คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1996/2551
#417321
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า สมควรตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ ผู้ร้องเป็นบุตรของ ส. ซึ่งเป็นบุตรของ ร. ผู้ตาย เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้ร้องไม่ใช่บุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใดสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าทรัพย์ตามคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นของผู้คัดค้าน บิดามารดาผู้คัดค้านยกให้ผู้คัดค้านในขณะมีชีวิตอยู่ แต่ปรากฏว่าที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าวยังมีชื่อผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเรื่องนอกประเด็นชอบที่ผู้คัดค้านจะไปดำเนินเป็นคดีส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและขอแก้ไขคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเร็มหรืออะเหร็มผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนายอะเร็มหรือสะเร็ม นายอะเร็มหรือสะเร็มเป็นบุตรของนายเร็ม หรืออะเหร็มผู้ตาย ส่วนนายสลามผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายเร็มหรืออะเหร็ม ผู้ตาย โดยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายอะเร็มหรือสะเร็มบิดาผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นหลานของผู้คัดค้านปรากฏตามบัญชีเครือญาติ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่... เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า สมควรตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ ผู้ร้องเป็นบุตรของนายสะเร็มหรืออะเร็ม ซึ่งเป็นบุตรของนายเร็มหรืออะเหร็มผู้ตาย เมื่อนายสะเร็มหรืออะเร็มถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้ร้องไม่ใช่บุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าทรัพย์ตามคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นของผู้คัดค้านบิดามารดาผู้คัดค้านยกให้ผู้คัดค้านในขณะมีชีวิตอยู่ แต่ปรากฏว่าที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าว ยังมีชื่อผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเรื่องนอกประเด็น ชอบที่ผู้คัดค้านจะไปดำเนินเป็นคดีส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอับดุลเหลาะ บุญเทพ
ผู้คัดค้าน — นายสลาม บุญเทพ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2551
#411338
เปิดฉบับเต็ม

หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนาง พ. ตราบใดที่แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรยังระบุว่า นาง พ. เป็นมารดาของจำเลย ย่อมเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของนาง พ. เพราะจำเลยสามารถนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานดำเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทำให้สิทธิประโยชน์หรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงไป การกระทำตามคำฟ้องจึงเกิดการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยไม่ให้ใช้ชื่อนาง พ. เป็นมารดาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยไม่ใช่บุตรสืบสายโลหิตที่แท้จริงของนางพันลอง มารดาโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงมิใช่พี่ร่วมมารดาเดียวกันกับโจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนางพันลอง มารดาโจทก์ทั้งสองเป็นชื่อมารดา ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนชื่อมารดาโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนราษฎร หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่าการกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ฟ้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนางพันลอง มารดาของโจทก์ทั้งสอง นายลือ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อมารดาไม่ให้ใช้ร่วมกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรสืบสายโลหิตแท้จริงของนางพันลองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนางพันลอง ตราบใดที่แบบรับรองรายการทะเบียนบ้านยังระบุว่านางพันลองเป็นมารดาของจำเลย ย่อมเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองแล้ว เพราะจำเลยสามารถนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานดำเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทำให้สิทธิประโยชน์หรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงไป การกระทำตามคำฟ้องจึงเกิดโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังไม่มีการโต้แย้งสิทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยเป็นบุตรของนางพันลองหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า แม้ตามหลักฐานใบสูติบัตร นางพันลองเองเป็นผู้ไปแจ้งการเกิดว่าจำเลยเป็นบุตรนายบุญศรี กับนางพันลอง และตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ระบุว่าจำเลยเป็นบุตรนายบุญศรีกับนางพันลองเช่นเดียวกัน แต่เมื่อนายบุญศรีฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมิใช่บุตรเกิดจากการสมรสระหว่างนายบุญศรีกับนางพันลอง ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนายบุญศรีเป็นบิดาและห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อสกุลมูลมาตรของนายบุญศรี จำเลยยื่นคำให้การในคดีดังกล่าวยืนยันว่าจำเลยเป็นบุตรนายบุญศรีกับนางพันลองมีสิทธิใส่ชื่อนายบุญศรีเป็นบิดาและใช้ชื่อสกุลมูลมาตรของนายบุญศรีได้ แต่เมื่อมีการตกลงท้าให้ผู้เชี่ยวชาญภาควิชานิติเวชศาสตร์ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอของนายบุญศรีและจำเลยให้ถือเป็นข้อแพ้ชนะในคดี ซึ่งเป็นการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์อันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าได้ผลค่อนข้างแน่นอนแม่นยำเชื่อถือได้ จำเลยกลับไม่ยอมไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทำการตรวจพิสูจน์ตามวันเวลานัด จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมิใช่บุตรเกิดจากการสมรสระหว่างนายบุญศรีกับนางพันลอง ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนายบุญศรีเป็นบิดาและห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อสกุลมูลมาตรของนายบุญศรี คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาและใบสำคัญแสดงคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งเป็นข้อพิรุธประการแรกส่อแสดงว่า ข้อมูลตามสูติบัตรและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยไม่ถูกต้องตรงตามความจริง ในคดีที่จำเลยร้องขอให้ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของนางพันลองก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากนายบุญศรีกับนางพันลองจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2527 จนถึงวันที่นางพันลองถึงแก่ความตาย จำเลยมิได้พักอาศัยอยู่กับนางพันลอง คงเพียงแต่เคยไปเยี่ยมนางพันลองบ้างเป็นบางครั้ง ศาลจึงมีคำสั่งตั้งนายลือ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางพันลองเพียงผู้เดียว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยก็ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาทั้งที่ทราบวันเวลานัดโดยชอบแล้ว ตามรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดก็ปรากฏว่าจำเลยไม่ติดต่อให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติทำให้ไม่ได้ข้อเท็จจริงจากฝ่ายจำเลยเป็นพิรุธอีกเช่นกัน นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของนายลือ นายทองใบ ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงเรียนบ้านงิ้วหว่านศึกษาด้วยกันกับนางพันลองและนายสมร คนบ้านงิ้วบ้านเดียวกับจำเลยว่า นายบุญศรีกับนางพันลองแต่งงานอยู่กินกันได้ประมาณ 3 เดือน จึงเลิกกันแล้วนางพันลองไปอยู่กินกับนางสาวอธิตยาหรือจุ๋มแล้วไปขอจำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางจันทร์ บุตรพรม คนบ้านงิ้วเช่นกันมาเลี้ยงเป็นบุตร ทั้งนายสมรให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติไว้ในรายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยว่า นางจันทร์ ตั้งครรภ์โดยไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นสามี หลังจากนั้นคลอดบุตรคือจำเลยก็มอบจำเลยให้นางพันลองไปเลี้ยงดู เมื่อนางพันลองอยู่กินกับนายลือได้มอบให้นางสาวอธิตยาหรือจุ๋ม เป็นผู้เลี้ยงดูจำเลยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ก็ปรากฏว่านางสาวอธิตยาหรือจุ๋ม มาศาลในวันนัดพิจารณาดังกล่าวและเป็นผู้มอบสูติบัตรของจำเลยอ้างส่งเป็นพยานให้ศาลรับรวมสำนวนไว้ กรณีจึงน่าเชื่อว่านางพันลองไปแจ้งการเกิดตามสูติบัตรว่าจำเลยเป็นบุตรของนางพันลองโดยไม่ตรงตามความจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิใช่บุตรของนางพันลอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมิใช่บุตรซึ่งเกิดจากนางพันลอง ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อนางพันลอง เป็นชื่อมารดา ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงขวัญจิรา พันธุ์ปลาโด โดยนายลือ พันธุ์ปลาโด
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายเอกพล มูลมาตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976/2551
#417320
เปิดฉบับเต็ม

จังหวัดยโสธรทำสัญญาว่าจ้างกับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายอำเภอลงนามแทนจังหวัดยโสธร ต่อมาโจทก์ได้รับโอนสิทธิในการรับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ไม่จ่ายเงินแก่โจทก์กลับไปจ่ายแก่จำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และการจ่ายเงินของจำเลยที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะนายอำเภอและในฐานะผู้ร้บมอบอำนาจจากจังหวัดยโสธร มิใช่ทำในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 แต่ต้องฟ้องต่อหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งนายอำเภอทรายมูลและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ซ่อมแซมถนนวางท่อและเทคอนกรีตรวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน 344,724 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบ แต่จำเลยที่ 3 กลับจ่ายเงินค่าก่อสร้างจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2544 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการจงใจทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เพราะทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าก่อสร้างจำนวนดังกล่าว โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 344,724 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 จนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 31,168 บาท รวมเป็นเงิน 375,892 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 375,892 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ระหว่างทำการซ่อมถนนตามสัญญามีนางจำเนียรศักดิ์สกุลไท ตัวแทนของจำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้จำเลยที่ 3 รับทราบว่าจำเลยที่ 1 มีสัญญาก่อสร้างกับจำเลยที่ 3 เพื่อนำไปเป็นหลักฐานประกอบการยืมเงินหรือเบิกวัสดุก่อสร้างจากบุคคลอื่นมาดำเนินการก่อสร้าง จำเลยที่ 3 จึงลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวให้ ต่อมาการก่อสร้างแล้วเสร็จจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นางจำเนียรมาขอรับเงินค่าจ้างตามสัญญา จำเลยที่ 3 จึงได้เบิกจ่ายเงินให้ตามระเบียนขั้นตอนของทางราชการเป็นเงิน 344,724 บาท โจทก์อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่มีการทักท้วงหรือโต้แย้งแจ้งให้ทราบว่ามีการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องภายหลังจากจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 344,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการรับเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้นั้น มาจากสัญญาว่าจ้างระหว่างจังหวัดยโสธรกับจำเลยที่ 1 โดยผู้ลงนามแทนจังหวัดยโสธรผู้ว่าจ้างคือจำเลยที่ 3 ตำแหน่งนายอำเภอทรายมูล การที่โจทก์ไม่สามารถรับเงินตามสิทธิที่ได้รับโอนมาได้นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 3 ไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์กลับไปจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่การจ่ายเงินของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะนายอำเภอทรายมูลและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจังหวัดยโสธร มิใช่ทำในฐานะส่วนตังซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด แต่ให้ฟ้องต่อหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนราธิป รักอำนวยกิจ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรายมูลก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2551
#413143
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 289 ไม่มีข้อจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองว่าจะต้องฟ้องร้องบังคับจำนองก่อนหรือจะต้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาจึงจะขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองแล้วผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองย่อมยื่นคำร้องขอต่อศาลรับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 ได้

การบอกกล่าวบังคับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ใช้สำหรับกรณีที่ผู้รับจำนองฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ในกรณีการยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ไม่ใช่การฟ้องคดีบังคับจำนองที่จะต้องยึดทรัพย์นั้นอีก ผู้ร้องอีกยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองได้โดยไม่จำต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อเกียร์ หมายเลขทะเบียน อห 3975 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 13 เดือน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 187587 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับคดีขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินกับผู้ร้องจำนวน 1,750,000 บาท ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละไม่น้อยกว่า 23,000 บาท กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 20 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 187587 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้กับผู้ร้องในวงเงิน 1,750,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้กับผู้ร้องเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระอยู่กับผู้ร้องถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 รวมเป็นเงิน 3,025,811.18 บาท ขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องแต่ศาลขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ถือว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองซึ่งผู้ร้องต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยที่ผู้ร้องมิได้มีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ก่อนเพื่อให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรนั้น จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำเลยทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่อาจบังคับเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองหลุด ผู้รับจำนองจะมีคำขอดังกล่าวข้างต้นให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุดก็ได้..." เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองว่าจะต้องฟ้องร้องบังคับจำนองก่อนหรือจะต้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาจึงจะขอรับชำรหนี้ได้ เมื่อผู้ร้องได้ยืนยันมาในคำร้องขอว่า จำเลยที่ 1 ได้ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้องแล้วผู้ร้องย่อมอาศัยสิทธิแห่งอำนาจจำนองที่อาจบังคับได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอรับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ได้ ทั้งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอก่อนที่จะนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดอันเป็นการยื่นถูกต้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามที่ร้องขอ แม้คำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองแต่ก็มิใช่การฟ้องบังคับจำนองโดยตรงที่ผู้รับจำนองจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น เงื่อนไขที่จะต้องบอกกล่าวก่อนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ใช้สำหรับกรณีที่ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ในกรณีการยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เป็นกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองได้ถูกยึดไว้แล้วโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึด ผู้รับจำนองอาศัยอำนาจแห่งการอำนาจมาขอรับชำระหนี้ในทรัพย์สินที่มีเจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้แล้วจึงไม่ใช่การฟ้องคดีบังคับจำนองที่จะต้องยึดทรัพย์นั้นอีก ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยไม่จำต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยคอมเมอร์เชียล ออโต้ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายซื่อตรง ริ้วชูศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2551
#497954
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับจำนองมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 โดยหาจำต้องฟ้องร้องขอบังคับจำนองก่อนหรือต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่แล้วไม่เพราะกฎหมายมิได้มีข้อจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองดังกล่าว และการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ก็มิใช่การฟ้องบังคับจำนองโดยตรง ผู้รับจำนองจึงไม่ต้องมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองย่อมอาศัยอำนาจแห่งการจำนองยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในทรัพย์จำนองที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นยึดไว้แล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อเกียร์ หมายเลขทะเบียน อห 3875 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 13 เดือน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 187587 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับคดีขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ถือว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองซึ่งผู้ร้องต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยที่ผู้ร้องมิได้มีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ก่อนเพื่อให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรนั้น จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่อาจบังคับเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองหลุด ผู้รับจำนองจะมีคำขอดังกล่าวข้างต้นให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุดก็ได้..." เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองว่าจะต้องฟ้องร้องบังคับจำนองก่อนหรือจะต้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาจึงจะขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อผู้ร้องได้ยืนยันมาในคำร้องขอว่า จำเลยที่ 1 ได้ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้องและผู้ร้องย่อมอาศัยสิทธิแห่งอำนาจจำนองที่อาจบังคับได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอรับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ได้ ทั้งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอก่อนที่จะนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด อันเป็นการยื่นถูกต้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามที่ร้องขอ แม้คำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองแต่ก็มิใช่การฟ้องบังคับจำนองโดยตรงที่ผู้รับจำนองจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น เงื่อนไขที่จะต้องบอกกล่าวก่อนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ใช้สำหรับกรณีที่ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ในกรณีการยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เป็นกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองได้ถูกยึดไว้แล้วโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึด ผู้รับจำนองอาศัยอำนาจแห่งการจำนองมาขอรับชำระหนี้ในทรัพย์สินที่มีเจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้แล้ว จึงไม่ใช่การฟ้องคดีบังคับจำนองที่จะต้องยึดทรัพย์นั้นอีก ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยไม่จำต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยคอมเมอร์เชียลออโต้ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายซื่อตรง ริ้วชูศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2551
#412787
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ไปขายให้แก่ผู้ใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ การที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์คืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 จึงนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 240 มาใช้บังคับไม่ได้

จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 12 ไร่ (ที่ถูก 13 ไร่) 2 งาน 71 ตารางวา โดยได้รับมรดกมาจากนางอ่อนจันทร์มารดาของโจทก์ เมื่อปี 2515 และได้ครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการทางทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้โจทก์และทายาทอื่น แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 838/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันสมคบกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองต่างทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง และบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปดำเนินการโอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งสภาพที่ดินพิพาทไม่มีสิ่งปลูกสร้างพอที่จะให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ตามฟ้องทั้งโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบักคำ (สามีของจำเลยที่ 2) แล้วตั้งแต่วันที่ทำบันทึกตกลงประนีประนอมยอมความกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสว่างแดนดิน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงเหตุฉ้อฉลแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วทั้งที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 แล้วได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้คนเช่าทำไร่อ้อยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองจากโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งกับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน โดยโจทก์เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายจันทร์ดี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายชิต บิดามารดาของโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียน ส่วนบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 นายอุดมและนายสวัสดิ์ชัย ส่วนนายประเสริฐเป็นลูกติดมากับบิดาจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทเดิมมีเนื้อที่ 24 ไร่ เป็นของนายอำคาขายให้แก่นายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.2 ต่อมานางอ่อนจันทร์มารดาโจทก์ได้ร่วมกับนายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 13 ไร่ นำรวมเข้ากับที่ดินเดิมเป็นประมาณ 37 ไร่ แล้วขอแบ่งแยกออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ต่อมานายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต เมื่อปี 2537 และภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต (ตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 260/2537 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2537 ตามสำเนาที่แนบท้ายหนังสือนำส่งพยานเอกสาร ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครสาขาสว่างแดนดิน ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2543) แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้ทำบันทึกตกลงแบ่งแยกที่ดินมรดกให้แก่ทายาทต่อหน้านายสว่างผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2538 ตามเอกสารหมาย ล.1 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือจำนวน 13 ไร่ ให้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 ขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทจำนวน 13 ไร่ ดังกล่าวตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่โจทก์ ตามคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 549/2538 เอกสารหมาย จ.3 และต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ในขณะนั้น) ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เอกสารหมาย จ.4 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ท้ายสำนวนคดีดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 1 และในระหว่างดำเนินคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.1

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วหรือไม่ เห็นว่า สำหรับประเด็นแรกโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายจันทร์ดี ซึ่งอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และต่อมามารดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับนายชิตบิดาจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 นายอุดม นายสวัสดิ์ชัย โจทก์จึงไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชิตบิดาจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของบิดาจำเลยที่ 1 แต่โจทก์มีสิทธิรับมรดกของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ตกแก่มารดาโจทก์ในฐานะคู่สมรสและถือเป็นทายาทคนหนึ่งของบิดาจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์นำสืบว่า เมื่อมารดาโจทก์มาอยู่กินกับนายชิต ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทเพิ่มเติมประมาณ 13 ไร่ จากที่ดินเดิม 24 ไร่ ที่ซื้อจากนางอำคารวมเป็น 37 ไร่เศษ แล้วแบ่งแยกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ดังนี้เมื่อนายชิตถึงแก่กรรม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ตกแก่มารดาโจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตกแก่ทายาที่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชิตกับมารดาโจทก์คือจำเลยที่ 1 กับพี่น้องรวม 3 คน คนละหนึ่งส่วน โดยมารดาโจทก์ยังมีส่วนได้รับในฐานะทายาทชั้นบุตรด้วยอีก 1 ส่วน และเมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรมในภายหลัง ส่วนที่ตกเป็นมรดกของมารดาโจทก์ก็ย่อมตกแก่โจทก์ ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาโจทก์ โจทก์จึงมีส่วนได้ในที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกของนายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ด้วย และจากคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า นางอ่อนจันทร์มารดาของโจทก์ ได้ถึงแก่กรรมภายหลังนายชิตประมาณ 4 ให้แก่ลูกๆ จำนวน 5 ล็อก โดยมีสิ่งบอกหลักเขตหรือแนวกรรมสิทธิ์ได้ แต่ไม่ได้โอนทางทะเบียน และระหว่างนั้นมารดาโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทจำนวน 13 ไร่ ให้แก่นางใหม่ ต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวคืนมาจากนางใหม่ โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกัน แต่นางใหม่ให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ที่โจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ได้ออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต เพื่อจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิต แล้วได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็น 5 แปลง เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2538 คงเหลือที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 เพียง 13 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลัง ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการขอแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงๆ นั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่สามารถตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวได้ จึงได้ไปเจรจาตกลงแบ่งที่ดินพิพาทกันต่อหน้านายสว่างผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านตามเอกสารหมาย ล.1 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2538 โดยโจทก์มีนายสว่างผู้ใหญ่บ้าน และนายหนู นายจันทากับนายถวิลกรรมการหมู่บ้านมาเบิกความว่าร่วมเป็นกรรมการในการเจรจาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งปันที่ดินพิพาทกันตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า จำเลยที่ 1 ขอแบ่งที่ดิน 2 แปลง แปลงหนึ่งเนื้อที่ 1 งาน อีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน นายประเสริฐได้ 1 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน นายอุดมได้ 1 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน นายสวัสดิ์ชัย 1 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน ส่วนโจทก์ได้ที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กับพี่น้องซึ่งเป็นบุตรของนายชิตรวม 4 คน ได้ที่ดินรวม 5 แปลง โดยจำเลยที่ 1 ได้ 2 แปลง คนอื่นได้คนละ 1 แปลง ซึ่งตรงกันจำนวนแปลงที่จำเลยที่ 1 ได้ขอแบ่งตามที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งแต่ละแปลงมีเนื้อที่ใกล้เคียงกับที่ตกลงกันไว้ในเอกสารหมาย ล.1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ได้ 2 แปลง มีแปลงหนึ่งเนื้อที่ 1 งานเศษด้วย จึงเชื่อได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งที่ดินมรดกเอกสารหมาย ล.1 กันต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงไปดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงตามที่ตกลงกันไว้จริงโดยคงเหลือที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 13 ไร่เศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงให้ตกเป็นของโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทกันในคดีนี้คือ ที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 12 ไร่เศษ ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 นั้น เป็นของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิต เป็นผู้ถือสิทธิ์ครอบครองแทนเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปในประเด็นที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วหรือไม่นั้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการทำนิติกรรมฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามที่วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิต จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่ทายาทคนใดไปขายให้บุคคลใด โดยทายาทผู้นั้นไม่ยินยอมทั้งสิ้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้จำนวน 13 ไร่เศษ ไปขายให้แก่ผู้ใด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินดังกล่าวไว้สุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 นั่นเอง ดังนั้นการที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์คืนนั้น จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว แต่การโอนทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจดังกล่าวมาแล้ว จึงนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ในการเพิกถอนการฉ้อฉลมาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งมา และเมื่อคดีนี้ไม่ใช่เรื่องการขอเพิกถอนการฉ้อฉลแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

อนึ่ง คดีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่งการครอบครองที่โจทก์จะต้องฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ด้วย เพราะในเรื่องการแย่งการครอบครองนั้น จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จะโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัวคำสามีของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 ตามบันทึกตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.5 ที่ทำที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสว่างแดนดิน แล้วโจทก์จึงสิ้นสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 นั้น ก็ฟังไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความไม่ใช่เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิวัน พันธ์วงศา
จำเลย — นายวิรัตน์ ชาวไร่นา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2551
#497848
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น ไม่มีสิทธินำที่ดินส่วนที่ตกได้แก่ทายาทคนใดไปขาย โดยทายาทผู้นั้นไม่ยินยอม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ไปขายให้แก่ผู้ใด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวไว้สุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินในส่วนของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2

การที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินส่วนของโจทก์คืนนั้น จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เพระการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว แต่การโอนทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจดังกล่าวมาแล้ว จึงนำอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ในการเพิกถอนการฉ้อฉลมาใช้บังคับไม่ได้และเมื่อคดีนี้ไม่ใช่เรื่องการขอเพิกถอนการฉ้อฉลแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง และบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการโอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันของนางอ่อนจันทร์ กับนายจันทร์ดี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์ กับนายชิต บิดามารดาของโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียน ส่วนบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ที่ดินพิพาทเดิมมีเนื้อที่ 24 ไร่ เป็นของนางอำคา ขายให้แก่นายชิต บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมานางอ่อนจันทร์ มารดาโจทก์ได้ร่วมกับนายชิต บิดาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 13 ไร่ นำรวมเข้ากับที่ดินเดิมเป็นประมาณ 37 ไร่ แล้วขอแบ่งแยกออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ต่อมานายชิต บิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายชิต จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้ทำบันทึกตกลงแบ่งแยกที่ดินมรดกให้แก่ทายาท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2538 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือจำนวน 13 ไร่ ให้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทจำนวน 13 ไร่ ดังกล่าว ตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีถึงที่สุด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 1 และในระหว่างดำเนินคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วหรือไม่ เห็นว่า สำหรับประเด็นแรกโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายจันทร์ดี ซึ่งอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และต่อมามารดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับนายชิต บิดาจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 นายอุดม นายสวัสดิ์ชัย โจทก์จึงไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชิต บิดาจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของบิดาจำเลยที่ 1 แต่โจทก์มีสิทธิรับมรดกของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ตกแก่มารดาโจทก์ในฐานะคู่สมรสและถือเป็นทายาทคนหนึ่งของบิดาจำเลยที่ 1 เมื่อมารดาโจทก์มาอยู่กินกับนายชิต ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทเพิ่มเติมประมาณ 13 ไร่ จากที่ดินเดิม 24 ไร่ ที่ซื้อจากนางอำคารวมเป็น 37 ไร่เศษ แล้วแบ่งแยกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ดังนี้เมื่อนายชิตถึงแก่กรรม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ตกแก่มารดาโจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตกแก่ทายาทที่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชิต กับมารดาโจทก์คือจำเลยที่ 1 กับพี่น้องรวม 3 คน คนละหนึ่งส่วน โดยมารดาโจทก์ยังมีส่วนได้รับในฐานะทายาทชั้นบุตรด้วยอีก 1 ส่วน และเมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรมในภายหลัง ส่วนที่ตกเป็นมรดกของมารดาโจทก์ก็ย่อมตกแก่โจทก์ ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาโจทก์ โจทก์จึงมีส่วนได้ในที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกของนายชิต บิดาจำเลยที่ 1 ด้วย...โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งที่ดินมรดกกันต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงไปดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงตามที่ตกลงกันไว้จริงโดยคงเหลือที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 13 ไร่เศษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงให้ตกเป็นของโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทกันในคดีนี้คือ ที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 13 ไร่เศษในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 นั้น เป็นของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิต เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองแทนเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปในประเด็นที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วหรือไม่นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการทำนิติกรรมฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามที่วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชิต จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรกดที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่ทายาทคนใดไปขายให้บุคคลใด โดยทายาทผู้นั้นไม่ยินยอมทั้งสิ้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้จำนวน 13 ไร่เศษ ไปขายให้แก่ผู้ใด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวไว้สุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 นั่นเอง ดังนั้นการที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์คืนนั้น จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น จำเลยที่ 1 ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว แต่การโอนทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและไม่มีอำนาจดังกล่าวมาแล้ว จึงนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ในการเพิกถอนการฉ้อฉลมาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งมา และเมื่อคดีนี้ไม่ใช่เรื่องการขอเพิกถอนการฉ้อฉลแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

อนึ่ง คดีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่งการครอบครองที่โจทก์จะต้องฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ด้วย เพราะในเรื่องการแย่งการครอบครองนั้น จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จะโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัวคำ สามีของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 ตามบันทึกตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.5 ที่ทำที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอสว่างแดนดิน แล้วโจทก์จึงสิ้นสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 นั้นก็ฟังไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความไม่ใช่เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240 ม. 1336 ม. 1719
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิวัน พันธ์วงศา
จำเลย — นายวิรัตน์ ชาวไร่นา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2551
#416379
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ข้อ 24.9 กำหนดให้ลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตกเป็นผู้ผิดนัดเกิดผลตามข้อ 25.1 ให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสินเชื่อคงค้างทั้งหมดคืนได้ทันที และให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสินเชื่อคงค้างทั้งหมดคืนได้ทันที แต่เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ตามสัญญาสินเชื่อเดิมได้ตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไปเท่านั้น ทั้งดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นต้นเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 50 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น คำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 68,718,537.32 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 93,718,537.32 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 93,701,414.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 50 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัด การที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดย้อนหลังไป ทั้ง ๆ ที่ลูกหนี้ไม่ได้ผิดนัดเป็นการขัดกับสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วน ขอให้แก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยมีคำสั่งให้ลูกหนี้รับผิดดอกเบี้ยตามอัตราในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เท่านั้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ต่างยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 บรรดาเจ้าหนี้สถาบันการเงินรวมทั้งเจ้าหนี้รายนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 25,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นการคิดดอกเบี้ยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินขัดกับข้อตกลงในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้คำนวณมามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ข้อ 24.9 กำหนดให้กรณีที่ลูกหนี้ถูกศาลสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด เกิดผลตามข้อ 25.1 ที่ให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสินเชื่อคงค้างทั้งหมดคืนได้ทันที และให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากหนี้สินเชื่อคงค้างส่วนที่เหลือที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนโดยข้อ 25.2 ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ ให้คิดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามที่กำหนดไว้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือตามสัญญาสินเชื่อเดิมของเจ้าหนี้แต่ละรายก็ได้ ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสินเชื่อคงค้างทั้งหมดคืนได้ทันที แต่เจ้าหนี้คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดไว้ตามสัญญาสินเชื่อเดิมของเจ้าหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไปเท่านั้น จะคิดดอกเบี้ยก่อนวันผิดนัดหาได้ไม่ ทั้งดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายรวมทั้งในเชิงทรัพย์สินแล้ว เห็นว่า การที่ลูกหนี้ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ระหว่างลูกหนี้ผิดนัดในอัตราร้อยละ 50 ต่อปีนั้นสูงเกินส่วนเห็นสมควรกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 26,078,767.13 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000,000 บาท นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000,000 บาท นับถัดจากวันดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้หักเงินจำนวน 1,435,572.28 บาท ที่ลูกหนี้ชำระแล้วออกก่อน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1956/2551
#597960
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนสอบคำให้การจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ก่อน ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับ จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องสอบถามจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ต้องหาว่าต้องการทนายความหรือไม่ก่อนเริ่มถามคำให้การจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี คืนรถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำของกลางให้แก่เจ้าของ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำหนึ่งในสามส่วนที่ชิงได้ไปหรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1337/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 616/2542 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1060/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 19 ปี มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพขณะถูกแจ้งข้อกล่าวหาและในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 10 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1337/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 9 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1396/2543 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 616/2542 และต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1396/2543 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนสร้อยคอทองคำที่ชิงได้ไปหรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คืนสร้อยคอทองคำของกลางให้แก่ผู้เสียหาย และคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2542 เวลา 11.30 นาฬิกา มีคนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำของนางภัทรียา ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธปืนจี้ขู่บังคับแล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปได้ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้เสียหายใช้มือกำส่วนที่เหลือไว้ได้ วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ในคดีอื่น และร้อยตำรวจโทเมธี พนักงานสอบสวนซึ่งรับแจ้งความไว้จากผู้เสียหายได้สอบสวนจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายไป จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การ ร้อยตำรวจโทเมธีให้ผู้เสียหายไปนำชี้ที่เกิดเหตุ แล้วจัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ สอบคำให้การของผู้เสียหายและจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยทั้งสองไว้ตามบันทึกคำให้การ นำจำเลยทั้งสองไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกและภาพถ่ายประกอบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 134/1 ดังกล่าวซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 มีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 134/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีตรงกับที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ร้อยตำรวจโทเมธีพนักงานสอบสวนสอบคำให้การจำเลยทั้งสองตามบันทึกคำให้การ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 ก่อนที่กฎหมายมาตรานี้จะใช้บังคับ จึงเป็นกรณีที่ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสอง รับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นอย่างเดียวกันเป็นประการที่สองว่า ไม่มีการจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยทั้งสอง เห็นว่า การจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาโดยผู้เสียหายหรือพยานนี้ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องจัดทำ แม้ว่าการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาอาจทำให้คดีนี้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น แต่ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าพยานหลักฐานอื่นในคดีที่มีอยู่เพียงพอแก่การสอบสวนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดให้การชี้ตัว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองแม้ถึงหากฟังได้ดั่งที่ฎีกาก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปแต่อย่างใด

จำเลยทั้งสองฎีกาเหมือนกันเป็นประการสุดท้ายว่า ผู้เสียหายมิได้มาเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์คงมีแต่พยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า พยานบอกเล่านั้น โดยปกติเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยเพราะมิได้เป็นผู้ที่ได้เห็นหรือได้ยินเรื่องที่ตนจะให้การเป็นพยานด้วยตนเองโดยตรง แต่พยานบอกเล่าก็เป็นพยานหลักฐานชนิดหนึ่ง ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โดยจะต้องพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในเนื้อหาของเรื่องที่ได้รับบอกเล่ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาถึงความเชื่อมโยงสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นพยานบอกเล่าด้วยกันก็ได้ และต้องไม่ปรากฏข้อพิรุธสงสัยว่าได้มีการแต่งเติมเสริมต่อจนทำให้ไม่น่าเชื่อถือ หรือได้พยานหลักฐานนั้นมาโดยมิชอบประการอื่น ซึ่งในบางกรณีเมื่อได้ใช้หลักการพิจารณาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ศาลอาจเชื่อถือพยานบอกเล่ายิ่งกว่าประจักษ์พยานก็สามารถทำได้ คือฟังเชื่อคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานคนเดียวกันนั้นในชั้นพิจารณา เนื่องจากจับพิรุธได้ว่าพยานเปลี่ยนใจไม่เบิกความตามความเป็นจริง ตรงข้ามกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่คำเบิกความขัดต่อเหตุผล ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนใจที่ต้องการช่วยเหลือหรือหวาดกลัวจำเลย คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบเพราะผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่สามารถตามตัวมาได้ แต่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทันทีในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายมาแจ้งความ ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน คำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนคำยืนยันที่จำหน้าคนร้ายได้จึงเชื่อถือได้ว่าไม่มีเจตนาที่จะให้ร้ายจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง ในวันเดียวกันนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ในคดีอื่นจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเองว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ โดยมีรายละเอียดของคำให้การ ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำให้การของผู้เสียหาย นอกจากนี้ อีก 3 วันต่อมาในวันที่ 10 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองยังได้เป็นผู้นำชี้ที่เกิดเหตุและมีการถ่ายรูปประกอบคำรับสารภาพอย่างละเอียดลออ ซึ่งกรณีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างในฎีกา ภาพที่ 2 มีลักษณะเป็นการจัดฉากโดยพนักงานสอบสวน แต่ดูจากภาพถ่ายดังกล่าวมีประชาชนมาดูเป็นจำนวนมาก พนักงานสอบสวนได้กระทำโดยเปิดเผย การพูดคุยหรือสอบถามชี้มือในระหว่างนั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ปรากฏข้อน่าสงสัยอย่างที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง และจำเลยที่ 1 ก็ลงลายมือชื่อรับรองการนำชี้ที่เกิดเหตุและการถ่ายรูปไว้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่มิได้โต้แย้งในเรื่องนี้แต่ประการใด ย่อมฟังได้ว่าเป็นการนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบพยานให้เห็นว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองไม่ชอบอย่างไร คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้น แม้โจทก์จะมีเพียงพยานบอกเล่าคือคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง กับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย แต่พยานทั้งสองนี้สอดคล้องต้องกัน เมื่อพิจารณาประกอบการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยทั้งสอง เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยปราศจากสงสัย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีรายละเอียดที่ชอบด้วยเหตุผล ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายอิลฮัม อุเซ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1950/2551
#417318
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ปฏิบัติ การที่โจทก์เลือกที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยแทนการชำระเงิน หรือนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลย ก็แสดงชัดเจนในตัวว่าโจทก์ยอมให้สิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อให้จำเลยนำออกให้เช่าและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดิน เมื่อจำเลยตกลงด้วยตามบันทึกข้อตกลงจึงเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยผลของการปฏิบัติตามคำพิพากษาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกหรือปฏิบัติให้เป็นอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งได้มาโดยผลแห่งคำพิพากษาตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อเก็บดอกผลค่าเช่าต่อไป ที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาจึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนอาคารตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/6, 40/7 ถึง 40/30 40/123 ถึง 40/127 และอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/59, 40/60 ของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 168,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนตึกแถวคอนกรีตพร้อมอาคารพาณิชย์ออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) และจำเลย (โจทก์คดีก่อน) หย่าขาดจากกัน โดยวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 20927 และ 20934 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งสิ่งปลูกสร้างตึกแถวและอาคารพาณิชย์ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่จำเลย หากไม่ยอมให้ใช้ราคาเป็นเงิน 4,700,000 บาท ให้แก่จำเลย หากไม่ยอมแบ่งหรือชดใช้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม โดยโจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างและตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/57 และ 40/123 ถึง 40/127 หมู่ที่ 1 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รวม 64 คูหา ให้แก่จำเลยแทนการชดใช้ราคา 4,700,000 บาท โดยโจทก์ตกลงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเก็บดอกผลค่าเช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนับแต่วันทำบันทึกเป็นต้นไป ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่พิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ปฏิบัติ ที่โจทก์เลือกที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยแทนการชำระเงิน 4,700,000 บาท หรือนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลยก็แสดงชัดเจนในตัวว่าโจทก์ยอมให้สิ่งปลูกสร้าง 64 คูหา ตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อให้จำเลยนำออกให้เช่าและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดิน เมื่อจำเลยตกลงด้วยตามบันทึกข้อตกลงจึงเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยผลของการปฏิบัติตามคำพิพากษา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกหรือปฏิบัติให้เป็นอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งได้มาโดยผลแห่งคำพิพากษาตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อเก็บดอกผลค่าเช่าต่อไป ที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาจึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหาย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ล้วนแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสินธู สุนทรธีรธรรม
จำเลย — นางยุวภาหรือปภา สุนทรธีรธรรมหรือสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2551
#411417
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีของผู้ร้องรูปคดีไม่ซับซ้อน ผู้ร้องมีทนายความคนเดิมซึ่งมีอำนาจอุทธรณ์ได้ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ได้ และหากผู้ร้องประสงค์จะแต่งตั้งทนายความคนใหม่แทนทนายความคนเดิมเพื่อยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องต้องติดต่อและแต่งตั้งให้เป็นทนายความแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีระยะเวลาเพียงพอที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ผู้ร้องกลับปล่อยปละละเลยเพิ่งแต่งตั้งทนายความคนใหม่เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์และทนายความผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป โดยอ้างในคำร้องว่าผู้ร้องเพิ่งติดต่อให้ยื่นอุทธรณ์และคดีมีรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารจำนวนมาก อันเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเอง กรณีของผู้ร้องยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 400,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่ชำระ จึงบังคับคดีนำหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 20727 ขายทอดตลาดในราคา 220,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่า การขายทอดตลาดมิชอบ และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายหลักประกันในราคาต่ำเกินสมควร ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทราบคำสั่งศาลตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2549 แต่เพิ่งแต่งตั้งทนายความเพื่อยื่นอุทธรณ์ในวันนี้ จึงเป็นความล่าช้าของผู้ร้องเองไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาให้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ประกันขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีของผู้ร้องรูปคดีไม่สลับซับซ้อน ผู้ร้องมีทนายความคนเดิมซึ่งมีอำนาจอุทธรณ์ได้ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดอายุอุทธรณ์ได้ และหากผู้ร้องประสงค์ที่จะแต่งตั้งทนายความคนใหม่แทนทนายความคนเดิมเพื่อยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องต้องติดต่อและแต่งตั้งให้เป็นทนายความแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้มีระยะเวลาเพียงพอที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ผู้ร้องกลับปล่อยปละละเลยเพิ่งแต่งตั้งทนายความคนใหม่เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์และทนายความผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2549 โดยอ้างในคำร้องว่าผู้ร้องเพิ่งติดต่อให้ยื่นอุทธรณ์และคดีมีรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารจำนวนมาก อันเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเอง กรณีของผู้ร้องยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ประกันฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้ร้อง — นางสงสาร อินทะกูล
จำเลย — นางอัญชลี จงชานสิทโธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวนงนภา กรธีระภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปรัญชา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิส เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2551
#412779
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 จะรับจำนองไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองไม่มีผลตามกฎหมายเสียแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง จึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปไม่ได้ การที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการปรับกฎหมายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของคำฟ้อง ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง คดีในชั้นฎีกาไม่มีประเด็นโต้เถียงเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นของนางหริ่ง ขณะนางหริ่งมีชีวิตอยู่ได้ขายที่ดินพิพาทโดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทร่วมกันทั้งแปลง โดยเจตนาเป็นเจ้าของไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านมานานประมาณ 30 ปีเศษแล้ว หลังจากนางหริ่งถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทร้องขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเจ้าพนักงานที่ดินทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 ต่อมาจำเลยทั้งสองสมคบกันโดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองค้ำประกันหนี้ของนายสินสามีของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 ในวงเงิน 230,000 บาท และจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านการขอสอบเขตที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3.) เล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางหริ่งมารดาจำเลยที่ 1 นางหริ่งไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางหริ่ง เมื่อนางหริ่งถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทรับโอนที่ดินพิพาททางมรดก โจทก์ทั้งสองเคยติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ โจทก์ทั้งสองทุจริต ทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบจึงคัดค้าน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองค้ำประกันหนี้ของนายสิน เป็นการกระทำโดยสุจริตและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 เคยบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้โจทก์ทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายสินสามีจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 115,000 บาท จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทค้ำประกันหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางหริ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง หากพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ศาลก็ไม่อาจพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ เพราะเกินกว่าคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนยื่นฎีกาโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอรุณบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เอกสารหมาย จ.1 เดิมเป็นของนางหริ่ง นางหริ่งได้ขายที่ดินพิพาทโดยสละการครอบครองให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินพิพาทมานานประมาณ 30 ปีเศษแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นางหริ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนางหริ่งได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของตน แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2542 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า การพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 การจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมายเสียแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นเสียได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง จึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปไม่ได้ การพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการปรับกฎหมายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของคำฟ้อง หาเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง คดีในชั้นฎีกาไม่มีประเด็นโต้เถียงเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเสียด้วย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพ้วน บัวหลวงฯ กับพวก
จำเลย — นางบุญรวม โชติมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2551
#498385
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 การจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมายเสียแล้วโจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นเสียได้การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง จึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปไม่ได้ การพิจารณาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการปรับกฎหมายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของคำฟ้อง หาเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง และบังคับห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้โจทก์ทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนยื่นฎีกาโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอรุณ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 15 หน้า 12 สารบบหน้า 60 ตำบลนาพันสาม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เดิมเป็นของนางหริ่ง นางหริ่งได้ขายที่ดินพิพาทโดยสละการครอบครองให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินพิพาทมานานประมาณ 30 ปีเศษแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท นางหริ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนางหริ่งได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของตน แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2542 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า การพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่เจ้าของนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 การจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมายเสียแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นเสียได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องจึงมีความหมายรวมอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปไม่ได้ การพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการปรับกฎหมายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เข้าใจได้จากรายละเอียดของคำฟ้อง หาเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท โดยข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง คดีในชั้นฎีกาไม่มีประเด็นโต้เถียงเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเสียด้วย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
นายพ้วน บัวหลวง โดยนายอรุณ บัวหลวง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นางบุญรวม โชติมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1906/2551
#417317
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการรวบรวม จัดการ และจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (1) หาได้รวมถึงทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่มิได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ด้วยไม่ การที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาขอให้ผู้คัดค้านยึดโรงงานพิพาทที่มิใช่ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 และมีบุคคลภายนอกร้องคัดค้านการยึดจนในที่สุดผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ปล่อยโรงงานพิพาทคืนแก่บุคคลภายนอก เช่นนี้ ตามพฤติการณ์และวิสัยของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่าโรงงานพิพาทมิใช่เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นความสำศัญผิดของผู้ร้องก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง ส่วนผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อไม่มีพฤติการณ์ใดแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ย่อมเข้าใจว่าสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินเป็นส่วนควบของที่ดินแปลงนั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าการยึดโรงงานพิพาทบนที่ดินจำนองหลักประกันของผู้ร้องเป็นความผิดของผู้คัดค้านผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ดำเนินการขอให้ผู้คัดค้านยึดโรงงานพิพาทเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องฝ่ายเดียวจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจำนองเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 6134, 9016 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังผู้ร้องได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ทำการยึดทรัพย์จำนองแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาด แต่ต้องงดการขายตามคำสั่งของผู้คัดค้านเนื่องจากบริษัทอุตสาหกรรมลี้ไทยมุ้ย จำกัด และบริษัทวิวัฒน์อุตสาหกรรมลวดสลิง (1979) จำกัดยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์และผู้คัดค้านได้สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยอาคารโรงงานพิพาทเลขที่ 272 และ 272/1 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3 หลัง ที่ยึดที่ตั้งอยู่บนที่ดินจำนองดังกล่าว โดยให้ผู้ร้องรับผิดค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย ผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายสำคัญผิด แต่ผู้คัดค้านประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนที่จะมีคำสั่งยึดทรัพย์ กระทำการเกินขอบอำนาจซึ่งเป็นความผิดของผู้คัดค้านด้วยคำสั่งผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องฝ่ายเดียวรับผิดเสียค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง ทั้งการจัดการรวบรวม และจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และผู้ร้องไม่มีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ ทั้งผู้คัดค้านไม่มีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลภายนอก จึงไม่สามารถคิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า... แม้การรวบรวมจัดการ และจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 เป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) แต่อำนาจเช่นนี้จำกัดเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์หาได้รวมถึงทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่มิได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ด้วยไม่ การที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาขอให้ผู้คัดค้านยึดโรงงานพิพาทที่มิใช่เป็นของลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์และมีบุคคลภายนอกร้องคัดค้านการยึด จนในที่สุดผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ปล่อยโรงงานพิพาทคืนแก่บุคคลภายนอก เช่นนี้ ความผิดพลาดในการยึดทรัพย์สินที่มิใช่ของลูกหนี้ที่ 2 ดังกล่าว แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นความสำคัญผิดของผู้ร้อง แต่เมื่อความสำคัญผิดนั้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองโรงงานพิพาทจากบุคคลภายนอกดังกล่าวด้วย ตามพฤติการณ์และวิสัยของผู้ร้องย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่า โรงงานพิพาทแม้จะปลูกสร้างบนที่ดินจำนองแต่ก็มิใช่เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ส่วนผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามปกติเมื่อไม่มีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็ย่อมจะเข้าใจว่าสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินแปลงนั้นทั้งตามบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันด้านหลังคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องก็ระบุชัดเจนซึ่งทรัพย์หลักประกันว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6134, 9016 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรณีจึงไม่อาจถือว่าการยึดโรงงานพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินจำนองหลักประกันของผู้ร้อง เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านใช้ดุลพินิจดำเนินการไปตามอำนาจของผู้คัดค้าน รวมทั้งไม่อาจจะถือว่าเป็นความผิดของผู้คัดค้านดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อการยึดโรงงานพิพาทซึ่งมิใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ดำเนินการขอให้ผู้คัดค้านยึดเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องฝ่ายเดียวจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเอกชาติ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยมุ้ยอิมปอร์ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2551
#415161
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาบันทึกการจับกุมและสำเนาคำให้การของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 2 กับพวก เอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากที่จำเลยที่ 2 กับพวกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกให้การรับสารภาพว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก ถ. และสมัครใจเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถล่อซื้อจับกุม ถ. พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 570 เม็ด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน จึงเห็นสมควรวางโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามนัยแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 750 เม็ด น้ำหนัก 68.270 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 15.374 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1999/2541 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ 1 พ้นโทษเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก และเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2341/2539 ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 600,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 30 ปี และปรับ 900,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี และปรับ 450,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับ 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกการจับกุมและสำเนาคำให้การของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 2 กับพวก เอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งโจทก์มิได้แย้งคัดค้านปรากฏข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุหลังจากจำเลยที่ 2 กับพวกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกให้การรับสารภาพว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายถวิล ไม่ทราบนามสกุล และสมัครใจเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถล่อซื้อจับกุมนายถวิลพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 570 เม็ด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน จึงเห็นสมควรวางโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามนัยแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 10 ปี และปรับ 300,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 150,000 บาท คำขอให้เพิ่มโทษจำคุกที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายวัชระ แก่นอูด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1891/2551
#412298
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่องค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณะและกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะ ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินดังกล่าว และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช่ร่วมกันและให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะประเด็นพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง 267,150 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อศาลแขวงนครปฐมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่แล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคำขอต่อเนื่องดังกล่าวด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ว่าอ่านคำร้องของโจทก์แล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ต้องการแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนใดของคำฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องฉบับใหม่โดยบรรยายให้ชัดว่าต้องการแก้ไขคำฟ้องเดิมในส่วนใด หรือต้องการเพิ่มเติมคำฟ้องลงไปตรงส่วนใดของคำฟ้องเดิม โดยให้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้อง โจทก์มิได้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา แต่ถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลปกครองกลางว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยมีนายอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย จำเลยที่ 3 เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบและดูแลการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนตำบลด้วยจำเลยที่ 4 เป็นส่วนราชการในกรมที่ดิน สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับที่ดิน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6875 เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 ดำเนินการรังวัดที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์และปักเสาไม้รุกล้ำเข้าไปไว้ในที่ดินโจทก์ประมาณ 20 เมตร โดยอ้างว่าเป็นแนวเขตคลองเล็กลำลาดบางยาง ทั้งๆ ที่ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึง ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2546 วันที่ 6 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 25 ตุลาคม 2548 จำเลยที่ 1 ได้ส่งหนังสือที่ นฐ 71203/293 นฐ 71201/255 และ นฐ 71201/692 กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะ ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินตามที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการปักเสาไม้ไว้ หากไม่รื้อถอนจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีกับโจทก์ตามกฎหมายโจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน รื้อถอนเสาไม้ที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะข้อหาที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมรื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่รับฟ้องของโจทก์ที่ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้พิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 นายสมบุญซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 28853 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทำการปักเสาคอนกรีตพร้อมขึงรั้วลวดหนามและก่อสร้างกำแพงคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ ทำให้นายสมบุญไม่สามรถใช้ทางดังกล่าวในการสัญจรได้จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะภายใน 30 วัน และส่งเจ้าหน้าที่ออกไปรังวัดแนวเขตที่ดินพิพาทร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 4 ทำการรังวัดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 4 ทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่สาธารณะแต่โจทก์ไม่ดำเนินการ และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 และมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ขอทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ นฐ 71201/293 ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง จึงเป็นกรณีที่ล่วงเลยระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมายแล้ว และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ นฐ 71201/255 ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มิได้อุทธรณ์คำสั่งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 และโจทก์ยังไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 71201/692 ก่อนฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงยังไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจออกคำสั่งว่าที่ดินของโจทก์ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้มีคำสั่งใดๆ ที่กระทบสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า นายอำเภอสามพรานมีหนังสือขอความร่วมมือสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ลำลาดแยกคลองลำบางยาง โดยมอบให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลคลองจินดา เป็นผู้ชี้แนวเขตร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลคลองจินดา โจทก์ได้มาร่วมชี้เขตด้วยแต่ได้ให้ถ้อยคำว่ายังไม่รับรองเขตถูกต้อง โดยขอให้อำเภอสามพรานนำช่างรังวัดปักหลักไม้ไปก่อน จำเลยที่ 4 ได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบของทางราชการแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวแล้วส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อดำเนินการส่งไปให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็นต่อไป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่องการพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544 ข้อ 19

ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งว่า คดีนี้มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดนครปฐม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดนครปฐมและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลจังหวัดนครปฐมนัดพร้อมคู่ความและมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน ให้รังวัดทำแผนที่วิวาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 650 บาท คิดเป็นเงิน 267,150 บาท จึงมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมเพื่อพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้จำเลยกระทำการหรือไม่กระทำการ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ข้อ 4 โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีดำหมายสีแดงในแผนที่พิพาทจำนวน 14 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา และภายในเส้นสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา และคำขอท้ายคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับดังกล่าวก็เป็นคำขอร้องต่อเนื่องจากคำขอหลักที่ไม่มีทุนทรัพย์ดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 และมาตรา 25 (4) จึงไม่รับโอนคดีนี้และให้ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครปฐม

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่มีว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดนครปฐมชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะ และกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินดังกล่าวในบริเวณที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการปักเสาไม้ไว้หากไม่รื้อถอนจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีกับโจทก์ตามกฎหมายการกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ ที่ดินจำนวน 1 ไร่ 11 ตารางวา ราคา 267,150 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงศาลปฐม แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อศาลแขวงนครปฐมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักว่าที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่แล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคำขอต่อเนื่องดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น ศาลีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ข้อ 4 โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินภายในเส้นสีดำหมายสีแดงในแผนที่พิพาทจำนวน 14 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา และภายในเส้นสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ว่า อ่านคำร้องของโจทก์แล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ต้องการแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนใดของคำฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องฉบับใหม่โดยบรรยายให้ชัดว่าต้องการแก้ไขคำฟ้องเดิมในส่วนใด หรือต้องการเพิ่มเติมคำฟ้องลงไปตรงส่วนใดของคำฟ้องเดิม โดยให้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ปรากฏว่าโจทก์มิได้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย แต่ถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมเพื่อพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย นั้นชอบแล้ว การที่ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งไม่รับโอนคดี ไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดี ให้ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติมา สุบรรณภาส
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลคลองจินดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1891/2551
#420206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะ และกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะ ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินดังกล่าว หากไม่รื้อถอนจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีกับโจทก์ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช่ร่วมกันและเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือที่ดินจำนวน 1 ไร่ 11 ตารางวา ราคา 267,150 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อศาลแขวงนครปฐมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่แล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคำขอต่อเนื่องดังกล่าวด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ว่า อ่านคำร้องของโจทก์แล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนใดของคำฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องฉบับใหม่โดยบรรยายให้ชัดว่าต้องการแก้ไขคำฟ้องเดิมในส่วนใดหรือต้องการเพิ่มเติมคำร้องลงไปในตรงส่วนใดของคำฟ้องเดิมโดยให้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้อง โจทก์มิได้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา แต่ถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เท่านั้น จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลปกครองกลางขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน รื้อถอนเสาไม้ที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะข้อหาที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมรื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่รับฟ้องของโจทก์ที่ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้พิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวแล้วส่งความเห็นไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อดำเนินการส่งไปให้ศาลในความรับผิดชอบทำความเห็นต่อไป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่องการพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544 ข้อ 19

ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งว่า คดีนี้มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ศาลจังหวัดนครปฐม

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดนครปฐมและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลจังหวัดนครปฐมนัดพร้อมคู่ความและมีหนังสือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน ให้รังวัดทำแผนที่วิวาท ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 650 บาท คิดเป็นเงิน 267,150 บาท จึงมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมเพื่อพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้จำเลยกระทำการหรือไม่กระทำการ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ข้อ 4 โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีดำหมายสีแดงในแผนที่พิพาทจำนวน 14 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา และภายในเส้นสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา และคำขอท้ายคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับดังกล่าวก็เป็นคำขอรองต่อเนื่องจากคำขอหลักที่ไม่มีทุนทรัพย์ดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 และมาตรา 25 (4) จึงไม่รับโอนคดีนี้และให้ ส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครปฐม

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่มีว่า คำสั่งศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดปฐมชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะ และกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณะ ให้โจทก์ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และรั้วกำแพงคอนกรีตออกจากที่ดินดังกล่าวในบริเวณที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการปักเสาไม้ไว้ หากไม่รื้อถอนจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีกับโจทก์ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณะ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ ที่ดินจำนวน 1 ไร่ 11 ตารางวา ราคา 267,150 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐม แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนเสาไม้ชั่วคราวที่ปักอยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อศาลแขวงนครปฐมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่แล้วก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคำขอต่อเนื่องดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) ที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ข้อ 4 โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินในเส้นสีดำหมายสีแดงในแผนที่พิพาทจำนวน 14 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา และภายในเส้นสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จึงพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธ์ในที่ดินจำนวน 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ว่า อ่านคำร้องของโจทก์แล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ต้องการแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนใดของคำฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องฉบับใหม่โดยบรรยายให้ชัดว่าต้องการแก้ไขคำฟ้องเดิมในส่วนใดหรือต้องการเพิ่มเติมคำฟ้องลงไปตรงส่วนใดของคำฟ้องเดิม โดยให้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ปรากฏว่าโจทก์มิได้ทำคำร้องฉบับใหม่มายื่นภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ดังที่ศาลแขวงนครปฐมวินิจฉัย แต่ถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 11 ตารางวา เท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งให้โอนคดีเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงนครปฐมเพื่อพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย นั้นชอบแล้ว การที่ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งไม่รับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแขวงนครปฐมที่ไม่รับโอนคดี ให้ศาลแขวงนครปฐมพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติมา สุบรรณภาส
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลคลองจินดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888/2551
#412777
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่งมีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายกำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้

ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่ที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่าจำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ยังไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ทำสัญญาโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 จำเลยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 790,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคาร ตกลงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าจำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,900 บาท ภายในทุกวันที่ทำสัญญากู้เงินเริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไป โดยชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 25 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืม หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินงวดหนึ่งงวดใด ยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที และหากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระหนึ่งปีทบรวมเข้ากับต้นเงินได้ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินงวดหนึ่งงวดใด ยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายให้โจทก์เรียกเก็บได้ ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2548 จำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 รับว่า ณ วันดังกล่าวเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 780,574.12 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 275,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในต้นเงินปีที่ 1 อัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี และปีที่ 2 อัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR-0.25 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ โดยโจทก์จะแจ้งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นให้จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ย MRR ที่โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และได้เปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาเงินกู้โดยจะผ่อนชำระเงินกู้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 39 ปี 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญากู้เงินเดิมส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ที่ไม่กำหนดไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญานี้ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ จำเลยได้นำที่ดินตามโฉนดเลขที่ 178686 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ในวงเงิน 790,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน นอกจากนั้นจำเลยยังสัญญาจะทำประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากจำเลยไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระแทนจำเลยยอมชำระเงินคืนให้โจทก์หรือยอมให้โจทก์ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับต้นเงินกู้ และยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับสัญญากู้ตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้น นับแต่จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ได้ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ค้างชำระหนี้ติดต่อกันหลายงวด โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จำนวน 5,000 บาท และโจทก์ได้ออกเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปก่อนรวม 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 จำนวน 1,226.22 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระคืนให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ในระหว่างการกู้ยืมเงินโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจำนวน 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 จากอัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องมีหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 780,574.12 บาท และดอกเบี้ย 341,138,41 บาท รวมเป็นเงิน 1,121,712.53 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,121,712.53 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 780,574.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระหนี้ประกันภัยจำนวน 1,226.22 บาท ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 794,126.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 780,574.12 บาท นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2548 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 7 เมษายน 2542 นอกนั้นคงให้คิดอัตราดอกเบี้ยตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.12 และอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2539 เป็นต้นมา หักออกจากจำนวนหนี้ ณ วันที่ชำระแต่ละครั้ง โดยหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยก่อน หากมีเงินคงเหลือจึงชำระดอกเบี้ยและต้นเงินต่อไป หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 178686 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 790,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคาร ตกลงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 25 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืม ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2548 จำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 รับว่า ณ วันดังกล่าวเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 780,574.12 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 275,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในปีที่ 1 อัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี และปีที่ 2 อัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ส่วนระยะเวลาที่เหลือ จำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ MRR-0.25 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ โดยโจทก์จะแจ้งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นให้จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ย MRR ที่โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และได้เปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาเงินกู้โดยจะผ่อนชำระเงินกู้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 39 ปี 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญากู้เงินเดิม ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ที่ไม่กำหนดไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญานี้ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหลังจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์เป็นการปรับตามข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญา และโดยอาศัยกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดได้มิได้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลฎีกาเห็นว่า เบี้ยปรับ คือ สัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อพิจารณาตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.9 ปรากฏว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ในอัตราคงที่ 3 ปี อัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยโจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า และตามบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินระบุว่าผู้กู้รับว่าเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 780,574.12 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 275,000 บาท โดยจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในปีที่ 1 อัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี และปีที่ 2 อัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ส่วนระยะเวลาที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR-0.25 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ โดยโจทก์จะแจ้งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นใหม่จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ย MRR ที่โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ความในสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ในอัตราและเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน ดังนั้น การที่โจทก์ทำการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยแตกต่างไปจากอัตราและเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน เป็นอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2548 และนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไป และปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 7 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาที่ใช้ดอกเบี้ยคงที่ตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินและเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ในแต่ละช่วงเวลา ย่อมแสดงว่าโจทก์ทำการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยอาศัยเหตุที่จำเลยผิดนัดตามความในสัญญากู้ข้อ 3 และบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินข้อ 4 ที่ระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ หาใช่เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยใหม่สูงขึ้นตามปกติโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินไม่ ดังนั้น เมื่อสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไมชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม ถึงวันที่ 3 มกราคม 2548 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 7 เมษายน 2542 และอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นคงให้คิดอัตราดอกเบี้ยตามรายการปรับอัตราดอกเบี้ยและบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.10 และ จ.12 จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการยึดทรัพย์จำนองโดยไม่ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.7 จำเลยได้นำที่ดินตามโฉนดเลขที่ 178686 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ และโจทก์ฟ้องขอให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดหากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ดังนั้น เมื่อทรัพย์ที่จำเลยนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 178686 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์โดยไม่ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรแก้ให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง เห็นว่า กรณีเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่าจำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 178686 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวปิยพร คงผาสุข หรือนางปิยพร ณ สงขลา
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1883/2551
#412770
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตา 653 วรรคหนึ่ง บังคับให้ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ยืมจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยไม่จำเป็นว่าหลักฐานเป็นหนังสือนั้นต้องระบุวันเดือนปีที่ทำสัญญา วันเดือนปีที่ครบกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ยไว้

ในวันทำสัญญากู้เงิน ย. ผู้เขียนสัญญาได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ตรงตามจำนวนที่โจทก์จำเลยตกลงกัน และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์จึงนำสัญญากู้เงินมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนการกรอกข้อความอื่นๆ แม้จะกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยหรือจะไม่ระบุไว้เลย ก็ไม่มีผลทำให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับคับแก่จำเลยได้นั้นเสียไป สัญญากู้เงินจึงไม่ใช่เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 จำนวนกู้เงินโจทก์จำนวน 90,250 บาท และได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เมื่อถึงกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 123,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,250 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยรับว่าปี 2539 เคยยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และจำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มสัญญากู้เงินซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาปี 2541 จำเลยนำเงินจำนวน 20,000 บาท ไปชำระแก่โจทก์และโจทก์แจ้งว่าจำเลยต้องชำระหนี้จำนวน 100,000 บาทเศษ หักเงินจำนวน 20,000 บาท ออกแล้วคงค้างชำระจำนวน 90,000 บาทเศษ และได้มีการกรอกจำนวนเงิน 90,250 บาท ลงในแบบฟอร์มสัญญากู้เงินที่มีลายมือชื่อจำเลยโดยไม่ได้มีการกรอกข้อความอยางอื่นอีก การที่โจทก์นำสัญญากู้เงินมีการเติมข้อความลงโดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยมาฟ้องคดี จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย เมื่อต้นปี 2542 จำเลยนำเงินจำนวน 6,000 บาท ไปชำระหนี้โจทก์ จึงเหลือหนี้ที่จะต้องรับผิดจำนวน 24,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2542) ต้องไม่เกิน 33,280 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ยืม จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุวันเดือนปีที่ทำสัญญา วันเดือนปีที่ครบกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อจำเลยเบิกความยอมรับว่า โจทก์จำเลยตกลงยอดหนี้ที่ต้องชำระเป็นเงิน 90,250 บาท แล้ว โจทก์จึงได้ตามนายยุรชัยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลโคกกกม่วง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งโจทก์เป็นลูกบ้านมาเขียนสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 อีกทั้งหลังทำสัญญาประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จำเลยยังได้ขอยืมสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ไปถ่ายเอกสารเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอกู้ยืมเงินจากทางราชการ ปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งจำเลยอ้างว่าถ่ายสำเนาจากต้นฉบับเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุชัดเจนถึงสถานที่ทำสัญญา เป็นบ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ชื่อโจทก์และที่อยู่ของโจทก์ และข้อ 1 ของสัญญามีข้อความว่า ข้าพเจ้านายสมหมายได้กู้เงินจากนางทองสาเป็นจำนวนเงิน 90,250 บาท และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของเงิน (ผู้ให้กู้) นายหาญ นายซุ้นลงลายมือชื่อในช่องพยาน และนายยุรชัยลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนและพยาน ซึ่งจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าลายมือชื่อของบุคคลที่ลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถูกต้อง แสดงว่าในวันทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 นายยุรชัยได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ 90,250 บาท ตรงตามจำนวนที่โจทก์จำเลยตกลงกัน และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์จึงย่อมนำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนการกรอกข้อความอื่นๆ ดังที่จำเลยอ้างแม้จะกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยหรือจะไม่ระบุไว้เลยก็ตาม ก็หามีผลทำให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้นั้นเสียไปไม่ สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียง 48,000 บาท แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่เดือนกันยายน 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 62,400 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 110,400 บาท เมื่อนำเงินที่จำเลยชำระคืนโจทก์ 20,000 บาท และเงินที่สามีโจทก์ยืมจำเลย 150 บาท ไปหักจากเงิน 110,500 บาท จึงเหลือยอดเงิน 90,250 บาท ดังนี้ ยอดเงินกู้ตามสัญญาจึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยคงมีจำเลยเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งการนำสืบอ้างว่าได้ชำระต้นเงินคืนโจทก์ 6,000 บาทแล้ว จำเลยก็ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือได้มีการแทงเพิกถอนในเอกสารนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างนายอนันต์นักการภารโรงโรงเรียนบ้านพรหมจันทร์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เคยให้พยานกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน เพื่อให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติกรรมให้ผู้อื่นกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่นายอนันต์เพียงเบิกความลอยๆ โดยจำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเช่นกัน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความประกอบสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่า จำเลยกู้และรับเงินจากโจทก์ไป 90,250 บาท และโจทก์มีนางดารา นายหาญ นายซุ้นและนายยุรชัยเบิกความสนับสนุน โดยพยานดังกล่าวไม่มีส่วนได้เสียในคดีและรู้เห็นการมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย ซึ่งแม้จะเบิกความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความจึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด จำเลยรับราชการเป็นครู มีการศึกษาสูงกว่าโจทก์ซึ่งจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ จึงน่าจะต้องทราบว่าการลงลายมือชื่อในสัญญากู้มีผลให้ตนต้องผูกพันที่จะต้องชำระหนี้เงินคืนให้แก่ผู้ให้กู้ หากจำเลยมิได้กู้และรับเงินจากโจทก์ไป 90,250 บาท แต่เป็นเรื่องที่โจทก์นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนมารวมเป็นต้นเงิน ก็นาเชื่อว่าจำเลยคงไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในสัญญา และควรแจ้งให้นายยุรชัยซึ่งมาช่วยเขียนสัญญาได้ทราบถึงพฤติกรรมของโจทก์ แต่จำเลยหาได้แจ้งไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ขู่เข็ญบังคับจำเลยให้ลงลายมือชื่อ ส่วนที่โจทก์อ้างว่ามีการกรอกข้อความครบถ้วนรวมทั้งกำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันทำสัญญานั้น เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มีการเขียนข้อความด้วยปากกา 2 ด้าม โดยข้อความที่เกี่ยวกับสถานที่ทำสัญญา ชื่อและที่อยู่ของโจทก์ ชื่อจำเลยซึ่งระบุว่ากู้เงินจากโจทก์จำนวนเงินที่กู้ และลายมือชื่อนายยุรชัยผู้เขียนและพยานนั้นสีหมึกที่เขียนเป็นสีน้ำเงินเข้ม สีหมึกสม่ำเสมอ จึงน่าเชื่อว่านายยุรชัยจะเขียนด้วยปากกาด้ามเดียวกัน และในเวลาเดียวกัน ส่วนข้อความนอกจากที่กล่าวข้างต้นสีหมึกจะจางกว่า น่าเชื่อว่าเป็นการเขียนขึ้นภายหลังด้วยปากกาอีกด้ามหนึ่ง แต่เมื่อข้อความทั้งหมดเขียนโดยนายยุรชัยซึ่งเขียนตามที่โจทก์จำเลยตกลงกัน แม้หากจะมีการเขียนกำหนดเวลาชำระหนี้และอัตราดอกเบี้ยภายหลังก็ไม่ทำให้สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมดังได้วินิจฉัยไปแล้ว ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้และรับเงินจากโจทก์ไป 90,250 บาท และเมื่อได้ความว่า ขณะทำสัญญาไม่ได้ระบุกำหนดเวลาชำระหนี้คืนและอัตราดอกเบี้ยกันไว้ โดยคงปรากฏตามสัญญาว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 90,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองสา พลเยี่ยม
จำเลย — นายสมหมาย อุ่นเจริญ
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2551
#415039
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมไว้กับธนาคารเจ้าหนี้ จำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกอีก 6 คน เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินต่างกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 4,880,000 บาท ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 และเข้ารับช่วงสิทธิของธนาคารเจ้าหนี้ไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันอื่นได้ตามสัดส่วนที่ผู้ค้ำประกันแต่ละคนเข้าผูกพันชำระหนี้ตามมาตรา 693 ประกอบมาตรา 229 (3), 296 การที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 3,020,952.37 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยมิได้ระบุสัดส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ด้วย และโจทก์ได้นำยอดหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายนั้น ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงของคำพิพากษาดังกล่าวแล้วโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ แม้คำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งดังกล่าวจำเลยที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างส่งในชั้นอุทธรณ์ แต่การพิจารณาคดีล้มละลายเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 14 กำหนดให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามสัดส่วนที่ทำสัญญาค้ำประกันไว้ในวงเงินเพียง 500,000 บาท และมียอดหนี้คำนวณถึงวันฟ้องคดีนี้ไม่ถึง 1,000,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 9 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2349/2547 โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์ค้ำประกันในวงเงิน 4,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ค้ำประกันในวงเงิน 6,000,000 บาท และจำเลยที่ 3 กับพวกอีก 6 คน ค้ำประกันในวงเงิน 500,000 บาท จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง และเมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 4,880,000 บาท ให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 และเข้ารับช่วงสิทธิของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันคนอื่นได้ตามสัดส่วนที่ผู้ค้ำประกันแต่ละคนเข้าผูกพันชำระหนี้ ซึ่งเมื่อคิดเป็นอัตราส่วนเท่ากับโจทก์ค้ำประกัน 8 ส่วน จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน 12 ส่วน และจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน 1 ส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ประกอบมาตรา 229 (3), 296 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 4,880,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 3,020,952.37 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545) ไม่เกินจำนวน 83,227.40 บาท ตามสำเนาคำพิพากษานั้น คำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 3,020,952.37 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เป็นยอดหนี้ค้ำประกันจำนวน 12 ส่วน ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดแต่มิได้พิพากษาโดยระบุสัดส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ด้วยจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เมื่อต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นแล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 โดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อความเป็นว่า พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 4,880,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 3,020,952.37 บาท ตามสัดส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาฉบับเดิมตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาเอกสารท้ายอุทธรณ์ แม้พยานเอกสารดังกล่าวจำเลยที่ 3 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาดแล้ว แต่การพิจารณาคดีล้มละลายเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 กำหนดให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในอุทธรณ์แล้วว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามสัดส่วนที่ทำสัญญาค้ำประกันคือจำนวน 1 ส่วน เป็นต้นเงิน 232,380.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป และจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวไม่เกินปีละ 18,000 บาท โจทก์ฟ้องเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ยอดหนี้จึงยังไม่ถึง 1,000,000 บาท นั้นการคำนวณยอดหนี้ดังกล่าวโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านให้รับฟังเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วว่า จำเลยที่ 3 เป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 232,380.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 โดยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดดอกเบี้ยค้างชำระไม่เกินปีละ 18,000 บาท เมื่อโจทก์เพิ่งนำยอดหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลาย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 จึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์ไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (2) ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 296 ม. 682 วรรคสอง ม. 693
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (2) ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกชาตรี ช่างเรียน
บริษัทจักรพันธ์อิมเปอร์ต แอนต์
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ