บาท ฉบับที่สามลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 ฉบับที่สี่ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงินฉบับละ 233,275 บาท ฉบับที่ห้าลงวันที่ 16 มีนาคม 2541 และฉบับที่หกลงวันที่ 16 เมษายน 2541 จำนวนเงินฉบับละ 193,500 บาท รวมเป็นเงิน 1,048,550 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คทั้งหกฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" จำเลยต้องรับผิดในต้นเงินจำนวน 1,048,550 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 68,391.75 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเช็คพิพาททั้งหกฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และจำเลยได้ขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก จึงเป็นเช็คที่ห้ามมิให้เปลี่ยนมือ นอกจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 233,275 บาท แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัดแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ จำเลยได้ออกเช็คฉบับใหม่มอบให้แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไปแล้วเช่นกัน แต่โจทก์กลับสมคบกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้องจำเลยให้รับผิด ทั้งที่โจทก์ไม่อาจมีสิทธิดีไปกว่าบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัดแต่อย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 999 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048.550 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ลูกค้าของโจทก์ได้นำเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาร้อยเอ็ด รวม 6 ฉบับ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทก์ เช็คลงวันที่ 27 มีนาคม 2541, 27 กุมภาพันธ์ 2541, 16 กุมภาพันธ์ 2541, 16 พฤษภาคม 2541, 16 มีนาคม 2541 และ 16 เมษายน 2541 จำนวนเงิน 100,000 บาท 95,000 บาท 233,275 บาท 193,500 บาท และ 193,500 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 1,048,550 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ตามสำเนาสัญญาขายลดตั๋วเงิน เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เช็คเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.10 และใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.10 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์จึงนำเช็คทั้งหกฉบับดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 7 กันยายน 2544 โจทก์ได้ฟ้องบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวกให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 33 ฉบับ สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง ซึ่งมีเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1122/2544 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร คดีดังกล่าวโจทก์และบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัดกับพวกยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยแนบท้ายคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ลงวันที่ 18 เมษายน 2545 ในสำนวนคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คพิพาทจำนวน 6 ฉบับ ได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 และมาตรา 967 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต่อโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่ง โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับย่อมหมดสิ้นไปด้วย ทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่งจำกัด และจำเลยจะต้องผูกพันในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์อยู่จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำเลยจึงยังคงต้องผูกพันตามภาระหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในฐานผู้สั่งจ่ายจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 292 ม. 349 ม. 850 ม. 967
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรุ่งเจริญอุตสาหกรรม (1994) จำกัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2551
#420224
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ร. ผู้สลักหลังย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. และจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาท่าพระ นำเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาร้อยเอ็ด รวม 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,048,550 บาท ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คทั้งหกฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยได้ขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก จึงเป็นเช็คที่ห้ามมิให้เปลี่ยนมือ นอกจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คฉบับจำนวนเงิน 233,275 บาท แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ จำเลยได้ออกเช็คฉบับใหม่มอบให้แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไปแล้ว โจทก์กลับสมคบกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้องจำเลยให้รับผิดทั้งที่โจทก์ไม่อาจมีสิทธิดีไปกว่าบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048,550 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตามฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คพิพาทจำนวน 6 ฉบับ ได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 และมาตรา 967 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 989 ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต่อโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้สลักหลัง ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่งโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ย่อมหมดสิ้นไปด้วย ทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และจำเลยจะต้องผูกพันในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์อยู่จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำเลยจึงยังคงต้องผูกพันตามภาระหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในฐานะผู้สั่งจ่ายจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ทำกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 292 ม. 349 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท รุ่งเจริญอุตสาหกรรม (1994) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2551
#497961
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยว่าร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 4, 6, 34 และตาม ป.อ. มาตรา 287 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่ายจึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6 ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการในรูปของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือด้วยวิธีการอื่นใด แต่ผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องและศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกอันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก หนังสืออันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกที่มีภาพชายหญิงเปลือยกายอวดอวัยวะเพศ แสดงการร่วมประเวณี ตลอดจนบรรยายข้อความเป็นเรื่องราวการร่วมเพศระหว่างชายหญิงในลักษณะอันลามก ไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกและหนังสือลามกเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 287 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกต้องระบุประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้มารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลาคนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนดเวลาคนละ 20 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 และ 34

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาขอเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกโดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก และหนังสือพิมพ์อันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติประจำจังหวัดนนทบุรีสืบเสาะและพินิจพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลและนัดฟังคำพิพากษา โจทก์มาศาลในวันนัดดังกล่าวศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทั้งสองทราบ และสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองยืนยันว่าประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานขายในร้านที่เกิดเหตุตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองในวันนัดฟังคำพิพากษาแล้วได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่าย จึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทน ด้วยการคิดค่าบริการในรูปแบบของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือด้วยวิธีการอื่นใด แต่ผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 6 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นายนพดล แอประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2530/2551
#412313
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 กฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดย พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 และมาตรา 29 แต่มาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ ยังบัญญัติเป็นบทความผิด ส่วนบทกำหนดโทษตาม มาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดโทษหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 โดยโจทก์ไม่ได้อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เวลากลางวันจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 82-1877 นครสรรค์ ซึ่งมี 3 เพลา 10 ล้อ ยาง 10 เส้น บรรทุกดินลูกรังไปตามถนนสาย 304 (นครราชสีมา-กบินทร์บุรี) อันเป็นทางหลวงแผ่นดินโดยมีน้ำหนักรถและน้ำหนักบรรทุกรวมกัน จำนวน 34,860 กิโลกรัมซึ่งเกินกว่า 25,000 กิโลกรัม ตามประกาศของผู้อำนายการทางหลวงแผ่นดินจำนวน 9,860 กิโลกรัม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียวจังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 2 เดือน ปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุ้มประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้ทำกิจกรรมบริหารสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับไม่รอการลงโทษ ไม่คุมประพฤติ โทษจำคุกให้เปลี่ยนเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกสิ่งของมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จำนวน 9,860 กิโลกรัม แต่หลังจากถูกจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือนหรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 และมาตรา 29 โดยมาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ ยังบัญญัติเป็นทบความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกับส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้อง ยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิมที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 โดยโจทก์ไม่ได้อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วตามคำขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้องปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2549 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 772 ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหมด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควมมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นายวิสันต์ ศรีสาร
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2551
#498526
เปิดฉบับเต็ม

การเล่นแชร์เป็นสัญญาชนิดหนึ่งเกิดขึ้นจากความตกลงระหว่างผู้เล่น จำเลยทั้งสี่และโจทก์ทั้งสองเป็นลูกวงแชร์ที่ ป. เป็นนายวงแชร์ต่างก็เข้าร่วมเล่นแชร์ด้วยกันถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับโจทก์ทั้งสองและลูกวงแชร์คนอื่นๆ มีความผูกพันต้องส่งเงินตามที่ตกลงกันในการเล่นและมีสิทธิในการเข้าประมูลระหว่างลูกวงแชร์ด้วยกันจึงต้องมีความผูกพันต่อกันด้วยหาใช่จะผูกพันเฉพาะแต่นายวงแชร์ไม่ สำหรับ ป. ที่เป็นนายวงแชร์ เป็นการกำหนดตัวบุคคลให้เป็นผู้รับภาระรับผิดชอบรวบรวมเงินจากลูกวงแชร์ทุกคนเพื่อส่งมอบแก่สมาชิกอื่นผู้ประมูลได้ตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ประมูลได้และรับเงินไปแล้ว นายวงแชร์ได้เก็บเงินค่าแชร์จากโจทก์ทั้งสองและลูกวงแชร์ไปเพื่อชำระให้จำเลยทั้งสี่แล้ว ยังจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะครบ ดังนั้น จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ประมูลเงินแชร์ไปได้แล้วจึงมีหน้าที่ผูกพันจะต้องส่งเงินคืนแก่ผู้ที่ยังไม่ได้ประมูล เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ประมูลและ ป. นายวงแชร์หลบหนีไป สัญญาแชร์วงนี้จึงเลิกเล่นกันก่อนที่จะมีการประมูลกันในงวดต่อไป คู่กรณีจึงกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งสี่ต้องส่งเงินที่รับไปคืนโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมคืน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้คืนเงินนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 นางประภาหรือปุกเป็นนายวงแชร์ ตั้งวงแชร์ขึ้นมา 1 วง เป็นแชร์มือละ 1,000 บาท จำนวน 28 มือโจทก์ที่ 1 เข้าร่วมเล่นแชร์จำนวน 5 มือ โจทก์ที่ 2 ร่วมเล่นแชร์ จำนวน 7 มือ และนายวงแชร์ได้จัดให้มีการประมูลแชร์รวม 4 งวด โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ประมูลแชร์ได้แต่ละงวดตามลำดับ และในงวดที่ 5 นายวงแชร์ต้องจัดให้มีการประมูลในวันที่ 10 ธันวาคม 2548 แต่นายวงแชร์หลบหนีไม่ยอมจัดให้มีการประมูล แชร์จึงเลิกล้มจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ที่ประมูลแชร์ไปแล้วและได้รับเงินค่าแชร์จากโจทก์ทั้งสอง เมื่อวงแชร์เลิกล้มจำเลยทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าแชร์และผลประโยชน์ตามที่เสนอแก่โจทก์ทั้งสองทันที โจทก์ทั้งสองติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 9,046.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 12,923.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 12,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 10,339.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 14,475.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 11,114.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 15,560.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 15,050 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 12,923.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 12,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 18,071.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 17,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ นางประภาหรือปุก และผู้มีชื่อคนอื่นอีกได้ร่วมเล่นแชร์กัน 1 วง ตามฟ้องโดยมีนางประภาหรือปุกเป็นนายวงแชร์ จำเลยทั้งสี่ประมูลแชร์ได้ในงวดที่หนึ่งถึงที่สี่ตามลำดับและได้เงินแชร์ไปครบจำนวนแล้ว ต่อมานางประภาหรือปุกหลบหนี แชร์วงดังกล่าวจึงเลิกเล่นกัน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การเล่นแชร์เป็นสัญญาชนิดหนึ่งเกิดขึ้นจากความตกลงระหว่างผู้เล่น จำเลยทั้งสี่และโจทก์ทั้งสองต่างเป็นลูกวงแชร์ที่นางประภาหรือปุกเป็นนายวงแชร์ต่างก็เข้าร่วมเล่นแชร์ด้วยกัน ดังนั้นย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับโจทก์ทั้งสองและลูกวงแชร์คนอื่นๆ ต่างมีความผูกพันต้องส่งเงินตามที่ตกลงกันในการเล่นและย่อมมีสิทธิในการเข้าประมูลระหว่างลูกวงแชร์ด้วยกัน ดังนั้น จึงต้องมีความผูกพันต่อกันหาใช่จะผูกพันเฉพาะแต่นายวงแชร์ไม่ สำหรับนางประภาหรือปุกที่เป็นนายวงแชร์นั้น เป็นการกำหนดตัวบุคคลให้เป็นผู้รับภาระรับผิดชอบรวบรวมเงินจากลูกวงแชร์ทุกคนเพื่อส่งมอบแก่สมาชิกอื่นผู้ประมูลได้ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ประมูลได้และรับเงินไปแล้ว นายวงแชร์ได้เก็บเงินค่าแชร์จากโจทก์ทั้งสองและลูกวงแชร์ไปเพื่อชำระให้จำเลยทั้งสี่แล้ว ยังจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปจนกว่าจะครบ ดังนั้น จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ประมูลเงินแชร์ไปได้แล้วจึงมีหน้าที่ผูกพันจะต้องส่งเงินคืนแก่ผู้ที่ยังไม่ได้ประมูล โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ประมูลนางประภาหรือปุกนายวงแชร์หลบหนี สัญญาแชร์วงนี้จึงเลิกเล่นกันก่อนที่จะมีการประมูลกันในงวดต่อไป คู่กรณีจึงกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งสี่ต้องส่งเงินที่รับไปคืนโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมคืน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้คืนเงินนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 5,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 3,750 บาท รวมเป็นเงิน 8,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 7,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 5,250 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 12,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 5,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 5,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 7,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 5,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 5,750 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 10,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 7,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 8,050 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 15,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 5,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 7,500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 12,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าแชร์จำนวน 7,000 บาท และค่าผลประโยชน์จำนวน 10,500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 17,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันผิดนัด (10 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิดาภาหรือจิราภา หรือเรณู ฐิตะฐาน กับพวก
จำเลย — นางอรัญญหรือเอ๋ โตวะจักร์ หรือวรสิงห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ