คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2551
#415811
เปิดฉบับเต็ม

อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้สรรพากรภาคปฏิบัติราชการแทนอธิบดีอนุมัติให้ใช้อำนาจประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย เมื่อแบบคำขออนุมัติดังกล่าวระบุว่า เรียนอธิบดีกรมสรรพากร (ผ่านสรรพากรภาค 10) มีรายละเอียดการขออนุมัติประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย เดือนภาษีที่ขออนุมัติว่าตั้งแต่เดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 และลงชื่อโดย ส. ตำแหน่งสรรพากรภาค 10 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากอธิบดี ส. จึงมีอำนาจทำการอนุมัติให้ใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้ายได้ และโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 จึงเป็นกรณีเจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 วรรคท้ายแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์มาพิสูจน์ตามข้ออ้างของโจทก์แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและมีการซื้อขายสินค้าดังกล่าวจริง แม้ในชั้นพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางโจทก์นำหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เข้าสืบโดยทำบันทึกถ้อยคำพยานล่วงหน้ามาใช้ประกอบคำเบิกความ แต่มิได้ส่งต้นฉบับบันทึกถ้อยคำดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลาง และส่งสำเนาแก่จำเลยทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนสืบพยานโจทก์ เป็นกรณีโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภาษีอากรฯ ข้อ 29 วรรคสาม บันทึกถ้อยคำดังกล่าวจึงไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี

โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ประกอบการได้แจ้งว่าไม่ต้องเก็บสำเนาเอกสารเกินกว่า 5 ปี แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยกลับให้สอบยันภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทและไม่ยินยอมให้โจทก์นำใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการดังกล่าวมาใช้ประกอบในการคำนวณภาษีเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเปรียบเทียบกับกรณีใบกำกับภาษีของบริษัท ส. บริษัท ท. บริษัท อ. และบริษัท ง. ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินใช้ดุลพินิจยอมให้นำใบกำกับภาษีซื้อมาคำนวณภาษีได้ เป็นการใช้ดุลพินิจไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การประเมินไม่ชอบ เป็นคำอุทธรณ์ที่เกินเลยจากคำเบิกความของพยานโจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 24 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 10390010/2/100045 ลงวันที่ 10 เมษายน 2545 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10390010/5/100977 ถึง 0390010/5/100586 ลงวันที่ 10 เมษายน 2545 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 10 (นภ) 003.1/2547 และเลขที่ สภ.10 (นภ) 003.2/2547 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2547 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้วิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 และแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในปีดังกล่าวพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19, 23, 67 ทวิ, 88/4, 91/21 และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร ออกหมายเรียกตรวจสอบทุกประเภทภาษีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 พบว่าโจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกโดยบริษัทควอลลิโตรเลียม จำกัด บริษัทแสงทวีออยล์ จำกัด บริษัทเอส.อาร์.ออยล์ จำกัด บริษัทปิยะจิต จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดปิยะจิตปิโตรเลียม บริษัทแสงเพชรออยล์ จำกัด บริษัทเพชรบุรีธนชล จำกัด และบริษัททูพลัสวันออยล์ จำกัด รวมจำนวนใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันมาใช้คำนวณเครดิตภาษี 140 ฉบับ เป็นมูลค่าสินค้า 15,434,018.53 บาท เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์พิสูจน์การได้มาซึ่งใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าว โจทก์สามารถพิสูจน์บริษัทผู้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 4 ราย คือบริษัทแสงทวีออยล์ จำกัด บริษัทเอส.อาร์.ออยล์ จำกัด บริษัทแสงเพชรออยล์ จำกัด และบริษัททูพลัสวันออยล์ จำกัด เป็นจำนวน 1,738,959.74 บาท โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและมีการซื้อขายสินค้ากันจริงจำนวน 13,695,058.79 บาท เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีมาใช้เครดิตในการคำนวณภาษีซื้อ ทั้งยังตรวจพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแสดงยอดซื้อและภาษีซื้อเกินกว่าหลักฐานตามใบกำกับภาษีซื้อ เป็นกรณีไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีซื้อที่นำมาใช้เครดิต อันเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นภาษีซื้อ 51,718.98 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5, 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (7) และเงินเพิ่มมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรและแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 แก่โจทก์ ส่วนกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทนั้น เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์แสดงรายรับไว้ถูกต้อง แต่มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเกิดจากกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมายมาใช้เครดิตภาษีจำนวน 13,695,058.79 บาท และยังพบว่าโจทก์มีรายจ่ายต้องห้ามกรณีไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินประกันสังคมเบี้ยประกันสังคมและเงินเบี้ยประกันตามกฎหมายรวม 99,634.76 บาท การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำมาเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ยกอุทธรณ์ โดยไม่พิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์ชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาให้โจทก์หักต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายประเภทน้ำมันของกิจการรับเหมาตามแนวทางของกรมโยธาธิการ ตามหลักเกณฑ์ B.O.Q. (Bill of Quantity) จากผลการคำนวณดังกล่าวทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลเปลี่ยนไป หลังปรับปรุงการคำนวณภาษีแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาลดเบี้ยปรับกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อีก โดยเรียกปรับเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่สามารถงดหรือลดให้ได้ ให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 2,318,162.66 บาท เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติขยายระยะเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ต่ออธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมสรรพากรมอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท. 197/2541 การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ขาดอายุความ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานระเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงโดยย่อ ประกอบด้วยข้อกฎหมายโดยสังเขป ให้โจทก์เข้าใจได้ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มิใช้บังคับแก่การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีวิธีการเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นการทำความผิดต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (7) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากอยู่แล้ว กรณีเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า แบบขออนุมัติใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ระบุว่า เรียนอธิบดีกรมสรรพากร (ผ่านสรรพากรภาค 10) และได้แนบส่งรายละเอียดการขออนุมัติประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุเดือนภาษีที่ขออนุมัติว่าตั้งแต่เดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 คำสั่งอนุมัติตามเสนอลงชื่อโดยนางสาวสุวิมล ตำแหน่งสรรพากรภาค 10 ซึ่งเป็นตำแหน่งได้รับมอบหมายอำนาจจากอธิบดี ดังนั้นนางสาวสุวิมล สรรพากรภาค 10 จึงมีอำนาจทำการอนุมัติให้ใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากรได้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 เป็นกรณีเจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย จึงเป็นการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อของบริษัทควอลลิโตรเลียม จำกัด บริษัทปิยะจิต จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดปิยะจิตปิโตรเลียม และบริษัทเพชรบุรีธนชล จำกัด มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีพิพาทได้หรือไม่ และมีสิทธินำใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวมาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์มาพิสูจน์ตามข้ออ้างของโจทก์ โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและมีการซื้อขายสินค้า น้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวจริงในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นตามข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ได้เช่นกัน และในชั้นพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง โจทก์นำพยานเข้าสืบเพียง 1 ปาก ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ โดยโจทก์นำบันทึกถ้อยคำของพยานที่บันทึกล่วงหน้ามาใช้ประกอบคำเบิกความแต่มิได้ส่งต้นฉบับบันทึกถ้อยคำดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลางและส่งสำเนาแก่จำเลยทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนสืบพยานโจทก์นั้น เป็นกรณีโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 29 วรรคสาม ศาลภาษีอากรกลางจึงสั่งไม่รับบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกล่วงหน้าใช้ประกอบการเบิกความของโจทก์ บันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวจึงไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์อ้างตนเองเบิกความ โดยศาลภาษีอากรกลางบันทึกคำเบิกความเพียงว่า พยานเห็นว่าหนังสือแจ้งการประเมินไม่มีเหตุผลของการแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ถูกประเมินด้วยเหตุใด จำเลยไม่มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะประเมินล่วงเลยระยะเวลา 2 ปีแล้ว พยานให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการประเมิน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบว่าได้ซื้อขายสินค้ากันจริงตามที่ออกใบกำกับภาษีโดยผู้ประกอบการทั้ง 4 รายดังกล่าวข้างต้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ประกอบการดังกล่าวได้แจ้งว่าไม่ต้องเก็บสำเนาเอกสารเกินกว่า 5 ปี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 และมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยกลับให้สอบยันภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาท หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ ถือเป็นความผิดของโจทก์และไม่ยินยอมให้โจทก์นำใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการทั้ง 4 รายดังกล่าวมาใช้ประกอบในการคำนวณภาษี เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเปรียบเทียบกับกรณีใบกำกับภาษีบริษัทแสงเพชรออยล์ จำกัด บริษัททูพลัสวัน ออยล์ จำกัด บริษัทเอส.อาร์.ออยล์ จำกัด และบริษัทแสงทวีออยล์ จำกัด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินใช้ดุลพินิจยอมให้นำใบกำกับภาษีซื้อของผู้ประกอบการเหล่านั้นมาคำนวณภาษีได้ การใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นการประเมินไม่ชอบ นั้น เป็นคำอุทธรณ์ที่เกินเลยจากคำเบิกความของพยานโจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้โจทก์แล้ว คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ซึ่งเหมาะสมแล้ว ส่วนกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาใช้เครดิตภาษีซื้อซึ่งโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์การชำระราคาค่าสินค้าและผู้ออกใบกำกับภาษีได้ จึงเป็นกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาใช้ ถือเป็นการทำลายระบบภาษี และก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ไม่มีเหตุสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ส่วนกรณีเงินเพิ่มนั้นยังไม่เห็นสมควรลดหรืองดให้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 88/6
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 24
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกิติศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2551
#412277
เปิดฉบับเต็ม

ช. เป็นตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลย ไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลยตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 และมาตรา 71 จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ ช. ได้ทราบหรือควรจะทราบข้อความจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่า ส. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่

ส. รู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ส. กับจำเลยเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายสมใจ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 นายสมใจทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับจำเลยโดยกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยไว้เป็นเงิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีเสียชีวิตเป็นเงิน 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตด้วยอุบติเหตุเป็นเงิน 200,000 บาท กำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 นายสมใจประสบอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนเสียชีวิตลง จำเลยต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อเหตุมรณะจำนวน 100,000 บาท และเพื่อเหตุมรณะจากอุบัติเหตุอีกจำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 ที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายสมใจได้สมัครขอทำประกันชีวิตกับจำเลยแบบสะสมทรัพย์ ไม่ตรวจสุขภาพ 20 ปี วงเงินประกัน 100,000 บาท สัญญาประกันภัยกำหนดระยะเวลา 20 ปี วงเงิน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรวงเงิน 200,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์อันพึงได้รับเนื่องจากอุบัติเหตุวงเงิน 200,000 บาท และขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตเนื่องจากขาดส่งเบี้ยประกันชีวิตโดยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่ว่า นายสมใจเคยดื่มสุราหรือสิ่งมึนเมาเป็นประจำ มีข้อบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจเคยได้รับการรักษาเกี่ยวกับโรคตับอักเสบ และในระหว่าง 5 ปี ที่ผ่านมาเคยเจ็บป่วย การผ่าตัด การปรึกษาแพทย์ซึ่งหากจำเลยทราบล่วงหน้า จำเลยจะบอกปัดไม่รับประกันชีวิตหรือเรียกเบี้ยประกันชีวิตเพิ่มขึ้น สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ จำเลยทราบเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2540 และจำเลยได้บอกล้างแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 พร้อมแจ้งขอคืนเงินเบี้ยประกันชีวิตที่นายสมใจชำระไว้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ต่างๆ ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 นายสมใจได้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยแบบสะสมทรัพย์ ไม่ตรวจสุขภาพ 20 ปี วงเงินประกัน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรวงเงิน 200,000 บาท สัญญาประกันภัยกำหนดระยะเวลา 20 ปี วงเงิน 100,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์อันพึงได้รับเนื่องจากอุบัติเหตุวงเงิน 200,000 บาท โดยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตเอกสารหมาย ล.2 เมื่อครบกำหนดชำระเบี้ยประกันชีวิต นายสมใจไม่ชำระเบี้ยประกันชีวิตให้แก่จำเลย กรมธรรม์ประกันชีวิตจึงขาดอายุ ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2539 นายสมใจได้ขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวโดยได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตและกรอกรายละเอียดในหนังสือรับรองสุขภาพกับนายชัยรัตน์ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยในช่วงที่นายสมใจป่วยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอ่างทองและนายสมใจยืนยันว่ามีสุขภาพปกติตามหนังสือรับรองสุขภาพเอกสารหมาย ล.3 โดยนายสมใจไม่แจ้งความจริงให้จำเลยทราบว่านายสมใจเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและได้รับการรักษาคลินิกนายแพทย์พิเชษฐ์ ธงทองเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2537 และเมื่อวันที่ 2 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2539 นายสมใจมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทองตามเอกสารหมาย ล.8 และ จ.9 จำเลยได้ต่ออายุกรมธรรมประกันชีวิตให้นายสมใจตามเอกสารหาย จ.8 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 นายสมใจถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเชิดนายชัยรัตน์ เปียศรี เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อนายชัยรัตน์ทราบมูลอันจะบอกล้างสัญญาประกันชีวิตตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2539 ต้องถือว่าจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างในวันดังกล่าวด้วย ในข้อนี้โจทก์อ้างเพียงว่า นายชัยรัตน์เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยได้ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองสุขภาพและใบรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เห็นว่า จากข้อนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เชิดหรือแสดงออกอย่างใดว่านายชัยรัตน์เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำสัญญาประกันชีวิตแทนจำเลยได้ การลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองสุขภาพและออกใบรับเงินชั่วคราวว่าได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยไว้แทนจำเลยเท่านั้นยังไม่พอฟังว่าผู้รับเบี้ยประกันภัยเป็นตัวแทนของจำเลย กลับได้ความจากนายชูศักดิ์ และนายพรชัยพนักงานของจำเลยมาเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า นายชัยรัตน์ เป็นเพียงนายหน้าหาผู้เอาประกันให้แก่จำเลยและมีอำนาจรับเงินแทนจำเลยอย่างเดียว แต่ต้องออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวจึงจะผูกพันจำเลย ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายชัยรัตน์เป็นเพียงตัวแทนประกันชีวิตมิใช่เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับประกันภัยของจำเลยซึ่งตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 ได้ให้คำจำกัดความของตัวแทนประกันชีวิต หมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัทและมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายชัยรัตน์เป็นตัวแทนประกันชีวิตผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยให้ทำสัญญาประกันชีวิตในนามของจำเลยได้ เช่นนี้ นายชัยรัตน์จึงเป็นเพียงตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลยจึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การที่นายชัยรัตน์ได้ทราบหรือควรจะทราบข้อความจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่านายสมใจเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอ่างทอง จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่า หลังจากนายสมใจเสียชีวิตจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานและประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของนายสมใจ ทราบผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.7 ว่านายสมใจปกปิดข้อความจริงว่าเคยป่วยโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามาก หากจำเลยทราบความจริงจำเลยจะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตกับนายสมใจ โดยโจทก์ไม่นำสืบหักล้างดังนั้นการที่นายสมใจรู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างนายสมใจกับจำเลยเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 จึงเป็นการบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะจำเลยไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 865
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 5 ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจอม เงินวงษ์
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2551
#494159
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 5 ได้ให้คำจำกัดความของตัวแทนประกันชีวิตว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ช. เป็นตัวแทนประกันชีวิตผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยให้ทำสัญญาประกันชีวิตในนามของจำเลยได้ เช่นนี้ ช. จึงเป็นเพียงตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยเท่านั้นไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. การที่ ช. ได้ทราบหรือควรทราบข้อเท็จจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่า ส. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อ. จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าหลังจาก ส. เสียชีวิตจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานและประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของ ส. ทราบผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2540 ว่า ส. ปกปิดข้อความจริงว่าเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ หากจำเลยทราบความจริงจำเลยจะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตกับ ส. โดยโจทก์ไม่นำสืบหักล้าง ดังนั้น การที่ ส. รู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ส. กับจำเลยเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 จึงเป็นการบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 ที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 นายสมใจ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยแบบสะสมทรัพย์ ไม่ตรวจสุขภาพ 20 ปี วงเงิน 100,000 บาท สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรวงเงิน 200,000 บาท สัญญาประกันภัยกำหนดระยะเวลา 20 ปี วงเงิน 100,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์อันพึงได้รับเนื่องจากอุบัติเหตุวงเงิน 200,000 บาท โดยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต เมื่อครบกำหนดชำระเบี้ยประกันชีวิตนายสมใจไม่ชำระเบี้ยประกันชีวิตให้แก่จำเลย กรมธรรม์ประกันชีวิตจึงขาดอายุ ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2539 นายสมใจได้ขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว โดยได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตและกรอกรายละเอียดในหนังสือรับรองสุขภาพกับนายชัยรัตน์ ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยในช่วงที่นายสมใจป่วยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอ่างทองและนายสมใจยืนยันว่ามีสุขภาพปกติ โดยนายสมใจไม่แจ้งความจริงให้จำเลยทราบว่านายสมใจเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและได้รับการรักษาที่คลินิกนายแพทย์พิเชษฐ์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2537 และเมื่อวันที่ 2 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2539 นายสมใจมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอ่างทอง จำเลยได้ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตให้นายสมใจ ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 นายสมใจถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน จำเลยได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเชิดนายชัยรัตน์ เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อนายชัยรัตน์ทราบมูลอันจะบอกล้างสัญญาประกันชีวิตตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2539 ต้องถือว่าจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างในวันดังกล่าวด้วย ในข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างเพียงว่า นายชัยรัตน์ เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยได้ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองสุขภาพและใบรับเงินชั่วคราว เห็นว่า จากข้อนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เชิดหรือแสดงออกอย่างใดว่านายชัยรัตน์เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำสัญญาประกันชีวิตแทนจำเลยได้ การลงชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองสุขภาพและออกใบรับเงินชั่วคราวว่าได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยไว้แทนจำเลยเท่านั้นยังไม่พอฟังว่าผู้รับเงินเบี้ยประกันภัยเป็นตัวแทนของจำเลย กลับได้ความจากนายชูศักดิ์ และนายพรชัย พนักงานของจำเลยมาเป็นพยานจำเลยเบิกความว่านายชัยรัตน์เป็นเพียงนายหน้าหาผู้เอาประกันภัยให้แก่จำเลยและมีอำนาจรับเงินแทนจำเลยอย่างเดียว แต่ต้องออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวจึงจะผูกพันจำเลย ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายชัยรัตน์ เป็นเพียงตัวแทนประกันชีวิตมิใช่เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับประกันภัยของจำเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 ได้ให้คำจำกัดความของตัวแทนประกันชีวิต หมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายชัยรัตน์เป็นตัวแทนประกันชีวิตผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยให้ทำสัญญาประกันชีวิตในนามของจำเลยได้ เช่นนี้ นายชัยรัตน์จึงเป็นเพียงตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่นายชัยรัตน์ได้ทราบหรือควรจะทราบข้อความจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่านายสมใจเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยานบาลอ่างทอง จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่า หลังจากนายสมใจเสียชีวิตจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานและประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของนายสมใจ ทราบผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2540 ว่านายสมใจปกปิดข้อความจริงว่าเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามาก หากจำเลยทราบความจริงจำเลยจะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตกับนายสมใจ โดยโจทก์ไม่นำสืบหักล้าง ดังนั้น การที่นายสมใจรู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละวันไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างนายสมใจกับจำเลยเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 จึงเป็นการบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 5 ม. 71 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจอม เงินวงษ์
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอลชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2551
#417689
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติเรื่องการเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 42 และมาตรา 43 มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้

จ. ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นสามีของโจทก์ร่วมขอเข้ารับมรดกความของโจทก์ร่วมซึ่งถึงแก่ความตาย เท่ากับ จ. ขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีในฐานะผู้จัดการแทน ส. ผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จ. ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมตาม มาตรา 29 เพราะโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้จัดการแทน ส. ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6980 สุราษฎร์ธานี ไปตามถนนสายเอเชีย จากอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความเร็วสูงน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปทันรถยนต์กระบะคันที่แล่นอยู่ข้างหน้าแล้วจำเลยหักพวงมาลัยรถไปทางขวาเข้าไปในช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามพร้อมกับเร่งความเร็วเพื่อแซงรถยนต์กระบะคันดังกล่าว โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูว่ามีรถยนต์คันอื่นแล่นสวนทางมาในช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม ขณะเดียวกันนายสราวุธขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน พ-9260 สุราษฎ์ธานี แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยขับพุ่งชนรถยนต์กระบะที่นายสราวุธขับมาในช่องเดินรถของนายสราวุธอย่างแรง รถยนต์กระบะได้รับความเสียหายและนายสราวุธถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเหื้องมารดาของนายสราวุธผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วนายจรงค์สามีโจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของนายจรงค์

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า นายจรงค์มีสิทธิดำเนินคดีต่างนางเหื้องโจทก์ร่วมซึ่งถึงแก่ความตายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า กรณีที่นางเหื้องโจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการแทนนายสราวุธผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ถึงแก่ความตาย เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับมรดกความไว้ นายจรงค์สามีโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 43 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการรี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ซึ่งได้บัญญัติเรื่องการเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายไว้โดยชัดแจ้งแล้ว กรณีเช่นว่านี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 43 มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ นายจรงค์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2545 อ้างว่าเป็นสามีของนางเหื้องโจทก์ร่วมขอเข้ารับมรดกความของนางเหื้องโจทก์ร่วมซึ่งถึงแก่ความตาย เท่ากับนายจรงค์ขอเข้าดำเนินคดีต่างนางเหื้องโจทก์ร่วม เมื่อนางเหื้องโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีในฐานะผู้จัดการแทนนายสุราวุธผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) นายจรงค์ซึ่งเป็นสามีของนางเหื้องโจทก์ร่วมหามีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างนางเหื้องโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 เพราะนางเหื้องโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้จัดการแทนนายสราวุธผู้ตาย ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายจรงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์และดำเนินคดีต่างนางเหื้องโจทก์ร่วมกับยกอุทธรณ์ของนายจรงค์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 15 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นางเหื้อง โกละกะ โดยนายจรงค์ โกละกะ
โจทก์ร่วม — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายธวัชชัย ศรีชาย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2551
#494149
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 29 ซึ่งได้บัญญัติเรื่องการเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 42 และมาตรา 43 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาใช้โดยอนุโลมไม่ได้ การที่ จ. ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นสามีของ ห. โจทก์ร่วม ขอเข้ารับมรดกความของ ห. ซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อ ห. เข้ามาในคดีในฐานะผู้จัดการแทน ส. ผู้ตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จ. ซึ่งเป็นสามีของ ห. หามีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่าง ห. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 ไม่ เพราะ ห. เป็นเพียงผู้จัดการแทน ส. ผู้ตาย ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-6980 สุราษฎร์ธานี ไปตามถนนสายเอเชีย จากอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความเร็วสูงน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปทันรถยนต์กระบะคันที่แล่นอยู่ข้างหน้าแล้วจำเลยหักพวงมาลัยรถไปทางขวาเข้าไปในช่องทางเดินรถฝั่งตรงข้ามพร้อมกับเร่งความเร็วเพื่อแซงรถยนต์กระบะคันดังกล่าว โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูว่ามีรถยนต์คันอื่นแล่นสวนทางมาในช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม ขณะเดียวกันนายสราวุธ ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน พ-9260 สุราษฎร์ธานีแล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยขับพุ่งชนรถยนต์กระบะที่นายสราวุธขับมาในช่องเดินรถของนายสราวุธอย่างแรง รถยนต์กระบะได้รับความเสียหายและนายสราวุธถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางเหื้อง มารดาของนายสราวุธ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วนายจรงค์ สามีโจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของนายจรงค์

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า นายจรงค์ มีสิทธิดำเนินคดีต่างนางเหื้อง โจทก์ร่วมซึ่งถึงแก่ความตายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า กรณีที่นางเหื้อง โจทก์ร่วม ในฐานะผู้จัดการแทนนายสราวุธ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ถึงแก่ความตาย เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับมรดกความไว้ นายจรงค์ สามีโจทก์ร่วม ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 43 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ซึ่งได้บัญญัติเรื่องการเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายไว้โดยชัดแจ้งแล้ว กรณีเช่นว่านี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 43 มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ นายจรงค์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2545 อ้างว่าเป็นสามีของนางเหื้อง โจทก์ร่วม ขอเข้ารับมรดกความของนางเหื้อง โจทก์ร่วม ซึ่งถึงแก่ความตาย เท่ากับนายจรงค์ขอเข้าดำเนินคดีต่างนางเหื้อง โจทก์ร่วม เมื่อนางเหื้อง โจทก์ร่วม เข้ามาในคดีในฐานะผู้จัดการแทนนายสราวุธ ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) นายจรงค์ซึ่งเป็นสามีของนางเหื้อง โจทก์ร่วม หามีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างนางเหื้อง โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 เพราะนางเหื้อง โจทก์ร่วม เป็นเพียงผู้จัดการแทนนายสราวุธ ผู้ตาย ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายจรงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์และดำเนินคดีต่างนางเหื้อง โจทก์ร่วม กับยกอุทธรณ์ของนายจรงค์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นางเหื้อง โกละกะ โดยนายจรงค์ โกละกะ
โจทก์ร่วม — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายธวัชชัย ศรีชาย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1269/2551
#411404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหายต้องนำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่บริษัท ท. และชำระค่าซ่อมแก่บริษัทดังกล่าว ขณะยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองยังมิได้ชำระค่าซ่อมแก่บริษัทดังกล่าวและยังมิได้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าวันที่ 11 เมษายน 2545 บริษัท พ. ได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้แก่บริษัท ท. จำนวน 654,568.68 บาท ถือว่าโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินค่าซ่อมเต็มจำนวนตามที่เสียหายแล้วจากบริษัท พ. ย่อมทำให้บริษัท พ. เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยโดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง การที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าซ่อมแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องอีกจะมีผลทำให้โจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับจริง จึงไม่อาจบังคับให้ได้ ส่วนการที่บริษัท พ. ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจะใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อไป หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 460,080.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 427,981.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 427,983.86 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยังมิได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้แก่บริษัทไทย วี. พี. ออโต้เซอร์วิส จำกัด สิทธิในการเรียกค่าเสียหายยังเป็นของโจทก์ และรถยนต์ของโจทก์เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศอังกฤษ การสั่งซื้ออะไหล่จะต้องสั่งซื้อที่ประเทศอังกฤษ กว่าจะมีการชำระเงินค่าซ่อมกันได้ ก็ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะขาดอายุความละเมิดและรับช่วงสิทธิแล้ว ซึ่งจะทำให้บริษัทประกันภัยได้รับความเสียหาย ทางบริษัทประกันภัยจึงมีความเห็นว่าให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นผู้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองไปก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของโจทก์ โจทก์ต้องนำรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมที่อู่ของบริษัทไทย วี. พี. ออโต้เซอร์วิส จำกัด และจำต้องชำระค่าซ่อมให้แก่บริษัทดังกล่าว จึงได้รับความเสียหายตามจำนวนค่าซ่อมรถยนต์ที่จะต้องชำระ ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองยังมิได้ชำระค่าซ่อมให้แก่บริษัทดังกล่าวและยังมิได้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้แก่บริษัทไทย วี. พี. ออโต้ เซอร์วิส จำกัด จำนวน 654,568.68 บาท ถือว่าโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินค่าซ่อมเต็มจำนวนตามที่เสียหายแล้วจากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ย่อมทำให้บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง การที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าซ่อมแก่โจทก์ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์อีก จะมีผลทำให้โจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับจริง จึงไม่อาจบังคับให้ได้ ส่วนการที่บริษัททิพยประกันภัยจำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจะใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อไป หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมุททิกา ลิมปิสวัสดิ์
จำเลย — นายดำริ สาแหรกทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2551
#412740
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาขายอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ จำเลยจะมอบสินค้ายี่ห้ออื่นแก่โจทก์มิได้ แม้สินค้านั้นจะมีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนกันก็ตาม เมื่อจำเลยส่งมอบอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้ออื่น จึงเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ แต่ ว. พนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจรับมอบสินค้า มิได้ตรวจสอบสินค้าให้รอบคอบก่อนว่าเป็นยี่ห้อตรงตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของ ว. ตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อของ ว. ด้วยตาม ป.พ.พ มาตรา 223 วรรคสอง ประกอบมาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับจ้างช่วงจากห้างหุ้นส่วนจำกัดหาดใหญ่สรรพกิจในการติดตั้งระบบไฟฟ้า ณ อาคารหอผู้ป่วยพิเศษและส่วนจอดรถยนต์ 12 ชั้น โครงการ 2 คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบแจ้งสัญญาณเพลิงไหม้อัตโนมัติจากจำเลย จำเลยจัดส่งสินค้าผิดไปจากสัญญา กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาต้องจัดส่งสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ยี่ห้อทรอน รุ่น 601 แต่จำเลยกลับส่งสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิครุ่น 601 ให้แก่โจทก์ โดยในเอกสารกำกับสินค้าของจำเลยระบุเพียงเลขรุ่นที่ตรงกัน แต่ไม่ได้ระบุยี่ห้อ เป็นเหตุให้พนักงานของโจทก์หลงผิดและนำอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิคที่จำเลยส่งมาติดตั้งให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ต่อมาโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ตรวจพบว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนผิดยี่ห้อโจทก์จึงขอให้จำเลยจัดส่งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนมาเปลี่ยนกับยี่ห้อที่จำเลยส่งมาผิด แต่จำเลยกลับแจ้งให้โจทก์ถอดและส่งอุปกรณ์ที่จำเลยส่งมาผิดนั้นกลับคืนไปให้จำเลยก่อน เพื่อไม่ให้การส่งมอบงานต้องล่าช้า โจทก์จึงได้สั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำมาติดตั้งให้แก่ผู้ว่าจ้างแทนสินค้าของจำเลยที่ส่งมาผิด การที่จำเลยผิดสัญญาดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องจ่ายค่าแรงล่วงเวลาให้แก่ช่วงในการถอดเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นเงิน 61,000 บาท ค่าสินค้าที่สั่งซื้อใหม่เป็นเงิน 267,854.38 บาท และการใช้สินค้าผิดยี่ห้อเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียงในทางธุรกิจ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันในอัตราร้อยละ 0.1 แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้านับแต่วันที่จำเลยส่งสินค้าไม่ถูกต้องให้แก่โจทก์ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,418,854.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และรับอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิคคืนไปจากโจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาเนื่องจากได้จัดส่งสินค้าถูกต้องตรงตามแบบรายการใบเสนอราคาของจำเลยทุกประการ และตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้ามิได้ระบุว่าสินค้าในรายการที่สั่งซื้อจะต้องเป็นสินค้ายี่ห้อทรอนแต่อย่างใด เมื่อจำเลยจัดส่งสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์ตรวจรับสินค้าและยืนยันว่าสินค้าที่จำเลยจัดส่งให้เป็นชนิดและประเภทเดียวกันกับที่ระบุไว้ในสัญญาและตัวแทนของโจทก์ยอมรับสินค้าโดยไม่ได้อิดเอื้อน โจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยจัดส่งสินค้ายี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ หลังจากที่ได้รับสินค้าไว้แล้วถึง 6 เดือน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 348,662.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่า วันที่ 21 ตุลาคม 2541 ห้างหุ้นส่วนจำกัดหาดใหญ่สรรพกิจว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งระบบไฟฟ้าในตัวอาคารหอผู้ป่วยพิเศษและส่วนจอดรถ 12 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2543 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์รับแจ้งสัญญาณเพลิงไหม้อัตโนมัติจากจำเลย ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน รุ่น 601 ยี่ห้อทรอนด้วย ตามใบสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.12 สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.6 และใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.7 และวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 จำเลยได้จัดส่งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนรุ่น 601 ยี่ห้อเคมีทรอนิคให้แก่โจทก์ซึ่งผิดไปจากสัญญาซื้อขาย และจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 6 มิถุนายน 2543 ถึงลูกค้าของจำเลยว่าจำเลยได้หยุดจำหน่ายระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายใต้ชื่อสินค้าทรอนแล้วตามเอกสารหมาย จ.30

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายวิสันต์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจรับสินค้าประเภทอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลย ในการตรวจรับสินค้าพยานจะตรวจสอบรุ่นของสินค้าและจำนวนว่าตรงกับที่สั่งซื้อหรือไม่ หลังจากนั้นได้นำสินค้าเข้าเก็บในโกดัง และมีนายสมศักดิ์กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความว่า เมื่อจำเลยส่งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนมาที่บริษัทโจทก์แล้ว พยานได้ให้พนักงานของโจทก์แกะกล่องแล้วนำสินค้ามาตรวจนับว่ามีจำนวนตรงตามใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งหนี้หรือไม่ แล้วจึงเก็บเข้าโกดัง ประมาณเดือนธันวาคม 2543 พยานได้เซ็นอนุมัติให้พนักงานเบิกอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนดังกล่าวไปติดตั้งทั้งหมดซึ่งมีจำนวน 429 ชิ้น ต่อมาประมาณกลางเดือนธันวาคม 2543 ผู้ควบคุมงานก่อสร้างของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แจ้งแก่พยานว่า อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่โจทก์นำไปติดตั้งผิดยี่ห้อจากที่ขออนุมัติใช้ พยานได้โทรศัพท์แจ้งนายพูนศักดิ์พนักงานของจำเลยให้ทราบ นายพูนศักดิ์ให้โจทก์ถอดอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนทั้งหมดส่งคืนจำเลย แล้วจำเลยจะส่งยี่ห้อที่ถูกต้องให้ใหม่พยานเห็นว่าเป็นเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่โจทก์จะต้องส่งมอบงานให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์แล้ว และจำเลยไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอนว่าจะส่งสินค้าที่มียี่ห้อที่ถูกต้องให้โจทก์ได้เมื่อใด ทั้งในเดือนมิถุนายน 2543 พยานทราบว่าจำเลยจะเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนแล้ว พยานจึงเชื่อว่าจำเลยไม่สามารถกำหนดเวลาส่งมอบที่แน่นอนได้ พยานจึงได้สั่งซื้อเครื่องตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาเปลี่ยนทั้งหมดจำนวน 429 ชิ้น และสำรองไว้อีก 5 ชิ้น ส่วนจำเลยมีนายพูนศักดิ์เบิกความว่า จำเลยจัดส่งสินค้าแก่โจทก์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ต่อมาเดือนธันวาคม 2543 โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยจัดส่งสินค้าให้แก่โจทก์ผิดยี่ห้อ พยานจึงมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่า บริษัทจำเลยยินดีที่จะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ แต่ขอให้โจทก์จัดส่งสินค้าเก่าคืนมาให้เสียก่อน หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์จัดส่งสินค้าเก่าคืนมาให้จำเลยแต่อย่างใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง" และมาตรา 215 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้" การที่จำเลยทำสัญญาขายอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ จำเลยก็ต้องส่งมอบสินค้ายี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ จะมอบสินค้ายี่ห้ออื่นแก่โจทก์มิได้ แม้สินค้านั้นจะมีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนกันก็ตาม เมื่อจำเลยส่งมอบอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิค ซึ่งมิใช่ยี่ห้อทรอนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ แต่ตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร" จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า นายวิสันต์พนักงานของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคลังสินค้าเป็นผู้ตรวจรับมอบสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนจากจำเลย โดยตรวจสอบเฉพาะรุ่นของสินค้าและจำนวนเท่านั้นซึ่งน่าเชื่อว่านายวิสันต์มิได้ตรวจสอบสินค้าให้รอบคอบก่อนว่าเป็นยี่ห้อทรอนตรงตามสัญญาซื้อขายหรือไม่ เพราะหากตรวจสอบยี่ห้อด้วยและพบว่ามียี่ห้อไม่ตรงตามสัญญาซื้อขายเช่นนี้นายวิสันต์ย่อมจะไม่ยอมรับมอบสินค้าจากจำเลยอย่างแน่นอน เนื่องจากมียี่ห้อไม่ตรงกับที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ติดตั้งจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เมื่อนำไปติดตั้งแล้วจะเกิดปัญหายุ่งยากในการตรวจรับงานจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ การไม่ตรวจสอบดูยี่ห้อของสินค้าว่าตรงตามสัญญาหรือไม่เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์พนักงานของโจทก์ และหากนายวิสันต์จะตรวจสอบดูยี่ห้อก่อนก็สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย เพราะที่ข้างกล่องใส่อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์แต่ละชิ้นตามวัตถุหมาย ว.ล.1 ก็ระบุยี่ห้อเคมีทรอนิคไว้ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน หากนายวิสันต์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ยี่ห้อทรอนตามสัญญาซื้อขายก็สามารถแจ้งแก่จำเลยให้เปลี่ยนเป็นยี่ห้อทรอนให้ถูกต้องได้ในทันที และเชื่อว่าจำเลยต้องเปลี่ยนให้ใหม่เพราะแม้ตรวจพบภายหลังจากติดตั้งแล้วจำเลยก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนยี่ห้อให้ใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาว่าจำเลยส่งมอบสินค้าช้ากว่ากำหนดแต่อย่างใด และก็จะไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งซื้ออุปกรณ์ตรวจจับความร้อนจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์ตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์ด้วยตามมาตรา 223 วรรคสองประกอบมาตรา 220 ทั้งเมื่อตรวจรับสินค้าแล้วโจทก์ยังเก็บสินค้าดังกล่าวไว้เป็นเวลานานประมาณ 6 เดือน จึงนำมาติดตั้งนับว่าเป็นเวลาที่ยาวนานมาก และขณะติดตั้งฝ่ายโจทก์ก็มีโอกาสตรวจสอบอีกครั้งว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนดังกล่าวเป็นยี่ห้อทรอนตามที่ได้รับอนุมัติจากโรงพยาบาลสงขลาครินทร์หรือไม่ หากตรวจพบเสียก่อนก็ไม่ต้องเสียค่าจ้างติดตั้งเพิ่ม และขอเปลี่ยนยี่ห้อที่ถูกต้องจากจำเลยได้อีกเช่นกัน และแม้ติดตั้งและตรวจพบแล้วว่าจำเลยส่งมาผิดยี่ห้อโจทก์แจ้งจำเลยแล้ว จำเลยให้โจทก์ถอดเครื่องเก่าคืน และจำเลยจะส่งเครื่องใหม่ยี่ห้อทรอนมาให้แทน แต่โจทก์ก็มิได้ถอดเครื่องเก่านำไปคืนแก่จำเลยแต่อย่างใด กลับไปซื้อจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาติดตั้งแทน ซึ่งเป็นการกระทำไปตามอำเภอใจของโจทก์ หากโจทก์รีบดำเนินการส่งเครื่องเก่าคืนจำเลย และจำเลยส่งเครื่องใหม่แก่โจทก์ ก็สามารถติดตั้งได้ทันเวลาเช่นกัน และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ได้ทัน เพราะจำเลยหยุดจำหน่ายระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายใต้ชื่อสินค้าทรอนแล้วตามเอกสารหมาย จ.30 นั้นก็เป็นการคาดคะเนของโจทก์เอง เพราะแม้จำเลยจะเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อทรอนไปแล้ว แต่จำเลยยังมีหน้าที่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนมาเปลี่ยนให้โจทก์ และจำเลยก็รับว่าจะเปลี่ยนให้โจทก์ใหม่ แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและไปซื้อจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาติดตั้งแทนเอง เมื่อพิเคราะห์จากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยมาก จึงเห็นสมควรให้ค่าเสียหายดังกล่าวตกเป็นพับแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 208 ม. 215 ม. 220 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินสว่างการไฟฟ้า จำกัด
บริษัทอเมริกัน อินเตอร์ เนชั่นแนล อินดัสตรี
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2551
#415810
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทำสัญญาขายอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อหนึ่งให้แก่โจทก์ จำเลยก็ต้องส่งมอบสินค้ายี่ห้อนั้น จะส่งมอบสินค้ายี่ห้ออื่นไม่ได้ แม้สินค้านั้นจะมีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนกันก็ตาม เมื่อจำเลยส่งมอบอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อซึ่งมิใช่ยี่ห้อที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายจึงเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ แต่การที่ ว. พนักงานโจทก์ผู้ตรวจรับมอบสินค้าจากจำเลยตรวจสอบเฉพาะรุ่นของสินค้าและจำนวนเท่านั้น โดยมิได้ตรวจสินค้าให้รอบคอบก่อนว่าเป็นยี่ห้อตรงตามสัญญาซื้อขายหรือไม่ เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของ ว. พนักงานโจทก์ โจทก์จึงต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อของ ว. ตัวแทนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคสอง ประกอบมาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับจ้างช่วงจากห้างหุ้นส่วนจำกัดหาดใหญ่สรรพกิจในการติดตั้งระบบไฟฟ้า ณ อาคารหอผู้ป่วยพิเศษและส่วนจอดรถยนต์ 12 ชั้น โครงการ 2 คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบแจ้งสัญญาณเพลิงไหม้อัตโนมัติจากจำเลย จำเลยจัดส่งสินค้าผิดไปจากสัญญา กล่าวคือ จำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาต้องจัดส่งสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ยี่ห้อทรอน รุ่น 601 แต่จำเลยกลับส่งสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิค รุ่น 601 ให้แก่โจทก์ โดยในเอกสารกำกับสินค้าของจำเลยระบุเพียงรุ่นที่ตรงกัน แต่ไม่ได้ระบุยี่ห้อ เป็นเหตุให้พนักงานของโจทก์หลงผิดและนำอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิคที่จำเลยส่งมาติดตั้งให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ต่อมาโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ตรวจพบว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนผิดยี่ห้อ โจทก์จึงขอให้จำเลยส่งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนมาเปลี่ยนกับยี่ห้อที่จำเลยส่งมาผิด แต่จำเลยกลับแจ้งให้โจทก์ถอดและส่งอุปกรณ์ที่จำเลยส่งมาผิดนั้นกลับคืนไปให้จำเลยก่อน เพื่อไม่ให้การส่งมอบงานต้องล่าช้า โจทก์จึงได้สั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนจากบริษัทโทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำมาติดตั้งให้แก่ผู้ว่าจ้างแทนสินค้าของจำเลยที่ส่งมาผิด การที่จำเลยผิดสัญญาดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องจ่ายค่าแรงล่วงเวลาให้แก่ช่างในการถอดเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นเงิน 61,000 บาท ค่าสินค้าที่สั่งซื้อใหม่เป็นเงิน 267,854.38 บาท และการใช้สินค้าผิดยี่ห้อเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียงในทางธุรกิจ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันในอัตราร้อยละ 0.1 แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้านับแต่วันที่จำเลยส่งสินค้าไม่ถูกต้องให้แก่โจทก์ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,418,854.38 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย และรับอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิคคืนไปจากโจทก์ตามสภาพที่เป็นอยู่

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสงขลาเนื่องจากมูลคดีมิได้เกิดและจำเลยก็ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสงขลา จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาเนื่องจากได้จัดส่งสินค้าถูกต้องตรงตามแบบรายการใบเสนอราคาของจำเลยทุกประการ และตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้ามิได้ระบุว่าสินค้าในรายการที่สั่งซื้อจะต้องเป็นสินค้ายี่ห้อทรอนแต่อย่างใด เมื่อจำเลยจัดส่งสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์ตรวจรับสินค้าและยืนยันว่าสินค้าที่จำเลยจัดส่งให้เป็นชนิดและประเภทเดียวกันกับที่ระบุไว้ในสัญญาและตัวแทนของโจทก์ยอมรับสินค้าโดยไม่ได้อิดเอื้อน โจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยจัดส่งสินค้ายี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ หลังจากที่ได้รับสินค้าไว้แล้วถึง 6 เดือน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายว่าค่าเสียหายแต่ละรายการโจทก์มีวิธีคิดอย่างไร ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทย์เป็นเงิน 348,662.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายวิสันต์เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นผู้ตรวจรับสินค้าประเภทอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยในการตรวจรับสินค้าพยานจะตรวจสอบรุ่นของสินค้าและจำนวนว่าตรงกับที่ส่งซื้อหรือไม่ หลังจากนั้นได้นำสินค้าเข้าเก็บในโกดังและมีนายสมศักดิ์กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความว่า เมื่อจำเลยส่งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนมาที่บริษัทโจทก์แล้ว พยานได้ให้พนักงานของโจทก์แกะกล่องแล้วนำสินค้ามาตรวจนับว่ามีจำนวนตรงตามใบกำกับสินค้าหรือใบแจ้งหนี้หรือไม่ แล้วจึงเก็บเข้าโกดัง ประมาณเดือนธันวาคม 2543 พยานได้เซ็นอนุมัติให้พนักงานเบิกอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนดังกล่าวไปติดตั้งทั้งหมดซึ่งมีจำนวน 429 ชิ้น ต่อมาประมาณกลางเดือนธันวาคม 2543 ผู้ควบคุมงานก่อสร้างของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แจ้งแก่พยานว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่โจทก์นำไปติดตั้งผิดยี่ห้อจากที่ขออนุมัติใช้ พยานได้โทรศัพท์แจ้งนายพูนศักดิ์พนักงานของจำเลยให้ทราบ นายพูนศักดิ์ให้โจทก์ถอดอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนทั้งหมดส่งคืนจำเลย แล้วจำเลยจะส่งยี่ห้อที่ถูกต้องให้ใหม่ พยานเห็นว่าเป็นเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่โจทก์จะต้องส่งมอบงานให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์แล้ว และจำเลยไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอนว่าจะส่งสินค้าที่มียี่ห้อที่ถูกต้องให้โจทก์ได้เมื่อใด ทั้งในเดือนมิถุนายน 2543 พยานทราบว่าจำเลยจะเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนแล้ว พยานจึงเชื่อว่าจำเลยไม่สามารถกำหนดเวลาส่งมอบที่แน่นอนได้ พยานจึงได้สั่งซื้อเครื่องตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาเปลี่ยนทั้งหมดจำนวน 429 ชิ้น และสำรองไว้อีก 5 ชิ้น ส่วนจำเลยมีนายพูนศักดิ์เบิกความว่า จำเลยจัดส่งสินค่าแก่โจทก์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ต่อมาเดือนธันวาคม 2543 โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยจัดส่งสินค้าให้แก่โจทก์ผิดยี่ห้อ พยานจึงมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่า บริษัทจำเลยยินดีที่จะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ แต่ขอให้โจทก์จัดส่งสินค้าเก่าคืนมาให้เสียก่อน หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์จัดส่งสินค้าเก่าคืนมาให้จำเลยแต่อย่างใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใดลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง" และมาตรา 215 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้" การที่จำเลยทำสัญญาขายอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ จำเลยก็ต้องส่งมอบสินค้ายี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ จะมอบสินค้ายี่ห้ออื่นแก่โจทก์มิได้ แม้สินค้านั้นจะมีคุณสมบัติการใช้งานเหมือนกันก็ตาม เมื่อจำเลยส่งมอบอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อเคมีทรอนิค ซึ่งมิใช่ยี่ห้อทรอนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ แต่ตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร" จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า นายวิสันต์พนักงานของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคลังสินค้าเป็นผู้ตรวจรับมอบสินค้าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนจากจำเลย โดยตรวจสอบเฉพาะรุ่นของสินค้าและจำนวนเท่านั้นซึ่งน่าเชื่อว่านายวิสันต์มิได้ตรวจสอบสินค้าให้รอบคอบก่อนว่าเป็นยี่ห้อทรอนตรงตามสัญญาซื้อขายหรือไม่ เพราะหากตรวจสอบยี่ห้อด้วยและพบว่ายี่ห้อไม่ตรงตามสัญญาซื้อขายเช่นนี้นายวิสันต์ย่อมจะไม่ยอมรับมอบสินค้าจากจำเลยอย่างแน่นอน เนื่องจากมียี่ห้อไม่ตรงกับที่โจทก์ได้รับอนุมัติติดตั้งจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เมื่อนำไปติดตั้งแล้วจะเกิดปัญหายุ่งยากในการตรวจรับงานจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ การไม่ตรวจสอบดูยี่ห้อของสินค้าว่าตรงตามสัญญาหรือไม่เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์พนักงานของโจทก์ และหากนายวิสันต์ตรวจสอบดูยี่ห้อก่อนก็สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายเพราะที่ข้างกล่องใส่อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์แต่ละชิ้นก็ระบุยี่ห้อเคมีทรอนิคไว้ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน หากนายวิสันต์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ยี่ห้อทรอนตามสัญญาซื้อขายก็สามารถแจ้งแก่จำเลยให้เปลี่ยนเป็นยี่ห้อทรอนให้ถูกต้องได้ในทันที และเชื่อว่าจำเลยต้องเปลี่ยนให้ใหม่เพราะแม้ตรวจพบภายหลังจากติดตั้งแล้วจำเลยก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนยี่ห้อให้ใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาว่าจำเลยส่งมอบสินค้าช้ากว่ากำหนดแต่อย่างใด และก็จะไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งซื้ออุปกรณ์ตรวจจับความร้อนจากบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์ตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อของนายวิสันต์ด้วยตามมาตรา 223 วรรคสอง ประกอบมาตรา 220 ทั้งเมื่อตรวจรับสินค้าแล้วโจทก์ยังเก็บสินค้าดังกล่าวไว้เป็นเวลานานประมาณ 6 เดือน จึงนำมาติดตั้งนับว่าเป็นเวลาที่ยาวนานมาก และขณะติดตั้งฝ่ายโจทก์ก็มีโอกาสตรวจสอบอีกครั้งว่าอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนดังกล่าวเป็นยี่ห้อทรอนตามที่ได้รับอนุมัติจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์หรือไม่ หากตรวจพบเสียก่อนก็ไม่ต้องเสียค่าจ้างติดตั้งเพิ่ม และขอเปลี่ยนยี่ห้อที่ถูกต้องจากจำเลยได้อีกเช่นกัน และแม้ติดตั้งและตรวจพบแล้วว่าจำเลยส่งมาผิดยี่ห้อ โจทก์แจ้งจำเลยแล้วจำเลยให้โจทก์ถอดเครื่องเก่าคืน และจำเลยจะส่งเครื่องใหม่ยี่ห้อทรอนมาให้แทน แต่โจทก์ก็มิได้ถอนเครื่องเก่านำไปคืนแก่จำเลยแต่อย่างใด กลับไปซื้อจากบริษัทไทโก้อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาติดตั้งแทนซึ่งเป็นการกระทำไปตามอำเภอใจของโจทก์เอง หากโจทก์รีบดำเนินการส่งเครื่องเก่าคืนจำเลย และจำเลยส่งเครื่องใหม่แก่โจทก์ ก็สามารถติดตั้งได้ทันเวลาเช่นกัน และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนให้แก่โจทก์ได้ทัน เพราะจำเลยหยุดจำหน่ายระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายใต้ชื่อสินค้าทรอนแล้วนั้นก็เป็นการคาดคะเนของโจทก์เอง เพราะแม้จำเลยจะเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อทรอนไปแล้ว แต่จำเลยยังมีหน้าที่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ตรวจจับความร้อนยี่ห้อทรอนมาเปลี่ยนให้โจทก์ และจำเลยก็รับว่าจะเปลี่ยนให้โจทก์ใหม่ แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและไปซื้อกับบริษัทไทโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มาติดตั้งแทนเอง เมื่อพิเคราะห์จากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยมากจึงเห็นสมควรให้ค่าเสียหายดังกล่าวตกเป็นพับแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 208 ม. 215 ม. 220 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินสว่างการไฟฟ้า จำกัด
บริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — อินดัสตรี (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2551
#412029
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ให้คำรับรองแก่โจทก์ว่า ส. มีบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษอยู่กับจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีเว้นเสียแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เชื่อคำรับรองนั้นและยอมให้ ส. นำรถยนต์ของโจทก์ไปขาย ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของ ส. เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ปรากฏว่าบัญชีดังกล่าวปิดแล้ว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ยอมให้ ส. ถอนเงินออกจากบัญชีอันเป็นการผิดสัญญาและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า การที่จำเลยทั้งสองให้ ส. ถอนเงินจากบัญชีเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองไปยังโจทก์ก็เป็นการปฏิบัติงานตามปกติของจำเลยที่ 2 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือต้องร่วมรับผิดในมูลละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองยอดเงินฝากของ ส. ไปถึงโจทก์ เป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

การที่จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองไปถึงโจทก์ยืนยันว่า ส. มีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษอยู่กับจำเลยที่ 2 ซึ่งมียอดเงินฝากในขณะนั้น 3,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีเว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ คำรับรองนี้มีลักษณะเป็นคำมั่นซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำมั่นดังกล่าว โดยหลังจากที่โจทก์ได้รับหนังสือรับรองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงยอมให้ ส. รับรถยนต์จากโจทก์ไปจำหน่ายได้ อันพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้เสนอ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสองอีก จำเลยที่ 2 ต้องถูกผูกพันตามคำมั่นที่จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ ส. เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ยอมให้ ส. เปลี่ยนบัญชีเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์พิเศษเป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาและยอมให้ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ตามคำมั่นอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้ถอนเงินจากบัญชีของ ส. โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากเงินในบัญชีที่ ส. ฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,197,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,599,110.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคาร สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 2 อยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่มีสาขาอยู่ทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาสระบุรี ได้ออกหนังสือของจำเลยที่ 2 ไปยังโจทก์รับรองว่านางสำรวย มีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษอยู่กับจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าจะได้รับความยินยอมจากโจทก์ ให้ถอนการอายัดบัญชีดังกล่าว หลังจากนั้นนางสำรวยรับรถยนต์จากโจทก์ไปจำหน่ายและเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คหลายฉบับ รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท โจทก์ได้ฟ้องนางสำรวยต่อศาลจังหวัดสระบุรีเรียกเงินตามเช็คสองฉบับ ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาให้นางสำรวยชำระหนี้จำนวน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาท และ 800,000 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2540 และวันที่ 30 ตุลาคม 2540 ตามลำดับไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกิน 975,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินที่นางสำรวยฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,599,110.95 บาท แต่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าบัญชีเงินฝากของนางสำรวยปิดแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ชี้ขาดให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นคำวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ให้คำรับรองแก่โจทก์ว่า นางสำรวยมีบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษอยู่กับจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินดังกล่าวออกจากบัญชีเว้นเสียแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เชื่อคำรับรองนั้นและยอมให้นางสำรวยนำรถยนต์ในบริษัทของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลทั่วไป หลังจากนั้นนางสำรวยสั่งจ่ายเช็คจำนวนสี่ฉบับรวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระราคารถยนต์ดังกล่าว แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสี่ฉบับ โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงิน 1,300,000 บาท ตามเช็คสองฉบับจากนางสำรวยต่อศาลจังหวัดสระบุรี ต่อมาศาลพิพากษาให้นางสำรวยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของนางสำรวย ปรากฏว่าบัญชีดังกล่าวปิดแล้วเนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ยอมให้นางสำรวยถอนเงินออกจากบัญชี อันเป็นการผิดสัญญาและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า การที่จำเลยทั้งสองยอมให้นางสำรวยถอนเงินจากบัญชีเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองไปยังโจทก์ก็เป็นการปฏิบัติงานตามปกติของจำเลยที่ 2 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือต้องร่วมรับผิดในมูลละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนปัญหาว่า การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองยอดเงินฝากของนางสำรวยไปถึงโจทก์และให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมให้ใครถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจนกว่าจะได้รับความยินยอมจากโจทก์จะเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจที่จำเลยที่ 2 มอบหมายหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยทั้งที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง อย่างไรก็ดี เนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่างนำพยานเข้าสืบตามข้ออ้างข้อเถียงของตนจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองไปถึงโจทก์ ยืนยันว่านางสำรวยมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษอยู่กับจำเลยที่ 2 ซึ่งมียอดเงินฝากในขณะนั้น 3,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีเว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ คำรับรองฉบับนี้มีลักษณะเป็นคำมั่นซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำมั่นดังกล่าวทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากนายวีระผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า หลังจากที่โจทก์ได้รับหนังสือรับรองฉบับนั้นจากจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงยอมให้นางสำรวยรับรถยนต์จากโจทก์ไปจำหน่ายได้ อันพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้เสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคสอง อีก จำเลยที่ 2 ต้องถูกผูกพันตามคำมั่นที่จะไม่ยอมให้ผู้ใดถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสำรวย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ยอมให้นางสำรวยเปลี่ยนบัญชีเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์พิเศษเป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาและยอมให้ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ตามคำมั่นอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้ถอนเงินจากบัญชีของนางสำรวยโดยสุจริตหรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากเงินในบัญชีที่นางสำรวยฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปวพล ฮอนด้าคาร์ส์ (สระบุรี) จำกัด
นางสาวรักใจ สำราญนิช
จำเลย — หรือนางรักใจ นาเมืองรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2551
#412140
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าบัตรภาษีตามฟ้องถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรจริงเพราะเหตุใด ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าพิพาทจริงจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีจำเลยที่ 2 สัญญาว่า หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้และมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความรับผิดในหนี้เงินอันเกิดแต่สัญญาและไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงินชดเชย 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 ขอให้คืนเงินชดเชย 1,779,673.94 บาท ครั้งที่สองวันที่ 14 สิงหาคม 2547 ขอให้คืนเงินชดเชยเพิ่มเติม 307,017.61 บาท ซึ่งเป็นการทวงถามถึงเงินชดเชยคนละจำนวนกันและตามหนังสือทวงถามดังกล่าวไม่อาจทราบได้ว่าฉบับใดเป็นการทวงถามถึงเงินชดเชยตามมูลค่าบัตรภาษีในคดีนี้ ตามหนังสือทวงถามทั้งสองฉบับระบุให้คืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ในหนังสือ แต่ตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 18 และ 19 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาจะให้ระยะเวลาชำระหนี้เพียงใด นับได้ว่าทั้งสองกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จึงต้องถือว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ทราบถึงการทวงถามครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันถัดไปคือวันที่ 4 กันยายน 2547 และเมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมูลหนี้อันเกิดแต่สัญญาตามฟ้องแล้ว ดังนี้ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์จะเป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือเรื่องละเมิดหรือไม่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะยกประเด็นดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 96,880.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรจนถึงวันฟ้องจำนวน 71,255.18 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 168,135.94 บาท ให้แก่โจทก์และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 96,880.76 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 96,880.76 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรภาษีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2548) ต้องไม่เกิน 71,255.18 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออกพิพาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ทำนองว่า จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าบัตรภาษีตามฟ้องถูกต้องตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบและออกบัตรภาษีรวมทั้งตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกเมื่อเกิดความผิดพลาดก็เป็นเพราะความบกพร่องและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เอง จากคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งออกสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกพิพาทจริงเพราะเหตุใด เป็นเพียงให้เหตุผลว่าจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตใจว่ามีการส่งออกจริงเท่านั้น กรณีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกรายพิพาทจริงหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีพิพาท หรือไม่ ข้อนี้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีเป็นข้อความที่โจทก์บังคับให้ผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต้องกระทำตามรูปแบบและหลักเกณฑ์ของโจทก์จึงขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าว จำเลยที่ 2 สัญญาว่า หากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้และมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ และเมื่อจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยก่อนที่จะรับโอนบัตรภาษีพิพาทไป ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดตามสัญญาต้องคืนบัตรภาษีหรือใช้เงินคืนตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หรือไม่ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก เมื่อจำเลยที่ 2 ได้นำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระภาษีอากรแทนเงินสดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความรับผิดตามสัญญาต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีหรือชำระเงินตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความรับผิดในหนี้เงินอันเกิดแต่สัญญาและเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยที่ 2 จำต้องร่วมรับผิดใช้ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นายสุเมต พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงินชดเชยตามมูลค่าบัตรภาษี ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงินชดเชย 2 ครั้ง ครั้งแรกขอให้คืนเงินชดเชย 1,779,673.94 บาท ครั้งที่สองขอให้คืนเงินชดเชยเพิ่มเติม 307,017.61 บาท ซึ่งเป็นการทวงถามถึงเงินชดเชยคนละจำนวนกัน และตามหนังสือทวงถามดังกล่าวไม่อาจทราบได้ว่าฉบับใดเป็นการทวงถามถึงเงินชดเชยตามมูลค่าบัตรภาษีในคดีนี้ และตามหนังสือทวงถามทั้งสองฉบับระบุให้คืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ในหนังสือ แต่ตามใบตอบรับในประเทศ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และวันที่ 19 สิงหาคม 2547 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาจะให้ระยะเวลาชำระหนี้กี่วันแน่ นับได้ว่าทั้งสองกรณีมีข้อสงสัยจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ต้องถือว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ทราบถึงการทวงถามครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547 จึงครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 3 กันยายน 2547 เมื่อครบกำหนดเวลานี้แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันถัดไปคือวันที่ 4 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมูลหนี้อันเกิดแต่สัญญาตามฟ้องแล้ว ดังนี้ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์จะเป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือเรื่องละเมิดหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุที่จะยกประเด็นดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2547 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 150 ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 373
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดซาวาน่า เซอร์วิส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2551
#411337
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำที่ดินที่ได้รับมาทางมรดกไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยรวม 6 แปลง แล้วกู้ยืมเงินจากธนาคารมาทำธุรกิจสร้างอพาร์ตเมนต์ในที่ดินที่เป็นแปลงย่อยดังกล่าวรวม 2 แปลง และนำที่ดินแปลงย่อยที่พิพาทอีก 2 แปลง ไปหาผลประโยชน์โดยให้ ช. เช่า โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า ให้สิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าสร้างขึ้นในที่ดินที่เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า ต่อมาโจทก์ขายที่ดินที่พิพาททั้งสองแปลงเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ธนาคาร ดังนี้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในทางค้าอสังหาริมทรัพย์และได้ใช้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงประกอบกิจการให้เช่าแล้ว การที่โจทก์ขายที่ดินพิพาทที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการให้เช่าก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่าจึงมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) อันต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้ภายหลังจะมี พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีแต่เฉพาะการขายของนิติบุคคลเท่านั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบาย ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1 - 01005300 - 25461015 - 006 - 00228 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ.2) 217/2547 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า บิดาโจทก์ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 68035 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 49 ตารางวา ให้แก่โจทก์ เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2521 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2524 โจทก์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 6 แปลง เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา จำนวน 5 แปลง เป็นโฉนดเลขที่ 113034 ถึง 113038 ที่เหลือเนื้อที่ 2 ไร่เศษ วันที่ 8 ธันวาคม 2532 โจทก์ให้นายชัยชนะเช่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 113037 และ 113038 มีกำหนดเวลา 6 ปี ค่าเช่าปีละ 100,000 บาท โดยผู้เช่าตกลงชำระเงินกินเปล่าให้แก่ผู้ให้เช่า 100,000 บาท ในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินที่ให้เช่าดังกล่าวแก่บริษัทซีวีดี จำกัด โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างในราคา 25,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภ.ธ. 73.1 - 01005300 - 25461015 - 006 - 00228 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2546 ให้โจทก์เสียภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมทั้งสิ้น 3,300,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ 1,200,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 120,000 บาท รวมลดให้ทั้งสิ้น 1,320,000 บาท คงเรียกเก็บเงินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมเป็นจำนวน 1,980,000 บาท โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ได้ที่ดินมาโดยการรับมรดกเมื่อปี 2521 และได้ขายไปเมื่อปี 2538 แต่เนื่องจากในระหว่างถือครองที่ดินดังกล่าวโจทก์ได้ให้เช่าที่ดินตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งการที่โจทก์ทำสัญญาให้เช่าที่ดินแล้วต่อมาได้ขายที่ดินนั้น ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากยอดขายดังกล่าวตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันให้ลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดให้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากขายที่ดินโฉนดเลขที่ 113037 และ 113038 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ปรากฏว่าโจทก์ให้นายชัยชนะเช่าที่ดินมีกำหนดเวลา 6 ปี และผู้เช่าต้องชำระเงินกินเปล่าให้โจทก์เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยมีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่าให้สิ่งปลูกสร้างที่ผู้เช่าสร้างขึ้นในที่ดินที่เช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า ซึ่งได้ความจากนายบุญรอด ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ว่า ผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ได้สร้างโรงเก็บของในที่ดินที่เช่า แม้สัญญาขายที่ดินระบุว่าเป็นที่ดินว่างเปล่า แต่ความจริงที่ดินที่ขายมิใช่ที่ดินว่างเปล่า นอกจากนี้นายบุญรอดยังเบิกความว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินรายพิพาทไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร เนื่องจากโจทก์กู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจสร้างอพาร์ตเม้นท์ในที่ดินที่มีการแบ่งเป็นแปลงย่อยอีก 2 แปลง พฤติการณ์ของโจทก์ที่นำที่ดินซึ่งได้รับมาทางมรดกไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยแล้วกู้ยืมเงินจากธนาคารมาทำธุรกิจสร้างอพาร์ตเม้นท์ในที่ดินที่แบ่งเป็นแปลงย่อยดังกล่าวรวม 2 แปลง และนำที่ดินรายพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 2 แปลง ไปหาผลประโยชน์โดยให้นายชัยชนะเช่า จากนั้นได้ขายที่ดินรายพิพาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในทางค้าอสังหาริมทรัพย์และได้ใช้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงประกอบกิจการให้เช่าแล้ว นอกจากนี้โจทก์ได้ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่บริษัทซีวีดี จำกัด ในวันที่ 5 เมษายน 2538 ก่อนมีการจดทะเบียนเลิกการเช่ากับนายชัยชนะประมาณ 8 เดือน ดังนั้น การที่โจทก์ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการให้เช่าก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่า พฤติการณ์ขณะที่ขายจึงมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) แม้ภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีแต่เฉพาะการขายของนิติบุคคลนั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบาย ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด การประเมินเรียกเก็บภาษีของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์อุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ 1,200,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 120,000 บาท รวมลดให้ทั้งสิ้น 1,320,000 บาท คงเรียกเก็บเงินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมเป็นจำนวน 1,980,000 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5)
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุด บุญเกิด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1235/2551
#412272
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธ. รวมทั้งบัญชีสินเชื่อของโจทก์จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30, 30 ทวิ และ 30 ตรี จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้โจกท์ในฐานะลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธ. ชำระหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่ามีการจงใจกลั่นแกล้งหรือประมาทเลินเล่อในการฟ้องโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดใช้สิทธิโดยไม่สุจริตร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 3732/2544 ของศาลชั้นต้น ตามคำฟ้องคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับมอบอำนาจได้บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์สินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) รวมทั้งบัญชีสินเชื่อของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวโดยโจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เป็นต้นเงิน 1,178,167.62 บาท กับดอกเบี้ย 1,052,781.55 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,230,949.17 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์สินเชื่อของบริษัทดังกล่าว ซึ่งประมูลขายสินทรัพย์สินเชื่อของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) รวม 7 ครั้ง ไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลซื้อได้ โดยรายงานประจำปี 2542 ของจำเลยที่ 1 ระบุว่าซื้อสินทรัพย์สินเชื่อของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการคือกลุ่มสินทรัพย์แกมม่าและโอเมก้าซึ่งไม่เป็นจริงจำเลยที่ 7 เบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวยอมรับเอกสารเหล่านี้และเบิกความว่ากลุ่มสินทรัพย์ตามสัญญาขายคือกลุ่มสินทรัพย์ซึ่ง เอ.เอส.โอ.วัน (เดลาแวร์) แอล.แอล.ซี. เป็นผู้ประมูลได้ สัญญาขายดังกล่าวซึ่งจำลยที่ 1 นำมาฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ลงนามในสัญญาขายให้ผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์สินเชื่อได้แล้ว จึงไม่อาจนำมาขายให้จำเลยที่ 1 ได้อีก ฝ่ายผู้ขายคือ นางวชิรา ณ ระนอง กับผู้ซื้อคือจำเลยที่ 1 ลงนามในสัญญาขายโดยไม่มีอำนาจเพราะเป็นสัญญาขายระหว่างบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (ผู้ขาย) กับกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล (ผู้ซื้อหรือจำเลยที่ 1) ไม่มีการมอบอำนาจให้นางวชิราในฐานะรักษาการเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ดำเนินการซื้อขายแทน ทั้งนางวชิราเป็นเพียงพนักงานขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เท่านั้น และจำเลยที่ 3 ได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีอำนาจ เมื่อสัญญาโอนสินทรัพย์สินเชื่อรวมทั้งหนี้ของโจทก์ที่มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ทำขึ้นโดยมิชอบจึงไม่มีผลผูกพัน การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่มีผลบังคับ ทั้งยังไม่บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องคดีได้ จำนวนเงินซึ่งอ้างว่าโจทก์เป็นหนี้ก็เป็นความเท็จ เพราะโจทก์ผ่อนชำระหนี้เกินไปประมาณ 544,925 บาท จำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกดอกเบี้ยซ้ำซ้อนและเกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาฟ้องจึงไม่ถูกต้อง โจทก์เป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ในการแต่งตั้งตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ต่อมาตกลงเปลี่ยนแปลงระบบมาร์จิน จากบัญชี พี.เอ็น.มาร์จินเป็นบัญชีแคชมาร์จินเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามบัญชีเดิมจึงระงับสิ้นไป เมื่อบริษัทดังกล่าวถูกปิดกิจการหลักทรัพย์ของโจทก์ซึ่งเหลืออยู่แทบไม่มีราคาจึงไม่อาจขายนำมาชำระหนี้ได้เป็นเหตุสุดวิสัย การชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัย โดยลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบคงเหลือเงินซึ่งโจทก์เป็นหนี้อยู่เพียง 1,127.62 บาท บริษัทดังกล่าวขายหลักทรัพย์ฝ่าฝืนข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องทั้งไม่ขายหลักทรัพย์ตามเวลาซึ่งโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยกับมีการผ่อนชำระต้นเงินเกินหนี้แล้วจึงไม่ต้องรับผิดเช่นกันแต่จะต้องคืนเงินให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้เป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลจัดการธุรกรรมแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 กรรมการของจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฟ้องคดีได้ ซึ่งมีการมอบอำนาจช่วงให้จำเลยที่ 7 ฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวอันเป็นความเท็จ ซึ่งหากโจทก์แพ้คดีจะต้องชำระหนี้ตามฟ้องเป็นเงิน 2,230,949 บาท ทั้งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,230,949 บาท

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดียังไม่มีข้อโต้แย้งที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์สินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) รวมทั้งบัญชีสินเชื่อของโจทก์จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30, 30 ทวิ และ 30 ตรี จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมายมีสิทธิที่จะดำเนินการเรียกร้องให้โจทก์ในฐานะลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ดังกล่าวได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งเจ็ดฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3732/2544 ของศาลชั้นต้น เรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ตามที่โจทก์เป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) โดยไม่ปรากฏว่ามีการจงใจกลั่นแกล้งหรือประมาทเลินเล่อในการฟ้องโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์สินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ก็ดี สำเนาสัญญาขายซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 นำไปกล่าวอ้างฟ้องโจทก์เป็นสัญญาขายทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี มูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ยังมีหนี้คงค้างเป็นความเท็จก็ดี และข้อต่อสู้อื่นของโจทก์นั้นล้วนเป็นข้อที่โจทก์สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีหมายเลขดำที่ 3732/2544 ของศาลชั้นต้นได้โจทก์จะนำข้อมูลต่อสู้ดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องร้องคดีนี้หาได้ไม่ ฟ้องของโจทก์จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิที่จะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น รูปเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร สธนเสาวภาคย์
จำเลย — กองทุนรวมแกมม่า แคปปิตอล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2551
#415796
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะมีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นอกจากต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังต้องปรากฏด้วยว่าผู้ประกอบการนั้นได้ขายสินค้าหรือบริการและได้รับชำระราคาสินค้าหรือบริการนั้น หรือเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในกรณีอื่นตามมาตรา 86 แห่ง ป.รัษฎากร หาใช่ว่าใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนจะเป็นใบกำกับภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณีไม่ เมื่อบริษัททั้งสี่ดังกล่าวออกใบกำกับภาษีซื้อให้แก่โจทก์โดยไม่มีการขายสินค้าถือว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีนั้นมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/5 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 02008331/5/103231 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 สำหรับเดือนภาษี สิงหาคม 2540 ให้โจทก์ชำระภาษี 154,114.68 บาท เบี้ยปรับ 992,736.50 บาท และเงินเพิ่ม 120,209.44 บาท รวมเป็นเงิน 1,267,060.62 บาท โดยอ้างว่าโจทก์นำภาษีซื้อต้องห้ามมาเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดภาษีตามการประเมินลงโดยให้ชำระภาษี 152,345.76 บาท เบี้ยปรับ 992,736.50 บาท และเงินเพิ่ม 118,829.70 บาท รวมเป็นเงิน 1,263,911.96 บาท โดยเห็นว่าใบกำกับภาษีบางฉบับไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่จะนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ คงมีภาษีซื้อต้องห้ามเฉพาะตามใบกำกับภาษีดังต่อไปนี้

1.ใบกำกับภาษีเลขที่ 20/0988, 11/0519, และ 11/0520 เป็นสำเนาซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับใบกำกับภาษีมาแสดง

2. ใบกำกับภาษีเลขที่ 05/201, 025/1210, 025/1211, 025/1229, 025/1234, 022/1075, 022/1083, 022/1088, 03/114, 03/115 และ 03/116 โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้งเกี่ยวกับบุคคลผู้ออกใบกำกับภาษีและการจ่ายเงินตามใบกำกับภาษี

โจทก์เห็นว่าการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (1) กำหนดเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามไว้เฉพาะกรณีที่ไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ เมื่อโจทก์มีสำเนาใบกำกับภาษีแล้วจึงเป็นกรณีที่มีใบกำกับภาษี เพราะการมีสำเนาใบกำกับภาษีก็ย่อมถือว่าต้องมีต้นฉบับ แม้ว่าผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีจะต้องส่งมอบต้นฉบับให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นเอกสารที่ออกเป็นชุดผ่านกระดาษคาร์บอน จึงเป็นใบกำกับภาษีที่ไม่ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามความในข้อ 7 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5 (6) และใบกำกับภาษีของโจทก์ทุกฉบับได้ระบุบุคคลผู้ออกใบกำกับภาษีและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยบุคคลที่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์การจ่ายเงินตามใบกำกับภาษีได้นั้นก็เป็นประเด็นนอกเหนือที่จะอ้างกฎหมายได้ เพราะโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงินแก่ผู้ประกอบการที่ทำการค้าด้วยแต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนภาษีสิงหาคม 2540 ของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ สภ. 2/อธ. 4/5/20/47 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 หรือขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีอากรวินิจฉัยว่า "คำเบิกความของนางสาวพรทิพย์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อ้างว่า ใบกำกับภาษีที่ออกโดยบริษัทเค สกายโฮลดิ้ง จำกัด โจทก์จ่ายเงินชำระราคาตามใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นเช็คระบุชื่อบุคคล ไม่ได้ระบุชื่อสั่งจ่ายบริษัทเค สกายโฮลดิ้ง จำกัด และสั่งจ่ายเป็นเงินเพียง 4,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออ้างว่าจ่ายเป็นเงินสด แต่โจทก์ก็มิได้แสดงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่สั่งจ่ายเช็คระบุชื่อบริษัทผู้ขายสินค้าเป็นผู้รับเงินโดยตรง สำหรับบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเมนท์ แอนด์ ซัพพลาย จำกัด และบริษัทเอ็กซ์ตร้า บิสซิเนส แอนด์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โจทก์ก็อ้างว่าโจทก์ชำระเงินให้บริษัททั้งสองเป็นเช็คไม่ตรงกับจำนวนเงินตามใบกำกับภาษีที่บริษัททั้งสองออกให้ และอ้างว่าเช็คที่โจทก์ออกให้แก่บริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด ซึ่งปิดกิจการไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานของธนาคารมาแสดงได้ ส่วนใบกำกับภาษีของบริษัท เอ แอนด์ จี จันทรศร คอนสตรั๊กชั่น จำกัด โจทก์ชำระเป็นเช็คของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด อีกเช่นกัน โจทก์จึงไม่สามารถนำรายการบัญชีธนาคารของโจทก์มาแสดงได้การที่โจทก์อ้างว่าจำนวนเงินตามเช็คอาจไม่ตรงกับจำนวนเงินตามใบกำกับภาษีเนื่องจากในการสั่งซื้อสินค้าผู้ขายจะส่งสินค้าพร้อมใบส่งของมาให้ก่อน ต่อมาจึงตรวจสอบสินค้าว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่แล้วจ่ายเงินกันในภายหลังนั้น ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์มิได้แสดงว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีให้โจทก์ก่อนที่โจทก์จะตรวจสอบสินค้าและชำระเงิน ดังนั้น เมื่อผู้ขายเพียงแต่ออกใบส่งของให้ก่อน หากโจทก์ตรวจสอบสินค้าแล้วไม่ครบหรือไม่ตรงกับที่ซื้ออันทำให้โจทก์ชำระราคาต่ำกว่าที่ตกลงซื้อ ผู้ขายก็ควรจะออกใบกำกับภาษีให้ตรงกับที่มีการซื้อขายและชำระราคากันจริง ข้ออ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ที่โจทก์อ้างว่าบริษัท เคสกายโฮลดิ้ง จำกัด บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ แอนด์ ซัพพลาย จำกัด และบริษัทเอ็กซ์ตร้า บิสซิเนส แอนด์ ดีเวล ลอปเมนท์ จำกัด ล้วนเป็นบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น บริษัทเหล่านี้จึงมีสิทธิออกใบกำกับภาษีให้แก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นอกจากต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังต้องปรากฏด้วยว่าผู้ประกอบการนั้นได้ขายสินค้าหรือให้บริการ และได้รับชำระราคาสินค้าหรือบริการนั้น หรือเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในกรณีอื่นตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร หาใช่ว่าใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนจะเป็นใบกำกับภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณีไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยได้สอบยันบริษัท เค สกายโฮล ดิ้ง จำกัด ผู้ออกใบกำกับภาษีเลขที่ 05/201 แล้ว พบว่าที่ตั้งของบริษัทมีลักษณะเป็นทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น วันที่เข้าตรวจบ้านดังกล่าวปิดไม่มีคนอยู่ สอบถามบ้านข้างเคียงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ได้ส่งหนังสือพบกรรมการผู้จัดการทางไปรษณีย์ ลงทะเบียนปรากฏว่าส่งไม่ได้ และไม่มีผู้รับภายในกำหนด เมื่อขอคัดหลักฐานหนังสือรับรองการจดทะเบียนพบว่ายังไม่ได้แจ้งย้ายสถานประกอบการหรือจดทะเบียนเลิกบริษัท ต่อมาพบว่าบริษัทดังกล่าวถูกขีดฆ่าชื่อเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 67 การสอบยันบริษัทเอ็กซ์ตร้า บิสซิเนส แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด พบว่าแม้บริษัทนี้จะได้ยื่นยอดขายเดือนสิงหาคม 2540 ตาม ภ.พ.30 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 72 ลำดับที่ 9 แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าบริษัทนำใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมาขอคืนภาษีซื้อมารวมเป็นยอดขายในเดือนสิงหาคม 2540 หรือไม่ และปรากฏว่าบริษัทนี้ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 และชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 260 ส่วนบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ แอนด์ ซัพพลาย จำกัด สอบยันแล้วพบว่าที่ตั้งบริษัทมีลักษณะเป็นตึกแถวคูหาเดียวปกติไม่มีการขายสินค้าที่หน้าร้าน ลูกค้าจะสั่งซื้อทางโทรศัพท์ หลักฐานใบกำกับภาษีที่ตรวจพบแต่ละฉบับยอดขายสูงมาก จากการสังเกตการณ์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 พบว่าสถานประกอบการปิด พฤติการณ์ในการประกอบกิจการของบริษัทไม่น่าเชื่อถือตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 259 สำหรับบริษัทเอ แอนด์ จี จันทรศร คอนสตรั๊กชั่น จำกัด จากการสอบยันพบว่าบริษัทนี้ไม่ยื่นภาษีขายตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนสิงหาคม 2540 สำหรับสถานประกอบการของบริษัทนี้เป็นบ้านครึ่งไม้ ลักษณะเป็นบ้านอยู่อาศัยไม่ใช่สำนักงาน สอบถามบุคคลในบ้านซึ่งระบุว่าเป็นญาติของนายอาจกรรมการผู้จัดการแจ้งให้ทราบว่า นายอาจเลิกกิจการไปเมื่อปลายปี 2540 ได้แจ้งให้นายอาจมาพบเจ้าพนักงานถึง 2 ครั้ง นายอาจไม่มาพบ ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 235 โจทก์คงอ้างลอย ๆ ว่าเหตุที่ชำระราคาไม่ตรงกับใบกำกับภาษีเพราะชำระเป็นเช็คบางส่วน บางส่วนชำระเป็นเงินสดเท่านั้น เมื่อโจทก์นำสืบได้ความแต่เพียงเท่านี้ทั้ง ๆ ที่โจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการมานานแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นเสียภาษีแก่จำเลยตลอดมา โจทก์ย่อมต้องทราบดีว่าโจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อมาคำนวณภาษีได้เป็นประโยชน์แก่บริษัทของโจทก์เอง โจทก์ควรต้องเก็บหลักฐานการชำระเงินแก่คู่ค้าของโจทก์ให้ครบถ้วนเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ชำระราคาสินค้าให้แก่คู่ค้าจริง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างโดยเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้เครดิตภาษีหรือขอคืนภาษี ภาระการพิสูจน์ว่าใบกำกับภาษีซื้อออกโดยถูกต้องแท้จริงและชอบด้วยกฎหมายจึงตกอยู่แก่โจทก์อีกด้วย แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามข้ออ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อบริษัททั้งสี่ดังกล่าวออกใบกำกับภาษีซื้อให้แก่โจทก์โดยไม่มีการขายสินค้า ถือว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีนั้นมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/5 (5) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในปัญหานี้มาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรลดหรืองดเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทที่ออกใบกำกับภาษีพิพาทตามอุทธรณ์ของโจทก์ล้วนเป็นบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายทุกบริษัท โจทก์จึงติดต่อค้าขายด้วย โจทก์ไม่มีประวัติหลบหนีภาษี และให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานของจำเลยด้วยดี จึงสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ที่ไม่มีหลักฐานการชำระเงินตามใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมาใช้ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ ส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่สุจริต จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83/5 (5) ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยพิทักษ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2551
#412045
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญา ว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ ดังนั้น หากข้อตกลงตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนขัดแย้งกับบทบัญญัติใน ป.รัษฎากร จะต้องถือตามความตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร เมื่อความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีดังกล่าว ข้อ 7 (3) ระบุว่า "ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวรให้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการนั้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" ข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า นอกจากค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของวิสาหกิจทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะสถานประกอบการถาวรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากตีความว่าแม้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรเท่านั้นแล้ว ข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนก็ไม่จำต้องมีขึ้น เพราะรายจ่ายใดที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (14) อยู่แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสำนักงานภูมิภาคสาธารณรัฐสิงค์โปร์เฉลี่ยมาไม่ได้คำนวณมาอย่างเหมาะสมและตามสัดส่วนของจำนวนสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างไร โจทก์จึงมีสิทธินำค่าใช้จ่ายเฉลี่ยดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และไม่อาจถือว่ารายจ่ายดังกล่าวเป็นเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทย อันจะต้องเสียภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.2/1041/2/100517 ที่ ต.2/1041/2/100519 และที่ ต.2/1041/2/100523 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2544 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/17/2544 และเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/18/2544 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.2/1041/2/100517 ที่ ต.2/1041/2/100519 และที่ ต.2/1041/2/100523 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2544 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/18/2544 และเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/17/2544 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จะนำรายจ่ายจำนวน 19,924,063.87 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และจำนวน 28,006,115.86 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ที่สถานประกอบการถาวรของโจทก์ในประเทศไทยจ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายที่เฉลี่ยจากสำนักงานใหญ่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยของโจทก์ได้หรือไม่ และรายจ่ายจำนวน 19,924,063.87 บาท เป็นเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยอันต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิหรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศดังนั้น หากข้อตกลงตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนขัดแย้งกับบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร จะต้องถือตามความตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร ปรากฏว่าความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีดังกล่าว ข้อ 7 (3) ระบุว่า "ในการกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวรให้ยอมให้หักค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการนั้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการถาวรนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น" ข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า นอกจากค่าใช้จ่ายซึ่งมีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปไม่ว่าจะมีขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญาที่สถานประกอบการนั้นตั้งอยู่หรือที่อื่น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของวิสาหกิจทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะสถานประกอบการถาวรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหากตีความว่าแม้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทั่วไปก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวรเท่านั้นแล้ว ข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนก็ไม่จำต้องมีขึ้น เพราะรายจ่ายใดที่มีขึ้นเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (14) อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏเลยว่าค่าใช้จ่ายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสำนักงานภูมิภาคสาธารณรัฐสิงค์โปร์เฉลี่ยมาไม่ได้คำนวณมาอย่างเหมาะสม และตามสัดส่วนของจำนวนสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างไร แต่กลับปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเฉลี่ยมายังสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยไม่ถึงร้อยละหนึ่งซึ่งน้อยมาก ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่โจทก์นำมาหักจากการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์จึงสมเหตุผลแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำรายจ่ายดังกล่าวมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ และไม่อาจถือได้ว่ารายจ่ายจำนวน 19,924,063.87 บาทที่โจทก์จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 เป็นเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยอันจะต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.2/1041/2/100517 และที่ ต.2/1041/2/100523 ทั้งฉบับนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังมีประเด็นการประเมินที่เป็นยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินรวมอยู่ด้วยคือ กรณีโบนัสและค่าเสื่อมราคาที่ถือเป็นรายจ่ายสูงไปและกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเติมให้ จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.2/1041/2/100517 และที่ ต.2/1041/2/100523 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2538 ให้เพิกถอนเฉพาะที่ประเมินว่าโจทก์มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (14) เป็นจำนวนเงิน 19,924,063.87 บาท และ 28,006,115.86 บาท ตามลำดับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (14) ม. 70 ทวิ
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารดอยซ์แบงก์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2551
#412102
เปิดฉบับเต็ม

พลตรี น. ไม่ได้ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมทหารฉบับพิพาท คงมีพันเอก พ. ลงชื่อเป็นพยานเพียงคนเดียวเท่านั้น พินัยกรรมทหารฉบับพิพาทจึงทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามแบบที่ ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 จำเลยที่ 3 ไม่อาจอาศัยพินัยกรรมทหารฉบับพิพาทมาอ้างอิงแสวงสิทธิใดๆ ได้

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับเป็นพินัยกรรมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนข้อความในส่วนสาระสำคัญด้วยลายมือตนเองทั้งหมด มีใจความกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตายก็ได้ ทั้งนี้ ข้อความที่เขียนด้วยลายมือตนเองต้องมีข้อความที่อ่านแล้วพอเข้าใจได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่ใคร แต่พินัยกรรมทหารฉบับพิพาทเป็นแบบพิมพ์พินัยกรรมของทางราชการทหาร ซึ่งพิมพ์ข้อความกำหนดการเผื่อตายของผู้ทำพินัยกรรมไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คงเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้ทำพินัยกรรมกรอกแต่เฉพาะสถานที่และวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมกับชื่อของผู้ทำพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมและลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น หากตัดข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ออกเสียให้เหลือแต่เฉพาะข้อความที่พลเอก อ. ผู้ทำพินัยกรรมเขียนด้วยลายมือตนเองก็ไม่มีความหมายเป็นพินัยกรรม พินัยกรรมทหารฉบับพิพาทจึงไม่เป็นพินัยกรรมแบบผู้ทำพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างเป็นเรื่องอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกที่ตนมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมทหารฉบับพิพาทตกเป็นโมฆะ ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 3 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 เป็นโมฆะ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของพลเอกอนนท์ เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของพลเอกอนนท์ มีบุตรด้วยกันสองคน คือ เด็กชายณพวุฒิ (นัท) กับเด็กชายใหม่ จำเลยที่ 2 เคยเป็นภริยาของพลเอกอนนท์ มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน คือ จำเลยที่ 3 แต่ภายหลังได้หย่าขาดจากกัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2527 พลเอกอนนท์ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สิน คือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 11 แปลง กับรถยนต์ 1 คัน และทรัพย์สินที่จะมีขึ้นในอนาคตให้แก่โจทก์ หลังจากที่พลเอกอนนท์ถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 ไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอเป็นผู้จัดการมรดกพลเอกอนนท์ โดยอ้างว่าพลเอกอนนท์ทำพินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 กับเด็กชายณพวุฒิและจำเลยที่ 3...

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 มีผลใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า พินัยกรรมทหารฉบับดังกล่าวมีลายมือชื่อของพลตรีนิพัทธ์ กับพันเอกไพชยนต์ อยู่ในช่องพยาน แต่พลตรีนิพัทธ์พยานโจทก์เบิกความว่าไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมทหารฉบับนั้นเลย ส่วนพันเอกไพชยนต์พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2540 พลเอกอนนท์นำพินัยกรรมทหารฉบับดังกล่าวมาให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ขณะนั้นพลตรีนิพัทธ์ไม่ได้อยู่ในที่นั้นด้วย พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกันกับพลเอกอนนท์เจ้ามรดก ทั้งไม่มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีที่พิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่ตนรู้เห็น คำเบิกความของพลตรีนิพัทธ์กับพันเอกไพชยนต์มีน้ำหนักน่ารับฟัง ไม่มีข้อพิรุธอันชวนให้ระแวงสงสัยเลยแม้แต่น้อย ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าพลตรีนิพัทธ์ไม่ได้ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 คงมีพันเอกไพชยนต์ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมทหารเพียงคนเดียวเท่านั้น พินัยกรรมทหารฉบับดังกล่าวจึงทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันและพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น พินัยกรรมทหารฉบับนี้จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 จำเลยที่ 3 ไม่อาจอาศัยพินัยกรรมทหารฉบับดังกล่าวมาอ้างอิงแสวงสิทธิใด ๆ ได้

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า หากพินัยกรรมทหารฉบับนั้นตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ก็อาจมีผลสมบูรณ์ในฐานะที่เป็นพินัยกรรมที่เจ้ามรดกเขียนเองทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับเป็นพินัยกรรมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนข้อความในส่วนสาระสำคัญด้วยลายมือของตนเองทั้งหมด มีใจความกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตายก็ได้ ทั้งนี้ ข้อความที่เขียนด้วยลายมือตนเองต้องมีข้อความที่อ่านแล้วพอเข้าใจได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่ใคร แต่พินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 เป็นแบบพิมพ์พินัยกรรมของทางราชการทหาร ซึ่งพิมพ์ข้อความกำหนดการเผื่อตายของผู้ทำพินัยกรรมไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คงเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้ทำพินัยกรรมกรอกแต่เฉพาะสถานที่และวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมกับชื่อของผู้ทำพินัยกรรมผู้รับพินัยกรรมและลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความรับว่าหากตัดข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ออกเสียให้เหลือแต่เฉพาะข้อความที่พลเอกอนนท์เขียนด้วยลายมือตนเองก็ไม่มีความหมายเป็นพินัยกรรม พินัยกรรมทหารฉบับนี้จึงไม่เป็นพินัยกรรมแบบที่ผู้ทำพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่ามีพินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่าบทกฎหมายที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างเป็นเรื่องการใช้สิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกที่ตนมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ซึ่งต้องอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งอายุความ แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมทหารฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2540 ตกเป็นโมฆะ ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 3จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติเรื่องอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 วรรคหนึ่ง ม. 1657 ม. 1705 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอบเชย ยังพัธนา
จำเลย — คุณหญิงทิพยา ยังพัธนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2551
#412754
เปิดฉบับเต็ม

ผู้บริหารแผนเสนอขอแก้ไขแผน เรื่องการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว แต่ข้อกำหนดที่ขอแก้ไขในแผนดังกล่าวจะดำเนินการได้หรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไข ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบเนื้อหาและรายละเอียดข้อเท็จจริงของการใช้อำนาจของผู้บริหารแผนดังกล่าวได้อีกว่าถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่

การไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ จะต้องเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่มิใช่ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไขว่า สิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว แม้ยังมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ผู้บริหารแผนก็ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนเพื่อจะขอใช้อำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องตามมาตรา 90/41 ทวิ ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทฮี๊สต์-เวสต์ คอนซัลติ้ง แอนด์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2546

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทำงานกับลูกหนี้ตั้งแต่ปี 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาบริษัทลูกหนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องเรื่องไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โดยกล่าวอ้างว่ามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าว

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า ผู้บริหารแผนดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในข้อเสนอขอแก้ไขแผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2546 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของผู้บริหารแผนที่ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องทำงานกับลูกหนี้ตั้งแต่ปี 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาบริษัทลูกหนี้ ต่อมาภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 ลูกหนี้ได้มีหนังสือเลิกจ้างผู้ร้องให้พ้นจากการเป็นพนักงานบริษัทลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2545 ตามสำเนาหนังสือเลิกจ้างและสำเนาประกาศของลูกหนี้เอกสารหมาย ร.69 และ ร.70 ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3347/2545 ว่า ลูกหนี้เลิกจ้างผู้ร้องโดยไม่เป็นธรรม คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาตามสำเนาคำฟ้องเอกสารท้ายคำร้องของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2546 ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนข้อ 10 ให้ผู้บริหารแผนมีอำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้บริหารแผนทราบคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ โดยกล่าวอ้างว่า สัญญาดังกล่าวมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2546 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2546 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ขอผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีอำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 หรือไม่ เห็นว่า แม้ภายหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วผู้บริหารแผนมีอำนาจที่จะเสนอขอแก้ไขแผนข้อ 10 เรื่องการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวแล้วก็ตามแต่ข้อกำหนดที่ขอแก้ไขในแผนดังกล่าวจะดำเนินการได้หรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไข ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบเนื้อหาและรายละเอียดข้อเท็จจริงของการใช้อำนาจของผู้บริหารแผนดังกล่าวได้อีกว่าถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ ทั้งการไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ นอกจากจะต้องระบุถึงทรัพย์สินและสิทธิตามสัญญาที่จะไม่ยอมรับในแผนฟื้นฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผน และจำต้องกระทำภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้บริหารแผนทราบคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว สิทธิตามสัญญาดังกล่าวยังจะต้องเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่มิใช่ได้มีการไม่ยอมรับหรือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวไปแล้ว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไขว่า สิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2545 ตามสำเนาหนังสือเลิกจ้างและสำเนาประกาศของลูกหนี้ เอกสารหมาย ร.69 และ ร.70 และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ การที่ผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนเพื่อที่จะขอใช้อำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องดังกล่าวทั้งที่สัญญาไม่มีผลใช้บังคับแล้วเนื่องจากลูกหนี้ได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าวไปแล้วจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 90/41 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของผู้บริหารแผนที่ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/41 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทยูบี-เฮเวิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — นางอนงค์ รักวิจิตร
ผู้ทำแผน — บริษัทอี๊สต์-เวสต์ คอนซัลติ้ง แอนด์ เอ็ดดูเคชั่น
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2551
#414855
เปิดฉบับเต็ม

การไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/41 ทวิ ผู้บริหารแผนจะต้องระบุถึงทรัพย์สินและสิทธิตามสัญญาที่จะไม่ยอมรับในแผนฟื้อฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผน และจะต้องกระทำภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้บริหารแผนทราบคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว สิทธิตามสัญญาดังกล่าวยังจะต้องเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่ มิใช่ได้มีการไม่ยอมรับหรือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวไปแล้ว

เมื่อสัญญาจ้างผู้ร้องได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน และคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ การที่ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง เพื่อที่จะขอใช้อำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องดังกล่าว ทั้งที่สัญญาไม่มีผลใช้บังคับแล้วจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 90/41 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทอี๊สต์ - เวสต์คอนซัลติ้ง แอนด์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2546

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทำงานกับลูกหนี้ตั้งแต่ปี 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาบริษัทลูกหนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องเรื่องไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2534 โดยกล่าวอ้างว่ามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาดังกล่าว

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของผู้บริหารแผนที่ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารระหว่างลูกหนี้กับผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้อววินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีอำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 หรือไม่ เห็นว่า แม้ภายหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วผู้บริหารแผนมีอำนาจที่จะเสนอขอแก้ไขแผนข้อ 10 เรื่องการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้บริหารตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ข้อกำหนดที่ขอแก้ไขในแผนดังกล่าวจะดำเนินการได้หรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไข ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบเนื้อหาและรายละเอียดข้อเท็จจริงของการใช้อำนาจของผู้บริหารแผนดังกล่าวได้อีกว่าถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ทั้งการไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/41 ทวิ นอกจากจะต้องระบุถึงทรัพย์สินและสิทธิตามสัญญาที่จะไม่ยอมรับในแผนฟื้นฟูกิจการหรือข้อเสนอขอแก้ไขแผน และจะต้องกระทำภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้บริหารแผนทราบคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้ว สิทธิตามสัญญาดังกล่าวยังจะต้องเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่มิใช่ได้มีการไม่ยอมรับหรือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวไปแล้ว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นปฏิบัติตามแผนที่ขอแก้ไขว่า สิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2545 ตามสำเนาหนังสือเลิกจ้างและสำเนาประกาศของลูกหนี้ และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ การที่ผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนเพื่อที่จะขอใช้อำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างผู้ร้องดังกล่าวทั้งที่สัญญาไม่มีผลใช้บังคับแล้วเนื่องจากลูกหนี้ได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าวไปแล้ว จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 90/41 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของผู้บริหารแผนที่ไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจ้างดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขั้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/41 ทวิ ม. 90/63 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูบี - เฮเวิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — นางอนงค์ รักวิจิตร
บริษัทอี๊สด์ - เวสต์ คอนซัสติ้ง
ผู้บริหารแผน — แอนด์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1197/2551
#412031
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และ ว. มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสองและ ว. ในหนังสือมอบอำนาจนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 2 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ทั้งสองและ ว. ในหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนจำนองขึ้นเงินกับจำเลยที่ 3 อีก แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะโจทก์ที่ 2 เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนยื่นฟ้อง และในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องลายมือชื่อโจทก์ที่ 2 ไว้ก็ตาม แต่เมื่อมีการบรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง และโจทก์ที่ 1 นำสืบว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยมอบอำนาจให้ผู้ใดไปจดทะเบียนจำนอง และไม่เคยรับเงินจากการจำนองที่ดินพิพาท ทั้งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับลายมือชื่อของโจทก์ที่ 2 ไว้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาว่าลายมือชื่อโจทก์ที่ 2 ปลอมหรือไม่ มาวินิจฉัยให้

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และ ว. ปลอม จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และจดทะเบียนจำนองโดยสุจริต โจทก์ที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งย่อมใช้สิทธิแทนโจทก์ที่ 2 และ ว. ครอบไปถึงทรัพย์ทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 และมีอำนาจขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งแปลง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาโรจน์ กันธิยะ กับพวก
จำเลย — นางสุวพันธ์ คำดำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2551
#412633
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ให้การถึงการทำงานของโจทก์ในเดือนตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าหลังจากครบกำหนดการจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแล้วโจทก์กระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง

ค่าชดเชยที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (2) เป็นค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายและไม่เกินสามแสนบาท จึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 216 (พ.ศ.2509), ฉบับที่ 217 (พ.ศ.2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 72,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 72,500 บาท ค่าชดเชย 217,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยยอมให้โจทก์ทำงานต่อไปหลังวันที่ 30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการต่อสัญญาจ้างแรงงานออกไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างเดือนตุลาคม 2548 โจทก์ยังไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน จำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 90 วันเป็นเงิน 195,000 บาท จำเลยจ่ายแล้ว 175,500 บาท ยังขาดอยู่ 19,500 บาท จำเลยเจตนาไม่ต่ออายุสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ตั้งแต่ก่อนครบกำหนดสัญญา แต่ด้วยความบกพร่องของจำเลยเองทำให้การแจ้งไม่ต่อสัญญาหรือบอกเลิกสัญญาล่าช้า ไปเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 65,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 13,000 บาท ค่าชดเชยส่วนที่ขาด 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 โดยได้ทำสัญญาจ้างแรงงานมีกำหนด 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2548 เดิมนางนงลักษณ์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ต่อมานางสาวธัญธรซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการจัดการได้เข้าทำงานกับจำเลยแทนนางนงลักษณ์ก่อนมีการเลิกจ้างโจทก์ไม่นาน หลังจากครบกำหนดตามสัญญาจ้างแรงงาน แล้วในวันที่ 12 และวันที่ 18 ตุลาคม 2548 โจทก์ได้ทำงานในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลย ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และโจทก์ได้รับไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 175,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยมิได้มีเจตนาให้โจทก์ไปทำงานในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยหลังจากที่ครบกำหนดการจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์ไปทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างขึ้นใหม่หลังจากครบกำหนดการจ้างเดิมแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนตุลาคม 2548 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์แสดงว่าโจทก์ทำงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 เป็นการทำงานเกินหนึ่งปีแล้วจำเลยเลิกจ้างโดยมิชอบ จึงขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างของเดือนตุลาคม 2548 ค่าชดเชยจากการทำงานครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้เพียงว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยและเป็นการครบกำหนดตามสัญญาจ้างที่ตกลงกำหนดระยะเวลากันไว้แน่นอนแล้ว โดยไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงการทำงานของโจทก์ในเดือนตุลาคม 2548 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด คำให้การจำเลยจึงไม่มีประเด็นว่าการที่โจทก์ทำงานให้จำเลยในเดือนตุลาคม 2548 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันแล้ว แต่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 19,500 บาท แล้วจ่ายส่วนที่เหลือ 175,000 บาท แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เพิ่มอีก 19,500 บาท จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร หมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา มาตรา 42 (17) บัญญัติให้เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 217 (พ.ศ.2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (51) ระบุให้ "ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และค่าชดเชยที่พนักงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างหรือพนักงานได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาท" เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เมื่อเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (2) ซึ่งเป็นค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายและไม่เกินสามแสนบาทจึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรและกฎกระทรวงข้างต้น และไม่ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ซึ่งจำเลยเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินจะต้องหักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้โจทก์ เมื่อจำเลยหักค่าชดเชยที่ต้องจ่ายแก่โจทก์จึงเป็นการจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ขาดไป 19,500 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาด 19,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนั่น ไชยกาล
จำเลย — บริษัทไทยอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2551
#411345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด น้ำหนัก 1.780 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.307 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณ 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป และมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง แต่ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจริง กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าจำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครอง แต่ปฏิเสธว่ามิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย

โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทเอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครอง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยมิได้มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่าย เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่กล่าวอ้างในฟ้องได้ ข้อนี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย... (2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธุ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป..." คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด น้ำหนัก 1.780 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.307 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณ 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป และมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงมีปริมาณต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองจริง กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้ โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายทนิตย์ ชูปู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายภักชัยฤทธิ์ นวลมีชื่อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา