คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 23/2551
#415757
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๑

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรปราการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดเชียงรายและศาลปกครองเชียงใหม่ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๐ นายจิตติ พงศ์กุศลจิตต์ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ บริษัทเนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น(ไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคดีหมายเลขดำที่๔๒๖/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมสามแปลงได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่๔๒๖๘๗ เลขที่ดิน ๒๑๓๘ โฉนดที่ดินเลขที่๔๒๖๘๘ เลขที่ดิน ๒๑๓๗ และโฉนดที่ดินเลขที่๙๕๑๙ เลขที่ดิน ๕๕๔ ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามกรณีจำเลยที่ ๑ เจ้าของโครงการปรับปรุงก่อสร้างถนนสายพระประแดง-บางปลากด ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปรับปรุงและก่อสร้างถนนสายดังกล่าว แต่ระหว่างดำเนินการตามสัญญาจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขุดดินจำนวนมากกองไว้บริเวณด้านหน้าแนวรั้วกำแพงของโจทก์ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้ดินและเศษวัสดุปิดกั้นกีดขวางทางน้ำและเกิดน้ำท่วมขังเป็นจำนวนมากในขณะที่ฝนตก อีกทั้งน้ำยังกัดเซาะโครงสร้างรากฐานตลอดแนวกำแพงจนกระทบกระเทือนต่อความแข็งแรงของโครงสร้างฐานรากกำแพง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำหนักของน้ำและดินจึงดันกำแพงจนแตกร้าวและล้มเอียงเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้น่าจะเกิดอันตรายเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว โจทก์จ้างช่างผู้เชี่ยวชาญประเมินค่าเสียหายในการซ่อมแซมกำแพงคิดเป็นเงินจำนวน ๔๕๒,๐๐๔บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ว่าจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายดังกล่าว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๔๗๗,๒๖๖.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ในฐานะที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒และที่ ๓ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง สัญญาว่าจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาจ้างทำของและความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการสั่งการหรือคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่๑ ไม่ได้เป็นผู้เลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในระหว่างการทำการงานที่ว่าจ้าง อีกทั้งในวันเกิดเหตุไม่มีการปฏิบัติงานก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ด้านหน้ารั้วกำแพงของโจทก์และไม่มีกองดินที่กีดขวางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ งานก่อสร้างบริเวณนั้นมีเพียงการวางท่อประปาขนาด ๑๒ นิ้ว วางลอยอยู่บนพื้นดิน ไม่มีการขุดร่องหรือขุดดินใดๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุ และได้ดำเนินการวางท่อดังกล่าวแล้วเสร็จก่อนวันที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลานานแล้วนอกจากนี้ รั้วกำแพงของโจทก์ก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โจทก์ต่อเติมกำแพงจากเดิมโดยไม่มีการปรับปรุงรากฐานเดิมให้รองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และก่อนที่จำเลยที่ ๒และที่ ๓ จะเข้าดำเนินการ ระดับความสูงของพื้นดินภายนอกรั้วกำแพงของโจทก์สูงกว่าระดับความสูงของพื้นดินภายในรั้วกำแพงของโจทก์ประมาณ ๑ เมตร ซึ่งทำให้เกิดแรงดันของดินจากด้านที่มีระดับสูงกว่าไปสู่ด้านที่มีระดับต่ำกว่า ซึ่งกำแพงรั้วทำด้วยอิฐบล็อกเดิมไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับแรงดันดิน และรั้วกำแพงของโจทก์ทรุดและชำรุดอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จะต้องทำกำแพงกันดินเพื่อต้านแรงกระทำจากน้ำหนักดินดังกล่าว และในวันเกิดเหตุมีฝนตกหนักและลมแรงเป็นแรงกระทำเพิ่ม แต่มีแรงต้านการกระทำจากภายในรั้วกำแพงเท่าเดิม ประกอบกับโครงสร้างของกำแพงรั้วของโจทก์ไม่มีความแข็งแรงเพียงพอจึงเกิดความเสียหายขึ้น อนึ่งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินกว่าความเป็นจริง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจ้างเหมาอันเป็นสัญญาจ้างทำของเสร็จเด็ดขาดกับจำเลยที่๓ดังนั้น จำเลยที่ ๓จึงต้องรับผิดชอบไปทั้งสิทธิหน้าที่ทั้งหมดต่อบุคคลภายนอกอันเกี่ยวกับงานก่อสร้างปรับปรุงและสร้างถนนสายพระประแดง-บางปลากด จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือสั่งการ จึงไม่อยู่ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๓ ดังนั้น จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของจำเลยที่ ๓ หรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิด นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์อ้างไม่เกิน๕๐,๐๐๐บาท และเป็นความผิด ความประมาทของโจทก์เอง ทั้งเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากภัยธรรมชาติอันมิได้เป็นความผิดของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนสายพระประแดง-บางปลากดและมีการขุดดินตามหลักวิชาการ โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมทางหลวงและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน จำเลยที่ ๓ ไม่ได้นำดินมากองติดกำแพงพิพาทหรือกีดขวางการจราจรหรือทางน้ำไหล การที่กำแพงรั้วของโจทก์แตกร้าวและทรุดตัวเป็นความผิดและความประมาทของโจทก์เองที่ก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานทั้งมีอายุการใช้งานมานาน การทรุดตัวเกิดจากภัยธรรมชาติประกอบกับความประมาทของโจทก์ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์อ้างไม่เกิน๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยคำนวณตามสภาพความเป็นจริงและการก่อสร้างในลักษณะของกำแพงเดิมของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เนื่องจากมูลเหตุที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานละเมิดเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ปรับปรุงก่อสร้างถนนสายพระประแดง-บางปลากด อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (เทียบเคียงคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่๕๐๔/๒๕๔๗ (ป))

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีนี้มูลเหตุพิพาทเกิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะนิติบุคคลตามกฎหมายซึ่งมีฐานะเป็นเอกชนได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ มิใช่เป็นกรณีละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองและมิใช่เป็นกรณีโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง แต่เป็นกรณีโต้แย้งในหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องโอนคดีไปยังศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสามสรุปได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปรับปรุงก่อสร้างถนน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขุดดินจากการปรับปรุงถนนมากองไว้ตามแนวรั้วกำแพงของโจทก์และปิดกั้นขวางทางน้ำ ไม่สามารถไหลลงคลองได้ตามปกติ น้ำหนักของน้ำและดินดันกำแพงของโจทก์แตกร้าวได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต่อสู้หลายประเด็น แต่มีประเด็นสำคัญว่า วันเกิดเหตุไม่มีการปฏิบัติงานก่อสร้างในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีกองดินกีดขวางการไหลของน้ำ รั้วกำแพงของโจทก์ก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โจทก์ต่อเติมกำแพงจากเดิมโดยไม่มีการปรับปรุงรากฐานเดิมให้รองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและรั้วกำแพงของโจทก์ชำรุดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุฝนตกหนักและลมแรงจึงเกิดความเสียหาย เห็นว่า ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าบริษัทผู้รับเหมาโดยการว่าจ้างของกรมทางหลวง ขุดดินจากการปรับปรุงถนนมากองไว้บริเวณแนวรั้วกำแพงโจทก์ เมื่อฝนตกทำให้น้ำหนักของน้ำและดินดันกำแพงรั้วโจทก์เอียงได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำโดยไม่ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนทั่วไปจะพึงใช้ความระมัดระวังเป็นเหตุให้รั้วของโจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าบริษัทผู้รับเหมากระทำการก่อสร้างโดยประมาทอันเป็นการกระทำทางกายภาพ ซึ่งลักษณะคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ แต่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ ... (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้างบูรณะ และบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ... ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมพ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ จ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ก่อสร้างและปรับปรุงถนนสายพระประแดง-บางปลากด โดยได้ขุดดินมากองไว้บริเวณด้านหน้ารั้วกำแพงของโจทก์ เป็นเหตุให้น้ำไหลลงสู่คลองตามปกติไม่ได้ ทำให้น้ำกัดเซาะโครงสร้างรากฐานตลอดแนวกำแพง ทำให้กำแพงแตกร้าว พัง ทรุดและเอียง จนน่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ แม้การก่อสร้างและปรับปรุงถนนดังกล่าวจะเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ตาม แต่อยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของจำเลยที่๑ จึงเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการในทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง การกระทำดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเอกชน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมสามแปลงได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามกรณีจำเลยที่ ๑ เจ้าของโครงการปรับปรุงก่อสร้างถนนสายพระประแดง-บางปลากด ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ปรับปรุงและก่อสร้างถนนสายดังกล่าว แต่ระหว่างดำเนินการตามสัญญาจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขุดดินจำนวนมากกองไว้บริเวณด้านหน้าแนวรั้วกำแพงของโจทก์ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้ดินและเศษวัสดุปิดกั้นกีดขวางทางน้ำและเกิดน้ำท่วมขังเป็นจำนวนมากในขณะที่ฝนตก อีกทั้งน้ำยังกัดเซาะโครงสร้างรากฐานตลอดแนวกำแพงจนกระทบกระเทือนต่อความแข็งแรงของโครงสร้างฐานรากกำแพง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำหนักของน้ำและดินจึงดันกำแพง ทำให้เกิดการแตกร้าวและล้มเอียงเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้น่าจะเกิดอันตรายเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ว่าจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องร่วมรับผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง สัญญาว่าจ้างปรับปรุงก่อสร้างถนนสายดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของ จำเลยที่๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้ว่าจ้างจึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง และในวันเกิดเหตุไม่มีการปฏิบัติงานก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ด้านหน้ารั้วกำแพงของโจทก์และไม่มีกองดินที่กีดขวางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ งานก่อสร้างบริเวณนั้นมีเพียงการวางท่อประปาลอยอยู่บนพื้นดิน ไม่มีการขุดร่องหรือขุดดินใดๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุ และวางท่อดังกล่าวแล้วเสร็จก่อนวันที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลานานแล้ว อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรั้วกำแพงของโจทก์ก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินกว่าความเป็นจริง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนสายดังกล่าวตามหลักวิชาการ โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมทางหลวงและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน จำเลยที่ ๓ ไม่ได้นำดินมากองติดกำแพงพิพาทหรือกีดขวางการจราจรหรือทางน้ำไหล การที่กำแพงรั้วของโจทก์แตกร้าวและทรุดตัวเป็นความผิดและความประมาทของโจทก์เองที่ก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งมีอายุการใช้งานมานาน การทรุดตัวเกิดจากภัยธรรมชาติประกอบกับความประมาทของโจทก์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๓นำดินจำนวนมากมากองไว้บริเวณด้านหน้าแนวรั้วกำแพงของโจทก์ ทำให้รั้วกำแพงแตกร้าวและล้มเอียง เป็นเหตุให้น่าจะเกิดอันตรายเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินของโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างปรับปรุงก่อสร้างถนนสายพระประแดง-บางปลากด โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเป็นผู้รับจ้างและผู้รับจ้างช่วงตามลำดับเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายจิตติ พงศ์กุศลจิตต์ โจทก์ กรมทางหลวง ที่๑ บริษัทเนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย)จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิตติ พงศ์กุศลจิตต์
จำเลย — กรมทางหลวงที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2551
#415735
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๕๑

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงราย

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงรายโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดเชียงรายและศาลปกครองเชียงใหม่ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด โจทก์ยื่นฟ้อง

ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีวงค์วรรณ์ ที่ ๑ นางจันทร์สม ศรีวงค์วรรณ์ ที่ ๒ กรมชลประทาน ที่ ๓จำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงราย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๕/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กง๖๐๒๖ เชียงรายจากนางอุไรพร ปรางค์สุวรรณ ผู้เอาประกันภัย มีบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลา ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ถึงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน๒๕๔๙ โดยมีเงื่อนไขว่าหากรถยนต์ที่เอาประกันภัยเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ ถูกเฉี่ยวชนหรือพลิกคว่ำ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือทำการซ่อมรถยนต์ที่เอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ ๓ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำการปรับปรุงท่อลอดถนนทางหลวงของคลอง ๔ L-RMC กม.๓+๙๖๐ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ในเขตพื้นที่ตำบลสันกลาง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๐มีนาคม ๒๕๔๙ เวลาประมาณ ๑ นาฬิกานายเกื้อพงศ์ ปรางค์สุวรรณ ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมาถึงบริเวณก่อสร้าง นายเกื้อพงศ์ไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกสิ่งก่อสร้างได้ทันเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ขุดถนนให้เป็นหลุมเพื่อวางท่อส่งน้ำแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้ทำการติดป้ายสัญญาณไฟกระพริบ ป้ายสัญญาณจราจร หรือทำการอื่นใดเพื่อให้ผู้ใช้รถสัญจรในเวลากลางคืนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และในบริเวณก่อสร้างไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตกลงในหลุมที่จำเลยที่ ๑ ขุดไว้ ได้รับความเสียหายทั้งคัน ไม่อาจซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้าง วาน ใช้ มอบหมายหรือเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๓ หรือโดยที่จำเลยที่๓ ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในการหาผู้รับจ้าง มิได้ใช้ความระมัดระวังในการหาผู้รับจ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพและมีความรับผิดชอบ ตลอดจนรู้ข้อกำหนดหรือมาตรฐานของกรมทางหลวงในการทำการก่อสร้าง หรือหาผู้รับจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการในการจัดจ้างจำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นด้วย โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการยกรถยนต์เป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท และได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์เป็นเงิน๔๔๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๕๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น๕๔๑,๘๗๔ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ประมาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างโดยได้ดำเนินการติดป้ายสัญญาณจราจรแจ้งเตือนผู้ใช้ยวดยานพาหนะ และก่อนเข้าดำเนินการก่อสร้างผู้ว่าจ้างได้ให้จำเลยที่ ๑ ทดลองป้ายสัญญาณ เมื่อเห็นว่าใช้การได้ดีและเป็นไปตามแบบมาตรฐานของกรมทางหลวงแล้วจึงอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เริ่มทำการก่อสร้างนายเกื้อพงศ์ขับรถด้วยความประมาทโดยขับด้วยความเร็วสูงมากจนทำให้ไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทัน ทั้งที่จำเลยที่ ๑ ได้ติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณไฟกระพริบ และสัญญาณไฟนีออนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ใช่ค่าเสียหายที่แท้จริงและคำฟ้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับฐานะของจำเลยที่ ๓ เคลือบคลุมจำเลยที่๓ ไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นตัวการ ผู้จ้าง วาน ใช้ หรือมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ทำงาน ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๘ ซึ่งในการเลือกหาผู้รับจ้างจำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๑ ผู้รับจ้างมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้วหลายงาน เชี่ยวชาญในวิชาชีพและมีความรู้ในการปฏิบัติงานจ้าง และจำเลยที่ ๓ ได้ใช้ความระมัดระวังในการงานที่สั่งให้ทำ โดยกำหนดเงื่อนไขการจ้างให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติ ทั้งมาตรการในการปฏิบัติงานและมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ใช้ทางหลวงแผ่นดินที่มีการก่อสร้าง โดยต้องจัดทำทางเบี่ยงและป้ายสัญญาณจราจรต่างๆ และซ่อมผิวจราจรให้ถูกต้องตามแบบได้มาตรฐานของกรมทางหลวง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่นายเกื้อพงศ์ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว นอกจากนี้ ในที่เกิดเหตุได้มีการติดตั้งอุปกรณ์เตือน มีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าเปิดส่องสว่าง และมีเครื่องหมายลูกศรแสดงเส้นทางเบี่ยงบนถนนติดตั้งเอาไว้แล้วเป็นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เหตุเกิดจากนายเกื้อพงศ์ขับรถโดยปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนายเกื้อพงศ์จึงเป็นฝ่ายประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายสิ้นเชิงอย่างไร และโจทก์ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าเสียหายไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๘ ในการที่ไม่ใช้ความระมัดระวังในการหาผู้รับจ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพและมีความรับผิดชอบ ตลอดจนรู้ข้อกำหนดหรือมาตรฐานของกรมทางหลวง หรือหาผู้รับจ้างไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการในการจัดจ้าง ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นความรับผิดเฉพาะตนในการกระทำของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเมื่อการจ้างงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยาและจังหวัดเชียงรายการจัดจ้างและการทำสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นสัญญาทางปกครอง และการดำเนินการตามสัญญาจ้างของจำเลยที่๓ เป็นการกระทำทางปกครอง หากมีผู้ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว ต้องเรียกร้องและใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙กรณีที่มีการใช้สิทธิทางศาลจึงย่อมเป็นอำนาจของศาลปกครองทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๑/๒๕๔๙

ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายสืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นผู้รับประกันวินาศภัย และอ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยจากโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของทางราชการ การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ต้องฟังให้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือไม่ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานของทางราชการ และโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติที่จะต้องพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่จะมารับจ้างดำเนินการแทนจำเลยที่ ๓ ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ด้วยกรณีก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะพิจารณาว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เพราะตามคำฟ้องของโจทก์ก็มุ่งประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายโดยตรง ซึ่งต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่๒ เป็นหลัก คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๑/๒๕๔๙ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า จำเลยที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ในการดำเนินการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือกัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่ง ระบาย หรือแบ่งน้ำ เพื่อเกษตรกรรม การพลังงานการสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม เมื่อจำเลยที่ ๓ ทำการปรับปรุงท่อลอดถนนทางหลวงตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๓ กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ทำการปรับปรุงท่อลอดถนนทางหลวงดังกล่าว อันเป็นการดำเนินงานในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๓ มีอำนาจในการควบคุม ตรวจสอบและสั่งการในการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ขุดถนนให้เป็นหลุมเพื่อวางท่อส่งน้ำแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่ทำการติดป้ายสัญญาณ ไฟกระพริบ ป้ายสัญญาณจราจร หรือทำการอื่นใดเพื่อให้ผู้ใช้รถสัญจรในเวลากลางคืนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกลโดยจำเลยที่ ๓ มิได้ควบคุมตรวจสอบ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ตกลงในหลุมที่จำเลยที่ ๑ ขุด จึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในมูลคดีเรื่องละเมิดซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างตามคำฟ้องสรุปได้ว่า เหตุละเมิดที่ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ขุดถนนให้เป็นหลุมเพื่อวางท่อส่งน้ำแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้ทำการติดป้ายสัญญาณ ไฟกระพริบ ป้ายสัญญาณจราจร หรือทำการอื่นใดเพื่อให้ผู้ใช้รถสัญจรในเวลากลางคืนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และในบริเวณก่อสร้างไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตกลงในหลุมที่จำเลยที่ ๑ ขุดไว้ ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้าง วาน ใช้ มอบหมายหรือเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๓ หรือจำเลยที่ ๓ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในการหาผู้รับจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๘ ในการที่จำเลยที่ ๓ มิได้ใช้ความระมัดระวังในการหาผู้รับจ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพและมีความรับผิดชอบ ตลอดจนรู้ข้อกำหนดหรือมาตรฐานของกรมทางหลวงในการทำการก่อสร้าง หรือหาผู้รับจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการในการจัดจ้าง จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ก่อให้เกิดขึ้นด้วย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ทำการปรับปรุงท่อลอดถนนทางหลวงโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย ประเด็นแห่งคดีส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ในฐานะผู้ว่าจ้างทำของตามสัญญาจ้างปรับปรุงท่อลอดถนนทางหลวงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง หรือหาผู้รับจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการในการจัดจ้างด้วย แต่จำเลยที่ ๓ จะมีความรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ก่อน หากเป็นการกระทำละเมิดจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่๓ เป็นผู้ผิดในการเลือกหาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับจ้าง หรือหาผู้รับจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นส่วนสำคัญ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน และเหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีวงค์วรรณ์ ที่ ๑ นางจันทร์สม ศรีวงค์วรรณ์ ที่ ๒ กรมชลประทาน ที่ ๓ จำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด
นายประกันผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีวงค์วรรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2551
#415750
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๑

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๙ นายวิวัฒน์ วรรณยิ่ง ที่ ๑ นางนภัสรพี หรือภัทราวดี ธนไพศาลพิพัฒน์ ที่ ๒ นายสมเดช โสภณศิรินันท์ ที่ ๓ นายภูดิส บุญจรัสรวี ที่ ๔ นางสุนีย์ บุญจรัสรวีที่๕นายโรม แย้มสงวนศักดิ์ ที่ ๖ โจทก์ยื่นฟ้อง นายพจน์หรือ ฉัฐพล ศกุนตะลักษณ์ ที่ ๑นายพงศ์กฤษณ์ ศกุนตะลักษณ์ ที่ ๒ นายกิตติภัทร ศิริพานิช ที่ ๓ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด(มหาชน) ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๕๑๐/๒๕๔๙ ความว่า ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันจัดสรรที่ดินโครงการเพชรบุรี ๑๙ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๕๐ ตารางวา แบ่งขายทั้งหมด ๒๓ แปลง มีการโฆษณาขายโครงการดังกล่าวต่อบุคคลทั่วไปเข้าข่ายเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๑ แต่มิได้ขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน ต้องห้ามตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่๒๘๖ ข้อ ๑๐ โจทก์ทั้งหกตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ในโครงการดังกล่าว แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ แต่การที่ได้มีการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยเพื่อขายและให้คำมั่นหรือแสดงโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงในที่ดินในโครงการเป็นที่อยู่อาศัยที่ประกอบการพาณิชย์ รวมทั้งมีการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ให้ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเป็นทางเดินเข้าออกและทางรถยนต์ของที่ดินที่มีการจัดสรร (พื้นที่ส่วนกลาง) ตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ วันที่ ๔พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๑ นั้น ถือได้ว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว แต่ประมาณปลายปี ๒๕๔๔ หลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ นายอาวุธ ศิริพานิช ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนกลางมาจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำพื้นที่ส่วนกลางไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหายเป็นละเมิด จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และนายอาวุธต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๐๘๙๐/๒๕๔๗ ว่าที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แบ่งเป็นทางออกสู่ถนนเพชรบุรี ๑๙ ตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ทั้งหกตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๔ แล้วโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้จำนองที่ดินนั้นกับจำเลยที่ ๔ ในวันเดียวกัน โดยมีเจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับจดทะเบียน การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๐ วรรคสอง และมาตรา ๓๓ นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหายเสียสิทธิในการใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะอย่างปลอดบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระจำนองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง) โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๓และที่ ๔ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ (พื้นที่ส่วนกลาง)ให้จำเลยที่ ๕ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ ระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘ ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และการจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓เป็นโมฆะ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินพิพาทให้กับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ และโจทก์ที่ ๖ แล้ว ก่อนที่ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓เนื่องจากที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนและเป็นสาธารณูปโภคอันต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร โจทก์ที่ ๔ และที่ ๕ จึงได้สิทธิแห่งภาระจำยอมในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ในโครงการจัดสรรทุกราย การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้แก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ นำไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๕ รับจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ เคยรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ จากจำเลยที่ ๓ จริงโดยจดทะเบียนนิติกรรมจำนองชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่๔ ไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีก โจทก์จึงไม่อำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งหกไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๕ หรือเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๕ การรับจดทะเบียนนิติกรรมขายและนิติกรรมจำนองที่ดินแปลงพิพาทเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่อันถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินแปลงพิพาทไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินตามที่กำหนดในประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๘๖ ทำให้ที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติและไม่ถือว่าเป็นที่ดินแปลงสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ที่พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๓ ห้ามมิให้ก่อภาระผูกพันใด ๆ เหนือที่ดินดังกล่าว ที่ดินแปลงพิพาทไม่มีข้อจำกัดในการกระทำนิติกรรมใด ๆ แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๖ และอยู่ภายใต้การจำนองกับจำเลยที่ ๔ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท (พื้นที่ส่วนกลาง) โดยโจทก์ทั้งหกกล่าวมาในฟ้องชัดแจ้งว่าโจทก์ทั้งหก ฟ้องว่าการที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมการขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินส่วนกลางให้แก่ จำเลยที่ ๓ และต่อมาจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนองให้แก่จำเลยที่ ๔เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๘๖ ข้อที่ ๑๐ และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๐ วรรคสองและมาตรา ๓๓ ทำให้การจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวและการจดทะเบียนที่ดินจำนองเป็นโมฆะ เป็นการที่โจทก์ทั้งหกโต้แย้งสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนกลางจะโอน ขายไม่ได้ ซึ่งเป็นการบังคับใช้สิทธิในทางแพ่งของโจทก์ทั้งหกและถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกยกเป็นข้ออ้างในเรื่องถูกโต้แย้งสิทธิในที่ดินการที่โจทก์ทั้งหกขอให้เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๕ เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายและนิติกรรมทางจำนองเป็นวิธีการร้องขอให้บังคับคดีในทางแพ่งเท่านั้นไม่ใช่กรณีที่โจทก์ทั้งหกโต้แย้งคำสั่งทางปกครองของเจ้าพนักงานที่ดินแต่อย่างใด และมิได้โต้แย้งว่า เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอาจจะมีคำขอให้ยกเลิกเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดิน กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ตามที่โจทก์ร้องขอ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่โต้แย้งกันเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินและเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๘๑/๒๕๔๕ และศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๗กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๐๘๙๐/๒๕๔๗ แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งอีกจึงมีข้อพิจารณาว่าจะเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเบื้องต้นที่ศาลแพ่งชอบที่จะพิจารณาให้เป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

กล่าวสำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ ๕ นั้น คดีนี้ไม่ปรากฏข้อหาในส่วนของจำเลยที่ ๕ ว่าได้กระทำหรือละเว้นการกระทำอันใดอันจะเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์หรือเป็นกรณีที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิทางศาล อีกทั้งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใด โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ และวรรคแปด บัญญัติว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒เอาไว้การกระทำหรือการละเว้นการกระทำของจำเลยที่ ๕ ที่อาจจะมีขึ้น จึงมิใช่การบังคับคดีทางแพ่งแต่อย่างใด และหากเกิดเหตุแห่งการฟ้องคดีขึ้นจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของจำเลยที่ ๕ ก็มีลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว สำหรับคดีนี้ราษฎรทั้งหกยื่นฟ้องเอกชนทั้งสี่และหน่วยงานทางปกครองขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน(พื้นที่ส่วนกลาง) โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๓ และที่๔จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ (พื้นที่ส่วนกลาง) ให้จำเลยที่ ๕ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ ระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘ ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และการจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓เป็นโมฆะ โดยคดีระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันทั้งสองศาลเห็นพ้องกันว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าอยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกอ้างว่า ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑และที่ ๒ จัดสรรที่ดินแบ่งขายทั้งหมด ๒๓ แปลง แต่มิได้ขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน เป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๑๐ แต่ได้ให้คำมั่นหรือแสดงโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงในที่ดินในโครงการเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์ รวมทั้งมีการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ให้ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเป็นทางเดินเข้าออกและทางรถยนต์ของที่ดินที่มีการจัดสรร (พื้นที่ส่วนกลาง) ตามบันทึกข้อตกลงสองฉบับ เป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ นายอาวุธ ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ ๓ ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนกลางจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำพื้นที่ส่วนกลางไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ทำให้ประโยชน์แห่ง ภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวก ต่อมาโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่๓ และนายอาวุธต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๐๘๙๐/๒๕๔๗แล้วว่าที่ดินที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แบ่งเป็นทางเดินเข้าออกและทางรถยนต์ดังกล่าวตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ทั้งหกจึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในฐานะผู้ซื้อและผู้ขายพื้นที่ส่วนกลาง จำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับจำนอง และ จำเลยที่ ๕ ในฐานะผู้รับจดทะเบียนสิทธิซื้อขายและจำนองเป็นคดีนี้อ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๓๐ วรรคสอง และมาตรา ๓๓ นิติกรรมการซื้อขายและการจดทะเบียนจำนองตกเป็นโมฆะ และทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหายเสียสิทธิในการใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะอย่างปลอดบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระจำนองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง) ให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง) ให้จำเลยที่ ๕ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง) ระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง) ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔และขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดิน (พื้นที่ส่วนกลาง)ระหว่างจำเลยที่ ๑และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และการจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นโมฆะ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ และโจทก์ที่ ๖ และมีสภาพเป็นถนนและสาธารณูปโภคอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร จำเลยที่ ๔ ให้การว่า รับจำนองโดยชอบ ส่วนจำเลยที่ ๕ ให้การว่า การจดทะเบียน นิติกรรมซื้อขายและจำนองถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นที่ดินแปลงสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ที่ห้ามก่อภาระผูกพันใด ๆ และไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อพิพาทอันเป็นประเด็นแห่งคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ ๒๙๘ ว่าเป็นที่ดินพื้นที่ส่วนกลางที่ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอม เป็นทางเดินเข้าออกและทางรถยนต์ของที่ดินที่มีการจัดสรรหรือไม่ หากที่พิพาทดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนกลางย่อมต้องห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำ นิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินดังกล่าวการทำนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และการทำนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ตลอดจนการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ไม่อาจกระทำได้ แต่หากที่ดินพิพาทดังกล่าวมิใช่พื้นที่ส่วนกลางแล้ว การเคลื่อนไหวแห่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวของเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมไม่ถูกจำกัดสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งหกได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนกลางตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญมูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๕ จึงสืบเนื่องมาจากสถานะทางกฎหมายของที่ดินพิพาทอันเป็นมูลคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ทั้งสองศาลเห็นพ้องต้องกันว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๕ ในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิวัฒน์ วรรณยิ่ง ที่ ๑ นางนภัสรพีหรือภัทราวดี ธนไพศาลพิพัฒน์ ที่ ๒ นายสมเดช โสภณศิรินันท์ ที่ ๓ นายภูดิส บุญจรัสรวี ที่๔ นางสุนีย์ บุญจรัสรวี ที่ ๕ นายโรม แย้มสงวนศักดิ์ ที่ ๖ โจทก์ นายพจน์หรือฉัฐพล ศกุนตะลักษณ์ ที่ ๑ นายพงศ์กฤษณ์ ศกุนตะลักษณ์ ที่ ๒ นายกิตติภัทร ศิริพานิช ที่ ๓ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ วรรณยิ่ง ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — นายพจน์หรือฉัฐพล ศกุนตะลักษณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2551
#415737
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๕๑

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลแรงงานกลางและศาลปกครองกลางให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ นายนภศูล อังคทะวานิช โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การคลังสินค้าจำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘๘๙/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕พฤศจิกายน๒๕๔๖ จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า มีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินกิจการขององค์การให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับที่คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ากำหนดไว้และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่งโดยจะต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการจัดการและดำเนินกิจการขององค์การ อัตราค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ ๑๑๖,๐๐๐ บาท กำหนดระยะเวลาจ้าง๔ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๔๘ คณะกรรมการนโยบายข้าวของรัฐมีมติให้จำเลยเป็นผู้จัดเก็บและดูแลรักษาข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต๒๕๔๘/๒๕๔๙ โจทก์ในฐานะผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้ามอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้รองผู้อำนวยการและผู้ช่วยผู้อำนวยการในสายงานบริหารนโยบายรัฐ และในสายงานปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐเป็นผู้ดำเนินการกำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบสินค้าตามข้อบังคับองค์การคลังสินค้าว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ. ๒๕๔๖ และจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องในองค์การฯซึ่งที่ประชุมมีมติประกาศรับสมัครผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯกำหนดวิธีการรับสมัคร การวางหลักประกันสัญญาและวิธีคำนวณหลักประกันสัญญา โดยข้อกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวและเงื่อนไขค้ำประกันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับขององค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ. ๒๕๔๖ โจทก์พิจารณามติที่ประชุมแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ และไม่ขัดต่อกฎระเบียบหรือข้อบังคับใดๆ ขององค์การคลังสินค้าจึงประกาศรับสมัครผู้ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิดและน้ำหนักข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฯ และมีคำสั่งองค์การคลังสินค้าที่ ๒๔๔/๒๕๔๘ และที่ ๒๔๕/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ แต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองเอกสารหลักฐานและตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิดและน้ำหนักข้าวสารและคณะกรรมการคัดเลือกและจัดสรรผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯ ซึ่งต่อมาได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน ๔ บริษัท แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ามีคำสั่งยกเลิกการจัดหาผู้ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพชนิดและน้ำหนักข้าวสาร โดยอ้างว่าการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติดังกล่าวไม่ถูกต้องตามข้อบังคับองค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ได้ขออนุมัติต่อคณะกรรมการฯ เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ แบบแผนขององค์การคลังสินค้า และเป็นเหตุให้มีการกล่าวหาว่าองค์การคลังสินค้ากำหนดคุณสมบัติเพื่อกำจัดหรือช่วยเหลือผู้สมัครบางรายโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียงขององค์การคลังสินค้าโจทก์มีความผิดวินัยร้ายแรงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า และเมื่อวันที่ ๒พฤษภาคม ๒๕๔๙ คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ามีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ออกประกาศกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯ โดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับองค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าวพ.ศ. ๒๕๔๖ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๙ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โจทก์เห็นว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ ในการจัดหาผู้ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิด และน้ำหนักข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามข้อบังคับองค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ. ๒๕๔๖ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้ทำให้องค์การคลังสินค้าเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตามสัญญาจ้างเดิม และให้จำเลยจ่ายเงินเดือนตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจนครบสัญญา หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จ่ายค่าชดเชยค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา ๙๐ วัน เป็นเงินจำนวน๓๔๗,๙๙๙ บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยเป็นเงินจำนวน๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๐,๓๔๗,๙๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาจ้างผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าเป็นสัญญาจ้างผู้บริหารตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๗ ซึ่งกำหนดให้สัญญาจ้างผู้บริหารไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน การจ้างโจทก์เป็นการจ้างมุ่งเพื่อผลสำเร็จของงานหาใช่เป็นการจ้างแรงงานโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานตามนัยคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ ๑๘/๒๕๓๗ และการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยถูกต้องตามสัญญาจ้างเพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงอันเป็นการผิดสัญญาจ้าง ขอให้ยกฟ้อง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม๒๕๕๐ว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ชื่อเสียงซึ่งถือเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากมูลเหตุ การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และมาตรา๔๙ จึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.๒๔๙๘จำเลยจึงเป็นหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ชื่อเสียงซึ่งถือเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากมูลเหตุการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา๔๙และค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๘ (๑) (๒) และมาตรา ๔๙ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.๒๔๙๘ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้อำนวยการ ทำหน้าที่บริหารกิจการของจำเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ผู้บริหารหมายความว่า ... ผู้อำนวยการ ." มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ" และมาตรา ๘ จัตวา วรรคห้า บัญญัติว่า ".ให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" ดังนั้น เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าเป็นตำแหน่งผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงาน ฉะนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายแรงงานอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานได้ อีกทั้งสัญญาพิพาทดังกล่าวได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ดำเนินกิจการต่างๆ ทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานอื่นๆ ในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์และผลดีต่อจำเลย ซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง โดยมีการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้บริการสาธารณะดังกล่าวบรรลุผล ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมีอำนาจสั่งการต่างๆ ในการดำเนินกิจการของจำเลย กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้แสดงเจตนาใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองแทนจำเลยด้วยสัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าจ้างให้โจทก์เข้าเป็นผู้แทนเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ อันเป็นบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลพ.ศ. ๒๔๙๖และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า มีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินกิจการขององค์การให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับที่คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ากำหนดไว้และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่งโดยรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการจัดการและดำเนินกิจการขององค์การ กำหนดระยะเวลาจ้าง ๔ ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๔พฤศจิกายน ๒๕๕๐ แต่เมื่อวันที่ ๒พฤษภาคม ๒๕๔๙ คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ามีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ออกประกาศกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับองค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน๒๕๔๙ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โจทก์เห็นว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ ในการจัดหาผู้ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิด และน้ำหนักข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฯ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและชอบด้วยข้อบังคับองค์การคลังสินค้า ว่าด้วยการแทรกแซงราคาข้าว พ.ศ. ๒๕๔๖ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรม และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตามสัญญาจ้างเดิม และให้จำเลยจ่ายเงินเดือนตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจนครบสัญญา หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จ่ายค่าชดเชยค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา ๙๐ วัน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลย ส่วนจำเลยให้การว่า การเลิกจ้างถูกต้องตามสัญญาจ้างเพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงอันเป็นการผิดสัญญา ศาลแรงงานกลางทำความเห็นว่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จึงอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน (ศาลยุติธรรม) ศาลปกครองกลางเห็นต่างว่าจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองประกอบกับพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ ทวิ วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ" และมาตรา ๘ จัตวา วรรคห้าบัญญัติว่า "ในการทำสัญญาจ้าง ให้ประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจในกรณีที่ไม่มีประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างและให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" ดังนั้น สัญญาระหว่างจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการจึงไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า การจะพิจารณาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลระบบใดจะต้องพิจารณาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา๒๑๘ บัญญัติให้ "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" และกำหนดอำนาจของศาลปกครองไว้ในมาตรา ๒๒๓ ว่า"ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง"

การที่พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๘ จัตวา วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการทำสัญญาจ้าง ให้ประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจในกรณีที่ไม่มีประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง และให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน หรือเป็นสัญญาประเภทอื่น เพียงแต่กำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป จึงมิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างดังกล่าว ไม่เป็นการจ้างแรงงาน กรณีที่ระบุในสัญญาว่ามิใช่สัญญาจ้างแรงงานก็หามีผลให้สัญญานั้นไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ การจะวินิจฉัยว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ระบุว่าสัญญานี้มิใช่สัญญาจ้างแรงงานก็หาทำให้นิติสัมพันธ์ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงไปไม่

เมื่อพิจารณาข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ ๓.๑ ที่กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยต้องทำงานตามวันเวลาที่กำหนด การลาและวันลาต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่จำเลยกำหนด รวมทั้งต้องถือปฏิบัติตามวินัยของพนักงานของหน่วยงานของจำเลยทั้งที่มีอยู่แล้วและในอนาคตโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง ที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามสัญญาข้อ ๓.๒ โจทก์มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ใช้รถยนต์ประจำตำแหน่ง ตามสัญญาข้อ ๓.๓ กำหนดให้ต้องอุทิศเวลาให้ผู้ว่าจ้าง ไม่รับจ้างบุคคลอื่นประกอบธุรกิจ มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง มีการกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนในอัตราคงที่เป็นรายเดือนเดือนละ ๑๑๖,๐๐๐ บาท และอาจเพิ่มค่าตอบแทนร้อยละ ๑๐ รวมทั้งอาจจ่ายค่าตอบแทนผันแปรเป็นรายปีไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของค่าตอบแทนรวมที่ได้รับในปีนั้น ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะของการที่โจทก์ตกลงทำงานให้กับจำเลยตามระเบียบข้อบังคับภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยและจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสัญญาข้อ ๙ ที่กำหนดให้ผู้รับจ้างได้รับเงินทดแทนตามข้อบังคับของจำเลยกรณีเสียชีวิตหรือทุพลภาพก็สอดคล้องกับมาตรการในการคุ้มครองแรงงานโดยทั่วไปอีกเช่นกัน ทั้งเมื่อพิจารณาเหตุผลที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเหตุเพื่อเลิกจ้างโจทก์นั้นกล่าวหาว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ ๙) ข้อ ๘(๒) ข้อ ๒๘(๗) ประกอบสัญญาข้อ ๓.๒อันเป็นการผิดสัญญา ทำให้จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ตามสัญญาข้อ ๑๑.๔.๔ ซึ่งลักษณะของสัญญาข้อ๑๑.๔ ที่กำหนดให้จำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ก็มีลักษณะของข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ และสอดคล้องกับที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคท้าย และมาตรา ๑๑๙ (๑) ถึง(๖)ลักษณะของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง

เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้มีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานและเรียกค่าสินไหมทดแทนซึ่งมีลักษณะเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔๙ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงานและเป็นข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนภศูล อังคทะวานิช โจทก์ องค์การคลังสินค้าจำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนภศูล อังคทะวานิช
จำเลย — องค์การคลังสินค้า
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2551
#415734
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๑

วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นายจรูญ จันทร์ภักดี โจทก์ยื่นฟ้อง นางอัญญ์ชลาทองนอกจำเลย ต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๒๖/๒๕๕๐ ความว่าโจทก์มีอาชีพทนายความและเป็นประธานสภาเทศบาลตำบลพรหมโลก จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี รักษาการหัวหน้าส่วนการคลัง สังกัดเทศบาลตำบลพรหมโลก เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมก่อนถึง สิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ กองการศึกษา ส่วนราชการในเทศบาลตำบลพรหมโลกโดยจำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานธุรการรักษาการหัวหน้ากองการศึกษาเจ้าหน้าที่พัสดุ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ขอความเห็นชอบนายกเทศมนตรีตำบลพรหมโลกจ้างเหมาจัดทำอาหารว่างเด็กอนุบาล ๓ ขวบ โดยจำเลยทราบดีว่าการขอความเห็นชอบดังกล่าวเข้าลักษณะให้ภริยาโจทก์เป็นคู่สัญญาได้ และตั้งวงเงินในลักษณะซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา สามารถสั่งซื้อและทำสัญญากับภริยาโจทก์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องประกวดราคาหรือประมูล จำเลยร่วมกับเจ้าหน้าที่ทำหนังสือบันทึกตกลงการจ้างภริยาโจทก์เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้าง และลงชื่อเป็นพยาน เทศบาลตำบลพรหมโลกเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างนายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาลตำบลพรหมโลกมอบหมายหรือมีคำสั่งให้พนักงานเทศบาลตำบลพรหมโลกนำเอกสารหลายฉบับให้ภริยาโจทก์ลงลายมือชื่อที่บ้านในขณะที่โจทก์ไม่อยู่แจ้งว่าเป็นเอกสารเบิกจ่ายเงินค่าขนมที่ส่งให้แก่ศูนย์เด็กเล็กตามระเบียบ จำเลยรู้จักกับโจทก์และภริยาโจทก์ แต่ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบเป็นการสร้างเอกสารหลักฐานเพื่อให้โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำแก่เทศบาลอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๑๘ ทวิ ซึ่งจะทำให้สมาชิกภาพของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง และต้องห้ามมิให้มีสิทธิรับเลือกตั้งสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเป็นเวลา๕ ปี ต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเป็นเวลา ๕ ปี ตามมาตรา ๑๙ (๖)มาตรา ๑๕ วรรคสอง และมาตรา ๔๘ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์รู้ถึงการกระทำดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ จึงให้ภริยายกเลิกสัญญาและหยุดส่งขนมให้ศูนย์เด็กเล็ก ต่อมานายกเทศมนตรีกับปลัดเทศบาลตำบลพรหมโลกมอบหมายให้พนักงานเทศบาลตำบลพรหมโลกนำเอกสารร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญา อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ขาดความเชื่อถือ เสื่อมเสียในทางความรู้เสื่อมความสุจริต กระทบต่อการประกอบอาชีพทนายความ เสื่อมความนิยมในทางการเมืองเสียโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งและคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในอนาคต ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การทำหนังสือขอความเห็นชอบจ้างเหมาจัดทำอาหารว่างดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่พัสดุไม่เกี่ยวกับจำเลย และเป็นการดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นพ.ศ.๒๕๓๕ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเสนอตัวเข้ารับจ้างได้ หาใช่เป็นการกระทำเพื่อให้ภริยาโจทก์เข้าทำสัญญากับเทศบาลแต่อย่างใด เพียงแต่ภริยาโจทก์เสนอราคาที่เหมาะสมและมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามสัญญาได้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายระเบียบและคำสั่งทุกประการ จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการร้องเรียนโจทก์แต่อย่างใด และจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เทศบาลตำบลพรหมโลกเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขณะเกิดเหตุโจทก์มีตำแหน่งเป็นประธานสภาเทศบาลตำบลพรหมโลก ส่วนจำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี รักษาการหัวหน้าส่วนการคลังเทศบาลตำบลพรหมโลก โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าเทศบาลตำบลพรหมโลกได้ทำสัญญาว่าจ้างภริยาโจทก์ให้ทำขนมส่งให้แก่ศูนย์เด็กเล็กโรงเรียนวัดเขาขุนพนม ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลตำบลพรหมโลกอันถือได้ว่าเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอาศัยโอกาสในตำแหน่งและหน้าที่ของจำเลยจงใจกระทำการดังกล่าวโดยเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนการคลัง เทศบาลตำบลพรหมโลกซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น และอยู่ในฐานะกรรมการตรวจรับพัสดุตามบันทึกตกลงการจ้างระหว่างเทศบาลตำบลพรหมโลกกับภรรยาโจทก์ เพื่อจ้างเหมาทำอาหารว่างให้กับศูนย์เด็กเล็กโรงเรียนวัดเขาขุนพนม โรงเรียนในสังกัดของเทศบาลตำบลพรหมโลก ตามบันทึกข้อความ กองการศึกษาเทศบาลตำบลพรหมโลก ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ มีหน้าที่ในการตรวจรับพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักฐานที่ตกลงกันไว้ ตามนัยข้อ ๖๔ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจรับพัสดุตามบันทึกตกลงการจ้างตามที่กฎหมายกำหนดการที่โจทก์อ้างว่า จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีรักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนการคลัง ได้ร่วมจัดทำและลงลายมือชื่อในใบตรวจรับพัสดุ และลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกเงินตามงบประมาณรายจ่ายของเทศบาล งบรายละเอียดใบสำคัญประกอบฎีกา และใบสำคัญรับเงินโดยมีเจตนาไม่สุจริต สร้างเอกสารหลักฐานเพื่อให้โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลพรหมโลกเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำแก่เทศบาลพรหมโลก เพื่อให้โจทก์พ้นจากสมาชิกภาพสมาชิกสภาเทศบาลตำบลพรหมโลกตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจรับพัสดุตามบันทึก ตกลงการจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีที่โจทก์กล่าวหาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์มีอาชีพทนายความและเป็นประธานสภาเทศบาลตำบลพรหมโลก จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีรักษาการหัวหน้าส่วนการคลัง สังกัดเทศบาลตำบลพรหมโลก จำเลยร่วมกับเจ้าพนักงานธุรการรักษาการหัวหน้ากองการศึกษา เจ้าหน้าที่พัสดุ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุขอความเห็นชอบนายกเทศมนตรีตำบลพรหมโลกจ้างเหมาจัดทำอาหารว่างเด็กอนุบาล ๓ขวบโดยจำเลยทราบดีว่าเข้าลักษณะให้ภริยาโจทก์เป็นคู่สัญญาได้ และตั้งวงเงินในลักษณะซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา สามารถสั่งซื้อและทำสัญญากับภริยาโจทก์ได้โดยตรงไม่ต้องประกวดราคาหรือประมูล จำเลยร่วมกับเจ้าหน้าที่ทำหนังสือบันทึกตกลงการจ้างภริยาโจทก์เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้าง และลงชื่อเป็นพยาน เทศบาลตำบลพรหมโลกเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างโดยไม่แจ้งโจทก์ทั้งที่จำเลยรู้จักกับโจทก์และภริยาโจทก์ เป็นการสร้างเอกสารหลักฐานเพื่อให้โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำแก่เทศบาลอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๑๘ ทวิ ซึ่งจะทำให้สมาชิกภาพของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง และต้องห้ามมิให้มีสิทธิรับเลือกตั้งสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเป็นเวลา ๕ ปี ต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเป็นเวลา ๕ ปีตามมาตรา ๑๙(๖)มาตรา ๑๕ วรรคสอง และมาตรา ๔๘ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาลพ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์ถูกร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญา อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่าการทำหนังสือขอความเห็นชอบจ้างเหมาจัดทำอาหารว่างดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่พัสดุไม่เกี่ยวกับจำเลยและเป็นการดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเสนอตัวเข้ารับจ้างได้ หาใช่เป็นการกระทำเพื่อให้ภริยาโจทก์เข้าทำสัญญากับเทศบาลแต่อย่างใด เพียงแต่ภริยาโจทก์เสนอราคาที่เหมาะสมและมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามสัญญาได้ การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายระเบียบและคำสั่งทุกประการ จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการร้องเรียนโจทก์แต่อย่างใด และจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครอง ที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางปกครอง โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีรักษาการหัวหน้าส่วนการคลัง สังกัดเทศบาลตำบลพรหมโลก ร่วมกับเจ้าพนักงานธุรการรักษาการหัวหน้ากองการศึกษา เจ้าหน้าที่พัสดุ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจ้างเหมาภริยาโจทก์ทำอาหารว่างเด็กอนุบาล ๓ ขวบ โดยจำเลยร่วมกับเจ้าหน้าที่ทำหนังสือบันทึกตกลงการจ้างภริยาโจทก์เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้าง และลงชื่อเป็นพยาน โดยไม่แจ้งโจทก์ทั้งที่จำเลยรู้จักกับโจทก์และภริยาโจทก์ เป็นการสร้างเอกสารหลักฐานเพื่อให้โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่เทศบาลเป็นคู่สัญญาหรือในกิจการที่กระทำแก่เทศบาล อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๑๘ ทวิ ซึ่งจะทำให้โจทก์ต้องสิ้นสมาชิกภาพและถูกตัดสิทธิทางการเมือง โจทก์ถูกร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน ทำให้โจทก์เสียหาย มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่เทศบาลตำบลพรหมโลกจัดให้มีอาหารว่างสำหรับเด็กอนุบาล ๓ ขวบ โดยทำบันทึกตกลงการจ้าง จ้างเหมาทำอาหารว่างในวันที่มีการเรียนการสอน ซึ่งมิใช่การจัดหาเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล ประกอบกับคดีนี้โจทก์เลือกฟ้องเฉพาะจำเลยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำเอกสารเพื่อขออนุมัติรวมทั้งเป็นพยานในบันทึกตกลงการจ้างโดยกล่าวหาว่ากระทำโดยจงใจและโดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและกระทำโดยจงใจปกปิดไม่แจ้งให้ภรรยาโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำอาหารว่างนั้นทราบถึงผลกระทบต่อโจทก์จากการเป็นผู้รับจ้าง ขั้นตอนในการจัดทำเอกสารต่าง ๆ เป็นกระบวนการภายในของฝ่ายปกครองที่ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก ทั้งเจตนาตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลย กระทำโดยจงใจเพื่อให้โจทก์เสียหาย เป็นสิ่งที่อยู่นอกความมุ่งหมายของขั้นตอนในการทำงานซึ่งหากจะเป็นจริงดังโจทก์อ้าง ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายจากการใช้อำนาจหน้าที่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายจรูญ จันทร์ภักดี โจทก์ นางอัญญ์ชลาทองนอก จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ จันทร์ภัคดี
จำเลย — นางอัญญ์ชลา ทองนอก
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2551
#415732
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๑

วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลปกครองเชียงใหม่และศาลจังหวัดเชียงใหม่ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ นายศักดา บุญมา ที่ ๑ ดาบตำรวจ ปรีชา รัตนมณี ที่ ๒ นายดวงเกตุ วงค์ปัญญา ที่ ๓ นายยงยุทธ คำวัง ที่ ๔ นายบุญเลื่อน ตุ่นทรายคำ ที่ ๕ นายนิคม หาญกล้า ที่ ๖ นายทวี รัตนมณี ที่ ๗ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังตาล ที่ ๑ นายอำเภอสารภี ที่ ๒ กำนันตำบลท่าวังตาล ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่บ้านหางแคว หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้ใช้ประโยชน์จากลำเหมืองสาธารณประโยชน์ชื่อลำเหมืองอุ้ยชื่น หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่เพื่อใช้เป็นที่ระบายน้ำและเพาะปลูก สภาพของลำเหมืองในส่วนที่พิพาทแยกออกมาจากลำเหมืองสาธารณประโยชน์ (ลำเหมืองเก๊าเดื่อ) กว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๑๘๐ เมตรมีน้ำไหลผ่านตลอดปีมาเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปีเศษแล้ว ประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบบุกรุกครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ (สันเหมือง)เป็นของตนเองและถมดินบริเวณดังกล่าวและในลำเหมืองพิพาทและปรับดินให้อยู่ในระดับเดียวกับที่ดินสันเหมือง ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำเหมืองได้ ต่อมาวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพื่อขอให้แก้ไขความเดือดร้อนเสียหายและให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบปรากฏว่าลำเหมืองพิพาทเป็นการขุดทางน้ำเพื่อใช้ประโยชน์จากลำเหมืองเก๊าเดื่อโดยขุดในที่สาธารณะ ลำเหมืองหรือลำรางพิพาท ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายและถือเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ผู้กลบทางน้ำมิใช่เป็นการทำให้ที่สาธารณะเสื่อมเสียสภาพไปผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงและแจ้งยุติการสอบสวนโดยอ้างว่าผู้ใช้ประโยชน์จากทางน้ำมิได้ติดใจสงสัยในเรื่องนี้ หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ภายในสิบห้าวัน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ต่อมาวันที่ ๑๐พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่ามีมติให้ยกอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ยุติเรื่องพิพาทไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดเห็นว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดและราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถมกลบลำเหมืองพิพาท และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ที่รับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงข้างต้นและมีความเห็นให้ยุติเรื่องพิพาททั้งหมด รวมทั้งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่กระทำการบุกรุกกลบถมที่ลำเหมืองพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนและขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ฯ พุทธศักราช ๒๔๕๗ และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ (พ.ศ.๒๕๒๕) ขอให้เพิกถอนรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกกลบถมลำเหมืองพิพาท ตำบลวังตาล ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องกรณีพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดร้องเรียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้บุกรุกถมกลบลำเหมืองสาธารณะอุ้ยชื่น และให้ขุดที่ดินที่ถมลำเหมืองสาธารณะดังกล่าวออกให้เหมือนเดิมที่ราษฎรใช้ประโยชน์ในลำเหมืองดังกล่าวได้ตามปกติ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การสรุปได้ว่า ลำเหมืองอุ้ยชื่นที่พิพาทเป็นลำเหมืองที่ทายาทของนายบุญยัง ประดับ ขุดทำขึ้นเพื่อผันดึงน้ำจากลำเหมืองเก๊าเดื่อที่เป็นลำเหมืองสาธารณประโยชน์เข้าสู่เรือกสวนไร่นาโดยนายปั๋น หินแก้ว บิดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ขุดเชื่อมกับลำเหมืองเก๊าเดื่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ผู้ฟ้องคดีที่๑ เป็นผู้ไม่สุจริตนำที่ดินสันเหมืองซึ่งเป็นที่สาธารณะไปขายให้นางสาวลาวัลย์ หลวงอินตานางสาวลาวัลย์ ได้ครอบครองที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวโดยปลูกบ้านและถมร่องน้ำลำเหมืองพิพาทโดยวางท่อส่งน้ำให้กับอุ้ยชื่นและผู้ที่จะใช้น้ำกับประชาชน ต่อมานางสาวลาวัลย์ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในข้อหาฉ้อโกงนำที่สาธารณประโยชน์มาหลอกขายให้แก่ตน หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้ว อำเภอสารภีตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ทั้งระวางแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ได้ความว่า บริเวณที่ตรวจสอบเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่เกิดขึ้นโดยสภาพธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์เป็นทั้งถนนคสล. สันเหมืองที่ปรากฏการครอบครองเป็นที่อยู่อาศัยและร่องระบายน้ำ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่งตั้งได้ความว่าลำเหมืองพิพาทเป็นการขุดทางน้ำเพื่อใช้ประโยชน์จากลำเหมืองเก๊าเดื่อ โดยขุดในที่สาธารณะซึ่งมีลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะเท่านั้น ลำเหมืองลำรางพิพาทไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายและถือเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ การมีผู้กลบทางน้ำในที่สาธารณะซึ่งถูกขุดใช้ได้กลับสู่สภาพเดิมจึงมิใช่เป็นการทำให้ที่สาธารณประโยชน์เสื่อมสภาพ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ดำเนินการสอบสวนด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดคัดค้านคำให้การว่า ลำเหมืองอุ้ยชื่นที่พิพาทไม่ใช่ลำเหมืองที่เกิดขึ้นจากการขุดของนายปั๋น บิดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เป็นลำเหมืองที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติซึ่งปรากฏชัดเจนตามรายงานการตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสารภี ที่ ชม ๑๒๑๗/๑๘๒๐ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๔๙ (ที่ถูกต้องคือ หนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสารภี ที่ ชม ๐๐๑๙.๑๒/๓๘๓๔ ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๙) การถมกลบดินในลำเหมืองพิพาททำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดได้รับความเดือดร้อนเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม เพราะไม่สามารถระบายลงสู่ลำเหมืองได้อีก และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตสาธารณประโยชน์ด้วยตนเองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นไปโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บุกรุกและถมกลบลำเหมืองพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์มาเป็นของตนและกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งว่า ลำเหมืองพิพาทมิใช่ลำเหมืองสาธารณประโยชน์ แต่เป็นลำเหมืองที่เอกชนขุดขึ้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงมีหลายประเด็นที่เกี่ยวพันกันและประเด็นที่เกี่ยวพันกันอันเป็นประเด็นแห่งข้อหาหลักที่จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ลำเหมืองพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๙ และที่ ๑๑/๒๕๔๙

ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การและคำคัดค้านคำให้การในคดีแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่พิพาทเป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตสันเหมืองอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ลำเหมืองอุ้ยชื่นเฉพาะส่วนที่พิพาทที่ถูกถมกลบก็อยู่ในแนวเขตดังกล่าว ดังนั้น ลำเหมืองส่วนพิพาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ ไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด สำหรับข้ออ้างของฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีว่าผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่งตั้งได้ความว่าลำเหมืองพิพาทเป็นลำเหมืองที่เอกชนขุดขึ้นนั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดแห่งคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแล้วมิได้อ้างเหตุผลดังกล่าวเพื่อยืนยันว่าลำเหมืองพิพาทมิได้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพียงแต่อ้างให้เห็นที่มาของลำเหมืองดังกล่าวเพื่อประกอบเป็นเหตุผลว่าการถมกลบลำเหมืองส่วนพิพาทมิได้สร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณชนบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นข้อพิจารณาประการหนึ่งในการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยุติเรื่องร้องเรียนตามหนังสือที่ ชม ๑๒๑๗/๓๘๓๘เท่านั้น เมื่อพิจารณาความเป็นมาแห่งคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดดังปรากฏในคำฟ้องและ

คำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดแล้วเห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดโต้แย้งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงและคำสั่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ยุติเรื่องตามหนังสือฉบับดังกล่าวว่าเป็นการดำเนินการโดยมิชอบและกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยไม่ดำเนินคดีต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บุกรุกและถมกลบลำเหมืองพิพาท กับขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานราชการส่วนท้องถิ่นดำเนินคดีต่อผู้บุกรุกที่ดินสาธารณะและถมกลบลำเหมืองพิพาทและให้ขุดลำเหมืองพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้เป็นดังเดิม ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) มิใช่คำขอในลักษณะที่จะอาศัยอำนาจของศาลยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาแต่อย่างใด ส่วนคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๙ และที่ ๑๑/๒๕๔๙ นั้นเป็นคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อโต้แย้งในที่ดินซึ่งพิพาทในคดีนั้นว่าผู้ฟ้องคดีดังกล่าวมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ไม่อาจเทียบเคียงกับข้อพิพาทในคดีนี้ได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่บ้านหางแคว หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ประโยชน์จากลำเหมืองสาธารณประโยชน์ชื่อลำเหมืองอุ้ยชื่น เพื่อใช้เป็นที่ระบายน้ำและเพาะปลูก สภาพของลำเหมืองในส่วนที่พิพาทแยกออกมาจากลำเหมืองสาธารณประโยชน์ (ลำเหมืองเก๊าเดื่อ) กว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๑๘๐ เมตร มีน้ำไหลผ่านตลอดปี แต่ประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบบุกรุกครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์(สันเหมือง) เป็นของตนเองและถมดินบริเวณดังกล่าวและในลำเหมืองพิพาทและปรับดินให้อยู่ในระดับเดียวกับที่ดินสันเหมือง ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำเหมืองได้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ และที่ ๒ เพื่อขอให้แก้ไขความเดือดร้อนเสียหายและให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว และต่อมาได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดทราบผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ลำเหมืองพิพาทเป็นการขุดทางน้ำเพื่อใช้ประโยชน์จากลำเหมืองเก๊าเดื่อโดยขุดในที่สาธารณะ ลำเหมืองหรือลำรางพิพาท ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายและถือเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ผู้กลบทางน้ำมิใช่เป็นการทำให้ที่สาธารณะเสื่อมสภาพไป และแจ้งยุติการสอบสวนโดยอ้างว่าผู้ใช้ประโยชน์จากทางน้ำมิได้ติดใจสงสัยในเรื่องนี้ หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ภายในสิบห้าวัน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ต่อมาวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า มีมติให้ยกอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ยุติเรื่องพิพาทไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดเห็นว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดและราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถมกลบลำเหมืองพิพาท และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่รับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงข้างต้นและมีความเห็นให้ยุติเรื่องพิพาททั้งหมด รวมทั้งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่กระทำการบุกรุกกลบถมที่ลำเหมืองพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนและขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ฯ พุทธศักราช ๒๔๕๗และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ขอให้เพิกถอนรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบุกรุกกลบถมลำเหมืองพิพาท ตำบลท่าวังตาล ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีคำสั่งให้ยุติเรื่องกรณีพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดร้องเรียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้บุกรุกถมกลบลำเหมืองสาธารณะอุ้ยชื่น และให้ขุดดินที่ถมลำเหมืองสาธารณะดังกล่าวออกให้เหมือนเดิมที่ราษฎรใช้ประโยชน์ในลำเหมืองดังกล่าวได้ตามปกติ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่าลำเหมืองพิพาทเป็นการขุดทางน้ำเพื่อใช้ประโยชน์จากลำเหมืองเก๊าเดื่อและถือเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ลำเหมืองที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ การมีผู้กลบทางน้ำในที่สาธารณะซึ่งถูกขุดใช้ได้กลับสู่สภาพเดิมจึงมิใช่เป็นการทำให้ที่สาธารณประโยชน์เสื่อมสภาพผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯดำเนินการสอบสวนด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ที่สั่งให้ยกอุทธรณ์และยุติเรื่องไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย กรณีผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดร้องเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบบุกรุกกลบถมลำเหมืองพิพาทซึ่งเป็นลำเหมืองสาธารณประโยชน์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑และที่ ๒ ละเลยไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอให้เพิกถอนรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่๑และที่ ๒ ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้บุกรุกถมกลบลำเหมืองสาธารณะ และให้ขุดที่ดินที่ถมลำเหมืองสาธารณะดังกล่าวออกให้เหมือนเดิม อันเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการใช้อำนาจดูแลและบำรุงรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งตามคำฟ้อง คำให้การและคำคัดค้านคำให้การ คู่กรณีต่างก็รับกันว่ามีการถมดินกลบลำเหมืองพิพาทซึ่งอยู่ในแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายศักดา บุญมา ที่ ๑ ดาบตำรวจ ปรีชา รัตนมณี ที่ ๒ นายดวงเกตุ วงค์ปัญญา ที่ ๓ นายยงยุทธ คำวัง ที่ ๔ นายบุญเลื่อน ตุ่นทรายคำที่ ๕ นายนิคม หาญกล้า ที่ ๖ นายทวี รัตนมณี ที่ ๗ ผู้ฟ้องคดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังตาล ที่ ๑ นายอำเภอสารภี ที่ ๒ กำนันตำบลท่าวังตาล ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) ,(2)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายศักดา บุญมา ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังตาล ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 17/2551
#415738
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๗/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เรื่อง การยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒

คำสั่งศาลฎีกา

ระหว่าง

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

นายกฤษศักดา วัฒนพงษ์ ผู้ร้อง โดยนายอุดร ชัยศรี ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่าคดีของผู้ร้องอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และให้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งให้ศาลดังกล่าวรับคดีของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามรูปคดี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ข้อเท็จจริงในคดี

นายกฤษศักดา วัฒนพงษ์ ผู้ร้อง โดยนายอุดร ชัยศรี ผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่าคดีของผู้ร้องอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และให้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งให้ศาลดังกล่าวรับคดีของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามรูปคดี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ ผู้ร้องกับพวก รวม ๘ คน ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต.๕/๒๕๕๑ ว่า เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้คัดค้าน ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปพ.ศ. ๒๕๕๐ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ และได้ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องกำหนดวันและเวลาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลาง ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ เป็นวันที่ ๑๕ และ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ การเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีการอนุญาตไว้ล่วงหน้าการลงคะแนนเสียงและอนุญาตหลังจากลงคะแนนเสียงแล้วโดยไม่มีการตรวจสอบหรือสอบสวนถึงความจำเป็นในการที่จะลงคะแนนเสียงล่วงหน้าและได้ดำเนินการทั่วประเทศ เช่นการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร ที่มีการจัดเตรียมแบบฟอร์มเป็นแบบคำขอลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางลงลายมือชื่ออนุญาตให้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้วางเรียงบนชั้นเป็นจำนวนมาก ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเพียงแต่หยิบแบบคำขอใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าดังกล่าวแล้วนำไปกรอกข้อความลงลายมือชื่อเท่านั้น โดยไม่มีการสอบสวนและวินิจฉัยอนุญาตตามขั้นตอนของกฎหมาย และเขตเลือกตั้งที่ ๗ กรุงเทพมหานคร ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเพียงแต่หยิบแบบฟอร์มเปล่าแล้วนำไปกรอกข้อความลงลายมือชื่อแล้วลงคะแนนเลือกตั้งโดยไม่ได้รับการสอบสวนหรือวินิจฉัยแล้วอนุญาตจากประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางก่อน การเลือกตั้งล่วงหน้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีไม่มีการตรวจสอบตามมาตรา ๙๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะเดินทางไปนอกเขตเลือกตั้งไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ในวันเลือกตั้งมีการขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมอบหมาย และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมอบหมายได้ตรวจสอบว่าผู้ที่มาขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งว่ามีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหรือไม่ และต้องตรวจสอบว่าผู้ที่มาใช้สิทธิดังกล่าวที่แจ้งความประสงค์ไว้มีกรณีดังที่แจ้งความประสงค์ไว้หรือไม่ เมื่อปรากฏว่าตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่แจ้งความประสงค์ขอเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตถ้าถูกต้องคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตต้องกำหนดที่เลือกตั้งกลางที่ผู้นั้นจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต และจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ผู้นั้นมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบ และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตจะต้องหมายเหตุสถานที่ที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิในเอกสารที่เกี่ยวข้องแต่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการดังกล่าว การเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งประเทศจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้มีการทุจริตการเลือกตั้งอย่างสะดวก ไม่มีระบบควบคุมตรวจสอบเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยไม่จำกัดจำนวนและเป็นการดำเนินการทั่วประเทศเท่ากับว่าเป็นการเลือกตั้งทั่วไปนอกเหนือจากวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ และเป็นการเลือกตั้งทั่วไปถึง ๓ วันขัดกับพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อนำบัตรลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตทั่วประเทศดังกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสุจริตและเที่ยงธรรมดังกล่าวมารวมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ แล้ว ทำให้การเลือกตั้งในที่ ๒๓ธันวาคม ๒๕๕๐ ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาและไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเพราะการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งเมื่อวันที่๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกจากกันได้ ขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า ในวันที่ ๑๕ และ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศ และเพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศเพิกถอนการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ และให้ระงับหรือยกเลิกการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับรายที่ยังไม่ได้รับรอง ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ๙๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๑ ให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่อ้างว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งมีสิทธิยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำคัดค้านการเลือกตั้งให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลัน ในขั้นตอนนี้บทบัญญัติแห่งกฎหมายมิได้ให้อำนาจศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย หากแต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเฉพาะ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้าณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งในวันที่ ๑๕ และวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศ และเพิกถอนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ กับเพิกถอนการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้ ผู้ร้องกับพวกรวม ๘ คน จึงนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครองสูงสุดโดยอ้างด้วยว่าศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีของผู้ร้อง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ฟ.๒๖/๒๕๕๑ ลงวันที่๒ เมษายน ๒๕๕๑ ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยวินิจฉัยว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและเอกสารประกอบคำฟ้องคดีนี้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยมีข้อเท็จจริงเดียวกับคำฟ้องนี้ แต่ศาลฎีกาได้มีคำสั่งที่ ๙๑/๒๕๕๑ ให้ยกคำร้อง แต่เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า ศาลฎีกามิได้มีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่า คดีดังกล่าวมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด แต่เห็นว่าเป็นการคัดค้านการเลือกตั้งตามบทบัญญัติในส่วนที่ ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งผู้ร้องชอบที่จะไปยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมิใช่ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ โดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำร้องสรุปได้ว่า ผู้ร้องกับพวกรวม๘ คน ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต.๕/๒๕๕๑ ขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า ในวันที่ ๑๕ และ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศ และเพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป ในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศเพิกถอนการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ และให้ระงับหรือยกเลิกการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับรายที่ยังไม่ได้รับรอง โดยอ้างว่า การเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ ไม่มีการควบคุมตรวจสอบ โดยมีการอนุญาตไว้ล่วงหน้าการลงคะแนนเสียงและอนุญาตหลังจากลงคะแนนเสียงแล้ว ไม่เป็นไปตามมาตรา ๙๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งล่วงหน้าดังกล่าวไม่สุจริตเที่ยงธรรม เมื่อนำบัตรลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตทั่วประเทศดังกล่าวมารวมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ธันวาคม ๒๕๕๐ แล้ว ทำให้การเลือกตั้งในที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบด้วย พระราชกฤษฎีกาและไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ศาลฎีกามีคำสั่งที่๙๑/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๑ ให้ยกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่อ้างว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งมีสิทธิยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำคัดค้านการเลือกตั้งให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลันในขั้นตอนนี้บทบัญญัติแห่งกฎหมายมิได้ให้อำนาจศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยหากแต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเฉพาะ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งในวันที่๑๕ และวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั่วประเทศ และเพิกถอนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ธันวาคม ๒๕๕๐ กับเพิกถอนการรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้ ผู้ร้องกับพวกรวม ๘ คน จึงนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครองสูงสุดโดยอ้างด้วยว่าศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีของผู้ร้องศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ฟ.๒๖/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๑ ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยวินิจฉัยว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและเอกสารประกอบคำฟ้องคดีนี้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งแปดเคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยมีข้อเท็จจริงเดียวกับคำฟ้องนี้ แต่ศาลฎีกาได้มีคำสั่งที่ ๙๑/๒๕๕๑ ให้ยกคำร้อง แต่เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า ศาลฎีกามิได้มีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่า คดีดังกล่าวมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด แต่เห็นว่าเป็นการคัดค้านการเลือกตั้งตามบทบัญญัติในส่วนที่ ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งผู้ร้องชอบที่จะไปยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมิใช่ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งว่าคดีของผู้ร้องอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และให้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งให้ศาลดังกล่าวรับคดีของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามรูปคดีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด ดังนั้น คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน และจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นขัดแย้งกัน โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบแล้ว และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในประเด็นของเนื้อหาแห่งคดีแตกต่างกันด้วย จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลฎีกา (คำสั่งที่ ๙๑/๒๕๕๑) และคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุด (คำสั่งที่ ฟ. ๒๖/๒๕๕๑) ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดที่ศาลมิได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาของคดีแต่อย่างใด ดังนั้น การยื่นคำร้องของผู้ร้องในเรื่องนี้หาใช่การยื่นคำร้องในความหมายของมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ นอกจากนั้น หากวินิจฉัยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลใด ศาลหนึ่ง ซึ่งต่างไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา ก็ไม่ทำให้คดีได้รับการพิจารณาโดยศาลนั้นทั้งการยกคำร้องของศาลฎีกาก็ยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาของเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เป็นเหตุให้ศาลปกครองสูงสุดต้องจัดทำความเห็นและส่งเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยในประเด็นของเรื่องเขตอำนาจศาลตามมาตรา ๑๒ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกันดังนั้นกฎหมายว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจึงไม่อาจบังคับใช้กับประเด็นปัญหาตามคำร้องของผู้ร้องได้ คณะกรรมการจึงไม่อาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ๒๘ ให้ยกคำร้องนี้เสีย

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายกฤษศักดา วัฒนพงษ์ โดยนายอุดร ชัยศรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 16/2551
#415736
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๖/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เรื่อง พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา๑๗

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ นายไพโรจน์ ภิญโญสรศักดิ์ โจทก์ยื่นฟ้องนายภูวฤทธิ์ภิญโญสรศักดิ์ ที่ ๑ นางสาวนนทญ พันวินิต ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ นางกัญญา ยิ่งรัตนวิทย์ ที่ ๔จำเลยต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๑๘/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๗๓๐ ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๔๘ นางสิริสินี เจริญฤทธิ์ ปลอมหนังสือมอบอำนาจทั้งฉบับโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจทั่วไป พร้อมทั้งกรอกข้อความและรายละเอียดลงในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจ ซึ่งโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอม มอบหมายหรือสั่งการใด ๆ ว่ายื่นคำขอถ่ายและรับรอง โฉนดที่ดิน และยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๗๓๐ ตลอดจนให้ถ้อยคำต่าง ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ และยินยอมให้ผู้รับมอบอำนาจรับประกาศการออกใบแทนและปิดประกาศบริเวณที่ดินได้ด้วย และมอบอำนาจให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ นางสิริสินีนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยื่นต่อจำเลยที่ ๔ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๓ ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ จำเลยที่๔ ทำนิติกรรมรับเรื่องขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวและออกโฉนดใบแทนให้แก่นางสิริสินีด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนรวมทั้งลายมือชื่อโจทก์ที่แท้จริงให้ถูกต้องเสียก่อนทำให้นางสิริสินีได้ไปซึ่งโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ ฉบับใบแทน ถือได้ว่าจำเลยที่ ๔ ร่วมกับนางสิริสินีทำการออกโฉนดฉบับใบแทนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โฉนดฉบับจริงโจทก์ยังคงเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบันต่อมานางสิริสินีปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจทั่วไปกรอกข้อความและรายละเอียดในหนังสือมอบอำนาจโดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอมว่าโจทก์ยินยอมให้นางสิริสินีถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน ๑ ส่วนใน ๒ ส่วนไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างโดยมีค่าตอบแทน แล้วนำไปยื่นต่อจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ ยินยอมทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่นางสิริสินีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ๑ ส่วนใน ๒ ส่วน จากนั้นนางสิริสินีปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับโดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจระบุว่าโจทก์ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตน แล้วนำหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวยื่นต่อจำเลยที่ ๔ เพื่อให้จำเลยที่ ๔ ทำนิติกรรมขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่นางสิริสินีจนจำเลยที่ ๔ ดำเนินการให้ จึงทำให้นางสิริสินีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด ใบแทนแต่เพียงผู้เดียว ต่อมานางสิริสินีนำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนขายฝากแก่นายไพฑูรย์ จันทรเสรีกุล มีกำหนด ๖ เดือน จากนั้นเมื่อนางสิริสินีไถ่ถอนการขายฝากแล้วจึงทำนิติกรรมขายฝากให้แก่จำเลยที่ ๒ การกระทำของนางสิริสินีในการปลอมเอกสารสิทธิ์ของโจทก์แล้วนำไปทำนิติกรรมขอออกใบแทน ให้ ขายและขายฝากนั้นล้วนเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะ นางสิริสินีจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและไม่มีสิทธิ์นำที่ดินไปทำนิติกรรมขายฝากให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมานางสิริสินีถึงแก่ความตาย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสิริสินีและจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับซื้อฝากเพื่อให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย จำเลยที่ ๓ ในฐานะของผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปทำประโยชน์หรือหากนำออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการออกใบแทนโฉนด การให้ การขาย การขายฝากโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเพิกถอนนิติกรรมให้เสร็จสิ้น และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือยกเลิกโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ ฉบับใบแทนและให้ใช้โฉนดที่ดินเดิมซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์

ศาลมีคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่รับฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๔เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่๘๖๗๓๐ จากนางสิริสินีโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์ หากนางสิริสินีกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมก็ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครอง เมื่อการขายฝากที่ดินดังกล่าวครบกำหนดนางสิริสินีหรือทายาทไม่ไถ่ถอนจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ขณะจดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านตึกชั้นเดียวของโจทก์ปลูกสร้างอยู่ จำเลยที่ ๒ บอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอน แต่โจทก์เพิกเฉย เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ ๒ และทำให้จำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามระเบียบของกฎหมาย ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ นางสิริสินีกับจำเลยที่ ๔ ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะให้ความช่วยเหลือ การออกโฉนดใบแทนจึงชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนนิติกรรมต่าง ๆ หลังจากออกโฉนดใบแทนของจำเลยที่ ๔ เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และระเบียบข้อกฎหมายครบถ้วนถูกต้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ ๒ รับซื้อฝากไว้ไม่ว่าจะเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การฟ้องคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๔ คดีของโจทก์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยมีฐานะเป็นกรมมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทยพ.ศ. ๒๕๔๕ คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยอื่นซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยฟ้องจำเลยที่ ๑ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสิริสินี หรือนางสายสินี เจริญฤทธิ์ ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่านางสิริสินีเป็นตัวการในการปลอมหนังสือมอบอำนาจและไปทำนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ และฟ้องจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับซื้อฝาก ขอให้ร่วมกันจดทะเบียน เพิกถอนนิติกรรมการออกใบแทนโฉนด การให้ การขายการขายฝากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การกระทำของจำเลยที่ ๔ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ในการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่านางสิริสินีปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ดำเนินการให้มีการออกใบแทนโฉนดที่ดินและทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ หากฟังว่านางสิริสินีไม่ได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง ก็ไม่มีกรณีที่ต้องวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยที่ ๔ ในฐานะเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ว่ากระทำละเมิดหรือไม่หรือหากศาลฟังว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอมก็ยังคงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รวมทั้งการจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๔ ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ดังนั้นจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามลำดับ กรณีพิพาทดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มีการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดต่อโจทก์จนได้รับความเสียหาย เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๓ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของตน ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และแม้คดีจะฟังความได้เช่นเดียวกับความเห็นของศาลแพ่งก็ตาม โจทก์เป็นเอกชนฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน แต่เมื่อพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มีความประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองมีอำนาจตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ผลของคำพิพากษาจะเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรณีพิพาทดังกล่าวมิได้เป็นกรณีพิพาทว่า ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ เป็นของโจทก์หรือของนางสิริสินี ส่วนการปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจก็เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก่อนจดทะเบียนนิติกรรมพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนคู่กรณีและเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็นตามมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และหากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ปฏิเสธไม่จดทะเบียนให้แก่คู่กรณีได้ และหากภายหลังจากจดทะเบียนไปแล้วพบว่า การจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมายอธิบดีหรือรองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน หากพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนไปโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวข้องเสียหายก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ต่อมา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลแพ่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยที่ ๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การพิจารณาประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลเป็นประโยชน์อีกต่อไปหรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๗๓๐ ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร ถูกนางสิริสินีปลอมหนังสือมอบอำนาจทั้งฉบับและยื่นต่อจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๓ ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๔ ออกโฉนดใบแทนให้แก่นางสิริสินีด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนรวมทั้งลายมือชื่อโจทก์ที่แท้จริงให้ถูกต้องเสียก่อนอันเป็นการร่วมกันกับนางสิริสินีทำการออกโฉนดฉบับใบแทนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่โฉนดฉบับจริงโจทก์ยังคงเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน ต่อมานางสิริสินีปลอมหนังสือมอบอำนาจยื่นต่อจำเลยที่ ๔ ว่าโจทก์ให้ถือกรรมสิทธิ์รวม ๑ ส่วนใน ๒ ส่วน จำเลยที่ ๔ ยินยอมทำนิติกรรมให้ที่ดินแก่นางสิริสินีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ๑ ส่วนใน ๒ ส่วน จากนั้นนางสิริสินีปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับยื่นต่อจำเลยที่ ๔ ว่าโจทก์ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนจนนางสิริสินีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดใบแทนแต่เพียงผู้เดียว นางสิริสินีนำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้มีชื่อแล้วจึงทำนิติกรรมขายฝากให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมานางสิริสินีถึงแก่ความตาย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสิริสินีและจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับซื้อฝากเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉยจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการออกใบแทนโฉนด การให้ การขาย การขายฝากโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือยกเลิกโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๖๗๓๐ ฉบับใบแทนและให้ใช้โฉนดที่ดินเดิมซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๗๓๐ โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ขณะจดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านตึกชั้นเดียวของโจทก์ปลูกสร้างอยู่ จำเลยที่ ๒ บอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอน แต่โจทก์เพิกเฉย เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ ๒ และทำให้จำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่๓ ให้การว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามระเบียบของกฎหมาย ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ นางสิริสินีกับจำเลยที่ ๔ ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะให้ความช่วยเหลือการออกโฉนดใบแทนจึงชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียน นิติกรรมต่าง ๆ หลังจากออกโฉนดใบแทนของจำเลยที่ ๔ เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และระเบียบข้อกฎหมายครบถ้วนถูกต้อง จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ทั้งสองศาลมีความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตนซึ่งเป็นความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย ต่อมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล และศาลแพ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ แล้ว การพิจาณาประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลตามคำร้องของจำเลยที่ ๓ จึงไม่เป็นประโยชน์ที่คณะกรรมการจะพิจารณาอีกต่อไป

จึงมีคำสั่งว่า การพิจารณาประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลตามคำร้องของกรมที่ดินจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป อาศัยข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๓) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ ภิญโญสรศักดิ์
จำเลย — นายภูวฤทธิ์ ภิญโญสรศักดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2551
#415733
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๑

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดอำนาจเจริญและศาลปกครองนครราชสีมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล

ในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นางไฮ ฟามุทา หรือปามุทา โจทก์ ยื่นฟ้องนายรุทธ์ สุขสำราญ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ ๑ นายสมบัติ โต๊ะบุรินทร์อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๐๖/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีหลักฐานเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ หมู่ที่ ๘ ตำบลจานลาน อำเภอพนาจังหวัดอุบลราชธานี(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) โดยรับมอบมาจากนางสีดามารดา มากว่า ๔๐ ปี โจทก์ได้ใช้ประโยชน์โดยทำนาทั่วบริเวณที่ดินทั้งแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดมา ต่อมาประมาณปี ๒๕๓๗ทางราชการทำการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์นำรังวัดที่ดินตามแนวเขตที่ได้ครอบครองทำประโยชน์จริงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำการตรวจพิสูจน์จำนวนที่ดินจัดทำหลักหมายเขตและสร้างหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ลงไว้เป็นการถูกต้องตรงกับแนวเขตที่ดินตามรูปที่ดินโดยประมาณตาม น.ส. ๓ เดิมของโจทก์ แต่ในการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ มีอำนาจหน้าที่ออกโฉนดที่ดินได้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินซึ่งออกให้แก่โจทก์ (โฉนดที่ดิน เลขที่ ๖๑๗๑ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ) ให้มีเนื้อที่น้อยลงกว่าเดิมซึ่งไม่ตรงกับที่ดินที่โจทก์นำรังวัดและผิดไปจากแนวเขตน.ส. ๓ เดิม ทำให้ที่ดินของโจทก์ขาดหายไปจากการออกโฉนดทางด้านทิศเหนือประมาณ ๒๐ ไร่และทิศใต้ประมาณ ๒ ไร่ รวมทั้งหมดประมาณ ๒๒ไร่เมื่อโจทก์รู้ถึงการออกโฉนดที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนของจำเลยที่ ๒ จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญดำเนินการแก้ไข แต่ได้รับการปฏิเสธ จนกระทั่งจำเลยที่ ๒ ย้ายไปรับราชการที่อื่นและจำเลยที่ ๑ ย้ายมาดำรงตำแหน่งแทน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดแต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการออกโฉนดที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวไม่ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโฉนดให้ถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๗๑ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นของโจทก์ โดยให้ที่ดินมีเนื้อที่ประมาณ ๕๙ ไร่ ทิศเหนือจดที่ดินนานายใสและป่า ทิศใต้จดที่ดินนานายเฮือง สิงห์แก้ว ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจดร่องน้ำสาธารณประโยชน์และให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ โดยแก้ไขข้างเคียงทิศเหนือกับทิศใต้และจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดให้ถูกต้องแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ เดิมแบ่งแยกมาจากที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๙ หมู่ที่ ๘ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ซึ่งนายปัตถา มาหา เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง ต่อมานายปัตถาขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายใส สิงห์แก้ว และเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๒นายใสจดทะเบียนแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ เนื้อที่ ๓๔ ไร่ ๕๔ตารางวาที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๙ จึงคงเหลือเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ต่อมาโจทก์นำที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ ไปนำเดินสำรวจออกโฉนด จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่๖๑๗๑ ให้โจทก์เมื่อวันที่ ๙ธันวาคม ๒๕๓๙ ได้เนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา มากกว่าหลักฐานเดิมตาม น.ส. ๓ เลขที่๑๘๓/๑๖๙ จำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๓๖ ตารางวา โดยปรากฏรูปแผนที่ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๖๑๗๑และหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ มีรูปแผนที่คล้ายกัน มีระยะตามหลักฐานและจำนวนเนื้อที่ใกล้เคียงกัน แต่ระบุข้างเคียงทางด้านทิศเหนือจดนางไฮ (โจทก์) ทิศใต้จดนายเฮือง นอกจากนี้ตามที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดให้ไม่ครบนั้น แท้จริงแล้วโจทก์ได้บุกรุกที่ป่าเพิ่มเติมและสมยอมกับนายใส โดยนายใสให้โจทก์ครอบครองที่ดินที่บุกรุก ส่วนนายใสครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๙ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓งาน ๔๖ ตารางวา ตามเดิม ดังนั้น เมื่อมีการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทตามใบบันทึกถ้อยคำของเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่มาระวังแนวเขต จึงระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทางด้านทิศเหนือที่จดทางและป่าซึ่งโจทก์จะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ และทางราชการก็ไม่สามารถออกเอกสิทธิให้แก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองแทนนายใสทางราชการก็ไม่สามารถอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ ที่ระบุเนื้อที่ ๒๐ ไร่ เพิ่มเติมในโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน อีกทั้งนายใสยังได้นำหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่๑๖๙ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกจากโจทก์ดังกล่าวไปใช้ในการออกโฉนดที่ดินในที่ดินบริเวณอื่นแล้ว ที่ดินทางทิศใต้เมื่อตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่๑๘๓/๑๖๙ ระบุจดนายเฮือง แต่เมื่อออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ แล้วระบุจดนางไฮ(โจทก์)เนื้อที่ที่ดินที่ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ จึงเป็นที่ดินที่โจทก์ครอบครองต่อจากนายเฮือง บิดาโจทก์ ซึ่งบุกรุกที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังจากที่เคยแจ้งการครอบครองไว้ ทางราชการจึงไม่สามารถระบุเนื้อที่ ๒ ไร่ เพิ่มเติมลงในโฉนดเลขที่ ๖๑๗๑ ตามที่โจทก์ขอได้ประกอบกับขณะที่เจ้าหน้าที่เดินสำรวจโจทก์ซึ่งเป็นผู้ระวังแนวเขตที่ดินไม่ได้คัดค้าน และก่อนที่จะมีการแจกโฉนดทางราชการก็ได้ประกาศให้โจทก์คัดค้านแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด การออกโฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒)

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญเห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์บรรยายว่ามีการแก้ไขแผนที่โฉนดที่ดิน ทำให้ไม่ตรงกับที่ปรากฏใน น.ส. ๓ แต่แท้จริงแล้วการที่โจทก์ขอให้แก้ไขแผนที่ในโฉนดดังกล่าวก็เพื่อให้ได้จำนวนที่ดินเพิ่มขึ้นซึ่งจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าเหตุที่ไม่อาจแก้ไขหรือออกโฉนดที่ดินให้มีเนื้อที่ตามที่โจทก์ร้องขอได้เนื่องจากที่ดินทางด้านทิศเหนือเป็นทางและป่า โจทก์ครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ และทางราชการไม่สามารถออกเอกสารสิทธิให้โจทก์ได้ ส่วนที่ดินทางด้านทิศใต้ก็เป็นการบุกเบิกที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังที่เคยแจ้งการครอบครองไว้เห็นว่า ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีมีว่า ที่ดินส่วนที่เหลือที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ออกโฉนดให้แก่โจทก์ดังกล่าวเป็นของโจทก์หรือเป็นของรัฐ จึงเป็นกรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณีเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สิน ดังนั้นการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า กรณีเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินในการดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้กระทำการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ผิดพลาดคลาดเคลื่อน โดยมีจำนวนเนื้อที่และข้างเคียงไม่ถูกต้องตามหลักฐานการนำรังวัดอันเป็นการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีว่า คู่ความโต้แย้งว่าเหตุที่จำเลยไม่แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่๖๑๗๑ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นเพราะมีผู้โต้แย้งสิทธิในที่ดิน กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔ ๒ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องวินิจฉัยว่าการออกโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีหลักฐานเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙หมู่ที่ ๘ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) โดยรับมอบมาจากนางสีดา มารดา มากว่า ๔๐ ปี โจทก์ใช้ประโยชน์โดยทำนาทั่วบริเวณที่ดินทั้งแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดมา ต่อมาประมาณปี ๒๕๓๗ ทางราชการทำการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน โจทก์นำรังวัดที่ดินตามแนวเขตที่ได้ครอบครองทำประโยชน์จริงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินทำการตรวจพิสูจน์จำนวนที่ดิน จัดทำหลักหมายเขตและสร้างหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ลงไว้เป็นการถูกต้องตรงกับแนวเขตที่ดินตามรูปที่ดินโดยประมาณตามน.ส. ๓ เดิมของโจทก์ แต่ในการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ มีอำนาจหน้าที่ออกโฉนดที่ดินได้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินซึ่งออกให้แก่โจทก์ (โฉนดที่ดินเลขที่๖๑๗๑) ให้มีเนื้อที่น้อยลงกว่าเดิมซึ่งไม่ตรงกับที่ดินที่โจทก์นำรังวัดและผิดไปจากแนวเขต น.ส. ๓เดิม ทำให้ที่ดินของโจทก์ขาดหายไปจากการออกโฉนดทางด้านทิศเหนือประมาณ ๒๐ ไร่ และทิศใต้ประมาณ ๒ ไร่ รวมทั้งหมดประมาณ๒๒ ไร่ เมื่อโจทก์รู้ถึงการออกโฉนดที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนของจำเลยที่ ๒ จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญดำเนินการแก้ไข แต่ได้รับการปฏิเสธ จนกระทั่งจำเลยที่ ๑ย้ายมาดำรงตำแหน่งแทน โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ให้ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาด แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการออกโฉนดที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ ๑ซึ่งมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวไม่ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโฉนดให้ถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๗๑ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นของโจทก์ โดยให้ที่ดินมีเนื้อที่ประมาณ๕๙ ไร่ ทิศเหนือจดที่ดินนานายใสและป่า ทิศใต้จดที่ดินนานายเฮือง สิงห์แก้ว ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจดร่องน้ำสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ โดยแก้ไขข้างเคียงทิศเหนือกับทิศใต้และจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดให้ถูกต้องแก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ เดิมแบ่งแยกมาจากที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่๑๖๙ มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ซึ่งนายปัตถา มาหา เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง ต่อมานายปัตถาขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายใส สิงห์แก้ว และเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๒ นายใสจดทะเบียนแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ เนื้อที่ ๓๔ ไร่ ๕๔ ตารางวา ที่ดินตาม น.ส. ๓เลขที่ ๑๖๙ จึงคงเหลือเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ต่อมาโจทก์นำที่ดิน น.ส.๓ เลขที่๑๘๓/๑๖๙ ไปนำเดินสำรวจออกโฉนด จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ ให้โจทก์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ เนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา มากกว่าหลักฐานเดิมตาม น.ส.๓เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ จำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๓๖ ตารางวา โดยปรากฏรูปแผนที่ตามโฉนดที่ดินเลขที่๖๑๗๑ และหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ มีรูปแผนที่คล้ายกัน มีระยะตามหลักฐานและจำนวนเนื้อที่ใกล้เคียงกัน แต่ระบุข้างเคียงทางด้านทิศเหนือจดนางไฮ (โจทก์) ทิศใต้จดนายเฮืองนอกจากนี้ ตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกโฉนดให้ไม่ครบนั้นแท้จริงแล้วโจทก์ได้บุกรุกที่ป่าเพิ่มเติมและสมยอมกับนายใส โดยนายใสให้โจทก์ครอบครองที่ดินที่บุกรุก ส่วนนายใสครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๙ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ตามเดิมดังนั้นเมื่อมีการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทตามใบบันทึกถ้อยคำของเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่มาระวังแนวเขตจึงระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทางด้านทิศเหนือที่จดทางและป่าซึ่งโจทก์จะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ และทางราชการไม่สามารถออกเอกสารสิทธิให้แก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองแทนนายใสทางราชการก็ไม่สามารถอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ ที่ระบุเนื้อที่ ๒๐ ไร่ เพิ่มเติมในโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน ทั้งนายใสได้นำหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๙ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ตารางวา ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกจากโจทก์ดังกล่าวไปใช้ในการออกโฉนดที่ดินในที่ดินบริเวณอื่นแล้ว ที่ดินทางทิศใต้เมื่อตามหลักฐานน.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙ ระบุจดนายเฮือง แต่เมื่อออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ แล้วระบุจดนางไฮ (โจทก์) เนื้อที่ที่ดินที่ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ จึงเป็นที่ดินที่โจทก์ครอบครองต่อจากนายเฮือง บิดาโจทก์ ซึ่งบุกรุกที่ดินรกร้างว่างเปล่าภายหลังจากที่เคยแจ้งการครอบครองไว้ ทางราชการจึงไม่สามารถระบุเนื้อที่ ๒ ไร่เพิ่มเติมลงในโฉนดเลขที่ ๖๑๗๑ ตามที่โจทก์ขอได้ การออกโฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีหลักฐานเดิมเป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๑๘๓/๑๖๙เนื้อที่ประมาณ ๕๙ ไร่ แต่ในการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ทำการแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ ซึ่งออกให้แก่โจทก์ให้มีเนื้อที่น้อยลงกว่าเดิม ไม่ตรงกับที่ดินที่โจทก์นำรังวัดและผิดไปจากแนวเขต น.ส. ๓ เดิม โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาด แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๗๑เป็นของโจทก์ โดยให้ที่ดินมีเนื้อที่ประมาณ ๕๙ ไร่ ทิศเหนือจดที่นานายใสและป่า ทิศใต้จดที่ดินนานายเฮือง ทิศตะวันออกและตะวันตกจดร่องน้ำสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญเปลี่ยนแปลงแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๑๗๑ โดยแก้ไขข้างเคียงทิศเหนือกับทิศใต้และจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดให้ถูกต้องแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความประสงค์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ดังนั้นก่อนที่จะพิจารณาประเด็นการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับที่ดินจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ทั้งจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าและที่ดินรกร้างว่างเปล่า มิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางไฮ ฟามุทา หรือปามุทา โจทก์ นายรุทธ์สุขสำราญ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ ๑ นายสมบัติ โต๊ะบุรินทร์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไฮ ฟามุทา หรือปามุทา
จำเลย — นายรุทธ์ สุขสำราญ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2551
#415731
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๑

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นายทองปลิว เกตุหิรัญ ที่ ๑ นางสาวอุไรเกตุหิรัญที่ ๒ นายณรงค์ เกตุหิรัญ ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ นายนราธิป ภัทรวิมล ในฐานะผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ นางพิมลรัตน์ วงษ์รักษ์ที่๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๖๒/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๖ กันยายน๒๕๔๙ โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกะปิ ในการรังวัดที่ดินจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดไม่รับรองแนวเขตที่ดิน โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสามนำชี้แนวเขตรุกล้ำทางเท้าสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิเรียกตัวแทนของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๓ มาทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย แต่คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินฯ จึงแจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลซึ่งโจทก์ทั้งสามเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คัดค้านมิให้โจทก์ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินเนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าทางเท้าสาธารณะดังกล่าวก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสาม โดยในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๔ จำเลยที่ ๔ ผู้อำนวยการเขต สำนักงานเขตวังทองหลางในขณะนั้น ได้รับงบประมาณจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ก่อสร้างทางเท้าสาธารณะซึ่งอยู่ติดแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ก่อนดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว จำเลยที่๑ ที่ ๒และที่ ๔ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินต่อสำนักงานเขตที่ดินตามระเบียบข้อบังคับของหน่วยราชการ ทำให้การก่อสร้างทางเท้ารุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามคิดเป็นเนื้อที่ ๑๑ ๕/๑๐ ตารางวาการกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในการก่อสร้างทางเท้าโดยมิได้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวซึ่งสามารถนำออกให้บุคคลอื่นเช่าได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่๑๘๖๙๘๓ ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสาม ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้า รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นใดของจำเลยทั้งสี่ริมถนนศรีวรา (ซอยลาดพร้าว๙๔) ในส่วนที่รุกล้ำออกไปจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทางเท้าสาธารณะมิได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณประโยชน์(ถนนศรีวรา) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนสาธารณประโยชน์ (ซอยอินทราภรณ์) กับซอยรามคำแหง๓๙ โดยถนนด้านหน้าติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ เลขที่ดิน ๓๒๗๘ นายวุ่น เกตุหิรัญ ได้ยกที่ดินให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้ประโยชน์มามากกว่าสิบปี ทางเท้าดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินการดำเนินการในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๔ เป็นการปรับปรุงถนนศรีวราและทางเท้าในแนวเดิมซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว มิได้เป็นการก่อสร้างใหม่ กรณีนี้ไม่มีระเบียบข้อบังคับของหน่วยราชการที่ต้องทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ติดประกาศบริเวณที่จะปรับปรุงให้ประชาชนทราบ แต่โจทก์ทั้งสามก็มิได้คัดค้านหรือแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้ามประชาชนมิให้ใช้ทางเท้าและที่ดินที่พิพาทมีรูปร่างยาวไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือให้บุคคลอื่นเช่าได้ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ ๓ คัดค้านการชี้แนวเขตของโจทก์ทั้งสาม เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาถนนสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสามเป็นผู้กระทำการโดยไม่สุจริตที่นำชี้แนวเขตเข้าไปในทางเท้าดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่ว่ากระทำละเมิดโดยการยื่นคำคัดค้านการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามและสร้างทางเท้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามอันเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นถนนสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นละเมิดหรือไม่ และจะต้องรับผิดเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณีอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครพ.ศ.๒๕๒๘ ประกอบกับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้องประกอบกับคำขอของโจทก์ทั้งสามแล้วเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสามมีความประสงค์ที่จะขอให้ศาลปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ตนอันเกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดโดยการก่อสร้างทางเท้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ประเด็นพิพาทในคดีนี้จึงมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ จึงเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสอดคล้องกับที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยวินิจฉัยไว้ว่า กรณีที่จำเลยที่ ๑ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะโดยจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกทางน้ำแล้วก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔/๒๕๔๗ และที่ ๒๙/๒๕๔๗ ส่วนกรณีที่จำเลยทั้งสี่ให้การว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้สร้างทางเท้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ทางเท้าดังกล่าวเป็นถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งศาลแพ่งมีความเห็นว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นละเมิดหรือไม่ และจะต้องรับผิดเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมนั้นเห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือที่ดินสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เนื่องจากข้อ ๔๑ วรรคสอง ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ให้อำนาจในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้ กล่าวคือ ในกรณีที่คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นข้อหาใดมีหลายประเด็นเกี่ยวพันกัน และปรากฏว่ามีประเด็นที่จำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้อยู่ในอำนาจหรือเขตอำนาจของศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลอื่นซึ่งมิใช่ศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นซึ่งรับคดีไว้มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวพันกันที่ต้องวินิจฉัยก่อนนั้น เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ ดังนั้น ประเด็นที่คู่ความในคดีนี้โต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสามหรือที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยเพื่อให้ศาลปกครองสามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีที่ว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ต่อไปได้ ทั้งนี้ ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง ของระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เมื่อประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้เป็นคดีปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองซึ่งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามระบบไต่สวน เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของคู่กรณีเป็นสำคัญ ศาลปกครองกลางจึงเห็นว่า เหตุเพราะประเด็นเกี่ยวพันไม่อาจที่จะทำให้คดีปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองปรับเปลี่ยนไปอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนั้น แม้ว่าสิทธิของบุคคลอันเกี่ยวด้วยที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เนื่องจากศาลปกครองก็เป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๑๙๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม ศาลปกครองจึงมีอำนาจที่จะใช้บทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์สิน อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปที่รับรองสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของทรัพย์สิน มาพิจารณาพิพากษาคดีนี้ให้เป็นไปโดยยุติธรรมได้ดังเช่นกรณีที่ศาลปกครองได้ยกบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายพาณิชย์ว่าด้วยละเมิดมาปรับวินิจฉัยคดีปกครองในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือกรณีที่ศาลปกครองได้ยกบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญา มาปรับวินิจฉัยคดีปกครองในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เป็นต้นอีกทั้งกรณีที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมีลักษณะเป็นคดีปกครองอย่างชัดเจนเช่นนี้ สามารถอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็ได้ สุดแต่ว่าคู่ความจะโต้แย้งประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินหรือไม่ นอกจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ที่ประสงค์ให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องแยกตามประเภทของคดีโดยเคร่งครัด และต้องพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็วในศาลเดียวกันแล้ว ยังจะทำให้เกิดสถานการณ์ทางกฎหมายที่เป็นสองมาตรฐานขึ้นอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่าหากคดีปกครองซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองคดีใด ไม่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดิน หรือไม่มีกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อันจะทำให้ศาลต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒แล้ว ศาลปกครองที่รับฟ้องคดีปกครองนั้นก็สามารถพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวพันเรื่องสิทธิในที่ดินเพื่อที่จะพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไปได้ หรือหากเป็นศาลยุติธรรมที่รับฟ้องคดีปกครองนั้น ก็สามารถพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไปได้ ทั้งๆ ที่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ไม่ได้ให้อำนาจศาลยุติธรรมที่จะรับคดีปกครองดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้เลย ในทางกลับกัน หากคดีปกครองซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองคดีใด มีคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินหรือเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อันจะทำให้ศาลต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒แล้ว ศาลปกครองซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) กลับไม่มีอำนาจที่จะรับคดีปกครองดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้ แต่กลายเป็นศาลยุติธรรมซึ่งไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะรับคดีปกครองไว้พิจารณาพิพากษา สามารถที่จะรับฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีปกครองดังกล่าวต่อไปได้ทั้งๆ ที่ประเด็นเรื่องโต้แย้งสิทธิในที่ดินของคู่ความเป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันเท่านั้น หาได้เป็นประเด็นพิพาทในคดีไม่ กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมโดยมีมูลเหตุสืบเนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสามต้องการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้วฝ่ายจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นคัดค้านกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสามนำชี้รังวัดรุกล้ำที่ดินสาธารณะคือถนนศรีวราซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย และไม่รับรองแนวเขตที่ฝ่ายโจทก์นำชี้ในการรังวัด การที่ฝ่ายโจทก์นำชี้เข้าไปในแนวทางเท้าเนื่องมาจากเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ฝ่ายจำเลยสร้างทางเท้าบริเวณถนนศรีวรา ในส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยฝ่ายจำเลยมิได้รังวัดสอบเขตที่ดินที่แน่นอนก่อนลงมือก่อสร้างทางเท้าทำให้ทางเท้านั้นก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ให้ความยินยอม ขอให้ศาลบังคับให้ฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้าและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ เนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๑๑ ๕/๑๐ ตารางวา (๔๖ ตารางเมตร) พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราเดือนละ ๕,๗๕๐บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนและถอนคำคัดค้านการรังวัดฝ่ายจำเลยทั้งสี่ให้การว่าทางเท้าเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ (ถนนศรีวรา) ซึ่งมีมานานกว่า ๕๐ ปี แล้ว โดยนายวุ่น เกตุหิรัญ และผู้จัดการมรดกของนายวุ่น ยกให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ และปี ๒๕๓๐ มีประชาชนทั่วไปใช้สัญจรมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วทุกครั้งที่ทางฝ่ายจำเลยใช้งบประมาณของทางราชการเข้าปรับปรุงซ่อมผิวจราจรและทางเท้าตามแนวเขตทางเดิม จะประกาศแจ้งการปรับปรุงให้ประชาชนทั่วไปทราบทุกครั้ง ประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งสามไม่เคยคัดค้านการที่ฝ่ายจำเลยเข้าปรับปรุง ไม่เคยห้ามปรามผู้อื่นมิให้ใช้ทางสัญจร เท่ากับว่าโจทก์ทั้งสามและประชาชนยอมรับว่าทางเท้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณประโยชน์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ช่วงปี ๒๕๔๑และปี ๒๕๔๔ ฝ่ายจำเลยปรับปรุงถนนศรีวราตามแนวเดิม มิได้ก่อสร้างทางเท้าใหม่ จึงไม่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม การคัดค้านการนำชี้และรังวัดของโจทก์ทั้งสามเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อป้องกันมิให้โจทก์ทั้งสามนำชี้รุกล้ำเข้ามาในทางเท้าอันเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณประโยชน์ เห็นว่าเมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่ขอให้ศาลบังคับให้ฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ ของโจทก์ทั้งสาม เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้าและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ เนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๑๑ ๕/๑๐ ตารางวา (๔๖ตารางเมตร) พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราเดือนละ ๕,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนและถอนคำคัดค้านการรังวัด จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของฝ่ายโจทก์คือ ต้องการยืนยันว่าที่ดินส่วนพิพาทจำนวน ๔๖ ตารางเมตรนั้นเป็นของฝ่ายโจทก์ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินระบุจำนวนเนื้อที่ดินที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสามให้ตรงกันทั้งในสภาพความเป็นจริงและตรงกับที่ระบุในโฉนด การที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่า จะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การประกอบหลักกฎหมายและพยานหลักฐานเบื้องต้นในสำนวน แม้ในชั้นนี้จะยังไม่ถึงขั้นนำพยานหลักฐานเข้าสืบ แต่เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องที่ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่าฝ่ายจำเลยรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของตนเป็นเนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๔๖ ตารางเมตร โดยฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของฝ่ายโจทก์ที่ดินส่วนพิพาทนั้นผู้ทรงสิทธิเดิมในฝ่ายโจทก์ยกที่ดินส่วนพิพาทให้แล้วย่อมมีผลเท่ากับฝ่ายจำเลยยืนยันว่าที่ดินส่วนที่พิพาทจำนวน ๔๖ ตารางเมตรนั้น ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์แล้ว การที่จะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดรุกล้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่เป็นหลักสำคัญในการชี้ขาดคือที่ดินส่วนที่พิพาทนั้นเป็นของฝ่ายใด หากยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ ในฐานะที่ฝ่ายโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจที่จะใช้สอย จำหน่ายและได้ซึ่งดอกผลกับทั้งมีสิทธิ์ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งเป็นผลที่ตามมาจากอำนาจกรรมสิทธิ์ การที่ฝ่ายโจทก์ดำเนินการรังวัดสอบเขตก็เป็นไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ครอบครองกับที่ปรากฏในเอกสารให้ถูกต้องตรงกัน การออกโฉนดที่ดินเป็นการจำลองอาณาเขตของที่ดินตามที่ผู้มีสิทธิยึดถือครอบครองอยู่จริง แล้วคำนวณขนาดจากพื้นที่จริงตามหลักวิชาการย่อลงตามสัดส่วนเป็นรูปแผนที่ของที่ดินเขียนลงในโฉนดพร้อมทั้งระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้มีสิทธิในที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน จำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ของที่ดินแปลงนั้นแสดงเขตข้างเคียงทั้งสี่ทิศ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๗ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โฉนดที่ดินเพียงเป็นเอกสารที่รับรองขอบเขตแห่งกรรมสิทธิ์ตามสิทธิที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๕ โดยมีการสร้างหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่หรือปักหลักหมายเขตที่ดิน แสดงขอบเขตตำแหน่งที่ดินก็ต้องกระทำหลังจากที่ทราบขอบเขตแห่งสิทธิในที่ดินที่แน่นอน ตามที่ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงตกลงกันหรือตามคำพิพากษาของศาล หรือการรังวัดเพื่อสอบเขตที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๙ ทวิ ก็เป็นกระบวนการตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันถึงสิทธิที่แท้จริง โดยต้องให้ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือผู้รับมอบอำนาจให้กระทำแทนมาระวังแนวเขตและลงชื่อรับทราบแนวเขตที่ดินของตน หรือเรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือสั่งให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้อตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๐ กำหนดและหากผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือผู้รับมอบอำนาจมากระทำแทนรับรองเช่นไร แม้ปรากฏว่าการครอบครองไม่ตรงกับแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดินให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่หรือเนื้อที่ให้ตรงตามความเป็นจริงได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคสอง ในกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้าน แม้เจ้าพนักงานมีอำนาจไกล่เกลี่ย แต่หากไม่ตกลงกันก็ต้องให้คู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า และในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา๖๑ วรรคแปด ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่ดำเนินการออกโฉนดครั้งแรกสำหรับที่ดินแต่ละแปลงหากมีการโต้แย้งแล้วตกลงกันได้ก็ให้เจ้าพนักงานดำเนินการไปตามที่ตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ก็ให้ไปใช้สิทธิทางศาล ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๐ กำหนด การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านเพื่อให้การรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามดำเนินไปจนเสร็จสิ้นนั้น การรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามก็เพื่อตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงตามที่มีเอกสารยืนยันรับรองว่าที่ดินส่วนพิพาทในคดีนี้เป็นของโจทก์ทั้งสามนั้นตรงกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ในขณะที่ฝ่ายจำเลยดำเนินการก่อสร้างต่าง ๆ มาตลอดก็โดยอ้างเหตุว่าที่ดินส่วนพิพาทไม่ใช่สิทธิของฝ่ายโจทก์แล้วซึ่งข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าผู้ทรงสิทธิเดิมในฝ่ายโจทก์ยกที่ดินส่วนพิพาทให้ จึงไม่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสามแล้วนั้น ยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ การที่จะพิจารณาว่า ฝ่ายจำเลยในฐานะแทนผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงที่มาทำหน้าที่ระวังแนวเขตมีสิทธิที่จะคัดค้านการนำชี้เพื่อรังวัดสอบเขตของฝ่ายโจทก์ได้หรือไม่ และจะให้ฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตหรือไม่ก็จะต้องพิจารณาว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงในที่ดินส่วนที่พิพาทหรือไม่ หากฝ่ายจำเลยมีสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาทย่อมมีอำนาจที่จะคัดค้านไม่ให้ฝ่ายโจทก์นำชี้รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินส่วนที่พิพาทนั้นได้โดยอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติในกฎหมายที่รับรองหลักกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากได้ความดั่งว่านั้นว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินส่วนพิพาทย่อมจะส่งผลให้ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอของฝ่ายโจทก์ในข้อนี้ได้ เพราะด้วยเหตุอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์จะส่งผลให้การกระทำของฝ่ายจำเลยในคดีนี้ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม และในทางตรงกันข้ามหากพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินส่วนที่พิพาทที่แท้จริงฝ่ายจำเลยย่อมไม่อาจใช้อำนาจใดไปคัดค้านการรังวัดสอบเขตของโจทก์ทั้งสามได้เช่นกัน และการที่ฝ่ายจำเลยคัดค้านการนำชี้ในการรังวัดสอบเขตของโจทก์ทั้งสามที่นำชี้ตามแนวที่ปรากฏในเอกสารสิทธิ โดยที่ผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงหรือไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้มีสิทธิข้างเคียง ย่อมกระทบต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสามและส่งผลให้การกระทำใด ๆ ในที่ดินส่วนที่พิพาทตามฟ้องเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามทันทีที่มีการล่วงล้ำเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม ตามคำขอท้ายฟ้องประการที่สองที่ขอให้บังคับฝ่ายจำเลยรื้อถอนทางเท้าและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๓ เนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๑๑ ๕/๑๐ ตารางวา (๔๖ ตารางเมตร) พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสามในสภาพที่เรียบร้อย โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินของตน ก็เป็นคำขอที่มุ่งโดยตรงที่จะให้ตนได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท เป็นการขอโดยอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายที่คุ้มครองกรรมสิทธิ์ การขอให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างและทำที่ดินให้กลับคืนดีส่งคืนในสภาพเรียบร้อยก็เป็นการขอให้เยียวยาความเสียหายโดยให้ส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง เพื่อที่จะให้ผู้มีสิทธิได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินส่วนพิพาทนั้น การที่ศาลจะพิพากษาว่าจะให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ออกจากที่ดินส่วนพิพาทตามคำขอของฝ่ายโจทก์หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนอีกเช่นกันว่าที่ดินส่วนพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ทั้งสามหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการจะพิจารณาพิพากษาว่าจะให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในระหว่างที่ยังไม่ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินและยังไม่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกพร้อมส่งมอบที่ดินส่วนพิพาทคืนโจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสามในประการสุดท้ายได้หรือไม่ด้วย ประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างทางเท้า หรือการคัดค้านการรังวัดสอบเขต คู่ความต่างไม่โต้แย้ง เพียงฝ่ายจำเลยกล่าวอ้างว่ากระทำลงในที่ดินส่วนที่ตนมีสิทธิและที่ดินส่วนพิพาทไม่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสามแล้ว ทั้งไม่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการในที่ดินส่วนที่ไม่ใช่สิทธิของตนได้ดังนั้น ในการจะพิจารณาพิพากษาว่าจะมีคำบังคับตามคำขอข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสามข้อตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามได้หรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินส่วนพิพาทในคดีนี้เป็นสิทธิของฝ่ายใดทั้งสิ้น คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดิน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายทองปลิว เกตุหิรัญ ที่ ๑ นางสาวอุไรเกตุหิรัญ ที่ ๒ นายณรงค์ เกตุหิรัญ ที่ ๓ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินที่ ๒ นายนราธิป ภัทรวิมล ที่ ๓ นางพิมลรัตน์ วงษ์รักษ์ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๑๐
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองปลิว เกตุหิรัญ ที่1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2551
#415730
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๑

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลแรงงานกลางและศาลปกครองกลางให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ นายจิรวัฒน์ สังขมี โจทก์ ยื่นฟ้องการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๒ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๓ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ที่ ๔ นายจารุบุณณ์ ปาณานนท์ ในฐานะรองผู้ว่าการฝ่ายการตลาดในประเทศ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๐๙/๒๕๕๐ ความว่า จำเลยที่ ๑ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพ.ศ. ๒๕๒๒ โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๕ ได้รับเงินเดือน ๑๖,๓๓๐ บาท โจทก์เป็นผู้ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำโดยได้รับการประเมินให้คะแนน ๓๐๐ คะแนน จากคะแนนรวม ๕๐๐ คะแนน ตามที่กำหนดในคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ ๑๐๗/๒๕๓๘ เรื่อง หลักเกณฑ์การเลื่อนระดับตำแหน่งของพนักงาน ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๘ โจทก์จึงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเลื่อนระดับตำแหน่งเป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ การเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์จากระดับ ๕ เป็นระดับ ๖ เป็นการเลื่อนระดับตำแหน่งที่โจทก์ครอบครองอยู่ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างในสายงานของโจทก์ มิได้มีการแข่งขันกับสายงานอื่น การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔กำหนดว่าผู้ที่ผ่านการประเมินต้องได้รับคะแนนประเมินตั้งแต่ ๔๐๐ คะแนนขึ้นไป (คิดเป็นร้อยละ๘๐) ซึ่งแตกต่างจากหลักเกณฑ์ที่จำเลยที่ ๑ กำหนดนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานตามความในมาตรา ๒๘ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ ไม่ออกคำสั่งแต่งตั้งเลื่อนระดับให้โจทก์เป็นระดับ ๖ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบ คำสั่งของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นนายจ้างร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ โดยไม่เลื่อนโจทก์เป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ ๑ร่วมกันดำเนินการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ โดยปฏิบัติและยึดถือตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยสุจริต การที่โจทก์ไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนเป็นระดับ ๖ เป็นเพราะความรู้ความสามารถในการทำงานของโจทก์ไม่ถึงระดับและโจทก์ต้องปรับปรุงการปฏิบัติงานของโจทก์ด้านการติดต่อประสานงานและด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ตามที่ผู้บังคับบัญชาเสนอ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีอำนาจพิจารณาในการที่จะไม่เลื่อนระดับโจทก์เป็นระดับ ๖ ซึ่งจำเลยที่ ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเลื่อนเป็นระดับ ๖ ขอให้ยกฟ้องนอกจากนี้ จำเลยทั้งห้าโต้แย้งในคำให้การว่า ศาลแรงงานไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เนื่องจากเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายอันเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐถูกโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเดียวกันฟ้องว่าละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่โดยไม่ออกคำสั่งเลื่อนตำแหน่งโจทก์จากระดับ ๕ เป็นระดับ ๖ ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่งตามระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่ง คดีไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือพิพาทเกี่ยวด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ไม่มีลักษณะเป็นคดีแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานหรือวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ แต่น่าจะเป็นคดีปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ แม้จะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่โดยที่ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ หรือประโยชน์อื่นของลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน อันเป็นส่วนหนึ่งของสภาพการจ้างตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบกับมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เช่นใดก็ตามเว้นแต่รัฐวิสาหกิจนั้นจะได้รับการยกเว้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ มิได้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานหรือวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและรัฐวิสาหกิจ ว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๘พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๕ โจทก์เป็นผู้ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำโดยได้รับคะแนน ๓๐๐ คะแนน จากคะแนนรวม ๕๐๐คะแนน ตามที่กำหนดในคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ ๑๐๗/๒๕๓๘ เรื่อง หลักเกณฑ์การเลื่อนระดับตำแหน่งของพนักงาน ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๘ โจทก์จึงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเลื่อนระดับตำแหน่งเป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๓ ในฐานะรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลับกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดให้ผู้ที่ผ่านการประเมินจะต้องได้รับคะแนนประเมินตั้งแต่ ๔๐๐ คะแนนขึ้นไป โจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และการที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานตามความในมาตรา ๒๘ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ไม่ออกคำสั่งแต่งตั้งเลื่อนระดับให้โจทก์เป็นระดับ ๖ เป็นการร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายข้อบังคับ ระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ ๑ ร่วมกันดำเนินการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ โดยปฏิบัติและยึดถือตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยสุจริต การที่โจทก์ไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนเป็นระดับ ๖ เป็นเพราะความรู้ความสามารถในการทำงานของโจทก์ไม่ถึงระดับและโจทก์ต้องปรับปรุงการปฏิบัติงาน จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีอำนาจพิจารณาในการที่จะไม่เลื่อนระดับโจทก์เป็นระดับ ๖ ซึ่งจำเลยที่ ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเลื่อนเป็นระดับ ๖ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและดำเนินกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดบทนิยามคำว่า "ลูกจ้าง"หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง และคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่ารัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากกรณีโจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนระดับเป็นพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับ ๖ ทั้งที่เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ ๑๐๗/๒๕๓๘ เรื่อง หลักเกณฑ์การเลื่อนระดับตำแหน่งของพนักงาน ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๘ ทำให้ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๒)คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายจิรวัฒน์ สังขมี โจทก์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๑ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๒ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ ๓ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ที่ ๔ นายจารุบุณณ์ ปาณานนท์ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (1),(2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรวัฒน์ สังขมี
กรรมการลูกจ้าง — การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2551
#415727
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๑

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามสแตนดาร์ด เซอร์วิส โจทก์ยื่นฟ้องบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐๗/๒๕๕๐ความว่า เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาบริการจัดให้มีพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นระยะเวลา ๓ ปี นับแต่วันที่จำเลยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์เริ่มปฏิบัติงานโดยโจทก์จะต้องเป็นผู้จัดหาแรงงาน วัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆและโจทก์มีหน้าที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดต่อประสานงานกับหน่วยงานและสายการบินกรณีได้รับการร้องขอจากผู้ใช้บริการและปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับบริการข้อมูลข่าวสารที่เป็นนโยบายของจำเลย มีพื้นที่การปฏิบัติงานบริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ห้องโถงส่วนขาเข้าและขาออกและบริเวณพื้นที่ที่จำเลยกำหนดโดยให้ปฏิบัติงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง แบ่งงานเป็น ๓ ผลัด จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๒,๑๙๙,๙๓๒ บาท จ่ายเงินเป็นงวด ๆ ละเดือน งวดที่ ๑ ถึง ๓๕ จ่ายในอัตรางวดละ๖๑๖,๖๖๔.๕๔ บาท งวดที่ ๓๖ งวดสุดท้ายเป็นเงิน ๖๑๖,๖๗๓.๑๐ บาท โจทก์มอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท ๑๑ จำนวน ๑,๑๐๙,๙๙๗ บาท ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา หลังทำสัญญาจำเลยแจ้งให้โจทก์เริ่มปฏิบัติงานตามสัญญาในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อครบกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ และงวดที่๒จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างทั้งสองงวดให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย โจทก์บอกเลิกสัญญา จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างเป็นเงิน ๑,๐๑๓,๙๓๑.๕๕ บาท และคืนหลักประกันตามสัญญาจำนวน ๑,๑๐๙,๙๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างและเงินประกันจำนวน ๒,๑๒๓,๙๒๘.๕๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่จัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ประจำตามสัญญา และไม่จัดพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลีมาประจำแต่ละผลัดได้ จึงต้องเสียค่าปรับและลดค่าจ้างตามสัญญา เมื่อจำเลยหักค่าปรับและลดค่าจ้างกับค่างานที่โจทก์ขอเบิกแล้วโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยอยู่ เมื่อโจทก์ขอรับเงินค่าจ้างงวดที่ ๒ แล้ว โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและไม่ส่งเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานจึงเป็นการผิดสัญญา จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และมีสิทธิริบหลักประกัน และฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๑๒,๒๔๓,๒๔๘.๖๖ บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๑๒,๒๔๓,๒๔๘.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัดอัยการไม่มีอำนาจว่าความ จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยไม่เคยแจ้งใช้สิทธิเรียกค่าปรับ การที่จำเลยนำเจ้าหน้าที่อื่นเข้ามาทำงานไม่เกี่ยวกับโจทก์ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เดิมจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ อันเป็นกิจการของรัฐที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้บริการแก่ประชาชน ในการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศอันมีลักษณะเป็นบริการสาธารณะ แม้ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจให้นำทุนของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปของบริษัท และได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แต่ยังคงมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหนึ่งและมีวัตถุประสงค์เช่นเดิม รวมทั้งยังคงมีสิทธิและอำนาจบางประการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ และให้มีอำนาจจัดอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ หรือบริการต่าง ๆ เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยอันเกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าอากาศยานและเนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานที่ใช้สำหรับประชาชนเพื่อเดินทางติดต่อทางท่าอากาศยาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประชาชนจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ต้องใช้ท่าอากาศยานของจำเลย ซึ่งมีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องให้บริการอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อประโยชน์ของประชาชน จำเลยจึงจัดหาบุคคลเพื่อมาทำหน้าที่ให้บริการส่วนนี้แทน โดยทำสัญญาจ้างเหมาพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้บริการข้อมูลข่าวสารดังกล่าวกับโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาในสัญญาดังกล่าวแล้ว มีลักษณะเป็นการให้สิทธิแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวที่สามารถให้บริการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ นอกจากนี้ ตามสัญญาในข้อ ๑๑และข้อ ๑๒ ยังระบุให้จำเลยมีอำนาจสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หรือตัดทอนซึ่งงานตามสัญญาหากโจทก์ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษามีอำนาจที่จะสั่งให้หยุดกิจการนั้นชั่วคราวได้ และในสัญญายังกำหนดให้จำเลยมีสิทธิสั่งให้โจทก์ทำงานพิเศษซึ่งไม่ได้แสดงไว้ หรือรวมอยู่ในเอกสารสัญญา หากงานพิเศษนั้น ๆ อยู่ในขอบข่ายทั่วไปแห่งวัตถุประสงค์ของสัญญานี้ นอกจากนี้ จำเลยยังมีสิทธิสั่งให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรูปแบบและข้อกำหนดต่างๆ เอกสารสัญญานี้ด้วย โดยไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ จะเห็นได้ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่จำเลย มีอำนาจเหนือโจทก์ที่จะสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือเพิ่มเติมตัดทอนสัญญานี้ อันมีลักษณะที่เป็นเอกสิทธิ์พิเศษของรัฐในสัญญาทางปกครอง รวมทั้งสัญญานี้ยังเป็นสัญญาที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์จัดทำบริการสาธารณะแทนจำเลย สัญญาจ้างเหมาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เดิมจำเลยใช้ชื่อว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการท่าอากาศยานรวมทั้งดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ต่อมาจำเลยแปรสภาพเป็นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔ บัญญัติให้จำเลยมีอำนาจได้รับการยกเว้นมีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นได้ กล่าวคือ จำเลยก็ยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยานรวมทั้งการดำเนินกิจการอื่น ที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานเช่นเดิม ทั้งยังมีอำนาจได้รับการยกเว้นหรือ มีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายอื่นได้ ดังนั้นจำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะ และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างไรก็ดี ในการจัดทำบริการสาธารณะต้องมีลักษณะเป็นการจัดทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมและจำเป็นต้องกระทำต่อเนื่องหากไม่ดำเนินการจะมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะโดยตรงทำให้การจัดทำบริการสาธารณะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองนั้น เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างเหมาบริการพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นการให้บริการอำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลข่าวสารและด้านภาษาต่างประเทศ จึงเป็นเพียงการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเท่านั้น แต่เห็นได้ว่าไม่มีความสำคัญหรือความจำเป็นถึงขนาดที่ว่าหากมิได้จัดบริการส่วนนี้แล้วจะมีผลทำให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านกิจการท่าอากาศยานซึ่งเป็นภารกิจหลักของจำเลยไม่บรรลุผล นอกจากนี้แม้ในสัญญาจะมีข้อกำหนดให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาได้หรือจำเลยสั่งให้ทำงานพิเศษอื่นภายในขอบวัตถุประสงค์ของสัญญาได้แต่ก็เป็นเพียงข้อกำหนดปกติที่พบเห็นได้ในสัญญาทั่วไป มิได้แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการ ทางปกครองอันเป็นการบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคเท่าเทียมกันอันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาบริการพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) จำเลย ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาบริการจัดให้มีพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ห้องโถงส่วนขาเข้าและขาออกและบริเวณพื้นที่ที่จำเลยกำหนดตลอด ๒๔ชั่วโมง เป็นระยะเวลา ๓ ปี โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาแรงงาน วัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ และมีหน้าที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดต่อประสานงานกับหน่วยงานและสายการบินกรณีได้รับการร้องขอจากผู้ใช้บริการและปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับบริการข้อมูลข่าวสารที่เป็นนโยบายของจำเลย เป็นเงิน ๒๒,๑๙๙,๙๓๒บาท กำหนดจ่ายเงิน ๓๖ งวด โจทก์มอบแคชเชียร์เช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท ๑๑ จำนวน ๑,๑๐๙,๙๙๗ บาท ให้แก่จำเลยเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ และที่ ๒ ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย จทก์บอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างเป็นเงิน ๑,๐๑๓,๙๓๑.๕๕ บาทและคืนหลักประกันตามสัญญาจำนวน ๑,๑๐๙,๙๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่จัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ประจำตามสัญญา และไม่จัดพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาจีนญี่ปุ่น เกาหลีมาประจำแต่ละผลัดได้ต้องเสียค่าปรับและลดค่าจ้างตามสัญญา จำเลยไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพราะเมื่อจำเลยหักค่าปรับและลดค่าจ้างกับค่างานที่โจทก์ขอเบิกแล้วโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยอยู่ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และมีสิทธิริบหลักประกันกับฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๑๒,๒๔๓,๒๔๘.๖๖ บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด อัยการไม่มีอำนาจว่าความจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยไม่เคยแจ้งใช้สิทธิเรียกค่าปรับ การที่จำเลยนำเจ้าหน้าที่อื่นเข้ามาทำงานไม่เกี่ยวกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาว่าจ้างดังกล่าว

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างเหมาบริการพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง เดิมเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ต่อมาจำเลยได้แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจไปเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการการท่าอากาศยานเช่นเดิม ทั้งยังมีอำนาจได้รับยกเว้น มีสิทธิพิเศษ หรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๔ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการการท่าอากาศยานอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะโดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของจำเลยเป็นท่าอากาศยานที่สำคัญของประเทศ รัฐมีนโยบายให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก การจัดให้มีพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญที่จะทำให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยบรรลุผล ดังนั้นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาบริการจัดให้มีพนักงานอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฉบับพิพาท จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าจ้างและขอคืนหลักประกันตามสัญญา แต่จำเลยปฏิเสธ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามสแตนดาร์ด เซอร์วิส โจทก์ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามแสตนด์ดาร์ด เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2551
#415728
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๑

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๐ นายโกสิน เซงจา โจทก์ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ที่๑ นายมานพ พรหมณะ ที่ ๒ ว่าที่ ร.อ.วันฉลอง วงศ์เทพ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๕/๒๕๕๐ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๒ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยที่ ๓ เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ๒ เครื่อง และเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรม ๑ เครื่อง จากโจทก์ในราคา ๖๕๕,๐๐๐ บาท โดยให้โจทก์ทำการฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรจำนวน ๑๑๐ คน เพื่อใช้งานเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเวลา ๑ วัน ต่อมาตัวแทนจำเลยที่ ๑ รับมอบสินค้าตามสัญญาซื้อขายแล้วเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระราคา อ้างว่ายังไม่มีการตรวจรับและกลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระราคาสินค้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๗๑,๐๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖๕๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเพราะโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ และเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๒ ลงนามในสัญญาในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ฐานะส่วนตัวจำเลยที่ ๓ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับงานตามสัญญาซื้อขายไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลคดีพิพาทเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ ซึ่งการซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าชชีวภาพกับเครื่องเย็บกระสอบโดยโจทก์ต้องอบรมการใช้เครื่องจักรนั้น เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันอันมีลักษณะบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาสินค้าตามสัญญาซื้อขายเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ กับเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรม อันเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมแม้ตามสัญญาจะมีข้อตกลงให้โจทก์จัดอบรมกลุ่มเกษตรกร ก็เห็นว่าเป็นการจัดอบรมตามปกติธรรมดาเพื่อให้มีคนใช้สอยเครื่องจักรที่ซื้อมาได้เท่านั้น ยังไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งกระทำการในนามของจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพและเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมกับโจทก์ โดยมี ข้อผูกพันตามสัญญาให้ฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรเพื่อใช้งานเครื่องจักรดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ (๕) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในการจัดให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์ ส่วนวัตถุแห่งหนี้ตามสัญญาก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพกับเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมเพื่อไว้ให้กลุ่มเกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเพื่อให้การดำเนินการทางปกครองบรรลุผล นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังมีข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษให้เอกสิทธิ์แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายปกครอง เช่น ท้ายสัญญาข้อที่ ๒ กำหนดว่า ในกรณีที่เอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกันผู้ขายจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ซื้อ และข้อ ๑๑ วรรคสาม กำหนดว่า ในการขอขยายระยะเวลาทำการตามสัญญาหรือของดหรือขอลดค่าปรับตาม วรรคหนึ่งซึ่งหมายถึงการขอขยายเวลาหรือของดหรือลดค่าปรับในกรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุใด ๆ อันเนื่องมาจากความผิดหรือความบกพร่องของฝ่ายผู้ซื้อ หรือพฤติกรรมอันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายให้อยู่ในดุลยพินิจของฝ่ายผู้ซื้อที่จะพิจารณา สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผู้แทนทำสัญญาซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ๒ เครื่อง และเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรม ๑ เครื่อง กับโจทก์ในราคา ๖๕๕,๐๐๐ บาทและให้โจทก์ฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรจำนวน ๑๑๐ คน เพื่อใช้งานเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเวลา ๑ วัน ตัวแทนจำเลยที่ ๑ รับมอบสินค้าตามสัญญาซื้อขายแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระราคาอ้างว่ายังไม่มีการตรวจรับและมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาเพราะโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ และเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๒ ลงนามในสัญญาในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ฐานะส่วนตัว จำเลยที่ ๓ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับงานตามสัญญาซื้อขายไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพและเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมพร้อมฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ และมาตรมา ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพและเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมพร้อมฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรกับโจทก์ อันเป็นการจัดให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์ บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร ตามมาตรา ๖๘ (๕) และ (๗) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และเป็นภารกิจอย่างหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพและเครื่องเย็บกระสอบอุตสาหกรรมพร้อมฝึกอบรมแก่กลุ่มเกษตรกรดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายโกสิน เซงจา โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ที่ ๑ นายมานพ พรหมณะ ที่ ๒ ว่าที่ ร.อ.วันฉลอง วงศ์เทพ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสิน เซงจา
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2551
#415722
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๑

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐ นายเทียบ บรรจุแก้ว ที่ ๑ นางคำฟอง สุทธสนที่๒ นายภาดา ไหลประเสริฐ ที่ ๓ นายมงคล เทพสุวรรณวร ที่ ๔ นางสาวจันทร์เพ็ญ สายเมฆ ที่๕นายณรงค์ชัย นิมิตไชยาพงศ์ ที่ ๖ นางพรทิภา ธิวงศ์ ที่ ๗ โจทก์ยื่นฟ้องนายอภิชัย ศิริพาณิชย์เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีเป็นคดี หมายเลขดำที่ ๖๗๘/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์แต่ละคนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและผู้ถือครองที่ดินตามสำเนาภาพถ่ายแผนผังที่ดินท้ายฟ้อง โดยโจทก์ที่ ๑เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า หมายเลขที่ ๒๐ โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดินหมายเลข๑๒ โจทก์ที่ ๓ เป็นเจ้าของและ ถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๙ โจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข๒๕โจทก์ที่ ๕ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๗ โจทก์ที่ ๖ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดินมือเปล่า หมายเลข๒๐/๑๖ และโจทก์ที่ ๗ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๔ โดยถือครองต่อจากบิดาที่เสียชีวิต เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลที่ดินว่างเปล่าและที่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งการทำเอกสารสิทธิและนิติกรรมให้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่การปกครองอำเภอวารินชำราบโดยให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยไปตรวจสอบรังวัดจนกระทั่งประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และประกาศการคัดค้าน ซึ่งหากมีผู้คัดค้านแล้วจำเลยก็จะต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดทราบและต้องสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการหากปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจก็จะต้องเสนอคดีต่อศาลภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีการคัดค้าน แต่ในการประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดนั้นไม่ปรากฏว่า มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ดังนั้นจำเลยจึงต้องแจกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามระเบียบ โจทก์ทั้งเจ็ดได้ติดตามทวงถามให้จำเลยแจกโฉนดให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมออกโฉนดที่ดินให้จนกระทั่งระยะเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบต่อศาลปกครองนครราชสีมาในมูลพิพาทเดียวกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๓/๒๕๔๙ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามข้อ ๔๗ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการใน ศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๓ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ได้คัดค้านคำให้การและไม่แจ้งความประสงค์ให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปภายในเวลาที่ศาลกำหนด

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งเจ็ดมิได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินและมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องที่ดินดังกล่าวอยู่ในที่ราชพัสดุแปลงที่สงวนหวงห้ามไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ การยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ช่างรังวัดไปรังวัดแล้วส่วนของโจทก์ที่ ๗ ไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำขอออกโฉนด ธนารักษ์พื้นที่อุบลราชธานีคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามคำขอของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๖ อ้างว่า เป็นที่ราชพัสดุแปลงที่ ๒๙ ที่ได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ไว้แล้ว ส่วนคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ที่๔และที่ ๕ ไม่มีหนังสือคัดค้าน แต่ผู้ปกครองท้องที่ผู้ร่วมระวังชี้แนวเขตที่ดินในขณะนั้นแจ้งว่าบริเวณดังกล่าว เป็นที่ดินที่ธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุแปลงที่ ๒๙ ธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานียื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข๒๙ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม๒๕๔๙ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ คัดค้านอ้างว่าได้ครอบครองและอาศัยอยู่ในที่ดินบริเวณดังกล่าวซึ่งแนวทางปฏิบัติในกรณีราษฎรขอออกหนังสือแสดงเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐนั้นให้จังหวัดนำเรื่องราวดังกล่าวเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐประจำจังหวัด (กบรจังหวัด) เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินก่อน ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/๓๙๘๑๔ลงวันที่ ๒๓ธันวาคม ๒๕๔๐ ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ ว ๑๙๔๗๓ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ประกอบหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท ๐๕๑๑.๔/ว ๒๔๓๔ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ขณะนี้ยังไม่มีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของ กบร.จังหวัดอุบลราชธานีแต่อย่างใด เนื่องจากปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ แปลงที่ ๒๘ แปลงที่ ๒๙ และแปลงพิเศษ ที่กระทรวงการคลังโดยธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้ว ตำแหน่งที่ดินอยู่บริเวณตำแหน่งเดียวกันกับที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ขอออกโฉนดที่ดิน และขณะนี้เรื่องราวอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งยังไม่ได้เป็นที่ยุติแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้และไม่มีโฉนดที่ดินที่จะส่งมอบให้กับโจทก์ทั้งเจ็ด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันเป็นคดีปกครอง ทั้งโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้นำมูลพิพาทในคดีนี้ไปฟ้องยังศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๓/๒๕๔๙ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิในที่ดินตามส่วนที่แต่ละคนกล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้จำเลยยังโต้แย้งคัดค้านอยู่ข้ออ้างตามคำขอของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือเป็นการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ชอบ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร และยังเป็นกรณีคดีพิพาทที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๑) และ(๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะเคยนำมูลพิพาทในคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๓/๒๕๔๙ แต่คดีดังกล่าวศาลสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่คัดค้านคำให้การภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ตามแต่ในคดีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของศาลปกครองนครราชสีมาในภายหลังว่าเหตุที่จำเลยไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้ ก็เพราะที่ดินแปลงพิพาทถูกคัดค้านจาก ธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีว่าอยู่ในที่ราชพัสดุแปลงที่สงวนหวงห้ามไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะและในขณะเดียวกันโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ได้ยื่นคำขอคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของกระทรวงการคลัง โดยธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานี โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามได้ครอบครองและอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว เพราะฉะนั้นแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นสำคัญ ประกอบกับจำเลยให้การว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินบริเวณตำแหน่งเดียวกันกับที่ดินซึ่งกระทรวงการคลังโดยธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานียื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ไว้แล้วเมื่อปี ๒๕๔๐ และดำเนินการรังวัดไปแล้วเมื่อวันที่๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๗โดยจำเลยประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านตามระเบียบแล้ว ทั้งนี้ตามประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ เรื่องออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ประกาศ ณ วันที่๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ซึ่งก็ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการออกหนังสือสำหรับที่หลวงโดยอ้างว่าได้ครอบครองและอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินดังกล่าว การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งเจ็ดโดยให้จำเลยดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ที่พิพาท เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ กรณีโต้แย้งดังกล่าวจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ เทียบเคียงได้กับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖/๒๕๔๖

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ที่ ๑เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า หมายเลขที่ ๒๐ โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดินหมายเลข ๑๒ โจทก์ที่ ๓ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๙ โจทก์ที่ ๔ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๕ โจทก์ที่ ๕ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๗ โจทก์ที่ ๖เป็นเจ้าของและถือครองที่ดินมือเปล่า หมายเลข ๒๐/๑๖ และโจทก์ที่ ๗ เป็นเจ้าของและถือครองที่ดิน หมายเลข ๒๔ โดยถือครองต่อจากบิดาที่เสียชีวิต ตามสำเนาภาพถ่ายแผนผังที่ดินท้ายฟ้องต่อมาปี ๒๕๔๒ โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลย จำเลยตรวจสอบรังวัดจนกระทั่งประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และประกาศการคัดค้าน ซึ่งไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยจึงต้องแจกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามระเบียบ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมออกโฉนดที่ดินให้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดจำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในที่ราชพัสดุแปลงที่สงวนหวงห้ามไว้ใช้ในราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ การยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ ๑ถึงที่ ๖ ช่างรังวัดไปรังวัดแล้ว ส่วนของโจทก์ที่ ๗ ไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำขอออกโฉนด ธนารักษ์พื้นที่อุบลราชธานีคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามคำขอของโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ และที่๖ อ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุแปลงที่ ๒๙ ที่ได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ไว้แล้ว ส่วนคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๕ ไม่มีหนังสือคัดค้าน แต่ผู้ปกครองท้องที่ผู้ร่วมระวังชี้แนวเขตที่ดินในขณะนั้นแจ้งว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินที่ธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุแปลงที่ ๒๙ ธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานียื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ๒๙ และสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ คัดค้านอ้างว่าได้ครอบครองและอาศัยอยู่ในที่ดินบริเวณดังกล่าว แนวทางปฏิบัติในกรณีราษฎรขอออกหนังสือแสดงเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐนั้นให้จังหวัดนำเรื่องราวดังกล่าวเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐประจำจังหวัด (กบร.จังหวัด) เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินก่อนขณะนี้ยังไม่มีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของ กบร.จังหวัดอุบลราชธานีแต่อย่างใด เนื่องจากปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ แปลงที่๒๘ แปลงที่ ๒๙ และแปลงพิเศษ ที่กระทรวงการคลังโดยธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่น คำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้ว ตำแหน่งที่ดินอยู่บริเวณตำแหน่งเดียวกันกับที่โจทก์ที่ ๑ถึงที่ ๖ ขอออกโฉนดที่ดิน และขณะนี้เรื่องราวอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งยังไม่ยุติแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดได้ และไม่มีโฉนดที่ดินที่จะส่งมอบให้กับโจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินให้อ้างว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอออก โฉนดที่ดินนั้น ตนมีสิทธิครอบครอง ทั้งจำเลยก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการออกโฉนดให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดแล้ว แต่จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ยอมออกโฉนดที่ดินให้ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยไม่อาจออกโฉนดที่ดินและไม่มีโฉนดที่ดินที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด เพราะที่ดินดังกล่าวธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานีคัดค้านอ้างว่า อยู่ในที่ราชพัสดุแปลงที่สงวนหวงห้ามไว้ใช้ในราชการอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขอออกโฉนดสำหรับที่หลวงไว้แล้วเช่นกันแต่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒และที่๔ คัดค้าน ทั้งยังไม่มีการนำเรื่องขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งยื่นคำขอตั้งแต่ปี๒๕๔๒ เข้าสู่กระบวนการของ กบร.จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลที่ดินว่างเปล่าและที่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งการทำเอกสารสิทธิและนิติกรรมให้แก่ประชาชนละเลยไม่ยอมออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเทียบ บรรจุแก้ว ที่ ๑ นางคำฟอง สุทธสน ที่๒นายภาดา ไหลประเสริฐ ที่ ๓ นายมงคล เทพสุวรรณวร ที่ ๔ นางสาวจันทร์เพ็ญ สายเมฆ ที่ ๕นายณรงค์ชัย นิมิตไชยาพงศ์ ที่ ๖ นางพรทิภา ธิวงศ์ ที่ ๗ โจทก์ นายอภิชัย ศิริพาณิชย์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทียบ บรรจุแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — นายอภิชัย ศิริพาณิชย์ เจ้าพนักงานที่ดิน
จังหวัดอุบลราชธานี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2551
#415726
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๑

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๙ กรมการปกครอง โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทประยืนยงวู้ดเฟอร์นิช จำกัด จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๐๗/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่๒๙ กันยายน ๒๕๔๖ โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างโดยจำเลยตกลงรับจ้างทำการปรับปรุงอาคารกรมการปกครอง ถนนอัษฎางค์ แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รวมเป็นเงินค่าจ้าง ๑๔,๒๒๖,๔๕๐ บาท โดยมีหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันสัญญาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ๒๕ เลขที่ ๔๖-๔๒-๐๑๐๓-๓ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๖เป็นจำนวนเงิน๗๑๑,๓๒๓ บาท กำหนดเวลาเริ่มทำงานภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗ แต่ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาโดยดำเนินการก่อสร้างล่าช้าผิดปกติวิสัยในการทำงานของผู้รับจ้างทั่วไปและไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ตามที่กำหนดในสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือที่ มท ๐๓๐๓/๘๘๖๖ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม๒๕๔๗ และหนังสือที่ มท ๐๓๐๓/๑๗๒๘๔ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ บอกเลิกสัญญาพร้อมสงวนสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา ซึ่งต่อมาโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดโชครุ่งเรืองเพ้นท์ทำการปรับปรุงอาคารต่อไปให้แล้วเสร็จตามสัญญาทำให้โจทก์ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อให้แล้วเสร็จ และในระหว่างที่จำเลยทำงานปรับปรุงอาคาร ลูกจ้างของจำเลยได้ทำให้เกิดความเสียหายในห้องตัดต่อและบันทึกเสียง และห้องสมุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารกรมการปกครองที่ว่าจ้างตามสัญญาด้วย ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน๒,๘๖๑,๑๘๙.๘๑ บาทพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า ไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้จำเลยเข้าดำเนินการได้ตามกำหนดและมีปัญหาที่ไม่สามารถสรุปเรื่องวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และฟ้องแย้งเรียกเงินค่าจ้างและเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพราะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ เนื่องมาจากโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้ทิ้งงานและมีคำสั่งบอกเลิกสัญญาจ้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นคำสั่งทางปกครอง

โจทก์ชี้แจงว่า สัญญาพิพาทมิใช่สัญญาทางปกครอง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็เพียงให้ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารของกรมการปกครองในส่วนที่เป็นบริเวณการปฏิบัติงานของข้าราชการโจทก์เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของโจทก์มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการสาธารณะ อีกทั้งไม่มีวัตถุประสงค์มอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือมิได้มีข้อกำหนดถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเหนือคู่สัญญา สัญญาดังกล่าวเกิดจากความสมัครใจบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่ง ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง

ศาลแพ่งเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างปรับปรุงอาคารกรมการปกครอง แม้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างโดยจำเลยเป็นฝ่ายผู้รับจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงให้จำเลยซ่อมแซมปรับปรุงอาคารกรมการปกครองในส่วนที่เป็นบริเวณการปฏิบัติงานของกรมการปกครอง คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการดำเนินการทางปกครองของโจทก์บรรลุผลเท่านั้น ทั้งสัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้จำเลยเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาจ้างปรับปรุงอาคารพิพาทดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันอันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๗-๓๐/๒๕๔๙

ศาลปกครองกลางเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในกรณีนี้เป็นสัญญาจ้างปรับปรุงอาคารกรมการปกครองซึ่งเป็นถาวรวัตถุของรัฐเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะให้บรรลุผล และเนื่องจากวัตถุแห่งสัญญานี้คือการรับจ้างปรับปรุงอาคารกรมการปกครอง จึงถือได้ว่าเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองมอบหมายให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น สัญญาจ้างปรับปรุงอาคารกรมการปกครองจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ เทียบเคียงตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๕

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน๒๕๔๖ กรมการปกครอง โจทก์ และบริษัทประยืนยง วู้ดเฟอร์นิช จำกัด จำเลย ตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารกรมการปกครอง ถนนอัษฎางค์ แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนครกรุงเทพมหานคร รวมเป็นเงินค่าจ้าง ๑๔,๒๒๖,๔๕๐ บาท โดยจำเลย ผู้รับจ้าง มีหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันสัญญาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ๒๕ เลขที่ ๔๖-๔๒-๐๑๐๓-๓ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๖ เป็นจำนวนเงิน ๗๑๑,๓๒๓ บาท กำหนดเวลาเริ่มทำงานภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม๒๕๔๗แต่ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาโดยดำเนินการก่อสร้างล่าช้าผิดปกติวิสัยในการทำงานของผู้รับจ้างทั่วไปและไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ตามที่กำหนดในสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมสงวนสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา ซึ่งต่อมาโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดโชครุ่งเรืองเพ้นท์ทำการปรับปรุงอาคารต่อไปให้แล้วเสร็จตามสัญญา ทำให้โจทก์ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการทำงานต่อให้แล้วเสร็จ และในระหว่างที่จำเลยทำงานปรับปรุงอาคาร ลูกจ้างของจำเลยได้ทำให้เกิดความเสียหายในห้องตัดต่อและบันทึกเสียง และห้องสมุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารกรมการปกครองที่ว่าจ้างตามสัญญาด้วย ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒,๘๖๑,๑๘๙.๘๑ บาทพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟ้องแย้งเรียกเงินค่าจ้างและเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น กรณีจึงเป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยผูกพันเป็นคู่สัญญาจ้างดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย สาระสำคัญของข้อโต้แย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญา จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๑(๓) มีภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การอำนวยความเป็นธรรม การปกครองท้องที่ การอาสารักษาดินแดน และการทะเบียน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และให้เกิดความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืนจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการตามภารกิจซึ่งเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารกรมการปกครองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะของโจทก์ให้บรรลุผล สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้เงินจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมการปกครอง โจทก์ บริษัทประยืนยง วู้ดเฟอร์นิช จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการปกครอง
จำเลย — บริษัทประยืนยง วู้ดเฟอร์นิช จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2551
#415721
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๑

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ วัดชนะสงคราม ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๓๘/๒๕๔๘และศาลปกครองกลางกำหนดให้ กรมธนารักษ์ ที่ ๕กระทรวงการคลัง ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดีเข้ามาในคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่๒)พ.ศ. ๒๕๓๕ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๘๘ ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอพระนครกรุงเทพมหานคร เดิมเป็นที่ดินได้รับพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จำนวน ๔๐ ไร่ แต่ปัจจุบันมีเนื้อที่เพียง ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๔๗ ตารางวาในปี พ.ศ.๒๕๓๙ มีการขุดพบหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุเป็นเสาหลักเขตไม้โบราณมีข้อความจารึกเป็นภาษาไทย-มอญ จำนวน ๗ หลักและพยานหลักฐานอื่นผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากรตรวจสอบพยานหลักฐานที่ขุดพบดังกล่าวสรุปว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่๑๓ ไร่ ๘๔ ตารางวา ของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (ปัจจุบันคือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖)และเป็นที่ตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการของผู้ถูกฟ้องคดีที่๕เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้รับพระราชทานมา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ กรมการศาสนา ได้หารือเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่า ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าผู้ฟ้องคดีได้ที่ดินดังกล่าวมาก่อนที่จะมีการออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ หรือไม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่๒๒๗ เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานที่ดินเดิมมาแสดงอันเป็นการขัดต่อกฎหมายที่ดินและยังเป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๔พฤศจิกายน๒๕๔๖ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการทางศาลโดยมีคำสั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว และแจ้งด้วยว่าการมีคำสั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทถือเป็นคำสั่งทางปกครองผู้ฟ้องคดีมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งได้ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ตามหนังสือที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๐๕๕๘ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ว่าที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาทได้ตกเป็นที่หลวงซึ่งเป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏหลักฐานตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๔ มกราคม ร.ศ.๑๑๗ ที่ได้บรรยายถึงแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีในอดีต อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น และยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากที่ดินพิพาทมิใช่ที่หลวงแต่เป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ฟ้องคดี การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ดำเนินการโดยที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งเป็นเพียงผู้ครอบครอง ไม่ใช่เจ้าของที่ดินผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อหาผู้คัดค้าน ไม่มีหนังสือมอบอำนาจและไม่มีหนังสือสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. ๑๒๗ ที่บังคับใช้ในขณะนั้นเป็นเหตุให้ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ถึงที่ ๔ ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๐๕๕๘ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่สั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ เป็นให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ และให้แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่๒๒๗ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากเป็นคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นคดีทางแพ่งไม่ใช่คดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า ประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีนี้ได้แก่การออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบโดยออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และได้มีการร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามภาระหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติแล้วแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งครองตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงกษาปน์สิทธิการเคยเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีเมื่อในอดีตจริง แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานเป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ร.ศ.๑๑๗ หน้าที่ ๒ วรรคสองว่าควรเลื่อนมาทำที่ใหม่ซึ่งเป็นที่หลวงคือในหมู่วังใหม่พระปิ่นเกล้า ที่ดินแปลงพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ จึงเป็นที่หลวง และการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีไม่อาจรับฟังได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ในที่ดินเนื่องจากที่ดินมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ในปัจจุบัน การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงที่พิพาทและให้แก้ไขโฉนดที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรณีผู้ฟ้องคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ มีกรรมสิทธิ์เพิ่มเข้ามาเป็นประเด็นแห่งคดีนี้แล้วคดีจึงเกิดประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่าสิทธิในที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ด้วย ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณีในคดีนี้จะต้องมีปัญหาการชี้ขาดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าเป็นของผู้ใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงลักษณะเป็นคดีแพ่ง และเป็นประเด็นหลักอันสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่อุทธรณ์คำสั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่ออกโดยคลาดเคลื่อน ประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีนี้ได้แก่การออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบโดยออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและได้มีการร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามภาระหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา๙วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒และเป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองด้วย ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไม่ยอมเพิกถอน โฉนดที่ดินที่ซึ่งได้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและ จดทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ไม่เพิกถอนกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน และไม่จดทะเบียนให้โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ และการเพิกถอนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนที่ดินของจำเลยเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งปฏิบัติตามกฎ หรือระเบียบของจำเลย เพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ ทั้งยังยืนยันว่าที่ดินเป็นของจำเลยจึงมีผลเท่ากับจำเลยโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์ แต่จะพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินต่างไปจากที่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้นการที่จำเลยจะเพิกถอนโฉนดที่ดินได้หรือไม่จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นวัดตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๘๘๘ ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานครเดิมเป็นที่ดินได้รับพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จำนวน ๔๐ไร่ แต่ปัจจุบันมีเนื้อที่เพียง ๒๘ ไร่ ๒ งาน๔๗ ตารางวา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ มีการขุดพบหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุเป็นเสาหลักเขตไม้โบราณมีข้อความจารึกเป็นภาษาไทย-มอญ จำนวน ๗หลักและพยานหลักฐานอื่นผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากรตรวจสอบพยานหลักฐานที่ขุดพบดังกล่าวสรุปว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอพระนครกรุงเทพมหานครเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๘๔ ตารางวา ของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ(ปัจจุบันคือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖) และเป็นที่ตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้รับพระราชทานมาต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ กรมการศาสนาได้หารือเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่า ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าผู้ฟ้องคดีได้ที่ดินดังกล่าวมาก่อนที่จะมีการออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗หรือไม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานที่ดินเดิมมาแสดงอันเป็นการขัดต่อกฎหมายที่ดิน และยังเป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการทางศาลโดยมีคำสั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและแจ้งด้วยว่าการมีคำสั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทถือเป็นคำสั่งทางปกครองผู้ฟ้องคดีมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งได้ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๐๕๕๘ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ว่า ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาทตกเป็นที่หลวง ซึ่งเป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวปรากฏหลักฐานตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๔ มกราคม ร.ศ. ๑๑๗ ที่ได้บรรยายถึงแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีในอดีตอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น และยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทมิใช่ที่หลวงแต่เป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ฟ้องคดี การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ดำเนินการโดยที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งเป็นเพียงผู้ครอบครอง ไม่ใช่เจ้าของที่ดินผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อหาผู้คัดค้าน ไม่มีหนังสือมอบอำนาจและไม่มีหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. ๑๒๗ ที่บังคับใช้ในขณะนั้นเป็นเหตุให้ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ มท๐๕๑๖.๒/๒๐๕๕๘ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่สั่งไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ เป็นให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ และให้แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่๒๒๗ เป็นที่หลวงปรากฏตามหลักฐานเป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ร.ศ๑๑๗หน้าที่ ๒ วรรคสอง การออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ตามที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่สั่งไม่เพิกถอน โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ เป็นให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ และให้แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๗เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นสำคัญจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง วัดชนะสงคราม ผู้ฟ้องคดีกระทรวงมหาดไทย ที่๑ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ กรมธนารักษ์ ที่ ๕กระทรวงการคลัง ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — วัดชนะสงคราม
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทยที่ 1กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 7/2551
#415717
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๗/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งเขตอำนาจในคำให้การและศาลทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจโดยศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ นายเสริมศักดิ์ ชื่นเจริญ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๑ คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๙/๒๕๕๐ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งหัวหน้างานเลขานุการ สำนักเลขาธิการและรักษาการหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๙เห็นชอบให้แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พนักงานระดับ ๑๒โดยให้ทดลองปฏิบัติงานเป็นระยะเวลา ๓ เดือน หากไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานให้เลิกจ้าง หากผ่านการประเมินให้ทำสัญญาจ้างคราวละ ๔ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๑๒๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๘พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งหัวหน้างานเลขานุการสำนักเลขาธิการและรักษาการหัวหน้าฝ่ายอำนวยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรโดยให้ทดลองปฏิบัติงานมีกำหนดระยะเวลา ๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม๒๕๔๙ และมีคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๑๒๓/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๘พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้ผู้ฟ้องคดีรับเงินเดือนอัตราเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาทตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งดังกล่าว และรายงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทราบในการประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๘พฤษภาคม ๒๕๔๙ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่๐๓๖/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม๒๕๕๐ เลิกจ้างผู้ฟ้องคดีและให้พ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำผิดข้อกำหนดของระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.๒๕๔๓เรื่องการให้พนักงานพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งไม่มีข้อกำหนดการเลิกจ้างในกรณีที่มีพนักงานไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่นำเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒พิจารณาให้ความเห็นชอบเช่นเดียวกับพนักงานระดับ ๙ ขึ้นไปรายอื่น จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบ และการออกคำสั่งเลิกจ้างก็ไม่ได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจในการสั่งเลิกจ้างด้วยผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒หมดวาระในการดำรงตำแหน่ง ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่๐๓๖/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ และให้ผู้ฟ้องคดีกลับสู่สถานะเดิม คุ้มครองมิให้มีการแต่งตั้งบุคคลใดดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ตามคำสั่งสำนักงานฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๐๓๖/๒๕๕๐

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสภาพการจ้างและสัญญาจ้างแรงงาน อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำตามระเบียบและมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทุกประการ

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ส่งเสริมและสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรของเกษตรกร พัฒนาความรู้ในด้านเกษตรกรรมหรือกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรเกษตรกรและพัฒนาศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างเกษตรกร อันเป็นกิจกรรมในการให้บริการสาธารณะที่มิได้หวังผลกำไร กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นพนักงานและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานในสังกัดกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความในมาตรา๓แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ว่าจ้างให้ปฏิบัติงานตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติให้ความเห็นชอบตามระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๓ ออกตามความในพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครองซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเพื่อให้ทำงานเป็นพนักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีระยะเวลาทดลองการปฏิบัติงาน ๓ เดือน จึงเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้นำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องในส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรได้ออกคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๐๓๖/๒๕๕๐ ให้เลิกจ้างผู้ฟ้องคดีพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นการแสดงเจตนากลั่นแกล้งและจงใจปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำผิดระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๓ และ มีคำขอบังคับให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ ๐๓๖/๒๕๕๐ ให้ผู้ฟ้องคดีกลับดำรงสถานะเดิมซึ่งเป็นกรณีที่ลูกจ้างกล่าวหาว่านายจ้างเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘(๑) และมีลักษณะเป็นคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความ ฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ." และมาตรา ๑๐วรรคสามบัญญัติว่า"ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม"ประกอบกับมาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้อำนาจคณะกรรมการในการออกข้อบังคับซึ่งตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยในข้อ ๒๘บัญญัติว่า "หากคำร้องที่ยื่นไว้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ . คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียก็ได้" และข้อ ๒๙บัญญัติว่า"ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ (๑)เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้อง (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติ กำหนดไว้(๓) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการพิจารณาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป"ข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นกรณีผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อศาลปกครองกลางว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีและให้พ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผิดข้อกำหนดของระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลพ.ศ. ๒๕๔๓ เรื่องการให้พนักงานพ้นจากตำแหน่ง และไม่นำคำสั่งเลิกจ้างเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒พิจารณาให้ความเห็นชอบเช่นเดียวกับพนักงานระดับ ๙ ขึ้นไปรายอื่นเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบและการออกคำสั่งเลิกจ้างไม่อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจในการสั่งเลิกจ้างด้วย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒หมดวาระลงขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าว และให้ผู้ฟ้องคดีกลับสู่สถานะเดิมคุ้มครองมิให้มีการแต่งตั้งบุคคลใดดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสภาพการจ้างและสัญญาจ้างแรงงาน อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน ไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำตามระเบียบและมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทุกประการ ศาลปกครองกลางจึงให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งให้ศาลแรงงานกลางโดยศาลปกครองกลางเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นความสัมพันธ์ที่มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครองซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนไม่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเพื่อให้ทำงานเป็นพนักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีระยะเวลาทดลองการปฏิบัติงาน ๓ เดือน จึงเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตามสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองแต่การโต้แย้งเขตอำนาจศาลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การโดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งก่อนส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดทั้งกรณีที่ศาลเห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของศาลตนเองก็ไม่ใช่กรณีที่ถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลปกครองกลางและศาลแรงงานกลางที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเสริมศักดิ์ ชื่นเจริญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2551
#415718
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๙ นางสมจิต วงศ์คำจันทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๔๙ ความว่าเดิมนางทิพย์โลบุญ มารดาของผู้ฟ้องคดียกที่ดินจำนวน ๒ แปลง ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อทำประโยชน์และปลูกสร้างบ้านโดยไม่ได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง แปลงที่หนึ่งเป็นที่สวนและแปลงที่สองเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๘๐๘ ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา เมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงเพื่อสร้างถนนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายแยกทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ (ปัจจุบันเป็นทางหลวงหมายเลข ๒๒๖) (จังหวัดสุรินทร์)-อำเภอศีขรภูมิ-อำเภอสำโรงทาบ-ห้วยทับทัน-อำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยที่ดินแปลงที่เป็นที่สวนถูกเวนคืนทั้งแปลงส่วนแปลง น.ส. ๓ เลขที่๘๐๘ ถูกเวนคืนเพื่อสร้างถนนเพียงบางส่วน ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนบ้านในที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนแล้วนำมาสร้างในส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนและสร้างยุ้งฉางเก็บผลผลิตทางการเกษตร จากนั้นเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๒๔ หลังจากผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าเวนคืนและค่ารื้อถอนให้มารดาของผู้ฟ้องคดีแล้ว เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนำหลักฐานที่ดินที่มีชื่อมารดาของผู้ฟ้องคดีไปแก้ไขทะเบียนผู้ถือครองที่ดินเป็นของผู้ถูกฟ้องคดี และนำสำเนาหนังสือหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ เฉพาะฉบับด้านหน้าที่ไม่มีรายการจดทะเบียนคืนให้แก่มารดาของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมารดาของผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีต่างเชื่อว่าผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ เฉพาะส่วนที่จะนำไปสร้างถนน ผู้ฟ้องคดีและมารดาพักอาศัยในบ้านบนที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ดังกล่าวจนมารดาของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิต ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัด ศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัยตรวจสอบปรากฏว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีได้โอน น.ส. ๓ ซึ่งเดิมเป็นที่สวนและ ที่บ้านทั้งสองแปลงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการเวนคืนของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ เนื่องจากได้รับค่าเวนคืนและค่ารื้อถอนเพียงบางส่วน และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีสำเนาหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ เฉพาะด้านหน้าให้แก่ผู้ฟ้องคดี ต่อมาสำนักทางหลวงที่ ๗ ได้รังวัดตรวจสอบแล้วปรากฏว่าที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนมีประมาณ ๓๐ ถึง ๓๕ ตารางวา แต่สำนักทางหลวงที่๗ มีหนังสือด่วนมาก ที่ คค ๐๖๒๑/ม.๑/๑๒๑๕ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๘ แจ้งว่าที่ดิน น.ส. ๓เลขที่ ๘๐๘ ถูกเวนคืนทั้งแปลงเพื่อสร้างทางหลวงและมารดาของผู้ฟ้องคดีได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน๒๕๒๔ โดยไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินค่าทดแทน แต่สันนิษฐานได้ว่า เมื่อที่ดิน ถูกเวนคืนผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจ่ายค่าเวนคืนให้แก่เจ้าของที่ดินแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวมาเกือบ๔๐ ปี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า การเวนคืนที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถตรวจสอบการจ่ายเงินค่าเวนคืนได้เนื่องจากระยะเวลาล่วงเลยมานานแล้ว แต่สันนิษฐานตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๕ ว่ากรณีที่ดินแปลงใดถูกเวนคืนเจ้าของต้องนำหลักฐานไปจดทะเบียนซื้อขายและ ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจ่ายค่าเงินค่าเวนคืนทุกครั้ง ซึ่งตามหลักฐาน น.ส. ๓เลขที่ ๘๐๘ ของมารดาผู้ฟ้องคดีนั้น มารดาผู้ฟ้องคดีโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีในวันที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๔ แล้ว ส่วนที่ดินที่เหลือจากงานทางผู้ถูกฟ้องคดียังใช้ประโยชน์ในเขตทางหลวงเพื่อความปลอดภัยในการจราจร ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิขอที่ดินคืนนอกจากนั้นจากการตรวจสอบที่พิพาทพบว่าผู้ฟ้องคดีสร้างบ้านและยุ้งข้าวบางส่วนรุกล้ำงานทาง ผู้ฟ้องคดียังยอมรับว่าบางส่วนของบ้านซึ่งเป็นกันสาดน้ำฝนหน้าบ้านและยุ้งฉางอยู่ในเขตงานทาง แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีสร้างบ้านบริเวณซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดี การครอบครองที่ดินดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการครอบครองโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและการรับมรดกของผู้ฟ้องคดีเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักกฎหมายในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ ซึ่งใช้บังคับในขณะที่มีการเวนคืนที่ดินน.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ ของมารดาผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๔ ได้บัญญัติรับรองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐจะกระทำมิได้ เว้นแต่การอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยการเวนคืนเพื่อการใด ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมายต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท การที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายแยกทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ (จังหวัดสุรินทร์)-อำเภอ ศีขรภูมิ-อำเภอสำโรงทาบ-ห้วยทับทัน-อำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดแจ้งว่า เพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดสายแยกทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ ในท้องที่ดังกล่าว โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ กล่าวคือ ต้องนำที่ดินที่ถูกเวนคืนไปใช้เพื่อก่อสร้างทางหลวงโดยตรง เมื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนมามิได้ใช้ตามวัตถุประสงค์หรือเหลือจากการใช้ตามวัตถุประสงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมย่อมไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินดังกล่าวไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวดังนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะต้องคืนอสังหาริมทรัพย์ในส่วนที่มิได้ใช้นั้นให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมหรือทายาทเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๑๖๓ หมู่ที่ ๑ ตำบลสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ ซึ่งเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายแยกทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ (ปัจจุบันเป็นทางหลวงหมายเลข ๒๒๖) (จังหวัดสุรินทร์)-อำเภอศีขรภูมิ-อำเภอสำโรงทาบ-ห้วยทับทัน-อำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้างทางหลวงหรือใช้ประโยชน์ในงานทางในส่วนของที่ดินที่เหลือ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ก่อสร้างบ้านและพักอาศัยในบ้านหลังนั้นมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน แต่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยอมคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงและไม่มีที่เหลือจากการเวนคืนและไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ตามหนังสือด่วนมาก ที่ คค ๐๖๐๖.๓(๓)/๙๓๔๔ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

ศาลจังหวัดศรีสะเกษพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๘๐๘ ได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนเพียงบางส่วนยังเหลือที่ไม่ถูกเขตทางหลวงและผู้ฟ้องคดีได้ปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยมีเนื้อที่เหลืออีกประมาณ ๓๐-๓๕ ตารางวา ต่อมาปี ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ อ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วซึ่งฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีก็โต้แย้งว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดแล้ว ที่ดินส่วนที่พิพาทดังกล่าวจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่สามารถคืนหรือนำไปออกโฉนดที่ดินได้ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นหลักที่คู่กรณียังโต้แย้งกันอยู่ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เหลือจากการถูกเวนคืนหรือได้ถูกเวนคืนไปเป็น ที่สาธารณประโยชน์แล้ว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียังมีสิทธิครอบครองและสามารถนำออกโฉนดที่ดินตามข้ออ้างหรือไม่เสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทระหว่างคู่กรณีดังกล่าว จำเป็นต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ และตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาถึง สิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินเป็นหลัก ดังนั้นศาลที่มีอำนาจพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายที่ดินจึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า มารดาของผู้ฟ้องคดี ยกที่ดินจำนวน ๒ แปลง ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อทำประโยชน์และปลูกสร้างบ้านโดยไม่ได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง แปลงที่หนึ่งเป็นที่สวนและแปลงที่สองเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๘๐๘ ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์เรื่อยมา เมื่อปี ๒๕๒๔ ผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงเพื่อสร้างถนนโดยที่ดินแปลงที่เป็นที่สวนถูกเวนคืนทั้งแปลง ส่วนแปลง น.ส. ๓ เลขที่๘๐๘ ถูกเวนคืนเพื่อสร้างถนนเพียงบางส่วน ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนบ้านในที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนแล้วนำมาสร้างในส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนและสร้างยุ้งฉางเก็บผลผลิตทางการเกษตร เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนำหลักฐานที่ดินที่มีชื่อมารดาของผู้ฟ้องคดีไปแก้ไขทะเบียนผู้ถือครองที่ดินเป็นของผู้ถูกฟ้องคดี และนำสำเนาหนังสือหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ เฉพาะฉบับด้านหน้าที่ไม่มีรายการจดทะเบียนคืนให้แก่มารดาของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมารดาของผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีต่างเชื่อว่าผู้ถูกฟ้องคดีเวนคืนที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ เฉพาะส่วนที่จะนำไปสร้างถนน ผู้ฟ้องคดีและมารดาพักอาศัยในบ้านบนที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ ดังกล่าวจนมารดาของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิต ต่อมาผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอุทุมพรพิสัย ตรวจสอบปรากฏว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีได้โอน น.ส. ๓ ซึ่งเดิมเป็นที่สวนและที่บ้านทั้งสองแปลงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ต่อมาสำนักทางหลวงที่ ๗ ได้รังวัดตรวจสอบแล้วปรากฏว่าที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนมีประมาณ ๓๐ ถึง ๓๕ ตารางวา แต่สำนักทางหลวงที่ ๗ แจ้งว่าที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๘๐๘ ถูกเวนคืนทั้งแปลงและมารดาของผู้ฟ้องคดีได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๔ โดยไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินค่าทดแทน แต่สันนิษฐานได้ว่า เมื่อที่ดินถูกเวนคืนผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจ่ายค่าเวนคืนให้แก่เจ้าของที่ดินแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวมาเกือบ๔๐ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า การเวนคืนที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถตรวจสอบการจ่ายเงินค่าเวนคืนได้ เนื่องจากระยะเวลาล่วงเลยมานานแล้ว แต่สันนิษฐานตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๕ ว่า กรณีที่ดินแปลงใดถูกเวนคืนเจ้าของต้องนำหลักฐานไปจดทะเบียนซื้อขายและผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจ่ายเงินค่าเวนคืนทุกครั้ง ซึ่งตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่๘๐๘ ของมารดาผู้ฟ้องคดีนั้น มารดาผู้ฟ้องคดีโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีในวันที่จดทะเบียน เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๔ แล้ว ส่วนที่ดินที่เหลือจากงานทางผู้ถูกฟ้องคดียังใช้ประโยชน์ในเขตทางหลวงเพื่อความปลอดภัยในการจราจร ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิขอที่ดินคืน นอกจากนั้นจากการตรวจที่พิพาทพบว่าผู้ฟ้องคดีสร้างบ้านและยุ้งข้าวบางส่วนรุกล้ำงานทาง ผู้ฟ้องคดียังยอมรับว่าบางส่วนของบ้านซึ่งเป็นกันสาดน้ำฝนหน้าบ้านและยุ้งฉางอยู่ในเขตงานทาง แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีสร้างบ้านบริเวณซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดี การครอบครองที่ดินดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการครอบครองโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการเวนคืนที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงจังหวัด สายแยกทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ (ปัจจุบันเป็นทางหลวงหมายเลข ๒๒๖) (จังหวัดสุรินทร์)-อำเภอศีขรภูมิ-อำเภอสำโรงทาบ-ห้วยทับทัน-อำเภออุทุมพรพิสัย พ.ศ. ๒๕๑๘ การดำเนินการก่อสร้างถนนอันเป็นทางหลวงตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองนั้นเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยในการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินตามแนวทางหลวงตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้เวนคืนจะต้องทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ถูกเวนคืน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้เวนคืนกับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ถูกเวนคืนจึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนและมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกเวนคืนประมาณ ๓๐ ถึง ๓๕ ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองและปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งถูกเวนคืนทั้งแปลงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังใช้ประโยชน์สำหรับงานทางอยู่ กรณีจึงมีข้อพิพาทที่สืบเนื่องจากสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมจิต วงศ์คำจันทร์ ผู้ฟ้องคดี กรมทางหลวงผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมจิต วงศ์คำจันทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2551
#415729
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ นายนภดล หรือภาวิต บุญชละ โจทก์ยื่นฟ้อง นางสาววงศ์จันฑา หรือกัญญาวัชร หรือเจริญรักษ์ ขยันดี ที่ ๑ นางสมทรง พระเทพ ที่ ๒ นายทะเบียนขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๓ กรมการขนส่งทางบก ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็น คดีหมายเลขดำที่ ๒๒/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ และ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗โจทก์ได้ซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ จากจำเลยที่ ๑ คันหมายเลขทะเบียน กข ๖๓๑๙ กำแพงเพชรราคา๑,๕๐๕,๐๐๐ บาท กับคันหมายเลขทะเบียน กค ๓๘๖ สุพรรณบุรีราคา ๑,๔๒๐,๐๐๐ บาทตามลำดับ โจทก์ได้ตรวจสอบใบคู่มือจดทะเบียนรถกับหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถแล้วเห็นว่าถูกต้องตรงกันจึงตกลงรับซื้อไว้และโจทก์ขายรถยนต์คันแรกให้นางพรรณิภา อุตตมชัย ในราคา ๑,๗๕๐,๐๐๐ บาท โดยทำการโอนเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๙ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงแจ้งโจทก์ว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ประกาศยกเลิกแล้วเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ และทำการยึดรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวไป โจทก์จึงคืนเงินค่ารถยนต์ให้แก่นางพรรณิภาผู้ซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ในสังกัดจำเลยที่ ๔ ทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ ทั้งสองคันไปโดยไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์คืนเป็นเงิน ๒,๙๒๕,๐๐๐ บาท และเสียชื่อเสียงต้องปิดกิจการได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๑๗,๐๗๕,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ นำรถยนต์พิพาททั้งสองมาจากนายกฤษ์ชัยวงศ์ศิริวรรณ ไปขายให้โจทก์โดยหวังค่านายหน้า ก่อนที่โจทก์จะตกลงซื้อได้ตรวจสอบสภาพรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถแล้วว่าถูกต้อง ทั้งยังนำรถพิพาททั้งสองคันดังกล่าวไปตรวจสภาพและจดทะเบียนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับแจ้งว่าถูกต้อง โจทก์พอใจจึงรับซื้อไว้ จำเลยที่ ๑ มิได้ มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานสังกัดจำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานจำเลยที่ ๓ ก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะจดทะเบียนรถยนต์พิพาทได้ตรวจสอบใบคู่มือ จดทะเบียนรถยนต์ บันทึกย้ายจากจังหวัดต้นทาง และหลักฐานประจำตัวรถเห็นว่าถูกต้อง จึงออกหมายเลขทะเบียนรถเพื่อให้ใช้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ ๒มิได้ปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินส่วน โจทก์ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันด้วยความประมาทเลินเล่อ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างเหตุละเมิดว่าจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์พิพาททั้งสองคันขายให้โจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของจำเลยที่ ๔ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๓ กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือกระทำการปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ต่อมา จำเลยที่๓ ยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์พิพาททั้งสองคัน เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำในหน้าที่ของนายทะเบียนในการ จดแจ้งทะเบียนรถยนต์ตามปกติทั่วไปของการปฏิบัติหน้าที่มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่คดีพิพาทในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ อันจะอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก จำเลยทั้งสี่อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดโดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้กระกระทำการแทนจำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริตประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ได้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคัน หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์และโอนย้ายไปหลายจังหวัดแล้วจำเลยที่ ๑ ได้นำรถยนต์ทั้งสองคันขายให้โจทก์โดยโจทก์เชื่อตามทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวว่าถูกต้องจึงรับซื้อรถทั้งสองคันดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งทำการแทนจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่าได้อาศัยโอกาสที่ตนได้ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดในการตรวจสอบและออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมหรือประมาทเลินเล่อออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ทำให้โจทก์เชื่อว่าทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวถูกต้องและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๒ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ แต่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๔ ได้รับความเสียหาย และโดยที่จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓สังกัดอยู่ ย่อมมีหน้าที่ต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๗/๒๕๔๕ ๑๔/๒๕๔๖ ๒๒/๒๕๔๖ ๒/๒๕๔๗ ๑๐/๒๕๔๗ และ๕๙/๒๕๔๗ สำหรับคดีของจำเลยที่ ๑ แม้จะเป็นการกระทำละเมิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ ก็ตามแต่โดยที่จำเลยที่ ๑ เป็นเอกชน คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่คดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจซื้อ ขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ และ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ โจทก์ได้ซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ จากจำเลยที่ ๑ คันหมายเลขทะเบียน กข ๖๓๑๙ กำแพงเพชรกับคันหมายเลขทะเบียน กค ๓๘๖ สุพรรณบุรี ตามลำดับ โดยตรวจสอบใบคู่มือจดทะเบียนรถกับหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ของรถแล้วเห็นว่าถูกต้องตรงกันจึงตกลงรับซื้อไว้และได้โอนขายรถยนต์คันแรกให้แก่นางพรรณิภาแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงแจ้งโจทก์ว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว จำเลยที่ ๓ประกาศยกเลิกแล้วเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ และทำการยึดรถยนต์ทั้งสองคัน ดังกล่าวไป โจทก์จึงคืนเงินค่ารถยนต์ให้แก่นางพรรณิภาผู้ซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ในสังกัดจำเลยที่ ๔ ทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียงต้องปิดกิจการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือ แทนกันชำระเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ นำรถยนต์พิพาททั้งสองมาจากนายกฤษ์ชัยไปขายให้โจทก์โดยหวังค่านายหน้า ก่อนที่โจทก์จะตกลงซื้อได้ตรวจสอบสภาพรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถแล้วว่าถูกต้อง ทั้งยังนำรถพิพาททั้งสองคันดังกล่าวไปตรวจสภาพและจดทะเบียนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับแจ้งว่าถูกต้อง โจทก์พอใจ จึงรับซื้อไว้ จำเลยที่ ๑มิได้มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานสังกัดจำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานจำเลยที่ ๓ ก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะจดทะเบียนรถยนต์พิพาทได้ตรวจสอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ บันทึกย้ายจากจังหวัดต้นทาง และหลักฐานประจำตัวรถเห็นว่าถูกต้อง จึงออกหมายเลขทะเบียนรถเพื่อให้ใช้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ ๒ มิได้ปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ค่าเสียหายสูงเกินส่วน โจทก์ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันด้วยความประมาทเลินเล่อ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ นำรถยนต์ที่มีการปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไปหลอกลวงขายให้โจทก์ ซึ่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนและทั้งสองศาล เห็นพ้องกันว่า อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๓ ในสังกัดจำเลยที่ ๔ ทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันที่โจทก์รับซื้อมาจากจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะถูกจำเลยที่ ๓ ประกาศยกเลิกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันและถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงยึดรถยนต์ทั้งสองคัน ดังกล่าวไป และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจนต้องปิดกิจการ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งทำการแทนจำเลยที่๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยโอกาสที่ตนได้ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดในการตรวจสอบและออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมหรือประมาทเลินเล่อออกใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ทำให้โจทก์เชื่อว่าทะเบียนรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวถูกต้องและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๒ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๔ ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องรับผิดในผลละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนได้กระทำลง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากการขายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกันเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนภดล หรือภาวิต บุญชละ โจทก์ นางสาววงศ์จันฑา หรือกัญญาวัชร หรือเจริญรักษ์ ขยันดี ที่ ๑ นางสมทรง พระเทพ ที่ ๒ นายทะเบียนขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๓ กรมการขนส่งทางบก ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง ( 3 )
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนภดลหรือภาวิต บุญชละ
จำเลย — นางสาววงศ์จันฑา หรือกัญญาวัชร หรือเจริญรักษ์ ขยันดี
ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2551
#415724
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ บริษัทศรีไทยคลาสสิคโฮม จำกัด โจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ นางงามมาศ เกษมเศรษฐ์ ที่ ๒ บริษัทสถาปนิกหนึ่งร้อยสิบ จำกัด ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๕๑/๒๕๕ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ.๒๕๔๗ จำเลยที่ ๒ ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารสำนักงานของจำเลยที่ ๑ ให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานเฉพาะด้าน ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ จำเลยที่ ๑ผู้อำนวยการสำนักงานของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ตกลงเช่าพื้นที่ของอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ถนนวิทยุแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นที่ทำการของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มอบหมายให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบและควบคุมงานดูแลรับผิดชอบงานด้านออกแบบและควบคุมงานตกแต่งภายในตลอดทั้งจัดหาผู้รับจ้างเหมางานระบบในส่วนต่าง ๆ ในระบบเทิร์นคีย์ ว่าจ้างให้โจทก์รับเหมางานตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวก (ส่วนสำนักงาน) ภายในอาคารซีอาร์ซีทาวเวอร์ชั้น ๔๗ ดังกล่าว เมื่อโจทก์ดำเนินการ แล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ จำนวน ๑๕,๒๐๙,๘๓๓.๗๖ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน๑๔,๘๐๘,๑๘๗.๗๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ แต่เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ไม่ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญากับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ตกลงรับจำเลยที่ ๒ เข้าทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ ตกลงเช่าอาคารซีอาร์ซีเพื่อใช้เป็นสำนักงานของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ และจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๓ เข้าดำเนินการตกแต่งอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ โดยจำเลยที่ ๓ นำโจทก์เข้าร่วมทำงานด้วย และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ควบคุมและตรวจรับงานที่โจทก์ได้ดำเนินการทุกครั้งจนกระทั่งงานที่รับจ้างแล้วเสร็จ จำเลยที่ ๓ ได้ส่งมอบงานให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เคยยินยอมให้โจทก์เข้าทำการตกแต่งอาคารดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ นำโจทก์เข้าร่วมทำงานเป็นความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เอง และจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงเลือกอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ เป็นสำนักงานของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ได้เสนองานตกแต่งเข้ามาแต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาการจ้างและยังไม่สามารถทำสัญญาจ้างได้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับเหมาตกแต่งภายในอาคารดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ ไปว่าจ้างโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๓ตกลงกับโจทก์เอง ส่วนการวางเงินประกันความเสียหายในระหว่างการทำงานของจำเลยที่ ๓ต่อเจ้าของตึกเป็นเพียงการประกันเบื้องต้นและจัดทำแผน รูปแบบรายละเอียดเพื่อเสนอต่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น ไม่ได้เป็นการส่งมอบพื้นที่หรือเป็นการตกลงว่าจ้างเพราะการว่าจ้างต้องดำเนินการตามรูปแบบสัญญาจ้างอย่างชัดเจนและเป็นไปตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๓ สำหรับ ใบเสนอราคาเป็นการที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้รู้เห็นหรือรับทราบ แต่อย่างใดและในช่วงระหว่างการดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างจนแล้วเสร็จส่งมอบงานเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ เป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้อยู่ในอาคารตึกที่เช่าแต่ไปจัดสัมมนานักเรียนในต่างจังหวัดจึงไม่ทราบการทำงานของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ เพิ่งทราบในภายหลังว่าโจทก์ตกแต่งอาคารไปแล้วโดยปราศจากความยินยอมรู้เห็นจากจำเลยที่ ๑และที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดสำหรับค่าจ้างตามฟ้องต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ทุกประการจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกภายในอาคาร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เชิญจำเลยที่ ๓เข้าเสนองานออกแบบสำนักงานที่ทำการของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ เมื่อจำเลยที่ ๓ ได้รับแจ้งว่าได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างที่ทำการสำนักงานดังกล่าว จึงเข้าทำงานออกแบบล่วงหน้าก่อนการทำสัญญา เนื่องจากเป็นงานเร่งด่วนมีเวลาจำกัดที่ต้องทำให้แล้วเสร็จตามกำหนดการเปิดใช้ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘จำเลยที่ ๓ รับทำงานให้เฉพาะการออกแบบและควบคุมงานเท่านั้น บริษัทที่ร่วมงานกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้แนะนำโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และ ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ โดยจำเลยที่ ๒ มีหนังสือให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาตกแต่งที่พิพาท จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอความเห็นมายังจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเกี่ยวกับการคิดราคาและเรียกเก็บเงิน ค่าก่อสร้าง ตกแต่งอาคารพิพาท การที่จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างที่พิพาท จึงอยู่ในฐานะผู้รับจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เช่นเดียวกับโจทก์ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่๒ รับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เป็นองค์การการเรียนรู้ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์หลากหลาย สนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสถึงความรู้ในสาขาต่าง ๆเพื่อสะสมความรู้และพัฒนาภูมิปัญญาของตน ส่งเสริมสนับสนุนให้มีศูนย์บริการวิทยาการความรู้ในรูปแบบที่หลากหลายในด้านต่าง ๆ ฯลฯ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกส่วนสำนักงานอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ ถนนวิทยุกรุงเทพมหานคร ของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษแห่งชาติ แม้จะเป็นส่วนสำนักงาน แต่ก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๖ ข้างต้นอันเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐในการส่งเสริมการศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ของผู้มีความสามารถพิเศษส่งเสริมการพัฒนาความคิดของเด็กและเยาวชนเพื่อพัฒนาให้เต็มศักยภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญา ฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นสัญญาที่มีลักษณะให้จัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๘/๒๕๔๘ และ ๑๒/๒๕๔๘

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างเหมางานตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวก (ส่วนสำนักงาน) ภายในอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ อันเป็นสัญญาพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เป็นสัญญาที่จัดทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ ๓ กับโจทก์สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด สัญญาพิพาทจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนอันมีลักษณะเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ฟ้องว่า สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ จำเลยที่ ๑ และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ จำเลยที่ ๒ ตกลงเช่าพื้นที่ของอาคารซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นที่ทำการของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มอบหมายให้บริษัทสถาปนิกหนึ่งร้อยสิบจำกัด จำเลยที่ ๓ รับผิดชอบงานด้านออกแบบและควบคุมงานตกแต่งภายในและจัดหาผู้รับจ้างเหมางานระบบในส่วนต่าง ๆ ในระบบเทิร์นคีย์ ว่าจ้างให้โจทก์รับเหมางานตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวก (ส่วนสำนักงาน) ภายในอาคารชั้นดังกล่าว โจทก์ดำเนินการแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถาม แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ แต่เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญากับโจทก์ จำเลยที่ ๒ ว่าจ้างจำเลยที่ ๓ เข้าดำเนินการตกแต่งอาคารชั้นดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๓ นำโจทก์เข้าร่วมทำงาน และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ควบคุมและตรวจรับงานที่โจทก์ดำเนินการทุกครั้งจนกระทั่งงานที่รับจ้างแล้วเสร็จจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ส่งมอบงานให้จำเลยที่ ๒จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้การว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้เสนองานตกแต่งแต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาการจ้างและยังไม่สามารถทำสัญญาจ้างได้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับเหมาตกแต่งภายในอาคารชั้นดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๓ ไปว่าจ้างโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๓ ตกลงกับโจทก์เองการว่าจ้างต้องดำเนินการตามรูปแบบสัญญาจ้างอย่างชัดเจนและเป็นไปตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดสำหรับค่าจ้างตามฟ้องต่อโจทก์ และไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า เมื่อได้รับแจ้งว่าได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างที่ทำการสำนักงานดังกล่าว จึงเข้าทำงานออกแบบล่วงหน้าก่อนการทำสัญญา เนื่องจากเป็นงานเร่งด่วนมีเวลาจำกัดที่ต้องทำให้แล้วเสร็จตามกำหนดการเปิดใช้ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างตกแต่ง แต่รับทำงานให้เฉพาะการออกแบบและควบคุมงานเท่านั้น บริษัทที่ร่วมงานกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้แนะนำโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมีหนังสือให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาตกแต่งงานที่พิพาทจำเลยที่๓ ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ การที่จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างที่พิพาทจึงอยู่ในฐานะผู้รับจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เช่นเดียวกับโจทก์ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกส่วนสำนักงานอาคาร ซีอาร์ซี ทาวเวอร์ ชั้น ๔๗ ของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๗ มีวัถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๗ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การในคดีนี้ไม่ปรากฏสัญญาจ้างตกแต่งอาคารสำนักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏเพียงข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจ้างโจทก์เข้าทำงานตกแต่งอาคารสำนักงานจำเลยที่ ๑ และจำเลยทั้งสามต่างปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ การเข้าทำงานตกแต่งดังกล่าวเป็นการเข้าทำงานโดยพลการของโจทก์ และปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ รับทราบและพบเห็นภายหลังจากโจทก์ดำเนินการตกแต่งแล้ว ประกอบกับจำเลยที่ ๒ เห็นว่า เป็นงานที่มิได้เกิดจากการตกลง หรือกำหนดรูปแบบโดยจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ จึงไม่อาจทักท้วงหรือเร่งรัดโจทก์ได้ ส่วนกรณีนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ นั้น ข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ ระบุว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงจ้างจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่บริหารศูนย์ของจำเลยที่ ๑ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และวัตถุประสงค์ และจำเลยที่๒ เป็นผู้แต่งตั้งให้จำเลยที่ ๓ เข้ามาดำเนินการตกแต่งส่วนสำนักงานที่พิพาทในคดีนี้ แต่จำเลยที่ ๓ ให้การรับเพียงว่า รับทำงานเฉพาะการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง โดยจำเลยที่ ๒ ปฏิเสธว่า ยังไม่มีการตกลงจ้างจำเลยที่ ๓ เข้าทำงานใด ๆ อย่างถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักฐานการมีนิติสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม แม้จะยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง แต่ข้อเท็จจริงที่ต่างไม่โต้แย้งกันคือ โจทก์เป็นผู้ปรับปรุงตกแต่งส่วนสำนักงานที่พิพาทในคดีนี้ และยังไม่ได้รับค่าจ้าง การที่โจทก์เข้าปรับปรุงตกแต่งอาคารสำนักงานที่พิพาทในคดีนี้ เป็นการเข้าดำเนินการที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ ที่สืบเนื่องจากการจัดให้มีเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ จำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างโดยอ้างว่าได้ตกแต่งภายในและติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกส่วนสำนักงานแล้วเสร็จพร้อมทั้งส่งมอบงานแล้ว แม้จำเลยทั้งสามปฏิเสธก็ตาม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับ จำเลยทั้งสามในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทในทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทศรีไทยคลาสสิคโฮม จำกัด โจทก์ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ ๑ นางงามมาศ เกษมเศรษฐ์ ที่ ๒ บริษัทสถาปนิกหนึ่งร้อยสิบ จำกัด ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง ( 4 )
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีไทยคลาสสิคโฮม จำกัด
จำเลย — สนง.บริหารและพัฒนาองค์ความรู้
องค์การมหาชน
ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ