คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2551
#412020
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมที่ระบุว่าเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยไว้ในพินัยกรรมเพียงผู้เดียว และระบุประเภทของทรัพย์สินที่ยกให้ไม่ว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินใดๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องของเจ้ามรดกที่มีต่อลูกหนี้ให้ตกแก่จำเลย แม้จะมีข้อความในพินัยกรรมว่า จำเลยจะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเมื่อเจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร ข้อกำหนดดังกล่าวหาได้กำหนดให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ แทนเจ้ามรดกไม่ แต่มีความหมายว่า เมื่อเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปโดยจะยกทรัพย์มรดกหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยตามแต่จะเห็นสมควร ไม่ใช่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดทรัพย์มรดกทั้งหมดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจของจำเลย ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 ของนายอุทัยเป็นพินัยกรรมปลอม เป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้ทำลายหรือเพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน โจทก์ทั้งสองและจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารท้ายคำร้องของโจทก์ทั้งสองข้อ 1 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (นายอุทัย) ขอสั่งการไว้ว่า บรรดาทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ดี ทรัพย์สินใดๆ ก็ดี ตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่อผู้อื่นซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่ในขณะที่ข้าพเจ้าวายชนม์ลงแล้ว ข้าพเจ้าขอยกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่นายบูรพา (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว

เหตุผลที่ข้าพเจ้ายกทรัพย์มรดกของข้าพเจ้านี้ทั้งหมดแก่นายบูรพา (จำเลย) เพียงผู้เดียวนั้น ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์และใคร่ครวญตระหนักดีแล้ว เห็นว่า บุคคลผู้นี้เป็นทายาทหรือบุตรที่ข้าพเจ้าเห็นสมควรได้รับมรดกและมีความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนนายบูรพา (จำเลย) จะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้กับผู้ใด เมื่อข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร"

จากข้อความดังกล่าวในพินัยกรรม เห็นได้ว่า เจ้ามรดกได้กำหนดตัวบุคคลเป็นที่แน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงผู้เดียว และย่อมรู้ได้จากพินัยกรรมซึ่งระบุทรัพย์สินที่ยกให้ไว้ชัดแจ้งพอที่จะทราบได้แน่นอนแล้วว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้ามรดกไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินใด ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องของเจ้ามรดกที่มีต่อลูกหนี้ให้ตกแก่จำเลยผู้เดียว ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงหาได้กำหนดให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ แทนเจ้ามรดกดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ส่วนข้อความในพินัยกรรมที่ว่า "จำเลยจะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเมื่อเจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร" ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะยกทรัพย์มรดกหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยตามแต่จะเห็นสมควร ไม่ใช่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดทรัพย์มรดกทั้งหมดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจของจำเลย ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) พินัยกรรมของนายอุทัยเจ้ามรดกจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1706 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจิม จันทร์ผ่อง กับพวก
จำเลย — นายบูรพา จันทร์ผ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายนฤพนธ์ ถิระวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2509/2551
#417331
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้เฉพาะใน 2 กรณี คือในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไปบ้างแล้ว และศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่จงใจขาดนัดหรือมีเหตุอันสมควร ศาลจึงจะสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 206 วรรคสาม แต่ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณานั้นคงขาดนัดตลอดไปจนศาลพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปจนเสร็จสิ้นแล้ว และพิพากษาให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นพิพาท คู่ความซึ่งแพ้คดีโดยไม่จงใจขาดนัดยังมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่จะต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา207 เมื่อโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 เสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 203 คือ ฟ้องใหม่ภายในอายุความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำละเมิดขับรถยนต์กระบะแล่นทับตัวโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 717,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุว่าโจทก์มิได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้เฉพาะใน 2 กรณี คือ ในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียวถ้าคู่ความที่ขาดนัดมาศาลภายหลังที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานของคู่ความฝ่ายหนึ่งไปบ้างแล้ว และศาลเห็นว่า คู่ความฝ่ายนั้นไม่จงใจขาดนัดหรือมีเหตุอันสมควร ศาลจึงจะสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสาม แต่ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณานั้นคงขาดนัดตลอดไปจนศาลพิจารณาคดีฝ่ายเดียวไปจนเสร็จสิ้นแล้ว และพิพากษาให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดีในประเด็นพิพาทคู่ความซึ่งแพ้คดีโดยไม่จงใจขาดนัดยังมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่จะต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 เมื่อโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 เสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 คือ ฟ้องใหม่ภายในอายุความเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 201 ม. 203 ม. 206 วรรคสาม ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา สิริประดับเพชร
จำเลย — นายยุทธ พูนสวาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2551
#417330
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมีสิทธิใช้สอยตึกพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่า แต่โจทก์ก็ยังไม่เคยเข้าครอบครองตึกพิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน ที่จำเลยและบริวารอยู่ในตึกพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิของ จ. ไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการละเมิดต่อเจ้าของตึกหาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์เนื่องจากโจทก์กับจำเลยต่างไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากตึกพิพาทโดยลำพังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายตั้งแต่วันบอกกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,200 บาท แก่โจทก์ และเดือนละ 550 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาทเลขที่ 354 ถนนพานิช ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 2,200 บาท แก่โจทก์ และเดือนละ 550 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาทกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่านางจิตรามารดาของโจทก์เช่าตึกพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และนางจิตราอนุญาตให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในตึกพิพาท ต่อมานางจิตราโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ โจทก์มีฐานะเป็นผู้เช่าตึกพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในตึกพิพาทอีกต่อไป จึงขอให้ออกจากตึกพิพาทแต่จำเลยและบริวารไม่ยอมออก เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิใช้สอยตึกพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่า แต่โจทก์ก็ยังไม่เคยเข้าครอบครองตึกพิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน ที่จำเลยและบริวารอยู่ในตึกพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิของนางจิตรา ไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของตึกหาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์เนื่องจากโจทก์กับจำเลยต่างไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากตึกพิพาทโดยลำพังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมสกุล จีระศิลป์
จำเลย — นายเบญจา จีระศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2503/2551
#412311
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาเอกสารไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง แต่ขณะที่โจทก์นำสืบพยานเอกสารดังกล่าว จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 จึงต้องถือว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวมีข้อความถูกต้องตรงกับต้นฉบับและรับฟังเป็นหลักฐานพยานได้

ข้อความในหนังสือขอตรวจสอบยอดค้างชำระและเงินตามที่ พ. รับรองความถูกต้องของยอดหนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยให้เป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันที่ พ. กระทำการรับรองถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 กันยายน 2541 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1), 193/15 และ 193/34 (1)

จำเลยผู้เห็นยินยอมให้ พ. เชิดตนเองกระทำการรับรองความถูกต้องของหนังสือตรวจสอบยอดหนี้ของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือน พ. เป็นตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2538 ถึง มีนาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ใช้เครื่องจักรประเภทรถแทรกเตอร์รถแบ็กโฮ รถยนต์บรรทุกสิบล้อทำงานในการก่อสร้างงานโครงการเมืองเอก 9 รังสิต โครงการเมืองเอกสุวินทวงศ์ และโครงการสนามกอล์ฟเมืองเอกสุวินทวงศ์ โดยตกลงชำระสินจ้างเป็นงวดตามผลงานเครื่องจักร จำเลยค้างชำระสินจ้างตามผลงานที่ทำเสร็จแล้ว เป็นเงิน 10,163,186.26 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 ของสินจ้างเป็นเงิน 1,016,318.62 บาท รวมเป็นเงินค้างชำระ 11,179,505.89 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันครบกำหนดตามใบส่งมอบงานแต่ละครั้งถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,930,027.43 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,109,532.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,163,186.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นนิติบุคคลและไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการตามฟ้อง นางพิมใจ ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อนางพิมใจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานจ้างเหมาตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้จัดส่งเครื่องจักรเข้าดำเนินการและไม่เคยส่งมอบงานที่แล้วเสร็จในโครงการตามฟ้อง จำเลยไม่ได้ค้างชำระสินจ้างตามฟ้องหากฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามฟ้องเนื่องจากโจทก์คิดจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินในแต่ล่ะงวดงาน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า งานแต่ละโครงการตกลงสินจ้างจำนวนเท่าใด กำหนดจ่ายสินจ้างอย่างไร กำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานเมื่อใด หากฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร และฟ้องโจทก์ขัดกับข้อเท็จจริงและเอกสารฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,874,609.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 10,163,186.26 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำงานในโครงการเมืองเอก 9 รังสิตโครงการเมืองเอกสุวินทวงศ์ และสนามกอล์ฟเมืองเอกสุวินทวงศ์มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุมาลี ทรัพย์เหลือหลาย มาเบิกความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมอบอำนาจให้นางสาวสุมาลีฟ้องคดีแทนตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ..2 ตามลำดับ ส่วนจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งค้ดค้านในประเด็นนี้ ดังนั้น แม้เอกสารหมาย จ.1 บางส่วนจะเป็นเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร และนางพิมใจ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์มาเบิกความสนับสนุนตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์นำสืบพยานเอกสารดังกล่าว จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 จึงต้องถือว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวมีข้อความถูกต้องตรงกับต้นฉบับและรับฟังเป็นหลักฐานพยานได้ และถือได้ว่าโจทก์นำสืบรับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ใช้เครื่องจักรต่างๆ ทำงานในการก่อสร้าง 3 โครงการ มีกำหนดเวลาชำระสินจ้างโดยมีเอกสารแนบท้ายฟ้อง ซึ่งมีรายละเอียดเข้าใจได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานเมื่อใด อย่างไร เพียงพอที่ทำให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและสามารถให้การต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สามมีว่า จำเลยค้างชำระเงินโจทก์อยู่เท่าใดโจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำงานและส่งมอบงานให้จำเลยตามใบส่งมอบงานเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 พนักงานของจำเลยลงนามรับรองความถูกต้องของยอดหนี้ที่ค้างตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งปรากฏตามใบส่งงานเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 มีลายมือชื่อผู้ควบคุมงานของจำเลยลงนามรับรอง และเอกสารหมาย จ.10 มีนางสาวพิทยาผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยลงนามรับรองยอดหนี้สินจ้างที่ค้างชำระ จำเลยนำสืบเพียงว่าในใบส่งงานของโจทก์ทุกฉบับยังไม่มีลายมือชื่อผู้ตรวจสอบของจำเลยลงนามจำเลยจึงไม่ชำระสินจ้าง เห็นว่า จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธการชำระสินจ้างไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในของจำเลยพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระสินจ้างแก่โจทก์ตามจำนวนเงินในคำฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า คดีขาออายุความหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ก่อนฟ้องโจทก์เคยมีหนังสือถึงจำเลยขอตรวจสอบยอดหนี้สินจ้างที่ค้างชำระ โดยแนบสรุปยอดเงินค้างชำระไปด้วย นางสาวพิทยาผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยลงชื่อรับรองว่า มียอดเงินสินจ้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์และตรงตามยอดเงินค้างตามหนังสือขอตรวจสอบรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยนำสืบว่ารายการสินจ้างหลายรายการตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ขาดอายุความ เห็นว่า ตามข้อความในหนังสือขอตรวจสอบยอดค้างชำระและเงินตามที่นางสาวพิทยารับรองความถูกต้องของยอดหนี้ตามเอกสารหมาย จ.10 ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีผลให้อายุความฟ้องคดีของโจทก์สะดุดหยุดลงในวันที่นางสาวพิทยากระทำการรับรองถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 3 กันยายน 2541 คดีโจทก์จึงไม่ขาออายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1), 193/15 และ 193/34 (1) ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้แต่งตั้งนางสาวพิทยาเป็นตัวแทนกระทำการรับรองยอดหนี้ดังกล่าวนั้น เห็นว่านางสาวพิทยาเป็นพนักงานของจำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน และจำเลยเคยว่าจ้างโจทก์เช่นนี้มาประมาณ 17 ปี ดังนั้น การที่นางสาวพิทยาลงนามรับรองตามหนังสือขอตรวจสอบยอดหนี้เอกสารหมาย จ.10 เชื่อ ว่าจำเลยรู้เห็นและยอมให้นางสาวพิทยาเชิดตนเองแสดงออกเป็นตัวแทนของจำเลยในการดำเนินการดังกล่าวพยายหลักฐานโจทก์รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นยินยอมให้นางสาวพิทยาเชิดตนเองกระทำการรับรองความถูกต้องของหนังสือตรวจสอบยอดหนี้ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนนางสาวพิทยาเป็นตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล้อมทรัพย์โยธาการ
จำเลย — บริษัทยูนิเวสท์ แลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2501/2551
#412541
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับขณะพิพาทให้อำนาจอนุญาโตตุลาการที่จะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ดังนั้น อนุญาโตตุลาการย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 22 บัญญัติว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี ดังนี้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นที่สุด ส่วนการที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ เป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 ที่อนุญาตให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการได้ หากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความแล้วไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 ผู้ร้องรับเหมาก่อสร้างอาคารสูง 5 ชั้น จำนวน 2 หลัง รวม 164 ห้อง จากผู้คัดค้านในราคา 16,200,000 บาท ผู้ร้องก่อสร้างอาคารและส่งมอบงานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ให้แก่ผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านไม่ลงชื่อรับงาน เมื่อผู้ร้องก่อสร้างอาคารครบ 10 งวด ตามที่ตกลงกันผู้คัดค้านจะต้องจ่ายเงินให้ผู้ร้องจำนวน 6,400,000 บาท และผู้คัดค้านได้ชำระหนี้ให้ผู้ร้องแล้วบางส่วน ยังเหลือเงินที่ยังไม่ชำระให้ผู้ร้องอีกจำนวน 5,700,000 บาท ผู้ร้องจึงยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความและให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ผู้ร้องเห็นว่าคำชี้ขาดในประเด็นที่ว่าคดีของผู้ร้องขาดอายุความเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายซึ่งเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมเท่านั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ผิดพลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาแก้ไขคำชี้ขาด อนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่อาจแก้ไขคำชี้ขาดได้ ผู้ร้องเห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการผิดพลาด ไม่ชอบด้วยกฎหมายและความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน และสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้อนุญาโตตุลาการของกระทรวงยุติธรรมแก้ไขคำชี้ขาดที่ว่าสิทธิเรียกร้องของผู้เสนอพิพาทขาดอายุความเป็นไม่ขาดอายุความ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายแล้วและการที่ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้แล้วเป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วเป็นการร้องซ้ำ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กลางปี 2537 ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องก่อสร้างอาคารสูง 5 ชั้น 2 หลัง รวม 164 ห้อง พร้อมสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า ฯลฯ โดยตกลงค่าวัสดุและค่าแรงเป็นเงินทั้งสิ้น 16,200,000 บาท ผู้ร้องก่อสร้างอาคารให้จนแล้วเสร็จและส่งมอบอาคารให้แก่คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านติดค้างไม่ชำระค่าก่อสร้างให้แก่ผู้ร้องจำนวน 5,700,000 บาท ผู้ร้องจึงฟ้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินที่ค้างต่อศาลชั้นต้น แต่ต่อมาได้ถอนฟ้องไปและเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระค่าก่อสร้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวัที่ 12 เมษายน 2543 ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า อนุญาโตตุลาการมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องอายุความ และวินิจฉัยชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับขณะพิพาทให้อำนาจอนุญาโตตุลาการที่จะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ดังนั้น อนุญาโตตุลาการย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เมื่ออนุญาโตตุลาการเห็นว่าการเรียกค่าจ้างของผู้ร้องเป็นกรณีผู้รับทำการงานเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) มีอายุความ 2 ปี และอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ผู้ร้องส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้คู่กรณีรับไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 ผู้ร้องอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างได้ตั้งแต่วันที่คู่กรณีได้รับมอบงานดังกล่าว หาใช่นับตั้งแต่วันครบกำหนดทวงถามให้คู่กรณีชำระหนี้ เพราะมิใช่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะทวงถามแต่อย่างใด เมื่อนับจากวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 จนถึงกันที่เสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 จึงพ้น 2 ปี คดีของผู้ร้องที่เรียกค่าก่อสร้างจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องในส่วนค่าก่อสร้างขาดอายุความ สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยอันเป็นอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วย คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวอยู่ในขอบอำนาจของกฎหมายและมีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อมาว่าอายุความสะดุดหยุดลงเพราะกรณีมีการชำระหนี้บางส่วนและมีหนี้ที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระหนี้ซึ่งอยู่ในกำหนดอายุความที่สามารถบังคับได้ อย่างน้อยที่สุดผู้ร้องสมควรได้รับชำระหนี้ที่ค้างในงวดที่ 9 และงวดที่ 10 ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลการ พ.ศ.2530 มาตรา 22 บัญญัติว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณี ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นที่สุด ส่วนการที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ เป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 ที่อนุญาตให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการได้ หากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าปัญหาอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย คำวินิจฉัยชี้ขาดขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมายจริงตามที่ผู้ร้องอุทธรณ์ แต่ปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องที่นำมาเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความแล้วไม่ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดและคำชี้ขาดถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้อนุญาโตตุลาการแก้ไขคำชี้ขาดได้ และให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/12
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 22 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.กิจสถาพรก่อสร้าง
ผู้คัดค้าน — บริษัทศรีอำไพอพาร์ทเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2551
#412310
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) และริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ท-6927 นครปฐม ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ท-6827 นครปฐม ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์ของกลางผู้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่ประโยชน์ของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยนำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ท-6827 นครปฐม ของกลางไปใช้กระทำความผิดในคดีนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ริบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริงหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง จำเลย และนายบุญสม เอี่ยมสมบูรณ์เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2547 ผู้ร้องซื้อรถยนต์ของกลางจากจำเลย ในราคา 150,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2548 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.1 เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.1 จำเลยตกลงจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาในส่วนที่ค้างอยู่จนครบ และได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องและจำเลยตกลงกันว่าเมื่อผู้ร้องยังชำระราคาไม่ครบ จำเลยขอนำรถยนต์ของกลางไปใช้ก่อนฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ ดังนี้สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางจึงยังเป็นของจำเลย ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
ผู้ร้อง — นายบุญยัง คงปั้นหรือดงปั้น
จำเลย — นายวัยชัย นิ่มทรงประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2551
#415469
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น จะต้องเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 แห่ง ป.อ. ด้วย แต่ข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุชื่อบุคคลที่ถูกใส่ความว่า ม. และโจทก์มีผู้เสียหายเพียงปากเดียวมาเบิกความว่าเป็นนามปากกาของผู้เสียหาย โดยโจทก์ไม่ได้นำบุคคลที่สามมาเป็นพยานยืนยันได้ว่าขณะผู้เสียหายทำงานเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์ ร. มีนามปากกาว่า ม. ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของ พ. และ อ. ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสซักค้าน จึงฟังไม่ได้ว่ามีบุคคลอื่นทราบว่าผู้เสียหายมีนามปากกาว่า ม. แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเคยทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ ร. อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยทราบดีว่าผู้เสียหายมีนามปากกาว่า ม. แต่เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความยืนยันได้ว่ามีบุคคลที่สามทราบว่านามปากกา ม. ตามข้อความในหนังสือพิมพ์ ร. หมายถึงผู้เสียหาย ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยเป็นคนเขียนข้อความดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็ยังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเนื่องจากไม่มีบุคคลที่สามทราบว่า ม. เป็นผู้ใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 326, 328 ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขที่ 4557/2542 และ 523/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าวได้ลงข้อความว่า "นายไมค์ที่เคยอยู่หนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าวได้ออกไปทำใบปลิวโจมตีหนังสือพิมพ์ที่ตัวเองเคยสังกัดอยู่อาศัยทำมาหากินหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับอื่นไม่รู้สันดานก็รับไว้ นึกว่ามีฝีมือช่วยองค์กรที่ตัวเองสังกัดอยู่ให้เจริญก้าวหน้า แต่เปล่าเลย มุ่งแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงเพื่อนร่วมงาน จนเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่รับไว้ทนไม่ไหว ได้โทรศัพท์มาบอก บก. หนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าวว่าได้ปลดนาไมค์ออกจากตำแหน่งบรรณาธิการบริหารแล้วและส่งข่าวคืนทั้งหมด ห้ามใช้หนังสือพิมพ์ของเขาไปหากินอีก บุคคลนี้ไม่มีความจริงในให้ใคร เพื่อผลประโยชน์ลูกเดียวทำได้หมด คุณสมยศยังจะเชื่อบุคคลนี้อีกหรือ" และหนังสือพิมพ์ดังกล่าวระบุชื่อจำเลยเป็นเจ้าของและประธานบริหาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้นจะต้องเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย แต่ข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุชื่อบุคคลที่ถูกใส่ความว่า นายไมค์และโจทก์มีผู้เสียหายเพียงปากเดียวมาเบิกความว่าเป็นนามปากกาของผู้เสียหาย โดยโจทก์ไม่ได้นำบุคคลที่สามมาเป็นพยานยืนยันได้ว่าขณะผู้เสียหายทำงานเป็นนักข่าวอยู่ที่หนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าวมีนามปากกาว่านายไมค์ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนางพรใจและนายอำนวยก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสซักค้าน จึงฟังไม่ได้ว่ามีบุคคลอื่นทราบว่าผู้เสียหายมีนามปากกาว่านายไมค์แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเคยทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าวอันเป็นการยืนยันว่าจำเลยทราบดีว่าผู้เสียหายมีนามปากกาว่านายไมค์แต่เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความยืนยันได้ว่ามีบุคคลที่สามทราบว่านามปากกานายไมค์ตามข้อความในหนังสือพิมพ์ระยองเบื้องหลังข่าว หมายถึงผู้เสียหาย ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยเป็นคนเขียนข้อความดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็ยังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเนื่องจากไม่มีบุคคลที่สามทราบว่า นายไมค์เป็นผู้ใด คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้เขียนข้อความหรือไม่นั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายอิทธิกร ลาภรัตนไตร
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2465/2551
#417158
เปิดฉบับเต็ม

กรมตำรวจได้จัดสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี เพื่อจำหน่ายนำรายได้มาส่งเสริมสวัสดิการให้แก่ข้าราชการตำรวจและสมทบเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยมีการออกคำสั่งวางแนวปฏิบัติในการรับเงินจากการจำหน่ายและนำเงินเข้าบัญชี ซึ่งตามบันทึกข้อความเรื่องวิธีปฏิบัติและควบคุมการรับเงินบริจาคในการสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี ระบุให้หน่วยที่รับผิดชอบใบสั่งจองและรับเงินบริจาค จัดเจ้าหน้าที่รับเงินบริจาคและจัดทะเบียนคุมการรับเงินบริจาคและทะเบียนคุมการสั่งจองพระ ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมเป็นสารวัตรการเงินของหน่วย ฯลฯ เมื่อรับเงินบริจาคแล้วให้นำเงินฝาก ธนาคาร ท. ตามชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีที่กำหนดไว้ ดังนี้ เมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งสารวัตรการเงินของหน่วย จึงมีหน้าที่รับเงิน แล้วนำฝากเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งเงินที่จำเลยรับไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นการรับไว้แทนกรมตำรวจ สิทธิในเงินรับบริจาคย่อมตกแก่กรมตำรวจแล้วตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินไว้ หาใช่เงินของเจ้าพนักงานตำรวจแปดนายดังที่โจทก์ฟ้องไม่ เจ้าพนักงานตำรวจทั้งแปดนายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในเงินดังกล่าว ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงินแต่ละจำนวนแก่ผู้เสียหายแต่ละรายรวมเป็นเงินจำนวน 676,600 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงินแต่ละจำนวนแก่ผู้เสียหายแต่ละรายจำนวน 676,600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการในตำแหน่งสารวัตร (ทำหน้าที่งบประมาณและการเงิน) ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี กรมตำรวจได้จัดสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี เพื่อจำหน่ายนำรายได้มาส่งเสริมสวัสดิการให้แก่ข้าราชการตำรวจและสมทบเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสถานีตำรวจทั่วประเทศตามโครงการโรงพักของเราโดยไม่ใช้เงินงบประมาณของกรมตำรวจซึ่งได้มีการออกคำสั่งวางแนวปฏิบัติในการรับเงินจากการจำหน่ายและนำเงินเข้าบัญชีโดยระบุให้เจ้าหน้าที่ควบคุมเป็นสารวัตรการเงินของหน่วยซึ่งได้กำหนดวิธีปฏิบัติ คือครั้งแรกที่พระยังสร้างไม่เสร็จ การสั่งจองและรับเงินบริจาคให้สารวัตรการเงินเป็นผู้ควบคุม และเมื่อได้รับเงินตามใบจองจะต้องนำเงินเข้าฝากที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในเขตพื้นที่เพื่อโอนไปยังสาขาราชประสงค์ตามบัญชีเลขที่ที่กำหนดไว้ ครั้งที่สอง หลังจากสร้างพระเสร็จแล้วให้สารวัตรการเงินควบคุมการรับเงินและนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายพระเข้าฝากที่ธนาคารเดียวกัน ต่อมาตำรวจภูธรภาค 4 ให้ตำรวจภูธรทุกแห่งในสังกัดไปรับพระพุทธโสธร ที่ตำรวจภูธรภาค 4 ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี มอบหมายให้จำเลยเดินทางไปรับพระพุทธโสธรมาจัดสรรให้สถานีตำรวจภูธรในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีมารับไปจำหน่าย ภายหลังสถานีตำรวจภูธรในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีส่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายพระพุทธโสธรมายังตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมเงินที่ได้รับจากพันตำรวจโทวรวุฒิหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำแภอกุมภวาปี จำนวน 192,100 บาท พันตำรวจโทบุญสมหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งฝน จำนวน 60,000 บาท พันตำรวจโทสุวัฒน์หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอนายูง จำนวน 40,000 บาท พันตำรวจโทสุสันต์หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จำนวน 44,500 บาท พันตำรวจโทไชยาหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอไชยวาน จำนวน 80,000 บาท พันตำรวจโทคะนองศักดิ์หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จำนวน 29,800 บาท พันตำรวจโทอดุลย์หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านดุง จำนวน 109,000 บาท และพลตำรวจตรีบรรจงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี จำนวน 121,200 บาท รวมเป็นเงิน 676,600 บาท ต่อมาจำเลยอ้างว่าเงินดังกล่าวสูญหายไป พันตำรวจโทวรวุฒิ พันตำรวจโทบุญสม พันตำรวจโทสุวัฒน์ พันตำรวจโทสุสันต์ พันตำรวจโทไชยา พันตำรวจโทคะนองศักดิ์ พันตำรวจโทอดุลย์ และพลตำรวจตรีบรรจงต่างได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดข้อหายักยอก มีปัญหาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า พันตำรวจโทวรวุฒิ พันตำรวจโทบุญสม พันตำรวจโทสุวัฒน์ พันตำรวจโทสุสันต์ พันตำรวจโทไชยา พันตำรวจโทคะนองศักดิ์ พันตำรวจโทอดุลย์และพลตำรวจตรีบรรจงเป็นผู้เสียหายคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำสั่งกรมตำรวจที่ 140/2538 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี เนื่องจากกรมตำรวจมีแนวนโยบายในการปรับปรุงภาพลักษณ์ในการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจให้บังเกิดผลจริงจังในเรื่องเกี่ยวกับอาคารสถานที่การบริการ การป้องกันปราบปราม การอำนวยความยุติธรรม การบริหารงาน และการปกครองบังคับบัญชา เพื่อให้ประชาชนที่ขึ้นมาใช้บริการแล้วกลับไปด้วยความพึงพอใจและประทับใจ รวมทั้งจัดให้มีการส่งเสริมสวัสดิการให้แก่ข้าราชการตำรวจ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด จึงสมควรที่จะมีการจัดหารายได้ โดยไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจต้องเสียหาย ด้วยการจัดสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี ออกจำหน่ายเพื่อจัดหาทุนมาดำเนินการ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการจัดสร้างขึ้น ต่อมาได้มีบันทึกข้อความเรื่องวิธีปฏิบัติและควบคุมการรับเงินบริจาคในการสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี ระบุให้หน่วยที่รับผิดชอบใบสั่งจองและรับเงินบริจาค จัดเจ้าหน้าที่รับบริจาคและจัดทะเบียนคุมการรับเงินบริจาคและทะเบียนคุมการสั่งจองพระ ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมควรเป็นสารวัตรการเงินของหน่าย ฯลฯ เมื่อรับเงินบริจาคแล้ว ให้นำเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชประสงค์ ตามชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีที่กำหนดไว้ ดังนี้ เมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งสารวัตรการเงินของหน่วย จึงมีหน้าที่รับเงิน แล้วนำฝากเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชประสงค์ ซึ่งเงินที่จำเลยรับไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นการรับไว้แทนกรมตำรวจ สิทธิในเงินรับบริจาคย่อมตกแก่กรมตำรวจแล้วตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินไว้ หาใช่เงินของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งแปดนายดังที่โจทก์ฟ้องไม่ เจ้าพนักงานตำรวจทั้งแปดนายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในเงินดังกล่าว ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — พันตำรวจตรีวิสุทธิ์ ทองอ่อน
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2551
#412539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิตยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินอื่น โจทก์จำเป็นต้องชำระเงินแทนจำเลยไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง จึงเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิก เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) มิใช่กรณีของลักษณะสัญญาพิเศษอันไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความจึงมีอายุความ 2 ปี

จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตภายในวันที่ 2 มกราคม 2536 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2536 เป็นต้นไป ครบกำหนดอายุความในวันที่ 3 มกราคม 2536 การที่โจทก์นำเงินจำนวน 4,326.42 บาท ของจำเลยมาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นการนำเงินฝากจากบัญชีอื่นตามที่โจทก์และจำเลยได้เคยตกลงกันไว้มาหักชำระหนี้โดยที่จำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วยจึงเป็นการกระทำของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ของจำเลย อีกทั้งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 พ้นกำหนดเวลา 2 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2533 จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ตกลงชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินและภายในวันที่ซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งค่าใช้จ่าย จำเลยได้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและใช้บริการจากร้านค้าและสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ตลอดจนเบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ หรือสำนักงานโจทก์เรื่อยมา ในภายหลังจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตโดยใช้วงเงินเกินกำหนดและไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนถูกต้องตามใบแจ้งค่าใช้จ่าย ซึ่งคำนวณ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2543 จำเลยค้างชำระหนี้ตามบัตรเครดิตเป็นค่าเบิกเงินสด 62,974.01 บาท ค่าซื้อสินค้าและบริการ 36,044.12 บาท รวมเป็นเงิน 99,018.13 บาท ดอกเบี้ย 142,044.25 บาท ค่าบริการเบิกเงินสด 200 บาท ค่าธรรมเนียมจำนวน 700 บาท รวมเป็นเงิน 241,962.38 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 99,018.13 บาท นับจากวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 60,957.19 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 302,919.57 บาท โจทก์ได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยชำระหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,919.57 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 99,018.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน เมื่อโจทก์ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดมิใช่กรณีที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนแล้วเรียกเก็บภายหลัง หากแต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิตยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรซึ่งตามระเบียบและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตทุกประเภทที่ออกโดยธนาคารโจทก์ เอกสารหมาย จ.2 จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดจากร้านค้าหรือสถานบริการ หรือใช้บัตรเครดิตถอนเงินผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่โจทก์อนุญาต ทั้งนี้โจทก์จะออกเงินทดรองแทนไปก่อน และจำเลยตกลงจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ตามยอดหนี้และกำหนดเวลาที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยทราบ การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินอื่น โจทก์จำเป็นต้องชำระเงินแทนจำเลยไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลังจึงเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิก เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) มิใช่กรณีของลักษณะสัญญาพิเศษอันไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา คดีจึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อพิจารณาใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ปรากฏว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการจำนวน 1,902.50 บาท โดยโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวภายในวันที่ 2 มกราคม 2536 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2536 เป็นต้นไป ครบกำหนดอายุความในวันที่ 3 มกราคม 2538 การที่โจทก์นำเงินจำนวน 4,326.42 บาท ของจำเลยมาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เป็นการนำเงินฝากจากบัญชีอื่นตามที่โจทก์และจำเลยได้เคยตกลงกันไว้มาหักชำระหนี้โดยที่จำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วยจึงเป็นการกระทำของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว กรณีไม่ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ของจำเลย อีกทั้งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโชคเกริกไกรหรือธีรยุทธ สิริพิชิตศุภผลหรือแซ่ลี้
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2454/2551
#419383
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์เรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2536 โจทก์ตกลงรับซ่อมรถยนต์ที่จำเลยได้รับประกันภัยไว้ และรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยกระทำละเมิด โดยจำเลยจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ทุกกรณีโดยไม่มีเงื่อนไข ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ที่ได้เอาประกันไว้กับจำเลยและรถยนต์คู่กรณีมาให้โจทก์ทำการซ่อมแซม โจทก์ได้ทำการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่เจ้าของรถยนต์แล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์รวม 27 คัน เป็นเงิน 273,400 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 273,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์คิดค่าซ่อมรถยนต์เกินความเป็นจริง ค่าซ่อมแซมดังกล่าวไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 และวันที่ 15 ถึง 26 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์แต่ละคันตามฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 273,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2536 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าของจำเลยที่ทำประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย เมื่อโจทก์ทำการซ่อมรถยนต์เสร็จแล้วส่งมอบคืนแก่ลูกค้าของจำเลยก็จะเริ่มเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทำการซ่อมแซมแล้วเสร็จหรือเมื่อโจทก์ส่งเอกสารหรือใบแจ้งหนี้ค่าซ่อมแซมให้จำเลยทราบตามที่ได้ตกลงกัน หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยนำรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยและรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้ทำละเมิดมาให้โจทก์ซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก และชำระหนี้บางส่วน โดยจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2543 ปรากฏตามเช็คเอกสารหมาย จ.4 จำเลยยังค้างชำระค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 27 คัน เป็นเงิน 273,400 บาท โดยโจทก์ซ่อมแซมและส่งมอบรถยนต์คืนแก่เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของรถยนต์ไปเรียบร้อยแล้ว ตามใบตรวจสอบความเสียหาย ใบเสนอราคาค่าซ่อม ใบรับรถยนต์ที่ซ่อม ภาพถ่ายรถยนต์ที่ซ่อมเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.31 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะจำเลยให้โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่จำเลยได้รับประกันภัยไว้ และรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้กระทำละเมิดจึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) เห็นว่า มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม...เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ทุกประเภทซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย ซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยตามรายละเอียดเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.31 จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) มิใช่ 2 ปีดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ดังกล่าวทุกรายการในเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.31 ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา นับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรงวุฒิเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2551
#495535
เปิดฉบับเต็ม

หุ้นที่ยังไม่ได้ออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่เป็นหุ้นที่มีหลายเลขใบหุ้นแล้ว การซื้อหุ้นดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ตกลงขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น หมายเลข 190001 ถึง 200000 ให้แก่โจทก์ในราคา 2,000,000 บาท ตกลงกันจะชำระราคาค่าหุ้นเมื่อโจทก์ได้รับเงินปันผลจากจำเลยที่ 2 โดยให้นำเงินปันผลชำระและให้สิทธิโจทก์ว่าเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์เป็นผู้ถือหุ้นให้โจทก์มีหนังสือแจ้งการขอโอนหุ้นคืนและจำเลยที่ 1 จะคืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ตามที่ได้รับมา และดำเนินการเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 2 รับรู้ข้อตกลงดังกล่าว นับแต่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์ไม่เคยได้รับเงินปันผลจากจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ประสงค์จะเป็นผู้ถือหุ้นอีกต่อไปจึงมีหนังสือแจ้งจำเลยทั้งสองขอโอนหุ้นคืนแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แจ้งการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นหมายเลข 190001 ถึง 200000 ในบริษัทจำเลยที่ 2 ไปยังจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไปดำเนินการแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหมายเลขดังกล่าวจากชื่อโจทก์มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาคร หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงทะเบียนหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น โดยมีเงื่อนไขตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น 190001 ถึง 200000 ตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.2 จ.3 และ จ.6 ต่อมาโจทก์มีความประสงค์ที่จะโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าไม่มีความประสงค์ที่จะถือหุ้นดังกล่าวอีกต่อไปจึงขอโอนคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับโอนหุ้นดังกล่าวจากโจทก์และจำเลยที่ 2 จะต้องแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เองมาเบิกความว่าโจทก์ได้ช่วยเหลือกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2534 โดยตลอด ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ตกลงขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น ดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์ยังไม่ต้องชำระราคาค่าหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 แต่หากจำเลยที่ 2 มีเงินปันผลจากผลกำไรออกมาแล้วจึงให้ทยอยชำระแก่จำเลยที่ 1 ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่มีผลกำไรโจทก์ก็จะโอนหุ้นทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยได้รับเงินปันผลจากจำเลยที่ 2 และเนื่องจากโจทก์เป็นนักการเมืองถ้ามีหุ้นอยู่ในบริษัทจะมีปัญหาจึงมีความประสงค์จะโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 คืนแก่จำเลยที่ 1 และได้มีหนังสือแจ้งถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ขอโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 คืนพร้อมกับแนบหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำกัดตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ส่งไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เห็นว่า โจทก์คงมีตัวโจทก์เองเพียงปากเดียวเบิกความอ้างลอยๆ อีกทั้งหนังสือขอโอนหุ้นคืนเอกสารหมาย จ.4 ก็เป็นเอกสารที่ฝ่ายโจทก์จัดทำขึ้นเองและหนังสือสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย จ.5 ก็ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้รับโอนแต่ประการใด นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือและสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แล้วก็มิได้โต้แย้งถึงข้อตกลงตามที่โจทก็อ้างดังกล่าว แต่อย่างใดก็ตามกรณีเช่นนี้ก็จะถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในข้อตกลงตามที่โจทก์อ้างในหนังสือเอกสารหมาย จ.4 ไม่ได้ ส่วนที่โจทก์นำสืบอ้างว่าโจทก์เคยถือหุ้นแทนนายวาณิชกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 มาก่อนเช่นกันตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.11 แต่โจทก์ได้โอนหุ้นดังกล่าวคืนนายวาณิชไปแล้วนั้น ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายวาณิชบุคคลที่โจทก์อ้างถึงเพียงลำพัง อีกทั้งโจทก์มิได้นำบุคคลที่อ้างถึงดังกล่าวมาเบิกความยืนยัน ฉะนั้นจะด่วนสรุปเอาว่าจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงและจะต้องปฏิบัติต่อโจทก์ตามที่โจทก์ต้องการดังเช่นนายวาณิชหาได้ไม่ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายหุ้นพิพาทให้แก่โจทก์โดยมีข้อตกลงให้สิทธิโจทก์โอนหุ้นคืนแก่จำเลยที่ 1 เมื่อใดก็ได้ตามที่โจทก์ต้องการโดยจำเลยที่ 2 รับรู้และจะปฏิบัติตามดังที่โจทก์ฟ้องและนำสืบ ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นคืนตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีข้อตกลงกันไว้ มิใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาโอนหุ้นโดยตรงนั้น เห็นว่า แม้หากจะมีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าวจริงหรือไม่ก็ตาม ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ต้องยอมรับโอนหุ้นพิพาทคืนจากโจทก์นั่นเอง ข้อตกลงเช่นนี้จึงเสมือนหนึ่งเป็นข้อตกลงที่คู่กรณีฝ่าฝืนหรือต้องการหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง ที่บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอนนั่นเอง แม้โจทก์จะอ้างในฎีกาว่าหุ้นพิพาทเป็นหุ้นที่จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ออกใบหุ้นให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.3 และ จ.6 อยู่แล้วว่าจำนวนหุ้นพิพาทที่โจทก์ถืออยู่เป็นใบหุ้นที่มีหมายเลขเท่าใด กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ครอบครองหุ้นพิพาทซึ่งเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้นลงในใบหุ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ให้รับโอนหุ้นพิพาทคืนและให้จำเลยที่ 2 แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วไปขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรสาครตามฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ วิอังศุธร
จำเลย — บริษัทสแตนดาร์ดเคเบิ้ล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2551
#420223
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกค่าจ้างตามสัญญาจ้างบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการหมู่บ้านที่เกินกว่าสองปีนับถึงวันฟ้องนั้นขาดอายุความ โจทก์ไม่สามารถฟ้องได้เป็นการขัดต่อกฎหมาย โจทก์จะฟ้องเรียกค่าจ้างได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 จนถึงวันฟ้องได้เป็นเวลา 24 เดือน ถือเป็นการให้การโดยละเอียดแล้วว่า กรณีเป็นสัญญาจ้างบำรุงรักษามีอายุความ 2 ปี มีค่าจ้างส่วนที่ขาดอายุความไปแล้ว และส่วนที่ยังไม่ขาดอายุความเหลืออยู่เพียงใด จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งแสดงถึงเหตุแห่งคดีขาดอายุความแล้ว

สัญญาจ้างบำรุงรักษาเป็นข้อตกลงที่โจทก์จัดให้มีบริการต่างๆ ภายในหมู่บ้านโดยโจทก์จะได้รับผลตอบแทนจากสมาชิกในหมู่บ้านรวมทั้งจำเลยเป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา อันเป็นการดำเนินการประจำเป็นปกติธุระ ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาสินจ้างจะพึงได้รับในการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) มีอายุความ 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาดูแลสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการหมู่บ้านที่จำเลยทั้งสองมีบ้านและที่ดินตั้งอยู่แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าธรรมเนียมการบำรุงรักษาให้โจทก์ตามสัญญาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2534 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 534,554.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 332,178.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกค่าจ้างตามสัญญาเกินกว่าสองปีนับถึงวันฟ้องขาดอายุความ ค่าจ้างจึงไม่เกิน 47,232 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 95,624.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ให้คิดจากต้นเงิน 84,487.20 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองมีประเด็นเรื่องอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 4 มีความว่า คำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความกล่าวคือ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ฟ้องเรียกค่าจ้างตามสัญญาจ้างบำรุงรักษาดังกล่าวที่เกินกว่าสองปีนับถึงวันฟ้องนั้นขาดอายุความ โจทก์ไม่สามารถที่จะฟ้องเรียกร้องค่าจ้างในส่วนที่ขาดอายุความดังกล่าวต่อจำเลยได้เป็นการขัดต่อกฎหมาย โจทก์จะฟ้องเรียกค่าจ้างได้เพียงตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 24 เดือนๆ ละ 1,968 บาท รวมเป็นเงินไม่เกิน 47,232 บาท อันเป็นการให้การโดยละเอียดแล้วว่า กรณีเป็นสัญญาจ้างบำรุงรักษา มีอายุความ 2 ปี มีค่าจ้างส่วนที่ขาดอายุความไปแล้ว และส่วนที่ยังไม่ขาดอายุความเหลืออยู่เพียงใด จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งแสดงถึงเหตุแห่งคดีขาดอายุความแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อมามีว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เห็นว่า สัญญาจ้างบำรุงรักษาเป็นข้อตกลงที่โจทก์จัดให้มีบริการต่างๆ ภายในหมู่บ้าน เช่น รักษาความสะอาด จัดเก็บขยะมูลฝอย รักษาความปลอดภัย จัดให้มีแสงสว่าง เป็นต้น โดยโจทก์จะได้รับผลตอบแทนจากสมาชิกในหมู่บ้านรวมทั้งจำเลยทั้งสองเป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา อันเป็นการดำเนินการประจำเป็นปกติธุระถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) มีอายุความ 2 ปี ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (7)
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส. เอส. เมนทิแนนซ์ จำกัด
จำเลย — นายวิโรจน์ เหล่าประภัสสร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2551
#418506
เปิดฉบับเต็ม

การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาตกลงให้ อ. ภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้เป็นผู้รักษาทรัพย์สิน แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจโรงโม่หินของตนตลอดมา ซึ่งเครื่องจักรนั้นจำเลยที่ 1 ผู้จำนำซื้อจากโจทก์เพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้ และนำเงินชำระคืนแก่ผู้ร้องซึ่งรับจำนำ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องการใช้เครื่องจักรผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์จะมีข้อตกลงว่าผู้จำนำได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย การที่ผู้ร้องยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำตามมาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร

เจ้าหนี้ที่จะมีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของ เจ้าหนี้นั้นจะต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 286 โจทก์ไม่ได้กระทำการดังกล่าว ทั้งบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หินเป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ เมื่อโจทก์และผู้ร้องต่างก็เป็นเจ้าหนี้สามัญด้วยกัน จึงชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 เพื่อเฉลี่ยทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 4,560,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 ของต้นเงิน 2,925,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2539 และของต้นเงิน 5,850,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไว้เพื่อทำการขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 40,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อปี จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระเงินคืนให้แก่ผู้ร้องรวม 9 งวด ระยะห่างกันงวดละ 6 เดือน ชำระงวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ชำระงวดสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2544 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องเพื่อนำไปใช้ในโครงการของจำเลยที่ 1 อีกในวงเงินไม่เกิน 27,000,000 บาท มีกำหนดชำระ 1 ปี เพื่อเป็นประกันการกู้ยืนเงินและเบิกเงินทุนหมุนเวียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ไว้แก่ผู้ร้องรวม 5 ครั้ง หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้อง จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนไปจากผู้ร้องครบจำนวนแล้ว แต่ต่อมาผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 3 คน ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องรวมเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าดอกเบี้ยของเบี้ยประกันภัยคิดถึงวันที่ยื่นคำร้องขอทั้งสิ้น 113,827,286.07 บาท คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 84 รายการ สำหรับทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 จำเลยที่ 1 ได้จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนำจึงชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาทรัพย์สินที่จำนำดังกล่าวหรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ตามกฎหมาย หากโจทก์เพิกเฉยไม่กระทำการบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ หรือสละสิทธิในการบังคับคดี หรือถอนการบังคับคดีและทำให้การบังคับคดีล่าช้า ขอให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดแล้ว ยังไม่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอ การจำนำทรัพย์ระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามวันเวลาที่ผู้ร้องระบุในคำร้องขอว่ามีการทำสัญญาจำนำนั้น จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เพราะว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นและในวันเวลาที่จำเลยที่ 1 นำไปจำนำแก่ผู้ร้องนั้น โจทก์ยังไม่ได้จัดทำหรือส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และทรัพย์สินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นส่วนควบของโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดไว้ซึ่งมีลักษณะเป็นอสังหาริมทรัพย์อันไม่อาจจำนำได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างเอาบุริมสิทธิมาใช้ยันเพื่อขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น การจำนำทรัพย์ระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ผู้ร้องมิได้ยึดทรัพย์สินที่จำนำไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ แต่ผู้ร้องยินยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 การจำนำย่อมระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างบุริมสิทธิใดๆ ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องได้ ทรัพย์ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนำไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องรับจำนำไว้โดยไม่สุจริต โดยหลบเลี่ยงมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ ผู้ร้องทราบดีว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากผู้ร้องนั้น ผู้ร้องจะต้องชำระเงินตามที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมบางส่วนเพื่อเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างทำของโดยผู้ร้องจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบและวิธีปฏิบัติของผู้ร้องในเรื่องการชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ (โรงโม่หินที่โจทก์นำยึดในคดีนี้) โจทก์ย่อมมีบุริมสิทธิดีกว่าผู้ร้องในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตามคำร้องขอก่อนผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องดีกว่าบุริมสิทธิของโจทก์ การจำนำทรัพย์ระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นโดยมีเจตนาแท้จริงเป็นการจำนำสิทธิในการประกอบกิจการโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบตราสารใดๆ ให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากผู้ร้อง (ที่ถูกน่าจะเป็นจำเลยที่ 1) ยังค้างชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มิได้ออกเอกสารสำคัญเพื่อใช้ประกอบการออกตราสารของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบตราสารให้แก่ผู้ร้องได้ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงจัดทำนิติกรรมในรูปแบบของการจำนำเพื่ออำพรางการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร การจำนำดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งนิติกรรมอันเป็นโมฆะมาร้องเป็นคดีนี้ได้ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ในลำดับหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 11 (ที่ถูกถึงที่ 10) และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้ผู้ร้องก่อนโจทก์ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีก็ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงโม่หินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องมาใช้ในกิจการโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาจำนำเครื่องจักรบางส่วนภายในโรงงานไว้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์เอกสารหมาย ร.11 ถึง ร.15 เพื่อเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 อันเป็นทรัพย์ที่โจทก์เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 สำหรับหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากผู้ร้องนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัด ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาจำนำเพียงใด เห็นว่า การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาจำนำตกลงให้นางอรวรุณภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ และได้ความจากนายทรงวุฒิกับนายเกรียงไกรพยานผู้ร้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจโรงโม่หินของตนตลอดมา ซึ่งเครื่องจักรนั้นจำเลยที่ 1 ผู้จำนำ ซื้อจากโจทก์เพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้ และนำเงินชำระคืนแก่ผู้ร้องซึ่งรับจำนำ การจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกและรวดเร็วกว่าการจดทะเบียนจำนอง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์ ข้อ 3 ตามเอกสารหมาย ร.11 ถึง ร.15 จะมีข้อตกลงว่าผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม ก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้ร้องจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของนั้น เจ้าหนี้ต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าว นอกจากนี้ บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิเช่นกัน ดังนั้น ทั้งโจทก์และผู้ร้องต่างก็เป็นเจ้าหนี้สามัญด้วยกัน จึงชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เพื่อเฉลี่ยทรัพย์ต่อไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 273 ม. 275 ม. 286 ม. 769
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โชคสมนึกการช่าง
ผู้ร้อง — บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ที. โอ. พี คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2551
#497958
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์ ข้อ 3 จะมีข้อตกลงว่า ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม ก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้ร้องจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร

เจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 286 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าว นอกจากนี้ บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หินเป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 4,560,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 ของต้นเงิน 2,925,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2539 และของต้นเงิน 5,850,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไว้เพื่อทำการขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 40,000,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องเพื่อนำไปใช้ในโครงการของจำเลยที่ 1 อีกในวงเงินไม่เกิน 27,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ไว้แก่ผู้ร้องรวม 5 ครั้ง จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนไปจากผู้ร้องครบจำนวนแล้ว แต่ต่อมาผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 3 คน ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องรวมเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยค่าเบี้ยประกันภัยและค่าดอกเบี้ยของเบี้ยประกันภัยคิดถึงวันยื่นคำร้องขอทั้งสิ้น 113,827,286.07 บาท คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 48 รายการ สำหรับทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงลำดับที่ 10 และ ลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 จำเลยที่ 1 ได้จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ตามกฎหมาย หากโจทก์เพิกเฉยไม่กระทำการบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ หรือสละสิทธิในการบังคับคดี หรือถอนการบังคับคดีและทำให้การบังคับคดีล่าช้า ขอให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ยังไม่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอ การจำนำทรัพย์ระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นและในวันเวลาที่จำเลยที่ 1 นำไปจำนำแก่ผู้ร้องนั้น โจทก์ยังไม่ได้จัดทำหรือส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และทรัพย์สินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นส่วนควบของโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดไว้ซึ่งมีลักษณะเป็นอสังหาริมทรัพย์อันไม่อาจจำนำได้ ผู้ร้องยินยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 การจำนำย่อมระงับสิ้นไป พร้อมโจทก์ ทรัพย์ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนำไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องรับจำนำไว้โดยไม่สุจริต โจทก์มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ (โรงโม่หินที่โจทก์นำยึดในคดีนี้) โจทก์ย่อมมีบุริมสิทธิดีกว่าผู้ร้องในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตามคำร้องขอก่อนผู้ร้อง ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงจัดทำนิติกรรมในรูปแบบของการจำนำเพื่ออำพรางการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร การจำนำดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งนิติกรรมอันเป็นโมฆะมาร้องเป็นคดีนี้ได้ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ ในลำดับหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 11 (ที่ถูกถึงที่ 10) และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้ผู้ร้องก่อนโจทก์ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีก็ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงโม่หินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องมาใช้ในกิจการโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาจำนำเครื่องจักรบางส่วนภายในโรงงานไว้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์เพื่อเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 อันเป็นทรัพย์ที่โจทก์เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 สำหรับหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากผู้ร้องนั้น จำเลยที่ 1 ผิดนัด ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาจำนำเพียงใด เห็นว่า การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาจำนำตกลงให้นางอรวรุณ ภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ และได้ความจากนายทรงวุฒิกับนายเกรียงไกรพยานผู้ร้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจโรงโม่หินของตนตลอดมา ซึ่งเครื่องจักรนั้นจำเลยที่ 1 ผู้จำนำ ซื้อจากโจทก์เพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้ และนำเงินชำระคืนแก่ผู้ร้องซึ่งรับจำนำ การจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกและรวดเร็วกว่าการจดทะเบียนจำนอง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำจะรักษาทรัพย์ ข้อ 3 มีข้อตกลงว่า ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่า เครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม ก็เป็นการขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้ร้องจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของนั้น เจ้าหนี้ต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวนอกจากนี้ บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิเช่นกัน ดังนั้น ทั้งโจทก์และผู้ร้องต่างก็เป็นเจ้าหนี้สามัญด้วยกัน จึงชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 273 ม. 275 ม. 286 ม. 769 (2)
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.โชคสมนึกการช่าง
โจทก์ — บริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทที.โอ.พี.คอนสตั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2551
#498525
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจตรี ส. ขอซื้อยาลดความอ้วนซึ่งมีส่วนผสมของเฟนเตอมีนจากจำเลย จำเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจำเลยไม่ได้ขายลดความอ้วนดังกล่าวสิบตำรวจตรี ส. จึงบอกว่าคนรักต้องการใช้ยาลดความอ้วน จำเลยจึงบอกว่าจำเลยมียาลดความอ้วนอยู่ 1 ชุด ที่จำเลยซื้อมาไว้รับประทานเอง สิบตำรวจตรี ส.ขอซื้อยาลดความอ้วนชุดนั้นจำเลยจึงขายให้และเมื่อมีการตรวจค้นร้านขายยาของจำเลยก็ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่มีเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายดังที่โจทก์ฟ้อง และรับฟังไม่ได้ว่าที่ร้านขายยาของจำเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดังนั้น การที่จำเลยขายเฟตเตอมีนของกลางให้แก่สิบตำรวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกล่อให้กระทำความผิด โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะกระทำความผิดในการขายเฟตเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบโจทก์ไม่สามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 15 แคปซูล น้ำหนัก 0.549 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยได้ขายเฟนเตอมีนดังกล่าวให้แก่ผู้ล่อซื้อในราคา 250 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเฟนเตอมีนจำนวนดังกล่าว เป็นของกลาง เฟนเตอมีนของกลางหมดไปในการตรวจวิเคราะห์ส่วนธนบัตรของกลางเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 วางโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยและนายอัชฌาณัฐ สามีประกอบกิจการร้านขายยาชื่อ นิววัฒนาเพิ่มสิน โดยนายอัชฌาณัฐได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ดำเนินกิจการ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ขายยาลดความอ้วนของกลางจำนวน 15 แคปซูล ให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียรติ ผู้ล่อซื้อในราคา 250 บาท ยาลดความอ้วนของกลางทั้ง 15 แคบซูล ได้มีการตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ผลการตรวจวิเคราะห์ตรวจพบเฟนเตอมีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ผสมอยู่จำนวน 0.549 กรัม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเฟนเตอมีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อน โดยจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบข้อเท็จจริงว่ายาลดความอ้วนที่จำเลยขายให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียรติมีเฟนเตอมีนผสมอยู่ เนื่องจากจำเลยไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกรจึงไม่ทราบมาก่อนว่าในยาลดความอ้วนมีส่วนผสมของเฟนเตอมีนอยู่ด้วย เท่ากับว่าจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด ปัญหานี้พันตำรวจโทมานพ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เฟนเตอมีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพซึ่งตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวระบุว่านายอัชฌาณัฐ สามีจำเลยร่วมฟังการสอบสวนและได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของจำเลยด้วย และปรากฏจากบันทึกคำให้การดังกล่าวว่า จำเลยตอบคำถามพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทราบดีว่ายาลดความอ้วนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ซึ่งการขายหรือมีไว้ในครอบครองเป็นความผิดจำเลยเบิกความว่าในการสอบสวนตามบันทึกคำให้การพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำจำเลยและพิมพ์ตามที่จำเลยให้การ แต่จำเลยเบิกความต่อไปว่า ที่ตอบว่าจำเลยทราบดีนั้น จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่ายาลดความอ้วนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ เพิ่งมาทราบจากพนักงานสอบสวน เห็นว่า จำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนนายอัชฌาณัฐ สามีจำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาโท หากจำเลยเพิ่งทราบจากพนักงานสอบสวนว่ายาลดความอ้วนของกลางเป็นวัตถุออกฤทธิ์ซึ่งการขายหรือมีไว้ในครอบครองเป็นความผิดจำเลยก็ชอบที่จะให้การปฏิเสธเนื่องจากไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญหรือกระทำด้วยประการใดให้จำเลยให้การรับสารภาพแต่อย่างใดประกอบกับจำเลยและสามีมีอาชีพค้าขายโดยประกอบกิจการร้านขายยามิใช่เป็นประชาชนทั่วไปที่เพียงแต่บริโภคยา จำเลยจึงน่าจะต้องทราบว่ายาลดความอ้วนดังกล่าวมีเฟนเตอมีอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ผสมอยู่ และน่าจะต้องทราบว่าการขายหรือมีไว้ในครอบครองยาลดความอ้วนดังกล่าวเป็นความผิด ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบว่ายาลดความอ้วนที่จำเลยขายให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียรติมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ผสมอยู่ จึงฟังไม่ขึ้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองเป็นความผิดต่อกฎหมาย จำเลยเบิกความว่าจำเลยซื้อยาลดความอ้วนของกลางทั้ง 15 แคปซูล มาจากพนักงานขายยาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทำตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแต่อย่างใด ข้อเท็จจึงฟังได้ว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งเฟนเตอมีนของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาว่า จำเลยครอบครองเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายหรือไม่และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานขายเฟนเตอมีนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในการล่อซื้อเฟนเตอมีนจากจำเลย เมื่อสิบตำรวจตรีสมเกียรติขอซื้อยาลดความอ้วนจากจำเลยโดยบอกว่าจะเอาไปให้คนรัก จำเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจำเลยไม่ได้ขายยาลดความอ้วนสิบตำรวจตรีสมเกียรติจึงบอกว่าคนรักของสิบตำรวจตรีสมเกียรติจะต้องใช้ยาลดความอ้วนและจะกลับไปต่างจังหวัดในวันที่ล่อซื้อนั้นเอง จำเลยจึงบอกว่าจำเลยมียาลดความอ้วนอยู่ 1 ชุด ที่จำเลยซื้อมาไว้รับประทานเอง สิบตำรวจตรีสมเกียรติขอซื้อยาลดความอ้วนชุดนั้น จำเลยจึงขายให้ในราคา 250 บาท และเมื่อมีการตรวจค้นร้านขายยาของจำเลยก็ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาว่าก่อนการล่อซื้อได้มีการสืบทราบมาก่อนเกิดเหตุแล้วว่าจำเลยลักลอบขายยาลดความอ้วนนั้น แม้สิบตำรวจตรีสมเกียรติพยานโจทก์จะเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการสืบทราบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาว่า ที่ร้านขายยาของจำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วน โดยทางกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยให้ส่งตัวอย่างยาลดความอ้วนมาให้ดูด้วย แต่โจทก์ก็มิได้ส่งหนังสือหรือตัวอย่างยาลดความอ้วนดังกล่าวต่อศาลคำเบิกความของสิบตำรวจตรีสมเกียรติจึงเป็นคำเบิกความลอยๆ และไม่สอดคล้องกับบันทึกการจับกุมที่ระบุว่าจากการสืบสวนเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าร้านขายยานิววัฒนาเพิ่มสินมีการลักลอบขายเฟนเตอมีน ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้เบาะแสมาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด นางนัยนา ซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในตำแหน่งเภสัชกร มีหน้าที่ตรวจสอบวัตถุออกฤทธิ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ให้ไปร่วมตรวจสอบกับเจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นโดยยังไม่ได้บอกว่าให้ไปตรวจอะไร ตามคำเบิกความของนางนัยนาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก็ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสืบทราบมาว่าที่ร้านขายยาของจำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วนดังที่สิบตำรวจตรีสมเกียรติเบิกความ ส่วนพันตำรวจโทมานพ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จากการสอบสวนผู้ร่วมจับกุมซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นใครได้ความว่านางนัยนาได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจว่าที่ร้านขายยาของจำเลยมีการลักลอบขายยาลดความอ้วน ดังนี้พยานโจทก์จึงรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้สืบทราบและรับฟังไม่ได้ว่าก่อนการล่อซื้อจับกุมมีการสืบทราบมาก่อนดังที่สิบตำรวจตรีสมเกียรติเบิกความนายศักดิ์ชัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นเภสัชกรประจำอยู่ที่ร้านขายยาของจำเลยเบิกความว่า พยานไม่เคยเห็นยาลดความอ้วนของกลางอยู่ในร้านดังนี้ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายดังที่โจทก์ฟ้อง และรับฟังไม่ได้ว่าที่ร้านขายยาของจำเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดังนั้น การที่จำเลยขายเฟนเตอมีนของกลางให้แก่สิบตำรวจตรีสมเกียติจึงเกิดจากการถูกล่อให้กระทำความผิด โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะกระทำความผิดในการขายเฟนเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ โจทก์ไม่สามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นพิจารณารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้เช่นนี้แล้ว ลำพังแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ และ 89 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคหนึ่ง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองเมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนเตอมีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง วางโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 21,000 บาท คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ภายในกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวิสาลักษณ์ ศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2423/2551
#497849
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทมีว่า จำเลยมีสิทธิระงับการเบิกถอนเงินของโจทก์จากบัญชีพิพาทหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ผู้ฝากเงินกับธนาคารมีนิติสัมพันธ์กันตามลักษณะฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 บัญชีพิพาทถือมิได้ว่าเป็นบัญชีเงินฝากของ ท. ดังนั้น จำเลยผู้รับฝากเงินจึงไม่มีสิทธิระงับการเบิกถอนเงินของโจทก์ผู้ฝากเงินจากบัญชีพิพาท เมื่อโจทก์ขอเบิกถอนเงินจำเลยต้องคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ปิดบัญชีพิพาทกับจำเลยย่อมทำให้จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิในการคืนเงินแก่โจทก์ และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้ได้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 เท่ากับวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินฝากในบัญชีพิพาทหรือไม่ ทั้งเป็นการก้าวล่วงไปวินิจฉัยในเรื่องมรดกว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินฝากเพื่อคุณประโยชน์ของทายาทอื่นของ ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อันเป็นการนอกเหนือไปจากที่ ป.พ.พ. มาตรา 241 บัญญัติไว้ว่า ให้ยึดหน่วงได้เฉพาะหนี้อันเป็นคุณประโยชน์กับคู่กรณีเท่านั้นจึงเป็นการผิดไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์และจำเลยโต้แย้งกัน รวมทั้งก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องเอกสารการเปิดบัญชีเงินฝากประจำของ ท. ที่ตามคำฟ้องของโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันให้เห็นเป็นอย่างอื่นอีกด้วยว่ามีลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การ เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และเมื่อปรากฏว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

หลังจากโจทก์เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของ ท. บิดาโจทก์ไปแล้ว แม้ว่าต่อมาโจทก์นำเงินมาฝากตามบัญชีพิพาทในนามของโจทก์ เท่ากับโจทก์เป็นผู้ฝากเงินตามบัญชีพิพาท ส่วนปัญหาที่ว่าเงินในบัญชีพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ บรรดาทายาทต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ซึ่งตามคำให้การของจำเลย จำเลยรับว่าจะคืนเงินให้แก่ทายาทที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ต่อไป เงื่อนไขอันเป็นข้อต่อสู้เรื่องระงับการเบิกถอนเงินของจำเลยหมดสิ้นไปแล้วส่วนการที่โจทก์เบิกเงินฝากประจำของ ท. ไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. และจำเลยยินยอมให้โจทก์เบิกเงินดังกล่าวไปได้ ก็ถือเป็นการยอมรับความเสี่ยงภัยของจำเลยเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคสอง ไม่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝากพิพาท ดังนั้น เมื่อโจทก์ประสงค์จะถอนเงินฝากจากบัญชีพิพาท จำเลยก็ต้องคืนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไปยื่นคำขอเบิกเงินจากบัญชีพิพาทจากจำเลยครั้งแรก แต่จำเลยระงับการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาจากการที่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ถอนเงินฝากโดยอ้างว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และโจทก์ไม่สามารถนำเงินจากบัญชีพิพาทไปร่วมลงทุนกับญาติทำการค้าขายเครื่องยนต์เก่าและเครื่องมือช่างได้ ทำให้ขาดกำไรเป็นเงินวันละ 1,000 บาท ถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษซึ่งคู่กรณีต้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นก่อนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์

โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยให้นับแต่วันทำละเมิดซึ่งเกินคำขอจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ส่วนดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องจำเลยยอมรับมาในคำให้การว่าจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่ฝากเงินโดยในขณะยื่นคำให้การอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องตามที่จำเลยยอมรับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้เงิน 1,040,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่อาจลงทุนประกอบกิจการค้าได้เป็นเงินวันละ 1,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 690,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า) ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมนายทองเป็นผู้ฝากเงินประเภทฝากประจำ จำนวน 700,000 บาท กับจำเลยสาขาพระประแดง ตามคำขอเปิดบัญชีพร้อมตัวอย่างลายพิมพ์นิ้วมือและเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.1 ต่อมานายทองถึงแก่กรรม โจทก์ไปยื่นคำขอเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวโดยแจ้งว่าสมุดบัญชีเงินฝากหายไป พร้อมกับแสดงสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.3 นายวิรัชผู้จัดการสาขาพระประแดงของจำเลยเห็นว่า ตามเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.2 ระบุว่า เมื่อนายทองถึงแก่กรรมให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเบิกถอนเงินแต่เพียงผู้เดียว นายวิรัชจึงอนุมัติให้โจทก์ถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปได้ ต่อมานายสุวัฒน์บุตรของนายทองอีกคนหนึ่งนำสมุดบัญชีเงินฝากประจำของนายทองมาสอบถามว่าเงินในบัญชียังคงอยู่หรือไม่ เมื่อทราบว่าโจทก์ถอนเงินในบัญชีไปหมดแล้วนายสุวัฒน์จึงทำหนังสือตามเอกสารหมาย ล.8 ร้องเรียนไปยังจำเลยสำนักงานใหญ่ จำเลยสำนักงานใหญ่ทำการตรวจสอบแล้วมีคำสั่งให้จำเลยสาขาพระประแดงติดตามเงินที่โจทก์เบิกถอนไปกลับคืนมา นายวิรัชติดต่อกับโจทก์และโจทก์ยินยอมนำเงินจำนวน 700,000 บาท กลับมาฝากที่จำเลยสาขาพระประแดงในนามของโจทก์เนื่องจากบัญชีของนายทองปิดไปแล้ว ต่อมาโจทก์เบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวทั้งหมดแล้วเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์เลขที่ 037-1-29xxx-x ตามเอกสารหมาย จ.2 จำนวนเงิน 690,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีพิพาท นายวิรัชปรึกษาไปยังจำเลยสำนักงานใหญ่ ได้รับแจ้งว่าให้ระงับการเบิกถอนเงินจากบัญชีพิพาทไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เรียบร้อยเสียก่อน และในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายทองแล้วตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.12

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ขอเบิกถอนเงินจากบัญชีพิพาทหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์เปิดบัญชีพิพาทกับจำเลยสาขาพระประแดง เป็นสัญญาฝากทรัพย์ ต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 เมื่อโจทก์ขอเบิกถอนเงิน จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท แต่ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิระงับการเบิกถอนเงินของโจทก์จากบัญชีพิพาทหรือไม่ และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ผู้ฝากเงินกับธนาคารมีนิติสัมพันธ์กันตามลักษณะฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 บัญชีพิพาท ถือมิได้ว่าเป็นบัญชีเงินฝากของนายทอง ดังนั้น จำเลยผู้รับฝากเงินจึงไม่มีสิทธิระงับการเบิกถอนเงินของโจทก์ผู้ฝากเงินจากบัญชีพิพาท เมื่อโจทก์ขอเบิกถอนเงินจำเลยต้องคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ ครั้นเมื่อจำเลยอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อนายทองถึงแก่กรรมและไม่มีการทำพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นเงินในบัญชีเงินฝากของนายทองย่อมตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมของนายทองทุกคน พฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วนำสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่าสมุดเงินฝากของนายทองหายไป ไปขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายทองโดยอาศัยข้อความที่พิมพ์เพิ่มในบัตรตัวอย่างลายพิมพ์นิ้วมือเอกสารหมาย ล.1 ว่า เมื่อนายทองถึงแก่ความตายให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเบิกจ่ายเงินได้แต่เพียงผู้เดียว เป็นพิรุธสงสัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบต่อจำเลยในลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จได้รับเงินจากจำเลยโดยปราศจากมูลอันจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปรากฏว่านายสุวัฒน์มาแสดงตนเป็นทายาทของนายทองอีกคนหนึ่งและสมุดเงินฝากของนายทองยังอยู่ ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่าจำเลยอาจต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่กองมรดกของนายทอง ซึ่งหากจำเลยต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายจริง ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกเอาเงินคืนจากโจทก์ได้ในมูลละเมิดหรือลาภมิควรได้ แม้จะถือไม่ได้ว่าเงินตามบัญชีพิพาทเป็นทรัพย์สินของนายทองอีกต่อไป แต่การที่โจทก์ปิดบัญชีพิพาทกับจำเลยย่อมทำให้จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิในการคืนเงินแก่โจทก์ และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้ได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 เท่ากับวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินฝากในบัญชีพิพาทหรือไม่ ทั้งเป็นการก้าวล่วงไปวินิจฉัยในเรื่องมรดกว่าจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินฝากเพื่อคุณประโยชน์ของทายาทอื่นของนายทองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อันเป็นการนอกเหนือไปจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 บัญญัติไว้ว่า ให้ยึดหน่วงได้เฉพาะหนี้อันเป็นคุณประโยชน์กับคู่กรณีเท่านั้นจึงเป็นการผิดไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์และจำเลยโต้แย้งกัน รวมทั้งก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องเอกสารการเปิดบัญชีเงินฝากประจำของนายทองที่ตามคำฟ้องของโจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันให้เห็นเป็นอย่างอื่นอีกด้วยว่ามีลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การ เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และเมื่อปรากฏว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก.." และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ท่านให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท" เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า หลังจากโจทก์เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนายทองไปแล้ว แม้ว่าต่อมาโจทก์นำเงินมาฝากตามบัญชีพิพาทในนามของโจทก์เท่ากับโจทก์เป็นผู้ฝากเงินตามบัญชีพิพาท ส่วนปัญหาที่ว่าเงินในบัญชีพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ บรรดาทายาทต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลแพ่งธนบุรี มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายทอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลย จำเลยรับว่าจะคืนเงินให้แก่ทายาทที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายทองต่อไป เงื่อนไขอันเป็นข้อต่อสู้เรื่องระงับการเบิกถอนเงินของจำเลยหมดสิ้นไปแล้ว ส่วนการที่โจทก์เบิกเงินฝากประจำของนายทองไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายทอง และจำเลยยินยอมให้โจทก์เบิกเงินดังกล่าวไปได้ ก็ถือเป็นการยอมรับความเสี่ยงภัยของจำเลยเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคสอง ไม่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝากพิพาท ดังนั้น เมื่อโจทก์ประสงค์จะถอนเงินฝากจากบัญชีพิพาท จำเลยก็ต้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคแรก เมื่อโจทก์ไปยื่นคำขอเบิกเงินจากบัญชีพิพาทจากจำเลยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 แต่จำเลยระงับการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาโดยอ้างว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อน ขอค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และโจทก์ไม่สามารถนำเงินจากบัญชีพิพาทไปร่วมลงทุนกับญาติทำการค้าขายเครื่องยนต์เก่าและเครื่องมือช่างได้ ทำให้ขาดกำไรเป็นเงินวันละ 1,000 บาท ถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษซึ่งคู่กรณีต้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยให้นับแต่วันทำละเมิดซึ่งเกินคำขอ จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ส่วนดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องจำเลยยอมรับมาในคำให้การว่าจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่ฝากเงิน โดยในขณะยื่นคำให้การอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องตามที่จำเลยยอมรับ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 690,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 241 ม. 420 ม. 665
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนพล พึ่งประเสริฐ
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2551
#498524
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไปที่บ้านของ ว. พร้อมกับทนายความและเจ้าพนักงานตำรวจอีกคนหนึ่งเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเบิกเงินของ บ และการใช้กระแสไฟฟ้าจากโรงงานจำเลย โดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นได้แอบบันทึกเหตุการณ์ทั้งภาพและเสียงไว้ด้วยพฤติการณ์ในการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการลักลอบกระทำก่อนวันที่จำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานเพียง 1 วัน เพราะต้องการจะได้ข้อมูลที่แอบบันทึกไว้ เนื่องจากจำเลยฉีกเอกสารหลักฐานที่ว่าจ้าง บ. ก่อสร้างโรงงานทิ้งไปแล้ว จึงพยายามหาหลักฐานใหม่ ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นใหม่ด้วยการทำเป็นดีกับ ว. แล้วลักลอบบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ ถือได้ว่า เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงและด้วยวิธีการที่มิชอบ ต้องห้ามมิให้อ้างเป็นพยานหลักฐานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 6, 7, 8, 11, 45, 48 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 17, 19, 20, 24, 43, 44, 48, 49, 50, 53 พระราชบัญญัติเครื่องการหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 90, 91, 254, 257, 264, 265, 266, 268 และสั่งริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตโดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ความว่าเป็นนิติบุคคลเดียวกันว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 7 (2), 11 วรรคหนึ่ง, 48 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 48, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 (1) ระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 โดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงาน ปรับ 10,000 บาท ฐานประกอบอุตสาหกรรมยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเส้นและยาสูบที่มิได้ปิดแสมป์ยาสูบ ปรับ 95,746,875 บาท ฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 95,766,875 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักข้งแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ ริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต ยกเว้นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน 9 ห - 9125 กรุงเทพมหานคร ให้คืนแก่เจ้าของข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายข้อหา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยไม่ระบุว่าอนุญาตในข้อหาใด ซึ่งหมายความว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในทุกข้อหาตามฟ้อง ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นผู้เสียหายได้เฉพาะในข้อหาทำปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้ถูกต้องได้ สำหรับการกระทำความผิดตามฟ้องซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษรวม 4 กระทง คือ ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 โดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน ร่วมกันประกอบอุตสาหกรรมยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันมียาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นปรุงที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้เพื่อขาย และร่วมกันทำปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและแต่ละบทระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำปลอมเครื่องหมายการค้าส่วนข้อหาอื่นให้ยกนั้น จำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว ความผิดข้อหาอื่นตามฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

...พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีนายวินัยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2544 จำเลยขอเช่าโรงรถที่บ้านนายวินัยเพื่อเก็บเครื่องจักรผลิตพลาสติก แต่นายวินับปฏิเสธเพราะไม่รู้จักกันมาก่อน ต่อมาปลายเดือนสิงหาคม 2544 จำเลยให้นายบุญเลิศซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของนายวินัยพาไปติดต่อขอเช่าอีก นายวินัยจึงตกลงให้เช่า หลังจากนั้นจำเลยนำเครื่องจักรผลิตบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จำนวน 2 เครื่องไปติดตั้งและนำชาวจีนหญิงและชายหลายคนไปขอพักอาศัยชั่วคราวด้วยโดยบอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกร วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ก็เริ่มเดินเครื่องจักรโดยใช้กระแสไฟฟ้าที่จำเลยต่อไปจากโรงงานของจำเลยซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่และเดินเครื่องจักรเรื่อยมาจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 ที่เจ้าพนักงานสรรพามิตเข้าตรวจค้นจับกุม และนายวินัยได้เบิกความตอบคำถามค้านว่า เมื่อทราบว่าจำเลยใช้โรงรถที่เช่าเป็นที่ผลิตบุหรี่ซิการแรต นายวินัยบอกให้จำเลยขนย้ายเครื่องจักรกับบุหรี่ออกไปภายใน 15 วัน เนื่องจากเป็นสิ่งผิดกฎหมายซึ่งก็สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายวินัยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา กับโจทก์มีนายอาทิตย์เบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกคำให้การของพยานได้ความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายชูชัย และนายสมาน เจ้าพนักงานสรรพสามิตผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมว่า ในชั้นจับกุม นายวินัยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิตบุหรี่เถื่อนโดยบอกว่าขอเช่าบ้านนายวินัยทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก เห็นว่า นายวินัยไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความและคำให้การของนายวินัยดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ทั้งนายวินัยให้การและเบิกความเป็นอย่างเดียวกันมาโดยตลอดว่า จำเลยเป็นผู้นำเครื่องจักรผลิตบุหรี่ซิกาแรตไปติดตั้งและผลิตบุหรี่ซิกาแรตของกลาง และไม่มีข้อน่าสงสัยว่า นายวินัยจะปรักปรำจำเลย โดยเฉพาะจำเลยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า นายวินัยเป็นคนซื่อและไม่มีพิษมีภัยต่อใคร คำให้การและคำเบิกความของนายวินัยดังกล่าว แม้เป็นคำซัดทอดก็เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักในการรับฟังเพื่อประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติดังกล่าวข้างต้นและพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่อุทธรณ์จำเลยอ้างว่า นายวินัยให้การซัดทอดถึงจำเลย เนื่องจากนายวินัยกับจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จากกรณีที่นายวินัยเป็นนายหน้าแนะนำนายบุญเลิศให้เป็นผู้รับเหมาสร้างโรงงานให้จำเลย และนายบุญเลิศเบิกเงินล่วงหน้าแล้วแต่ทิ้งงานไป เมื่อจำเลยทวงเงินคืนจากนายวินัยและนายบุญเลิศก็ทะเลาะกันถึงขั้นรุนแรงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า จำเลยรู้จักกับนายวินัยครั้งแรก เมื่อจำเลยไปดูการถมที่ดินเพื่อสร้างโรงงานและพบนายวินัยกับภริยากำลังทำสวนอยู่บริเวณหลังที่ดินที่ถมนั้น เมื่อทราบว่าจำเลยซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติก นายวินัยเสนอขายที่ดินของตนแก่จำเลยด้วย แต่จำเลยปฏิเสธ นายวินัยจึงแนะนำให้จำเลยว่าจ้างนายบุญเลิศซึ่งจำเลยทราบภายหลังว่าเป็นญาตินายวินัย สร้างโรงงานให้โดยรับรองว่านายบุญเลิศเป็นช่างฝีมือดีและจะช่วยดูแลให้ หากเกิดความเสียหายนายวินัยจะรับผิดชอบเอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างมากที่สุดเพียงว่า เมื่อทราบว่าจำเลยกำลังถมที่ดินเพื่อสร้างโรงงานนายวินัยต้องการช่วยเหลือให้นายบุญเลิศซึ่งเป็นญาติกันได้รับการว่าจ้างจากจำเลยให้สร้างโรงงานนั้นเท่านั้น ส่วนจำเลยย่อมทราบดีว่าคำรับรองของนายวินัยดังกล่าวเป็นเพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเหมาะสมของนายบุญเลิศที่จะรับสร้างโรงงานซึ่งจำเลยก็เบิกความเองว่าตกลงค่าจ้างกันถึง 2,700,000 บาท ได้ แต่ในกรณีที่หากเกิดความเสียหายขึ้นจากการกระทำของนายบุญเลิศ จำเลยไม่มีข้ออ้างใด ๆ ตามกฎหมายที่จะบังคับให้นายวินัยร่วมรับผิดหรือรับผิดแทนนายบุญเลิศได้ โดยเฉพาะอุทธรณ์จำเลยที่อ้างว่า เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2544 จำเลยทวงเงินที่นายบุญเลิศเบิกล่วงหน้าคืนจากนายวินัยและนายบุญเลิศ มีการทะเลาะกันถึงขั้นรุนแรงนั้น กลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายโกรธมากถึงกับฉีกสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานทิ้งและขู่ว่าจะฟ้องทั้งนายวินัยและนายบุญเลิศ แล้วจำเลยกลับไปพาลูกน้องมาอีก 4 ถึง 5 คน บอกให้นายวินัยรับผิดชอบ เมื่อนายวินัยปฏิเสธโดยบอกให้ไปคุยกับนายบุญเลิศเอง จำเลยก็ขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงด้วย ซึ่งแสดงว่าจำเลยแต่ฝ่ายเดียวมีความโกรธเคืองถึงขนาดพาพวกอีกหลายคนกลับไปข่มขู่นายวินัย และแม้จะฟังได้ตามที่จำเลยเบิกความว่า นายวินัยท้าให้จำเลยฟ้อง ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงการตอบโต้ต่อการข่มขู่ของจำเลยเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่านายวินัยจะมีความโกรธเคืองและอาฆาตแค้นรุนแรงถึงขนาดที่จะต้องปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษในคดีนี้ ดังจะเห็นได้จากคำบิกความของจำเลยและเอกสารประกอบแผ่นซีดีหมาย ล.26 ที่จำเลยถอดความส่งตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งได้ความว่าก่อนวันเริ่มสืบพยานจำเลยในวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 ที่จำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานปากแรกจำเลยไปหานายวินัยที่บ้าน 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 อ้างว่าไปกับทนายความเพื่อส่งหมายเรียกให้แก่นายทังคุ่ย จำเลยที่ 2 ในคดีที่นายวินัยเป็นจำเลยที่ 1 และครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2546 อ้างว่าไปกับทนายความและเจ้าพนักงานตำรวจอีกคนหนึ่งเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเบิกเงินของนายบุญเลิศและการใช้กระแสไฟฟ้าจากโรงงานจำเลยโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นได้แอบบันทึกเหตุการณ์ปรากฏตามแผ่นซีดีหมาย ล.26 ไว้ด้วย อันแสดงให้เห็นว่า นายวินัยมิได้มีการโกรธเคืองจำเลยแม้แต่น้อยจึงให้การต้อนรับและพูดคุยด้วยอย่างปกติโดยมิได้เฉลี่ยวใจว่าจะมีการลักลอบบันทึกเหตุการณ์ครั้งที่สองไว้ สำหรับแผ่นซีดีหมาย ล.26 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน และอุทธรณ์จำเลยโต้แย้งว่าจำเลยมีสิทธิอันชอบธรรมในการค้นหาความจริงและพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้คัดค้านว่าภาพและเสียงที่บันทึกในแผ่นซีดีหมาย ล.26 ไม่ใช่ภาพและเสียงของนายวินัยกับภริยานายวินัย จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ในการบันทึกเหตุการณ์ลงในแผ่นซีดีหมาย ล.26 ดังกล่าวข้างต้นที่ว่าเป็นการลักลอบกระทำก่อนวันที่จำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานเพียง 1 วัน ประกอบกับการที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า ปัจจุบันจำเลยไม่ได้โกรธเคืองกับนายวินัยแล้ว เพราะต้องการจะได้ข้อมูลตามที่ปรากฏในแผ่นซีดีหมาย ล.26 และตอบคำถามติงว่าเหตุที่ทำดีกับนายวินัยเนื่องจากจำเลยฉีกเอกสารหลักฐานที่ว่าจ้างนายบุญเลิศก่อสร้างโรงงานทิ้งไปแล้ว จึงพยายามหาหลักฐานใหม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าแผ่นซีดีหมาย ล.26 เป็นพยานหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นใหม่ด้วยการทำเป็นดีกับนายวินัย แล้วลักลอบบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ ถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงและด้วยวิธีการที่มิชอบ ต้องห้ามมิให้อ้างเป็นพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับฟังแผ่นซีดีหมาย ล.26 เป็นพยานหลักฐาน จึงชอบแล้วและที่อุทธรณ์จำเลยโต้แย้งการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยอ้างว่า ในคดีที่นายวินัยเป็นจำเลย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายวินัยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และลงโทษนายวินัยแต่ในคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกลับรับฟังคำเบิกความของนายวินัยในเรื่องเดียวกัน และข้อเท็จจริงเดียวกันเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเห็นว่าคดีที่นายวินัยถูกฟ้องเป็นจำเลยมีปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องพิจารณาและวินิจฉัยว่านายวินัยกับจำเลยอื่นอีก 10 คน ร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า คำเบิกความของนายวินัยที่ว่าจำเลยเป็นผู้เช่าบ้านที่เกิดเหตุเป็นที่ตั้งของโรงงานและนายวินัยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ที่พิสูจน์ความผิดของนายวินัยได้ ส่วนเรื่องที่ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่นั้น ไม่เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในคดีที่นายวินัยถูกฟ้องเป็นจำเลย ฉะนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังคำเบิกความของนายวินัยในคดีนี้ เป็นพยานหลักฐานโจทก์อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ความผิดของจำเลย และเมื่อใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของนายวินัยดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้วเชื่อว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ขัดแย้งกับการใช้ดุลพินิจในคดีที่นายวินัยถูกฟ้องเป็นจำเลยแต่อย่างใดเพราะเป็นการวินิจฉัยคนละปัญหากันส่วนข้ออ้างในอุทธรณ์จำเลยประการอื่นเกี่ยวกับน้ำหนักความน่าเชื่อของคำเบิกความของนายวินัยนั้น ล้วนแต่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่วินิจฉัยให้ อุทธรณ์จำเลยประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับสายไฟฟ้าที่มีการโยงจากที่ดินที่จำเลยกำลังสร้างโรงงาน นำกระแสไฟฟ้าที่จำเลยเป็นผู้ขอใช้ในระบบ 3 เฟส 4 สาย 380 โวลต์ ขนาดหม้อแปลง 250 KVA ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมไปใช้ในการประกอบกิจการโรงงานที่เกิดเหตุตามที่ฟังได้ยุติดังกล่าวข้างต้นนั้น นอกจากอุทธรณ์จำเลยจะรับว่า จำเลยรู้เห็นยินยอมด้วยกับการที่นายวินัยดำเนินการโยงสายไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ว่า จำเลยไม่ทราบเลยว่านายวินัยจะใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยในการกระทำความผิดคดีนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลและมีข้อพิรุธหลายประการ กล่าวคือ ข้ออ้างที่ว่าจำเลยอนุญาตให้นายวินัยดำเนินการได้เพราะนายวินัยรับรองว่าจะออกค่าไฟฟ้าเองมีจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ และใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าที่จำเลยอ้างส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนว่า นายวินัยออกค่าไฟฟ้าเองนั้นนอกจากเป็นใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2545 ไม่ใช่ใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2544 ที่เหตุคดีนี้เกิดขึ้นแล้ว จำเลยยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จ่ายเงินตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ข้ออ้างที่ว่าเหตุที่จำเลยมีเรื่องโกรธเคืองกับนายวินัยเมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2544 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่จำเลยยังคงให้นายวินัยใช้กระแสไฟฟ้าต่อไปเพราะนายวินัยขอร้อง ก็ไม่สมเหตุสมผลกับการที่จำเลยโกรธนายวินัยมากถึงกับมีการขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่นายวินัยทั้งทางแพ่งและทางอาญา ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นข้อพิรุธที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนได้เสียกับนายวินัยเป็นพิเศษในการที่นายวินัยใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำความผิดคดีนี้ จำเลยจึงยังคงให้นายวินัยใช้กระแสไฟฟ้าต่อไป ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากจำเลยมีส่วนร่วมกระทำผิดจริงแล้ว การโยงสายไฟฟ้าจากที่ดินที่จำเลยกำลังสร้างโรงงานไปยังบ้านนายวินัยซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ คงต้องโยงแบบลับๆ เพื่อปกปิดมิให้บุคคลอื่นพบเห็นได้ง่าย ไม่ใช่เป็นการโยงพาดกับเสาไม้ด้านบนโดยเปิดเผย เป็นการโยงในลักษณะชั่วคราวซึ่งสามารถตรวจสอบและสามารถมองเห็นได้โดยง่าย ทั้งจำเลยไม่น่าจะเปิดเผยชื่อในการขอใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ก็ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนายภาณุ พยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกปฏิบัติการและบำรุงรักษา สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอกระทุ่มแบน ซึ่งตรวจสอบการใช้กระแสไฟฟ้าของโรงงานที่เกิดเหตุว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ บริเวณโรงงานที่เกิดเหตุอยู่ในซอยลึกเข้าไปเป็นถนนลูกรังและก่อสร้างเป็นโรงงานรายแรกในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งจำเลยเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าแรงสูงเป็นรายแรก เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงมิได้เข้าไปตรวจสอบโดยละเอียด ทำให้ไม่พบว่ามีการโยงสายไฟฟ้าจากที่ดินที่จำเลยกำลังสร้างโรงงานไปยังโรงงานที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยก็น่าจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ดีจึงรู้เห็นยินยอมให้มีการโยงสายไฟฟ้าในลักษณะที่ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายนอกจากนี้เมื่อนายภานุเบิกความยืนยันด้วยว่า การโยงสายไฟฟ้านำกระแสไฟฟ้าจากโรงงานของจำเลยซึ่งเป็นที่ที่ขออนุญาตใช้กระแสไฟฟ้าไปใช้ในอีกที่หนึ่งคือโรงงานที่เกิดเหตุ เป็นการขัดต่อระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบว่าการที่อนุญาตให้นายวินัยโยงสายไฟฟ้าดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทั้งการที่จำเลยขอใช้ไฟฟ้านั้น จำเลยต้องยื่นคำขอตามแบบที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดพร้อมกับหลักฐานคือบัตรประจำตัวประชาชน ดังนั้นหากจำเลยไม่เปิดเผยชื่อและมีหลักฐานดังกล่าวยืนยัน จำเลยก็ไม่อาจขอให้กระแสไฟฟ้าได้ อุทธรณ์จำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบเลยว่า นายวินัยจะใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยในการกระทำความผิดคดีนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างที่ว่านอกจากโรงงานที่เกิดเหตุแล้ว ยังมีโรงงานอื่นอีก 2 โรงงาน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินที่จำเลยสร้างโรงงานขออนุญาตโยงสายไฟฟ้านำกระแสไฟฟ้าใช้เช่นกันนั้น เมื่ออุทธรณ์จำเลยเองรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว และเป็นการติดต่อขออนุญาตจากภริยาจำเลยเพราะขณะนั้นจำเลยกำลังถูกคุมขังอยู่ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่วินิจฉัยให้ และที่อุทธรณ์จำเลยอ้างว่า หลังจากมีการตรวจค้นและจับกุมในที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยไม่ได้หลบหนี แต่คงทำธุรกิจการค้าอยู่ที่โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกของจำเลยตลอดมาโดยไม่ทราบว่าถูกออกหมายจับนั้น นอกจากจะได้ความจากคำเบิกความของนายชัชชัย ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพยานโจทก์ว่า หลังจากมีการจับกุมผู้กระทำผิดที่โรงงานที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 การสร้างโรงงานของจำเลยก็หยุดไปเช่นกันแล้ว จำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านเจือสมว่า นายบุญเลิศหยุดการก่อสร้างโรงงานในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2544 และสภาพที่ดินและโรงงานตามภาพถ่ายที่จำเลยอ้างส่งยังแสดงให้เห็นด้วยว่าจนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2546 ที่มีการระบุไว้ในภาพถ่ายนั้นเองว่าเป็นวันที่ถ่ายภาพดังกล่าว จำเลยได้ทิ้งร้างทั้งที่ดินและโรงงานที่สร้างไปได้เพียงเล็กน้อยตลอดมาคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่านับตั้งแต่นายวินัยกับพวกถูกจับกุม จำเลยยังคงประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์พลาสติกจำหน่ายตามปกติโดยอ้างส่งใบรับคำสั่งซื้อสินค้าและใบส่งของสนับสนุนนั้น เป็นการเบิกความที่กล่าวอ้างลอยๆ และเอกสารดังกล่าว ก็เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเอง ไม่มีลูกค้าผู้สั่งซื้อและรับสินค้ารับรองความถูกต้องทั้งเป็นเพียงสำเนาภาพถ่าย จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่ออุทธรณ์จำเลยที่อ้างว่าปัจจุบันจำเลยได้ก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จเพื่อให้ธุรกิจของจำเลยได้ขยายตลาดการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกมากยิ่งขึ้นโดยอ้างภาพถ่ายท้ายอุทธรณ์สนับสนุนนั้น เมื่อพิจารณาภาพถ่ายดังกล่าวแล้วกลับเห็นได้ว่ายังเหลืองานที่ต้องสร้างต่ออีกมากจึงจะแล้วเสร็จแต่ที่สำคัญก็คือเป็นการกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยเองที่อ้างว่าการที่จำเลยถูกจับกุมและคุมขังในคดีนี้ ทำให้ธุรกิจจำเลยประสบภาวการณ์ขาดทุนต้องเลิกกิจการผลิตจานชามและเก้าอี้พลาสติกและภริยาจำเลยต้องจดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างอื่นซึ่งปรากฏตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าหน้ากากโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซองโทรศัพท์เคลื่อนที่และหูฟัง เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่เจือสมพยานหลักฐานโจทก์และความไม่สมเหตุสมผลของข้ออ้างในอุทธรณ์จำเลยดังกล่าวข้างต้นประกอบคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าการที่โรงงานยังสร้างไม่เสร็จทำให้จำเลยต้องไปเช่าที่ดินผู้อื่นในท้องที่อื่นสร้างโรงงานผลิตสินค้าไปก่อน ล้วนแต่เป็นข้อพิรุธที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดด้วย จึงหลบหนีโดยทิ้งร้างที่ดินและโรงงานที่เพิ่งสร้างไปได้เพียงเล็กน้อย และหันไปเช่าที่ดินในท้องที่อื่นเพื่อสร้างโรงงานอย่างเดียวกันแทน อันทำให้จำเลยต้องยอมใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่า ขณะที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำเลยกำลังจะเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อติดต่อธุรกิจเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ไม่น่าเชื่อเพราะขัดกับคำเบิกความของจำเลยเองดังกล่าวข้างต้นที่อ้างว่าธุรกิจดังกล่าว ภริยาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการหลังจากที่จำเลยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์จำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้หลบหนีฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 โดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนร่วมกันประกอบอุตสาหกรรมยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิตร่วมกันมียาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นปรุงที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้เพื่อขายและร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอม ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์จำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นโจทก์ร่วมได้แต่เฉพาะในข้อหาทำปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมกับให้ยกฟ้องในข้อหาทำปลอมเครื่องหมายการค้า โดยให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 1 ปี และเมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นแล้ว รวมจำคุก 1 ปี ปรับ 95,766,875 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ฟิลิป มอร์ริส โปรดักท์ส เอส. อา. กับพวก
จำเลย — นายสมจิตร ดวงจ่าดอก
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2551
#413215
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 นำใบแต่งทนายความซึ่งไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่เคยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นทนายความ สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นการพิพากษาโดยผิดหลง หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องดังกล่าว ย่อมมีผลให้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ต้องถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนเพื่อไม่ให้ผูกพันโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ในตัวว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 27 ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้ในชั้นตรวจคำฟ้องตามมาตรา 131 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 โจทก์กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,900,000 บาท โดยมีนายวิกัยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ โดยนายวิกัยตกลงรับผิดชอบในการส่งค่างวดเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 แทนโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และนายวิกัยฐานผิดสัญญากู้เงิน โจทก์ไม่เคยได้รับสำเนาคำฟ้องมาก่อน โจทก์เพิ่งทราบในภายหลังว่าจำเลยที่ 2 นำใบแต่งทนายความซึ่งไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์ไม่เคยมอบหมายหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์ แม้ศาลจะพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เป็นการพิพากษาโดยผิดหลง ขอให้พิพากษาให้สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 ในส่วนนิติกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์นำคดีมาฟ้อง และโจทก์ก็มิได้คัดค้านเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงไม่ต้องยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 นำใบแต่งทนายความซึ่งไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ แต่เป็นลายมือชื่อปลอมไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่เคยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นทนายความ สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะไม่ผูกพันโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการพิพากษาโดยผิดหลง หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแล้ว ย่อมมีผลให้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ต้องถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนเพื่อไม่ให้ผูกพันโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ในตัวว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั่นเอง ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียได้ในชั้นตรวจคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมดเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 131 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิภพ องค์สถาพร
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2409/2551
#498514
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโครงการ ก. ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในข้อ 7.2 มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงและยอมรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้าเฉพาะรายที่ได้จองหรือซื้อที่ดินและ/หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการแต่ยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจากจำเลยที่ 1 เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าที่ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แต่ยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ได้ทราบถึงการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 อีกด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือและยอมให้จำเลยที่ 2 ผูกพันตนในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 2 ได้ การที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิที่มีอยู่ตามปกติหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่เวลาที่รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 566,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 360,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 566,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 360,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินในโครงการกรีนแมนชั่นแปลงหมายเลขที่ เจ-329 ตั้งอยู่ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 90 ตารางวา ในราคา 1,800,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โจทก์ชำระเงินในวันจองสัญญารวม 50,000 บาท กับผ่อนชำระเป็นงวด งวดละเดือนรวม 18 งวด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 360,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายโครงการกรีนแมนชั่นซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 80270 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อกับจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนเงินที่จำเลยที่ 1 รับไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดสัญญา ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญานั้น เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงินและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในข้อ 2 ดังนี้ "ข้อ 2.1 ผู้จะซื้อตกลงชำระเงินมัดจำให้แก่ผู้จะขายเป็นเงิน 360,000 บาท โดยในวันจองชำระแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท และตกลงแบ่งชำระในวันทำสัญญานี้เป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 310,000 บาท ผู้จะซื้อจะแบ่งชำระเป็น 17 งวด งวดละเดือน เดือนละ 17,000 บาท งวดที่ 18 ชำระ 21,000 บาท โดยชำระทุกวันที่ 17 ของเดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบข้อ 2.2 เงินส่วนที่เหลืออีก 1,440,000 บาท ผู้จะซื้อตกลงชำระให้แก่ผู้จะขายในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยผู้จะขายตกลงโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวให้แก่ผู้จะซื้อเมื่อผู้จะซื้อได้ชำระเงินครบถ้วนแล้วและเมื่อผู้ขายได้รับโฉนดจากสำนักงานที่ดินแล้ว ซึ่งผู้จะขายจะมีหนังสือแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้จะซื้อได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน" เมื่อโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 18 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 และปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 80270 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 ว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2538 นอกจากนี้ยังปรากฏรายการตามสารบัญจดทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับธนาคารซิตี้แบงค์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโฉนดที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วอย่างช้าตั้งแต่วันที่มีการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว กรณีต้องด้วยเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไม่แจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อโจทก์ แต่กลับทำสัญญาขายโครงการซึ่งรวมถึงที่ดินแปลงที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไปโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโครงการกรีนแมนชั่นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยในข้อ 7.2 มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงและยอมรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้าเฉพาะรายที่ได้จองหรือซื้อที่ดินและ/หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการแต่ยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจากจำเลยที่ 1 เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าที่ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แต่ยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ได้ทราบถึงการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 อีกด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือและยอมให้จำเลยที่ 2 ผูกพันตนในอันที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จึงต้องรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 2 ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิที่มีอยู่ตามปกติหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาไม่ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่เวลาที่รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียงเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามสัญญาซื้อขายโครงการระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ข้อ 7.2 มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนหนี้โดยไม่รวมถึงดอกเบี้ยและเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ข้อเถียงดังกล่าวจำเลยที่ 2 มิได้ยกเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแทนจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อโจทก์การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนที่โจทก์ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 306 ม. 386 ม. 387 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ โชคไพรสิน
จำเลย — บริษัท กรีนแมนชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2551
#412533
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ 306 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ในนามของโจทก์ แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์มีข้อตกลงในข้อ 6 ว่า "หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ให้แก่ผู้รับโอน ผู้โอนตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าผู้รับโอนจะได้ชำระหนี้คืนครบถ้วน และผู้รับโอนจะมีสิทธินำเงินที่หักไว้ตามสัญญาข้อ 4 หรือค่าตอบแทนที่ผู้โอนจะได้รับจากการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมาหักชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้โอนทราบ..." ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาโอนให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญา จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาโอนสิทธเรียกร้องซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่รับโอนจากจำเลยที่ 1 เรียกให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกหนี้อันมีอายุความ 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว และยังไม่ถึงกำหนดให้แก่โจทก์โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 เบิกรับเงินล่วงหน้าไม่เกินร้อยละ 100 ของจำนวนหนี้ที่รับโอน และจำเลยที่ 1 ตกลงว่า หากลูกหนี้แห่งสิทธิปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกหนี้ไม่ต้องชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้หนี้หรือค่าเสียหายคิดเป็นเงินเท่าจำนวนเงินที่ลูกหนี้ไม่ชำระตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องในหนี้ทางการค้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้โอนขายให้แก่โจทก์รวม 9 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 1,094,788 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อครบกำหนดเรียกเก็บตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้เรียกเก็บค่าสินค้าจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนเป็นเงิน 35,000 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้โอนสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์จึงต้องรับผิดตามสัญญาในค่าสินค้าทั้งหมดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระเป็นเงิน 1,059,788 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินที่ผิดนัดนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2539 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 60 เดือน เป็นเงิน 794,841 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,854,628 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,059,788 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนขายตราสารสิทธิที่เปลี่ยนมือได้กับโจทก์วงเงิน 1,000,000 บาท มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 โอนตราสารแห่งนี้ให้แก่โจทก์แล้วโจทก์จะออกเงินทดรองจ่ายแก่จำเลยที่ 1 ไปก่อนตามจำนวนที่ระบุในตราสารโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและโจทก์จะหักเงินของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้โอนที่รับมาจากโจทก์ไว้ร้อยละ 10 หรือตามที่โจทก์เห็นสมควรแล้วให้โจทก์นำเงินไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน โดยให้โจทก์ยึดถือเงินจำนวนดังกล่าวไว้ในลักษณะจำนำเงินฝากเพื่อประกันการชำระหนี้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนำ จำเลยที่ 1 โอนขายสิทธิให้แก่โจทก์หลายครั้ง โจทก์ได้หักเงินของจำเลยที่ 1 จำนวนร้อยละ 20 ของยอดเงินตามตราสารแห่งหนี้แล้วนำไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ จำกัด (มหาชน) ในนามของจำเลยที่ 1 แล้วนำมาจดจำนำไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ด้วยเหตุว่าหากจำเลยทั้งสองจะรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินสัญญาจำนำ ซึ่งต่อมาภายหลังลูกหนี้ของโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ได้ใช้สิทธิหักเงินดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนย่อมรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่อันมีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อลูกหนี้ตามตราสารแห่งหนี้ผิดนัด โจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที แต่การที่โจทก์ไม่ดำเนินการให้ลูกหนี้ตามมาตราแห่งหนี้ชำระหนี้แก่โจทก์กลับนำคดีนี้มาฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งโจทก์ในฐานะผู้รับโอนได้ทำการทวงถาม และลูกหนี้บางรายได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ได้รับชำระหนี้ไปครบถ้วนก่อนแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจในการรับโอนสิทธิเรียกร้องตามตราสารแห่งหนี้แก่บุคคลทั่วๆ ไป การทำสัญญานั้นโจทก์ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องตามตราสารหนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการได้ชำระหนี้ตามตราสาร โดยโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแก่จำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้วรับเอาซึ่งสิทธิเรียกร้องนั้นไปเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ซึ่งโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เสียภายใน 2 ปี การที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองเสียภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 830,388 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินจำนวน 252,674.45 บาท ที่โจทก์ได้รับตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 5 ฉบับ คิดหักให้ ณ วันดังกล่าวด้วย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจาการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 เบิกรับเงินล่วงหน้าไปได้ก่อนที่หนี้จากการโอนสิทธิเรียกร้องแต่ละรายจะถึงกำหนดชำระหนี้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 100 ของจำนวนหนี้แต่ละรายการ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์หลายครั้งแต่ที่โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์มีจำนวน 3 ครั้ง ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง สำเนาใบส่งของและใบส่งของเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.15 เป็นสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกรับรองเช็คและมอบเช็คไว้แก่โจทก์ ซึ่งภายหลังเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ครวม 8 ฉบับ รวมเป็นเงิน 830,388 บาท ตามบันทึกคำรับรองเช็คเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.20 และเช็คกับใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.30

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มาโอนให้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.3 นั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ 306 โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ในนามของโจทก์เมื่อลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์และแม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์มีข้อตกลงในข้อ 6 ว่า "ผู้โอนขอรับรองว่าลูกค้าของผู้โอนทุกรายที่ได้แจ้งขึ้นทะเบียน (ทะเบียนลูกหนี้) ไว้กับผู้โอนเป็นลูกค้าชั้นดี... ดังนั้นลูกค้าดังกล่าวจะชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนได้ตามกำหนดอย่างแน่นอน หากลูกค้าปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือลูกค้าไม่ชำระหนี้ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ให้แก่ผู้รับโอน ผู้โอนตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเป็นเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามมูลหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าผู้รับโอนจะได้รับชำระหนี้คืนครบถ้วน และผู้รับโอนจะมีสิทธินำเงินที่หักไว้ตามสัญญาข้อ 4 หรือเงินค่าตอบแทนที่ผู้โอนจะได้รับจากการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมาหักชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้โอนทราบ..." ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่โจทก์ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ในสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายแล้วนำมาโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมีอายุความ 2 ปี หรือ 10 ปี เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาโอนให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญา จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่รับโอนจากจำเลยที่ 1 เรียกให้ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ในมูลหนี้อันเกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกหนี้อันมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ฟ้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 303
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครหลวงเจริญเช่าซื้อหาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบูสเตอร์ทีวี 3 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา