คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2551
#412522
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาผู้ตายจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัคค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยา ซึ่งถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทรัพย์มรดกเป็นรถยนต์และเงินฝากในธนาคาร การจัดการมรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบิดาของนายไชยาผู้ตาย และเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ตายตลอดมา ผู้ตายมีทรัพย์มรดกจำนวนมาก ผู้ร้องยังอ่อนเยาว์ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ไม่อาจจัดการทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามกฎหมายอันจะส่งผลเสียหายแก่ทายาทของผู้ตายได้ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวสุวรรณาผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไชยาผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยาผู้ตาย และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายอธิศ และเด็กชายวริศ ผู้ตายเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่เกิดกับนางลำไย มารดาของผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 มีทรัพย์มรดกที่จะต้องจัดการ แต่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับนางลำไยมารดาของผู้ตายภายหลังที่มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้ว โดยผู้คัดค้านกับนางลำไยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้คัดค้านมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายมาตั้งแต่เด็ก รับรองและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ตายเป็นบุตร ส่งเสียให้การศึกษา ตลอดจนเป็นผู้สู่ขอออกเงินสินสอดทองหมั้นและจัดพิธีสมรสให้แก่ผู้ตายกับผู้ร้องนั้น หากเป็นความจริงก็ถือได้ว่าผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไปดังที่ผู้คัดค้านฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1627 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวสุวรรณา จรัสปรีดาลาภ
ผู้คัดค้าน — นายพีระพงค์ คงยัง
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1854/2551
#416378
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาของผู้ตายภายหลังจากที่มีการบังคับใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายตลอดมาซึ่งทำให้ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้คัดค้านรับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ก็ตาม แต่ผลของบทบัญญัติดังกล่าวก็เพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายที่จะมีสิทธิคัดค้านการขอจัดการมรดกหรือร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยาซึ่งถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทรัพย์มรดกเป็นรถยนต์และเงินฝากในธนาคาร การจัดการมรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบิดาของนายไชยาผู้ตายและเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ตายตลอดมา ผู้ตายมีทรัพย์มรดกจำนวนมาก ผู้ร้องยังอ่อนเยาว์ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ไม่อาจจัดการทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามกฎหมายอันจะส่งผลเสียหายแก่ทายาทของผู้ตายได้ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวสุวรรณาผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายไชยาผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยาผู้ตาย และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายอธิศและเด็กชายวริศผู้ตายเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่เกิดกับนางลำไยมารดาของผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 มีทรัพย์มรดกที่จะต้องจัดการ แต่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับนางลำใยมารดาของผู้ตายภายหลังที่มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว โดยผู้คัดค้านกับนางลำไยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้คัดค้านมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้คัดค้านอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายมาตั้งแต่เด็ก รับรองและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ตายเป็นบุตร ส่งเสียให้การศึกษา ตลอดจนเป็นผู้สู่ขอออกเงินสินสอดทองหมั้นและจัดพิธีสมรสให้แก่ผู้ตายกับผู้ร้องนั้น หากเป็นความจริงก็ถือได้ว่าผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าบุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ด้วยไม่ ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และปัญหาดังกล่าวมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้อยู่แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องวินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น หรืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง หรือวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไปดังที่ผู้คัดค้านฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1629 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวสุวรรณา จรัสปรีดาลาภ
ผู้คัดค้าน — นายพีระพงค์ คงยัง
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1853/2551
#498383
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางและเปิดทางภาระจำยอมและให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินของจำเลยมิได้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่ก็มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์อันจะทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาทส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องนั้น ค่าเสียหายดังกล่าวถือเป็นค่าเสียหายในอนาคต จึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทได้ คดีตามคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนลวดทองแดงไฟฟ้าและรื้อถอนไม้ที่ขวางกั้นปิดทางกับสิ่งต่างๆ บริเวณสองข้างทางและเปิดทางภาระจำยอมกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ยาวประมาณ 300 เมตร และห้ามมิให้จำเลยรบกวนหรือขัดขวางการใช้ทางภาระจำยอมอีกต่อไป ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 357 ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความประเมินราคาสิทธิในทางพิพาทเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมศาล คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงว่าราคาทางพิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุราษฎร์ธานี จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ให้ส่งสำนวนคืนมายังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีให้คู่ความทราบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วได้นัดพร้อมคู่ความและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสุราษฎร์ธานีต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไว้แล้ว ทั้งคดียังมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสราษฎร์ธานีศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีพิจารณาพิพากษาได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางและเปิดทางภาระจำยอมและให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินของจำเลยมิได้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่ก็มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์อันจะทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องนั้นเป็นค่าเสียหายในอนาคตจึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทได้ คดีตามคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีและจำหน่ายคดีจึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีและคำสั่งจำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย ช่วยศรี
จำเลย — นางประนอม พลภักดี หรือศรีรักษา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2551
#411353
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดียังคงดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยคดีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลและศาลอุทธรณ์อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นกระบวนพิจารณาและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20279, 2036, 20527, 20528 และ 20529 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระเงิน 276,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและที่ดินเสร็จ และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท และศาลได้ออกคำบังคับแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่ม ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่ผลของการอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้ หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์ เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีก็ยังคงดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในกรณีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางเพิ่มในส่วนที่ขาดและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล กับคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาส่วนที่ขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม รวมไปถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ให้จำหน่ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินส่วนที่ยังขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกิตติภูมิ วัฒนศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนรพัฒน์ สุจิวรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2551
#412769
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสาว พ. จำเลยซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสของโจทก์และนาง พ. จากนาง พ. โดยเข้าใจว่านาง พ. เป็นหม้ายเนื่องจากโจทก์ไปมีภริยาใหม่และได้ทิ้งร้างนาง พ. จำเลยทำนิติกรรมกับนาง พ. โดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยกับนาง พ. ซึ่งถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นางพิมพ์ผู้ตายได้ขายที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสของโจทก์และผู้ตายให้แก่จำเลย จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตเนื่องจากทราบว่าโจทก์เป็นสามีของนางพิมพ์และไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาดังกล่าว ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5249 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างนางพิมพ์กับจำเลย และเพิกถอนนิติกรรมจำนองเหนือที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของนางพิมพ์จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2508 ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 นางพิมพ์ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5249 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยในราคา 1,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและมิได้ให้สัตยาบันและในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวต่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ในวงเงิน 700,000 บาท นางพิมพ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนางพิมพ์กับจำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่านางพิมพ์ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้ยินยอมและมิได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 จึงต้องพิจารณาตามความในวรรคหนึ่งว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นจำเลยได้กระทำโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์นำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์ อยู่กินด้วยกันตลอดไม่เคยทิ้งร้าง ที่ดินพิพาทมีราคา 5,000,000 บาท จำเลยนำสืบว่า ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาจำเลยไม่เคยเห็นโจทก์อยู่กับนางพิมพ์ นางพิมพ์บอกจำเลยว่าโจทก์มีภริยาใหม่ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครนายก ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวก็ทราบว่าโจทก์ไปมีภริยาใหม่ ในข้อที่จำเลยนำสืบนี้ ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3 ว่าโจทก์ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดนครนายก สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าไปทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรีคงมีแต่คำเบิกความของโจทก์กับนางอำไพบุตรโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บุคคลทั่วไปรวมทั้งญาติเข้าใจว่าโจทก์ทิ้งร้างนางพิมพ์เจือสมกับคำเบิกความของจำเลย แม้โจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์ก็ตาม แต่โจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยทราบเรื่องดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 5,000,000 บาท นั้น คงมีแต่เพียงโจทก์และนางอำไพบุตรโจทก์เบิกความลอยๆ ว่าที่ดินพิพาทมีราคาประมาณ 5,000,000 บาท แม้จำเลยเบิกความว่า ที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทจะขายในราคา 1,000,000 บาท ต่อ 18 ตารางวา ก็มิได้หมายความว่าที่ดินพิพาทจะมีราคาถึง 5,000,000 บาท ดังที่โจทก์อ้าง เพราะที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกันหาใช่ว่าจะขายได้ในราคาเดียวกันเสมอไปไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงยังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 5,000,000 บาท ตามที่อ้าง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมินประมาณ 2,000,000 บาท ราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยซื้อจากนางพิมพ์จึงเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทจะมีราคาประเมิน 2,000,000 บาท ดังที่จำเลยเบิกความก็ตาม แต่การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางพิมพ์กับจำเลยเป็นการซื้อขายที่ดินในฐานะที่จำเลยเป็นหลานของนางพิมพ์และได้ให้ความช่วยเหลือดูแลนางพิมพ์ซึ่งอยู่ในวัยชรา การที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทในราคา 1,000,000 บาท จึงหาใช่เป็นเรื่องผิดปกติและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดไม่ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยเข้าใจว่านางพิมพ์เป็นหม้ายเนื่องจากโจทก์ไปมีภริยาใหม่และได้ทิ้งร้างนางพิมพ์ พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับนางพิมพ์โดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจิตต์ ธุระตา
จำเลย — จ่าสิบตรีพยงค์ เงินบาท
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2551
#498382
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศและนิติกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาต้องเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 9 แต่หลังจากจำเลยยื่นคำให้การ ดังกล่าว ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยายังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ชี้สองสถานหรือสืบพยาน จำเลยก็มิได้โต้แย้ง กลับแถลงว่ามีพยานพร้อมจะสืบจำนวน 3 ปาก ตามวันที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยากำหนดนัดซึ่งเป็นวันว่างของคู่ความ และเมื่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยมิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีกเช่นกัน จึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาจนล่วงเลยเวลาที่จะเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่แล้ว

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพิ่มเข้ามาจำนวนมากมิใช่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยจึงต้องตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และมาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 ซึ่งจำเลยจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เสียภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2546 อันเป็นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ การที่จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เช่นนี้ เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2544 จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำพระอินทร์ ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2544 สั่งจ่ายเงิน 170,991.91 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าจัดส่งสินค้าให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 182,662.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 170,991.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าว่าจ้างโจทก์จัดส่งสับปะรดอันเป็นสินค้าของจำเลยไปให้ลูกค้าของจำเลย ณ เมืองดามัม ประเทศซาอุดีอาระเบียโดยทางเรือ ตามข้อตกลงระบุให้โจทก์มีหน้าที่จัดจ้างเรือ จัดเตรียมเอกสารให้การส่งออกและจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ปลายทางด้วย แต่โจทก์ผิดสัญญาโดยจัดส่งเอกสารให้แก่ลูกค้าของจำเลยล่าช้าเป็นเหตุให้ลูกค้าไม่ยอมชำระเงินค่าสินค้าของจำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินตามเช็คพิพาทและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลนี้ เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 182,662.11 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 179,011.91 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ธันวาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ไม่ใช่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยานั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศและนิติกรรมที่เกี่ยวเนื่องไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาต้องเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 9 แต่หลังจากจำเลยยื่นคำให้การดังกล่าว ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยายังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ย ชี้สองสถานหรือสืบพยาน จำเลยก็มิได้โต้แย้งกลับแถลงว่ามีพยานพร้อมจะสืบจำนวน 3 ปาก ตามวันที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยากำหนดนัดซึ่งเป็นวันว่างของคู่ความ และเมื่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีกเช่นกัน จึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาจนล่วงเลยเวลาที่จะเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่แล้ว และถือได้แล้วว่าคดีนี้ไม่มีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอีกต่อไป การที่จำเลยฎีกาขึ้นมาอีกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าประหว่างประเทศไม่ใช่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงในข้อนี้ได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นขยายระยเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2546 ก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์จากนั้นในวันที่ 24 กันยายน 2547 ซึ่งพ้นกำหนดระยเวลาอุทธรณ์แล้วถึง 9 เดือนเศษ จำเลยจึงเพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพิ่มเข้ามาจำนวนมากมิใช่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยจึงต้องตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และมาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งจำเลยจะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เสียภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2546 อันเป็นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ การที่จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เช่นนี้ เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ ดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.อาร์.อินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.เอ.พี.ฟู้ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
พลรัตน์ ประทุมทาน
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551
#412297
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้จึงเป็นการใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีได้ โดยไม่ต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 145,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีทุกเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 3 มกราคม 2538 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กรกฎาคม 2546) ต้องไม่เกิน 206,625 บาท ตามคำขอของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ โดยจำเลยแนบในรับรองแพทย์มาพร้อมกับคำร้อง แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยไปให้แพทย์ตรวจร่างกายเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาไม่ได้ระบุอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่ารุนแรงถึงขนาดต้องพักรักษาตัว คงระบุในช่องความเห็นเพียงว่าจำเลยได้มาตรวจรักษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นจากการไปตรวจร่างกายจำเลยจะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงไม่สามารถมาศาลได้หรือไม่สามารถเบิกความได้ ที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยหรือทำการไต่สวนก็จะทราบว่าจำเลยเจ็บป่วยจริงและไม่สามารถมาศาลได้นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่งนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเองและเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันต์ นันทมนตรี
จำเลย — นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551
#415871
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 145,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 3 มกราคม 2538 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กรกฎาคม 2546) ต้องไม่เกิน 206,625 บาท ตามคำขอของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ โดยจำเลยแนบใบรับรองแพทย์มาพร้อมกับคำร้อง แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน 2547 ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาไม่ได้ระบุอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่ารุนแรงถึงขนาดต้องพักรักษาตัว คงระบุในช่องความเห็นเพียงว่าจำเลยได้มาตรวจรักษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นจากการไปตรวจร่างกาย จำเลยจะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงไม่สามารถมาศาลได้หรือไม่สามารถเบิกความได้ ที่จำเลยฎีกาว่าหากศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยหรือทำการไต่สวนก็จะทราบว่าจำเลยเจ็บป่วยจริงและไม่สามารถมาศาลได้นั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันต์ นันทมนตรี
จำเลย — นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1840/2551
#411325
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยระบุให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่การตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมกรณีนี้หามีผลสมบูรณ์โดยเด็ดขาดไม่ เพราะผู้คัดค้านได้คัดค้านไว้ว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย จึงเป็นพินัยกรรมปลอม กรณีจึงถือว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม ซึ่งนางสาวไพบูลย์ผู้ตาย ได้เข้ารับการสงเคราะห์นางสาวไพบูลย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 ด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลว ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากที่สถานสงเคราะห์คนชรา 674,616.29 บาท และผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกมีพินัยกรรมของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย โดยบิดามารดาและพี่น้องคนอื่นถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามคำร้องเพราะมิใช่ลายมือชื่อของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านเป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสอบถามผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องแถลงว่า สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนแล้วสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องและผู้คัดค้านต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1712 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจตั้งขึ้นได้ (1) โดยผู้ทำพินัยกรรมเอง (2) โดยบุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้ตั้ง คดีนี้ผู้ตายทำพินัยกรรมระบุไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้านางสาวไพบูลย์เสียชีวิตลงข้าพเจ้าขอมอบให้ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า แม้ผู้ร้องจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ในภายหลังผู้ตายทำพินัยกรรมแต่ผู้ตายก็ถึงแก่ความตายหลังจากผู้ร้องได้รับการแต่งตั้งแล้ว และเป็นการแต่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มีตำแหน่งเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยพินัยกรรม ไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งสถานสงเคราะห์ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลให้เป็นผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด และการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมกรณีนี้หามีผลสมบูรณ์โดยเด็ดขาดไม่เพราะผู้คัดค้านได้คัดค้านไว้ว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย จึงเป็นพินัยกรรมปลอม กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จึงต้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง นอกจากนี้ผู้คัดค้านยังขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ด้วย ประเด็นเรื่องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านยังไม่ได้รับการวินิจฉัย คำคัดค้านของผู้คัดค้านหาตกไปไม่ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นายกิตติ บุญสัมฤทธิ์ ในฐานะผู้ปกครอง
สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี
ผู้ร้อง — (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)
ผู้คัดค้าน — พันโทจเร อรัณยภูติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1840/2551
#415867
เปิดฉบับเต็ม

สถานสงเคราะห์คนชรา ฉ. มิได้เป็นนิติบุคคล แต่สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด น. การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมระบุให้ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชรา ฉ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เป็นการแต่งตั้งบุคคลธรรมดามีตำแหน่งเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ให้เป็นผู้จัดการมรดกไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งสถานสงเคราะห์แต่อย่างใดเมื่อผู้ร้องซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชรา ฉ. ในภายหลังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย แต่การแต่งตั้งผู้ร้องหามีผลสมบูรณ์โดยเด็ดขาดไม่ เพราะผู้คัดค้านได้คัดค้านว่าพินัยกรรมปลอม กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ทั้งผู้คัดค้านยังขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายด้วย ศาลชั้นต้นจะสั่งงดไต่สวนแล้วสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องไม่ได้ แต่ต้องไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องกับผู้คัดค้าน และมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม ซึ่งนางสาวไพบูลย์ ผู้ตาย ได้เข้ารับการสงเคราะห์ นางสาวไพบูลย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 ด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลว ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากที่สถานสงเคราะห์คนชรา 674,616.29 บาท และผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายโดยบิดามารดาและพี่น้องคนอื่นถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมตามคำร้องเพราะมิใช่ลายมือชื่อของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านเป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสอบถามผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องแถลงว่า สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนแล้วสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องและผู้คัดค้านต่อไปแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) มิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแต่สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลธรรมดาบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ดังกล่าวได้ และผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปภัมภ์) ก่อนตายเจ้ามรดกอยู่ในการสงเคราะห์ของสถานสงเคราะห์ดังกล่าวและผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม (หนังสือมอบทรัพย์สิน) มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1712 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจตั้งขึ้นได้ (1) โดยผู้ทำพินัยกรรมเอง (2) โดยบุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้ตั้ง คดีนี้ผู้ตายทำพินัยกรรมระบุไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้านางสาวไพบูลย์เสียชีวิตลงข้าพเจ้าขอมอบให้ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปภัมภ์) เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า แม้ผู้ร้องจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ในภายหลังผู้ตายทำพินัยกรรม แต่ผู้ตายก็ถึงแก่ความตายหลังจากผู้ร้องได้รับการแต่งตั้งแล้ว และเป็นการแต่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มีตำแหน่งเป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยพินัยกรรม ไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งสถานสงเคราะห์ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลให้เป็นผู้จัดการมรดกแต่อย่างใดและการตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมกรณีนี้หามีผลสมบูรณ์โดยเด็ดขาดไม่เพราะผู้คัดค้านไว้ได้คัดค้านว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย จึงเป็นพินัยกรรมปลอม กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จึงต้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง นอกจากนี้ผู้คัดค้านยังขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ด้วย ประเด็นเรื่องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านยังไม่ได้รับการวินิจฉัย คำคัดค้านของผู้คัดค้านหาตกไปไม่ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1712 ม. 1713 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นายกิตติ บุญสัมฤทธิ์ ในฐานะผู้ปกครองสถานสงเคราะห์
ผู้ร้อง — คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)
ผู้คัดค้าน — พันโทจเร อรัณยภูติ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2551
#412771
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาล มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมด้วยขัดต่อมาตรา 1726 จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวจึงไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง

ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินกองมรดกครึ่งหนึ่งของผู้ตายในฐานะเป็นเจ้าของร่วมซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าทรัพย์มรดกผู้ตายไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายที่จะต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นก็ควรต้องฟังพยานโจทก์ให้ได้ความก่อนว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมกับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันมาในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันจริงตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายโพธิ์อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 81/2547 นายโพธิ์เคยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนางละเอียดเมื่อเลิกกับนางละเอียดแล้วประมาณปี 2505 นายโพธิ์ได้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 32 ซอย 20 มิ.ย. 11 แยก 3 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นายสุพจน์ นางสมพร นางสุพรรณี นายสุรพล และจำเลยที่ 1 โจทก์กับนายโพธิ์ต่างช่วยเหลือทำมาหากินด้วยกันและร่วมกันสะสมทรัพย์สินเงินทองเพื่อสร้างฐานะและปี 2538 โจทก์และนายโพธิ์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 54 ในที่ดินดังกล่าว จากนั้นโจทก์และนายโพธิ์พร้อมครอบครัวได้ย้ายมาอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว ทรัพย์สินที่โจทก์กับนายโพธิ์ทำมาหาได้ร่วมกันคือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 เนื้อที่ 4 ไร่ 21 ตารางวา และบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว ราคารวมทั้งที่ดินและบ้านประมาณ 400,000 บาท 2. ปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ราคาประมาณ 35,000 บาท 3. เงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-03093-0 จำนวน 4,500,000 บาท 4. เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเงินฝากเลขที่ 577-2-09975-9 เงินจำนวน 348,836.04 บาท ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายโพธิ์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โจทก์จึงเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าวกับนายโพธิ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 นายโพธิ์ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ได้ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายโพธิ์กับนางละเอียดภริยาคนเดิมของนายโพธิ์ได้ไปยื่นคำร้องคัดค้านและมีคำขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ศาลมีคำสั่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ร่วมกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 81/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์สินที่โจทก์กับนายโพธิ์เป็นเจ้าของร่วมกันให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ตำบลบึงพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก พร้อมบ้านเลขที่ 54 ที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวรวมราคา 400,000 บาท ปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ราคาประมาณ 35,000 บาท เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-03093-0 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท และบัญชีเลขที่ 577-2-09975-9 จำนวนเงิน 348,836,04 บาท ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากทรัพย์สินใดไม่สามารถแบ่งแยกให้โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2492 นายโพธิ์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางละเอียดมารดาของจำเลยที่ 2 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือนางวิไลวรรณ, นางสาวทวีพร (จำเลยที่ 2) นายอำนาจ, นายสมพงษ์, นางสาวกนกวรรณ นายโพธิ์ได้เลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางละเอียดในปี 2508 แล้วไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ในปี 2501 ระหว่างที่นายโพธิ์อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับนางละเอียด นายโพธิ์ได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1667 เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 16 ตารางวา จากนายอิดหรืออิ๊ด เจ้ามรดก ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของนายโพธิ์ ต่อมาที่ดินดังกล่าวเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 21736 ในปี 2529 นายโพธิ์ได้ขายที่ดินดังกล่าวไปบางส่วนได้เงิน 3,040,000 บาท ที่ดินในส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 133411 ในปี 2530 นายโพธิ์นำเงินที่ขายที่ดินได้ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 เนื้อที่ประมาณ 55 ไร่ 45 ตารางวา ปี 2534 นายโพธิ์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 133411 ตำบลสามเสนนอก ดังกล่าวได้เงิน 2,000,000 บาท และนำเงินมาปลูกบ้านเลขที่ 54 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ปี 2538 นายโพธิ์ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ออกเป็นทั้งหมด 8 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ถึง 37718 กับที่ดินส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกซึ่งอยู่ในโฉนดเลขที่ 5901 เดิม นายโพธิ์ได้ขายที่ดินที่แบ่งแยกไปยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ได้เงิน 7,200,000 บาท แล้วนำเงินบางส่วนไปฝากไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-03093-0 และ 577-2-09975-9 รวมทั้งปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ตามฟ้องโจทก์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 พร้อมบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 ทั้งสองบัญชีและอาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 ดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของนายโพธิ์และเป็นมรดกของนายโพธิ์ที่จะตกทอดให้แก่ทายาทโดยธรรม หาใช่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายโพธิ์ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาไม่จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 37712 สมุดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 ทั้งสองฉบับ และอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 พร้อมใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

ระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว โดยไม่ต้องให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงสั่งไม่ให้คู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาอันจะมีต่อไปและงดสืบพยานคู่ความ และพิพากษาคดี

ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครนายก) พิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์แบ่งทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ตำบลบึงพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 21 ตารางวา และบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-03093-0 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท และบัญชีเลขที่ 577-2-09975-9 จำนวนเงิน 348,836.04 บาท ปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 2 เสียมานั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินและสมุดบัญชีเงินฝาก ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์คงมีทุนทรัพย์เฉพาะที่ให้โจทก์ส่งมอบปืนสั้นรีวอลเวอร์ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ขอมาครึ่งหนึ่งเป็นทุนทรัพย์ 17,500 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 70,610 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายโพธิ์ผู้ตาย โดยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตร 5 คน คือ นายสุพจน์, นางสมพร, นางสุพรรณี, นายสุรพล และจำเลยที่ 1 ก่อนที่ผู้ตายจะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางละเอียด แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร 5 คน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นบุตรคนที่สอง ผู้ตายเลิกอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางละเอียดในปี พ.ศ.2508 แล้วผู้ตายมาอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์จนถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายร่วมกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 81/2547 ระหว่างที่ผู้ตายกับโจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ผู้ตายได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ตำบลบึงพระอาจารย์ (หัวกระบือ) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 55 ไร่เศษ และได้ปลูกบ้านเลขที่ 54 บนที่ดินดังกล่าวด้วย ต่อมาปี 2538 ผู้ตายแบ่งแยกที่ดินที่ปลูกบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ออกเป็น 8 แปลง และขายไป 7 แปลง คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 พร้อมบ้านเลขที่ 54 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยนำเงินที่ขายที่ดินได้บางส่วนไปฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 ตามบัญชีเลขที่ 577-1-03093-0 และ 577-2-09975-9 กับมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 อีก 1 กระบอกทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โจทก์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าวจึงฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวครึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่าทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตกทอดให้แก่ทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย และฟ้องแย้งขอให้ส่งมอบโฉนดเลขที่ 37712 สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งสองฉบับกับอาวุธปืนและใบอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อยู่ในระหว่างฝ่ายโจทก์มีสิทธิยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามรูปคดีไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เพราะคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานของคู่ความอีกต่อไป แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกผู้ตายแบ่งทรัพย์สินกองมรดกครึ่งหนึ่งให้โจทก์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการจัดการมรดกอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดการร่วมกันเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งโดยลำพังจึงไม่เป็นคำให้การและฟ้องแย้ง โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานคู่ความต่อไป เป็นการพิพากษาคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาลยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งมานั้นเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในการรวบรวม จำหน่ายทรัพย์มรดก การชำระหนี้กับแบ่งบันทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยการฟ้องคดี หรือแก้ฟ้องในศาล เท่าที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การจัดการมรดกจึงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ที่ระบุว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมด้วยจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวจึงไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งได้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีความคิดเห็นขัดแย้งเป็นปรปักษ์ต่อกันโดยจำเลยที่ 1 มีความเห็นว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับผู้ตายในทรัพย์มรดกที่พิพาท แต่จำเลยที่ 2 เห็นว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่พิพาท ดังนั้นการที่จะร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดหรือร้องขอถอดถอนจำเลยที่ 1 ออกจากผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตายก็อาจไม่ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี เพราะไม่แน่นอนว่าศาลจะมีคำสั่งชี้ขาดเมื่อใดหรือจะเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมหรือไม่จำเลยที่ 2 จึงจำเป็นต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ เพราะจำเลยที่ 2 สามารถยื่นคำร้องต่อศาลถึงเหตุขัดข้องดังกล่าวเพื่อให้ศาลชี้ขาดหรือขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การและฟ้องแย้งต่อศาลได้ หรือรอฟังคำสั่งศาลเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 อาจยื่นคำร้องขอถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินกองมรดกของผู้ตายได้ตามลำพัง ศาลมีอำนาจหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขึ้นมาวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายและโจทก์ไม่ต้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานของคู่ความโดยเห็นว่าตามรูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว และวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินกองมรดกครึ่งหนึ่งของผู้ตายในฐานะเป็นเจ้าของร่วมซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าทรัพย์มรดกผู้ตายไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายที่จะต้องแบ่งทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง แม้คำให้การดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ควรต้องฟังพยานโจทก์ให้ได้ความก่อนว่าทรัพย์กองมรดกของผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมกับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันมาในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันจริงตามที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนสั่งงดสืบพยานโจทก์โดยไม่ฟังพยานโจทก์ก่อนแล้วเชื่อข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้องและพิพากษาให้แบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายให้โจทก์ครึ่งหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726 ม. 1736
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอง่วน แซ่ลิ้ม
จำเลย — นางสาวรำพึง น้อยเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2551
#420205
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง และในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ที่ให้กระทำการโดยถือเอาเสียงข้างมากถ้าเสียงเท่ากันก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เพียงลำพัง จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างจำเลยทั้งสองหรือความล่าช้าในการดำเนินการขอให้ศาลชี้ขาดหรือขอถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ เพราะจำเลยที่ 2 สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลชี้ขาดหรือขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การและฟ้องแย้ง หรือขอให้ศาลรอฟังคำสั่งเกี่ยวกับการขอถอดถอนการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ตำบลบึงพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก พร้อมบ้านเลขที่ 54 ที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวรวมราคา 400,000 บาท ปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ราคาประมาณ 35,000 บาท เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-xxxxx-x จำนวนเงิน 4,500,000 บาท และบัญชีเลขที่ 577-2-xxxxx-x จำนวนเงิน 348,836.04 บาท ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากทรัพย์สินใดไม่สามารถแบ่งแยกให้โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 37712 สมุดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 ทั้งสองฉบับ และอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 พร้อมใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

ระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว โดยไม่ต้องให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงสั่งงดไม่ให้คู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาอันจะมีต่อไปและงดสืบพยานคู่ความ แล้วพิพากษาคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์แบ่งทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 ตำบลบึงพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 21 ตารางวา และบ้านเลขที่ 54 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว เงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 บัญชีเลขที่ 577-1-xxxxx-x จำนวนเงิน 4,500,000 บาท และบัญชีเลขที่ 577-2-xxxxx-x จำนวนเงิน 348,836.04 บาท ปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากทรัพย์สินดังกล่าวไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 2 เสียมานั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินและสมุดบัญชีเงินฝาก ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ คงมีทุนทรัพย์เฉพาะที่ให้โจทก์ส่งมอบปืนสั้นรีวอลเวอร์ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ขอมาครึ่งหนึ่งเป็นทุนทรัพย์ 17,500 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 70,610 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายโพธิ์ผู้ตายโดยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตร 5 คน คือ นายสุพจน์, นางสมพร, นางสุพรรณี, นายสุรพล และจำเลยที่ 1 ก่อนที่ผู้ตายจะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ ผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางละเอียด แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร 5 คน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นบุตรคนที่สอง ผู้ตายเลิกอยู่กินเป็นสามีภริยากับนางละเอียด ในปี 2508 แล้วผู้ตายมาอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์จนถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายร่วมกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 81/2547 ระหว่างที่ผู้ตายกับโจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ผู้ตายได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ตำบลบึงพระอาจารย์ (หัวกระบือ) อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 55 และได้ปลูกบ้านเลขที่ 54 บนที่ดินดังกล่าวด้วย ต่อมาปี 2538 ผู้ตายแบ่งแยกที่ดินที่ปลูกบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5901 ออกเป็น 8 แปลง และขายไป 7 แปลง คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 37712 พร้อมบ้านเลขที่ 54 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยนำเงินที่ขายที่ดินบางส่วนไปฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาคลอง 16 ตามบัญชีเลขที่ 577-1-xxxxx-x และ 577-2-xxxxx-x กับมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 อีก 1 กระบอก ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันสามีภริยา โจทก์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าว จึงฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวครึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่าทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตกทอดให้แก่ทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย และฟ้องแย้งขอให้ส่งมอบโฉนดเลขที่ 37712 สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งสองฉบับกับอาวุธปืนและใบอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อยู่ในระหว่างฝ่ายโจทก์มีสิทธิยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามรูปคดีไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เพราะคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้วโดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานของคู่ความอีกต่อไป แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกผู้ตายแบ่งทรัพย์สินกองมรดกครึ่งหนึ่งให้โจทก์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการจัดการมรดกอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดการร่วมกัน เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งโดยลำพังจึงไม่เป็นคำให้การและฟ้องแย้ง โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานคู่ความต่อไป เป็นการพิพากษาคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาล ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งมานั้นเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในการรวบรวม จำหน่ายทรัพย์มรดกการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยการฟ้องคดี หรือแก้ฟ้องในศาลเท่าที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนการจัดการมรดกจึงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ที่ระบุว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียวโดยไม่มีจำเลยที่ 1 ร่วมด้วยจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวจึงไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งได้ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีความคิดเห็นขัดแย้งเป็นปรปักษ์ต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 มีความเห็นว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับผู้ตายในทรัพย์มรดกที่พิพาท แต่จำเลยที่ 2 เห็นว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่พิพาท ดังนั้น การที่จะร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดหรือร้องขอถอดถอนจำเลยที่ 1 ออกจากผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตายก็อาจไม่ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี เพราะไม่แน่นอนว่าศาลจะมีคำสั่งชี้ขาดเมื่อใดหรือจะเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมหรือไม่ จำเลยที่ 2 จึงจำเป็นต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ เพราะจำเลยที่ 2 สามารถยื่นคำร้องต่อศาลถึงเหตุขัดข้องดังกล่าวเพื่อให้ศาลชี้ขาดหรือขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การและฟ้องแย้งต่อศาลได้ หรือรอฟังคำสั่งศาลเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 อาจยื่นคำร้องขอถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินกองมรดกของผู้ตายได้ตามลำพัง ศาลมีอำนาจหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยื่นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขึ้นมาวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายและโจทก์ไม่ต้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานของคู่ความโดยเห็นว่าตามรูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้วและวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินกองมรดกครึ่งหนึ่งของผู้ตายในฐานะเป็นเจ้าของร่วมซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ยื่นคำให้การต่อสู้ว่าทรัพย์มรดกผู้ตายไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายที่จะต้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง แม้คำให้การดังกล่าวจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีก็ตาม ศาลชั้นต้นก็ควรต้องฟังพยานโจทก์ให้ได้ความก่อนว่าทรัพย์กองมรดกของผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมกับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันมาในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันจริงตามที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนสั่งงดสืบพยานโจทก์โดยไม่ฟังพยานโจทก์ก่อนแล้วเชื่อข้อเท็จจริงเป็นดังคำฟ้องและพิพากษาให้แบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายให้โจทก์ครึ่งหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอง่วน แซ่ลิ้ม
นางสาวรำพึง น้อยเงิน กับพวก
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ น้อยเงิน
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2551
#412057
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่าย และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการติดต่อซื้อขายและนำเมทแอมเฟตามีนออกไปเพื่อจำหน่าย เป็นของกลาง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้ขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เงินสด 1,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้มาจากการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาโดยการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในคดีนี้ซึ่งจะทำให้ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (2) กรณีจึงไม่อาจริบเงินสดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 19 ปี รู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับมีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเงินสด 1,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์ และเงินสด 1,000 บาท ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องริบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่องที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่าย รถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการติดต่อซื้อขายและนำเมทแอมเฟตามีนออกไปเพื่อจำหน่าย และเงินสด 1,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสภาพข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบของกลางทั้งสองรายการดังกล่าวมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนเงินสด 1,000 บาท ของกลางนั้น เห็นว่า ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการกระทำความผิดได้ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้นและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดนั้นด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้ขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังนี้ เงินสด 1,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้มาจากการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงมิใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาโดยการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในคดีนี้ อันศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) กรณีจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบเงินสด 1,000 บาท ของกลางนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ป.อ. ม. 33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายตามีซี สาและ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางสาวสิรินธร อินทรสังขนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2551
#411423
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรแต่โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ โจทก์อุทธรณ์ไม่ให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแต่ประการใด และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ ข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้จึงยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาทำนองปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรแต่โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ โจทก์อุทธรณ์ไม่ให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแต่ประการใด และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ ข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้จึงยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ลักษณะการกระทำความผิดมีส่วนส่งเสริมให้การเกิดกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และอาชญากรรมประเภทอื่นติดตามมาอีกมากมาย สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ และกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนี้เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเหตุผลความจำเป็นประการอื่นที่อ้างมา ก็ล้วนเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 15 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสมาน คำแดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอนันต์ เงินเลิศวัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2551
#412517
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ออกมาใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาให้บทกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการเมื่อ พ.ศ.2547 และตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 และตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ เพียงแต่บัญญัติคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น บทกฎหมายดังกล่าวที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดหาได้มีบทบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อไป จึงถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ได้บังอาจสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนคร สมุทรปราการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 65 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลาแปดปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 65 จำคุก 3 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาแปดปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนานอกเขตเทศบาลนครสมุทรปราการได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เจ้าพนักงานออกในนามของจำเลยไปแสดงเพื่อให้มีคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ภายหลังการกระทำความผิดมีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ออกมาใช้บังคับ มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เห็นว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ออกมาใช้บังคับ และต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาให้บทกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการเมื่อ พ.ศ.2547 และตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 และตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ เพียงแต่บัญญัติคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น บทกฎหมายดังกล่าวที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดหาได้มีบทบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อไป จึงถือว่าพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดนั้นไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายเลิศชัย ยั่งยืน
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2551
#415865
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฯ ออกมาใช้บังคับ และต่อมามีการออก พ.ร.ฎ. ให้บทกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการและตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฯ บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ฯ และตามมาตรา ๔๔ แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฯ เพียงแต่บัญญัติคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น บทกฎหมายดังกล่าวที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดหาได้มีบทบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อไป จึงถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดนั้นไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ได้บังอาจสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 65 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลาแปดปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 65 จำคุก 3 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาแปดปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนานอกเขตเทศบาลนครสมุทรปราการได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เจ้าพนักงานออกในนามของจำเลยไปแสดงเพื่อให้มีคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ภายหลังการกระทำความผิดมีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ออกมาใช้บังคับมีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เห็นว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ออกมาใช้บังคับ และต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาให้บทกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการเมื่อ พ.ศ.2547 และตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 และตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ เพียงแต่บัญญัติคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น บทกฎหมายดังกล่าวที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดหาได้มีบทบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อไป จึงถือว่าจำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดนั้นไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้ออื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 44
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายเลิศชัย ยั่งยืน
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1786/2551
#498381
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์และจำเลยมีใบส่งสินค้าซึ่งมีข้อความว่า สินค้าตามรายการข้างต้น แม้จะได้ส่งมอบต่อผู้ซื้อแล้ว ก็ยังเป็นทรัพย์สินของผู้ขายอยู่จนกว่าผู้ซื้อได้ชำระเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม้ใบส่งสินค้าจะไม่ปรากฏลายมือชื่อของผู้รับสินค้าและผู้ส่งของ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาภาพถ่ายตรงกับเอกสารท้ายฟ้องซึ่งโจทก์ได้กล่าวในคำฟ้องและนำสืบถึงข้อความในเอกสารดังกล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วสำหรับต้นฉบับสูญหาย โดยจำเลยให้การรับว่า ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ตามเอกสารดังกล่าวจริง และไม่ได้ให้การปฏิเสธกับนำสืบโต้แย้งว่าไม่รู้เห็นด้วยกับข้อความในเอกสารดังกล่าว จึงฟังได้ว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยมีเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 ดังนี้ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาสินค้า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจึงยังอยู่กับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนตุลาคม 2540 จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรจากโจทก์หลายครั้ง คิดเป็นเงินค่าสินค้า 1,194,000 บาท จำเลยรับมอบสินค้าดังกล่าวจากโจทก์แล้วโดยมีเงื่อนไขว่า แม้จะได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยแล้ว สินค้าก็ยังเป็นทรัพย์สินของโจทก์อยู่จนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จเรียบร้อย จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่โจทก์รวม 3 ฉบับ เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์จากการนำทรัพย์สินดังกล่าวออกให้เช่าได้ในอัตราวันละ 10,400 บาท นับแต่วันที่จำเลยรับหนังสือทวงถามจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 312,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรตามฟ้องคืนในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,194,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ จำนวน 312,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 10,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรตามฟ้องคืน หรือชดใช้เงินจนเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 210/2544 และคดีหมายเลขแดงที่ 1521/2545 เรียกให้จำเลยชำระราคาสินค้าประเภทจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากมูลหนี้ขาดอายุความและคดีถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น เมื่อโจทก์นำคดีที่มูลหนี้อย่างเดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ การที่จำเลยซื้อสินค้าประเภทจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรตามฟ้องเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในสินค้าจึงโอนเป็นของจำเลยแล้วนับแต่วันที่ได้รับมอบสินค้า แม้ว่าเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายชำระค่าสินค้านั้นจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ก็ตาม อีกทั้งโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคาสินค้าโดยไม่ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยส่งมอบสินค้าคืนแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้ส่งมอบจักรเย็บผ้า คลัตช์มอเตอร์และโต๊ะจักรคืนแก่โจทก์และจำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามฟ้องรวมราคา 1,194,000 บาท แล้วชำระราคาด้วยเช็คแต่เช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์และใช้ค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์และจำเลยมีใบส่งสินค้า ซึ่งมีข้อความว่า สินค้าตามรายการข้างต้นแม้จะได้ส่งมอบต่อผู้ซื้อแล้ว ก็ยังเป็นทรัพย์สินของผู้ขายอยู่ จนกว่าผู้ซื้อได้ชำระเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม้ใบส่งสินค้าจะไม่ปรากฏลายมือชื่อของผู้รับสินค้าและผู้ส่งของแต่เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาภาพถ่ายตรงกับเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ได้กล่าวในคำฟ้องและนำสืบถึงข้อความในเอกสารดังกล่าวไว้ชัดแจ้งแล้ว สำหรับต้นฉบับสูญหาย โดยจำเลยให้การรับว่า ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ตามเอกสารดังกล่าวจริงและไม่ได้ให้การปฏิเสธกับนำสืบโต้แย้งว่าไม่รู้เห็นด้วยกับข้อความในเอกสารดังกล่าวจึงฟังได้ว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไข ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ดังนี้ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาสินค้า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายจึงยังอยู่กับโจทก์ ส่วนคดีก่อนที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยชำระราคาสินค้า ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนทรัพย์สินนั้น ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ตามสัญญาซื้อขายและเมื่อสิทธิเรียกร้องในคดีดังกล่าวขาดอายุความแล้วย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย แต่ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่สามารถนำทรัพย์สิน คือ จักรเย็บผ้าไปให้บุคคลภายนอกเช่าได้วันละ 100 บาท ต่อจักร 1 ตัวรวมค่าเช่าวันละ 10,400 บาท นั้น เป็นเพียงการคาดหมายของโจทก์เท่านั้น ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีผู้มาเช่าจักรเย็บผ้าของโจทก์ทั้งหมดทุกวัน และเช่าได้ในอัตราดังกล่าวเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ต้องคืนจักรเย็บผ้าแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2545 จำเลยจึงต้องคืนจักรเย็บผ้าแก่โจทก์ภายในวันดังกล่าวและต้องใช้ค่าเสียหายเมื่อพ้นวันดังกล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป สำหรับราคาทรัพย์สินของโจทก์คือ จักรเย็บผ้านั้นโจทก์จะเรียกให้จำเลยใช้ราคาเท่ากับราคาขายซึ่งรวมกำไรเข้าด้วยไม่ได้ทั้งก่อนที่โจทก์จะทวงถาม จักรเย็บผ้าดังกล่าวย่อมเสื่อมราคาไปตามสภาพ โจทก์เรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาจักรเย็บผ้าตามฟ้อง รวม 104 ชุด เป็นเงิน 1,194,000 บาท ตกชุดละ 11,480.77 บาท ซึ่งจำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ไประหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2539 จำนวน 100 ชุด และเดือนตุลาคม 2540 จำนวน 4 ชุดโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนจักรเย็บผ้าทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม 2545 ภายหลังจากจำเลยสั่งซื้อแล้วประมาณ 5 ปี เห็นควรกำหนดราคาจักรเย็บผ้าดังกล่าวในขณะทวงถามเฉลี่ยชุดละ 6,000 บาท รวม 104 ชุดเป็นเงิน 624,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนจักรเย็บผ้าตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่คืนให้ใช้ราคา 624,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 12,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาจักรเย็บผ้าตามฟ้องแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 459
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิลเวอร์สปอต จำกัด
จำเลย — บริษัทบุญทวีการ์เมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2551
#415863
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์ จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทนนั้น ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟังได้

ขณะที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวและเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ และยังไม่ชำระให้โจทก์แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้เป็นทางที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้ง ๆ รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26312 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 1 กลับมาเป็นเจ้าของที่ดินดังเดิมหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26312 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยที่ 1 กลับมาเป็นเจ้าของดังเดิม ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อปี 2530 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26312 พร้อมบ้านเลขที่ 95/1 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาปี 2536 จำเลยที่ 1 ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งให้ชำระหนี้เป็นเงิน 202,044 บาท และได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วศาลพิพากษาตามยอมให้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท ครั้นวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตรโดยเสน่หา โดยจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้ในวันเดียวกับวันที่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า นิติกรรมการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบต้องเพิกถอนหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้ทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้แสดงว่า นิติกรรมใด ๆ ที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ถ้าเป็นการให้โดยเสน่หา ลูกหนี้รู้แต่เพียงฝ่ายเดียวก็ขอเพิกถอนได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์ จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทน ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟ้งได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 นั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ และยังไม่ชำระให้โจทก์ แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้เป็นทางที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ทั้งๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้งๆ รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตราดพัฒนาอาหารสัตว์
จำเลย — นางสำราญ ทองโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2551
#415876
เปิดฉบับเต็ม

การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และผู้ออกคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นการตกลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 911, 968 (1) ประกอบด้วยมาตรา 985 ซึ่งกฎหมายมิได้วางข้อจำกัดอันใดไว้จึงแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน จึงมิใช่การให้กู้ยืมเงินตามความหมายของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฯ การที่ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ก็มิใช่กรณีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ทั้งไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงไม่เป็นโมฆะ

เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท ป. ลูกหนี้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นกิจการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ป. ข้อนี้จำเลยก็ไม่นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงยังไม่ระงับ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ระงับ จำเลยผู้ค้ำประกันด้วยอาวัลจึงต้องร่วมรับผิดกับบริษัท ป. ผู้ออกตั๋วด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีบริษัทปัญจพลพัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว เมื่อถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ปรากฏว่าไม่ได้รับชำระเงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,962,301.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า กรรมการจำเลยที่อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน กระทำการนอกวัตถุประสงค์ของจำเลย การอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของกรรมการจำเลยไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์ไม่เคยนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเพื่อให้ใช้เงินบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องเพราะต้นฉบับตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นขอรับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ในคดีของศาลล้มละลายกลาง โดยโจทก์ได้เห็นชอบในแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงระงับไป จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้ใหม่ที่แปลงมา ตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นโมฆะ เพราะมีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 23,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2543) ต้องไม่เกิน 3,962,301.35 บาท และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ในคดีหมายเลขแดงที่ ลฟ.8/2542 (ที่ถูกคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542) ของศาลล้มละลายกลางเพียงใด ก็ให้นำมาหักจากหนี้ของโจทก์ในคดีนี้เพียงนั้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติไว้ว่าบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกตั่วสัญญาใช้เงิน ให้แก่โจทก์โดยมีบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเป็นผู้รับอาวัล โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง คดีระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวก ผู้ร้องขอ บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงินทั้งสิ้น 24,654,109.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบกับคำสั่งดังกล่าว ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยรับอาวัลตั๋วเงินสัญญาใช้เงินตามฟ้องเป็นการที่กรรมการจำเลยกระทำนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยในข้อ (4) คือ การรับออกโอน และสลักหลังตั๋วเงินหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้อย่างอื่น และตามข้อ (35) ประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิด และการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลอื่น ดังนั้น การที่จำเลยรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องซึ่งเป็นการค้ำประกันอย่างหนึ่ง จึงเป็นการกระทำตามวัตถุประสงค์ของจำเลยแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสองที่จำเลยฎีกาว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่กำหนดอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า การออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้ออกคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นการตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911, 968 (1) ประกอบด้วยมาตรา 985 ซึ่งกฎหมายมิได้วางข้อจำกัดอันใดไว้จึงแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน จึงมิใช่การให้กู้ยืมเงินตามความหมายของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 การที่ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ก็มิใช่กรณีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงไม่เป็นโมฆะดังที่จำเลยเข้าใจ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสามที่จำเลยฎีกามีว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการเปลี่ยนวัตถุซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพลเปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นกิจการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ข้อนี้จำเลยก็ไม่นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงยังไม่ระงับ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ระงับ จำเลยผู้ค้ำประกันด้วยอาวัลจึงต้องร่วมรับผิดกับบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อสี่ที่จำเลยฎีกามีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูการแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินอีกต่อไป เห็นว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระเงิน ต่อมาบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ การที่โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 บัญญัติไว้ โจทก์มิได้มอบหรือโอนสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่ผู้ใด โจทก์จึงยังคงเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามตั๋วได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์ยื่นตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่าเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระโจทก์นำไปยื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ณ ที่ทำการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด และเรียกเก็บเงินจากจำเลยซึ่งสถานที่ทำการของบริษัทดังกล่าว และของจำเลยตั้งอยู่ที่เดียวกันมีกรรมการชุดเดียวกันแม้ตอนตอบคำถามค้านโจทก์จะเบิกความว่า นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้นายสุพจน์ซึ่งเป็นผู้ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ณ ที่ทำการของบริษัทดังกล่าวก่อนตั๋วสัญญาใช้เงินจะถึงกำหนด แต่โจทก์ได้เบิกความตอบคำถามติงยืนยันว่าโจทก์ทวงถามด้วยวาจา และได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปมอบให้กับนายสุพจน์เมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน ฝ่ายจำเลยคงมีนายสุพจน์เบิกความเพียงว่า โจทก์ไม่เคยเอาตั๋วสัญญาใช้เงินมายื่นกับนายสุพจน์ แต่นายสุพจน์รับว่าเป็นกรรมการของทั้งสามบริษัทคือ บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยตั๋วสัญญาใช้เงินนายสุพจน์รับว่าลงชื่อในช่องผู้ออกตั๋ว และผู้อาวัลทั้งสองคน ผู้ออกตั๋วและผู้อาวัลมีที่ทำการอยู่ที่เดียวกัน ทั้งเบิกความรับว่ามูลหนี้เดิมก่อนที่จะมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเหมือนกัน เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินใหม่ชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเก่า เห็นว่า เมื่อนำจำนวนเงินที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งมีถึง 23,000,000 บาท มาพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์และคำรับของนายสุพจน์พยานจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ได้เบิกความไปตามความจริงเพราะไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไม่นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้ผู้จ่ายและผู้อาวัลทั้งสองใช้เงินตามตั๋วเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตามหนังสือรับรองว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 28 มีนาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 ให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด และต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ โดยนำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขอรับชำระหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้ผู้จ่ายและผู้อาวัลทั้งสองใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ปรากฏว่าในคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ นายสมยศเป็นผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์ระบุอัตราดอกเบี้ยที่ขอรับชำระหนี้ไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยในบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ ระบุในช่องหมายเหตุว่า ลูกหนี้มิได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้เมื่อครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคม 2542 แต่ได้มีการตกลงทางวาจาว่า อัตราดอกเบี้ยใหม่จะเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ในตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้ แผ่นที่ 3 ก็มีหมายเหตุข้อความเดียวกันนี้โดยโจทก์ลงชื่อในช่องเจ้าหนี้เอง ดังนั้น จำเลยผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งจะต้องร่วมรับผิดกับบริษัท ปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในต้นเงิน 23,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ด้วย หาใช่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ไม่ ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 654 ม. 911 ม. 968 (1) ม. 985
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยง อารีเจริญเลิศ
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2551
#418503
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยมีวัตถุประสงค์ในข้อ (4) คือ การรับ ออก โอนและสลักหลังตั๋วเงินหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้อย่างอื่น และตามข้อ (35) ประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิด และการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลอื่น การที่จำเลยรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นการค้ำประกันอย่างหนึ่ง จึงเป็นการกระทำตามวัตถุประสงค์ของจำเลย

การออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้ออกคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นการตกลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 911, 968 (1) ประกอบด้วยมาตรา 985 ซึ่งกฎหมายมิได้วางข้อจำกัดอันใดไว้จึงแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน จึงมิใช่การให้กู้ยืมเงินตามความหมายของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 การที่ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ก็มิใช่กรณีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่เป็นโมฆะ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท ป. ลูกหนี้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่

บริษัท ป. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระเงิน ต่อมาบริษัท ป. ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ การที่โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติไว้ โจกท์มิได้มอบหรือโอนสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่ผู้ใด โจทก์จึงยังคงเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินได้

ในคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ป. ลูกหนี้โจทก์ระบุอัตราดอกเบี้ยที่ขอรับชำระหนี้ไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยในบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ระบุในช่องหมายเหตุว่า ลูกหนี้มิได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้เมื่อครบกำหนด แต่ได้มีการตกลงทางวาจาว่า อัตราดอกเบี้ยใหม่จะเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นจำเลยผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจะต้องร่วมรับผิดกับบริษัท ป. ผู้ออกตั๋วแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 3/2541 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2541 จำนวนเงิน 23,000,000 บาท ที่บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาจะใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในวันที่ 1 มีนาคม 2542 ณ ที่ทำการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด โดยมีบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ในการชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด สั่งจ่ายเช็คจำนวน 4 ฉบับ ชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 ให้แก่โจทก์ และโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้แล้ว เมื่อถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ ปรากฏว่าไม่ได้รับชำระเงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาบริษัทบัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด และบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,962,301.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องเพราะกรรมการจำเลยที่อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินกระทำการนอกวัตถุประสงค์ของจำเลย จำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ใด การอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของกรรมการจำเลยไม่มีผลผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินแล้ว โจทก์ไม่เคยนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเพื่อให้ใช้เงิน บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยจึงไม่ได้ผิดนัดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องเพราะต้นฉบับตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์ได้นำต้นฉบับตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีหมายแดงที่ ลฟ. 8/2542 (ที่ถูกคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542) ของศาลล้มละลายกลางแล้ว หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงระงับไปแล้วโดยการแปลงหนี้ใหม่ เมื่อโจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นขอรับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ในคดีหมายเลขแดงที่ ลฟ.8/2542 (ที่ถูกคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542) ของศาลล้มละลายกลาง โดยโจทก์ได้เห็นชอบในแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ที่กำหนดให้โจทก์รับชำระหนี้ตามที่ขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลา 25 ปี หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงระงับไป หนี้ที่แปลงขึ้นมาใหม่ขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกและยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้ใหม่ที่แปลงมา ตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นโมฆะ เพราะมีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 23,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,962,301.35 บาท และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ในคดีหมายเลขแดงที่ ลฟ.8/2542 (ที่ถูกคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542) ของศาลล้มละลายกลางเพียงใด ก็ให้นำมาหักจากหนี้ของโจทก์ในคดีนี้เพียงนั้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์โดยมีบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยเป็นผู้รับอาวัล โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง คดีระหว่างธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวก ผู้ร้องขอ บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นเงินทั้งสิ้น 24,654,109.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากบริษัทปัญจพลเปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบกับคำสั่งดังกล่าว ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้อง เป็นการที่กรรมการจำเลยกระทำนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยในข้อ (4) คือ การรับ ออก โอน และสลักหลังตั๋วเงินหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้อย่างอื่น และตามข้อ (35) ประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิด และการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลอื่น ดังนั้น การที่จำเลยรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องซึ่งเป็นการค้ำประกันอย่างหนึ่ง จึงเป็นการกระทำตามวัตถุประสงค์ของจำเลยแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสองที่จำเลยฎีกามีว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่กำหนดอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และผู้ออกคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เป็นการตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911, 968 (1) ประกอบด้วยมาตรา 985 ซึ่งกฎหมายมิได้วางข้อจำกัดอันใดไว้จึงแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน จึงมิใช่การให้กู้ยืมเงินตามความหมายของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 การที่ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ก็มิใช่กรณีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงไม่เป็นโมฆะดังที่จำเลยเข้าใจ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสามที่จำเลยฎีกามีว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระงับไปโดยการแปลงนี้ใหม่แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดิสตรี้ จำกัด ข้อนี้จำเลยก็ไม่นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงยังไม่ระงับ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เมื่อหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ระงับจำเลยผู้ค้ำประกันด้วยอาวัลจึงต้องร่วมรับผิดกับบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อสี่ที่จำเลยฎีกามีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินอีกต่อไป เห็นว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระเงิน ต่อมาบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ การที่โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 บัญญัติไว้ โจทก์มิได้มอบหรือโอนสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้แก่ผู้ใด โจทก์จึงยังคงเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามตั๋วได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์ยื่นตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปยื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ณ ที่ทำการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด และเรียกเก็บเงินจากจำเลยซึ่งสถานที่ทำการของบริษัทดังกล่าวและของจำเลยตั้งอยู่ที่เดียวกันมีกรรมการชุดเดียวกัน แม้ตอนตอบคำถามค้านโจทก์จะเบิกความว่า นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นให้นายสุพจน์ซึ่งเป็นผู้ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ณ ที่ทำการของบริษัทดังกล่าวก่อนตั๋วสัญญาใช้เงินจะถึงกำหนด แต่โจทก์เบิกความตอบคำถามติงยืนยันว่าโจทก์ทวงถามด้วยวาจา และได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปมอบให้กับนายสุพจน์เมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงิน ฝ่ายจำเลยคงมีนายสุพจน์เบิกความเพียงว่า โจทก์ไม่เคยเอาตั๋วสัญญาใช้เงินมายื่นกับนายสุพจน์ แต่นายสุพจน์รับว่าเป็นกรรมการของทั้งสามบริษัทคือ บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลย ตั๋วสัญญาใช้เงินหมาย จ.2 นายสุพจน์รับว่าลงชื่อในช่องผู้ออกตั๋ว และผู้อาวัลทั้งสองคน ผู้ออกตั๋วและผู้อาวัลมีที่ทำการอยู่ที่เดียวกัน ทั้งเบิกความรับว่ามูลหนี้เดิมก่อนที่จะมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.2 ก็เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเหมือนกัน เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินใหม่ชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเก่า เห็นว่า เมื่อนำจำนวนเงินที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีถึง 23,000,000 บาท มาพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์และคำรับของนายสุพจน์พยานจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ได้เบิกความไปตามความจริงเพราะไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไม่นำตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 ไปยื่นให้ผู้จ่ายและผู้อาวัลทั้งสองใช้เงินตามตั๋วเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนด เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 ว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 28 มีนาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 ให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด และต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามเอกสารหมาย ล.2 โดยนำตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 มาขอรับชำระหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้ผู้จ่ายและผู้อาวัลทั้งสองใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.2 นั้น ปรากฏว่าในคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทบัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้นายสมยศเป็นผู้ยื่นคำรับชำระหนี้ดังกล่าวตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ระบุอัตราดอกเบี้ยที่ขอรับชำระหนี้ไว้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยในบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้เอกสารหมาย ล.2 ระบุในช่องหมายเหตุว่า ลูกหนี้มิได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้เมื่อครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคม 2542 แต่ได้มีการตกลงทางวาจาว่า อัตราดอกเบี้ยใหม่จะเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ในตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้ เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3 ก็มีหมายเหตุข้อเดียวกันนี้โดยโจทก์ลงชื่อในช่องเจ้าหนี้เอง ดังนั้น จำเลยผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งจะต้องร่วมรับผิดกับบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในต้นเงิน 23,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีด้วย หาใช่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่ ที่ศาลล่างพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 150 ม. 349 ม. 654 ม. 904 ม. 968
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยง อารีเจริญเลิศ
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา