คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2551
#410525
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมารดายกให้จำเลยทั้งแปลง ครั้นจำเลยอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกิน โจทก์กลับละโมบจึงนำคดีมาฟ้อง โดยจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งคัดค้านเรื่องคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง รวมทั้งอำนาจฟ้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้รับวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลย และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นไม่สมควรที่ยกขึ้นวินิจฉัยให้

การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น คู่ความผู้อุทธรณ์ต้องยกประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด ตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เสมอ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่ออุทธรณ์จำเลยกล่าวแต่เพียงว่าโจทก์เบิกความอย่างไร และหากเป็นเช่นนั้น โจทก์ควรทำอย่างไรต่อไป ทำนองว่าที่ถูกแล้วข้อเท็จจริงควรเป็นเช่นไรเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว นางอำ พันพลู มารดาโจทก์ และจำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 136 แก่บุตรทุกคน โจทก์ได้ส่วนที่ 3 จากทางด้านทิศเหนือ นางบุดดีหรือบุตรี พันพลู ได้ส่วนที่ 4 จำเลยได้ส่วนที่ 5 ต่อมานางอำโอนที่ดินทั้งแปลงเป็นชื่อจำเลยแทนพี่น้อง และถึงแก่ความตายโดยมิได้จดทะเบียนโอนการครอบครองแก่บุตรแต่ละคน เพราะจำเลยนำที่ดินไปประกันหนี้ของตน หลังจากนั้นโจทก์แลกเปลี่ยนที่ดินกับนางบุดดี และยึดถือครอบครองที่ดินส่วนที่ 4 ตลอดมา พี่น้องทุกคนเคยขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้ตามสิทธิของแต่ละคน แต่จำเลยบ่ายเบี่ยง วันที่ 13 กรกฎาคม 2542 จำเลยเข้าไปห้ามโจทก์หว่านข้าวในที่ดินส่วนของโจทก์ อ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินส่วนที่ 4 ตามแผนที่เอกสารท้ายหมายเลข 2 เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยแบ่งที่ดินส่วนนั้นแก่โจทก์ หากจำเลยบิดพลิ้วให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 136 ที่มารดายกให้จำเลยทั้งแปลงตั้งแต่ปี 2522 โดยไม่เคยแบ่งแยกส่วนใดแก่บุตรคนอื่น ต่อมาภายหลังจำเลยเพียงแต่อนุญาตให้โจทก์และพี่น้องคนอื่นเข้าทำกินในที่ดินบางส่วน มิได้ยกให้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ 4 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 136 ตำบลดูกอึ่ง อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,700 บาท ยกคำขออื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้แย้งกันว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 136 ตำบลดูกอึ่ง อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของนางอำ พันพลู มารดาโจทก์จำเลย ตามเอกสารหมาย จ.1 นางอำจดทะเบียนให้ที่ดินแปลงนั้นแก่จำเลยโดยเสน่หาในวันที่ 2 มกราคม 2522 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังเอกสารฉบับดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2539 จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำขอออกโฉนดในที่ดินแปลงนั้นให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาพนมไพร ว่า เมื่อได้รับโฉนดที่ดินแล้ว จะยื่นคำขอรังวัดแบ่งเขตที่ดินให้แก่โจทก์และพี่น้องคนอื่นตามแนวเขตที่แต่ละคนครอบครองและทำประโยชน์อยู่ และส่วนที่เหลืออีกส่วนหนึ่งเป็นของจำเลยตามเดิม ดังแผนที่เอกสารหมาย จ.5 ที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามแนวเขตที่ทายาทแต่ละคนของนางอำแบ่งแยกกันครอบครองเป็นสัดส่วนเพื่อออก น.ส.3 ตั้งแต่ปี 2519 โจทก์และพี่น้องคนอื่นจึงยินยอมให้จำเลยขอออกโฉนดที่ดินในนามของตนเองตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.3 ปัญหาข้อต่อไปที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้แสดงว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมารดายกให้จำเลยทั้งแปลง ครั้นจำเลยอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกิน โจทก์กลับละโมบจึงนำคดีมาฟ้อง โดยจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งคัดค้านเรื่องคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง รวมทั้งอำนาจฟ้องดังกล่าว ประเด็นนี้มิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้รับวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลย และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาก็เห็นไม่สมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยเพียงแต่ยกเหตุผลมาแสดงว่าที่ถูกนั้นข้อเท็จจริงควรเป็นเช่นไร มิได้โต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น คู่ความผู้อุทธรณ์ต้องยกประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 225 วรรคหนึ่ง เสมอ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เมื่อจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าโจทก์เบิกความอย่างไร และหากเป็นเช่นนั้น โจทก์ควรทำอย่างไรต่อไป ทำนองว่าที่ถูกแล้วข้อเท็จจริงควรเป็นเช่นไรเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางตุ้ย พันพลู
จำเลย — นางสมศรี พันพลูหรือหนองนา
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2551
#410524
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงว่า จำเลยสัญญาว่าจะใช้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ดังนี้ การฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจึงถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินเพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความไว้ห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) (มาตรา 166 เดิม) มิใช่กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้อันต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 30,000 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว แต่ไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 52,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดครั้งแรกเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 52,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยในสัญญากู้ยืมนั้น ได้มีข้อตกลงผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ปรากฏว่าให้ผ่อนชำระกันเป็นระยะเวลาเท่าใด หรือกี่งวด ดังนี้ย่อมไม่อยู่ในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อาศัยเป็นหลักฐานฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยนั้นได้มีข้อตกลงในข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะใช้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นเดือน เดือนละ 5,000 บาท ดังนี้ การฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยพร้อมต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจึงถือได้ว่า เป็นการเรียกเอาดอกเบี้ยพร้อมต้นเงิน เพื่อผ่อนต้นทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความไว้ห้าปีตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) (มาตรา 166 เดิม) แล้ว หาใช่กรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้อันต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสภี ศรีมาวงษ์
จำเลย — นายไพบูลย์ สุบิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2551
#410523
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด การที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2550 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณากำหนดโทษจำเลยใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) อีก จึงหาอาจทำได้ไม่ ทั้งกรณีไม่เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 20 ปี ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องว่า มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยไม่เข้าลักษณะของการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้อง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแล้วได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 969 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 15.454 กรัม อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) มาใช้บังคับให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง ในกรณีเช่นนี้หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุด ดังนี้ การที่จำเลยมายื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2550 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณากำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อีกนั้น จึงหาอาจทำได้ไม่ ทั้งกรณีไม่เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยไม่เข้าลักษณะของการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยต่อมาว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และไม่มีผลอันจะก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยเนื้อหาคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 19 เมษายน 2550 และยกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายบุญมา มิ่งมิตร
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2551
#587243
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง ในกรณีเช่นนี้หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุด ดังนี้ การที่จำเลยมายื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2550 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณากำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) อีกนั้น จึงหาอาจทำได้ไม่ ทั้งกรณีไม่เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยไม่เข้าลักษณะของการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยต่อมาว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และไม่มีผลอันจะก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 20 ปี ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องว่า มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยไม่เข้าลักษณะของการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้อง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแล้วได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 969 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 15.454 กรัม อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) มาใช้บังคับให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้องในกรณีเช่นนี้หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุด ดังนี้ การที่จำเลยมายื่นคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2550 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณากำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อีกนั้น จึงหาอาจทำได้ไม่ ทั้งกรณีไม่เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยไม่เข้าลักษณะของการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยต่อมาว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และไม่มีผลอันจะก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยเนื้อหาคำร้องของจำเลยลงวันที่ 19 เมษายน 2550 และยกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายบุญมา มิ่งมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายทรงพล ขาวผ่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2551
#412831
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นจับกุมยังมิได้มีการส่งมอบกัญชาที่จะทำการซื้อขายต่อกัน ทั้งกัญชาของกลางจำนวน 84 แท่ง อยู่ในกระสอบป่าน 3 ใบ ยังไม่ไม่ได้แบ่งแยกกัญชาที่ล่อซื้อออกจากกัญชาทั้งหมด ประกอบกับผู้ล่อซื้อยังไม่ได้เห็นกัญชาของกลาง ตามพฤติการณ์ยังต้องมีขั้นตอนอีกหลายกระบวนการกว่าจำเลยจะส่งมอบกัญชาที่จะทำการซื้อขายกัน จึงยังไกลเกินกว่าที่จะรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชาได้ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544 จำเลย นายสุชาติกับพวกอีกหลายคนร่วมกันมีกัญชา84 แท่ง น้ำหนัก 79.485 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายกัญชา 70 แท่ง น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัญชาที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจที่วางแผนล่อซื้อในราคาแท่งละ 7,800 บาท คิดเป็นเงิน 546,000 บาท ทั้งนี้จำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำความผิดโดยได้มีการตกลงราคากันเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะส่งมอบกัญชากับรับเงินกัน แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากจำเลยกับพวกรู้ตัวเสียก่อนว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อเพื่อจับกุม จำเลยกับพวกจึงไม่ยอมส่งมอบกัญชา 70 แท่ง ที่ตกลงซื้อขายกันให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้วางแผนล่อซื้อ และจำเลยมีกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 11 นัด ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายและมีสภาพใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เจ้าพนักงานจับจำเลยกับนายสุชาติพร้อมกัญชาที่จำเลยกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่าย กับเครื่องกระสุนปืน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคหนึ่ง วรรคสอง) 75 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก (เดิม)) 76 วรรคสอง (ที่ถูก (เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชา ลงโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุก 15 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายกัญชา จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกกระทงละ 11 ปี 3 เดือน ส่วนฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน ทั้งนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 10 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านนายสุชาติกับยึดได้กับชาของกลาง 84 แท่ง และของกลางอื่นตามบัญชีของกลางคดีอาญาแล้วจับกุมจำเลยขณะวิ่งหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจ ตรวจค้นตัวจำเลยพบกระสุนปืนของกลาง คดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ คู่ความไม่อุทธรณ์ ฎีกา จึงฟังเป็นยุติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดในข้อหาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า ในการติดต่อซื้อกัญชาของกลาง การนัดหมายสถานที่ส่งมอบและการเลื่อนนัดส่งมอบกัญชาของกลางเป็นการตัดสินใจของนางศศินีหรือโอนแต่เพียงผู้เดียวจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นตัวการร่วมด้วยแต่ประการใดนั้น ประเด็นข้อนี้โจทก์มีจ่าสิบตำรวจวิวัฒและจ่าสิบตำรวจสมมาตรผู้ร่วมล่อซื้อเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองร่วมกับจ่าสิบตำรวจคงกระพันปลอมตัวไปเจรจาซื้อกัญชาจากนายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้ว ต่อมานางสคราญหรือติ้วโทรศัพท์แจ้งว่าจำเลยกับนางศศินีหรือโอนมีกัญชาจะขายให้จำนวน 70 แห่ง วันที่ 21 กันยายน 2544 นายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้วนัดให้ไปพบจำเลยกับนางศศินีหรือโอนที่บ้านของนายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้ว วันเกิดเหตุพยานกับพวกจึงร่วมกันวางแผนล่อซื้อโดยร้อยตำรวจเอกอำนวยมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 546,000 บาท ให้แก่จ่าสิบตำรวจวิวัฒจากนั้นจ่าสิบตำรวจวิวัฒ จ่าสิบตำรวจสมมาตร และจ่าสิบตำรวจคงกระพัน ไปที่บ้านของนายเพียงกับนางสคราญหรือติ้ว พบจำเลยกับนางศศินีหรือโอน นางศศินีหรือโอนแจ้งว่ามีกัญชาจำนวน 70 แท่ง พร้อมจะส่งมอบโดยจะขายราคาแท่งละ 7,800 บาท และสอบถามเงินค่ากัญชา จ่าสิบตำรวจวิวัฒพาจำเลยกับนางศศินีหรือโอนไปที่รถจำเงินที่ใช้ล่อซื้อให้จำเลยกับนางศศินีหรือโอนตรวจดู นางศศินีหรือโอนให้จ่าสิบตำรวจวิวัฒรออยู่ที่บ้านของนายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้ว โดยนางศศินีหรือโอนกับจำเลยจะจัดเตรียมกัญชาและจะโทรศัพท์มาแจ้ง เวลา 15 นาฬิกา นางศศินีหรือโอนโทรศัพท์แจ้งจ่าสิบตำรวจวิวัฒว่าจัดเตรียมกัญชาไว้ที่บ้านเกิดเหตุพร้อมแล้วให้ไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อส่งมอบกัญชาและเงินค่าซื้อขาย จ่าสิบตำรวจวิวัฒกับพวกนายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้วจึงไปที่บ้านเกิดเหตุ ระหว่างทางจำเลยกับนางศศินีหรือโอนโทรศัพท์แจ้งนางสคราญหรือติ้วเป็นระยะ ๆ ทั้งนางศศินีหรือโอนโทรศัพท์แจ้งจ่าสิบตำรวจวิวัฒว่าเตรียมกัญชาไว้ที่บ้านเกิดเหตุพร้อมแล้ว แต่ยังส่งมอบให้ไม่ได้ขอเลื่อนการส่งมอบเนื่องจากมีคนแปลกหน้าอยู่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจวิวัฒจึงให้นายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้วกลับไป และโทรศัพท์แจ้งร้อยตำรวจเอกอำนวยกับพวก ส่วนร้อยตำรวจเอกอำนวยเบิกความว่า หลังจากจ่าสิบตำรวจวิวัฒโทรศัพท์แจ้งแล้วได้ประสานไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพัทลุงขอหมายค้นเพื่อตรวจค้นบ้านเกิดเหตุโดยพยานกับพวกปิดล้อมบ้านเกิดเหตุไว้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นมาให้ พยานแสดงหมายค้นต่อนายสุชาติขอตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณคอกหมูห่างจากบ้านเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ภายในรั้วกำแพงบ้านพบกัญชาของกลางจำนวน 84 แท่ง สิบตำรวจโทเมซินผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความว่า ระหว่างปิดล้อมบ้านเกิดเหตุได้รับแจ้งการร้อยตำรวจตรีประเสริฐว่ามีคนร้ายวิ่งหลบหนีออกจากบ้านเกิดเหตุ พยานกับพวกค้นหาและพบจำเลยกำลังวิ่งห่างจากบ้านเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร จึงจับกุม เห็นว่า มูลเหตุคดีนี้เกิดจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดดังกล่าวปลอมตัวไปซื้อกัญชาจากนายเพรียงกับนางสคราญหรือติ้ว ต่อมานางสคราญหรือติ้วแจ้งว่าจำเลยกับนางศศินีหรือโอนมีกัญชาจะขายให้จำนวน 70 แท่ง จึงวางแผนการล่อซื้อ พยานดังกล่าวเบิกความถึงรายละเอียดต่าง ๆ เป็นลำดับขั้นตอนสอดคล้องและเชื่อมโยงกันสมเหตุสมผล ไม่ปรากฏข้อพิรุธ พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปราฏว่ารู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เหตุระแวงว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยย่อมไม่มีคำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอำนวย ผู้ดำเนินการขอออกหมายค้นไปตรวจค้นบ้านดังกล่าวและพบกัญชาของกลางและสิบตำรวจโทเมซินผู้ร่วมจับกุม จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเชื่อได้ว่า จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่จำเลยร่วมกับนางศศินีหรือโอนตกลงจำหน่ายกัญชาให้จ่าสิบตำรวจวิวัฒกับพวกและยังร่วมกันไปตรวจสอบเงินที่เตรียมมาแล้วจนเป็นที่พอใจ แต่นางศศินีหรือโอนเปลี่ยนใจเนื่องจากเห็นความผิดปกติบริเวณหน้าบ้านของตนซึ่งเป็นสถานที่นัดส่งมอบกัญชาของกลาง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านดังกล่าว จำเลยวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้าน แต่เจ้าพนักงานตำรวจจัดกำลังปิดล้อมไว้แล้วจึงสามารถติดตามจับกุมมาได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชานั้น เห็นว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นจับกุมนั้นยังมิได้มีการส่งมอบกัญชาที่จะทำการซื้อขายต่อกัน ทั้งกัญชาของกลางจำนวน 84 แท่ง อยู่ในกระสอบป่าน 3 ใบ ยังไม่ได้แบ่งแยกกัญชาที่ล่อซื้อออกจากกัญชาทั้งหมด ประกอบกับผู้ล่อซื้อยังไม่ได้เห็นกัญชาของกลาง ตามพฤติการณ์ยังต้องมีขั้นตอนอีกหลายกระบวนการกว่าจำเลยจะส่งมอบกัญชาที่จะทำการซื้อขายกันจังยังไกลเกินกว่าที่จะรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชาได้ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชามาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเจ๊ะแหล๊ะหรือหมีด นาคราช
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 100/2551
#411358
เปิดฉบับเต็ม

คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ คดีนี้โจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคงและศาลอาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับรูปคดีที่โจทก์นำสืบน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน โดยจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมได้ทันทีพร้อมของกลาง ส่วนจำเลยที่ 2 เพิ่งมาให้การรับสารภาพภายหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 อันจะมีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและความผิดทั้งสองบทดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาตลอด จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและหลังจากสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วนก็ตาม แต่เป็นเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันมีและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนถึง 200,000 เม็ด น้ำหนักรวม 19,540.24 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,830.428 กรัม อันเป็นจำนวนมากและเป็นต้นเหตุทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดสู่ประชาชน และทำให้ประชาชนตกเป็นทาสยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้น อันเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์และบั่นทอนความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เห็นควรลงโทษสถานหนัก จึงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 2 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยากจน กระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ด้วยนั้น เห็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเจ้าพนักงานตำรวจได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ขณะส่งมอบแมทแอมเฟตามีนของกลางให้และจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ขณะรอรับเงินหลังจากมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ตกลงขายแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันด้วยตนเอง ทั้งยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนมากถึง 200,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,830.428 กรัม หากมีการจำหน่ายไปจะส่งผลกระทบและสร้างปัญหาแก่สังคมและประเทศชาติเป็นอย่างมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก ประกอบกับรูปคดีที่โจทก์นำสืบมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเพราะถูกจับกุมได้ทันทีพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนมาก ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเมื่อสืบพยานโจทก์ได้บ้างแล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้สำนึกผิดในการกระทำ เพิ่งมาให้การรับสารภาพในภายหลังเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันจะมีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นายสุทัศน์หรือโต้ง โชคขจรไพศาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายพินิจ บุญประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2551
#412460
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน อันเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) จำคุก 4 ปี คืนธนบัตร 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูกต้องระบุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.096 กรัม และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ เป็นของกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทแหลม สิบตำรวจตรีประยูรและสิบตำรวจตรีศกลวรรณผู้ร่วมตรวจค้นและจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุ จึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้น วันเวลาเกิดเหตุได้วางแผนล่อซื้อจับกุม โดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ ไปลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และถ่ายสำเนาไว้แล้วมอบให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยสิบตำรวจตรีประยูรซุ่มดูที่กำแพงปูนเยื้องหน้าบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เห็นสายลับเดินเข้าไปพบจำเลย สายลับพูดคุยกับจำเลยแล้วยื่นธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ ให้จำเลย จากนั้นจำเลยหยิบสิ่งของออกจากข้างตัวส่งให้สายลับ สายลับรับสิ่งของแล้วพูดคุยกับจำเลยได้สักครู่หนึ่งจึงออกมาพบสิบตำรวจตรีประยูร และมอบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดให้จากนั้นสิบตำรวจตรีประยูรแจ้งทางวิทยุสื่อสารให้พันตำรวจโทแหลมกับพวกทราบ แล้วเข้าไปควบคุมตัวจำเลยไว้ เมื่อตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุและตัวจำเลยพบถุงพลาสติกชนิดรูดปิดมีคราบเมทแอมเฟตามีนที่ข้างที่นอนจำเลยและพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่กระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เมื่อสืบทราบว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุก็ขอหมายค้นและวางแผนล่อซื้อจับกุม เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสามมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน สิบตำรวจตรีประยูรแอบซุ่มดูการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่กำแพงรั้วบ้านที่เกิดเหตุห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายที่เกิดเหตุหมาย จ.5 เห็นได้ว่าบริเวณซุ่มดูสามารถมองเห็นแคร่หน้าบ้านที่เกิดเหตุได้ชัดแจน เชื่อว่าสิบตำรวจตรีประยูรเห็นการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลย เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว สิบตำรวจตรีประยูรก็เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันทีอันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดต่อเนื่องกันและควบคุมตัวจำเลยไว้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุก็พบถุงพลาสติกมีคราบเมทแอมเฟตามีนที่ข้างที่นอนจำเลย และค้นตัวจำเลยพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในกระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงรับฟังได้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยฎีกาว่า พันตำรวจโทแหลมและสิบตำรวจตรีศกลวรรณ เบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับการเดินทางออกจากสถานีตำรวจ และสิบตำรวจศกลวรรณ เบิกความว่าพยานลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.6 ที่บ้านที่เกิดเหตุ ขัดแย้งกับคำเบิกความของพันตำรวจโทแหลมที่เบิกความว่าบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นที่สถานีตำรวจ เห็นว่า ข้อแตกต่างและขัดแย้งดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดไม่ถึงกับทำให้คำเบิกความของพันตำรวจโทแหลมและสิบตำรวจตรีศกลวรรณมีน้ำหนักลดน้อยลง ที่จำเลยฎีกาว่า สายลับไม่ได้ร่วมประชุมวางแผนด้วยจึงไม่ทราบว่าการล่อซื้อเป็นอย่างไรและต้องทำอย่างไรนั้น เห็นว่า แม้สายลับจะไม่ได้ร่วมประชุมวางแผนด้วย แต่สายลับเดินทางไปพร้อมสิบตำรวจตรีประยูร ดังนั้น ระหว่างทางสิบตำรวจประยูรสามารถนัดแนะกับสายลับได้ ดังเห็นได้จากเมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้วสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนมาให้สิบตำรวจตรีประยูร การที่สายลับไม่ได้ร่วมประชุมวางแผนด้วยจึงไม่เป็นพิรุธ ที่จำเลยฎีกาว่าการให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นเพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมด้วยพยานหลักฐาน ดังนั้น การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ที่จำเลยฎีกาว่า สิบตำรวจตรีประยูรไม่ได้ยินว่าสายลับและจำเลยพูดคุยอะไรกันกับเห็นจำเลยส่งสิ่งของให้สายลับแต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิด นั้น เห็นว่า แม้สิบตำรวจตรีประยูรจะไม่ได้ยินว่าสายลับและจำเลยพูดคุยอะไรกันและไม่รู้ว่าสิ่งของที่จำเลยส่งให้สายลับเป็นอะไร แต่หลังจากที่สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว สายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนไปให้สิบตำรวจตรีประยูรทันที เชื่อได้ว่าสายลับและจำเลยพูดคุยซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันและจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ คำเบิกความของสิบตำรวจประยูรจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ และที่จำเลยฎีกาว่า ชั้นสอบสวนไม่ได้สอบสวนสายลับเป็นพยาน และโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้นั้น เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนจะไม่ได้สอบสวนสายลับเป็นพยานและโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์ก็มีสิบตำรวจตรีประยูร ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยมาเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (10) ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายคนอง พรมภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2551
#415478
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาเพื่อรักษาทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสอง เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นก่อน แต่การที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโดยทำสัญญาเช่าหลังจากโจทก์เจ้าของรวมอีกคนกำลังฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกไปจากที่เช่า ย่อมเป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันตึกแถวพิพาทซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เจ้าของรวมด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง เมื่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรวมในตึกแถวพิพาทมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญาเช่าจึงไม่สมบูรณ์และถือว่าเป็นการใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. เจ้าของรวมจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายกฤตย์ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 โจทก์ให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาท ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 มีโจทก์กับนายสมคิดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ตกลงค่าเช่าเดือนละ 500 บาท มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอีกต่อไป จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่เช่า แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากตึกแถวที่เช่า ให้จำเลยชำระภาษีโรงเรือนปี 2546 จำนวน 5,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยคงไว้ซึ่งมิเตอร์น้ำประปา และมิเตอร์ไฟฟ้า

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารปลอม สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาเนื่องจากอาคารที่เช่าทรุดโทรม โจทก์ให้จำเลยช่วยออกค่าซ่อมแซมอาคารเป็นเงิน 360,000 บาท และจะให้เช่าต่อไปเป็นเวลา 9 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปในอัตราค่าเช่าเดือนละ 500 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาเช่าคราวละ 3 ปี เพื่อไม่ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าจึงยังไม่ครบกำหนดเวลา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ นายสมคิดเจ้าของตึกแถวร่วมกับโจทก์ได้ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวเลขที่ 51/1 - 2 มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปในอัตราค่าเช่าเดือนละ 400 บาท สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ และมีผลผูกพันโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไป ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากอาคารใกล้เคียงให้เช่าเพียงเดือนละ 2,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สละประเด็นตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 และข้อ 4 ที่ให้จำเลยชำระภาษีโรงเรือนปี 2546 จำนวน 5,000 บาท และให้จำเลยคงไว้ซึ่งมิเตอร์น้ำประปาและมิเตอร์ไฟฟ้า และอนุญาตให้จำเลยสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและเรื่องสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา ตามคำให้การข้อ 1 และข้อ 2 ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ประเด็นข้อพิพาทจึงเหลือเพียงว่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสมคิดเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 51/1 ซอยเพชรเกษม 3 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาว่า ตึกแถวพิพาทเลขที่ 51/1 ซอยเพชรเกษม 3 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11967 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโจทก์กับนายสมคิดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เดิมโจทก์ให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโดยนายสมคิดเจ้าของรวมให้ความยินยอมโดยปริยายตลอดมา ตั้งแต่ปี 2532 ครั้งสุดท้ายโจทก์ให้จำเลยเช่ามีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2547 ค่าเช่าอัตราเดือนละ 500 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า สัญญาเช่าย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้นายสมคิดเจ้าของรวมได้ให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทเลขที่ 51/1 มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป ตกลงค่าเช่าเดือนละ 400 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสมคิดเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายสมคิดเจ้าของรวมคนหนึ่งนำตึกแถวพิพาทออกให้จำเลยเช่าถือเป็นการจัดการทรัพย์สินตามธรรมดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรคสอง จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสมคิดจึงมีผลบังคับใช้และผูกพันโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรคสอง ถ้าเป็นการจัดการเพื่อรักษาทรัพย์สินแล้ว เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นก่อน แต่การที่นายสมคิดเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทตามสัญญาเช่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว เป็นการก่อให้เกิดภาระติดพันตึกแถวพิพาทซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เจ้าของรวมด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง เมื่อโจทก์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในตึกแถวพิพาทมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญาเช่าจึงไม่สมบูรณ์ และถือว่าเป็นการใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งโจทก์เจ้าของรวมคนอื่นซึ่งกำลังฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกไปจากที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง ดังนั้น สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสมคิดเจ้าของรวมจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 วรรคสอง ม. 1360 ม. 1361 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ชั่งทอง
จำเลย — นายเซี๊ยะหรือโป๊ะเซี้ยว แซ่ด่าน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2551
#412253
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจกท์คดีนี้ฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 กับพวกร้องขัดทรัพย์ในคดี ดังกล่าว โจทก์ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 สละมรดกให้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ โดยสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ 1 หรือของผู้ร้องขัดทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ 2 กับพวก มิใช่ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้สละมรดกโดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 อีก แม้จะอ้างเหตุเพิกถอนการฉ้อฉล แต่คดีก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การสละมรดกของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ยืมไปจากโจทก์เป็นเงิน 270,000 บาท ตั้งแต่ปี 2539 และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 354,374 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2544 ของศาลชั้นต้น แต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์แล้วเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบโดยสละมรดกที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมจากนายชุมพลซึ่งเป็นน้องชายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับคดีได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสละมรดกฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การว่า หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 เคยช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1 กู้เงินเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องสละทรัพย์มรดกที่จะได้รับจากนายชุมพลตีใช้หนี้แก่จำเลยที่ 2 แต่โจทก์ยังคงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์มรดกของนายชุมพลซึ่งจำเลยที่ 2 กับพวกได้ร้องขัดทรัพย์ไว้ และโจทก์สามารถต่อสู้เรื่องสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ในชั้นร้องขัดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 กับพวก เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องของเพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกเป็นคดีนี้อันเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2544 ชั้นร้องขัดทรัพย์ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 91/2544 โจทก์คดีนี้ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 354,374 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพาษา จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้ร้องขัดทรัพย์ในคดี ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ยกข้อต่อสู้ว่าการยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 สละมรดกให้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ เป็นเพียงการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างผู้ร้องขัดทรัพย์กับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ 1 หรือของผู้ร้องขัดทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นผู้ร้องขัดทรัพย์ มิใช่ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งสละมรดกโดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นการสละมรดกโดยชอบ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความคือจำเลยที่ 2 กับพวกและโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 อีก แม้จะอ้างเหตุเพิกถอนการฉ้อฉล แต่คดีก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การสละมรดกของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีรัตน์ จั่นเพชร
จำเลย — นางลำไย อิ่มทั่ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2551
#410602
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนที่พบที่ตัวจำเลยทั้งสาม 17 เม็ด เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่ค้นพบในบ้านจำนวน 3,000 เม็ด เป็นแต่เพียงจำเลยทั้งสามแยกเอาบางส่วนติดตัวไว้เท่านั้น ทั้งโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้วว่าเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 3,017 เม็ด ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งนั้น จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด จำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีน 8 เม็ด จำเลยที่ 3 ครอบครองเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 67, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,500,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา) มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกคนละ 34 ปี ปรับคนละ 1,000,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีน กับรถยนต์ยี่ห้อ บี เอ็ม ดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน 7 ช - 4822 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อฮุนได หมายเลขทะเบียน 3 ศ - 5894 กรุงเทพมหานคร ของกลาง กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้คืนรถยนต์ของกลาง 2 คัน แก่เจ้าของ ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกชุมพลกับจ่าสิบตำรวจสมใจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 3,017 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 48.73 กรัม รถยนต์ยี่ห้อฮุนไดและรถยนต์ยี่ห้อบี เอ็ม ดับเบิลยู อย่างละ 1 คัน และทรัพย์สินอื่นตามบัญชีแสดงการตรวจยึดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการริบทรัพย์สินคดียาเสพติดเป็นของกลาง คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ในจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และต้องริบรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดกับรถยนต์ยี่ห้อบี เอ็ม ดับเบิลยู ของกลางหรือไม่ การที่ร้อยตำรวจเอกชุมพล จ่าสิบตำรวจสมใจกับพวกร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมกับเมทแอมเฟตามีน 3,000 เม็ด ในบ้านเลขที่ 131 และอีก 17 เม็ด ในตัวของจำเลยทั้งสามก็เนื่องด้วยการสืบสวนหาข้อเท็จจริงโดยการซุ่มดูอยู่บริเวณบ้านเลขที่ 132 จนได้พบว่าจำเลยทั้งสามพักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว และบ้านเลขที่ 131 ที่แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้ใช้พักอาศัยแต่ข้ามไปมา โดยใช้ม้าหินที่วางอยู่ชิดกำแพงระหว่างบ้านทั้งสองหลังอำนวยความสะดวกในการปีนเข้าออกไปในบ้านดังกล่าวเสมอๆ จนเป็นที่ผิดสังเกต ทำให้ร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกสามารถรายงานข้อพิรุธดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเข้าไปตรวจค้นกับยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จำนวนมาก การสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่ได้มาจากคำบอกกล่าวของนายพิษณุศักดิ์ จำเลยในคดีก่อนเพียงอย่างเดียว การที่โจทก์ไม่ได้นำนายพิษณุศักดิ์มาเป็นพยานหรือนำคำให้การของนายพิษณุศักดิ์ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมาอ้างส่งเพื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกานั้นจึงมิใช่ข้อพิรุธ แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า การสืบสวนขยายผลจากนายพิษณุศักดิ์ดังกล่าวทำให้ร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกสามารถดำเนินการต่อไปจนจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจากในตัวจำเลยทั้งสามและภายในบ้านเลขที่ 131 ที่จำเลยทั้งสามซึ่งพักอาศัยอยู่ภายในบ้านเลขที่ 132 ข้ามไปมาอยู่เสมอๆ จนร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกพบความจริง แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมครอบครองบ้านเลขที่ 131 ด้วย ดังนั้น แม้ในครั้งแรกร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกค้นไม่พบกุญแจบ้านเลขที่ 131 ที่ตัวจำเลยที่ 1 จนต้องมีการงัดประตู แล้วจึงมาพบในภายหลังก็ไม่ใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกทราบจากสายลับว่าจะมีการนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ในบ้านเลขที่ 131 แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจไปดักรอหรือซุ่มดูว่าใครเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนนั้น ก็เพราะร้อยตำรวจเอกชุมพลประเมินกำลังฝ่ายจำเลยทั้งสามแล้ว เชื่อว่าศักยภาพในการต่อสู้จึงต้องเข้าตรวจค้นในวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณเที่ยงวัน ซึ่งพวกจำเลยทั้งสามไม่มีการเคลื่อนไหว ปิดบ้านเงียบ และขณะเข้าตรวจค้น ผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมทุกคนต้องสวมเสื้อเกราะ และมีอาวุธติดตัวเป็นอาวุธหนักร้ายแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมจับกุมนั้น จึงมิใช่ข้อพิรุธดังที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกาประกอบกับในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การซึ่งมีรายละเอียดของคำให้การโดยชัดแจ้งและละเอียดลออซึ่งผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดจะไม่อาจให้การเช่นนี้ได้ ตั้งแต่ประวัติของจำเลยทั้งสาม เหตุที่จำเลยทั้งสามกับพวกเข้ามาร่วมหุ้นกันค้าขายเมทแอมเฟตามีน การไปซื้อเมทแอมเฟตามีน การขนเมทแอมเฟตามีน วิธีจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในจังหวัดปราจีนบุรีที่เกิดเหตุ การแบ่งกำไรกัน การนำเงินที่ได้จากการขายเมทแอมเฟตามีนไปใช้จ่าย การกระทำความผิดในคดีนี้ ตลอดจนรูปพรรณสัณฐานของผู้ร่วมกระทำผิดด้วย และภาพถ่ายรวม 8 ภาพ ที่จำเลยทั้งสามนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพ ซึ่งสภาพของจำเลยทั้งสามในภาพดังกล่าวก็มีลักษณะปกติ ไม่ได้เมายาดังที่อ้าง เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาข้างต้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 3,017 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง แม้ร้อยตำรวจเอกชุมพลกับพวกผู้ร่วมจับกุมไม่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือทรัพย์สินเงินทองที่จำเลยทั้งสามจำนวนมาก อันส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ดังที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกาก็มิใช่ข้อพิรุธ ส่วนรถยนต์ยี่ห้อฮุนไดและยี่ห้อบี เอ็ม ดับเบิลยู ของกลาง 2 คันนั้น เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางถูกตรวจยึดได้จากห้องพระภายในบ้านเลขที่ 131 และที่ตัวจำเลยทั้งสาม กรณีจึงยังไม่พอรับฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่ริบ ฎีกาโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3,017 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวบางส่วน 17 เม็ด ให้แก่กันและกัน คดียุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบางส่วน แต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด ดังกล่าวแยกต่างหากถือเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งด้วยนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบที่ตัวจำเลยทั้งสาม 17 เม็ด เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนที่ค้นพบในบ้านเลขที่ 131 จำนวน 3,000 เม็ด เป็นแต่เพียงจำเลยทั้งสามแยกเอาบางส่วนติดตัวไว้เท่านั้น ทั้งโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้วว่าเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ดดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 3,017 เม็ด ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนของกลางรถจักรยานยนต์ 2 คัน สร้อยคอทองคำ 2 เส้นพร้อมพระ โทรศัพท์พร้อมเครื่องเล่นวิซีดี 2 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝาก และเงินสด 690 บาท ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกคำขอให้ริบทรัพย์ของกลางในส่วนนี้แล้วแต่ไม่ได้สั่งคืนให้แก่เจ้าของอันเป็นการไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งเสียใหม่ให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละตลอดชีวิต ปรับคนละ 1,500,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 1,000,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยกและให้คืนรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน สร้อยคอทองคำ 2 เส้นพร้อมพระ โทรศัพท์พร้อมเครื่องเล่นวีซีดี 2 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝาก และเงินสด 690 บาท แก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายนพดล ทองเอม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 33/2551
#415739
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๕๑

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลแพ่งและศาลปกครองกลางให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา๑๒วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ นายเอกชัย หงส์กังวาน โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่๔๘๑๑/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัวของจำเลยที่๑ ตามบันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราวเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)วินิจฉัยว่า การออกสลากพิเศษดังกล่าวซึ่งออกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม๒๕๔๖ ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๒จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ระงับการจำหน่าย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยออกประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว มีผลเป็นการยกเลิกบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถจำหน่ายสลากพิเศษได้ตั้งแต่งวดวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๙เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันรวม ๒๒ งวด เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า ๖๗๘,๙๒๙.๖๓ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัวและ ๒ ตัว ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนประกาศ ๒ ฉบับ ซึ่งห้ามโจทก์คืนสลากพิเศษที่ยังไม่ได้จำหน่ายและห้ามโจทก์เปลี่ยนแปลงยอดจำหน่ายสลากพิเศษ และให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ให้ส่วนลดในการจำหน่ายสลากพิเศษแก่โจทก์ร้อยละ ๑๒ และปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมในการโอนเงินและรับเงินรางวัล ให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้รายได้ตามบันทึกข้อตกลงข้อ ๑ ที่ให้ส่วนลดในการจำหน่ายแก่โจทก์ร้อยละ ๑๒ ของยอดจำหน่ายสลากพิเศษงวดวันที่ ๑๖พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เป็นรายงวด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี รวมเป็นเงิน๖๗๘,๙๒๙.๖๓ บาท และชดใช้รายได้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับงวดวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙หลังกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าโจทก์จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙เฉพาะในส่วนที่ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรื่องโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำรายได้คืนสู่สังคม

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า บันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นข้อตกลงให้สิทธิแก่โจทก์เป็นตัวแทนในการรับสลากไปจำหน่ายชั่วคราว และไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการให้สิทธิจำหน่ายกันไว้ ซึ่งตามข้อ ๑๖ โจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งที่จำเลยที่๑ยึดถือปฏิบัติเป็นข้อตกลง หรือที่จะได้กำหนดขึ้นในอนาคต และตามข้อ ๑๗ จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะยกเลิกบันทึกข้อตกลงโดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเมื่อมีเหตุจำเป็น เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เรื่องโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย ๓ ตัวและ ๒ ตัว เพื่อนำรายได้คืนสู่สังคมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงมีมติให้หยุดการดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ตัว และ ๒ ตัว การออกประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว จึงเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งจำเลยที่ ๑สามารถกระทำได้ตามบันทึกข้อตกลงและประกาศดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์กับผู้มีชื่ออีกสองคนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองและคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๒/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๒๙๐/๒๕๕๐ แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๕๒๑/๒๕๕๐ ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและโอนสำนวนไปศาลปกครอง เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และมาตรา ๗๒

ศาลแพ่งเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มีวัตถุประสงค์ในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ส่วนจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นกระทรวงที่กำกับดูแลจำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัวเพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่สัญญาทางปกครองตามบทนิยามดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาทางปกครองเท่านั้น จึงอาจมีสัญญาทางปกครองในลักษณะอื่นอีก เมื่อบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีข้อกำหนดในข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗ ที่ให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ ประกาศและคำสั่งที่จำเลยที่ ๑ ยึดถือเป็นข้อตกลง หรือที่จะได้กำหนดขึ้นในอนาคตรวมทั้งจำเลยที่ ๑ ยังสามารถยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ มีลักษณะเป็นข้อกำหนดที่ให้เอกสิทธิ์ฝ่ายปกครองอย่างมากทำให้คู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองมีสิทธิบางประการที่เหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ถือเป็นสัญญาทางปกครองอีกลักษณะหนึ่ง เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การออกประกาศการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษของจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงการแจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ขอหยุดการดำเนินการออกสลากพิเศษตามการสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแล จึงมีผลเป็นการยกเลิกบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหากโจทก์เห็นว่า การดำเนินการออกประกาศดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ต่อศาลยุติธรรม โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง ไม่จำต้องขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าวแต่อย่างใด

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ของจำเลยที่ ๑ ตามบันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว วันที่ ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยออกประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุด ดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัวมีผลเป็นการยกเลิกบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) วินิจฉัยว่าการออกสลากพิเศษดังกล่าวซึ่งออกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพ.ศ. ๒๕๑๗ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถจำหน่ายสลากพิเศษได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ให้จำเลยที่ ๑เพิกถอนประกาศ ๒ ฉบับ ซึ่งห้ามโจทก์คืนสลากพิเศษที่ยังไม่ได้จำหน่ายและห้ามโจทก์เปลี่ยนแปลงยอดจำหน่ายสลากพิเศษ และให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ให้ส่วนลดในการจำหน่ายสลากพิเศษแก่โจทก์ร้อยละ ๑๒และปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมในการโอนเงินและรับเงินรางวัล ให้จำเลยที่ ๑ชดใช้รายได้ตามบันทึกข้อตกลงข้อ ๑ที่ให้ส่วนลดในการจำหน่ายแก่โจทก์ร้อยละ ๑๒ ของยอดจำหน่ายสลากพิเศษงวดวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เป็นรายงวด พร้อมดอกเบี้ย และชดใช้รายได้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับงวดวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ หลังกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าโจทก์จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่๒๑พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เฉพาะในส่วนที่ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม๒๕๔๖เรื่องโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำรายได้คืนสู่สังคม จำเลยที่ ๑ให้การสรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์การออกประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งจำเลยที่ ๑ สามารถกระทำได้ตามบันทึกข้อตกลง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ ส่วนจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นกระทรวงที่กำกับดูแลจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยร่วมกันออกประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ซึ่งมีผลเป็นการยกเลิกบันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถจำหน่ายสลากพิเศษได้นั้น โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัวและ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว ซึ่งมีสาระสำคัญให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายและจ่ายรางวัลเป็นการชั่วคราวภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น การฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์จึงอาศัยสิทธิจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนั่นเอง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย๓ ตัว และ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่บันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ตัวเพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ส่วนประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการหยุดดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย๓ ตัว และ ๒ ตัว ก็เป็นเพียงวิธีการยกเลิกบันทึกข้อตกลงในการรับสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัวและ ๒ ตัว เพื่อนำไปจำหน่ายชั่วคราว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเอกชัย หงส์กังวาน โจทก์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกชัย หงส์กังวาน
จำเลย — สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2551
#415747
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๕๑

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ นางหลงมาหรือกนกนนท์ ลิ่มวิไล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ ๑ กรมยุทธศึกษาทหาร ที่ ๒ พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ ๓ จ่าสิบเอก จำนงค์ สินธุเดช ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่๑๕๓๒/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ เป็นครูสอนในโรงเรียนช่างฝีมือทหารสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการเรียนการสอน กระทำการโดยประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังดูแลนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยละเว้นการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเตรียมเครื่องมือการเรียนการสอน การป้องกันอันตราย อันจะเกิดจากการฝึก การเรียนการสอนทั้งปวง ไม่จัดให้มีเครื่องมือเตือนภัย สัญญาณหรือเครื่องนิรภัยต่าง ๆ สำหรับการสอนวิชาช่าง แผนกช่างกล วิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำ ไม่ระมัดระวังดูแลนักเรียนโดยละเว้นการปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยตามมาตรฐาน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชามีหน้าที่ควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความบกพร่องในการจัดอุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหาร แต่กลับละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้นายณัฐพงศ์ชัย ลิ่มวิไล บุตรผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักเรียนที่ฝึกวิชาดังกล่าว จมน้ำเสียชีวิตในโรงฝึกโรงเรียนช่างฝีมือทหารเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ต่อมาผู้ฟ้องคดีขอถอนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่หรือครูผู้สอนได้มีการสอนทางทฤษฎีในเรื่องความปลอดภัยเพื่อใช้ในการเรียนภาคปฏิบัติตามหลักสูตรการเรียนการสอน ตลอดจนได้มีการสั่งห้ามนักเรียนลงฝึกใต้น้ำในถังฝึกตามลำพังโดยไม่มีครูผู้สอนคอยกำกับอยู่ด้วย อีกทั้งอุปกรณ์การสอนก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคอยตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สามารถใช้ในการฝึกสอนได้ตามปกติ มิได้ชำรุดบกพร่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น การเสียชีวิตของบุตร ผู้ฟ้องคดีเกิดจากการที่บุตรผู้ฟ้องคดีลงไปฝึกกันเองกับเพื่อนคือนายกวิน ฉัตรตระกูล และ นายกฤษณรักษ์ งามสวย ตามลำพัง โดยต่างไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีครูผู้สอนคอยกำกับดูแล ทั้งที่ต่างก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อปฏิบัติในการฝึกเรียน การเสียชีวิตของบุตรผู้ฟ้องคดีในคดีนี้จึงไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยประมาทอันเป็นการละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตลอดจนครูผู้สอนหรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดทั้งสิ้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องคดีนี้เป็นการกล่าวอ้างการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามระเบียบทั่ว ๆ ไปของครูผู้สอนเท่านั้น มิใช่เป็นการละเมิดทางปกครอง จึงไม่ใช่ข้อพิพาทในทางปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทในทางแพ่งตามปกติอันเกี่ยวด้วยเรื่องละเมิดโดยทั่วไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ตายรายอื่นในเหตุเดียวกับคดีนี้ได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีนี้ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๖๓/๒๕๕๐ และคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๕๐/๒๕๕๐ ข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายด้วย

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และมาตรา ๕ (๑๙)แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกการศึกษาและวิทยาการทางทหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาการทหาร เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่บุตรชายของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักเรียนวิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ และที่ ๒ จมน้ำเสียชีวิตในโรงฝึกของโรงเรียนดังกล่าว และผู้ฟ้องคดีเห็นว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชามีหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความบกพร่องในการจัดอุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหาร แต่กลับละเลยในการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ครูโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ละเว้นการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายจากการฝึก การเรียนการสอนทั้งปวงซึ่งถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อ กรณีตามคำฟ้อง จึงเป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงานกำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกศึกษาและวิทยาการทางทหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาทหาร ตามมาตรา ๕ (๑๙) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ อันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีหากเกิดความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ในหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ กรณีจำต้องพิจารณาอำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่บุตรชายของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักเรียนวิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จมน้ำเสียชีวิตในโรงฝึกของโรงเรียนดังกล่าวและผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชามีหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความบกพร่องในการจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนการจัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหาร แต่กลับละเลยในการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ครูสอนในโรงเรียนช่างฝีมือทหารละเว้นการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายจากการฝึก การเรียนการสอนทั้งปวง จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการประมาทเลินเล่อดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการกระทำในหน้าที่เกี่ยวกับการ ฝึกศึกษาวิทยาการทางทหารตามปกติอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาทั่วไป มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ เป็นครูสอนในโรงเรียนช่างฝีมือทหารมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการเรียนการสอน กระทำการ โดยประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังดูแลนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยละเว้นการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเตรียมเครื่องมือ การเรียนการสอนการป้องกันอันตราย อันจะเกิดจากการฝึก การเรียนการสอนทั้งปวง ไม่จัดให้มีเครื่องมือเตือนภัย สัญญาณหรือเครื่องนิรภัยต่าง ๆ สำหรับการสอนวิชาช่าง แผนกช่างกล วิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำ ไม่ระมัดระวังดูแลนักเรียนโดยละเว้นการปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยตามมาตรฐาน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ มีหน้าที่ควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความบกพร่องในการจัดอุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้บุตรผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักเรียนที่ฝึกวิชาดังกล่าว จมน้ำเสียชีวิตในโรงฝึกโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาผู้ฟ้องคดีขอถอนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่หรือครูผู้สอนได้มีการสอนทางทฤษฎีในเรื่องความปลอดภัยเพื่อใช้ในการเรียนภาคปฏิบัติตามหลักสูตร การเรียนการสอน ตลอดจนได้มีการสั่งห้ามนักเรียนลงฝึกใต้น้ำในถังฝึกตามลำพังโดยไม่มีครูผู้สอน คอยกำกับอยู่ด้วย อีกทั้งอุปกรณ์การสอนก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคอยตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สามารถใช้ในการฝึกสอนได้ตามปกติ มิได้ชำรุดบกพร่อง แต่อย่างใดทั้งสิ้น การเสียชีวิตของบุตรผู้ฟ้องคดีเกิดจากการที่บุตรผู้ฟ้องคดีลงไปฝึกกันเองกับเพื่อน ตามลำพัง โดยต่างไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีครูผู้สอนคอยกำกับดูแล ทั้งที่ต่างก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อปฏิบัติในการฝึกเรียน การเสียชีวิตของบุตรผู้ฟ้องคดีในคดีนี้จึงไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยประมาทอันเป็นการละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตลอดจนครูผู้สอนหรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดทั้งสิ้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงานกำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกศึกษาและวิทยาการทางทหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาทหาร ตามมาตรา ๕ (๑๙) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ อันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาของโรงเรียนช่างฝีมือทหารและต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่๓และที่ ๔ มีหน้าที่ควบคุมดูแลไม่ให้เกิดความบกพร่องในการจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนการจัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ซึ่งเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนช่างฝีมือทหารละเว้นการจัดมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเตรียมเครื่องมือการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายอันจะเกิดจากการฝึก การเรียนการสอนทั้งปวง ไม่จัดให้มีเครื่องมือเตือนภัย สัญญาณหรือเครื่องนิรภัยต่าง ๆ สำหรับการสอนวิชาช่าง แผนกช่างกล วิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำ ไม่ระมัดระวังดูแลนักเรียนโดยละเว้นการปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยตามมาตรฐาน จนทำให้บุตรผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักเรียนวิชางานเชื่อมตัดใต้น้ำของโรงเรียนช่างฝีมือทหารจมน้ำเสียชีวิตในโรงฝึกของโรงเรียนลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเป็นการกล่าวถึงขั้นตอนที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวตลอดจนการควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนนั้น เป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้สอนเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุผลเท่านั้น หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางหลงมาหรือกนกนนท์ ลิ่มวิไล ผู้ฟ้องคดีกองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ ๑ กรมยุทธศึกษาทหาร ที่ ๒ พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ ๓ จ่าสิบเอก จำนงค์ สินธุเดช ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางหลงมา หรือกนกนนท์ ลิ่มวิไล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2551
#415743
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๕๑

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนครนายก

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครนายกโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดนครนายกและศาลปกครองกลางให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นายทรงพล พันสารี โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๒ นายสุธีรพันธ์ สวัสดิ์กุลดิลก ที่ ๓ นายสายทอง สามารถ ที่ ๔ นายสมนึก พันธะพุมมี ที่ ๕จำเลยต่อศาลจังหวัดนครนายก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๕๗/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๖กุมภาพันธ์๒๕๔๗ เวลาประมาณ๑๔ นาฬิกา จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ พร้อมเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครนายกได้นำหมายศาลจังหวัดนครนายกที่ ค ๓๕/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๖กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เข้าจับกุมและตรวจค้นบ้านโจทก์ โดยแจ้งข้อหาค้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตและประกอบกิจการและตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔มาตรา ๒๙ ทวิและพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ในการจับกุมและตรวจค้นดังกล่าวจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ได้รื้อทุบทำให้เตาหม้อต้มกลั่นไม้หอมของโจทก์ซึ่งเดิมมีลักษณะติดตรึงอยู่กับหม้อต้มกลั่นเสียหาย และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ ยึดทรัพย์สินของโจทก์เป็นของกลางหลายรายการ โดยของกลางรายการที่ ๑ ถึง ๗ มอบให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้จับกุมไปเก็บรักษาไว้ ศาลจังหวัดนครนายกมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่๓๐ พฤษภาคม๒๕๔๙ ไม่ริบของกลาง พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนแจ้งผลคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ดำเนินการคืนของกลางแก่โจทก์ และโจทก์ติดตามทวงถามจำเลยที่๓ ถึงที่ ๕ แล้ว แต่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่ส่งมอบของกลางคืนแก่โจทก์ให้ถูกต้อง ของกลางบางรายการได้รับความเสียหาย บางรายการที่นำมาคืนไม่ใช่ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๓ ถึงที่๕ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนของกลางในสภาพดีดังเดิม หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา ๗๔๘,๕๘๐ บาท และชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชดใช้ราคาและค่าเสียหายเสร็จ

ศาลจังหวัดนครนายกมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ในการเข้าตรวจค้นจับกุมโจทก์ จำเลยที่ ๓ ถึงที่๕ไม่ได้กระทำละเมิดหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ได้จัดเก็บรักษาของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดไว้ตามระเบียบของทางราชการ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ได้คืนของกลางทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับคืนเอง ค่าเสียหายไม่เกิน๘๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ที่โจทก์อ้างว่าร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) มูลคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ศาลจังหวัดนครนายกเห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสังกัดของจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ตรวจค้นจับกุมโจทก์ในบ้านที่เกิดเหตุในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช๒๔๘๔ อันเป็นความผิดอาญาโดยใช้อำนาจการตรวจค้นจับกุมและยึดทรัพย์ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดอำนาจให้ไว้เป็นการเฉพาะ การที่โจทก์อ้างว่าในระหว่างดำเนินการตรวจค้นทรัพย์สินในบ้านที่เกิดเหตุ การเก็บรักษาของกลางที่ตรวจยึดไว้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ดูแลทรัพย์สินของโจทก์ที่เป็นของกลาง ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย และไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินของกลางคืนแก่โจทก์ตามคำสั่งศาล จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์จึงเป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ กระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของกลางของโจทก์ไปหลายรายการโดยจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ทำหน้าที่เก็บรักษาของกลางจำนวน ๗รายการ ตามที่พนักงานสอบสวนมอบหมายอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา๘๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดนครนายกมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีคำสั่งไม่ริบของกลางทั้งหมด โจทก์ทวงถามของกลางคืนแล้ว แต่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ละเลยไม่กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ซึ่งอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เข้าจับกุมและตรวจค้นบ้านโจทก์ โดยแจ้งข้อหาค้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบกิจการและตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทวิ และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งในการเข้าจับกุมและตรวจค้นดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ รื้อทุบทำให้เตาหม้อต้มกลั่นไม้หอมของโจทก์เสียหาย และยังร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของโจทก์เป็นของกลาง โดยจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้เก็บรักษาไว้หลายรายการต่อมาศาลจังหวัดนครนายกมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ริบของกลางพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ คืนของกลางแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่ดำเนินการคืนของกลางให้ถูกต้องโดยของกลางบางรายการได้รับความเสียหายบางรายการที่นำมาคืนไม่ใช่ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนของกลางในสภาพดีดังเดิมหรือชดใช้ราคาและชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพแก่โจทก์ แต่ศาลจังหวัดนครนายก มีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ คงมีปัญหาในส่วนคดีของจำเลยที่๑และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองเห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ซึ่งแม้ว่า ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการอาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา และเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จับกุม ค้น และยึดทรัพย์สินของโจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แม้โจทก์จะฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ส่งมอบทรัพย์สินของกลางบางรายการแก่โจทก์ตามคำสั่งศาลจังหวัดนครนายกด้วย แต่เมื่อมูลคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายทรงพล พันสารี โจทก์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ ๒ นายสุธีรพันธ์ สวัสดิ์กุลดิลก ที่ ๓ นายสายทอง สามารถ ที่ ๔ นายสมนึก พันธะพุมมี ที่ ๕ จำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงพล พันสารี
จำเลย — กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2551
#415744
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๕๑

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลแขวงอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลปกครองขอนแก่นและศาลแขวงอุดรธานีให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นายหนึ่งบุรุษ โสธิสัย ที่ ๑ นายอำนาจบุตรชาดาที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน่วยป้องกันป่าอุดรธานี ๓ ที่ ๑ กรมป่าไม้ ที่ ๒ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๕๒/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับจ้างนางประยูร หาฝ่ายเหนือ เจ้าของผู้ถือสิทธิแห่งหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ ๐๕๒๔๗ แปลงที่ ๑๐ ระวาง ส.ป.ก. ๔๑๕๙ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๑ งาน ๒๑ ตารางวาไถเปิดหน้าดินในที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๓มิถุนายน ๒๕๔๙ ขณะที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกำลังไถเปิด หน้าดินให้กับนางประยูร ผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันป่าที่ อด. ๓ (บ้านดุง) จังหวัดอุดรธานี และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านดุง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง เผาป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า ทำไม้ และมีไม้หวงห้าม อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับยึดรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค ๕๔๗ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค ๑๔๗๒ของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และท่อนไม้เต็ง ไม้รกฟ้า ไม้พวง ไม้รัง ไม้น้ำเกลี้ยง ไม้ตะคร้อ ไม้ขวายรวม๑๘ ท่อน ไว้เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้งสองเนื่องจากเห็นว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่มีผู้ได้สิทธิตามกฎหมายที่ดินจึงมิใช่ป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม้ของกลางไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่เป็นความผิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำโดยจงใจ และการยึดรถแทรกเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเสียหายขาดรายได้จากการใช้รถแทรกเตอร์ทำงานรับจ้างเป็นการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต้องรับผิดในมูลละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๓๖๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ จำนวน ๓๖๐,๐๐๐บาท รวม ๗๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองขอนแก่น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงอุดรธานีเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๖๕/๒๕๕๐ และคดีหมายเลขดำที่ ๔๒๖๖/๒๕๕๐แต่ศาลแขวงอุดรธานีไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเป็นคดีหมายเลขแดงที่๒๕๓๔/๒๕๕๐ และคดีหมายเลขแดงที่ ๒๕๓๕/๒๕๕๐ ตามลำดับ

ศาลปกครองขอนแก่นเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ต้องเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ตามคำฟ้องคดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม และเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ก็ตาม แต่การใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านดุง ตั้งแต่ในชั้นการจับกุม การแจ้งข้อกล่าวหา การสอบสวน การให้ประกันตัว และการพิจารณาเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ เพื่อให้มีคำสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในคดีอาญาเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนการกระทำละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้กระทำในการจับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งสองการแจ้งข้อกล่าวหา การยึดของกลาง และการพิจารณาเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองศาลแขวงอุดรธานีเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ในฐานะเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ได้เข้ายึดรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรับจ้างนางประยูร หาฝ่ายเหนือ เจ้าของผู้ถือสิทธิแห่งหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินไถเปิดหน้าดินในที่ดินดังกล่าว แต่ขณะที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกำลังไถเปิดหน้าดินได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันป่าที่ อด. ๓ (บ้านดุง) จังหวัดอุดรธานี และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านดุงร่วมกันจับกุม โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง เผาป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า ทำไม้ และมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับยึดรถแทรกเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวม ๒ คัน และท่อนไม้ รวม ๑๘ ท่อน ไว้เป็นของกลาง ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้งสองเนื่องจากเห็นว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่มีผู้ได้สิทธิตามกฎหมายที่ดิน จึงมิใช่ป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม้ของกลางไม่เป็นไม้หวงห้าม การกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่เป็นความผิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งสองและยึดรถแทรกเตอร์ของกลางเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยเห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเรื่องการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันป่าที่ อด. ๓ (บ้านดุง) จังหวัดอุดรธานี และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านดุง ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายึดรถแทรกเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และท่อนไม้ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายหนึ่งบุรุษ โสธิสัย ที่ ๑ นายอำนาจ บุตรชาดา ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน่วยป้องกันป่าอุดรธานี ๓ ที่ ๑ กรมป่าไม้ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายหนึ่งบุรุษ โสธิสัย ที่1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน่วยป้องกันป่าอุดรธานี 3
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2551
#415741
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๕๑

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดเชียงใหม่และศาลปกครองกลางให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๙ บริษัทโรงเลื่อยจักรแสงวัฒนา จำกัด โดยนางสาวศุภรำไพ หาญทวีพานิชย์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย เอี่ยวส่วย ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ยอดสมบัติ ที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เท็คโทนา ที่ ๓ กรมศุลกากร ที่ ๔ นายอนุชา จิตรัศมีโรจน์ ที่ ๕ นายเอนก อรธนาลัยที่ ๖ นายพชรหรือพชรดิษฐ์ สินสวัสดิ์ ที่ ๗พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ ๘ นายพงษ์ศักดิ์ วินิจกิจเจริญ ที่ ๙ นายเสือ ปรุงธัญพฤกษ์ ที่๑๐ กรมป่าไม้ ที่ ๑๑ และนายวรศักดิ์ พวงเดช ที่ ๑๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๘๓/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ โจทก์ตกลงซื้อขายไม้สักแปรรูปจำนวน ๑๓,๐๐๐ ลูกบาศก์ฟุต จากจำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๒๐,๑๕๐,๐๐๐ บาท วางเงินมัดจำในวันทำสัญญา๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจะชำระค่าไม้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘ และเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่งไม้สักที่ตกลงซื้อขายลงเรือที่ท่าเรือกวางเล่ยหรือสิบสองปันนาพร้อมที่จะขนส่งมายังท่าเรือเชียงแสน โจทก์จะโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒บางส่วนจำนวน ๒๐๓,๖๐๔ ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ต้องส่งไม้แปรรูปที่ตกลงซื้อในนามโจทก์ ส่วนค่าไม้ที่เหลือ โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตระหว่างกัน เมื่อไม้สักดังกล่าวถูกส่งมายังท่าเรือเชียงแสน นำเข้าโกดังของโจทก์ที่เช่ามาจากจำเลยที่ ๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖, ๒๘ และ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๘ เรือที่ขนส่งไม้สักดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือเชียงแสน โจทก์จึงดำเนินการตามพิธีการศุลกากรและนำไม้ไปเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ ๓ เพื่อรอชำระอากรและขนไม้ออกจากด่านศุลกากร โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าเรือบรรทุกและค่าขนไม้จากเรือเข้าไปยังโกดังตามที่ตกลงกัน ต่อมาวันที่ ๙พฤษภาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายไม้สักดังกล่าวมายังโจทก์อ้างว่าโจทก์ผิดนัดค้างชำระค่าไม้สักแปรรูป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขอให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ภายในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โจทก์จึงมีหนังสือโต้แย้งไปยังจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายในไม้สักดังกล่าวแล้ว และมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๓ ห้ามเคลื่อนย้ายหรือยินยอมให้ผู้อื่นเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ในนามจำเลยที่ ๒ ยื่นหนังสือต่อศุลกากรประจำด่านอำเภอเชียงแสน ขอผ่านพิธีการชำระอากรเพื่อนำไม้ดังกล่าวออกจากด่าน แต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเห็นว่าหลักฐานประกอบการชำระอากรยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าไม้สักดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ นำเอกสารมามอบเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเห็นว่าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อนุญาตให้ชำระอากรตามพิธีการศุลกากร หลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๑๒ ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังคณะกรรมาธิการการปกครอง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งมีจำเลยที่ ๘ เป็นประธาน อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของโจทก์และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคณะกรรมการด้านกฎหมายของกรมศุลกากรได้พิจารณาแล้วว่ากรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวเป็นของโจทก์ คณะกรรมาธิการฯ จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีก แต่กลับพิจารณาโดยอาศัยความเห็นของจำเลยที่ ๕ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรและปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนและสำนักงานศุลกากรภาคที่ ๓ จังหวัดเชียงใหม่ในขณะที่เกิดเหตุทั้งนี้ โดยสรุปข้อเท็จจริงโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยพิจารณาว่าจำเลยที่๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวตามกฎหมายและยังอยู่ในฐานะเป็นผู้นำเข้าไม้สักดังกล่าว จึงมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายศุลกากรที่จะชำระอากรเพื่อดำเนินการนำไม้ดังกล่าวออกจากด่านศุลกากรได้ จำเลยที่ ๘ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้มีหนังสือให้ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนสังกัดจำเลยที่ ๔ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ชำระอากรและรับมอบไม้สักดังกล่าวออกจากโกดังของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๙ ในฐานะป่าไม้จังหวัดเชียงราย ยับยั้งไม่ให้ออกใบกำกับการเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่๒ แต่จำเลยที่ ๙ หาได้หยุดหรือทำการสอบสวนให้ได้ความจริงกลับร่วมกับจำเลยที่ ๑๐ ออกใบกำกับเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าวออกจากคลังสินค้าของจำเลยที่ ๓ การกระทำของจำเลยที่ ๕ถึงที่ ๑๐ เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และการที่จำเลยที่ ๓ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขนย้ายไม้สักดังกล่าวออกจากคลังสินค้าของจำเลยที่ ๓ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ กระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์เป็นการร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ที่ ๒และที่ ๔ ถึงที่ ๑๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถได้ประโยชน์จากการแปรรูปไม้สักเป็นผลิตภัณฑ์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๗,๙๑๔,๒๔๑.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ให้การต่อสู้คดี

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ และจำเลยที่ ๙ ถึงที่ ๑๐ เนื่องจากมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ และจำเลยที่ ๙ ถึงที่ ๑๐

จำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เนื่องจากข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นการกล่าวหา จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ และจำเลยที่ ๙ ถึงที่ ๑๑ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

โจทก์แถลงว่า นอกจากคดีนี้โจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๕๕/๒๕๔๙

จำเลยที่ ๑๒ ทำคำชี้แจงเรื่องเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๔ และที่๑๑ทั้งที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่และศาลปกครองกลาง โดยมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันเสมือนเป็นการฟ้องซ้อนขอให้ทั้งสองศาลหารือกันและน่าจะให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้พิจารณาคดีนี้

ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า เหตุละเมิดคดีนี้สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีมูลเหตุมาจากเรื่องพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไม้สักแปรรูปอันเป็นข้อพิพาททางแพ่ง และมีกรณีการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ ที่ ๘ และที่ ๑๒ รวมอยู่ด้วยคดีในส่วนนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม แต่ตามคำฟ้องยังปรากฏอีกว่า การที่โจทก์ได้รับความเสียหายก็มีส่วนจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นกรมศุลกากรและจำเลยที่ ๑๑ซึ่งเป็นกรมป่าไม้อยู่ด้วย โดยการกระทำของจำเลยที่ ๔ นั้น โจทก์ได้บอกกล่าวแล้วว่าไม่ให้อนุญาตนำไม้พิพาทออกจากโกดังและในส่วนของจำเลยที่ ๑๑ ก็บอกไม่ให้ออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายไม้ แต่จำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ก็ยังมีคำสั่งให้กระทำการต่อไปตามที่จำเลยที่ ๑ ขอทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะหรือแพ้ ศาลต้องพิจารณามูลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นต้นเรื่องคดีนี้ให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่๑ และที่ ๒ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ก็อาจมีผลทำให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ รวมถึงจำเลยอื่น ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไปทำให้เห็นได้ว่าการวินิจฉัยคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเป็นข้อวินิจฉัยหลัก ส่วนข้อวินิจฉัยในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ และที่๑๑ ซึ่งเป็นคดีปกครองเป็นข้อวินิจฉัยรอง เพี่อให้ข้อวินิจฉัยแห่งคดีเป็นไปในแนวทางเดียวกันคดีนี้จึงสมควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๕ที่ ๖ และที่ ๗ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๔ ร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ชำระอากรขาเข้าไม้สักแปรรูปเพื่อดำเนินการนำไม้สักดังกล่าวออกจากศุลกากรได้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงแสนและคณะกรรมการด้านกฎหมายของกรมศุลกากรได้พิจารณาแล้วว่ากรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวเป็นของโจทก์ และได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๙และที่ ๑๐ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑๑ ออกใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ทั้งที่โจทก์มีหนังสือขอให้ยับยั้งแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยที่ ๔ ที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๘ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองจำต้องพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการตามขั้นตอนแห่งกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ในการอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ และที่๒ ชำระค่าอากรและตรวจปล่อยไม้ รวมทั้งนำไม้เคลื่อนที่โดยชอบหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองย่อมมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ส่วนกรณีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามสัญญาซื้อขายอย่างไร โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างหากได้อยู่แล้วและขอคุ้มครองชั่วคราวมิให้ยักย้ายถ่ายเทไม้สักแปรรูป แต่โจทก์หาได้ดำเนินการไม่ กลับนำเอาการกระทำของจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ในฐานะเอกชนผู้ยื่นคำขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐขอชำระอากรขาเข้าและตรวจปล่อยสินค้าไม้สักดังกล่าว และขออนุญาตนำไม้เคลื่อนที่มาฟ้องต่อศาลแทน อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาของศาลปกครองจำต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าที่แท้จริงตามนิยามในมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ให้หมายความรวมทั้ง และใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครอง หรือมีส่วนได้เสียขณะหนึ่งในของใดๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบของให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของรัฐได้พิจารณาเอกสารประกอบการยื่นคำขอใดบ้าง อันจะแสดงว่าผู้ใดเป็นผู้นำเข้าและมีหน้าที่ชำระค่าอากรตามพิธีการศุลกากร และผู้ใดมีสิทธิขอให้ตรวจปล่อยสินค้า ตามมาตรา ๑๐ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันจะทำให้วินิจฉัยต่อไปว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ซึ่งพิจารณาคำขอใบเบิกทางและออกใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยอาศัยหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ศาลปกครองหาจำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ก่อน เพราะโจทก์เคยโต้แย้งการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในไม้สักแปรรูปเมื่อครั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขออนุญาตชำระค่าอากรขาเข้าต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นการพิจารณาทางปกครองก่อนมีคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ ได้อนุญาตให้จำเลยที่ ๑และที่ ๒ ชำระค่าอากรขาเข้าไม้สักดังกล่าว และตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำไม้สักดังกล่าวออกจากด่านศุลกากรเชียงแสนแล้ว รวมทั้งโจทก์เคยมีหนังสือขอให้ยับยั้งมิให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑๑ออกใบเบิกทางให้นำไม้เคลื่อนที่ อันเป็นการโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของไม้สักแปรรูปที่แท้จริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ พิจารณาก่อนมีคำสั่ง ถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสองหน่วยงานได้พิจารณาคำขอและคำคัดค้านของคู่กรณีทุกฝ่ายแล้ว การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวและมีคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเห็นว่า การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นประเด็นหลัก ส่วนกรณีเอกชนร่วมกันกระทำละเมิดโดยการขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยื่นคำขออนุญาตชำระค่าอากร ขอตรวจปล่อยสินค้าขาเข้า ขอใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่ ล้วนเป็นขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานก่อนการยื่นคำขออนุญาตหากจะต้องพิจารณาประเด็นว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่แท้จริง รวมทั้งจำเลยที่๑ที่ ๒ และที่ ๑๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน และการยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจำต้องพิจารณาสิทธิในทรัพย์สินและหน้าที่ความรับผิดของบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายทั่วไป ศาลปกครองก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาได้ ดังนั้น ข้อวินิจฉัยในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๑๑ ซึ่งเป็นคดีปกครองและเป็นประเด็นหลักแห่งคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองและข้อวินิจฉัยในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๘ และที่ ๑๒ แม้เป็นประเด็นรองแต่ก็เป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกรณียื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอนุญาตและออกใบอนุญาต เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงสมควรอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เป็นข้อพิพาทตามสัญญาเช่า ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อไม้สักแปรรูปจำนวน๑๓,๐๐๐ ลูกบาศก์ฟุต จากจำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๒๐,๑๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงขนส่งสินค้าโดยทางเรือ เมื่อเรือที่ขนส่งไม้สักดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าเรือเชียงแสน โจทก์ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรและนำไม้ไปเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ ๓เพื่อรอชำระอากรและขนไม้ออกจากด่านศุลกากร แต่เมื่อวันที่ ๙พฤษภาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ผิดนัดค้างชำระค่าไม้สักแปรรูป ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขอให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ภายในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งกลับไปว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๓ ห้ามเคลื่อนย้ายหรือยินยอมให้ผู้อื่นเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ในนามจำเลยที่ ๒ได้ยื่นหนังสือต่อศุลกากรประจำด่านอำเภอเชียงแสน ขอผ่านพิธีการชำระอากรเพื่อนำไม้ดังกล่าวออกจากด่านแต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเห็นว่า หลักฐานประกอบการชำระอากรยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าไม้สักดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงนำเอกสารมามอบเพิ่มเติมแต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเห็นว่าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อนุญาตให้ชำระอากรตามพิธีการศุลกากร ต่อมาเมื่อวันที่ ๓สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๑๒ ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังคณะกรรมาธิการการปกครอง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งมีจำเลยที่ ๘ เป็นประธาน อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของโจทก์และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคณะกรรมการด้านกฎหมายของกรมศุลกากรได้พิจารณาแล้วว่า กรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวเป็นของโจทก์ คณะกรรมาธิการฯ จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีก แต่กลับพิจารณาโดยอาศัยความเห็นของจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรและปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนและสำนักงานศุลกากรภาคที่๓ จังหวัดเชียงใหม่ในขณะที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ โดยสรุปข้อเท็จจริงโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยพิจารณาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวตามกฎหมายและยังอยู่ในฐานะเป็นผู้นำเข้าไม้สักดังกล่าว จึงมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายศุลกากรที่จะชำระอากรเพื่อดำเนินการนำไม้ดังกล่าวออกจากด่านศุลกากรได้จำเลยที่ ๘ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้มีหนังสือให้ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนสังกัดจำเลยที่ ๔ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ชำระอากรและรับมอบไม้สักดังกล่าวออกจากโกดังของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๙ ในฐานะป่าไม้จังหวัดเชียงราย ยับยั้งไม่ให้ออกใบกำกับการเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๙ หาได้หยุดหรือทำการสอบสวนให้ได้ความจริงกลับร่วมกับจำเลยที่ ๑๐ ออกใบกำกับเคลื่อนย้ายไม้สักดังกล่าวออกจากคลังสินค้าของจำเลยที่ ๓ การกระทำของจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๐ เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และการที่จำเลยที่ ๓ ยินยอมให้จำเลยที่๑ และที่ ๒ ขนย้ายไม้สักดังกล่าวออกจากคลังสินค้าของจำเลยที่ ๓ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ กระทำการใดๆอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เป็นการร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถได้ประโยชน์จากการแปรรูปไม้สักเป็นผลิตภัณฑ์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๗,๙๑๔,๒๔๑.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัญญาซื้อขายไม้สักอันเป็นสัญญาทางแพ่งก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องคดีต่อศาลเพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดสัญญา โจทก์ฟ้องคดีนี้เนื่องจากเห็นว่าถูกกระทำละเมิดโดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๑๒ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการการปกครอง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และจำเลยที่ ๘ พิจารณาโดยอาศัยความเห็นของจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ซึ่งสรุปข้อเท็จจริงโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีหนังสือให้ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสนสังกัดจำเลยที่ ๔ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ชำระอากรขาเข้าไม้สักแปรรูปเพื่อดำเนินการนำไม้สักดังกล่าวออกจากศุลกากรได้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงแสน และคณะกรรมการด้านกฎหมายของกรมศุลกากรได้พิจารณาแล้วว่ากรรมสิทธิ์ในไม้สักดังกล่าวเป็นของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ยังกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๙ และที่ ๑๐ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑๑ ออกใบเบิกทางนำไม้เคลื่อนที่แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งที่โจทก์มีหนังสือขอให้ยับยั้งแล้ว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เช่นกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทโรงเลื่อยจักรแสงวัฒนา จำกัด โดยนางสาวศุภรำไพ หาญทวีพานิชย์ โจทก์ นายสมชาย เอี่ยวส่วย ที่ ๑ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ยอดสมบัติ ที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เท็คโทนา ที่ ๓ กรมศุลกากร ที่ ๔ นายอนุชา จิตรัศมีโรจน์ ที่ ๕ นายเอนก อรธนาลัย ที่ ๖ นายพชรหรือพชรดิษฐ์ สินสวัสดิ์ ที่ ๗ พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ ๘ นายพงษ์ศักดิ์ วินิจกิจเจริญ ที่ ๙ นายเสือ ปรุงธัญพฤกษ์ ที่ ๑๐กรมป่าไม้ ที่ ๑๑ และนายวรศักดิ์ พวงเดช ที่ ๑๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงเลื่อยจักรแสงวัฒนา จำกัด โดย นางสาวศุภรำไพ
หาญทวีพาณิชย์
จำเลย — นายสมชาย เอี่ยวส่วย ที่1 กับพวกรวม 12 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2551
#415746
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๕๑

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ นางสุวรรณา จินตวุฒิพงศ์ ที่ ๑ นางสาวปราณี แซ่อึ้ง ที่ ๒ นางสาวยุคลธร สดสวัสดิ์ ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้อง การเคหะแห่งชาติ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๙๖/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์ทั้งสามตกลงเข้าทำสัญญาเช่าห้องในอาคารบ้านพระรามสี่ ซึ่งเป็นอาคารที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัยครบกำหนดตามสัญญาเช่าวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๗๐ โดยโจทก์ที่ ๑ ทำสัญญาเช่าเซ้งห้องเลขที่ ๑๘/๙ โจทก์ที่ ๒ ทำสัญญาเช่าเซ้งห้องเลขที่ ๑๘/๑๒ ส่วนโจทก์ที่ ๓ ทำสัญญาเช่าเซ้งห้องเลขที่ ๑๘/๑๑, ๑๘/๒๙, ๑๘/๙๕๔ และ ๑๘/๙๙๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยประกาศให้สิทธิแก่ผู้เช่าเซ้งในอาคารบ้านพระรามสี่รวมทั้งโจทก์ทั้งสามให้สามารถทำความตกลงกับจำเลยเปลี่ยนสัญญาเช่าเซ้งเป็นสัญญาเช่ารายเดือนมีกำหนดเวลาไม่เกิน ๓ ปี ได้ โจทก์ทั้งสามตกลงเปลี่ยนสัญญาเช่าใหม่ตามประกาศของจำเลยดังกล่าว โดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยมีเจตนาตรงกันว่าการเช่าห้องดังกล่าวเป็นการเช่าระยะยาวจนถึงวันที่ ๓๐พฤศจิกายน ๒๕๗๐ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประกอบธุรกิจของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามใช้เงินจำนวนมากในการตกแต่งอาคารที่เช่าดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๔๔จำเลยแจ้งให้ผู้เช่าอาคารในโครงการบ้านพระรามสี่ทราบถึงนโยบายของจำเลยในการให้เอกชนเช่าและบริหารโครงการแทนจำเลย โดยจำเลยอนุมัติให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์แมเนจเม้นท์ จำกัด เช่าและบริหารโครงการแทนจำเลยเป็นเวลา ๑๕ ปี นับแต่วันที่ ๑มิถุนายน๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และแจ้งให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าว นโยบายของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายเพราะการทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นเอกชน โจทก์ทั้งสามต้องใช้ความระมัดระวังในการทำนิติกรรมเพื่อป้องกันและรักษาสิทธิของตน ซึ่งแตกต่างไปจากการทำสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของส่วนราชการ ที่มีกรอบของกฎหมายและแนวนโยบายของทางราชการกำหนดไว้ไม่ให้จำเลยกระทำการใดอันเป็นการเอาเปรียบหรือไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน นโยบายของจำเลยดังกล่าวจำเลยไม่เคยประกาศแจ้งให้ผู้เช่าและโจทก์ทั้งสามทราบล่วงหน้ามาก่อน หากโจทก์ทั้งสามทราบก็จะไม่เปลี่ยนสัญญาเช่าแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสามขอทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลจากจำเลย แต่จำเลยชี้แจงในลักษณะปกป้องการกระทำของตนเอง โจทก์ทั้งสามเห็นว่าจำเลยจงใจบิดเบือนข้อมูลที่แท้จริงเพื่อให้คณะกรรมการของจำเลยอนุมัติให้จำเลยทำสัญญาเช่าบริหารกับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด การจัดหาบริษัทดังกล่าวมาเป็นคู่สัญญากระทำโดยทุจริตปราศจากความโปร่งใสมีพิรุธหลายขั้นตอน โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการหรือคำสั่งของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ หรือการตกลงใจ หรือการอนุมัติให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำสัญญาเช่าอาคารและบริหารชุมชนโครงการบ้านพระรามสี่ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งอนุมัติของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติที่ให้บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารและบริหารโครงการ แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในการบริหารจัดการห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์ทั้งสามผู้เช่ากับจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ในโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันที่จะต้องว่ากล่าวกันในทางแพ่งมิใช่การกระทำทางปกครองและสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยมิใช่สัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งอนุมัติของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ จึงไม่ชอบด้วยเหตุผล พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสามจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ทั้งฉบับ หรืออย่างน้อยที่สุดเพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เฉพาะห้อง ๑๘/๙, ๑๘/๑๑, ๑๘/๑๒, ๑๘/๒๙, ๑๘/๙๕๔ และ ๑๘/๙๙๕ ที่โจทก์ทั้งสามเช่ากับจำเลย และให้จำเลยทำสัญญาเช่าห้องเลขที่ดังกล่าวกับโจทก์ทั้งสามในเงื่อนไขและค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ทั้งสามเดิมหรือในค่าเช่าที่จำเลยทำไว้กับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หากค่าเช่าตามสัญญาถูกกว่า

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยรวมกันเป็นคดีเดียวกันได้จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่ากับโจทก์ทั้งสาม สัญญาเช่าไม่มีข้อกำหนดห้ามมิให้จำเลยโอนสิทธิการให้เช่าแก่บุคคลภายนอกเพื่อดำเนินการแทนจำเลย การที่จำเลยให้บริษัทกินเนสเทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เช่าและบริหารโครงการกับให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าวจึงเป็นนโยบายของจำเลยที่ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า การที่โจทก์ทั้งสามตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาเช่าใหม่จากสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าประมาณ ๓๐ ปี เป็นสัญญาเช่ารายเดือนมีกำหนด ๓ ปี นั้น โจทก์ทั้งสามเข้าใจว่าการเข้าทำสัญญากับจำเลยดังกล่าวโจทก์ทั้งสามยังคงมีสิทธิเช่ากับจำเลยต่อไปอีกจนครบกำหนดเวลาประมาณ ๓๐ ปีและการที่จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อให้เข้ามาบริหารจัดการโครงการบ้านพระรามสี่แทนจำเลยและ แจ้งให้โจทก์ทั้งสามไปทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าวนั้น จำเลยกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย เพราะนอกจากต้องเสียค่าตกแต่งอาคารที่เช่าไปเป็นเงินจำนวนมากแล้ว การที่ต้องไปทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ทั้งสามต้องยอมรับเอาเงื่อนไขการให้บริการจากบุคคลภายนอกที่ไม่เป็นธรรม และบุคคลภายนอกดังกล่าวมิใช่หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อขอเพิกถอนสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับบุคคลภายนอกคือบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และขอให้จำเลยกลับมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ทั้งสามตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเดิม เห็นว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยมีอำนาจนำอาคารโครงการบ้านพระรามสี่ออกให้บุคคลภายนอกคือบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เช่าและบริหารตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๗ หรือไม่ สัญญาเช่าและบริหารโครงการบ้านพระรามสี่ที่จำเลยทำกับบริษัทกินเนสเทิร์นอราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน คือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงเป็นสัญญาทางปกครองและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองถูกฟ้องว่า กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมูลพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสำหรับประเด็นว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยกลับมาทำสัญญากับโจทก์ทั้งสามตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเดิมได้หรือไม่นั้นประเด็นนี้จะวินิจฉัยได้จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงในประเด็นแรกเป็นที่ยุติก่อนว่า จำเลยมีอำนาจนำโครงการบ้านพระรามสี่ออกให้บุคคลภายนอกเช่าและบริหารได้หรือไม่ และหากจำเลย มีอำนาจกระทำได้โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ต้องไปทำสัญญาเช่าช่วงกับบุคคลภายนอกหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรกและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาไว้แล้วนั้น ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาเรื่องเขตอำนาจศาลในการรับฟ้องคดีแต่อย่างใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒วรรคสอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด แต่ศาลนั้นไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว หากศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย โดยให้นำมาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามเคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว ซึ่งในชั้นที่สุดแล้วศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในการบริหารจัดการห้องพักอาศัยอาคารพาณิชย์ระหว่างจำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์กับโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้เช่าห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ในโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนที่จะต้องว่ากล่าวกันในทางแพ่ง มิใช่การกระทำทางปกครอง อีกทั้งสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยอันเป็นมูลเหตุแห่งข้อพิพาทในคดี ก็เป็นเพียงสัญญาเช่าในทางแพ่งระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น มิใช่สัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเห็นได้ว่า ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้วว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามได้ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลแพ่ง หากศาลแพ่ง เห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ศาลแพ่งก็ต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณา การที่ศาลแพ่งทำความเห็นมายังศาลปกครองกลางโดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกกรณีเขตอำนาจศาลขึ้นอ้าง จึงไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองกลางจึงไม่มีหน้าที่ต้องทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลในคดีนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางเห็นสมควรวินิจฉัยไว้ด้วยว่า จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไว้แล้ว ศาลปกครองกลางจึงต้องมีความเห็นตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่า ศาลปกครองไม่อาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสามทำสัญญาเช่าห้องในอาคารบ้านพระรามสี่ที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัย ครบกำหนดวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๗๐ ระยะเวลาการเช่าประมาณ ๓๐ ปี ต่อมาโจทก์ทั้งสามตกลงเปลี่ยนสัญญาเช่าใหม่เป็นสัญญาเช่ารายเดือนมีกำหนดเวลาไม่เกิน ๓ ปี ตามประกาศของจำเลยโดยเข้าใจว่าจะต่อสัญญาเช่า จนครบตามระยะเวลาเดิมที่ตกลงไว้ โจทก์ทั้งสามใช้เงินจำนวนมากในการตกแต่งอาคารที่เช่าดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งผู้เช่าอาคารว่าจำเลยอนุมัติให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เช่าและบริหารโครงการแทนจำเลยเป็นเวลา๑๕ ปี และให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย การจัดหาบริษัทดังกล่าวมาเป็นคู่สัญญากระทำโดยทุจริตปราศจากความโปร่งใสมีพิรุธ โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการหรือคำสั่งของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ หรือการตกลงใจ หรือการอนุมัติให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำสัญญาเช่าอาคารและบริหารชุมชนโครงการบ้านพระรามสี่ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งอนุมัติของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติที่ให้บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารและบริหารโครงการ แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในการบริหารจัดการห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์ทั้งสามผู้เช่ากับจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าห้องพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ในโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันที่จะต้องว่ากล่าวกันในทางแพ่งมิใช่การกระทำทางปกครองและสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยมิใช่สัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งอนุมัติของผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ จึงไม่ชอบด้วยเหตุผล พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสามจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัดทั้งฉบับ หรืออย่างน้อยที่สุดเพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์แมเนจเม้นท์ จำกัด เฉพาะห้องที่โจทก์ทั้งสามเช่ากับจำเลย และให้จำเลยทำสัญญาเช่าห้องเลขที่ดังกล่าวกับโจทก์ทั้งสามในเงื่อนไขและค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ทั้งสามเดิมหรือในค่าเช่าที่จำเลยทำไว้กับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หากค่าเช่าตามสัญญาถูกกว่า ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยรวมกันเป็นคดีเดียวกันได้ จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่ากับโจทก์ทั้งสาม สัญญาเช่าไม่มีข้อกำหนดห้ามมิให้จำเลยโอนสิทธิการให้เช่าแก่บุคคลภายนอกเพื่อดำเนินการแทนจำเลย การที่จำเลยให้บริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เช่าและบริหารโครงการกับให้โจทก์ทั้งสามทำสัญญาเช่าช่วงกับบริษัทดังกล่าวจึงเป็นนโยบายของจำเลยที่ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มีเจตนารมณ์ให้ปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลปกครอง ไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของตนเช่นกัน การที่ศาลแพ่งทำความเห็นแล้วส่งเรื่องให้ศาลปกครองกลางทำความเห็นในเรื่องเขตอำนาจศาลอีก แล้วจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยภายหลังจากที่ศาลปกครองกลางส่งเรื่องคืนให้ศาลแพ่งแล้วกรณีพอที่จะอนุโลมได้ว่าเป็นการส่งเรื่องตามมาตรา ๑๒ วรรคสองเมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้เช่าเซ้งห้องเช่าจากจำเลย อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับบริษัทกินเนส เทิร์น อราวด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อให้เข้ามาบริหารจัดการโครงการบ้านพระรามสี่แทนจำเลยโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับบริษัทดังกล่าวและให้จำเลยกลับมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ทั้งสามตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเดิม ส่วนจำเลยให้การว่า ได้กระทำโดยชอบแล้ว มูลความแห่งคดีจึงเป็นกรณีพิพาทสืบเนื่องมาจากการดำเนินการบริหารจัดการของจำเลยในโครงการบ้านพระรามสี่ โดยที่การเคหะแห่งชาติ จำเลย เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ มีวัตถุประสงค์จัดให้มีเคหะเพื่อประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนผู้ประสงค์จะมีเคหะของตนเองหรือแก่บุคคลผู้ประสงค์จะร่วมดำเนินกิจการกับการเคหะแห่งชาติในการจัดให้มีเคหะขึ้นเพื่อให้ประชาชนเช่า เช่าซื้อ หรือซื้อ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารหรือจัดหาที่ดินปรับปรุง รื้อ หรือย้ายแหล่งเสื่อมโทรมเพื่อให้มีสภาพการอยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และสังคมดีขึ้นและประกอบกิจการอื่นที่สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ตามมาตรา๖ จำเลยจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ดังนั้น สัญญาเช่าห้องพักอาคารบ้านพระรามสี่ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยแม้จะมีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งก็ตามสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือได้ว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุวรรณา จินตวุฒิพงศ์ ที่ ๑ นางสาวปราณีแซ่อึ้ง ที่ ๒ นางสาวยุคลธร สดสวัสดิ์ ที่ ๓ โจทก์ การเคหะแห่งชาติ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1),(4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวรรณา จินตวุฒิพงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2551
#415748
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๕๑

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โจทก์ผู้รับโอนบรรดาอำนาจหน้าที่และบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ อัตรากำลัง ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๖๓ และมาตรา ๖๔ ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด วีระจิตต์ ที่ ๑ นางปรีชญาหรือรุจิรา ปิยะเวช ที่ ๒ นายเกษม เรือนสวัสดิ์ ที่ ๓นางสาววิภาวรรณ เถื่อนม่วง ที่ ๔ นายมงคล อ่อนแก้ว ที่ ๕ นายประยูร อ่อนแก้ว ที่ ๖ นายวิรัตน์ โตแย้ม ที่ ๗ นายชิด อ่อนแก้ว ที่ ๘ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๙ ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๖/๒๕๔๙ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ สำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์กับจำเลยที่ ๑ รวม ๒ สัญญา ตามสัญญาเลขที่ ๗/๒๕๔๐ ในราคา ๖,๖๔๙,๕๐๐ บาท และสัญญาเลขที่ ๘/๒๕๔๐ ในราคา ๓๙,๘๒๓,๑๕๐บาท จำเลยที่ ๙ ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองไว้ต่อโจทก์จำนวน๓๓๒,๔๗๕ บาท และ ๑,๙๙๑,๔๒๐ บาท ตามลำดับ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ภายในกำหนด สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติบอกเลิกสัญญา และเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๙๗๙,๐๔๐.๑๐ บาท พร้อมทั้งเรียกเงินค้ำประกันจากจำเลยที่ ๙ เป็นเงิน ๒,๓๒๓,๙๐๕ บาท กับมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๑ชำระค่าปรับตามสัญญาและแจ้งริบหลักประกันจากจำเลยที่ ๙ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๙ เพิกเฉยทำให้สำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติและโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งปวงในลำดับต่อมาได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าปรับตามสัญญาทั้งสองจำนวน ๑,๙๗๙,๐๔๐.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖เป็นเงิน ๒,๗๒๑,๕๘๖.๘๐ บาท และให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๙ ชำระเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งสอง จำนวน ๒,๓๒๓,๙๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์๒๕๔๖ เป็นเงิน ๓,๑๙๕,๘๔๖.๘๖ บาท กับให้ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๖ ไม่ได้กระทำผิดสัญญา แต่เป็นการที่สินค้าดังกล่าวในสัญญาจากต่างประเทศไม่มีตามประเภทที่ระบุไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๑และที่ ๖ ไม่สามารถนำมาส่งมอบแก่โจทก์ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย และโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๖ได้มาตกลงกันใหม่แล้วโดยกำหนดขนาดและประเภทสินค้ากันใหม่ แต่โจทก์กลับเปิดประมูลสินค้ากับผู้อื่น เบี้ยปรับสูงเกินส่วน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผล ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๙ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์กับผู้ขายรายใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เงินตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๙ ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ใช่เงินมัดจำอันโจทก์จะพึงริบได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๙ เพราะโจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและทวงถามจำเลยที่ ๙ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๙ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ เป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๙ ถือเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์ดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประธาน เมื่อสัญญาประธานเป็นสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นกัน

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโจทก์ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนและนโยบายในการ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาของชาติตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ดังนั้นกิจการของโจทก์จึงเป็นบริการสาธารณะที่เกี่ยวกับการศึกษาและเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดโจทก์เพื่อใช้ในการศึกษาเล่าเรียนของเด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เห็นได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญที่โจทก์ใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นสัญญาที่โจทก์จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ในฐานะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๙ ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาดังกล่าว คดีของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากสัญญาใดเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐมุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และมิได้มีลักษณะตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ดังกล่าว สัญญานั้นย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้แม้ว่าสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ตามสัญญาเลขที่ ๗/๒๕๔๐ และสัญญาเลขที่ ๘/๒๕๔๐ กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ และมีจำเลยที่ ๙ เป็นผู้ค้ำประกันสัญญาก็ตาม แต่สัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่เกิดจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกันแสดงเจตนาโดยสมัครใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตกลงมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อีกทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะสัญญาพิพาทไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะแต่อย่างใด เพียงแต่หากโจทก์ได้รับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตามสัญญาพิพาทจากจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์ก็จะมาดำเนินการเอง สัญญาพิพาทใน คดีนี้จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๑ และจำเลยร่วมในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โจทก์ เป็นผู้รับโอนบรรดาอำนาจหน้าที่และบรรดากิจการทรัพย์สิน หนี้ อัตรากำลัง ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๖๓ และมาตรา ๖๔ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๓มิถุนายน ๒๕๔๐ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์กับจำเลยที่ ๑ รวม ๒ สัญญา ในราคา ๖,๖๔๙,๕๐๐ บาท และ๓๙,๘๒๓,๑๕๐บาท โดยมีจำเลยที่ ๙ ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองจำนวน ๓๓๒,๔๗๕บาท และ ๑,๙๙๑,๔๒๐ บาท ตามลำดับ จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ภายในกำหนด สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๙๗๙,๐๔๐.๑๐ บาท พร้อมทั้งเรียกเงินค้ำประกันจากจำเลยที่ ๙ เป็นเงิน ๒,๓๒๓,๙๐๕ บาท กับมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าปรับและแจ้งริบหลักประกันจากจำเลยที่ ๙ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๙ เพิกเฉย ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติและโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งปวงในลำดับต่อมาได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าปรับตามสัญญาทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๙ ชำระเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๖ ไม่ได้กระทำผิดสัญญา แต่เป็นการที่สินค้าดังกล่าวในสัญญาจากต่างประเทศไม่มีตามประเภทที่ระบุไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๑ และที่๖ไม่สามารถนำมาส่งมอบแก่โจทก์ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย และโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๖ ได้มาตกลงกันใหม่แล้วโดยกำหนดขนาดและประเภทสินค้ากันใหม่ แต่โจทก์กลับเปิดประมูลสินค้ากับผู้อื่น เบี้ยปรับสูงเกินส่วน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่มีผล ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๙ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์กับผู้ขายรายใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เงินตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๙ ทำไว้ต่อโจทก์ไม่ใช่เงินมัดจำอันโจทก์จะพึงริบได้ โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและทวงถามจำเลยที่ ๙ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำนโยบายการประถมศึกษาและแผนพัฒนาการประถมศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ จัดทำงบประมาณและจัดสรรเงินงบประมาณและเงินอื่นที่นำมาใช้เพื่อการจัดการประถมศึกษา จัดทำมาตรฐานด้านวิชาการ ติดตามและประเมินผลการจัดการประถมศึกษา รวบรวมข้อมูล วิจัย และส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับการประถมศึกษา ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๓ อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งที่รัฐเป็นผู้จัดทำ การที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ตกลงซื้อครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์จากจำเลยที่ ๑โดยกำหนดให้ส่งมอบครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมติดตั้งให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาที่ได้รับจัดสรรนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลของเด็กนักเรียนอันเป็นการให้การศึกษา ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลของเด็กนักเรียนดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ทั้งปวงของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๘ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ส่วนสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ แม้โดยลำพังแล้วย่อมเป็นสัญญาทางแพ่งก็ตาม แต่เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดวีระจิตต์ ที่ ๑ นางปรีชญาหรือรุจิรา ปิยะเวช ที่ ๒ นายเกษม เรือนสวัสดิ์ที่ ๓ นางสาววิภาวรรณ เถื่อนม่วง ที่ ๔ นายมงคล อ่อนแก้ว ที่ ๕ นายประยูร อ่อนแก้ว ที่ ๖นายวิรัตน์ โตแย้ม ที่ ๗ นายชิด อ่อนแก้ว ที่ ๘ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๙ จำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.คณะกรรมการการประถมศึกษา พ.ศ.2523
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีรจิตต์ ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2551
#415749
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๑

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดยะลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดยะลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘ นายรุ่งชัย แซ่ตั้ง ที่ ๑ นายสุทธิชัย เอี่ยมประเสริฐกุล ที่ ๒โจทก์ ยื่นฟ้องกรมป่าไม้ ที่ ๑ จังหวัดยะลา ที่ ๒ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดยะลา เป็นคดีหมายเลขดำที่๒๒๕/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์ที่๑เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ คันหมายเลขทะเบียน ๗๐-๐๙๐๐ ยะลา โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน ๗๐-๐๖๕๗ยะลา เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖เจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยทั้งสามร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันดังกล่าวเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เพื่อดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗พนักงานอัยการจังหวัดยะลาฟ้องผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแต่มิได้ขอให้ศาลริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคัน และมีหนังสือที่ อล/(ยล)๐๐๓๑๘๒ ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๗ แจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ในวันที่ ๒๙มกราคม ๒๕๔๗ โจทก์ทั้งสองมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืน และในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งไปยังป่าไม้จังหวัดยะลาว่า พนักงานอัยการมิได้ขอริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคัน และโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางดังกล่าวคืนขอให้ป่าไม้จังหวัดยะลาดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ผู้แทนของจำเลยที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์๒๕๔๗ ถึงผู้แทนจำเลยที่ ๑ ว่าอำนาจในการคืนของกลางในระหว่างคดีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โจทก์ที่ ๑ มีหนังสือลงวันที่ ๖ตุลาคม ๒๕๔๗ ถึงเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ขอทราบผลการขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางและในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มีหนังสือถึงผู้แทนจำเลยที่ ๑ เพื่อพิจารณาพร้อมทั้งเสนอความเห็นว่าควรมอบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้เจ้าของรับคืนไป ในวันที่ ๑๕ธันวาคม๒๕๔๗ ผู้แทนของจำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๑ รายงานความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางและความเห็นของพนักงานสอบสวนที่ให้ความเห็นว่าควรคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคันให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อให้ผู้แทนของจำเลยที่ ๑ทราบและพิจารณา ทนายความของโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงผู้แทนจำเลยที่๒ และผู้แทนจำเลยที่ ๓ ร้องทุกข์กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด และมีหนังสือลงวันที่ ๒๑มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงนายกรัฐมนตรี ขอความช่วยเหลือเร่งรัดการคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางแต่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืน โจทก์ทั้งสองเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน ๙๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมค่าขาดประโยชน์เป็นเงินวันละ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๘

จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว การยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางดังกล่าวเนื่องมาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าไม้เป็นการยึดรถยนต์ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้การยึดดังกล่าวเป็นการยึดไว้เพื่อตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอาญา และสามารถคืนรถยนต์ของกลางได้หรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ จำเลยทั้งสามได้ให้โอกาสแก่โจทก์ทั้งสองในการแสดงพยานหลักฐานความเป็นเจ้าของแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองกลับมิได้แสดงพยานหลักฐานโดยครบถ้วน ทำให้การพิจารณาคืนของกลางต้องล่าช้าอันเป็นความบกพร่องของโจทก์ทั้งสองเอง จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว เมื่อพบว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องริบตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดยะลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองมีความประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายอันสืบเนื่องจากการจับกุมและยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อของเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสามแต่เนื่องจากการจับกุมและยึดของกลางดังกล่าวเป็นขั้นตอนในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดอันนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาและเป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๖๔และมาตรา ๖๔ ทวิ ซึ่งมาตรา ๖๔ ทวิ กำหนดให้อำนาจในการยึดและคืนบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้สัตว์พาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้ใช้หรือมีเหตุสมควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิดไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามิใช่การกระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา ๙แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสามไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางที่ถูกยึดและเก็บรักษาไว้ตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้คืน ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๙๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าขาดประโยชน์เป็นเงินวันละ๑,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยเมื่อการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการคืนของกลางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๔ ทวิ และมาตรา ๖๔ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แม้รถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวจะเป็นของกลางที่ถูกยึดไว้ในคดีอาญาข้อหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ และการยึดของกลางเป็นขั้นตอนการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็ไม่มีผลให้คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญาเพราะโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดจากการใช้อำนาจยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางโดยมิชอบ แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ที่ไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้คืน โดยเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดรายได้จากการไม่ได้ใช้รถตั้งแต่วันที่พนักงานสอบสวนสั่งให้คืนรถ มิใช่ตั้งแต่วันยึดรถ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงผู้เก็บรักษาของกลางไว้แทนพนักงานสอบสวนตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับของกลางในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ นอกจากนั้น ตามมาตรา ๖๔ทวิ และมาตรา ๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการคืนของกลางของเจ้าหน้าที่และจำเลยที่ ๓ ไว้โดยเฉพาะต่างหากจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ไม่คืนของกลางตามที่พนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งให้คืน จึงไม่ใช่ขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดอาญาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง แต่เป็นการกระทำตามขั้นตอนวิธีการและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และจำเลยที่ ๓ ตามที่มาตรา ๖๔ ทวิ และมาตรา๖๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นกฎหมายปกครองกำหนดไว้คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญาที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนและต่างเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่ถูกเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยทั้งสามคือกรมป่าไม้ที่ ๑ จังหวัดยะลา ที่ ๒ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๓ ร่วมกันยึดเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เพื่อดำเนินคดีกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ พนักงานอัยการจังหวัดยะลาฟ้องผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแต่มิได้ขอให้ศาลริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางและมีหนังสือที่ อล/(ยล) ๐๐๓๑๘๒ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๗ แจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ในวันที่ ๒๙ มกราคม๒๕๔๗ โจทก์ทั้งสองมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตา หัวหน้าพนักงานสอบสวน ขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืน และในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งไปยังป่าไม้จังหวัดยะลาว่าพนักงานอัยการมิได้ขอริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางทั้งสองคัน และโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวคืนขอให้ป่าไม้จังหวัดยะลาดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ผู้แทนของจำเลยที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๑๒กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ถึงผู้แทนจำเลยที่ ๑ ว่าอำนาจในการคืนของกลางในระหว่างคดีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโจทก์ที่ ๑ มีหนังสือลงวันที่๖ตุลาคม ๒๕๔๗ ถึงเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ขอทราบผลการขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง ต่อมาโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงผู้แทนจำเลยที่ ๒ และผู้แทนจำเลยที่ ๓ ร้องทุกข์กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด และมีหนังสือลงวันที่๒๑ มีนาคม๒๕๔๘ ถึงนายกรัฐมนตรีขอความช่วยเหลือเร่งรัดการคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง แต่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืน ขอให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า เมื่อวันที่ ๑๐ตุลาคม ๒๕๔๘ จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว การยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จำเลยทั้งสามให้โอกาสแก่โจทก์ทั้งสองในการแสดงพยานหลักฐานความเป็นเจ้าของแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองไม่แสดงพยานหลักฐานให้ครบถ้วน การพิจารณาคืนของกลางจึงล่าช้าและเป็นความบกพร่องของโจทก์ทั้งสองเอง เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ กำหนด กระทำละเมิดไม่ยอมคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางตามที่โจทก์ทั้งสองร้องขอ ทั้งที่พนักงานอัยการสั่งฟ้องโดยมิได้ขอให้ศาลริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางและพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งให้ป่าไม้จังหวัดยะลาดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๘๕ แล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๗ จนกระทั่งถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘) ก็ยังไม่ได้รับคืนกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายรุ่งชัย แซ่ตั้ง ที่ ๑ นายสุทธิชัย เอี่ยมประเสริฐกุล ที่ ๒ โจทก์ กรมป่าไม้ ที่ ๑ จังหวัดยะลา ที่ ๒ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งชัย แซ่ตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมป่าไม้ ที่1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2551
#415740
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๑

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ นายคึกฤทธิ์ อาโด่ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายจรัญภักดีธนากุล ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ ๑ พลตำรวจโท กฤษณะผลอนันต์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๒ นายชาติชายสุทธิกลม ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ๕ ที่ ๓ พันตำรวจเอก กฤษณพลยี่สาคร ในฐานะผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิง ที่ ๔ นายอนุเทพ ธาระณะ ในฐานะเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนปฏิบัติราชการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ๕ ที่ ๕ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔/๒๕๕๐ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ผจ ๖๖๗๗ เชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาที่นายสุชาติ มาเยอะ ผู้ต้องหา ซึ่งถึงแก่ความตาย ใช้ในการขนยาเสพติดให้โทษ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๙ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่ารถยนต์พิพาทดังกล่าวพนักงานอัยการไม่ขอริบและให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๒๔๓๗/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๔กันยายน ๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ก่อน ต่อมาวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๙ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒เพื่อขอรับรถยนต์พิพาทคืน แต่ไม่ได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีนำพยานบุคคล รวมทั้งใบคู่มือ จดทะเบียนและหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงว่า ผู้ฟ้องคดีมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจที่นายสุชาติยืมรถยนต์พิพาทไปใช้ในการกระทำผิด และผู้ฟ้องคดีซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริต แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ไม่นำคำให้การพยานของผู้ฟ้องคดีเสนอต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินภาค ๕ พิจารณาวินิจฉัย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กลับยึดรถยนต์พิพาทไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๘ โดยไม่มีบัญชีของกลางและคำสั่งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนำรถยนต์พิพาทไปใช้งานโดยไม่ได้เก็บไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงนอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยให้คืนรถยนต์พิพาทไม่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวนผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม กลับใช้อำนาจโดยพลการเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ ๑๘๐๖/๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทตั้งแต่วันที่ ๒๙ธันวาคม ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ไม่ได้รับคำตอบขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้คืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันชดใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันชดใช้เงินค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์เป็นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุชาติ ผู้ฟ้องคดีเพียงแต่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนเท่านั้นและมีข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่ารถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ของนายสุชาติ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งที่ ๑๑๓๕/๒๕๔๙ ให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายสุชาติ โดยมอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของนายสุชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินภาค ๕ ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่๓เป็นอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าไม่ขอริบรถยนต์พิพาทและให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔รายงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่๖ ทราบ โดยมีหลักฐานคำให้การของผู้ฟ้องคดีว่ารถยนต์พิพาทเป็นของ นายสุชาติรถยนต์พิพาทนอกจากจะเป็นทรัพย์ของกลางในคดีแล้วยังถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งที่ ๒๔๓๗/๒๕๔๙ ลงวันที่๔กันยายน๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕รวบรวมพยานหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สินของนายสุชาติ ประกอบคำให้การของผู้ฟ้องคดีที่ให้การไว้เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ แล้ว จึงเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาเห็นว่า รถยนต์พิพาทเป็นของนายสุชาติจึงมีคำสั่งที่๑๘๐๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามในคำสั่งดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และมีการตรวจสอบกลั่นกรองข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยตลอดแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงอันเป็นการอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่เคยชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงมีมติตามมติเดิมให้ยึดรถยนต์พิพาท และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้แจ้งสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดีในการสอบปากคำผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม๒๕๔๙ ถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ตอบหรือชี้แจงตามหนังสืออุทธรณ์ขอคืนทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่จำเป็นต้องตอบหนังสืออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ จึงไปรับรถยนต์พิพาทจากสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงเมื่อวันที่ ๕กันยายน ๒๕๔๙ หลังจากที่ได้รับแต่งตั้ง เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีอำนาจพิจารณาคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ก็ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสุชาติซึ่งรวมถึงรถยนต์พิพาทและสรุปสำนวนทำบันทึกพิจารณาตรวจสอบทรัพย์สินเสนอต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินภาค ๕ ในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙โดยได้เสนอบันทึกถ้อยคำของผู้ฟ้องคดี บันทึกถ้อยคำพยานของผู้ฟ้องคดี พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ต่อมาคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินภาค ๕ ได้เสนอเรื่องราวต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยและมีคำสั่งยึดรถยนต์พิพาท การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติและเป็นไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี และคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัด จะต้องดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมทางอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติขั้นตอนและวิธีดำเนินการไว้ต่อไป คำสั่งยึดรถยนต์พิพาทของนายสุชาติไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๑ และมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๒๔๓๗/๒๕๔๙ ลงวันที่๔ กันยายน ๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทซึ่งมีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราวเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๒ วรรคสอง และมีผลเป็นการระงับต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง และ ผู้ฟ้องคดีได้รับผลกระทบจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายโดยตรงจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๖กันยายน ๒๕๔๙ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอรับรถยนต์พิพาทคืนแต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ แล้วเมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และให้คืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันชดใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ย และให้ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์นั้น จึงเป็นข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๑) และ(๓)เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่ง เมื่อวันที่ ๒๘สิงหาคม๒๕๔๙ ไม่ริบรถยนต์พิพาท แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกยังมิได้ดำเนินการให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ริบรถยนต์พิพาท กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ามูลคดีนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาในทางอาญา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ ๑๘๐๖/๒๕๔๙ให้ยึดรถยนต์พิพาทตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ตามมาตรา ๑๖(๓) (๔) และมาตรา ๒๒ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกมิได้ดำเนินการคืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่ริบ จึงมีมูลพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ตามนัยคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖๑/๒๕๔๘

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การยึดทรัพย์ที่มีกรณีอันควรสงสัยว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การตรวจสอบทรัพย์สิน และการที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามบทบัญญัติดังกล่าวมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบแล้วเป็นขั้นตอนกระบวนการที่นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว อันเป็นการบังคับโทษในทางอาญาต่อทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดสถานหนึ่ง และศาลยุติธรรมย่อมเป็นผู้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในขั้นตอนเหล่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๑๑๓๕/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายสุชาติ ซึ่งรวมทั้งรถยนต์พิพาท และต่อมาภายหลังจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือลงวันที่๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๙ แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าพนักงานอัยการไม่ขอริบรถยนต์พิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งที่ ๒๔๓๗/๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมิได้คืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินของนายสุชาติรวมทั้งรถยนต์พิพาทเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน กระทั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งที่๑๘๐๖/๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาท โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามในคำสั่งดังกล่าวในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน จึงเป็น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ในกระบวนยุติธรรมทางอาญา ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติว่า "ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการ เลขาธิการ และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา" หาใช่ว่าต้องถึงขั้นตอนที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ริบรถยนต์พิพาทแล้ว จึงจะถือว่ามูลคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาทางอาญาไม่ทั้งตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยเหตุใน คำฟ้องที่อ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของนายสุชาติและให้คืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี ก็เป็นประเด็นพิพาทที่ศาลยุติธรรมเท่านั้นจะเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย และเป็นประเด็นข้อสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนในคดีนี้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างจึงจะพิจารณาต่อไปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีในขั้นตอนใดบ้างหรือไม่ และอย่างไรก็ดีการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกปฏิบัติเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้หากมีส่วนใดเป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีจะเรียกร้องค่าเสียหาย ก็เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๘, ๓๒/๒๕๔๘,๑/๒๕๔๙ และ ๑๗/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า รถยนต์พิพาทมีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา โดยเป็นรถยนต์ที่นายสุชาติ ผู้ต้องหา ซึ่งถึงแก่ความตายได้ใช้ในการขนยาเสพติดให้โทษ ในคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการไม่ขอริบรถยนต์พิพาทและให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๙ ให้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ชั่วคราว ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ยึดรถยนต์พิพาทไว้แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๘ และให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำรถยนต์พิพาทไปใช้โดยไม่มีบัญชีของกลางและยังไม่มีคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ยึดรถยนต์พิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ รู้เห็นเป็นใจให้มีการนำรถยนต์พิพาทไปใช้ดังกล่าวด้วย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ไม่นำคำให้การพยานของผู้ฟ้องคดีเสนอต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินภาค ๕ทำให้ไม่ได้พิจารณาคืนรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเมื่อผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอรับรถยนต์พิพาทคืน ผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ไม่ได้ชี้แจงและไม่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวนผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม กลับใช้อำนาจโดยพลการเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินให้ยึดรถยนต์พิพาทตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้คืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้ฟ้องคดี หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกร่วมกันชดใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ย และให้ร่วมกันชดใช้ ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การสรุปได้ว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติและเป็นไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น เหตุคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิงได้ยึดรถยนต์พิพาทไว้เป็นของกลางในคดีอาญาที่นายสุชาติ ผู้ต้องหา ซึ่งถึงแก่ความตาย ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มีคำสั่งให้ยึดรถยนต์พิพาท โดยวินิจฉัยว่ารถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินของนายสุชาติและเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายสุชาติ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ตราขึ้นเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการต่างๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ได้แก่ มาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน และการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยื่นคำร้องของพนักงานอัยการต่อศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗ เพื่อให้ศาลไต่สวนและสั่งริบทรัพย์สินนั้นตามมาตรา ๒๙ โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือถ้ามีเหตุอันควรจะยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ในกรณีไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถึงแก่ความตาย ก็ให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการดังกล่าวนั้น เมื่อการยึดรถยนต์พิพาทไว้เป็นของกลางในคดีอาญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันเป็นการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญาและการยึดรถยนต์พิพาทของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ต่อเนื่องมาเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. ๒๕๓๔ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีปกครองที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายคึกฤทธิ์ อาโด่ ผู้ฟ้องคดี นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ ๑ พลตำรวจโท กฤษณะ ผลอนันต์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๒ นายชาติชาย สุทธิกลม ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ๕ ที่ ๓ พันตำรวจเอกกฤษณพล ยี่สาคร ในฐานะผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลแม่ปิง ที่ ๔ นายอนุเทพ ธาระณะ ในฐานะเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนปฏิบัติราชการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค๕ ที่ ๕ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1),(3)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายคึกฤทธิ์ อาโด่
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายจรัญ ภักดีธนากุล ประธานกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ
ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2551
#415745
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๑

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นางสาวอุไร เกตุหิรัญ ที่ ๑ นายบุญเลิศ เกตุหิรัญ ที่ ๒ นายธงชัย เกตุหิรัญ ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ ๒นายนราธิป ภัทรวิมล ที่ ๓ นางพิมลรัตน์ วงษ์รักษ์ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่๑๙๖๓/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่๑๘๖๙๘๕ ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๙โจทก์ทั้งสามยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คัดค้านการรังวัด อ้างว่าโจทก์ทั้งสามนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำทางเท้าสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในปี ๒๕๔๓ -๒๕๔๔ จำเลยที่ ๔ ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน เขตวังทองหลาง ได้สั่งการให้ก่อสร้างทางเท้าสาธารณะดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นแนวยาวตลอดที่ดินจำนวน๔๓ ตารางวาการคัดค้านการรังวัดที่ดินและการก่อสร้างทางเท้าสาธารณะตามที่กล่าวมา จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ขอให้จำเลยทั้งสี่ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเลขที่๑๘๖๙๘๕ ของโจทก์ทั้งสามเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้ารวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นใดของจำเลยทั้งสี่ริมถนนศรีวราในส่วนที่รุกล้ำออกไปจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามในอัตราเดือนละ๒๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะถอนคำคัดค้านรังวัดที่ดินและรื้อถอนทางเท้ารวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นใดในส่วนที่รุกล้ำพร้อมทั้งส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสี่มิได้ก่อสร้างทางเท้าสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ทางเท้าสาธารณะดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของถนนศรีวราซึ่งเป็นถนนสาธารณะ เนื่องจากเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๐ โจทก์ทั้งสามแบ่งส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๓ ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ยกให้เป็นทางสาธารณะ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๓ ประชาชนได้ใช้ทางสาธารณะดังกล่าวสัญจรไปมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาทางสาธารณะดังกล่าวคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำทางสาธารณะ จึงเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามแต่อย่างใดคดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำละเมิดด้วยการก่อสร้างทางเท้าสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามและยื่นคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗๑ และมาตรา๒๗๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอันเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสองฉบับข้างต้นรวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ทั้งนี้เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่กล่าวมาดังนั้น หากคดีใดมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังกล่าวและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัด ศาลปกครองก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวตามมาตรา ๙๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้ใช้อำนาจและหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตลอดจนมีหน้าที่ตามมาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ ในการจัดการรักษาทางบกทางน้ำและดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ มิให้ผู้ใดกีดกันเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และกรณีไม่ใช่เรื่องที่ยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันในการที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ จึงมิใช่คดีพิพาททั่วไปที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ว่าจะมีประเด็นในคดีที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยก่อนเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายใด ซึ่งมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้มีประเด็นหลักในคดีที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสี่อันเป็นคดีที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ดังที่กล่าวมาแล้ว ศาลปกครองก็ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่เป็นประเด็นเกี่ยวพันกันที่ต้องวินิจฉัยก่อนเพื่อให้สามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ตามนัยข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ทั้งนี้ หาได้มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามมิให้ศาลปกครองนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปอันว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคลเกี่ยวกับที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลและสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาวินิจฉัยคดีแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณาคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมโดยมีมูลเหตุสืบเนื่องจากการที่โจทก์ทั้งสามต้องการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้ว ฝ่ายจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นคัดค้านกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสามนำชี้รังวัดรุกล้ำที่ดินสาธารณะคือถนนศรีวราซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย และไม่รับรองแนวเขตที่ฝ่ายโจทก์นำชี้ในการรังวัด การที่ฝ่ายโจทก์นำชี้เข้าไปในแนวทางเท้าเนื่องมาจากเมื่อประมาณปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ฝ่ายจำเลยสร้างทางเท้าบริเวณถนนศรีวรา ในส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยฝ่ายจำเลยมิได้รังวัดสอบเขตที่ดิน ที่แน่นอนก่อนลงมือก่อสร้างทางเท้า ทำให้ทางเท้านั้นก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามเนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๔๓ ตารางวา (๑๗๒ ตารางเมตร)โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้ให้ความยินยอม ขอให้ศาลบังคับให้ ฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้าและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราเดือนละ ๒๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนและถอนคำคัดค้านการรังวัด ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสี่มิได้ก่อสร้างทางเท้าสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ทางเท้าสาธารณะดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของถนนศรีวราซึ่งเป็นถนนสาธารณะที่โจทก์ทั้งสามแบ่งส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่๙๕๓ ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ยกให้เป็นทางสาธารณะโดยที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๕๓ประชาชนใช้ทางสาธารณะดังกล่าวในการสัญจรเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม คดีของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องเมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่ขอให้ศาลบังคับให้ฝ่ายจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ ของโจทก์ทั้งสาม เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนทางเท้าและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๙๘๕ เนื้อที่ส่วนที่รุกล้ำ ๔๓ ตารางวา พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามในอัตราเดือนละ ๒๑,๕๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนและถอนคำคัดค้านการรังวัด คดีนี้มีโจทก์บางรายและจำเลยทั้งสี่รายเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล ที่ ๑๔/๒๕๕๑ และเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอของโจทก์เหมือนกันกับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว อีกทั้งที่ดินพิพาททั้งสองคดีเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเห็นว่าคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๔/๒๕๕๑ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จึงสมควรให้คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวอุไร เกตุหิรัญ ที่ ๑ นายบุญเลิศ เกตุหิรัญ ที่ ๒นายธงชัย เกตุหิรัญ ที่ ๓ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ ๒ นายนราธิป ภัทรวิมล ที่ ๓ นางพิมลรัตน์ วงษ์รักษ์ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุไร เกตุหิรัญ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กรุงเทพมหานครที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ