คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 3/2551
#415720
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดชุมพร

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชุมพรโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ นายสุธน ธรรมาภิวัฒน์ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมป่าไม้ ที่ ๒ นายฉัตรชัย รัตโนภาส ที่ ๓นายภานุ แพเพชรทองที่ ๔ นายวิฑูรย์ ไชยเพิ่ม ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชุมพร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๐๓/๒๕๔๙ ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถแบคโฮ ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ยึดไว้ในความผิดข้อหาร่วมกันบุกรุกและแผ้วถางป่า ในคดีระหว่าง นายจักรี ตั้งอั้น ผู้เสียหาย นายสัมพันธ์หรือแดงคล้ายอักษร กับพวก ผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนมอบรถแบคโฮคันดังกล่าวให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรเป็นผู้เก็บรักษาแทนตามระเบียบของทางราชการ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๘พนักงานอัยการจังหวัดชุมพรมีคำสั่งไม่ริบรถแบคโฮคันดังกล่าวและให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ พนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งให้หัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรคืนรถแบคโฮให้กับผู้มีสิทธิหรือเจ้าของ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๘ โจทก์ยื่นคำขอรับรถคืนต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร แต่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรโดยจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรไม่ยอมคืนรถแบคโฮให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อน ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร โจทก์ได้ร้องขอคืนรถต่อจำเลยที่ ๕ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรอีกครั้ง แต่จำเลยที่ ๕ ไม่ยอมคืนรถให้โจทก์ ในระหว่างการขอคืนโจทก์ได้เสนอเรื่องไปยังจำเลยที่ ๓ ในฐานะอธิบดีของจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๓ ก็ไม่ยอมคืนโดยอ้างเหตุผลเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากรถแบคโฮคันดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างคดีอีกต่อไปเพราะพนักงานอัยการจังหวัดชุมพรมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ริบแล้ว จำเลยทั้งห้าจึงต้องคืนรถแบคโฮคันดังกล่าวแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ นอกจากจะเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่แล้วยังเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอีกด้วย จำเลยที่ ๓ ที่๔ และที่ ๕ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัว ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๑,๙๔๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนรถแบคโฮคันดังกล่าว และชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพย์เป็นเงินวันละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทแทน

ศาลจังหวัดชุมพรมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๔และที่ ๕มีคำสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลธรรมดาจึงต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชุมพรเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดไว้ในคดีอาญาโดยเฉพาะ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปฏิเสธไม่ยอมคืนรถของกลางให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่า เจ้าพนักงานยังคงมีอำนาจยึดรถของกลางไว้อีกหรือไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ใช้อำนาจในการยึดรถแบคโฮของกลาง จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้เก็บรักษาเท่านั้นมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจยึดรถแบคโฮของกลางแต่อย่างใด การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ริบรถแบคโฮคันดังกล่าวและให้พนักงานสอบสวนคืนรถแบคโฮให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมคืนให้ เป็นการกระทำที่นอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้ปัจจุบันจำเลยทั้งสองจะคืนรถแบคโฮคันดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการคืนรถแบคโฮของกลางให้แก่โจทก์ล่าช้า จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ยึดรถแบคโฮของโจทก์ไว้ในความผิดข้อหาร่วมกันบุกรุกและแผ้วถางป่า ในคดีระหว่าง นายจักรี ตั้งอั้น ผู้เสียหาย นายสัมพันธ์หรือแดง คล้ายอักษร กับพวก ผู้ต้องหา และมอบให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรเป็นผู้เก็บรักษาแทน ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดชุมพรมีคำสั่งไม่ริบรถแบคโฮคันดังกล่าวและให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ต่อมาพนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งให้หัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรคืนรถแบคโฮให้กับผู้มีสิทธิหรือเจ้าของโจทก์จึงยื่นคำขอรับรถคืนต่อหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรหลายครั้ง แต่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพรโดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ยอมคืนรถแบคโฮให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อน ในระหว่างการขอคืนโจทก์ได้เสนอเรื่องไปยังจำเลยที่ ๓ ในฐานะอธิบดีของจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๓ ก็ไม่ยอมคืนโดยอ้างเหตุผลเดียวกัน ซึ่งนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำขอรับรถคืนจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกือบ๒ ปีแล้ว รถแบคโฮคันดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างคดีอีกต่อไปเพราะพนักงานอัยการจังหวัดชุมพรมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ริบแล้ว จำเลยทั้งห้าจึงต้องคืนรถแบคโฮคันดังกล่าวแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๑,๙๔๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนรถแบคโฮคันดังกล่าว และชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพย์เป็นเงินวันละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทแทน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ยึดไว้ในความผิดอาญาตามที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ กำหนด กระทำละเมิดโดยไม่ยอมคืนรถแบคโฮของกลางให้ตามที่โจทก์ร้องขอ โดยอ้างว่าต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อน จนเวลาล่วงเลยไปเกือบ ๒ ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุธน ธรรมาภิวัฒน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมป่าไม้ ที่ ๒ นายฉัตรชัย รัตโนภาส ที่ ๓ นายภานุ แพเพชรทองที่ ๔ นายวิฑูรย์ ไชยเพิ่ม ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง ( 3 )
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุธน ธรรมาภิวัฒน์
จำเลย — กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2551
#415725
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงพระนครใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพระนครใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่มีการนำคดีเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไปแล้วคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสาวชลธาร นฤนาทเวทิน โจทก์ ยื่นฟ้องนายณรงค์ กานต์ฎีกานนท์ ที่ ๑กรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ ๓ นายชัยพร ทองทรัพย์ ที่ ๔ จำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ม.๔๘๗๓/๒๕๔๙ และที่ ม.๔๘๗๔/๒๕๔๙ (ศาลแขวงพระนครใต้รวมการพิจารณาคดีสำนวนทั้งสองเข้าด้วยกัน) ความว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายโดยตั้งแผงค้าอยู่บริเวณทางเท้าซอยสีลม ๒/๑ ถนนสีลม แขวงสุรวงศ์ เขตบางรักกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยใช้อำนาจไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ และเลือกปฏิบัติเข้าจับกุมและยึดสินค้าของโจทก์ แต่ไม่จับกุมและยึดกระถางต้นไม้ของเจ้าของร้านช้างฟุตแมสเซสซึ่งตั้งอยู่ติดกับแผงค้าของโจทก์ และเมื่อโจทก์แสดงความจำนงที่จะเสียค่าปรับ จำเลยที่ ๔ กลับไม่ดำเนินการ และไม่คืนของกลางของโจทก์ทั้งหมดที่ยึดไป ได้แก่ แผงตั้งเหล็ก เสื้อยืด ไม้แขวน และตระแกรง แล้วเก็บเอาไว้ที่สำนักงานเขตบางรักและมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เทศกิจตรึงกำลังไว้บริเวณถนนสีลม ๒/๑ ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินขอบอำนาจตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่ไม่ได้รับคืนของกลางและไม่สามารถทำการค้าขายได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๕ โจทก์มีสิทธิฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓นอกจากนี้ โจทก์วางแผงค้าฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เปรียบเทียบปรับและไม่คืนของกลางที่ยึดไว้ในการจับกุมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ เพราะโจทก์ไม่ไปเสียค่าปรับในการจับกุมครั้งดังกล่าว และการที่จำเลยที่ ๔ สั่งการด้วยวาจาให้เจ้าหน้าที่เทศกิจตรึงกำลังไว้บริเวณซอยสีลม ๒/๑ เป็นไปเพื่อป้องปรามการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้กลั่นแกล้งโจทก์ คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเกินความเป็นจริง

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครใต้ โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๙๑/๒๕๔๘ ระหว่างนางสาวชลธาร นฤนาทเวทิน ที่ ๑(โจทก์) นางวรรณี ช่วยรอด ที่ ๒ นายโกศล เรืองสุวรรณ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้อำนวยการเขตบางรัก ที่ ๓ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ และที่ ๓ ที่ไม่อนุญาตให้ทางเท้าบริเวณซอยสีลม ๒/๑ด้านในชิดอาคารและด้านนอกเป็นจุดผ่อนผัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ อนุญาตให้บริเวณดังกล่าวเป็นจุดผ่อนผันและทำการค้าได้ตามปกติ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่สั่งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ค้าขายบนทางเท้าบริเวณดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เข้าค้าขายได้ดังเดิมโดยมิให้เจ้าของร้านช้างฟุตแมสเซสเข้ามารบกวนหรือโต้แย้งสิทธิการใช้สอยพื้นที่บริเวณดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓คืนของกลางที่ยึดไว้ หากไม่คืนให้ชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๙,๓๑๐ บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากคำสั่งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ประกอบอาชีพรวมเป็นเงิน ๑๑๕,๕๙๙.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในข้อหาพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในประเด็นที่ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนของกลางที่ยึดไปหรือให้ชดใช้ราคา ส่วนข้อหาอื่นไม่รับคำฟ้องเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสามมิใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องบางข้อหาไว้พิจารณาของศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง(คำสั่งที่ ๔๒๗/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙) ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ว่า คดีในข้อหาพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในประเด็นที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนของกลางที่ยึดไปหรือชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๙,๓๑๐บาท ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณานั้นมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงพระนครใต้เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครองถือได้ว่าเป็นคดีละเมิดของหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลางเห็นว่า มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใด (๑) ปรุงอาหาร ขาย หรือจำหน่ายสินค้าบนถนนหรือในสถานสาธารณะ และหมวด ๖ บทกำหนดโทษ มาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๑มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท ตามข้อเท็จจริงในคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจของกรุงเทพมหานครได้จับกุมและยึดแผงตั้งเหล็ก เสื้อยืด ไม้แขวน และตระแกรงของโจทก์ไว้เป็นของกลางเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็นความผิดอาญา โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจับกุมและยึดของกลางดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีและใช้ดุลพินิจไม่คืนของกลางดังกล่าวให้แก่โจทก์อันเป็นการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะอันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรมตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๗/๒๕๔๙ และที่ ๒๐/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายโดยตั้งแผงค้าอยู่บริเวณทางเท้าซอยสีลม ๒/๑ ถนนสีลม แขวงสุรวงศ์เขตบางรัก กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยใช้อำนาจไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ และเลือกปฏิบัติเข้าจับกุมและยึดสินค้าของโจทก์ แต่ไม่จับกุมและยึดกระถางต้นไม้ของเจ้าของร้านช้างฟุตแมสเซสซึ่งตั้งอยู่ติดกับแผงค้าของโจทก์ และเมื่อโจทก์แสดงความจำนงที่จะเสียค่าปรับ จำเลยที่ ๔ กลับไม่ดำเนินการ และไม่คืนของกลางของโจทก์ทั้งหมดที่ยึดไป ได้แก่ แผงตั้งเหล็ก เสื้อยืด ไม้แขวน และตระแกรง โดยเก็บเอาไว้ที่สำนักงานเขตบางรักและมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เทศกิจตรึงกำลังไว้บริเวณถนนสีลม ๒/๑ ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินขอบอำนาจตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่ไม่ได้รับคืนของกลางและไม่สามารถทำการค้าขายได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์วางแผงค้าฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เปรียบเทียบปรับและไม่คืนของกลางที่ยึดไว้ในการจับกุมเมื่อวันที่๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ เพราะโจทก์ไม่ไปเสียค่าปรับในการจับกุมครั้งดังกล่าว และการที่จำเลยที่ ๔ สั่งการด้วยวาจาให้เจ้าหน้าที่เทศกิจตรึงกำลังไว้บริเวณซอยสีลม ๒/๑ เป็นไปเพื่อป้องปรามการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้กลั่นแกล้งโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กำหนดอำนาจหน้าที่ ขั้นตอนดำเนินการของเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่และบทกำหนดโทษกรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นในสังกัดจำเลยที่ ๒ เข้าจับกุมและยึดสินค้าของโจทก์ไว้เป็นของกลางเนื่องจากโจทก์กระทำการฝ่าผืนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการกระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดนั้น พร้อมด้วยยานพาหนะเครื่องมือ และสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยมาตรา๕๔ กำหนดให้ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๒๐ มาตรา๒๒ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และมาตรา ๔๘ กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในสิบห้าวันแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป ซึ่งเป็นไปตามที่มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่๔ กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยใช้อำนาจไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ฝ่ายจำเลยเห็นว่าการตั้งวางแผงค้าของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา๓๙ ซึ่งมีบทกำหนดโทษปรับตามมาตรา ๕๔ จึงใช้อำนาจตามมาตรา ๕๐ เข้าจับกุมและยึดของกลาง ทั้งใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การว่ายังไม่มีการชำระค่าปรับ ซึ่งหากมีการชำระค่าปรับ มาตรา ๔๘ วรรคสอง กำหนดให้คดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบหรือไม่ชำระภายในกำหนดสิบห้าวันก็ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป ซึ่งขั้นตอนในการจับ ยึดของกลาง รวมทั้งการเปรียบเทียบเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวชลธาร นฤนาทเวทิน โจทก์ นายณรงค์ กานต์ฎีกานนท์ ที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ ๓ นายชัยพร ทองทรัพย์ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง ( 3 )
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชลธาร นฤนาทเวทิน
จำเลย — นายณรงค์ กานต์ฎีกานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2551
#415719
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๑

วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๖ ศาลปกครองสงขลารับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๖/๒๕๔๖ ระหว่างวัดอุทัย ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน (ที่ธรณีสงฆ์) ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๘๕ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ ๓๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑.๒ ตารางวา เดิมไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแต่ขึ้นทะเบียนที่ดินศาสนสมบัติไว้ในลำดับที่ ๑๔๘ ซึ่งตรงกับทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ และผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้พนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา แต่เทศบาลเมืองสงขลาคัดค้านอ้างว่า เทศบาลเมืองสงขลามีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามแบบแจ้งความครอบครองเลขที่ ๑๕๕ เทศบาลเมืองสงขลาจึงยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสงขลา ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำแผนที่ที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ดิน ๓๓ ไร่ ๓ งาน ๗๒.๗ ตารางวา ศาลจังหวัดสงขลาพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๔๗๒/๒๕๔๑ พิพากษายืนเช่นกัน โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของผู้ฟ้องคดี และก่อนมีคดีพิพาทระหว่างเทศบาลเมืองสงขลากับผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งนายถนอม จารุพันธ์กับพวกต่อศาลจังหวัดสงขลากรณีจำเลยนำรังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่ธรณีสงฆ์ตามทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ บางส่วน ศาลฎีกามีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๐/๒๕๒๙ วินิจฉัยว่า นายถนอมกับพวกนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๖๕ รุกล้ำเข้าไปในที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๙๕ ตารางวา โดยผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองสำนวนที่พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๘๕ ให้เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๓ ต่อมาราษฎรร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาคัดค้านการออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวโดยอ้างว่าอาศัยอยู่ก่อน จังหวัดสงขลามีคำสั่งที่ ๓๔๓๗/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการมีมติว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์ การรังวัดออกโฉนดถูกต้องตรงตามที่ปรากฏในทะเบียนศาสนสมบัติและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ของ ผู้ฟ้องคดีแล้ว การขอออกโฉนดจึงชอบด้วยกฎหมาย แต่ราษฎรกลับร้องเรียนไปยังคณะกรรมการประสานงานการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องขององค์กรประชาชนหรือกลุ่มบุคคล สำนักนายกรัฐมนตรี อนุกรรมการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทดังกล่าวมีมติให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดเลขที่ ๕๕๐๘๕ เฉพาะส่วนที่เกินจากทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ โดยอ้างว่าแผนที่พิพาทที่ได้จัดทำขึ้นในชั้นศาลผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น อาณาเขตและระยะแนวเขตของที่พิพาทที่ใช้ในการออกโฉนดที่ดินมีอาณาเขตและระยะแนวเขตมากกว่าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นจำนวนมาก เชื่อได้ว่ามีการนำที่ดินนอกหลักฐานทะเบียนที่วัดมาออกโฉนด รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเห็นชอบและมีคำสั่งให้กรมที่ดินและจังหวัดสงขลาพิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมติของอนุกรรมการ ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรื่องแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว เป็นเหลือเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา โดยให้กันเนื้อที่ออกจำนวน ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวา อ้างว่าเนื้อที่ส่วนที่ให้กันออกนั้นเป็นการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ดินที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะเป็นการออกคำสั่งโดยแก้ไขคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้อำนาจฝ่ายปกครองกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เรื่องแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๘๕ ที่มีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๓ โดยอาศัยหลักฐานทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖(ทะเบียนศาสนสมบัติเลขที่ ๑๔๘) ประกอบคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๑เมษายน ๒๕๔๑ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินอยู่ติดกับทะเลสาบและคลอง โดยด้านทิศเหนือติดคลองทิศตะวันตกติดทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบและคลองอยู่ติดกันและอยู่ใกล้ทะเลหลวงมากได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเล ประกอบกับปรากฏข้อความในคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ ว่าที่พิพาทดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง จึงต้องฟังว่าที่ดังกล่าวบางส่วนเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่ต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๑) ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยกันเขตที่ดินส่วนที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ออกเป็นจำนวนเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวา และแก้ไขเนื้อที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าวจากเนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑.๒ ตารางวาเป็นเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ ในคดีระหว่างเทศบาลเมืองสงขลา โจทก์ ผู้ฟ้องคดี จำเลย ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งตามรูปคดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินเป็นของโจทก์หรือจำเลย แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เดิมที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึง ถือได้ว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ต่อมาจะมีการถมตามสภาพที่เห็นในปัจจุบันที่ดินดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน กรณีจึงเป็นการพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งมิใช่ประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งแก้ไขโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมิใช่การกระทำที่เป็นการก้าวล่วงถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาแต่อย่างใด

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน (ที่ธรณีสงฆ์) ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๘๕ เนื้อที่ประมาณ ๓๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑.๒ ตารางวา ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาออกให้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว เป็นเหลือเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการแก้ไขคำพิพากษาของศาลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจฝ่ายปกครองกระทำได้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากบางส่วนออกทับที่ดินที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๑) การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ที่สั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๕๘ ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่ถูกกันเขตออกไปจำนวนเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวา นั้น เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๑/๒๕๔๗ และที่ ๑๙/๒๕๔๘

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ เรื่องแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน โดยคดีสืบเนื่องมาจากกรมที่ดิน เคยออกโฉนดที่ดินพิพาทให้ผู้ฟ้องคดีตามที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดอุทัย ผู้ฟ้องคดี ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ตามที่โจทก์ระบุอ้าง แต่ที่ถูกคือ๒๔๗๖/๒๕๔๑) การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างเหตุที่ต้องแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ที่ดินส่วนที่ออกโฉนดคลาดเคลื่อนไปนั้นเป็นที่ดินน้ำทะเลท่วมถึงถือว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๑) โดยก่อนออกคำสั่งดังกล่าวอธิบดีกรมที่ดินอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๑ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการฯ ดำเนินการสอบสวนและบันทึกความเห็นเสนอเพื่อพิจารณา สรุปความได้ว่าที่ดินแปลงนี้สภาพที่ดินเดิมเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังมีพันธุ์ไม้พื้นเมืองขึ้นบางส่วน ต่อมามีการปรับปรุงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยจนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนมาก่อน จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นที่ดินมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินประกอบกับศาลฎีกามีคำพิพากษาในเรื่องดังกล่าวแล้วว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดอุทัยจึงไม่ควรแก้ไขโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ที่ศาลปกครองมีความเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้กันเขตที่ดินออกไปนั้น เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินนั้น ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ ๒๔๗๖/๒๕๔๑) นั้น ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจนได้ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าที่ดินพิพาทระหว่างเทศบาลเมืองสงขลา โจทก์ และวัดอุทัย จำเลย นั้นเป็นที่ธรณีสงฆ์ของจำเลยตามทะเบียนศาสนสมบัติเลขที่ ๑๔๘และนอกจากนี้ในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวยังปรากฏข้อเท็จจริงและรายละเอียดของที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวไม่ว่าจะในส่วนของแนวเขตที่ดินและสภาพที่ดินขณะที่ผู้ฟ้องคดีมีข้อโต้แย้งกับเทศบาลเมืองสงขลาในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง และเป็นสภาพของที่ดินตั้งแต่ก่อนกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) จะมีผลใช้บังคับและยังปรากฏข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้รายงานในบันทึกของคณะกรรมการซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมตั้งแต่แรกและเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดี (ที่ถูกน่าจะเป็นผู้ถูกฟ้องคดี) ทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังเป็นข้อยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้ฟ้องคดีและใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ และข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ว่าที่ดินที่ถูกกันเขตออกไปจำนวนเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวานั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ คดีดังกล่าวนี้จึงมีประเด็นที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๑๒๗๖/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ๒๔๗๖/๒๕๔๑ แต่ตามที่โจทก์อ้างจะระบุเป็น ๒๔๗๒/๒๕๔๑) ซึ่งฝ่ายผู้ฟ้องคดี (ที่ถูกน่าจะเป็นผู้ถูกฟ้องคดี) ก็ให้การรับว่าการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ถูกฟ้องคดี (ที่ถูกน่าจะเป็นผู้ฟ้องคดี) นั้น ออกโดยสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณาคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน(ที่ธรณีสงฆ์) ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๐๘๕ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ ๓๓ไร่ ๑ งาน ๘๑.๒ ตารางวา เดิมไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินแต่ขึ้นทะเบียนที่ดินศาสนสมบัติไว้ในลำดับที่ ๑๔๘ ซึ่งตรงกับทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ และผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา แต่เทศบาลเมืองสงขลาคัดค้านอ้างว่าเทศบาลเมืองสงขลามีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามแบบแจ้งความครอบครองเลขที่ ๑๕๕ และยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสงขลา ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำแผนที่ที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ดิน ๓๓ ไร่ ๓ งาน ๗๒.๗ตารางวา ศาลจังหวัดสงขลาพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ ๒๔๗๖/๒๕๔๑) พิพากษายืนเช่นกัน โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของผู้ฟ้องคดี นอกจากนี้ก่อนหน้าคดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งนายถนอม จารุพันธ์กับพวกต่อศาลจังหวัดสงขลากรณีจำเลยนำรังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่ธรณีสงฆ์ตามทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ บางส่วน ศาลฎีกามีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๐/๒๕๒๙ วินิจฉัยว่านายถนอมกับพวกนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๖๕ รุกล้ำเข้าไปในที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๙๕ ตารางวา โดยผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองสำนวน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงออกโฉนดที่ดินเลขที่๕๕๐๘๕ ให้ผู้ฟ้องคดี ต่อมามีราษฎรร้องเรียนคัดค้านการออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวโดยอ้างว่าอาศัยอยู่ก่อน อนุกรรมการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทมีมติให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดเลขที่ ๕๕๐๘๕เฉพาะส่วนที่เกินจากทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ อ้างว่าแผนที่พิพาทที่ได้จัดทำขึ้นในชั้นศาลผูกพันเฉพาะคู่กรณี อาณาเขตและระยะแนวเขตของที่พิพาทที่ใช้ในการออกโฉนดที่ดินมากกว่าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นจำนวนมาก เชื่อได้ว่ามีการนำที่ดินนอกหลักฐานทะเบียนที่วัดมาออกโฉนด รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในขณะนั้นเห็นชอบและมีคำสั่งให้กรมที่ดินและจังหวัดสงขลาพิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมติของอนุกรรมการ ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ๘๑๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว เหลือเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา และให้กันเนื้อที่ออกจำนวน ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวา อ้างว่าเนื้อที่ส่วนที่ให้กันออกนั้นเป็นการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ดินที่น้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกโดยอาศัยหลักฐานทะเบียนที่วัดเลขที่ ๑๔๖ (ทะเบียนศาสนสมบัติเลขที่ ๑๔๘) ประกอบคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ ๒๔๗๖/๒๕๔๑) ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินอยู่ติดกับทะเลสาบและคลอง ด้านทิศเหนือติดคลอง ทิศตะวันตกติดทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบและคลองอยู่ติดกันและอยู่ใกล้ทะเลหลวงมากได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเล ประกอบกับปรากฏข้อความในคำพิพากษาฎีกาที่๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ ๒๔๗๖/๒๕๔๑) ว่าที่พิพาทดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง จึงต้องฟังว่าที่ดังกล่าวบางส่วนเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่ต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๑) ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าว แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๒/๒๕๔๑ (ที่ถูกคือ ๒๔๗๖/๒๕๔๑) ในคดีระหว่างเทศบาลเมืองสงขลา โจทก์ ผู้ฟ้องคดี จำเลย ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งตามรูปคดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินเป็นของโจทก์หรือจำเลย แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เดิมที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึง ถือได้ว่า เป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ต่อมาจะมีการถมตามสภาพที่เห็นในปัจจุบัน ที่ดินดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน กรณีจึงเป็นการพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งมิใช่ประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งแก้ไขโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมิใช่การกระทำที่เป็นการก้าวล่วงถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ลุ่มน้ำทะเลท่วมถึงมีสภาพเป็นที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดียกประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินขึ้นโต้แย้งก็ตาม แต่เนื่องจากคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินพิพาทให้เหลือเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา และให้กันเนื้อที่ออกจำนวน ๒๘ ไร่ ๒๖.๒ ตารางวา เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพิพาท นั้นคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าว อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง วัดอุทัย ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ดิเรกพล วัฒนะโชติ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ดิเรกพล วัฒนะโชติ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง ( 1 )
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — วัดอุทัย
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10711/2550
#412659
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ข้อพิพาทตามฟ้องสืบเนื่องจากโจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์โดยกำหนดชำระค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองว่าผิดสัญญาดังกล่าวเป็นคดีแพ่งที่ศาลแพ่งธนบุรีจนกระทั่งมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงมาในอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบด้วยมาตรา 820 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำนอกขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 2 จึงหาต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง กับไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้บังคับตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 2 ด้วย

จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือเรื่องแจ้งต่อสัญญาอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เพลงให้แก่โจทก์ทางโทรสารโดยมีข้อความแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่า "...เนื่องจากขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปี ก็จะหมดอายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาประนีประนอมฯ ดังกล่าว โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าฯ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่าข้าพเจ้าประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์เพลงทำเพลงเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไปอีก 11 ปี ตามสัญญาประนีประนอมฯ ในข้อ 7..." และสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า "โจทก์ยินยอมให้ยืดระยะเวลาตามสัญญาให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 และก่อนหมดระยะเวลา 6 เดือน หากจำเลยประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์ทำเพลงต่อไป จำเลยจะต้องไปติดต่อโจทก์เพื่อทำสัญญาใช้ลิขสิทธิ์ต่อไปอีก 11 ปี เป็นเงิน 22,000,000 บาท โดยในการจ่ายเงินให้ถือตามสัดส่วนของสัญญาฉบับเดิม หากจำเลยไม่ติดต่อถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะทำสัญญาใช้ลิขสิทธิ์กับโจทก์อีกต่อไป" มิได้มีข้อความที่เป็นการแสดงความประสงค์ของคู่สัญญาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ติดต่อโจทก์เพื่อทำสัญญาแล้วให้เป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะต่ออายุสัญญาให้อีกหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นคำเสนอของโจทก์จะต่ออายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 อันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองซึ่งโจทก์ไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งโทรสารถึงโจทก์ก่อนหมดระยะเวลา 6 เดือน ว่าประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์เพลงต่อไปอีก 11 ปี จึงเป็นการสนองรับคำเสนอของโจทก์ภายในกำหนดแล้ว เมื่อมิได้มีเงื่อนไขว่าการต่ออายุสัญญานั้นจะต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือด้วย สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นใหม่ตามเงื่อนไขและวิธีการที่ระบุในสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงฉบับเดิม โดยไม่จำต้องทำสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงกันใหม่เป็นหนังสืออีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 30,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และชำระค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองหยุดผลิต จำหน่ายเทปเพลง ซีดี และแผ่นเสียงทุกชนิด และเก็บสิ่งของดังกล่าวออกจากท้องตลาดหมดแล้ว และให้ส่งมอบมาสเตอร์เทป ปกหน้าตราเทป ฟิล์ม เพลท และแม่พิมพ์แผ่นเสียงทุกชนิดคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งกับแก้ไขคำฟ้องแย้ง บังคับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง 16,035,000 บาท และให้โจทก์แสดงหลักฐานการมีหรือได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เพลงที่โจทก์อนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงต่อจำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลง มีผลใช้บังคับต่อไปโดยอนุโลม มีกำหนด 11 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ 22,000,000 บาท การชำระเงินเป็นไปตามสัดส่วนของสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าว ยกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันด้วยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) เห็นว่า ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 มีเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ข้อพิพาทตามฟ้องสืบเนื่องจากโจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิในการผลิตเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง และแผ่นซีดีทุกขนาดมีกำหนด 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นงวดรวม 17,000,000 บาท ตามสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 13 ตุลาคม 2532 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินค่าตอบแทนงวดเดือนตุลาคม 2534 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเรื่องผิดสัญญาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5443/2538 ของศาลแพ่งธนบุรีนั้น โจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงมาในอุทธรณ์คดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้น ส่วนที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5443/2538 ของศาลแพ่งธนบุรี โดยมีสัญญาข้อ 7 ว่า "โจทก์ยินยอมให้ยืดระยะเวลาตามสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ออกไปอีก 1 ปี... หากจำเลยประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์ทำเพลงต่อไป จำเลยจะต้องไปติดต่อโจทก์เพื่อทำสัญญาใช้ลิขสิทธิ์ต่อไปอีก 11 ปี..." ก็เป็นการขยายระยะเวลาตามสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 และให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ต่อไป จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบด้วยมาตรา 820 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำนอกขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะส่วนตัว แม้การประกอบการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จะเป็นการผิดสัญญาหรือละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 หาต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการรอนสิทธิหรือละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าโจทก์ละเลยการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วง ถือว่าโจทก์ได้ประพฤติผิดสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงนั้น เมื่อสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงเป็นสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลทำขึ้น จำเลยที่ 2 มิได้กระทำการในฐานะส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงย่อมผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 กับโจทก์และเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น มีอำนาจฟ้องแย้งได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง และไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้บังคับตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ตามที่โจทก์ตกลงขยายระยะเวลาตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งหนังสือเรื่องแจ้งต่อสัญญาอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เพลง ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ให้แก่โจทก์ทางโทรสารแล้ว โดยมีข้อความแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่า "... เนื่องจากขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปี ก็จะหมดอายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงตามสัญญาประนีประนอมฯ ดังกล่าว โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าฯ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์เพลงทำเพลงเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไปอีก 11 ปี ตามสัญญาประนีประนอมฯ ในข้อ 7..." สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 ระบุว่า "โจทก์ยินยอมให้ยืดระยะเวลาตามสัญญาให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 และก่อนหมดระยะเวลา 6 เดือน หากจำเลยประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์ทำเพลงต่อไป จำเลยจะต้องไปติดต่อโจทก์เพื่อทำสัญญาใช้ลิขสิทธิ์ต่อไปอีก 11 ปี เป็นเงิน 22,000,000 บาท โดยในการจ่ายเงินให้ถือตามสัดส่วนของสัญญาฉบับเดิม หากจำเลยไม่ไปติดต่อถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะทำสัญญาใช้ลิขสิทธิ์กับโจทก์อีกต่อไป" มิได้มีข้อความที่เป็นการแสดงความประสงค์ของคู่สัญญาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ติดต่อโจทก์เพื่อทำสัญญาแล้วให้เป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะต่ออายุสัญญาให้อีกหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นคำเสนอของโจทก์จะต่ออายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 อันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองซึ่งโจทก์ไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ส่งโทรสารถึงโจทก์ก่อนหมดระยะเวลา 6 เดือนว่าประสงค์จะใช้ลิขสิทธิ์เพลงต่อไปอีก 11 ปี จึงเป็นการสนองรับคำเสนอของโจทก์ภายในกำหนดแล้ว สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงฉบับเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลง 12 ข้อ สัญญาข้อ 2 กำหนดอายุสัญญาไว้ 10 ปี ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2542 สัญญาข้อ 3 กำหนดค่าตอบแทนเป็นเงิน 17,000,000 บาท ข้อ 3.1 ถึง 3.9 กำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระงวดแรกและที่ต้องชำระต่อไปเป็นรายปี ส่วนสัญญาข้ออื่นเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จะต่ออายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงออกไปอีก โจทก์และจำเลยที่ 1 ก็เพียงแต่ตกลงกันเรื่องอายุสัญญาและค่าตอบแทนเท่านั้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 ที่โจทก์ตกลงยินยอมยืดระยะเวลาตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์เพลงออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 โดยไม่คิดค่าตอบแทน ก็มิได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือเสียก่อน ส่วนคำเสนอจะต่ออายุสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงโจทก์ก็ได้เสนอเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญของการต่ออายุสัญญาทุกข้อคือ กำหนดอายุสัญญาที่จะต่อออกไป 11 ปี กำหนดจำนวนค่าตอบแทนทั้งหมดและการจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ให้ถือตามสัดส่วนของสัญญาฉบับเดิมโดยไม่มีเงื่อนไขว่าการต่ออายุสัญญานั้นจะต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ได้แสดงความจำนงต่อโจทก์ว่าจะใช้ลิขสิทธิ์ทำเพลงเพื่อผลิตและจำหน่ายต่อไปอีก 11 ปี ภายในเวลาที่กำหนด จึงมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 สนองรับคำเสนอของโจทก์แล้ว สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นใหม่ตามเงื่อนไขและวิธีการที่ระบุในสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงฉบับเดิม โดยไม่จำต้องทำสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงกันใหม่เป็นหนังสืออีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงมีผลใช้บังคับต่อไปอีก 11 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 22,000,000 บาท การชำระเงินเป็นไปตามสัดส่วนของสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (๑๙๖๘) จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10707/2550
#412245
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์รับเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้รับจากลูกความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยมีสิทธิยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ตามสัญญาจ้างว่าความกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย โดยจำเลยจะต้องชำระค่าทนายความแก่โจทก์ตามผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกา ปรากฏว่าหากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี คงมีผลเพียงว่าจำเลยไม่ต้องแบ่งที่ดินให้แก่ ช. เท่านั้น ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของจำเลยเช่นเดิม จำเลยหาได้ทรัพย์สินเพิ่มเติมจากการเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ การที่คิดค่าทนายความตามผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จึงมิใช่เป็นการคิดค่าทนายความตามส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเป็นความ สัญญาว่าจ้างความจึงไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญและการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือจ่ายสินจ้างตามที่ตกลงกันไว้ แม้จะตกลงค่าจ้างว่าความไว้ในอัตราสูงก็หาได้ทำให้สัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ โจทก์ชอบที่จะได้รับค่าว่าความเต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกันยายน 2538 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความของจำเลยเพื่อเขียนคำฟ้องฎีกายื่นต่อศาลในคดีซึ่งนางซิ้วเฮียะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอหย่าและแบ่งสินสมรส ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 971/2535 มีข้อตกลงว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้องในส่วนที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 1379 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท หากศาลฎีกายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ 5,000,000 บาท โดยจะจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1176 และ 1179 ให้โจทก์หนึ่งในสามส่วน ส่วนที่โจทก์ขอแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1182, 1379, 1380 และ 2424 ให้ยก จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ 10,000,000 บาท แต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 125,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาจ้างว่าความเกิดจากการหลอกลวงฉ้อฉลของโจทก์และนายมนูว่าจะสามารถวิ่งเต้นคดีได้โดยโจทก์และนายมนูอ้างว่าถ้าให้โจทก์ฟ้องฎีกาให้ จำเลยต้องทำสัญญาจ้างว่าความในจำนวนเงิน 10,000,000 บาท เพราะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาผู้ที่วิ่งเต้นคดีให้จำเลย สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ เนื้อความตามสัญญาจ้างว่าความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจากเป็นการอาศัยประโยชน์จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งได้พิพากษาเป็นประโยชน์ต่อจำเลยอยู่แล้วและนางซิ้วเฮียะโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ได้ยื่นฎีกาแต่โจทก์กลับเขียนสัญญาโดยอาศัยประโยชน์จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรียกค่าจ้างดังกล่าวอีก จึงเป็นสัญญาที่เอาเปรียบจำเลยผู้ไม่รู้ เป็นสัญญาที่ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกันได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1379 และเลขที่ 1182 ถึงแม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามฎีกาโจทก์ก็ตาม แต่ตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ได้หยิบข้อเท็จจริงที่ได้ต่อสู้กันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นไปตามบรรทัดฐานและแนวคำพิพากษาฎีกาเดิม การเรียกค่าจ้างของโจทก์สูงเกินความจริง ผิดมารยาททนายความที่ต้องคำนึงถึงลักษณะงานที่ทำ ความยากง่าย ระยะเวลาการทำงาน หาใช่ทุนทรัพย์ในคดีเป็นหลัก หากจำเลยต้องชำระค่าทนายความให้โจทก์ก็ไม่เกินจำนวน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องห้ามมิให้คิดเกิน 125,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นายหัทธนัยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2533 นางซิ้วเฮียะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอหย่าและแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1379, 13780 และ 1134 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 และ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่า 117,120,000 บาท หากจำเลยไม่แบ่งสินสมรสให้แก่นนางซิ้วเฮียะกึ่งหนึ่งก็ให้แบ่งเงินให้แก่นางซิ้วเฮียะกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 58,560,000 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2533 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางซิ้วเฮียะและจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้แบ่งสินสมรสระหว่างนางซิ้วเฮียะและจำเลยคนละครึ่งตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1134, 1379 และ 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 และ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยดำเนินการไม่ได้ให้นำที่ดินตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งแก่นางซิ้วเฮียะและจำเลย กับให้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แก่นางซิ้วเฮียะครึ่งหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ไม่ต้องถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และที่นางซิ้วเฮียะฟ้องขอแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1380 และ 2424 ด้วยนั้น ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความของจำเลยเพื่อยื่นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยมีข้อตกลงว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1134 และ 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และพิพากษายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1379 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1176 และ 1179 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายกจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท โดยจะชำระค่าจ้างให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.13 ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1176 และ 1179 ให้นางซิ้วเฮียะหนึ่งในสาม คำขอของนางซิ้วเฮียะที่ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1182, 1379, 1380 และ 2424 นั้นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาเอกสารหมาย จ.24 แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกมีว่า สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์รับเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้รับจากลูกความจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในคำให้การ แต่ปัญหาว่าสัญญาจ้างว่าความในคดีนี้เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์รับเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้รับจากลูกความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรรับวินิจฉัยให้ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างว่าความข้อ 2 มีข้อความว่า ผู้ว่าจ้างตกลงให้ค่าจ้างกับผู้รับจ้างดังนี้ ข้อ 2.1 หากผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1380 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 2424 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และพิพากษายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1379 ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และข้อ 2.2 มีข้อความว่า หากผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1179 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างเป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย โดยจำเลยจะต้องชำระค่าทนายความแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท หรือ 5,000,000 บาท แล้วแต่กรณี ตามผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งต้องวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำสืบกันไว้ในสำนวน หากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี คงมีผลเพียงว่าจำเลยไม่ต้องแบ่งที่ดินให้แก่นางซิ้วเฮียะเท่านั้น ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของจำเลยเช่นเดิม จำเลยหาได้ทรัพย์สินเพิ่มเติมจากการเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ การที่โจทก์คิดค่าทนายความตามผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จึงมิใช่เป็นการคิดค่าทนายความตามส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเป็นความ สัญญาว่าจ้างความดังกล่าวจึงไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ค่าจ้างเขียนฎีกามีจำนวนสูงถึง 10,000,000 บาท เป็นเพราะโจทก์และนายมนูอ้างต่อจำเลยว่า จะต้องนำเงินไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาเพื่อให้คดีจำเลยชนะ สัญญาจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยในข้อนี้คงมีแต่ตัวจำเลยที่เบิกความว่า เหตุที่โจทก์เรียกค่าจ้างเป็นจำนวนสูงเพราะต้องนำเงินไปวิ่งเต้นผู้พิพากษา โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาสนับสนุน ทั้งไม่มีรายละเอียดว่าโจทก์จะนำเงินไปให้แก่ผู้พิพากษาคนใด โดยวิธีการอย่างไร จึงไม่น่าเชื่อถือ ผิดกับพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีตัวโจทก์นายเมนู และนายมนู เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกเอกสารหมาย จ.11 และสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.13 ว่า จำเลยให้นายมนูไปติดต่อขอให้โจทก์เป็นทนายความของจำเลยเพื่อยื่นฎีกา ตอนแรกจำเลยเสนอจะให้ค่าทนายความ 20,000,000 บาท ถึง 30,000,000 บาท เนื่องจากไม่ต้องการให้นางซิ้วเฮียะได้รับทรัพย์สินอย่างใดของจำเลย หรือให้ได้รับทรัพย์สินให้น้อยที่สุด โจทก์สอบถามข้อเท็จจริงจากจำเลยและตรวจสอบเอกสารที่จำเลยมอบให้แล้วจึงทำร่างฎีกาและอ่านให้จำเลยฟัง จำเลยพอใจร่างฎีกาดังกล่าวจึงตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความจำเลย จำเลยได้ประชุมกับพี่ชายจำเลยและนายมนูเกี่ยวกับค่าจ้างว่าความ นายมนูได้บันทึกเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างว่าความไว้ในแผ่นกระดาษตามเอกสารหมาย จ.11 มีข้อความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1134, 1380, 2424, 1379 และ 1182 ต้องชนะคดีโจทก์จึงจะได้ค่าจ้างว่าความ 10,000,000 บาท หากโฉนดที่ดินเลขที่ 1176, 1179 ชนะ โจทก์จะได้ค่าจ้างว่าความ 5,000,000 บาท โจทก์เห็นว่าค่าจ้างดังกล่าวเหมาะสมจึงตกลงรับเป็นทนายความของจำเลย และทำสัญญาจ้างว่าความไว้ตามเอกสารหมาย จ.13 มีเนื้อหาตามเงื่อนไขในเอกสารหมาย จ.11 ก่อนที่โจทก์จะยื่นฎีกาให้แก่จำเลย โจทก์ให้นายมนูอ่านข้อความในสัญญาจ้างว่าความให้จำเลยฟัง จำเลยเห็นว่าถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้ นายมนู และนายมนูลงลายมือชื่อเป็นพยาน เห็นว่า นายมนูเป็นบุตรของพี่ชายจำเลย จึงมีศักดิ์เป็นหลายจำเลย ไม่น่าจะเบิกความให้ร้ายแก่จำเลยโดยปราศจากมูลความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายมนูเป็นผู้บันทึกเงื่อนไขการจ่ายค่าทนายความตามเอกสารหมาย จ.11 ตามความประสงค์ของจำเลย ซึ่งก็ตรงกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2.1 และ 2.2 ทั้งนายมนูได้อ่านข้อความในสัญญาจ้างว่าความให้จำเลยฟังก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อ หากข้อความที่กล่าวไว้ในสัญญาไม่ถูกต้องตรงกับความประสงค์อันแท้จริงของจำเลยแล้วจำเลยย่อมโต้แย้งเพื่อให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้องตรงกับความประสงค์ของจำเลยก่อนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง ทั้งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างว่าความนั้น นายมนูได้อ่านสัญญาให้จำเลยฟังแล้ว 1 ครั้ง และจำเลยได้อ่านเองอีก 2 ถึง 3 ครั้ง อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ สนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือพฤติการณ์ของจำเลยที่ได้อ่านสัญญาจ้างว่าความเองอีก 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อความในสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นอย่างดี พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจ้างว่าความกับโจทก์โดยความสมัครใจ มิได้ถูกบีบบังคับให้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างว่าความหรือถูกโจทก์ นายมนู และนายมนูฉ้อฉลว่าจะนำเงินไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นสัญญาที่ทำให้จำเลยเสียเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่จำเลยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญและการจ่ายสินจ้างต้องถือเอาความสำเร็จของผลงาน หรือจ่ายสินจ้างตามที่ตกลงกันไว้ แม้จะตกลงค่าจ้างว่าความไว้ในอัตราสูงก็หาได้ทำให้สัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1176 และ 1179 ให้นางซิ้วเฮียะหนึ่งในสาม คำขอของนางซิ้วเฮียะที่ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 134, 1182, 1379, 1380 และ 2424 นั้นให้ยก ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีและถือว่าโจทก์ทำงานที่จ้างสำเร็จ โจทก์ชอบที่จะได้รับค่าว่าความเต็มตามจำนวนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ
จำเลย — นายนอแมน เวียร่าหรือนายมานิตย์ วีระวัฒนะฯ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10683/2550
#417348
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุการนั้น" ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 2 ปี นับแต่วันใดและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย โดยมิได้ระบุว่าวันเกิดเหตุวินาศภัยซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จะอนุมานเอาจากคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งนั้นว่าความเสียหายเกิดวันเดือนปีใดไม่ได้ และจะถือว่าคู่ความอีกฝ่ายรู้แล้วก็ไม่ได้ ทั้งมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ มิฉะนั้นจะเป็นคำให้การที่ไม่ชอบและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,294,045 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,730,870 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของนางอาภาเคลือบคลุม โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระหรือชดใช้ให้นางอาภาไปแล้วเป็นเงินเท่าใด และในคดีที่นางอาภาฟ้องโจทก์มีผู้รับเหมาเป็นจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับโจทก์ด้วย เพราะเหตุใดโจทก์จึงเรียกร้องเอากับจำเลยเต็มจำนวน 1,000,000 บาท เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า นางอาภาตรวจพบว่าบ้านของตนเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท นางอาภาได้ฟ้องโจทก์กับผู้รับเหมาเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์กับผู้รับเหมาร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จและยังได้บรรยายว่าให้รับผิดในค่าเสียหายนอกจากนี้ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความด้วย ฟ้องของโจทก์จึงระบุค่าเสียหายจำนวนแน่นอนตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งโจทก์มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาดังกล่าวเต็มจำนวน ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดเต็มจำนวนตามคำพิพากษานั้น เนื่องจากโจทก์กับผู้รับเหมาต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ทำให้บ้านของนางอาภาเสียหาย ตามกฎหมายนางอาภาซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีให้โจทก์หรือผู้รับเหมาที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยร่วมหรือลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งให้ร่วมกันรับผิดต่อนางอาภาเต็มจำนวนได้ เมื่อโจทก์ซึ่งต้องผูกพันชำระค่าเสียหายให้นางอาภาตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าว แม้โจทก์จะยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นางอาภา ก็มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นางอาภาแล้ว ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของนางอาภาจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุวันเวลาที่เกิดเหตุวินาศภัยไว้ตามคำให้การข้อ 4 แต่ก็พออนุมานได้ว่าเกิดความเสียหายในวันเดือนและปีใดซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมทราบดีอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดย่อมนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 2 ปี นับแต่วันใดและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย โดยมิได้ระบุว่าวันเกิดเหตุวินาศภัยซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จะอนุมานเอาจากคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งนั้นว่าความเสียหายเกิดวันเดือนปีใดไม่ได้ และจะถือว่าคู่ความอีกฝ่ายรู้แล้วก็ไม่ได้ ทั้งมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ มิฉะนั้นจะเป็นคำให้การที่ไม่ชอบและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นี้จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่า ความเสียหายของบ้านพิพาททั้งสองหลังตามฟ้องไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย โดยจำเลยได้ให้การว่ากรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการพังทลายของอาคารบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเท่านั้น ทั้งยังได้กล่าวถึงสภาพรอยแตกร้าวว่าไม่ใช่กรณีเกิดการพังทลายของอาคารบ้านเรือนดังกล่าว จึงไม่ตกอยู่ในความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ปฏิเสธความรับผิดในกรณีที่เกิดรอยแตกร้าวของบ้านพิพาททั้งสามหลังแล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยนอกจากคุ้มครองในกรณีการพังทลายทั้งหมดหรือบางส่วนแล้วยังคุ้มครองถึงรอยแตกร้าวอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างหรือความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารอีกด้วย และฟังข้อเท็จจริงว่าความเสียหายและรอยแตกร้าวของบ้านทั้งสามหลังตามฟ้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างหรือความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย โดยวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่ารอยแตกร้าวของบ้านทั้งสามหลังมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างหรือความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร เพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย เมื่อจำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่เพียงว่าคำให้การของจำเลยเป็นการปฏิเสธว่ารอยแตกร้าวไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น โดยมิได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยนั้นไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อควรแก่การรับฟังอย่างไร ทั้งที่คำให้การของจำเลยที่ให้การว่ารอยแตกร้าวของบ้านทั้งสามหลังไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยเพราะไม่ใช่กรณีพังทลายทั้งหมดหรือบางส่วน มิได้หมายความว่ารอยแตกร้าวนั้นมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างหรือความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารตามที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารอยแตกร้าวและความเสียหายของบ้านทั้งสามหลังตามฟ้องอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะโจทก์ได้เจรจาตกลงใช้ค่าเสียหายโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบและไม่แจ้งให้จำเลยทราบเมื่อถูกนางอาภาฟ้อง เงื่อนไขที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบนั้นเป็นเงื่อนไขที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกรมการประกันภัย มีผลผูกพันให้รับผิดตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดเมื่อโจทก์ถูกนางอาภาฟ้อง โจทก์ไม่แจ้งและเรียกจำเลยเข้าไปในคดี ทำให้จำเลยเสียโอกาสต่อสู้คดี การที่โจทก์เคยเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชอบในความเสียหายมาก่อนนั้น จำเลยได้ปฏิเสธความรับผิดโดยชอบ มิได้ปัดความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่โจทก์ถูกฟ้องแล้วไม่แจ้งให้จำเลยทราบนั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยที่มีเงื่อนไขว่า หากผู้เอาประกันภัยถูกฟ้องหรือถูกเรียกร้องความเสียหายผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยทราบนั้น มีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้รับประกันภัยเข้ามาตรวจสอบความเสียหายว่าอยู่ภายใต้ความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่เพียงใด มิใช่เงื่อนไขยกเว้นให้หลุดพ้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไปโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง หากผู้เอาประกันภัยเจรจาตกลงและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอก ก็มีผลแต่เพียงว่าผู้รับประกันภัยไม่ผูกพันตามข้อตกลงนั้นด้วย โดยผู้รับประกันภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นมิได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยและมิใช่จำนวนค่าเสียหายตามที่ตกลงชดใช้กันนั้น สำหรับกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกบุคคลภายนอกฟ้องแล้วไม่แจ้งหรือเรียกให้ผู้รับประกันภัยเข้ามาในคดีนั้น ก็มีผลแต่เพียงว่าผู้เอาประกันไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีนั้นและไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายอื่นใดที่เกิดจากการถูกฟ้องคดีรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนั้นด้วย คงรับผิดชอบเฉพาะความเสียหายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น ซึ่งผู้รับประกันภัยสามารถต่อสู้คดีและพิสูจน์ความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้เต็มที่ในคดีที่ตนถูกฟ้อง มิได้ทำให้ผู้รับประกันเสียหายหรือเสียเปรียบแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยทราบถึงความเสียหายของบ้านทั้งสามหลังตามฟ้องในครั้งแรกแต่จำเลยมีหนังสือปฏิเสธความรับผิด แล้วโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบซ้ำอีก ทั้งได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่พลโทปุ่นและนางชัดฉวีกับการที่โจทก์ถูกนางอาภาฟ้องเป็นคดีแล้วไม่แจ้งและไม่ได้เรียกให้จำเลยเข้ามาในคดีด้วยนั้น จึงไม่มีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีที่โจทก์ถูกนางอาภาฟ้อง เพราะเป็นค่าเสียหายโดยตรงในคดีที่เป็นผลมาจากจำเลยผิดสัญญาประกันภัย ทำให้โจทก์ต้องต่อสู้คดีกับนางอาภาเองโดยลำพังและตามกรมธรรม์ประกันภัยผู้รับประกันภัยต้องชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยสำหรับบรรดาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในคดีความ ซึ่งผู้เรียกร้องได้รับไปจากผู้เอาประกันภัยและบรรดาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายซึ่งเสียไปโดยได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับประกันภัย เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดต่อนางอาภาในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่จำเลยผิดสัญญาประกันภัยและไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เอาประกันภัย ทั้งมิใช่ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะชดเชยให้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยจะชดเชยให้ ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเกี่ยวกับการแจ้งหรือเรียกให้จำเลยเข้ามาในคดี หรือจำเลยยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์มิได้แจ้งหรือเรียกจำเลยเข้ามาในคดีเมื่อถูกนางอาภาฟ้อง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าว ทั้งจำเลยก็มิได้ให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดต่อนางอาภาในคดีที่ถูกนางอาภาฟ้องตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยให้จำเลยรับผิดชอบนับแต่วันฟ้องชอบแล้ว เพราะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โดยอ้างมาในฎีกาว่าโจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์จะได้รับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางอาภา ก็ชอบที่จะให้จำเลยชดใช้นั้น เห็นว่า ในการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จเท่านั้น มิได้ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่นางอาภาด้วย จึงเกินคำขอและนอกฟ้อง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.เอส.ไอ.ทาวเวอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทนิวแฮมพ์เซอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10667/2550
#411055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การพนันฯ โดยบรรยายฟ้องในตอนต้นว่าจำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ พนันเอาทรัพยสินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์บรรยายฐานะของจำเลยผู้เล่นในตอนท้ายว่า โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 12 ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยแล้ว ส่วนผู้เล่นที่หลบหนีจะเป็นคนเดินโพยหรือผู้เล่น รวมทั้งชื่อผู้เล่นที่หลบหนีว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน เป็นคนไทยหรือต่างด้าว มิใช่องค์ประกอบความผิดที่โจทก์จะต้องกล่าวมาในฟ้อง เมื่อจำเลยให้การับสารภาพตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดีจึงมิใช่ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด

ข้อหาความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) แม้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็อยู่ภายใต้บังคับ มาตรา 25 ด้วย ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาโดยลงชื่อผู้พิพากษาคนเดียว ลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ซึ่งไม่เกิน 6 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ประกอบมาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2546 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 1 กันยายน 2546 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการพนันตามบัญชี ข. ลำดับที่ 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยถือเอาเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ของเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2546 เป็นหลักพนันโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มีผู้นำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดสมุดฉีก 4 เล่ม เงินสด 630 บาท และกระเป๋าถือ 1 ใบ ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และทรัพย์สินพนันที่ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1)), 15 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ริบของกลาง เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยจึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าพวกที่หลบหนีเป็นคนเดินโพยหรือผู้เล่น ทั้งไม่ปรากฏว่าพวกที่หลบหนีชื่ออะไร เป็นใคร อยู่ที่ไหน เป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว จึงเป็นฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดลงชื่อโดยผู้พิพากษาคนเดียวไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 (เดิม) และมาตรา 26 (ที่แก้ไขใหม่) แม้จำเลยให้การับสารภาพ ศาลก็จะลงโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ชอบที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 โดยบรรยายฟ้องในตอนต้นว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์บรรยายฐานะของจำเลยผู้เล่นในตอนท้ายว่า โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยแล้ว ส่วนผู้เล่นที่หลบหนีจะเป็นคนเดินโพยหรือผู้เล่น รวมทั้งชื่อผู้เล่นที่หลบหนีว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน เป็นคนไทยหรือต่างด้าว มิใช่องค์ประกอบความผิดที่โจทก์จะต้องกล่าวมาในฟ้อง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดี จึงมิใช่ฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด และเมื่อข้อหาความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ที่แก้ไขใหม่และใช้บังคับแล้วในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง แม้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 ดังที่จำเลยฎีกา แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 25 ด้วย ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาโดยลงชื่อผู้พิพากษาคนเดียว ลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ประกอบมาตรา 26 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอายุ 56 ปี นับว่ามากแล้ว ทั้งมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูครอบครัวหลายคน เมื่อโทษจำคุกที่จำเลยจะได้รับมีกำหนดเวลาสั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่จำเลย หากแต่จะเป็นผลเสียติดตัวจำเลยตลอดไป ประกอบกับเงินของกลางที่ยึดได้จากจำเลยมีจำนวนเพียง 630 บาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน กรณีสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี และดูแลครอบครัวซึ่งจะต้องอาศัยจำเลยในการดำรงชีพ กรณีจึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 ม. 26
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นางวงจันทร์ ขุ่ยหนองบัว
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10665/2550
#494582
เปิดฉบับเต็ม

การเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 302 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นหนี้จำเลยที่ 1 และให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะต้องขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิม มิใช่เสนอคำร้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2005/2539 (ที่ถูก 1981/2539) ของศาลจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทเอทีแอนด์ที (ไทยแลนด์) อิ๊งค์ จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ เป็นเงิน 4,350,735.02 บาท โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดนนทบุรี อายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ศาลจังหวัดนนทบุรีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี มีหนังสือถึงบริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ ขออายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จำนวนดังกล่าว แต่บริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ โต้แย้งว่าบริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าบริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ เป็นหนี้ค่าบริการจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,350,735.02 บาท และให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี

บริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์ ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ได้หักกลบลบหนี้กันแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องอยู่จำนวน 2,813,890.21 บาท ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมิใช่ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกเลิกคำสั่งอายัดเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับดดี

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำร้องของโจทก์มีข้ออ้างและคำขอแบบเดียวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ที่โจทก์ยื่นต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีได้มีคำสั่งไปแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและเป็นการยื่นคำร้องนอกเขตอำนาจศาล ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1981/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โดยศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,081,087.07 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,044,953.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดนนทบุรีอายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อผู้ร้องซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ศาลจังหวัดนนทบุรีขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี มีหนังสือถึงผู้ร้องขออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อผู้ร้อง 4,350,735.02 บาท ผู้ร้องทำหนังสือโต้แย้งการอายัดเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้ร้องไม่มีหนี้สินค้างชำระกับจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์อ้าง วันที่ 25 พฤษภาคม 2541 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นหนี้ค่าบริการจำเลยที่ 1 ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งว่า หนี้ที่โจทก์ขออายัดเป็นหนี้ที่มีข้อโต้แย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง รูปเรื่องจะทำให้เสร็จเด็ดขาดไม่ได้สะดวกโดยวิธีไต่สวนหากสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีอยู่จริงและสามารถบังคับกันได้ กรณีจำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องนั้น โจทก์ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 บังคับเอากับผู้ร้องต่อไปให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ขอให้ไต่สวน และมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นหนี้จำเลยที่ 1 จำนวน 4,350,735.02 บาท ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เสนอคำร้องต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า การเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 302 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นหนี้จำเลยที่ 1 และให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการเสนอคำร้องขอที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะต้องขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิมคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1981/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรีมิใช่คำร้องเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงเสนอคำร้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ไม่ได้ และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า การเสนอคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 2 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิมพีเรียลเจนเนอรัลเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทลูเซ่นเทคโนโลยี่ส์ไทยแลนด์อิ๊งค์
จำเลย — บริษัทเอเชียพาวเวอร์เทคโนโลยี่ส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10458 -ที่ 10663/2550
#493737
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ ซึ่งต่อมาจำเลยได้ปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ตามข้อตกลงดังกล่าว และพนักงานของจำเลยรวมทั้งโจทก์คดีนี้ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งนี้แล้ว ส่วนการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนของจำเลยอีกครั้งหลังการปรับตามข้อตกลง ปรากฏว่ามีการดำเนินการจนเสร็จสิ้นตามขั้นตอนหลังจากโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนครั้งหลังด้วย (ฎ.7724 - 8191/2550)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองร้อยหกสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 6275/2548 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 207 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองร้อยหกสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองร้อยหกสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองร้อยหกเสียหายไม่ได้รับเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินที่จำเลยต้องจ่ายตามโครงการ Golden Handshake และโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) เป็นเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ค่าชดเชย เงินบำเหน็จกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินชดเชยภาษีเงินได้ และเงินรางวัลประจำปี โจทก์ทั้งสองร้อยทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองร้อยหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองร้อยหก

โจทก์ทั้งสองร้อยหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองร้อยหกว่า โจทก์ทั้งสองร้อยหกมีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนตามโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 5/2548 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2548 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 มีการตกลงให้ปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนโดยให้มีผลบังคับใช้ให้พนักงานได้รับเงินเดือนตามโครงสร้างอย่างช้าภายในวันที่ 1 เมษายน 2546 หากการพิจารณาอนุมัติจากส่วนราชการ หรือคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือคณะรัฐมนตรีเสร็จหลังกำหนดนี้จำเลยต้องจ่ายเงินเดือนตามโครงสร้างใหม่ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 แต่เนื่องจากบริษัทที่ปรึกษาที่จำเลยจ้างมาปรับปรุงโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนดำเนินการล่าช้า คณะกรรมการของจำเลยจึงขอให้จ่ายเงินเดือนตามโครงสร้างใหม่ย้อนหลังไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และเสนอให้ปรับระยะเวลาการจ่ายย้อนหลังแยกเป็นส่วนๆ ตามระดับฐานะตำแหน่งของพนักงาน ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเห็นด้วยและในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 5/2547 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ที่ประชุมมีมติให้ปรับเงินเดือนสู่อัตราค่าแรงในตลาด 6 % ของเงินเดือนรวมค่าครองชีพโดยให้จ่ายย้อนหลังตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 ถึงเดือนมีนาคม 2547 เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่จำเลยทำกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีมติในการประชุมครั้งที่ 5/2547 เห็นชอบให้จำเลยปรับเงินเดือนให้พนักงานเพิ่มขึ้นในอัตรา 6 % โดยให้จ่ายย้อนหลังไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่จำเลยทำไว้กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ซึ่งโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 คือโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนตามเอกสารหมาย ล.6 ดังนั้นการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินจึงเสร็จสิ้นลงและดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 28 ส่วนการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ของจำเลยอีกครั้งหลังการปรับตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้น จำเลยมีประกาศแจ้งให้พนักงานทราบตั้งแต่ประกาศที่ 11/2547 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ว่าในการปรับเงินเดือนตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่จำเลยมีข้อผูกพันอยู่กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยนั้น เนื่องจากจะมีการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนเข้าสู่กระบอกเงินเดือนใหม่อีกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจึงเสนออัตราการจ่ายย้อนหลังให้พนักงานระดับต่างๆ กับฝ่ายบริหารของจำเลยเสนออัตราการจ่ายย้อนหลังเป็นอีกอัตราหนึ่ง ซึ่งในที่สุดคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้อัตราตามข้อเสนอของฝ่ายบริหารของจำเลย การปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนอีกครั้งหลังการปรับตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องดังกล่าวแม้เป็นแนวคิดที่มีอยู่ก่อนการปรับตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง แต่ก็ได้ความว่าวันที่ 10 กันยายน 2547 คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีมติในการประชุมครั้งที่ 7/2547 ให้จำเลยสามารถดำเนินการในเรื่องการกำหนดเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ เองได้เมื่อคณะกรรมการของจำเลยหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นเห็นชอบแล้ว และวันที่ 21 กันยายน 2547 คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ การที่จำเลยออกประกาศที่ 23/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 เป็นเพียงการแจ้งแนวทางการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่จำเลยจะทำในอนาคตว่าจะดำเนินการด้วยวิธีใด แจ้งวิธีการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2547/2548 ซึ่งมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 โดยปรับให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่จะมีการปรับในอนาคตและให้พนักงานได้รับเงินส่วนเพิ่มจากการขึ้นเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ในขณะที่มีประกาศที่ 23/2547 จำเลยยังไม่ได้เริ่มประชุมคณะกรรมการของจำเลยเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนอีกครั้ง ยังไม่มีโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่คณะกรรมการของจำเลยหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นเห็นชอบแล้วอันเป็นขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่จำเลยผู้เป็นรัฐวิสาหกิจอาจดำเนินการได้เองตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 (2) ตามที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอและคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบตามประกาศที่ 23/2547 ไม่ใช่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานของจำเลยจึงไม่ใช่สภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 ประกาศที่ 23/2547 เป็นแต่เพียงหนังสือแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกันเท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันว่าจำเลยต้องปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนให้เป็นไปตามประกาศนั้น การที่จำเลยออกประกาศที่ 15/2548 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ยกเลิกประกาศที่ 23/2547 จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้มีประกาศที่ 27/2547 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ว่าจำเลยได้ขึ้นเงินเดือนประจำปี 2547/2548 ตามโครงสร้างบัญชีเงินเดือนปัจจุบัน (รวมค่าครองชีพและ 6% แล้ว) โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 และแจ้งให้ทราบว่าเมื่อโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับอีกครั้งมีความสมบูรณ์ที่สุดแล้วจำเลยจะประกาศใช้และให้ปรับเงินเดือนเข้าสู่โครงสร้างที่ปรับอีกครั้งภายในวันที่ 30 เมษายน 2548 และต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2547 จำเลยออกประกาศที่ 29/2547 ให้ใช้โครงการ Golden Handshake และโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) ให้พนักงานยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2548 และมีผลเป็นการออกจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1 เมษายน 2548 นั้นปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองร้อยหกซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการ Golden Handshake และโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) ได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2547/2548 ไปแล้ว และทราบว่ายังไม่มีโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับอีกครั้ง โดยจะมีการปรับเงินเดือนเข้าสู่โครงสร้างอีกครั้งภายในวันที่ 30 เมษายน 2548 หลังจากโจทก์ทั้งสองร้อยหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองร้อยหกก็ยังสมัครใจเข้าร่วมโครงการ Golden Handshake และโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) แม้ว่าคณะกรรมการของจำเลยจะมีการประชุมครั้งที่ 5/2548 ในวันที่ 30 มีนาคม 2548 ก่อนวันที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงาน 1 วัน และที่ประชุมมีมติอนุมัติในหลักการให้ปรับปรุงโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนในแนวทางเลือที่ 2 ที่ฝ่ายบริหารงานนโยบายเสนอ ก็เป็นเพียงการอนุมัติในหลักสาระสำคัญในการดำเนินการว่าให้มีการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนได้แต่ยังไม่เกิดโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่คณะกรรมการของจำเลยหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นเห็นชอบแล้วอันมีผลเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ส่วนการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2548 ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่รวมภาษีด้วยแล้ว (พนักงานเสียภาษีเอง) และให้พนักงานแสดงความจำนงเลือกใช้โครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ที่รวมภาษีหรือเลือกใช้โครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนเดิมที่จำเลยจะปรับเงินเดือนเพิ่มให้ไม่เกิน 3 % ภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 และให้ฝ่ายบริหารของจำเลยดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อเพิ่มกำไรสุทธิให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตามที่ฝ่ายบริหารนำเสนอพร้อมกับการเสนอขอปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนในครั้งนี้ รวมทั้งให้เร่งปรับโครงสร้างหน่วยงานใหม่ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจเพื่อความมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับธุรกิจประเภทเดียวกันได้ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปนั้น ปรากฏว่าการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนตามมติที่ประชุมดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการตามที่ปรากฏในรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 7/2548 วันที่ 12 พฤษภาคม 2548 คณะกรรมการของจำเลยจึงมีมติให้ใช้โครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่ไม่รวมภาษีซึ่งเป็นโครงสร้างที่ฝ่ายบริหารนำเสนอเป็นแนวทางเลือกที่ 2 ต่อคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 5/2548 ไปก่อน โดยให้จ่ายเงินเดือนพนักงานตามโครงสร้างดังกล่าวได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 เป็นต้นไป และให้ใช้โครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่รวมภาษี (พนักงานเสียภาษีเอง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป กับให้ฝ่ายบริหารดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อเพิ่มกำไรสุทธิให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตามที่ฝ่ายบริหารเสนอพร้อมกับการปรับปรุงโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือน ดังนั้นโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนที่ปรับอีกครั้งหลังการปรับตามข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องแล้วจึงเกิดขึ้นและเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามมติคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 7/2548 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองร้อยหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว แม้ในการประชุมครั้งที่ 7/2548 ที่ประชุมมีมติว่าในช่วงแรกให้ใช้ตามโครงสร้างที่ฝ่ายบริหารนำเสนอเป็นแนวทางเลือกที่ 2 ต่อคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 5/2548 ไปก่อน ก็เป็นแต่เพียงการอ้างอิงถึงโครงสร้างที่ฝ่ายบริหารนำเสนอในการประชุมครั้งที่ 5/2548 เท่านั้น ไม่ได้ทำให้มติที่ประชุมครั้งที่ 5/2548 กลายเป็นมติให้ความเห็นชอบในโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนอันเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามมติของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ทั้งสองร้อยหกจึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนตามโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนตามมติที่ประชุมครั้งที่ 5/2548 ส่วนมติที่ประชุมครั้งที่ 7/2548 ฝ่ายบริหารของจำเลยก็ต้องดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อเพิ่มกำไรสุทธิให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายเป็นการตอบแทนไม่ใช่เป็นการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนให้เปล่า โจทก์ทั้งสองร้อยหกพ้นสภาพการจ้างเป็นพนักงานแล้ว ไม่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการตามมาตรการพิเศษเพื่อเพิ่มกำไรสุทธิให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนได้ โจทก์ทั้งสองร้อยหกจึงไม่มีสิทธิได้รับประโชน์จากสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังโดยการปรับเงินดือนตามโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนใหม่ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 7/2548 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองร้อยหกฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าประกาศจำเลยที่ 16/2548 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ขัดต่อมติของคณะกรรมการของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 7/2548 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ เลิศธรรมเกียรติ
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10450/2550
#411053
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การพยานหลายปากและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดแล้วกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและมีคำสั่งให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม เมื่อแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพิ่มเติมว่าพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนี้ ถือว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยใช้อาวุธมีดสปาต้าปลายแหลมยาวประมาณ 1 ศอก ฟันทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งถูกที่ร่างกาย ใบหน้า และท้ายทอยซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เมื่อพิจารณาถึงบาดแผลลึกเห็นกระดูกและกระดูกแก้มแตกหักและลึกถึงกะโหลกศีรษะซึ่งแพทย์เห็นว่าเป็นการถูกฟันโดยแรง ต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 45 วัน ดังนี้ แสดงว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดปลายแหลมฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผูเสียหายได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาต่อไปมีว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายดังกล่าวเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับมีดที่จำเลยใช้เป็นอาวุธฟันเสียหายนั้นได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหาย นางสาวจุติมา นายวิรัชและนายวิทยาพยานโจทก์ว่า เป็นมีดสปาต้าปลายแหลมยาวประมาณ 1 ศอก ซึ่งเป็นมีดขนาดใช้ทำร้ายทำให้ถึงตายได้ และปรากฏว่าจำเลยได้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งถูกที่บริเวณใบหน้าและท้ายทอย ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญด้วย ทั้งเมื่อพิจารณาถึงบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่ามีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณแก้มขวาขนาด 7x1 เซนติเมตร ลึกเห็นกระดูกและกระดูกแก้มแตกหัก มีเลือดออกมาก กับบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณท้ายทอยขนาด 15 x 5 x 10 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ โดยนายสมเจตน์ ฟุ้งพงษ์ แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลดังกล่าวพยานโจทก์ได้เบิกความว่าจากลักษณะบาดแผล พยานเห็นว่าเป็นการถูกฟันโดยแรง ยังปรากฏว่าผู้เสียหายต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างน้อยถึง 45 วัน ดังนี้ แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย พนักงานสอบสวนยังมิได้ทำการสอบสวนพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้ร้อยตำรวจเอกมนูญซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การพยานหลายปากและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดครั้งนี้แล้ว เพียงแต่ร้อยตำรวจเอกมนูญเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจึงระบุกล่าวหาจำเลยในข้อหาดังกล่าว แต่พนักงานอัยการซึ่งได้ตรวจสำนวนการสอบสวนดังกล่าวในเวลาต่อมาเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ยังได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทกมล ศักดิ์ประไพศิริกุล ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนอีกคนหนึ่งว่า เมื่อนำตัวจำเลยส่งให้พนักงานอัยการ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม จากนั้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 พยานจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพิ่มเติมว่าพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้ ถือว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นายนาวีหรือป้อม สีบู่
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10434 -ที่ 10435/2550
#412244
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้พิพากษา แต่คดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดแต่เพียงว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับบ้านที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นทรัพย์มรดกโดยให้ปิดบ้าน และห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าว จึงไม่อยู่ในกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสมจิตต์ ผู้ตาย ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 และวันที่ 21 มีนาคม 2549 ขอคุ้มครองทรัพย์มรดกในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 โดยให้ศาลมีคำสั่งปิดบ้านเลขที่ 82 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ทั้งประตูใหญ่ ประตูด้านหน้าด้านหลังของตัวบ้านและประตูเล็กซึ่งเชื่อมต่อกับบ้านเลขที่ 80 โดยให้ปิดคำสั่งดังกล่าวไว้ที่ประตูใหญ่ ห้ามบุคคลภายนอกเข้ารบกวนหรือบุกรุกที่ดินระหว่างการพิจารณาของศาล ให้เจ้าหน้าที่ศาลนำกุญแจคล้องประตูและให้เก็บรักษากุญแจไว้ที่ศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยผู้คัดค้านยินยอมเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด เนื่องจากผู้คัดค้านพบเห็นการกระทำของผู้อยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 80/2 ซึ่งมีเขตที่ดินติดต่อกับบ้านเลขที่ 82 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดก โดยบุกรุกแผ้วถางหญ้าและปรับหน้าที่ดินเพื่อจะใช้ประโยชน์บางอย่างโดยปราศจากความยินยอมจากผู้ร้องและผู้คัดค้าน นอกจากนี้เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ขอให้มีหมายแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาพระโขนง ระงับการทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 149638-149639 ซอยสันติสุข ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) กรุงเทพมหานครให้ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม ระงับการทำนิติกรรมใดๆ กับบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 001-1-39227-0 สำนักงานใหญ่ระงับการทำนิติกรรมใดๆ กับบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 001-1-37189-2 และสาขาทองหล่อ ระงับการทำนิติกรรมใดๆ กับบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 042-1-01735-5 ด้วย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้พิพากษา แต่คดีนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดแต่เพียงว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประโยชน์ของผู้คัดค้านอยู่ที่การจะได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การจะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับบ้านที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นทรัพย์มรดกโดยให้ปิดบ้านเลขที่ 82 และห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าว จึงไม่อยู่ในกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาหรือเพื่อบังคับคำพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านต่อไป เพราะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมศักดิ์ ห์ลีละเมียร
จำเลย — นายสมพร ห์ลีละเมียร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10431/2550
#494570
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เสียเอง จึงไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็วจึงวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยให้เสร็จไปว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางต่อศาลชั้นต้น มิได้นำเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง คู่ความฎีกาต่อไปอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าใช้กระแสไฟฟ้าส่วนที่ลดน้อยเกินจริงอันเนื่องมาจากการแก้ไขเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าให้แสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยลงพร้อมเบี้ยปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 39,179 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,534.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เสียเอง จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็วจึงวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยให้เสร็จไปว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งงที่ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางต่อศาลชั้นต้น มิได้นำเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง คู่ความฎีกาต่อไปอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
นางสาววัชรี เหล่าเจริญ
จำเลย — หรือนางพิมพ์กาญจน์ ถนอมพิชัย
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10406/2550
#412428
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ โจทก์จึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์และได้ส่งคำสั่งให้จำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จำเลยได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 แล้ว จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 124 วรรคสาม โดยไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามคำให้การซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 10 ของเดือน ครั้นถึงเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยขอลดค่าจ้างโจทก์จากเดือนละ 70,000 เป็นเงิน 35,000 บาท และจะจ่ายค่าคอมมิสชันให้โจทก์ โจทก์ไม่ตกลงยินยอมด้วย ในเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เพียง 35,000 บาท โจทก์ทำงานถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 จึงลาออก จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 35,000 บาท ค่าจ้างงวดเดือนมิถุนายน 2548 เป็นเงิน 70,000 บาท ค่าจ้างวันที่ 1 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 เป็นเงิน 18,666 บาท และค่าจ้างวันหยุดที่ 1 พฤษภาคม 2548 ซึ่งโจทก์มาทำงาน จำเลยจ่ายให้ครึ่งหนึ่งยังค้างจ่ายอีก 2,333 บาท โจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 เพื่อให้ติดตามค่าจ้างค้างจ่ายและค่าทำงานในวันหยุด พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างเป็นเงิน 123,666 บาท และค่าทำงานในวันหยุด 2,333 บาท จำเลยได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 โดยชอบแล้ว จำเลยไม่ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุด ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยจ่ายค่าจ้างรวม 123,666 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 2,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์แอบติดต่อหาลูกค้าให้กับตนเองเป็นการทำผิดต่อจำเลยอย่างร้ายแรงและโจทก์ไม่สามารถหาลูกค้าในต่างประเทศให้จำเลยได้ตามเป้าหมายของข้อตกลง เป็นเหตุให้รายได้จากยอดขายและการส่งออกของจำเลยตกต่ำอย่างมาก จำเลยเรียกโจทก์มาพูดตกลงโจทก์ยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนโจทก์ลงครึ่งหนึ่งเหลือ 35,000 บาท ต่อมาต้นเดือนกรกฎาคม 2548 โจทก์ได้ละทิ้งหน้าที่การงานไปโดยมิได้บอกกล่าวหรือทำเรื่องลาออกต่อจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์ได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานพื้นที่ 8 ว่าจำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นใด ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่โจทก์จะได้รับ เมื่อหักออกจากเงินที่โจทก์ได้เคยเบิกหรือเคยได้รับไปแล้วเหลือเพียงไม่เท่าไร ซึ่งโจทก์ไม่ยอมรับและปฏิเสธว่าไม่เคยให้ความยินยอมในการลดเงินเดือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย แล้วฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการนำเข้าส่งออกเครื่องเคหะภัณฑ์ วันที่ 7 มิถุนายน 2547 จำเลยได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผ่ายการตลาด ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนเดือนละ 70,000 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 10 ของเดือน ครั้นถึงเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยได้ลดค่าจ้างโจทก์จากเดือนละ 70,000 บาท เป็น 35,000 บาท และในเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยคงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เพียง 35,000 บาท โจทก์ทำงานถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 จึงลาออก โดยจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 35,000 บาท เดือนมิถุนายน 2548 เป็นเงิน 70,000 บาท และค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 8 กรกฎาคม 2548 เป็นเงิน 18,666 บาท ค่าจ้างวันหยุดประเพณีของวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 2,333 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 123,666 บาท ค่าจ้างในวันหยุด 2,333 บาท แก่โจทก์ จำเลยได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้นำคดีสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 125 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงเป็นที่สุด พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 123,666 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 2,333 บาท ให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้าง 123,666 บาท และต้นเงินค่าทำงานในวันหยุด 2,333 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย่วา "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และในมาตรา 125 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ โจทก์จึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์และได้ส่งคำสั่งให้จำเลยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง จำเลยได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 แล้ว จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา 124 วรรคสาม โดยไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามคำให้การซึ่งยุติไปแล้ว ในชั้นพนักงานตรวจแรงงานมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอีก ที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า จำเลยไม่ได้นำคดีสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้าง 123,666 บาท และค่าทำงานในวันหยุด 2,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 ที่ 71/2548 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 124 ม. 125 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหมิง ซู
จำเลย — บริษัทเจีย เหยิน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10383/2550
#494345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ได้แจ้งข้อหาประเมินว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการคำฟ้องของโจทก์มิได้อ้างว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 77 แต่อย่างใด การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำฟ้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ป.รัษฎากร มาตรา 88/5 ประกอบมาตรา 91/21 (5) เพียงแต่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินเมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าในการแจ้งการประเมินเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งรายละเอียดและเหตุผลที่ประเมินให้ผู้เสียภาษีต้องเสียภาษีอากรทราบด้วย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยมิได้ระบุว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ จึงเป็นหนังสือแจ้งการประเมินที่ชอบด้วย ป.รัษฎากร แล้ว

แม้จะมี พ.ร.ฎ. ใหม่ ออกมายกเลิก พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ แต่เมื่อขณะที่โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์พิพาทและเกิดความรับผิดทางภาษีนั้น พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ ยังมีผลใช้บังคับ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยนำหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ มาใช้ในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์จึงชอบแล้ว

พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ มาตรา 3 (5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ได้แก่การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม ดังนั้น แม้อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการและที่มีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการนั้นอาจยังมิได้นำมาใช้ในการประกอบกิจการดังที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์เพิ่งสร้างอาคารพิพาทภายหลังจากที่ซื้อที่ดิน และตั้งใจนำที่ดินและอาคารพิพาทออกให้เช่าแต่ยังไม่มีผู้เช่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์แต่แรกว่าประสงค์จะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดิน โดยการสร้างอาคารพิพาทแล้วนำออกให้เช่า แม้ต่อมาจะมีผู้มาเช่าหรือไม่ก็ตามก็ต้องถือว่าโจทก์ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์ถือครอง โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะว่าโจทก์มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์พร้อมอาคาร โดยที่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ได้แจ้งข้อหาการประเมินว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ โจทก์ไม่เข้าใจข้อกล่าวหาในการประเมินทำให้เสียเปรียบหลงต่อสู้ จึงเป็นการประเมินที่เคลือบคลุมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขณะที่จำเลยทำการประเมินนั้นพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244)ฯ พ.ศ.2534 ถูกยกเลิกแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักในการประเมินภาษีโจทก์ได้ แต่ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342 ) พ.ศ.2541 ออกใช้บังคับ ซึ่งบัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลเท่านั้นที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนี้ โจทก์ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวไปเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันซื้อมาประกอบกับอาคารดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ใช้ประกอบกิจการใดๆ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องแล้วได้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารโกดัง เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าอันเนื่องจากการประกอบกิจการของโจทก์และโจทก์ได้ขายที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทอินโด - เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหนังสือแจ้งการประเมินเคลือบคลุมนั้น เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งข้อหาการประเมินไว้ว่า เนื่องจากโจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพร้อมอาคาร แต่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทการประกอบการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เจ้าพนักงานประเมินได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1), 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งการประเมิน จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะกล่าวอ้างว่าไม่เข้าใจข้อหาในการประเมิน นอกจากนี้ กฎหมายที่ใช้บังคับสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2540 อันเป็นเดือนภาษีที่โจทก์มีรายรับที่จะต้องนำมาเสียภาษี คือ พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ซึ่งโจทก์เป็นผู้มีอาชีพและได้ขออนุญาตก่อสร้างโกดังเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าอันเนื่องจากการประกอบกิจการของโจทก์ ประกอบกับในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 2 มิถุนาย 2540 ระหว่างโจทก์กับบริษัทอินโด - เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมอาคารโกดังและอาคารไม้ โดยผู้ซื้อรับซื้อไว้เพื่อนเป็นอาคารสำนักงาน โกดังเก็บสินค้า และใช้ในการประกอบธุรกิจของบริษัท จึงฟังได้ว่าเป็นการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการหรือมีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกำหมายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.1 แต่เพียงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ได้แจ้งข้อหาประเมินว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่เข้าใจข้อกล่าวหาในการประเมินทำให้โจทก์เสียเปรียบหลงข้อต่อสู้คัดค้านการประเมิน การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวจึงเป็นการประเมินที่เคลือบคลุมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์มิได้อ้างว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แต่อย่างใดการที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำฟ้อง เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ส่วนปัญหาว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ประกอบมาตรา 91/21 (5) เพียงแต่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินเมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษีเท่านั้น มิได้กำหนดว่าในการแจ้งการประเมินเจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งรายละเอียดและเหตุผลที่ประเมินให้ผู้ต้องเสียภาษีอากรทราบด้วย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์พร้อมอาคารโดยมิได้ทำการยื่นแบบชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ อาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ จึงเป็นหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรแล้ว และเนื่องจากคดีนี้มีการสืบทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้วศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลือต่อไป โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่

สำหรับปัญหาตามประเด็นข้อพิพาทว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ปัจจุบันจะมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมายกเลิกพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และกำหนดให้เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ตาม แต่เมื่อขณะที่โจทก์ขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทและเกิดความรับผิดทางภาษีนั้น พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ยังมีผลใช้บังคับ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยนำหลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาใช้ในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทต่อไปมีว่า การที่โจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการหรือไม่ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม ดังนั้น แม้อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการและที่มีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการนั้นอาจยังมิได้นำมาใช้ในการประกอบกิจการดังที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์เพิ่งสร้างอาคารพิพาทภายหลังจากที่ซื้อที่ดิน และตั้งใจนำที่ดินและอาคารพิพาทออกให้เช่าแต่ยังไม่มีผู้เช่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์แต่แรกว่าประสงค์จะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดิน โดยสร้างอาคารพิพาทแล้วนำมาให้ผู้อื่นเช่าอันจะทำให้โจทก์ได้ค่าเช่ามากกว่าการให้เช่าที่ดินเปล่า แม้ต่อมาจะมีผู้มาเช่าหรือไม่ก็ตามก็ต้องถือว่าโจทก์ได้ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่บริษัทอินโด - เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จึงถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรโดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และมาตรา 3 (5) โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 88/5 ม. 91/2 (6) ม. 91/21 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย ศุภคติสันติ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10378/2550
#494344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองแก่กัน ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่บนเกาะล้านอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ จึงเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยครอบครองที่ดินมือเปล่า ซึ่งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 28 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 52/1 ต่อมา จำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้โจทก์ด้วยวิธีส่งมอบการครอบครอง ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์ ระยะเวลา 2 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ครบสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อ และบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำบ้านดังกล่าวไปให้ผู้เช่าเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ส่งคืนทรัพย์ในสภาพเรียบร้อย และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ค่าเสียหายถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 4,400 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านตามฟ้อง จำเลยไม่เคยโอนสิทธิครอบครองบ้านบ้านและที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ การที่จำเลยยอมทำหนังสือโอนสิทธิที่ดินและบ้านให้โจทก์ก็ดี และการทำสัญญาเช่าตามฟ้องกับโจทก์เป็นนิติกรรมอำพรางการที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 จำนวน 100,000 บาท เพื่อโจทก์จะสามารถเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหมายกำหนดนิติกรรมซื้อขายและเช่าที่ดินและบ้านตามฟ้องจึงต้องตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทกับไม่เคยชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่า จำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทอยู่ที่เกาะล้านซึ่งจำเลยนำสืบว่าที่ดินบนเกาะล้านเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซื้อขายกันโดยการส่งมอบการครอบครองกัน ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและจำเลยยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ อันเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างนั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และข้ออ้างอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร พึ่งสนิท
จำเลย — นายเสนาะ ชื่นอารมย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10344/2550
#412422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อุบายเข้าไปขอซื้อสินค้า เมื่อ น. ไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจำเลยลงจากรถลักบุหรี่ไปจากร้านค้าของผู้เสียหาย ผู้เสียหายอยู่อีกฟากถนนและเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง 20 เมตร ลักษณะการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าพวกของจำเลยเอาบุหรี่ของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทำของพวกของจำเลยไม่เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยกับนางสาวตรีรักและนางสาวปัทมาจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1838/2544 ของศาลชั้นต้นร่วมกันลักบุหรี่ 7 หีบ ราคา 1,918 บาท ของนางสุณีผู้เสียหายไป โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกอีกสองคนขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปจอดที่หน้าร้านค้าของนางสุณีผู้เสียหาย แล้วจำเลยลงจากรถเข้าไปในร้านใช้อุบายขอซื้อกระดาษทิสชูและปลั๊กไฟฟ้า เมื่อนางสาวนิภาบุตรสาวเดินไปหยิบปลั๊กไฟฟ้านั้น จำเลยเดินตามเข้าไปด้วย ขณะนางสาวนิภากำลังหยิบสินค้าและเผลอนั้น พวกของจำเลยอีกคนหนึ่งลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่จำนวน 7 หีบ ราคา 1,918 บาท ซึ่งวางอยู่ในตู้หน้าร้านขึ้นรถหลบหนีไป ส่วนจำเลยขึ้นรถไม่ทันและถูกผู้เสียหายกับพวกจับกุมไว้ได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อุบายเข้าไปขอซื้อสินค้า เมื่อนางสาวนิภาไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจำเลยลงจากรถลักบุหรี่ไปจากร้านค้าของผู้เสียหายนั้น ได้ความว่านางสาวนิภาและนายวิษณุซึ่งอยู่ในร้านค้ามิได้รู้เห็น แสดงว่า พวกของจำเลยลอบลักหยิบเอาบุหรี่ไปโดยไม่ให้บุคคลในร้านเห็น แม้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในร้านตัดผมฟากถนนฝั่งตรงข้ามจะเห็นเหตุการณ์ขณะพวกของจำเลยลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า ผู้เสียหายอยู่อีกฟากถนนและเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง 20 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ลักษณะการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าพวกของจำเลยเอาบุหรี่ของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทำของพวกของจำเลยไม่เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นางสาวบุญเลิศ เปี่ยมกลัด
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10344/2550
#494342
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อุบายเข้าไปขอซื้อสินค้า เมื่อ น. ไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจำเลยลงจากรถลักบุหรี่ไปจากร้านค้าของผู้เสียหายโดยพวกของจำเลยลอบลักหยิบเอาบุหรี่ไปโดยไม่ให้บุคคลในร้านเห็น แม้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในร้านตัดผมฟากถนนฝั่งตรงข้ามจะเห็นเหตุการณ์ขณะพวกของจำเลยลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่ก็ตาม แต่ผู้เสียหายอยู่อีกฟากถนนจะเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง 20 เมตร ลักษณะการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าพวกของจำเลยเอาบุหรี่ของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทำของพวกของจำเลยไม่เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี รับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกอีกสองคนขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปจอดที่หน้าร้านค้าของนางสุณีผู้เสียหาย แล้วจำเลยลงจากรถเข้าไปในร้านใช้อุบาขอซื้อกระดาษทิชชูและปลั๊กไฟฟ้า เมื่อนางสาวนิภาบุตรสาวของผู้เสียหายเดินไปหยิบปลั๊กไฟฟ้านั้น จำเลยเดินตามเข้าไปด้วย ขณะนางสาวนิภากำลังหยิบสินค้าและเผลอนั้น พวกของจำเลยอีกคนหนึ่งลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่จำนวน 7 หีบ ราคา 1,918 บาท ซึ่งวางอยู่ในตู้หน้าร้านขึ้นรถหลบหนีไป ส่วนจำเลยขึ้นรถไม่ทันและถูกผู้เสียหายกับพวกจับกุมไว้ได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อุบายเข้าไปขอซื้อสินค้า เมื่อนางสาวนิภาไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจำเลยลงจากรถลักบุหรี่ไปจากร้านค้าของผู้เสียหายนั้น ได้ความว่านางสาวนิภา และนายวิษณุซึ่งอยู่ในร้านค้ามิได้รู้เห็น แสดงว่าพวกของจำเลยลอบลักหยิบเอาบุหรี่ไปโดยไม่ให้บุคคลในร้านเห็นแม้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในร้านตัดผมฟากถนนฝั่งตรงข้ามจะเห็นเหตุการณ์ขณะพวกของจำเลยลงจากรถเข้าไปลักบุหรี่ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า ผู้เสียหายอยู่อีกฟากถนนและเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง 20 เมตร ลักษณะการกระทำดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าพวกของจำเลยเอาบุหรี่ของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทำของพวกของจำเลยไม่เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นางสาวบุญเลิศ เปี่ยมกลัด
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550
#494295
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคารถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราคาที่ขาดทุน อีกทั้งโจทก์ก็ไม่สามารถชี้แจ้งเหตุผลการขายขาดทุนแก่เจ้าพนักงานประเมินได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ขายรถยนต์ในราคาต่ำกว่าทุนโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินนำเอาผลขาดทุนจากการขายมาคำนวณเป็นยอดขายเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) จึงชอบแล้ว

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรเฉพาะประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้และผู้ต้องเสียภาษีอุทธรณ์เท่านั้น จะไปตั้งประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหาได้ไม่ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่ารายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วให้หักเป็นรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 1,770,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ให้หักโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้นำมาหักตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) และ (18) แสดงให้เห็นได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่ารายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท ของโจทก์มิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ แต่การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วให้หักเป็นรายจ่ายได้เพียง 1,770,000 บาท ส่วนอีก 3,851,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ให้นำมาหักนั้นเกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เรียกพนักงานผู้มีรายชื่อตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ได้รับเงินค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายมาไต่สวน โดยไม่มีประเด็นเหล่านี้ในชั้นเจ้าพนักงาน การพิจารณาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ตั้งประเด็นไว้ในชั้นไต่สวนเพื่อทำการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 19, 20, และ 32 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสอุทธรณ์โต้แย้งตามลำดับขั้นตอนได้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับไต่สวนเสียเองในประเด็นอื่นที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้มีคำสั่งไว้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ

โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งมา แม้โจทก์จะได้อุทธรณ์การประเมินก็ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 31 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมินไปก่อน หากผลที่สุดโจทก์ไม่ต้องชำระหรือชำระน้อยกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ โจทก์มีสิทธิได้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ การที่โจทก์เลือกที่จะนำหนังสือรับรองของธนาคารมาค้ำประกันหนี้ค่าภาษีของโจทก์โดยโจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารผู้ค้ำประกันร้อยละ 1.7 ต่อปี จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์เลือกวิธีดังกล่าวเอง โจทก์จึงต้องรับภาระดังกล่าวไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และ 2535 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และลดหรืองดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมการค้ำประกันของธนาคารเป็นเงินถึงวันฟ้อง 356,333.57 บาท และส่วนที่จะเพิ่มขึ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์แสดงยอดขายไว้ในบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเปรียบเทียบกับหลักฐานใบเสร็จรับเงินชั่วคราวและใบสั่งของชั่วคราวที่ผู้ซื้อรถยนต์จากโจทก์ส่งมอบให้ เจ้าพนักงานประเมินจึงนำรายรับที่ลงบัญชีไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงในปี 2534 จำนวน 704,800 บาท และในปี 2535 จำนวน 371,049.53 บาท มาคำนวณเป็นยอดขายเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ส่วนกรณีรถยนต์ต่อเติมจากการตรวจเอกสารสมุดบัญชีเงินสดจ่ายประกอบเอกสารการลงบัญชี พบว่ามีรายการจ่ายค่าต่อเติมรถยนต์และอุปกรณ์ซึ่งโจทก์ได้นำค่าใช้จ่ายค่าต่อเติมรวมไว้ในบัญชีต้นทุนแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงเปรียบเทียบราคาขายรถยนต์ที่ต่อเติมพร้อมอุปกรณ์ตามเอกสารการขายประกอบการลงบัญชีกับราคาทุนที่ซื้อตามเอกสารใบรับสินค้าและใบกำกับภาษีซื้อประกอบการลงบัญชีของโจทก์บวกด้วยค่าต่อเติมรถยนต์พร้อมอุปกรณ์ พบว่า โจทก์ขายรถยนต์ที่ต่อเติมพร้อมอุปกรณ์ไปในราคาที่สูงกว่าราคาทุนและบางคันต่ำกว่าราคาทุน เจ้าพนักงานประเมินจึงนำผลขาดทุนจากการขายมาหักด้วยส่วนลดที่โจทก์ได้รับจากบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด เป็นผลขาดทุนสุทธิจากการขายและรวมยอดขาดทุนสุทธิทั้งสิ้นนำมาเป็นยอดขายเพิ่มตามผลการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์ชี้แจ้งถึงเหตุที่ขายรถยนต์ไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนแต่โจทก์ไม่สามารถชี้แจ้งได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงถือว่าโจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาที่ขาดทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงนำผลขาดทุนจากการขายคำนวณเป็นยอดขายเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ตามผลการตรวจสอบดังกล่าวปรากฏว่าโจทก์ยื่นรายรับไว้ขาดในปี 2534 จำนวน 263,436 บาท และปี 2535 จำนวน 735,961.24 บาท ส่วนประเด็นรายจ่ายต้องห้ามกรณีค่าติดตามหนี้ปี 2535 จำนวน 3,195,000 บาท และค่าส่งเสริมการขายปี 2535 จำนวน 2,426,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบเอกสารการลงบัญชีพบว่าโจทก์ตั้งบัญชีเป็นรายการค้างจ่ายไว้และได้จ่ายเงินดังกล่าวให้พนักงานเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2536 จึงเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายเงินในรอบระยะเวลาบัญชีที่ลงบัญชีเป็นรายจ่ายไว้หรือเป็นรายจ่ายซึ่งควรได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 35 ตรี (9) เมื่อปรับปรุงการคำนวณกำไรสุทธิใหม่โจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมในรอบระยะเวลาบัญชี 2534 เป็นเงิน 1,004,799.38 บาท รอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เป็นเงิน 5,614,400.68 บาท ชั้นพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดภาษีให้โจทก์คงเรียกเก็บ 4,138,220.68 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 กรณีไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไว้ไม่ครบถ้วนไม่ตรงกับความเป็นจริง และขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ สำหรับกรณีการลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไว้ไม่ครบถ้วนนั้น โจทก์อุทธรณ์ว่าใบเสร็จรับเงินชั่วคราวและใบสั่งของชั่วคราวที่ผู้ซื้อรถยนต์นำมามอบให้แก่เจ้าพนักงานประเมินไม่ใช่เอกสารที่สมบูรณ์ที่จะนำมาถือเป็นราคาขายรถยนต์แค่ละคันของโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์นำสืบโดยมีนายสมพงษ์กรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่า โจทก์ขายเฉพาะตัวรถยนต์ หากผู้ซื้อประสงค์จะดัดแปลงต่อเติมต้องตกลงกับพนักงานขายของโจทก์เอง โดยพนักงานขายจะส่งให้บริษัทไทย วี. พี. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตอุปกรณ์และวัสดุตกแต่งรถยนต์ตีราคาค่าอุปกรณ์และวัสดุแต่งรถยนต์แล้วให้บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด เป็นผู้ทำการดัดแปลงต่อเติมรถยนต์ โจทก์จะรับเฉพาะราคารถยนต์ ค่าอุปกรณ์และค่าดัดแปลงต่อเติมนั้นโจทก์ส่งให้แก่บริษัทผู้ขายอุปกรณ์ตกแต่งและบริษัททำการดัดแปลงต่อเติม จึงคิดค่าอุปกรณ์และค่าดัดแปลงต่อเติมเป็นราคาขายรถยนต์ของโจทก์ไม่ได้ เห็นว่า ค่าอุปกรณ์สำหรับดัดแปลงต่อเติมรถยนต์ตามใบเสร็จรับเงินชั่วคราวและใบส่งของชั่วคราวที่ผู้ซื้อรถยนต์มอบให้แก่เจ้าพนักงานประเมินนั้นออกออกในนามของบริษัทโจทก์พร้อมกับใบเสร็จรับเงินราคารถยนต์ แม้โจทก์จะนำสืบว่า เหตุที่ต้องทำใบเสร็จรับเงินชั่วคราวมอบให้แก่ลูกค้าในนามของโจทก์ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าว่าโจทก์ยังรับผิดชอบในกรณีที่พนักงานของโจทก์ยักยอกเงินค่าดัดแปลงต่อเติมไปนั้น ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะบริษัทผู้รับจ้างดัดแปลงต่อเติมก็สามารถออกใบเสร็จรับเงินและรับผิดชอบต่อลูกค้าโดยตรงได้ ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องเสี่ยงรับผิดชอบแทนเช่นนั้น อีกทั้งนายสมพงษ์ยังเบิกความรับว่าในส่วนการขายรถยนต์ที่ต่อเติมในราคาต่ำกว่าราคาทุนนั้นค่าดัดแปลงต่อเติมเป็นเงินทุนของโจทก์เองไม่ใช่ของลูกค้า จึงเชื่อว่าค่าดัดแปลงต่อเติมรถยนต์เป็นรายได้ของโจทก์ที่รวมอยู่ในราคาขาย การที่โจทก์ไม่นำค่าดัดแปลงตกแต่งรถยนต์มาลงบัญชีรวมกับราคารถยนต์ จึงเป็นการลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไม่ครบถ้วนตรงกับความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินได้ขอให้โจทก์ส่งสำเนาใบเสร็จรับเงินมาให้ตรวจสอบแล้ว แต่โจทก์อ้างว่าไม่ได้เก็บหลักฐานไว้เพราะเห็นว่าไม่ใช่เอกสารสำคัญที่เจ้าพนักงานประเมินนำราคาที่ขาดไปมาคำนวณเป็นรายได้ของโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนกรณีที่โจทก์ขายรถยนต์บางคันในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนโดยอ้างว่าภาวะเศรษฐกิจของโจทก์ไม่คล่องตัวต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจำนวนมาก และมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากจึงจำเป็นต้องเร่งรัดขายรถยนต์ โจทก์ขายรถยนต์ในราคาขาดทุนเพียงร้อยละ 3 ของจำนวนรถยนต์ที่สั่งซื้อเพื่อหาเงินสดมาหมุนเวียนชำระดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมีอัตราสูงกว่ายอดการขาดทุน จึงเป็นการขายรถยนต์ขาดทุนที่มีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคาของรถยนต์ในขณะนั้นลดลง และโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับการขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราคาที่ขาดทุน อีกทั้งโจทก์ก็ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลการขายขาดทุนแก่เจ้าพนักงานประเมินได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินนำเอาผลขาดทุนจากการขายมาคำนวณเป็นยอดขายเพิ่มขึ้นจึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองและข้อสามมีว่า ค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์สามารถนำไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้หรือไม่ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์หักรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายได้เพียง 1,770,000 บาท ส่วนอีก 3,851,000 บาท ไม่หักให้อ้างว่าเป็นรายจ่างต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และ (18) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยให้โจทก์อุทธรณ์ว่ารายจ่ายจำนวนดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่าเป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น ไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วให้โจทก์หักรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายได้เพียง 1,777,000 บาท ส่วนที่ไม่ให้หักจำนวน 3,851,000 บาท ให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้นำรายจ่ายจำนวน 3,851,000 บาท มาหักในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (9) และ (18) เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินไว้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้เสียภาษีอากรเฉพาะประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้และผู้ต้องเสียภาษีอุทธรณ์เท่านั้น จะไปตั้งประเด็นใหม่นอกเหนือไปจากประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหาได้ไม่ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่ารายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วให้หักเป็นรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 1,770,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ให้หักโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับจึงห้ามมิให้นำมาหักตามมาตรา 65 ตรี (9) และ (18) คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคระกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า รายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท ของโจทก์มิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ แต่การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้หักเป็นรายจ่ายได้เพียง 1,770,000 บาท ส่วนอีก 3,851,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ให้นำมาหักโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จึงต้องห้ามมิให้นำมาหักนั้น เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เรียกพนักงานผู้มีรายชื่อตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ได้รับเงินค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายมาไต่สวน โดยไม่มีประเด็นเหล่านี้ในชั้นเจ้าพนักงานประเมินการพิจารณาดังกล่าวของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ตั้งประเด็นไว้ในชั้นไต่สวนเพื่อทำการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 20 และ 32 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงพยานหลักฐานและอุทธรณ์โต้แย้งตามลำดับขั้นตอนได้ได้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับไต่สวนเสียเองในประเด็นอื่นที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้มีคำสั่งไว้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่าค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายจำนวน 5,621,000 บาท มิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น โจทก์จึงมีสิทธินำรายจ่ายทั้งจำนวนดังกล่าวมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสี่มีว่า สมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งเบี้ยปรับของโจทก์ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คงมีอยู่ตามคำวินิจฉัยในอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกเท่านั้น และได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ลงบัญชีราคาขายรถยนต์ไม่ครบถ้วนและขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควรเห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมการค้ำประกันหนี้ค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารผู้ค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งมา แม้โจทก์จะได้อุทธรณ์การประเมินก็ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมินไปก่อน หากผลที่สุดโจทก์ไม่ต้องชำระหรือชำระน้อยกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ โจทก์มีสิทธิไดคืนได้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ การที่โจทก์เลือกที่จะนำหนังสือรับรองของธนาคารมาค้ำประกันหนี้ค่าภาษีของโจทก์โดยโจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารผู้ค้ำประกันร้อยละ 1.7 ต่อปี จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์เลือกวิธีดังกล่าวเอง โจทก์จึงต้องรับภาระดังกล่าวไป อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 6710010/2/100107 ลงวันที่ 23 กันยายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ กจ/20/2545 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 เฉพาะในส่วนรายจ่ายค่าติดตามหนี้และค่าส่งเสริมการขายที่เหลือจำนวน 3,851,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 31 ม. 32 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (9) (18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุกาญจนบุรี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10335/2550
#412242
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างก่อสร้างถนนตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับห้างดังกล่าวให้แก่โจทก์และมีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว โดยโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและสำนวนหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าสำเนาหนังสือดังกล่าวไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนี้ ถือว่าจำเลยยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างและยอมรับความถูกต้องของเอกสารท้ายฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโดยที่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบจำเลยจะมานำสืบภายหลังว่าหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่อยู่ที่จำเลยมีข้อความบางอย่างไม่ครบถ้วนจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับหาได้ไม่

คำให้การของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ทราบและไม่แน่ใจว่าจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องกันจริงหรือไม่เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ได้นำหนังสือยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องมายื่นต่อจำเลยก็ดี จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ก็ดี ไม่เป็นคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งอันจะก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการโอนสิทธิเรียกร้อง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์โดยทำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลย อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 แล้ว สิทธิเรียกร้องของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาจ้างจึงตกเป็นของโจทก์นับแต่นั้น ลำพังแต่ความจริงของจำเลยที่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เพราะได้รับแจ้งยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องจากห้างดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายบ้านนาพังเป็นเงินค่าจ้าง 376,430 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 3/2544 ลงวันที่ 30 เมษายน 2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิเป็นหนี้โจทก์ ได้นำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินค่าจ้างดังกล่าว แต่จำเลยกลับจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 376,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องไว้แก่จำเลยก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิจะก่อสร้างถนนเสร็จ หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยไปติดต่อจำเลยเพื่อแจ้งยืนยันการขอรับชำระหนี้จำเลยไม่ทราบและไม่แน่ใจว่ามีการโอนสิทธิเรียกร้องกันจริงหรือไม่ เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒินำหนังสือแจ้งยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องไปยื่นต่อจำเลยเช่นเดียวกัน หากจำเลยไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิก็อาจถูกฟ้องให้รับผิดตามสัญญาได้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิไปโดยสุจริตจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 352,302 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ แต่ต้องฟังว่าหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิกับโจทก์ไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับดังที่จำเลยนำสืบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำให้การที่จะก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องใด ต้องเป็นคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างก่อสร้างถนนตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับห้างดังกล่าวให้แก่โจทก์และมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยแล้ว โดยโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและสำเนาหนังสือที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยซึ่งมีข้อความครบถ้วนมาเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและสำเนาหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์กล่าวอ้างและแนบมาท้ายฟ้องไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนี้ ถือว่าจำเลยยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างและยอมรับความถูกต้องของเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโดยที่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบ จำเลยจะมานำสืบภายหลังว่าหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่อยู่ที่จำเลยมีข้อความบางอย่างไม่ครบถ้วนจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ทราบและไม่แน่ใจว่าจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องกันจริงหรือไม่เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิได้นำหนังสือยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องมายื่นต่อจำเลยก็ดี จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ก็ดีไม่เป็นคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งอันจะก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการโอนสิทธิเรียกร้องดังที่จำเลยฎีกาได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์โดยทำเป็นหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลย อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 แล้ว สิทธิเรียกร้องของห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิในการรับเงินจากจำเลยตามสัญญาจ้างจึงตกเป็นของโจทก์นับแต่นั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิจะมีหนังสือแจ้งยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลย แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยินยอมด้วยในการแจ้งยกเลิกดังกล่าว ทำให้ไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบว่าโจทก์ยินยอม ลำพังแต่ความสุจริตของจำเลยที่จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิเพราะได้รับแจ้งยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องจากห้างดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดรัฐวุฒิ ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ ซึ่งจำเลยได้ยกขึ้นอ้างไว้ในอุทธรณ์แล้วนั้น เห็นว่า ข้อโต้เถียงดังกล่าวจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การแม้จำเลยจะนำสืบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างห้างหุ่นส่วนจำกัดรัฐวุฒิกับโจทก์เป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะนั้น ก็มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ วงศ์ทองเหลือ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลเตาไห
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10332/2550
#411051
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างไว้ประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 แต่ได้ลงบันทึกข้อมูลของบริษัทจำเลยว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้จำเลยต้องจ่ายค่าอาหารให้โจทก์วันละ 10 บาท รวม 2 วัน เป็นเงิน 20 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่โจทก์แก้ไขข้อมูลว่ามาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และค่าอาหาร วันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 24 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่คนละวันกัน แต่ก็เป็นการระบุเรื่องโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุผลให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างแล้ว เพียงแต่ระบุวันที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ผิดพลาดไปซึ่งเป็นรายละเอียดเท่านั้น จำเลยย่อมยกเหตุผลที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,330 บาท ค่าชดเชย 102,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 102,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่โจทก์เข้าไปแก้ไขข้อมูลของตนเองว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นค่าเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และค่าอาหารกลางวัน วันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นการวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่จำเลยไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างไว้ประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 แต่ได้ลงบันทึกข้อมูลของบริษัทจำเลยว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าวทำให้จำเลยต้องจ่ายค่าอาหารให้โจทก์วันละ 10 บาท รวม 2 วัน เป็นเงิน 20 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 ซึ่งไม่ตรงกับที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มาทำงานในวันที่ 24 มีนาคม 2547 แต่โจทก์แก้ไขข้อมูลว่ามาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เป็นเบี้ยขยันเดือนละ 300 บาท และค่าอาหารวันละ 10 บาท อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ในวันที่ 24 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่คนละวันกัน แต่ก็เป็นการระบุเรื่องโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุผลให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างแล้ว เพียงแต่ระบุวันที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ผิดพลาดไปซึ่งเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น จำเลยย่อมยกเหตุผลที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าในเดือนมีนาคม 2547 โจทก์มาทำงานทุกวันมิได้ขาดงานจึงมิได้ทุจริตต่อหน้าที่ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวสาวประยงค์ เกตุงาม
จำเลย — บริษัทอเมริเท็กซ์ แอพพาเรล คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ