คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 263/2551
#410530
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 778 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 21.50 กรัม ไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

จำเลยที่ 2 ยื่นให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สอบคำให้การจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 แต่งตั้งทนายความสู้คดี โดยทนายจำเลยที่ 2 เรียงและพิมพ์คำให้การจำเลยที่ 2 ใหม่ มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ด้วย ศาลชั้นต้นสอบคำให้การดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ยืนยันตามคำให้การนี้ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จะนำคำให้การฉบับแรกมาอ้างเพื่อให้ศาลฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะคำฟ้องไม่ปรากฏว่าได้บรรยายถึงสายลับที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปถึงจำเลยเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนไว้จึงไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ก็ยกขึ้นฎีกาได้

โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ มาในฟ้องดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนสายลับเป็นใคร เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาทำให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 778 เม็ด น้ำหนัก 69.50 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 21.50 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย (ที่ถูก จำเลยทั้งสอง) มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่ามิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด เป็นไปในทำนองให้การปฏิเสธ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัยนั้น ไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 2 เคยให้การไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2548 ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตั้งใจที่จะกระทำความผิด และไม่ทราบมาก่อนว่าเพื่อนของจำเลยที่ 2 มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติด เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ก็ได้นำข้อเท็จจริงในคดีมาอธิบายโดยละเอียดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 778 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 21.50 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ เมื่อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทำนองว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 หนักไป ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดตามฟ้อง เท่ากับอ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาใหม่ เห็นว่า แม้ตามคำให้การจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2548 จะมีข้อความตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สอบคำให้การจำเลยที่ 2 ดังกล่าว และต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 2 แต่งตั้งทนายความสู้คดี โดยในวันเดียวกันทนายจำเลยที่ 2 เรียงและพิมพ์คำให้การจำเลยที่ 2 ใหม่ มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ทราบคำฟ้องของโจทก์แล้ว ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ด้วย ศาลชั้นต้นสอบคำให้การดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ยืนยันตามคำให้การนี้ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จะนำคำให้การฉบับแรกมาอ้างเพื่อให้ศาลฟังว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ทางนำสืบของโจทก์ซึ่งมีดาบตำรวจสายชล ศรีแจ้ง เบิกความนั้นได้ความเพียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจมอบหมายให้สายลับโทรศัพท์ไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลยที่ 1 ส่วนที่อ้างว่าสายลับติดต่อส่งเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 ทางโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ บันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 ยังปรากฏว่าสายลับได้โทรศัพท์ที่หมายเลข 01-1773002 ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 200 เม็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสาย ได้ตอบตกลงจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ นอกจากนี้รถยนต์ของกลางก็เป็นของจำเลยที่ 1 ระหว่างจับกุมได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งด้านซ้ายตอนหน้าของรถยนต์ โดยในมือซ้ายของจำเลยที่ 2 กำวัตถุพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล ซึ่งมองดูด้วยตาเปล่าย่อมไม่ทราบว่าเป็นห่ออะไร ประกอบกับลิ้นชักภายในรถพบเมทแอมเฟตามีนอีก 3 ห่อ พันด้วยเทปกาวสีน้ำตาลเช่นกัน และตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.2 มีเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องเดียวที่เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่พบทรัพย์สินอื่นภายในตัวจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดครั้งนี้นั้น เห็นว่า ในวันเวลาใกล้ชิดกับเวลานัดหมายส่งเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 นั่งรถมากับจำเลยที่ 1 โดยในมือซ้ายกำห่อซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน ส่วนมือขวายังคงถือโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ ซึ่งขณะเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้นั้นใกล้เคียงกับเวลาที่ดาบตำรวจสายชล พยานโจทก์เห็นรถของจำเลยที่ 1 ขับผ่านไป โดยดาบตำรวจสายชลเบิกความยืนยันว่าระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์เข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสายลับ และเมื่อตามไปถึงจุดนัดหมาย พยานกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแกะดูวัตถุที่จำเลยที่ 2 กำไว้ ปรากฏว่าภายในเป็นถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีน จำนวน 192 เม็ด กับพบห่อเมทแอมเฟตามีนอีก 3 ห่อ ซึ่งพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาลอยู่ที่ลิ้นชักด้านหน้าของรถจำเลยที่ 1 สอบถามจำเลยทั้งสองยอมรับว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้าที่สั่งซื้อ 1 ถุง ในราคา 23,000 บาท ตรงตามที่สายลับโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามี) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.1/1 โดยขณะดาบตำรวจสายชลเบิกความนั้นจำเลยทั้งสองมีทนายความซึ่งอาจซักค้านพยานโจทก์ดังกล่าวได้ โดยดาบตำรวจสายชลเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ครั้งแรกสายลับโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเวลา 23 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อกับสายลับ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านไว้แสดงว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าที่ดาบตำรวจสายชลเบิกความนั้นเป็นความจริงทั้งหมด และการที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมทันที ก็มีเหตุน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ถูกจับโดยกะทันหันพร้อมห่อซึ่งภายในมีเมทแอมเฟตามีนถึง 192 เม็ด จึงยังไม่มีโอกาสได้ไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าวัตถุที่กำไว้ในมือซ้ายเป็นเมทแอมเฟตามีน และไม่มีส่วนร่วมในการจะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่สายลับตามที่นัดหมายให้มาพบในที่เกิดเหตุ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสอบ และชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบันทึกการจับกุมและคำให้การของจำเลยที่ 2 ในสำนวนแล้วมีข้อความสอดคล้องกับที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความ ส่วนที่โจทก์ไม่มีสายลับมาเบิกความนั้นก็ไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด เพราะจำเลยที่ 2 ยอมรับแล้วว่าการถูกจับครั้งนี้เกิดเพราะเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับมาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจริง ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักฟังได้เป็นที่พอใจโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะคำฟ้องไม่ปรากฏว่าได้บรรยายถึงสายลับที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปถึงจำเลยเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนไว้จึงไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้นเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ก็ยกขึ้นฎีกาได้และเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 778 เม็ด น้ำหนัก 69.50 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 21.50 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลบางทราย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จึงเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนสายลับจะเป็นใคร เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาเคลือบคลุมดังจำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ทั้งมิใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176 ม. 195
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายมงคล ชีวางกูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259 -ที่ 260/2551
#411412
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่าศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีอุทธรณ์ในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบการทำงานตามคู่มือพนักงานและกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โดยไม่เป็นจริงตามนั้น และขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงเพียงใด หรือไม่ ข้อ 2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด หรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โดยกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสองลักลอบดื่มเบียร์ของจำเลย ทั้งขณะที่นาย ย. เดินมาตรวจพบโจทก์ทั้งสองเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงต้องดื่มเบียร์ก่อนเวลา 22.55 นาฬิกา จึงเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ โดยแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ซึ่งจำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้โดยไม่ต้องมีคำเตือนก่อน และเป็นกรณีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 10 ข้อ 3 วรรคท้ายแล้ว แล้ววินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินบำเหน็จตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่มีส่วนสำคัญครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นั้น เป็นการวินิจฉัยถึงการเลิกจ้างของจำเลยว่าเป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อประเด็นข้อ 1 ฟังได้ว่าจำเลยมีความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเมื่อฟังตามประเด็นข้อ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย (ที่ถูกคือ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม) จากจำเลย การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นี้เป็นการวินิจฉัยต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นความผิดกรณีร้ายแรงที่จำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนี้ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามประเด็นข้อพิพาทข้อสุดท้าย แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้างแต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อประกอบกันแล้วคงมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานหรือต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียงทอง ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟนั้น นาย ย. รองผู้จัดการทั่วไปตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ ขณะนั้นเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ และปรากฏตามบันทึกเรื่องเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 เมื่อพิจารณาคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ระเบียบวินัยและมาตรการลงโทษทางวินัยของจำเลยแล้ว ตามข้อ 1 ได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามลำดับจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และการปลดออกจากงาน ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดวินัยจนกระทั่งได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 3 แล้ว และข้อ 2 ได้กำหนดโทษทางวินัยที่ต้องลงโทษเรียงตามลำดับดังกล่าวไว้ 37 กรณี และในข้อ 3 ได้กำหนดมาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้โดยมิต้องใช้การเรียงลำดับขั้นตอนโทษไว้ 15 กรณี โดยในข้อ 3.1 ระบุว่าดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภายในบริเวณโรงแรม หรือมาทำงานในขณะที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากดื่มเครื่องดองของเมา หรือยาเสพติดให้โทษอื่น การกำหนดโทษดังกล่าวจำเลยมิได้กำหนดให้ความผิดในข้อ 3 เป็นความผิดกรณีร้ายแรง เพียงแต่เป็นความผิดที่จำเลยสามารถใช้มาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์อันเป็นเครื่องดองของเมาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นความผิดตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยและดื่มก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าของจำเลยตำหนิการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้นจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,545 บาท เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 13 และ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งสองจึงทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท แม้ว่าการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสองจะมิใช่กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง

ส่วนเงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานนั้นตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 10 มาตรการการเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินบำเหน็จ ข้อ 3 ตอนท้าย ระบุว่า "ในส่วนของเงินบำเหน็จที่พนักงานซึ่งถูกเลิกจ้างจะได้รับพร้อมกับเงินค่าชดเชยในขณะถูกเลิกจ้างมีอัตราส่วนคือจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันที่ถูกเลิกจ้างเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจหรือถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่าการที่จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานมิใช่เพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้วจำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 9 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 22,800 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 2 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท

การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด

อนึ่ง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ระบุให้ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมก่อนเลิกจ้างและจ่ายค่าเสียหายนับตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานได้ก็ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนเมื่อออกจากงาน ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียงทอง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และ 9,545 บาท ตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 เวลา 22.55 นาฬิกา นายยงยุทธ รองผู้จัดการทั่วไปของจำเลยพบโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในเวลาทำงาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่าศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีอุทธรณ์ในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบการทำงานตามคู่มือพนักงานและกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โดยไม่เป็นจริงตามนั้น และขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงเพียงใดหรือไม่ ข้อ 2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด หรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โดยกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสองลักลอบดื่มเบียร์ของจำเลย ทั้งขณะที่นายยงยุทธเดินมาตรวจพบโจทก์ทั้งสองเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงต้องดื่มเบียร์ก่อนเวลา 22.55 นาฬิกา จึงเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ โดยแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ซึ่งจำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้โดยไม่ต้องมีคำเตือนก่อน และเป็นกรณีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 10 ข้อ 3 วรรคท้ายแล้ว แล้ววินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินบำเหน็จตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่มีส่วนสำคัญครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่งแล้ว ส่วนการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นั้น เป็นการวินิจฉัยถึงการเลิกจ้างของจำเลยว่าเป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อประเด็นข้อ 1 ฟังได้ว่าจำเลยมีความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อฟังตามประเด็นข้อ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย (ที่ถูกคือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม) จากจำเลย การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นี้ เป็นการวินิจฉัยต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นความผิดกรณีร้ายแรงที่จำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนี้ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามประเด็นข้อพิพาทสุดท้าย แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้างแต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อประกอบกันแล้วคงมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานหรือต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียงทอง ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟนั้น นายยงยุทธ รองผู้จัดการทั่วไปตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ ขณะนั้นเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ และปรากฏตามบันทึกเรื่องเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 เมื่อพิจารณาคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ระเบียบวินัยและมาตรการลงโทษทางวินัยของจำเลยแล้ว ตามข้อ 1 ได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามลำดับจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และการปลดออกจากงาน ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดวินัยจนกระทั่งได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 3 แล้ว และข้อ 2 ได้กำหนดโทษทางวินัยต้องลงโทษเรียงตามลำดับดังกล่าวไว้ 37 กรณี และในข้อ 3 ได้กำหนดมาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้โดยมิต้องใช้การเรียงลำดับขั้นตอนโทษไว้ 15 กรณี โดยในข้อ 3.1 ระบุว่าดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภายในบริเวณโรงแรม หรือมาทำงานในขณะที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากดื่มเครื่องดองของเมา หรือยาเสพติดให้โทษอื่น การกำหนดโทษดังกล่าวจำเลยมิได้กำหนดให้ความผิดในข้อ 3 เป็นความผิดกรณีร้ายแรง เพียงแต่เป็นความผิดที่จำเลยสามารถใช้มาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์อันเป็นเครื่องดองของเมาในระหว่างการปฏบัติหน้าที่จึงเป็นความผิดตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยและดื่มก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าของจำเลยตำหนิการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้นจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,545 บาท เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 13 และ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งสองจึงทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท แม้ว่าการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสองจะมิใช่กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง

ส่วนเงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานนั้นตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 10 มาตรการการเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินบำเหน็จ ข้อ 3 ตอนท้าย ระบุว่า "ในส่วนของเงินบำเหน็จที่พนักงานซึ่งถูกเลิกจ้างจะได้รับพร้อมกับเงินค่าชดเชยในขณะถูกเลิกจ้างมีอัตราส่วนคือ จำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันที่ถูกเลิกจ้างเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจหรือถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่าการที่จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานมิใช่เพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้วจำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 9 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 22,800 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 2 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท

การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ระบุให้ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีและจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,800 บาท จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 16,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 ธันวาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 119 (4) ม. 118 (4)
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม ตันธนวัฒน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทนารายณ์ โฮเต็ล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259 -ที่ 260/2551
#412834
เปิดฉบับเต็ม

แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทบางข้อศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งประเด็นไว้ประกอบกันแล้วมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

ลูกจ้างทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ระหว่างปฏิบัติงานดื่มเบียร์ อันเป็นเครื่องดองของเมา ก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ซึ่งพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่นายจ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าลูกจ้างมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างอย่างใด รวมทั้งไม่ปรากฏว่าว่ามีลูกค้าของนายจ้างตำหนิการปฏิบัติงานของลูกจ้าง กรณีจึงยังไม่ถือว่าลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง แต่การที่ลูกจ้างดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง ทำให้นายจ้างไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

แม้ลูกจ้างจะขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาย่อมกำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟอาหาร เข้าทำงานตั้งแต่เวลา 14 นาฬิกา และเลิกงานเวลา 23 นาฬิกา โจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,539 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,545 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 และเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองได้ดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ความจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งโจทก์ทั้งสองก็ไม่เคยถูกจำเลยลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือในความผิดดังกล่าวมาก่อน การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายไม่มีงานทำต้องขาดรายได้ประจำไป ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมก่อนเลิกจ้างและจ่ายค่าเสียหายนับตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานได้ก็ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนเมื่อออกจากงาน ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียบทอง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และ 9,545 บาท ตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 เวลา 22.55 นาฬิกา นายยงยุทธรองผู้จัดการทั่วไปของจำเลยพบโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในเวลาทำงาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่าศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีอุทธรณ์ในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบการทำงานตามคู่มือพนักงานและกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โดยไม่เป็นจริงตามนั้น และขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงานหรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงเพียงใด หรือไม่ ข้อ 2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด หรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โดยกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสองลักลอบดื่มเบียร์ของจำเลย ทั้งขณะที่นายยงยุทธเดินมาตรวจพบโจทก์ทั้งสองเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงต้องดื่มเบียร์ก่อนเวลา 22.55 นาฬิกา จึงเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ โดยแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ซึ่งจำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้โดยไม่ต้องมีคำเตือนก่อน และเป็นกรณีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 10 ข้อ 3 วรรคท้ายแล้ว แล้ววินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่มีส่วนสำคัญครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นั้นเป็นการวินิจฉัยถึงการเลิกจ้างของจำเลยว่าเป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเมื่อประเด็นข้อที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยมีความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเมื่อฟังตามประเด็นข้อ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย (ที่ถูกคือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม) จากจำเลย การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นี้เป็นการวินิจฉัยต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นความผิดกรณีร้ายแรงที่จำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนี้ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามประเด็นข้อพิพาทข้อสุดท้าย แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อประกอบกันแล้วคงมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานหรือต้องรับผิดจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ฟ้องอาหารระเบียงทอง ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสร์ฟนั้น นายยงยุทธรองผู้จัดการทั่วไปตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ ขณะนั้นเป็นเวล 22.55 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ และปรากฏตามบันทึกเรื่องเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 เมื่อพิจารณาคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ระเบียบวินัยและมาตรการลงโทษทางวินัยของจำเลยแล้ว ตามข้อ 1 ได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามลำดับจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และการปลดออกจากงาน ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดวินัยจนกระทั่งได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 3 แล้ว และข้อ 2 ได้กำหนดโทษทางวินัยที่ต้องลงโทษเรียงตามลำดับดังกล่าวไว้ 37 กรณี และในข้อ 3 ได้กำหนดมาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้โดยมิต้องใช้การเรียงลำดับขั้นตอนโทษไว้ 15 กรณี โดยในข้อ 3.1 ระบุว่าดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภายในบริเวณโรงแรมหรือมาทำงานในขณะที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากดื่มเครื่องดองของเมา หรือยาเสพติดให้โทษอื่น การกำหนดโทษดังกล่าวจำเลยมิได้กำหนดให้ความผิดในข้อ 3 เป็นความผิดกรณีร้ายแรง เพียงแต่เป็นความผิดที่จำเลยสามารถใช้มาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์อันเป็นเครื่องดองของเมาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นความผิดตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยและดื่มก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าของจำเลยตำหนิการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,545 บาท เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 13 และ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งสองจึงทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท แม้ว่าการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสองจะมิใช่กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวหน้าก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง

ส่วนเงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานนั้นตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 10 มาตรการการเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินบำเหน็จ ข้อ 3 ตอนท้ายระบุว่า "ในส่วนของเงินบำเหน็จที่พนักงานซึ่งถูกเลิกจ้างจะได้รับพร้อมกับเงินค่าชดเชยในขณะถูกเลิกจ้างมีอัตราส่วนคือ จำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันที่ถูกเลิกจ้างเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจหรือถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่าการที่จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานมิใช่เพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงาน 9 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 22,800 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 2 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท

การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ระบุให้ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีและจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,800 บาท จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 16,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 ธันวาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 ม. 51 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม ตันธนวัฒน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทนารายณ์ โฮเต็ล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2551
#410529
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนมหาสมุทร จำกัด (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ผู้คัดค้านได้ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ผู้ล้มละลายซึ่งรวมทั้งหนี้ที่ผู้ร้องเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอให้เพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้อง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องในวันที่ 29 สิงหาคม 2549 ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องลงชื่อรับทราบคำสั่งในวันที่ 4 กันยายน 2549 การขายสิทธิเรียกร้องโดยผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 มิได้ให้อำนาจผู้คัดค้านขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และสิทธิเรียกร้องมิใช่ทรัพย์สิน โดยผู้คัดค้านต้องดำเนินการทวงหนี้ตามมาตรา 119 เท่านั้น และผู้คัดค้านมิได้แจ้งการขายสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องทราบ การกระทำของผู้คัดค้านจึงขัดต่อกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย.754/2544 ผู้คัดค้านมีสิทธิบังคับคดีได้โดยมิจำต้องทวงหนี้ตามมาตรา 119 ก่อน และหากไม่ประสงค์บังคับคดีเองก็สามารถขายสิทธิเรียกร้องที่มีต่อผู้ร้องให้แก่บุคคลอื่นได้ ทั้งการขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 และเป็นการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด จึงไม่จำต้องแจ้งให้ผู้ร้องทราบ ทั้งได้มีการประกาศขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2549 แล้ว นอกจากนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 ขอให้เพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องทราบถึงการขายดังกล่าวในวันยื่นคำร้องนั้น แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2549 จึงเกินระยะเวลา 14 วัน ตามมาตรา 146 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านนั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องมาจึงไม่ชอบ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26
ชื่อคู่ความ
นางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนมหาสมุทร จำกัด ล้มละลาย
ผู้ร้อง — นายเกรียงไกร จารุทวี
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2551
#412363
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยามดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิง จึงเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่า มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนยาวประจุปากจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด แก๊ปปืน 1 ขวด ลูกตะกั่ว 1 ขวด ฝอยมะพร้าว 1 ห่อ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ อันเป็นหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปในบริเวณป่ายอดห้วยแหลป่าเตย หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวแล้วร่วมกันทำอันตรายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้กฤษณา โดยร่วมกันทำลาย ตัดต้นไม้ โดยใช้มีดและขวานทำการตัดฟันต้นไม้กฤษณาออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันล่าสัตว์ป่าโดยการใช้เคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 33, 35, 36, 37, 38, 53, 54, 57, 63 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 36, 37 วรรคหนึ่ง 38 วรรคหนึ่ง, 53, 54 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำลายไม้กฤษณา โดยใช้มีดและขวานฟันออกจากต้นแล้วเก็บชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้าม อีกทั้งยังได้ร่วมกันล่าสัตว์ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธและเครื่องมือที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำผิดหลายรายการ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ และใด้ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดฐานล่าสัตว์ป่าหรือเป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่านั้น ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โดยการเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายควมว่าเก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยามดังกล่าว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าตามฟ้อง มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่าดังที่จำเลยเข้าใจอีกด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสกุล เรืองบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 227/2551
#415472
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โดยการเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิงฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยาม ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าตามฟ้อง มิใช่เป็นความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) ชนิดประกอบขึ้นเองไม่มีหลายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 2 กระบอก และกระสุนปืนยาวประจุปากจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด แก๊ปปืน 1 ขวด ลูกตะกั่ว 1 ขวด ฝอยมะพร้าว 1 ห่อ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ อันเป็นหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปในบริเวณป่ายอดห้วยแหลป่าเตย หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แล้วร่วมกันทำอัตรายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้กฤษณา โดยร่วมกันทำลาย ตัดต้นไม้ โดยใช้มีดและขวานทำการตัดฟันต้นไม้กฤษณาออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันล่าสัตว์ป่าโดยการใช้เคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนยาวประจุปาก (ปืนแก๊ป) 2 กระบอก เครื่องกระสุนปืนยาวประจุปาก 1 ชุด ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด แก๊ปปืน 1 ขวด ลูกตะกั่ว 1 ขวด และฝอยมะพร้าว 1 ห่อ เลื่อยตัดไม้ 1 ปื้น ขวาน 3 เล่ม มีดปลายแหลม 1 เล่ม ไฟฉาย 1 กระบอกแบตเตอรี่ 3 ชุด เปลนอน 4 เปล ผ้ากันฝน 1 ผืน ข้าวสารเหนียว 7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้ในการกระทำผิดไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 33, 35, 36, 37, 38, 53, 54, 63 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียบอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญ มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 36, 37 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 53, 54 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำลายไม้กฤษณา โดยใช้มีดและขวานฟันออกจากต้นแล้วเก็บชิ้นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้าม อีกทั้งยังได้ร่วมกันล่าสัตว์ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธและเครื่องมือที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำผิดหลายรายการ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ และให้ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดฐานล่าสัตว์ป่าหรือเป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่านั้น ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวโดยการเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าเพื่อให้พวกของจำเลยที่ดักซุ่มรออยู่ใช้อาวุธปืนยิงล่าสัตว์ป่าดังกล่าวซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อเพื่อการกระทำดังกล่าวด้วย ดังนั้น การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่าจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ล่า" ตามคำนิยามดังกล่าว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าตามฟ้อง มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามล่าสัตว์ป่าดังที่จำเลยเข้าใจอีกด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว แต่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม โดยร่วมกับพวกมีและพาอาวุธปืนเข้าไปในป่ายอดห้วยแหลป่าเตย ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และร่วมกันใช้มีดและขวานตัดฟันต้นไม้กฤษณาออกจากต้นแล้วเก็บหาชิ้นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตและยังร่วมกันล่าสัตว์ป่าซึ่งดำรงชีพอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าวอีกด้วย ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสุกุล เรืองบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2551
#412466
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ส. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีนตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ ที่โจทก์ส่งศาลและโจทก์แถลงไม่สืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายความจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ป่วย โจทก์แถลงไม่คัดค้านและแถลงว่ามีร้อยตำรวจเอกงอลงกรณ์ จ่าสิบตำรวจสัญญาและพันตำรวจโทสังวรมาศาล หากจำเลยทั้งสองรับว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ให้ดูนี้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพันตำรวจโทสังวร ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ขอส่งเอกสารแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นพยานต่อศาล แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้ เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางและผลการตรวจพิสูจน์ของกลางตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธ ไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบและมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
นางเบญจรัตน์หรือปูหรือเบญจวรรณ แสนชัยสกุลกิจ
จำเลย — หรือแซ่จิว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194 -ที่ 195/2551
#270823
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดรับโทษหนักขึ้น ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อฟังไม่ได้ว่าในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งสองกับพวกมีอาวุธติดตัวไปด้วยการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง แต่มีความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก

คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลมณฑลทหารบกที่ 14 จึงนับโทษในคดีอาญาดังกล่าวต่อจากคดีนี้ไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเดิมคดีในสำนวนแรกโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 33, 80 ริบไม้ท่อนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 174/2543 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 14

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 80 จำคุกคนละ 15 ปี ริบไม้ท่อนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 174/2543 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบไม้ท่อนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่าคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา มีชายคนหนึ่งว่าจ้างให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งบริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงชายดังกล่าวเดินไปหาจำเลยทั้งสองซึ่งจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ห่างประมาณ 2 เมตร ส่วนผู้เสียหายนั่งคร่อมอยู่บนรถและเปิดไฟหน้ารถไว้ทั้งสามคนคุยกันประมาณ 1 นาที แล้วเดินมาหาผู้เสียหาย ชายคนว่าจ้างถามราคาค่าจ้าง พอผู้เสียหายตอบว่า 15 บาท ทั้งสามคนได้เข้ามาทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1 ใช้ไม้ท่อนตีผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายจึงกดแตร เร่งเครื่องรถและร้องเรียกให้คนช่วย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อดาบตำรวจเสรีที่ป้อมยามบริเวณสี่แยกไฟแดงบางพระ และนำดาบตำรวจเสรีติดตามจับจำเลยทั้งสองได้ในซอยสุสานจีนกังเฮ่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายร่วมกับพวกพยายามจะปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายไป ได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุ มีแสงสว่างจากไฟสปอทไลท์ และไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกได้เข้ามาสอบถามราคาค่าจ้างรถต่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายย่อมมีโอกาสเห็นจำเลยทั้งสองในระยะใกล้ชิดทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งเหตุและพาเจ้าพนักงานตำรวจไปติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในวันเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายทันทีเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในระยะเวลาใกล้ชิดเชื่อว่า ผู้เสียหายจำจำเลยทั้งสองว่าเป็นคนร้ายได้ และโจทก์มีดาบตำรวจเสรีเป็นพยานเบิกความสนับสนุนถึงเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายมาแจ้งเหตุ และพาไปติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองได้สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย แม้ดาบตำรวจเสรีจะเบิกความว่า ผู้เสียหายแจ้งว่าพวกของจำเลยทั้งสองที่ว่าจ้างรถของผู้เสียหายเป็นคนใช้ไม้ตีศีรษะผู้เสียหายแตกต่างกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนใช้ไม้ตีผู้เสียหาย เห็นว่า ดาบตำรวจเสรีไม่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเพียงแต่ได้รับคำบอกเล่าจากผู้เสียหายอาจเบิกความสับสนเนื่องจากจดจำรายละเอียดไม่ครบถ้วนก็เป็นได้ ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ที่จะทำให้น้ำหนักคำเบิกความของผู้เสียหายเสียไป พยานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกพยายามปล้นทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ แม้จะได้ความว่าการพยายามปล้นทรัพย์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองกับพวกได้ใช้ไม้ของกลางเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดรับโทษหนักขึ้น ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย แสดงว่าจะเป็นความผิดตามวรรคนี้ผู้กระทำความผิดต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด แต่ทางนำสืบของพยานโจทก์ไม่ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกมีไม้ท่อนติดตัวไปด้วย ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าขณะที่จำเลยทั้งสองกับพวกเดินเข้ามาจะทำร้ายผู้เสียหายไม่เห็นว่ามีใครถือไม้ท่อนของกลางเข้ามาด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งสองกับพวกมีอาวุธติดตัวไปด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง แต่มีความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามสำนวนคดีหลังที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 174/2543 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 14 แม้สำนวนคดีแรกโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ร่วมมากับจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวด้วยแต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลทำให้คำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวตกไปด้วย ฟังได้ว่า คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ไม่ได้มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 174/2543 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 14 จึงนับโทษในคดีอาญาดังกล่าวต่อจากคดีนี้ไม่ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 80 จำคุกคนละ 10 ปี โดยไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 174/2543 ของศาลมณฑลทหารบกที่ 14 ริบไม้ท่อนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวิทูรย์ พรรณเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายมนต์ชัย ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 183/2551
#412505
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งแปดขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้าหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ กับฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งแปดยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องที่จำเลยทั้งแปดย่อมทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งแปดอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก และการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวนั้นแม้เป็นเหตุที่อาจมีผลต่อจำเลยทั้งแปด แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การที่มิได้ยื่นก่อนวันชี้สองสถานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำคำขอให้โจทก์ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อเป็นประกันการที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า ประเทศสิงคโปร์ และโจทก์ได้ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า ตามขอ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า จึงแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า ไป 66,338,346.38 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินจำนวนนี้คืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย หนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ดังกล่าวมีการประกันหนี้โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่างก็จำนองที่ดินหลายแปลงไว้ต่อโจทก์ เมื่อถึงกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ แต่ก็ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนแล้วไม่ชำระหนี้เรื่อยมา ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 126,262,824.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 66,249,427.25 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อไถ่ถอนจำนองและให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 28,035,543.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,949,600 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เพื่อไถ่ถอนจำนอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยไปมากกว่าที่โจทก์คิดคำนวณ โจทก์คิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อน จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้กระทำการแทนไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้และปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมย่อมระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบโจทก์คิดคำนวณหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 และที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 7 ย่อมไม่ต้องรับผิด โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง โจทก์บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้กระทำการแทนไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 8 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้อื่นไม่ใช่มูลหนี้ตามฟ้อง การจำนองไม่ได้เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ผิดนัด โจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 8 จึงหลุดพ้นความรับผิด โจทก์คิดคำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 นัดสืบพยานจำเลยทั้งแปดในวันที่ 7 วันที่ 12 วันที่ 13 และวันที่ 26 ธันวาคม 2549

หลังจากจำเลยทั้งแปดได้รับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของพยานโจทก์จำนวน 3 ปาก แล้ว ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ 2 วัน ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งแปดยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจากเดิมที่ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้าและหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ ขอให้การใหม่เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตโจทก์ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ และสัญญาจำนองไม่มีผลใช้บังคับ กับขอแก้ไขเพิ่มเติมว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าคำขอให้โจทก์ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง โดยจำเลยทั้งแปดอ้างเหตุที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งแปดเป็นผลสืบเนื่องจากจำเลยทั้งแปดได้รับสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงพยานโจทก์จำนวนสามปากล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานโจทก์ซึ่งมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่โจทก์ได้ทำคำขอออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตสูญหายไป เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดได้ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์จริงหรือไม่ มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้กันจริงหรือไม่ สัญญาจำนองมีผลบังคับเพียงใดข้อที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมนี้จึงไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีได้มีการชี้สองสถานไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งแปดแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ยกคำร้อง

จำเลยทั้งแปดอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งแปดว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งแปดซึ่งมิได้ยื่นก่อนวันชี้สองสถานนั้น เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งแปดสามารถยื่นคำร้องในวันดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งแปดขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารสแกนดิเนเวีย เอ็นไคด้า หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ กับฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าคำขอให้โจทก์ออกสแตนบายเลตเตอร์ออฟเครดิตมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง นั้น ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งแปดยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องที่จำเลยทั้งแปดย่อมทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งแปดอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก และการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวนั้นแม้เป็นเหตุที่อาจมีผลต่อจำเลยทั้งแปดก็ตาม แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมตามบทกฎหมายดังกล่าวไว้ข้างต้นได้แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งแปดมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทปากน้ำเจริญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2551
#410581
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร แล้วมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวอันเป็นบทหนักแล้ว ศาลย่อมไม่อาจริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 44 วรรคสอง ประกอบมาตรา 24 ได้ เพราะศาลไม่ได้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33 ด้วย ศาลย่อมริบตามกฎหมายที่ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 49, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติบำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และริบบุหรี่ต่างประเทศของกลางเป็นของกรมสรรพสามิตกับจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับ และแก่เจ้าพนักงานผู้จับ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 24, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้นหรือจำหน่ายของที่ยังไม่ได้เสียภาษีหรือยังไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากร ให้ปรับสี่เท่าของราคารวมค่าอากรเป็นเงิน 22,400 บาท ฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเกินกว่าห้าร้อยกรัม และมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้แสตมป์ยาสูบ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวให้ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 50 ให้ปรับสิบห้าเท่าของค่าแสตมป์ยาสูบที่ต้องปิด เป็นเงิน 186,637.50 บาท และฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมปรับ 15,000 บาท รวมโทษทุกกระทงปรับ 224,037.50 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 112,018.75 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร แล้วมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับแต่ก็มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรกระทงหนึ่ง และฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่าฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันอีกกระทงหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติอัตราโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ราคาของรวมค่าอากรของคดีนี้มีจำนวน 5,600 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงต้องลงโทษปรับ 22,400 บาท กรณีไม่อาจลงโทษปรับจำนวนน้อยกว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 108 กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหวางประเทศกลางลงโทษปรับจำนวน 15,000 บาท ก่อนลดโทษจึงเหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลงโทษปรับน้อยกว่านี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งจ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายโดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้จ่ายจากความผิดฐานใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้เมื่อศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว ศาลย่อมไม่อาจริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 44 วรรคสอง ประกอบมาตรา 24 ได้ เพราะศาลไม่ได้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ด้วย ศาลย่อมริบตามกฎหมายที่ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม และฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานช่วนซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 22,400 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแล้ว ปรับ 37,400 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 18,700 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดจากเงินค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7, 8 วรรคหนึ่ง ริบของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 19 ม. 24 ม. 44 ม. 49 ม. 50
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายบุญผัน เรียงพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2551
#410528
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีภูมิลำเนาในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ทำสัญญาให้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในงานก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 13 ของมูลค่างานที่จำเลยเข้าเป็นคู่สัญญาจากการประสานงานของโจทก์ จากนั้นโจทก์ติดต่อประสานงานจนกลุ่มบริษัทกิจการร่วมค้าไอทีโอว่าจ้างจำเลยทำงาน 3 กลุ่มงาน คือ งานอุปกรณ์ตกแต่งอาคารและเครื่องหมายสัญลักษณ์ งานท่าเทียบเครื่องบินแอร์บัส และงานก่อสร้างสถานีรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินกับมักกะสันและพญาไทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 735,000,000 บาท ซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์รวม 95,550,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและบอกเลิกสัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบริการและค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานจริง แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนต่อเมื่อจำเลยได้รับค่าจ้างตามงวดงานที่จำเลยทำเสร็จและส่งมอบงานให้กิจการร่วมค้าไอทีโอ แต่จำเลยยังไม่ได้รับชำระค่างวดค่าจ้าง และโจทก์ไม่ได้ติดต่อประมานงานให้จำเลยได้งานรับจ้างดังกล่าวทั้งยังทำงานบกพร่อง ไม่รับผิดชอบ ขาดความรู้ จนทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการที่โจทก์ทำงานบกพร่องผิดพลาดรวมเป็นเงิน 321,311,566 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา (1) หลังจากยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินประกันสัญญาและเงินค่าจ้างตามสัญญาที่จำเลยจะได้รับจากกิจการร่วมค้าไอทีโอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) จำเลยยื่นคำคัดค้าน

(2) หลังจากจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้อายัดเงินที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อกิจการร่วมค้าไอทีโอไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามมิให้กิจการร่วมค้าไอทีโอชำระเงินจำนวน 24,852,602.43 บาท แก่จำเลยและเงินในอัตราร้อยละ 13 ของเงินซึ่งกิจการร่วมค้าไอทีโอจะต้องชำระแก่จำเลยในงวดที่จะถึงกำหนดชำระต่อไปตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกสารหมาย ล.14 และ ล.15) กับตามสัญญาให้บริการติดตั้งทดสอบและส่งมอบอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกหมาย ล.16 และ ล.17) (ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) แต่ให้กิจการร่วมค้าไอทีโอนำเงินดังกล่าวส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ โดยให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 3,000,000 บาท ก่อนออกหมายดังกล่าว และให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะชำระแก่จำเลยเมื่อถึงกำหนดชำระ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ ตามมาตรา 255 (1) (ก) หรือ (ข) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองโจทก์ชั่วคราว โดยยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายโจเอล โบเชอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ว่า จำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับการจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามหนังสือยืนยันการเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน ซึ่งจำเลยก็ได้นำสืบรับในชั้นนี้ว่าจำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการดังกล่าวจริงตามสัญญาตั้งตัวแทนเอกสารหมาย ล.12 ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเบื้องต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวนี้รับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ ซึ่งโจทก์ยืนยันว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาโดยติดต่อประสานงานกับกิจการร่วมค้าไอทีโอจนจำเลยได้รับการว่าจ้างงานช่วงตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 หาใช่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยปราศจากมูลหนี้ที่จะเรียกร้องหรือฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยแต่อย่างใดไม่ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันโดยละเอียดในชั้นพิจารณาสืบพยานต่อไป หาใช่ว่าจะต้องสืบพยานกันจนสิ้นกระแสความถึงขนาดรับฟังได้แล้วว่าโจทก์ในฐานะตัวแทนจำเลยได้ชี้ช่องให้จำเลยเข้าทำสัญญารับจ้างเหมาช่วงงานจากกิจการร่วมค้าไอทีโอดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ เพราะหากต้องสืบพยานจนได้ความถึงขนาดนั้นก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดที่โจทก์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเนื่องจากการพิจารณาคดีล่วงไปจนเสร็จสิ้นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาตั้งตัวแทนจากจำเลยผู้ว่าจ้างหรือไม่ ทั้งก็เป็นการด่วนวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีไปในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวเสียก่อนที่จะสืบพยานในชั้นพิจารณาของคดีด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนำสืบพยานกันต่อไปอีกแล้ว ส่วนปัญหาว่ามีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ก) เพราะจำเลยไม่มีทรัพย์สินอันใดในประเทศไทยที่จะยักย้ายหรือจะโอน การที่กิจการร่วมค้าไอทีโอชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาขายเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 ให้จำเลยแล้ว 7 งวด โดยชำระเข้าบัญชีของจำเลยโดยตรงที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีก็เป็นการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาช่วง จำเลยมิได้มีเจตนายักย้ายเงินค่าจ้างตามมาตรา 254 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีจำเลยก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีในประเทศไทยได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ข) ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยมีกิจการและฐานะทางการเงินมั่นคงในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี กิจการดังกล่าวก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับคดีของศาลไทย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่ากิจการร่วมค้าไอทีโอจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาบริการเอกสารหมาย ล.16 และ ล.17 ให้แก่จำเลยในประเทศไทย จำเลยยังมิได้ยักย้ายหรือโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินไปให้พ้นอำนาจศาลไม่เป็นการยากที่จะบังคับเอากับค่าจ้างจำนวนนี้หากจำเลยแพ้คดี ก็หาได้เป็นหลักประกันว่าจำเลยจะนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากกิจการร่วมค้าไอทีโอส่วนนี้ไปชำระให้แก่โจทก์ หากโจทก์ชนะคดีไม่ ฉะนั้น จึงเห็นว่ากรณีมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) คำสั่งอายัดเงินของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า สมควรที่ศาลจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้แก่จำเลยโดยสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำของนางสาวโมนิกา โอแบติ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์ใดที่จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแทนจำเลยหรือแก่จำเลยในคดีนี้หากโจทก์แพ้คดี แม้โจทก์จะมีทรัพย์สินเป็นของบริษัทโจทก์ไม่มาก ตามงบการเงินปี 2546 เอกสารหมาย ล.30 แต่โจทก์ยังคงประกอบธุรกิจ และยังมีทรัพย์สินอยู่คือรถยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงาน และเงินสด ซึ่งแม้มีจำนวนเพียงเล็กน้อยตามบันทึกถ้อยคำของนางสาวโมนิกา โอแบติ แต่ก็น่าจะเพียงพอชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแทนจำเลยหรือแก่จำเลยในคดีส่วนที่โจทก์ฟ้องซึ่งจะมีจำนวนไม่มาก โดยไม่รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยฟ้องแย้งซึ่งถือว่าจำเลยเป็นโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ไม่ชำระค่าภาษีอากรแก่รัฐบาลตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ก็เพราะโจทก์ประกอบกิจการขาดทุน หาใช่เพราะหลีกเลี่ยงภาษี และการไม่ชำระภาษีก็ไม่เป็นเหตุที่จะแสดงให้เชื่อว่าโจทก์จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การที่บริษัทโจทก์มีเพียงนายโจเอล โบเชอร์ กรรมการผู้จัดการที่บริหารงานเพียงผู้เดียวก็เป็นเรื่องปกติในการบริหารจัดการบริษัทที่นายโจเอล โบเชอร์ ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยก็ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือทรัพย์สินของบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการผู้จัดการ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้สั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอวีเอชั่น เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัท ซีซีเอ็ม เอส. อาร์. แอล. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2551
#410527
เปิดฉบับเต็ม

ตัวแทนที่จะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังจะต้องเป็นตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้สินค้าเสียหาย ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว

ผู้ขนส่งได้รับสินค้าไว้จากผู้ส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อยแต่ความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ขนส่งสินค้าจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

เหตุที่จะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่รวมถึงการประมาทเลินเล่อธรรมดา เมื่อเหตุที่สินค้าเสียหายมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 5 ที่ 6 หรือตัวแทนกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ซึ่งจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 60 (1) จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 บริษัทกระดาษสหไทย จำกัด (มหาชน) ได้สั่งซื้อสินค้า คือ ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ จำนวน 6 อัน ราคา 23,100 ปอนด์สเตอร์ลิง จากบริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ในประเทศอังกฤษ โดยผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าไว้ต่อโจทก์ ผู้ขายที่ประเทศอังกฤษได้ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำสินค้าบรรทุกลงเรือฮุนได เยนเนอรัล ณ ท่าเรือประเทศอังกฤษ โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งอันเป็นหลักฐานการขนส่งให้ผู้ขายและจำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 1 เมื่อเรือมาถึงเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย ได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือและนำไปบรรทุกลงเรือสินาร์ บาลี ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของ หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 ตัวแทนได้ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 3 เรือสินาร์ บาลี เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพในวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 จากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกันขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือมาไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่จำเลยทั้งสามไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีพอทำให้ลังที่บรรจุสินค้าตกลงมากระแทกพื้น เป็นเหตุให้ลูกกลิ้งเกิดความเสียหาย 1 อัน คิดเป็นเงิน 304,457.49 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อตามสัญญาประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 และได้บอกกล่าวทวงถามเรียกค่าสินไหมทดแทนไปยังจำเลยทั้งหก แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้ยังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 304,457.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,174.30 บาท รวมเป็น 320,631.79 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 304,457.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างจากผู้ส่งหรือผู้ขายให้ขนส่งสินค้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าแทน โดยมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ผู้ส่งของนำสินค้ามาส่งให้จำเลยที่ 3 ที่ท่าเรือต้นทาง จำเลยที่ 3 หรือตัวแทนเป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเรือเดินถึงท่าเรือกรุงเทพ ผู้ขนส่งส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ตู้คอนเทนเนอร์และตราผนึกตู้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดจากการละเลยหรือไม่เอาใจใส่หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดก็รับผิดไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเล แต่ประกอบกิจการเป็นผู้รับจัดการขนส่ง (FREIGHT FORWARDER) หรือเป็นเพียงตัวแทนในธุรกิจการรับขนทางทะเลเท่านั้นมิใช่เป็นผู้รับขน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 เนื่องจากใบตราส่งเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ออกหรือเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ได้ร่วมหรือช่วยยกสินค้าจากเรือสินาร์ บาลี มาไว้ในคลังสินค้า หากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องรับผิดก็จำกัดความรับผิดโดยรับผิดไม่เกินข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมาย คือ กิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 5 ประกอบกิจการของส่งสินค้าทางทะเลและแต่งตั้งจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนเจ้าของเรือหรือตัวแทนผู้ขนส่ง ในการดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจการรับขนของทางทะเล โดยรับผิดชอบในช่วงการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซียไปยังปลายทางที่ท่าเรือกรุงเทพ โดยมีเงื่อนไขในการขนส่งแบบ เอฟซีเอส/เอฟซีเอส ผู้ขนส่งไม่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเกี่ยวกับการบรรจุสินค้าลงในตู้คอนเทนเนอร์เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัทดับบลิวเอสเอ ไลน์ (มาเลเซีย) จำกัด จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบบสลายของสินค้าพิพาท เมื่อเรือสินาร์ บาลี บรรทุกสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 พร้อมเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์พิพาทปรากฏว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 5 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการขนส่งถูกต้องครบถ้วนแล้ว เมื่อขนถ่ายสินค้าจำนวน 76 หีบห่อออกจากตู้คอนเทนเนอร์ จึงพบว่ามีหีบห่อเสียหาย 11 หีบห่อ รวมทั้งสินค้าลูกกลิ้งของโจทก์ 6 หีบห่อ โดยปรากฏว่าหีบห่อทั้ง 6 หีบห่อแตกหักทั้งหมด แต่หีบห่อหมายเลข 5 น้ำหนักสินค้าสุทธิ 1,895 กิโลกรัม ได้รับความเสียหาย จึงมีการทำบันทึกเป็นหลักฐานและนำเข้าเก็บในคลังสินค้า ความเสียหายของสินค้าลูกกลิ้ง 1 อัน มิใช่เกิดจากการขนถ่ายสินค้าและทำลังบรรจุสินค้าตกกระแทกพื้นแต่เกิดจากผู้ส่งหรือผู้ขายซึ่งเป็นผู้บรรจุสินค้าทำการบรรจุหีบห่อไม่แข็งแรงและไม่เหมาะกับสินค้า ทั้งการจัดวางสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ไม่เหมาะสม ความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของขนส่ง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่หากรับผิดก็จำกัดความรับผิดคือรับผิดไม่เกิน 56,850 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 202,971.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 16,174.20 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าบริษัทกระดาษสหไทย จำกัด (มหาชน) ได้สั่งซื้อสินค้า คือ ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษจำนวน 6 อัน รวมราคา 23,100 ปอนด์สเตอร์ลิง จากบริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษโดยผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมาย จ.10 และผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศอังกฤษมายังประเทศไทย ผู้ขายได้มอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ทำการขนส่งต่อ ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 เมื่อเรือฮุนได เยนเนอรัล ขนส่งสินค้าจากประเทศอังกฤษมาถึงเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย ได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือดังกล่าวแล้วนำบรรทุกลงเรือสินาร์ บาลี ของจำเลยที่ 5 ผู้ขนส่ง ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนในประเทศไทย เมื่อเรือดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพได้มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ต่อมาเมื่อผู้ซื้อไปขอรับสินค้า พบว่าลูกกลิ้งดังกล่าว 1 อัน ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 304,457.49 บาท ผู้ซื้อจึงได้เรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากโจทก์และโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนและรับช่วงสิทธิเอกสารหมาย จ.13

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าวหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะตัวแทนทำการแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เห็นว่า ตัวแทนคนใดจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังนั้นจะต้องเป็นกรณีตัวแทนนั้นทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 824 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศก็ตามแต่ในข้อนี้ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและคำเบิกความของนายปราโมทย์ สว่างแจ้ง ผู้จัดการส่วนสินไหมของโจทก์พยานโจทก์เพียงว่า บริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ผู้ขายได้มอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับสินค้าแล้วได้นำสินค้าบรรทุกลงเรือ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ออกใบตราส่งไว้ ตามสำเนาใบตราส่งเอกหมาย จ.2 และ จ.4 โดยในขั้นตอนนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนที่นายปราโมทย์ให้ถ้อยคำต่อไปว่าจากนั้นจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนทำสัญญาแทนและดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาในต่างประเทศได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ดำเนินการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเพื่อนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ในระหว่างขนถ่ายสินค้ามิได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีเพียงพอในการขนถ่ายสินค้าเป็นเหตุให้ลังบรรจุสินค้าตกลงกระแทกพื้น ทำให้สินค้าเสียหายนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญากับผู้ใดแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญานั้น ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การและนำสืบต่อสู้อยู่ว่า สำหรับการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 เข้าเกี่ยวข้องเพียงแค่รับแลกใบสั่งปล่อยสินค้าและใบตราส่ง กับแจ้งกำหนดการเรือเข้าเทียบท่าให้แก่ผู้รับตราส่งทราบโดยเป็นการดำเนินการทางเอกสารเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเพื่อนำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าดังกล่าว ที่นายปราโมทย์ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าดังกล่าวด้วยนั้น นายปราโมทย์ก็ไม่ได้เห็นเองทั้งได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 จะเข้าร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 นำสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้าอย่างไร หรือไม่ พยานไม่ทราบ ประกอบกับในข้อนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุน กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้สินค้าเสียหายดังกล่าว ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

สำหรับจำเลยที่ 5 แม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่าจำเลยที่ 5 ตกลงทำการขนส่งสินค้าจากเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย มาท่าเรือกรุงเทพในเงื่อนไขการขนส่งระบบซีวาย/ซีวาย หรือ เอฟซีแอล/เอฟซีแอล กล่าวคือ ที่ท่าเรือกรุงเทพ เมื่อจำเลยที่ 5 ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในสภาพเรียบร้อยแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ก็สิ้นสุดลง แต่จำเลยที่ 5 ก็ได้ให้การว่า ก่อนที่เรือจะเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 ตัวแทนในประเทศไทย และบริษัทดับบลิวเอสเอ ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับตราส่งได้ตกลงกันขอเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการขนส่งที่ท่าปลายทางจากระบบ ซีวาย/ซีวาย หรือ เอฟซีแอล/เอฟซีแอล เป็นระบบ ซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส โดยขอเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแทนที่จะนำตู้คอนเทนเนอร์ไปเปิดที่สถานที่ของผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 6 จึงจัดให้มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บไว้ในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อผู้รับตราส่งจะได้มาขอรับสินค้าต่อไป ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 จึงยังไม่สิ้นสุดจนกว่าจำเลยที่ 5 จะได้ส่งมอบสินค้าไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 5 ได้ส่งมอบสินค้าไว้กับเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในสภาพเรียบร้อยแล้ว เหตุแห่งการเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 5 นั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ให้การว่า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 5 ได้จัดการให้มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ต่อหน้าศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งในขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์ดวงตราผนึกที่ปิดไว้ตลอดจนภายนอกของตู้คอนเทนเนอร์อยู่ในสภาพเรียบร้อย และเมื่อดำเนินการขนถ่ายสินค้าจำนวน 76 หีบห่อ ออกจากตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวจึงพบว่ามีหีบห่อได้รับความเสียหาย 11 หีบห่อ ซึ่งรวมทั้งสินค้าของผู้ซื้อ 6 หีบห่อด้วย จึงมีการสำรวจสินค้าทั้ง 6 หีบห่อ ปรากฏว่า หีบห่อที่บรรจุสินค้าทั้ง 6 หีบห่อแตกหักทั้งหมด แต่หีบห่อหมายเลข 5 น้ำหนักสุทธิลูกกลิ้ง 1,895 กิโลกรัม ได้รับความเสียหายจึงมีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานและนำเข้าเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าหมายเลข 13 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า ขณะเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเปิดตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้เสียหายจึงขัดแย้งและแตกต่างกับคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าว ไม่ควรรับฟัง ทั้งโจทก์มีนายปราโมทย์เป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่า สินค้าได้รับความเสียหายตามรายการสำรวจสินค้าที่ออกโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าว ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าความเสียหายดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนที่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะได้รับมอบสินค้าไว้จากผู้ขนส่ง และตามรายการดังกล่าว โจทก์ได้ทำคำแปลยื่นมาด้วย โดยจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้คัดค้านโต้แย้งคำแปลงดังกล่าวซึ่งรายการสำรวจสินค้าดังกล่าวระบุเพียงว่า ลังแตกและตรวจสอบพบสินค้า 1 อันเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความระบุว่า ลังได้รับความเสียหาย และเมื่อตรวจสอบสินค้าภายในลังนั้นปรากฏว่า สินค้ามีสภาพดีดังที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ ส่วนที่รายการดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าสินค้าได้รับความเสียหายด้วยนั้น นายกฤษณะ แก่นสูงเนิน พยานโจทก์ผู้ทำการสำรวจสินค้าดังกล่าวได้เบิกความยืนยันว่า สินค้าพิพาทจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษเป็นตัวรีดกระดาษให้เรียบ การสำรวจสินค้าประเภทนี้จะต้องแกะหีบห่อออกตรวจดู ตามรายการสำรวจสินค้าเอกสารหมาย จ.11 ที่ระบุข้อความดังกล่าว ความจริงไม่มีการตรวจสอบสินค้า พยานได้ท้วงติงการออกเอกสารดังกล่าวแล้ว ชิบปิ้งซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของสินค้ารับว่าจะตามผู้ออกเอกสารมาแก้ไขให้ถูกต้อง และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้างว่าตาม TALLY SHEET เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้จัดทำไว้ตอนเปิดตู้คอนเทนเนอร์ไม่มีข้อความระบุว่าสินค้าได้รับความเสียหาย นั้น เห็นว่า ตามเอกสารดังกล่าวก็มีหมายเหตุด้วยอักษรภาษาอังกฤษไว้ ทั้งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ไม่ได้นำเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวมาเบิกความให้กระจ่างอันจะทำให้น่าเชื่อดังจำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้าง ตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ยอมรับว่าขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวพบว่าหีบห่อสินค้าพิพาททั้ง 6 หีบห่อแตก แต่หีบห่อหมายเลข 5 ลูกกลิ้งได้รับความเสียหายดังกล่าวข้างต้น เมื่อกรณีรับฟังได้ว่าผู้ขนส่งได้รับสินค้าดังกล่าวไว้จากผู้ส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุแห่งความเสียหายได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 6 ไม่ได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 6 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าจากประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ 6 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการออกใบสั่งปล่อยสินค้าเมื่อเรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในประเทศไทยแล้วในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 6 จึงเป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่ง มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศมิใช่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น ทั้งปรากฏตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยที่ 6 ได้ออกใบตราส่งในการขนส่งสินค้าพิพาทแทนจำเลยที่ 5 นอกจากนี้จำเลยที่ 6 ยังได้เข้ามาดำเนินการส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งแทนจำเลยที่ 5 ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีว่า กรณีสินค้าได้รับความเสียหายดังกล่าวจะนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้บังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า การที่สินค้าเกิดความเสียหายมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 บัญญัติว่า "การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้

(1) การสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้..." จะเห็นได้ว่า เหตุที่จะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ในกรณีดังกล่าวต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่รวมถึงการประมาทเลินเล่อธรรมดา ซึ่งในข้อนี้ นายปราโมทย์ พยานโจทก์ให้ถ้อยคำไว้เพียงว่า ในการขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 มิได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีพอ อาจเป็นเพราะเลือกผู้รับจ้างไม่ดี เป็นเหตุให้ลังบรรจุสินค้าตกลงกระแทกพื้น ทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย โดยนายปราโมทย์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเพียงความคาดเดาของพยานโจทก์ปากนี้เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ไม่ได้นำสืบถึงว่าสินค้าเสียหายอย่างไร เพราะเหตุใด ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เหตุที่สินค้าเสียหายนั้น จำเลยที่ 5 ที่ 6 หรือตัวแทนได้กระทำ หรืองดเว้นกระทำการประการใด เป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ซึ่งจะตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 60 (1) ดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ย่อมได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 กรณีจึงนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 ดังกล่าวมาใช้บังคับได้และตามมาตรา 58 ดังกล่าว บัญญัติว่า ในกรณีที่ของซึ่งผู้ขนส่งได้รับมอบหมายเสียหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น แล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า เมื่อสินค้าพิพาทคือลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ 1 อัน ที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวมีน้ำหนักสุทธิ 1,895 กิโลกรัม ตามสำเนาใบบรรจุหีบห่อเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดเป็นเงินเพียง 56,850 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าการคำนวณจากจำนวนเงินที่ต้องรับผิดหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งคือ 1 หีบห่อ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น และเห็นว่า กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้อุทธรณ์ซึ่งทำให้คำพิพากษามีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กันยายน 2551 2546 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ชั้นนี้และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประภันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทวัตสัน-ซีคกิ้ง ไลน์ เฮอร์เบอร์ต วัตสัน เฟรต
จำเลย — เซอร์ฟ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 175/2551
#415471
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจตอนท้ายระบุว่า เพื่อเป็นหลักฐานในเรื่องดังกล่าวกรรมการผู้มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทต่อหน้าโนตารีปับลิกประจำท้องถิ่น และยังมีข้อความว่า ลายมือชื่อ ตราประทับ และส่งมอบโดย อ. ผู้มีชื่อปรากฏข้างต้นต่อหน้าโนตารีปับลิก ตามคำฟ้องกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแสดงว่าตามข้อบังคับของโจทก์ กรรมการผู้มีอำนาจจะลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ได้จะต้องประทับตราสำคัญของโจทก์ด้วย ฉะนั้น ในกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนนี้ โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว ในเมื่อตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว อ. ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หนังสือมอบอำนาจโจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงว่า รายละเอียดตามหนังสือมอบอำนาจนั้น โจทก์จะได้เสนอศาลในชั้นพิจารณาต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาท้ายฟ้อง จำเลยจึงไม่สามารถตรวจดูหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวและไม่สามารถยกเรื่องไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การได้ นอกจากนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ก็ได้ยกเรื่องหนังสือมอบอำนาจมาวินิจฉัยดังนี้ ถือได้ว่าปัญหาข้อนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จำเลยจึงยกปัญหาข้อนี้ข้ออ้างอิงในการยื่นอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกับประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท โจทก์โดยนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักงานกฎหมายเอ็มแอนด์ดับบลิว ดำเนินคดีนี้ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด จดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งสินค้าและคนโดยสารและรับเป็นตัวแทนในการดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อบำเหน็จทางการค้าปกติ โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้ายาวีโนโกลบูลิน จำนวน 200 ขวด ที่บริษัทอัลฟา เทราพิวทิค เอเชีย พีทีอี จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ขายให้แก่บริษัทอัลฟา เทราพิวทิค (ประเทศไทย) จำกัด การซื้อขายตกลงกันภายใต้เงื่อนไขแบบ CIF BANGKOK รวมเป็นเงิน 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้ขนส่งสินค้าทางอากาศ ผู้ขายติดต่อขอเอาประกันภัยสินค้าสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ตกลงรับประกันภัยโดยมีทุกประกันภัยจำนวน 14,300 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสินค้าถูกขนส่งถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้ซื้อได้ว่าจ้างให้จำเลยดำเนินพิธีการศุลกากร และจัดการขนส่งจากท่าอากาศยานกรุงเทพส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่คลังสินค้าของผู้ซื้อโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องดูแลจัดการขนส่งสินค้าให้ถึงคลังสินค้า และจัดเก็บเข้าคลังสินค้าของผู้ซื้อภายในวันที่ได้รับมอบสินค้าจากท่าอากาศยานกรุงเทพ เนื่องจากสินค้าต้องถูกจัดเก็บในคลังสินค้าที่กำหนดอุณหภูมิไว้ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส จำเลยตกลงดำเนินการตามเงื่อนไขที่ผู้ซื้อว่าจ้าง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2545 จำเลยดำเนินพิธีการศุลกากรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเลยติดต่อขอรับมอบสินค้าไปจากคลังสินค้าของท่าอากาศยานกรุงเทพ แต่จำเลยมิได้จัดการขนส่งสินค้มามอบให้แก่ผู้ซื้อภายในวันที่ได้รับมอบสินค้า จนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ผู้ซื้อตรวจพบว่าจำเลยยังมิได้นำสินค้ามาส่งมอบให้ตามที่ตกลงกัน เป็นเวลาเกินกว่า 3 วัน ถือว่าจำเลยประพฤติผิดข้อตกลงและผิดสัญญาต่อผู้ซื้อ เหตุดังกล่าวทำให้สินค้าทั้งหมดได้รับความเสียหายเสื่อมคุณภาพลงไม่อาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวเป็นยาที่ต้องนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ผู้ใช้ยา ต่อมาผู้ซื้อดำเนินการตรวจสอบพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จึงทำลายทิ้งทั้งหมดและแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าเสียหายมายังตัวแทนของโจทก์ในประเทศไทย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อเป็นเงิน 561,092.20 บาท เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2545 คิดถึงวันฟ้องได้เป็นเงิน 34,703.23 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 595,796.43 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 595,796.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 561,093.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 595,796.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 561,093.20 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกัน รับฟังเป็นยุติว่า บริษัทอัลฟา เทราพิวทิค เอเชีย พีทีอี จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ขายสินค้าคือยาวีโนโกลบูลิน จำนวน 200 ขวด ให้แก่บริษัทอัลฟา เทราพิวทิค (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีการซื้อขายภายใต้เงื่อนไขแบบ CIF BANGKOK ในราคา 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้จากบริษัทอัลฟา เทราพิวทิว เอเชีย พีทีอี จำกัด ในทุนประกันภัยจำนวน 14,300 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อตกลงว่าหากสินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหายไปไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุใดๆ หรือจากภัยใดก็ตามในระหว่างการขนส่งจากคลังสินค้าของผู้ขายไปจนถึงคลังสินค้าของผู้ซื้อ โจทก์ตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณีตามความเสียหายที่แท้จริงตามกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมคำแปล เมื่อสินค้าดังกล่าวถูกขนส่งถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ บริษัทอัลฟา เทราพิวทิค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อได้ว่าจ้างให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 จำเลยได้ดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรเรียบร้อยแล้ว และโจทก์อ้างว่าผู้ซื้อได้ว่าจ้างให้จำเลยติดต่อรับมอบสินค้าจากคลังสินค้าของท่าอากาศยานกรุงเทพและจัดการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าของผู้ซื้อที่ถนนสุขุมวิทด้วยโดยจำเลยแจ้งว่าจะรับสินค้าและจัดการขนส่งสินค้าเข้าโกดังผู้ซื้อในวันเดียวกันคือวันที่ 14 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยผิดสัญญาโดยจัดการขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 17 เดือนเดียวกัน และผู้ซื้อตรวจพบว่าสินค้ามิได้มีการจัดเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ตามที่ได้ตกลงติดต่อกันเกินกว่า 3 วัน ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพไม่อาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ ผู้ซื้อต้องนำสินค้าไปทำลายทั้งหมดและแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อแล้วเป็นเงิน 561,093.20 บาท เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ตามสำเนาเช็คและใบรับช่วงสิทธิพร้อมคำแปล โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้วตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและใบตอบรับแต่จำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักงานกฎหมายเอ็มแอนด์ดับบลิว ดำเนินคดีนี้ตามหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกและหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานกฎหมาย เอ็มแอนด์ดับบลิว ดำเนินคดีแทนโดยชอบ หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์มาด้วยว่าการมอบอำนาจดังกล่าวนอกจากนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแล้วต้องประทับตราสำคัญของโจทก์ด้วย จึงจะมีผลสมบูรณ์ แต่ตามหนังสือมอบอำนาจไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับไว้ การมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะมีโนตารีปับลิกของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นพยานรับรอง แต่ตามหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกดังกล่าวโนตารีปับลิกได้รับรองและเป็นพยานเพียงว่านายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์ประกันภัย (สิงคโปร์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้จัดตั้งขึ้นถูกต้องและดำรงอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งสิงคโปร์ และนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง ได้แสดงต่อพยานว่ามีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการให้หนังสือมอบอำนาจที่แนบท้ายเอกสารนี้มีผลตามกฎหมายสำหรับและแทนบริษัทดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือมอบอำนาจ ดังกล่าว และนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง ได้ลงลายมือชื่อโดยถูกต้องและสมัครใจในหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น ส่วนนอกนั้นจะยังต้องมีการกระทำอย่างไรหรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทอีกด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เนื่องจากตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายยืนยันว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยมีนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามพร้อมกับประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ และในคดีนี้โจทก์โดยนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง ได้แสดงตนต่อหน้าโนตารีปับลิกพร้อมเอกสารทั้งได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักงานกฎหมายเอ็มแอนด์ดับบลิว ดำเนินคดีนี้ประกอบกับตามหนังสือมอบอำนาจตอนท้ายก็ระบุว่าเพื่อเป็นหลักฐานในเรื่องดังกล่าวข้างต้น กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทต่อหน้าโนตารีปับลิกประจำท้องถิ่น และยังมีข้อความว่า ลงลายมือชื่อ ประทับตรา และส่งมอบโดยนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง ผู้มีชื่อปรากฏข้างต้นต่อหน้าโนตารีปับลิก ตามคำฟ้องกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแสดงว่าตามข้อบังคับของโจทก์ กรรมการผู้มีอำนาจจะลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ได้จะต้องประทับตราสำคัญของโจทก์ด้วย ฉะนั้น ในกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนนี้ โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว ในเมื่อตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวนายเอ็ดมุน ลิม คิม เล็ง ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์จึงไม่ชอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานกฎหมายเอ็มแอนด์ดับบลิวผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้ ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องนี้ไว้ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงนอกประเด็นมากล่าวอ้างนั้นเห็นว่า เกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงว่ารายละเอียดตามหนังสือมอบอำนาจนั้น โจทก์จะได้เสนอศาลในชั้นพิจารณาต่อไป โดยโจทก์ไม่ได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาท้ายคำฟ้อง จำเลยจึงไม่สามารถตรวจหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และไม่สามารถยกเรื่องไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวขึ้นต้นสู้ไว้ในคำให้การได้ ทั้งในเรื่องนี้นางรัชนีพยานจำเลยก็ได้เบิกความโต้แย้งไว้แล้วว่าพยานได้ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจแล้วปรากฏว่าไม่มีตราสำคัญของโจทก์ประทับ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยแล้วว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวถูกต้องแท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ไม่จำเป็นต้องมีตราประทับของบริษัท ดังนี้ ถือได้ว่าปัญหาข้อนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยจึงยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ได้ และเมื่อวินิจฉัยได้ความดังกล่าวแล้ว กรณีก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทโรยัลแอนด์ซันอัลลายแอนซ์
โจทก์ — ประกันภัย (สิงคโปร์) จำกัด
บริษัท เอ.เอ็น.โอ. อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต
จำเลย — เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2551
#412832
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และบริษัท ล. เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากกัน โดยจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจรับขนคนโดยสาร ส่วนบริษัท ล. ประกอบธุรกิจรับขนของ แต่ที่ว่างสำหรับรรทุกของใต้ท้องเครื่องบินโดยสารของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ขายพื้นที่ดังกล่าวแก่บริษัท ล. เพื่อไปบริการรับขนสินค้าในนามตนเอง เมื่อจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้บริษัท ล. ขนส่งสินค้าดังกล่าวและบริษัท ล. ได้ดำเนินการส่งสินค้าดังกล่าวมากับเครื่องบินของจำเลยที่ 3 โดยใช้พื้นที่บรรทุกใต้ท้องเครื่องบินโดยสารที่จำเลยที่ 3 ขายให้ดังกล่าวขนสินค้า ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ถูกขนส่งนั้น โดยเป็นผู้มีหน้าที่ในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของตน เช่นนี้ต้องถือว่าการส่งสินค้าครั้งนี้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งด้วยทอดหนึ่ง โดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 618

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทคลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าจำพวกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของสตรี เครื่องประดับ และเครื่องหนังจำนวน 5 กล่อง รวมเป็นเงิน 20,227 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่นเทรดดิ้ง เอส. เอ. จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี และผู้ซื้อสินค้าได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐอิตาลีมายังประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้วดำเนินการขนส่งที่ท่าอากาศยายต้นทางแทน และจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอีกทอดหนึ่ง ในการขนส่งสินค้าดังกล่าว ผู้ซื้อสินค้าได้เอาประกันภัยสินค้าในระหว่างขนส่งไว้แก่โจทก์ในวงเงินประกันภับ 25,229.85 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 3 ได้รับมอบสินค้าจำนวน 5 กล่องครบถ้วน และสินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยของกล่องฉีกขาดหรือเทปกาวผิดปกติ ต่อมาเมื่อเครื่องบินของจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้ามาถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้จัดการขนถ่ายสินค้าไปจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพ และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้ผู้เอาประกันภัยไปติดต่อดำเนินการขอรับสินค้า เมื่อผู้เอาประกันภัยไปรับสินค้าปรากฏว่าสินค้ามีเพียง 4 กล่อง และมีร่องรอยฉีกขาดสินค้าสูญหายไป 44 ชิ้น กับกล่องบรรจุสินค้าขาดหายไป 1 กล่อง คิดเป็นเงิน 236,784 บาท ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้เอาประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม โดยโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องได้เป็นเงิน 7,638.72 บาท รวมกับเงินต้นเป็นเงิน 244,422.72 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 244,422.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 236,784 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ไม่ได้ออกใบรับขนทางอากาศ โจทก์ไม่มีหลักฐานการสำรวจการสูญหายของสินค้าที่ชัดเจนแน่นอนและน่าเชื่อถือ การสูญหายของสินค้าที่โจทก์อ้างจึงไม่มีอยู่จริง หรือการสูญหายของสินค้าเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นหรือเกิดจากความผิดของผู้ส่ง ตัวแทนของผู้ส่ง ผู้รับตราส่งหรือตัวแทนของผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสิ้นสุดลงเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาสินค้าไว้โดยไม่อิดเอื้อนและได้ชำระค่าระวางแก่ผู้ขนส่งแล้ว และเป็นการสูญหายที่เห็นได้แต่สภาพนอก แต่ผู้รับตราส่งหรือตัวแทนมิได้บอกกล่าวการสูญหายแก่ผู้ขนส่งในเวลาส่งมอบ ความรับผิดของผู้ขนส่งหากมีอยู่จริงก็ถือว่าได้สิ้นสุดลงแล้วและสินค้าได้ถูกขนถ่ายเก็บไว้ในคลังสินค้าของการบินไทย สินค้าจึงไม่ได้อยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งอีกต่อไป และสิทธิเรียกร้องประเภทนี้ โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันส่งมอบ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ หากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดจำเลยที่ 3 ก็รับผิดไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดในใบรับขนทางอากาศที่ผู้ขายหรือผู้ส่งสินค้าได้ตกลงกับผู้ขนส่ง สินค้าที่สูญหายมีน้ำหนัก 23.6 กิโลกรัม หากจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดก็รับผิดไม่เกิน 472 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 236,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทคลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าจำพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสตรี เครื่องประดับและเครื่องหนัง จำนวน 5 กล่อง รวมเป็นเงิน 20,227 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่นเทรดดิ้ง เอส. เอ. จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีตามสำเนาใบกำกับสินค้า และผู้ซื้อสินค้าได้เอาประกันภัยสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้แก่โจทก์ในวงเงินประกันภัย 25,229.85 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดและหนังสือรับรองการประกันภับทางทะเล สำหรับการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐอิตาลีมายังประเทศไทย ผู้ซื้อสินค้าได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับสินค้าจากผู้ขายแล้วดำเนินการขนส่งที่ท่าอากาศยานต้นทางแทน จำเลยที่ 2 ได้รับสินค้าจากผู้ขายจำนวน 5 กล่อง ถูกต้องครบถ้วนและกล่องสินค้าอยู่ในสภาพปกติไม่มีร่องรอยความเสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ออกใบรับขนทางอากาศให้ไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวมาโดยเครื่องบินเที่ยวบินที่ LH 8440 ต่อมาเมื่อเครื่องบินเที่ยวบินดังกล่าว มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพ ทางสายการบินดังกล่าวได้ขนถ่ายสินค้ามาจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าของบริษัทไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้ผู้เอาประกันภัยทราบเพื่อให้ไปติดต่อขอรับสินค้า จากนั้นผู้เอาประกันภัยได้มอบหมายให้ตัวแทนไปขอรับสินค้า ปรากฏว่าสินค้ามีเพียง 4 กล่อง ขาดหายไป 1 กล่อง ทั้งกล่องสินค้าดังกล่าวมีสภาพผิดปกติคือมีร่องรอยฉีกขาดเหมือนมีการกรีดหรือแกะกล่องมาก่อนแล้วปิดเทปกาวใหม่อีกชั้นหนึ่งมีสินค้าสูญหายไป 1 กล่อง กับ 44 ชิ้น ตามสำเนารายงานความเสียหายของสินค้าสำเนาใบส่งของและภาพถ่าย คิดค่าสินไหมทดแทนได้เป็นเงิน 236,784 บาท ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจากโจทก์ โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ตามใบสำคัญจ่ายและใบรับช่วงสิทธิ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าวอีกทอดหนึ่งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าว แต่บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 และบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากกัน และจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสำเนาใบรับขนทางอากาศ แต่ในข้อนี้โจทก์มีนางสาวปาริฉัตรซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทนของโจทก์เป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าวด้วยโดยสินค้าได้ขนส่งมากับเครื่องบินของจำเลยที่ 3 ล้วนระบุว่าสินค้าขนส่งมาโดยเที่ยวบินที่ LH 8440 ซึ่งเป็นสายการบินของจำเลยที่ 3 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอมรซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกสินค้าขาข้าวของบริษัทไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 3 แต่งตั้งให้บริษัทพยานเป็นตัวแทนในการรับมอบสินค้า จำเลยที่ 3 ใช้อักษรย่อว่า LH และสินค้าพิพาทขนมาโดยเที่ยวบินที่ LH 8440 ของจำเลยที่ 3 โดยตามเอกสารล้วนระบุเที่ยวบินที่ LH 8440 ซึ่งเป็นเที่ยวบินของจำเลยที่ 3 เพียงแต่พยานปากนี้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าสินค้าพิพาทมากับเครื่องบินของจำเลยที่ 3 ด้วยวิธีใด ส่วนจำเลยที่ 3 ก็นำสืบยอมรับว่าจำเลยที่ 3 และบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่มเครือเดียวกัน แม้ประกอบธุรกิจแตกต่างกันโดยจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจรับขนคนโดยสาร ส่วนบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ประกอบธุรกิจรับขนของแต่ที่ว่างสำหรับบรรทุกของใต้ท้องเครื่องบินโดยสารของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ขายพื้นที่ดังกล่าวให้แก่บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด เพื่อไปบริการรับขนสินค้าในนามของตนเอง และจำเลยที่ 3 ยังนำสืบได้ความว่า นอกจากจะใช้เครื่องบินของตนให้บริการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะแล้ว บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ยังนำเอาพื้นที่บรรทุกของใต้ท้องเครื่องบินโดยสารของจำเลยที่ 3 ไปให้บริการรับขนสินค้าเพิ่มเติมในกิจการของตนด้วย ทั้งนายเดวิด โคเนอร์ เคียรี่ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด พยานจำเลยที่ 3 ก็เบิกความว่า ในกรณีที่บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ขนสินค้ามากับเครื่องบินของจำเลยที่ 3 บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ก็จะเป็นผู้ออกใบรับขนทางอากาศ ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งให้ชัดแจ้งว่าสินค้าถูกขนมาโดยเครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด โดยเฉพาะตามที่นายเดวิด โคเนอร์ เคียรี่ พยานจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้บริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ขนส่งสินค้าดังกล่าวตามใบรับขนทางอากาศและบริษัทลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้ เอจี จำกัด ได้ดำเนินการส่งสินค้าดังกล่าวมากับเครื่องบินของจำเลยที่ 3 โดยใช้พื้นที่บรรทุกของใต้ท้องเครื่องบินโดยสารที่จำเลยที่ 3 ขายให้ดังกล่าวขนสินค้า ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 เข้าเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ถูกขนส่งนั้นโดยเป็นผู้มีหน้าที่ในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของตน เช่นนี้ต้องถือว่าการส่งสินค้าครั้งนี้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งด้วยทอดหนึ่ง โดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 618
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่า ประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทแจส ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2551
#412503
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ดังกล่าวมิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งอนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใด ๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก็อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ทั้งสิ้น เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบเนื่องจากราคาต่ำไป และการขายทอดตลาดเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินจำนวน 12 แปลง ตามคำฟ้องออกเป็น 84 ส่วน ให้โจทก์ทั้งสอง จำเลย กับผู้ร้องสอดที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งคนละ 17 ส่วน ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งคนละ 8 ส่วน การแบ่งทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์มรดกที่ดินทั้ง 12 แปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาดวันที่ 5 สิงหาคม 2546 ผู้คัดค้านได้ขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 4 และที่ 5 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10380 และ 5399 ตำบลไร่ขิง (ท่าพูด) อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม ให้แก่นายเมธีผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 15,800,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า การขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 4 และที่ 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นราคาที่ต่ำเกินสมควร โดยคู่ความในคดีทั้งจำเลยขายทอดตลาดโดยไม่โปร่งใสหรือไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 4 และที่ 5 โดยชอบด้วยกฎหมายและราคาขายเป็นราคาที่เหมาะสม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยกับฝ่ายผู้คัดค้านเห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่าวมิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งอนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ร้องเพียงอย่างเดียวดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ แต่หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรคคสอง แล้ว คำสั่งใด ๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก็อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่ทั้งสิ้น เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบเนื่องจากราคาต่ำไป และการขายทอดตลาดเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบูรณ์ พึ่งขจรบุญ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายภาณุ ขจรบุญ กับพวก
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายเมธี พฤกษพิพัฒน์
เจ้าพนักงานบังคับคดี
ผู้คัดค้าน — สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายวีระ ขจรบุญ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2551
#412359
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เพียงแต่อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง จำนวน 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 90,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินแทน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,476.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน เมื่อถึงวันนัด จำเลยขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดีจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดี แล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลย เมื่อถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมแล้วต้องไม่เกิน 5,476.24 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยข้อ 3.2 ที่ว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำการสืบพยานใหม่ การที่นายไพบูลย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และในฐานะทนายโจทก์เพียงแต่เข้าเบิกความว่า โจทก์ขอถือเอาคำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ที่ได้เคยเบิกความไว้ในชั้นพิจารณาก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นพยานหลักฐาน แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ของโจทก์ซึ่งเคยเบิกความไว้แล้วดังกล่าวถือเป็นพยานเอกสารที่แสดงว่าตัวโจทก์และพยานบุคคลอื่นๆ ได้เคยบอกเล่าไว้อย่างไรต่อศาล เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งเพื่อพิเคราะห์ประกอบพยานเอกสารอื่นของโจทก์ที่อ้างส่ง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ทั้งคำเบิกความของนายไพบูลย์ในครั้งหลังนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่ากับได้รับฟังคำพยานบุคคลปากอื่นของโจทก์มาก่อน ชอบที่ศาลจะไม่รับฟังพยานปากนายไพบูลย์จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า เนื้อหาในฎีกาข้อนี้มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองเพียงแต่อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ เตโชตานนท์
จำเลย — นายสมนึก วิมูลชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2551
#415470
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาในฎีกาที่มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล แม้จะอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่า การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แต่หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,476.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นนัดไต่สวน เมื่อถึงวันนัด จำเลยขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดี แล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลย เมื่อถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมแล้วต้องไม่เกิน 5,476.24 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยข้อ 3.2 ที่ว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำการสืบพยานใหม่ การที่นายไพบูลย์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และในฐานะทนายโจทก์เพียงแต่เข้าเบิกความว่า โจทก์ขอถือเอาคำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ที่ได้เคยเบิกความไว้ในชั้นพิจารณาก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นพยานหลักฐาน แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำเบิกความของตัวโจทก์และของพยานบุคคลอื่นๆ ของโจทก์ซึ่งเคยเบิกความไว้แล้ว ดังกล่าวถือเป็นพยานเอกสารที่แสดงว่าตัวโจทก์และพยานบุคคลอื่นๆ ได้เคยบอกเล่าไว้อย่างไรต่อศาล เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งเพื่อพิเคราะห์ประกอบพยานเอกสารอื่นของโจทก์ที่อ้างส่ง เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ทั้งคำเบิกความของนายไพบูลย์ในครั้งหลังนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่ากับได้รับฟังคำพยานบุคคลปากอื่นของโจทก์มาก่อน ชอบที่ศาลจะไม่รับฟังพยานปากนายไพบูลย์จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า เนื้อหาในฎีกาข้อนี้มีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เพียงแต่อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขึ้นมาโต้แย้งว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวมิชอบ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หาได้เป็นข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาเพื่อเอาชนะคดีโดยชัดแจ้งไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 95,476.24 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ เตโชตานนท์
จำเลย — นายสมนึก วิมูลชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 151/2551
#410526
เปิดฉบับเต็ม

ส. กับ ม. ซึ่งเป็นทายาทของ ก. เอาเงินจำเลยไปคนละ 7,000 บาท แล้วบุคคลทั้งสองตกลงยกทรัพย์มรดกของ ก. ส่วนของตนตีใช้หนี้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ก. เช่นกัน ถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง สามารถใช้บังคับกันได้โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า นางแก่นกับนายอ่อน นามวิชัย อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 6 คน ได้แก่ นางเปลี่ยน นายสอน นายเสาร์ จำเลย นายเสริม และนายทองสา โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนายเสาร์กับนางหนูเพียร นามวิชัย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 6 คน โดยนายเสาร์ให้การรับรองบุตรทุกคน ให้การอุปการะเลี้ยงดู และให้ใช้นามสกุล โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายเสริมกับนางหนูจันทร์ นามวิชัย ซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน นายเสาร์และนายเสริมถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2515 นางแก่นถึงแก่ความตายด้วยโรคชรา โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ขณะนางแก่นยังมีชีวิตอยู่มีที่ดิน 5 แปลง และมีทรัพย์สินอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากซึ่งรวมถึงที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 32 สารบบ หมู่ที่ 5 หน้า 158 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดยโสธร) ต่อมาจำเลยขอออกเป็นโฉนดเลขที่ 29763 เล่ม 298 หน้า 65 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา ทายาทได้ตกลงครอบครองทรัพย์มรดกของนางแก่นเป็นส่วนสัดของตนเอง โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 32 สารบบ หมู่ที่ 5 หน้า 158 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี และตกลงจะแบ่งปันในภายหลังเมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแล้ว ทายาททุกคนยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางแก่นเพื่อความสะดวกในการยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอออกโฉนดที่ดินและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2534 หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยครอบครองอยู่ให้แก่นายทองสา นามวิชัย 5 ไร่ และนางเปลี่ยน พรมหูต ส่วนที่ดินแปลงอื่นได้โอนมาเป็นของตนเองแต่ผู้เดียว โจทก์ทั้งสองขอแบ่งปันทรัพย์มรดกจากจำเลยในฐานะทายาทผู้ได้รับมรดกแทนที่ จำเลยบ่ายเบี่ยงอ้างว่าอยู่ในระหว่างการขอออกโฉนด ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ไปตรวจสอบสารบบที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขามหาชนะชัย จึงทราบว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยครอบครองอยู่ได้ออกโฉนดเรียบร้อยแล้ว โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยแบ่งปันที่ดินดังกล่าว จำเลยปฏิเสธและไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป อ้างว่านายเสาร์บิดาโจทก์ที่ 1 ขณะมีชีวิตได้มาขอเงินจำเลยและขอสละสิทธิในการรับมรดกของนางแก่นเจ้ามรดกซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 29763 หน้า 65 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ให้แก่โจทก์ทั้งสอง 2 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบุตรของนายอ่อนและนางแก่น นามวิชัย นางแก่นถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2515 และถึงแก่ความตายก่อนบิดาโจทก์ทั้งสองประมาณ 10 ปีเศษ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ของบิดาตนเองก่อนที่นางแก่นถึงแก่ความตาย นายเสาร์บิดาโจทก์ที่ 1 ได้ขอเงินจากจำเลย 6,000 บาท เพื่อนำไปไถ่ถอนที่นาของนางคำตาเนื้อที่ 6 ไร่ ที่นำไปจำนองไว้หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตาย นายเสาร์ได้มาขอเงินจำเลยอีก 1,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่นาโนนหนองแฝกจากนางเสียง เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เมื่อรับเงินแล้วนายเสาร์บอกว่าไม่ประสงค์จะขอรับมรดกของนางแก่นและยกให้จำเลย หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตายนายเสาร์ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวในทรัพย์มรดกของนางแก่นเลย สำหรับนายเสริมบิดาโจทก์ที่ 2 นั้น นายเสริมได้มาขอเงินจากจำเลย 7,000 บาท เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินคดีในศาลเนื่องจากมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับนางหมุน และนายเสริมแจ้งว่าขอยกมรดกของนางแก่นให้จำเลย นายเสริมไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกนั้น โดยมีการแบ่งทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของนางเปลี่ยนกับนายทองสาเท่านั้น บางปีลูกหลานของจำเลยขอเข้าทำกินเพราะที่นาแปลงอื่นถูกน้ำท่วม จำเลยก็อนุญาตให้ทำกินประมาณ 1 ถึง 2 ไร่ หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ปัจจุบันที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่ใช่มรดกที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องขอแบ่งได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 29763 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ให้แก่โจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 2 งาน 97.5 ตารางวา และโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 46.2 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า นางแก่น นามวิชัย กับนายอ่อน นามวิชัย อยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 6 คน ได้แก่นางเปลี่ยน นายสอน นายเสาร์ จำเลย นายเสริม และนายทองสา โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนายเสาร์กับนางหนูเพียร ซึ่งบิดามารดาโจทก์ที่ 1 อยู่กันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 6 คน บิดาโจทก์ที่ 1 ให้การรับรองบุตรทุกคนโดยให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้ใช้นามสกุล และแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตร ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายเสริมกับนางหนูจันทร์ นามวิชัย ซึ่งบิดามารดาโจทก์ที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน ตามบัญชีเครือญาติ สำเนาทะเบียนบ้าน ใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.12 และ จ.13 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2515 นางแก่นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายเสาร์และนายเสริมบิดาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ มีสิทธิได้รับมรดกของนางแก่น นางแก่นมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 29763 ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 โดยที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มีชื่อนางแก่นเจ้ามรดกเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตายแล้ว แต่ยังมิได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดก นายเสาร์และนายเสริมก็ถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิสืบมรดกดังกล่าวในส่วนของนายเสาร์และนายเสริมตามลำดับ และศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแก่น เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2534 ตามคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2536 จำเลยได้โอนที่ดินดังกล่าวซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันก็โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ตามสารบัญจดทะเบียนท้ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 จากนั้นจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปออกเป็นโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 จำเลยได้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้นายทองสา นามวิชัย 5 ไร่ 98 ตารางวา ตามสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายเสาร์และนายเสริมได้เอาเงินจากจำเลยคนละ 7,000 บาท โดยตกลงยกทรัพย์มรดกของนางแก่นส่วนที่นายเสาร์และนายเสริมมีสิทธิได้รับตีใช้หนี้แก่จำเลยหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความนางหนูเพียร นามวิชัย มารดาโจทก์ที่ 1 ว่า หลังจากนางแก่นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทายาททุกคนตกลงกันให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อนำทรัพย์มรดกมาแบ่งปันแก่ทายาท จำเลยจึงมายื่นคำร้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแก่นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2534 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.10 หลังจากนั้นจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทอื่นแต่ไม่ได้แบ่งให้เฉพาะนายเสาร์และนายเสริมเท่านั้น ส่วนนายสอนไปบวชเป็นพระภิกษุและมรณภาพไปโดยไม่มีทายาทจึงไม่ได้แบ่งมรดกให้ นายเสาร์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2534 ส่วนนายเสริมถึงแก่ความตายวันที่ 7 เมษายน 2536 ตามสำเนามรณบัตรหมาย จ.4 และ จ.14 หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตายแล้วเป็นเวลาร่วม 20 ปี โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีนี้อ้างว่าบรรดาทายาทตกลงกันต่างครอบครองทรัพย์มรดกนางแก่นเป็นส่วนสัดของตนเอง โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 32 เอกสารหมาย จ.11 ซึ่งต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 29763 เอกสารหมาย จ.5 คือที่ดินพิพาท แต่พยานโจทก์ทั้งสองที่นำสืบเบิกความอ้างลอย ๆ เพียงว่า หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับทายาทอื่นเท่านั้น ส่วนที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ก่อนทายาทตกลงกันให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแก่น นายเสาร์ และนายเสริมได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดอยู่ก่อนนั้น ก็ไม่ปรากฏว่านายเสาร์และนายเสริมหรือโจทก์ทั้งสองครอบครองส่วนใดของที่ดินพิพาท มีอาณาเขต แนวเขตหรือทิศติดต่อทุกด้านเป็นอย่างไร จำนวนเนื้อที่แน่นอนเท่าใด ทั้งคำขอท้ายฟ้องก็ระบุเพียงว่าขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาท 2 ใน 5 ส่วน โดยมิได้ระบุว่าขอแบ่งส่วนใดของที่ดินพิพาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 เคยเบิกความไว้ในคดีอาญาซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยยักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทว่า หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งหลังจากนายเสาร์บิดาถึงแก่ความตายเมื่อปี 2534 โจทก์ที่ 1 ก็ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเช่นกัน ตามสำเนาคำเบิกความเอกสารหมาย ล.2 นายเพิ่มพูน นามวิชัย น้องโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรนายเสริมเบิกความไว้ในคดีดังกล่าวเช่นกันว่า นายเพิ่มพูนและนายเสริมเคยเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทนาน 10 ปีเศษ และเลิกทำมาแล้วประมาณ 10 ปี คือประมาณปี 2531 ขัดกับคำเบิกความของนายอำนาจ จวบบุญ ผู้ใหญ่บ้านพยานโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา และเลิกทำเมื่อปี 2538 เนื่องจากจำเลยห้ามไม่ให้ทำอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ส่วนนางหนูเพียรเบิกความว่า หลังจากนางแก่นถึงแก่ความตาย นายเสาร์และครอบครัวเข้าทำกินในที่ดินพิพาทมาตลอดจนนายเสาร์ถึงแก่ความตาย และเมื่อจำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางแก่นในปี 2534 แล้ว จำเลยไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซึ่งล้วนแตกต่างขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าหลังจากนางแก่นถึงแก่ความตาย นายเสาร์และนายเสริมหรือโจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดของตน จำเลยนำสืบว่า เหตุที่มิได้แบ่งทรัพย์มรดกให้นายเสาร์และนายเสริมเนื่องจากภายหลังนางแก่นถึงแก่ความตาย นายเสาร์มาขอเงินจำเลย 6,000 บาท เพื่อนำไปไถ่ที่นาของนางคำตา จวบบุญ แม่ยายซึ่งนำไปให้นายผานยึดไว้เป็นประกันเงินกู้เนื้อที่ 6 ไร่ เพราะกลัวว่านายผานจะยึดที่ดินดังกล่าว จำเลยก็ให้ไป ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ยังคงเป็นของนายเสาร์ นอกจากนี้นายเสาร์ยังมาเอาเงินจากจำเลยอีก 1,000 บาท ไปซื้อที่นาของนางเสียง ทิพย์จันทร์ บุตรนายจำปา กองแก้ว ที่บ้านโนนหนองแฝก เนื้อที่ 5 ไร่ ปัจจุบันที่นาดังกล่าวก็ยังมีอยู่ โดยนายเสาร์บอกว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางแก่นส่วนของตน จำเลยตกลงให้เงินไปทั้งสองครั้ง หลังจากนั้นนายเสาร์ไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีก ส่วนนายเสริมเมื่อนางแก่นถึงแก่ความตายได้มาขอเงินจำเลยไป 7,000 บาท เพื่อไปต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่นากับนางหมุน กองทรัพย์ โดยบอกว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนของตนอีก จำเลยก็มอบเงินให้ไปเช่นกัน ต่อมานายเสริมชนะคดีได้ที่ดินมา 11 ไร่ และยังเป็นทรัพย์มรดกของนายเสริมอยู่ โดยนายเสริมไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความในคดีนี้และคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกรับว่า หลังจากนางแก่นถึงแก่นความตายนายเสาร์ได้ไปซื้อที่นาของนางคำตาและนายเหรียญ จวบบุญ ประมาณ 6 ไร่ และซื้อที่นาของนางเสียง ทิพย์จันทร์ ประมาณ 5 ไร่ ตามสำเนาคำเบิกความเอกสารหมาย ล.2 นางหนูเพียรมารดาโจทก์ที่ 1 ก็เบิกความว่า นางหนูเพียรและนายเสาร์ร่วมกันซื้อที่ดินจากนางคำตาซึ่งเป็นมารดานางหนูเพียรเอง 6 ไร่ เป็นเงิน 5,000 บาท และซื้อที่ดินจากนายจำปา กองแก้ว ซึ่งเป็นบิดาของนางเสียง 5 ไร่ ในราคา 1,000 บาท นางหนูจันทร์มารดาโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความรับว่า ระหว่างนางหนูจันทร์อยู่กินกับนายเสริมได้เกิดคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินกับนางหมุน กองทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปประมาณ 7,000 บาท จริง พยานโจทก์ทั้งสองจึงเจือสมพยานจำเลยพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเสาร์และนายเสริมเอาเงินจำเลยไปคนละ 7,000 บาท แล้วบุคคลทั้งสองตกลงยกทรัพย์มรดกของนางแก่นส่วนของตนตีใช้หนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง สามารถใช้บังคับกันได้โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเช่นการกู้ยืมเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเปรมปรี นามวิชัย กับพวก
จำเลย — นางนาง วันใส
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2551
#411407
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ซึ่งทางราชการออกให้แก่ ท. โดยมีข้อบังคับห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บทกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์จากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นไปจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ในระหว่างระยะเวลาที่กฎหมายยังควบคุมกรรมสิทธิ์ให้มีผลกระทบถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและไม่อาจนำระยะเวลาก่อนวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายมาเป็นระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้

การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทเลยทีเดียว หาใช่เป็นการโต้เถียงสิทธิกันเองโดยปกติธรรมดาไม่ การที่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบ เมื่อรวมระยะเวลานับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยออกเงินค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ทั้งสามแก้ไขจำนวนเนื้อที่ในโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มิถุนายน 2542) จนกว่าจำเลยจะส่งมอบและออกไปจากที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท คำขออื่นให้ยก สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังมาว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ตำบลสังขะ (ปัจจุบันตำบลบ้านชบ) อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทางราชการออกให้แก่นางทิพย์ โดยระบุไว้ในโฉนดที่ดินว่า "ห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2521" นางทิพย์ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชาตรี เมื่อปี 2532 และนายชาตรีขายต่อให้แก่โจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 จำเลยปลูกกระท่อมพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินจากนายชาตรี ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2541 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยไปพบเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขะ โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ประสงค์จะให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยโต้แย้งว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2526 อ้างว่านายสาซื้อที่ดินพิพาทจากนางทิพย์แล้วมอบให้จำเลยเข้าครอบครองเป็นที่พักอาศัย ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะนำระยะเวลาก่อนวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายมาเป็นระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่ และการที่จำเลยโต้แย้งสิทธิกับโจทก์ทั้งสามจนมีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขะจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 529 ซึ่งทางราชการออกให้แก่นางทิพย์โดยมีข้อบังคับห้ามโอนภายใน 10 ปี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บทกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์จากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ในระหว่างระยะเวลาที่กฎหมายยังควบคุมกรรมสิทธิ์ให้มีผลกระทบถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่อาจนำระยะเวลาก่อนวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายมาเป็นระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้

ส่วนในเรื่องการโต้แย้งสิทธิในความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามจนมีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขะนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทเลยทีเดียว หาใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิกันเองโดยปกติธรรมดาไม่ การที่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบ เมื่อรวมระยะเวลานับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขะยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ บุญหวา กับพวก
จำเลย — นายอินทร์ ศาลางาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายเตชัช ฉินังกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 137/2551
#412501
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อจะให้ผู้ร้องเข้ามาขอเฉลี่ยทรัพย์ เป็นการสมคบกับจำเลยเพื่อจะมิให้มีการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยไปชำระหนี้ให้โจทก์ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามสัญญากู้ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 16 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กค 144 นครศรีธรรมราช ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4/2544 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้จากการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันใช้กลฉ้อฉลและทุจริตเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เพราะจำเลยมิได้เป็นหนี้ผู้ร้องทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ทั้งจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งผู้ร้องสามารถบังคับคดีนำมาชำระหนี้ให้เพียงพอได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยมาชำระหนี้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยคือรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน กค144 นครศรีธรรมราช ออกขายทอดตลาด โดยขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2544 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2544 และในวันเดียวกันผู้ร้องกับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แต่จำเลยไม่ชำระ ผู้ร้องจึงเข้ามาขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4/2544 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งตามสัญญากู้เงินดังกล่าวระบุว่า จำเลยได้นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน กค 144 นครศรีธรรมราช มาวางเป็นประกันไว้กับผู้ร้อง แต่เมื่อตรวจดูใบคู่มือดังกล่าว คือ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แล้ว ปรากฏว่า จำเลยเพิ่งเป็นเจ้าของในรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 ดังนั้น ในวันทำสัญญากู้เงินคือวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จำเลยย่อมไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นแน่ จำเลยย่อมไม่อาจนำไปมอบให้ผู้ร้องในวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ได้ สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อว่าจะมีการทำสัญญากันจริงในวันดังกล่าว นอกจากนี้สัญญากู้เงินระบุว่าจำเลยจะชำระเงินคืนภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 แต่เมื่อถึงกำหนดจนถึงวันที่ผู้ร้องมาฟ้องคดีก็ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาถึงวันที่ผู้ร้องมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4/2544 ดังกล่าว คือวันที่ 9 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จะถึงกำหนดขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เพียง 2 วัน และในวันดังกล่าวก็มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในวันนั้น โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นในวันดังกล่าว หากจำเลยมีเจตนาจะชำระหนี้ในวันดังกล่าว จำเลยก็จะต้องมีเงินมาชำระในทันทีไม่จำเป็นที่ผู้ร้องต้องมาฟ้องคดีหรือควรถอนฟ้องไป เพื่อมิให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยใช่เหตุ ยิ่งเมื่อดูเวลาในวันที่ผู้ร้องนำคดีมายื่นฟ้องแล้วเป็นเวลา 15.30 นาฬิกา จำเลยมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเวลา 16 นาฬิกา และในวันรุ่งขึ้นผู้ร้องก็นำคำพิพากษาไปขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ซึ่งเป็นวันก่อนวันสุดท้ายของการขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เพียง 1 วัน ดังนั้น เมื่อนำสัญญากู้ยืมเงินที่มีเหตุพิรุธว่าจะไม่ได้กู้เงินกันจริงกับกำหนดเวลาการฟ้องคดีและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมาพิจารณาประกอบกับกำหนดเวลาขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้แล้ว เชื่อได้ว่า การที่ผู้ร้องมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นการกระทำเพื่อจะให้ผู้ร้องเข้ามาขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ เป็นการสมคบกับจำเลยเพื่อจะมิให้มีการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระหนี้ให้โจทก์เท่านั้น การกระทำของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสว่างจิต ควรกิจ
ผู้ร้อง — นายฉัตรชัย เสือคำ
จำเลย — นางองุ่น บุญฐิติกุล
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา