คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1778/2551
#415862
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดไว้ก็ตามแต่โจทก์ได้กล่าวไว้ตอนท้ายของคำฟ้องด้วยว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยทั้งสามถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.137/2545 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่ต้องคำนึงว่าคำร้องขอฝากขังจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่เพราะความมุ่งหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เพียงต้องการให้จำเลยทั้งสามทราบรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุก็มิใช่องค์ประกอบความผิดอันจะต้องระบุให้ชัดแจ้งไว้ในคำฟ้องโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าตามคำร้องขอฝากขังในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.137/2545 ซึ่งอยู่ตอนหน้าของสำนวนนี้ได้มีรายละเอียดระบุสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่บ้านเลขที่ ๕๐ ถนนภูมิณรงค์ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลาและจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ด้านหลังคำร้องขอฝากขังดังกล่าวแล้ว ดังนี้จำเลยทั้งสองย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ใดและสามารถนำสืบต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 190 เม็ด น้ำหนัก 19.01 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี สำหรับคดีนี้แม้คำฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดไว้ก็ตาม แต่โจทก์ได้กล่าวไว้ตอนท้ายของคำฟ้องด้วยว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยทั้งสามถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.137/2545 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่ต้องคำนึงว่าคำร้องขอฝากขังจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ เพราะความมุ่งหมายของบทกฎหมายในเรื่องนี้เพียงต้องการให้จำเลยทั้งสามทราบรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุก็มิใช่องค์ประกอบความผิดอันจะต้องระบุให้ชัดแจ้งไว้ในคำฟ้องโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าตามคำร้องขอฝากขังในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.137/2545 ซึ่งอยู่ตอนหน้าของสำนวนนี้ ได้มีรายละเอียดระบุสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 50 ถนนภูมิณรงค์ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา และจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ด้านหลังคำร้องขอฝากขังดังกล่าวแล้ว ดังนี้ จำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ใดและสามารถนำสืบต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายอับดุลรอพา ปูเต๊ะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1767/2551
#415861
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่จึงเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 277 ตรี (1), 83, 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 277 ตรี (ที่ถูก มาตรา 277 ตรี (1)), 83 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51

โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตโจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่จึงเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายชาลีหรือเบิด งามดี
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1763/2551
#412766
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้นับแต่นั้น การที่โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทันทีแต่ยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปอีกมิใช่เป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลย ไม่มีผลทำให้หมายบังคับคดีสิ้นผลหรือเสียไป ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามที่โจทก์ให้โอกาส โจทก์ย่อมขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ ไม่จำต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีใหม่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,184,376 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง โดยผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีได้ทันที จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษา 5 งวด แล้วไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี หลังจากนั้นจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปอีกบางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินรวม 6 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยโดยไม่ชอบเพราะการที่โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปอีกเป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลย เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ทั้งสองต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอีกครั้งโดยระบุถึงจำนวนหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลชั้นต้นพิพพากษาตามยอมโดยสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อสำคัญว่า จำเลยยอมชำระเงินจำนวน 1,184,376 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง โดยผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีได้ทันที จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษารวม 5 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระ โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองก็ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยได้นับแต่นั้น การที่โจทก์ทั้งสองมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทันทีแต่ยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปอีกหาใช่เป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลยไม่ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองให้โอกาสจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีผลทำให้หมายบังคับคดีดังกล่าวสิ้นผลหรือเสียไปแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามที่โจทก์ทั้งสองให้โอกาสโจทก์ทั้งสองก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ กรณีไม่จำต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีใหม่อีกเพราะหมายบังคับคดีฉบับเดิมยังมีผลอยู่ การที่โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดจึงเป็นการบังคับคดีโดยชอบ ไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพา สุภาพันธ์ กับพวก
จำเลย — นางเอื้อจิตร์ ศิริโชติ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1736/2551
#412761
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกที่ดินวัดตามที่มีผู้แจ้งให้ทราบในฐานะผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี มิได้ทำในฐานะส่วนตัวส่วนจำเลยที่ 2 ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานีการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชักนำผู้อื่นให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทางเดียวกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีอาญาและมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ต่อพนักงานอัยการนั้นก็เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ชอบที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ แต่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยตรงในคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย แต่หากศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ให้ร้ายโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในสวนยางพาราที่บิดามารดาโจทก์ปลูกไว้ในที่ดินพิพาทซึ่งมีหลักฐานเป็น ส.ค. 1 เลขที่ 414 ตำบลทุ่งเตา อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อโจทก์เข้าดูแลจัดการสวนยางพาราดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาขัดขวางการดูแลสวนยางพาราของโจทก์ดำเนินการให้โจทก์ถูกจับกุม ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัวในชั้นสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการ จำเลยที่ 2 เมื่อรับฟังคำบอกกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้วได้ดำเนินการแจ้งความทำให้โจทก์ถูกจับกุมและต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เป็นการกระทำโดยมิชอบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจทำการแทนหน่วยงานราชการในเรื่องคดีอาญา ส่วนจำเลยที่ 3 ออกหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์โดยมิชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลงเชื่อรับแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ และจำเลยทั้งสามยังชักนำผู้อื่นให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับฟังดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์และมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เสียเวลาทำมาหากิน เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ขาดรายได้จากหลักทรัพย์ที่นำไปใช้ประกันตัว ขาดรายได้อันพึงได้จากสวนยางพารา เสียค่ารถไถปราบวัชพืชและค่ามัดจำสั่งปุ๋ย รวมค่าเสียหายทั้งหมดคิดเป็นเงิน 274,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 274,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า สวนยางพาราตามฟ้องเป็นของวัดโกงเหลงมิใช่ทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงเนื่องจากโจทก์บุกรุกที่ดินของวัด จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กระทำละเมิดและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากต้องรับผิดก็ไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับราชการอยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำแหน่งนักวิชาการศาสนา 7 และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ จำเลยที่ 3 ได้รับแจ้งว่ามีผู้บุกรุกนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดินในบริเวณวัดโกงเหลง (วัดร้าง) ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดี จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งว่าผู้บุกรุกที่ดินของวัดคือโจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามที่ได้รับมอบอำนาจและให้การในชั้นสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติการไปตามหน้าที่มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎหรือคำสั่ง จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ (ที่ถูกไม่ต้องสั่งจำหน่ายคดี) โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ให้ร้ายโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพารา และต่อมาจำเลยที่ 3 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจ ทำให้โจทก์ถูกจับกุมและต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว และจำเลยทั้งสามยังชักนำผู้อื่นให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทางเดียวกันเพื่อให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เมื่อพิจารณาข้ออ้างในคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องแล้วได้ความว่า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของวัดร้างต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งวัดโกงเหลง ได้รับแจ้งว่า มีผู้นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถสวนยางพาราของวัดโกงเหลงได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งนักวิชาการศาสนา 7 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎรานีไปแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกที่ดินของวัดโกงเหลง จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ว่าผู้นำรถแทรกเตอร์ไปไถที่ดินของวัดโกงเหลงคือโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 3 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกที่ดินวัดโกงเหลงตามที่มีผู้แจ้งให้ทราบนั้นเป็นการทำในฐานะผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี มิได้ทำในฐานะส่วนตัว ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อทราบจากผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ว่าโจทก์เป็นผู้บุกรุกที่ดินของวัดโกงเหลงก็ได้ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชักนำผู้อื่นให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทางเดียวกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตำรวจดำเนินคดีอาญาและมีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ต่อพนักงานอัยการนั้นก็เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนั้นไม่ว่าการมอบอำนาจให้แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์และการชักนำผู้อื่นให้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในทางเดียวกันเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับฟังเป็นโทษแก่โจทก์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะกระทำไปโดยถูกต้องหรือปราศจากอำนาจหรือเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์หรือร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการทำละเมิดต่อโจทก์ก็ตามโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อโจทก์ แต่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยตรงในคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย แต่หากศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้การที่ศาลชั้นต้นยกปัญหานี้ขึ้นวินิฉัยชี้ขาดเบื้องต้นแล้วมีคำสั่งยกฟ้องโจทย์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่มีผลต่อรูปคดี"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมมิตร พิมพ์ลอย
จำเลย — นายวิรัช สันติวาที กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1735/2551
#412293
เปิดฉบับเต็ม

ลิฟท์ซึ่งติดตั้งไว้ที่อาคารชุด มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วมจึงถือเป็นทรัพย์ส่วนกลาง การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาลิฟท์จึงต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระเป็นรายเดือน ค่าใช้จ่ายในส่วนที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) และต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องประเภทนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดสราญใจแมนชั่น โจทก์จึงมีหน้าที่ในการให้บริการและจัดการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วม ซึ่งเจ้าของร่วมจะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ และตามมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม ค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมดังกล่าวได้แก่ค่าใช้จ่ายให้จ้างคนงานคนสวน ยาม เงินเดือนพนักงาน ผู้จัดการที่ปรึกษา เสมียนพนักงานรวมตลอดจนค่าดูแลรักษาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง ค่าภาษีอากร ค่าเบื้ยประกันภัยทุกชนิดของอาคารโดยคิดตามเนื้อที่ คือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคล (ซึ่งเจ้าของร่วมจะต้องนำมาชำระให้แก่โจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ภายในวันที่ 5 ของเดือน หากผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดเบี้ยปรับได้ จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเลขที่ 17/376 และ 17/377 ของอาคารชุดสราญใจ แมนชั่น จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมให้แก่โจทก์ตามเนื้อที่ในอัตราเดือนละ 836.10 บาท และ 929.25 บาท ตามลำดับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดทั้งสองดังกล่าว แต่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระตามกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 245,490.69 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 134,073.45 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป กับให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมสำหรับห้องชุดเลขที่ 17/376 ในอัตราเดือนละ 836.10 บาท และห้องชุดเลขที่ 17/377 ในอัตราเดือนละ 929.25 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลทรัพย์สินส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 17/376 ในอัตราเดือนละ 111.48 บาท และสำหรับห้องชุดเลขที่ 17/377 ในอัตราเดือนละ 123.90 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมอันเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระทุกเดือน จึงถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค้างจ่ายที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2538 แต่โจทก์มาฟ้องจำเลยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เกินระยะเวลา 5 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมขึ้นเองโดยไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลทรัพย์ส่วนกลางก็ซ้ำซ้อนกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วม โจทก์ไม่ได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,166 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละงวด งวดละ 836.10 บาท เริ่มงวดแรกวันที่ 5 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป โดยงวดสุดท้ายวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 55,755 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละงวด งวดละ 929.25 บาท เริ่มงวดแรกวันที่ 5 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป โดยงวดสุดท้ายวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยอาคารจำนวน 5,795.05 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลทรัพย์ส่วนกลางคือค่าบริการบำรุงรักษาลิฟท์ได้ตามข้อบังคับเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 17 (2) การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 และสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายร่วมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาบังคับใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้น คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 ซึ่งในปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.12 ว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 คณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสราญใจแมนชั่นจำนวน 9 คน ได้ประชุมกันและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เรียกเก็บค่าบริการบำรุงรักษาลิฟท์ในอัตราตารางเมตรละ 2 บาท ต่อเดือน เห็นว่า ลิฟท์ซึ่งติดตั้งไว้ที่อาคารชุดสราญใจแมนชั่น มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วมจึงถือเป็นทรัพย์ส่วนกลาง การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาลิฟท์จึงต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากร ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษา และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 " ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ดังกล่าวนี้ ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องชำระเป็นรายเดือน ค่าใช้จ่ายในส่วนที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย ซึ่งสิทธิเรียกร้องในส่วนที่เป็นเงินค้างจ่ายนั้นมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) และต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องประเภทนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดสราญใจแมนชั่น
จำเลย — นายเสรีวัฒนาหรือเสรี เตชะพันธุกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2551
#412515
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้อย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วน ป.ที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2522 นางพเยาว์ เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2208 อนุญาตให้ผู้ร้องปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัย ผู้ร้องได้ปลูกสร้างอาคาร และทางราชการออกหมายเลขทะเบียนบ้านให้คือบ้านเลขที่ 26/3 ซอยศิลปเดช แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2536 นางพเยาว์แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2208 ดังกล่าวออกเป็น 8 แปลง ซึ่งเมื่อแบ่งแยกแล้วบ้านของผู้ร้องตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 ที่ดินที่มีบ้านผู้ร้องตั้งอยู่นี้นางพเยาว์ยกให้แก่นางสาวเกสรา และต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2545 นางสาวพิรีรัชต์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกสราผู้ตายขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวอภิรัชฎ ครั้นวันที่ 18 มิถุนายน 2550 ผู้ร้องไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน เพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 26/3 ซอยศิลปะเดช แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยแจ้งว่าต้องมีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังดังกล่าวก่อน เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิปลูกบ้านเลขที่ 26/3 ซอยศิลปะเดช ในที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 โดยชอบด้วยกฎหมาย บ้านจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แต่สิทธิของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์จนกว่าผู้ร้องจะได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าบ้านตามคำร้องเป็นของผู้ร้อง จึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) นั้น จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สำหรับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188
ป.ที่ดิน ม. 78
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายศิริบดี จงวิบูลทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2551
#415860
เปิดฉบับเต็ม

กรณีบุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลโดยเสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) ได้นั้น จะต้องมีกฎหมายสารบัญญัติสนับสนุนหรือรับรองว่าเป็นกรณีจำเป็นต้องร้องขอต่อศาลเพื่อรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่บนที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 สำหรับ ป.ที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดินฯ นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนสิทธิในที่ดินที่ได้กรรมสิทธิ์มาด้วยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่อาจนำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางพเยาว์เจ้าของที่ดินอนุญาตให้ผู้ร้องปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัย ผู้ร้องได้ปลูกสร้างอาคาร และทางราชการออกหมายเลขทะเบียนบ้านให้ นางพเยาว์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 8 แปลง ซึ่งเมื่อแบ่งแยกแล้วบ้านของผู้ร้องตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 ตำบลบางค้อ (บางนางนอง) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ที่ดินที่มีบ้านผู้ร้องตั้งอยู่นี้นางพเยาว์ยกให้แก่นางสาวเกสราและต่อมานางสาวพิรีรัชต์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกสราผู้ตายขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวอภิรัชฎาผู้ร้องไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียนเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในบ้านของผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยแจ้งว่าต้องมีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังดังกล่าวก่อน เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิปลูกบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 โดยชอบด้วยกฎหมาย บ้านจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แต่สิทธิของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์จนกว่าผู้ร้องจะได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ขอให้ ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าบ้านตามคำร้องเป็นของผู้ร้อง จึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) นั้น จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้นไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สำหรับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2597 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188 (1)
ป.ที่ดิน ม. 78
กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายศิริบดี จงวิบูลทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2551
#412511
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293 ที่เป็นที่สุด มิได้หมายความเฉพาะคำสั่งที่เกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวอ้างในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีเท่านั้น แต่รวมถึงคำสั่งที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยฟ้องโจทก์เป็นกรณีเดียวกันหาใช่ฟ้องเรื่องอื่นตามมาตรา 293 นั้น ถือได้ว่าเป็นการสั่งตามมาตรา 293 จึงเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาจ้างทำของจำนวน 9,000,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวน 5,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 11, 12, 13 และ 14 (บางส่วน) เป็นเงินจำนวน 13,959,035 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีก็จะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพราะสามารถนำหนี้ในคดีดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ในคดีนี้ได้ และการงดการบังคับคดีไว้ก่อนก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะโจทก์ได้เข้าครอบครองอาคารที่พิพาทแล้ว และโจทก์สามารถบังคับเอาจากหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้ต่อศาลซึ่งมีราคาสูงถึง 57,662,966 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในกรณีเดียวกันหาใช่ฟ้องเรื่องอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งงดการบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาของคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ซึ่งคำว่า คำสั่งของศาลตามมาตรานี้นั้นมิได้หมายความเฉพาะคำสั่งที่เกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวอ้างในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีเท่านั้น แต่รวมถึงคำสั่งที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเดียวกันหาใช่ฟ้องเรื่องอื่นตามมาตรา 293 นั้น ถือได้ว่าเป็นการสั่งตามมาตรา 293 ดังกล่าวแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อมา ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จำเลย — บริษัท รวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2551
#415875
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 293 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" นั้น มิได้หมายความเฉพาะคำสั่งที่เกิดจากการวินิจฉัยขอเท็จจริงในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีเท่านั้น แต่รวมถึงคำสั่งที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเดียวกันมิใช่เรื่องอื่นนั้น จึงเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาจ้างทำของจำนวน 9,000,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวน 5,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 11, 12, 13 และ 14 (บางส่วน) เป็นเงินจำนวน 13,959,035 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีก็จะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพราะสามารถนำหนี้ในคดีดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ในคดีนี้ได้ และการงดการบังคับคดีไว้ก่อนก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะโจทก์ได้เข้าครอบครองอาคารที่พิพาทแล้วและโจทก์สามารถบังคับเอาจากหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้ต่อศาลซึ่งมีราคาสูงถึง 57,662,966 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในกรณีเดียวกันหาใช่ฟ้องเรื่องอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งงดการบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาของคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 293 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ซึ่งคำว่าคำสั่งของศาลตามมาตรานี้นั้น มิได้หมายความเฉพาะคำสั่งที่เกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวอ้างในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีเท่านั้น แต่รวมถึงคำสั่งที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเดียวกันหาใช่ฟ้องเรื่องอื่นตามมาตรา 293 นั้น ถือได้ว่าเป็นการสั่งตามมาตรา 293 ดังกล่าวแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อมา ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จำเลย — บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1723/2551
#413137
เปิดฉบับเต็ม

บ้านพิพาทอยู่ในที่ดินที่ ท. จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ให้ ด. บุตรจำเลยโดยมิได้ระบุว่ายกให้แต่ที่ดินมิได้ยกบ้านพิพาทให้ด้วย ด. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทในฐานะเจ้าบ้านก็มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตามกฎหมาย การที่โจทก์ให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทส่วนที่รุกล้ำออกไปแต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม โจทก์จึงฟ้องจำเลยไม่ได้ เนื่องจากจำเลยมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท แม้จำเลยจะอยู่ในบ้านพิพาทด้วยก็ถือว่าอยู่ในฐานะบริวารของ ด. จำเลยไม่ได้เป็นผู้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และจำเลยก็ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 89 ตารางวา จำเลยเป็นผู้ครอบครองบ้านเลขที่ 19 ซอยลาดพร้าว 22 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกในที่ดินของนางสาวดลชนก และมีบางส่วนของบ้านหลังดังกล่าวได้ปลูกรุกล้ำเข้ามาในที่ดินทางทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์บางส่วน มีความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 345 เซนติเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางวา เดิมบ้านหลังดังกล่าวได้ปลูกสร้างโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของเดิม ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวดลชนกบุตรของจำเลย โจทก์ได้บอกให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยตกลงรื้อถอนแล้วแต่ไม่ยอมรื้อถอน โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนและจำเลยได้รับแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 19 ซอยลาดพร้าว 22 แขวงลาดพร้าว เขตจุตจักร กรุงเทพมหานคร ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเพทมหานคร ขอคิดค่าเสียหาย 100,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 และโฉนดเลขที่ 1132 เป็นที่ดินโฉนดเดียวกัน มีการแบ่งโฉนดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 จำเลยได้ปลูกโรงเรือนมาก่อนเกินกว่า 10 ปี ก่อนมีการแบ่งโฉนด โจทก์ได้ที่ดินจากบิดาโจทก์โดยการยกให้ จึงมีสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของเดิมที่มีอยู่กับจำเลย จำเลยปลูกบ้านเลขที่ตามฟ้องรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์โดยจำเลยใช้สิทธิก่อนที่จะมีการแบ่งแยกโฉนด จำเลยไม่เคยตกลงที่จะรื้อถอนส่วนของโรงเรือนในส่วนที่รุกล้ำ โจทก์และบิดาโจทก์ทราบดี โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะการปลูกบ้านต้องมีช่องว่างตามกฎหมาย ไม่ทำให้สภาพบ้านโจทก์เปลี่ยนไป ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในส่วนที่บ้านเลขที่ 19 ซอยลาดพร้าว 22 แขวงลาดยาว เขตจุตจักร กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉลดเลขที่ 14178 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนภาระจำยอม จำเลยขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า กรณีจำเลยมิใช่เป็นการปลูกบ้านในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริต จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามกฎหมายได้ ขอในยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอม ในส่วนที่บ้านเลขที่ 19 ซอยลาดพร้าว 22 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยเป็นฝ่ายชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นายเทวีบิดาโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสมพรภริยาจำเลย นางสาวดลชนกเป็นบุตรจำเลยกับนางสมพร เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เป็นของนายทวี บิดาโจทก์ ซึ่งซื้อมาจากบุคคลอื่นก่อนปี 2500 หลังจากนั้นนายทวีรื้อบ้านทรงไทยซึ่งเป็นของบิดามารดานายทวีมาปลูกในที่ดินแปลงนี้คือ บ้านพิพาทเลขที่ 18 ซอยลาดพร้าว 22 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยบิดามารดานายทวีและนางสมพรเข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ต่อมาเมื่อนางสมพรสมรสกับจำเลย จำเลยก็เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยและมีชื่อในทะเบียนในฐานะเจ้าบ้านตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นในปี 2538 นายทวีได้แบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง โดยแปลงซึ่งแยกออกไปคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1132 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 1 ตารางวา นายทวีจดทะเบียนยกให้นางสาวดลชนกบุตรจำเลยตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ส่วนที่ดินแปลงเดิมคือที่ดินโฉนดเลขที่ 141178 นายทวีจดทะเบียนยกให้โจทก์ในปี 2539 ปรากฏว่าบ้านพิพาทเลขที่ 19 ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1132 ของนาวสาวดลชนกมีบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 ของโจทก์ มีความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 345 เซนติเมตรคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางวา ที่โจทก์ฎีกาของให้บังคับจำเลยรื้อบ้านพิพาทในส่วนที่รุกล้ำเข้าไปที่ดินโจทก์นั้น เห็นว่า เดิมนายทวีบิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินทั้งตามที่ดินโฉนดเลขที่ 14178 ของโจทก์และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1132 ของนางสาวดลชนก บุตรสาวจำเลยและบ้านพิพาทในที่ดินของนางสาวดลชนก นายทวีบิดาโจทก์ก็เป็นผู้ปลูกลงในที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวร เป็นส่วนควบของที่ดินนายทวีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทด้วยเมื่อบ้านพิพาทอยู่ในที่ดินที่นายทวีจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ให้นางสาวดลชนกบุตรจำเลยโดยมิได้ระบุว่ายกให้แต่ที่ดินมิได้ยกบ้านพิพาทให้ด้วย นางสาวดลชนกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทในฐานะเจ้าบ้านก็มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทส่วนที่รุกล้ำออกไป แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้นจึงไม่อาจกระทำได้เนื่องจากจำเลยมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท แม้จำเลยจะอยู่ในบ้านพิพาทด้วยก็ถือว่าอยู่ในฐานะบริวารของนางสาวดลชนกซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาท โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทซึ่งเป็นของผู้อื่นได้ จำเลยไม่ได้เป็นผู้โต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และจำเลยก็ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้งมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์อีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแพร ญาณสุคนธ์
จำเลย — นายประสิทธิ์ ต่อประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2551
#412758
เปิดฉบับเต็ม

ป. ผู้จัดการคนเดิมของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความไว้ แต่เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมาเป็น ภ. แล้ว ภ. ย่อมมีอำนาจถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดมีนายประเสริฐเป็นผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดโจทก์ จำเลยทั้งห้าได้จัดทำเอกสารและลงลายมือชื่อปลอมในแบบรายการชื่อเจ้าของร่วมในอาคารชุดเพื่อร้องต่อโจทก์ให้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี พ.ศ.2547 เพื่อพิจารณาไม่รับรองการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2547 ให้ถอดถอนและแต่งตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยทั้งห้าออกหนังสือเป็นคำบอกกล่าวส่งไปยังเจ้าของร่วมว่าโจทก์เพิกเฉยไม่จัดประชุมและร่วมจัดประชุมเองในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นการผิดข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดและเป็นการเรียกประชุมโดยไม่มีอำนาจการประชุมและมติของที่ประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าการดำเนินการประชุมของจำเลยทั้งห้าเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2547 และมติที่ประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งห้าหยุดการดำเนินการเพื่อจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญในครั้งต่อไป ห้ามมิให้จำเลยทั้งห้ากระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางและกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์ในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อความเดือดร้อนให้กับเจ้าของร่วมคนอื่นและก่อความเสียหายแก่โจทก์และอาคารชุดโดยรวม

จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลไม่รับฟ้องแย้งคงเหลือคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากนายประเสริฐได้สิ้นสุดการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดของโจทก์แล้ว การฟ้องคดีนี้ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมแต่อย่างใด ลายมือชื่อของเจ้าของร่วมเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง การประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2547 เป็นการประชุมที่ชอบด้วยข้อบังคับของโจทก์และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกเลิกคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด เดอะ วอเตอร์ฟอร์ด รามา 4/3 ไว้ชั่วคราว

โจทก์อุทธรณ์

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์โดยนายภิรมย์ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดยื่นคำร้องว่า โจทก์ยอมรับมติที่ประชุมเจ้าของร่วมและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการผู้จัดการนิติบุคคลแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกต่อไป จึงขอถอนอุทธรณ์ และขอถอนทนายความชุดเก่าออกจากการเป็นทนายความของโจทก์ จำเลยทั้งห้ายื่นคำแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

นายวิศานติ์ทนายโจทก์ โดยนายประเสริฐผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านการถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์และถอนทนายความได้ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า นายภิรมย์มีอำนาจถอนอุทธรณ์คดีนี้และถอนทนายความแทนโจทก์ หรือไม่ ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องคัดค้านการถอนอุทธรณ์และถอนทนายความว่า คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว นิติบุคคลโจทก์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 ตามเอกสารหมาย ค.2 อันเป็นรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2549 ของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจากนายประเสริฐมาเป็นนายภิรมย์และได้มีการจดทะเบียนแล้วตามเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ดังนี้ นายภิรมย์จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้นายประเสริฐผู้จัดการนิติบุคคลคนเดิมเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมาเป็นนายภิรมย์แล้ว นายภิรมย์ย่อมมีอำนาจถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ หาใช่เป็นอำนาจของนายประเสริฐอย่างที่ผู้คัดค้านอ้างมาในฎีกาไม่ และการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลเป็นการจดทะเบียนตามมติที่ประชุมครั้งใหม่ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว มิใช่อาศัยมติที่ประชุมที่ยังเป็นข้อพิพาทในคดีดังที่ผู้คัดค้านฎีกา อีกทั้งการถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์และถอนทนายความได้ เป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด เดอะ วอเตอร์ฟอร์ด รามา 4/3
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ เกษมโกเมศ
จำเลย — นายสุกรี รอดโพธิ์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2551
#496345
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว นิติบุคคลโจทก์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 โจทก์เปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจาก ป.มาเป็น ภ. และได้มีการจดทะเบียนแล้ว ดังนี้ ภ. จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้ ป. ผู้จัดการนิติบุคคลคนเดิมเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมาเป็น ภ. แล้ว ภ. ย่อมมีอำนาจถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ หาใช่เป็นอำนาจของ ป. ไม่ และการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปตามมติที่ประชุมครั้งใหม่ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว มิได้อาศัยมติที่ประชุมที่ยังเป็นข้อพิพาทในคดี อีกทั้งการถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าการดำเนินการประชุมของจำเลยทั้งห้าเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2547 และมติที่ประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งห้าหยุดการดำเนินการเพื่อจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญในครั้งต่อไป ห้ามมิให้จำเลยทั้งห้ากระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางและกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของโจทก์ในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อความเดือดร้อนให้กับเจ้าของร่วมคนอื่นและก่อความเสียหายแก่โจทก์และอาคารชุดโดยรวม

จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกเลิกคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเดอะ วอเตอร์ฟอร์ด รามา 4/3 ไว้ชั่วคราว

โจทก์อุทธรณ์

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์โดยนายภิรมย์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดยื่นคำร้องว่า โจทก์ยอมรับมติที่ประชุมเจ้าของร่วมและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการผู้จัดการนิติบุคคลแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกต่อไป จึงขอถอนอุทธรณ์ และขอถอนทนายความชุดเก่าออกจากการเป็นทนายความของโจทก์ จำเลยทั้งห้ายื่นคำแถลงไม่คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

นายวิศานติ์ทนายโจทก์ โดยนายประเสริฐผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านการถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์และถอนทนายความได้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า นายภิรมย์มีอำนาจถอนอุทธรณ์คดีนี้และถอนทนายความแทนโจทก์หรือไม่ ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องคัดค้านการถอนอุทธรณ์และถอนทนายความว่า คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว นิติบุคคลโจทก์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2549 ของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจากนายประเสริฐมาเป็นนายภิรมย์และได้มีการจดทะเบียนแล้ว ตามเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ดังนี้นายภิรมย์จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้นายประเสริจผู้จัดการนิติบุคคลคนเดิมเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมาเป็นนายภิรมย์แล้ว นายภิรมย์ย่อมมีอำนาจถอนอุทธรณ์และถอนทนายความ หาใช่เป็นอำนาจของนายประเสริฐอย่างที่ผู้คัดค้านอ้างมาในฎีกาไม่ และการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลเป็นการจดทะเบียน ตามมติที่ประชุมครั้งใหม่ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว มิได้อาศัยมติที่ประชุมที่ยังเป็นข้อพิพาทในคดีดังที่ผู้คัดค้านฎีกา อีกทั้งการถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์และถอนทนายความได้ เป็นคำสั่งที่ชอบแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 72
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 246
ชื่อคู่ความ
นิติบุคคลอาคารชุด
โจทก์ — เดอะ วอเตอร์ฟอร์ด รามา 4/3
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ เกษมโกเมศ
จำเลย — นายสุกรี รอดโพธิ์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1712/2551
#417691
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่า จำเลยทั้งสามลงพิมพ์ข้อความเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 อันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงและมิใช่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมเป็นละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางทำมาหาได้และทางเจริญในกิจการของโจทก์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ ส่วนการคิดคำนวณค่าเสียหายอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ มิใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจะต้องบรรยายมาในคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 2 เขียนข่าวลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจสืบเนื่องจาก ว. เพื่อนของจำเลยที่ 2 มาแจ้งให้ทราบว่าได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลของโจทก์ 1 คืน เสียค่ารักษาพยาบาลประมาณ 4,000 บาท แพงกว่าที่โรงพยาบาลประมาณไว้ 3,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ลงข่าวมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์อ่านแล้วเป็นที่เข้าใจว่าโรงพยาบาลศรีสยามได้กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นโจรในเครื่องแบบสีขาว โรงพยาบาลเป็นโรงทรมานผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ซึ่งไม่ได้เป็นข้อความที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลคิดค่ารักษาพยาบาลแพงเกินกว่าความเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 2 รับทราบมา จึงไม่ใช่ข้อความที่ติชมด้วยความสุจริตเป็นธรรมเพื่อปกปักรักษาประโยชน์สังคมโดยส่วนรวม การที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงพิมพ์โฆษณาต่อสาธารณชน ย่อมเป็นการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423

จำเลยที่ 3 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องรับผิดชอบในข้อความหรือสิ่งอื่นใดที่ตนคัดเลือกนำมาลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ทั้งหมด จะอ้างว่าโดยปกติตนจะตรวจข่าวในกรอบพาดหัวหน้า 1 เป็นหลัก ข่าวในส่วนปลีกย่อยจะไม่ให้ความสนใจนั้นไม่ได้ เมื่อข้อความหรือสิ่งอื่นใดที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดก็จะต้องรับผิดเพราะตนเป็นผู้จัดการไขข่าวให้แพร่หลาย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ดำเนินกิจการในนามโรงพยาบาลศรีสยาม ประกอบกิจการสถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยและป้องกันโรคทั่วไป จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายและออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อหนังสือ กรุงเทพธุรกิจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เขียนข่าวกีฬา และจำเลยที่ 3 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมกันไขข่าวอันเป็นเท็จโดยการเขียนและลงพิมพ์ข่าวให้แพร่หลายในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า "ปล้น ฆ่า ข่มขืน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับยุคนี้ ยิ่งโรงพยาบาลนับได้ว่ากลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปทุกขณะ โรงพยาบาลที่ว่าคือโรงพยาบาลศรีสยาม บนถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 1)" และข้อความว่า "แถมค่าหมอก็แพงหูฉี่ นี่แหละหนา โจรในเครื่องแบบ (สีขาว)" และ "ที่ต้องเอาเรื่องนี้มาร่ายยาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้อ่านเองที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อโรงทรมานห่วย ๆ โรงนี้กันอีกต่อไป" ซึ่งไม่เป็นความจริงและมิได้เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้และทางเจริญในกิจการของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้สินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายฟ้องว่าข้อความตอนใดเป็นความเท็จไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีเกณฑ์คิดคำนวณค่าเสียหายอย่างไร จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจต่อสู้คดีได้ จำเลยที่ 2 เขียนข้อความตามฟ้องเนื่องจากนางสาววาสนาเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลศรีสยามซึ่งเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่าที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก จึงมิใช่ข้อความอันเป็นเท็จแต่เป็นการให้ความจริงเพื่อประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลศรีสยามให้การบริการรักษาผู้ป่วยทั่วไป ผู้ป่วยอุบัติเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สื่อข่าวประจำหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและจำเลยที่ 3 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ นางสาววาสนาเพื่อนของจำเลยที่ 2 ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศรีสยาม 1 คืน เสียค่ารักษาพยาบาลประมาณ 4,000 บาท แพงกว่าที่โรงพยาบาลศรีสยามประมาณไว้คือ 3,000 บาท นางสาววาสนาบอกให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 จึงเขียนข่าวลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ในหน้าข่าวกีฬาคอลัมน์ติดขอบสนามว่า "ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดียุคไอเอ็มเอฟ ยุคที่คนไทย ห้ามกิน (ให้มาก) ห้ามเจ็บห้ามป่วยเด็ดขาดเพราะเป็นยุคแห่งการขูดรีด กดขี่ ข่มเหงและคอรัปชั่น ปล้น ฆ่า ข่มขืน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับยุคนี้ ยิ่งโรงพยาบาลนับได้ว่ากลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปทุกขณะ โรงพยาบาลที่ว่าก็คือโรงพยาบาลศรีสยามบนถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 1) ที่มีคุณหมอพิชญาหมอประจำทีมฟุตบอลชาติไทยทำงานอยู่ด้วย คนที่ประสบมาด้วยตนเองคือคนใกล้ตัวผมเอง ซึ่งเช็คเอาท์จากโรงพยาบาลมาหมาด ๆ แค่คำถามคำแรกก่อนเข้าก็เจ็บแสบแล้วว่ามีเงินหรือไม่ เมื่อตอบว่ามีและเช็คอาการดูแล้ว หมอตีราคาไว้ที่ไม่เกิน 3,000 บาท สำหรับห้องรวม 4 เตียง แต่พอวันเช็คเอาท์ กลายเป็น 4,000 กว่าบาท แถมเตียงห้องรวมนั้นราคา 500 บาท เขาเล่นคิดค่าที่นอน ผ้าผ่อน เสื้อผ้า รวมทั้งค่าพยาบาลเข้าไปด้วย รวมเบ็ดเสร็จพันกว่า แพงกว่าห้องพิเศษของอีกหลายโรงพยาบาลที่เกรดเดียวกันแถมค่าหมอก็แพงหูฉี่ นี่แหละหนาโจรในเครื่องแบบ (สีขาว) ด้วยความคารวะ วานท่านรักเกียรติ รมว.สาธารณสุข ช่วยเป็นหูเป็นตาเถอะครับ ยุคนี้คนไทยจะป่วยไม่เป็นกันแล้วนะครับ เพราะยอมตายมันซะเลยดีกว่าสิ้นเรื่องสิ้นราว ครับวันนี้คงต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่ต้องเอาเรื่องนี้มาร่ายยาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้อ่านเองที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อโรงทรมานห่วย ๆ โรงนี้กันอีกต่อไป" ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.16 ที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ จำเลยที่ 2 เป็นคอลัมน์นิสต์ จำเลยที่ 3 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนักหนังสือพิมพ์เป็นผู้มีวิชาชีพอิสระมีดุลพินิจในการดำเนินการวิชาชีพแห่งตน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้รับผลตอบแทนเป็นรายเดือนในรูปเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 การจ้างงานเป็นลักษณะจ้างทำของ จำเลยที่ 1 มิอาจกำหนดให้นำเสนอข่าวได้ จึงไม่เข้าลักษณะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่าข้อความที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลงพิมพ์ไม่เป็นความจริง และมิได้เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันลงพิมพ์ข่าวโดยให้ข่าวด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 และจำหน่ายแพร่หลายในหมู่สาธารณชนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ที่สั่งสมมานานถึง 4 ปี และเป็นที่เสียหายแก่ธุรกิจทางทำมาหาได้ของสถานพยาบาลโจทก์ กล่าวคือ ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าโรงพยาบาลโจทก์มีสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ ไม่รับผิดชอบในการรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลแพงมากเหมือนถูกปล้นจากผู้ทำการรักษาพยาบาล และไม่ควรเข้าไปรับการรักษาพยาบาลเพราะจะตกเป็นเหยื่อให้โจทก์ทรมานและปล้นซ้ำ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางทำมาหาได้และทางเจริญในกิจการของโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยทั้งสามลงพิมพ์ข้อความเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ข้อความเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 อันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงและมิใช่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมเป็นละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางทำมาหาได้และทางเจริญในกิจการของโจทก์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ที่สั่งสมมานานถึง 4 ปี ส่วนการที่โรงพยาบาลโจทก์จะได้รับความเสียหายโดยโจทก์คิดคำนวณค่าเสียหายอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจะต้องบรรยายมาในคำฟ้องไม่ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 เขียนข่าวลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจสืบเนื่องจากนางสาววาสนาเพื่อนของจำเลยที่ 2 มาแจ้งให้ทราบว่าได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลของโจทก์ 1 คืน เสียค่ารักษาพยาบาลประมาณ 4,000 บาท แพงกว่าที่โรงพยาบาลประมาณไว้ 3,000 บาท แต่ปรากฏข้อความที่จำเลยที่ 2 ลงข่าวดังกล่าวแม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นภาษาชาวบ้าน แต่ก็เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์อ่านแล้วเป็นที่เข้าใจว่าโรงพยาบาลศรีสยามได้กลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ แพทย์ของโรงพยาบาลศรีสยามเป็นโจรในเครื่องแบบสีขาว โรงพยาบาลศรีสยามเป็นโรงทรมานผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ซึ่งไม่ได้เป็นข้อความที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลศรีสยามคิดค่ารักษาพยาบาลแพงเกินกว่าความเป็นจริงแต่อย่างใด ตามที่จำเลยที่ 2 รับทราบมา จึงไม่ใช่ข้อความที่ติชมด้วยความสุจริตเป็นธรรมเพื่อปกปักรักษาประโยชน์สังคมโดยส่วนรวมโรงพยาบาลศรีสยามได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขว่ามีผลงานบริการอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ดีตามสำเนาหนังสือกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ.0204/04/49 ลงวันที่ 4 ธันวา 2540 เอกสารหมาย จ.5 ข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนมานั้นจึงฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงการที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงพิมพ์โฆษณาต่อสาธารณชน ย่อมเป็นการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องรับผิดชอบในข้อความหรือสิ่งอื่นใดที่ตนคัดเลือกนำมาลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ทั้งหมด จะอ้างว่าโดยปกติตนจะตรวจข่าวในกรอบพาดหัวหน้า 1 เป็นหลัก ข่าวในส่วนปลีกย่อยจะไม่ให้ความสนใจนั้นไม่ได้ เมื่อข้อความหรือสิ่งอื่นใดที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดก็จะต้องรับผิดเพราะตนเป็นผู้จัดการไขข่าวให้แพร่หลาย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามในประการสุดท้ายว่าโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท นั้นต่ำไป ควรเป็น 700,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ส่วนจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นสูงเกินไป เห็นว่า โรงพยาบาลของโจทก์มีเงินลงทุนประมาณ 1,000,000,000 บาท ดำเนินการมาแล้ว 4 ปี ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ดี มีแพทย์ประจำ 10 คน แพทย์ที่ปรึกษา 40 คน พยาบาล 70 คน เภสัชกร 5 คน ทันตแพทย์ 20 คน รักษาผู้ป่วยมาแล้วประมาณ 100,000 ราย ข้อความที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็นการละเมิดแก่โจทก์นั้น ทำให้แพร่หลายแก่บุคคลทั่ว ๆ ไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงทำให้ประชาชนเข้าใจผิดอันเป็นความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้และความเจริญของโจทก์ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 2 เขียนข้อความลงในหนังสือพิมพ์หน้ากีฬาคอลัมน์ติดขอบสนามย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ามีผู้อ่านให้ความสนใจไม่มากเป็นพฤติการณ์เพื่อกำหนดจำนวนค่าเสียหายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ไว้หรือมิได้กำหนดประเด็นไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกพฤติการณ์ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายลดจากที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยกำหนดให้เพียง 400,000 บาทนั้น เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นลดจำนวนเงินค่าเสียหายและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์โดยมิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเห็นสมควรสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 423 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์การแพทย์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2551
#412385
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในระหว่างระยะเวลาฎีกา และศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งรับฎีกา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนที่คดีจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง แล้วจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะอนุญาตให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้ แม้ต่อมาจำเลยฎีกา คดีก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีก แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่งอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาห้างหุ้นส่วนจำกัด พี. ที. วี. อีเล็คทริค ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 18 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ระหว่างระยะเวลาฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ โจทก์จำเลยไม่คัดค้าน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในระหว่างระยะเวลาฎีกา และศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งรับฎีกา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนที่คดีจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง แล้วจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะอนุญาตให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้ แม้ต่อมาจำเลยฎีกา คดีก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีก แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่งอีก

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย อนุญาตให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

1/1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.ที.วี. อีเล็คทริค
จำเลย — นายวรวิทย์ แสงเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2551
#415806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ โดยจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นสองงวด งวดที่ 1 ชำระภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 งวดที่ 2 ชำระภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทันที ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกำหนดวิธีการชำระหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ มีกำหนดจำนวนเงินและระยะเวลาจ่ายที่แน่นอน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตั้งแต่งวดแรก โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้ทั้งหมด อายุความเริ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2539 จำเลยซึ่งเป็นชาวไร่อ้อยที่ขอรับการส่งเสริมในกิจการปลูกอ้อยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายอ้อยให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ออกเงินค่าใช้จ่ายในการปลูกอ้อยให้แก่จำเลย และเมื่อถึงฤดูกาลผลิตอ้อยจำเลยมีหน้าที่จะต้องตัดอ้อยนำส่งขายให้แก่โจทก์ โดยถือว่าเงินที่โจทก์ออกค่าใช้จ่ายในการปลูกอ้อยให้จำเลยนั้นเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นราคาซื้ออ้อยล่วงหน้า เมื่อจำเลยตัดอ้อยมาขายให้โจทก์ก็จะนำมาหักกลบลบหนี้กัน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 โจทก์และจำเลยได้คิดบัญชีหักกลบลบหนี้กัน ปรากฏว่าจำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 53,777.52 บาท จำเลยได้ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระหนี้ 2 งวด งวดที่ 1 จะชำระภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 เป็นเงิน 25,000 บาท และงวดที่ 2 จะชำระส่วนที่เหลืออีก 28,777.52 บาท ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด และยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ภายหลังทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป เป็นเงินดอกเบี้ย 40,333.14 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 94,110.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 53,777.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ในฐานะผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมได้ออกเงินทดรองจ่ายไปแทนจำเลยจึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 เมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ใหม่จากการตัดส่งอ้อยเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นให้จำเลยผ่อนชำระทุนคืนแก่โจทก์เป็นงวดๆ มีกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนและกำหนดวันที่จะต้องชำระหนี้ไว้ชัดแจ้ง กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ซึ่งจำเลยผิดนัดชำระหนี้งวดแรกจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 53,777.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์จ่ายเงินและวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกอ้อย เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและยาปราบวัชพืช เป็นต้น ให้แก่จำเลยเป็นทุนในการปลูกอ้อย โดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจำเลยจะนำอ้อยมาขายให้แก่โจทก์ โดยถือว่าเงินและสิ่งของที่โจทก์ให้จำเลยเป็นทุนในการปลูกอ้อยเป็นเงินค่าซื้ออ้อยล่วงหน้า เมื่อจำเลยส่งอ้อยให้โจทก์ก็คิดหักราคากัน ครั้นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยจำเลยไม่ได้นำอ้อยมาขายให้แก่โจทก์ตามสัญญา วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ โดยยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระโจทก์อยู่เป็นเงิน 53,777.52 บาท ปรากฏตามหนังสือรับสภาพหนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ออกทุนให้จำเลยไปปลูกอ้อยเมื่อคิดหักบัญชีกันแล้วยังเหลือเงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 53,777.52 บาท เมื่อจำเลยมาทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวนดังกล่าว และในข้อ 2 ของหนังสือรับสภาพหนี้มีข้อตกลงว่า จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็น 2 งวด งวดที่ 1 ชำระเป็นเงิน 25,000 บาท ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 และงวดที่ 2 ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมดภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทันที กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยเรียกเอาจำนวนเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ มีกำหนดจำนวนเงินและระยะเวลาจ่ายที่แน่นอน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกที่ต้องชำระภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ทั้งหมด อายุความเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 คือ วันที่ 1 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — จ่าสิบเอกธงชัย ธนูทอง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2551
#417693
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างเหมาขุดลอกลำห้วย ให้สิทธิโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างเรียกเบี้ยปรับเป็นรายวันจากจำเลยผู้รับจ้างในกรณีที่ไม่ส่งมอบงานตามกำหนดเวลาได้ โดยกำหนดส่งมอบงานวันที่ 30 สิงหาคม 2545 แต่จำเลยขอขยายระยะเวลาการส่งมอบงานและโจทก์ได้ยินยอมขยายระยะเวลาให้จำเลยถึงวันที่ 27 กันยายน 2545 มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงวันส่งมอบงานจากกำหนดเดิมเป็นวันที่ 28 กันยายน 2545 แล้ว โจทก์ไม่อาจเอากำหนดวันส่งมอบงานเดิมมาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยได้อีกต่อไป เมื่อกำหนดวันที่งานจะต้องแล้วเสร็จได้เปลี่ยนเป็นวันที่ 28 กันยายน 2545 แต่จำเลยไม่ส่งมอบงานตามกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2545 เป็นต้นไป

เบี้ยปรับแม้จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญา แต่กฎหมายก็มิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามจำนวนนั้น ทั้งนี้ต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญารับจ้างเหมาขุดลอกลำห้วยและเรียงหินใหญ่กันตลิ่งพังที่น้ำตกกังสดาลรีสอร์ทกับโจทก์ อัตราค่าจ้าง 400,000 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเหมาเป็นงวดรวม 3 งวด ทั้งนี้จำเลยจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 โดยกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2545 หากกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลยก็สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้ แต่จำเลยจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบถึงเหตุขัดข้องดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หากจำเลยไม่ส่งมอบงานตามกำหนดโดยมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยยินยอมชำระค่าปรับร้อยละ 2.5 ต่อวัน หรือวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบงานแล้วเสร็จ หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยได้ทำงานให้โจทก์และรับเงิน 2 งวด รวมเป็นเงิน 240,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จและขอขยายระยะเวลากับโจทก์จนถึงวันที่ 28 กันยายน 2545 เมื่อครบกำหนดเวลาจำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระค่าเสียหายการกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายโดยให้จำเลยชดใช้ค่าปรับวันละ 10,000 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดตามสัญญา จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเป็นเวลา 38 วัน คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 380,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย นางสาวยุวดีทำนิติกรรมกับจำเลยในฐานะส่วนตัวและวัตถุประสงค์แห่งนิติกรรมในคดีนี้เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยมิได้ผิดสัญญาแต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับนับแต่วันใด โดยโจทก์ฎีกาว่างานที่ว่าจ้างให้จำเลยทำนั้นมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 30 สิงหาคม 2545 เมื่อจำเลยผิดสัญญาเนื่องจากทำงานที่ว่าจ้างไม่เสร็จตามกำหนด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามสัญญาได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2545 อันเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญารวมเป็นเวลา 38 วัน มิใช่เพียง 10 วัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยแล้วนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาจ้างเหมาขุดลอกลำห้วยและเรียงหินใหญ่กันตลิ่งพังเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 6 ให้สิทธิโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างเรียกเบี้ยปรับเป็นรายวันจากจำเลยผู้รับจ้างในกรณีที่ไม่ส่งมอบงานตามกำหนดเวลาได้ก็ตาม โดยกำหนดเวลาที่ต้องส่งมอบงานคือวันที่ 30 สิงหาคม 2545 แต่ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.9 ขอขยายระยะเวลาการส่งมอบงานและโจทก์ได้ยินยอมขยายระยะเวลาให้จำเลยถึงวันที่ 28 กันยายน 2545 เช่นนี้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงวันส่งมอบงานจากกำหนดเดิมเป็นวันที่ 28 กันยายน 2545 แล้วโจทก์ไม่อาจเอากำหนดวันส่งมอบงานเดิมมาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยได้อีกต่อไป อีกทั้งจำเลยเขียนข้อความในเอกสารหมาย จ.9 แต่เพียงว่าหากงานไม่เสร็จยินยอมให้ปรับตามสัญญา มิได้มีข้อความว่ายอมให้ปรับตามกำหนดเดิมแต่อย่างใด เมื่อกำหนดวันที่งานจะต้องแล้วเสร็จได้เปลี่ยนเป็นวันที่ 28 กันยายน 2545 แต่จำเลยไม่ส่งมอบงานตามกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2545 เป็นต้นไปถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญารวม 10 วัน เท่านั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจลดเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมาตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้มีการกำหนดค่าปรับกันไว้ในเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 6 โดยให้สิทธิโจทก์ที่จะปรับจำเลยวันละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่เงินค่าปรับตามที่คู่กรณีกำหนดไว้นั้น ถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับเพื่อการที่จะชดใช้บรรเทาความเสียหายอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เป็นความพอใจแก่ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญา ซึ่งต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้ว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้..." แสดงว่าเบี้ยปรับนั้น แม้จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญา แต่กฎหมายก็มิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาและแม้ว่าในหนังสือเอกสารหมาย จ.9 ระบุข้อความว่าจำเลยยินยอมชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตามสัญญาก็ตาม หากเบี้ยปรับดังกล่าวสูงเกินส่วนศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลดค่าปรับจากวันละ 10,000 บาท เป็นวันละ 3,000 บาท เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบและเหมาะสมแก่ความเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยนับแต่วันที่ครบกำหนดส่งมอบงานเดิม ในอัตราวันละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโจทก์ตามฟ้อง คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจำนวน 350,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวในอัตราร้อยละ 2.5 และค่าขึ้นศาลอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) และข้อ (4) คิดเป็นเงิน 8,850 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 9,600 บาท ซึ่งเกินมา 750 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 750 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที. เอ. เอส. แอสเซ็ท จำกัด
จำเลย — นางสาวลำดวน สนินัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2551
#412755
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ภ. เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง แม้ขณะนั้น ส. ยังมิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ฟ้องคดีแทนก็หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้อันจะตกเป็นโมฆะไม่ ผลคงมีเพียงว่า ภ. ยังไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ทำกันไว้ในขณะนั้นได้เท่านั้นต่อมาเมื่อ ส. ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจฟ้องคดีแทนแล้วก็มิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือทำหนังสือมอบอำนาจช่วงขึ้นใหม่หนังสือมอบอำนาจจึงสมบูรณ์ มีผลทำให้ ภ. มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ ส. ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นต้นไป

ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคสอง (5) ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้นแต่ข้อความในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ โดยให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้เป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยตรงอยู่แล้ว และไม่จำต้องระบุไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าให้ฟ้องจำเลยที่ 1 หรือบุคคลใด หรือฟ้องข้อหาใด จึงเป็นการมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายสุรวุฒิมอบอำนาจช่วงให้นายภัคเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน 3 ฉบับ ฉบับละ 20,000 บาท ลงวันที่ 20 มกราคม 2546 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 20 มีนาคม 2546 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัย เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสำเหร่ เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับตามวันที่ลงในเช็ค โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คทั้งสามฉบับเป็นเงิน 60,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องโจทก์ขอคิดเพียง 4,525 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 64,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุว่าให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นต้องการห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค คือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ของต้นเงิน 20,000 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2546 ของต้นเงิน 20,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจฟ้องคดีของโจทก์ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และนายสุรวุฒิได้มอบอำนาจช่วงให้นายภัคเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โดยทำหนังสือมอบอำนาจช่วงไว้ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2546 ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นก่อนหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นเวลาเกือบ 6 เดือน ขณะนายสุรวุฒิลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจช่วง นายสุรวุฒิยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 เพราะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ และไม่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ นายภัคผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายสุรวุฒิจึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายสุรวุฒิทำหนังสือมอบอำนาจให้นายภัคเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง แม้ขณะนั้นนายสุรวุฒิยังมิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ฟ้องคดีแทนก็หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้อันจะตกเป็นโมฆะไม่ ผลคงมีเพียงว่า นายภัคยังไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ทำกันไว้ในขณะนั้นได้เท่านั้น ต่อมาเมื่อนายสุรวุฒิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจฟ้องคดีแทนแล้ว นายสุรวุฒิและนายภัคก็มิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับเดิมตามเอกสารหมาย จ.3 หรือทำหนังสือมอบอำนาจช่วงขึ้นใหม่ แสดงว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาให้ใช้หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 ต่อไป และแม้จะทำขึ้นใหม่ข้อความก็คงต้องเป็นเช่นเดิม หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงสมบูรณ์ และมีผลทำให้นายภัคมีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่นายสุรวุฒิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นต้นไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือเจาะจงว่าเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องบุคคลใดหรือข้อหาใดบ้าง จึงเป็นการมอบอำนาจที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) เป็นบทกฎหมายที่ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์นี้ ข้อความในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจกท์ โดยให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งในทางคดีแพ่งหรือคดีอาญา รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยตรงอยู่แล้ว และการมอบอำนาจในกรณีเช่นนี้ก็ไม่จำต้องระบุไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าให้ฟ้องจำเลยที่ 1 หรือบุคคลใด หรือฟ้องข้อหาใด จึงเป็นการมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายสุรวุฒิมอบอำนาจช่วงให้นายภัคดำเนินการ นายภัคย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจต่อเนื่องกันมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเนียน ไฮเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551
#412776
เปิดฉบับเต็ม

ครบกำหนดชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก แสดงว่าธนาคารกับจำเลยถือว่าสัญญาที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ธนาคารย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 แต่จำเลยนำเงินมาชำระให้ธนาคารวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำนวน 5,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 การที่ธนาคารนำเงินจำนวน 6.68 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมาหักชำระหนี้บัตรเครดิตเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 หลังจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีเศษ และคิดดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าตลอดมา นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า ธนาคารอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้ธนาคารได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยได้ดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าระหว่างนั้นและเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

จำเลยนำเงินมาชำระหนี้บางส่วนโดยให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จำนวน 1,000 บาท เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากธนาคารนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลยนี้ด้วย จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัตรเครดิตขวัญนคร โดยจำเลยยินยอมให้ธนาคารหักเงินฝากจากบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้ได้ จำเลยได้นำบัตรเครดิตไปใช้และค้างชำระเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 36,669.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24.50 ต่อปี ของต้นเงิน 18,439.80 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การคิดดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ และคดีขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชยการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลยคดีนี้ จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัตรเครดิตขวัญนคร โดยจำเลยทำหนังสือยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 095-2-14053-5 ของจำเลยให้ทันทีภายในวันที่ที่กำหนดให้ชำระหนี้ตามสัญญาและเงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิตขวัญนครเอกสารหมาย จ.7 จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2538 กำหนดชำระเงินวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ตามใบแจ้งยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.8 จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้ธนาคารเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำนวน 5,000 บาท แล้วค้างชำระหนี้ ต่อมาธนาคารหักเงินจากบัญชีดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 6.68 บาท และหักชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จำนวน 1,000 บาท แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ครบกำหนดชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าธนาคารยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก ตามพฤติการณ์แสดงว่าธนาคารกับจำเลยถือว่าสัญญาที่มีต่อกันเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ธนาคารย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 แต่จำเลยนำเงินมาชำระให้ธนาคารวันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จำนวน 5,000 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 การที่ธนาคารนำเงินจำนวน 6.68 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมาหักชำระหนี้บัตรเครดิตเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 หลังจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีเศษ และคิดดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าตลอดมาพฤติการณ์ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของธนาคารตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า ธนาคารอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้ธนาคารได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยได้ดอกเบี้ยและค่าเบี้ยปรับชำระหนี้ล่าช้าระหว่างนั้นและเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับ เช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ส่วนที่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้บางส่วนโดยให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 จำนวน 1,000 บาท นั้น เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกเงินคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากธนาคารนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 จึงเกิน 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 193/14 ม. 193/28
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายธนาพัฒน์ โพธิ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1683/2551
#420204
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 87 เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณา หรือเมื่อศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายแล้วก็ดี กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายยังคงต้องดำเนินต่อไป และให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาในกรณีที่ลูกหนี้ตายมาใช้บังคับซึ่งตามมาตรา 6 คำว่า "กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย" หมายความรวมถึง กระบวนพิจารณาไม่ว่าจะกระทำต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่เริ่มคดีจนถึงคดีสิ้นสุด คดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังคงมีอำนาจเก็บรวบรวมจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย ต่อไปจนกว่าคดีสิ้นสุดตามมาตรา 22 (1) (2) และกรณีถือเป็นเหตุให้ต้องมีการจัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย โดยจะต้องมีทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์เข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย ต่อไป เมื่อผู้ร้องแถลงยอมรับแล้วว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย จึงเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 2 สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ย่อมตกทอดแก่ผู้ร้องแต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก แม้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกผู้ร้องเข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย เกินกว่า 1 ปี นับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาตั้งผู้ร้องเป็นผู้ร้องเป็นผู้แทนลูกหนี้ที่ตายเพื่อที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 และมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวศรีสกุลผู้ร้อง เข้ามารับมรดกความแทนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ที่ผู้ร้องฎีกาว่า กรณีไม่มีเหตุให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ผู้ตายแล้วเนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ตายได้ และโจทก์ยื่นคำร้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ทั้งผู้ร้องมิใช่ทายาทผู้รับมรดกของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 เมื่อปรากฏว่า ลูกหนี้ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณา หรือเมื่อศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายแล้วก็ดีกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายยังคงต้องดำเนินต่อไป และให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาในกรณีที่ลูกหนี้ตายมาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 6 คำว่า "กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย" หมายความรวมถึง กระบวนพิจารณาไม่ว่าจะกระทำต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่เริ่มคดีจนถึงคดีสิ้นสุด คดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังคงมีอำนาจเก็บรวบรวมจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย ต่อไปจนกว่าคดีสิ้นสุด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (2) และกรณีถือเป็นเหตุให้ต้องมีการจัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย โดยจะต้องมีทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์เข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย ต่อปี และแม้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกผู้ร้องเข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย เกินกว่า 1 ปี นับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาตั้งผู้แทนลูกหนี้ที่ตายเพื่อที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องแถลงยอมรับแล้วว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ผู้ตาย ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 2 สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ย่อมตกทอดแก่ผู้ร้องแต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนลูกหนี้ที่ตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 22 (1) ม. 22 (2) ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาวศรีสกุล ฟูตระกูล
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดคอนสตั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1679/2551
#412507
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาตามยอมของศาลที่ถึงสุดแล้ว จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี และเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ประกอบมาตรา 193/12 เมื่อลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 เจ้าหนี้จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2537 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 จึงพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ จึงขาดอายุความแล้ว

การที่ลูกหนี้ที่ 1 เคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายขอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลดยอดหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ที่ 1 สามารถไถ่ถอนทรัพย์จำนอง เป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยมีการยึดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ลูกหนี้ที่ 1 รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง ทั้งมิใช่เป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และ (5) ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง

เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองไว้ในคดีแพ่ง และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) แล้ว แม้หนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความเจ้าหนี้ก็ยังคงมีทรัพย์สิทธิบังคับชำระหนี้จากราคาทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ภายในวงเงินจำนอง แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพญ์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 ประกอบมาตรา 745

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547

วันที่ 22 ธันวาคม 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 1,315,265.88 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามมาตรา 96 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2537 และกำหนดชำระหนี้งวดแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 เมื่อนับถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 22 ธันวาคม 2547 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี ล่วงเลยระยะเวลาที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ จึงเป็นหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่เมื่อหนี้ดังกล่าวมีทรัพย์จำนองเป็นประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติให้ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองแม้ว่าสิทธิเรียกร้องในส่วนหนี้ประธานจะขาดอายุความก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยค้างชำระย้อนหลังเกิน 5 ปี ไม่ได้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5170 และ 5171 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ภายในวงเงินจำนอง 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระ 5 ปี นับแต่วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย้อนขึ้นไป (ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2542 ถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด วันที่ 16 กันยายน 2547) เป็นเงิน 367,500 บาท จึงเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของเจ้าหนี้ตามมาตรา 107 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แต่ให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขาดทอดตลาดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 5170 และ 5171 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ หมายเลขแดงที่ 1172/2537 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นไม่เกินวงเงิน 717,500 บาท

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีหมายเลขแดงที่ 1172/2537 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2537 ว่า ลูกหนี้ทั้งสองตกลงชำระหนี้จำนวน 542,509.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยชำระให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 โดยชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ถ้าลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้เจ้าหนี้บังคับคดีได้ทันทีโดยยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 5170 และ 5171 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ออกขายทอดตลาด ถ้าไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอย่างอื่นของลูกหนี้ทั้งสองออกขายทอดตลาดจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน หลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก วันที่ 28 ตุลาคม 2537 เจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5170 และ 5171 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำขอรับชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาตามยอมของศาลที่ถึงที่สุดแล้ว จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ประกอบมาตรา 193/12 เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 เจ้าหนี้จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2537 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 จึงพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้ทั้งสองจึงขาดอายุความแล้ว ที่เจ้าหนี้อ้างในอุทธรณ์ทำนองว่า ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวลูกหนี้ที่ 1 เคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายขอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาลดยอดหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ที่ 1 สามารถไถ่ถอนทรัพย์จำนองเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้แล้ว และเจ้าหนี้ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยมีการยึดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว ทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาสะดุดหยุดลง จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การยื่นคำร้องของลูกหนี้ที่ 1 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว และการที่เจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นั้น ก็มิใช่เป็นกรณีที่ลูกหนี้ที่ 1 รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง ทั้งมิใช่เป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และ (5) ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ดังนั้น มูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงขาดอายุความและถือเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองไว้แล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1172/2537 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) แม้หนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วเจ้าหนี้ก็ยังคงมีทรัพยสิทธิบังคับชำระหนี้จากราคาทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ภายในวงเงินจำนอง 350,000 บาท แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ประกอบมาตรา 745 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในส่วนสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 193/32 ม. 193/12 ม. 193/14 ม. 745
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
เจ้าหนี้ — เอกธนา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางรวี วรรณหรืออุษาวดี คำวิเศษณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา