คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2551
#412764
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 ว่า คดีของโจทก์เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จึงเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้อง และให้ส่งสำนวนไปยังศาลภาษีอากรกลางโดยเร็ว ศาลภาษีอากรกลางส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางจึงส่งสำนวนคืนยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยจึงมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่อ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาโดยมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ได้สั่งไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 เป็นการไม่ชอบกรณีเป็นการร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกา โดยมิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง อีกทั้งจำเลยก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้น จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 376,513.35 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 ความว่าหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องและจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 ศาลชั้นต้นได้ตรวจสำนวนและเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จึงมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้อง และให้โอนคดีนี้ไปยังศาลภาษีอากรกลางโดยไม่สอบถามไปยังศาลผู้รับโอนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคสอง ต่อมาศาลภาษีอากรกลางส่งสำนวนคืนกลับมายังศาลชั้นต้นเนื่องจากประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 โดยมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2540 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ตามคำร้องแล้วเห็นว่าจำเลยเพิ่งยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นมากล่าวหลังจากศาลมีคำพิพากษาจึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 ความว่า คดีนี้เป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามนัยมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คดีของโจทก์เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จึงมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้อง และให้ส่งสำเนาไปยังศาลภาษีอากรกลางโดยเร็ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลภาษีอากรกลางส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางจึงส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 376,513.35 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา จำเลยจึงมายื่นคำร้องฉบับนี้โดยขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ อ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาโดยมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ได้สั่งไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวนี้มีเนื้อหาเป็นการร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ซึ่งในการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ได้กำหนดกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขไว้ว่า ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้านหรือร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว กลับดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 27 วรรคสอง อีกทั้งจำเลยก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้น จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นว่านี้ได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางพิศมัย ชัยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1571/2551
#415859
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยยังมีและพาอาวุธปืนพร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงทั้งจำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุกอีก 7 คดี ซึ่งมีทั้งรอการลงโทษและไม่รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยมีลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือเกรงกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาฯ มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ก็ตาม แต่มีผลเพียงให้ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ประกอบกับศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 วรรคสาม 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยยังมีและพาอาวุธปืนพร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังแล้วจำเลยไม่คัดค้าน จึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2536 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3086/2536 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2537 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 3 เดือน ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2538 จำเลยต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุก 6 เดือน ในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2742/2538 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2539 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 6 เดือน ในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2215/2539 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2542 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2117/2542 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2200/2542 แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และมีการออกหมายจับจำเลยเพื่อมาบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 31,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2106/2548 ซึ่งข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยมีลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ก็ตาม แต่มีผลเพียงให้ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ประกอบกับศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้วกรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาเหมาะสมแล้ว แต่สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง มีจำนวนเพียง 7 เม็ด น้ำหนัก 0.635 กรัม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุก 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวันชัย ชื่นอารมย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1535/2551
#412497
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินโดยจำนองติดไปซึ่งผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยการบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

ป.พ.พ. มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนอง แม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ซึ่งหมายความว่า ผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันจะขาดอายุความแล้วหรือไม่ แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีเท่านั้น ดังนั้น แม้หนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ก็คงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระได้ไม่เกินห้าปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาคลองตัน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 2,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 2 ต่อปี โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน สัญญามีกำหนด 12 เดือน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 21150 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนอง และจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองกับโจทก์อีก 2 ครั้ง รวมวงเงิน 36,000,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดในหนี้เงินส่วนที่ขาด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินจำนองออกเป็นหลายแปลงคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42693 ถึง 42699 และจำเลยที่ 1 ยังแบ่งแยกที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงย่อยแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 บางส่วน กล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42693 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61137, 61138, 61142 และ 61143 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61142 และ 61143 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42694 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61152, 61153, 61154, 61158 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดิน 61152, 61153 และ 61154 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42696 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61162, 61163, 61164 และ 61165 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61162 และ 61163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 4 และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61164 และ 61165 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 5 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 42697 และ 42698 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ โดยที่ดินโฉนดเดิมและที่แบ่งแยกยังคงผูกพันตามสัญญาจำนอง หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินในบัญชีมาตลอดจนมีหนี้เกินบัญชี และไม่นำเงินเข้าหักทอนบัญชี โจทก์จึงหักทอนบัญชี ยอดหนี้ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 3,298,958.72 บาท ดอกเบี้ย 2,117,411.69 บาท รวมเป็นเงิน 5,416,370.41 บาท โจทก์บอกกล่าวให้ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน จำนวน 5,416,370.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี ของต้นเงิน 3,298,958.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น และคิดได้ไม่เกิน 5 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,230,366.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 11.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2542 อัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 และอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ ดังกล่าวคำนวณตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กรกฎาคม 2543) ย้อนหลัง 5 ปี เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินจำนองที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดเลขที่ 61142, 61143, 61152, 61153, 61154, 61162, 61163, 61164, 61165, 42697, 42698 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดที่ดินจำนองในส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระถ้าไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขาดทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาคลองตัน และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 2,000,000 บาท มีกำหนด 12 เดือน ดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม โอ อาร์ บวก 2 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 21150 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมวงเงิน 36,000,000 บาท และมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดในหนี้เงินส่วนที่ขาด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินจำนองออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลงเพื่อทำโครงการบ้านจัดสรร ชื่อโครงการหนึ่งทองวิลล่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ซื้อบ้านทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินในโครงการดังกล่าวโดยจำนองติดไป เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ จะมีผลถึงจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้เพราะขาดนัดยื่นคำให้การด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินโดยจำนองติดไปซึ่งผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยการบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ และให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ ..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่าห้าปีจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนอง แม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ซึ่งหมายความว่า ผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันจะขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีเท่านั้นหาใช่เฉพาะหนี้ที่ขาดอายุความดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระไม่เกินห้าปี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายถวัลย์ ชัชวาลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1535/2551
#415804
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนองและขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองซึ่งผู้ร้บจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยการบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การแต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ กรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) การที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 5 ปี ขึ้นต่อสู้จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

ป.พ.พ. มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนอง แม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ซึ่งหมายความว่าผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีเท่านั้น หาใช่บังคับจำนองได้แต่เฉพาะหนี้ที่ขาดอายุความดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระไม่เกิน 5 ปี ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาคลองตันเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 2,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 2 ต่อปี โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือนสัญญามีกำหนด 12 เดือน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 21150 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนอง และจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองกับโจทก์อีก 2 ครั้ง รวมวงเงิน 36,000,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดในหนี้เงินส่วนที่ขาด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินจำนองออกเป็นหลายแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 42693 ถึง 42699 ตำบล นาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และจำเลยที่ 1 ยังแบ่งแยกที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงย่อยแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 บางส่วน กล่าวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42693 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61137, 61138, 61142 และ 61143 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 61142 และ 61143 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42694 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61152, 61153, 61154 และ 61158 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61152, 61153 และ 61154 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42696 แบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 61162, 61163, 61164 และ 61165 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61162 และ 61163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 4 และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61164 และ 61165 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 5 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 42697 และ 42698 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ โดยที่ดินโฉนดเดิมและที่แบ่งแยกยังคงผูกพันตามสัญญาจำนอง หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินในบัญชีมาตลอดจนมีหนี้เกินบัญชี และไม่นำเงินเข้าหักทอนบัญชี โจทก์จึงหักทอนบัญชี ยอดหนี้ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 3,298,958.72 บาท ดอกเบี้ย 2,117,411.69 บาท รวมเป็นเงิน 5,416,370.41 บาท โจทก์บอกกล่าวให้ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน จำนวน 5,416,370.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี ของต้นเงิน 3,298,958.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น และคิดได้ไม่เกิน 5 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,230,366.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 11.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2542 อัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 และอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ ดังกล่าวคำนวณตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กรกฎาคม 2543) ย้อนหลัง 5 ปี เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดเลขที่ 61142, 61143, 61152, 61153, 61154, 61162, 61163, 61164, 61165, 42697, 42698 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและยึดที่ดินจำนองในส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชยและเศรษฐ์กิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาคลองตัน และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 2,000,000 บาท มีกำหนด 12 เดือน ดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 2 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นและปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 21150 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองอีก 2 ครั้ง รวมวงเงิน 36,000,000 บาท และมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดในหนี้เงินส่วนที่ขาด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินจำนองออกเป็นแปลงย่อยหลายแปลงเพื่อทำโครงการบ้านจัดสรร ชื่อโครงการหนึ่งทองวิลล่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์พร้อมที่ดินในโครงการดังกล่าวโดยจำนองติดไปเมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกัน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองยื่นคำให้การยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ จะมีผลถึงจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้เพราะขาดนัดยื่นคำให้การด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินโดยจำนองติดไปซึ่งผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยการบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ และให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วยเว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปี ขึ้นต่อสู้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิคิดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่าห้าปีจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนอง แม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ซึ่งหมายความว่าผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันจะขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีเท่านั้น หาใช่เฉพาะหนี้ที่ขาดอายุความดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระไม่เกินห้าปี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายถวัลย์ ชัชวาลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1530/2551
#412759
เปิดฉบับเต็ม

การรับขนของทางบกระหว่างประเทศเข้าลักษณะของการับขนตาม ป.พ.พ บรรพ 3 ลักษณะ 8 ว่าด้วยการรับขนและตามบทบัญญัติว่าด้วยการรับขนดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติเป็นการยกเว้นไว้ดังที่ป.พ.พ. มาตรา 609 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติให้การรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ดังนั้น จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาปรับใช้กับการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างประเทศได้

การเอาประกันภัยหรือไม่เอาประกันภัยในสินค้าของโจทก์เป็นสิทธิของโจทก์ไม่เกี่ยวพันใดๆ กับการเกิดความเสียหายของสินค้าจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2547 โจทก์สั่งซื้อสินค้าแผ่นวัสดุทำจากขี้เลื่อยน้ำหนักรวม 19,420.19 กิโลกรัม ราคา 41,213.81 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,683,996.28 บาท จากผู้ขายในประเทศมาเลเซีย จำนวน 7 รายการ เพื่อติดตั้งที่โรงแรมของโจทก์ เลขที่ 106/46 หมู่ที่ 3 ตำบลเชิงทะเล อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้าและดำเนินพิธีการทางศุลกากร กำหนดให้ส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ในวันที่ 3 มิถุนายน 2547 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ในระหว่างการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศมาเลเซียมายังประเทศไทย รถที่บรรทุกสินค้าเกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้สินค้าทั้งหมดเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,683,996.28 บาท และเนื่องจากสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อต้องนำมาใช้ตกแต่งอาคารโรงแรมของโจทก์ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการที่แน่นอน เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายทำให้กิจการของโจทก์ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามกำหนด ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะพึงได้รับทางธุรกิจ เป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 1,933,996.28 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,168,460.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,933,996.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 41,213.81 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยหากจำเลยจะชำระหนี้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ณ สถานที่และในวันเวลาใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวน 1,683,996.28 บาท และดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 234,463.93 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2547 โจทก์สั่งซื้อสินค้าแผ่นวัสดุทำจากขี้เลื่อยราคา 41,213.81 ดอลลาร์สหรัฐ จากผู้ขายในประเทศมาเลเซียจำนวน 7 รายการ เพื่อใช้ในการติดตั้งที่โรงแรมของโจทก์ เลขที่ 106/46 หมู่ที่ 3 ตำบลเชิงทะเล อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยเป็นผู้ขนสินค้าโดยรถยนต์บรรทุกจาประเทศมาเลเซียมายังจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ในระหว่างการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศมาเลเซียมายังประเทศไทย รถที่บรรทุกสินค้าเกิดอุบัติเหตุในประเทศมาเลเซีย ทำให้สินค้าพิพาทเสียหาย และโจทก์ไม่ได้รับสินค้าพิพาทตามกำหนด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าจะนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาปรับใช้กับคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การรับขนของในคดีนี้เป็นการรับขนของทางบกระหว่างประเทศ ก็เข้าลักษณะของการรับขนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 ว่าด้วยการรับขนและตามบัญญัติว่าด้วยการรับขนดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติเป็นการยกเว้นไว้ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติให้การรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ดังนั้น จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาปรับใช้กับคดีนี้ซึ่งเป็นการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างประเทศได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้บัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 ว่าด้วยการรับขนปรับแก่คดีนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด เห็นว่า แม้ได้ความว่าสินค้ามีราคาตามที่สั่งซื้อกันเป็นเงิน 41,213.81 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัญหาว่าสินค้าดังกล่าวเสียหายทั้งหมดหรือไม่ หากเสียหายไม่หมดยังมีมูลค่าเหลือเพียงใด นั้น โจทก์มีเพียงนางสาวพรพธู รูปจำลอง ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความลอยๆ ว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ทั้งที่อย่างน้อยที่สุดน่าจะมีการสำรวจความเสียหายหรือภาพถ่ายความเสียหายและทำรายงานความเสียหายไว้ อันเป็นลักษณะปกติที่กระทำกันเมื่อเกิดความเสียหายจากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนอกจากนี้ตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งเป็นเอกสารแสดงการโต้ตอบระหว่างโจทก์และจำเลยหลังเกิดเหตุ ก็ได้ปรากฏข้อความซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่เคยโต้แย้งฝ่ายจำเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เลยว่า หลังเกิดเหตุโรงงานผู้ผลิตได้นำสินค้าทั้งหมดกลับเข้าโรงงานเพื่อตรวจสอบความเสียหายและทำการซ่อมแซมสินค้า พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าสินค้าที่เสียหายสามารถซ่อมแซมได้ และเห็นว่าความเสียหายของโจทก์น่าจะมีเพียงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายในการจัดการรับส่งสินค้าที่ซ่อมแซมเท่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความชัดเจน แต่เชื่อได้ว่ามีค่าเสียหายส่วนนี้จริง จึงเห็นควรกำหนดให้กึ่งหนึ่งของราคาสินค้า จำนวน 41,213.81 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 20,606.90 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายเพียงจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์มาด้วยว่า โจทก์ไม่ได้เอาประกันภัยความเสียหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งถือเป็นการกระทำที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยนั้น เห็นว่า การเอาประกันหรือไม่เอาประกันภัยในสินค้าของโจทก์เป็นสิทธิของโจทก์ไม่เกี่ยวพันใดๆ กันกับการเกิดความเสียหายของสินค้าจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องค่าเสียหายฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,606.90 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงินแต่ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 40.86 บาท ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 608 ม. 609
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททวินปาล์มส์ ภูเก็ต จำกัด
จำเลย — บริษัทภูเก็ตจักรวาลบริการ
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2551
#410547
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ได้พบเห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน 1,500 บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ตรวจพบนายสมาน แสงกล้า นายบุญสอนหรือสอน หมุ่ยศรี กับพวกร่วมกันเล่นการพนันชนไก่ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน อันเป็นการพบการการกระทำความผิดซึ่งหน้า ซึ่งจำเลยต้องจับกุมนายสมานกับพวกดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนตามอำนาจหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจ แต่จำเลยไม่จับกุม กลับเรียกและรับเงิน 1,500 บาท จากนายสมานโดยมิชอบเพื่อไม่จับกุมนายสมานกับพวกดังกล่าวและให้เล่นการพนันชนไก่ต่อไปได้ อันเป็นการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายสมาน นายบุญสอน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157, 90 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2548 ที่ 125/2548 และที่ 318/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ลงโทษจำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่น ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้ต้องหากระทำความผิดอาญา เดินทางไปที่เกิดเหตุพบนายสาน แสงกล้า และพวกชาวบ้านกำลังจะเล่นการพนันชนไก่เอาทรัพย์สินกัน จำเลยจึงเข้าไปพูดคุยกับนายสมาน ต่อมาในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่นได้เข้ามาทำการจับกุมนายบุญสอนหรือสอน หมุ่ยศรี กับพวกรวม 19 คน ซึ่งเล่นการพนันชนไก่อยู่ในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นนายสมานร้องเรียนจำเลยกล่าวหาว่าจำเลยเรียกและรับเงิน 1,500 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายสมานและนายบุญสอนมาเบิกความเป็นพยาน นายสมานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่พยาน นายบุญสอนและพวกชาวบ้านประมาณ 30 คน กำลังจะเล่นการพนันชนไก่เอาทรัพย์สินกันโดยเอาไก่ชนมาเปรียบกันได้มีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่น จำชื่อและนามสกุลไม่ได้เข้ามาห้ามไม่ให้ชนไก่เพราะไม่ได้รับอนุญาตห้ามแล้วเจ้าพนักงานตำรวจก็กลับไป จากนั้นสักครู่หนึ่งจำเลยได้มาพบกับพยานซึ่งยืนอยู่ใกล้กับนายบุญสอนแล้วจำเลยบอกพยานว่าถ้าหากพยานกับพวกจะเล่นการพนันชนไก่กันต่อไปก็ให้นำเงินจำนวน 1,500 บาทมาให้จำเลย จำเลยจะเอาไปให้นายและจำเลยจะให้เล่นการพนันชนไก่กันต่อไปได้ พยานตกลงจะให้เงินแก่จำเลย แต่ขณะนั้นไม่มีเงิน จึงไปขอยืมเงินจากนายบุญสอนมามอบให้จำเลย จำเลยรับเงินไปแล้วก็ออกไป ส่วนพยานกับพวกได้เล่นการพนันชนไก่กันไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จึงมีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่นเข้ามาจับกุมพยานกับพวกแต่พยานหลบหนีไปได้ ส่วนนายบุญสอนเบิกความว่า หลังจากมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาห้ามพยานกับพวกชาวบ้านไม่ให้เล่นการพนันชนไก่แล้ว พยานกับพวกก็จะเลิกชนไก่ แต่มีจำเลยเข้ามายังที่เกิดเหตุและเดินเข้าไปพูดคุยกับนายสมานซึ่งอยู่ห่างจากพยานประมาณ 2 ถึง 3 เมตร แต่พยานไม่ได้ยินว่าพูดคุยอะไรกัน ต่อมาสักครู่หนึ่งนายสมานได้เดินมาหาพยานและพูดขอยืมเงิน 1,500 บาท จากพยานโจทก์บอกว่าจะเอาไปให้จำเลยแล้วจำเลยจะให้เล่นการพนันชนไก่กันต่อไป พยานจึงให้เงินเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 15 ฉบับ แก่นายสมาน นายสมานเดินกลับไปหาจำเลยและมอบเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อจากนั้นพยานกับพวกได้เล่นการพนันชนไก่กันต่อจนถึงเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันเหตุการณ์ตั้งแต่แรกก่อนที่จำเลยจะเข้ามายังที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ตอนที่จำเลยเข้ามาพูดคุยกันนายสมานแล้วนายสมานไปขอยืมเงินจากนายบุญสอนนำไปมอบให้จำเลย รวมทั้งเหตุการณ์ภายหลังจากจำเลยรับเงินไปแล้วจนถึงตอนที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ แม้จะมีข้อแตกต่างกันไปบ้างเกี่ยวกับระยะห่างระหว่างจุดที่นายสมานพูดคุยกับจำเลยกับบริเวณที่เล่นการพนันชนไก่ ซึ่งนายสมานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ห่างกันประมาณ 11 ถึง 12 เมตร แต่นายบุญสอนเบิกความว่าห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เมตร หรือในข้อที่ว่าก่อนเกิดเหตุที่หมู่บ้านของพยานทั้งสองเคยจัดให้มีการพนันชนไก่มาก่อนหรือไม่ โดยนายสมานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่เคยจัดให้มีการพนันชนไก่ แต่นายบุญสอนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่หมู่บ้านเคยจัดให้มีการพนันชนไก่โดยขออนุญาต รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ว่าก่อนที่จำเลยจะเข้ามาพูดเรียกร้องเอาเงินจากนายสมาน จำเลยได้เข้ามาอยู่ในที่เกิดเหตุก่อนแล้วหรือไม่ ซึ่งนายสมานเบิกความว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจคนแรกที่เข้ามาห้ามไม่ให้เล่นการพนันชนไก่กลับไปแล้ว จำเลยจึงเข้ามาในที่เกิดเหตุพูดเรียกร้องเอาเงินจากนายสมาน แต่ตามบันทึกคำให้การของนายสมานเอกสารหมาย จ.7 นายสมานให้การแตกต่างไปว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่นซึ่งไม่ทราบชื่อเข้ามาบอกให้เลิกชนไก่ หากไม่เลิกจะจับกุมนั้น จำเลยซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปประมาณ 3 ถึง 4 เมตร ได้เดินเข้ามาหานายสมานและพูดเรียกร้องเอาเงินจากนายสมานดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย มิใช่ข้อสาระสำคัญ อีกทั้งคดีนี้จำเลยก็นำสืบรับว่า จำเลยได้มายังที่เกิดเหตุและได้เข้าไปพูดคุยกับนายสมานพยานโจทก์จริงอันเป็นข้อเจือสมพยานโจทก์ ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงไม่มีผลถึงกับจะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองขาดน้ำหนักที่จะรับฟัง ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษโดยปราศจากมูลความจริง พยานหลักฐานของโจทก์ดังวินิจฉัยมามีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สาเหตุที่จำเลยถูกร้องเรียนจนถูกดำเนินเป็นคดีนี้เป็นเพราะนายสมานทราบว่าจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนายสมานกับพวกที่เล่นการพนันชนไก่ นายสมานกับพวกจึงโกรธแค้นจำเลยและไปร้องเรียนกล่าวหาว่าจำเลยเรียกเงิน 1,500 บาท นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ว่านายสมานโกรธแค้นที่จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนายสมานกับพวกก็ปรากฏว่านายสมานไม่ได้ถูกจับกุมด้วย ผู้ที่จะโกรธแค้นจำเลยจึงน่าจะเป็นผู้เล่นพนันที่ถูกจับกุมมากกว่า อีกทั้งสาเหตุที่นายสมานกับพวกเล่นการพนันชนไก่แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แม้ผู้ถูกจับกุมจะมีความโกรธแค้นที่ถูกจับอยู่บ้างก็หาใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงถึงขนาดที่นายสมานจะต้องปั้นแต่งเรื่องเท็จขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการที่ตนเองจะถูกดำเนินคดี พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยซึ่งในขณะเกิดเหตุเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอน้ำขุ่น ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ งานป้องกันและปราบปราม มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้ต้องหากระทำความผิดอาญา ได้พบเห้นนายสมานกับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว แต่จำเลยกลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน 1,500 บาท จากนายสมานเพื่อจะไม่จับกุมนายสมานกับพวกตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — ดาบตำรวจสามารถ โม่งปราณีต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2551
#412763
เปิดฉบับเต็ม

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องเท่านั้นว่า ผู้อ่านสามารถทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด

ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบได้ว่าเป็นโจทก์ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้น ก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใด ชื่อที่ระบุเป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุล ทั้งสถานที่ทำงานกองบังคับการหมายเลข 5 ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นที่ใดบุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมทั้งไม่แน่ว่าหลังจากสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่ลงพิมพ์ แต่ทราบจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง มิได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์จึงยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 มีหน้าที่สืบสวนผู้กระทำผิดให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดใช้ชื่อว่า บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์รายวันชื่อผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการรับผิดชอบจัดทำ ตรวจแก้ คัดเลือก หรือควบคุมบทประพันธ์ หรือสิ่งใดในหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการและหรือจัดการรับผิดชอบในการพิมพ์ ในการผลิตสิ่งพิมพ์จัดการการแพร่หลายด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าเป็นด้านการขาย เสนอขาย แจกจ่าย หรือเสนอแจกจ่าย และไม่ว่าจะเป็นการให้เปล่าหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการอาบอบนวด 6 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ต้องหาในคดีรื้อบาร์เบียร์อยู่ในเขตรับผิดชอบของโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน โดยจำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวในคอลัมนิสต์ ข่าวปนคน คนปนข่าว หน้าที่ 16 เจ้าของคอลัมน์นิสต์ใช้นามปากกาว่า "เซี่ยงเส้าหลง" โดยมีข้อความส่วนหนึ่งความว่า "แน่นอนว่าหัวหน้าผู้รักษากฎหมายในท้องที่ ล. ที่มีชื่ออักษรย่อ ป.ว. ต้องรับรู้มาตั้งแต่ต้น รวมทั้งเป็นไปไม่ได้ที่หน่วยเหนือระดับกองบังคับการหมายเลข 5 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ. ที่จะกำลังเกษียณในปี 2546 จะไม่ได้รับรู้มาแต่ต้นเช่นกัน เพราะก่อนปฏิบัติงานตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาได้ส่งทนายความไปลงบันทึกประจำวันไว้ล่วงหน้าแล้วที่ท้องที่ ล. เนื่องจากเห็นเป็นเรื่องใหญ่ เกรงจะมีปัญหาทางกฎหมาย ทั้ง พ. และ ป.ว. ในช่วงระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ได้รับเงินบรรณาการจากจำเลยที่ 3 ที่ต้องการเคลียร์ตนเองให้พ้นจากคดีนี้ไปรวมกัน 8 ล้านบาท โดย พ. รับไป 3 ล้านบาท ป.ว. รับไป 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ป.ว. เป็นคนพาจำเลยที่ 3 เข้าไปพบ ส. ตัวสูง เพื่อให้พาเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รับผิดชอบค่าเสียหายแก่บรรดาบาร์เบียร์ที่ถูกรื้อ ป.ว. ซึ่งอยู่ในท้องที่ ล. มาแล้ว 5 ปี เป็นคนในเครือข่าย ส. ตัวสูง เข้านอกออกในบ้านเป็นปกติ ในขณะที่ พ. เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ ส. ตัวสูง ซึ่งผู้บังคับการ พ. ที่ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณมีเรื่องเล่าว่าในชั้นต้นได้เพียง 2 ล้านบาท จึงส่งกลับคืน พร้อมบอกว่าไม่พอ จึงได้รับเพิ่มไปอีก 1 ล้าน" โดยจำเลยที่ 3 ได้ให้สัมภาษณ์อันเป็นการจูงใจให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการใด ไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันตีพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสามมีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์หรือประชาชนเข้าใจว่าโจทก์เรียกรับเงินจากจำเลยที่ 3 โดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ตามข้อความที่ให้สัมภาษณ์อันเป็นการจูงใจให้ประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการ เข้าใจว่าโจทก์รับราชการประพฤติมิชอบ เรียกรับเงินจากจำเลยที่ 3 โดยผิดกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ทราบว่าข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ประชาชนและผู้อ่านหนังสือพิมพ์มีความรู้สึกไม่ดีต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ว่าประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดว่า โจทก์รับ "ส่วน" และข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์นั้นเป็นการอ้างลอย ๆ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็รู้อยู่แก่ใจว่าย่อมทำให้เกิดความเสียหายเสียชื่อเสียงต่อวงศ์ตระกูลและตำแหน่งหน้าที่การงานชั่วอายุราชการของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 3 กระทำผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือเนื่องจากการประกอบวิชาชีพตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์และผู้อื่นที่ถูกกล่าวหาโดยปราศจากมูลความเป็นจริง ทั้งนี้ จำเลยทั้งสามก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้อความที่จำเลยที่ 3 ให้สัมภาษณ์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนพึงกระทำ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการใส่ความโจทก์ ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นต่อไปอาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นนั้นอีก โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 80, 83, 84, 85, 86, 87, 90, 91, 326, 328 และมาตรา 332 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2535 มาตรา 3, 4 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 7 และข้อ 8 และสั่งให้จำเลยทั้งสามโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, สยามรัฐ, เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติ, แนวหน้า, บ้านเมือง, ผู้จัดการ, คมชัดลึก, บางกอกโพสต์, รวม 14 ฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในการชำระค่าโฆษณา ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าโฆษณาโดยโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา และยึดและทำลายหนังสือพิมพ์รายวัน "ผู้จัดการ" ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ฉบับที่ 3938 (3936) และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อความที่โจทก์อ้างว่า เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ บุคคลทั่วไปที่รับทราบข้อความดังกล่าวไม่อาจทราบได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่โจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าข้อความตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ที่ระบุว่า ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้น เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความดังกล่าวผู้อ่านรู้ได้ว่าหมายความถึงโจทก์ศาลชั้นต้นควรที่จะไต่สวนมูลฟ้องให้ได้ความเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวหมายความถึงโจทก์หรือไม่ ไม่สมควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้อง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะและความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องเท่านั้นว่า ผู้อ่านสามารถทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ที่โจทก์อ้างมานั้น ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบได้ว่าเป็นโจทก์ ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้น ก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใดชื่อที่ระบุเป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุลอย่างใดเลยทั้งสถานที่ทำงานกองบังคับการหมายเลข 5 ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นที่ใดบุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมทั้งไม่แน่ว่าหลังจากสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่ลงพิมพ์ แต่ทราบความหมายจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หาได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ท้ายฟ้องไม่ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลำพังแต่ข้อความที่ลงพิมพ์ตามฟ้อง ไม่พอฟังได้ว่าเป็นตัวโจทก์ คดีไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจตรีไพบูลย์ อาริยวัฒน์
จำเลย — บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2551
#414877
เปิดฉบับเต็ม

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะและความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องเท่านั้นว่า ผู้อ่านสามารถทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามที่โจทก์อ้างมานั้น ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบได้ว่าเป็นโจทก์ และข้อความว่า "ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณ" นั้นก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใด ชื่อที่ระบุก็เป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุล ทั้งสถานที่ทำงานก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นที่ใด บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมทั้งไม่แน่ว่าหลังจากการสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่ และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่ลงพิมพ์ แต่ทราบความหมายจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หาได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ท้ายฟ้องไม่ ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามใส่ความโจทก์ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นต่อไปอาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นนั้นอีก โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น เหตุเกิดที่ทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 80, 83, 84, 85, 86, 87, 90, 91, 326, 328 และมาตรา 332 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2535 มาตรา 3, 4 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 7 และข้อ 8 และสั่งให้จำเลยทั้งสามโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, สยามรัฐ, เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติ, แนวหน้า, บ้านเมือง, ผู้จัดการ, คมชัดลึก, บางกอกโพสต์, รวม 14 ฉบับ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในการชำระค่าโฆษณา ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าโฆษณาโดยโจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา และยึดและทำลายหนังสือพิมพ์รายวัน "ผู้จัดการ" ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ฉบับที่ 3938 (3936) และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อความที่โจทก์อ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ บุคคลทั่วไปที่รับทราบข้อความดังกล่าวไม่อาจทราบได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่โจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อความตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ที่ระบุว่า ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้น เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความดังกล่าวผู้อ่านรู้ได้ว่าหมายความถึงโจทก์ ศาลชั้นต้นควรที่จะไต่สวนมูลฟ้องให้ได้ความเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวหมายความถึงโจทก์หรือไม่ ไม่สมควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้อง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคำฟ้องเท่านั้นว่า ผู้อ่านสามารถทราบได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ที่โจทก์อ้างมานั้น ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบได้ว่าเป็นโจทก์ ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณนั้นก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใด ชื่อที่ระบุเป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุลอย่างใดเลย ทั้งสถานที่ทำงาน กองบังคับการหมายเลข 5 ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นที่ใด บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติม ทั้งไม่แน่ว่าหลังจากสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่ และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่ลงพิมพ์ แต่ทราบความหมายจากการที่บุคคลนั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หาได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ท้ายฟ้องไม่ ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลำพังแต่ข้อความที่ลงพิมพ์ตามฟ้องไม่พอฟังได้ว่าเป็นตัวโจทก์ คดีไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจตรีไพบูลย์ อาริยวัฒน์
จำเลย — บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1512/2551
#412484
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น หญิงไม่มีช่องคลอดอันเป็นการผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไรๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงดังกล่าวได้ อวัยวะเพศชายสามารถเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายได้แต่ช่องคลอดจะฉีกขาดและจะต้องมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้สารหล่อลื่น ซึ่งไม่ใช่กรณีที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิง ม. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 5 ปีเศษ ไปเสียจากนาง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย 1 ครั้ง จำเลยกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เล็กจำเลยจึงไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 80, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ม. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 5 ปีเศษ ก่อนเกิดเหตุนาง ม. มารดาผู้เสียหายที่ 1 นำผู้เสียหายที่ 1 ไปฝากนาง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นป้าผู้เสียหายที่ 1 ให้เป็นผู้ดูแล บ้านจำเลยอยู่ใกล้กับบ้านผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา นายต้องซึ่งเป็นบุตรชายจำเลยไปที่บ้านผู้เสียหมายที่ 2 และพาผู้เสียหายที่ 1 และน้องสาวผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นที่บ้านจำเลย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 และนาย ว. สามีผู้เสียหายที่ 2 จะไปเยี่ยมบุตรชายซึ่งป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล จึงฝากให้จำเลยช่วยดูแลผู้เสียหายที่ 1 สำหรับข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่....

พิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกนั้น โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง นาย ว. นาย ธ. ดาบตำรวจ บ. และร้อยตำรวจโท พ. เป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 5 ปีเศษ หากเรื่องราวตามคำเบิกความมิได้เกิดขึ้นจริง ก็ยากที่ผู้เสียหายที่ 1 จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นปรักปรำจำเลยได้ถึงเพียงนั้น และผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กนักเรียน แต่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอันเป็นเรื่องที่น่าอับอายหากจะนำมาเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้ ผู้เสียหายที่ 1 ย่อมไม่อาจเสแสร้งเอาความเท็จมาแกล้งกล่าวหาจำเลยให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่ตัวผู้เสียหายที่ 1 เอง ประกอบกับหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ก็เล่าเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศให้ผู้เสียหายที่ 2 และนาย ว. ซึ่งเป็นป้าและลุงฟัง เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ขอดูอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ก็พบว่ามีรอยแดงและช้ำ และผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าเจ็บมาก ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งทั้งผู้เสียหายที่ 2 และนาย ว. ต่างก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากนาย ธ. แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ได้ตรวจอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 พบว่าบริเวณเยื่อพรหมจารีมีรอยช้ำและเลือดออกเล็กน้อย รอยช้ำที่เยื่อพรหมจารีนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากของแข็งไม่ทราบชนิดกระแทกตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 อันเป็นการสนับสนุนถ้อยคำของผู้เสียหายที่ 1 ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น และพยานโจทก์ยังเบิกความเชื่อมโยงสอดคล้องกันเป็นลำดับโดยปราศจากพิรุธสงสัย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ยังมีพิรุธขัดกับความเป็นจริง กล่าวคือจากภาพและเสียงจากแผ่นวีซีดีที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนและคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.2 ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่า ขณะที่จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยไปถูกอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ แต่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยมาถูกอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยยืนย่อตัวเล็กน้อย ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ก็ยืนอยู่ด้วย ซึ่งยังมีความแตกต่างและขัดกันอยู่ในลักษณะของการกระทำความผิดของจำเลยนั้น เห็นว่า จากภาพและเสียงจากแผ่นวีซีดีที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนและคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.2 และจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านล้วนได้ความว่าขณะที่จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น ทั้งจำเลยและผู้เสียหายต่างอยู่ในท่ายืน เพียงแต่ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเพิ่มเติมว่า จำเลยยืนย่อตัวเล็กน้อยซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มิใช่ข้อพิรุธที่จะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้ ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน รวมทั้งนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยยังไม่ทันมีเวลาคิดหาข้อแก้ตัวให้พ้นผิด ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการจับกุมเนื่องจากจำเลยตกใจ และจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะเข้าใจว่าหากรับสารภาพฐานกระทำอนาจารก็เพียงแต่เสียค่าปรับ ส่วนภาพถ่ายประกอบคำรับสารภาพนั้นเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้โดยขณะนั้นยังไม่มีภาพถ่ายให้ดูแต่อย่างใดนั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนรวมทั้งนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ คำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุของจำเลยจึงมีน้ำหนักรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ กล่าวคือ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็ก อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 มีขนาดเล็ก จำเลยไม่สามารถที่จะนำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้อย่างแน่แท้นั้น ข้อนี้เห็นว่า การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น หญิงไม่มีช่องคลอด อันเป็นการผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไรๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงดังกล่าวได้ แต่คดีนี้ได้ความจากนาย ธ. พยานโจทก์ซึ่งเป็นแพยท์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ว่า หากจะมีการร่วมประเวณี อวัยวะเพศชายจะเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 ได้ยากมาก โดยอวัยวะเพศชายสามารถเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 ได้ แต่ช่องคลอดก็จะฉีดขาด และการที่อวัยวะเพศชายจะเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 นั้น จะต้องมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้สารหล่อลื่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81 สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายบุญเหลือ ขวัญเถื่อน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2551
#412760
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนายอำเภอสองพี่น้องมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนคุณสมบัติของ ก. ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว และมิได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่ ก. ที่ได้ทำการแก้ไขและสอดแทรกโครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยไม่มีอำนาจเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยตรง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย

องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเป็นผู้เสียหายโดยตรงและผู้ที่จะดำเนินคดีอาญาแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเอาผิดแก่ ก. ก็คือ ก. แต่ ก. ไม่ยอมดำเนินคดีแก่ตนเอง แต่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรจะมีอำนาจฟ้อง ก. แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้หรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร จำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้อง มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 ซึ่งจำเลยรับตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้องจนถึงวันฟ้อง จำเลยทราบว่าโจทก์และประชาชนในตำบลบางตาเถรร้องเรียนต่อจำเลยว่า นายกุมลัคน์ขณะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรกับพวกมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 47 ทวิ (2) ประกอบมาตรา 9 (10) และนายกุมลัคน์ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้พิจารณาลงมติเห็นชอบแล้ว ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้จำเลยพิจารณาสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์และได้ชี้มูลความผิดว่าการกระทำของนายกุมลัคน์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 157 และ 161 จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และไม่ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและราชการได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 เพิ่มมากขึ้น และต้องเสียเงินค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุมให้แก่นายกุมลัคน์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว และมิได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์ซึ่งได้แก้ไขและสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและทางราชการได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกล่าวหาดังกล่าวก็เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงแต่ประการใด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของนายกุมลัคน์และผู้ที่จะดำเนินคดีแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเอาผิดแก่นายกุมลัคน์ ก็คือ นายกุมลัคน์ไม่ยอมดำเนินคดีแก่ตนเอง โจทก์ในฐานะสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรย่อมมีอำนาจฟ้องแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องนายกุมลัคน์แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้หรือไม่ ก็เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวหา จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา สุนทรีเกษม
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2551
#414873
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาตก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" ซึ่งหมายความว่า หากจำเลยประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ จำเลยจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลยทั้งนี้ ศาลมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างอิงในคำร้องว่าเป็นเหตุผลอันสมควรอนุญาตหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ศาลชั้นต้นจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้งหนึ่ง จำเลยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โดยจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 14 มิถุนายน 2547 แต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยขอยื่นคำให้การฉบับใหม่เป็นให้การปฏิเสธในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร โดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วถึง 2 ครั้ง จำเลยก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว การที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร หลังจากที่ให้การรับสารภาพมาแล้วประมาณ 2 เดือนเศษ โดยอ้างเหตุว่าจำเลยไม่เข้าใจข้อกฎหมายนั้น เห็นได้ว่าเป็นการให้การปฏิเสธเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกส่อไปในทางประวิงคดีให้ล่าช้า จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยพราก ส.พ. อายุ 14 ปีเศษ ผู้เสียหายไปจาก ส.น. มารดา เพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย แล้วจำเลยล่วงเกินทางเพศผู้เสียหาย โดยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลโคกคราม และตำบลมะขามล้ม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ในระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การรับสารภาพข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร เป็นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงยินยอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาตก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์" ซึ่งหมายความว่าหากจำเลยประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ จำเลยจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย ทั้งนี้ ศาลมีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตุผลที่จำเลยอ้างอิงในคำร้องว่าเป็นเหตุผลอันสมควรอนุญาตหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ศาลชั้นต้นจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้งหนึ่ง จำเลยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โดยจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 14 มิถุนายน 2547 แต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยขอยื่นคำให้การฉบับใหม่เป็นให้การปฏิเสธในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วถึง 2 ครั้ง จำเลยก็ให้การรับสารภาพซึ่งแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว การที่จำเลยขอถอนคำให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหลังจากที่ให้การรับสารภาพมาแล้วประมาณ 2 เดือนเศษ โดยอ้างเหตุว่าจำเลยไม่เข้าใจข้อกฎหมายนั้น เห็นได้ว่าเป็นการให้การปฏิเสธเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกส่อไปในทางประวิงคดีให้ล่าช้า จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์หรือเอี้ยง ยศศักดิ์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2551
#412024
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การตอนต้นว่า โจทก์ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่ พ. แล้ว พ. นำรถยนต์พิพาทมาขายให้จำเลย แต่ตอนหลังกลับให้การว่า พ. เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน เป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างคำฟ้องของโจทก์ในข้อเท็จจริง ซึ่งมีผลทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับ พ. โดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิให้การต่อสู้คดีไปตามพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงเท่าที่จำเลยพึงให้การได้ ทั้งในการซื้อขาย เจ้าของทรัพย์อาจทำสัญญาซื้อขายโดยตนเองหรือโดยมีตัวแทนไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยายทำการขายทรัพย์สินนั้นแทนก็ได้ คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันหรือไม่ชัดแจ้งจนถึงขนาดที่ไม่อาจนำสืบไปในทางหนึ่งทางใดได้ ถือว่าเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน น - 5994 อ่างทอง คืนแก่โจทก์ หรือใช้ราคาแทน 100,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์กระบะพิพาทคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 100,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท นายพงศ์นรินทร์หลอกลวงซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงมอบรถยนต์พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนและชุดโอนลอยให้นายพงศ์นรินทร์ไป แม้จำเลยให้การในตอนต้นว่า โจทก์ได้ขายรถยนต์พิพาทให้นายพงศ์นรินทร์พร้อมมอบใบคู่มือจดทะเบียนและหลักฐานการโอนลอยให้แก่นายพงศ์นรินทร์ แล้วนายพงศ์นรินทร์นำรถยนต์พิพาทมาขายพร้อมได้มอบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลย แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การว่า อย่างไรก็ตาม หากโจทก์มิได้ขายให้นายพงศ์นรินทร์ แต่การที่โจทก์ส่งมอบการครอบครองรถยนต์พิพาทให้แก่นายพงศ์นรินทร์พร้อมมอบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ให้นายพงศ์นรินทร์ ถือว่านายพงศ์นรินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนหรือโจทก์เชิดให้นายพงศ์นรินทร์เป็นตัวแทนขายรถ โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่นายพงศ์นรินทร์หรือนายพงศ์นรินทร์เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของโจทก์ เป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างคำฟ้องของโจทก์ในข้อเท็จจริง ซึ่งมีผลทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับนายพงศ์นรินทร์โดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิให้การต่อสู้คดีไปตามพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงเท่าที่จำเลยจะพึงให้การได้ ทั้งในการซื้อขายเจ้าของทรัพย์อาจทำสัญญาซื้อขายโดยตนเองหรือโดยมีตัวแทนไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยายทำการขายทรัพย์สินนั้นแทนก็ได้ คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันหรือไม่ชัดแจ้งจนถึงขนาดที่ไม่อาจนำสืบไปในทางหนึ่งทางใดได้ ถือว่าเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ให้การต่อสู้คดีในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งอาจมีกรณีจำกัดสิทธิของคู่ความในการฎีกา สมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อได้มีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญธงค์ มีอนันต์
จำเลย — นายสุนทร พวงพิกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1499/2551
#412715
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า เหตุที่ผู้คัดค้านมิได้ระบุหลักประกันเหนือที่ดินของลูกหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ที่ผู้คัดค้านได้ยื่นไว้ด้วยเนื่องจากพลั้งเผลอ และขออนุญาตเพิ่มเติมหลักประกันในคำขอรับชำระหนี้ มิใช่เรื่องการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้ แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีประกันด้วยต้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการละเว้นนั้นมิได้เกิดจากการพลั้งเผลอ คดีถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ พ.ศ.2522 มาตรา 14 และมีผลให้ผู้คัดค้านจะต้องคืนหลักประกันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องและสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นอันระงับตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97 ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจยกข้อกล่าวอ้างหรือนำสืบในภายหลังอันเกี่ยวกับประเด็นกันนั้นอีกได้ การที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคัดค้านคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ผู้คัดค้านคืนหลักประกันและเพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองหลักประกันว่า ผู้คัดค้านมิได้ปกปิดหลักประกันก็ดี ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเนื่องจากความพลั้งเผลอก็ดี ล้วนเป็นข้ออ้างในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำร้องของผู้คัดค้านมาแล้ว จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ พ.ศ.2542 มาตรา 14 อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2537 และพิพากษาให้ล้มละลาย วันที่ 26 มิถุนายน 2537 และวันที่ 27 ธันวาคม 2538 ผู้คัดค้านซึ่งเข้าสวมสิทธิของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้ร้องในมูลหนี้กู้ยืม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ค้ำประกัน และจำนอง รวมเป็นเงิน 1,519,702.60 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 10663 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านได้ระบุหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่นำมาเป็นประกัน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ตกหล่นไปโดยพลั้งเพลอ ขออนุญาตแก้ไขคำขอรับชำระหนี้โดยเพิ่มเติมหลักประกันที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ผู้คัดค้านดำเนินการทางเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้ร้องในวันเดียวกัน ต่อมาผู้ร้องสอบสวนหนี้สินตามคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านแล้วเสนอความเห็นต่อศาลชั้นต้น โดยควรให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 10663 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของลูกหนี้สำหรับหลักประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้วันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ซึ่งล้วงพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว จึงไม่อาจพิจารณาอนุญาตได้ และผู้คัดค้านทราบคำสั่งของผู้ร้องดังกล่าวแล้วโดยมิได้ร้องคัดค้านต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของผู้ร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ของผู้คัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ของผู้คัดค้าน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมหลักประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ดังกล่าว ภายหลังวันที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน แสดงว่าผู้คัดค้านละเลยไม่ยื่นคำร้องภายในเวลาอันสมควร ทั้งเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2546 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องคดีถึงที่สุด

วันที่ 27 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหลักประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านจึงต้องคืนที่ดินอันเป็นหลักประกันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และสิทธิเหนือทรัพย์นั้นย่อมเป็นอันระงับไป ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97 ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ระหว่างลูกหนี้กับธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนองและเพิกถอนรายการโอนสิทธิรับจำนองระหว่างธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนองกับผู้คัดค้านผู้รับโอน ในสารบัญจดทะเบียนหลังโอนโฉนดที่ดินให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม เพื่อผู้ร้องจะได้รวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวแบ่งให้กับบรรดาเจ้าหนี้ต่อไป

วันที่ 26 มกราคม 2547 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 10663 ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยาไว้แล้ว เพียงแต่มิได้ระบุหลักประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ดังกล่าว และผู้คัดค้านก็ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมหลักประกันนั้นแล้ว กรณีมิใช่ผู้คัดค้านปกปิดหลักประกันหรือเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งมิใช่การขอเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์ จึงไม่จำต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลาสองเดือน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาเพิกถอนรายการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ระหว่างลูกหนี้กับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง กับผู้คัดค้านผู้รับโอน ในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม เพื่อผู้ร้องจะได้รวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวแบ่งให้กับบรรดาเจ้าหนี้ต่อไป ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของผู้ร้องและให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ของผู้คัดค้านโดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวของผู้คัดค้านแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คดีถึงที่สุด เมื่อตามคำร้องของผู้คัดค้านดังกล่าวอ้างว่า เหตุที่ผู้คัดค้านมิได้ระบุหลักประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ของลูกหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ที่ได้ยื่นไว้ด้วยนั้น เนื่องจากระบุตกหล่นโดยพลั้งเผลอ และขออนุญาตเพิ่มเติมหลักประกันดังกล่าวในคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้าน แม้ข้ออ้างของผู้คัดค้านจะมิใช่เรื่องการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 20456, 20457 ของลูกหนี้ด้วย แต่ผู้คัดค้านไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินดังกล่าวโดยการละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ กรณีต้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการละเว้นนั้นไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการพลั้งเผลอ คดีถึงที่สุด คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้คัดค้าน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และมีผลให้ผู้คัดค้านจะต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันดังกล่าวแก่ผู้ร้องและสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นอันระงับ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 97 ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจยกข้อกล่าวอ้างหรือนำสืบในภายหลังอันเกี่ยวกับประเด็นกันนั้นอีกได้ การที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2547 คัดค้านคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ผู้คัดค้านคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและเพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองหลักประกันดังกล่าวว่า ผู้คัดค้านมิได้ปกปิดหลักประกันก็ดี ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เนื่องจากความพลั้งเผลอก็ดี ล้วนเป็นข้ออ้างในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ของผู้คัดค้านมาแล้วและคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2522 มาตรา 14 อีกด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายเจริญชัย อายุศะนิล
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487/2551
#411401
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะนำเงินที่ได้จากโครงการออกก่อนเกษียณราชการชำระหนี้แก่โจทก์ 100,000 บาท หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติให้ผู้ตายลาออกจากราชการแล้ว ดังนั้นเมื่อผู้ตายได้รับอนุมัติให้ลาออกและมีสิทธิรับเงินตามโครงการออกก่อนเกษียณราชการย่อมถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนที่ผู้ตายต้องรับผิดชอบชำระเงินให้แก่โจทก์ได้สำเร็จเป็นผลให้โจทก์เกิดสิทธิที่จะได้เงินจากผู้ตายได้แล้ว ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ความรับผิดของผู้ตายต่อโจทก์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลในวันที่ 13 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางราชการได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้ตายนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องแล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะชำระเงินให้โจทก์ 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจะชำระเงินให้โจทก์เมื่อผู้ตายได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการตามโครงการออกก่อนเกษียณราชการ โดยจะนำเงินที่ได้จากโครงการดังกล่าวให้แก่โจทก์ ปรากฏว่าผู้ตายได้รับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ผู้ตายย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการลาออกตามโครงการออกก่อนเกษียณราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 อันเป็นวันที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการซึ่งทางราชการต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ตายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป เมื่อผู้ตายได้รับอนุมัติให้ลาออกและมีสิทธิรับเงินตามโครงการออกก่อนเกษียณราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ย่อมถือได้ว่าเงื่อนไขบังคับก่อนที่ผู้ตายต้องรับผิดชอบชำระเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ได้สำเร็จแล้วเป็นผลให้โจทก์เกิดสิทธิที่จะได้เงินจากผู้ตายได้แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ความรับผิดของผู้ตายต่อโจทก์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600 จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ทันทีตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสี่จึงมีขึ้นก่อนฟ้องคดีนี้แล้ว ทั้งได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600 ม. 1601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมบูรณ์ นิยม
จำเลย — นางวัลลีย์ เทียนเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายตระการ อาษาศึก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2551
#413206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งธนบุรีและคดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ของศาลแพ่ง ซึ่งออกหมายบังคับคดีส่งให้ไปศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน และจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 15 วรรคท้าย และมาตรา 302 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีคือยื่นต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี หรืออาจยื่นต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทน ดังนั้น โจทก์จึงต้องเสนอคดีนี้โดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมคือศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) เป็นคดีใหม่ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 45418 ได้จากการขายทอดตลาด กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 300,001 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนอง 3,175,100 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งธนบุรีและคดีดังกล่าว ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2549 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ไม่ขายทอดตลาดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดและเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาประมูลครั้งก่อน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นสาระสำคัญ กับมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำขอต่อเนื่อง ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ของศาลแพ่งคดีระหว่างนางสุรีย์ โจทก์ นางนิ่มนวล จำเลย ซึ่งออกหมายบังคับคดีส่งให้ไปศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน และจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 15 วรรคท้าย และมาตรา 302 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีคือยื่นต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี หรือ อาจยื่นต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทน ดังนั้น โจทก์จึงต้องเสนอคดีนี้โดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมคือศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่มายื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) เป็นคดีใหม่ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 15 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีย์ โสภณโภไคย
จำเลย — นายเฉลิมพล ฤทธิรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2551
#495336
เปิดฉบับเต็ม

การเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ต้องเสนอต่อศาลในคดีเดิม มิใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลดังกล่าวเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีและอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 45418 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นครั้งที่ 13 โดยติดจำนอง ตามหมายบังคับคดีของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ระหว่างนางสุรีย์ โจทก์ นางนิ่มนวล จำเลย ซึ่งส่งไปให้ศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน ในการขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์ได้เสนอราคาสูงสุดและไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดของการประมูลในครั้งก่อนโดยไม่มีผู้คัดค้าน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคาะไม้ขายทรัพย์ให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าราคาที่โจทก์เสนอยังไม่สมควรขาย เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์เสียหาย เพราะทำให้หนี้ไถ่ถอนจำนองในส่วนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,666,875 บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 300,000 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 45418 ได้จากการขายทอดตลาด กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ได้หรือไม่ เห็นว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งธนบุรีและคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ไม่ขายทอดตลาดที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดและเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาประมูลครั้งก่อน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นสาระสำคัญ กับมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำขอต่อเนื่อง ฟ้องของโจทก์จึงเกี่ยวกับการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ของศาลแพ่ง ซึ่งออกหมายบังคับคดีส่งให้ไปศาลจังหวัดเพชรบุรีบังคับคดีแทน และจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 15 วรรคท้าย และมาตรา 302 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีคือยื่นต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี หรืออาจยื่นต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทน ดังนั้น โจทก์จึงต้องเสนอคดีนี้โดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นในคดีเดิมคือศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 459/2543 ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี หาใช่ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) เป็นคดีใหม่ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีย์ โสภณโภไคย
จำเลย — นายเฉลิมพล ฤทธิรงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1482/2551
#494661
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จึงอยู่ในบังคับที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในสัญญาดังกล่าวได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

คำฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับเลขที่อาคารที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดคลาดเคลื่อน เป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย แม้โจทก์จะมิได้ขอแก้ไขคำฟ้อง และโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระบุเลขที่อาคารคลาดเคลื่อนไปด้วย ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ เมื่อมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์มีสิทธิขอแก้ไขข้อผิดพลาดได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตา 143 และมิใช่เป็นเรื่องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาประนีประนอมยอมความให้นอกเหนือไปจากที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกัน ทั้งมิใช่เป็นการกลับหรือแก้คำพิพากษาตามยอมเดิม ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 143 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากโทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 99 หมู่ 7 ตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงราย อาคารดังกล่าวเดิมเป็นของมารดาจำเลยทั้งสาม และจำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่ ต่อมาโจทก์เป็นเจ้าของอาคารโดยซื้อจากการขายทอดตลาด และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 4,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากอาคารของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 มีข้อความว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดเกินกว่า 3 งวดต่อกัน ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องออกไปจากบ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทันที หากจำเลยทั้งสองไม่ออกไปจะต้องเสียค่าเช่าให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละไม่น้อยกว่า 4,000 บาท นับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากบ้านพิพาทของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ครั้นวันที่ 5 กันยายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ดังกล่าว เฉพาะข้อความที่ว่า "บ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงพางคำ" เป็น "บ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย" นอกจากที่ขอแก้เป็นไปตามเดิม โดยอ้างว่าเป็นการแก้ไขให้ถูกต้องกับความเป็นจริง มิได้แก้ไขให้เป็นบ้านหลังอื่นนอกเหนือจากบ้านที่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพาทกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะซื้อคืน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอ้างว่า ผิดระเบียบและให้ยกเลิกหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธณณ์ของจำเลยที่ 2 และยกคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องขอแก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อน แล้วสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจะคัดค้านคำร้องหรือไม่ จากนั้นจึงมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องและคำคัดค้านว่า ข้อความที่โจทก์ขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสาระสำคัญ ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นใหม่ เพราะโจทก์ฟ้องกับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย โดยอ้างว่าเป็นของโจทก์ ซึ่งเป็นคนละหลังกับบ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะออกไปจากบ้านเลขที่ 99 ตามฟ้อง ซึ่งเป็นของนางมาลัยมารดาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โจทก์ซื้อได้มาจากการขายทอดตลาด มิใช่บ้านเลขที่ 99/4 ขอให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 ของโจทก์และขออนุญาตแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 จากข้อความที่ว่า "บ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงพางคำ" เป็น "บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย" เพื่อให้ตรงตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม ครั้นถึงวันนัดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านคำร้องของโจทก์แล้ว จึงยกคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอเลื่อนคดี โจทก์แถลงว่าบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งไม่ใช่บ้านที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2544 และไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพัน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า โจทก์มีสิทธิขอแก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จึงอยู่ในบังคับที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในสัญญาดังกล่าวได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ทั้งนี้ จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 99 หมู่ที่ 7 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 99/4 หมู่ที่ 7 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งทราบเมื่อโจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารพาณิชย์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยอ้างว่า โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 99/4 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอาคารที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันได้ในประเด็นแห่งคดีโดยขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความเสนอต่อศาล อันมีผลเป็นการสละประเด็นข้อพิพาท และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง จนคดีถึงที่สุดคำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจาณาของศาลที่พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด และข้อ 5 ระบุว่า กรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดเกินกว่า 3 งวดต่อกัน ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยจำเลยทั้งสองจะต้องออกไปจากบ้านเลขที่ 99/4 หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทันที แม้บ้านเลขที่ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องออกไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ตรงกับอาคารเลขที่ 99 ตามที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอบังคับ แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะออกไปจากบ้านเลขที่ 99/4 หากผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ทั้งมิได้คัดค้านคำร้องของโจทก์ที่ขอแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับที่ตั้งของอาคารพิพาทจาก "หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงพางคำ" เป็น "หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย" แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งแล้วว่าบ้านที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องออกไปดังกล่าวนั้น คือ อาคารพาณิชย์ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้นที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพาทกันนั่นเอง เฉพาะอย่างยิ่งตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงราย เรื่องขายทอดตลาดสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เอกสารหมาย ล.1 ระบุสิ่งปลูกสร้างที่จะขาย คือ อาคารพาณิชย์ตึกสามชั้นติดเลขที่ 99 หมู่ที่ 4 ตำบลแม่สาย มิใช่อาคารเลขที่ 99 ดังที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับเลขที่อาคารพาณิชย์ที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดน่าจะคลาดเคลื่อน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์แล้ว ข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเท่านั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอแก้ไขคำฟ้องและหากความปรากฏแก่ศาล ศาลก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเช่นว่านั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและระบุเลขที่บ้านพิพาทที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องออกไปตรงตามข้อเท็จจริงและเป็นบ้านหลังเดียวกับอาคารที่พิพาทกันในคดีแล้ว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในสัญญาประนีประนอมยอมความเพียงที่เกี่ยวกับที่ตั้งของอาคารหรือบ้านพิพาทโจทก์ย่อมมีสิทธิขอแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 และมิใช่เป็นเรื่องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาประนีประนอมยอมความให้นอกเหนือไปจากที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกา ทั้งมิใช่เป็นการกลับหรือแก้คำพิพากษาตามยอมเดิม ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำรง หอมรส
จำเลย — นายประเสริฐ วงค์เตปิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1481/2551
#412291
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย ชอบที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทราบคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 ประกอบมาตรา 229 แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเกี่ยวกับฟ้องแย้งเดิมซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งสืบเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเดิมของจำเลยนั่นเอง เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเดิม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยยังคงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่ายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลา 1 เดือน ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ย่อมมีผลเท่ากับไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยมีจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ร่วมกันขอสินเชื่อประเภทเงินกู้ไปจากโจทก์รวม 6 บัญชี จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ได้ขอสินเชื่อกู้เงินประเภทบัญชีเดินสะพัดจากโจทก์อีก 5 บัญชี โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ได้นำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 หลายแปลงมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ในวงเงินทั้งสิ้น 205,000,000 บาท จำเลยที่ 7 และที่ 8 ยังได้ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ในวงเงินอีก 194,000,000 บาท หลังจากที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้วได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนอง คิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 192,667,866 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 116,226,017.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งแปดขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากเดิมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยอื่นๆ ซื้อที่ดินมาเพื่อพัฒนาทำบ้านจัดสรรขาย โดยมีโจทก์เป็นผู้สนับสนุนโครงการด้านการเงินมีมูลค่า 205,000,000 บาท จึงขอสินเชื่อจากโจทก์ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และจำเลยอื่นๆ นำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 หลายแปลงมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงินดังกล่าว ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาจ่ายเงินกู้ให้เพียง 85,762,335 บาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และจำเลยอื่นๆ ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปให้สำเร็จได้ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินรวม 17 แปลงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการไถ่ถอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 ว่า รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับไปทั้งหมด ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ลงชื่อทราบคำสั่งวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542

ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง และศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 แล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับคืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นคำร้องลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นทบทวนคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งลงวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ลงชื่อทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ดังปรากฏในคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งนี้ในวันที่ 10 มกราคม 2543 เกินกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลให้รับไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อ้างว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2542 นั้น ศาลเห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ตั้งแต่แรกแล้ว สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ย่อมเริ่มขึ้นนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 นั้น เป็นการแก้ไขฟ้องแย้งเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 แล้ว ก็ไม่มีฟ้องแย้งเดิมที่จะแก้ ดังนั้น จึงต้องเริ่มนับกำหนดเวลาอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ทราบคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 229 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยดังกล่าวทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนด 1 เดือน วันที่ 12 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2543 จึงเกินกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ชอบที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทราบคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, ประกอบมาตรา 229 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กลับยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเกี่ยวกับฟ้องแย้งเดิมซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งสืบเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเดิมของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเดิม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว เช่นนี้การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยังคงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่ายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลา 1 เดือน ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ย่อมมีผลเท่ากับไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นคำสั่งศาลอุทธรณ์นี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ ่จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททุนทำเรือน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551
#412286
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกันร่วมเดินทางมาด้วยกันแต่ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน เป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลยยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 จึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วยศาลฎีกาลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม คือ จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. เครื่องหมายทะเบียน กท.3913541 และกระสุนปืนขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 7 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งใช้ยิงได้ของจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยนายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 และนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายกับร่วมกันใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 พาติดตัวมายิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด โดยเจตนาฆ่า อันเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน และที่ชุมนุมชน กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันยิงถูกบริเวณท้องน้อยของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 นัดจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 นำผู้เสียหายที่ 1 ส่งให้แพทย์ทำการรักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 391, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำร้ายร่างกาย (ที่ถูกฐานทำร้ายผู้อื่น) โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า คนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 391, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคลมีนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 พี่เขยเป็นผู้ขับ ส่วนจำเลยที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล มีจำเลยที่ 2 บุตรชายเป็นผู้ขับ รถยนต์ทั้งสองคันแล่นไปในทิศทางเดียวกันตามถนนพระราม 2 เมื่อถึงหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางมดกระจกมองข้างของรถยนต์ทั้งสองคันเกิดกระทบกัน จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 จอดรถและลงมาเจรจาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถโต้เถียงและชกต่อยกันจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางที่นำติดตัวมายิงไป 2 นัด กระสุนนัดหนึ่งถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกก้นด้านขวา ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงแต่กระทำไปเป็นการป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีมีดเป็นอาวุธ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 2 โต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 ลงจากรถเข้ามาชกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าจนผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงกับพื้นถนน จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 จึงลงจากรถเข้าไปขวางจำเลยที่ 2 ก็ถูกจำเลยที่ 2 ชกบริเวณหน้าผากและกกหู ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกต่อยกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และไม่เข้าเหตุป้องกันตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลื่อนลอยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาต่อไปอีกว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเป็นการขู่ให้จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 เลิกต่อสู้กัน มิได้มีเจตนาฆ่า โดยนัดแรกยิงขึ้นฟ้า ส่วนนัดที่สองยิงลงพื้นดิน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ต่อสู้ประการแรกว่า เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา ต่อมากลับอ้างว่าเป็นการยิงขู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกันและได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนนัดแรกถูกขากางเกงด้านขวาบริเวณต้นขาด้านในส่วนนัดที่สองถูกบริเวณท้อง จากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องได้ความว่าวิถีกระสุนเข้าท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกไปทางก้นขวาแสดวว่ายิงในระยะใกล้ กระสุนปืนจึงทะลุผ่านร่างกายไป ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการยิงขู่ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการรวมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าขณะที่จำเลยที่ 2 กอดปล้ำต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกันย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่พยานต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เมื่อหันไปทางจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือทั้งสองข้างถืออาวุธปืนพกสั้นจ้องมาทางพยานสักครู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พยานตกใจแต่ก็ยังกอดรัดกับจำเลยที่ 2 ต่อมาพยานถูกระแทกจนหลุดจากการกอดปล้ำ ขณะนั้น จำเลยที่ 1 ยังยืนถือปืน และยิงปืนมายังพยานอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ท้องและได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยกับจำเลยที่ 2 พยานเดินมาเปิดประตูรถด้านคนขับเพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ ได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดว่ายิงเลย ยิงเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อเงยหน้าดูเห็นจำเลยที่ 1 ถือปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 นัด เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองสอดคล้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่า เบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พูดถ้อยคำดังกล่าว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกันแต่ก็ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน ขณะที่เกิดเหตุขึ้นเป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการที่จำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 250,000 บาท แก่ฝ่ายผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสำราญ นิตโย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551
#494510
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 391, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำร้ายร่างกาย (ที่ถูกฐานทำร้ายผู้อื่น) โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า คนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 391, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงแต่กระทำไปเป็นการป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีมีดเป็นอาวุธ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 2 โต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 ลงจากรถเข้ามาชกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าจนผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงกับพื้นถนน จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 จึงลงจากรถเข้าไปขวางจำเลยที่ 2 ก็ถูกจำเลยที่ 2 ชกบริเวณหน้าผากและกกหู ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกต่อยกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และไม่เข้าเหตุป้องกันตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลื่อนลอยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาต่อไปอีกว่า การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเป็นการขู่ให้จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 เลิกต่อสู้กัน มิได้มีเจตนาฆ่า โดยนัดแรกยิงขึ้นฟ้า ส่วนนัดที่สองยิงลงพื้นดิน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ต่อสู้ประการแรกว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา ต่อมากลับอ้างว่าเป็นการยิงขู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกัน และได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนนัดแรกถูกขากางเกงด้านขวาบริเวณต้นขาด้านใน ส่วนนัดที่สองถูกบริเวณท้อง จากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องได้ความว่าวิถีกระสุนเข้าท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกไปทางก้นขวาแสดงว่ายิงในระยะใกล้ กระสุนปืนจึงทะลุผ่านร่างกายไป ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการยิงขู่จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าขณะที่จำเลยที่ 2 กอดปล้ำต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่พยานต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เมื่อหันไปทางจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือทั้งสองข้างถืออาวุธปืนพกสั้นจ้องมาทางพยาน สักครู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พยานตกใจแต่ก็ยังกอดรัดกับจำเลยที่ 2 ต่อมาพยานถูกกระแทกจนหลุดจากการกอดปล้ำ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังยืนถือปืน และยิงปืนมายังพยานอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ท้องและได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยกับจำเลยที่ 2 พยานเดินมาเปิดประตูรถด้านคนขับเพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรแจ้งพนักงานตำรวจ ได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อเงยหน้าดูเห็นจำเลยที่ 1 ถือปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 นัด เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง สอดคล้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พูดถ้อยคำดังกล่าว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางด้วยกันแต่ก็ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน ขณะที่เกิดเหตุขึ้นเป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการที่จำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษฐานเป็นสนับสนุนได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 250,000 บาท แก่ฝ่ายผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสำราญ นิตโย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ