คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2551
#412709
เปิดฉบับเต็ม

กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น คู่ความทั้งสองคดีต้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อน ก. เป็นโจทก์มีโจทก์คดีนี้เป็นผู้ฟ้องแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของ ก. ผู้เยาว์ แต่คดีโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่คู่ความเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

บันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยกระทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์โดยพรากผู้เยาว์ไปจากโจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าคู่กรณีประสงค์จะระงับคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน สัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 จำเลยตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท โจทก์ได้รับแล้วจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 20,000 บาท จำเลยชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต่อมาจำเลยผิดนัดผิดสัญญา โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 2,691 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 22,691 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยไม่เคยตกลงชดใช้ค่าเสียหายตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยมอบเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ช่วยทำบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายในจำนวนเงินดังกล่าวเพื่อนำไปใช้อ้างต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาในคดีอาญาที่จำเลยคดีนั้นถูกฟ้องเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาแต่โจทก์กลับเพิ่มจำนวนเงินเป็น 30,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม ลายมือชื่อในช่องผู้ให้สัญญาไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 วันที่ 2 ธันวาคม 2545 วันที่ 2 มกราคม 2546 และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 2,691 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 654/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น คู่ความคดีก่อนและคู่ความคดีนี้ต้องเป็นคู่ความเดียวกัน ปรากฏว่าคดีก่อนนางสาวกชกรเป็นโจทก์โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นผู้ฟ้องแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ได้ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ ดังนั้นโจทก์ในคดีก่อนและโจทก์ในคดีนี้มิใช่คู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า บันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.2 เป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับคดีอาญาในความผิดต่อแผ่นดิน เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า บันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยกระทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์โดยพรากผู้เยาว์ไปจากโจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าคู่กรณีประสงค์จะระงับคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน สัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกดังกล่าวจึงย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
นางนฤมลหรือเพ็ญนภาหรืออารีวรรณ์
โจทก์ — หรือณัฐวรรณ์ แซ่ภู
จำเลย — นายไชยันต์ แก้วตะพาน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2551
#414878
เปิดฉบับเต็ม

กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น คู่ความทั้งสองคดีต้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อน ก. เป็น โจทก์โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นผู้ฟ้องแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของ ก. ผู้เยาว์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่คู่ความเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

บันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยกระทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์โดยพรากผู้เยาว์ไปจากโจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าคู่กรณีประสงค์จะระงับคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน สัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 22,691 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 วันที่ 2 ธันวาคม 2545 วันที่ 2 มกราคม 2546 และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2546) ต้องไม่เกิน 2,691 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 654/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น คู่ความคดีก่อนและคู่ความคดีนี้ต้องเป็นคู่ความเดียวกัน ปรากฏว่าคดีก่อนนางสาวกชกรเป็นโจทก์โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นผู้ฟ้องแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ได้ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ ดังนั้นโจทก์ในคดีก่อนและโจทก์ในคดีนี้มิใช่คู่ความเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า บันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับคดีอาญาในความผิดต่อแผ่นดิน เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า บันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยกระทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์โดยการพรากผู้เยาว์ไปจากโจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าคู่กรณีประสงค์จะระงับคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน สัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกดังกล่าวจึงย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850
ชื่อคู่ความ
นางนฤมลหรือเพ็ญนภาหรืออารีวรรณ์
โจทก์ — หรือณัฐวรรณ์ แซ่ภู
จำเลย — นายไชยันต์ แก้วตะพาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายชาญวิทย์ ทรงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2551
#412260
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การแต่เพียงว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของ ส. และ ว.ตราประทับก็ไม่ใช่ของบริษัทโจทก์ ซึ่งเป็นการให้การปฏิเสธลอยๆ แต่เพียงว่าตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราของบริษัทโจทก์เท่านั้น ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย

ตามสัญญาโฆษณากำหนดวันชำระหนี้ไว้ว่า ชำระเงินหลังวันโฆษณาภายใน 30 วัน ส่วนวันโฆษณาคือวันที่ 4 และ 9 ธันวาคม 2540 ดังนั้น วันครบกำหนดชำระเงินคือภายในวันที่ 3 และ 8 มกราคม 2541 จึงถือได้ว่ามีกำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนตามปฏิทิน แต่เมื่อพนักงานของโจทก์ไปส่งใบแจ้งหนี้และใบวางบิลให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยระบุในใบรับวางบิลว่า โปรดมารับเงินวันที่ 13 มีนาคม 2541 โจทก์มิได้ทักท้วง แสดงว่าโจทก์และจำเลยมิได้ถือเอาวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาโฆษณา เป็นสาระสำคัญอีกต่อไปจำเลยจะผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง จึงจะคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้มอบอำนาจให้นายสมนึกหรือนางสาวอัญชลีเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ทำการโฆษณาสินค้าของจำเลยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐใช้ชื่อสินค้าว่า แคมเปญมหกรรมบ้านและรถยนต์ โดยให้โฆษณาในวันที่ 4 และ 9 ธันวาคม 2540 ค่าจ้างโฆษณารวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 479,750.50 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 โจทก์ได้ลงโฆษณาสินค้าของจำเลยถูกต้องตามสัญญา และทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างโฆษณาแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 548,704.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 479,750.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินต่างๆ อีกจำนวน 187,582.25 บาท และค่าเสียหายจากต้นเงิน 479,750.50 บาท ในอัตราร้อยละ 1.7 ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของผู้มอบอำนาจไม่ถูกต้องและตราประทับก็ไม่ใช่ตราประทับของบริษัทโจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงทำสัญญาโฆษณาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 กับโจทก์ ลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้างไม่ใช่ลายมือชื่อของกรรมการบริษัทจำเลย ไม่มีการประทับตราบริษัทจำเลยไม่ปรากฏว่ามีชื่อบริษัทจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในการโฆษณาหรือเป็นเจ้าของโครงการที่โจทก์โฆษณา เอกสารใบแจ้งหนี้และใบวางบิลที่แจ้งให้จำเลยชำระค่าโฆษณาให้แก่โจทก์ไม่มีลายมือชื่อในช่องผู้รับในเอกสาร จำเลยไม่เคยออกใบรับวางบิล ลายมือชื่อของผู้รับวางบิลไม่อาจทราบได้ว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ใด จำเลยจึงไม่จำต้องชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินต่างๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 479,750.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่ารอยตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ตราประทับที่โจทก์จดทะเบียนโดยถูกต้อง เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยให้การแต่เพียงว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสมนึก และนายวิสุทธิ์ และตราประทับก็ไม่ใช่ตราประทับของบริษัทโจทก์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นการให้การปฏิเสธลอยๆ แต่เพียงว่าตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราของบริษัทโจทก์เท่านั้นคำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยให้ก็เป็นการนอกประเด็น ทั้งข้อที่จำเลยฎีกาว่ารอยตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ตราประทับที่โจทก์จดทะเบียนโดยถูกต้องนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าสัญญาโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ไม่สมบูรณ์เพราะการลงลายมือชื่อของโจทก์ไม่มีกรรมการลงลายมือชื่อให้ครบถ้วนและกรรมการของจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อกับไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยตามเงื่อนไขในหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ รายละเอียดเกี่ยวกับการจ้างก็ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับจำเลย และจำเลยไม่ได้รับเอกสารใบวางบิลกับจำเลยไม่ได้ออกเอกสารใบรับรองวางบิลนั้น โจทก์มีนายสมนึก กาญจนเวสารัชเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตามสัญญาโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 479,750.50 บาท โจทก์ดำเนินการลงโฆษณาแล้วโดยใช้ชื่อว่า มหกรรมบ้าน-ที่ดิน-คอนโด รถมือสองนานาชาติตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จากนั้นโจทก์ส่งเอกสารใบแจ้งหนี้และใบวางบิลเพื่อแจ้งให้จำเลยชำระค่าโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง 7.9 จำเลยได้รับแล้วโดยออกเอกสารใบรับวางบิลกำหนดเวลาให้โจทก์ไปรับเงินในวันที่ 13 มีนาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.10 ครั้นเมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์โจทก์มีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.11 ให้จำเลยชำระหนี้จำเลยได้รับแล้วตามเอกสารหมาย จ.12 แต่ก็เพิกเฉย เห็นว่า แม้พยานจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า สัญญาโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ในส่วนของฝ่ายโจทก์มีพยานลงลายมือชื่อเพียงคนเดียวและประทับตราของโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยมีชื่อนางสาวนฤมล ปันส่วน ซึ่งพยานไม่ทราบว่าเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยหรือไม่ลงลายมือชื่อและไม่มีรอยตราประทับของบริษัทจำเลย ซึ่งเท่ากับว่าสัญญาโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวในส่วนของโจทก์มิได้มีกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของโจทก์ตามข้อบังคับดังที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และในส่วนของจำเลยมิได้มีนางปรานอมกรรมการลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีกคนหนึ่ง และประทับตราสำคัญของจำเลยตามข้อบังคับดังที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.14 ก็ตาม แต่ก็มีข้อความระบุชื่อคู่สัญญาไว้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย นอกจากนี้นางสาวนฤมลเป็นพยานจำเลยเบิกความว่าพยานทำงานกับจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโฆษณามีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานโฆษณา และจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.4 โดยในช่องผู้ว่าจ้างเป็นลายมือชื่อของพยานกับอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยและเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้มีการลงโฆษณาตามที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์แล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์แล้ว และภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยต่างถือเอาสัญญานั้นมาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตนโดยเฉพาะจำเลยมีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 ข้อ (2) คือ ขาย โอน จำนอง จำนำ แลกเปลี่ยนและจำหน่ายทรัพย์สินโดยประการอื่น ฯลฯ แม้ตามรายการโฆษณาเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จะมีคำว่า กฤษดามหานคร และ M.C.C. ศูนย์กลางรถยนต์มหานคร อยู่ด้วย ก็มิได้สื่อความหมายว่าจำเลยมิได้จ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณา เพราะรายการโฆษณาระบุว่ามหกรรมบ้าน-ที่ดิน-คอนโด รถมือสองนานาชาติ ส่วนรายละเอียดระบุถึงการโฆษณาขายบ้าน ที่ดินและรถยนต์ อันเป็นการขายทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ของจำเลยจึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับผลประโยชน์ที่นางสาวนฤมลได้กระทำลงไป เป็นการให้สัตยาบันและมีผลผูกพันจำเลยและโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับเอกสารใบวางบิลกับจำเลยไม่ได้ออกเอกสารใบรับวางบิลนั้น โจทก์มีนายสมรเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ส่งใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 รวมทั้งใบวางบิลตามเอกสารหมาย จ.9 ให้แก่จำเลยที่ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำเลยออกใบรับวางบิลให้ตามเอกสารหมาย จ.10 โดยผู้ลงลายมือชื่อผู้รับเป็นพนักงานของบริษัทจำเลย ซึ่งแม้จำเลยจะมีที่อยู่ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 ว่าอยู่ที่ 22/391 ถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่ตามหนังสือรับรองดังกล่าวออกให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ส่วนหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.14 ระบุที่อยู่ของจำเลยว่า (ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2539-วันที่ 25 กรกฎาคม 2542) อยู่ที่ 115/1 ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งในวันที่ออกใบรับวางบิลคือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยยังมีที่อยู่ตามเอกสารหมาย จ.14 ตรงกับที่อยู่ตามใบรับวางบิลดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมรไปส่งใบแจ้งหนี้และใบวางบิลยังที่อยู่ของจำเลยตามเลขที่ดังที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.14 จึงถือได้ว่าเป็นการส่งโดยชอบแล้วโดยมิต้องคำนึงว่าจำเลยจะออกใบรับวางบิลให้หรือไม่ เพราะมิใช่ข้อสาระสำคัญ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า ตามสัญญาโฆษณาเอกสารหมาย จ.4 ได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้ว่า ชำระเงินหลังวันโฆษณาภายใน 30 วัน ส่วนวันโฆษณาคือวันที่ 4 และ 9 ธันวาคม 2540 ดังนั้น วันครบกำหนดชำระเงินคือภายในวันที่ 3 และ 8 มกราคม 2541 จึงถือได้ว่ามีการกำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอนตามปฏิทิน แต่เมื่อพนักงานของโจทก์ไปส่งใบแจ้งหนี้และใบวางบิลให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยระบุในใบรับวางบิลเอกสารหมาย จ.10 ว่า โปรดมารับเงินวันที่ 13 มีนาคม 2541 และโจทก์ก็มิได้ทักท้วง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยมิได้ถือเอาวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ส่วนจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง จึงจะคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ได้ เมื่อโจทก์นำสืบว่าได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.11 ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยให้เวลาภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.12 ระบุว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 แล้วไม่ชำระ จำเลยจึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกเซส แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเคเอ็มซีมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2551
#414845
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาตโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลากรสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ. อนุญาตโตตุลาการฯ มาตรา 45 ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 222 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

ตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยบทส่งท้าย ข้อ 35 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ร่วมกันทำขึ้นระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล ดังนั้น ผลแห่งการบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยต่อไป แม้ผู้ร้องจะยื่นคำเสนอข้อพิพาทหลังจากการบอกเลิกสัญญามีผลแล้ว อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยก็ยังมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยหมายเลขแดงที่ 581/2547, หมายเลขแดงที่ 603/2547, หมายเลขแดงที่ 718/2547, หมายเลขแดงที่ 818/2547, หมายเลขแดงที่ 819/2547, หมายเลขแดงที่ 858/2547, หมายเลขแดงที่ 859/2547, หมายเลขแดงที่ 1046/2547, หมายเลขแดงที่ 1061/2547, หมายเลขแดงที่ 1095/2547, หมายเลขแดงที่ 1096/2547, หมายเลขแดงที่ 1137/2547, หมายเลขแดงที่ 1168/2547, หมายเลขแดงที่ 1305/2547 รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 14 คำชี้ขาดเป็นเงิน 181,605.88 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 128,491.94 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 181,605.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 128,491.94 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันทำสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย ต่อมาผู้คัดค้านได้ทำหนังสือขอถอนตัวจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องทั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 14 คำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยภายหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้พ้นจากความผูกพันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย บทส่งท้าย ข้อ.35 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ร่วมกันทำขึ้นระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาท ที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล ดังนั้น ผลแห่งการบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าวผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยกันต่อไป แม้การบอกเลิกสัญญาจะมีผลแล้วผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยได้ อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามที่อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 222
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2551
#474480
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 14 คำชี้ขาด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 222 ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย บทส่งท้าย ข้อ. 35 ระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" เมื่อมูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล การบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยกันต่อไป อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยรวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 14 คำชี้ขาดเป็นเงิน 181,605.88 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 128,491.94 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 181,605.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 128,491.94 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย ต่อมาผู้คัดค้านได้ทำหนังสือขอถอนตัวจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาด อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องทั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 14 คำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยภายหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้พ้นจากความผูกพันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย บทส่งท้าย ข้อ 35 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ร่วมกันทำขึ้นระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลเหตุแห่งข้อพิพาท 14 คำเสนอข้อพิพาท ที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล ดังนั้นผลแห่งการบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยกันต่อไป แม้การบอกเลิกสัญญาจะมีผลแล้วผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยได้ อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 14 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามที่อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนผู้ร้อง 1,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายทานนท์ สันติพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 995/2551
#411403
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 16 คำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 222 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

สัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย บทส่งท้าย ข้อ.35 ระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" เมื่อมูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล การบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยกันต่อไป อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย 16 คำวินิจฉัยชี้ขาด รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 16 คำชี้ขาดเป็นเงิน 97,119.07 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 83,712.40 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย ผู้คัดค้านได้ทำหนังสือขอถอนตัวจากสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 คำเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้ง 16 เรื่อง เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนการถอนตัวออกจากสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยของผู้คัดค้านจะมีผล ผู้คัดค้านขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่าอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศัยมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 96,929.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 62,749.90 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 16 คำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 19 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าการบังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยภายหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้พ้นจากความผูกพันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว อนุญาโตลุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย บทส่งท้าย ข้อ.35 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ร่วมกันทำขึ้นระบุว่า "คู่สัญญามีสิทธิถอนตัวออกจากความผูกพันตามสัญญานี้ได้โดยการมีหนังสือแจ้งการถอนตัวส่งถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน ก่อนวันที่การบอกเลิกมีผลบังคับ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญานี้ไม่กระทบถึงเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการและเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวจะมีผล" ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามูลเหตุแห่งข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาท ที่ผู้ร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการบอกกล่าวถอนตัวของผู้คัดค้านจะมีผล ดังนั้นผลแห่งการบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลกระทบถึงเรื่องดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยกันต่อไป แม้การบอกเลิกสัญญาจะมีผลแล้วผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยได้ อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาททั้ง 16 คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามที่อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนผู้ร้อง 1,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายภาสวร ตรงจิตซื่อสกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2551
#412531
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร้อยตำรวจเอก ส. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่ ต. ถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท จาก ต. และ น. เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอก ส. โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอก ส. กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ต. โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อทำให้ ต. หลุดพ้นจากความผิด เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่ ต. และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา เป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือ ต. มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดนัดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยา มั่นคง มาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาดถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย โดยมีร้อยตำรวจเอกสมยศเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เป็นพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้เรียกและรับเงินสดจำนวน 5,000 บาท จากนายสันติและนางนิตยา มั่งคั่ง เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดีเพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 169/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่เป็นการจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ ไม่ได้บรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกสมยศและหากร้อยตำรวจเอกสมยศมีอำนาจหน้าที่แล้วจะสามารถกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติ ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ร้อยตำรวจเอกสมยศเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีที่นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท นอกจากนายสันติและนางนิตยา เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่นายสันติ และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา อันถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติก็มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเรียกรับเงินจากนางนิตยา มั่นคง นามสกุลของนางนิตยาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นคนละคนกัน ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ถือเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยา มั่นคง มาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยา มั่งคั่ง แต่อย่างใด กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาด ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปศาลชั้นต้น ต่อเนื่องจากจำเลยมีทนายความแล้วจำเลยจึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำคู่ความด้วยตนเองจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสุจิตรา แสนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2551
#415790
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร้อยตำรวจเอก ส. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่ ต. ถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท จาก ต. และ น. เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอก ส. เจ้าพนักงานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอก ส. กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ต. โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อทำให้ ต. หลุดพ้นจากความผิด เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่ ต. และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา ถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือ ต. ก็มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 169/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่เป็นการจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ ไม่ได้บรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกสมยศและหากร้อยตำรวจเอกสมยศมีอำนาจหน้าที่แล้วจะสามารถกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติ ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ร้อยตำรวจเอกสมยศเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีที่นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท จากนายสันติและนางนิตยา เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศเจ้าพนักงานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อทำให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่นายสันติ และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา อันถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานด้วยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติก็มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางนิตยาเป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเรียกรับเงินจากนางนิตยานามสกุลของนางนิตยาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นคนละคนกัน ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ถือเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยาเป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่า นางนิตยาเป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยามาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยาแต่อย่างใด กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาด ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยากรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปยังศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากจำเลยมีทนายความแล้วจำเลยจึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำคู่ความด้วยตนเอง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสุจิตรา แสนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2551
#496265
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 179.39 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 51.148 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม แต่ปรากฏว่าหลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 ให้การว่ารับเมทแอมแฟตามีนของกลางมาจาก ว. หรือ ม. และร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถขยายผลจับกุม ว. พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวน 70 เม็ด นับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนเห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 92 ริบของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 75,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง และ วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ต้องระบุว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุก 30 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง ให้คืนธนบัตร จำนวน 75,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 - 2663810 ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 179.39 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 51.148 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 100,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แต่พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า หลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยที่ 2 ให้การว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายวิรัชหรือหมูและร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถขยายผลจับกุมนายวิรัชพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวน 70 เม็ด นับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาววิไลลักษณ์ แสนยากุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 974/2551
#495795
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยังไม่ได้ผลิตรั้วตะแกรงเหล็กสำเร็จรูปตามรูปแบบใหม่ออกจำหน่าย และอีกตอนหนึ่งที่ว่าโจทก์ยังอยู่ขั้นทดลองกระบวนการผลิต โจทก์จึงยังมิได้รับความเสียหายไม่นับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิบัตร นั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องและทางนำสืบที่คู่ความรับกันได้ความว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ผลิตสินค้าเลียนสินค้าของจำเลยที่จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลย เลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 กอปรกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในอีกตอนหนึ่งและที่โจทก์นำสืบยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่ามิใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งหากเป็นจริงย่อมนับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แบบผลิตภัณฑ์รั้วสำเร็จรูปตามสิทธิบัตรที่พิพาททั้ง 4 ฉบับของจำเลยเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับที่มีการตีพิมพ์อันเป็นการเปิดเผยและแพร่หลายอยู่ก่อนวันขอรับสิทธิบัตรของจำเลยตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 57 (2) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนทั้ง 4 ฉบับ จึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความหมายของ พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 56 สิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ ของจำเลยย่อมไม่สมบูรณ์ซึ่งโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตามมาตรา 64 แพ่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 โดยแจ้งคำสั่งหรือคำพิพากษาไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือมิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้จำเลยยุติการถือสิทธิหรือห้ามจำเลยใช้ หรือแอบอ้างสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ ไม่ว่าจะโดยการประกาศ โฆษณาเผยแพร่ หรือกระทำการแทนใด ๆ เพื่อให้สาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยพึงได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว ห้ามจำเลยเข้าไปหรือนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดผลิตภัณฑ์รั้วตะแกรงเหล็กที่โจทก์ผลิตขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้จำเลยประกาศโฆษณาคำสั่งหรือคำพิพากษาที่ให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวในหนังสือพิมพ์รายวันที่จำหน่ายในราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 4 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ติดต่อกันโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย โดยต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หรือมิฉะนั้นให้โจทก์ลงประกาศโฆษณาแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2545 อันเป็นวันกระทำละเมิดต่อโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500,000 บาท จนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี จำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ฉบับ โดยชอบด้วยกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลยทั้ง 4 ฉบับ แล้วเห็นว่าเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยไม่ได้ลอกเลียนสิ่งที่มีเผยแพร่อยู่แล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตรแต่อย่างใด เอกสารสิ่งพิมพ์ที่โจทก์อ้างตามท้ายฟ้องเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้ขอรับสิทธิบัตรแล้ว การที่จำเลยดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ได้จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จงใจผลิตสินค้าเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นค่าขาดประโยชน์ที่พึงได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของจำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของจำเลยเป็นเงินเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด ให้โจทก์ชดใช้ค่าขาดประโยชน์เนื่องจากจำเลยไม่ได้จำหน่ายรั้วสำเร็จรูปเป็นเงินเดือนละ 1,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด ให้โจทก์ยุติการผลิต หยุดโฆษณา หยุดการเสนอขาย และหยุดยุ่งเกี่ยวกับการผลิตรั้วสำเร็จรูปตามสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ และให้โจทก์โฆษณาคำสั่งหรือคำพิพากษาที่ห้ามมิให้โจทก์ผลิตหรือยุ่งเกี่ยวกับการผลิตรั้วสำเร็จรูปตามสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ ของจำเลยในหนังสือพิมพ์รายวันที่จำหน่ายในราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 4 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ติดต่อกันด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์เอง โดยอย่างน้อยต้องประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หรือมิฉะนั้นให้จำเลยลงโฆษณาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ฉบับ จนกระทั่งจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้ายึดและอายัดผลิตภัณฑ์รั้วตะแกรงเหล็กสำเร็จรูปของโจทก์ และจับกุมโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีมีอำนาจฟ้อง โจทก์ได้รับความเสียหายจากการดำเนินคดีอาญาของจำเลย นายอิทธิกุลไม่ได้เป็นผู้ออกแบบและไม่เคยมีผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันดังกล่าว จำเลยใช้แบบผลิตภัณฑ์รั้วสำเร็จรูปที่มีการเปิดเผยรายละเอียดในเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่แพร่หลายในต่างประเทศมายื่นคำขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย การโฆษณาของจำเลยในหนังสือพิมพ์บิดเดอร์เป็นเพียงการเตรียมการเพื่อจับกุมและยึดอายัดผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ยอดขายสินค้าของจำเลยตกเกิดจากผลิตภัณฑ์รั้วสำเร็จรูปของจำเลยไม่ได้มาตรฐานมีราคาสูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 ตามคำขอเลขที่ 050734, 050735, 050733 และ 050736 ห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาคดีนี้ในหนังสือพิมพ์รายวันที่จำหน่ายในราชอาณาจักรจำนวน 4 ฉบับ โดยเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน จำนวน 2 ใน 4 ฉบับ ข้างต้น หนังสือพิมพ์ทั้ง 4 ฉบับ ให้โฆษณาเป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย มิฉะนั้นให้โจทก์เป็นผู้ลงโฆษณาแทนโดยจำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินค่าใช้จ่าย ในการลงประกาศโฆษณาทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัทโจทก์และจำเลยต่างประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์รั้วตะแกรงเหล็กสำเร็จรูปเหมือนกัน นายสมชายกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 บริษัทจำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์รั้วสำเร็จรูปรวม 4 คำขอ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกสิทธิบัตรให้ทุกคำขอรวม 4 ฉบับ เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 ตามสำเนาคำขอและสำเนาสิทธิบัตร ครั้นวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับโจทก์ดำเนินคดีอาญาโดยกล่าวหาว่าโจทก์มีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยังไม่ได้ผลิตรั้วตะแกรงเหล็กสำเร็จรูปตามรูปแบบใหม่ออกจำหน่ายและอีกตอนหนึ่งที่ว่าโจทก์ยังอยู่ขั้นทดลองกระบวนการผลิต โจทก์จึงยังมิได้รับความเสียหายไม่นับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิบัตรนั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องและทางนำสืบที่คู่ความรับกันได้ความว่าจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ผลิตสินค้าเลียนสินค้าของจำเลยที่จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 กอปรกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในอีกตอนหนึ่งและที่โจทก์นำสืบยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับแบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่ามิใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งหากเป็นจริงย่อมนับว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง หาใช่ไม่มีอำนาจไม่ อุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการที่สองมีว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามที่จดสิทธิบัตรไว้เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ในประการนี้โจทก์นำสืบสรุปใจความได้ว่า จำเลยทำเลียนแบบที่มีการเปิดเผยและแพร่หลายมาแล้วทั้งในต่างประเทศและในประเทศ จำเลยนำสืบว่า แบบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยนำไปขอจดทะเบียน นายอิทธิกุลผู้จัดการฝ่ายผลิตของจำเลยเป็นผู้ออกแบบเองโดยไม่ได้ลอกเลียนผู้ใดและไม่เหมือนกับแบบผลิตภัณฑ์ที่โจทก์นำสืบ ส่วนหลักฐานที่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามที่โจทก์นำสืบ เข้าใจว่ามีขึ้นภายหลังจากที่จำเลยยื่นขอจดสิทธิบัตรแล้ว เห็นว่า แบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหาคือ แบบรั้วตะแกรงเหล็ก ตามรูปแบบที่จำเลยจดสิทธิบัตรไว้ทั้ง 4 คำขอ มีลักษณะเป็นทรงรูปสี่เหลี่ยม ส่วนที่เป็นตะแกรงจะใช้เหล็กเส้นวางทับกันเป็นตาตาราง โดยในแนวตั้งจะจัดวางในระยะห่างที่เท่าๆ กัน ที่เป็นแนวนอนจะมีเป็นเหล็กเส้นจำนวน 5, 6, 8 และ 9 เส้น ตามแต่ละรูปแบบทั้ง 4 มาวางพาด ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดงที่เป็นใบปลิวหรือแผ่นพับ โฆษณาจำหน่ายรั้วตะแกรงเหล็กในหลายๆ ประเทศ อาทิ เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐสิงคโปร์ รวมกว่า 10 บริษัท ปรากฏว่าทุกภาพมีรูปแบบในสาระสำคัญคล้ายหรือเหมือนกับรูปแบบผลิตภัณฑ์รังตะแกรงเหล็กที่จำเลยนำไปจดทะเบียน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยไม่ใหม่ นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบได้อีกว่า เอกสารสิ่งตีพิมพ์ที่โฆษณาขายรั้วตะแกรงเหล็กเหล่านั้นในหลายๆ ฉบับมีระบุวันตีพิมพ์หรือกำหนดราคาขายสินค้าซึ่งปรากฏเป็นวันก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้โดยหาจำต้องนำผู้โฆษณาหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่โฆษณามานำสืบดังที่จำเลยอ้างเป็นเหตุผลในอุทธรณ์ไม่ เชื่อว่ารูปแบบผลิตภัณฑ์รั้วสำเร็จตามสิทธิบัตรที่พิพาททั้ง 4 ฉบับ ของจำเลยคือสิทธิบัตรเลขที่ 9914, 9915, 9922 และ 9923 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับที่มีการตีพิมพ์อันเป็นการเปิดเผยและแพร่หลายอยู่ก่อนวันขอรับสิทธิบัตรของจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (2) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนทั้ง 4 ฉบับ จึงไม่ใช่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความหมายของพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 สิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ ของจำเลยย่อมไม่สมบูรณ์ ซึ่งโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตามมาตรา 64 แห่ง พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายมีตามอุทธรณ์ของคู่ความว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยออกแบบผลิตภัณฑ์รั้วตะแกรงเหล็กโดยเลียนแบบจากที่มีเปิดเผยและแพร่หลาย การที่จำเลยยังขืนนำแบบผลิตภัณฑ์ที่เลียนแบบของผู้อื่นไปจดทะเบียนทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ แม้สิทธิบัตรของจำเลยจะยังไม่ถูกเพิกถอนในขณะนั้นก็ตาม การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นและดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรที่ไม่ชอบของจำเลย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าก่อนดำเนินคดีแก่โจทก์นั้น จำเลยได้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตรแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นการแสวงหาหลักฐานไว้ล่วงหน้า ในทางตรงกันข้าม ย่อมไม่อาจถือว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย กรณีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงนับว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายแต่ฝ่ายเดียวที่ควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนค่าเสียหายควรมีจำนวนเท่าใดและควรที่จะให้จำเลยต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยหรือไม่นั้น ในส่วนความเสียหายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างความเสียหายโดยแสดงการประมาณการ แต่การที่บริษัทโจทก์ไม่เคยรับงานตลอดทั้งปีก็ดีการประกอบการของโจทก์หาใช่ได้กำไรทุกปีก็ดี บริษัทโจทก์ไม่มีสิทธิเข้าประมูลงานของทางราชการเนื่องจากไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างก็ดี ตั้งแต่ผลิตสินค้าพิพาทออกจำหน่ายจะสามารถจำหน่ายได้ถึง 1,000,000 บาท หรือไม่ยังไม่แน่นอนก็ดี ฯลฯ ล้วนไม่ได้ยืนยันความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์ ในส่วนคดีอาญาก็เช่นกัน นายพรเทพ ก็รับว่าในชั้นสอบสวนโจทก์โดยนายพรเทพเพียงปฏิเสธลอยๆ โดยไม่ได้นำหลักฐานให้พนักงานสอบสวนได้วิเคราะห์เพื่อแสดงว่าโจทก์มิได้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว เห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงเหมาะสมแล้ว แต่ในเรื่องการให้จำเลยประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์และห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงพอได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้ผลิตรั้วตะแกรงเหล็กรายใหญ่มีแต่บริษัทโจทก์และจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยจะนำเรื่องที่มีการจับกุมไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หรือมีการเสนอข่าวแต่อย่างใด และเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวแล้ว ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้มีการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยและห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันและยกคำสั่งห้ามจำเลยใช้หรือแอบอ้างสิทธิบัตรทั้ง 4 ฉบับเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 56 ม. 57 (2) ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.เอ็ม.ตะแกรงเหล็ก จำกัด
จำเลย — บริษัทบิลเลียน เมส อินดัสตรี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 973/2551
#411361
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ บัญญัติว่า ผู้สร้างสรรค์ คือ ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์ดังกล่าวต้องเป็นการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง ดังนั้นงานที่จะมีลิขสิทธิ์นั้นเพียงปรากฏว่าเป็นงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของผู้สร้างสรรค์โดยผู้ใช้ความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ระดับหนึ่งในงานนั้น และมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น หากผู้สร้างสรรค์สองคนต่างคนต่างสร้างสรรค์งานโดยมิได้ลอกเลียนซึ่งกันและกัน แม้ว่าผลงานที่สร้างสรรค์ของทั้งสองคนออกมาจะมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ผู้สร้างสรรค์ทั้งสองต่างคนต่างก็ได้ลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นแยกต่างหากจากกัน

โจทก์เป็นผู้เขียนและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง "ความคลาดเคลื่อนของความหมายในพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ (ในทางนิติศาสตร์) และพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๓๗ กับความคลาดเคลื่อน" นั้น หากพิเคราะห์เนื้อหาโดยรวมของหนังสือทั้งเล่ม เป็นการหยิบยกคำศัพท์แต่ละคำและความหมายของคำที่จำเลยให้ไว้ในพจนานุกรมขึ้นมาเป็นวัตถุแห่งการวิจารณ์ โดยการวิจารณ์คำแต่ละคำเริ่มต้นด้วยคำศัพท์และความหมายของคำแต่ละคำ ต่อด้วยเนื้อหาของการวิจารณ์ที่มีการอ้างบทกฎหมายและความเห็นทางตำราประกอบ และความหมายของคำที่ควรจะเป็น โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลียนแบบผู้ใด นับว่าเป็นงานที่โจทก์ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะในการค้นคว้า จัดลำดับและเรียบเรียงที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ถือว่าโจทก์ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ด้วยตนเอง ดังนั้น โจทก์จึงย่อมมีลิขสิทธิ์ในงานหนังสือดังกล่าว ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๖ วรรคแรก ที่จะได้รับความคุ้มครองงานอันเป็นวรรณกรรมของโจทก์

สำหรับเฉพาะในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจารณ์คำศัพท์ทั้ง ๗ คำคือ ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ คู่สัญญา ตัวการ พินัยกรรม คดีดำ คดีแดง ซึ่งเป็นบางส่วนของหนังสือที่โจทก์เป็นผู้เขียนนั้น จำต้องวิเคราะห์เป็นคำ ๆ ไป ซึ่งเนื้อหางานวิจารณ์คำแต่ละคำนั้นประกอบด้วย ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่งได้แก่ คำศัพท์และความหมายของคำศัพท์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งการวิจารณ์ ส่วนที่สองเนื้อหาการวิจารณ์ และส่วนที่สามซึ่งเป็นส่วนที่พิพาทกันในคดีนี้ คือ ส่วนความหมายของคำศัพท์ ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น เนื้อหาส่วนที่สามซึ่งเป็นบทสรุปดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความหมายที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ความหมายของคำที่เป็นบทสรุปของโจทก์ แต่ละความหมายนั้นแล้วก็พบว่า ความหมายของคำว่า ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ ตัวการ และพินัยกรรม ล้วนมีเนื้อหาตรงกับความหมายที่ปรากฏอยู่แล้วในกฎหมายคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายอาญา แตกต่างกันบ้างเฉพาะถ้อยคำที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อย เช่น การเชื่อมโยงคำ หรือการเรียงประโยค ดังนั้น ในส่วนความหมายของคำว่า ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ ตัวการ และพินัยกรรม ในหนังสือของโจทก์นั้น จึงเป็นเนื้อความในตัวบทกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีลิขสิทธิ์ในความหมายของคำดังกล่าวตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗ (๒)

ส่วนคำว่า "คู่สัญญา" "คดีดำ" และ "คดีแดง" แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติในลักษณะเป็นการให้ความหมายไว้โดยตรงเช่นเดียวกับคำ ๔ คำที่กล่าวมาแล้ว แต่โจทก์ได้มาจากการดูตัวบทกฎหมาย และเป็นถ้อยคำที่อาจารย์ของโจทก์ใช้ในการสอนในมหาวิทยาลัยและอธิบายความตั้งแต่เมื่อครั้งโจทก์เป็นนักศึกษากฎหมายซึ่งตรงกับความหมายที่โจทก์ได้ให้ความหมายไว้ จึงทำให้น่าเชื่อว่าความหมายของคำทั้ง ๓ คำดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของโจทก์เองโดยแท้ หากแต่เป็นความหมายที่มีการสร้างสรรค์และเข้าใจกันโดยทั่วไปมาก่อนโดยผู้ปฏิบัติหรือคณาจารย์ทางนิติศาสตร์ท่านอื่น ๆ จากเนื้อหาของกฎหมาย แนวทางปฏิบัติในการพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีการถ่ายทอดต่อกันมาโดยทางคำบรรยาย ทางตำราหรือเอกสารทางวิชาการ แล้วโจทก์เป็นผู้นำความหมายดังกล่าวมารวมไว้เท่านั้น ความหมายของคำเหล่านี้จึงไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ ในอันที่จะได้รับความคุ้มครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 7 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพจิตร ปุญญพันธุ์
จำเลย — ราชบัณฑิตยสถาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2551
#414834
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน คิดเป็นเงิน 240,000 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน ที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยร่วมกับ ห. เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่แรกและต่อมา ห. ได้ยกที่ดินพิพาทในส่วนของ ห. ให้แก่จำเลยแล้วก็ดี จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้วก็ดี และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นก็ตามแต่จำเลยก็ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นการยึดถือเพื่อตนแล้วก็ดี เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ห. ถึงแก่ความตายเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่ ห. ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และนางประยงค์มารดา โจทก์ที่ 4 เป็นบุตรนางแจ๋ว กับนายเหล็ง นายเหล็งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 7 หมู่ที่ 1 ตำบลโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 งาน 50 ตารางวา นายเหล็งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2521 ที่ดินดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 นางประยงค์และจำเลยคนละหนึ่งส่วน โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนางประยงค์ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าว จำเลยไม่เคยยุ่งเกี่ยว จนกระทั่งประมาณ 8 ถึง 9 ปี ที่ผ่านไปจำเลยขอปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินรวมเนื้อที่ประมาณ 40 ถึง 50 ตารางวา ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนางประยงค์ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยคัดค้านอ้างว่ามีส่วนในที่ดิน โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขับไล่จำเลย ขณะนั้นนางประยงค์ถึงแก่ความตายแล้ว ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสี่ถอนฟ้องเนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นทายาทคนหนึ่งด้วย และไปขอรังวัดใหม่เพื่อกันส่วนที่ดินที่จำเลยครอบครองให้แก่จำเลย แต่จำเลยคัดค้านการรังวัดและบุกรุกเข้าไปถางที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่สี่ในห้าส่วน จำนวน 2 งาน และให้ความยินยอมในการรังวัดออกโฉนด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา การแบ่งต้วทรัพย์ หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคาระหว่างคู่ความหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เดิมนายเหล็งและจำเลยร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หลังจากนายเหล็งตาย จำเลยรับมรดกและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองทั้งแปลงแต่เพียงผู้เดียวมาจนถึงปัจจุปันเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนายประยงค์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนี้แล้วถอนฟ้อง แต่จำเลยคัดค้าน ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาล ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1004/2541 ของศาลชั้นต้นคดีนี้จึงฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 7 หมู่ที่ 1 ตำบลบางโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับจำเลย โดยมีสิทธิคนละ 1 ส่วน ห้ามจำเลยคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่โดยให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับคนละหนึ่งส่วนในห้าส่วน วิธีการแบ่งแยกให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 5 ส่วน คิดเป็นเงิน 240,000 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาท 4 ส่วน ที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 240,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์ทั้งสี่แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนก็ต้องแยกจากกันเช่นกัน เมื่อราคาทรัพย์หรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยร่วมกับนายเหล็งเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่แรกและต่อมานายเหล็งได้ยกที่ดินพิพาทในส่วนของนายเหล็งให้แก่จำเลยแล้วก็ดี จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ดี และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นก็ตาม แต่จำเลยก็ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นการยึดถือเพื่อตนแล้วก็ดี เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่านายเหล็งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งแปลง โดยนายเหล็งไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดก่อนที่จะถึงแก่ความตาย เมื่อนายเหล็งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 นางประยงค์โดยมีโจทก์ที่ 4 เป็นทายาทรับมรดกแทนที่ และจำเลย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายเหล็งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่าฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่นายเหล็งถึงแก่ความตายฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวไล้ เผือกดี กับพวก
จำเลย — นายสมพงษ์ เผือกดี
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2551
#497847
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้มีผลถึงกับทำให้ถือว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฝ่ายผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แต่ศาลล่างทั้งสองยังนำข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอันเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลยซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้มีผลถึงกับทำให้ถือว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และเป็นการคุกคามทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นแล้วว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 4 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอภินันทร์หรืออ๊อด จันสิริวันดี
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2551
#412527
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกับส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใด จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาเล่นแชร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 199,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 472 เลขที่ดิน 158 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาได้ออกหนังสือแจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลยและเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่ง ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกันส่วนทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์รายนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า มูลหนี้คดีนี้เป็นหนี้ร่วมกันระหว่างจำเลยและผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ยกคำร้อง

ก่อนการไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า ตามคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินแปลงนี้เนื่องจากอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องยังมิได้ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใด จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาธิต อมรรัตนกุล
ผู้ร้อง — นายบุญศักดิ์ ศรีสุริยะธาดา
จำเลย — นางอำพรรณ สายเกษม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2551
#414730
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใด จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาเล่นแชร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 199,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 473 เลขที่ดิน 158 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาได้ออกหนังสือแจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลยและเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่ง ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกันส่วนทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์รายนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ก่อนการไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า ตามคำร้องผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินแปลงนี้เนื่องจากอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องยังมิได้ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิได้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาธิต อมรรัตนกุล
ผู้ร้อง — นายบุญศักดิ์ ศรีสุริยะธาดา
จำเลย — นางอำพรรณ สายเกษม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2551
#412704
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งการที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ก็เนื่องจากจำเลยอ้างว่าได้นำน้ำมันที่ชำระค่าภาษีอากรแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยเรือดังกล่าวให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยจึงใช้สิทธิขอรับภาษีที่ชำระแล้วคืนตามมาตรา 102 (4) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีไปโดยมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงมิใช่เรื่องลาภมิควรได้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่งได้แก่วันที่จำเลยได้รับหักคืนภาษีไปโจทก์ได้อนุมัติให้คืนเงินภาษีและจำเลยนำไปหักคืนภาษีแล้วในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2535 เรื่องมาจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2538 อันเป็นครั้งสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 18 กันยายน 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีซึ่งตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 137 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดจากจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เมื่อจำเลยรับคืนเงินภาษีที่ชำระไว้แล้วจึงเป็นการไม่ชำระภาษีหรือชำระภาษีไม่ครบถ้วนจึงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบอุตสาหกรรมผลิตและขายหรือจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตผลจากน้ำมันปิโตรเลียมทุกชนิด การที่จำเลยผลิตน้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันในราชอาณาจักรจึงเป็นการผลิตสินค้าขึ้นในราชอาณาจักร จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการชำระภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 10 (1) (ก) และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 และต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตดังกล่าวตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 ทั้งนี้จำนวนภาษีซึ่งจำเลยชำระไว้ดังกล่าวหากต่อมาจำเลยนำน้ำมันที่ได้ชำระภาษีแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยมีสิทธิขอคืนภาษีสรรพสามิตของปริมาณน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เติมให้แก่เรือดังกล่าวและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา 102 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 จำเลยได้ยื่นคำขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตซึ่งจำเลยได้ชำระไว้ โดยอ้างและแสดงหลักฐานว่า จำเลยได้เติมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันโดยแสดงชนิดและปริมาณของน้ำมันให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว โจทก์ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงแล้วเชื่อตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงได้คืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยให้แก่จำเลยตามจำนวนที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่าเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาแสดงเพื่อขอคืนค่าภาษีและได้รับคืนภาษีไปแล้วนั้น แท้ที่จริงมิได้มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย และมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยปริมาณน้ำมันชนิดต่าง ๆ ที่มีการตรวจพบว่าไม่ได้เติมให้แก่เรือตามที่จำเลยอ้างทั้ง 23 ครั้ง คิดเป็นค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยได้รับคืนไปและมีหน้าที่ต้องคืนให้โจทก์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 6,111,956.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าภาษีดังกล่าวนับแต่วันที่ได้รับคืนค่าภาษีจนกว่าจะคืนค่าภาษีเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,023,604.24 บาท รวมกับต้นเงินค่าภาษีแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 10,135,560.34 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน 10,135,560.34 บาท แก่โจทก์ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 6,111,956.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ทำให้จำเลยไม่เข้าใจและไม่อาจให้การต่อสู้คดีได้ชัดแจ้ง เนื่องจากโจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดว่า เพราะเหตุใดจึงมิได้มีการเติมน้ำมัน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยอมรับว่าในการขอคืนภาษีจำเลยได้เสนอหลักฐานต่าง ๆ และโจทก์ได้คืนภาษีให้จำเลยไปแล้ว นอกจากนี้โจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 102 (4) อย่างไรบ้าง คดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นอายุความเรื่องลาภมิควรได้หรือเรื่องละเมิด โดยคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวกับการติดตามเอาคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เพราะโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาต่อกัน จำเลยได้รับคืนภาษีจากโจทก์โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากปรากฏตามหลักฐานว่ามีการนำน้ำมันเติมให้แก่เรือโดยเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรเป็นผู้ตรวจสอบรับรองและออกใบอนุญาต จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนค่าภาษีและชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยต้องคืนเงินตามคำฟ้องให้โจทก์ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลย และดอกเบี้ยที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องมิได้ระบุว่าคิดคำนวณตั้งแต่วันใด ทั้งดอกเบี้ยส่วนที่โจทก์คำนวณเกิน 5 ปี ก็ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีจำนวน 10,135,560.34 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินภาษี 6,111,956.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดประกอบอุตสาหกรรมผลิตและขายหรือจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียมทุกชนิด ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตออกจากโรงอุตสาหกรรมตามมาตรา 10 (1) (ก) และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 กับต้องชำระภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตดังกล่าวตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 แต่หากจำเลยได้นำน้ำมันที่ชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้วเติมให้เรือที่ขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยมีสิทธิตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 102 (4) ที่จะขอคืนค่าภาษีที่ชำระแล้วดังกล่าวตามปริมาณน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้เติมให้แก่เรือโดยจะได้รับคืนในรูปของหนังสืออนุมัติให้จำเลยนำค่าภาษีที่มีสิทธิได้รับคืนไปเครดิตกับจำนวนภาษีที่จำเลยจะต้องชำระในคราวต่อไปเกี่ยวกับคดีนี้จำเลยได้ยื่นคำขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตที่จำเลยชำระไว้แล้วตามมาตรา 102 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยอ้างว่าจำเลยได้เติมน้ำมันเชื้อเพลิงโดยแสดงชนิดและปริมาณของน้ำมันให้แก่เรือหลายลำซึ่งแต่ละลำมีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้วรวม 23 เที่ยวเรือ ซึ่งโจทก์ได้อนุมัติให้คืนเงินภาษีดังกล่าวให้แก่จำเลยและจำเลยนำไปเครดิตกับการชำระภาษีครั้งต่อไปแล้ว ต่อมากรมศุลกากรแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ตรวจสอบพบว่าบางเที่ยวจำเลยไม่ได้นำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือตามจำนวนที่อ้างในใบอนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือ และบางเที่ยวนำขึ้นเรือไม่ครบตามจำนวนที่อ้าง รวมเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 6,111,956.10 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2540 และต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้นำค่าภาษีที่ได้รับหักคืนดังกล่าวไปชำระให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับหักคืนภาษีในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.25 แผ่นที่ 15 และ 16 แต่จำเลยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.25 แผ่นที่ 14 ตอบปฏิเสธไม่ยอมคืนเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นคำขอคืนค่าภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 102 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมอ้างว่า ได้นำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ชำระภาษีสรรพสามิตแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ซึ่งพนักงานศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว และโจทก์ได้อนุมัติให้คืนภาษีให้แก่จำเลยแล้ว แต่ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรว่า แท้จริงแล้วไม่มีการเติมน้ำมันตามชนิดและปริมาณให้แก่เรือดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับคืนภาษี ขอให้จำเลยคืนภาษีที่รับคืนจากโจทก์ไปให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคแรก แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องเรื่องละเมิดหรือลาภมิควรได้ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยไปจากโจทก์ก็เนื่องจากจำเลยอ้างว่าได้นำน้ำมันที่ชำระค่าภาษีอากรแล้วเติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ และพนักงานศุลกากรได้ปล่อยเรือดังกล่าวให้ไปต่างประเทศแล้ว จำเลยจึงใช้สิทธิขอรับภาษีที่ชำระแล้วดังกล่าวคืนตามมาตรา 102 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยได้รับคืนเงินค่าภาษีไปโดยมีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้มิใช่เรื่องลาภมิควรได้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งได้แก่วันที่จำเลยได้รับหักคืนภาษีไป ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสืออนุมัติให้คืนเงินภาษีว่า ในการขอคืนเงินภาษีสำหรับน้ำมันที่จำเลยอ้างว่าได้เติมให้แก่เรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ทั้ง 23 เที่ยวเรือ โจทก์ได้อนุมัติให้คืนเงินภาษีดังกล่าวและจำเลยนำไปหักคืนภาษีแล้วในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2535 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2538 อันเป็นครั้งสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 18 กันยายน 2545 เมื่อนับระยะเวลาจากวันที่จำเลยได้รับหักคืนภาษีแต่ละเที่ยวเรือจนถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีที่ได้รับคืนไปและดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยขอคืนภาษีโดยสุจริต ถูกต้องตามกฎหมายและคำสั่งของกรมศุลกากร จำเลยมีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่า ได้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือทั้ง 23 เที่ยวเรือ จริง จึงมีสิทธิได้รับคืนค่าภาษี ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นการไม่ชอบและเกินไปกว่าคำขอของโจทก์นั้น ทางพิจารณาโจทก์มีนายโอภาส นายบวร นายสว่าง นายสมบัติ นายไพโรจน์ นายมโน นายสถาพร นายนพพร นายสมภพ นายสงวน และนายชาติชาย ซึ่งขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายตรวจศุลกากรทำหน้าที่ตรวจสอบและเป็นผู้ลงนามรับรองการนำน้ำมันขึ้นเรือตามใบอนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือที่พิพาททั้ง 23 เที่ยวเรือ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในการควบคุมการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือแต่ละวันจะมีการจัดเวรให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ 2 คน คือ สารวัตรศุลกากร 1 คน และนายตรวจศุลกากร 1 คน แต่ผู้รับผิดชอบทั้งสองคนยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจรับเรือเดินต่างประเทศ ตรวจปล่อยคนโดยสารขาเข้าออก ตรวจค้นเรือที่เข้ามาในและออกนอกราชอาณาจักร และหน้าที่อื่น ๆ ตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 46/2530 จึงทำให้ไม่สามารถไปตรวจดูการเติมน้ำมันขึ้นเรือตามคำขอทุกลำเรือได้ โดยบางครั้งสามารถตรวจและควบคุมการเติมน้ำมันขึ้นเรือแต่ยังไม่เสร็จสิ้นก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่น และบางครั้งขณะตัวแทนเรือยื่นใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือ ทั้งสารวัตรศุลกากรและนายตรวจศุลการกรผู้รับผิดชอบในเวลานั้นออกไปปฏิบัติหน้าที่บนเรือลำอื่นหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นจึงไม่ทราบว่ามีการยื่นคำขอนำน้ำมันขึ้นเรือซึ่งทางเรือก็มิได้รอให้เจ้าหน้าที่ไปควบคุมโดยได้ดำเนินการเติมน้ำมันจนเสร็จสิ้นไปก่อน และเพื่อไม่เกิดความเสียหายต่อเรืออันเนื่องมาจากความล่าช้าของเจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงได้มีการผ่อนปรนให้ตัวแทนเรือดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันขึ้นเรือตามคำขอโดยไม่ได้มีการควบคุมแต่หลังจากนั้นตัวแทนเรือจะต้องระบุชนิดและปริมาณของน้ำมันที่เติม โดยมีใบรับการส่งน้ำมันขึ้นเรือที่มีกัปตันเรือหรือต้นกลเรือหรือผู้แทนเรือที่รับน้ำมันลงนามรับรอง และมีลายมือชื่อผู้ควบคุมเรือลำเลียงจัดส่งน้ำมันและเจ้าหน้าที่ของผู้ขายน้ำมันลงนามรับรองมาแสดง ซึ่งแต่ละครั้งตัวแทนเรือจะมีเอกสารดังกล่าวมาแสดงครบถ้วนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือเชื่อว่ามีการนำน้ำมันตามชนิดและปริมาณที่แสดงขึ้นเรือจึงลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้านหลังใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือมิได้รับรองว่า มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือตามใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือที่พิพาทจริง เนื่องจากบางครั้งเจ้าหน้าที่เหล่านี้มิได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่อ้างว่ามีการนำน้ำมันขึ้นเรือและบางครั้งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ขณะเริ่มสูบถ่ายน้ำมัน หลังจากนั้นได้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ส่วนรายงานการปฏิบัติงานตรวจสอบและควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือ ผู้แทนของจำเลยก็เป็นผู้นำไปกรอกข้อความแล้วนำมาให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือลงชื่อ ที่นายทองพันธุ์ พยานจำเลยเบิกความว่า ใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือที่พิพาททุกฉบับมีตัวแทนเรือเป็นผู้ยื่นขออนุญาตและเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรผู้รับผิดชอบควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือได้ลงนามรับรองว่า มีการนำน้ำมันขึ้นเรือและจัดทำรายงานการปฏิบัติงานรับรองว่า ได้ตรวจสอบและควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือตั้งแต่เมื่อใดจนเสร็จสิ้นเมื่อใด แสดงว่ามีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือจริงนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ลงนามรับรองมาเบิกความยืนยันว่า มิได้ตรวจสอบและควบคุมการนำน้ำมันขึ้นเรือตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นเพราะต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นด้วย จึงยังไม่อาจรับฟังเป็นข้อยุติว่า ได้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือตามชนิดและจำนวนในใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือจริง สำหรับเอกสารต่าง ๆ ที่ทางเรือได้จัดทำขึ้นและโจทก์นำสืบว่า เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้มาจากการตรวจค้นบริษัทตัวแทนเรือ และรับมอบจากนายเรือหรือต้นกลเรือ คือ COMBINED LOG ABSTRACT ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกรายละเอียดการเดินทางและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเกี่ยวกับการเดินเรือในแต่ละเที่ยวเรือ BUNKER SUMMARY REPORT ซึ่งเป็นเอกสารสรุปการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละเที่ยวเรือ ARRIVAL CONDITION ซึ่งเป็นเอกสารแสดงถึงสภาพของเรือในขณะจะออกเดินทางจากท่าในประเทศไปยังต่างประเทศว่ามีน้ำมันแต่ละชนิดปริมาณเท่าใดและจำนวนน้ำมันที่รับเพิ่มเติมมีเท่าใดซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้นำเจ้าหน้าที่ประจำเรือซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวรวมทั้งตัวแทนเรือมาเบิกความต่อศาล ทั้งเอกสารประจำเรือดังกล่าวไม่ใช่เอกสารมหาชน จึงรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏว่า โจทก์มีนายวินัย นายอนันต์ และนายบุญตันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า กรมศุลกากรได้สืบทราบว่า เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า กรมศุลกากรได้สืบทราบว่า มีการแจ้งปริมาณน้ำมันเติมเรือเดินทางไปต่างประเทศเป็นเท็จโดยมีพฤติการณ์ไม่นำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือจริง แต่ได้นำหลักฐานว่ามีการนำน้ำมันขึ้นเรือไปขอคืนค่าภาษีสรรพสามิต กรมศุลกากรจึงมอบหมายให้พยานดำเนินการสืบสวน พยานได้ขอสำเนาใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือจากฝ่ายตรวจรับเรือในท่า ส่วนปราบปรามทางทะเล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติพิธีการควบคุมการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือ แล้วนำมาคัดแยกตามประเภทบริษัทตัวแทนเรือ จากนั้นได้สุ่มตรวจสอบเรือบางลำตามที่ปรากฏชื่อในใบอนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือ ได้แก่ เรือชัยภูมิ เรือนันทภูมิ และเรือเดชาภูมิ จากการสอบปากคำนายเรือ ต้นกลเรือ และรองต้นกลเรือ ได้ความว่าเรือแต่ละลำดังกล่าวจะเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เท่านั้นปรากฎตามบันทึกการตรวจค้นเรือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 ถึง 38, 49 ถึง 51 และ 42 ถึง 44 และเจ้าหน้าที่เรือยังได้มอบเอกสารแสดงการใช้น้ำมันในการเดินเรือแต่ละเที่ยวที่ทางเรือจัดทำขึ้น ได้แก่ COMBINED LOG ABSTRACT, ARRIVAL CONDITION, DEPARTURE CONDITION และ BUNKER SUMMARY REPORT ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 44, 48 และ 49 ในส่วนของเอกสาร ARRIVAL CONDITION และ DEPARTURE CONDITION ทางเรือจะต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่ตัวแทนเรือ และตัวแทนเรือจะส่งข้อมูลตามเอกสารดังกล่าวไปให้เจ้าของเรือเพื่อควบคุมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักและเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับเรือขนส่ง พยานจึงได้ไปตรวจค้นและยึดเอกสารดังกล่าวจากตัวแทนเรือที่ปรากฏรายชื่อในใบขออนุญาตนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือได้แก่ บริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทโหงวฮกเอเยนซี จำกัด บริษัทโกลด์ชิป จำกัด บริษัทกิจวรุณเทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทตัวแทนเรืออื่น ๆ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการตรวจค้นและรับรองหรือยึดหรืออายัดเอกสาร เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 10 ถึง 12, 22 ถึง 24 เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 23 ถึง 25, 28 เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 15, 16, 22 ถึง 24 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 14, 15, 21 และเอกสารหมาย จ.9 แผ่น 13, 14, 20 และพันตำรวจโท อนุชาต เจ้าพนักงานตรวจเรือ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า) เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานมีหน้าที่ตรวจเรือต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญา SOLAS 1974 (SAFETY OF LIFE AT SEA) และอนุสัญญา MARPOL 73/78 (MARINE POLLUTION) โดยอนุสัญญา SOLAS บังคับให้เรือที่ทำการค้าระหว่างประเทศต้องมี SAFETY CERTIFICATES และ LOG BOOK อยู่ประจำเรือ ซึ่ง LOG BOOK จะมีชนิดบันทึกรายละเอียดสถานทั่วไปของเรือ และชนิดที่บันทึกข้อมูลทั่วไปของเครื่องจักรกลในเรือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง รวมกันแล้วจะเรียกชื่อว่า COMBINED ABSTRACT ส่วนอนุสัญญา MARPOL กำหนดให้เรือมี OIL RECORD BOOK สำหรับบันทึกการรับส่งน้ำมันในเรือ นายเรือจึงต้องจัดทำ ARRIVAL CONDITION, DEPARTURE CONDITION หรือ SAILING CONDITION และ BUNKER SUMMARY เอกสารต่าง ๆ ตามที่อนุสัญญากำหนดซึ่งนายเรือหรือต้นกลเรือเป็นผู้จัดทำนั้น จะต้องเก็บไว้ที่เรือและสำนักงานของเรือประมาณ 5 ถึง 10 ปี หลักเกณฑ์ในการจัดเก็บและจัดทำเอกสารเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญา SOLAS หมวดที่ 9 เห็นว่า ตามบันทึกการตรวจค้นเรือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 36 ถึง 38, 49 ถึง 51 และ 42 ถึง 44 เจ้าหน้าที่ศุลกากรพยานโจทก์ได้พบกับนายกฤษฎา รองต้นกลเรือชัยภูมิ นายสรรชัย นายเรือนันทภูมิ และนายกุลเกียรติกับนายสุดเนตร นายเรือและต้นกลเรือเดชาภูมิ โดยได้สอบถามเกี่ยวกับการใช้น้ำมันในการเดินเรือแต่ละเที่ยว คือ COMBINED LOG ABSTRACT, ARRIVAL CONDITION, DEPARTURE CONDITION หรือ SAILING CONDITION และ BUNKER SUMMARY ไว้ด้วยโดยเจ้าหน้าที่เรือได้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการตรวจค้นเรือด้วย ส่วนในการตรวจค้นบริษัทตัวแทนเรือตามบันทึกการตรวจค้นและรับรองหรือยึดหรืออายัดเอกสารก็ปรากฏว่าผู้แทนของบริษัทตัวแทนเรือได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าเอกสารดังกล่าวยึดมาจากบริษัทตัวแทนเรือจริงและมิได้ปฏิเสธว่ารายละเอียดตามเอกสารที่ยึดได้ไม่ถูกต้อง เมื่อเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของเรือแต่ละเที่ยวโดยแสดงวันเวลาไว้อย่างชัดเจน ทั้งพันตำรวจโทอนุชาต พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตรวจเรือของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวีก็ยืนยันว่า เรือที่เดินทางระหว่างประเทศจะต้องมีเอกสารประจำเรือ คือ LOG BOOK, ARRIVAL CONDITION และ DEPARTURE CONDITION มิฉะนั้นจะถูกลงโทษโดยการกักเรือเป็นอย่างน้อย แสดงให้เห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่นายเรือมีหน้าที่ต้องจัดทำและอยู่ในความครอบครองของเรือและตัวแทนเรือจริง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำเจ้าหน้าที่ประจำเรือหรือตัวแทนเรือมาเบิกความต่อศาล ก็เชื่อได้ว่า รายละเอียดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรากฏในเอกสารถูกต้องตรงกับความเป็นจริง เพราะหากมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงลงเรือแล้วไม่มีการบันทึกในเอกสารดังกล่าว ตัวแทนเรือก็ไม่สามารถเก็บเงินจากเจ้าของเรือได้ เมื่อตรวจสอบเปรียบเทียบเอกสารที่แสดงถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือและใบรับการส่งน้ำมันทางเรือของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.23 แล้วพบว่าไม่มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือหรือมีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุในใบขออนุญาต จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง เพราะโจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยมิได้ขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษี ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 137 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดจากจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เมื่อจำเลยรับคืนเงินภาษีที่ชำระไว้แล้วจึงเป็นการไม่ชำระภาษีหรือชำระภาษีไม่ครบถ้วน จำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ขอ จึงชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31 ม. 193/12
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 120 ม. 137
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2551
#411324
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้..." และมาตรา 7 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่ากฎหมายได้แยกการกระทำของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในการเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ต่างหากจากกัน ทั้งได้บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ในการเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เฉพาะกรณีนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่กรณีนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นนิติบุคคล กฎหมายหาได้ให้สิทธิเช่นว่านั้นไม่ ฉะนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าแชร์รายพิพาทมีห้างหุ้นส่วนจำกัด น. เป็นนายวงแชร์ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การเล่นแชร์รายนี้ย่อมเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เช็คพิพาทที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวจึงปราศจากมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย แม้โจทก์และจำเลยต่างเป็นสมาชิกวงแชร์ด้วยกัน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าการเล่นแชร์รายนี้มีห้างหุ้นส่วนจำกัด น. เป็นนายวงแชร์หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องวินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังมาจึงไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าวอาจเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาลเสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3), 243 (3) (ข) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท (ที่ถูกให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์)

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยมีว่า การเล่นแชร์ระหว่างจำเลยกับสมาชิกวงแชร์ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 หรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้..." และมาตรา 7 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายได้แยกการกระทำของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในการเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ต่างหากจากกัน ทั้งได้บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ในการเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เฉพาะกรณีนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่กรณีนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่เป็นนิติบุคคล กฎหมายหาได้ให้สิทธิเช่นว่านั้นแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แชร์รายพิพาทมีห้างหุ้นส่วนจำกัดนำกิจผลเป็นนายวงแชร์ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การเล่นแชร์รายนี้ย่อมเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เช็คพิพาทที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวจึงปราศจากมูลหนี้ที่จะบังคับกันได้ตามกฎหมาย แม้โจทก์และจำเลยต่างเป็นสมาชิกวงแชร์ด้วยกัน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าการเล่นแชร์รายนี้มีห้างหุ้นส่วนจำกัดนำกิจผลเป็นนายวงแชร์หรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องวินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดี ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังมาจึงไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันจำนวน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยังมิได้วินิจฉัยดังกล่าว อาจเป็นผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาลเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3), 243 (3) (ข) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอายุความจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 6 ม. 7
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 240 (3) ม. 243 (3) (ข) ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชินวุฒิ ลาภิณธานนท์
จำเลย — นางสุชาดาหรือวิภาดา จิวรสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2551
#413977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์คือกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง ส่วน ส. ตำแหน่งพนักงานซ่อมบำรุงเครือข่ายและ พ. ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายซ่อมข่ายสายฉุกเฉินนั้นเป็นเพียงพนักงานของโจทก์ แม้จะฟังว่าบุคคลทั้งสองได้รับทราบเหตุละเมิดและ พ. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งซ่อมได้ดำเนินการจ้างบริษัท บ. เข้าซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัทโจทก์และรับรู้ว่าบริษัทโจทก์ถูกบริษัทจำเลยกระทำละเมิดตั้งแต่วันเกิดเหตุ คือวันที่ 15 มิถุนายน 2540 แต่ ส. และ พ. ก็มีอำนาจเฉพาะในกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเท่านั้นและไม่มีอำนาจที่จะฟ้องคดีแก่จำเลยในกรณีที่จำเลยไม่ชำระค่าซ่อมแซมให้แก่โจทก์จึงไม่อาจถือได้ว่า ส. และ พ. เป็นผู้แทนของบริษัทโจทก์ในการรับรู้เรื่องอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ด้วย ดังนั้น อายุความ 1 ปี จึงเริ่มนับแต่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน มิใช่นับแต่ ส. หรือ พ. รู้ เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ผู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 10 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายศรีศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยรับเหมาจากกรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงขยายถนนอักษะ จากถนนพุทธมณฑลสาย 3 ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 พนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่าพนักงานของจำเลยใช้รถขุดดินและเจาะถนนโดยประมาทเลินเล่อถูกสายโทรศัพท์ของโจทก์เสียหาย 2 จุด จุดที่ 1 ที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ทำให้ท่อร้อยสายโทรศัพท์และสายเคเบิลโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ขาดได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,617.35 บาท จุดที่ 2 ที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษดานคร 18 ทำให้สายเคเบิลโทรศัพท์จำนวน 300 คู่สาย ตู้คอดิน จุดพักสายโทรศัพท์เลขที่ 6 หัวต่อฉีกขาด ทำให้น้ำเข้าหัวต่อได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 336,820.83 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 377,438.18 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 28,307.86 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 405,476 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 377,438.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยบรรยายฟ้องว่าเหตุจุดที่ 1 ที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ไม่บรรยายว่าอยู่ที่จุดใดของถนน เพราะถนนพุทธมณฑลสาย 3 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตตลิ่งชันมีความยาวหลายกิโลเมตร ทำให้จำเลยไม่เข้าใจข้อกล่าวหาและไม่เข้าใจข้อกล่าวหาและไม่สามารถสู้คดีได้ถูกต้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ไม่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม ขณะฟ้องโจทก์เปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการไปแล้ว ผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่กรรมการที่มีอำนาจ ตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราประทับของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลย และปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง 20 คู่สาย ส่วนตู้คอดิน จุดพักสายโทรศัพท์เลขที่ 6 และหัวต่อไม่ได้รับความเสียหาย น้ำไม่ได้ไหลเข้าหัวต่อ นอกจากนี้ในการวางท่อร้อยสายโทรศัพท์และสายเคเบิลในจุดที่ 2 โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานในการวางท่อร้อยสายขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้วางต่ำกว่าพื้นดินไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร อันเป็นความประมาทและผิดพลาดของโจทก์เอง โจทก์เรียกค่าเสียหายเกินความจริง โจทก์เสียหายไม่เกิน 10,000 บาท เหตุละเมิดจุดที่ 1 เกิดวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 จุดที่ 2 เกิดวันที่ 15 มิถุนายน 2540 โจทก์ทราบเหตุละเมิดตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,384 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 336,820.83 บาท ให้โจทก์อีกจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดมีกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์คือ นายอาชว์หรือนายวัลลภหรือนายสุภกิจคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับนายมินหรือนายวีรวัฒน์หรือนายชัชวาลหรือนายศุภชัยอีกคนหนึ่ง และประทับตราสำคัญของบริษัทให้มีผลผูกพันโจทก์ เหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ใช้รถขุดพื้นผิวถนนถูกสายโทรศัพท์สายเคเบิลโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ของโจทก์ขาดและเสียหายจำนวน 2 จุด จุดที่ 1 ที่บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 3 ท่อร้อยสายโทรศัพท์และสายเคเบิลขาดได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,617.35 บาท ตามใบแจ้งหนี้ จุดที่ 2 ที่บริเวณหน้าหมู่บ้านกฤษดานคร 18 สายเคเบิลโทรศัพท์ จำนวน 300 คู่สายขาด ตู้คอดิน ตู้สื่อสัญญาณและหัวต่อแตกหักน้ำเข้าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 336,820.83 บาท ตามใบแจ้งหนี้ บริษัทประยูรวิทย์ จำกัด ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจเป็นบริษัทเดียวกับบริษัทประยูร์วิศว์การช่าง จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความเสียหายตามใบแจ้งหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า "ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" และมาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันละเมิด" โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของโจทก์คือ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าว ส่วนนายสิทธิโชคตำแหน่งพนักงานซ่อมบำรุงเครือข่ายและนายพงษ์สิทธิ์ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายซ่อมข่ายสายฉุกเฉินนั้นเป็นเพียงพนักงานของโจทก์ แม้จะฟังว่าบุคคลทั้งสองได้รับทราบเหตุละเมิดและนายพงษ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งซ่อมได้ดำเนินการจ้างบริษัทล๊อกซเล่ย์ ฮิตาชิ เคเบิ้ล เอ็นจีเนียริ่ง จำกัด เข้าซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัทโจทก์และรับรู้ว่าบริษัทโจทก์ถูกบริษัทจำเลยกระทำละเมิดตั้งแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 15 มิถุนายน 2540 ตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่นายสิทธิโชคและนายพงษ์สิทธิ์ก็มีอำนาจเฉพาะในกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเท่านั้นและไม่มีอำนาจที่จะฟ้องคดีแก่จำเลยในกรณีที่จำเลยไม่ชำระค่าซ่อมแซมให้แก่โจทก์ได้ จึงไม่อาจถือได้ว่านายสิทธิโชคและนายพงษ์สิทธิ์เป็นผู้แทนของบริษัทโจทก์ในการรับรู้เรื่องอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 448 วรรคหนึ่งด้วย ดังนั้นอายุความ 1 ปี จึงเริ่มนับแต่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ดังกล่าวรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน มิใช่นับแต่นายสิทธิโชคหรือนายพงษ์สิทธิ์รู้ และจากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2541 โจทก์โดยนายอาชว์และนายวีรวัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจของโจกท์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายศรีศักดิ์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจ โดยจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้รับฟังได้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้รู้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ก่อนหน้านี้แต่อย่างใดจึงต้องฟังว่า กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 10 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ฟ้องโจทก์ในส่วนใบแจ้งหนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทประยูร์วิศว์การช่าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2551
#412710
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ซึ่งเป็นโมฆะ แม้ไม่มีผลทำให้ฐานะของคู่กรณีแห่งนิติกรรมมาแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไป แต่คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาย คืนเงินค่าที่ดินพิพาทที่ได้รับไว้จากลูกหนี้ให้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น เป็นเพียงวิธีการที่ผู้ร้องใช้อำนาจเพื่อเก็บรวบรวมเงินของลูกหนี้เข้ารวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกให้ผู้ร้องส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทกลับคืนเป็นของตนเองอันเป็นข้อพิพาทต่างหากระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจมีคำขอให้ลูกหนี้คืนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 มาในคำคัดค้านคำร้องของผู้ร้องได้

นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้เป็นโมฆะ การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ต้องนำบทบัญญัติลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทที่ได้รับจากลูกหนี้ซึ่งเป็นลาภมิควรได้จนเต็มจำนวน เว้นแต่ผู้คัดค้านที่ 1 จะได้รับไว้โดยสุจริต จึงมีหน้าที่ต้องคืนเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามมาตรา 412 และเป็นหนี้เงินต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาผิดนัดเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ (จำเลย) เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2533 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2534 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2534

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมลูกหนี้ซึ่งมีชื่อว่า นายทนงเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120117 และที่ดินโฉนดเลขที่ 107714 ซึ่งที่ดินทั้งห้าโฉนดดังกล่าวได้ถูกบังคับจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6849/2527 ของศาลชั้นต้นโดยนางสาวพรพนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120116 ได้จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2537 และในวันเดียวกันนางสาวพรพนาได้ขายต่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และไถ่ถอนจากการจำนองเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 120117 ผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อได้จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 วันที่ 30 ธันวาคม 2537 ลูกหนี้ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120114 ถึง 120116 และที่ดินโฉนดเลขที่ 120117 จากผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ แล้วลูกหนี้จดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ในวันเดียวกัน การซื้อขายและจำนองเกี่ยวกับที่ดินทั้งสี่โฉนดดังกล่าวของลูกหนี้ได้กระทำขึ้นภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ซึ่งลูกหนี้ไม่มีอำนาจกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองจึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มีผลให้นิติกรรมซื้อขายและจำนองของลูกหนี้ตกเป็นโมฆะ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120116 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 120117 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับลูกหนี้ ตามสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ทั้งสองฉบับและให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120117 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับลูกหนี้ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ตามมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คืนเงินที่ได้รับไว้จากการขายที่ดินให้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ จำนวน 3,450,616.44 บาท และ 1,183,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,100,000 บาท และ 720,000 บาท ตามลำดับนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้โดยเจตนาทุจริตรู้อยู่ว่าถูกพิทักษ์ทรัพย์มาแต่ต้น หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเปลี่ยนชื่อ แล้วซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจกระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของตนได้ การจ่ายเงินค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการกระทำตามอำเภอใจและโดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องรับผิดคืนค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ลูกหนี้และเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับจากลูกหนี้ในฐานลาภมิควรได้ไม่มีเหลือคืนให้ลูกหนี้ ทั้งลูกหนี้ชำระค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 คดีจึงขาดอายุความ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้สุจริตไม่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย ขอให้พิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องชำระเงินคืนลูกหนี้หรือกองทรัพย์สินของลูกหนี้และให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและการจดทะเบียนจำนองเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120116 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 และลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 และให้ลูกหนี้ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมยื่นคำคัดค้านว่า การซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายและผู้คัดค้านที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากลูกหนี้โดยสุจริต หากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและสัญญาจำนองก็ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คืนเงินจำนวน 3,450,616.44 บาท และ 1,183,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,100,000 บาท และ 720,000 บาท ตามลำดับ นับจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120117 (ที่ถูก 120116) ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 120117 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับลูกหนี้ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คืนเงินที่ได้รับไว้จากการขายที่ดินให้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้จำนวน 3,450,616.44 บาท และ 1,183,168.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,100,000 บาท และ 720,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันยื่นคำร้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขอของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง ส่วนค่าทนายความผู้ร้องว่าความเองจึงไม่กำหนดให้

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 120114 ถึง 120116 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ตกเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้จะต้องกลับสู่ฐานะเดิม ลูกหนี้จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้ผู้คัดค้านที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำโดยฝ่าฝืนมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะไม่มีผลทำให้ฐานะของคู่กรณีแห่งนิติกรรมมาแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่คำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทและให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าที่ดินพิพาทที่ได้รับไว้จากลูกหนี้ให้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น เป็นเพียงวิธีการที่ผู้ร้องใช้อำนาจเพื่อเก็บรวมรวมเงินของลูกหนี้ที่ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวนั้นเข้ารวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกให้ผู้ร้องส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทที่ได้โอนให้แก่ลูกหนี้ในระหว่างล้มละลายกลับคืนเป็นของตนเองอันเป็นข้อพิพาทต่างหากระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ทั้งที่ดินพิพาทลูกหนี้ก็ได้นำไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการจำนองนั้น จึงอาจมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกระทบต่อสิทธิของผู้คัดค้านที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจมีคำขอให้ลูกหนี้คืนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 มาในคำคัดค้านคำร้องของผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า แม้นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ แต่ลูกหนี้ได้ชำระค่าที่ดินพิพาทตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนเป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าที่ดินพิพาท หากผู้คัดค้านที่ 1 ต้องคืนเงินดังกล่าวก็มีหน้าที่คืนแต่ต้นเงินที่ได้รับจำนวน 2,100,000 บาท การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และลูกหนี้ต้องกลับสู่ฐานะเดิม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิได้เป็นหนี้ลูกหนี้ ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับค่าที่ดินจากลูกหนี้โดยสุจริตและไม่มีลาภมิควรได้เหลือที่จะคืนให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า แม้นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้เป็นโมฆะซึ่งการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ต้องนำบทบัญญัติลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าลูกหนี้ได้ชำระค่าที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 1 ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนเป็นบุคคลล้มละลายไม่มีอำนาจทำสัญญาซื้อขายและชำระค่าที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า ลูกหนี้ได้ทำสัญญาซื้อขายและชำระค่าที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามอำเภอใจดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้าง ลูกหนี้จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินค่าที่ดินพิพาท และผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทที่ได้รับจากลูกหนี้ ซึ่งเป็นลาภมิควรได้จนเต็มจำนวน เว้นแต่ผู้คัดค้านที่ 1 จะได้รับไว้โดยสุจริต จึงมีหน้าที่ต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทเต็มจำนวน 2,100,000 บาท และเป็นหนี้เงินต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาผิดนัดเป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 ม. 224 ม. 412
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นายสมศักดิ์ โตรักษา กับพวก
จำเลย — นายสุริยา ตุวินันท์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 852/2551
#413740
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์มีรายงานการตรวจพิสูจน์ของพันตำรวจโท ว. ว่า ของกลางจัดเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมาย แห่ง พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ แม้จะได้ความต่อไปตามรายงานฉบับดังกล่าวว่าของกลางดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ใช้ทำการระเบิดไม่ได้ เพราะชนวนเสื่อมสภาพ แต่ก็ถือได้ว่าของกลางเป็นลูกระเบิดตามกฎหมาย จึงต้องมีความผิดข้อหามีลูกระเบิดไว้ในครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 138, 140, 289 (2), 362, 364, 365, 368, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 121/2540 และ 144/2540 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคท้าย, 362, 364, 365, 365 (1) (2) (3), 371, 392, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72, 72 ทวิ, 78 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีวัตถุระเบิดนอกจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกในเวลากลางคืน จำคุก 6 เดือน และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 7 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 392, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72, 72 ทวิ, 78 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีวัตถุระเบิด นอกจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 121/2540 และ 144/2540 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 2 ปี 13 เดือน ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 และมาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ปรับ 100 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาอื่น กับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ ริบเครื่องกระสุนปืนและลูกระเบิดของกลางคืนมีดปลายแหลมของกลางให้แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ขณะที่นายสำเริงกับนายจริญหรือกุ้งและพวกร่วมกันดื่มสุราที่บริเวณบ่อน้ำร้อนในที่เกิดเหตุ นายยุทธนาหรือหมึกกับนายโอมและพวกซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 2 เข้าไปที่กลุ่มของนายสำเริงดังกล่าวแล้วนายยุทธนานำลูกระเบิดของกลางจากกระเป๋าสะพายของนายโอมออกมาขู่เข็ญนายสำเริงกับนายจริญ ทั้งยังใช้เท้าถีบใบหน้านายจริญอีกด้วย เป็นเหตุให้นายสำเริงกับนายจริญเกิดความกลัวและความตกใจ ขณะนั้นนายยุทธนาพกพาอาวุธปืนสั้นติดตัวมาด้วย นายสำเริงกลับบ้านไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นายภิรมย์หรือถอกบิดาของตนฟัง นายภิรมย์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปแจ้งเหตุแก่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเบตงขณะอยู่ที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อนใกล้กับที่เกิดเหตุ หลังจากสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์รับแจ้งเหตุแล้วเดินทางไปยังบริเวณบ่อน้ำร้อนที่เกิดเหตุแต่พบคนในกลุ่มของนายยุทธนากำลังดื่มสุรากันที่บริเวณร้านค้าของนายนกเขาจึงเข้าตรวจค้น พบกระสุนปืนลูกซองของกลาง 4 นัด ที่ตัวนายสุนทรหรือถั่วแระ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ควบคุมในกลุ่มของนายยุทธนาซึ่งรวมทั้งนายสุนทรไปที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อน ขณะนั้นนายจริญขับรถจักรยานยนต์มีนายสำเริงนั่งซ้อนท้ายไปที่ที่พักสายตรวจบ่อน้ำร้อนด้วย ต่อมาสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์วิทยุขอรถสายตรวจแต่ติดต่อไม่ได้ จึงเดินไปโทรศัพท์สาธารณะเมื่อกลับมาปรากฏว่า บุคคลที่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ควบคุมมาดังกล่าวหลบหนีไปทั้งหมดระหว่างนั้นนายพริกขี้หนู หลานของนายภิรมย์มาแจ้งแก่นายภิรมย์ว่านายยุทธนากับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านของนายภิรมย์ถามหานายสำเริง แล้วนายยุทธนานำลูกระเบิดและลูกกระสุนปืนลูกซองของกลางออกมาขู่เข็ญนางหนูดวง นายจรัญซึ่งเป็นภริยาและบุตรของนายภิรมย์กับคนในบ้านของนายภิรมย์เป็นเหตุให้นางหนูดวงกับนายจรัญและคนในบ้านของนายภิรมย์เกิดความกลัวและความตกใจ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงให้นายภิรมย์ขับรถจักรยานยนต์ โดยสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์นั่งซ้อนท้ายไปที่บ้านของนายภิรมย์ นายจริญขับรถจักรยานยนต์มีนายสำเริงนั่งซ้อนท้ายตามไปด้วย เมื่อรถจักรยานยนต์ทั้งสองคนแล่นมาถึงปากซอยสวนอีสานซึ่งเป็นทางเข้าบ้านนายภิรมย์มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมาโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย นายจริญจำได้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของนายยุทธนาจึงร้องบอกนายภิรมย์ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ให้นายภิรมย์จอดรถยนต์แล้วลงไปยืนบนถนนโบกมือส่งสัญญาณให้คนที่ขับรถจักรยานยนต์ตามมาจอดรถเพื่อจะตรวจค้น แต่คนขับไม่ยอมจอดรถกลับเร่งความเร็วของรถจักรยานยนต์ขับผ่านไป สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยาวยิงขู่ 1 นัด แต่คนขับก็ยังไม่ยอมจอดรถ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยาวยิงไปที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวอีกหลายนัด กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ แต่คนขับจักรยานยนต์ดังกล่าวพากันหลบหนีไปได้ คืนนั้นจำเลยที่ 1 เข้ารับการรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลเบตง เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้กระสุนปืนลูกซองอีก 3 นัด กับลูกระเบิด 1 ลูก ที่นายยุทธนากับพวกได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวแล้วนำไปซุกซ่อนไว้บริเวณกระต๊อบหน้าโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 94 ซึ่งใกล้ที่เกิดเหตุเป็นของกลาง และยังยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม ซึ่งตกอยู่บริเวณถนนใกล้ปากทางเข้าซอยอีสานเป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายยุทธนาและพวกมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีลูกระเบิดไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกับนายยุทธนากับพวกขู่เข็ญนายสำเริงกับพวกให้เกิดความตกใจกลัวหรือไม่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้ฟังได้ในเบื้องต้นว่าขณะที่นายสำเริงกับนายจริญและพวกร่วมกันดื่มสุราบริเวณบ่อน้ำร้อน นายยุทธนาหรือหมึกกับนายโอมและพวกซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 2 เข้าไปที่กลุ่มของนายสำเริงแล้วนายยุทธนานำลูกระเบิดออกมาจากกระเป๋าสะพายของนายโอมออกมาขู่เข็ญนายสำเริงกับนายจริญ ทั้งยังถีบใบหน้านายจริญอีกด้วย เป็นเหตุให้นายจริญเกิดความกลัวและตกใจ ขณะนั้นนายยุทธนาพกพาอาวุธปืนสั้นติดตัวมาด้วย พยานโจทก์ที่เป็นประจักษ์พยานมีนายสำเริงกับนายจริญ แต่โจทก์ไม่สามารถนำนายจริญมาเบิกความได้ คงมีเพียงนายสำเริงมาเบิกความเพียงคนเดียว โดยนายสำเริงเบิกความว่าจำเลยที่ 2 มากับนายยุทธนาและนายโอม เมื่อนายยุทธนานำลูกระเบิดออกมาจากกระเป๋าสะพายของนายโอม จำเลยที่ 2 พูดว่า พวกมึงเห็นอะไรแล้วอย่าพูดมาก แต่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ตามไปทีหลังและได้เข้าห้ามนายยุทธนาซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้การเช่นนี้ไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวนของตามเอกสาร ป.จ. 4 ศาลจังหวัดยะลา ทั้งนายสำเริงก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เข้าดึงนายหมึกมีลักษณะห้ามไม่ให้เกิดเรื่อง อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ทำให้ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานโจทก์จึงยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะได้ร่วมกับนายยุทธนาและพวกกระทำความผิดทั้งสามข้อหานี้หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้ฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายพริกขี้หนูหลานของนายภิรมย์มาแจ้งว่านายยุทธนากับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านนายภิรมย์และนำลูกระเบิดกับกระสุนปืนออกมาขู่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงให้นายภิรมย์ขับรถจักรยานยนต์โดยมีสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ซ้อนท้ายไปที่บ้านนายภิรมย์ นายจริญขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายสำเริงซ้อนท้ายไปด้วยกัน เมื่อรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแล่นมาถึงปากซอยสวนอีสานซึ่งเป็นทางเข้าบ้านนายภิรมย์มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมาโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย นายจริญจำได้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของนายยุทธนาจึงบอกนายภิรมย์ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์บอกให้นายภิรมย์จอดรถจักรยานยนต์แล้วสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ลงไปยืนบนถนนโบกมือส่งสัญญาณให้คนขับรถจักรยานยนต์จอดรถเพื่อจะตรวจค้น แต่คนขับรถจักรยานยนต์ไม่ยอมจอดกลับเร่งความเร็วขับผ่านไป สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยิงขู่ 1 นัด แต่คนขับรถจักรยานยนต์ก็ยังไม่จอดรถ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถจักรยานยนต์อีกหลายนัด กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 1 ที่ขาได้รับบาดเจ็บ แต่คนขับก็พาจำเลยที่ 1 หลบหนีไปได้ พยานโจทก์มีสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์นายภิรมย์และนางสำเริงเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ใช้อาวุธปืนยิงขู่ 1 นัด เพื่อให้คนขับรถจักรยานยนต์จอด แต่คนขับรถไม่จอดและจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายชักอาวุธปืนสั้นจ้องเล็งมาทางสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถจักรยานยนต์หลายนัด มีข้อต้องพิจารณาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 รู้หรือไม่ว่าสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ กรณีไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 รู้จักสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์มาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ที่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เบิกความว่าได้หยุดรถแล้วแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานโบกมือให้วัยรุ่นจอดรถนั้น เห็นว่า การที่สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายภิรมย์มาพบจำเลยที่ 1 โดยบังเอิญ จึงลงไปโบกมืออย่างกะทันหันเช่นนี้ไม่น่าเชื่อว่า สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จะมีเวลาและโอกาสแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ข้อพิจารณาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนด้วยหรือไม่ สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เบิกความว่า เมื่อโบกมือให้วัยรุ่นจอดรถ วัยรุ่นไม่จอด แสดงว่ารถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาแล่นเลยผ่านสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ไปแล้ว สิบตำรวจโทสิทธิพันธ์จึงใช้อาวุธปืนยิงขู่ 1 นัด รถจักรยานยนต์ก็ยังแล่นออกไปอีก ซึ่งสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์เบิกความว่า ขณะรถคนร้ายอยู่ห่าง 30 เมตร จำเลยที่ 1 ยกปืนเล็งมา เห็นว่า ในระยะห่างขนาดนั้นในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้กรณีน่าสงสัยว่าสิบตำรวจโทสิทธิพันธ์ นายสำเริงและนายภิรมย์จะเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนอยู่หรือไม่ พยานโจทก์จึงมีข้อน่าสงสัยอยู่ตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและความผิดข้อหามีและพาอาวุธปืน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ที่ยุติไปแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215 และ 225 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีลูกระเบิดไว้ในครอบครองหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงส่วนนี้เป็นเหตุการณ์ที่นายยุทธนากับพวกไปที่บ้านของนายภิรมย์ พยานโจทก์มีนางหนูดวงเบิกความว่ามีคนถีบประตูบ้านแล้วจำเลยที่ 1 เดินเข้ามาในบ้านถามว่า สำเริงอยู่ไหน นายหมึก (นายยุทธนา) ล้วงเอากระสุนปืนและลูกระเบิดออกมาแล้วพูดว่า อยากกินลูกปืนหรือลูกระเบิด นายหมึกโยนลูกระเบิดไปตรงบริเวณหน้าโทรทัศน์แต่ไม่ระเบิด แล้วนายหมึกก็เก็บลูกระเบิดออกไปกับจำเลยที่ 1 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจนำลูกระเบิดมาให้ดู นางหนูดวงจำได้ว่าเป็นลูกระเบิดที่นายหมึกนำมาโยนที่บ้าน ดังนี้ พฤติการณ์ของคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายหมึกครอบครองลูกระเบิดจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ลูกระเบิดของกลางทำการระเบิดไม่ได้จึงไม่เป็นวัตถุระเบิดและไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ในข้อนี้พยานโจทก์มีรายงานการตรวจพิสูจน์ของพันตำรวจโทวิชัยกองปัญโญว่า ของกลางจัดเป็นเครื่องกระสุนปืนตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกไปอนุญาตให้ได้แม้จะได้ความต่อไปตามรายงานฉบับดังกล่าวว่าของกลางดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ใช้ทำการระเบิดไม่ได้เพราะชนวนเสื่อมสภาพ แต่ก็ถือได้ว่าของกลางเป็นลูกระเบิดตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดตามข้อหามีลูกระเบิดไว้ในครอบครองฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่งฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกับบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเบตง
จำเลย — นายวารินธาวุฒิ สกุณา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ