คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10238/2550
#479495
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเวลาที่จะติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลนับแต่วันฟ้องถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นเวลา 5 เดือนเศษ ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นได้นัดพร้อม 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายแก่พยานโดยกำชับโจทก์ให้เร่งติดตามผู้เสียหายมาศาลในวันนัดให้ได้ แต่พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลลอยๆ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่ายังไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัดของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงไม่สามารถรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้ในฐานะพยานบอกเล่าตามธรรมดาเท่านั้น

แม้จะได้ความจากเทปบันทึกภาพและเสียงคำให้การและบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายอายุได้ 10 ปีก็ตาม แต่การสอบสวนดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าจำเลย จำเลยไม่มีโอกาสถ้ามค้านเพื่อให้ผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่อาจเป็นการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์มี ณ. เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา มาเบิกควายืนยันว่าผู้เสียหายเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหาย ก็เห็นได้ชัดว่า ณ. ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้เสียหายอีกทีหนึ่ง คำเบิกความของ ณ. จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อผู้เสียหายสมัครใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายก็น่าจะมาเบิกความต่อศาลให้เป็นที่สิ้นสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล จึงทำให้พยานโจทก์ยังตกอยู่ในความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และวรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 18 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 เป็นบุตรของนาย ย. กับนางสาว ล. หลังจากนาย ย. ถึงแก่ความตาย นางสาว ล. อยู่กินฉันสามีภริยากับนาย บ. ซึ่งเป็นน้องจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า เทปบันทึกภาพและเสียงการถามคำให้การผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 ศาลไม่สามารถรับฟังเสมือนเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ เนื่องจากมิใช่เป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายได้ออกจากบ้านไปทำงานในตัวเมืองพังงาไม่ทราบที่อยู่ชัดเจนมารดาผู้เสียหายก็ไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ที่ใด ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งงดสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งที่โจทก์ยังติดใจสืบอยู่ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ในข้อนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความตามวรรคหนึ่ง เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนตามมาตรา 133 ทวิ... เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล..." ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าการที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโดยเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีมาเบิกความในคดีนั้น เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง อันจะทำให้ศาลมีอำนาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 เมษายน 2547 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงวันนัดโจทก์แถลงว่าได้รับรายงานการส่งหมายพยานลำดับที่ 3 และที่ 5 คงเหลือพยานลำดับที่ 1 และที่ 2 คือตัวผู้เสียหายกับมารดาเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายอีกครั้งในวันที่ 15 มีนาคม 2547 ครั้นถึงวัดนัดโจทก์แถลงว่าพยานที่ยังส่งหมายไม่ได้คือพยานลำดับที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้รับรายงานผลการส่งหมายจากเจ้าพนักงานตำรวจ ศาลชั้นต้นกำชับให้โจทก์เร่งติดตามพยานมาศาลในวันนัดให้ได้ ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 29 เมษายน 2547 โจทก์คงมีพยานมาสืบเพียง 3 ปาก คือ นางสาว ล. มารดาผู้เสียหาย นางณัฐธยาน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา และพันตำรวจโทชาติศักดิ์ คุณล้าน พนักงานสอบสวน ส่วนผู้เสียหาย โจทก์ไม่ได้ตัวมาสืบและแถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 เมษายน 2547 ว่า จากข้อเท็จจริงในสำนวนศาลได้ให้โอกาสโจทก์ติดตามพยานปากนี้มา โดยมีการนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบผลการส่งหมาย 2 ครั้ง ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากนางสาว ล. มารดาผู้เสียหายว่าจนถึงปัจจุบันนางสาว ล. ยังไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ เพียงได้ข่าวคราวว่าผู้เสียหายไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ชายและรับจ้างก่อสร้างในอำเภอเมืองพังงา พนักงานสอบสวนก็แถลงว่าไม่ทราบที่อยู่ของผู้เสียหายที่แน่ชัด ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าหากให้โอกาสโจทก์ต่อไป ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะได้ตัวผู้เสียหายมาหรือไม่ ทั้งคดีนี้จำเลยต้องขังมาโดยตลอด จึงให้งดสืบพยานโจทก์ปากนี้ เห็นว่า โจทก์มีเวลาที่จะติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลนับแต่วันฟ้องถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เป็นเวลา 5 เดือนเศษ ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นได้นัดพร้อม 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบผลการส่งหมายแก่พยานโดยกำชับโจทก์ให้เร่งติดตามผู้เสียหายมาศาลในวันนัดให้ได้ แต่พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลลอยๆ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่ายังไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัดของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงไม่สามารถรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 เหมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้ในฐานะพยานบอกเล่าตามธรรมดาเท่านั้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จะรับฟังเทปบันทึกภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้สอบสวนตามวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 และบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.14 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความจากวัตถุพยานหมาย ว.ถ.1 และเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าถูกจำเลยข่มขื่นกระทำชำเราหลายครั้งตั้งแต่ผู้เสียหายอายุได้ 10 ปี จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 ก็ตาม แต่การสอบสวนดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าจำเลย จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่อาจเป็นการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์มีนางณัฐธยาน์เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพังงา มาเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายก็เห็นได้ชัดว่านางณัฐธยาน์ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้เสียหายอีกทีหนึ่ง คำเบิกความของนางณัฐธยาน์จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ขณะให้การต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปีเศษ คดีความผิดทางเพศเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับลูกผู้หญิง ผู้เสียหายคงจะไม่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายสมัครใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายก็น่าจะมาเบิกความต่อศาลให้เป็นที่สิ้นสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง การที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลจึงทำให้พยานโจทก์ยังตกอยู่ในความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ ม. 172 ม. 172 ตรี วรรคท้าย ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายจงรักษ์ เหตุแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9395 -ที่ 9492/2550
#413176
เปิดฉบับเต็ม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาความดีความชอบของโจทก์ในรอบปีบัญชี 2546 ถึงปี 2547 แล้ว แต่ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีคำสั่งว่าเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มิใช่การค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ดังนี้ เมื่อฝ่ายโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 12 และเมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ฯ จึงยังไม่มีค่าจ้างที่ค้างจ่ายจากการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นแก่ฝ่ายโจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสิบแปดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ 2123/2549 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องในระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสิบแปดสำนวนนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามลำดับ และเรียกนายอมรเทพ วัฒนาชีรานนท์ ว่า จำเลยที่ 1 เรียกสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า จำเลยที่ 2 เรียกนางกุลวดี หอมแก้ว ว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 42/2548 ของจำเลยที่ 1 และคำสั่งที่ 73/2548 ของจำเลยที่ 3 เรื่องค่าจ้าง ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า "คุรุสภา" และให้สภานี้เป็นนิติบุคคล ต่อมาได้มีการจัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นในปี 2493 และมีระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ให้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาเพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา เป็นผู้ดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภาและให้มีรองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าส่วน หัวหน้าแผนก หัวหน้าหมวด หัวหน้าหน่วยงาน นักวิชาการ ช่าง และเจ้าหน้าที่ที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ในปี 2525 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาและองค์การค้าของคุรุสภาเคยยื่นข้อเรียกร้องต่อกันและตั้งผู้แทนเข้าร่วมเจรจา ผลการเจรจาสามารถตกลงกันได้จึงได้จัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 17 ระบุว่า "เรื่อง การพิจารณาความดีความชอบประจำปีของเจ้าหน้าที่องค์การค้า ฯ นั้น การพิจารณาความดีความชอบในขณะใด ๆ ให้องค์การค้า พิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้น ๆ" ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติสภาครูและบุคคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการขึ้น และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการโอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ไปเป็นของคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและบุคคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โดยให้โอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน และหนี้บางส่วนไปเป็นของคุรุสภา และโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน และหนี้ ซึ่งรวมถึงองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษาได้ออกข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ.2547 ซึ่งตามข้อบังคับนี้ ข้อ 3 นิยามคำว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากสำนักงาน แต่ไม่รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ สกสค. และหมวด 5 บทเฉพาะกาล ข้อ 31 (9) ระบุให้ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรุสภา) โอนไปเป็นขององค์การค้าของ สกสค. ข้อ 32 ระบุว่า บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หนังสือสัญญา หรือสิ่งอื่นใดที่อ้างถึงองค์การค้าของคุรุสภาหรือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรุสภา) ก่อนการใช้ข้อบังคับนี้ให้ถือว่าอ้างถึงองค์การค้าของ สกสค. ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในอัตราร้อยละ 3 และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 การพิจารณาความดีความชอบของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ในรอบปีบัญชี 2546 ถึงปี 2547 จำเลยที่ 2 โดยคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษาได้พิจารณาแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายน 2547 แล้วแต่ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 กับลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 2 จึงได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 และพื้นที่ 3 เพื่อขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างส่วนที่ไม่ได้ปรับขึ้นตามอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 42/2548 และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 ที่ 73/2548 ทำนองเดียวกันว่าเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 18 มิใช่การค้างจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่าย ในเดือนเมษายน 2546 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาและองค์การค้าของคุรุสภาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อกัน ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งผู้แทนของแต่ละฝ่ายเจรจาและตกลงกันได้ จึงได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามบันทึกข้อตกลงประจำปี 2547 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2547 ซึ่งระบุไว้ข้อ 1 ว่า เมื่อต้องโอนเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาไปอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือนายจ้างอื่นให้นับอายุงานต่อเนื่องรวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ อัตราเงินเดือน สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยไม่น้อยกว่าเดิม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ประการแรกว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 42/2548 และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 ที่ 73/2548 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 และลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้สอบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว ปรากฏเหตุที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เรียกร้องค่าจ้างมาจากการที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 17 ที่ไม่ปรับโครงสร้างค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ดังที่เคยปฏิบัติมาซึ่งบันทึกข้อตกลงเป็นข้อตกลงระหว่างองค์การค้าของคุรุสภานายจ้างกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการและประโยชน์อื่นของลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภาเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 12 และเมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 จึงยังไม่มีค่าจ้างที่ค้างจ่ายจากการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่องค์การค้าของคุรุสภาตกลงปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจหรือไม่ และในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ เพื่อที่จะวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ข้อ 2 ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นไว้ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ในประเด็นนี้โดยวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปีและยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า ในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ แล้วดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสามต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 70
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชศักดิ์ พ่วงจินดา กับพวก
จำเลย — นายอมรเทพ วัฒนาชีรานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9391/2550
#411044
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ก็มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,200 เม็ด น้ำหนักรวม 196.215 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 32.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 200 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่าย ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ในราคา 12,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 2,200 เม็ด ธนบัตร จำนวน 12,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง อันเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งจำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 450,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 360,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 225,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 240,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 180,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 4 เดือน และปรับ 540,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี และปรับ 405,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกิน 2 ปี คืนธนบัตรที่ใช่ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใรครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง คือภายในวันที่ 29 มกราคม 2547 วันที่ 28 มกราคม 2547 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด โดยอ้างเหตุว่าเนื่องจากยังมิได้คัดสำเนาคำพิพากษา คำเบิกความพยาน และสรรพเอกสารที่ใช้ประกอบในการยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2547 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง โดยอ้างเหตุว่าเนื่องจากทนายจำเลยที่ 1 ติดว่าความคดีต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ทุกวัน ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเรียบเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทันภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้แล้ว ประกอบกับทนายจำเลยที่ 1 กำลังรอเอกสารสำคัญในคดีนี้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกที่เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ไม่สามารถติดต่อขอรับเอกสารดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ได้เพียงถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า กรณีที่คู่ความจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และจะต้องมีคำขอก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 จะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย แต่ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 เพิ่งยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 โดยมิได้อ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้ยื่นภายในกำหนดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ออกไปถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาและยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอทุธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงเป็นฎีกาที่ม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ก็มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอทุธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางอ่อน หวังดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9378/2550
#495455
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับเรื่องการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายตามเงื่อนไขที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้นต่อมา และถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชั้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายดังกล่าวเป็นที่สุดแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ และไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ฎีกาชั้นนี้ว่า การออกคำบังคับของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหาย และกำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินประกันความเสียหายตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาวางต่อศาลชั้นต้นใหม่ เพราะไม่ว่าศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอย่างไรก็ไม่อาจกระทบถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นที่สุดแล้วดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18754 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมือง-สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมทั้งส่งมอบบ้านเลขที่ 729 หมู่ที่ 6 ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยให้จำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 2 ปี มาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นจะยกคำร้อง จำเลยไม่นำค่าเสียหายตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับ อ้างว่าการออกคำบังคับของศาลชั้นต้นเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยให้จำเลยนำค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 2 ปี มาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายหลายครั้ง ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายต่อไปอีก และออกคำบังคับแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับเรื่องการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายตามเงื่อนไขที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้มีการทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้นต่อมา และถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชั้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชั้นนี้ว่า การออกคำบังคับของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหาย และกำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินประกันความเสียหายตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาวางต่อศาลชั้นต้นใหม่ ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าเสียหายซึ่งเป็นที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 147 วรรคหนึ่ง ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ ธนาพรสังสุทธิ์
จำเลย — นางพรประภาหรือศรีประภา โรจนศิรประภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวรวรรณ อัครวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9375/2550
#412330
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด โจทก์ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีแก่จำเลยได้อีก การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับคำฟ้อง แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วยังไม่ปรากฏต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับคำฟ้องไว้โดยผิดหลง ต่อมาเมื่อโจทก์แถลงข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วมาในคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีผลเท่ากับเป็นการแก้ไขข้อผิดหลงที่เคยสั่งรับคำฟ้องแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณาใดๆ อีกแต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งหมด เพื่อไม่ให้โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน คือ ค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้ และค่าธรรมเนียมในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 15,020,410.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสี่ โจทก์ได้ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้แล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินคดีนี้กับจำเลยทั้งสี่ได้อีก ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่และขอศาลได้โปรดคืนเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมดจำนวน 200,000 บาท หรือเป็นกรณีพิเศษด้วยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นเงิน 175,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและขอให้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์ทั้งหมดด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและต้องคืนค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ทั้งหมดให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยทั้งสี่ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2548 โจทก์ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีนี้แก่จำเลยทั้งสี่ได้อีก การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับคำฟ้อง แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสี่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วยังไม่ปรากฏต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับคำฟ้องไว้โดยผิดหลง ต่อมาเมื่อโจทก์แถลงข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสี่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อศาลชั้นต้นแล้วตามคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องลงวันที่ 16 ธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกสารบบความ มีผลเท่ากับเป็นการแก้ไขข้อผิดหลงที่เคยสั่งรับคำฟ้องแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณาใดๆ อีก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความตามที่โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังกล่าวแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอีกด้วยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนคือค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้และค่าธรรมเนียมในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกับที่โจทก์เรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสี่และไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับเฉลี่ยชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ในคดีล้มละลายเต็มตามจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจคืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์บางส่วน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 151 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล พี.แอน.พี.
จำเลย — เอ็นจิเนียริ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9373/2550
#412043
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาให้เช่าสถานีบริการ คู่สัญญาตกลงกันว่า ในกรณีผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใด อันเป็นเหตุให้ ปตท. ได้รับความเสียหาย ปตท. จะมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา หากผู้เช่าเพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติตามหรือปฏิบัติแล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง ปตท. มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาคือต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาหลังจากนั้นจึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้อง ในเอกสารหมาย จ.14 ก็ไม่มีข้อความให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา หนังสือที่มีไปถึงจำเลยเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาให้เช่าสถานีบริการ ต้องถือว่าสัญญาให้เช่าสถานีบริการยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าปรับจากจำเลยทั้งสองโดยอาศัยสัญญาฉบับนี้ได้ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 247 ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 571,083.65 บาท และชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 384,533.40 บาท อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ตามสัญญามีข้อตกลงว่ากรณีผิดสัญญาให้มีการใช้ราคาทรัพย์ ค่าปรับ แต่โจทก์กลับมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่า ค่าปรับและค่าธรรมเนียม จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ข้อกำหนดในสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การที่โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสินค้าโจทก์มาใช้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าเสียหายของโจทก์เป็นเพียงประมาณการและโจทก์คิดค่าเสียหายเอาเองตามความพอใจ และเป็นความเสียหายที่โจทก์คาดเดาเอาเอง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าโจทก์เพียง 163,433.40 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยจากค่าเช่าที่ค้างได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ไม่มีสิทธิคิดค่าปรับค่าเช่าที่ค้างชำระอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าให้โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามคำรับรองเรื่องซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้เนื่องจากเหตุสุดวิสัย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าธรรมเนียมจากจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 23,433.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าสถานีบริการกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงเช่าสถานีบริการน้ำมันซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3182, 3183 เพื่อใช้ประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และจำเลยที่ 1 จะซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโจทก์ไปจำหน่ายในปริมาณเดือนละไม่น้อยกว่าที่ตกลงในสัญญา หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยจะต้องชำระค่าปรับและดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้โจทก์ ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า และซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปจำหน่ายน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยและฟ้องให้จำเลยชำระค่าเช่า และเงินค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์ ก่อนจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาให้เช่าสถานีบริการกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเงินให้โจทก์เพียงใด ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกข้อที่ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาให้เช่าสถานีบริการกับจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้วหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ในสัญญาให้เช่าสถานีบริการที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 (เอกสารหมาย จ.7) ข้อ 15 วรรคสอง คู่สัญญาตกลงกันว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใด อันเป็นเหตุให้ ปตท. ได้รับความเสียหาย ปตท. จะมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา หากผู้เช่าเพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติตามหรือปฏิบัติแล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง ปตท. มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันสัญญาตามสัญญาข้อ 13 ได้..." ดังนั้น โจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อ 15 แห่งสัญญาคือต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาหลังจากนั้นจึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้อง ในเอกสารหมาย จ.14 ก็ไม่มีข้อความให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา หนังสือที่มีไปถึงจำเลยที่ 1 (เอกสารหมาย จ.14) เป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาให้เช่าสถานีบริการ ต้องถือว่าสัญญาให้เช่าสถานีบริการ (เอกสารหมาย จ.7) ยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าปรับจากจำเลยทั้งสองโดยอาศัยสัญญาฉบับนี้ได้ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเสียแล้วฎีกาของโจทก์ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป อนึ่ง ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจให้อนุญาต จึงให้เพิกถอนเสีย แต่เมื่อตามคำร้องของผู้ร้องนั้นได้แนบหนังสือรับรองและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาท้ายคำร้องรับฟังได้ตามคำร้อง จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยบริษัท
โจทก์ — ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองเกรียงไกรปิโตรเลียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายอุทิศ เพ็ชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9068 -ที่ 9346/2550
#426893
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าออกจากงาน (เกษียณอายุ) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 ไม่มีสภาพเป็นพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและเป็นวันที่จำเลยระบุไว้ในคำสั่งปรับเงินเดือน จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี

แม้ว่าในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ที่ลงมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการปรับเพิ่มเงินเดือนคือวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 จะไม่มีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่มีผลให้การออกคำสั่งที่ ค.51/2548 ของจำเลยที่ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนแก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 เสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 6556/2548 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึง 280 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 235 ยุติไปแล้วตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองร้อยเจ็ดสิบเก้าสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าเคยเป็นพนักงานของจำเลย โดยออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 ได้รับ - ระดับตำแหน่งงานก่อนออกจากงานปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน วันที่ 3 ธันวาคม 2547 จำเลยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนของพนักงานต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีมติเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานระดับ 1 - 11 (ผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป) ร้อยละ 8 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป จำเลยโดยกระทรวงพลังงานเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบตามที่เสนอ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป เช่นเดียวกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าซึ่งมีสถานภาพเป็นพนักงานของจำเลยอยู่ในวันที่ 1 เมษายน 2547 อันเป็นวันที่การปรับขึ้นเงินเดือนมีผลบังคับใช้ ย่อมมีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 และการปรับเพิ่มค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุตามมติดังกล่าว โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนและค่าชดเชยส่วนที่เพิ่มขึ้นตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยจ่ายเงินให้พนักงาน (วันที่ 28 มิถุนายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ไม่มีคู่วามฝ่ายใดโต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องแห่งข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.12 และ ล.1 ถึง ล.20 ปรากฏตามบันทึกของจำเลยเอกสารหมาย ล.7 ว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตนเอง จำเลยจึงต้องเสนอขอความเห็นชอบในการปรับเงินเดือนค่าจ้างจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในการประชุมครั้งที่ 7/2547 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เอกสารหมาย ล.4 และ ล.8 เมื่อสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือน และมีการประชุมร่วมกันระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานของฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 ที่ประชุมได้พิจารณาว่าในการปรับเพิ่มเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 จะปรับให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน หรือปรับให้แก่ผู้ที่มีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ 1 เมษายน 2547 ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของจำเลยได้เสนอเรื่องไปยังผู้ว่าการของจำเลยเพื่อนำเรื่องเสนอคณะกรรมการของจำเลยพิจารณาตามเอกสารหมาย ล.7 โดยเสนอหลักการตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 กล่าวคือปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน และเสนอข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการของจำเลยอันประกอบด้วยตารางประมาณการค่าใช้จ่าย ตารางแสดงผลกระทบทางการเงิน ประมาณการผลการดำเนินงาน (งบการเงินก่อนปรับเงินเดือน และงบการเงินหลังปรับเงินเดือน) ประมาณการในการเพิ่มรายได้เสริมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการของจำเลยมีติในการประชุมครั้งที่ 16/2547 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 ตามเอกสารหมาย ล.9 หรือ จ.3 ระบุว่า "โดยหลักการเห็นชอบด้วย" ซึ่งหมายความว่าคณะกรรมการของจำเลยเห็นชอบในหลักการที่จำเลยเสนอ อันรวมถึงปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนด้วย การที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนตามเอกสารหมาย ล.5 เป็นการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องค่าจ้าง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ส่งสำเนาข้อเรียกร้องให้นายทะเบียนทราบ ไม่มีการระบุชื่อผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นผู้แทนในการเจรจาของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และจำเลยไม่ได้แจ้งชื่อผู้แทนในการเจรจาแก่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งเมื่อตกลงกันได้ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.6 ก็ไม่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้แทนในการเจรจาทั้งสองฝ่ายแล้วประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงาน อันเป็นกระบวนการที่กำหนดไว้ในการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 26, 26 และ 27 คงมีแต่รายงานการประชุมตามเอกสารหมาย ล.6 ซึ่งลงชื่อผู้จดรายงานเพียงผู้เดียว การประชุมระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับจำเลยเป็นเพียงการตกลงร่วมกันเพื่อให้จำเลยพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนโดยให้มีผลเป็นการปรับเพิ่มเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 6 และ 28 เมื่อคณะกรรมการของจำเลยเห็นชอบด้วยในการปรับเพิ่มเงินเดือน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเห็นสมควรปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่อยู่นอกเหนือที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอคณะรัฐมนตรีกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินสำหรับรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งที่รัฐวิสาหกิจนั้นอาจดำเนินการเองได้ตามมาตรา 13 (2) จำเลยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานได้ตามมาตรา 13 วรรคสาม เมื่อจำเลยเสนอเรื่องขอปรับเพิ่มเงินเดือนไปยังคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามเอกสารหมาย ล.10 หรือ จ.4 จำเลยส่งรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.9 หรือ จ.3 ไปให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ในการพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามรายงานการประชุมครั้งที่ 10/2547 วันที่ 29 ธันวาคม 2547 คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้นำข้อมูลจากตารางประมาณการค่าใช้จ่าย ตารางแสดงผลกระทบทางการเงิน ประมาณการผลการดำเนินงาน (งบการเงินก่อนปรับเงินเดือนและงบการเงินหลังปรับเงินเดือน) ประมาณการในการเพิ่มรายได้เสริมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเอกสารหมาย ล.7 มาใช้ในการพิจารณา และใช้จำนวนพนักงานที่เป็นเกณฑ์คำนวณหาจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มเงินเดือนที่ 26,038 คน ดังนั้น การที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีมติเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานระดับ 1 - 11 (ต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายลงมา) ร้อยละ 15 พนักงานระดับ 12 - 14 (ผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป) ร้อยละ 8 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป ตามเอกสารหมาย ล.12 หรือ จ.5 จึงเป็นการพิจารณามีมติโดยใช้ข้อมูลเดียวกับการพิจารณาของคณะกรรมการของจำเลย และอยู่ภายใต้หลักการปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน เมื่อจำเลยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนไปยังคณะรัฐมนตรีผ่านทางกระทรวงพลังงานตามเอกสารหมาย ล.14 หรือ จ.6 กระทรวงพลังงานได้ส่งเอกสารประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยเอกสารหมาย ล.9 และ ล.12 หรือ จ.3 และ จ.5 จึงเป็นการขอปรับเพิ่มเงินเดือนที่ใช้ข้อมูลในการพิจารณาเดียวกับคณะกรรมการของจำเลยและคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และอยู่ภายใต้หลักการปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอจึงเป็นการเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนภายใต้หลักการปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป ตามที่จำเลยเสนอขอเช่นเดียวกันซึ่งเหตุผลในการขอปรับเพิ่มเงินเดือนได้มีระบุในเอกสารหมาย ล.9 และ ล.12 หรือ จ.3 และ จ.5 ว่าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจของพนักงานและเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น ทั้งระบุในเอกสารหมาย ล.12 หรือ จ.5 ว่าเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน และสร้างแรงจูงใจในการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงไว้ในองค์กรเพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อันเป็นเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน เพราะผู้ที่ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยแล้วย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้นได้ ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะที่จำเลยจะจูงใจให้อยู่ในองค์กรเพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ประกอบกับข้อมูลที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการของจำเลย คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย ล.7 ล.12 และ ล.15 หรือ จ.5 และ จ.7 จำเลยต้องมีตารางประมาณการในการเพิ่มรายได้เสริมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (เนื่องจากการปรับเพิ่มเงินเดือน โดยใช้ตารางเดียวกันในการพิจารณาทั้งสามกรณี และตามหนังสือเอกสารหมาย ล.14 หรือ จ.6 ที่จำเลยมีถึงปลัดกระทรวงพลังงานขอให้นำเสนอการขอปรับเพิ่มเงินเดือนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีระบุว่าอัตราการเพิ่มเงินเดือนควรสอดคล้องกับความสามารถในการหารายได้เพิ่ม และหนังสือของกระทรวงพลังงานถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามเอกสารหมาย ล.15 หรือ จ.7 นอกจากกระทรวงพลังงานจะเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว ยังเสนอให้จำเลยดำเนินการตามมาตรการรองรับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่จะเพิ่มขึ้นโดยการหารายได้เสริมจากการทำงานให้แก่บุคคลภายนอกให้ได้ตามเป้าหมาย แสดงว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนนั้นพนักงานต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อทำรายได้เพิ่มให้แก่จำเลยให้คุ้มค่าเงินเดือนที่ปรับเพิ่มขึ้น การปรับเพิ่มเงินเดือนไม่ใช่เป็นการให้เปล่าที่ไม่ต้องทำงานเพิ่มตอบแทนแก่จำเลย การพิจารณาว่ามติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรีในการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยครอบคลุมถึงพนักงานกลุ่มใดนั้นต้องพิจารณาจากฐานการคิด เหตุผล และข้อมูลที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวทางเดียวกันมาแต่ต้นว่าให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน ส่วนการที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบตามเอกสารหมาย ล.12 และ ล.17 หรือ จ.5 และ จ.8 ให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานระดับ 1 - 11 (ผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป) ร้อยละ 8 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นการให้ความเห็นชอบในสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามมาตรา 13 วรรคสาม กล่าวคือเป็นการให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ว่าให้จำเลยปรับเพิ่มค่าจ้างได้ในอัตราร้อยละ 15 หรือร้อยละ 8 ตามระดับของพนักงานโดยมีเงื่อนไขว่าให้ปรับเพิ่มค่าจ้างย้อนหลังไปได้ถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า "สภาพการจ้าง" ตามมาตรา 6 ซึ่งมาตรา 13 วรรคสาม ไม่ได้บัญญัติถึงว่าสภาพการจ้างที่ปรับปรุงแล้วนั้นมีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างคนใด โจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าออกจากงาน (เกษียณอายุ) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 ไม่มีสภาพเป็นพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและเป็นวันที่จำเลยระบุไว้ในคำสั่งปรับเงินเดือนตามเอกสารหมาย ล.19 จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี แม้ว่าในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ที่ลงมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการปรับเพิ่มเงินเดือนคือวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 จะไม่มีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่มีผลให้การออกคำสั่งที่ ค.51/2548 ของจำเลยที่ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนแก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ตามเอกสารหมาย ล.19 เสียไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองร้อยเจ็ดสิบเก้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (2) ม. 13 (3) ม. 25 ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัมพร ภู่ไพบูลย์ กับพวก
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — หรือบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9061/2550
#420344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับเลขโฉนดที่ดิน เมื่อตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นเอกสารท้ายฟ้องระบุชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 82489 หาใช่ที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 ดังที่โจทก์กล่าวฟ้องและในคำขอท้ายฟ้อง การที่โจทก์ขอแก้ไขคำพิพากษาในส่วนเลขโฉนดจากเลขที่ 82498 เป็นเลขที่ 82489 จึงเป็นการขอแก้ไขในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงกับความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2541 แล้วลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวโดยปลอดจากภาระใดๆ ตามเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 เลขที่ดิน 274 โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางเหมทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ชั้นบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้องโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี หลังจากนั้นโจทก์ไปดำเนินการขอเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ จึงพบว่าเลขโฉนดที่ดินที่ระบุในคำพิพากษาและในหมายบังคับคดีกับเลขโฉนดที่ดินที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองรายนี้ไม่ตรงกัน โดยเลขโฉนดที่ดินที่ระบุในคำพิพากษาและในหมายบังคับคดีระบุหมายเลขโฉนดว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 82498 แต่หมายเลขโฉนดที่ดินที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 82489 ซึ่งหมายเลขโฉนดที่ดินที่ถูกต้องคือโฉนดที่ดินเลขที่ 82489 จึงขอให้ศาลฎีกาแก้ไขเลขโฉนดที่ดินในคำพิพากษา คำบังคับ และหมายบังคับคดีจากที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 82489

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 เลขที่ 274 โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5927/2548 ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเลขโฉนดที่ดินในคำพิพากษา คำบังคับ และหมายบังคับคดี จากเลขที่ 82498 เป็นเลขที่ 82489 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้แก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2541 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งโจทก์ส่งเป็นเอกสารทุกฉบับดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 82489 เลขที่ดิน 274 หาใช่ที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องและคำขอท้ายฟ้องไม่ ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็รับว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินของโจทก์จากจำเลยที่ 1 จริง เพียงแต่อ้างว่าเป็นการรับจำนองโดยเสียค่าตอนแทนและโดยสุจริตเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินที่รับจำนองไว้เป็นที่ดินแปลงอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 ตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง และที่ศาลพิพากษากับที่ดินโฉนดเลขที่ 82489 ตามที่โจทก์ขอแก้ไขคำพิพากษานั้นเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ไขเลขที่โฉนดจากเลขที่ 82498 เป็นเลขที่ 82489 จึงเป็นการขอแก้ไขในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงกับความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143"

อาศัยเหตุดังวินิจฉัยข้างต้น จึงมีคำสั่งให้แก้ไขเลขโฉนดที่ดินในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5927/2548 ทุกแห่ง จากเลขที่ 82498 เป็นเลขที่ 82489 นอกจากที่แก้ไขคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเดิม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
นายอี ใจดี โดย นางเหม ใจดี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสมใจ แก้วกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9056/2550
#412231
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบการครอบครองพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในที่ดินจากชื่อจำเลยเป็นชื่อ ส. มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อได้ให้จำเลยคืนเงิน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ ดังนี้ การชำระหนี้ต้องเป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา มิใช่กรณีให้สิทธิจำเลยเลือกชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 198, 199 เมื่อการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในที่ดินไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะกรมที่ดินไม่อนุญาตเนื่องจากเป็นการถือครองที่ดินแทนสามีคนต่างด้าว และไม่เข้าเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องขายทอดตลาดที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบการครอบครองพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2291เนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 47 ตารางวา จากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางสาวสุวรรณามิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนชื่อได้ ให้จำเลยคืนเงิน 1,350,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2291 เพื่อนำออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า การยึดที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27, 271, 272 และมิได้บังคับคดีไปตามลำดับของคำพิพากษา ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยมิใช่เป็นการทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 แต่พอแปลได้ว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 พิเคราะห์แล้ว คดีไม่มีเหตุสมควรงดการขายทอดตลาดที่ดินตามคำร้องให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า มีเหตุสมควรที่จำเลยจะได้รับการคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบการครอบครองพร้อมจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2291 จากชื่อจำเลยเป็นชื่อนางสาวสุวรรณามิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อได้ให้จำเลยคืนเงิน 1,350,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ การชำระหนี้ต้องเป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา มิใช่กรณีให้สิทธิจำเลยเลือกชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198, 199 เมื่อการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโย่ชน์เลขที่ 2291 ไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่อนุญาต เนื่องจากเป็นการถือครองที่ดินแทนสามีคนต่างด้าว และไม่เข้าเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในหมวด 8 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งหมดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีไม่มีเหตุสมควรงดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
นายไฮน์ริคหรือเฮนริคหรือเฮ็นริค บวร์กฮาร์ท
โจทก์ — หรือเบร์กฮาร์หรือเบิกฮาด์
จำเลย — นายวิชิต พระอัมพร
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9054/2550
#411041
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลจึงจะรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว แม้จะปรากฏจากคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นเยาวชนและ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 13 (4) บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตดังกล่าวให้แก่ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่การที่บุคคลจะบรรลุนิติภาวะนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้นั้นเสมอไป เพราะบุคคลอาจบรรลุนิติภาวะก่อนอายุ 20 ปี ได้ด้วยการสมรสด้วย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่ถึง 20 ปี โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนด้วยเมื่อโจทก์ไม่นำสืบ จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานความผิดดังกล่าวตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ได้ คงลงโทษได้เพียงฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371, 83 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ,

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 82, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และมาตรา 76 ตามลำดับ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้จำเลยที่ 2 ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ห้ามจำเลยที่ 2 คบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติเสียหายและให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสาม นายนฤพน อ่อนลออ และนายธีรศักดิ์ จันทร์คง นั่งอยู่ที่ศาลาที่พักริมทางบนถนนสายสองพี่น้อง-บางปลาม้า ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ 1 คัน ไปจอดใกล้ศาลาดังกล่าว แล้วคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายชักอาวุธปืนพกออกมายิงใส่ผู้เสียหายทั้งสามกับพวก 3 นัด กระสุนปืนทะลุแขนซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสามนายนฤพนและนายธีรศักดิ์เป็นประจักษ์พยานเบิกความ ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายทั้งสามด้วยเจตนาฆ่า เมื่อผู้เสียหายทั้งสามไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โดยวินิจฉัยว่าแม้โจทก์ไม่มีอาวุธปืนมาเป็นวัตถุพยาน แต่จำเลยทั้งสองเป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมไม่อาจได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนได้นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลจึงระรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว แม้จะปรากฏจากคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นเยาวชนและพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 13 (4) บัญญัติไว้ว่าห้ามมิให้ออกใบอนุญาตดังกล่าวให้แก่ผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่การที่บุคคลจะบรรลุนิติภาวะนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้นั้นเสมอไป เพราะบุคคลอาจบรรลุนิติภาวะก่อนอายุ 20 ปี ได้ด้วยการสมรสด้วย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่ถึง 20 ปี โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนด้วย เมื่อโจทก์ไม่นำสืบ จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้ คงลงโทษได้เพียงฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยทั้งสองคงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าและฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่า ลดมาตราส่วนโทษแล้ว จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ปรับคนละ 50 บาท รวมจำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (2) รอการลงโทษเฉพาะโทษปรับจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 227
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 13 (4)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายวุฒิกรณ์หรือโต้ง อุทัยพิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เกษม วีรวงศ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9044/2550
#412326
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และบทนิยามตามมาตรา 4 ผู้ที่จะมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ ส. ผู้เสียหายคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมิได้เป็นตัวแทนหรือลูกจ้างที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหางานเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้ผู้เสียหายไปทำงานในต่างประเทศได้ จำเลยกับพวกจึงมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2543 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับนายบุญเลิศหรือศราวุธซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 335/2545 ของศาลชั้นต้นร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันจัดหางานให้แก่นายสมานผู้เสียหายคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศที่ดินแดนไต้หวันในตำแหน่งเกี่ยวกับคนงาน โดยเรียกและรับค่าบริการเป็นค่าตอบแทนจากผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 195,000 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมิได้เป็นตัวแทนหรือลูกจ้างที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหางานเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศในเขตจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอื่นในประเทศไทย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายอันเป็นเท็จปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้ผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศที่ดินแดนไต้หวันในตำแหน่งคนงานโดยรับเงินดือนและค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก โดยผู้เสียหายจะต้องจ่ายค่านายหน้าและค่าหนังสือเดินทางให้แก่จำเลยกับพวกเป็นเงิน 90,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้ผู้เสียหายในดินแดนไต้หวัน และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงมอบเงินจำนวน 90,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกไปตามที่ถูกหลอกลวง ทำให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายผู้ถูกหลอกลวง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341 และให้ใช้เงินจำนวน 90,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานให้ได้เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้ใช้เงินจำนวน 90,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถจัดหางานในต่างประเทศเป็นเหตุให้ได้เงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลวงลวงตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางานหมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น ผู้ที่จะมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่นายสมานผู้เสียหายคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศที่ดินแดนไต้หวัน โดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมิได้เป็นตัวแทนหรือลูกจ้างที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหางานเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้ผู้เสียหายไปทำงานในดินแดนไต้หวันได้ ตามคำฟ้องดังกล่าวจำเลยกับพวกจึงมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ความผิดฐานนี้โดยให้เหตุผลมาโดยละเอียดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางแสงจันทร์ ภูปุย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9033/2550
#410595
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2539 ทำหน้าที่เป็นพนักงานเติมวัตถุดิบ โดยต้องยกวัตถุดิบไปเติมที่เครื่อง เครื่องละ 300 กิโลกรัม แบ่งยกเป็น 12 เที่ยว เที่ยวหนึ่งมีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม โจทก์ทำงานในหน้าที่นี้มาตั้งแต่เข้าทำงานกับจำเลย กระทั่งปี 2548 โจทก์ได้ลาป่วยในวันที่ 21 และวันที่ 22 มกราคม 2548 และวันที่ 25 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เพราะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ ต่อมาได้ขอลาอุปสมบทตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ดังนี้เมื่อโจทก์หยุดงานหลายวันเนื่องมาจากอาการป่วยจากการยกของหนัก การที่จำเลยให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเก็บขยะซึ่งแม้จะมีลักษณะงานแตกต่างกว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานแต่ก็เนื่องมาจากอาการป่วยของโจทก์เป็นอุปสรรคแก่การทำงานในตำแหน่งเดิมโดยงานทั้งสองประเภทมิได้แตกต่างกันมากแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานต่ำลง แต่ก็เพราะเหตุผลจากสุขภาพของโจทก์เอง การย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใกล้เคียงตำแหน่งเดิม โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราเท่าเดิมโดยมิได้กลั่นแกล้งย้ายตำแหน่งหน้าที่โจทก์ คำสั่งของจำเลยที่เปลี่ยนลักษณะการทำงานของโจทก์จากการเป็นพนักงานยกของเติมวัตถุดิบเป็นการทำความสะอาดเก็บขยะจึงเป็นคำสั่งที่ชอบ เมื่อโจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งดังกล่าวจึงถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ แต่ปรากฏตามหนังสือการลงโทษทางวินัย เอกสารหมาย จล.3 ถึง จล.5 ว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 9.15 นาฬิกา หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่บริเวณโรงเก็บขยะโจทก์ปฏิเสธที่จะทำจึงได้มีหนังสือเตือนฉบับที่ 1 ต่อมาในวันเดียวกันเวลา 11.30 นาฬิกา หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งให้โจทก์ไปทำงานแต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติงานตามคำสั่งจึงได้มีหนังสือเตือน ฉบับที่ 2 จนกระทั่งเวลา 14.30 นาฬิกา ของวันดังกล่าวโจทก์ยังคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ การที่โจทก์ไม่ไปทำงานที่บริเวณโรงเก็บขยะในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเพียงการละทิ้งหน้าที่อันเป็นความผิดคราวเดียวต่อเนื่องมาในระหว่างเวลาการทำงานในวันดังกล่าวซึ่งในขณะนั้นยังไม่เลิกงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารท้ายฟ้องข้อ 11.3 กำหนดให้การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตาม (7) ให้กระทำได้เมื่อลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน สำหรับครั้งแรก ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือเตือนฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ตามหนังสือการลงโทษทางวินัยตามเอกสารหมาย จล.3 และ จล.4 โดยที่โจทก์ยังมิได้ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว จึงเป็นการตักเตือนโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 11.3 (7) และเมื่อจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างตามหนังสือการลงโทษทางวินัยเอกสารหมาย จล.5 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารท้ายฟ้องข้อ 11.3 กรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยตาม ข้อ 1 ที่ระบุว่า "เมื่อถูกตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องเดียวกันเป็นครั้งที่ 2" และไม่เข้ากรณีเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารท้ายฟ้องข้อ 13.3 (4) ซึ่งระบุในทำนองเดียวกันกับกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) แต่การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไล่โจทก์ออกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยแม้จะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีสาเหตุจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยซึ่งมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงมิต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ และเมื่อตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเอกสารท้ายฟ้องข้อ 5.1.4 ระบุให้พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน และในปี 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนให้แก่โจทก์ประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,520 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 4,023 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,104 บาท ค่าชดเชย 44,160 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 33,120 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 4,023 บาท แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างดังกล่าวอีก

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 35,760 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,513 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 894 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานเติมวัตถุดิบ ได้รับค่าจ้างรายวัน วันละ 149 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ทำงานติดต่อกันตลอดมา ระหว่างการทำงานในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ลาป่วยรวม 11 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2548 วันที่ 25 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 โดยหยุดต่อเนื่องกัน การลาหยุดครั้งแรกไม่มีใบรับรองแพทย์ ส่วนการลาหยุดครั้งหลังมีใบรับรองแพทย์ ในการลาป่วยโจทก์อ้างว่าปวดกล้ามเนื้อหลัง เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่การงานของโจทก์ต้องยกของหนัก โดยต้องยกวัตถุดิบไปเติมที่เครื่อง เครื่องละ 300 กิโลกรัม โจทก์แบ่งยกเป็น 12 เที่ยว เที่ยวหนึ่งมีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม โจทก์ได้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่นี้ตลอดมาตั้งแต่เข้าทำงานกับจำเลย ก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ได้ขอลาอุปสมบทตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยอนุญาต โจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏว่าจำเลยได้รับลูกจ้างคนใหม่เข้ามาทำงานในตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์แล้ว และจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่ทำความสะอาดบริเวณโรงเก็บขยะ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยมีหนังสือตักเตือน 2 ครั้ง และมีคำสั่งครั้งที่ 3 ให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ใหม่ตามที่มอบหมาย แต่โจทก์คงไม่ปฏิบัติตาม จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุฝ่าฝืนระเบียบวินัยการทำงาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วัน ในปี 2548 โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี ในการสมัครเข้าทำงานโจทก์ได้แสดงหลักฐานผลการเรียนว่าจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การทำงานในส่วนเติมวัตถุดิบ จำเลยมีพนักงานเติมวัตถุดิบทั้งหมด 6 คน แบ่งเป็นชุดละ 2 คน เนื่องจากจุดงานมีทั้งหมด 3 จุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ว่า การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์จากพนักงานเติมวัตถุดิบเป็นพนักงานทำความสะอาดเก็บขยะบริเวณโรงเก็บขยะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้ต่ำกว่าเดิมหรือไม่ การที่โจทก์ไม่ยอมปฏิบัติงานทำความสะอาดเก็บขยะและจำเลยมีหนังสือเตือนแล้วเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2539 ทำหน้าที่เป็นพนักงานเติมวัตถุดิบ โดยต้องยกวัตถุดิบไปเติมที่เครื่อง เครื่องละ 300 กิโลกรัม แบ่งยกเป็น 12 เที่ยว เที่ยวหนึ่งมีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม โจทก์ทำงานในหน้าที่นี้มาตั้งแต่เข้าทำงานกับจำเลย กระทั่งปี 2548 โจทก์ได้ลาป่วยในวันที่ 21 และวันที่ 22 มกราคม 2548 และวันที่ 25 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เพราะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ ต่อมาได้ขอลาอุปสมบทตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ดังนี้เมื่อโจทก์หยุดงานหลายวันเนื่องมาจากอาการป่วยจากการยกของหนัก การที่จำเลยให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเก็บขยะซึ่งแม้จะมีลักษณะงานแตกต่างกว่าเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานแต่ก็เนื่องมาจากอาการป่วยของโจทก์เป็นอุปสรรคแก่การทำงานในตำแหน่งเดิมโดยงานทั้งสองประเภทมิได้แตกต่างกันมากแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานต่ำลง แต่ก็เพราะเหตุผลจากสุขภาพของโจทก์เอง การย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใกล้เคียงตำแหน่งเดิม โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราเท่าเดิมโดยมิได้กลั่นแกล้งย้ายตำแหน่งหน้าที่โจทก์ คำสั่งของจำเลยที่เปลี่ยนลักษณะการทำงานของโจทก์จากการเป็นพนักงานยกของเติมวัตถุดิบเป็นการทำความสะอาดเก็บขยะจึงเป็นคำสั่งที่ชอบ เมื่อโจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งดังกล่าวจึงถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ แต่ปรากฏตามหนังสือการลงโทษทางวินัย เอกสารหมาย จล.3 ถึง จล.5 ว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 9.15 นาฬิกา หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่บริเวณโรงเก็บขยะโจทก์ปฏิเสธที่จะทำจึงได้มีหนังสือเตือนฉบับที่ 1 ต่อมาในวันเดียวกันเวลา 11.30 นาฬิกา หัวหน้าฝ่ายบริหารสั่งให้โจทก์ไปทำงานแต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติงานตามคำสั่งจึงได้มีหนังสือเตือน ฉบับที่ 2 จนกระทั่งเวลา 14.30 นาฬิกา ของวันดังกล่าวโจทก์ยังคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ การที่โจทก์ไม่ไปทำงานที่บริเวณโรงเก็บขยะในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเพียงการละทิ้งหน้าที่อันเป็นความผิดคราวเดียวต่อเนื่องมา ในระหว่างเวลาการทำงานในวันดังกล่าวซึ่งในขณะนั้นยังไม่เลิกงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารท้ายฟ้องข้อ 11.3 กำหนดให้การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตาม (7) ให้กระทำได้เมื่อลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน สำหรับครั้งแรก ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือเตือนฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ตามหนังสือการลงโทษทางวินัยตามเอกสารหมาย จล.3 และ จล.4 โดยที่โจทก์ยังมิได้ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไป 1 ถึง 2 วัน ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว จึงเป็นการตักเตือนโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 11.3 (7) และเมื่อจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างตามหนังสือการลงโทษทางวินัยเอกสารหมาย จล.5 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารท้ายฟ้องข้อ 11.3 กรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยตาม ข้อ 1 ที่ระบุว่า "เมื่อถูกตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องเดียวกันเป็นครั้งที่ 2" และไม่เข้ากรณีเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารท้ายฟ้องข้อ 13.3 (4) ซึ่งระบุในทำนองเดียวกันกับกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) แต่การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไล่โจทก์ออกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยแม้จะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง แต่เป็นการเลิกจ้างโดยมีสาเหตุจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยซึ่งมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงมิต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ และเมื่อตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเอกสารท้ายฟ้องข้อ 5.1.4 ระบุให้พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน และในปี 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนให้แก่โจทก์ประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 เมื่อโจทก์ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2548 จำนวนหกวันแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4) ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายันต์ กลิ่นกล้า
จำเลย — บริษัทคุมิ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9024/2550
#417314
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณอกด้านซ้ายโดยมีเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แล้วจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายซ้ำอีก แต่ผู้เสียหายเข้ากันไว้เป็นเหตุให้มีดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ต้นแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ตายถึงแก่ความตาย แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพลาดไปถูกผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะได้ความว่า นอกจากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้วจำเลยยังทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกันก็ตาม ก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้เฉพาะในความผิดฐานฆ่าผู้ตายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60, 80, 90, 91, 288, 289, 295, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 90 บาท คำให้การจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 (ที่ถูก มาตรา 78) ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 60 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้มีดใบมีดยาว 1 ฟุต กว้าง 1 นิ้ว ด้ามมีดยาว 5 นิ้ว เป็นอาวุธแทงผู้ตาย 1 ครั้ง ที่บริเวณอกซ้าย เมื่อจำเลยจะแทงผู้ตายซ้ำ ผู้เสียหายเข้าขวางไว้จึงถูกมีดฟันที่แขนซ้ายได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล ส่วนผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการตรวจศพ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ในคืนเกิดเหตุ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีนางปรานอมผู้เสียหาย เบิกความว่า ขณะที่พยาน ผู้ตาย และนายอำนาจพี่ชายจำเลยนั่งดูโทรทัศน์ภายในห้องพักของพยานมีเสียงคนทะเลาะกันนอกห้อง ผู้ตายซึ่งทำงานเป็นหัวหน้าคนงานจึงเดินออกไปห้ามแล้วเดินกลับมาที่ห้องพัก จากนั้นประมาณ 5 นาที จำเลยวิ่งมาที่หน้าห้องพัก นายอำนาจถามว่าวิ่งมาทำไม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จำเลยวิ่งกลับไป ประมาณ 10 นาที จำเลยวิ่งเข้ามาในห้องครัวของพยานหยิบเอามีดปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุตออกไป นายอำนาจวิ่งตามจำเลยไป พยานตามออกไปดูเห็นบุคคลทั้งสองกำลังชกต่อยกันจึงเข้าไปห้าม จำเลยเดินเข้าไปในตึก ส่วนนายอำนาจกลับมาที่ห้องพักของพยานแต่พยานยังยืนพูดคุยกับพวกคนงาน จำเลยขว้างท่อเหล็กเฉียดศีรษะของพยาน ผู้ตายเดินออกมาหน้าห้องพัก จำเลยถอดหลอดนีออนจากใต้ถุนตึกแล้ววิ่งมาตีผู้ตายที่ใบหน้า ผู้ตายยกแขนขึ้นรับไว้จนหลอดนีออนแตก ผู้ตายเข้าชกต่อยกับจำเลย พยานกับพวกคนงานเข้าห้าม จำเลยเดินเข้าไปหลังตึก ส่วนผู้ตายเดินกลับมาพูดคุยกับพยาน นายอำนาจและพวกคนงานที่หน้าห้องพัก หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที จำเลยเดินมาหาผู้ตายและชักมีดปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุตออกมาจากด้านหลัง เมื่อเข้าใกล้ผู้ตาย จำเลยวิ่งเข้าหาแล้วใช้มีดแทงที่หน้าอกซ้ายของผู้ตาย ขณะนั้นผู้ตายนั่งอยู่บนแคร่หน้าห้องพัก พอถูกแทงผู้ตายลุกขึ้นยืน จำเลยดึงมีดออก ผู้ตายล้มลงที่พื้น จำเลยจะแทงซ้ำ พยานจึงเข้าไปห้ามและถูกจำเลยใช้มีดฟันที่ต้นแขนซ้ายเป็นบาดแผลยาวประมาณ 3 เซนติเมตร นายอำนาจกับคนงานเข้ามาจับจำเลยไว้แล้วพาผู้ตายส่งโรงพยาบาล ส่วนนายอำนาจเบิกความว่า วันเกิดเหตุ พยาน จำเลย ผู้ตายและเพื่อนคนงานดื่มสุรากันที่บริเวณห้องพักของผู้ตายเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยแยกไปดื่มสุรากับเพื่อนที่ห้องอื่น หลังจากนั้นไม่นานคนงานที่ดื่มสุรามีเรื่องทะเลาะกัน ผู้ตายกับพยานจึงเข้าห้าม เสร็จแล้วพยานเข้าไปดูโทรทัศน์ในห้องพักกับผู้ตาย จำเลยเข้าใจว่าพยานถูกทำร้ายจึงวิ่งมาสอบถาม พยานเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง จำเลยกลับไปดื่มสุราต่อกับเพื่อน ต่อมาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยวิ่งมาหยิบมีดปลายแหลมจากห้องครัวของผู้ตาย พยานและผู้ตายช่วยกันห้ามจำเลยไว้ จำเลยจะใช้มีดแทงพยาน แต่พยานไม่ได้โต้ตอบจำเลยแล้วพยานเข้าไปดูโทรทัศน์ในห้องพักของผู้ตาย จำเลยอยู่หน้าห้องพักเรียกให้พยานออกไปเจรจากันแต่พยานไม่ยอมออกไป จำเลยใช้ท่อนเหล็กขว้างมาที่สังกะสีห้องพักของผู้ตาย ผู้ตายออกจากห้องพักไปพบจำเลย แต่ยังไม่ได้พูดคุยกัน จำเลยหยิบหลอดนีออนหน้าห้องพักมาตีผู้ตาย จากนั้นจำเลยกับผู้ตายก็ชกต่อยกัน จำเลยสู้ผู้ตายไม่ได้จึงแยกไปดื่มสุราที่ห้องอื่น ส่วนผู้ตายและพยานกับคนงานอื่นนั่งอยู่บนแคร่ไม้ สักครู่จำเลยเดินกลับมาเมื่อถึงระยะประชิดตัวจำเลยชักมีดปลายแหลมจากด้านหลังแทงผู้ตายที่ราวนมซ้าย คนงานช่วยกันแยกจำเลยออกมา มีดพลาดไปถูกแขนผู้เสียหาย เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยใช้หลอดนีออนตีผู้ตายแล้วชกต่อยกัน เมื่อมีคนมาแยกจำเลยก็กลับไปและกลับมาใช้มีดแทงผู้ตายที่หน้าอกซ้าย ผู้เสียหายเบิกความว่ามีดที่จำเลยใช้แทงผู้ตายยาวประมาณ 1 ฟุต เมื่อพิจารณาประกอบกับบาดแผลที่ศพผู้ตายแล้ว แสดงว่ามีดที่จำเลยใช้แทงผู้ตายเป็นมีดขนาดใหญ่ จำเลยแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกซ้ายตรงราวนมซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย บาดแผลลึกประมาณ 12 เซนติเมตร ทะลุปอด หัวใจฉีกขาด ตามรายงานการตรวจศพ แสดงว่าจำเลยแทงผู้ตายอย่างแรง แสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยฎีกาว่าเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้ตายฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหาย แต่เจตนาทำร้ายผู้ตาย เมื่อผู้เสียหายเข้ามาขวางจึงถูกจำเลยทำร้ายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันกับการกระทำครั้งแรก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ข้อนี้ปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า หลังจากผู้ตายถูกแทงล้มลง จำเลยจะแทงผู้ตายซ้ำ ผู้เสียหายเข้าไปห้าม จำเลยจึงใช้มีดฟันผู้เสียหายถูกบริเวณต้นแขนซ้าย เห็นว่า การที่จำเลยยกมีดขึ้นฟันที่ต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายเป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ต่างไปจากเจตนาเดิมที่จำเลยจะแทงผู้ตาย มิใช่การกระทำที่ต่อเนื่องจากการใช้มีดแทงผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และการที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเป็นบาดแผลยาว 3 เซนติเมตร โดยมิได้ฟันซ้ำเช่นนี้ จำเลยจึงมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณอกซ้าย โดยมีเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แล้วจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายซ้ำอีก แต่ผู้เสียหายเข้ากันไว้เป็นเหตุให้มีดพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ต้นแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บส่วนผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพลาดไปถูกผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะได้ความว่า นอกจากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว จำเลยยังทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกันก็ตามก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องด้วยต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้เฉพาะในความผิดฐานฆ่าผู้ตายเท่านั้น ที่ศาลอุทธรนณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยทั้งในความผิดฐานฆ่าผู้ตายและฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การเป็นสองกรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยและลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี แต่จำเลยมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้ ทั้งการกระทำของจำเลยมีลักษณะก้าวร้าว กระทำโดยอุกอาจต่อหน้าบุคคลอื่นจำนวนมากโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงแก่จำเลยจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงกรรมเดียว ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนุชาติ บุตรพรม
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9020/2550
#412383
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทง ร. ถึงแก่ความตาย และ ช. ผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่ง ผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายและผู้เสียหายถูกแทงโดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยหรือผู้ใดเป็นคนแทงในการชุลมุนต่อสู้ สาระสำคัญในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความคือ มีการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป แต่ตามฟ้องไม่มีข้อความตอนใดบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย ซึ่งจะมีผลให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 294 ได้ด้วย ต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ จึงลงโทษจำเลยตามทางพิจารณาที่ได้ความไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงนายระนองถึงแก่ความตาย และนายชำนาญผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80 เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่ง ผู้ตายและผู้เสียหายกับพวกอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ชุลมุนต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายและผู้เสียหายถูกแทงโดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยหรือผู้ใดเป็นคนแทงในการชุลมุนต่อสู้ จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 ตามทางพิจารณาที่ได้ความได้หรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความคือ มีการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป แต่ตามฟ้องไม่มีข้อความตอนใดบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย ซึ่งจะมีผลให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 ได้ด้วย ต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ จึงลงโทษจำเลยตามทางพิจารณาที่ได้ความไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 294
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายวิรัตน์ ช่วยท้าว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทรงพล อยู่สำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9000/2550
#417310
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออ้างพยานเอกสารเพิ่มเติม บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตและสั่งให้จำเลยที่ 2 สำเนาให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว เมื่อต้นฉบับเอกสารเป็นเอกสารซึ่งอยู่ในครอบครองของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)

การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารไว้ก่อนนั้น เมื่อปรากฏว่าเอกสารทั้งสามฉบับนี้เป็นเอกสารที่ตัวโจทก์ได้ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวมายื่นแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์เท่านั้น ทั้งเรื่องการจำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการไถ่ถอนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนถึงเอกสารดังกล่าว ก็สามารถรับฟังเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวได้ว่ามีอยู่จริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใส่ชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียนให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2723 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวมีรายการจดทะเบียนดังนี้ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากมีกำหนด 3 เดือน ให้แก่จำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการทำสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจมอบให้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 เพื่อร่วมลงทุนในการทำโรงงานเหล้าจากลำไย เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยที่ 1 ไม่นำหลักฐานการร่วมลงทุนมามอบให้ โจทก์จึงไปตรวจสอบหลักฐานที่สำนักงานที่ดิน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 ซึ่งรวมถึงสัญญาขายที่ดิน และจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 มีนางรมย์ชลีเจ้าหน้าที่ที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งทำหน้าที่รับคำร้องขอสอบสวนงานทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 โจทก์และจำเลยที่ 1 มาติดต่อที่สำนักงานที่ดินเพื่อยื่นคำขอไถ่ถอนจำนองและทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยโจทก์แจ้งพยานว่าขอไถ่ถอนจำนองก่อนจากนั้นทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พยานรับคำขอตรวจสอบหลักฐานกับสารบบของสำนักงานที่ดิน ตรวจสอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และราคาประเมินแล้วเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มาดำเนินการและลงชื่อในเอกสารด้วยตนเองต่อหน้าพยาน โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนแต่อย่างใด พยานจำเลยที่ 2 ปากนี้เป็นข้าราชการไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ถือเป็นพยานคนกลางมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในการตรวจสอบหลักฐาน พยานจำเลยที่ 2 ปากนี้ได้ตรวจสอบกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีรูปถ่ายของโจทก์อยู่ด้วย หากผู้ที่ไปดำเนินการไม่ใช่โจทก์แล้ว พยานย่อมจะต้องทราบและไม่ดำเนินการให้ทั้งในวันที่มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้น ได้มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองด้วย ผู้ที่จำต้องไถ่ถอนจำนองก็คือโจทก์ซึ่งเป็นผู้จำนองไว้หาใช่จำเลยที่ 1 ไม่ นอกจากนี้ที่โจทก์เบิกความว่าได้มอบเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ที่ดินพิพาท สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดินมอบให้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 นั้น ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่นายไพโรจน์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 และได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 ดังนั้น ในวันที่ 6 เมษายน 2539 จึงยังอยู่ระหว่างจำนองอยู่ ซึ่งตามปกติประเพณีทั่วไปผู้รับจำนองจะเป็นผู้ยึดถือเอกสารสิทธิต้นฉบับไว้เป็นประกันจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ ดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหลักฐานต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 นั้น จึงเป็นพิรุธน่าสงสัย อีกประการหนึ่งเมื่อโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขาย แต่โจทก์ก็มิได้ร้องขอให้มีการส่งลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายและในหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปตรวจพิสูจน์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 2 จะอ้างการได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ไม่ได้นั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และพวกหลอกลวงโจทก์ปลอมลายมือชื่อโจทก์นำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปขายฝากต่อแก่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะและเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เมื่อข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานฟังได้ว่า ลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายที่ดินให้กับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ใช่ลายมือปลอม สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ ไม่มีเหตุให้เพิกถอนรวมทั้งสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอีกว่าจำเลยที่ 2 อ้างส่งเอกสารเพิ่มเติมหมาย ล.13 ถึง ล.15 โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม และสำเนาเอกสารให้โจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสอง นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออ้างพยานเอกสารเพิ่มเติม บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตและสั่งให้จำเลยที่ 2 สำเนาให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว เมื่อต้นฉบับเอกสาร ล.13 ถึง ล.15 เป็นเอกสารซึ่งอยู่ในครอบครองของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารหมาย ล.13 ถึง ล.15 ไว้ก่อน จำเลยที่ 2 จึงนำสืบไม่ได้นั้น เห็นว่า เอกสารทั้งสามฉบับนี้เป็นเอกสารที่ตัวโจทก์ได้ทำยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวมายื่นแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์เท่านั้น ทั้งเรื่องการจำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการไถ่ถอนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนถึงเอกสารหมาย ล.13 ถึง ล.15 ก็สามารถรับฟังเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวได้ว่ามีอยู่จริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ส่วนฎีกาของโจทก์นอกนั้นเป็นข้อปลีกย่อยไม่อาจทำให้ผลการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 วรรคสาม ม. 89 ม. 90 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขรรค์ชัย มณีรัตนชัยยง
จำเลย — นางสุพัตร แดงขาวเขียว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8999/2550
#412223
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด น. โอนการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ ค. ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ต่อมา ค. ได้โอนการครอบครองให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรตั้งแต่ปี 2523 จำเลยที่ 2 จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. จะได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกรมสรรพากรโจทก์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ส่วนการที่จำเลยที่ 1 เพิ่งจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังก็เพียงเพื่อมีชื่อผู้เป็นเจ้าของถูกต้องตามทะเบียน นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เกิดจากการฉ้อฉล โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัด กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ประเมินและจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่ให้อำนาจไว้ อธิบดีกรมสรรพากรเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์ มีร้อยเอกสุชาติเป็นอธิบดี ร้อยเอกสุชาติมอบอำนาจให้ดำรงตำแหน่งสรรพากรภาค 11 มีอำนาจลงนามฟ้องคดีแพ่งในมูลคดีที่เกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบของสำนักงานสรรพากรภาค 11 จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูน ซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระค่าภาษีอากรของโจทก์โดยเจ้าหน้าที่ประเมินมีหนังสือแจ้งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูนทราบ แต่มิได้ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าว ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 12 ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างหนี้ภาษีอากร และตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 495 ตำบลกรุงชิง กิ่งอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 1 ไร่ ราคาประเมินของทางราชการ 178,750 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 2,000 บาท นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กระทำภายหลังที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูน เป็นหนี้ค้างชำระภาษีอากรเป็นการซื้อขายในราคาต่ำกว่าราคาของทางราชการมาก เป็นนิติกรรมที่กระทำโดยร่วมกันไม่สุจริต เป็นการฉ้อฉลเพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เพื่อมิให้ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะได้รอดพ้นจากการถูกยึดมาชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 495 ตำบลกรุงชิง กิ่งอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่แปลงเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 235 ตำบลกรุงชิง อำเภอท่าศาลา (ปัจจุบันกิ่งอำเภอนบพิตำ) จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2521 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายให้แก่นายคลาดบิดาจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ไร่ ในราคา 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินครบแล้ว ได้มอบที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อครอบครองนับแต่วันทำสัญญา ต่อมานายคลาดได้ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นที่อยู่อาศัย จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินโดยสงบและเปิดเผย โดยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างนายสุรพลและนายสักศิลป์รับเหมาถมที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นเงิน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แทนบิดา จำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและวันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรเป็นเงิน 8,949 บาท สัญญาซื้อขายที่ดินกำหนดราคา 2,000 บาท เพราะให้ตรงกับหนังสือสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2521 ซึ่งเป็นการซื้อขายตามราคาเป็นจริงขณะทำสัญญา มิได้กระทำการฉ้อฉลเพื่อให้โจทก์เสียเปรียบ หรือมิได้กระทำการโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่นจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 2,993,053 บาท โจทก์ดำเนินการอายัดเงินของจำเลยที่ 1 ที่ฝากไว้ในธนาคารเพื่อชำระหนี้แต่ไม่พอชำระ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้อาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประกาศยึดทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูนผู้ค้างภาษีอากรตามสำเนาประกาศเอกสารหมาย จ.7 และมีคำสั่งแต่งตั้งนายเกรียงศักดิ์และนายพิษณุเป็นเจ้าพนักงานยึดทรัพย์ ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.8 ทำการยึดที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 235 เป็นเนื้อที่ 1 ไร่ แล้ว โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 2,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 2 ยื่นหนังสือคัดค้านการยึดทรัพย์สินไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชตามเอกสารหมาย จ.10 และผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 ตามสำเนาหนังสือสำนักงานสรรพากรจังหวัดนครศรีธรรมราชเอกสารหมาย จ.11 ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 นั้น ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 178,750 บาท ตามสำเนาหนังสือแจ้งราคาประเมินเอกสารหมาย จ.12

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ โจทก์มีนายเกรียงศักดิ์ นิติกรระดับ 7 ประจำสำนักงานสรรพากรจังหวัดนครศรีธรรมราชเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ในราคา 2,000 บาท ทั้งที่ราคาประเมินประมาณ 150,000 บาท ราคาที่ซื้อขายกันจึงต่ำกว่าราคาแท้จริงมาก น่าเชื่อว่าซื้อขายกันโดยไม่สุจริต นายล้ำเลิศเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินกิ่งอำเภอนบพิตำ เบิกความว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 178,750 บาท ตามสำเนาหนังสือแจ้งราคาประเมินเอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า ราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายให้บิดาของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,000 บาท เป็นราคาที่ซื้อขายกันเมื่อปี 2521 ส่วนราคาประเมินจำนวน 178,750 บาท นั้น เป็นราคาประเมินเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่มีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันมาประมาณ 22 ปี ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่ตำบลกรุงชิง กิ่งอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะที่มีการซื้อขายที่ดินกันนั้น พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสต์ และมีการสู้รบกัน นายสุรพลผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลกรุงชิง ที่รับจ้างจำเลยที่ 2 นำดินมาถมที่ดินพิพาทเบิกความว่า ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นที่ลุ่ม ต้องถมดินสูงประมาณ 2 เมตร ใช้ดินถม 230 คันรถ ดังนั้นราคาที่ซื้อขายกันจึงเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 ไม่น่าเชื่อถืออย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2521 จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินพิพาทให้นายคลาดบิดาของจำเลยที่ 2 และได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายคลาดตั้งแต่วันทำสัญญา ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 บัญญัติว่า การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายคลาด ตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย ต่อมานายคลาดได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองตั้งแต่ปี 2523 และเมื่อปี 2538 ได้ว่าจ้างให้นายสุรพลเข้าไปถมที่ดินพิพาท แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำสถิตย์การก่อสร้างพิปูนจะได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ตามสำเนาหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ส่วนการที่จำเลยที่ 1 เพิ่งมาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในภายหลังก็เพียงเพื่อให้การโอนที่ดินพิพาทมีชื่อผู้เป็นเจ้าของถูกต้องตามทะเบียน นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เกิดจากการฉ้อฉลอันเป็นการทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายสถิตย์ ศรีเปาระยะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8993/2550
#412145
เปิดฉบับเต็ม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า "กีดกั้น" ว่า ขัดขวางไว้ การที่ผู้เสียหายใช้โซ่คล้องยึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์ จึงเป็นการขัดขวางไม่ให้มีการนำกล้องวิดีโอของกลางไปอันมีลักษณะเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองกล้องวิดีโอของกลางเหมือนเช่นรั้ว หรือลูกกรงหน้าต่าง ประตูบ้าน การที่จำเลยตัดโซ่คล้องที่ยึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์จนขาดออกแล้วลักกล้องวิดีโอของกลางไปจึงเป็นการลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยตัดโซ่คล้องที่ยึดกล้องวิดีโอกับตู้โชว์จนขาดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แล้วลักกล้องวิดีโอ 1 เครื่อง ของบริษัทเอก - ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้เสียหายไป เหตุเกิดที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้กล้องวิดีโอดังกล่าวและเสื้อยืด 1 ตัว ที่จำเลยใช้กระทำความผิดคลุมกล้องวิดีโอเป็นของกลาง กล้องวิดีโอของกลางผู้เสียหายได้รับคืนแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเสื้อยึดของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยตัดโซ่คล้องที่ยึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์จนขาดออกแล้วลักกล้องวิดีโอของกลางไป เห็นว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า "กีดกั้น" ว่า ขัดขวางไว้ ดังนั้นการที่ผู้เสียหายใช้โซ่คล้องยึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์ จึงเป็นการขัดขวางไม่ให้มีการนำกล้องวิดีโอของกลางไปอันมีลักษณะเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองกล้องวิดีโอของกลางเหมือนเช่นรั้วหรือลูกกรงหน้าต่าง ประตูบ้าน การที่จำเลยตัดโซ่คล้องที่ยึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์จนขาดออกแล้วลักกล้องวิดีโอของกลางไปจึงเป็นการลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายกันตพล วิเศษสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8988/2550
#410587
เปิดฉบับเต็ม

ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วที่ใช้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 หมายความถึงค่ารายปีของปีก่อนถัดจากปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำลังประเมิน ดังนั้น การประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนพิพาทที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เพื่อคำนวณภาษีซึ่งต้องชำระประจำปีภาษี 2547 จึงต้องนำค่ารายปีของปี 2545 ที่มีการชำระค่าภาษีประจำปีภาษี 2546 มาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษี

ปัญหาว่าใบแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้ไว้ในชั้นชี้สองสถานและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน โดยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดที่พิพาทไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปจำนวน 1,008,373.82 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่เกิน 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ประจำปีภาษี 2547 เท่ากับจำนวนของปีภาษี 2546 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นอัตราที่จำเลยที่ 1 ใช้กับอาคารที่มีลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเอง และต้องเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะตามข้อ 1 กล่าวคือจะต้องเป็นอาคารเพื่อเป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล แต่อาคารของโจทก์ในคดีนี้มีลักษณะที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล จึงไม่อาจนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาใช้กับอาคารของโจทก์ได้ นอกจากนี้บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติที่จำเลยที่ 1 วางเป็นแนวทางเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติไปในทางเดียวกัน บันทึกข้อความดังกล่าวก็มิใช่กฎหมาย แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ทำให้การประเมินต้องเสียไปหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งเมื่อได้คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินคืออาคารของโจทก์แล้ว โจทก์ใช้อาคารพิพาทดำเนินกิจการเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่ประชาชนทั่วไป โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์มากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล หากนำอาคารทั้งสองชนิดออกให้เช่าแล้ว อาคารของโจทก์ที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้าย่อมจะได้รับค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล ดังนั้นค่ารายปีของอาคารของโจทก์ย่อมต้องสูงกว่าค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคล การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดอัตราค่ารายปีสำหรับอาคารของโจทก์สูงกว่าอัตราค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ได้กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางใว้ตามบันทึกที่โจทก์กล่าวอ้างแล้วนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว และอัตราค่ารายปีที่กำหนดเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีดังกล่าวก็เป็นอัตราค่ารายปีเดียวกับที่กำหนดใช้คำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีที่ล่วงมาแล้วคือปีภาษี 2546 ซึ่งโจทก์พอใจการประเมิน มิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และได้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินนั้นแล้ว การประเมินดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการประเมินโดยใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาเป็นหลักในการคำนวณที่ต้องชำระตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยอย่างไรที่จะทำให้ค่ารายปีสำหรับโรงเรือนของโจทก์ในปีภาษีพิพาทแตกต่างหรือลดลงจากค่ารายปีของปีภาษีที่ล่วงมา ดังนั้นการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณภาษี และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นชี้สองสถานเมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดไม่ได้แจ้งข้ออ้างหรือเหตุผลใด ๆ ในการพิจารณาหรือไม่ โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งไว้ และยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าใบแจ้งคำชี้ขาดที่พิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2550
#412323
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 20 และมาตรา 120 มิได้มีข้อความตอนใดที่ระบุเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบ หรือระบุว่าหน้าที่นำสืบตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลย ฉะนั้นเรื่องหน้าที่นำสืบและการวินิจฉัยพยานหลักฐานย่อมเป็นไปตามหลักที่ใช้ทั่วไปแก่คดีอาญาทั้งปวง คือโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังโดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

จำเลยที่ 1 วางแผนการฟ้องคดีเพื่อให้มีการยึดทรัพย์รถยนต์ของกลางซึ่งนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียอากรออกขายทอดตลาด แล้วจำเลยที่ 1 เข้าสู้ราคาแต่เพียงผู้เดียว เมื่อประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดได้ ก็นำไปจดทะเบียนเพื่อให้ได้ทะเบียนรถยนต์ใหม่แล้วนำไปขายต่อ ถือได้ว่าเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2524 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2524 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีผู้ลักลอบนำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรน่า หมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 หมายเลขตัวถัง ที ที 132-915207 จำนวน 1 คัน ราคา 221,655 บาท ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดและผลิตในต่างประเทศและเป็นของต้องจำกัดในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการขับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยผ่านชายแดนแห่งใดไม่ปรากฏชัดแล้วนำมาใช้ในเขตจังหวัดขอนแก่น กรุงเทพมหานคร และจังหวัดมหาสารคาม ตามลำดับ โดยมิได้รับอนุญาตให้นำเข้า โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียเป็นเงิน 292,510 บาท เมื่อรวมกับราคารถแล้วเป็นเงินจำนวน 514,165 บาท หลังจากนั้นระหว่างกลางปี 2533 วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 มีผู้พบเห็นจำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2533 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งจ่าศาลจังหวัดมหาสารคาม มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานธุรการของศาลชั้นต้น มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารและเสนอเอกสารต่างๆ ที่มีถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคามเพื่อสั่งการทำหนังสือที่ ยธ 0200.410/2954 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2533 ไปถึงขนส่งจังหวัดมหาสารคามเพื่อขอแก้ไขหมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์ซึ่งมีการบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามดำเนินการจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อรถยนต์จากการขายทอดตลาด จากหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5187893 เป็นหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 ซึ่งเป็นหมายเลขเครื่องยนต์ของรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว เพื่อให้ขนส่งจังหวัดมหาสารคาม เชื่อว่ารถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ 3 ที 5167893 เป็นรถยนต์ที่นำเข้าโดยถูกต้องและเป็นรถยนต์คันเดียวกันกับรถยนต์ที่ศาลมีคำสั่งนำออกขายทอดตลาด อันเป็นการรับรองเป็นพยานหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันอันเท็จ ทำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามหลงเชื่อว่าเป็นความจริงและรับจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับเปลี่ยนทะเบียนเป็นหมายเลขทะเบียน ก - 1093 มหาสารคาม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามและศาลชั้นต้นได้รับความเสียหาย ทั้งนี้โดยระหว่างวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวข้างต้นจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันลักลอบนำพารถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรโดยเจตนาฉ้อภาษีศุลกากรของรัฐบาล หรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 จำเลยทั้งสองร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และข้อจำกัด เหตุทั้งหมดเกิดที่ทุกท้องที่ ตำบล อำเภอ จังหวัดชายแดนแห่งราชอาณาจักรและตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามเกี่ยวพันกัน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2536 เจ้าพนักงานยึดได้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 157, 162 (4) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ริบรถยนต์ของกลางและนับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1744/2536 ของศาลชั้นต้น (ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2245/2544 ของศาลชั้นต้น)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารซึ่งรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จกับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ให้นับโทษของจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2245/2544 ของศาลชั้นต้นและริบรถยนต์ของกลาง ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายจึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีการับฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายไสวเรื่องผิดสัญญากู้ยืมที่ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ปรากฏว่านายไสวชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นจ่าศาลชั้นต้นเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 ไปยึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า โคโรน่าลิฟต์แบค หมายเลขตัวถัง ทีที 132-915207 หมายเลขเครื่อง 3 ที 5187893 ไม่มีหมายเลขทะเบียนที่อู่รถยนต์ของนายไสว นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ประกาศขายทอดตลาด ในวันขายทอดตลาดคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2533 จำเลยที่ 1 เข้าสู้ราคาเพียงผู้เดียวให้ราคา 73,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงขนส่งจังหวัดมหาสารคามให้ดำเนินการจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 26 กรกฎาคม 2533 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงขนส่งจังหวัดมหาสารคามว่าเกิดการผิดพลาดในการพิมพ์เลขเครื่องยนต์ ซึ่งเลขเครื่องยนต์คือ 3 ที 5167893 ขนส่งจังหวัดมหาสารคามจึงจัดทำทะเบียนรถขึ้นใหม่คือหมายเลข ก - 1093 มหาสารคาม สำหรับรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปขายให้แก่นายสมพงศ์ในราคาเพียง 250,000 บาท หลังจากนายสมพงศ์ใช้รถคันดังกล่าวมานาน 2 ปีเศษ ได้ทราบข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่ามีกลุ่มบุคคลค้าขายรถยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีศุลกากรโดยใช้วิธีฟ้องคดีให้มีการยึดทรัพย์แล้วนำออกขายทอดตลาด นายสมพงศ์เชื่อว่ารถยนต์คันที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ได้มาจากการกระทำดังกล่าวด้วย จึงนำรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งเป็นของกลางในคดีนี้ไปส่งมอบให้แก่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองมหาสารคามเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2536 และร้องทุกข์ว่าถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อโกง ภริยาจำเลยที่ 1 คืนเงินให้แก่นายสมพงศ์เป็นเงิน 125,000 บาท ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 อธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนกรณีมีกลุ่มคนร้ายนำรถยนต์ซึ่งไม่มีหมายเลขทะเบียนไปขอจดทะเบียนกับสำนักงานขนส่งจังหวัดต่างๆ โดยปลอมคำสั่งศาลจังหวัดมหาสารคามว่าซื้อรถยนต์มาจากการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดมหาสารคาม และเมื่อได้จดทะเบียนรถยนต์ใหม่แล้วจะนำออกขายต่อ ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.3 พนักงานสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนแล้วมีหนังสือตามเอกสารหมาย ป.จ.17 ขอถอนทะเบียนรถยนต์ของกลาง และสำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามประกาศยกเลิกทะเบียนรถยนต์ของกลางแล้วตามเอกสารหมาย ป.จ.19 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันนำรถยนต์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และในส่วนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 2 จึงระงับไป ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า กรณีมีข้อสันนิษฐานของกฎหมายเรื่องหน้าที่นำสืบว่าตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรเป็นกฎหมายเฉพาะ ซึ่งระบุไว้ว่าถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดได้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 20 และ 120 ก็เป็นความผิด หน้าที่นำสืบพยานเพื่อหักล้างข้อสงสัยอยู่ที่จำเลย มิใช่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำสืบว่ารถยนต์ของกลางนี้ได้มีการนำเข้าและเสียภาษีโดยถูกต้องครบถ้วนจึงไม่มีความผิดนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาคือพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ถ้าพบผู้ใดกำลังกระทำผิด หรือพยายามจะกระทำผิด หรือใช้หรือช่วยหรือยุยงให้ผู้อื่นกระทำผิดต่อบทพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจับผู้นั้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ และนำส่งยังสถานีตำรวจพร้อมด้วยของกลางที่เกี่ยวกับการกระทำผิดหรือพยายามจะกระทำผิด เพื่อจัดการตามกฎหมาย และถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดได้กระทำผิดพระราชบัญญัตินี้ก็ดีหรือมีสิ่งของไปกับตัวอันเป็นของที่เกี่ยวกับการกระทำผิดมาแล้ว หรืออาจได้กระทำผิดขึ้นก็ดีพนักงานเจ้าหน้าที่อาจจับผู้นั้นส่งไปจัดการโดยทำนองเดียวกัน แต่ถ้าบุคคลที่ถูกจับนั้นอยู่ใต้อำนาจศาลกงสุลต่างประเทศให้ส่งต่อไปยังกงสุลของผู้นั้นโดยไม่เนิ่นช้า" และมาตรา 120 บัญญัติว่า "เมื่อใดบทพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับบทกฎหมาย พระราชบัญญัติหรือประกาศอื่นที่ใช้อยู่ ณ บัดนี้ ท่านว่าในเรื่องอันเกี่ยวแก่ศุลกากรนั้น ให้ยกเอาบทพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับ และกฎหมาย พระราชบัญญัติหรือประกาศใดซึ่งจะได้ให้ใช้ภายหน้านั้นมิให้ถือว่าเพิกถอน จำกัด เปลี่ยนแปลง หรือถอนไปเสียซึ่งอำนาจและบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เว้นไว้แต่ในกฎหมาย พระราชบัญญัติหรือประกาศใหม่นั้นจะแสดงไว้โดยชัดแจ้งว่ามีความประสงค์ให้เป็นไปเช่นนั้น" จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว หาได้มีข้อความตอนใดที่ระบุเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบ หรือระบุว่าหน้าที่นำสืบตกอยู่แก่ฝ่ายจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฉะนั้นเรื่องหน้าที่นำสืบและการวินิจฉัยพยานหลักฐานย่อมเป็นไปตามหลักที่ใช้ทั่วไปแก่คดีอาญาทั้งปวง คือโจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังโดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 27 ทวิ แห่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัดมีความผิดต้องระวางโทษ..." และโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียเป็นเงิน 268,228 บาท และโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า รถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่ผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทอุดมศักดิ์ พันตำรวจเอกพิรุณ พันตำรวจโทศักดาเป็นพยานเบิกความยืนยัน พยานทั้งสามได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดีกรมตำรวจให้เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนกรณีมีกลุ่มคนร้ายนำรถยนต์ซึ่งไม่มีทะเบียนไปขอจดทะเบียนกับสำนักงานขนส่งจังหวัดต่างๆ โดยปลอมเอกสารและคำสั่งศาลจังหวัดมหาสารคามว่าได้ซื้อรถมาจากการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดมหาสารคาม เมื่อได้จดทะเบียนรถยนต์แล้วก็จะนำออกขายต่อ พันตำรวจโทอุดมศักดิ์สืบสวนทราบว่าการนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรมีได้ 2 กรณี คือ กรณีที่หนึ่ง ตัวแทนหรือบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักร กรณีที่สอง บุคคลนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรด้วยตนเอง จะต้องขออนุญาตฝ่ายกองการสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พันตำรวจเอกพิรุณจึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 สอบถามไปยังบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่านำรถยนต์ของกลางเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ โดยระบุหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังไปด้วย บริษัทดังกล่าวมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5 ตอบว่าไม่ปรากฏหลักฐานการสั่งรถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายแต่ประการใด พันตำรวจเอกพิรุณมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 สอบถามไปยังผู้อำนวยการกองการสินค้าทั่วไป 2 กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ว่า มีผู้ใดขออนุญาตนำเข้ารถยนต์ของกลางผ่านกรมการค้าต่างประเทศหรือไม่ ได้รับหนังสือตอบตามเอกสารหมาย จ.8 ว่า ไม่พบว่ามีการขอนุญาตนำเข้ารถยนต์ของกลางจากกรมการค้าต่างประเทศ นอกจากนี้พันตำรวจเอกพิรุณตรวจสอบเรื่องรถยนต์ที่ถูกแจ้งหายปรากฏว่าไม่มีการแจ้งหายของรถยนต์ของกลางตามเอกสารมาย ป.จ.4 ถึง ป.จ.7 และได้ส่งรถยนต์ของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองวิทยาการพิสูจน์หลักฐานภาค 2 ได้รับแจ้งผลการตรวจตามเอกสารหมาย ป.จ.9 และ ป.จ.10 ว่าไม่พบการขูดลบแก้ไขที่บริเวณเลขหมายประจำเครื่องยนต์ และเลขหมายประจำตัวถังของรถยนต์ทั้งนายสมพงศ์เป็นพยานเบิกความว่า รถยนต์ของกลางประกอบจากต่างประเทศ นายสมพงศ์จึงอยากได้และต้องการซื้อ เมื่อรถยนต์ของกลางประกอบจากต่างประเทศ แต่ไม่มีหลักฐานว่าถูกขโมยมา ไม่มีหลักฐานการนำเข้าจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือจากกรมการค้าต่างประเทศ มีเลขหมายประจำเครื่องยนต์และเลขหมายประจำตัวถังรถยนต์ถูกต้อง แต่ไม่มีทะเบียนรถยนต์และไม่มีหลักฐานการเสียภาษีใดๆ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า รถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่ผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียหรือโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายประวิทย์เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อประมาณปี 2533 พยานเป็นทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องนายไสวเป็นคดีแพ่งที่ศาลชั้นต้นให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.10 จำนวนเงินกู้ 80,000 บาท นายไสวไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความ พยานจึงแนะนำให้นายไสวไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความ พยานจึงแนะนำให้นายไสวไปติดต่อกับนายณรงค์ทนายความอีกคนหนึ่งเพื่อแต่งตั้งให้เป็นทนายความ นายไสวแต่งตั้งนายณรงค์ให้เป็นทนายความให้ หลังจากนั้นคู่ความตกลงกันได้ พยานจึงยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีตกลงกันได้แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.11 ขอให้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.12 หลังจากนั้นนายไสวไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ พยานจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี พยานนำจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปยึดรถยนต์ที่อู่รถของนายไสว ตามบันทึกการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.16 นายณรงค์เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2533 พยานได้รับโทรศัพท์จากนายประวิทย์ว่านายประวิทย์เป็นทนายโจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรื่องเงินกู้ คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จะให้ฝ่ายจำเลยมาติดต่อกับพยานเพื่อแต่งตั้งเป็นทนายฝ่ายจำเลยเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์ในคดีดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 ฝ่ายจำเลยคือนายไสว พยานตกลงเป็นทนายความให้และให้นายไสวลงชื่อในใบแต่งทนายความ หลังจากนั้นพยานเดินทางไปที่สำนักงานของนายประวิทย์ เมื่อนายประวิทย์พิมพ์สัญญาประนีประนอมยอมความเสร็จแล้วจึงพากันไปที่ศาลชั้นต้นเพื่อยื่นคำแถลงขอให้ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วพยานไม่ได้เกี่ยวข้องอีก ส่วนนายไสวเป็นพยานเบิกความว่าพยานไม่ทราบว่าเคยถูกฟ้องที่ศาลชั้นต้นเรื่องกู้ยืมเงิน ไม่เคยเห็นสำเนาคำฟ้องตามเอกสารหมาย จ.9 ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.10 ไม่ใช่ลายมือชื่อของพยาน พยานรู้จักจำเลยที่ 1 และเคยกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาทเศษ และผ่อนชำระหนี้มาโดยตลอด บางครั้งจำเลยที่ 1 ก็นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ของพยานและหักหนี้ค่าซ่อมกัน ต่อมามีเจ้าหน้าที่นำหมายบังคับคดีจากศาลชั้นต้นไปแจ้งแก่พยานว่าจะยึดทรัพย์พยาน ต่อมาอีก 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ลิฟต์แบค ไปจอดที่อู่รถของพยานและแจ้งแก่พยานว่า จะมีเจ้าหน้าที่ศาลไปยึดรถยนต์คันดังกล่าว นายไสวโต้แย้งว่าทำไมมาจอดที่นี่ จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ทำตามกฎหมายทุกอย่าง พยานจึงยอมให้จอดเนื่องจากเกรงใจกัน ต่อมาในตอนเย็นจำเลยที่ 1 ก็นำจำเลยที่ 2 ไปยึดรถยนต์ของกลางโดยพยานไม่ได้ลงชื่อในเอกสารใดๆ ต่อมาอีก 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์คันดังกล่าวไป ครั้นเมื่อมีการขายทอดตลาดข้อเท็จจริงก็ยุติแล้วว่ามีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าสู้ราคาแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้ขายให้แก่จำเลยที่ 1 นายสนอง ดาบตำรวจพิพัฒน์และนายสมเกียรติเจ้าหน้าที่ในสำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคามเป็นพยานเบิกความยืนยันในทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 ไปยื่นเรื่องขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางโดยแจ้งว่าประมูลซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น เมื่อมีการตรวจสภาพรถและหนังสือยืนยันหมายเลขเครื่องยนต์ของจำเลยที่ 2 แล้ว จึงออกทะเบียนรถยนต์หมายเลข ก - 1093 มหาสารคาม ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำไปขายให้แก่นายสมพงศ์ ซึ่งพยานแต่ละคนดังกล่าวต่างก็เบิกความถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามส่วนที่รู้เห็น ทั้งพยานแต่ละคนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งนายประวิทย์ให้เป็นทนายความฟ้องคดีเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ตามสำเนาฟ้องเอกสารหมาย จ.9 ถึงวันที่ขายทอดตลาดเสร็จสิ้นคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2533 ตามรายงานของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.21 ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน โดยนายไสวไม่ได้รู้เห็นเรื่องที่ถูกฟ้อง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 วางแผนการฟ้องคดีเพื่อให้มีการฟ้องคดีเพื่อให้มีการยึดทรัพย์รถยนต์ของกลางซึ่งนำเข้ามาในราชอาณาจักโดยมิได้เสียอากรออกขายทอดตลาด แล้วจำเลยที่ 1 เข้าสู่ราคาแต่เพียงผู้เดียวเมื่อประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดได้ ก็นำไปจดทะเบียนเพื่อให้ได้ทะเบียนรถยนต์ใหม่แล้วนำไปขายต่อให้แก่นายสมพงศ์ การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องหรือโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 20 ม. 27 ทวิ ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสมชายหรือติ๊ สุขสมรูป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8971/2550
#420255
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ซึ่งบทมาตราดังกล่าวแม้จะให้ศาลมีอำนาจที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 8525/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ด้วย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนอีก 600 เม็ด ไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 25 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8525/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (เดิม) ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 20 กรัม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรก 33 ปี 4 เดือน กระทงที่สอง 10 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 43 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงแรก 25 ปี กระทงที่สอง 7 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 32 ปี 6 เดือน สำหรับโทษและกำหนดโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีพันตำรวจโทชูเกียรติและจ่าสิบตำรวจณัฐพลเป็นประจักษ์พยานต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากจับจำเลยที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10,000 เม็ด แล้ว พันตำรวจโทชูเกียรติสอบถามจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 บอกว่าจำเลยที่ 1 ให้นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาส่ง จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้าน (เกิดเหตุ) พันตำรวจโทชูเกียรติขอให้จำเลยที่ 2 พาไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกลง พันตำรวจโทชูเกียรติใช้โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดที่รออยู่ที่สนามกีฬาการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามไปสมทบที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อพยานทั้งสองกับพวกและจำเลยที่ 2 ไปถึงบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ด้วยกัน จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้า 3 ถุง พันด้วยเทปสีดำแปะไว้ที่ด้านหลังโต๊ะเครื่องแป้งภายในบ้าน จำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดมาขายให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่านำเมทแอมเฟตามีนมาจากชายไม่ทราบชื่อซึ่งพักอยู่บริเวณย่านลาดพร้าว พันตำรวจโทชูเกียรติแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ พยานทั้งสองกับพวกนำจำเลยทั้งสามไปที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ทำบันทึกการจับกุมให้จำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อ จำเลยทั้งสามยังได้เขียนบันทึกคำรับสารภาพให้พันตำรวจโทชูเกียรติไว้ กับโจทก์มีร้อยตำรวจโทกฤษดาและร้อยตำรวจโทฐานิสรพนักงานสอบสวนต่างเบิกความยืนยันว่าในชั้นสอบสวนพยานทั้งสองแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจของตนเอง เห็นว่า พันตำรวจโทชูเกียรติ จ่าสิบตำรวจณัฐพล ร้อยตำรวจโทกฤษดา และร้อยตำรวจโทฐานิสร ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไปตามความจริง และโจทก์ยังมีบันทึกการจับกุม บัญชีของกลางคดีอาญา บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ภาพถ่าย และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (ของจำเลยที่ 2 และที่ 3) เป็นพยานสนับสนุนโดยเฉพาะบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ก็มีข้อความระบุทำนองว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากหญิงคนหนึ่งขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 5 มัด (10,000 เม็ด) จำเลยที่ 1 ตกลงขายให้ในราคามัดละ 53,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ไปส่งให้แก่ผู้ซื้อที่บริเวณคลองเตยล็อก 1 จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบด้วยว่าจะให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที จำเลยที่ 3 เดินทางมาที่บ้านจำเลยที่ 1 เพื่อรอรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ต่อมาอีกประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 3 ถุง ในห้องของบุตรสาวของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปวางไว้ด้วย ทำให้คำเบิกความของพยานทั้งสี่คนของโจทก์ดังกล่าวน่าเชื่อถือและควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 เองก็ยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับด้วยว่าในวันเกิดเหตุที่ถูกจับกุมนั้น จำเลยที่ 2 ได้ยืนยันต่อหน้าจำเลยที่ 1 ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 1 และเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 600 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าค้นพบที่โต๊ะเครื่องแป้งในบ้านจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม กับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีสารบริสุทธิ์เกินกว่า 375 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 20 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมและดำเนินคดีนายสุภาพซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ได้ ขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 นั้น มีหนังสือของพันตำรวจเอกบุญเลิศ ผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวน 1 กองบังคับการสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และหนังสือของพันตำรวจเอกทวี รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่างระบุยืนยันทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เคยให้ความช่วยเหลือแก่ราชการในการปราบปรามจับกุมนายสุภาพผู้ค้ายาเสพติดใหโทษรายใหญ่ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจริง ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ซึ่งบทมาตราดังกล่าวแม้จะให้ศาลมีอำนาจที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมาก ทั้งศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษและลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้แต่อย่างใด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุชาติ ปานทะโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ