คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2550
#412421
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงบางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับ แต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ โดยการปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนนที่ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงเลขที่ 36490 ไว้แล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้องข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ส.ค.1 ของจำเลย ต่อมาทางจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและต้องถือว่าข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองตามเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าว มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปหรือไม่ เห็นว่าแม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำหรับที่ทางหลวงที่ 36490 บางส่วนซึ่งร่วมทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้นที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับแต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายเสียม กำลังสง่า
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2550
#494287
เปิดฉบับเต็ม

แม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเรือนใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับ แต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินท์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎมหายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งสาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ส.ค.1 ของจำเลย ต่อมาทางจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท มิใช่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และต้องถือว่าข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปหรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับ แต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นายเสียม กำลังสง่า
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2550
#412415
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง ใช้คำว่า "ผู้ประกอบการ" มิได้ใช้คำว่า "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" แต่เมื่อภาษีขายหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77/1 (17) และมาตรา 82/4 วรรคสาม และภาษีซื้อหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตาม มาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ คำว่า "ผู้ประกอบการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง จึงหมายถึงผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่อาจเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน

โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์จะนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 ก่อนที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีมีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานสังกัดจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2547 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งว่าโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดและให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2545 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถูกต้อง โจทก์จึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจนครบถ้วน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2548 จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2545 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 189,086 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บตามการประเมินทั้งหมด โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคำว่า "ผู้ประกอบการ" นั้น หมายถึงผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและรวมถึงผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ดังนั้น แม้ในระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำภาษีซื้ออันไม่ต้องห้ามตามกฎหมายมาหักออกจากภาษีขายได้ประกอบกับประมวลรัษฎากรยังมีบทบัญญัติลงโทษผู้ประกอบการที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาให้ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 ประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการที่โจทก์นำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาคำนวณจึงเป็นการเพิ่มโทษให้โจทก์ต้องรับภาษีเกินสมควรโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้แต่อย่างใด อีกทั้งการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ในการประเมินของจำเลยที่ 4 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ยังเป็นการตีความหมายในทางจำกัดสิทธิของโจทก์ ดังนั้น การประเมินของจำเลยที่ 4 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 5 มกราคม 2548 จำนวน 7 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 กับมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 มาหักออกจากภาษีขายในช่วงเดือนภาษีดังกล่าวได้ และให้จำเลยที่ 1 คืนเบี้ยปรับจำนวน 48,459.38 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การร่วมกันว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 โดยแสดงยอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อ และภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์ยังไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ เพราะไม่ถือเป็นภาษีซื้อตามประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเบี้ยปรับในส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้งด เนื่องจากเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์อาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้โดยคำพิพากษาของศาล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด และโจทก์ไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 จากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง มีจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีและมีอำนาจกระทำการแทน โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2545 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 โดยนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนภาษีดังกล่าวมาหักจากภาษีขายและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 125,229.49 บาท ส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้นโจทก์ผ่อนชำระจนครบถ้วนแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบและประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงินจำนวน 204,067 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บทั้งหมด

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคม 2545 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 ก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี" แม้บทบัญญัตินี้จะใช้คำว่า "ผู้ประกอบการ" มิได้ใช้คำว่า "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" แต่เมื่อภาษีขายหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อ ภาษีขายหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (17) และมาตรา 82/4 วรรคสาม และภาษีซื้อหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ คำว่า "ผู้ประกอบการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง จึงหมายถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่อาจเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 ก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 138,532.90 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 3,462.50 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลโดยคำนวณจากทุนทรัพย์ 189,086 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 4,727,.50 บาท จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาให้โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ชำระเกินมาจำนวน 1,265 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอลิมา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2550
#494286
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี" แม้บทบัญญัตินี้จะใช้คำว่า "ผู้ประกอบการ" มิได้ใช้คำว่า "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" แต่เมื่อภาษีขายหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (17) และมาตรา 82/4 วรรคสาม และภาษีซื้อหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ คำว่า "ผู้ประกอบการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง จึงหมายถึงผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่อาจเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคำว่า "ผู้ประกอบการ" นั้นหมายถึงผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและรวมถึงผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ดังนั้น แม้ในระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ก็ย่อมมีสิทธินำภาษีซื้ออันไม่ต้องห้ามตามกฎหมายมาหักออกจากภาษีขายได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากการที่โจทก์นำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาคำนวณจึงเป็นการเพิ่มโทษให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีเกินสมควรโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้แต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินกับมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 มาหักออกจากภาษีขายนช่วงเดือนภาษีดังกล่าวได้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การร่วมกันว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 โดยแสดงยอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อ และภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์ยังไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ เพราะไม่ถือเป็นภาษีซื้อตามประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด และโจทก์ไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 จากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี" แม้บทบัญญัตินี้จะใช้คำว่า "ผู้ประกอบการ" มิได้ใช้คำว่า "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" แต่เมื่อภาษีขายหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (17) และมาตรา 82/4 วรรคสาม และภาษีซื้อหมายถึงภาษีที่ผู้ประกอบการจะทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ คำว่า "ผู้ประกอบการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง จึงหมายถึงผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่อาจเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 10 ตุลาคม 2545 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2545 ก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอลิมา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
วีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10314/2550
#411050
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังโต้เถียงกันถึงความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอันที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามความหมายของมาตรา 350 แห่ง ป.อ. ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 277/2545 ของศาลจังหวัดขอนแก่นอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 6 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ แต่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินทับเอาที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขอให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์ออกไปจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินในที่ดินของตน โดยมิได้ออกทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ซี่งขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดขอนแก่น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ไป ดังนี้ เห็นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังโต้เถียงกันถึงความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอันที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามความหมายของมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยรูฟฟิ่งโปรดักส์ จำกัด
จำเลย — นายคูณ พันธวาศิษฏ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10314/2550
#412238
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีแพ่งอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ แต่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินทับเอาที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์ออกไป และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินในที่ดินของตน มิได้ออกทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ไป ในคดีแพ่งดังกล่าวยังโต้เถียงกันถึงความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ย่อมไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามความหมายของมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่จะฟ้องจำเลยทั้งสาม ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันขอรวมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ก.) เลขที่ 1371 และ 1644 ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่รวม 70 ไร่ 37 ตารางวา เข้าด้วยกันต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรวมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวโดยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) เลขที่ 1371 เนื้อที่ 89 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา โดยมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น 19 ไร่ งาน 5 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 154010 ตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 89 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ซึ่งเป็นการออกโฉนดทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1635 ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ของโจทก์ด้านทิศใต้บางส่วนเป็นเนื้อที่ดินพิพาทจำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา โจทก์ทราบเรื่องจึงคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว และในเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 277/2545 ขอให้เพิกถอกการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) เลขที่ 1371 ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 และโฉนดที่ดินเลขที่ 154010 ตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารออกไปและรื้อถอนขนย้ายทรัพย์ออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าหน้าที่ศาลนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยวิธีปิดหมาย ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามโดยทุจริตเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามคำฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 154010 ออกเป็น 5 แปลงโดยหนึ่งในห้าแปลงนั้นคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 166368 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวอยู่ด้วยแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาทั้งนี้เพื่อให้ที่ดินพิพาทพ้นจากการบังคับในคดีแพ่งดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการร่วมกันกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีแพ่งดังกล่าวว่า ที่ดินมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเพราะออกทับที่ดินอีกแปลงของจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นความเท็จ โจทก์ทราบการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2546 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งงดไต่ส่วนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 277/2545 ของศาลจังหวัดขอนแก่น อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 6 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ แต่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินทับเอาที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขอให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์ออกไปจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินในที่ดินของตน โดยมิได้ออกทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ซึ่งขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดขอนแก่น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ไป ดังนี้ เห็นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังโต้เถียงกันถึงความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าโจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอันที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามความหมายของมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยรูฟฟิ่งโปรดักส์ จำกัด
จำเลย — นายคูณ พันธวาศิษฏ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10312/2550
#417346
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 252 ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยเสียค่าคำร้อง 40 บาท จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยเข้าไปในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งเป็นอาคารเก็บทรัพย์ของบริษัทเพาเวอร์บาย จำกัด ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วซ่อนตัวอยู่ในอาคารดังกล่าว จากนั้นจำเลยลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง ราคา 94,900 บาท กระเป๋าสะพาย 1 ใบ ราคา 1,470 บาท รวมเป็นเงิน 96,370 บาท ของผู้เสียหายไป โดยงัดแงะกุญแจตู้ที่เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าว อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และกระเป๋าสะพายดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง จำคุก 3 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงวันเวลากระทำความผิดฐานลักทรัพย์และทรัพย์ที่จำเลยลักไป ทำให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง ราคา 94,900 บาท และกระเป๋าสะพาย 1 ใบ ราคา 1,470 บาท เป็นเงิน 96,370 บาท ของผู้เสียหาย โดยงัดแงะกุญแจตู้ที่เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้นแล้วเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และทรัพย์ที่จำเลยลักไปพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 และบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืนระบุว่า ยึดทรัพย์ของกลางได้จากบริษัทเพาเวอร์บาย จำกัด ผู้กล่าวหา นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ในทางพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยเสียค่าคำร้อง 40 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายนเรศ พูลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10306/2550
#412236
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีอากร จำเลยที่ 3 ให้สัญญาไว้กับกรมสรรพากรโจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีอากร จำเลยที่ 3 จะนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง โดยจำเลยที่ 3 จะนำเงินมาชำระให้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรโดยมิต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระก่อน เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่จะขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนและสละสิทธิที่จะให้โจทก์บังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 และ 689 อันมีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือที่ 3 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้สิ้นเชิง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเชิง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 691

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท เท่านั้น ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) (ก) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายประมวลเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เคยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2546 เมื่อประมาณปี 2537 เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้เครดิตภาษีซื้อสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2536 เป็นเงิน 16,407.40 บาท เดือนภาษีเมษายน 2537 เป็นเงิน 8,452.33 บาท และเดือนภาษีสิงหาคม 2537 เป็นเงิน 32,477.53 บาท โจทก์จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ชำระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 237,477 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในปี 2538 เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีซื้อสำหรับเดือนภาษีมีนาคมและเมษายน 2538 ต่อเจ้าพนักงาน เมื่อเจ้าพนักงานเรียกตรวจตามมาตรา 82/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงิน 69,279 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน และเจ้าพนักงานของโจทก์ยังตรวจพบอีกว่าจำเลยที่ 1 มีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างจากส่วนราชการแต่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 จึงออกหมายเรียกจำเลยที่ 1 มาตรวจสอบไต่สวน จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลภายหลังแต่แสดงรายได้ขาดไป 10,830.72 บาท มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร 319,691.43 บาท คำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง 85,652.01 บาท เมื่อเจ้าพนักงานปรับปรุงแล้วจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก 241,918 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยื่นประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีต่ำกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิทั้งปี เจ้าพนักงานของโจทก์จึงประเมินเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 4,023.26 บาท เบี้ยปรับ 1 เท่า ตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 15,340.02 บาท รวมเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 19,363 บาท และจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับปี 2536 ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ เมษายน พฤษภาคมและสิงหาคม 2536 แสดงยอดขายขาดไป 77,298.13 บาท 3,553.49 บาท 0.94 บาท และ 0.03 บาท ตามลำดับ และเดือนภาษีเมษายน พฤษภาคม และสิงหาคม 2536 แสดงยอดภาษีซื้อเกินไป 18,691.60 บาท 71,440 บาท และ 57,773.46 บาท ตามลำดับ โจทก์จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้ง 4 เดือนภาษีดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระรวมเป็นเงิน 26,253 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงเหลืออัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามการประเมิน โจทก์จึงแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 และภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 198,164 บาท รวมเป็นค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามการประเมินแก่โจทก์ทั้งสิ้น 504,920 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 ขอผ่อนชำระค่าภาษีอากรค้างต่อโจทก์รวม 24 งวด โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วไม่ชำระ ยังคงเหลือหนี้ภาษีอากรค้างอีก 261,929.25 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 261,929.25 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 261,929.25 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 3 ชำระเทนจนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทนจนครบถ้วนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีอากรเอกสารหมาย จ.14 แผ่นที่ 48 และ 49 จำเลยที่ 3 ให้สัญญาไว้ในข้อ 4 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีอากร เมื่อสรรพากรภาค 10 ได้แจ้งจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว จำเลยที่ 3 จะนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้แจ้ง โดยจำเลยที่ 3 จะนำเงินมาชำระให้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรโดยมิต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่จะขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนและสละสิทธิที่จะให้โจทก์บังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 และ 689 อันมีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือที่ 3 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้สิ้นเชิง โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเชิง จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 691 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท เท่านั้น ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) (ก) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุกทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในศาลภาษีอากรกลางอันเป็นการไม่ถูกต้องและต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 261,929.25 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 691
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทุ่งกุลาอินดัสตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10305/2550
#417340
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างคือตึกแถวสองชั้น 1 หลัง ใช้อยู่เองและประกอบการค้า และตึกแถวหนึ่งชั้นเป็นโกดังเก็บสินค้าอีก 1 หลัง อยู่ติดกัน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำบรรยายฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งแล้วว่า ตึกแถวสองชั้น 1 หลัง จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบการค้าด้วย และมีตึกแถวหนึ่งชั้นเป็นโกดังเก็บสินค้า 1 หลัง อยู่ติดกับตึกแถวสองชั้น และโจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า ตึกแถวสองชั้นและโกดังเก็บสินค้าต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินค่าภาษีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนหรือทรัพย์สินที่ให้เช่าตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และบัญชีแสดงการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนว่า ตึกแถวสองชั้นทำเลใดคิดค่าเช่าเท่าใด โกดังเก็บของคิดค่าเช่าเท่าใด กำหนดเป็นค่ารายปีและค่าภาษีเท่าใด ซึ่งจำเลยสามารถเข้าใจได้ดีจึงต่อสู้ได้ถูกต้องว่าตึกแถวและโกดังของจำเลยไม่ต้องเสียภาษีเพราะเหตุใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

แม้โจทก์จะมิได้ระบุว่าจำเลยใช้โรงเรือนเป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรมตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าตึกแถวสองชั้น 1 หลัง จำเลยใช้อยู่เองและประกอบการค้าจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย อันเป็นการระบุว่าจำเลยต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนของตึกแถวสองชั้น เพราะจำเลยได้ใช้ประกอบการค้าด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสองชั้น 1 หลัง โดยจำเลยใช้อยู่เองและประกอบการค้า และตึกแถวหนึ่งชั้นใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าอีก 1 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ติดต่อกัน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยดังกล่าวไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย จำเลยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ง.ด. 2) ประจำปีภาษี 2539, 2540, 2541 และ 2542 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนหรือทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สินขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตเดียวกันตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และบัญชีแสดงการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปี และได้แจ้งรายการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่การประเมินจึงเป็นอันยุติ และจำเลยมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มร้อยละสิบเป็นจำนวน 1,470 บาท รวมเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 16,170 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะ โจทก์มิได้บรรยายว่าโจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ใดต่อกัน และจำเลยต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเพราะเหตุใด โรงเรือนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 171 จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนตึกแถวที่เป็นโกดังเก็บสินค้าที่โจทก์อ้างมานั้นความจริงเป็นเพียงเพิงหลังคาสังกะสีและเป็นส่วนหนึ่งของตึกแถวที่จำเลยอยู่อาศัยจึงถือเป็นที่อยู่อาศัย โจทก์ไม่ได้ระบุว่าจำเลยใช้ตึกแถวสองชั้นเป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมแต่อย่างใด จำเลยจึงได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 10 ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยเรียกเก็บภาษีจากจำเลยมาก่อน การประเมินภาษีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 16,170 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเพราะเหตุใด อย่างไร และโจทก์ไม่ได้ระบุว่าเหตุใดโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยจึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำฟ้องของโจทก์ขัดแย้งกันเองไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยจะต้องเสียภาษีในฐานะที่เป็นเจ้าของโรงเรือนหรือเจ้าของโกดัง อีกทั้งฟ้องโจทก์ไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์คิดค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นตึกแถวหรือเป็นโกดังและในอัตราเท่าใด จำเลยจึงไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างคือตึกแถวสองชั้น 1 หลัง เลขที่ 171 ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้อยู่เองและประกอบการค้า และตึกแถวหนึ่งชั้นเป็นโกดังเก็บสินค้าอีก 1 หลัง อยู่ติดกัน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวชัดแจ้งแล้วว่าตึกแถวสองชั้น 1 หลัง เลขที่ 171 จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบการค้าด้วยและมีตึกแถวหนึ่งชั้นเป็นโกดังเก็บสินค้า 1 หลัง อยู่ติดกับตึกแถวสองชั้น และโจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า ตึกแถวสองชั้นและโกดังเก็บสินค้าต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินค่าภาษีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนหรือทรัพย์สินที่ให้เช่าตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และบัญชีแสดงการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนว่าตึกแถวสองชั้นทำเลใดคิดค่าเช่าเท่าใด โกดังเก็บของคิดค่าเช่าเท่าใด กำหนดเป็นค่ารายปีและค่าภาษีเท่าใด จำเลยก็สามารถเข้าใจได้ดีจึงต่อสู้ได้ถูกต้องว่าตึกแถวและโกดังของจำเลยไม่ต้องเสียภาษีเพราะเหตุใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพราะโจทก์มิได้ระบุว่าจำเลยใช้โรงเรือนเป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรมจำเลยจึงได้รับงดเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าตึกแถวสองชั้น 1 หลัง จำเลยใช้อยู่เองและประกอบการค้าจึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการระบุว่าจำเลยต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนของตึกแถวสองชั้นเพราะจำเลยได้ใช้ประกอบการค้าด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์ รุ่งโรจน์ชัยพร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10302/2550
#411047
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินตามคดีแพ่งของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้มีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทในทางอาญาจนกว่าจำเลยจะชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์แล้ว และไม่มีข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย คงเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจะชดใช้ให้แก่โจทก์อันเป็นสิทธิทางแพ่งที่โจทก์สามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้อีกทางหนึ่งเท่านั้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) นั้น เป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 เพราะคดีในส่วนอาญาจะเลิกกันตาม พ.ร.บ.และมาตราดังกล่าวนั้น เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้วผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 852 ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่จำเลยคดีนี้ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีในส่วนอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 ซึ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป อันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (4) (5)) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ และมูลหนี้ตามเช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ใช้เงินในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1315/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ชดใช้เงินตามคดีหมายเลขแดงที่ 1315/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดราชบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้ในเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้มีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทในทางอาญาจนกว่าจำเลยจะชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์แล้ว และไม่มีข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย คงเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจะชดใช้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสิทธิทางแพ่งที่โจทก์สามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้อีกทางหนึ่งเท่านั้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์เป็นคนละเรื่องคนละกรณีกันกับคดีอาญาเลิกกันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เพราะคดีในส่วนอาญาจะเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 นั้น เป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่จำเลยคดีนี้ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีในส่วนอาญาจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป อันเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ตามที่โจทก์ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ ธีรเนตร
จำเลย — นายวิชัย พานิชกุล หรือพานิชสุข
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298/2550
#269577
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย คดีถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด และในชั้นนี้มีประเด็นในศาลล้มละลายกลางเพียงว่าศาลล้มละลายกลางสมควรที่จะมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายหรือไม่ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545

วันที่ 6 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งหยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/2 ประกอบมาตรา 81/3 แห่ง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 ไว้ก่อนเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาดังกล่าว

ในวันนัดไต่สวน ศาลล้มละลายกลางสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 7 กำหนดให้ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือภายใน 1 ปี ก่อนนั้น ซึ่งคดีนี้โจทก์มายื่นฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 เป็นเวลาถึง 15 ปี หลังจากจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ล้มละลายได้อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 จึงเห็นควรให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่คำสั่งรับฟ้องเป็นต้นไปจนถึงชั้นพิพากษาแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 อนึ่ง เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 แล้ว คดีจึงไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำขอให้ศาลหยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากบุคคลล้มละลายอีกต่อไปให้ยกคำขอดังกล่าว ค่าคำขอให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่คำสั่งรับฟ้องเป็นต้นไปจนถึงชั้นพิพากษาแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลายคดีถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด และในชั้นนี้มีประเด็นในศาลล้มละลายกลางเพียงว่าศาลล้มละลายกลางสมควรที่จะมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายหรือไม่ การที่ศาลล้มละลายกลางให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่ชอบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ลงวันที่ 18 มีนาคม 2548 ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 81/2 ม. 81/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยสิน จำกัด
จำเลย — นายวัลลภ ธารวณิชกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298/2550
#494270
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย คดีถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งหยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 81/2 ประกอบมาตรา 81/3 ในชั้นนี้จึงมีประเด็นเพียงว่า ศาลล้มละลายกลางสมควรที่จะมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายหรือไม่ การที่ศาลล้มละลายกลางสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันนัดไต่สวนคำขอดังกล่าวเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ในขณะที่มีการขอให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลา 1 ปี ก่อนนั้น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 7 แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545

วันที่ 6 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งหยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/2 ประกอบมาตรา 81/3 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 ไว้ก่อนเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาดังกล่าว

ในวันนัดไต่สวน ศาลล้มละลายกลางสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 7 กำหนดให้ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือภายใน 1 ปี ก่อนนั้นซึ่งคดีนี้โจทก์มายื่นฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 เป็นเวลาถึง 15 ปี หลังจากจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ล้มละลายได้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 จึงเห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่คำสั่งรับฟ้องเป็นต้นไปจนถึงชั้นพิพากษาแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 อนึ่ง เมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 แล้ว คดีจึงไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำขอให้ศาลหยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากบุคคลล้มละลายอีกต่อไป ให้ยกคำขอดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยด้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่คำสั่งรรับฟ้องเป็นต้นไปจนถึงชั้นพิพากษาแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย คดีถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด และในชั้นนี้มีประเด็นในศาลล้มละลายกลางเพียงว่า ศาลล้มละลายกลางสมควรที่จะมีคำสั่งให้หยุดนับระยะเวลาในการที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการปลดจากล้มละลายหรือไม่ การที่ศาลล้มละลายกลางให้เพิกถอนคกสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่ชอบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ลงวันที่ 18 มีนาคม 2548 ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนคำขอของเข้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 7 ม. 81/2 ม. 81/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยสิน จำกัด
จำเลย — นายวัลลภ ธารวณิชกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10288/2550
#493435
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประเด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่าจำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ไดอย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดิม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินมัดจำจำนวน 5,000,000 บาท ค่าที่ดินล่วงหน้าจำนวน 2,000,000 บาท และดอกเบี้ยในการเลื่อนกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1,531,706 บาท รวมเป็นเงิน 8,531,716 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 8,531,716 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกได้รับเงินจากโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 3,199,393.50 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,876,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 8,276,430 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 271 และ 5285 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา จากจำเลยทั้งหกในราคา 23,500,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ 5,000,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ คือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 หากโจทก์ไม่พร้อมที่จะชำระเงิน จำเลยทั้งหกยอมให้เลื่อนกำหนดได้ไม่เกิน 1 ปี โดยโจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเดือนละ 127,643 บาท ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์กับจำเลยทั้งหกตกลงเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือออกไป 1 ปี เป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 โดยโจทก์ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกตามอัตราที่ตกลงกันไว้ โจทก์ได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางขุนเทียน รวม 12 ฉบับ จ่ายดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเป็นรายเดือน และในวันเดียวกันจำเลยทั้งหกได้เบิกเงินค่าที่ดินพิพาทล่วงหน้าไปจากโจทก์ 2,000 ,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 107/2535 คดีหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่จัดหาทางหรือถนนภาระจำยอมให้ได้ภายในกำหนดตามสัญญา โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา ขอเรียกเงินที่จำเลยทั้งหกรับไปคืนมาทั้งหมดพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 4793/2539 ของศาลฎีกา ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งหกคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งหกเบิกล่วงหน้าไป แต่ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าปรับจากการที่จัดหาทางภาระจำยอมล่าช้าให้แก่โจทก์ 295,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่าเป็นฟ้องซ้ำเพราะคู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเรื่องก่อนกับคดีเรื่องนี้เป็นคู่ความเดียวกัน คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือไม่ และคำขอบังคับก็เป็นเช่นเดียวกับคดีเรื่องก่อนนั้น เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ด้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยบอกเลิกสัญยาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในดคีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่า จำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้อย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ทำไว้ ซึ่งต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงเลื่อนกำหนดวันโอนออกไปนั้น จำเลยทั้งหกจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีเรื่องก่อนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 ก่อนจะถึงกำหนดวันโอนเพียง 4 วัน เห็นว่า แม้โจทก์จะได้บอกเลิกสัญญาไปก่อนแล้วก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่จัดหาทางหรือถนนภาระจำยอมให้ได้ภายในกำหนดแต่ในที่สุดศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าโจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพัน เมื่อสัญญาดังกล่าวมีกำหนดแน่นอนให้โจทก์ไปรับโอนที่ดินและชำระราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยทั้งหกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 แล้วโจทก์ไม่ได้รับโอนโดยตัวโจทก์เบิกความว่า ที่โจทก์ไม่ได้ไปรับโอนเนื่องจากเข้าใจว่าได้มีการบอกเลิกสัญญากันแล้ว เมื่อสัญญายังไม่เลิกจึงต้องถือว่าโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาอยู่ มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกแล้วจะทำให้โจทก์หมดหน้าที่ไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาอีกต่อไป มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่า หากฝ่ายใดไม่ต้องการจะปฏิบัติตามสัญญาก็หาเหตุฟ้องคดีเสียก่อนที่จะถึงกำหนดแล้วรอดูผลอยู่จนกว่าจะถึงที่สุดซึ่งจะต้องใช้เวลานานหลายปี เป็นที่เสียหายแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องขาดประโยชน์ตามสัญญาไป ซึ่งถ้าโจทก์ไปรับโอนที่ดินเมื่อถึงกำหนดวันโอนตามสัญญา จำเลยทั้งหกจะได้รับเงินค่าที่ดินที่เหลืออยู่ เป็นจำนวนมากถึง 16,500,000 บาท จำเลยทั้งหกนำสืบว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยทั้งหกไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรอจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งมีทางภาระจำยอมอยู่พร้อมแล้วให้โจทก์รออยู่จนถึงเวลา 16.30 นาฬิกา โจทก์ไม่ไปจำเลยทั้งหกจึงไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครตามบันทึกประจำวันข้อ 13 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งหกไปรออยู่จริง แต่โจทก์ไม่ไป เมื่อตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 9 ระบุไว้ว่า ถ้าผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนรับซื้อตามกำหนดยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสัญญาที่มีอยู่ต้องถือว่าเป็นอันเลิกกัน เพราะถึงขั้นริบมัดจำแล้วย่อมไม่สมควรจะต้องมีการปฏิบัติตามสัญญาอย่างใดต่อไปอีก คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระพ้นจากพันธะข้อผูกพันตามสัญญา โจทก์ต้องถูกริบมัดจำและจำเลยทั้งหกก็สาสมารถจะนำที่ดินตามสัญญาไปขายให้ผู้อื่นได้ต่อไป ได้ความว่าจำเลยทั้งหกขายี่ดินให้บุคคลภายนอกในวันที่ 26 เมษายน 2538 หลังจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 อันเป็นวันที่ถือได้ว่าสัญญาเลิกกันแล้วดังกล่าวข้างต้นถึง 3 ปี จึงน่าจะเป็นตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงว่าเหตุที่จำเลยทั้งหกขายที่ดินไปในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเพราะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ที่โจทก์อ้างเอาเหตุในการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งหกให้ไปดำเนินการโอนที่ดินตามสัญญาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 แล้วจำเลยทั้งหกไม่ไปเป็นการผิดสัญญานั้นไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาเลิกกันไปแล้ว โจทก์กำหนดวันโอนใหม่ให้เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ฝ่ายเดียว โดยถือว่าศาลฎีกาเพิ่งจะพิพากษาคดีเรื่องก่อนถึงที่สุดไม่ได้ เมื่อศาลฎีกาชี้จัดว่าโจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพันย่อมต้องถือตามข้อตกลงในสัญญาที่ทำไว้แต่เดิมว่า วันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วโดยโจทก์ไม่ไป มิใช่วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ที่โจทก์กำหนดใหม่ที่จำเลยทั้งหกไม่ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครในวันที่โจทก์กำหนดดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาอย่างใดอีกเพราะสัญญาเลิกกันไปแล้ว ทั้งการที่จำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีสัญญาอย่างใดผูกพันจำเลยทั้งหกอยู่อีกแล้ว มิใช่ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะความผิดของจำเลยทั้งหกดังที่สาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งหกเลิกกันแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์และจำเลยทั้งหกจำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งหกไม่ต้องคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท แก่โจทก์เพราะจำเลยทั้งหกมีสิทธิริบได้ตามสัญญาอยู่แล้ว แต่สำหรับเงินค่าที่ดิน 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือและจำเลยทั้งหกควรจะได้รับจากโจทก์ในวันโอนที่ดิน แต่จำเลยทั้งหกมาขอเบิกล่วงหน้าไปก่อนนั้นจำเลยทั้งหกจะต้องคืนให้โจทก์ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะเอาไว้ได้ เมื่อยังไม่ได้คืนโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นับตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นมา ส่วนเงินค่าดอกเบี้ยในการเลื่อนกำหนดการโอนที่ดินจำนวน 1,531,716 บาท ที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนมาด้วย เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายขอเลื่อนกำหนดการโอนที่ดินไป 1 ปี และยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจะซื้อขายข้อ 8 เป็นการเลื่อนเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง โจทก์ได้รับประโยชน์จากการที่เลื่อนวันโอนออกไป 1 ปี นั้นครบถ้วนแล้ว เมื่อครบกำหนดถึงวันโอน โจทก์ไม่ไปรับโอนที่ดินจนสัญญาจะซื้อจะขายต้องเลิกกันเพราะความผิดของโจทก์ มิใช่ความผิดของจำเลยทั้งหก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าดอกเบี้ยที่ชำระให้แก่จำเลยทั้งหกไปดังกล่าวคืน สำหรับเงินค่าปรับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหกใช้ให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท เมื่อฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ จำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าปรับแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล พิศาลคุณากิจ
จำเลย — นายประยงค์ มาลีพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10287/2550
#417319
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณากำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษีพิพาทต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ คือ นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมาซึ่งต้องเป็นค่ารายปีที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว และหากพนักงานเก็บภาษีของจำเลยจะประเมินค่ารายปีโดยกำหนดให้แตกต่างจากค่ารายปีและค่าภาษีที่ล่วงมาแล้วได้ จะต้องมีพฤติการณ์อื่นที่มีผลทำให้เปลี่ยนแปลงค่ารายปีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ที่จำเลยนำสืบว่าได้เทียบเคียงกับสถานีบริการน้ำมันรายอื่นในบริเวณใกล้เคียงก็ปรากฏตามแผนที่ซึ่งจำเลยจัดทำขึ้นว่าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวห่างจากสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ประมาณ 2 กิโลเมตร และ 3.4 กิโลเมตร ทำเลที่ตั้ง ขนาด และสภาพพื้นที่ของโรงเรือนทั้งสองไม่อาจเทียบเคียงกับสถานีบริการน้ำมันพิพาทได้ ดังนั้น การที่พนักงานเก็บภาษีของจำเลยจะนำค่าเช่าของสถานีบริการน้ำมัน 2 แห่งดังกล่าวเปรียบเทียบแล้วประเมินเป็นค่ารายปีของโรงเรือนพิพาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นได้ว่าการพิจารณากำหนดค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันพิพาทเป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาโดยคำนึงถึงมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ ด้วย นอกจากนี้โจทก์มีพยานมาเบิกความว่าสำหรับปีภาษี 2544 โรงเรือนซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขึ้น สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นยังอยู่ในสภาวะตกต่ำและชะลอตัวซึ่งก็ปรากฏว่าพนักงานเก็บภาษีของจำเลยประเมินค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2544 เท่ากับปีภาษี 2543 และปีภาษี 2542 โดยมิได้ประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นตามที่อ้างว่าบริเวณที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมันพิพาทมีความเจริญเพิ่มขึ้นมากและปีภาษีพิพาทเศรษฐกิจไม่ได้ตกต่ำแล้ว จึงเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ว่าค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2544 ควรเท่ากับปีภาษี 2543 ค่ารายปีและค่าภาษีที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์สำหรับปีภาษี 2544 ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาด โดยกำหนดค่ารายปีใหม่เป็นเงิน 1,303,200 บาท คิดเป็นค่าภาษี 162,900 บาท และให้จำเลยคืนเงินภาษี 196,728 บาท ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ค่ารายปีจำนวน 1,303,200 บาท ซึ่งศาลฎีกากำหนดไว้นั้นเป็นค่ารายปีตั้งแต่ปีภาษี 2538 ซึ่งนับถึงปีภาษีพิพาทคือปีภาษี 2544 เป็นเวลา 6 ปี ล่วงมาแล้ว สภาพความเจริญทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินค่ารายปีสถานีบริการน้ำมันรายอื่นในบริเวณใกล้เคียงกับสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ อันเป็นการประเมินตามสัญญาเช่าเป็นหลัก โดยมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยของทรัพย์สินทั้งหมดต่อตารางเมตรอยู่ที่ 50 บาทต่อเดือน แต่สถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์มีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยของทรัพย์สินทั้งหมดต่อตารางเมตรอยู่ที่ 20.83 บาทต่อเดือน อันเป็นค่าเช่าที่ต่ำ ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน พนักงานเก็บภาษีของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งคิดค่าเช่าเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนของที่ดินต่อเนื่องอยู่ที่ 44 บาท ตึกอาคารอยู่ที่ 45 ถึง 50 บาท เป็นอัตราค่าเช่าเฉลี่ยของทรัพย์สินทั้งหมดต่อตารางเมตรอยู่ที่ 46 บาท คำนวณเป็นค่ารายปี 2,877,024 บาท โจทก์ไม่เคยโต้แย้งว่าการนำเทียบค่ารายปีกับสถานีบริการน้ำมันแห่งอื่นของพนักงานเก็บภาษีของจำเลยไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์อ้างเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2245/2541 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2541 เป็นหลักที่กำหนดค่ารายปีสำหรับสถานีบริการน้ำมันพิพาทซึ่งเป็นค่ารายปีที่กำหนดมาหลายปีแล้ว ประกอบกับค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นเพียงให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น ค่ารายปีในปีต่อมาอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์ตามความเป็นจริง การประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาด โดยกำหนดค่ารายปีเป็นจำนวน 1,303,200 บาท ค่าภาษีจำนวน 162,900 บาท ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 196,728 บาท แก่โจทก์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสำหรับปีภาษี 2544 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาได้กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับโรงเรือนซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2540 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2245/2541 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2541 และศาลภาษีอากรกลางยังคงกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2542 และ 2543 ของโจทก์จำนวนเท่าเดิม ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคดีหมายเลขดำที่ 241/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 242/2544 และคดีหมายเลขดำที่ 132/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 331/2544 ดังนั้นการพิจารณากำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษีพิพาทต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 คือ นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมาซึ่งต้องเป็นค่ารายปีที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว และศาลภาษีอากรกลางยังได้วินิจฉัยต่อไปว่า พนักงานเก็บภาษีของจำเลยจะประเมินค่ารายปี โดยกำหนดให้แตกต่างจากค่ารายปีและค่าภาษีปีที่ล่วงมาแล้วได้ จะต้องมีพฤติการณ์อื่นที่มีผลทำให้เปลี่ยนแปลงค่ารายปีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ที่จำเลยนำสืบว่าได้เทียบเคียงกับสถานีบริการน้ำมันรายอื่นในบริเวณใกล้เคียง ก็ปรากฏตามแผนที่ซึ่งจำเลยจัดทำขึ้นว่าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวห่างจากสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ประมาณ 2 กิโลเมตร และ 3.4 กิโลเมตร ทำเลที่ตั้ง ขนาด และสภาพพื้นที่ของโรงเรือนทั้งสองไม่อาจเทียบเคียงกับสถานีบริการน้ำมันพิพาทได้ ดังนั้น การที่พนักงานเก็บภาษีของจำเลยจะนำค่าเช่าของสถานีบริการน้ำมัน 2 แห่ง ดังกล่าว เปรียบเทียบแล้วประเมินเป็นค่ารายปีของโรงเรือนพิพาทจึงเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีและคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นได้ว่าการพิจารณากำหนดค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันพิพาท เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาโดยคำนึงถึงมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ด้วย นอกจากนี้โจทก์มีพยานมาเบิกความว่า สำหรับปีภาษี 2544 โรงเรือนซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันพิพาทของโจทก์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขึ้น สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นยังอยู่ในสภาวะตกต่ำและชะลอตัวซึ่งก็ปรากฏว่าพนักงานเก็บภาษีของจำเลยประเมินค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2544 เท่ากับปีภาษี 2543 และปีภาษี 2542 โดยมิได้ประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นตามที่อ้างว่าบริเวณที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมันพิพาทมีความเจริญเพิ่มขึ้นมากและปีภาษีพิพาทเศรษฐกิจไม่ได้ตกต่ำแล้ว จึงเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ว่าค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับภาษี 2544 ควรเท่ากับปีภาษี 2543 ค่ารายปีและค่าภาษีที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 วรรคสาม ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10267 -ที่ 10271/2550
#410601
เปิดฉบับเต็ม

ปรากฏตามสัญญาการโอนกิจการว่า โดยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสอง มีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะดวกต่อการกำกับดูแลรวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยการลดหรือใช้ต้นทุนร่วมกัน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจึงเห็นควรให้มีการโอนกิจการจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด ยกเว้นลูกหนี้ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมทั้งรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในโครงการโอนกิจการที่เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และปรากฏตามโครงการโอนกิจการที่จำเลยที่ 1 จัดทำเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบว่า จำเลยที่ 2 จะรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาณ 200 คน ตามความสมัครใจ ซึ่งผู้บริหารของจำเลยทั้งสองจะได้พิจารณาร่วมกันต่อไป ดังนั้น การโอนกิจการดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสองให้การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นโดยมีข้อตกลงรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ด้วย การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ทั้งห้าว่าไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าและไม่สามารถรับโจทก์ทั้งห้าเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า จึงเป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยที่ 1 ผู้โอนกิจการและจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนกิจการมิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน ทั้งมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งห้าจนถึงกับต้องถูกเลิกจ้าง ส่วนการจัดหาตำแหน่งงานให้โจทก์ทั้งห้าก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องพิจารณาร่วมกันให้โจทก์ทั้งห้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่เหมาะสมต่อไป เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ในตำแหน่งและหน้าที่เดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,800,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,780,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 7,388,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,119,880 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 3,316,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 80,645 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 44,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าจ้างในการปรับเงินเดือนขึ้นให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 25,200 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 13,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทั้งห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 จำนวนคนละ 36,666.66 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 27,333.33 บาท และให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 66,666.66 บาท และค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 จำนวนคนละ 110,000 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 82,000 บาท และให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า คำขอนอกนั้นให้ยก

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจสรรหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรแล้วนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏตามสัญญาการโอนกิจการส่วนแรกว่า โดยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสอง มีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะดวกต่อการกำกับดูแลรวมทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยการลดหรือใช้ต้นทุนร่วมกัน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินจึงเห็นควรให้มีการโอนกิจการจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด ยกเว้นลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 สัญญาข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 1 ตกลงโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 สัญญาข้อ 4 ระบุให้จำเลยที่ 2 ตกลงรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 ภายใต้เงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในโครงการโอนกิจการจำเลยที่ 1 ไปรวมกับจำเลยที่ 2 ที่เสนอธนาคารแห่งประเทศไทย และปรากฏตามโครงการโอนกิจการบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ไปรวมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ที่จำเลยที่ 1 จัดทำเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบ ข้อ 3.1.5 ระบุว่า จำเลยที่ 2 จะรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวนประมาณ 200 คน ตามความสมัครใจ ซึ่งผู้บริหารของจำเลยทั้งสองจะได้พิจารณาร่วมกันต่อไป ดังนั้น การโอนกิจการดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสองให้การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นโดยมีข้อตกลงรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ด้วย การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ทั้งห้าว่าไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าและไม่สามารถรับโจทก์ทั้งห้าเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 จึงเป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยที่ 1 ผู้โอนกิจการและจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนกิจการมิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน ทั้งมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใดของโจทก์ทั้งห้าจนถึงกับต้องถูกเลิกจ้าง ส่วนการจัดตำแหน่งงานให้โจทก์ทั้งห้าก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องพิจารณาร่วมกันให้โจทก์ทั้งห้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่เหมาะสมต่อไป เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ทั้งห้าทราบ โจทก์ทั้งห้ายอมรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยโดยไม่โต้แย้งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งห้ายินยอมพร้อมใจตกลงสิ้นสุดสัญญาจ้าง มิใช่การเลิกจ้างโดยนายจ้างฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือยืนยันการไม่รับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพื่อให้เห็นว่าการที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ทำงานเป็นการพร้อมใจตกลงสิ้นสุดสัญญาจ้าง จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับอุทธรณ์ประการแรกของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโอนโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงาน ซึ่งโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่ามีสิทธิได้รับโอนตามสัญญาการโอนกิจการนั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาระบุให้จำเลยที่ 2 ตกลงรับพนักงานของจำเลยที่ 1 เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ดังนั้น ในเวลาที่รับโอนกิจการของจำเลยที่ 1 บุคคลที่จะได้รับโอนจึงต้องมีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาโอนกิจการข้อ 9 ระบุให้สัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป ในวันดังกล่าวโจทก์ทั้งห้าจะต้องมีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงจะได้รับการโอนเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยให้มีผลวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 โจทก์ทั้งห้าจึงมิใช่พนักงานของจำเลยที่ 1 ในขณะที่สัญญาการโอนกิจการมีผลใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ทั้งห้าได้แสดงความสมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 แล้วก็ตาม แต่ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 อันเป็นวันโอนกิจการโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการโอนกิจการจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับโอนกิจการนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน และมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใดของโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าในฐานะนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าโดยผลแห่งสัญญาการโอนกิจการ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระต่อโจทก์ทั้งห้า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพียงจำเลยที่ 2 ที่ต้องรับผิดจ่ายเงินค้างชำระแก่โจทก์ทั้งห้าโดยให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระแก่โจทก์ทั้งห้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต พิมลยรรยง กับพวก
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10264/2550
#411400
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12

แม้ตามระเบียบข้อบังคับของผู้ให้เช่าจะได้ระบุว่า การโอนสิทธิการเช่าจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อน แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการใช้สิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ผู้ให้เช่าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการติดต่อขอให้ผู้ให้เช่ายินยอมให้จำเลยทั้งสามโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ โจทก์ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนมัดจำจากการผิดสัญญาดังกล่าวได้ และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,500 บาท แก่โจทก์ โดยชำระคนละไม่เกิน 569,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,020,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 จำเลยทั้งสามโดยนายเต็มศักดิ์ตกลงขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวม 3 ห้อง เป็นเงิน 5,100,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำไว้ 1,020,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือตกลงจะชำระเงินในวันนัดโอนสิทธิการเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/12

แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการติดต่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยินยอมให้จำเลยทั้งสามโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ โจทก์ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกให้คืนมัดจำจากการผิดสัญญาดังกล่าวได้ และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2544 แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิสมัย วสุโสภณ
จำเลย — นายวิเชียร ตรงจิตธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประวีณ จันทรบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10264/2550
#493157
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วคือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12

แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รบความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,500 บาท แก่โจทก์ โดยชำระคนละไม่เกิน 569,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,020,0000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 จำเลยทั้งสามโดยนายเต็มศักดิ์ตกลงขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวม 3 ห้อง เป็นเงิน 5,100,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำไว้ 1,020,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือตกลงจะชำระในวันนัดโอนสิทธิการเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า นัดโอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน เมื่อปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2534 กำหนดโอนสิทธิการเช่าซึ่งต้องกระทำภายใน 3 เดือนนั้นก็จะครบกำหนดภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2534 การที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้เป็นการแน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเช่นนี้ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอน เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามมิได้โอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วคือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสามผิดนัดและโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ แต่ต้องได้รับความยินยิมจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่อนุญาตให้โอนผู้โอนและผู้รับก็ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่ากันได้แม้จะได้กำหนดเวลาโอนกันไว้แล้วก็ตาม ดังนั้น ที่กำหนดโอนกันภายใน 3 เดือน ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จึงไม่อาจถือว่ามีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนเนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะอนุญาตให้โอนกันได้นั้น เห็นว่า แม้การโอนสิทธิการเช่าในกรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อนก็ตาม แต่กำหนดเวลาของการชำระหนี้โดยการโอนสิทธิการเช่านั้นเกิดจากความตกลงระหว่างบุคคลเพียง 2 ฝ่าย คือ ผู้โอนกับผู้รับโอนซึงเป็นคู่สัญญาเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาโอนสิทธิการเช่ามิได้มีส่วนในการกำหนดเวลาในการชำระหนี้ด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทที่ระบุให้โอนสิทธิการเช่าภายใน 3 เดือน จึงมีผลบังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่จะต้องดำเนินการติดต่อขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยินยอมให้จำเลยทั้งสามโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ โจทก์ย่อมใช้สิทธิฟ้องเรียกให้คืนมัดจำจาการผิดสัญญาดังกล่าวได้ และการฟ้องเรียกเอาเงินมัดจำคืนกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงฟ้องได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2544 แต่โจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2545 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิสมัย วสุโสภณ
จำเลย — นายวิเชียร ตรงจิตธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10262/2550
#492578
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาให้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตโจทก็กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยต้องเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์เพื่อให้จำเลยใช้บัญชีดังกล่าวเบิกถอนเงินโดยการใช้เช็คที่โจทก์มอบให้จำเลยไว้และมีข้อตกลงให้โจทก์หักทอนเงินในบัญชีเพื่อการชำระหนี้ใดๆ ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาใช้เงินสินเชื่อข้อ 11 ระบุไว้ว่า หากผู้กู้นำเงินสดและ / หรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันที่ผู้กู้เปิดไว้โดยผู้กู้ไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ใดๆ แก่ธนาคาร ผู้กู้ยอมให้ธนาคารโอนเงินจำนวนดังกล่าวหรือที่เรียกเก็บได้ตามเช็คเข้าฝากในบัญชีเงินฝากประเภทไม่มีดอกเบี้ยที่ธนาคารจัดให้มีขึ้นทันที ทั้งนี้ ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าในเวลาใดๆ เวลาหนึ่ง ยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันจะมีจำนวนเท่ากับศูนย์ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยไม่มีโอกาสเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันอันจะเป็นเหตุให้ต้องหักทอนบัญชีกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ปรากฏว่าจำเลยใช้เช็คที่โจทก์มอบให้เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยเพียงช่วงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยเบิกถอนเงินโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว ในการคิดดอกเบี้ยเนื่องจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นแต่อย่างใด บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้จึงเป็นเพียงบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเรดดี้เครดิตของจำเลยฝ่ายเดียวโดยเฉพาะ ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวขึ้นโดยมีเจตนาตกลงกันโดยตรงให้หักทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแก่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลย และคงชำระหนี้แต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856

การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดพร้อมเลขรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยใช้เบิกถอนเงินสดจากพนักงานของโจทก์หรือจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์เท่านั้น ซึ่งหากจำเลยเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินอื่นๆ โจทก์ก็ต้องออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อน อันเป็นการรับทำการงานแทนนั่นเอง ส่วนการมอบเช็คให้จำเลยไว้ใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย หรือการออกรหัสประจำตัวแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยสามารถใช้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตผ่านทางซิตี้โฟนแบงก์กิ้งได้นั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าว กรณีถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่างๆ ให้จำเลยรีบเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2546 ตามที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2546 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 25 เมษายน 2548 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี แล้วสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 57,537.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 35,174 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 41,936.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 35,174 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2546 อันเป็นความผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดดังกล่าวจนถึงวันที่ 25 เมษายน 2548 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 11,000.30 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่าตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับการงานต่างๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไปคืนจากจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หาใช่กรณีที่ไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะอันจะต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด 10 ปี ไม่ คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์โจทก์ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อประมาณปี 2539 โจทก์ได้เปิดให้บริการสินเชื่อประเภทหมุนเวียนแก่ประชาชนทั่วไปภายใต้ชื่อ "ซิตี้แบงก์ เรดดี้เครดิต" ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยได้ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกซิตี้แบงก์เรดดี้เครดิตเพื่อขอรับบริการสินเชื่อเครดิตจากโจทก์ โจทก์รับจำเลยเป็นสมาชิกโดยอนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลย และจำเลยได้เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ตามบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 140 - 163180 - 1 ต่อมาโจทก์เพิ่มวงเงินสินเชื่อให้แก่จำเลยเป็น 36,000 บาท โจทก์มอบเช็คจำนวน 1 เล่ม มีเช็คจำนวน 12 ฉบับ ให้แก่จำเลย และออกบัตรซิตี้การ์ดพร้อมเลขรหัสให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปใช้เบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ แต่จำเลยไม่สามารถนำบัตรที่โจทก์ออกให้ไปใช้ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้ตามใบสมัครซิตี้แบงค์เรดดี้เครดิตและสัญญาให้สินเชื่อ ต่อมาระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2546 จำเลยได้ใช้เช็คและบัตรเบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันหลายครั้ง โจทก์ได้แจ้งยอดหนี้ที่ค้างให้จำเลยทราบตลอดมา จำเลยชำระหนี้ให้บางส่วน แล้วผิดนัดไม่ชำระ โจทก์จึงระงับการใช้วงเงินคำนวณถึงวันที่ 20 มีนาคม 2546 จำเลยค้างชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 35,174 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 6,762.91 บาท และเบี้ยปรับจำนวน 4,600 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารโจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาให้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยต้องเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์เพื่อให้จำเลยใช้บัญชีดังกล่าวเบิกถอนเงินโดยการใช้เช็คที่โจทก์มอบให้จำเลยไว้และมีข้อตกลงให้โจทก์หักทอนเงินในบัญชีเพื่อการชำระหนี้ใดๆ ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาให้สินเชื่อข้อ 11 ระบุไว้ว่า หากผู้กู้นำเงินสดและ / หรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันที่ผู้กู้เปิดไว้โดยผู้กู้ไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ใดๆ แก่ธนาคาร ผู้กู้ยอมให้ธนาคารโอนเงินจำนวนดังกล่าวหรือที่เรียกเก็บได้ตามเช็คเข้าฝากในบัญชีเงินฝากประเภทไม่มีดอกเบี้ยที่ธนาคารจัดให้มีขึ้นทันที ทั้งนี้ ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าในเวลาใดๆ เวลาหนึ่ง ยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันจะมีจำนวนเท่ากับศูนย์ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยไม่มีโอกาสเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันอันจะเป็นเหตุให้ต้องหักทอนบัญชีกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ปรากฏว่าจำเลยใช้เช็คที่โจทก์มอบให้เบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยเพียงช่วงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยเบิกถอนเงินโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว ในการคิดดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยทบต้นแต่อย่างใด บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้จึงเป็นเพียงบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเรดดี้เครดิตของจำเลยฝ่ายเดียวโดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวขึ้นโดยมีเจตนาตกลงกันโดยตรงให้หักทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแก่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยและคงชำระหนี้แต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 แต่การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดพร้อมเลขรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อใหจำเลยใช้เบิกถอนเงินสดจากพนักงานของโจทก์หรือจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์เท่านั้น ซึ่งหากจำเลยเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของสถาบันการเงินอื่นๆ โจทก์ก็ต้องออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อน อันเป็นการรับทำการงานแทนนั่นเอง ส่วนการมอบเช็คให้จำเลยไว้ใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย หรือการออกรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยสามารถใช้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตผ่านทางซิตี้โฟนแบงก์กิ้งได้นั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าว กรณีถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุริกจรับทำการงานต่างๆ ให้จำเลยเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 20 มีนาคม 2546 ตามที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2546 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 25 เมษายน 2548 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
นางสาวนฤวรรณหรือนางกชมน หมวดเตี้ยหรือ
จำเลย — ถิระรัตนโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10261/2550
#412413
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่โจทก์นำไปออกโฉนดว่าเป็นของจำเลยหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง ก็เนื่องมาจากว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ออกโฉนดดังกล่าวโดยมิชอบ แต่จำเลยกลับมีคำขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยย่อมไม่จำต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีก เนื่องจากที่พิพาทเป็นของจำเลยอยู่แล้ว ที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้นั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องมีการบังคับตามคำขอ มิใช่คำฟ้องไม่สมบูรณ์ แต่เป็นกรณีที่ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอให้ได้เท่านั้น คู่ความยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. 145

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และจำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน แม้จำเลยมีคำขอเพิ่มมาในฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท แต่ก็ยังคงเป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัย และคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8429 และ 8430 จำเลยและบริวารได้บุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8430 ของโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารย้ายออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารย้ายออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนแก่โจทก์ กับห้ามจำเลยพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมานานกว่า 50 ปีแล้ว โจทก์แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์เพื่อโต้แย้งคัดค้านและศาลได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำและกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง และมีคำขอให้บังคับโจทก์มิให้บุกรุกเข้าไปบนที่ดินหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตลอดไป กับมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 เลขที่ดิน 144 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ 5 โดยอาศัยเหตุและมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องโจทก์มิได้เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายอู๊ดซึ่งขณะนั้นเป็นที่ดินมือเปล่า โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การออกโฉนดที่ดินพิพาทถูกต้อง ระยะเวลาที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่ที่ดินพิพาทได้มีการออกโฉนดถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ให้เป็นของจำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8429 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่ม 5 หน้า 80 สารบบเล่ม 22 หน้า 400/102 ตามเอกสารหมาย ล.2 ระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยดังกล่าวมีที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 42 ตารางวา ที่ดินพิพาทเดิมไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาเมื่อปี 2527 โจทก์ได้ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 8430 จำเลยเคยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ทับที่ดินพิพาทของจำเลย และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย แต่จำเลยไม่ได้ขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้ แล้วพิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 126/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือขอให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทที่โจทก์นำไปออกโฉนดที่ดินเลขที่ 8430 ว่าเป็นของจำเลยหรือไม่ ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง ก็เนื่องมาจากว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ออกโฉนดดังกล่าวโดยมิชอบ แต่จำเลยกลับมีคำขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยได้ความว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีกแต่อย่างใด เนื่องจากที่พิพาทเป็นของจำเลยอยู่แล้ว ที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้นั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องมีการบังคับตามคำขอแต่อย่างใด มิใช่กรณีที่คำฟ้องไม่สมบูรณ์ แต่เป็นกรณีที่ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอให้ได้เท่านั้น คู่ความยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และเมื่อคำพิพากษาในคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และจำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยมิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและการฟ้องแย้งห้ามมิให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท แม้จำเลยมีคำขอเพิ่มมาในฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพาท แต่ก็ยังคงเป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ชี้ขาดในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกันและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินตนา เจียตระกูล
จำเลย — นายเจือ เงินบาท
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10243/2550
#412331
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ระหว่างโจทก์กับ ฉ. ซึ่งถือว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 1475 แต่ถึงแม้โจทก์จะมิได้ร้องขอดังกล่าว แต่การจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อ ฉ. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยโจทก์ให้ความยินยอม ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้ตามมาตรา 521 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องถอนคืนการให้ได้

โจทก์และ ฉ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาเมื่อ พ.ศ.2528 ต่อมา พ.ศ.2536 ฉ. ถึงแก่ความตาย แต่เหตุแห่งการประพฤติเนรคุณเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 ภายหลังจากที่ ฉ. ถึงแก่ความตายแล้ว และจำเลยประพฤติเนรคุณเฉพาะต่อโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณได้เฉพาะในส่วนของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าเมื่อปี 2528 โจทก์และนายเฉลิมสามี ได้ให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 142909 เนื้อที่ 55 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 3797 ราคาไม่ต่ำกว่า 4,000,000 บาท แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตร ต่อมาเดือนสิงหาคม 2543 จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงว่า "อีแก่ มึงไม่ใช่แม่ของกู กูไม่นับถือมึง มึงจะไปอยู่ไปตายที่ไหนก็ไป ไปเสียให้พ้น บ้านนี้ไม่ใช่บ้านของมึง เป็นบ้านของพ่อและพ่อยกให้กูแล้ว ถ้ามึงอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา มึงไม่มีทางชนะกูได้ ถ้ามึงยังขืนอยู่ที่นี่ กูจะจับมึงส่งบ้านพักคนแก่ที่บางแค ถ้ามึงไม่เชื่อกู กูจะไม่รับรองความปลอดภัยของมึง" โจทก์อายุ 74 ปี ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ ไม่มีทรัพย์สินที่พอจะเลี้ยงชีพได้ ตกอยู่ในสภาพยากไร้ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้ร้องขอให้จำเลยช่วยออกค่ารักษาพยาบาลจำนวน 11,670 บาท แต่จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของเลี้ยงชีวิตและจำเลยสามารถจะให้ได้ โจทก์จึงขอถอนคืนการให้ ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 142909 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท ห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้พูดหมิ่นประมาทโจทก์ โจทก์ไม่เคยแจ้งเรื่องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 11,670 บาท ให้จำเลยทราบ นายเฉลิมบิดายกที่ดินและบ้านให้จำเลยมิใช่เป็นการให้โดยเสน่หาแต่เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันเพราะบ้านเพิ่งสร้างไปเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และที่ดินติดจำนอง นายเฉลิมไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 142909 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 55 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยไปจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นบุตรของโจทก์กับนายเฉลิมซึ่งสมรสกันเมื่อ พ.ศ.2487 ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2521 นายเฉลิมได้ซื้อที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 25749 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 142909 เมื่อ พ.ศ.2522 และเมื่อ พ.ศ.2528 นายเฉลิมได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยโจทก์เป็นผู้ให้ความยินยอมและนายเฉลิมได้ถึงแก่ความตายเมื่อ พ.ศ.2536

มีปัญหาที่น่าจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภรรยาของนายเฉลิมมาตั้งแต่ พ.ศ.2487 นายเฉลิมได้ซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อ พ.ศ.2521 ที่ดินจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ซึ่งถือว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 แต่ถึงแม้โจทก์จะมิได้ร้องขอดังกล่าว โดยยังคงมีชื่อนายเฉลิมอยู่ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงคนเดียว แต่การจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) ถึง (8) โจทก์และนายเฉลิมต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากกฏว่านายเฉลิมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยโจทก์ก็ได้ให้ความยินยอม ตามเอกสารหมาย จ.2 ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องถอนคืนการให้ได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์และนายเฉลิมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาหรือไม่ และจำเลยได้ประพฤติเนรคุณหรือไม่ โจทก์อ้างตนเอง นายโชติรัตน์และนายเชื้อชายเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์และนายเฉลิมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องโอนที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ยอมโอนคืนให้ โจทก์และนายเฉลิมได้ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยก็เพิกเฉย ต่อมาเมื่อนายเฉลิมถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ทวงถามที่ดินพิพาทคืนอีก แต่ถูกจำเลยด่าว่า อีแก่ มึงไม่ใช่แม่กู จะไปไหนก็ไป บ้านนี้เป็นบ้านของกู พ่อให้กูแล้ว มึงอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา หากมึงฟ้องเอ็งก็ไม่ชนะ ถ้าเอ็งไม่ออกจากบ้าน กูจะส่งเอ็งไปบ้านบางแค กูไม่รับรองความปลอดภัย" โจทก์เคยขอเงินจากจำเลย ก็ถูกจำเลยตะโกนว่า "ไปๆ ไม่มีหรอก ไม่มีอะไรจะให้" เห็นว่า พยานเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดี ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกับจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของจำเลย ย่อมมีความรักลูกเป็นชีวิตจิตใจแล้วโดยธรรมชาติ ย่อมไม่เบิกความบิดเบือนใส่ร้ายจำเลยให้ผิดไปจากความจริง การที่โจทก์ต้องออกจากบ้านไปอยู่กับบุตรคนอื่นย่อมแสดงว่าการกระทำของจำเลยต้องมีผลกระทบกระเทือนจิตใจโจทก์ซึ่งเป็นมารดาอย่างรุนแรง และหากโจทก์เกลียดจำเลยก็คงไม่ยอมเซ็นยินยอมให้นายเฉลิมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง พยานจำเลยที่นำสืบเพียงแต่อ้างลอยๆ ว่าไม่ได้ด่าโจทก์และไม่เคยไล่โจทก์ออกจากบ้านมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานโจทก์ ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อได้พิเคราะห์ประกอบเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้โดยเสน่หาแล้ว จึงเห็นว่าโจทก์และนายเฉลิมได้ยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยเสน่หา มิใช่โดยมีค่าภาระติดพันดังที่จำเลยอ้าง การที่จำเลยได้ด่าว่าโจทก์อย่างรุนแรง และขับไล่ออกจากบ้าน ถือได้ว่าเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์แล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิจะเพิกถอนคืนการให้ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทได้ทั้งแปลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายเฉลิมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาเมื่อ พ.ศ.2528 ต่อมา พ.ศ.2536 นายเฉลิมถึงแก่ความตายแต่เหตุแห่งการประพฤติเนรคุณเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่นายเฉลิมถึงแก่ความตายแล้ว และจำเลยประพฤติเนรคุณเฉพาะต่อโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณได้เฉพาะในส่วนของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 142909 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เฉพาะส่วนของโจทก์ที่ยกให้จำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมสามศาล 40,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 521 ม. 531
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิถาวร ศิริมัย
จำเลย — นายชิตชัย ศิริมัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา