คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1161/2551
#412268
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินและบ้านแก่จำเลยแล้วไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ส่วน ม. ทำสัญญาขายฝากที่ดินอีกแปลงหนึ่งแก่จำเลย แล้วไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดเช่นเดียวกัน จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ที่ดินของจำเลยส่วนที่โจทก์ทั้งสองปลูกบ้านตกเป็นภาระจำยอมแก่ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านของโจทก์ทั้งสอง จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 เนื้อที่ 5 ไร่ 12 ตารางวา และบ้านเลขที่ 20/1, 20/5 และ 20/10 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบ้านเลขที่ 236, 240 และ 242) ซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 และบ้านเลขที่ 20/5 แก่จำเลยมีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี เป็นเงิน 23,400,000 บาท แล้วโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ไถ่ถอนภายในกำหนด บ้านเลขที่ 20/1 และ 20/10 ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 อยู่ และนางมะลิภรรยาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 ตารางวา โจทก์ที่ 2 ได้ปลูกบ้าน 2 หลัง เลขที่ 1/4 บนที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนางมะลิ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 นางมะลิทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 แก่จำเลย ในราคา 10,400,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี แล้วนางมะลิไม่ได้ไถ่ถอนภายในกำหนด บ้านเลขที่ 1/4 ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 อยู่ โจทก์ทั้งสองได้เจรจาขอชำระค่าใช้ที่ดินเฉพาะส่วนที่บ้านทั้งสี่หลังปลูกอยู่แต่จำเลยไม่ยินยอม เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง จำเลยมีหน้าที่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ที่ 1 ยอมชำระค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยเดือนละ 5,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ยอมชำระค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 และนางมะลิทำสัญญาขายฝากที่ดินของโจทก์ที่ 1 และของนางมะลิแก่จำเลยแล้วไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 1 และนางมะลิให้ออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและคดีดังกล่าวโจทก์ที่ 1 นางมะลิ และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอม แต่โจทก์ที่ 1 และนางมะลิไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องโดยอาศัยมูลเหตุอันเนื่องมาจากข้อพิพาทในคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยจำต้องสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย และพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง และยื่นคำร้องว่าตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้นโจทก์ทั้งสองจะเป็นฝ่ายชนะคดี แต่เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกำลังจะรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองในคดีที่จำเลยฟ้องให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังออกไปจากที่ดินของจำเลย หากมีการรื้อถอนบ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสองออกไป บ้านดังกล่าวจะกลายเป็นเศษอิฐเศษปูน ไม่สามารถที่จะนำไปปลูกสร้างบ้านใหม่ได้อีก ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาโดยมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการรื้อถอนบ้างทั้งสี่หลังไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอเพียงให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีกำลังจะรื้อถอนบ้านของโจทก์ทั้งสองออกไปจากที่ดินของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองไปขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองหรือขอทุเลาการบังคับคดีในคดีดังกล่าว มิใช่มาขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ได้ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา หรือเพื่อความสะดวกในการบังคับคดีตามคำพิพากษา คดีนี้โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103403 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 20/5 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร แก่จำเลย แล้วไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนด ส่วนนางมะลิทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 75892 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่จำเลย แล้วไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนภายในกำหนดเช่นเดียวกัน ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ดินของนางมะลิดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ที่ดินของจำเลยส่วนที่โจทก์ทั้งสองปลูกบ้านทั้งสี่หลักตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่บ้านทั้งสี่หลังของโจทก์ทั้งสอง เมื่อพิเคราะห์ถึงรูปคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ลีอ่ำ กับพวก
จำเลย — นางประนอม ธำรงศรีสุข
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1150/2551
#411348
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามคำรับของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่พึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนษ นราธิวาส 955 โดยให้คืนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามคำรับของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เข้ามาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จะเพียงขอมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนษ นราธิวาส 955 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

??

??

??

??

1/1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นางสาวสีตีมารีแย ลาโมะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1149/2551
#411420
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายแดงที่ 925/2545 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตามแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายแดงที่ 925/2545 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลเพียงให้ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย การที่จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีลักษณะของผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือเกรงกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่าจำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว หรือมีเหตุอื่นประการใดก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อวางโทษจำคุกจำเลย 1 ปี แล้ว ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายราวิน ครื้มค้างภู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสรศักดิ์ จันเกษม
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2551
#412734
เปิดฉบับเต็ม

คอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยนำไปอ้างเป็นเหตุฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในคดีของศาลแพ่งธนบุรี เป็นสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์เมื่อวันที่ 12, 16 และ 18 กันยายน 2544 ส่วนคอนกรีตผสมเสร็จที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระราคาในคดีนี้ เป็นสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 31 มกราคม 2545 และระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2545 สินค้าที่เป็นมูลเหตุให้ฟ้องร้องกันในคดีทั้งสองจึงเป็นคนละจำนวนกัน แม้ว่าสินค้าที่จำเลยซื้อแต่ละคราวในคดีนี้กับคดีก่อนจะสืบเนื่องมาจากใบเสนอราคาของโจทก์ฉบับเดียวกัน ก็ไม่มีผลทำให้ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายคอนกรีตผสมเสร็จมีรถโม่ปูนนำคอนกรีตผสมเสร็จไปส่งให้แก่ลูกค้าตามปริมาณและสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 31 มกราคม 2545 จำเลยซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์ 16 ครั้ง รวมราคา 322,560 บาท และระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์อีก 5 ครั้ง รวมราคา 60,360 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยต้องชำระราคาสินค้าภายใน 60 วัน แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าทั้งหมด 382,920 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 382,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เนื่องจากจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ไว้แล้วตามคดีหมายเลขดำที่ 2640/2545 ของศาลแพ่งธนบุรี ในโครงการหนองงูเหลือม จังหวัดนครปฐม จำเลยตกลงกับโจทก์ว่า คอนกรีตที่โจทก์จะจัดส่งให้แก่จำเลยต้องรับน้ำหนักได้ 240 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร รวม 550 คิว เป็นเงิน 660,000 บาท แต่ปรากฏภายหลังว่าคอนกรีตที่โจทก์เทพื้นให้แก่จำเลยรับน้ำหนักได้เพียง 108.24 ถึง 172.03 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ทำให้จำเลยต้องหยุดการก่อสร้าง และต้องว่าจ้างผู้อื่นเทพื้นคอนกรีตใหม่ จำเลยได้รับความเสียหาย จึงได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นคดีดังกล่าว คอนกรีตผสมเสร็จที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งซื้อตามฟ้องเป็นสินค้าที่ชำรุดบกพร่องและไม่ได้มาตรฐาน โจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายมาแสดง จำเลยไม่เคยได้รับเอกสารการแจ้งบิลค่าเสียหายหรือหนังสือทวงถามจากโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความเสียหายของโจทก์มีไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 382,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 2640/2545 ของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น จะต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว คดีนี้จำเลยไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า คอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยนำไปอ้างเป็นเหตุฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 2640/2545 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์เมื่อวัน 12, 16 และ 18 กันยายน 2544 ส่วนคอนกรีตผสมเสร็จที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระราคาในคดีนี้ เป็นสินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 31 มกราคม 2545 และระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2545 ดังนี้ สินค้าที่เป็นมูลเหตุให้ฟ้องร้องกันในคดีทั้งสองจึงเป็นคนละจำนวนกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก็เป็นคนละเรื่องกันแม้ว่าสินค้าที่จำเลยซื้อแต่ละคราวในคดีนี้กับคดีก่อนจะสืบเนื่องมาจากใบเสนอราคาของโจทก์ฉบับเดียวกันดังจำเลยฎีกาหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองเป็นอย่างเดียวกันไปได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหนครปฐมคอนกรีต จำกัด
จำเลย — บริษัทแมกซ์เวลคอนสตรัคชั่น
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2551
#414849
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ร่วมกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ผู้จัดการมรดกจะต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมทุกคน การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในฐานะเจ้าหนี้และผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งรู้เห็นยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันแล้ว ประกอบกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่การทำสัญญาหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่ลูกหนี้ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง ส่วนเจ้าหนี้หาจำต้องเป็นคู่สัญญาด้วยไม่ เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้กู้ยืมเงิน ส. เจ้ามรดก แม้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จะมิได้ลงชื่อด้วยหรือลงชื่อแต่เพียงผู้เดียว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ผู้ยอมรับสภาพหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,274,111 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมใจ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 274,111 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจเจ้ามรดก ตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินจากนางสมใจและยอมรับจะชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวหรือไม่ ได้ความจากนายขันติผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองและโจทก์ที่ 2 ว่า หลังจากนางสมใจถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมใจได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนางสมใจพบว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้กับนางสมใจ 6,400,000 บาท และออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าว จึงมอบหมายให้นายขันติดำเนินการทวงถามจำเลยที่ 2 เจรจาต่อรองขอลดยอดหนี้ลงเหลือ 3,000,000 บาท โดยอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี และขอแบ่งชำระ 3 งวด งวดละปี ปีละ 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 ปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้วยอมรับเงื่อนไขตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ที่ 1 เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความถึงการทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเพียงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจร่วมกันตามคำสั่งศาล แต่หนังสือรับสภาพหนี้มีโจทก์ที่ 1 ลงชื่อผู้เดียว โจทก์ที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วยเท่านั้น มิได้นำสืบหักล้างว่า โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าในการจัดการมรดกของนางสมใจเกี่ยวกับหนี้รายนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกได้ปรึกษาหารือกันแล้วและโจทก์ที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 เสนอ แม้ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจร่วมกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ผู้จัดการมรดกจะต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมทุกคน การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในฐานะเจ้าหนี้และผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งรู้เห็นยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันแล้ว ประกอบกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่การทำสัญญา หนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่ลูกหนี้ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง ส่วนเจ้าหนี้หาจำต้องเป็นคู่สัญญาด้วยไม่ เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้กู้ยืมเงินนางสมใจเจ้ามรดก แม้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมใจจะมิได้ลงชื่อด้วยหรือลงชื่อแต่เพียงผู้เดียว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ผู้ยอมรับสภาพหนี้ได้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้กู้ยืมเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้จริงหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้กู้ยืมเงินแต่นางสมใจและจำเลยที่ 2 ได้ทำการค้าร่วมกัน ต่อมานางสมใจถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้ขอเงินคืนแต่บริษัทจำเลยที่ 1 ประสบภาวะขาดทุนไม่มีเงินหมุนเวียนจึงให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ตามคำให้การดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 จะปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินนางสมใจแต่ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องคืนเงินอันเนื่องมาจากการทำการค้าร่วมกับนางสมใจตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถาม แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้ที่จะต้องชำระตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้แก่โจทก์ที่ 1 จริง แม้มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จะมิได้เกิดจากการกู้ยืมเงินดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง แต่สืบเนื่องมาจากการทำการค้าร่วมกันระหว่างนางสมใจกับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การก็ตาม ก็ถือว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่ชอบและมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมายส่วนมูลหนี้จะเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ 2 อ้างหาใช่ข้อสำคัญไม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามูลหนี้รายนี้เป็นดังที่จำเลยที่ 2 อ้างหรือไม่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 2 กับนางสมใจเป็นหุ้นส่วนกันน การเลิกหุ้นส่วนจะต้องมีการชำระบัญชี เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาและคำคัดค้านการขอทุเลาการบังคับนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและส่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณาโดยที่โจทก์ทั้งสองยังมิได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งซึ่งเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดจึงไม่จำต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องและรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนและให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
นายดอน พัฒนกิจจำรูญ
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นางสมใจ วิไลวรรณ ที่ 1
นางรัตนา วิวัฒนางกูร
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางสมใจ วิไลวรรณ ที่ 2
จำเลย — บริษัทสหวานิชก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2551
#412732
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาคดีในวันดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงจากที่คู่ความแถลงร่วมกันมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนั้น คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมีการสืบพยานต่อไปก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ มิฉะนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์แล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการตลอดจนเบิกเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปแล้วแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นเงิน 53,388.52 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,388.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,209.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตของโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 8 สิงหาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในชั้นอุทธรณ์ 1,135 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยวันที่ 20 เมษายน 2547 โจทก์จำเลยแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพียงประเด็นเดียว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 29 เมษายน 2547 ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาคดีในวันดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงจากที่คู่ความแถลงร่วมกันมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนี้ คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมีการสืบพยานต่อไปก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ มิฉะนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 9 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้แต่มิได้โต้แย้งไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางรัศมี ตันตราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2551
#411357
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมาด้วยกันและหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดก็ตาม แต่พวกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรกพาคนร้ายมาและพากันหลบหนีไป โดยใช้ถุงพลาสติกครอบปิดป้ายทะเบียนรถไว้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและรับว่าไปในที่เกิดเหตุและหลบหนีไปด้วยกันอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงสมควรลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 และให้มีผลถึงความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน 2 กระบอกของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคือเงิน 1,070 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามมีอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปจำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 8 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรกคงจำคุก 8 ปี กระทงที่สองคงจำคุก 4 เดือน 40 วัน กระทงที่สาม คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน 60 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 12 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอก และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินสด 1,070 บาท หรือใช้ราคาทรัพย์แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะพยานทำหน้าที่เป็นพนักงานเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์คันแรกแล่นเข้ามาจอดที่ตู้จ่ายน้ำมัน จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งรถจักรยานยนต์บอกว่าขอเติมน้ำมัน ขณะพยานเดินไปจะเติมน้ำมัน จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดต่อท้ายรถจักรยานยนต์คันแรก โดยจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนกลาง มีจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรก ส่วนนายมนตรีนั่งซ้อนท้ายสุดได้ยืนคร่อมเบาะรถแล้วชักอาวุธปืนสั้นจ้องเล็งลำตัวของพยานในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และบอกให้ส่งกระเป๋าใส่เงิน มิฉะนั้นจะยิง พยานกลัวจึงถอดกระเป๋าใส่เงินแบบสะพายออกจากศีรษะ แล้วเด็กชายณัฐพลซึ่งนั่งซ้อนท้ายสุดของรถจักรยานยนต์คันแรกได้คว้าเอากระเป๋าใส่เงินแล้วพากันหลบหนีไป นางสาวฤทัยรัตน์หรือฤทัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า ขณะพยานกำลังเดินออกจากร้านจิ๊ฟฟี่ชอปซึ่งอยู่ห่างจากตู้จ่ายน้ำมันประมาณ 15 เมตร เห็นผู้เสียหายยกมือขึ้นสองข้าง มีคนร้าย 6 คน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน จอดอยู่ใกล้ ๆ ผู้เสียหาย ผู้เสียหายถอดกระเป๋าสะพายออกทางศีรษะยื่นให้คนร้าย แล้วคนร้ายทั้งหกนั่งรถจักรยานยนต์ 2 คัน ดังกล่าวหลบหนีไป พยานมองป้ายทะเบียนเห็นถุงพลาสติกปิดป้ายทะเบียนไว้ นอกจากนี้พันตำรวจโทดิเรก พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 นายมนตรีและเด็กชายณัฐพลให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสิทธิพงษ์ ปล้นทรัพย์ที่สถานีบริการน้ำมันเจ็ท พยานได้ขออนุมัติหมายจับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสิทธิพงษ์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ที่ 3 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าในคืนเกิดเหตุร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 กับพวกจริงตามบันทึกคำให้การ พยานได้จัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวคนร้าย ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ถูกต้อง และลงชื่อในบันทึกการชี้ตัวไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมาด้วยกันและหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย และไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำผิดก็ตาม แต่พวกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 3 นั่งเป็นคนแรกพาคนร้ายมาและพากันหลบหนีไป โดยใช้ถุงพลาสติกครอบปิดป้ายทะเบียนรถไว้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวถือได้ว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลดโทษและลงโทษสถานเบา นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ประกอบกับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกไปที่เกิดเหตุด้วยกัน และหลบหนีไปด้วยกันอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และให้มีผลถึงความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนจำคุกคนละ 4 เดือน 40 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนจำคุกคนละ 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 ปี 6 เดือน 60 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 78 ม. 340 ม. 340 ตรี
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายนคร สิงบัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวราพงศ์ รุ่งจิรารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2551
#417682
เปิดฉบับเต็ม

อายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) เป็นอายุความสำหรับหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระ แต่มูลหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยผู้ทำละเมิดจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนความเสียหายของโจทก์ เป็นหนี้เงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งหมดทันทีนับแต่วันผิดนัดคือวันที่เกิดการทำละเมิดเป็นต้นไป จึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างชำระที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) และกรณีดอกเบี้ยในหนี้เงินอันเกิดจากมูลละเมิดนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ท-3346 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3278 ถนนสุขาภิบาล 2 จากมีนบุรีมุ่งหน้าไปบางกะปิ ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยขับรถด้วยความเร็วสูงทำให้เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าต้นหมายเลข 121 ซึ่งติดตั้งอยู่กึ่งกลางถนนทำให้เสาไฟฟ้าต้นหมายเลข 121 พร้อมอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 25,770 บาท จำเลยให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 25,770 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 16,267.30 บาท รวมเป็นค่าเสียหายและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 42,037.30 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 42,037.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 25,770 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 โจทก์ต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 จึงขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนด 5 ปีจึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,770 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2547) ย้อนไปถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2538 แต่ทั้งนี้มิให้เกิน 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความโจทก์มีพนักงานอัยการว่าความจึงไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี หรือไม่ การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลช้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ท-3346 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาททำให้รถยนต์เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 25,770 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน โดยคิดเป็นเงิน 16,267.30 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 42,037.30 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยในค่าเสียหายกรณีละเมิดเป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์ฎีกาว่า หนี้ละเมิดนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ไม่ได้บัญญัติว่าต้องชำระดอกเบี้ยในวันเดือนปีใด ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นกำหนดวันเวลาที่จะต้องชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในมูลละเมิดไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า อายุความ 5 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เป็นอายุความสำหรับหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระ แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นมูลหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยผู้ทำละเมิดจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนความเสียหายของโจทก์ เป็นหนี้เงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งหมดทันทีนับแต่วันผิดนัดคือวันที่เกิดการทำละเมิดเป็นต้นไป ดังนั้น ดอกเบี้ยของค่าเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างชำระที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) และกรณีดอกเบี้ยในหนี้เงินอันเกิดจากมูลละเมิดนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันผิดนัด ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยในหนี้เงินอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระและมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 197/33 (1) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,770 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยที่คิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2547) ต้องไม่เกินจำนวน 16,267.30 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายธงไชย ลัคนากุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2551
#494147
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยผู้ทำละเมิดจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนความเสียหายของโจทก์ เป็นหนี้เงินที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ทั้งหมดทันทีนับจากวันผิดนัดคือวันที่เกิดการทำละเมิดเป็นต้นไป ดอกเบี้ยของค่าเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างชำระที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) และกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7ท-3346 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3278 ถนนสุขาภิบาล 2 จากมีนบุรีมุ่งหน้าไปบางกะปิ ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยขับรถด้วยความเร็วสูงทำให้เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าต้นหมายเลข 121 ซึ่งติดตั้งอยู่กึ่งกลางถนนทำให้เสาไฟฟ้าต้นหมายเลข 121 พร้อมอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 25,770 บาท จำเลยให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 25,770 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 16,267.30 บาท รวมเป็นค่าเสียหายและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 42,037.30 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 42,037.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 25,770 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 โจทก์ต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 จึงขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนด 5 ปี จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,770 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2547) ย้อนไปถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2538 แต่ทั้งนี้มิให้เกิน 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความโจทก์มีพนักงานอัยการว่าความจึงไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี หรือไม่ การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ท-3346 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาททำให้รถยนต์เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 25,770 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือนโดยคิดเป็นเงิน 16,267.30 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 42,037.30 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยในค่าเสียหายกรณีละเมิดเป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์ฎีกาว่า หนี้ละเมิดนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ไม่ได้บัญญัติว่าต้องชำระดอกเบี้ยในวันเดือนปีใด ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นกำหนดวันเวลาที่จะต้องชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายในมูลละเมิดไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า อายุความ 5 ปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เป็นอายความสำหรับหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระ แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นมูลหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยผู้ทำละเมิดจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนความเสียหายของโจทก์เป็นหนี้เงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งหมดทันทีนับแต่วันผิดนัดคือวันที่เกิดการทำละเมิดเป็นต้นไป ดังนั้นดอกเบี้ยของค่าเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างชำระที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) และกรณีดอกเบี้ยในหนี้เงินอันเกิดจากมูลละเมิดนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ยังไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันผิดนัด ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยในหนี้เงินอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระและมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,770 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยที่คิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2547) ต้องไม่เกินจำนวน 16,267.30 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (1) ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายธงไชย ลัคนากุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2551
#412713
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบกิจการรับซื้อขาย แลกเปลี่ยน สะสมวัตถุสิ่งของที่ชำรุด ใช้แล้ว เหลือใช้ จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวดหรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ส่วนการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกองวัสดุสิ่งของเก่า หรือให้ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง แสดงว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเป็นคนละกระทงความผิดกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91

พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 80 บัญญัติว่า ผู้ดำเนินกิจการผู้ใดดำเนินกิจการในระหว่างที่มีคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้หยุดดำเนินการหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 45 มาตรา 52 หรือมาตรา 65 วรรคสอง โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามฟ้องซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้จึงไม่เป็นการลงโทษปรับจำเลยซ้ำซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยเมื่อระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยประกอบกิจการรับซื้อขาย แลกเปลี่ยน สะสมวัตถุ สิ่งของที่ชำรุดใช้แล้ว เหลือใช้ จำพวก กระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวด หรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ อันเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่บ้านเลขที่ 152/2 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยมีคำสั่งให้จำเลยเคลื่อนย้ายกองวัสดุสิ่งของเก่า สิ่งของชำรุด ใช้แล้ว เหลือใช้ จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวด หรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ ดังกล่าวที่ชิดขอบถนนใกล้กับสถานประกอบกิจการของจำเลยให้ห่างจากขอบถนน 2 เมตร หรือให้อยู่ในรั้วรอบขอบชิดของสถานประกอบกิจการของจำเลย และให้จำเลยยื่นคำขอใบอนุญาตหรือขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าว ซึ่งจำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 และจำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ครั้นถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และเวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวโดยจำเลยยังคงเว้นไม่เคลื่อนย้ายกองวัสดุสิ่งของเก่า สิ่งของที่ชำรุด ใช้แล้ว เหลือใช้ จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวด หรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ ดังกล่าว ที่ชิดขอบถนนใกล้กับสถานประกอบกิจการของจำเลยดังกล่าว และจำเลยงดเว้นไม่ยื่นคำขอใบอนุญาตหรือขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าวตลอดมา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 31, 32, 33, 45, 71, 80 และปรับจำเลยอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท ตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 ถึงวันฟ้อง และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง, 45 วรรคหนึ่ง, 71, 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท และปรับจำเลยเป็นรายวันอีกวันละ 500 บาทนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 250 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หรือเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยฎีกาว่าจำเลยประกอบกิจการค้ารับซื้อขาย แลกเปลี่ยน สะสมวัตถุสิ่งของที่ชำรุดให้แล้ว เหลือใช้จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวด หรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ อันเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานมีคำสั่งให้จำเลยเคลื่อนย้ายกองวัสดุดังกล่าว และให้จำเลยยื่นคำขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการภายใน 15 วัน แต่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ โดยจำเลยมิได้ประกอบกิจการผิดกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทเท่านั้น เห็นว่า การประกอบกิจการรับซื้อขาย แลกเปลี่ยน สะสมวัตถุสิ่งของที่ชำรุด ใช้แล้ว เหลือใช้ จำพวกกระดาษ เหล็ก พลาสติก ขวดหรือสิ่งของเก่าอื่น ๆ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ส่วนการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกองวัสดุสิ่งของเก่า หรือให้ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง แสดงว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการแยกการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เป็นคนละกระทงความผิดกันการกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยการจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาทแล้ว ยังลงโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละ 500 บาท อีกสถานหนึ่งด้วยนั้นเป็นการลงโทษปรับที่ซ้ำซ้อนกัน ขอให้ศาลเลือกลงโทษปรับเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 80 บัญญัติว่า ผู้ดำเนินกิจการผู้ใดดำเนินกิจการในระหว่างที่มีคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้หยุดดำเนินกิจการหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 45 มาตรา 52 หรือมาตรา 65 วรรคสอง โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตลอดเวลาที่จำเลยยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามฟ้องซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้จึงไม่เป็นการลงโทษปรับจำเลยซ้ำซ้อนดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 45 ม. 52 ม. 65 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
จำเลย — นางสาวนันทิพร สุขทรัพย์สร้าง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สบโชค สุขารมณ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2551
#412264
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ มิใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงว่านายจักรวาฬ และนายธงชัยได้กระทำความผิดอาญาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวัน โดยจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำขนาด 18 ลิตร ซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ใช้ดื่มกิน และต่อมามีนายพิสิฎฐ์หัวหน้างานของบริษัทมาดื่มน้ำที่เจือสารพิษในถังน้ำดังกล่าว เป็นเหตุให้นายพิสิฎฐ์มีอาการปวดท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยมิได้พบเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำดื่มซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทดื่มกินตามที่จำเลยได้แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับความเสียหาย ถูกดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค และเป็นการกระทำเพื่อจะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง ได้รับแจ้งจากพนักงานบริษัทจรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ว่า มีคนร้ายนำสารพิษเจือปนในน้ำดื่มที่บริษัทจัดไว้ให้แก่พนักงาน และมีพนักงานของบริษัท 4 คน ดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มดังกล่าวแล้วมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจึงไปตรวจสอบ ต่อมาจากการสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ วันที่ 28 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยได้เรียกจำเลยมาสอบสวนเป็นพยาน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทที่เกิดเหตุ จำเลยให้การเพิ่มเติมว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา จำเลยเห็นนายจักรวาฬ และนายธงชัยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และหลังเกิดเหตุจำเลยถูกนายจักรวาฬข่มขู่มาโดยตลอด เนื่องจากจำเลยเห็นเหตุการณ์และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ที่จำเลยให้การเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนในครั้งหลังนี้เพราะนายจักรวาฬถูกไล่ออกไปแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีอุทัยได้ดำเนินคดีแก่นายจักรวาฬและนายธงชัยในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคและพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ต่อมาพนักงานอัยการอ้างจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยกลับเบิกความในคดีทั้งสองคดีนั้นว่า จำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายนำสารพิษใส่ลงไปในน้ำดื่ม และยืนยันว่าที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นั้นเป็นเท็จรายละเอียดตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ..10 พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดโดยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 และก่อนจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวพยานได้ให้จำเลยอ่านบันทึกคำให้การด้วยตนเองและพยานได้อ่านให้จำเลยฟังแล้ว แต่ต่อมาเมื่อจำเลยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยเป็นจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่เคยให้การไว้ว่านายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดและจำเลยยังยืนยันต่อศาลด้วยว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่าจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.10 นอกจากนี้จำเลยเองก็นำสืบรับว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจำเลยให้การว่าไม่เห็นบุคคลใดกระทำความผิด ต่อมาอีก 2 เดือน พนักงานสอบสวนไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทอีกครั้งหนึ่งและพนักงานสอบสวนพูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่าหากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน จำเลยจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเห็นเหตุการณ์เพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากงาน แต่ความจริงจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเจือสมพยานโจทก์ ทั้งคำเบิกความของจำเลยเองก็เป็นการยอมรับแล้วว่าความจริงจำเลยไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำความผิดของนายจักรวาฬและนายธงชัย ส่วนที่จำเลยไปให้การต่อพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนจริง และการแจ้งของจำเลยดังกล่าวทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษ หรือกระทำไปเพราะถูกข่มขู่ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู่หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ เห็นว่า จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียวว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะกลัวถูกออกจากงาน โดยอ้างว่าก่อนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้พูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่า หากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน แต่จำเลยก็ไม่นำนายสายัณห์มาเบิกความยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้พูดกับนายสายัณห์ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 นั้น จำเลยก็มิได้อ้างว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ หรือกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงานส่วนในคดีที่ฟ้องนายธงชัย และจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.10 จำเลยกลับเบิกความว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากกลัวว่านายพิสิฎฐ์ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกจะให้จำเลยออกจากงานแต่นายพิฐิฎฐ์ก็ไม่ได้ข่มขู่จำเลย ซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในคดีนี้ รวมทั้งจำเลยยังเบิกความด้วยว่าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยข่มขู่หรือขู่เข็ญจำเลยให้ให้การแต่อย่างใดดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง และความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้งพนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หาใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่อ้างส่งสำนวนคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 และคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวเป็นพยานก็หามีผลทำให้พยานโจทก์ขาดน้ำหนักที่จะรับฟังหรือเป็นพิรุธสงสัยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายเฉลิม มอญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2551
#498102
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้ จ. และ ธ. ได้รับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง และความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้งพนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ ศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หาใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงไม่ต้องพิจารณาสำนวนคดีที่ฟ้อง จ. และ ธ. และผลของคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง ได้รับแจ้งจากพนักงานบริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ว่า มีคนร้ายนำสารพิษเจือปนในน้ำดื่มที่บริษัทจัดไว้ให้แก่พนักงาน และมีพนักงานของบริษัท 4 คน ดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มดังกล่าวแล้วมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจึงไปตรวจสอบ ต่อมาจากการสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ วันที่ 28 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยได้เรียกจำเลยมาสอบสวนเป็นพยาน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทที่เกิดเหตุ จำเลยให้การเพิ่มเติมว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และหลังเกิดเหตุจำเลยถูกนายจักรวาฬข่มขู่มาโดยตลอด เนื่องจากจำเลยเห็นเหตุการณ์และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ที่จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนในครั้งหลังนี้เพราะนายจักรวาฬถูกไล่ออกไปแล้ว หลังจากนั้นพันตำรวจตรีอุทัยได้ดำเนินคดีแก่นายจักรวาฬและนายธงชัยในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคและพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 ต่อมาพนักงานอัยการอ้างจำเลยเบิกความเป็นพยาน จำเลยกลับเบิกความในคดีทั้งสองคดีนั้นว่า จำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายนำสารพิษใส่ลงไปในน้ำดื่ม และยืนยันว่าที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นั้นเป็นเท็จ พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดโดยร่วมกันใส่สารเคมี ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และก่อนจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าว พยานได้ให้จำเลยอ่านบันทึกคำให้การด้วยตนเองและพยานได้อ่านให้จำเลยฟังแล้ว แต่ต่อมาเมื่อจำเลยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายจักรวาลและนายธงชัยเป็นจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่เคยให้การไว้ว่านายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดและจำเลยยังยืนยันต่อศาลด้วยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่าจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ นอกจากนี้จำเลยเองก็นำสืบรับว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจำเลยให้การว่าไม่เห็นบุคคลใดกระทำความผิด ต่อมาอีก 2 เดือน พนักงานสอบสวนไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทอีกครั้งหนึ่งและพนักงานสอบสวนพูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่า หากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน จำเลยจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเห็นเหตุการณ์เพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากงาน แต่ความจริงจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเจือสมพยานโจทก์ ทั้งคำเบิกความของจำเลยเองก็เป็นการยอมรับแล้วว่า ความจริงจำเลยไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำความผิดของนายจักรวาฬและนายธงชัย ส่วนที่จำเลยไปให้การต่อพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนจริง และการแจ้งของจำเลยดังกล่าวทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษ หรือกระทำไปเพราะถูกข่มขู่ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ เห็นว่า จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียวว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะกลัวถูกออกจากงาน โดยอ้างว่าก่อนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้พูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่า หากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน แต่จำเลยก็ไม่นำนายสายัณห์มาเบิกความยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้พูดกับนายสายัณห์ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและจำเลยไปเบิกความเป็นพยานนั้น จำเลยก็มิได้อ้างว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ หรือกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงาน ส่วนในคดีที่ฟ้องนายธงชัยและจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำเบิกความพยานโจทก์จำเลยกลับเบิกความว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากกลัวว่านายพิสิฎฐ์ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกจะให้จำเลยออกจากงาน แต่นายพิสิฎฐ์ก็ไม่ได้ข่มขู่จำเลย ซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในคดีนี้ รวมทั้งจำเลยยังเบิกความด้วยว่าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยข่มขู่หรือขู่เข็ญจำเลยให้ให้การแต่อย่างใด ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง และความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หาใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ฉะนั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างส่งสำนวนคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 และคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวเป็นพยานก็หามีผลทำให้พยานโจทก์ขาดน้ำหนักที่จะรับฟังหรือเป็นพิรุธสงสัยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172 ม. 174 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายเฉลิม มอญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2551
#412440
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมเป็นการเรียกค่าจ้างโฆษณางานประเภทเดียวกัน อันเกิดจากนิติกรรมประเภทเดียวกันและจากสัญญาเดียวกันที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันทำขึ้น จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยจำเลยได้กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่โดยบริบูรณ์จำเลยจึงไม่เสียเปรียบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยให้โจทก์ไปจัดเรียงคำฟ้องฉบับใหม่ตามข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วนำมาเสนอต่อศาลแทนคำฟ้องเดิมจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 179 วรรค 2 (2)

เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ในมูลหนี้ฐานผิดสัญญาจ้างทำของภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แล้วอายุความย่อมสะดุดหยุดอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าจ้างค้างชำระอีกส่วนหนึ่งเกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นต้นไป โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างค้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการของจำเลยซึ่งยังมิได้ระบุเรียกร้องไว้ในคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นฟ้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและขี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ซึ่งโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและทำการโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติและฮอทไอซ์ของจำเลย โดยแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นเงินค่าจ้าง 970,700 บาท ส่วนที่ 2 จำนวน 2,250,120 บาท และส่วนที่ 3 จำนวน 477,400 บาท ต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการจัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและโฆษณาโครงการดังกล่าวให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้วจำเลยได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้เพียงบางส่วน คงค้างชำระค่าขนย้ายแผ่นป้ายโฆษณางานส่วนที่ 1 พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 21,400 บาท และค้างชำระค่าจ้างพร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงานส่วนที่ 3 อีก 532,218 บาท รวมเป็นเงิน 553,618 บาท โจทก์ได้ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้วก็เพิกเฉยไม่ชำระให้ จึงขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 497,400 บาท นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ในการวางบิลแต่ละฉบับจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 เป็นเงินดอกเบี้ยอีก 70,575.88 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คิดถึงวันฟ้องทั้งสิ้นจำนวน 602,793.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 497,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางสาวสุภาภรณ์มาดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยยอมรับว่า ได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาและติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติจริง แต่ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ จำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเกินกำหนด 2 ปี นับแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์แต่ภายหลังจากที่จำเลยได้ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 ต่อสู้คดีแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 โดยขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงสนับสนุนคำฟ้องเดิมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้โจทก์จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่ที่เพิ่มเติมข้อเท็จจริงตามที่ได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องแล้วมาเสนอศาลแทนคำฟ้องฉบับเดิม โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่มาเสนอต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและได้นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอ้างว่าเป็นการเสนอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมให้สมบูรณ์แต่อย่างใด กรณีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรค 2 (2) ทั้งเป็นการยื่นคำร้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 503,028.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 481,628.40 บาท นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 21,400 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกินจำนวน 70,575.88 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนเป็นประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างทำป้ายโฆษณาและค่าทำการโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการตามสำเนาสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.4 โดยตามคำฟ้องเดิมระบุการแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว ส่วนคำร้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น โจทก์ได้ขอตัดค่าจ้างงานในส่วนที่สองออกแล้วขอเพิ่มเงินค่าจ้างในส่วนที่สามแทนโดยอ้างว่าเป็นค่าจ้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งเป็นงานเพิ่มเติมจำนวน 6 ป้าย แล้วนำไปติดตั้งแทนป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติในงานส่วนที่สองที่โจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งไว้แล้ว โดยงานส่วนเพิ่มเติมนี้คงคิดเฉพาะค่าจ้างทำป้ายโฆษณาแต่ไม่คิดค่าโฆษณาเพราะยังอยู่ในระยะเวลาของงานในส่วนที่สอง ซึ่งการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนี้ได้ระบุแบ่งงานออกเป็นสามส่วนโดยยังคงอ้างสำเนาสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 เดิม ซึ่งตรงกับสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกันและเรียกค่าจ้างที่จำเลยยังคงค้างชำระรวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 602,793.88 บาท เท่าจำนวนทุนทรัพย์ในคำฟ้องเดิม เห็นว่า คำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมเป็นการเรียกค่าจ้างโฆษณางานประเภทเดียวกัน อันเกิดจากนิติกรรมประเภทเดียวกันและจากสัญญาเดียวกันที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันทำขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา การขอแก้ไขคำฟ้องเช่นนี้โจทก์ย่อมจะขอแก้ไขได้แม้เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงหรือสละข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อหาที่ตั้งไว้เดิมบริบูรณ์แต่ยังคงให้จำเลยรับผิดตามเดิม อีกทั้งข้อตกลงอันเป็นสัญญาจ้างทำของเพิ่มเติมเช่นว่านี้ กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องให้รับผิดกันได้แต่อย่างใดไม่ และโจทก์ยังคงต้องอาศัยสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดิม ฉะนั้นคำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปอีกว่าเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมและสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่จากโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยจำเลยได้กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่โดยบริบูรณ์แล้วดังปรากฏตามคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 ดังนี้จำเลยจึงไม่เสียเปรียบแต่อย่างใดทั้งสิ้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยให้โจทก์ไปจัดเรียงคำฟ้องฉบับใหม่ตามข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วนำมาเสนอต่อศาลแทนคำฟ้องเดิมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสอง (2) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าจ้างทำงานโฆษณาโครงการฮอทไอซ์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ในเรื่องนี้จำเลยยอมรับในฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเคยตกลงว่าจ้างโจทก์จริง แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้โดยจัดทำแผ่นป้ายโครงการฮอทไอซ์ติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดคือวันที่ 16 มีนาคม 2539 จำเลยจึงได้บอกเลิกการว่าจ้างดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสุภาภรณ์ นางสาววรรณี และนางไพรัตน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์และมีหน้าที่รับผิดชอบรวมทั้งติดตามทวงถามหนี้สินในการว่าจ้างทำโฆษณาของจำเลยครั้งนี้ว่า นายวิวัฒน์ ผู้บริหารของจำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตลาดได้ทำสัญญาว่าจ้างโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติโดยแบ่งงานตามสัญญาเป็นสามส่วน เป็นค่าจ้างทั้งสิ้น 3,698,220 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าจ้างในงานส่วนที่หนึ่งและส่วนที่สองแล้ว คงค้างชำระค่าขนย้ายป้ายในงานส่วนที่หนึ่งจำนวน 20,000 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1,400 บาท รวม 21,400 บาท ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.19 สำหรับงานในส่วนที่สามนั้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2539 จำเลยสั่งให้โจทก์ทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ซึ่งเป็นงานเพิ่มเติมอีกจำนวน 6 ป้าย แล้วให้นำไปติดตั้งแทนป้ายโฆษณางานในส่วนที่สองโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่โจทก์รับจ้างจากจำเลยดำเนินการติดตั้งไว้แล้ว โดยมีขนาดความกว้างและความยาวเท่ากันตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ถึง จ.18 งานส่วนที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฮอทไอซ์นี้โจทก์คงคิดเฉพาะค่าจ้างทำป้ายโฆษณาแต่ไม่คิดค่าโฆษณาเพราะยังอยู่ในระยะเวลาของงานส่วนที่สอง ต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการผลิตแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์นำไปเปลี่ยนให้แล้วเสร็จรวม 6 ป้าย จึงนำใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.31 ไปขอเบิกเงินจากจำเลยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 510,818 บาท และค่าย้ายแผ่นป้ายโฆษณาเดิมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.19 อีกเป็นเงิน 21,400 บาท ส่วนจำเลยมีนายวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กับนางสาวทัศนียา พนักงานฝ่ายการตลาดของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2539 นายวิวัฒน์ได้คุยกับพนักงานฝ่ายขายของโจทก์ว่า มีความประสงค์เปลี่ยนแปลงแผ่นป้ายโฆษณาเดิมเป็นโครงการฮอทไอซ์และจัดส่งรูปแบบการจัดทำไปให้โจทก์เพื่อประเมินราคาก่อน ต่อมาพนักงานของโจทก์แจ้งว่าจะจัดทำแผ่นป้ายโครงการฮอทไอซ์ดังกล่าวได้เสร็จประมาณสิ้นเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน 2539 นายวิวัฒน์จึงบอกยกเลิก ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ซึ่งนางสาวทัศนียาพนักงานฝ่ายการตลาดของจำเลยก็ได้เบิกความยอมรับว่าได้ลงนามรับใบแจ้งหนี้ดังกล่าวไว้แล้วส่งมอบให้นายวิวัฒน์พิจารณา และไม่ปรากฏว่านายวิวัฒน์ได้โต้แย้งคัดค้านหนี้ตามใบแจ้งหนี้ของโจทก์ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใดทั้งสิ้น คงแต่เพียงต่อว่านางสาวทัศนียาว่ารับใบแจ้งหนี้ไว้โดยไม่มีเอกสารประกอบเท่านั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.31 แล้วปรากฏรายละเอียดระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นใบแจ้งหนี้ค่าผลิตงานโฆษณาแผ่นป้ายสวนสยามจำนวน 6 แผ่น ซึ่งระบุสถานที่ตั้งแผ่นป้ายตรงกันกับสถานที่ติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาโครงกรรมหกรรมโคมโฟเฉลิมพระเกียรติของงานส่วนที่สองตามสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ทั้งการติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์จำนวน 6 แผ่น แทนแผ่นป้ายเดิมในระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2539 ซึ่งล่วงเลยกำหนดวันเริ่มต้นของโครงการฮอทไอซ์คือวันที่ 16 มีนาคม 2539 แล้วก็ตาม แต่โครงการดังกล่าวระบุว่าสิ้นสุดในวันที่ 12 พฤษภาคม 2539 ตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ถึง จ.18 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาว่าจ้างโฆษณาตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2539 ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าโฆษณาส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงจึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากการจัดทำและติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์แทนป้ายโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติเดิม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยยอมรับผลงานส่วนที่โจทก์ทำเพิ่มเติมจากที่ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 แล้วโดยไม่อิดเอื้อน ดังนั้นที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยได้บอกเลิกการว่าจ้างทำแผ่นป้ายรวมทั้งค่าโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ก่อนแล้วเพราะโจทก์จัดทำแผ่นป้ายไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขโดยมีนายวิวัฒน์รองผู้จัดการใหญ่ของจำเลยเบิกความอ้างลอยๆ เพียงคนเดียว ปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนนั้น จึงเป็นข้อต่อสู้ที่มีน้ำหนักน้อยและไม่สามารถรับฟังว่าความจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์เพื่อติดตั้งแทนแผ่นป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่โจทก์ทำเสร็จและติดตั้งไว้แล้วในระหว่างอายุสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 จริง การว่าจ้างเพิ่มเติมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ้างทำของซึ่งไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ตามกฎหมายที่จะปฏิเสธไม่ชำระราคาค่าจ้างทำแผ่นโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ซึ่งเป็นงานส่วนที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ได้โดยชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปอีกว่า จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ค่าขนย้ายแผ่นป้ายโฆษณากับโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ครบถ้วนแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับ และค่าขนย้ายที่โจทก์เรียกร้องมานี้รวมอยู่ในข้อตกลงตามสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่มีหนี้สิ้นใดๆ ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีก การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าขนย้ายส่วนนี้จึงเป็นการเรียกซ้ำซ้อนใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ในเรื่องนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางไพรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนผลิตงานโฆษณาของโจทก์ว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ถอดป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่ติดตั้งอยู่ที่บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกออกแล้วย้ายไปติดตั้งที่บริเวณถนนธนบุรี-ปากท่อ จำนวน 1 ป้าย ตามภาพถ่ายหมาย จ.47 โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 หน้าที่ 3 ข้อ 3.4 ก และ ข ซึ่งเป็นเรื่องการกำหนดอัตราค่าขนส่งในกรณีนำป้ายโฆษณาไปติดตั้งที่จังหวัดนครราชสีมาและที่พัทยา ฉะนั้นคำว่า "ค่าขนส่ง" ตามที่ระบุไว้ในสำเนาใบรับเงินสด/เช็คเอกสารหมาย ล.1 ทั้งเจ็ดแผ่นซึ่งระบุว่าเป็นการชำระเงินค่าผลิตงานโฆษณา ค่าโฆษณา และค่าขนส่งป้ายสวนสยามชุดมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น หาได้ระบุรวมถึงค่าขนย้ายป้ายโฆษณาดังกล่าวด้วยไม่ ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการชำระเงินของจำเลยตามที่กล่าวอ้างมามิได้รวมถึงค่าขนย้ายป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้แล้วจากที่แห่งหนึ่งไปทำการติดตั้งใหม่ยังที่อีกแห่งหนึ่งแต่อย่างใด ทั้งสำเนาใบกำกับภาษีเอกสารหมาย ล.2 ทั้งเจ็ดแผ่นก็ระบุเป็นค่าโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหนี้ค่าขนย้ายป้ายโฆษณาตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.19 รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 21,400 บาท นั้น จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างทำของ (ค่าทำแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์) ของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.20 ถึง จ.31 ซึ่งระบุว่าหนี้ถึงกำหนดชำระในวันที่ 9 มีนาคม 2539 และ 16 มีนาคม 2539 จนถึงวันที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิค่าว่าจ้างโฆษณาโครงการฮอทไอซ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตล่วงเลยระยะเวลา 2 ปีแล้ว คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ในมูลหนี้ฐานผิดสัญญาจ้างทำของภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าจ้างชำระอีกส่วนหนึ่งเกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นต้นไปโดยอ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างค้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งยังมิได้ระบุเรียกร้องไว้ในคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นฟ้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ซึ่งโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ก็หาทำให้คำฟ้องเพิ่มเติมของโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 9,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาสเตอร์ แอด จำกัด
จำเลย — บริษัทอมรพันธุ์นคร-สวนสยาม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2551
#415797
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ในมูลหนี้ฐานผิดสัญญาจ้างทำของภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) อายุความย่อมสะดุดหยุดลงอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าจ้างค้างชำระอีกส่วนหนึ่งเกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นต้นไป โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างค้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งยังมิได้ระบุเรียกร้องไว้ในคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นฟ้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ซึ่งโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 ก็ไม่ทำให้คำฟ้องเพิ่มเติมของโจทก์ส่วนนี้ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 497,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ แต่ภายหลังจากที่จำเลยได้ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 ต่อสู้คดีแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 โดยขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงสนับสนุนคำฟ้องเดิมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้โจทก์จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่ที่เพิ่มเติมข้อเท็จจริงตามที่ได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องแล้วมาเสนอศาลแทนคำฟ้องฉบับเดิม โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยใหม่ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้จัดทำคำฟ้องฉบับใหม่มาเสนอต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและได้นำส่งสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอ้างว่าเป็นการเสนอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมให้สมบูรณ์แต่อย่างใด กรณีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสอง (2) ทั้งเป็นการยื่นคำร้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 503,028.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 481,628.40 บาท นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 21,400 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกินจำนวน 70,575.88 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนเป็นประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างทำป้ายโฆษณาและค่าทำการโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการตามสำเนาสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.4 โดยตามคำฟ้องเดิมระบุการแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว ส่วนคำร้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น โจทก์ได้ขอตัดค่าจ้างงานในส่วนที่สองออกแล้วขอเพิ่มเงินค่าจ้างงานในส่วนที่สามแทนโดยอ้างว่าเป็นค่าจ้างค้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งเป็นงานเพิ่มเติมจำนวน 6 ป้าย แล้วนำไปติดตั้งแทนป้ายโฆษณาโครงการมหกรรมโคมไฟเฉลิมพระเกียรติในงานส่วนที่สองที่โจทก์ได้ดำเนินการติดตั้งไว้แล้ว โดยงานส่วนเพิ่มเติมนี้คงคิดเฉพาะค่าจ้างทำป้ายโฆษณาแต่ไม่คิดค่าโฆษณาเพราะยังอยู่ในระยะเวลาของงานในส่วนที่สอง ซึ่งการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนี้ได้ระบุแบ่งงานออกเป็นสามส่วนโดยยังคงอ้างสำเนาสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 เดิมซึ่งตรงกับสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกันและเรียกค่าจ้างที่จำเลยยังคงค้างชำระรวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 602,793.88 บาท เท่าจำนวนทุนทรัพย์ในคำฟ้องเดิม เห็นว่า คำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมเป็นการเรียกค่าจ้างโฆษณางานประเภทเดียวกันอันเกิดจากนิติกรรมประเภทเดียวกันและจากสัญญาเดียวกันที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันทำขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา การขอแก้ไขคำฟ้องเช่นนี้โจทก์ย่อมจะขอแก้ไขได้แม้เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงหรือสละข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อหาที่ตั้งไว้เดิมบริบูรณ์แต่ยังคงให้จำเลยรับผิดตามเดิม อีกทั้งข้อตกลงอันเป็นสัญญาจ้างทำของเพิ่มเติมเช่นว่านี้กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องให้รับผิดกันได้แต่อย่างใดไม่และโจทก์ยังคงต้องอาศัยสัญญาว่าจ้างโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดิม ฉะนั้นคำฟ้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมกับคำฟ้องเดิมจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปอีกว่าเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมและสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่จากโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยจำเลยได้กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่โดยบริบูรณ์แล้วดังปรากฏตามคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 ดังนี้จำเลยจึงไม่เสียเปรียบแต่อย่างใดทั้งสิ้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยให้โจทก์ไปจัดเรียงคำฟ้องฉบับใหม่ตามข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วนำมาเสนอต่อศาลแทนคำฟ้องเดิมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 วรรคสอง (2) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างทำของ (ค่าทำแผ่นป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์) ของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามใบแจ้งหนี้ซึ่งระบุว่าหนี้ถึงกำหนดชำระในวันที่ 9 มีนาคม 2539 และ 16 มีนาคม 2539 จนถึงวันที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องใหม่ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิค่าว่าจ้างโฆษณาโครงการฮอทไอซ์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตล่วงเลยระยะเวลา 2 ปี แล้ว คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ในมูลหนี้ฐานผิดสัญญาจ้างทำของภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าจ้างค้างชำระอีกส่วนหนึ่งเกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องบังคับได้เป็นต้นไปโดยอ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างชำระในการทำป้ายโฆษณาโครงการฮอทไอซ์ของจำเลยซึ่งยังมิได้ระบุเรียกร้องไว้ในคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นฟ้องเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ซึ่งโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ก็หาทำให้คำฟ้องเพิ่มเติมของโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาสเตอร์ แอด จำกัด
จำเลย — บริษัทอมรพันธุ์นคร - สวนสยาม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2551
#411333
เปิดฉบับเต็ม

การตีความในพิกัดอัตราศุลกากร มาตรา 15 แห่ง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.ดังกล่าวประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2515

คำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ได้ให้ความหมายของเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine : ATM) ไว้ว่า "เครื่องจักรซึ่งลูกค้าสามารถฝาก ถอน และโอนเงิน และดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี โดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารโดยตรง" เมื่อเครื่องบริการฝากเงินอัตโนมัติ (Automatic Deposit Machine : ADM" (ที่โจทก์นำเข้ามีคุณสมบัติเฉพาะการรับฝากเงินเท่านั้น มิได้มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ประการ เครื่องบริการฝากเงินอัตโนมัติ (Automatic Deposit Machine : ADM" จึงไม่อาจถือเป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine : ATM) ที่จะได้รับการยกเว้นอากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินอากรของจำเลย ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ที่ กค 0504(2)/9-201688/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01687/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01685/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01693/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01694/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01702/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01699/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01698/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01692/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01691/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01696/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01695/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01686/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 (ที่ถูกเป็นฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547) ที่ กค 0504(2)/9-2-01701/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01700/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01697/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ.5/2547/ป4 (3.2) ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,884,341.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,586,278 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนการชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ที่ กค 0504(2)/9-2-01687 ฉบับลงวันที่ 27เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01702 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01699 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เฉพาะเครื่องบริการถอนเงินอัตโนมัติจำนวน 3,708,845.44 บาท ที่ กค 0504(2)/9-2-01696 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01695 ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01700 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 จำเลยไม่คัดค้าน ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าดังกล่าว

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ที่ กค 0504(2)/9-2-01688/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01685/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01693/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01694/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01698/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เฉพาะเครื่องบริการเงินฝากอัตโนมัติเป็นเงิน 318,748.56 บาท ที่ กค 0504(2)/9-2-01692/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01691/04/47 ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2547ที่ กค 0504(2)/9-2-01686/27/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 (ที่ถูกเป็นฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2547) ที่ กค 0504(2)/9-2-01701/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ กค 0504(2)/9-2-01697/30/04/47 ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กค 5/2547/ป 4 (3.2) ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ให้จำเลยคืนอากรขาเข้าเป็นเงิน 15,952,896 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของต้นเงิน 3,832,401 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2546 ของต้นเงิน 301,691 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 ของต้นเงิน 569,791 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 ของต้นเงิน 854,231 บาท นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 ของต้นเงิน 106,084 บาท นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2546 ของต้นเงิน 3,831,649 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 ของต้นเงิน 833,856 บาท นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2546 ของต้นเงิน 1,318,974 บาท นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 ของต้นเงิน 3,844,982 บาท นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2546 ของต้นเงิน 140,489 บาท นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2546 ของต้นเงิน 318,748 บาท นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2546 โดยไม่คิดทบต้น เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องบริการฝากเงินอัตโนมัติ (Automatic Deposit Machine) เป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) ตามพิกัด 8472.90 และได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากร (ทส.3) หรือไม่ พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่นำเข้ามาในหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น ให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนี้" และมาตรา 14 บัญญัติว่า "เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศลดอัตราอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรหรือยกเว้นอากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้" การตีความว่าของดังกล่าวหมายถึงอะไรจึงต้องถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2493 และประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2515 ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 ปรากฏว่าคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรและคำแปลเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 176 ถึง 180 ได้ให้ความหมายของเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) ไว้ว่า "เครื่องจักรซึ่งลูกค้าสามารถฝาก ถอนและโอนเงิน และดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี โดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารโดยตรง" ตามคำอธิบายนี้ เครื่องจักรที่จะถือเป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) จะต้องเป็นเครื่องจักรที่สามารถรับฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน และดูยอดเงินคงเหลือในบัญชีได้ทั้งสี่ประการ เมื่อเครื่องบริการฝากเงินอัตโนมัติ (Automatic Deposit Machine) ที่โจทก์นำเข้ามีคุณสมบัติเฉพาะการรับฝากเงินเท่านั้น มิได้มีคุณสมบัติครบทั้งสี่ประการ เครื่องบริการฝากเงินอัตโนมัติ (Automatic Deposit Machine) จึงไม่อาจถือเป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) ที่จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากรและลดอัตราศุลกากร (ทส.3) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 แต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 14 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ บี เอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2551
#411332
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ มาตรา 40 และ 112 ต่างมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการวางเงินประกันค่าอากร แต่มาตรา 112 เป็นการวางเงินประกันกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร แตกต่างจากมาตรา 40 ที่เป็นการวางประกันกรณีที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าโจทก์สำแดงเท็จและโจทก์ได้วางเงินประกันตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ กรณีจึงเป็นการวางเงินประกันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากรตามมาตรา 112 เมื่อมีการคืนเงินประกัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่

โจทก์ได้ชำระค่าอากรเฉพาะตามจำนวนที่สำแดงไว้เท่านั้น ส่วนจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกให้โจทก์ชำระเพิ่มโจทก์ได้วางเงินประกันไว้ เงินประกันดังกล่าวมิใช่เงินอากรที่โจทก์ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ มาตรา 10 วรรคท้าย เมื่อไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ประกอบมาตรา 193/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 43,645.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินประกันจำนวน 46,733 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2541 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2545 และให้จำเลยคืนเงินประกันจำนวน 4,414 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 0.625 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินประกันดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลย อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของเงินประกันจำนวน 46,733 บาท สำหรับการนำเข้าครั้งที่หนึ่งหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 40 และมาตรา 112 ต่างมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการวางเงินประกันค่าอากร แต่มาตรา 112 เป็นการวางเงินประกันกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร แตกต่างจากมาตรา 40 ที่เป็นการวางประกันกรณีที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในการนำเข้าสินค้าชุดเครื่องใช้จับยึดประตูทำด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (แม่เหล็กชั่วคราว) ครั้งนี้โจทก์สำแดงพิกัด 8505.90 อากรขาเข้าร้อยละ 5 เป็นเงิน 4,214 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นเงิน 8,851 บาท รวมเป็นเงิน 13,065 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าโจทก์สำแดงเท็จ เพราะพิกัดที่ถูกต้องต้องเป็น 8301.60 อากรขาเข้าร้อยละ 20 ให้โจทก์วางเงินประกัน 48,466 บาท กรณีจึงเป็นการวางเงินประกันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากรตามมาตรา 112 เมื่อมีการคืนเงินประกันจำนวน 46,733 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของจำนวนเงินดังกล่าวโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้วางเงินประกันจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืนตามมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การฟ้องขอคืนเงินประกันจำนวน 4,414 บาท พร้อมดอกเบี้ยสำหรับการนำเข้าครั้งที่สามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าครั้งที่สาม อยู่ในพิกัด 8505.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 3 ตามที่โจทก์ได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า และโจทก์ได้ชำระค่าอากรเฉพาะตามจำนวนที่สำแดงไว้เท่านั้น ส่วนจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้โจทก์ชำระเพิ่ม โจทก์ได้วางเงินประกันไว้ เงินประกันดังกล่าวมิใช่เงินอากรที่โจทก์ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ประกอบมาตรา 193/12 โจทก์วางเงินประกันดังกล่าววันที่ 16 มิถุนายน 2543 และยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 11 สิงหาคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าเก็บรักษาสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานสำแดงเท็จในการนำเข้าครั้งแรก เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียค่าเก็บรักษาสินค้าให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 990 บาท นั้น แม้ความจริงโจทก์จะมิได้สำแดงเท็จ แต่ข้อเท็จจริงก็ฟังไม่ได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเก็บรักษาสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การฟ้องขอคืนเงินอากรจำนวน 12,403 บาท พร้อมดอกเบี้ยสำหรับการนำเข้าครั้งที่สอง ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคท้าย สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรเฉพาะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนพึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนด 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งออกแล้วแต่กรณี การที่โจทก์นำเข้าครั้งที่สองโดยสำแดงพิกัด 8301.40 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 20 ชำระอากรขาเข้าเป็นเงิน 14,592 บาท แต่ความจริงสินค้าที่โจทก์นำเข้าอยู่ในพิกัด 8505.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 3 จึงเป็นกรณีที่โจทก์เสียอากรเกินกว่าที่พึงต้องเสียจริง 12,403 บาท โจทก์จึงต้องฟ้องขอคืนเงินอากรจำนวนนี้ภายใน 2 ปี นับแต่วันนำของเข้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเข้าครั้งที่สองเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 แต่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2547 เกินกำหนดเวลา 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะชำระเงินอากรดังกล่าวโดยโต้แย้งพิกัดและฝ่ายกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดของจำเลยแจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ก็เริ่มนับอายุความ 2 ปีจากวันดังกล่าวไม่ได้ เพราะมาตรา 10 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้มีบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าอายุความ 2 ปี ให้เริ่มนับจากวันที่นำของเข้า อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทั้งของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคท้าย ม. 112 ม. 112 จัตวา วรรคสี่
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.เค.เอ็นจิเนียริ่ง
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1045/2551
#412193
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 42 ทวิ เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้พึงประเมินในการหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) โดยมิได้กำหนดหลักเกณฑ์บังคับว่าต้องหักค่าใช้จ่ายอย่างไร โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เพียงอนุมาตราเดียว เป็นเงิน 60,000 บาท โดยไม่จำต้องเฉลี่ยค่าใช้จ่าย

การหักค่าใช้จ่ายต้องถือเอาเงินได้ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) เป็นหลัก เมื่อโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เต็มจำนวน 60,000 บาทแล้ว โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีจึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 1005300/1/109912 และ 1005300/1/109913 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/46/2546 และ สภ.1 (อธ.3)/47/2546 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2546 (ที่ถูกลงวันที่ 30 เมษายน 2546)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ 1005300/1/109912 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)46/2546 ลงวันที่ 30 เมษายน 2546 และให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 1005300/1/109913 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/47/2546 ลงวันที่ 30 เมษายน 2546 โดยให้เจ้าพนักงานประเมินนำค่าใช้จ่ายจำนวน 44,854.80 บาท ไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และคำนวณภาษีใหม่แล้วแก้ไขการประเมินตามผลของการคำนวณ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 และจำเลยในประการแรกว่าโจทก์ที่ 2 มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) จำนวน 60,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 เบญจ กำหนดให้สิทธิแก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีก็ตาม แต่การหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ของโจทก์ที่ 2 ก็ยังคงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 42 ทวิ วรรคสอง ที่ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 42 ทวิ วรรคแรก ซึ่งหมายความว่าค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายตามอนุมาตรา (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท นอกจากนี้มาตรา 42 ทวิ เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะได้รับประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้ของตนทั้งที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และเงินได้ตามมาตรา 40 (2) โดยมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดเป็นการบังคับว่าต้องหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทใด ในสัดส่วนเท่าใด หรือต้องถัวเฉลี่ยกันอย่างไร ซึ่งกฎหมายเปิดช่องเพื่อประโยชน์ในการบรรเทาภาระภาษีโดยมอบอำนาจในการตัดสินใจให้แก่ผู้มีเงินได้พึงประเมินทั้งสองประเภทว่าจะเลือกหักค่าใช้จ่ายในเงินได้ประเภทใด อย่างไรก็ได้ ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เพียงอนุมาตราเดียวเป็นเงิน 60,000 บาท ได้โดยไม่จำต้องเฉลี่ยค่าใช้จ่าย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) จำนวน 15,145.20 บาท หรือไม่ เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งต้องนำไปยื่นรวมเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนั้น การหักค่าใช้จ่ายตามความในบทบัญญัตินี้ต้องถือเอาเงินได้ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เป็นหลักในการหักค่าใช้จ่าย เมื่อโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 เป็นสามีจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 มาถือเป็นเงินได้ของตนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ก็เพื่อประโยชน์ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภริยาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เต็มจำนวน 60,000 บาทแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 อีก มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 15,145.20 บาทอีก ส่วนที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ของโจทก์ที่ 2 โดยให้โจทก์ที่ 1 หักค่าใช้จ่ายได้เป็นเงิน 2,587.85 บาท อันเป็นการหักค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นั้น เมื่อจำเลยมิได้ให้การถึงสิทธิดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจบังคับให้ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 1005300/1/109913 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/47/2546 ลงวันที่ 30 เมษายน 2546 แต่ไม่เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 1005300/1/109912 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สภ.1 (อธ.3)/46/2546 ลงวันที่ 30 เมษายน 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (1) (2) ม. 42 ทวิ ม. 57 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชคชัย นิลเจียรสกุล กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2551
#581440
เปิดฉบับเต็ม

แบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่ง ป.รัษฎากร ได้ระบุรายละเอียดการขออนุมัติประเมิน ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายการด้านซื้อว่าภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติอธิบดีให้ประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย และบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานประเมินต้องขออนุมัติอธิบดีประเมินภาษีและอธิบดีต้องอนุมัติเมื่อใด การที่ ก. ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากรให้มีอำนาจในการอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร เป็นผู้ลงนามอนุมัติในแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว คำสั่งอนุมัติและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ซื้อทรัพย์สินตามสัญญาโดยมีเจตนาให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เช่นเดียวกับเจตนาเดิมของบริษัท ป. ผู้ขาย จึงเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการของบริษัท ป. ไม่ใช่เป็นการซื้อขายสิทธิตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง การที่สิ่งปลูกสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ยังไม่มีการรับมอบงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ยังไม่ได้ใช้ประกอบกิจการ ตลอดจนไม่มีการจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หามีผลทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ไม่ ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 และเมื่อเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 69 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป 1.301005290/5/102104 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/164/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ ตป 1.301005290/2/100098 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)163/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตป 1. 301005290/5/102104 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 แจ้งว่า เดือนภาษีมีนาคม 2539 โจทก์ไม่มียอดซื้อ ภาษีซื้อและไม่มีภาษีที่ชำระเกินตามแบบแสดงรายการที่ยื่นไว้ เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 63,595,469.26 บาท และเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) จำนวน 63,595,469.26 บาท กับได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ ตป 1.301005290/2/100098 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 แจ้งว่า โจทก์จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ให้แก่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยมิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเดือนมีนาคม 2539 จำนวน 9,085,067.04 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 5,996,144.24 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งสองกรณีชอบแล้ว แต่กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/164/2545 และเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/163/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าปูนซิเมนต์ จดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อปี 2537 มีบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เมื่อปี 2537 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เริ่มทำการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ที่จังหวัดลำปาง หลังจากจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์แล้ว บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนขายโครงการทั้งหมดให้แก่โจทก์ ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างมูลค่า 908,506,703.70 บาท ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 ด้วย โดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นเงิน 63,595,469.26 บาท และโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) แต่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลาในมาตรา 88 (1) (ก) ตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย โดยผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้ตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ได้ระบุรายละเอียดการขออนุมัติประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร รายโจทก์ ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายการที่ 1.2 ด้านซื้อว่า ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 ดังนั้นตามแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ดังกล่าวจึงปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติอธิบดีให้ประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย คำสั่งอนุมัติดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินขออนุมัติเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยผู้อนุมัติไม่ใช่อธิบดี และการอนุมัติดังกล่าวไม่ใช่อำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการทั่วไปของอธิบดี เมื่ออธิบดีไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับมอบอำนาจในการมอบอำนาจช่วง ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 จึงไม่มีอำนาจกระทำได้ การอนุมัติดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคท้าย มิได้บัญญัติว่าเจ้าพนักงานประเมินต้องขออนุมัติอธิบดีประเมินภาษีและอธิบดีต้องอนุมัติเมื่อใด ดังนั้น การที่นายกิติศักดิ์ ผู้รักษาราชการแทนสรรพากรภาค 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสรรพากรให้มีอำนาจในการอนุมัติขยายเวลาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ 488/2541 และที่ ท.197/2541 เป็นผู้ลงนามอนุมัติในแบบขออนุมัติใช้อำนาจการประเมินตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวน 63,595,469.26 บาท ตามฟ้องเป็นภาษีซื้อที่นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ต่างมีวัตถุประสงค์ผลิตปูนซิเมนต์จำหน่าย การซื้อขายทรัพย์สินมูลค่า 908,506,703.70 บาท ที่เป็นปัญหาพิพาทนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ขายให้แก่โจทก์หมดทั้งโครงการในราคารวม 5,525,234,809 บาท แต่แยกทำสัญญาซื้อขายเป็น 3 ฉบับ เฉพาะการซื้อขายที่เป็นปัญหาพิพาทนี้ สัญญาซื้อขายทรัพย์สินระบุว่าทรัพย์สินทั้งหมดได้ตกลงซื้อขายกันตามราคาที่ปรากฏในบัญชีมูลค่าทรัพย์สินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 โดยมีรายละเอียดว่าทรัพย์สินระหว่างก่อสร้างที่ซื้อขายเป็นระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รวม 55 รายการ แต่ละรายการระบุราคาหรือมูลค่าต่างหากจากกันอย่างชัดแจ้ง และโจทก์นำสืบว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้บันทึกในบัญชีมูลค่าทรัพย์สินตามมูลค่าของงานก่อสร้างที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ มูลค่าทรัพย์สินตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้างที่ได้ติดตรึงตราอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรโดยเจตนาจะใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เมื่อการก่อสร้างได้ดำเนินการต่อไปจนแล้วเสร็จ โจทก์ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีเจตนาให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์เป็นโรงงานผลิตปูนซิเมนต์เช่นเดียวกับเจตนาเดิมของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นปัญหาพิพาทนี้จึงเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หาใช่เป็นการซื้อขายสิทธิตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ยังไม่มีการรับมอบงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ยังไม่ได้ใช้ประกอบกิจการ ตลอดจนไม่มีการจดทะเบียนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หามีผลทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ไม่ ส่วนสัญญาระหว่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์กับผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง หากมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวผู้ว่าจ้างจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็เป็นสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีผลทำให้สภาพหรือลักษณะของทรัพย์ที่ติดตรึงตราอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การซื้อขายโครงการระหว่างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นปัญหาพิพาทนี้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ภาษีซื้อตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวน 63,595,469.26 บาท ตามฟ้อง จึงนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 69 ตรี ม. 82/5 ม. 88/6 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2551
#412711
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้าน และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คำพิพากษาเป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 45 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5023 ของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,400 บาท และเดือนละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณา โดยให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 5 ตำบลสิงโตทอง อำเภอน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5023 ตำบลหมอนทอง (สิงโตทอง) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา กับให้ชำระค่าเสียหาย 2,400 บาท และเดือนละ 800 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ ศาลชั้นต้นรับฟังคำให้การของจำเลยโดยมิชอบเพราะทนายจำเลยยื่นคำให้การโดยไม่ให้จำเลยตรวจสอบก่อน จึงมิได้เป็นไปตามเจตนาของจำเลย ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การใหม่ ตั้งประเด็นขัดต่อกฎหมายไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมาย และไม่ไต่สวนคำร้องที่ไม่จงใจขาดนัด นอกจากนี้จำเลยได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นหลายเรื่อง เช่น คำฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์จะรับคดีเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟังเมื่อคำพิพากษาเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับจนกว่าจะมีการพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาให้ถูกกฎหมาย ขอให้ไต่สวนคำร้องหรือสั่งให้ดำเนินคดีใหม่ตั้งแต่ยื่นคำให้การจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้ขอให้ศาลไต่สวนหรือให้ดำเนินคดีใหม่ แต่ตามคำร้องไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยอ้างเหตุต่าง ๆ ว่าที่ทนายจำเลยดำเนินคดีไปโดยมิได้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยทำให้ศาลพิจารณาและตัดสินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 5023 ตำบลหมอนทอง (สิงโตทอง) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะเหตุคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คำพิพากษาเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวสาวโศรยา ฤทธิอร่าม
จำเลย — นายบุคอรี มีวงน้อย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2551
#414847
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 แต่จำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดเวลาศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา คดีย่อมถึงที่สุดไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คำพิพากษาเป็นโมฆะได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 5 ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5023 ตำบลหมอนทอง (สิงโตทอง) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,400 บาท และเดือนละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณา โดยให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 5 ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5023 ตำบลหมอนทอง (สิงโตทอง) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา กับให้ชำระค่าเสียหาย 2,400 บาท และเดือนละ 800 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ ศาลชั้นต้นรับฟังคำให้การของจำเลยโดยมิชอบเพราะทนายจำเลยยื่นคำให้การโดยไม่ให้จำเลยตรวจสอบก่อน จึงมิได้เป็นไปตามเจตนาของจำเลย ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การใหม่ ตั้งประเด็นขัดต่อกฎหมาย ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมาย และไม่ไต่สวนคำร้องที่ไม่จงใจขาดนัด นอกจากนี้จำเลยได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นหลายเรื่อง เช่น คำฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์จะรับคดีเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง เมื่อคำพิพากษาเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามคำบังคับจนกว่าจะมีการพิจารณาใหม่ แล้วมีคำพิพากษาให้ถูกกฎหมาย ขอให้ไต่สวนคำร้องหรือสั่งให้ดำเนินคดีใหม่ตั้งแต่ยื่นคำให้การจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้ขอให้ศาลไต่สวนหรือให้ดำเนินคดีใหม่ แต่ตามคำร้องไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยอ้างเหตุต่าง ๆ ว่าที่ทนายจำเลยดำเนินคดีไปโดยมิได้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยทำให้ศาลพิจารณาและตัดสินคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 45 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5023 ตำบลหมอนทอง (สิงโตทอง) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะเหตุคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวจนพ้นกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คำพิพากษาเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 234 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโศรยา ฤทธอร่าม
จำเลย — นายบุคอรี มีวงน้อย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ