คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1454/2551
#412475
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. มิใช่เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สิน เพราะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวม

โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งที่จะกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 16423 เนื้อที่ 311 ตารางวา ร่วมกับจำเลยทั้งสอง ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นถนนที่โจทก์และจำเลยทั้งสองใช่ร่วมกัน เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบหรือไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ถ้าโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนให้แก่โจทก์โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองและโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 16423 กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกและเป็นภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 83631, 83630, 49593 เจ้าของรวมไม่มีสิทธิก่อภาระผูกพันใดๆ เพิ่มอีก โจทก์ไม่เคยแจ้งเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด ให้เจ้าของรวมคนอื่นทราบ เมื่อโจทก์นำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนให้แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด แล้วบริษัทดังกล่าวจะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทางพิพาทด้วยเป็นการก่อภาระผูกพันในที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้น จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 311 ตารางวา แก่โจทก์ ถ้าโฉนดดังกล่าวสูญหายหรือถูกทำลายให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย จ.1 เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายจรูญ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาเมื่อปี 2531 มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 83631 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 49593 และนายจรูญเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 83630 คงเหลือที่ดินพิพาทเนื้อที่ 311 ตารางวา ซึ่งมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตใช้เป็นทางเข้าออกของที่ดิน 3 แปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 นายจรูญขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทไว้ จำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์และนายจรูญขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่ตนหนึ่งในสามส่วน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาเอกสารหมาย ล.3 ต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83631 แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด ซึ่งโจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2543 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้" และความในวรรคสองบัญญัติว่า "แต่ทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด มิใช่เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สิน ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่สามารถกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง ปัญหาประการต่อมาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด จะนำที่ดินพิพาทไปหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการทำให้เสียสิทธิแก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม จึงเป็นสิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ที่จะกระทำได้ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ก็บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ 1 หามีสิทธิขัดขวางการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมินทร์ ธีรพันธุวัฒน์
จำเลย — บริษัท โอเวอร์ซีส์ ซัวเถา อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1454/2551
#414867
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83631 แก่บริษัท ม. โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้" และความในวรรคสองบัญญัติว่า "แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. มิใช่เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สิน ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่สามารถกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง

ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัท ม. เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม จึงเป็นสิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ที่จะกระทำได้ ทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 6 ก็บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ 1 หามีสิทธิขัดขวางการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบหรือไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ถ้าโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลายขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนให้แก่โจทก์โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 311 ตารางวาแก่โจทก์ ถ้าโฉนดดังกล่าวสูญหายหรือถูกทำลายให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16423 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายจรูญถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาเมื่อปี 2531 มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 83631 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 49593 และนายจรูญเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 83630 คงเหลือที่ดินพิพาทเนื้อที่ 311 ตารางวา ซึ่งมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตใช้เป็นทางเข้าออกของที่ดิน 3 แปลง ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 นายจรูญขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทไว้ จำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์และนายจรูญขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่ตนหนึ่งในสามส่วน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 83631 แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด ซึ่งโจทก์มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2543 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้" และความในวรรคสองบัญญัติว่า "แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่ายจำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด มิใช่เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันแก่ตัวทรัพย์สิน ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่สามารถกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง ปัญหาประการต่อมาที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด จะนำที่ดินพิพาทไปหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นการทำให้เสียสิทธิแก่จำเลยที่ 1 และเจ้าของรวมคนอื่นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ" การที่โจทก์จำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์แก่บริษัทโมเดิร์นเฟรม จำกัด เพื่อให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม จึงเป็นสิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ที่จะกระทำได้ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ก็บัญญัติให้สินนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต จำเลยที่ 1 หามีสิทธิขัดขวางการจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1360 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมินทร์ ธีรพันธุวัฒน์
จำเลย — บริษัทโอเวอร์ซีส์ ซัวเถา อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2551
#412283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องแย้งเป็นให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทให้แก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่เพียงว่าคดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยคดีในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

ฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าการเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทของโจทก์ 1 ห้อง เลขที่ 248 มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วโจทก์ต้องการจะซ่อมแซมตึกแถวพิพาทจึงไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำตึกแถวพิพาทออกให้เช่าเป็นเงินเดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี เป็นเงิน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาทและส่งมอบให้โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในปี 2533 จำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทของโจทก์โดยเสียเงินในการซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้โจทก์จำนวน 450,000 บาท โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนด 20 ปี สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่า ปัจจุบันยังเหลือระยะเวลาเช่าอีก 9 ปี แต่โจทก์กรอกข้อความในสัญญาเป็นการเช่าเพียง 1 ปี ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันตึกแถวพิพาทมีสภาพทรุดโทรมมากและตั้งอยู่ในชุมชนแออัด ไม่สะดวกในการจอดรถยนต์ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันตกต่ำ หากให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท ถึงเดือนละ 6,000 บาท เท่านั้นขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้จำเลยมีกำหนดเวลาเช่าเดือนละ 6,000 บาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยรับเงินจำนวน 450,000 บาท จากจำเลยเพื่อเป็นค่าซ่อมแซมตึกแถวพิพาท และไม่เคยตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนดเวลา 20 ปี ในการตกลงให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโจทก์เรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยจำนวน 320,000 บาท สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงหาใช่สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าไม่ หลังครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ไม่มีการต่อสัญญาเช่าแต่จำเลยยังอยู่และใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาทโดยโจทก์ได้เก็บค่าเช่าจากจำเลยตลอดมา จนปี 2540 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย สัญญาเช่าเป็นอันระงับแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 248 ถนนมหาจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 72,000 บาท ให้แก่โจทก์ และค่าเสียหายต่อไปในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2544) ไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวดังกล่าวและส่งมอบให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นอุทธรณ์ 2 ประเด็น ประเด็นข้อแรกอุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าประเด็นอีกข้อหนึ่งอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ศาลจังหวัดพัทยาเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอุทธรณ์ข้อแรกเนื่องจากคดีของจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และยกอุทธรณ์จำเลยข้อสองเนื่องจากจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นไว้ก่อน จำเลยฎีกาประเด็นเดียวว่า คดีของจำเลยไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงส่วนที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของจำเลยทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ สำหรับในส่วนของฟ้องเดิมนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท และกรณีฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่า เช่น ผู้อาศัยหรือผู้ละเมิด เป็นต้น ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท คดีนี้เป็นกรณีโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ มีปัญหาว่า ในขณะยื่นคำฟ้องค่าเช่าตึกแถวพิพาทเดือนละเท่าใด แม้โจทก์จะได้ยื่นฟ้องและนำสืบต่อศาลว่าได้นำตึกแถวพิพาทให้จำเลยเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท ถึง 1,500 บาท ก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ให้การและนำสืบพยานต่อศาลว่าอัตราค่าเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเดือนละ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท ซึ่งประเด็นเรื่องอัตราค่าเช่านี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ในแต่ละเดือนจำเลยจะจ่ายค่าเช่าให้โจทก์เป็นเงิน 1,500 บาท ส่วนที่เหลือจะจ่ายรวมล่วงหน้า 12 เดือน รวมเป็นเงิน 54,000 บาท โดยจ่ายเป็นเช็คหรือเงินสดปรากฏตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.3 และล.4 เงินค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวเฉลี่ยเดือนละ 4,500 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท อันเป็นอัตราค่าเช่าในขณะยื่นฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้เถียงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ในขณะยื่นคำฟ้องตึกแถวพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละ 4,000 บาท คดีจำเลยในส่วนของฟ้องเดิมจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องแย้งเป็นให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทให้แก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่เพียงว่าคดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้วศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยคดีในส่วนของฟ้องแย้งจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าการเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษาแก้เป็น ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า คดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แล้วให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิพากษาใหม่ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งในคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรีเผ่าศิริ กรลักษณ์
จำเลย — นายธนชัย อรุณเรืองศิริเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1447/2551
#412532
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 รับผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับจากศาลโดยทราบดีว่าผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก โดยไม่ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก จึงเป็นการร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล อันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ว่า สถานที่ที่เกิดเหตุมิใช่บริเวณศาลเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในภายหลังซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพผิดของผู้ถูกกล่าวที่ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา

ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ว่า องค์คณะของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีเป็นรายชื่อผู้พิพากษาคนละองค์คณะกัน เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลยกระทำการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลด้วยการพาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งมาศาลในวันนัดตามหมายเรียกแล้วกลับบ้าน เพื่อมิให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความเป็นพยานต่อศาล โดยมีเจตนาเพื่อจะช่วยให้จำเลยไม่ต้องรับโทษ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่มีลักษณะเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเรื่องมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่วหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ ไปพร้อมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยข้อหาพรากเด็กหญิง..... ผู้กล่าวหาที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไปจากนางดวงใจผู้กล่าวหาที่ 1 มารดาผู้กล่าวหาที่ 2 และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 โดยผู้กล่าวหาที่ 2 ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานได้รับหมายเรียกของศาลชั้นต้นแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลชั้นต้นทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้กล่าวหาทั้งสองได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้น และนำตัวผู้กล่าวหาทั้งสองมาส่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า ผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลทุกนัด แต่ในนัดแรกผู้ถูกกล่วหาที่ 4 ได้พาผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจำเลยไม่มาศาลไม่ต้องไปเป็นพยาน ส่วนนัดที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปพบผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจะประสานงานกับศาลชั้นต้นและพนักงานอัยการเอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หมายเรียกผู้กล่าวหาทั้งสี่มาสอบคำให้การและดำเนินการต่อไป

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน ให้ยกข้อกล่าวหาสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ขอแถลงการณ์ด้วยปากนั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยหรือไม่เพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ยังฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าในวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับบ้านนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้กระทำไปโดยไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองต้องมาเป็นพยานศาล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ไม่มีเจตนาขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ในข้อนี้แม้ว่าตามคำเบิกความของผู้กล่าวหาทั้งสองในชั้นไต่สวนจะยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ทราบหรือไม่ว่าวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลตามหมายเรียกพยานของศาลก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ผู้กล่าวหาทั้งสองให้การต่อศาลทั้งในชั้นต้นที่ถูกจับกุมตัวมาศาลเนื่องจากขัดขืนไม่มาศาลตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หรือในชั้นไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2545 นั้น ล้วนได้ความตรงกันในสาระสำคัญว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยในข้อหาพรากผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้กล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 นั้น ผู้กล่าวหาทั้งสองต่างไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว เนื่องจากผู้กล่าวหาที่ 1 ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท จากฝ่ายจำเลยแล้วซึ่งเจือสมกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 ของผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ยอมรับว่าตนเป็นผู้ติดต่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นทนายแก้ต่างให้จำเลย และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่การต่อสู้คดีของจำเลยว่าให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้กล่าวหาที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสกัน แล้วให้จำเลยมารับสารภาพต่อศาล ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางเช่นนี้ แม้จำเลยมีความผิดแต่ก็ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย และสอดคล้องกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่าตนได้จัดทำคำร้องขออนุญาตสมรส ใบแต่งทนายความ หนังสือยินยอมให้สมรสของมารดาและหนังสือรับรองของผู้จะจัดการสมรสให้เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำไปให้ผู้กล่าวหาทั้งสองลงชื่อด้วยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 แต่ศาลฎีกาได้ตรวจเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 ทุกฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงข้อความที่พิมพ์เตรียมไว้เพื่อจะยื่นคำร้องต่อศาลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีเอกสารฉบับใดที่ผู้กล่าวหาทั้งสองได้ลงชื่อไว้แล้วยิ่งกว่านั้น ข้อเท็จจริงยังได้ความตามคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2544 ของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2545 อันเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2545 ที่ศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ด้วยว่า ผู้กล่าวหาที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ว่าจำเลยมีภริยาแล้ว คนแรกชื่อนางน้อย ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งได้เลิกรากันแล้ว คนที่สองชื่อนางสุรีย์ ไม่ทราบนามสกุล ปัจจุบันยังอยู่กินด้วยกัน ไม่ทราบว่าจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ จำเลยมีบุตรกับนางน้อย 2 คน เป็นชายหนึ่งคน และเป็นหญิงหนึ่งคน แต่ไม่มีบุตรกับนางสุรีย์ กับเบิกความอีกตอนหนึ่งตอบศาลถามว่า ในวันที่ 13 กันยายน 2543 ที่ผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวมาบอกแก่พยานว่า จำเลยจะรับผิดชอบและจะแต่งงานกับผู้กล่าวหาที่ 2 นั้น พยานบอกแก่ผู้กล่าวหาที่ 2 ว่า อย่าแต่งงานกับจำเลยเพราะจำเลยมีลูกมีเมียแล้ว ดังนี้ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ดังที่ได้วินิจฉัยมา เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 แล้ว แม้ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่กล่าวอ้างว่า ฝ่ายจำเลยจะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตให้จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับผู้กล่าวหาที่ 2 จะมีข้อเท็จจริงขัดแย้งกับหลักการของกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากศาลไม่อาจอนุญาตให้ชายที่ภริยาและบุตรแล้วทำการสมรสซ้อนได้ จึงเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลมีพิรุธไม่น่าเชื่อก็ตาม แต่การที่ผู้กล่าวหาที่ 1 ยอมรับว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายจำเลยเป็นเงิน 40,000 บาท แล้ว แต่ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเมื่อฝ่ายจำเลยไม่อาจใช้แนวทางการขออนุญาตศาลให้จำเลยกับผู้กล่าวหาที่ 2 จดทะเบียนสมรสกันเพื่อที่จำเลยจะได้รับยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย เนื่องจากมีข้อติดขัดตรงที่จำเลยมีภริยาและบุตรแล้วหนทางออกของจำเลยจึงคงมีอยู่เพียงทางเดียวก็คือ ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองหลีกเลี่ยงการมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลตามหมายเรียกนั่นเอง และในประการสำคัญคือ ตามบันทึกคำเบิกความของผู้กล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2545 ผู้กล่าหาที่ 1 เบิกความต่อศาลด้วยว่า หลังจากผู้กล่าวหาที่ 2 กลับมาบ้านได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ฝ่ายจำเลยตกลงให้เงินผู้กล่าวหาที่ 1 จำนวน 40,000 บาท ผู้กล่าวหาที่ 1 ถามว่าเมื่อชดใช้ค่าเสียหายแล้ว เรื่องตำรวจจะทำอย่างไร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยบอกว่าจะจัดการเองและผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ให้ผู้กล่าวหาที่ 1 ไปรับเงินค่าเสียหายที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เมื่อผู้กล่าวหาที่ 1 ได้รับเงินแล้วก็ไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีกต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ในฐานะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยและได้มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายระหว่างผู้กล่าวหาทั้งสองและฝ่ายจำเลยตลอดมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านตามคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และเอกสารประกอบท้ายฎีกาแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ในการที่จะดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้จำเลยไม่ต้องรับโทษในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ในวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่ผู้กล่าวหาที่ 4 รับผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับจากศาลนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ทราบดีว่าผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 กลับพาผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน โดยไม่ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จึงเป็นการร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลอันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ฎีกาคัดค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตอาคารบริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นร้านขายกาแฟและอาหารต่างๆ ที่มีประชาชนเข้าออกใช้บริการตลอดเวลา ซึ่งเป็นร้านที่รวมของที่ตั้งหน่วยงานราชการอื่นๆ ของจังหวัดด้วย อันเป็นฎีกาในทำนองโต้แย้งว่า สถานที่ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 เจรจาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้านโดยไม่ต้องเบิกความต่อศาลตามนัดนั้นมิใช่บริเวณศาล เพื่อต่อสู้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เพิ่งหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในภายหลัง ซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพผิดของผู้กล่าวหาที่ 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งต้องห้ามมิให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฎีกาอ้างว่า องค์คณะของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีเป็นรายชื่อผู้พิพากษาคนละองค์คณะกันนั้น ประเด็นข้อนี้เห็นว่า การที่ลายมือชื่อองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของผู้พิพากษาบางรายชื่อไม่ตรงกันนั้น ข้อเท็จจริงเกิดจากกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ทำให้ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในคดีไม่อาจทำคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีนั้นต่อไปได้ อันเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาต้องใช้อำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 30 ประกอบมาตรา 29 (3) ตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะแทนก็ได้ ดังนั้น ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่ และถือว่าเป็นฎาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้ถูกล่าวหาที่ 3 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้เช่นกัน

เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นแรกได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลยกระทำการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลด้วยการพาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งมาศาลในวันนัดตามหมายเรียกแล้วกลับบ้าน เพื่อมิให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความเป็นพยานต่อศาลตามหมายเรียก โดยมีเจตนาเพื่อจะช่วยให้จำเลยไม่ต้องรับโทษทางอาญาเช่นนี้ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่มีลักษณะเป็นเหตุในลักษณะคดี ซึ่งสมควรที่จะได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ ไปพร้อมกันในประเด็นเดียวกัน ซึ่งประเด็นข้อนี้เห็นว่า แม้โดยปกติการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามในกรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ล่วงล้ำต่ออำนาจของศาลในการพิจารณาคดี เพราะทำให้ศาลไม่อาจควบคุมการพิจารณาคดีโดยต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลมิให้เสร็จไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรมด้วย ซึ่งสมควรที่จะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวอย่างเด็ดขาดดังที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพคนละ 3 เดือน และจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ที่ให้การปฏิเสธมีกำหนด 6 เดือน ก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกระทำผิดเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นพี่ชายของจำเลย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นทนายความของจำเลย สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 แม้มิใช่เป็นญาติเกี่ยวข้องกับจำเลยโดยตรง แต่ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านในเขตท้องที่ที่ผู้กล่าวหาทั้งสองเป็นลูกบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับประวัติการทำคุณงามความดีดังที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 กล่าวอ้างและแนบเอกสารประกอบท้ายคำแถลงการณ์ประกอบฎีกาแล้ว มีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือในลักษณะการพยายามไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของลูกบ้านในฐานะที่ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านมากกว่าที่จะกระทำเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นอีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างก็เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก และไม่เคยต้องโทษอาญาใดๆ มาก่อน ในประการสำคัญที่สุดคือ ความผิดที่จำเลยกระทำก็มิใช่ความผิดร้ายแรง เพราะผู้กล่าวหาที่ 2 สมัครใจยินยอมร่วมประเวณีกับจำเลยด้วย เมื่อผู้กล่าวหาทั้งสองต่างยืนยันว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท จนผู้กล่าวหาทั้งสองไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาเมื่อพิจารณาประกอบเหตุส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่แต่ละคนต่างก็มีเกียรติประวัติในด้านการทำคุณงามความดีและอุทิศตนกับเสียสละเพื่อประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมมาโดยตลอด อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาทุกคนดังกล่าวต่างมีบุคคลในครอบครัวที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูด้วย การจำคุกผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนไปเสียทีเดียวโดยเป็นโทษจำคุกระยะสั้นเพียง 3 เดือน และ 6 เดือน เช่นนี้ นอกจากจะไม่มีผลในการแก้ไขฟื้นฟูพฤติการณ์ของผู้ถูกล่าวหาตามหลักวิชาอาชญาวิทยาแล้ว ยังมีแต่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปได้ อีกทั้งจะพลอยทำให้คนในครอบครัวของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนต้องทุกข์ยากเดือดร้อนในเคราะห์กรรมของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนไปด้วย การรอการลงโทษและคุมความประพฤติผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวไว้น่าจะเป็นประโยชน์และเกิดผลดีแก่สังคมส่วนรวมมากกว่า แต่เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับผู้ถูกกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้ด้วย ฎีกาในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อีกสถานหนึ่ง โดยปรับคนละ 500 บาท และไม่ลดโทษปรับให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพต่อศาล กับให้รอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้คนละ 3 ปี และให้คุมความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนฟังโดยให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนดังกล่าวไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือน ต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติไว้นั้น ให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนดังกล่าวละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองนี้อีก และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง หากผู้ถูกกล่าวหาใดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้กล่าวหา — นางดวงใจ เจ้ยน้อย กับพวก
ผู้ถูกกล่าวหา — นายนกหรือโสภณ สุทิน กับพวก
จำเลย — นายอานนท์ ยุติธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2551
#412995
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 2 สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมของธนาคาร ท. ให้แก่ ส. หรือผู้ถือ แม้เป็นเช็คห้ามเปลี่ยนมือ แต่ผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นคือผู้รับเงินตามเช็ค มิใช่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค โจทก์ทั้งสองก็มิได้เป็นผู้ทรงเช็ค จึงมิใช่เจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1000 ที่จะมีอำนาจฟ้องธนาคารจำเลยให้รับผิดชดใช้เงินตามเช็ค ทั้งการที่จำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคาร ท. ไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในอันที่จะทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีโจทก์ที่ 1 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดมีสาขาสามพราน เป็นสาขาหนึ่งของจำเลย เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2534 โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนิน ลงวันที่ 9 มกราคม 2534 จำนวนเงิน 6,000,000 บาท โดยระบุชื่อนางสาวสมรวยเป็นผู้รับเงิน และได้ขีดคร่อมเช็คระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "เอซีเปยี่ออลลี่" มีความหมายว่าให้เข้าบัญชีของผู้รับเงินโดยเฉพาะห้ามเปลี่ยนมือ เพื่อชำระค่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5810 ให้แก่นางสาวสมรวย ผู้จะขายที่ดิน โจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบเช็คฉบับดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้ติดต่อขายที่ดินของนางสาวสมรวย ต่อมาโจทก์ทั้งสองทราบว่าโจทก์ทั้งสองถูกผู้มีชื่อกับพวกหลอกลวงให้ซื้อที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2535 โจทก์ทั้งสองได้ติดต่อไปที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนินจึงทราบว่าจำเลยสาขาสามพรานได้เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2534 โดยมีลายมือชื่อนางสาวสมรวยสลักหลังในเช็คฉบับดังกล่าว แล้วมีการนำเงินตามเช็คจำนวน 6,000,0000 บาท เข้าบัญชีของนางสาวสมลักษณ์และนางสาววาสนาโจทก์ทั้งสองได้ติดตามสอบถามนางสาวสมรวย จึงได้รับแจ้งว่านางสาวสมรวยไม่เคยบอกขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสองและไม่เคยได้รับเช็คและเงินตามเช็ค ทั้งไม่เคยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คฉบับดังกล่าวมอบให้ผู้อื่นไปเรียกเก็บเงินตามเช็ค ลายมือชื่อในเช็คฉบับดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม นางสาวสมรวยได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว การที่จำเลยได้รับเอาเช็คและเรียกเก็บเงินตามเช็คซึ่งเป็นเช็คขีดคร่อมและมีข้อความที่โจทก์ทั้งสองระบุไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า "เอซีเปยีออลลี่" และระบุชื่อนางสาวสมรวยเป็นผู้รับเงินย่อมแสดงว่าโจทก์ทั้งสองผู้สั่งจ่ายต้องการให้เช็คฉบับดังกล่าวเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของนางสาวสมรวยเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือ อีกทั้งลายมือชื่อนางสาวสมรวยที่สลักหลังเช็คเป็นลายมือชื่อปลอม ผู้ได้รับเช็คโดยการสลักหลักปลอมจึงไม่มีสิทธิในเช็ค จำเลยประกอบกิจการธนาคารย่อมเป็นผู้มีวิชาชีพที่จะต้องรู้เรื่องเช็คเป็นอย่างดี การที่จำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็คซึ่งห้ามเปลี่ยนมือแล้วนำเข้าบัญชีของผู้อื่นทั้งที่จะต้องเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีนางสาวสมรวยผู้รับเงินโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่อาจสลักหลังโอนเช็คต่อไปได้ เมื่อมีการสลักหลังเช็ค จำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพเช่นนั้นย่อมจะต้องมีข้อสงสัยเป็นประจักษ์ว่าเช็คฉบับดังกล่าวมีการสลักหลังปลอม ผู้ที่รับเช็คไว้และนำมาเข้าบัญชีเรียกเก็บตามเช็คย่อมมีพิรุธไม่สุจริต และไม่ใช่ผู้มีสิทธิในเช็คนั้นตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยฝ่าฝืนกฎหมายและธรรมเนียมประเพณีของธนาคาร จึงเป็นกระทำโดยประมาณเลินเล่อ โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของเช็คที่แท้จริงและได้รับความเสียหายเพราะการเรียกเก็บเงินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์ทั้งสองเพิ่งทราบการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2535 ภายหลังจากโจทก์ทั้งสองทราบว่าถูกผู้มีชื่อกับพวกหลอกลวงขายที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินตามเช็คจำนวน 6,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์ทั้งสองได้กู้ยืมจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนิน เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็ค นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 23 เดือนเศษ แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดเพียง 1,380,000 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 7,380,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,380,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คส่งมอบให้แก่ผู้มีชื่อเพื่อชำระค่าที่ดินให้แก่นางสาวสมรวยโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงและไม่ใช่เจ้าของเช็คที่แท้จริง จำเลยไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่ได้กระทำไปโดยสุจริตตามทางการค้าปกติของจำเลย เช็คตามฟ้องโจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายระบุให้จ่ายเงินแก่นางสาวสมรวยหรือผู้ถือ ถึงแม้จะขีดคร่อมเช็คและเขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "เอซีเปยีออลี่" ก็มีความหมายเพียงว่า บัญชีผู้รับเงินเท่านั้น ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จ่ายเงินตามเช็คเฉพาะแก่นางสาวสมรวย หากแต่ยินยอมให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือเช็คด้วย เมื่อพนักงานของจำเลยสาขาสามพรานได้รับเช็คจากนางสมลักษณ์ซึ่งเป็นลูกค้า นำฝากเข้าบัญชีเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 166 0 166214 ที่เป็นเจ้าของร่วมกับนางสาววาสนาเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเช็คดังกล่าวสั่งจ่ายเงินให้แก่นางสาวสมรวยหรือผู้ถือ จึงรับเช็คเข้าบัญชีแล้วส่งเรียกเก็บเงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานราชดำเนิน กรณีจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ของ โจทก์กล่าวอ้างว่าประสงค์จ่ายเงินให้เฉพาะนางสาวสมรวย แต่กลับไม่ขีดฆ่าข้อความว่า "หรือผู้ถือ" ในเช็ค จนเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์ประสงค์ให้จ่ายเงินเข้าบัญชีผู้รับเงินได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามเช็ค โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนินลงวันที่ 9 มกราคม 2534 จำนวนเงิน 6,000,000 บาท ระบุชื่อนางสาวสมรวยเป็นผู้รับเงิน โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ในเช็คฉบับดังกล่าวออก เช็คดังกล่าวเป็นเช็คขีดคร่อมมีข้อความภาษาอังกฤษกำกับว่า "เอซีเปยีออลลี่" ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 1 ส่งมอบเช็คดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้ติดต่อขายที่ดินให้แก่นางสาวสมรวย จำเลยได้เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวจากธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) เข้าบัญชีเงินฝากของนางสมลักษณ์และนางสาววาสนาซึ่งเป็นผู้นำฝากเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน มีปัญหาต้องวินิฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1000 ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องในกรณีนี้ไว้ว่า "ธนาคารใดได้รับเงินเพื่อผู้เคยค้าของตนโดยสุจริตและปราศจากประมาทเลินเล่ออันเป็นเงินเขาใช้ให้ตามเช็คขีดคร่อมทั่วไปก็ดี ขีดคร่อมเฉพาะให้แก่ตนก็ดี หากปรากฏว่าผู้เคยค้านั้นไม่มีสิทธิหรือมีสิทธิเพียงอย่างบกพร่องในเช็คนั้นไซร้ ท่านว่าเพียงแต่เหตุที่ได้รับเงินไว้หาทำให้ธนาคารนั้นต้องเป็นผู้รับผิดต่อผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นแต่อย่างหนึ่งอย่างใดไม่" คดีนี้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้รับเงินคือนางสาวสมรวยหรือผู้ถือ แม้เช็คดังกล่าวจะได้มีการขีดคร่อมและมีข้อความภาษาอังกฤษกำกับว่า "เอซีเปยีออลลี่" ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นเช็คห้ามเปลี่ยนมือแต่ผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นซึ่งเป็นผู้เสียหายในเรื่องนี่โดยตรงก็คือผู้รับเงินตามเช็คนั้น หาใช่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คนั้นแต่อย่างใดไม่ ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองก็ได้ความว่า การกระทำของจำเลยทำให้ผู้รับเงินตามเช็คนั้น และผู้รับเงินได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ทั้งสองมิได้เป็นผู้ทรงเช็คฉบับดังกล่าว จึงมิใช่เจ้าของอันแท้จริงแห่งเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1000 ที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้เงินตามเช็คดังกล่าว ทั้งพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวจากธนาคารเจ้าของเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่นซึ่งเป็นผู้นำฝากเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมาในฟ้อง ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในอันที่จะทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีนี้เปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1000
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิม อัศววัชรินทร์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1439/2551
#415803
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 44 บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยใช้เงิน 1,039,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหมดโดยไม่ได้ให้เหตุผล จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดจำเลยก็ต้องร่วมกันกับผู้อื่นที่เป็นตัวการคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,039,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 1,039,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 1,039,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุน มิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ทั้งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยใช้เงิน 1,039,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบ มาตรา 44 บัญญัติให้คำพิพากษาคดีอาญาต้องมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยใช้เงิน 1,039,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหมดโดยไม่ได้ให้เหตุผล จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดจำเลยก็ต้องร่วมกันกับผู้อื่นที่เป็นตัวการคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44 ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางแก้ว พรหมพรัง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2551
#415802
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักสายไฟฟ้าโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 335 โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพตามฟ้องกรณีก็หาได้ฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 93, 335, 336 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์และคีมตัดสายไฟของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) (ที่ถูก มาตรา 335 (7) (10) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักสายไฟฟ้าโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 335 โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะ นั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพตามฟ้อง กรณีก็หาได้ฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนี้ เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายอนุวัฒน์หรืออนุพัฒน์ หรือโก อินบัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2551
#412470
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทกี่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28239 เนื้อที่ 100 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์ที่ 1 และบริวารเดินบนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 28242 ของจำลยที่ 1 ซึ่งมีสภาพเป็นร่องสวนกว้าง 1 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณะตรอกวัดโพธิแก้ว ต่อมาโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินบางส่วนให้โจทก์ที่ 2 เช่า โจทก์ที่ 1 และบริวารใช้ทางดังกล่าวเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี จนได้ภาระจำยอมในทางดังกล่าวแล้ว ต่อมาโจทก์ที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมให้ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ที่ 1 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาขายของโดยหลอกลวงผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต่อศาลแขวงธนบุรี คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วโจทก์ที่ 1 ได้ใช้แผ่นคอนกรีตปูนบนทางภาระจำยอมทำเป็นถนน จำเลยที่ 2 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุก และฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งในข้อหาละมิด จากคำฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งสองรู้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่มีทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 28242 ตำบลบางปะกอก (บางปะแก้ว) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบตามมาตรา 237 แล้ว และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ..." อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จึงเป็นอำนาจของเจ้าหนี้ แต่ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในคำฟ้องนั้น โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดิมผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติมาตรา 237 ดังกล่าวได้แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพุทธ ปฏิบัติธรรม กับพวก
จำเลย — นางประเทือง ล้วนกลิ่นหอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2551
#414866
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ..." อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จึงเป็นอำนาจของเจ้าหนี้ แต่ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในคำฟ้องนั้น โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติมาตรา 237 ดังกล่าวได้ แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้น ได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28239 เนื้อที่ 100 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์ที่ 1 และบริวารเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 28242 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสภาพเป็นร่องสวนกว้าง 1 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณะตรอกวัดโพธิแก้ว ต่อมาโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินบางส่วนให้โจทก์ที่ 2 เช่า โจทก์ที่ 1 และบริวารใช้ทางดังกล่าวเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี จนได้ภาระจำยอมในทางดังกล่าวแล้ว ต่อมาโจทก์ที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมให้ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ที่ 1 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาขายของโดยหลอกลวงผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต่อศาลแขวงธนบุรีคดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วโจทก์ที่ 1 ได้ใช้แผ่นคอนกรีตปูบนทางภาระจำยอมทำเป็นถนน จำเลยที่ 2 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุก และฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งในข้อหาละเมิด จากคำฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งสองรู้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินที่มีทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 28242 ระหว่างจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบตาม มาตรา 237 แล้ว และการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ..." อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จึงเป็นอำนาจของเจ้าหนี้ แต่ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสอบบรรยายมาในคำฟ้องนั้น โจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 อัน เป็นการกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะของทรัพยสิทธิ เมื่อเป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ โจทก์ที่ 1 จังไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทบัญญัติ มาตรา 237 ดังกล่าวได้ แต่ต้องไปว่ากล่าวเอาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ในส่วนที่ว่าด้วยภาระจำยอม ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้นได้ความเพียงว่าเป็นผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ที่จะสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการฉ้อฉลได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพุทธ ปฏิบัติธรรม กับพวก
จำเลย — นางประเทือง ล้วนกลิ่นหอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397 -ที่ 1399/2551
#414859
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้ว การที่จะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันผลก็จะกลายเป็นว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมาย และมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หาได้มีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันเหมือนเช่นการเกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงต้องถือตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องที่ 1 และผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกันแม้ผู้ตายจะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ถือว่าผู้ร้องที่ 1 กับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องที่ 1 จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นเพียงบุตรของ จ. ซึ่งเป็นลุงของผู้ตาย โดย จ. เป็นทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (6) เมื่อมีผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 4 ซึ่งสูงกว่า จ. แล้ว จ. จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ทำให้ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ส่วนผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ในสำนวนที่สามว่าผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ตามลำดับ และให้เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกและผู้ร้องในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนางสาวลักษมีซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ผู้ตายเป็นบุตรของนายซังฮ้อหรือซังฮ้อ กับนางบุญเจียมต่อมานายซังฮ้อแต่งงานอยู่กันฉันสามีภริยากับนางอร่ามฉาย มีบุตรคือผู้ร้องทั้งสาม ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินจำนวน 4 แปลง ผู้ร้องทั้งสามมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก เนื่องจากผู้ร้องทั้งสามขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนรับโอนที่ดินของผู้ตาย แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะไม่มีคำสั่งศาลตั้งผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอและคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายเจือซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางบุญเจียมมารดาของผู้ตาย ผู้ตายไม่มีทายาทอื่น ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแทนที่นายเจือ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากธนาคาร 6 บัญชี และที่ดินจำนวน 4 แปลง ผู้คัดค้านมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก เนื่องจากผู้คัดค้านติดต่อขอรับเงินฝากของผู้ตายที่ธนาคาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้ เพราะไม่มีคำสั่งศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายซังฮ้อ เนื่องจากนายซังฮ้อและนางบุญเจียมมิได้จดทะเบียนสมรสกัน และนายซังฮ้อไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าผู้ตายเป็นบุตร ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายและไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมผู้ตายชื่อนางสาวละม้าย ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนางสาวลักษมี ผู้ตายเป็นบุตรของนายซังฮ้อกับนางบุญเจียม ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุตรของนายซังฮ้อกับนางอร่ามฉาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายเจือกับนางสงัด โดยนายเจือเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางบุญเจียม นายเจือจึงมีฐานะเป็นลุงของผู้ตาย ผู้ตายมีสถานภาพโสดไม่มีบุตรหรือบุตรบุญธรรม บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยายของผู้ตาย นายเจือ นางสงัดถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ด้วยสาเหตุโรคความดันโลหิตสูงตามสำเนามรณบัตร ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์สินที่เป็นมรดกคือที่ดินจำนวน 4 แปลง เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รวม 6 บัญชี และบัญชีทรัพย์ ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านไปติดต่อขอรับโอนมรดกของผู้ตายที่สำนักงานที่ดิน และผู้คัดค้านไปติดต่อขอเบิกถอนเงินของผู้ตายที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่เจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ของธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ต้องให้ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก่อนผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยินยอมและร้องขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนพี่น้องของผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องที่ 1 มิได้เป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (4) โดยผู้คัดค้านอ้างว่าการจะเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกัน เห็นว่า การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (4) นั้น นอกจากกฎหมายมิได้กำหนดว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกันแล้วการที่จะตีความบทกฎหมายดังกล่าวว่า พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเดียวกัน ผลก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจะมีได้แต่เฉพาะเมื่อการสมรสระหว่างบิดากับมารดาคนก่อนสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการตีความที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแคบเกินกว่าบทบัญญัติตามตัวอักษรของกฎหมายและมิใช่ความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่ให้ทายาทโดยธรรมซึ่งอยู่ในฐานะเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดอยู่ในลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังและตัดญาติห่างซึ่งอยู่ในลำดับถัดลงไปไม่ให้มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 ทั้งการเป็นพี่น้องด้วยกันนี้ก็หาได้มีบทบัญญัติให้เกิดสิทธิหน้าที่ต่อกันเหมือนเช่นการเกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฉะนั้น การเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจึงต้องถือตามความเป็นจริง เมื่อผู้ร้องที่ 1 และผู้ตายต่างมีบิดาคนเดียวกัน แม้ผู้ตายจะเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ถือว่าผู้ร้องที่ 1 กับผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ผู้ร้องที่ 1 จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (4) เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับอื่นที่สูงกว่าผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นเพียงบุตรของนายเจือซึ่งเป็นลุงของผู้ตายโดยนายเจือเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (6) เมื่อมีผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 4 ซึ่งสูงกว่านายเจือแล้ว นายเจือจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ทำให้ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ส่วนผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (4) (6) ม. 1630 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางแพรวพรรณ สีนวล หรือตั้งแต่ง
ผู้คัดค้าน — นางกาญจนา สิงควัฒน์
ผู้ร้อง — นางกาญจนา สิงควัฒน์
นายเดือน ตั้งแต่ง ที่ 1
ผู้ร้อง — นายสุริยัน ตั้งแต่ง ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2551
#414857
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ยกกระบวนพิจารณาทั้งหมด และยกคำร้องของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 417,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 253,418 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จดทะเบียนจำนองไว้ดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องในคดีล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 12/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเหนือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหลักประกันที่จำเลยได้จำนองไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยไม่ต้องขอชำระหนี้ตามความในมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้จำเลยแต่อย่างใด ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายเรื่องอื่น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาภายหลังจากที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับให้ยกฎีกาของจำเลยและให้ยกคำร้องขอของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 เสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจักรี แจ่มสิริจริยาวัตร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389 -ที่ 1393/2551
#494169
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง จำเลยทั้งห้ากับราษฎรในท้องที่เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 มาตรา 1025 และมาตรา 1026 เมื่อโจทก์ทั้งห้าสิบสองอ้างว่าไม่ได้รับเงินฝากสะสมและเงินปันผลที่ครบกำหนดจ่ายและสมาชิกบางคนได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ย่อมถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญจนไม่อาจดำรงการเป็นหุ้นส่วนต่อไปได้ กับเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 และมาตรา 1062 แต่การที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองฟ้องเรียกเอาเงินฝากสะสมและเงินปันผล อันมีลักษณะเป็นการคืนทุนโดยยังมิได้มีการชำระบัญชีหรือข้อตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าสิบสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยทั้งห้ามิได้ให้การต่อสู้และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนเรียงลำดับกันเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 52

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยทั้งห้าสำนวนร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ ดำเนินกิจการให้ประชาชนในท้องที่เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้จัดให้สมาชิกเข้าถือหุ้นโดยนำเงินมาฝากไว้กับจำเลยทั้งห้าเพื่อสะสมเป็นรายปี แล้วจำเลยทั้งห้านำเงินฝากดังกล่าวไปให้สมาชิกกู้ยืม เมื่อครบหนึ่งปีนับแต่วันฝากจำเลยทั้งห้าจะคืนเงินฝากสะสมพร้อมเงินปันผล โจทก์ทั้งห้าสิบสองสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้และนำเงินฝากสะสมไว้กับจำเลยทั้งห้ารวมเป็นเงิน 334,400 บาท ต่อมาเมื่อครบกำหนดการฝากเงินจำเลยทั้งห้าไม่คืนเงินฝากสะสมพร้อมเงินปันผลแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 384,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 334,400 นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การทั้งห้าสำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้รับฝากเงินของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง โจทก์ทั้งห้าสิบสองนำเงินมาลงทุนร่วมกับสมาชิกอื่นของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้รวมทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ด้วย แล้วนำเงินออกให้สมาชิกกู้ยืม โดยสมาชิกยินยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลจัดการเก็บรักษาเงินฝากสะสมและจัดสรรการให้กู้ยืมเงินแต่เพียงผู้เดียวจำเลยอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การทั้งห้าสำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงนายทะเบียนของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ไม่มีหน้าที่เก็บรักษาเงินหรือรับเงินจากสมาชิก สมาชิกเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งกรรมการเป็นผู้ดำเนินการ คณะกรรมการเป็นตัวแทนของสมาชิก มิใช่ผู้รับฝากเงินจากสมาชิกอันจะต้องมีหน้าที่คืนเงินที่รับฝาก กรรมการอื่นดำเนินการตามปกติและนำเงินออกให้สมาชิกกู้ยืมจนหมด แล้วสมาชิกที่กู้ยืมไปไม่นำเงินส่งชำระหนี้คืน โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าสิบสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้เงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,540.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 6,540.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 32,300.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 4,226.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 11,471.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,400 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 9 จำนวน 5,232.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 10 จำนวน 14,590.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 11 จำนวน 5,232.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 12 จำนวน 6,138.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 13 จำนวน 3,723.13 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,700 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 14 จำนวน 3,723.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,700 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 15 จำนวน 6,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,400 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 16 จำนวน 4,326.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 17 จำนวน 3,119.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 18 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 19 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 20 จำนวน 2,113.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 21 จำนวน 3,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 22 จำนวน 3,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 23 จำนวน 4,125.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 24 จำนวน 4,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 25 จำนวน 11,169.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 26 จำนวน 13,383.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 27 จำนวน 12,678.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 28 จำนวน 6,339.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 29 จำนวน 8,653.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 30 จำนวน 2,113.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 31 จำนวน 2,113.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 32 จำนวน 11,169.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 33 จำนวน 4,226.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 34 จำนวน 4,125.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 35 จำนวน 4,125.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 36 จำนวน 5,333.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 37 จำนวน 4,226.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,200 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 38 จำนวน 7,546.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 39 จำนวน 3,622.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 40 จำนวน 8,150.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 41 จำนวน 5,131.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 42 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 43 จำนวน 3,119.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 3,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 44 จำนวน 4,729.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,700 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 45 จำนวน 4,326.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 46 จำนวน 6,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 47 จำนวน 4,326.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,300 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 48 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 49 จำนวน 1,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 50 จำนวน 15,596.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 51 จำนวน 18,213.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,100 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 52 จำนวน 18,213.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,100 บาท ทั้งนี้การคิดดอกเบี้ยให้นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้าสิบสอง กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งห้าสิบสองกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งห้าสิบสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และทางนำสืบของคู่ความรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งห้าสิบสอง จำเลยทั้งห้า กับราษฎรในท้องที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา รวมกันไม่น้อยกว่า 154 คน ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการจำเลยที่ 2 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ ดำเนินกิจการให้สมาชิกเข้าถือหุ้นโดยส่งเงินฝากสะสมเป็นรายปีและรายเดือน แล้วนำเงินดังกล่าวออกให้สมาชิกกู้ยืม โดยกำหนดให้สมาชิกผู้กู้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายในกำหนด 4 เดือน คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน เมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่สมาชิกฝากเงินสะสมแล้วจะได้รับเงินฝากสะสมคืนพร้อมเงินปันผลเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยหักเงินปันผลที่จะได้รับไว้เป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ในอัตราร้อยละ 7 ตามสมุดฝากสัจจะสะสมทรัพย์ และสำเนาสมุดฝากสัจจะสะสมทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่า การรวมกลุ่มของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง จำเลยทั้งห้า กับราษฎรในท้องที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ดังกล่าว เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 มาตรา 1025 และมาตรา 1026 เมื่อปราฏว่าโจทก์ทั้งห้าสิบสองและจำเลยทั้งห้าเกิดข้อขัดแย้งกัน โดยโจทก์ทั้งห้าสิบสองอ้างว่าไม่ได้รับเงินฝากสะสมและเงินปันผลที่ครบกำหนดจ่ายในวันที่ 2 ธันวาคม 2541 และสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้บางคนได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ถือได้ว่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาหุ้นส่วนในสาระสำคัญจนไม่อาจดำรงการเป็นหุ้นส่วนต่อไปได้ กับเป็นเหตุที่จะเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (1) มาตรา 1061 มาตรา 1062 การที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองฟ้องเรียกเอาเงินฝากสะสมและเงินปันผล อันมีลักษณะเป็นการคืนทุนโดยยังมิได้มีการชำระบัญชีหรือข้อตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าสิบสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยทั้งห้ามิได้ให้การต่อสู้และไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาข้อนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทั้งห้าสำนวนนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลและเห็นควรยกฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งห้าสำนวนด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ทั้งห้าสิบสองและจำเลยทั้งห้าจะว่ากล่าวกันต่อไปตามสิทธิของตนที่พึงมีโดยชอบด้วยกฎหมายหลังจากได้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งห้าสำนวน และทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1025 ม. 1026 ม. 1057 (1) ม. 1061 ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง เรืองอินทร์ กับพวก
จำเลย — นายพยุง ยาระนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2551
#412023
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า รถยนต์คันพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมทั้งส่งสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 9 ท - 4935 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้สองรายการคือ คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง การบังคับคดีจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นอันดับแรก และยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้เงินตามรายการหลังแต่จำเลยมิได้นำยึดรถยนต์ เพียงแต่นำยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อหวังขายทอดตลาดชำระหนี้เงินซึ่งตามฎีกาของจำเลยยอมรับว่า จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบังคับคดีให้โจทก์คืนรถยนต์นั้นสภาพแห่งหนี้ยังเปิดช่องให้กระทำได้ ทั้งยังไม่เป็นการพ้นวิสัย การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นควรไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษมพล พฤกษ์พัฒนพงศ์
จำเลย — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2551
#412632
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายจ้างต้องวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 อันเป็นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์จักต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลภายในสิบห้าวันโจทก์ไม่ปฏิบัติตามแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันแล้วศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดจึงไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลและเมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

เมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลแรงงานกลางภายในกำหนดศาลแรงงานกลางจึงไม่รับฟ้องของโจทก์ เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของจำเลยได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 เรื่องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ระหว่างนางสุดาวรรณผู้ยื่นคำร้อง กับบริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 สั่งให้โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูกคือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) เป็นเงิน 10,133.33 บาท ให้แก่นางสุดาวรรณลูกจ้างผู้ร้อง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฉบับดังกล่าวโดยไม่ได้วางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาล ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตามกฎหมายต่อศาลภายในสิบห้าวัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ต่อไป ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางว่า การที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 27 และการกระทำของจำเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2541 (ที่ถูก พ.ศ.2540) มาตรา 233

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้สั่งรับหรือไม่รับฟ้องของโจทก์จึงไม่มีคดีในศาลที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ โจทก์จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เพราะไม่วางเงินเสียก่อน จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และไม่รับฟ้องต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ก่อน โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ที่บัญญัติให้การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายจ้างต้องวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 อันเป็นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์จักต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลภายในสิบห้าวัน โจทก์ไม่ปฏิบัติตามแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันแล้วศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดจึงไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลและเมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การสั่งดังกล่าวก้าวล่วงอำนาจศาลจึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลแรงงานกลางเสียก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วจึงไม่มีคดีโจทก์ในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ได้

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลแรงงานกลางภายในกำหนดศาลแรงงานกลางจึงไม่รับฟ้องของโจทก์โดยชอบด้วยวินิจฉัยข้างต้นแล้ว เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 27 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350 -ที่ 1351/2551
#412052
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงฯกับจำเลย เอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.9 ได้ระบุแยกกรณีการขึ้นค่าจ้างกับกรณีการปรับคนงานรายวันเป็นรายเดือนโดยมีเงื่อนไขกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งการปรับลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนมีผลเพียงทำให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามที่ลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับ ไม่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจได้ว่าสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงฯ หรือจำเลยประสงค์ให้เป็นการปรับขึ้นค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ไปด้วย แม้หากนำเงินเดือนหารด้วย 30 เป็นค่าจ้างต่อวัน อัตราค่าจ้างต่อวันที่โจทก์ทั้งสามได้รับน้อยลงกว่าเดิม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ลูกจ้างรายวันแล้วและค่าจ้างรายเดือนที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับไม่น้อยไปกว่าค่าจ้างรายวันที่โจทก์ทั้งสามเคยมีสิทธิได้รับรวมทั้งเดือน ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีค่าจ้างและค่าชดเชยที่จำเลยค้างจ่ายดังที่โจทก์ทั้งสามอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกนางวันทนาว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนางลำใยว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกนางกิ่งแก้วว่า โจทก์ที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยดังนี้ ข้อ 1. ขอศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ 82/2547 เรื่อง ค่าจ้าง ค่าชดเชย สั่ง ณ วันที่ 27 เมษายน 2547 โดยให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 30,325.54 บาท แต่โจทก์ที่ 1 ขอคิดเพียงจำนวนเงิน 28,127 บาท และค่าชดเชยค้างจ่ายอีกเป็นเงิน 15,804.61 บาท ข้อ 2. ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายตามข้อ 1. นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,980 บาท และให้จ่ายดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายอีกในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 28,127 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ข้อ 3. ให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มของค่าจ้างค้างจ่ายนับตั้งแต่ค่าจ้างประจำเดือนมีนาคม 2545 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 311,803 บาท และให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วันนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ข้อ 4. ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยค้างจ่ายในจำนวนส่วนที่เกินจากค่าชดเชยตามข้อ 1. เป็นเงินจำนวน 16,696.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยของค่าชดเชยค้างจ่ายนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,163 บาท พร้อมทั้งให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชยค้างจ่ายจำนวน 32,500 บาท (ค่าชดเชยในข้อ 1. และข้อ 2. รวมกัน) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มกับจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 274,182 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 26,729 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 26,729 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินค่าชดเชยค้างจ่าย 31,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มกับจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 281,713 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 26,265 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 26,265 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินค่าชดเชยค้างจ่าย 32,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยจากจำเลยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 82/2547 แล้ว และโจทก์ที่ 1 ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยดังกล่าวตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1. ข้อ 2. และข้อ 4. คงติดใจเรียกร้องเฉพาะเงินเพิ่มค่าจ้างค้างจ่ายตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3. เท่านั้น

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามมีว่า ในการปรับโจทก์ทั้งสามจากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนตามข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยกับบริษัทไทยไนลอน จำกัด เอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.9 (ซึ่งมีข้อความเหมือนกัน) จะต้องนำอัตราค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 เพื่อให้เป็นค่าจ้างรายเดือนใช่หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยกับบริษัทไทยไนลอน จำกัด เอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.9 ได้แยกกรณีการขึ้นค่าแรงซึ่งก็คือค่าจ้างกับกรณีการปรับคนงานรายวันเป็นรายเดือนไว้คนละหัวข้อกันอย่างชัดเจนโดยกำหนดเงื่อนไขกรณีการขึ้นค่าแรงกับกรณีการปรับคนงานรายวันเป็นรายเดือนแยกกันอย่างชัดเจนด้วย ไม่มีข้อความใดที่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนตามข้อตกลงดังกล่าว สหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยหรือจำเลยมีความประสงค์จะให้เป็นการปรับขึ้นค่าแรงหรือรายได้ที่ลูกจ้างได้รับอยู่ไปในตัวด้วย ดังนั้น ในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนตามข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเพียงทำให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามที่ลูกจ้างรายเดือนของจำเลยพึงมีสิทธิได้รับเป็นต้นว่ามีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันลากิจ ซึ่งลูกจ้างรายวันไม่มีสิทธิได้รับเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการตกลงขึ้นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายวันที่ปรับเป็นลูกจ้างรายเดือนด้วย เพราะหากสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยหรือจำเลยมีความประสงค์เช่นนั้นก็น่าจะต้องระบุให้การปรับค่าจ้างจากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนโดยใช้วิธีนำค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 และถือเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างหนึ่งลงไว้ในบันทึกข้อตกลงด้วย ดังนั้นในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน หากค่าจ้างรายเดือนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมิได้น้อยไปกว่าค่าจ้างรายวันรวมทั้งเดือนที่ลูกจ้างนั้นเคยมีสิทธิได้รับก็มิใช่เรื่องที่จำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าหากนำเงินเดือนหารด้วย 30 เป็นค่าจ้างต่อวัน อัตราค่าจ้างต่อวันย่อมน้อยลงกว่าเดิมเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามได้ปรับเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้วการพิจารณาถึงรายได้ของโจทก์ทั้งสามก็ต้องพิจารณาจากค่าจ้างรวมทั้งเดือน เมื่อค่าจ้างรวมทั้งเดือนมิได้ลดน้อยลงกว่าเดิมหรือต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายย่อมมิใช่เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะนำเอารายได้ต่อเดือนหารด้วย 30 เพื่อให้เป็นอัตราค่าจ้างต่อวันและอ้างว่าอัตราค่าจ้างต่อวันลดลงไม่ได้เพราะโจทก์ทั้งสามมิได้เป็นลูกจ้างรายวันอีกต่อไปแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีค่าจ้างที่จำเลยค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสามทั้งไม่มีค่าชดเชยค้างจ่ายดังที่โจทก์ทั้งสามอ้างด้วย ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ป.พ.พ. ม. 193/6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันทนา แสงเนตร กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยไนลอน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1349/2551
#415858
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ประสบอุบัติเหตุโจทก์ได้รับบาดเจ็บและหมดสติไปโดยโจทก์มีบาดแผลที่ขาหลายแห่งและกระดูกขาหัก มีพลเมืองดีนำโจทก์ส่งโรงพยาบาล ส. โจทก์รู้สึกตัวและโทรศัพท์ไปหาบิดา เมื่อบิดาโจทก์มาถึงจึงขอให้โรงพยาบาล ส. ฉีดยาระงับอาการปวดและเอกซเรย์กระดูกขาให้ หลังจากนั้นจึงทำเรื่องขอย้ายโจทก์ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. โดยทำบันทึกไว้ว่าไม่ประสงค์จะให้โรงพยาบาล ส. รักษาโจทก์ต่อไป และโจทก์ได้รับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. โดยแพทย์ทำการผ่าตัดกระดูกดามกระดูกขาและรักษาบาดแผลเสียค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยในเป็นเงิน 62,676.10 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าในขณะที่จะย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาล ส. ไปรักษาต่อนั้น โรงพยาบาล ส. ได้ทำการรักษาเบื้องต้นเท่าที่จำเป็นไปบ้างแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องทำการผ่าตัดรักษากระดูกขาที่หัก แม้จะเป็นกรณีที่จะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว แต่ก็ได้ความว่าวิทยาลัย พ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิและโรงพยาบาล ว. ต่างก็มีสถานที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครด้วยกัน ใช้ระยะเวลาเดินทางใกล้เคียงกัน การนำส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิหรือโรงพยาบาล ว. จึงไม่น่าจะใช้เวลาแตกต่างกันมากนัก ทั้งโรงพยาบาล ส. ได้ทำการรักษาเบื้องต้นเท่าที่จำเป็นให้แก่โจทก์บ้างแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าหากนำส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิแล้วการรักษาจะไม่ทันท่วงทีหรืออาจเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นแก่โจทก์ การที่บิดาโจทก์ส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ว. จึงเป็นเพราะบิดาโจทก์มีความเชื่อถือการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล ว. นั่นเอง การที่นำส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งมิใช่โรงพยาบาลตามสิทธิจึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องรับการบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ว. แต่เป็นความประสงค์ที่จะได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม ฯ จำเลย ข้อ 4.2 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทซินเน็ค ประเทศไทย จำกัด ตำแหน่ง กราฟฟิคดีไซเนอร์ และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยมีวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของบุคคลอื่น แรงกระแทกทำให้โจทก์ลอยข้ามรถยนต์คู่กรณีแล้วหล่นลงกลางถนนเอกมัย ศีรษะฟาดพื้นถนน หมวกนิรภัยแตก โจทก์หมดสติไป เหตุเกิดบริเวณถนนเอกมัยเยื้องกับร้านบ้านไร่กาแฟ ในช่องทางเดินรถไปถนนสุขุมวิท ขณะนั้นฝนตกหนัก สภาพถนนมีน้ำท่วมขัง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีพลเมืองดีนำโจทก์ส่งโรงพยาบาลสุขุมวิท เมื่อโจทก์รู้สึกตัวแพทย์ได้ฉีดยาระงับปวด และแจ้งให้บิดาของโจทก์ชื่อนายสุพจน์ทราบ เมื่อบิดาโจทก์มาถึงเห็นว่าโจทก์มีบาดแผลฉกรรจ์ บาดแผลปนเปื้อนด้วยดินโคลนและน้ำสกปรก หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ติดเชื้ออย่างรุนแรง จึงขอย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเวชธานี ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลเวชธานีได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 62,676.10 บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อขอรับเงินประโยชน์ทดแทนดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ประสบอันตรายรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์ทำให้กระดูกท่อนล่างซ้ายติดกับข้อเข่าหักแบบเปิดนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร่งด่วนเพราะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งในเบื้องต้นโจทก์ได้เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลสุขุมวิทมาแล้ว ดังนั้นเมื่อต้องการย้ายสถานพยาบาล โจทก์ก็ควรจะย้ายไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามสิทธิเพราะมีขีดความสามารถที่จะให้การรักษาได้ การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเวชธานีเป็นความประสงค์ของโจทก์เอง และถือว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์ตามขอ และมีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 และคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสุขุมวิทนั้นเนื่องจากพลเมืองดีเป็นผู้นำส่งไม่ได้เกิดจากความประสงค์ของโจทก์หรือบิดา โรงพยาบาลเวชธานีเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบนของสำนักงานประกันสังคม มีศัลยแพทย์ทางกระดูกประจำอยู่ มีระยะห่างจากโรงพยาบาลสุขุมวิท 5 ถึง 6 กิโลเมตร การจราจรติดขัดน้อยกว่าที่จะเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ เมื่อพิจารณาถึงความเจ็บป่วยของโจทก์ ลักษณะบาดแผลแล้วจำเป็นต้องให้การรักษาโดยเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิตและร่างกายของโจทก์ การเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเวชธานีจึงมีเหตุสมควรและเมื่อรวมระยะเวลาที่โจทก์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสุขุมวิทและโรงพยาบาลเวชธานีแล้วซึ่งเป็นระยะเวลาเร่งด่วนเป็นการรักษาภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่เข้ารับการบริการทางการแพทย์จนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ และโรงพยาบาลตามสิทธิมีญาติของโจทก์รับราชการอยู่จึงย่อมได้รับความสะดวก แต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วจึงเข้ารักษาโรงพยาบาลเวชธานี ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1101/2547 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2547 และจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 62,676.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1101/2547 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2547 และให้จำเลยจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าบริการทางแพทย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายให้แก่โรงพยาบาลเวชธานีไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ประสบอุบัติเหตุโจทก์ได้รับบาดเจ็บและหมดสติไปโดยโจทก์มีบาดแผลที่ขาหลายแห่ง และกระดูกขาหัก มีพลเมืองดีนำโจทก์ส่งโรงพยาบาลสุขุมวิท โจทก์รู้สึกตัวและโทรศัพท์ไปหาบิดา เมื่อบิดาโจทก์มาถึงจึงขอให้โรงพยาบาลสุขุมวิทฉีดยาระงับอาการปวดและเอกซเรย์กระดูกขาให้ หลังจากนั้นจึงทำเรื่องขอย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเวชธานี โดยทำบันทำไว้ว่าไม่ประสงค์ให้โรงพยาบาลสุขุมวิทรักษาโจทก์ต่อไปและโจทก์ได้รับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเวชธานีโดยแพทย์ทำการผ่าตัดกระดูกดามกระดูกขาและรักษาบาดแผลเสียค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยในเป็นเงิน 62,676.10 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าในขณะที่จะย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลสุขุมวิทไปรักษาต่อนั้น โรงพยาบาลสุขุมวิทได้ทำการรักษาเบื้องต้นเท่าที่จำเป็นไปบ้างแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องทำการผ่าตัดรักษากระดูกขาที่หัก แม้จะเป็นกรณีที่จะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว แต่ก็ได้ความว่าวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาลซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิและโรงพยาบาลเวชธานีต่างก็มีสถานที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครด้วยกัน ใช้ระยะเวลาเดินทางใกล้เคียงกัน การนำส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิหรือโรงพยาบาลเวชธานีจึงไม่น่าจะใช้เวลาแตกต่างกันมากนัก ทั้งโรงพยาบาลสุขุมวิทได้ทำการรักษาเบื้องต้นเท่าที่จำเป็นให้แก่โจทก์บ้างแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าหากนำส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิแล้วการรักษาจะไม่ทันท่วงทีหรืออาจเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นแก่โจทก์ การที่บิดาโจทก์ส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเวชธานี จึงเป็นเพราะบิดาโจทก์มีความเชื่อถือการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเวชธานีนั่นเอง การที่นำส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเวชธานีซึ่งมิใช่โรงพยาบาลตามสิทธิจึงมิใช่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องรับการบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเวชธานี แต่เป็นความประสงค์ที่จะได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคมจำเลย ข้อ 4.2 ดังกล่าว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยไปถึงว่าโจทก์เข้ารับการบริการทางการแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลสุขุมวิทหรือโรงพยาบาลเวชธานีเพราะเมื่อไม่มีเหตุจำเป็นต้องรับการบริการทางแพทย์จากโรงพยาบาลเวชธานีเสียแล้ว จำเลยก็ไม่จำต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายให้แก่โรงพยาบาลเวชธานีไปแล้วคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องามประสงค์ที่จะไ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 62 ม. 63
ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกอำพน ธีระปถัมภ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1348/2551
#415801
เปิดฉบับเต็ม

การจะถือว่ากรณีใดเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ มิใช่จะดูแต่เพียงว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดว่าเป็นความผิดร้ายแรงแล้ว ต้องถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงเสมอไป ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแต่ละกรณีไปตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากน้อยเพียงใดด้วยข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ร่วมกับ พ. นำร้าน บ. ซึ่ง พ. เช่าจากจำเลยไปให้ ว. เช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย หลังจาก ว. เข้าไปดำเนินกิจการในร้านเสริมสวยแล้ว ต่อมาได้นำเงินนวน 12,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ซึ่ง พ. เป็นหนี้โจทก์แทน พ. และร่วมกับ ศ. ซื้อเครื่องปรับอากาศราคา 18,000 บาท ให้แก่โจทก์เนื่องในโอกาสที่จะขึ้นบ้านใหม่ นอกจากนี้ ว. และ ย. ได้ชำระค่าแหวนทองคำฝังเพชรและพลอย 1 วง ราคา 9,000 บาท ซึ่งโจทก์สั่งทำไว้แทนโจทก์ กับ ย. สามีของ ว. ก็ได้ซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล 1 กล้อง ราคาประมาณ 10,000 บาท จากประเทศญี่ปุ่นให้แก่โจทก์ พฤติการณ์และการกระทำของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกรับผลประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สินจาก ว. เป็นแหวนเพชร กล้องถ่ายรูปดิจิตอลและเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือ ว. เช่าช่วง และช่วยเหลือในการต่อสัญญาเช่ากับจำเลยออกไปอีก 3 ปี โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย ทำให้จำเลยเสียชื่อเสียงและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 551,183.99 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 350,130 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 153,185 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การกระทำของโจทก์ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 8 บทที่ 8.2 ข้อ (4) ที่ระบุว่า ใช้สถานที่ของบริษัทฯ เป็นที่กระทำการอื่นใดนอกจากหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามปกติ โดยมิได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริหาร และข้อ (12) ที่ระบุว่า การกระทำอื่นๆ ตามที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าร้ายแรง ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่บริษัทฯ และอาจมีผลกระทบถึงส่วนรวมหรือทำผิดระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ ซึ่งระบุเป็นโทษร้ายแรงไว้ เป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การจะถือว่ากรณีใดเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ มิใช่จะดูแต่เพียงว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดว่า เป็นความผิดร้ายแรงแล้ว ต้องถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงเสมอไป จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแต่ละกรณีไปตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากน้อยเพียงใดด้วย ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าหลังจากนางสาววิไลวรรณตกลงจะเช่าช่วงพื้นที่ภายใต้ชื่อร้านว่า เซนซ์ซาลอน หรือบิวตี้ ซาลอน จากนางพเยาว์แล้ว นางสาววิไลวรรณต้องชำระเงิน 500,000 บาท แก่นางพเยาว์ แต่นางพเยาว์เป็นลูกหนี้เงินกู้นายอภิชาติจำนวน 500,000 บาท นางสาววิไลวรรณจึงชำระเงิน 500,000 บาท ให้แก่นายอภิชาติ หลังจากนั้นนางสาววิไลวรรณได้เข้าไปดำเนินการในร้านเสริมสวย ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2545 นางสาววิไลวรรณนำเงิน 120,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ซึ่งนางพเยาว์เป็นหนี้โจทก์แทนนางพเยาว์ และเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 นางสาววิไลวรรณกับนางพิศมัยร่วมกันซื้อเครื่องปรับอากาศราคา 18,000 บาท ให้โจทก์เนื่องในโอกาสที่โจทก์จะขึ้นบ้านใหม่ นอกจากนี้นางสาววิไลวรรณและนายยูกิได้ชำระค่าแหวนทองคำฝังเพชรและพลอย 1 วง ราคา 9,000 บาท ซึ่งโจทก์สั่งทำไว้แทนโจทก์ กับนายยูกิสามีของนางสาววิไลวรรณก็ได้ซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอลยี่ห้อแคนนอน 1 กล้อง ราคาประมาณ 10,000 บาท จากประเทศญี่ปุ่นให้โจทก์พฤติการณ์และการกระทำของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกรับผลประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สินจากนางสาววิไลวรรณเป็นแหวนเพชร กล้องถ่ายรูปดิจิตอลและเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือนางวิไลวรรณเช่าช่วงและช่วยเหลือในการต่อสัญญาเช่ากับจำเลยออกไปอีก 3 ปี โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย ทำให้จำเลยเสียชื่อเสียงและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุนี้มิใช่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรงนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้วไม่วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ดังได้วินิจฉัยข้างต้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณี ปานน้อย
จำเลย — บริษัทเฟม แมเนจเมนท์ โฮลดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1344/2551
#412044
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในศาลชั้นต้น และเพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดี หากไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นาย ก. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ นาย ก. จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแทนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 151,840.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 145,731.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 151,840.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 145,731.77 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายกวีฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในศาลชั้นต้น และเพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าโจทก์โดยนางนุชนาฎกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายกวีฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อรับฟังว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายกวีเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ นายกวีจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ และไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีนี้แทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและฟังว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายกวีเป็นผู้มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อนายกวีไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นอื่น ๆ อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อาร์ เอ ซี โกลบอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรุตม์วิศวกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสิริรัชต์ เมตตามิตรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปกิต สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2551
#412282
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี นั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) บัญญัติยกเว้นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของกำหนดอายุความดังกล่าวไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นโดยให้พิจารณาถึงกิจการของฝ่ายลูกหนี้เป็นสำคัญ กรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่

จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอรกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2538 โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีซื้อสินค้าจากโจทก์ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้ง คิดเป็นเงิน 3,496,123.49 บาท จำเลยที่ 5 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ สำหรับหนี้ที่เกิดจากการซื้อสินค้าในช่วงระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2540 ภายในวงเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระค่าสินค้า จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าเพียงบางส่วน ยังค้างค่าสินค้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,677,556.19 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งห้าแล้วจำเลยทั้งห้าเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยในค่าสินค้าที่ค้างอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 485,746.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,163,302.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,677,556.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2540 อันเป็นวันสั่งซื้อสินค้าครั้งสุดท้าย คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า หนี้ค่าสินค้าตามฟ้องมีอายุความ 2 ปี โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในวันที่ 17 มกราคม 2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ทุกชนิดเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการจำหน่ายปูนซีนเมนต์และคอนกรีตผสมเสร็จ จำเลยที่ 5 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ สำหรับหนี้ที่เกิดจากการซื้อสินค้าในช่วงระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2540 ภายในวงเงิน 2,000,000 บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 มีเพียงว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาสรุปความว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในท้องสำนวน เพราะการที่จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เป็นการค้าที่เป็นประโยชน์แก่กิจการอุตสาหกรรมของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายส่ง มิใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกเพียงฝ่ายเดียวจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าในลักษณะซื้อมาขายไปตามปกติกรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ใช้อายุความ 2 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยปัญหานี้โดยมิได้พิจารณาว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็หาใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในท้องสำนวนไม่ กรณีที่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาห-กรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติยกเว้นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของกำหนดอายุความดังกล่าวไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นโดยให้พิจารณาถึงกิจการของฝ่ายลูกหนี้เป็นสำคัญ กรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ ดังนี้ จึงชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นเงิน 200 บาท แต่ศาลอุทธรณ์สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญพิชัยมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2551
#415857
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี นั้น ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) บัญญัติยกเว้นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของกำหนดอายุความดังกล่าวไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นโดยให้พิจารณาถึงกิจการของฝ่ายลูกหนี้เป็นสำคัญ กรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3)

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาบังคับตามฟ้อง และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้ว มิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ โจทก์ชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท แต่เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีซื้อสินค้าจากโจทก์ ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์หลายครั้ง คิดเป็นเงิน 3,496,123.49 บาท จำเลยที่ 5 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,163,302.80 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 17 มกราคม 2540 อันเป็นวันสั่งซื้อสินค้าครั้งสุดท้าย คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า หนี้ค่าสินค้าตามฟ้องมีอายุความ 2 ปี โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในวันที่ 17 มกราคม 2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยที่ 5 มีเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาสรุปความว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในท้องสำนวน เพราะการที่จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เป็นการค้าที่เป็นประโยชน์แก่กิจการอุตสาหกรรมของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายส่ง มิใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกเพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าในลักษณะซื้อมาขายไปตามปกติ กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ใช้อายุความ 2 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยปัญหานี้โดยมิได้พิจารณาว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็หาใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในท้องสำนวนไม่ กรณีที่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปีนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติยกเว้นกรณีที่ไม่อยู่ในบังคับของกำหนดอายุความดังกล่าวไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดยกเว้นโดยให้พิจารณาถึงกิจการของฝ่ายลูกหนี้เป็นสำคัญ กรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่จำต้องคำนึงว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าหนี้ด้วยหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์นำไปจำหน่ายหรือนำไปผสมเป็นคอนกรีตผสมเสร็จจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้นั้นเอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ ดังนี้ จึงชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เป็นเงิน 200 บาท แต่ศาลอุทธรณ์สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญพิชัยมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ