คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2551
#417791
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่าการทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง แต่คำว่าคล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ แต่สำเนาธนบัตรที่จำเลยทำขึ้นว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรเป็นสีขาว มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง เมื่อวิญญูชนทั่วไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติแคเมอรูน สัญชาติแคเมอรูน เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2542 เมื่อถึงวันที่การอนุญาตสิ้นสุดลงจำเลยที่ 1 ได้บังอาจอยู่ในราชอาณาจักรไทยตลอดมา อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงและเขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร และตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ต่อเนื่องกัน เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติแคเมอรูน สัญชาติแคเมอรูน ได้ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดนประเทศมาเลเซียที่ตำบลใด อำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดสงขลา ซึ่งมิใช่ช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกำหนดและโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่ผ่านการตรวจอนุญาตจากเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลใด อำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดสงขลา ภายหลังที่จำเลยที่ 2 ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยที่ 2 อยู่ในราชอาณาจักรไทยในท้องที่ต่าง ๆ หลายจังหวัดตลอดมา โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองและด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2542 เวลากลางวัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดฉบับราคา 1,000 บาท ซึ่งรัฐบาลออกใช้รวมจำนวน 1,000 ฉบับ ให้มีลักษณะและขนาดเดียวกับธนบัตรรัฐบาลไทยที่ออกใช้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 240, 249 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18, 41, 62, 81 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 กรณีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี ฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยเมื่อการอนุญาตสิ้นสุด จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตราและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายกับธนบัตรหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า สำเนาธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดาแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริง สีสันปรากฎออกมาจึงแตกต่างกับของจริงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าขนาดของกระดาษและรูปลวดลายที่ปรากฏออกมาจากการถ่ายสำเนาจะเท่าของจริงก็ตาม แต่เมื่อรวบความกับสีสันที่ปรากฏออกมาแล้วบุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ทันทีว่าเกิดจากการถ่ายเอกสาร แตกต่างกับของจริงโดยชัดเจนและไม่น่าจะทำให้บุคคลหลงเข้าใจผิดได้ว่าเป็นของจริง อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายเกื้อกูลพยานโจทก์ได้หลงเข้าใจผิดว่าสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 เป็นของจริงแต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าผู้ใดทำบัตรหรือโลหธาตุอย่างใด ๆ ให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ฯลฯ โดยบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อบัญญัติถึงเจตนาพิเศษว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตราจะต้องเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริงแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสามมีเจตนาทำธนบัตรโดยการถ่ายสำเนาธนบัตรแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริง แม้จะมีสีสันแตกต่างก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะคำว่าคล้ายแสดงถึงไม่เหมือนทีเดียวนั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 จะมิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา จะต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง แต่คำว่าคล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ เมื่อสำเนาธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 เห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรก็เป็นเพียงสีขาว มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริงเมื่อวิญญูชนทั่วไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริงกรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายซีบี ลีโอนาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรพิญโญพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2551
#498530
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาธนบัตรของกลางเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดาแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริงสีสันปรากฏออกมาจึงแตกต่างกับของจริงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าขนาดของกระดาษและรูปลวดลายที่ปรากฏออกมาจากการถ่ายสำเนาจะเท่าของจริงก็ตาม แต่เมื่อรวมความกับสีสันที่ปรากฏออกมาแล้วบุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ทันทีว่าเกิดจากการถ่ายเอกสาร แตกต่างกับของจริงโดยชัดเจนและไม่น่าจะทำให้บุคคลหลงเข้าใจผิดได้ว่าเป็นของจริง อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก. พยานโจทก์ได้หลงเข้าใจผิดว่าสำเนาธนบัตรของกลางเป็นของจริงแต่อย่างใด แม้ตาม ป.อ. มาตรา 249 จะมิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา จะต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง แต่คำว่าคล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ เมื่อสำเนาธนบัตรของกลางเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรก็เป็นเพียงสีขาว มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง เมื่อวิญญูชนทั่วไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 240, 249 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18, 41, 62, 81 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 กรณีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี ฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยเมื่อการอนุญาตสิ้นสุด จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ริบของกลางข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายกับธนบัตรหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า สำเนาธนบัตรเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดาแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริง สีสันปรากฏออกมาจึงแตกต่างกับของจริงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าขนาดของกระดาษและรูปลวดลายที่ปรากฏออกมาจากการถ่ายสำเนาจะเท่าของจริงก็ตาม แต่เมื่อรวมความกับสีสันที่ปรากฏออกมาแล้วบุคคลทั่วไปสามารถได้ทันทีว่าเกิดจากการถ่ายเอกสาร แตกต่างกับของจริงโดยชัดเจนและไม่น่าจะทำให้บุคคลหลงเข้าใจผิดได้ว่าเป็นของจริง อีกทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายเกื้อกูล กลับใจ พยานโจทก์ได้หลงเข้าใจผิดว่าสำเนาธนบัตรเป็นของจริงแต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าผู้ใดทำบัตรหรือโลหธาตุอย่างใดๆ ให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ฯลฯ โดยบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อบัญญัติถึงเจตนาพิเศษว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตราจะต้องเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริงแต่อย่างใดที่จำเลยทั้งสามมีเจตนาทำธนบัตรโดยการถ่ายสำเนาธนบัตรแล้วตัดกระดาษให้มีขนาดเท่าของจริง แม้จะมีสีสันแตกต่างก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะคำว่าคล้ายแสดงถึงไม่เหมือนทีเดียวนั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 249 จะมิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า การทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา จะต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง แต่คำว่าคล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ เมื่อสำเนาธนบัตรเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากการถ่ายสำเนาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรก็เป็นเพียงสีขาว มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง เมื่อวิญญูชนทั่วไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง กรณีจึงถือว่าไม่ได้จำเลยทั้งสามร่วมกันทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายซีบี ลีโอนาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2551
#412620
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์วันที่ 4 สิงหาคม 2548 ล่วงพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ แล้ว แม้จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าวันขายทอดตลาดคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 มิใช่วันที่คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 54,462 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนั้บแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21095 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแล้วขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โดยนางศิริพรเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 250,000 บาท

วันที่ 4 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3216/2542 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้แล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเขาเฉลี่ยทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21095 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย แล้วขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โดยนางศิริพรเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 250,000 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3216/2542 ของศาลชั้นต้น และยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องว่า โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้คัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่มีประเด็นต่อสู้และไม่ควรรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่และใช้บังคับแล้ว บัญญัติว่า "ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลอดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น คำขอเช่นว่านี้ให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดหรือจำหน่ายได้ในครั้งนั้นๆ" คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์วันที่ 4 สิงหาคม 2548 จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่ผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ระยะเวลา 14 วันต้องนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าวันขายทอดตลาดคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 หาใช่วันที่คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องเสีย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอมรภัทรค้าวัสดุก่อสร้าง
ผู้ร้อง — นายสมเกียรติ เกียรติโชคสกุล
จำเลย — นายจุฬา ปาลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2551
#417165
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น คำขอเช่นว่านี้ให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด หรือจำหน่ายได้ในครั้งนั้น ๆ" คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ วันที่ 4 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าวันขายทอดตลาดคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 หาใช่วันที่คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องเสีย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 54,462 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21095 ตำบลหนองจะบก อำเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแล้วขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โดยนางศิริพรเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 250,000 บาท

วันที่ 4 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3216/2542 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้แล้วจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21095 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแล้วขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โดยนางศิริพรเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 250,000 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3216/2542 ของศาลชั้นต้น และยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องว่า โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้คัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจึงไม่มีประเด็นต่อสู้และไม่ควรรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์จะมิได้คัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่และใช้บังคับแล้ว บัญญัติว่า "ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น คำขอเช่นว่านี้ให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด หรือจำหน่ายได้ในครั้งนั้น ๆ "

คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์วันที่ 4 สิงหาคม 2548 จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่ผู้ร้องแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ระยะเวลา 14 วันต้องนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าวันขายทอดตลาดคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 หาใช่วันที่คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องเสีย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอมรภัทรค้าวัสดุก่อสร้าง
ผู้ร้อง — นายสมเกียรติ เกียรติโชคสกุล
จำเลย — นายจุฬา ปาลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2551
#412808
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่ถูกกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบุกรุกนำสินค้ามาวางขายเป็นของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมไม่ได้อนุญาตให้จำเลยนำไปให้ผู้ใดเช่า การที่จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้บุคคลดังกล่าวเช่าโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2541 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับนายเที่ยวหรือไข่หรือไข่เที่ยวหรือไข่เที่ยงจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2715/2541 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 572, 8052, 8053 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ของบริษัทระนองธานี จำกัด ผู้เสียหายและแบ่งพื้นที่บางส่วนของที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยเพื่อให้ผู้อื่นเช่าวางแผงลอยเพื่อขายสินค้าชั่วคราวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวบางส่วนและเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทระนองธานี จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 572, 8052, 8053 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทระนองธานี จำกัด โจทก์ร่วมตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 นายวสันต์เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.11 ระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีพ่อค้าแม่ค้าหลายสิบรายเข้าไปตั้งแผงลอยขายสินค้าราคาถูกบนที่ดินส่วนหนึ่งของโจทก์ร่วมตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและรูปถ่ายที่เกิดเหตุพร้อมคำอธิบายเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และจ.4 ระหว่างเกิดเหตุนางพนิดาผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินของโจทก์ร่วมพบว่ามีผู้บุกรุกนำเต๊นท์มากางและมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าดังกล่าวนำสินค้ามาวางขายในบริเวณที่ดินของโจทก์ร่วมโดยเฉพาะส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตทางเข้าโรงแรมรอแยลปริ๊ลเซส นางพนิดาแจ้งกลุ่มพ่อค้าเหล่านั้นให้รื้อถอนเต๊นท์และขนสินค้าออกไป แต่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตาม จึงรายงานให้นายวสันต์ทราบ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2541 นายวสันต์มอบอำนาจให้นางพนิดาไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทเทเวศร์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองระนอง ให้ดำเนินคดีแก่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นรวมทั้งจำเลยและนายเที่ยวหรือไข่หรือไข่เที่ยวหรือไข่เที่ยงซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2715/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าอ้างว่าเป็นผู้อนุญาตให้เข้าไปตั้งเต๊นท์ขายสินค้า พันตำรวจโทเทเวศร์จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปกับนางพนิดาเพื่อเชิญกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามาเจรจากันที่สถานีตำรวจ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่มาร่วมเจรจาคือนายไพจิตร นายราชศักดิ์ และนายบุญพารวมทั้งนายสมชายซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าด้วย นายสมชายตกลงว่าจะติดตามจำเลยมาเจรจาในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อถึงวันนัดมีนางพนิดามาที่สถานีตำรวจเพียงคนเดียว นางพนิดาจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายไพจิตร นายราชศักดิ์และนายบุญพาในข้อหาบุกรุก ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมตัวนายไพจิตร นายราชศักดิ์ และนางสมจิตต์มามอบให้พันตำรวจโทเทเวศร์สอบสวน พันตำรวจโทเทเวศร์แจ้งข้อหาแก่บุคคลทั้งสามว่าร่วมกันบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน บุคคลทั้งสามให้การรับสารภาพ พันตำรวจโทเทเวศร์บันทึกคำให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.25 จ.24 และ จ.21 แล้วสอบสวนต่อมาจนทราบว่าจำเลยและนายเที่ยวเกี่ยวข้องด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจับนายเที่ยวได้ ส่วนจำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจโทเทเวศร์แจ้งข้อหาแก่จำเลยและนายเที่ยวว่าร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกรับมอบตัวผู้ต้องหาและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสาร จ.26 และ จ.27 ส่วนนายเที่ยวให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 แต่ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายเที่ยว คดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งพันตำรวจโทเทเวศร์ยังสอบคำให้การของนางพนิดา นายเกษม สายเอียด นางสุวดีและนายสมชายไว้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จ.17 จ.22 และ จ.28 ตามลำดับ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นฎีกาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างในฎีกาสรุปทำนองว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนคอนกรีตที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ของตนจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุก โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย และโจทก์ร่วมเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนนั้น เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานคือนายบุญช่วย นายเที่ยวมาเบิกความถึงข้อเท็จจริงส่วนที่ยังไม่ยุติ โดยนายบุญช่วยเบิกความว่า พยานมอบให้นายสมชายไปติดต่อขอเช่าสถานที่ขายสินค้าราคาถูกที่ตลาดระนองธานี นายสมชายไปสอบถามคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและได้รับคำแนะนำให้ไปพบกับนายเที่ยว ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผู้ดูแลสถานที่ นายสมชายจึงไปพบนายเที่ยวแล้วนายเที่ยวพานายสมชายไปพูดคุยกับจำเลย จำเลยอนุญาตให้เช่าสถานที่ตามแนวถนนและข้างถนนบริเวณปากทางเข้าตลาดระนองธานีจากคิวรถจักรยานยนต์ถึงร้านขายข้าวเลือดหมูซึ่งตั้งร้านขายของได้ประมาณ 30 ร้าน จำเลยคิดค่าเช่าระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2541 ในราคาเหมาเป็นเงิน 20,000 บาท ก่อนเริ่มเช่าประมาณ 1 สัปดาห์ พยานกับนายสมชายไปพบจำเลยที่บ้านพักของจำเลยโดยนำเงินจำนวน 10,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลย พยานไม่ได้ถามถึงสิทธิหรือเอกสารสิทธิของจำเลยเนื่องจากตามปกติจะไม่ขอดูกัน หลังจากตกลงและวางเงินค่าเช่าครึ่งหนึ่งแล้วพยานก็ทำแผนผังร้านค้ารวม 30 ร้าน และติดต่อพ่อค้าแม่ค้ามาขาย ในวันที่ตกลงกันจำเลยรับปากว่าก่อนวันงานจะไปจัดพื้นที่ให้ แต่ไม่มีการทำสัญญากัน พยานสอบถามจำเลยถึงสถานที่เช่าแล้วจำเลยบอกว่าเป็นของโจทก์ร่วม จำเลยเป็นผู้ดูแล พยานจึงตกลงเช่าและนายเที่ยวเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายบุญช่วยมาติดต่อจำเลยที่สำนักงานทนายความของจำเลยว่าจะจัดงานขายสินค้าราคาถูกที่บริเวณถนนทางเข้าโรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส จำเลยกับพยานได้พานายบุญช่วยไปพบนายเทพสิทธิ์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงแรม นายเทพสิทธิ์อนุญาตให้จัดในส่วนของทางเข้าโรงแรม โดยอนุญาตด้วยวาจา หลังจากตกลงนายบุญช่วยได้ชำระเงินมัดจำแก่จำเลยจำนวน 10,000 บาท จำเลยมอบเงินบางส่วนให้พยานไปปรับพื้นที่และตั้งเต๊นท์ นายบุญช่วยเป็นผู้จัดหาเต๊นท์และจัดหาพ่อค้าแม่ค้า เมื่อผู้ใดประสงค์จะมาขายสินค้า นายบุญช่วยจะมาแจ้งพยานแล้วพยานจะไปปรึกษาจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความได้อย่างสอดคล้องต้องกันยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เข้ามาเกี่ยวข้องจัดการหาผลประโยชน์จากการเอาสถานที่เกิดเหตุของโจทก์ร่วมออกให้เช่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นและแสดงออกทั้งโดยตรงและโดยปริยายว่าตนมีอำนาจเอาพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุออกให้เช่าได้จริงแล้ว ก็เชื่อว่านายบุญช่วยคงไม่ยอมตกลงเช่าและยอมจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่จำเลยเป็นแน่ ซึ่งเหตุผลที่นายบุญช่วยเชื่อว่าจำเลยมีอำนาจให้เช่าได้นั้นปรากฏจากคำเบิกความของนายบุญช่วยตอบทนายจำเลยถามค้านสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเที่ยวว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2541 พยานกับนายเที่ยวไปหาจำเลยที่สำนักงาน จำเลยบอกพยานว่าสนิทสนมกับนายเทพสิทธ์ ผู้จัดการโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส จำเลยรับปากว่าจะไปติดต่อให้ หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน พยานก็มาพบจำเลยอีก จำเลยบอกติดต่อกับนายเทพสิทธิ์แล้ว ตกลงให้เช่าบริเวณทางเข้าโรงแรม พยานจึงตกลงวางเงินค่าเช่า คำเบิกความดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการติดต่อกับนายเที่ยวเพียงลำพังย่อมไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายบุญช่วยได้ หากไม่มีจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องแม้นายเที่ยวจะอยู่ในฐานะผู้กระทำผิดและถูกดำเนินคดีร่วมกับจำเลยแต่คำเบิกความของนายเที่ยวก็เป็นคำเบิกความอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง ไม่ได้มีเนื้อหาเป็นการซัดทอดจำเลย จึงรับฟังประกอบคำเบิกความของนายบุญช่วยได้ เห็นว่า นายบุญช่วยไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ส่วนนายเที่ยวก็รู้จักสนิมสนมกับจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของนายบุญช่วยและนายเที่ยวจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ที่จำเลยนำสืบสรุปทำนองว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ร่วมโดยนายวสันต์ว่าจ้างจำเลยให้แก้ปัญหาเรื่องภาษีอากรซึ่งโจทก์ร่วมค้างชำระแก่กรมสรรพากรประมาณ 38,000,0000 บาท โดยจำเลยจะได้ค่าจ้างอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียภาษีอากร จำเลยตกลงซื้อตึกแถวของโจทก์ร่วมโดยใช้เงินค่าจ้างที่จะได้รับ ต่อมาจำเลยสามารถทำให้โจทก์ร่วมเสียภาษีอากรเพียง 5,000,000 บาท โจทก์ร่วมขอผ่อนชำระภาษีอากรเป็นงวด แต่เจ้าพนักงานผู้เก็บภาษีอากรแจ้งให้นายวสันต์ไปให้ปากคำด้วยตนเอง จนกระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2540 กรมสรรพากรได้ยึดกิจการของโจทก์ร่วมรวมทั้งตึกแถวของจำเลยซึ่งใช้เป็นสำนักงานทนายความด้วย หลังจากถูกยึดผู้ที่ซื้อตึกแถวจากโจทก์ร่วมและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระได้รวมตัวกันมาปรึกษาและให้จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม ทำให้นายวสันต์โกรธเคืองจำเลยนั้น เห็นว่า เลื่อยลอยและปราศจากเหตุผลเพราะหากข้ออ้างของจำเลยมีมูลความจริง จำเลยน่าจะเป็นฝ่ายโกรธเคืองนายวสันต์เสียมากกว่าข้ออ้างเรื่องสาเหตุโกรธเคืองจึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง นอกจากข้ออ้างที่กล่าวแล้วจำเลยยังนำสืบดังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยต่อมาเจือสมกับพยานโจทก์ร่วมอีกว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2541 นายเที่ยวพานายบุญช่วยมาพบเพื่อให้จำเลยช่วยหาที่จัดขายสินค้าราคาถูกเป็นการชั่วคราวประมาณ 10 วัน จำเลยจึงไปเจรจากับนายเทพสิทธิ์ นายเทพสิทธิ์อนุญาต แต่เมื่อสำรวจที่ดินบริเวณที่ได้รับอนุญาตปรากฏว่ามีกองดินและเสาไฟฟ้าวางอยู่ จึงตกลงให้นายบุญช่วยออกเงินค่าขนย้าย นายบุญช่วยจึงจ่ายเงินค่าขนย้ายให้แก่นายเที่ยว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยนอกจากจะไปเจือสมกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วยังสนับสนุนให้เห็นอีกด้วยว่าจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเช่าที่ดินที่ถูกบุกรุกมาตั้งแต่แรก เมื่อที่ดินบริเวณที่ถูกบุกรุกเป็นของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมไม่ได้อนุญาตให้จำเลยนำไปให้ผู้ใดเช่า การที่จำเลยนำที่ดินของโจทก์ร่วมไปให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
โจทก์ร่วม — บริษัท ระนองธานี จำกัด
จำเลย — นายอภิลักษณ์ นพรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2551
#412788
เปิดฉบับเต็ม

เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์ยืมมาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเนื่องจากความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับจ้างกรมทางหลวงจำเลยที่ 1 ก่อสร้างถนนโจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 643 แม้โจทก์จะซ่อมรถยนต์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์เป็นผู้ครอบครองและขับขี่รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน กฉ 5807 นครราชสีมา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ 1 ในการก่อสร้างถนนสายปราสาท-สุรินทร์ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงที่ 7 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 โจทก์ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กฉ 5807 นครราชสีมา จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าไปจังหวัดสุรินทร์ด้วยความเร็วปกติ เมื่อถึงถนนสายปราสาท-สุรินทร์ หลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงที่ 7 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชลล์เป็นเวลา 4.30 นาฬิกา ถนนดังกล่าวไม่มีเสาไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างและเป็นเส้นทางที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จำเลยที่ 2 ได้จัดทำไม้วางขวางไว้บนเส้นทางดังกล่าว โดยให้ใช้เส้นทางเบี่ยงแทน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ติดสัญญาณไฟเพื่อให้ผู้ขับรถยนต์ทั่วไปมองเห็น อันเป็นการกระทำโดยประมาททำให้โจทก์ซึ่งขับรถยนต์ผ่านมาไม่สามารถมองเห็นไม้กั้นกลางถนน โจทก์ขับรถหักหลบไปทางขวาทำให้รถยนต์ของโจทก์พลิกคว่ำลงข้างทางได้รับความเสียหายโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงินทั้งสิ้น 133,548 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 133,548 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างถนนสายปราสาท-สุรินทร์ ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงที่ 7 จริง แต่เหตุละเมิดในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาสูงเกินส่วน ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในผลของการละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 100,161 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและขับขี่รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กฉ 5807 นครราชสีมา การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงินทั้งสิ้น 133,548 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และคำแถลงรับของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ว่า รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน กฉ 5807 นครราชสีมา คันเกิดเหตุเป็นของนางชิวลั้งมารดาโจทก์ โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ยืมใช้เท่านั้น เห็นว่า การยืมใช้คงรูป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 643 บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย หรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ แต่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่า เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ แม้โจทก์จะได้ซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์ยืมมาเรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 643
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงกลด แซ่อึ้ง
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2763/2551
#417704
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่งอุปกรณ์อัดรายการโทรทัศน์กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 6,881,401.90 บาท เบี้ยปรับจำนวน 2,190,354.55 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 481,698.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,553,454.58 บาท เมื่อนำเงินที่จำเลยที่ 1 วางมัดจำแก่โจทก์ไว้จำนวน 397,430 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 9,156,024.58 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การต่อสู้คดีและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยจำเลยที่ 2 มีบ้านและที่ดินที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีราคาท้องตลาดไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่าเดือนละ 200,000 บาท และมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเนื่องจากมูลหนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและคิดดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับซ้ำซ้อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งซึ่งต้องนำกฎหมายในลักษณะเช่าทรัพย์มาปรับใช้แก่คดีของโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่อาจนำกฎหมายในเรื่องเช่าซื้อมาปรับใช้ได้ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีนายเกรียงศักดิ์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.14 ได้ความว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน คือ อุปกรณ์อัดรายการโทรทัศน์ ตามสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง เลขที่ 00 แอล 923071 ในราคารวม (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 6,396,827.21 บาท จำเลยที่ 1 วางมัดจำค่าเช่าไว้เป็นเงิน 397,430 บาท และมีกำหนดเวลาเช่า 48 งวด ชำระค่าเช่างวดที่ 1 ถึง 12 งวดละ 100,000 บาท งวดที่ 13 ถึง 24 งวดละ 150,000 บาท และงวดที่ 25 ถึง 48 งวดละ 257,500 บาท เริ่มผ่อนชำระงวดแรกวันที่ 25 ธันวาคม 2543 และงวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ แต่หากจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าครบถ้วน โจทก์ให้สิทธิจำเลยที่ 1 ซื้อทรัพย์สินที่เช่าได้ในราคา 397,430 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) การเช่าดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ดังนี้ สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว สัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เพราะสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันที โดยค่าเช่าซื้อรวมไว้ทั้งค่าเช่าและค่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อด้วย และผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดด้วยการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 แต่สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวเมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าจนครบกำหนดการเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่ตกเป็นของผู้เช่าจนกว่าจะแสดงเจตนารับคำมั่นของผู้ให้เช่าจนเกิดเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสียก่อน เงินค่าเช่าก็ไม่อาจถือว่ารวมค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าไว้ด้วย และผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าได้ เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ การที่ศาลล้มละลายกลางนำบทบัญญัติมาตรา 574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อมาปรับใช้แก่มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์แล้ววินิจฉัยว่ามูลหนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และพิพากษายกฟ้องนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด นายเกรียงศักดิ์พยานโจทก์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 3 ถึง 19 โดยชำระหนี้ไม่ครบจำนวนค่าเช่าและไม่ตรงตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 เป็นค่าเช่าบางส่วนของงวดที่ 19 จำนวน 93,457.94 บาท และยังคงค้างชำระค่าเช่ารวม 6,881,401.90 บาท จำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์เป็นเงิน 6,881,401.90 บาท แม้จะยังมิได้คำนวณเบี้ยปรับตามสัญญา จำเลยที่ 1 ก็เป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ตามสัญญาเช่า ถือเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและไม่จำกัดจำนวน ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.14 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 จึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และหนี้ค้ำประกันดังกล่าวถือเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ โจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.23 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35402 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย ล.2 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีราคาท้องตลาดปัจจุบันประมาณ 2,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวติดจำนองธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,600,000 บาท ตามราคาซื้อขายจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นว่าภาระหนี้ตามสัญญาจำนองคงเหลือเท่าใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์อ้างว่ามีที่ดินที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนให้รับฟังตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นผู้ดำเนินการบริหารด้านสำนักงานและวางแผนบริหารการตลาด การขายสินค้าอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันให้แก่บริษัทเจน แอนด์ ชาญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 200,000 บาท โดยสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1 นั้น แต่ตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทเจน แอนด์ชาญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนเพียง 500,000 บาท และเพิ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทำหนังสือสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าว ทั้งสัญญาจ้างนั้นทำขึ้นก่อนหน้าจำเลยที่ 2 มาเบิกความต่อศาลล้มละลายกลางประมาณ 15 วัน โดยจำเลยที่ 2 มาเบิกความต่อศาลในวันที่ 9 กันยายน 2548 ส่วนพยานจำเลยที่ 2 ปากนางสาวสรยาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวแม้จะมาเบิกความว่าบริษัทดังกล่าวได้รับสิทธิในการจัดจำหน่าย ตัวแทนจำหน่าย ให้บริการ และประชาสัมพันธ์อุปกรณ์ช่วยประหยัดน้ำมัน ฯ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทจะมีรายได้จากการดำเนินการเป็นจำนวนเท่าใดจึงสามารถทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงินที่สูงเช่นนั้นได้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบเกี่ยวกับรายได้ดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือว่าจำเลยที่ 2 จะมีรายได้ตามที่นำสืบจริง และจำเลยที่ 2 ไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดทั้งไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ ลีสซิ่ง จำกัด
บริษัทกู๊ดดี้ กู๊ดดี้ จำกัด หรือบริษัทกู๊ดดี้
จำเลย — ครีเอชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2763/2551
#497962
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่ตกเป็นของผู้เช่าจนกว่าจะแสดงเจตนารับคำมั่นของผู้ให้เช่าจนเกิดเป็นสัญญาซื้อขาย เงินค่าเช่าก็ไม่อาจถือว่ารวมค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าไว้ด้วย และผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าได้ เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ การที่ศาลล้มละลายกลางนำบทบัญญัติมาตรา 574 แห่ง ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อ มาปรับใช้แก่มูลหนี้ตามฟ้องแล้ววินิจฉัยว่ามูลหนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และพิพากษายกฟ้องนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 3 ถึง 19 และยังคงค้างชำระค่าเช่ารวม 6,881,401.90 บาท ดังนี้ แม้มูลหนี้ดังกล่าวจะยังมิได้คำนวณเบี้ยปรับตามสัญญา จำเลยที่ 1 ก็เป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและไม่จำกัดจำนวนต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระดังกล่าวต่อโจทก์ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ตามสัญญาที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การต่อสู้คดีและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเนื่องจากมูลหนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและคิดดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับซ้ำซ้อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งซึ่งต้องนำกฎหมายในเรื่องเช่าซื้อมาปรับใช้ได้ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีนายเกรียงศักดิ์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.14 ได้ความว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน คือ อุปกรณ์อัดรายการโทรทัศน์ ตามสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง เลขที่ 00 แอล 923071 ในราคารวม (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 6,396,827.21 บาท จำเลยที่ 1 วางมัดจำค่าเช่าไว้เป็นเงิน 397,430 บาท และมีกำหนดเวลาเช่า 48 งวด ชำระค่าเช่างวดที่ 1 ถึงที่ 12 งวดละ 100,0000 บาท งวดที่ 13 ถึง 24 งวดละ 150,000 บาท และงวดที่ 25 ถึง 48 งวดละ 257,500 บาท เริ่มผ่อนชำระงวดแรกวันที่ 25 ธันวาคม 2543 และงวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ แต่หากจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าครบถ้วน โจทก์ให้สิทธิจำเลยที่ 1 ซื้อทรัพย์สินที่เช่าได้ในราคา 397,430 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) การเช่าดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนดังนี้ สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์อย่างหนึ่งที่โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าให้คำมั่นสัญญาว่าจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าเมื่อครบกำหนดการเช่าแล้ว สัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เพราะสัญญาเช่าซื้อนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันที โดยค่าเช่าซื้อรวมไว้ทั้งค่าเช่าและค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อด้วย และผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใดด้วยการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 แต่สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าว เมื่อผู้เช่าชำระค่าเช่าจนครบกำหนดการเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่ตกเป็นของผู้เช่าจนกว่าจะแสดงเจตนารับคำมั่นของผู้ให้เช่าจนเกิดเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสียก่อน เงินค่าเช่าก็ไม่อาจถือว่ารวมค่าแห่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าไว้ด้วย และผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าได้ เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ การที่ศาลล้มละลายกลางนำบัญญัติมาตรา 574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 เช่าซื้อ มาปรับใช้แก่มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์แล้ววินิจฉัยว่ามูลหนี้ตามฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และพิพากษายกฟ้องนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด นายเกรียงศักดิ์พยานโจทก์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 3 ถึง 19 โดยชำระหนี้ไม่ครบจำนวนค่าเช่าและไม่ตรงตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 เป็นค่าเช่าบางส่วนของงวดที่ 19 จำนวน 93,457.94 บาท และยังคงค้างชำระค่าเช่ารวม 6,881,401.90 บาท จำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์เป็นเงิน 6,881,401.90 บาท แม้จะยังมิได้คำนวณเบี้ยปรับตามสัญญา จำเลยที่ 1 ก็เป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ตามสัญญาเช่า ถือเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและไม่จำกัดจำนวน ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.14 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่จึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และหนี้ค้ำประกันดังกล่าวถือเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ โจทก์นำสืบฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามเอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.23 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่า จำเลยทั้งมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35402 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย ล.2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาท้องตลาดปัจจุบันประมาณ 2,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวติดจำนองธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,600,000 บาท ตามราคาซื้อขาย จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นว่าภาระหนี้ตามสัญญาจำนองคงเหลือเท่าใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์อ้างว่ามีที่ดินที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นการเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนให้รับฟังตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นผู้ดำเนินการบริหารด้านสำนักงานและวางแผนบริหารการตลาด การขายสินค้าอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันให้แก่บริษัทเจน แอนด์ ชาญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 200,000 บาท โดยสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1 นั้น แต่ตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทเจน แอนด์ ชาญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนเพียง 500,000 บาท และเพิ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทำหนังสือสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าว ทั้งสัญญาจ้างนั้นทำขึ้นก่อนหน้าจำเลยที่ 2 มาเบิกความต่อศาลล้มละลายกลางประมาณ 15 วัน โดยจำเลยที่ 2 มาเบิกความต่อศาลในวันที่ 9 กันยายน 2548 ส่วนพยานจำเลยที่ 2 ปากนางสาวสรยาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวแม้จะมาเบิกความว่า บริษัทดังกล่าวได้รับสิทธิในการจัดจำหน่าย ตัวแทนจำหน่าย ให้บริการและประชาสัมพันธ์อุปกรณ์ช่วยประหยัดน้ำมันฯ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทจะมีรายได้จากการดำเนินการเป็นจำนวนเท่าใดจึงสามารถทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงินที่สูงเช่นนั้นได้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบเกี่ยวกับรายได้ดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือว่าจำเลยที่ 2 จะมีรายได้ตามที่นำสืบจริง และจำเลยที่ 2 ไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแต่อย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์สองข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 572 ม. 574
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ลีสซิ่ง จำกัด
บริษัทกู๊ดดี้ กู๊ดดี้ จำกัด หรือบริษัทกู๊ดดี้
จำเลย — ครีเอชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2551
#413304
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยถูกขังโดยหมายของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 87 และอยู่ในอำนาจศาลที่จะเรียกตัวจำเลยจากนายประกันได้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 141 วรรคสี่ ที่ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมา เพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.457 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ดน้ำหนัก 0.089 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 300 บาท เหตุเกิดที่แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างการสอบสวนจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ พย.1179/2548 ขอศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง หมายขัง เบิกจำเลยมาสอบคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้นำตัวจำเลยไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งที่เหตุเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนั้น ขณะยื่นฟ้องจำเลยจึงมิได้ถูกควบคุมตัวตามอำนาจของศาลชั้นต้น ที่ศาลรับฟ้องไว้โดยโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาส่งมอบต่อศาลในวันรับฟ้องหรือตัวจำเลยมิได้อยู่ในอำนาจตามหมายขังของศาลชั้นต้น จึงเป็นการรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ให้เพิกถอนการรับฟ้องจำเลยในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และให้จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่าเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล และอ้างมาในฟ้องว่าจำเลยต้องขังตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป และปรากฏว่าก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยในระหว่างสอบสวนคดีนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุญาตให้ฝากขังจำเลยเรื่อยมาซึ่งจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 7 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 และจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 จะต้องมีการสอบสวนก่อน และมาตรา 142 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว" แสดงว่าถ้ามีการฝากขังต่อศาลไว้ก่อนแล้ว ในตอนเสนอความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ สำหรับคดีนี้แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยถูกขังโดยหมายของศาลตามบทบัญญัติในมาตรา 87 และอยู่ในอำนาจศาลที่จะเรียกตัวจำเลยจากนายประกันได้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 142 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาเพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่จำต้องส่งตัวจำเลยมาพร้อมกับฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธีระศักดิ์ อุ่มอ่อนสี
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2551
#415474
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อรวม 2 ครั้ง ครั้งละ 2 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันแม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้วทั้งหมดในการจำหน่ายครั้งที่สอง โดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกต่อไป การกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรม ซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งคงลงโทษจำเลยได้รวม 2 กรรม เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.39 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ 2 เม็ด น้ำหนัก 0.19 กรัม ในราคา 500 บาท หลังจากนั้นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 2 เม็ด น้ำหนัก 0.20 กรัม ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 500 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีอาญาเลขแดงที่ 3057/2547 ของศาลชั้นต้น อนึ่ง ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก มีกำหนด 9 เดือน ฐานมีและพาอาวุธปืน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3057/2547 ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 กรรม จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3054/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม หรือ 3 กรรม เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อรวม 2 ครั้ง ครั้งละ 2 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้วทั้งหมดในการจำหน่ายครั้งที่สองโดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในครองครองของจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรม ซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งคงลงโทษจำเลยได้รวม 2 กรรม เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยมารวม 3 กรรม นั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 9 เดือน ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1902/2546 ของศาลชั้นต้น และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพันโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยซึ่งโจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น จำเลยได้กระทำก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลขไม่ได้แม่จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษแล้วให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง รวม 2 กรรม คงจำคุก 4 ปี คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายจารึกหรือจ๊อยหรือจ้อย ชัยชนะ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2551
#411347
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาทำนองปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิด เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 2 ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ, 83

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาทำนองปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิด เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 2 ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 วิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ในเวลากลางคืนโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำผิด เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง และเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นภัยต่อสุจริตชนและสังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับทรัพย์ของกลางคืนไปหมดแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336 ม. 336 ทวิ ม. 83
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายสุริยา อนันตศาสน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2720/2551
#413303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทหลังจากโจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของคนต่อมา แม้จำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาทเมื่อเก็บเกี่ยวเผือกเสร็จแล้วแต่ไม่ออกไป ทั้งยังจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพที่ดินเพื่อทำนาข้าวอีก และโจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่เชื่อ ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนากระทำผิดอาญาฐานบุกรุก เพราะจำเลยที่ 2 กระทำต่อเนื่องจากการที่โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ทำผิดข้อตกลงที่ตกลงไว้กับโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวันถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลย ทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่นา อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของนายสานิตผู้เสียหาย โดยใช้รถไถแบบนั่งขับไถที่นาของผู้เสียหายปรับพื้นที่การทำนาเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365

ระหว่างพิจารณา นายสานิตผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วโทษจำคุกเห็นควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า นางสงัดเป็นมารดาจำเลยทั้งสองและนางเสงี่ยมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9028 ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2543 นางเสงี่ยมขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ร่วมได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันตามกฎหมาย โดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนโจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากเมื่อโจทก์ร่วมได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนางเสงี่ยมแล้วก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับแต่รับโอนกรรมสิทธิ์ และการที่โจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาย่อมเป็นที่รู้กันทั่วไปเพราะเป็นหมู่บ้านในชนบท ที่จำเลยทั้ง 2 อ้างว่าเคยทำกินในที่ดินพิพาทมา 7-8 ปี จะถือโอกาสทำกินในที่ดินพิพาทต่อไปโดยอ้างว่าไม่ทราบว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากนางเสงี่ยมแล้วเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 2 สามารถสอบถามโจทก์ร่วมหรือนางเสงี่ยมก่อนเข้าทำการไถที่ดินพิพาทได้เพื่อให้แน่ใจก่อน เนื่องจากผู้อื่นซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินอาจจำหน่ายจ่ายโอนหรือกระทำอย่างใดเกี่ยวกับที่ดินของเขาก็ได้ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ต้องไปสอบถามผู้เกี่ยวข้องเพื่อความแน่ใจว่าได้มีการโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นแล้วหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่มีเจตนาบุกรุกจึงไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และลงโทษจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า เมื่อซื้อที่ดินพิพาทจากนางเสงี่ยมแล้วโจทก์ร่วมไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องนางเสงี่ยมเจ้าของที่ดินเดิมปลูกเผือกอยู่ในที่ดินพิพาททั้งแปลง โจทก์ร่วมหาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับแต่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาจากนางเสงี่ยมตามที่โจทก์อ้างไม่ และโจทก์ร่วมก็ยังเบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะเสร็จการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่จำเลยที่ 2 ปลูกในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทหลังจากโจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วจึงเป็นการเข้าไปในที่ดินโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของคนต่อมา แม้โจทก์ร่วมจะอ้างว่า จำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาทเมื่อเก็บเกี่ยวเผือกเสร็จแล้วแต่ไม่ออกไป ทั้งยังจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพที่ดินเพื่อทำนาข้าวอีก และโจทก์ร่วมกับนางอารมณ์ภริยาโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทได้ห้ามปรามแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่เชื่อก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนากระทำผิดอาญาฐานบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องเพราะจำเลยที่ 2 กระทำต่อเนื่องจากการที่โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ทำผิดข้อตกลงที่ตกลงไว้กับโจทก์ร่วม และเมื่อจำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมแล้วไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ร่วมแจ้งให้ออก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องการกระทำละเมิดในทางแพ่ง หาเป็นความผิดอาญาตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นายสานิต สุขเกษม
จำเลย — นายสมเดช สุขเกษม กับพวก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2551
#417036
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์
จำเลย — นาย ศุภมิตรหรือศุภมิศร์ พวะกุล ลูกหนี้ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง -
ชื่อองค์คณะ
นายกีรติ กาญจนรินทร์
นายศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2551
#420226
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาคดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะทำคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คำสั่งของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ชอบให้เพิกถอนคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 3940/2549 ซึ่งศาลล้มละลายกลางในคดีดังกล่าวมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีนี้ กรณีต้องจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 15 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควรกับพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือที่ ยธ 0509/6302 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 แจ้งไปยังศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เสีย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแล้วคดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะทำคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คำสั่งของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวเสีย แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 3940/2549 ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีนี้ กรณีต้องจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดในคดีนี้อีกเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด และให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศุภมิตรหรือศุภมิศร์ พวะกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2683/2551
#417701
เปิดฉบับเต็ม

อ. เป็นพนักงานขายของโจทก์ จำเลยติดต่อสั่งซื้อสินค้าจาก อ. ตลอดมา จำเลยทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าบัญชีเงินฝากที่จำเลยโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าเป็นของมารดา อ. ถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะมิได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ที่มีอำนาจรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2547 จำเลยซื้อสินค้าประเภทผ้ายีนไปจากโจทก์ 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,052,364 บาท และได้รับสินค้าไปครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,058,941.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,052,364 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในการซื้อขายสินค้าตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยแต่ให้นายเอกลูกจ้างของโจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนและนายเอกได้ให้หมายเลขบัญชีเงินฝากของธนาคารเพื่อให้จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีชำระหนี้ค่าสินค้า จำเลยเข้าใจว่าเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์จึงยอมโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว หลังจากถูกฟ้องคดีนี้แล้วจึงทราบว่าบัญชีดังกล่าวเป็นของนางนงนุชมารดานายเอก จำเลยชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,052,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 6,577.27 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรม-เนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นายเอกเป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งพนักงานขาย เมื่อเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม 2547 จำเลยสั่งซื้อสินค้าของโจทก์ประเภทผ้ายีนกับนายเอก 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,052,364 บาท ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจำเลยปฏิเสธอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระค่าสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโดยชำระให้แก่นายเอกซึ่งเป็นตัวแทนขายสินค้าและรับชำระค่าสินค้าจากจำเลยแทนโจทก์ เห็นว่า จำเลยให้การว่า ในการซื้อขายสินค้าตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยมาติดต่อกับจำเลย แต่ให้นายเอกลูกจ้างของโจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน และนายเอกได้ให้หมายเลขบัญชีเงินฝากของธนาคารเพื่อให้จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีชำระหนี้ค่าสินค้า จำเลยเข้าใจว่าเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์จึงยอมโอนเข้าบัญชีดังกล่าว หลังจากถูกฟ้องคดีนี้แล้วจึงทราบว่าบัญชีดังกล่าวเป็นของนางนงนุชมารดานายเอก แต่ในชั้นพิจารณา จำเลยกับเบิกความว่า จำเลยชำระค่าสินค้าตามฟ้องโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางนงนุช มารดานายเอกเนื่องจากนายเอกบอกว่านายเอกไม่มีบัญชีเงินฝาก การโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางนงนุชจะเป็นการสะดวก คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำให้การและแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้ทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าบัญชีเงินฝากที่จำเลยโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าตามฟ้องเป็นของมารดานายเอก มิได้มีการเข้าใจผิดว่าเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังที่ให้การ อย่างไรก็ดี การโอนเงินเข้าบัญชีของมารดานายเอกไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจผิดดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ก็ตามก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ และทางนำสืบของจำเลยก็ได้ความเพียงว่าจำเลยติดต่อสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องกับนายเอกและชำระค่าสินค้าให้แก่นายเอกตลอดมา จำเลยไม่เคยติดต่อกับโจทก์เท่านั้นแต่จำเลยก็ไม่เคยได้รับใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการชำระค่าสินค้าจากโจทก์หรือมีพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมให้นายเอกรับชำระค่าสินค้าตามฟ้องจากจำเลยแทนโจทก์ ทั้งจำเลยก็ทราบดีว่านายเอกเป็นเพียงพนักงานขายของโจทก์ น่าเชื่อว่าโจทก์จะต้องมีบัญชีเงินฝากไว้สำหรับทำธุรกิจการค้า การที่นายเอกบอกให้จำเลยโอนเงินชำระหนี้ค่าสินค้าเข้าบัญชีเงินฝากของมารดานายเอกโดยอ้างว่าเพื่อความสะดวกจึงเป็นเรื่องผิดวิสัย หากจำเลยโอนเงินชำระหนี้ค่าสินค้าเข้าบัญชีดังกล่าวจริงดังที่อ้างก็เป็นความผิดพลาดบกพร่องของจำเลยเองที่มิได้สอบถามเรื่องนี้จากโจทก์ให้ได้ความแน่ชัด ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องให้แก่นายเอกดังที่อ้างก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะมิได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ที่มีอำนาจรับชำระหนี้ จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระค่าสินค้ารายนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 315
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัญญา ศรีสกุลชวาลา
จำเลย — นายสมร สาตศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2551
#413774
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย วิทยา แก้วภราดัย
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ชื่อองค์คณะ
นางอัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2551
#418508
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารโดยมีร้อยตำรวจเอก อ. เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย ร้อยตำรวจเอก อ. จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์ตามกำหนดนัด แม้ร้อยตำรวจเอก อ. ยังเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารแต่เมื่อพันตำรวจเอก ธ. เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารและเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยได้

จำเลยอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 ส่วนบ้านเลขที่ 62/2 เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เขต 10 ท้องที่อำเภอปากพนัง ซึ่งจำเลยได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ จำเลยได้แจ้งที่อยู่ดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นที่อยู่ที่สะดวกแก่การติดต่อ ดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ โดยส่งไปยังบ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว เมื่อมีผู้รับหนังสือแทนโดยชอบ จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยจึงผิดสัญญา

ขณะทำสัญญาจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและใช้ตำแหน่งดังกล่าวประกันผู้ต้องหา ระบุในสัญญาประกันว่าที่อยู่ของจำเลยอยู่ที่อาคารรัฐสภา กับแสดงบัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยแก่โจทก์ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือรับรอง จึงถือว่าจำเลยได้เลือกเอาอาคารรัฐสภาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยใช้สำหรับการติดต่อกับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าปรับแก่โจทก์ โดยส่งไปที่อาคารรัฐสภาและบ้านเลขที่ 62/2 โดยมีผู้รับไว้แทน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยได้ชื่อว่าผิดนัด ต้องรับผิดชำระเงินค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์

หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทันทีที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด แต่การที่จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดเป็นเพียงก่อให้เกิดหนี้ต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในเงินค่าปรับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้จำเลยชำระหนี้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคแรก เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระในวันที่ 30 มกราคม 2542 แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร สังกัดกองบัญชาการตำรวจจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญา ควบคุมผู้ต้องหาปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีหรือไม่มีประกันและหลักประกัน ปัจจุบันพันตำรวจเอกธัชชัยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารและเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวและทำสัญญาประกันนายจิรัฏฐ์ผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 และความผิดฐานฉ้อโกงต่อโจทก์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นประกัน สัญญาว่าหากจำเลยไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งให้พนักงานสอบสวนตามกำหนดนัด จำเลยยอมชำระเงิน 975,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์แจ้งจำเลยให้ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา แต่จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยผิดสัญญาประกัน โจทก์สั่งปรับจำเลยตามสัญญาประกัน และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกัน จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,097,609.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 975,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า พันตำรวจเอกธัชชัยไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนและผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ไม่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนในขณะที่ยื่นฟ้องและหลังยื่นฟ้อง จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สำเนาคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่แนบมาท้ายคำฟ้องเป็นเอกสารปลอมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 นายได้ ผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์ต่อโจทก์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่นายจิรัฏฐ์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เนื่องจากนายจิรัฏฐ์ออกเช็ค จำนวน 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายจิรัฏฐ์และควบคุมไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร จำเลยและนายอภิชาตจึงยื่นคำร้องขอปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวนโดยใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของตนเป็นหลักประกัน โจทก์มีคำสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวระหว่างสอบสวน กำหนดราคาหลักทรัพย์หรือหลักประกันเป็นเงิน 1,408,334 บาท และให้จำเลยกับนายอภิชาตทำสัญญาประกันผู้ต้องหาแยกกันคนละ 1 ฉบับ จำเลยทำสัญญาประกันเป็นเงิน 975,000 บาท และนายอภิชาตทำสัญญาประกันเป็นเงิน 433,334 บาท โจทก์ตีราคาประกันเกิน 1 ใน 3 ส่วน ของจำนวนเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 สัญญาประกันทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยและนายอภิชาตส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ครั้งแรกและครั้งที่สองตามที่โจทก์นัด หลังจากนั้นจำเลยและนายอภิชาตไม่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากโจทก์ให้ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์อีก ผู้ต้องหาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหายและแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว คดีที่มีผู้เสียหายร้องทุกข์ไว้จึงระงับไป สัญญาประกันผู้ต้องหาของจำเลยและนายอภิชาตย่อมระงับไปด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 975,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าปรับคือ วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2541 นายจิรัฏฐ์ถูกจับฐานกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ และฉ้อโกง ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยนายจิรัฏฐ์ผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับโจทก์ สัญญาว่าจะส่งผู้ต้องหาให้โจทก์ตามกำหนดนัด ถ้าผิดสัญญาจำเลยยินยอมใช้เงิน 975,000 บาท โดยจำเลยได้ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยเป็นหลักประกันตามเอกสารหมาย จ.10 ภายหลังสัญญาจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.10 ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะพนักงานสอบสวน ขณะโจทก์ฟ้องคดีร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ยังเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ผู้มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์จึงเป็นร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ไม่ใช่พันตำรวจเอกธัชชัยการที่พันตำรวจเอกธัชชัยลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความและดำเนินคดีนี้แก่จำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารโดยมีร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์ตามกำหนดนัด ดังนี้ แม้ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ยังเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารก็ตาม แต่เมื่อพันตำรวจเอกธัชชัยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารในขณะยื่นฟ้องและเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า สัญญาประกันตามเอกสารหมาย จ.10 เป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.10 จำเลยประกันผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นสาระสำคัญจะแปลความเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ การที่โจทก์ตีราคาหลักประกันเกิน 1 ใน 3 ของจำนวนเงินในเช็คจึงไม่ชอบตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า คำร้องขอประกันและสัญญาประกันที่จำเลยทำกับโจทก์อยู่ในเอกสารฉบับเดียวกัน โดยจำเลยรับว่าได้ยื่นคำร้องขอประกันผู้ต้องหาจริง เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยขอประกันนายจิรัฏฐ์ต้องหาว่าออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค ฉ้อโกง โดยจำเลยมีหลักทรัพย์ตามบัญชีท้ายสัญญานี้ และจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้อง จำเลยไม่นำสืบโต้แย้งความถูกต้องของข้อความในคำร้องขอประกันดังกล่าว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเจตนาประกันตัวผู้ต้องหาในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย เมื่อโจทก์พิจารณาคำร้องขอประกันของจำเลยและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา จำเลยจะอ้างว่าประกันผู้ต้องหาเฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งระบุไว้ในสัญญาประกันหาได้ไม่ เมื่อการกระทำความผิดทั้ง 2 ฐาน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่โจทก์ใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนเงินให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันเป็นเงิน 975,000 บาท อันเป็นการพิจารณาให้ประกันในความผิดฐานฉ้อโกงที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ซึ่งไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนเงิน 1,300,000 บาท ที่ผู้เสียหายถูกผู้ต้องหาฉ้อโกงไปตามหลักเกณฑ์ในเอกสารหมาย จ.5 จึงชอบแล้ว สัญญาประกันตามเอกสารหมาย จ.10 ไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า จำเลยผิดสัญญาประกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์มีหนังสือให้จำเลยส่งผู้ต้องหาแก่พนักงานสอบสวนและชำระค่าปรับกรณีผิดสัญญาไปยังบ้านเลขที่ 62/2 ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และรัฐสภา ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาและสถานที่ทำการตามปกติของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เห็นว่า แม้จำเลยจะอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 ตามเอกสารหมาย ล.5 แต่บ้านเลขที่ 62/2 ดังกล่าว เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เขต 10 ท้องที่อำเภอปากพนัง ซึ่งจำเลยรับว่าได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และปรากฏตามเอกสารหมาย ล.6 ว่า จำเลยย้ายเข้าไปอยู่ตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์อาทิตย์ และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ กับจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้แจ้งที่อยู่ตามเอกสารหมาย ล.6 ให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นที่อยู่ที่สะดวกแก่การติดต่อ ดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย กรณีถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา โดยส่งไปยังบ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว เมื่อมีผู้รับหนังสือแทนโดยชอบตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยจึงผิดสัญญา ส่วนที่อาคารรัฐสภานั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญาจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและใช้ตำแหน่งดังกล่าวประกันผู้ต้องหาระบุในสัญญาประกันว่าที่อยู่ของจำเลยอยู่ที่อาคารรัฐสภา กับแสดงบัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 แก่โจทก์ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือรับรองตามเอกสารหมาย จ.8 กรณีจึงถือว่าจำเลยได้เลือกเอาอาคารรัฐสภาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยใช้สำหรับการติดต่อกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าปรับแก่โจทก์ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดโดยส่งไปที่อาคารรัฐสภาและบ้านเลขที่ 62/2 โดยมีผู้รับไว้แทน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยได้ชื่อว่าผิดนัด ต้องรับผิดชำระเงินค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งผู้ต้องหาในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา และสัญญาประกันข้อ 2 ระบุว่า "ถ้าข้าพเจ้าผิดสัญญาข้อ 1 ข้าพเจ้ายินยอมใช้เงิน 973,000 บาท" ถือว่าจำเลยทราบกำหนดนัดและทราบจำนวนค่าปรับแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดส่งผู้ต้องหาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทันทีที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด แต่การที่จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดเป็นเพียงก่อให้เกิดหนี้ต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในเงินค่าปรับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้จำเลยชำระหนี้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคแรก เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระในวันที่ 30 มกราคม 2542 แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 ม. 42 ม. 224
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 106
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร
จำเลย — นายวิทยา แก้วภราดัย
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2551
#420225
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล ส. โดยมี อ. เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย อ. จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์ตามกำหนดนัด แม้ อ. ยังเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาล ส. ก็ตาม แต่เมื่อ ธ. เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล ส. ในขณะยื่นฟ้องและเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยได้โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

คำร้องขอประกันและสัญญาประกันผู้ต้องหาที่จำเลยทำกับโจทก์อยู่ในเอกสารฉบับเดียวกัน คำร้องดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยขอประกัน จ. ซึ่งต้องหาว่าออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค ฉ้อโกง... ฟังได้ว่าจำเลยเจตนาประกันตัวผู้ต้องหาในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย เมื่อโจทก์พิจารณาคำร้องขอประกันของจำเลยและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา จำเลยจะอ้างว่าประกันผู้ต้องหาเฉพาะความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็คฯ ซึ่งระบุไว้ในสัญญาประกันและจะเรียกหลักประกันเกิน 1 ใน 3 ของจำนวนเงินตามเช็คหาได้ไม่ เมื่อการกระทำความผิดทั้ง 2 ฐานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่โจทก์ใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนเงินให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันเป็นเงิน 975,000 บาท อันเป็นการพิจารณาให้ประกันในความผิดฐานฉ้อโกงที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ซึ่งไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนเงิน 1,300,000 บาท ที่ผู้เสียหายถูกผู้ต้องหาฉ้อโกงไปตามหลักเกณฑ์ จึงชอบแล้ว สัญญาประกันไม่เป็นโมฆะ

แม้จำเลยจะอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 แต่บ้านเลขที่ 62/2 ซึ่งเป็นที่ทำการพรรคฯ ซึ่งจำเลยได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์ อาทิตย์และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ กับจำเลยได้แจ้งที่อยู่ให้พนักงานสอบสวนว่าเป็นที่อยู่สะดวกแก่การติดต่อดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย กรณีถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์โดยส่งไปยังบ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว เมื่อมีผู้รับหนังสือแทนโดยชอบและจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยจึงผิดสัญญา

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก นั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทันทีที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด แต่การที่จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดเป็นเพียงก่อให้เกิดหนี้ต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในเงินค่าปรับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้จำเลยชำระหนี้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,097,609.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 975,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 975,000 บาท นับแต่วันผิดสัญญา (วันที่ 30 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าปรับคือ วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2541 นายจิรัฏฐ์ถูกจับฐานกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ และฉ้อโกง ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อย นายจิรัฏฐ์ ผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับโจทก์ สัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้โจทก์ตามกำหนดนัด ถ้าผิดสัญญาจำเลยยินยอมใช้เงิน 975,000 บาท โดยจำเลยได้ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยเป็นหลักประกัน ภายหลังสัญญาจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประกันร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะพนักงานสอบสวน ขณะโจทก์ฟ้องคดีร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ยังเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ผู้มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์จึงเป็นร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ไม่ใช่พันตำรวจเอกธัชชัย การที่พันตำรวจเอกธัชชัยลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความและดำเนินคดีนี้แก่จำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารโดยมีร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก่โจทก์ตามกำหนดนัดดังนี้ แม้ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์ยังเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารก็ตาม แต่เมื่อพันตำรวจเอกธัชชัยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารในขณะยื่นฟ้องและเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า สัญญาประกันเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามสัญญาประกันจำเลยประกันผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นสาระสำคัญจะแปลความเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ การที่โจทก์ตีราคาหลักประกันเกิน 1 ใน 3 ของจำนวนเงินในเช็คจึงไม่ชอบ ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า คำร้องขอประกันและสัญญาประกันที่จำเลยทำกับโจทก์อยู่ในเอกสารฉบับเดียวกัน โดยจำเลยรับว่าได้ยื่นคำร้องขอประกันผู้ต้องหาจริง เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยขอประกันนายจิรัฏฐ์ต้องหาว่าออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็ค ฉ้อโกง โดยจำเลยมีหลักทรัพย์ตามบัญชีท้ายสัญญานี้ และจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้อง จำเลยไม่นำสืบโต้แย้งความถูกต้องของข้อความในคำร้องขอประกันดังกล่าว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเจตนาประกันตัวผู้ต้องหาในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย เมื่อโจทก์พิจารณาคำร้องขอประกันของจำเลยและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา จำเลยจะอ้างว่าประกันผู้ต้องหาเฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งระบุไว้ในสัญญาประกันหาได้ไม่ เมื่อการกระทำความผิดทั้ง 2 ฐาน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่โจทก์ใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนเงินให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันเป็นเงิน 975,000 บาท อันเป็นการพิจารณาให้ประกันในความผิดฐานฉ้อโกง ที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวซึ่งไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนเงิน 1,300,000 บาท ที่ผู้เสียหายถูกผู้ต้องหาฉ้อโกงไปตามหลักเกณฑ์ในเอกสารหมาย จ.5 จึงชอบแล้ว สัญญาประกันไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า จำเลยผิดสัญญาประกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกอนุพงษ์มีหนังสือให้จำเลยส่งผู้ต้องหาแก่พนักงานสอบสวนและชำระค่าปรับกรณีผิดสัญญาไปยังบ้านเลขที่ 62/2 ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และรัฐสภา ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาและสถานที่ทำการปกติของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เห็นว่า แม้จำเลยจะอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 44/16 แต่บ้านเลขที่ 62/2 ดังกล่าว เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เขต 10 ท้องที่อำเภอปากพนัง ซึ่งจำเลยรับว่าได้แจ้งย้ายเข้าไปอยู่เพื่อสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และปรากฏว่า จำเลยย้ายเข้าไปอยู่ตั้งแต่ปี 2529 จนบัดนี้ยังไม่แจ้งย้ายไปอยู่แห่งใหม่ โดยจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ 62/2 ในวันเสาร์ อาทิตย์และจันทร์ ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นที่ทำการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฯ มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนประจำอยู่ กับจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้แจ้งที่อยู่บ้านเลขที่ 62/2 ให้พนักงานสอบสวนว่า เป็นที่อยู่ที่สะดวกแก่การติดต่อ ดังนี้ บ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นทั้งภูมิลำเนาและเป็นหลักแหล่งที่ทำการตามปกติของจำเลย กรณีถือได้ว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา โดยส่งไปยังบ้านเลขที่ 62/2 จึงเป็นการส่งตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว เมื่อมีผู้รับหนังสือแทนโดยชอบ จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยจึงผิดสัญญา ส่วนที่อาคารรัฐสภานั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญาจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและใช้ตำแหน่งดังกล่าวประกันผู้ต้องหาระบุในสัญญาประกันว่าที่อยู่ของจำเลยอยู่ที่อาคารรัฐสภา กับแสดงบัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยแก่โจทก์ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือรับรอง กรณีจึงถือว่าจำเลยได้เลือกเอาอาคารรัฐสภาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยใช้สำหรับการติดต่อกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าปรับแก่โจทก์ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โดยส่งไปที่อาคารรัฐสภาและบ้านเลขที่ 62/2 โดยมีผู้รับไว้แทน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยได้ชื่อว่าผิดนัด ต้องรับผิดชำระเงินค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งผู้ต้องหาในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา และสัญญาประกันข้อ 2 ระบุว่า "ถ้าข้าพเจ้าผิดสัญญาข้อ 1 ข้าพเจ้ายินยอมใช้เงิน 973,000 บาท" ถือว่าจำเลยทราบกำหนดนัดและทราบจำนวนค่าปรับแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดส่งผู้ต้องหาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติว่า หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทันทีที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ผิดนัด แต่การที่จำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดเป็นเพียงก่อให้เกิดหนี้ต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยจะตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในเงินค่าปรับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้จำเลยชำระหนี้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคแรก เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระในวันที่ 30 มกราคม 2542 แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นลูกหนี้ผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 ม. 150 ม. 204 วรรคแรก ม. 224 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร
จำเลย — นายวิทยา แก้วภราดัย
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2551
#412801
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ ส. ถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ เป็นการฎีกาในทำนองว่าคดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความในเรื่องมรดก ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ คงให้การต่อสู้ไว้เฉพาะอายุความในเรื่องสัญญา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บันทึกหลังทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ส. ที่ระบุว่าบ้านพร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 บุตรทั้ง 3 คน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 374 โจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้ ส. ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 193/30 มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ส. ซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญาให้ตนเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ ส. โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญานับแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกแล้ว ส. ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 ส. จึงไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หาระหว่าง ส. กับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2511 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร 3 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในระหว่างสมรสโจทก์ที่ 1 กับนายสง่าร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนหย่ากันโดยทำบันทึกตกลงยกที่ดินพิพาทดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 11/1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แจ้งให้นายสง่าโอนที่ดินพร้อมบ้านให้ตามสัญญาแล้ว นายสง่าขอผัดผ่อนหลังจากนั้นนายสง่ามาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและยกที่ดินพิพาทพร้อมกับบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมานายสง่าถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสี่ติดต่อให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินระหว่างนายสง่ากับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ให้จำเลยในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์ของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 212,000 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายสง่ากับโจทก์ที่ 1 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกผูกพันระหว่างคู่สัญญา จำเลยเป็นภริยาของนายสง่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และนายสง่าโอนที่ดินให้แก่จำเลยโดยความสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายสง่าทำเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องเรียกร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ระหว่างนายสง่ากับจำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และที่ดินโฉนดพิพาทดังกล่าว ให้จำเลยในฐานะทายาทของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 212,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีสินสมรสร่วมกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 11451ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกหลังทะเบียนการหย่าระบุว่ายกบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรตามเอกสารหมาย จ.2 และเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ติดต่อกับนายสง่าให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วนายสง่าเพิกเฉย อันเป็นการแสดงเจตนาต่อนายสง่าว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาเอกสารหมาย จ.2 แล้ว ต่อมานายสง่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยและนำจำเลยเข้ามาอยู่กินในบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 นายสง่าได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 เฉพาะส่วนของนายสง่าให้แก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 แล้วนายสง่าถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2541

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โดยในข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายสง่าถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ เป็นการฎีกาในทำนองว่าคดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความในเรื่องมรดก ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้คงให้การต่อสู้ไว้เฉพาะอายุความในเรื่องสัญญา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า บันทึกหลังทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนหย่ากัน คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่าบันทึกหลังทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุว่าบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 บุตรทั้ง 3 คนนั้น เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 374 โจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้นายสง่าลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายสง่าเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 1 จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายสง่า เป็นกรณีสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาต่อนายสง่าผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญาให้ตนเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้นายสง่าโอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญานับแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายสง่าโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 ระบุชัดเจนว่า ให้เฉพาะที่ดิน สามีให้ภริยาชอบด้วยกฎหมายโดยเสน่หา จึงเป็นการให้โดยไม่มีค่าตอบแทน ข้อที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้ยืมเงินจากนายสงัดไปไถ่ถอนจำนองจำนวน 50,000 บาท นั้น ก็ได้ความจากนายสงัดพยานจำเลยเบิกความว่า นายสง่าเป็นผู้มาขอกู้เงินจากพยานเพื่อไปไถ่ถอนจำนองโดยมากับจำเลย ทั้งตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 ก็ระบุว่า นายสง่ากับโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534 แสดงว่านายสง่าเป็นผู้ไถ่ถอนจำนองก่อนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นเวลาถึง 2 ปีเศษ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากนายสง่าโดยไม่เสียค่าตอบแทน ดังนั้นเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แสดงเจตนาต่อนายสง่าผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกเอกสารหมาย จ.2 แล้ว นายสง่าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 นายสง่าจึงไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หาระหว่างนายสง่ากับจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามศาลและระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 374 ม. 375 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมูล เอี่ยมเอิบหรือแก้วสำฤทธิ์ กับพวก
จำเลย — นางสิน เอี่ยมเอิบ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2551
#417164
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกหลังทะเบียนการหย่า ที่ระบุว่าบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 บุตรทั้ง 3 คน นั้น เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 374 โจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้ ส. ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 193/30 แห่ง ป.พ.พ. มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ ส. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 1 จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ส. เป็นกรณีสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญาให้ตนเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ ส. โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญานับแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษยน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในภายหลังได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 375 ส. จึงไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หาระหว่าง ส. กับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินระหว่าง นายสง่ากับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ให้จำเลยในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์ของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 212,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ระหว่างนายสง่ากับจำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และที่ดินโฉนดพิพาทดังกล่าว ให้จำเลยในฐานะทายาทของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 212,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีสินสมรสร่วมกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าจะยกบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมที่ดินที่ปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งที่เป็นบุตร และเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ติดต่อกับนายสง่าให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แล้ว นายสง่าเพิกเฉย อันเป็นการแสดงเจตนาต่อนายสง่าว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้วต่อมานายสง่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยและนำจำเลยเข้ามาอยู่กินในบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 นายสง่าได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 เฉพาะส่วนของนายสง่าให้แก่จำเลย แล้วนายสง่าถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2541

คดีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โดยในข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายสง่าถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ เป็นการฎีกาในทำนองว่าคดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความในเรื่องมรดก ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้คงให้การต่อสู้ไว้เฉพาะอายุความในเรื่องสัญญา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า บันทึกหลังทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนหย่ากัน คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า บันทึกหลังทะเบียนการหย่า ที่ระบุบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 บุตรทั้ง 3 คนนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 374 โจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้นายสง่าลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายสง่าเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษยน 2542 เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 1 จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายสง่า เป็นกรณีสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาต่อนายสง่าผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญาให้ตนเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้นายสง่าโอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญานับแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายสง่าโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วน ข้อ 4 ระบุชัดเจนว่า ให้เฉพาะที่ดิน สามีให้ภริยาชอบด้วยกฎหมายโดยเสน่หาจึงเป็นการให้โดยไม่มีค่าตอบแทน ข้อที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยได้ยืมเงินจากนายสงัดไปไถ่ถอนจำนองจำนวน 50,000 บาทนั้น ก็ได้ความจากนายสงัดพยานจำเลยเบิกความว่า นายสง่าเป็นผู้มาขอกู้เงินจากพยานเพื่อไปไถ่ถอนจำนองโดยมากับจำเลย ทั้งตามสารบัญจดทะเบียนก็ระบุว่า นายสง่ากับโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534 แสดงว่านายสง่าเป็นผู้ไถ่ถอนจำนองก่อนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นเวลาถึง 2 ปีเศษ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากนายสง่าโดยไม่เสียค่าตอบแทน ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แสดงเจตนาต่อนายสง่าผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกแล้ว นายสง่าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 นายสง่าจึงไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หาระหว่างนายสง่ากับจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 374 ม. 375 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมูล เอี่ยมเอิบหรือแก้วสำฤทธิ์ กับพวก
จำเลย — นางสิน เอี่ยมเอิบ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ