คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8615/2550
#416667
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาล โดยประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราถูกฟ้องคดีอาญา จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส่วนคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตาม ป.อ. จึงต้องใช้อายุความทางอาญาซึ่งยาวกว่ามาบังคับ ซึ่งตามบทมาตราที่จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดอาญานั้น มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อคดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยได้อาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองว่ากระทำความผิดอาญาข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์คำร้อง ทำนองเพลง "พื้นเมืองอีสาน" และ "คนหลังยังคอย" โดยประสงค์ที่จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นมูลละเมิดภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองทราบมูลเหตุตามฟ้องข้ออ้างว่าจำเลยทำละเมิดคดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม จำเลยร่วมลงทุนกับนักประพันธ์เพลงโดยการสร้างสรรค์เพลง "พื้นเมืองอีสาน" และ "คนหลังยังคอย" ต่อมานักประพันธ์ได้โอนลิขสิทธิ์เพลงทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือสิทธิ์เพียงผู้เดียว โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มมาตรา 175 โดยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์คำร้องทำนองเพลง "พื้นเมืองอีสาน" และ "คนหลังยังคอย" โดยประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองรับโทษทางอาญา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราะถูกฟ้องคดีอาญา คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส่วนคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องใช้อายุความทางอาญาซึ่งยาวกว่ามาบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ซึ่งตามบทมาตราที่จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดอาญานั้น มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมายที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้คืนแก่โจทกทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคสอง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรสวีดีโอ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายประเสริฐ หวังสันติพร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8612/2550
#415809
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จะให้สิทธิผู้รับประกันภัยบอกล้างโมฆียะกรรมได้แต่สัญญาประกันชีวิตเป็นนิติกรรมสองฝ่าย การบอกล้างโมฆียะกรรมต้องแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดได้แน่นอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 178 เมื่อจำเลยต้องการบอกล้างโมฆียะกรรมสัญญาประกันชีวิตย่อมต้องแสดงเจตนาแก่โจทก์ทั้งสามผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นคู่กรณีอีกฝ่าย มิใช่เพียงแสดงหลักฐานฝ่ายเดียวว่าตนได้ใช้สิทธิบอกล้างแล้ว การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๙ คดีนี้จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปถึงโจทก์ทั้งสามที่จังหวัดพิจิตรทางไปรษณีย์ อันเป็นการแสดงเจตนาแก่บุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง การบอกล้างโมฆียะกรรมย่อมมีผลนับแต่เวลาที่หนังสือไปถึงโจทก์ทั้งสาม เมื่อนับจากวันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่การแสดงเจตนาบอกล้างโมฆียะกรรมมีผลในวันที่ 7 หรือ 8 กันยายน 2540 จึงพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น การบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 502,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 392,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยทราบมูลเหตุที่จะบอกล้างนิติกรรมได้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 จำเลยส่งหนังสือแจ้งบอกล้างนิติกรรมมีตราประทับของไปรษณีย์กลาง ลงวันที่ 4 กันยายน 2540 หนังสือบอกล้างนิติกรรมส่งถึงที่ทำการไปรษณีย์โพทะเล จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2540 และโจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 หรือ 8 กันยายน 2540 ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยบอกล้างนิติกรรมภายในกำหนด 1 เดือน ตามกฎหมายแล้วหรือไม่ หากจำเลยต้องรับผิดขอให้ศาลวินิจฉัยค่าเสียหายให้ตามข้อตกลงในสัญญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 347,700 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญนาค โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับนายบุญนาค โจทก์ที่ 3 เป็นมารดาของนายบุญนาค เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 นายบุญนาคได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับจำเลย โดยจำเลยสัญญาว่าหากนายบุญนาคเจ็บป่วยและถึงแก่ความตายภายในกำหนดเวลาจำเลยจะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์เป็นเงิน 300,000 บาท และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์อันพึงได้รับจากการรักษาในโรงพยาบาลและสัญญาเพิ่มเติมค่าชดเชยรายวันสำหรับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2540 นายบุญนาคถึงแก่ความตายด้วยโรคไวรัสขึ้นสมองก่อนตายนายบุญนาคเข้ารักษาที่โรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 17 วัน โจทก์ทั้งสามยื่นคำขอรับประโยชน์ จำเลยได้รับทราบแล้ว จำเลยปฏิเสธการชำระเงินโดยให้เหตุผลว่า นายบุญนาคเคยป่วยเป็นโรคเบาหวานและเคยได้รับการรักษาโรคเบาหวานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 ก่อนนายบุญนาคยื่นใบคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลยตามเวชทะเบียน โดยนายบุญนาคไม่แจ้งให้จำเลยทราบและจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 จำเลยได้มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมลงวันที่ 21 สิงหาคม 2540 โจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 7 หรือ 8 กันยายน 2540 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้ใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะให้สิทธิผู้รับประกันภัยบอกล้างโมฆียะกรรมได้ แต่สัญญาประกันชีวิตเป็นนิติกรรมสองฝ่ายการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มี ตัวกำหนดได้แน่นอนตามมาตรา 178 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นนี้เมื่อจำเลยต้องการบอกล้างโมฆียะกรรมสัญญาประกันชีวิต ย่อมต้องแสดงเจตนาแก่โจทก์ทั้งสามให้ทราบมิใช่เพียงแสดงหลักฐานฝ่ายเดียวว่าตนได้ใช้สิทธิบอกล้างแล้วดังที่จำเลยฎีกา และการแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา ตามมาตรา 169 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และคดีนี้จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปถึงโจทก์ทั้งสามที่จังหวัดพิจิตรทางไปรษณีย์อันเป็นการแสดงเจตนาแก่บุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง การบอกล้างโมฆียะกรรมย่อมมีผลนับแต่เวลาที่หนังสือไปถึงโจทก์ทั้งสามผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนี้ หนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมย่อมมีผลนับแต่วันที่ 7 หรือ 8 กันยายน 2540 ที่โจทก์ทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าว และนับจากวันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้วันที่ 6 สิงหาคม 2540 จึงพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ การบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไม่ชอบ จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์ทั้งสามตามสัญญาประกันชีวิต และสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลจำนวน 47,700 บาท เนื่องจากเป็นการรักษาพยาบาลที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเจ็บป่วยที่เป็นมาก่อน นายบุญนาคทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงโดยไม่ติดใจสืบพยานและขอให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 1 เดือน ตามกฎหมายหรือไม่ หากจำเลยต้องรับผิดให้วินิจฉัยค่าเสียหายให้ตามข้อตกลงในสัญญา ดังนั้น เมื่อได้ความว่าก่อนตายนายบุญนาคได้เข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่นและถึงแก่ความตายด้วยโรคไวรัสขึ้นสมอง จำเลยไม่ได้นำสืบว่านายบุญนาคเป็นโรคดังกล่าวมาก่อนทำสัญญาประกันชีวิต จึงไม่ใช่โรคเรื้อรังที่เป็นมาก่อนทำสัญญาประกันชีวิตและยังไม่ได้ดำเนินการรักษาให้หายขาดตามข้อยกเว้นการรับผิดจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์อันพึงได้รับจากการรักษาในโรงพยาบาลและศัลยกรรม และสัญญาเพิ่มเติมค่าชดเชยรายวันสำหรับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 178 ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออง จุลพันธ์ กับพวก
บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล
จำเลย — แอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8598/2550
#410752
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นข้อเท็จจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจมีกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ ท. และ ส. ฟ้องคดีนี้ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้งหมดและเป็นเสียงข้างมาก การวินิจฉัยชี้ขาดให้ฟ้องคดีถือว่าชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านโจทก์ เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านต้องมอบอำนาจให้ครบทั้ง 9 คน ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนคำเบิกความของ ท. และ ส. ที่ว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ก็ไม่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการเบิกความรวมถึงตัว ท. และ ส. ผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นกรรมการด้วย เมื่อ ท. และ ส. เบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้านั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งห้ากระทำการทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ไปหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 484,728.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 517,409.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,728.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว สำหรับปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่โจทก์อุทธรณ์นั้นในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายทองดี ปิงใจ และนายเสาร์แก้ว สายวงค์ปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ซึ่งมีจำนวน 9 คน ก่อนทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีกรรมการลาออก 2 คน ที่ประชุมได้เลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทน แต่โจทก์มิได้ส่งบันทึกการประชุมเลือกคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ การประชุมเลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทนกรรมการที่ลาออก และมติที่ประชุมเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วก็ขัดแย้งกับคำฟ้องที่ระบุว่าคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน เป็นผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็โดยวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวซึ่งเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจมีกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้งหมดและเป็นเสียงข้างมาก การวินิจฉัยชี้ขาดให้ฟ้องคดีถือว่าชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านโจทก์ เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านต้องมอบอำนาจให้ครบทั้ง 9 คน ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วที่ว่า ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ก็ไม่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการเบิกความรวมถึงตัวนายทองดีและนายเสาร์แก้วผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นกรรมการด้วย เมื่อนายทองดีและนายเสาร์แก้วเบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้า นั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กองทุนหมู่บ้านลำปางกลาง
โจทก์ — ฝั่งตะวันออก
จำเลย — นายประไพ ทิวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8593/2550
#416377
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีสินค้าสำหรับเรือเป็นเอกสารที่ พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ มาตรา 51 กำหนดให้นายเรือหรือตัวแทนเรือต้องจัดทำขึ้นโดยมีรายละเอียดของสินค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อสินค้าขาออกและยื่นต่อศุลกสถานภายใน 6 วันเต็มนับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออก จึงเป็นเอกสารที่สามารถนำมาสืบได้ว่าผู้ยื่นใบขนส่งสินค้าขาออกส่งสินค้าไปต่างประเทศตามใบขนส่งสินค้าขาออกจริงหรือไม่ แต่การรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 93 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 17 เมื่อบัญชีสินค้าสำหรับเรือที่โจทก์นำสืบในคดีนี้เป็นสำเนาเอกสาร และจำเลยก็ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบว่าสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือที่โจทก์ใช้อ้างอิงต่อศาลภาษีอากรกลางทั้งหมดไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ยอมรับว่าสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือดังกล่าวถูกต้อง และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับบัญชีสินค้าสำหรับเรือมาได้โดยประการอื่น ทั้งผู้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาเอกสารไม่ปรากฏว่าเป็นหัวหน้ากรม กอง แผนก หรือผู้รักษาการแทนตำแหน่งดังกล่าวของโจทก์ที่มีหน้าที่ดูแลเอกสารหรือรับรองความถูกต้องของเอกสารสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหรือชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 146,001.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 109,500.86 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 255,502.02 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 146.001.16 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 146,001.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนดที่โจทก์ทวงถามคือวันที่ 4 มีนาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และวันที่ 1 มีนาคม 2538 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิพิธ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก 2 ชุดคำขอ โดยแนบใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมน้ำเงิน 7 ฉบับ ประกอบการยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์พร้อมกับแสดงความประสงค์ขอโอนสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีเป็นเงินรวม 969,814.81 บาท พร้อมกันนี้ จำเลยได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวโดยตกลงว่า หากเกิดการทุจริตในการยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยและจำเลยได้นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระภาษีแล้วเป็นเงิน 146,001.16 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิพิธ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต ได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกที่พิพาทออกไปนอกราชอาณาจักรหรือไม่ เห็นว่า บัญชีสินค้าสำหรับเรือเป็นเอกสารที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 51 กำหนดให้นายเรือหรือตัวแทนต้องจัดทำขึ้นโดยมีรายละเอียดของสินค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อสินค้าขาออกของโจทก์นั้นและยื่นต่อศุลกสถานภายใน 6 วันเต็มนับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออกให้จึงเป็นเอกสารที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ว่าผู้ยื่นใบขนสินค้าขาออกส่งสินค้าไปต่างประเทศตามใบขนสินค้าขาออกจริงหรือไม่ แต่การรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ที่ว่า การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่ (๑) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้ (๒) ถ้าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้เพราะสูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาพยานบุคคลมาสืบก็ได้ (๓) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้น จะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตของรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีเสียก่อน อนึ่ง นอกจากศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น สำเนาเอกสาร หรือข้อความที่คัดจากเอกสารเหล่านั้นซึ่งรัฐมนตรีหัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้รับรองถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง ในประเด็นนี้บัญชีสินค้าสำหรับเรือที่โจทก์นำมาสืบในคดีนี้เป็นสำเนาเอกสารและจำเลยได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบว่า สำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือที่โจทก์ใช้อ้างอิงต่อศาลภาษีอากรกลางทั้งหมดไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับก่อนการสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ตกลงยอมรับว่าสำเนาเอกสารบัญชีสินค้าสำหรับเรือดังกล่าวถูกต้อง เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้เพราะสูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับบัญชีสินค้าสำหรับเรือมาได้โดยประการอื่น ทั้งผู้ที่ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าเป็นหัวหน้ากรม กอง แผนกหรือผู้รักษาการแทนตำแหน่งดังกล่าวของโจทก์ที่มีหน้าที่ดูแลเอกสารหรือรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวได้แต่อย่างใด สำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยาน เมื่อโจทก์มีเพียงพยานเบิกความไปตามรายละเอียดที่ปรากฏในสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟังและพยานก็มิใช่ผู้ทำเอกสาร แต่เป็นเพียงผู้ทำการตรวจสอบเอกสารในภายหลัง เพียงคำเบิกความดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่ามีการสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออกทั้ง 7 ฉบับ ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงไม่เพียงพอให้รับฟังว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด พิพิธ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต สำแดงเท็จโดยมิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกที่พิพาทออกไปนอกราชอาณาจักร กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทคอทโก้ เมททอลเวอร์คส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8592/2550
#411315
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะกรณีที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 มิได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติถึงเงื่อนไขในการยื่นคำฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลจังหวัดไว้แล้ว จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 17 ที่จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น แม้มูลคดีนี้จะเกิดที่จังหวัดหนองบัวลำภู แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่สามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดหนองบัวลำภูได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดหนองบัวลำภูขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 14,016.10 บาท แก่โจทก์

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งให้ส่งคำฟ้องไปยังศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ยังเสียค่าขึ้นศาลไม่ครบถ้วน จึงให้โจทก์วางเงินค่าขึ้นศาลอีกจำนวน 887.50 บาท ให้ครบถ้วนแล้วจึงจะมีคำสั่งต่อไป

ต่อมาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งใหม่ว่า โจทก์ฟ้องกรมสรรพากรซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นจำเลย โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง จะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดหนองบัวลำภูไม่ได้ กรณีไม่ต้องตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์สามารถยื่นคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดหนองบัวลำภูได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกรมสรรพากรซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นจำเลย ซึ่งมาตรา 33 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ได้บัญญัติเป็นการเฉพาะไว้แล้วว่า "ในระหว่างที่ศาลภาษีอากรจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ให้ศาลภาษีอากรกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้" โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กล่าวถึงกรณีมูลคดีเกิดเลย ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดหนองบัวลำภู โจทก์จึงไม่สามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดหนองบัวลำภูได้ ส่วนมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์นั้นเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 มิได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติถึงเงื่อนไขในการยื่นคำฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลจังหวัดไว้แล้ว จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 17 ที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 33
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามนิสสันเมืองหนองบัวลำภู จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิระฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587 -ที่ 8591/2550
#273680
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ในวันทำงานปกติช่วงเวลาพักเที่ยงภายในลานจอดรถยนต์ในบริเวณที่ทำการของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ทั้งห้าได้พร้อมอุปกรณ์เล่นการพนัน เมื่อโจทก์ทั้งห้าเล่นไฮโลว์อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. ท้าย พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 แม้จะเล่นนอกเวลาปฏิบัติงาน แต่เล่นภายในบริเวณบริษัทจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ห้ามพนักงานเล่นการพนันภายในบริเวณบริษัทจำเลย และการพนันเป็นสาเหตุแห่งการวิวาทบาดหมาง ชักนำไปสู่การประกอบอาชญากรรมอื่นได้ และมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งห้าสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิมโดยให้นับอายุงานต่อเนื่อง หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 21,445 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 12,858.61 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 8,970.92 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 8,330.76 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 7,410 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 135,444 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 101,515.38 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 56,658.46 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 52,615.20 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 17,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าเพียงประการเดียวว่า โจทก์ทั้งห้าฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ช่วงเวลาพักเที่ยง โจทก์ทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ภายในที่ทำการของจำเลย ซึ่งข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางปรากฏว่าในวันดังกล่าวเป็นวันทำงานตามปกติ สถานที่ที่โจทก์ทั้งห้าร่วมกันเล่นไฮโลว์เป็นลานจอดรถยนต์ภายในบริเวณที่ทำการของจำเลย ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ทั้งห้าได้พร้อมอุปกรณ์เล่นการพนัน ประกอบด้วยจานเชิง 1 ชุด ลูกเต๋า 3 ลูก และเงิน 115 บาท ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งห้าต่อศาลแขวงสมุทรปราการ โจทก์ทั้งห้าให้การรับสารภาพ ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับโจทก์ทั้งห้า คดีถึงที่สุดแล้วเห็นว่า การกระทำของโจทก์ทั้งห้าเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 8 วินัยและโทษทางวินัยข้อย่อยวินัยที่ห้ามปฏิบัติ ข้อ 4 ความว่า "พนักงานต้องไม่เล่นการพนันภายในบริเวณบริษัท" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าเล่นไฮโลว์อันเป็นการพนันตามบัญชี ก. ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 แม้จะเล่นนอกเวลาปฏิบัติงาน แต่เล่นภายในบริเวณบริษัทจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้างต้น และการพนันเป็นสาเหตุแห่งการวิวาทบาดหมาง ชักนำไปสู่การประกอบอาชญากรรมอื่นได้และมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างเพราะลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และเมื่อเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไล่โจทก์ทั้งห้าออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งห้ามีเหตุสมควรให้จำเลยเลิกจ้างได้จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่มีสิทธิขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงานต่อไป จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรกฤษณ์ ช้างโต กับพวก
จำเลย — บริษัทเลนโซ่ เทอร์มินอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2550
#410640
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดันรถจักรยานยนต์ไปชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายนั่งซ้อนมาจนล้มลง เพื่อให้พวกของจำเลยรุมทำร้ายผู้เสียหายจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยและนายมานพหรือเอก วิบูลย์ศิริรักษ์ ซึ่งศาลได้พิพากษาแล้ว กับพวกอีกหลายคนยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธมีด จำนวน 1 เล่ม ติดตัวไปบริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊สั้น ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายจิณณาภัทร สรไกร ผู้เสียหาย โดยใช้อาวุธมีดฟันประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายหลายครั้งบริเวณหลังและแขนจนกระดูกแขนข้างขวาหักและมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหลัง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภายป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกิน 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 371, 91, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเสียด้วย (ที่ถูกข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายมานพ วิบูลย์ศิริรักษ์ กับพวกร่วมกันรุมทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมทำร้ายผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุตอนค่ำผู้เสียหายไปหาคนรักที่หอพักคีรีวงศ์ แล้วมีเรื่องจะชกต่อยกับนายมานพแต่บังเอิญมีเจ้าพนักงานตำรวจมาบริเวณที่เกิดเหตุจึงเลิกรากันไป ต่อมาเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายกับเพื่อนหลายคนขับรถจักรยานยนต์ไปซื้ออาหารที่ตลาด โดยรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายนั่งนั้นมีนายวีระชัย โพธิ์มา เป็นคนขับ ผู้เสียหายนั่งซ้อนตรงกลาง และนายทรงยศ พลกาย นังซ้อนท้ายหลังสุด ระหว่างทางพบนายมานพกับเพื่อนหลายคนขับรถจักรยานยนต์ส่วนทางมาผู้เสียหายบอกให้นายวีระชัยขับรถหนี นายวีระชัยขับรถไปทะทุหนองสมบูรณ์แล้วเลี้ยวซ้ายเลาะหนองสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊สั้น พบจำเลยซึ่งผู้เสียหายไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ทราบชื่อภายหลัง โดยจำเลยนำรถจักรยานยนต์มาจอดขวางแล้วดันรถที่จอดอยู่เข้ามาพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่กำลังแล่นอยู่ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลง จำเลยกับพวกเข้ามารุมชกต่อย ขณะนั้นกลุ่มของนายมานพขับรถจักรยานยนต์ตามมาทัน นายมานพกับพวกร่วมกับจำเลยรุมทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นคนร้ายที่ดันรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่เข้ามาชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายนั่งมา และร่วมกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายจริง โดยหลังจากผู้เสียหายออกจากโรงพยาบาทแล้วผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยโดยระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งตามบันทึกคำให้การดังกล่าวและตามคำเบิกความของผู้เสียหายได้ความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าสาธารณะและไฟฟ้าจากร้านค้า โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ทั้งผู้เสียหายเบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อน เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อจึงเชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับจำเลยนำสืบรับว่า จำเลยเห็นเหตุการณ์ขณะนายก๊อฟไม่ทราบชื่อตัวและชื่อสกุลจริงซึ่งเป็นพวกของจำเลยกับพวกของนายก๊อฟรุมทำร้ายผู้เสียหาย อันเป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ และนอกจากผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายแล้วได้ความจากนายทรงยศ พลกาย ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันเดียวกับผู้เสียหายขณะเกิดเหตุเบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามว่า พยานเคยให้การติดต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ดันเข้ามาชนรถจักรยานยนต์คันที่พยานกับผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายมา นายทรงยศไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและเป็นผู้ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสมัครใจ หากจำเลยไม่ใช่คนร้ายแล้วนายทรงยศก็ควรให้การต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่แรก การที่นายทรงยศกลับมาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายและให้การต่อพนักงานสอบสวนเพราะทราบว่าผู้เสียหายให้การว่า จำเลยเป็นคนร้ายจึงให้การตามผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ดันรถจักรยานยนต์ไปชนกับรถจักรยานยนต์ของนายวีระชัยจนล้มลง เพื่อให้พวกของจำเลยรุมทำร้ายผู้เสียหายจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 จังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย......
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8566/2550
#411021
เปิดฉบับเต็ม

ยาเสพติดที่มีชื่อว่า "3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน" เป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งจัดอยู่ในประเภท 1 ส่วน "คีตามีน" เป็นวัตถุออกฤกธิ์ในประเภท 2 การมียาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวไว้ในครอบครอง เป็นความผิดตามกฎหมายคนละฉบับอันเป็นการแสดงว่ากฎหมายแต่ละฉบับต่างมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 62, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง ลงโทษจำคุก 3 ปี ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองและฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีของจำเลยคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อ 2.1 ว่า การที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองในคราวเดียวกันเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษจัดอยู่ในประเภท 1 ส่วนคีตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 การมียาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวไว้ในครอบครอง เป็นความผิดตามกฎหมายคนละฉบับ อันเป็นการแสดงว่ากฎหมายแต่ละฉบับต่างมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ชอบที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 106 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอิทธิกฤต ชำนาญปิยะชัย
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8551/2550
#415877
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จำเลยไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของจำเลยบางส่วนออกทับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ ก็มีผลให้จำเลยยังได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 ทวิ และได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานที่มีชื่อในทะเบียนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่ได้รับตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองให้แก่โจทก์มาด้วยนั้น พอแปลได้ว่าเป็นคำขอให้เพิกถอนชื่อของจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะส่วนที่ดินที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนชื่อของจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ทับที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 62 เล่ม 1 ข หน้า 12 เลขที่ดิน 73 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 67 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องให้จำเลยไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 62 เฉพาะส่วนที่โจทก์ครอบครองและจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงแทนเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้โจทก์และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 62 เล่ม 1 ข หน้า 12 จากที่ดิน 73 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมของจำเลยและห้ามโจทก์และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยดังกล่าวอีกต่อไป และขอให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายสมใจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 62 เล่ม 1 ข หน้า 12 เลขที่ดิน 73 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางสิทธิและนางเติมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นายเทียมเป็นบุตรนางสิทธิและเป็นบิดาจำเลย นางสอนเป็นบุตรนางเติมและเป็นมารดาโจทก์ จำเลยมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 62 เลขที่ดิน 73 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 67 ตารางวา และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 35 บนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวตามแผนที่วิวาท ต่อมาปี 2542 จำเลยไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน โจทก์คัดค้านการรังวัด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมนายเทียมและนางสอนเป็นผู้ครอบครองในที่ดิน 1 แปลง โดยนางสอนมีสิทธิหนึ่งในห้าส่วน เมื่อปี 2474 นางสอนได้สมรสกับนายเคว้ง นายเทียมจึงแบ่งที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 60 ตารางวา (ที่ถูก 67 ตารางวา) ให้นางสอนอยู่อาศัย นางสอนได้ปลูกกระท่อมทำเล้าหมู และปลูกผักสวนครัว ครั้นปี 2500 นางสอนได้รื้อกระท่อมและปลูกบ้านเลขที่ 35 ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ปี 2533 นางสอนถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นเจ้าบ้านและครอบครองที่ดินพิพาท ปี 2537 โจทก์ได้ปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรมและอยู่อาศัยตลอดมา และโจทก์ยังมีนายสายเบิกความว่าพยานเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ปี 2520 ถึง 2535 และรู้จักนายเทียมกับนางสอน บุคคลทั้งสองปลูกบ้านอยู่อาศัยคนละหลัง หลังจากนางสอนถึงแก่ความตายโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทและอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเก่า นายเดชเบิกความว่า พยานเคยเป็นกำนันตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ปี 2523 และรู้จักโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นลูกบ้าน นางสอนได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทมานานแล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์ได้รื้อและปลูกบ้านหลังใหม่ นอกจากนี้นายหงิมพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับโจทก์และจำเลย รู้จักนายเทียม นางสอน โจทก์และจำเลยดี บ้านพยานอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 300 ถึง 400 เมตร นายเทียมจะยกที่ดินพิพาทให้นางสอนหรือไม่พยานไม่ทราบ แต่เห็นนางสอนปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทมานานแล้วตั้งแต่จำความได้ เมื่อประมาณ 6 ถึง 7 ปี โจทก์ได้ปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเก่า ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า เดิมนายเสืองและนางคร่อมไม่ทราบนามสกุลครอบครองที่ดิน 1 แปลง นายเสืองและนางคร่อมมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางสิทธิ นางเติม นางเพลิน และนางมี ต่อมานายเสืองและนางคร่อมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้นางสิทธิเพียงผู้เดียว นางสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่บุคคลภายนอก จำเลยกับนายเทียมได้ชำระหนี้แทนและไถ่ถอนจำนองประมาณ 50 ปีมาแล้ว นางสิทธิยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเทียม ต่อมานายเทียมได้ขอออกหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เมื่อนายเทียมถึงแก่ความตายจำเลยเป็นผู้รับมรดกและครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมาประมาณ 30 ปีแล้ว เมื่อปี 2521 จำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โจทก์และนางสอนไม่ได้คัดค้าน ตั้งแต่จำเลยจำความได้เห็นนางเติมและนางสอนอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทตลอดมา โดยนายเทียมเล่าให้ฟังว่านางเติมมาขออยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทปี 2537 โจทก์ปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเก่าโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย และจำเลยมีนางทุ และนายพูนสุขเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เพิ่งมาอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เมื่อจำเลยไปขอออกโฉนดที่ดินนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวรู้เห็นว่านางเติมและนางสอนเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและปลูกกระท่อมอยู่อาศัยามานานกว่า 50 ปี โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนางสอนมารดาโจทก์ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ส่วนจำเลยเบิกความว่า ตั้งแต่จำความได้จำเลยเห็นนางสอนและนางเติมอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาท จำเลยไม่เคยเข้ายึดถือครบครองที่ดินพิพาทมาก่อน แม้ต่อมาจำเลยจะมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั้น ส่วนข้อที่จำเลยนำสืบว่านายเทียมเล่าให้ฟังว่านางเติมและนางสอนมาขออาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 35 แทนบ้านหลังเก่าโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยนั้น ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าเป็นเช่นนั้น และยังเป็นการขัดต่อพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งเห็นได้ชัดว่าตลอดเวลาที่นางเติมและนางสอนกับโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากกว่า 50 ปี นางสอนและโจทก์ได้แสดงออกอย่างผู้เป็นเจ้าของเป็นต้นว่า ได้ทำที่เก็บกระดูกของบรรพบุรุษในที่ดินพิพาทปรากฏตามรายงานการเผชิญสืบที่ดินพิพาทและแผนที่วิวาท และโจทก์ได้ถมดินปลูกบ้านเลขที่ 35 ลักษณะถาวรแทนบ้านหลังเก่า ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยอนุญาตให้นางสำรวยซึ่งเป็นน้องต่างบิดากับโจทก์เช่าที่ดินทางด้านทิศใต้ของที่ดินพิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยทำหลักฐานเป็นหนังสือ หากโจทก์เข้าอยู่อาศัยและปลูกบ้านเลขที่ 35 ในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยจริงแล้วจำเลยน่าจะให้โจทก์ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือเช่นเดียวกัน ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่สมเหตุสมผล ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จำเลยไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การที่จำเลยยังคงมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทดังกล่าว ก็มีผลให้จำเลยยังได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ซึ่งก็มีความหมายว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองและจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่ได้รับตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองให้แก่โจทก์มาด้วยนั้น พอแปลได้ว่าเป็นคำขอให้เพิกถอนชื่อของจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะส่วนที่ดินที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่พิพาทนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 1 งาน 67 ตารางวาในกรอบเส้นสีดำตามแผนที่วิวาท ตามที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 62 เลขที่ดิน 73 ตำบลบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ให้เพิกถอนชื่อของจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทที่ทับที่ดินของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกฟ้องแย้ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373
ป.ที่ดิน ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฮวด อารยุติธรรม
นางแทน เพชรเนียน
โดยนายสมใจ เพชรเนียน
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8462/2550
#412646
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ฎีกา แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่วินิจฉัยมาครอบคลุมไปถึงความผิดฐานดังกล่าว และพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกให้วินิจฉัยไปถึงความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบ มาตรา 225 โดยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี รวมจำคุกคนละ 19 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญเกี่ยวกับการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ในส่วนของการนำธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานโดยพยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกปรัชญา สิบตำรวจเอกจรัล และดาบตำรวจบรรทูญต่างอ้างว่าเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวัน แต่เมื่อพิจารณาสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกสืบเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกในรายงานประจำวัน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวจึงรับฟังเอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกในรายงานประจำวัน ทำให้มีเหตุสงสัยว่าจะมีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าสายลับได้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จริง และที่สิบตำรวจเอกปรัชญาเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ล้วงสิ่งของในกระเป๋าแล้วโยนออกนอกตัว จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายืนอยู่ที่สิบตำรวจเอกปรัชญาก่อน และพาจำเลยทั้งสองไปจุดที่จำเลยที่ 1 โยนสิ่งของ พบว่าสิ่งของที่โยนเป็นหลอดพลาสติกซึ่งภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด และทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบว่าที่กระเป๋าเสื้อที่จำเลยที่ 1 สวมใส่มีธนบัตรฉบับละ 50 บาท 2 ฉบับ สิบตำรวจเอกปรัชญาจึงเปรียบเทียบภาพถ่ายธนบัตรปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน แต่ดาบตำรวจบรรทูญกลับเบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปที่รั้ว สิบตำรวจเอกปรัชญาวิ่งตาม จำเลยที่ 1 โยนสิ่งของทิ้ง สิบตำรวจเอกปรัชญาถามจำเลยที่ 1 ว่าโยนอะไรทิ้ง จำเลยที่ 1 ไม่ตอบ สิบตำรวจเอกปรัชญาเก็บสิ่งของที่จำเลยที่ 1 โยนทิ้ง นำมาตรวจสอบกับดาบตำรวจบรรทูญ ดาบตำรวจบรรทูญตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบธนบัตรฉบับละ 50 บาท 2 ฉบับ อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตด้านซ้ายที่จำเลยที่ 1 สวมอยู่ ดาบตำรวจบรรทูญนำธนบัตรที่ค้นได้จากตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบกับภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อต่อหน้าจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน จึงสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวมาจากการขายสิ่งของ ไม่ใช่จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเรื่องนี้ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าไม่พบธนบัตรฉบับละ 50 บาท คงพบแต่ธนบัตรฉบับละ 20 บาท 9 ฉบับ ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา และไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ส่วนที่ดาบตำรวจบรรทูญเบิกความว่า เมื่อดาบตำรวจบรรทูญเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแสดงหมายค้นที่ได้รับจากร้อยตำรวจเอกอุทัย ซึ่งร่วมตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุ แต่รออยู่ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนที่ดาบตำรวจบรรทูญจะเข้าตรวจค้นได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกอุทัยกับพวกสมทบที่บ้านเกิดเหตุ ระหว่างตรวจสอบเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจเอกอุทัยกับพวกรวม 5 คน มาสมทบ ระหว่างนั้นดาบตำรวจบรรทูญได้แสดงหมายค้นให้จำเลยที่ 2 ดู แต่ร้อยตำรวจเอกอุทัยกลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าร้อยตำรวจเอกอุทัยไม่ได้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง ที่พยานเกี่ยวข้องเพราะเป็นพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนที่สิบตำรวจเอกปรัชญา สิบตำรวจเอกจรัล และดาบตำรวจบรรทูญเบิกความว่า พบเมทแอมเฟตามีน 445 เม็ด อยู่ที่โคนเสาของห้างนา ก็ยังมีเหตุสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณที่เป็นห้างนาที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่มีรั้วล้อมรอบ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้ว แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดอีกฐานดังกล่าวยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปถึงความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 225 โดยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง แต่คงให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 213 ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายไชยยันต์ อินต๊ะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรินทร์ สุทธิธรรมดำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินทร์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2550
#411410
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และ ช. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าของอันถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองตั้งแต่ปี 2504 ที่จำเลยอ้างว่า เมื่อไม่มีเอกสารใดมายืนยันว่าโจทก์และ ช. ได้สิทธิครอบครองตั้งแต่เมื่อใด จึงให้ถือวันที่ออกโฉนดที่ดินเป็นวันที่ได้มาซึ่งที่ดิน นั้น เห็นว่า การที่โจทก์และ ช. เพิ่งมาขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครอง เป็นแต่เพียงการที่โจทก์เปลี่ยนแปลงหลักฐานการถือสิทธิจากแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เดิม มาเป็นโฉนดที่ดิน จะถือว่าโจทก์เพิ่งได้มาซึ่งที่ดินในวันที่ออกโฉนดที่ดินหาได้ไม่ การที่โจทก์และ ช. โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 05111041/ 6/100222 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ สภ.5 สป.2/22/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 05111041/6/100222 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.5 สป.2/22/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์และนายชะโอดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่บุคคลอื่นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และนายชะโอดเพิ่งมาขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองในปี 2536 เป็นเพียงการที่โจทก์เปลี่ยนแปลงหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินจากแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เดิมมาเป็นโฉนดที่ดิน จะถือว่าโจทก์เพิ่งได้มาซึ่งที่ดินตามฟ้องในวันที่ออกโฉนดที่ดินดังที่จำเลยนำสืบหามีเหตุผลให้รับฟังได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์และนายชะโอดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 อันจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสนิท เกิดเอี่ยม
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2550
#415808
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ช. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าของอันถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินตั้งแต่ปี 2504 การที่โจทก์เพิ่งมาขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองในปี 2536 เป็นเพียงการที่โจทก์เปลี่ยนแปลงหลักฐานการถือสิทธิในที่ดิน จะถือว่าโจทก์เพิ่งได้มาซึ่งที่ดินตามฟ้องในวันที่ออกโฉนดได้ไม่ การที่โจทก์และ ช. โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ อันจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2504 นายชะโอดสามีโจทก์ซื้อที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 191 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จากนางอ่อนแล้วโจทก์กับนายชะโอดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2536 โจทก์และนายชะโอดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวในนามของโจทก์และนายชะโอด จากนั้นวันที่ 27 สิงหาคม 2536 โจทก์และนายชะโอดได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ต่อมาจำเลยได้แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนสิงหาคม 2536 ว่าโจทก์มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 12,279,000 บาท รวมเป็นภาษีเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ที่ต้องชำระ 810,414 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากโจทก์และนายชะโอดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาเป็นเวลา 32 ปีเศษ จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 05111041/6/100222 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส. 7) เลขที่ สภ. 5 สป. 2/22/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547

จำเลยให้การว่า จำเลยตรวจสอบพบว่าการที่โจทก์และนายชะโอดขายที่ดินตามฟ้องให้แก่บริษัทจักราชัย จำกัด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 ไม่ปรากฏการได้มาและระยะเวลาที่ถือครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือขอเชิญโจทก์และนายชะโอดมาพบแต่ไม่สามารถติดต่อได้และทราบว่านายชะโอดถึงแก่ความตายแล้วเมื่อปี 2543 และยังพบว่าแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 191 มีชื่อนายประมุขและนางอ่อนเป็นผู้ครอบครองมาตั้งแต่ปี 2498 ไม่ปรากฏว่าโจทก์และนายชะโอดเป็นผู้ครอบครองแต่อย่างใด ถือว่าโจทก์และนายชะโอดครอบครองที่ดินตามฟ้องเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่ออกโฉนดที่ดิน เมื่อโจทก์ขายที่ดินไปภายใน 5 ปีนับแต่ได้มา ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2536 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 05111041/6/100222 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 5 สป. 2/22/2547 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2498 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายชะโอด ต่อมาปี 2543 นายชะโอดถึงแก่ความตาย สำหรับที่ดินตามฟ้องเดิมมีหลักฐานการครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 191 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อนายประมุขและนางอ่อนเป็นผู้ครอบครองที่ดิน แต่ต่อมาได้มีการออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. 1 ให้แก่โจทก์และนายชะโอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 754 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนสิงหาคม 2536 สำหรับการขายที่ดินตามฟ้องในฐานะโจทก์เป็นบุคคลในคณะบุคคลโดยโจทก์และนายชะโอด ให้ชำระภาษีเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 810,414 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินว่าโจทก์และนายชะโอดได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามฟ้อง โดยซื้อมาจากนางอ่อนตั้งแต่ปี 2504 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์และนายชะโอดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่บุคคลอื่นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่าเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2504 นายชะโอดซื้อที่ดินตามฟ้องจากนายอ่อนแล้ว โจทก์กับนายชะโอดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาปี 2509 ทางราชการได้สำรวจที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยระบุว่าเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. 1 เลขที่ 191 ตามฟ้องคือนายชะโอด โจทก์กับนายชะโอดทำสวนมะพร้าวในที่ดินตามฟ้องจนถึงปี 2515 จึงเปลี่ยนไปทำสวนกล้วยไม้และให้นายพัฒน์เช่าที่ดินดังกล่าวทำสวนมะพร้าวต่อไป ต่อมาโจทก์กับนายชะโอดติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนด ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ที่ดินตามฟ้องเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 754 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536 จากนั้นวันที่ 27 สิงหาคม 2536 โจทก์และนายชะโอดได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวแต่โจทก์มีสัญญาซื้อขายและแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2509 ถึงปี 2512 ที่ระบุว่าในการสำรวจที่ดินของทางราชการพบว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. 1 เลขที่ 191 ทำสวนมะพร้าว และผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ คือนายชะโอด ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยไม่ได้โต้แย้งความถูกต้องและไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้พยานจำเลยปากนางสาวนิตยาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยที่มีหน้าที่ตรวจพิจารณาอุทธรณ์ยังเบิกความเจือสมคำเบิกความของโจทก์ว่าในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนประกอบคำให้การของโจทก์และคำให้การของนายมนตรีซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรของนางอ่อนได้ความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2504 นายชะโอดซื้อที่ดินตามฟ้องมาจากนางอ่อน จากนั้นโจทก์และนายชะโอดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา รวมระยะเวลาที่ครอบครองจนถึงวันขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นนานกว่า 30 ปี นางสาวนิตยาจึงทำความเห็นควรปลดภาษีตามการประเมินเสียทั้งสิ้น คำเบิกความของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์และนายชะโอดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามฟ้อง ในฐานะเจ้าของอันถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินตั้งแต่ปี 2504 ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างแต่เพียงว่า เมื่อไม่มีเอกสารใดมายืนยันว่าโจทก์และนายชะโอดได้สิทธิครอบครองตั้งแต่เมื่อใดให้ถือวันที่ออกโฉนดที่ดินเป็นวันที่ได้มาซึ่งที่ดินนั้น เห็นว่า การที่โจทก์และนายชะโอดเพิ่งมาขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองในปี 2536 เป็นเพียงการที่โจทก์เปลี่ยนแปลงหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินจากแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. 1 เดิมมาเป็นโฉนดที่ดิน จะถือว่าโจทก์เพิ่งได้มาซึ่งที่ดินตามฟ้องในวันที่ออกโฉนดที่ดินดังที่จำเลยนำสืบหามีเหตุผลให้รับฟังได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์และนายชะโอดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่นจึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 อันจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสนิท เกิดเอี่ยม
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8453/2550
#410579
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางส่วนใดไม่ถูกต้องอย่างไร ชอบที่โจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 เมื่อคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางได้พิพากษาในวันที่ 27 ธันวาคม 2547 วันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีข้อความระบุว่าโจทก์รอฟังอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในวันที่ 27 ธันวาคม 2547 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2537 เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2538 เดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2538 เดือนสิงหาคมและเดือนตุลาคม 2538 เดือนตุลาคม 2539 และเดือนตุลาคม 2540 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,925,039 บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นชอบกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547 เนื่องจากโจทก์ต้องใช้เวลารวบรวมเอกสารจำนวนมาก จึงขออนุญาตให้โจทก์ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2547

วันที่ 27 ธันวาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องได้จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 แต่โจทก์มายื่นคำฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2547 เกินกำหนด คดีโจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางส่วนใดไม่ถูกต้องอย่างไร ชอบที่โจทก์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษา ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 เมื่อคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางได้พิพากษาในวันที่ 27 ธันวาคม 2547 วันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีข้อความระบุว่าโจทก์รอฟังอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในวันที่ 27 ธันวาคม 2547 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททองวดีพัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8444/2550
#415874
เปิดฉบับเต็ม

ร้อยตำรวจเอก ป. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีแรกซึ่งเป็นการสอบสวน ท. กับพวกรวม 5 คน และจำเลยเฉพาะในความผิดที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 เวลากลางคืน และทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย 3 รายการเท่านั้น ส่วนความผิดที่ ท. กับพวกให้การรับสารภาพว่าก่อนเกิดเหตุในคดีดังกล่าว ท. กับพวกเคยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมมาแล้วหลายครั้งและได้นำไปขายที่ร้านของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. ยังมิได้ทำการสอบสวน ฉะนั้น แม้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในบันทึกการจับกุม ท. กับพวก กับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนในสำนวนการสอบสวนคดีแรกจะมีรายละเอียดพาดพิงถึงการลักทรัพย์ 17 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2534 อยู่ด้วยดังที่จำเลยอ้างก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากการสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนยังมิได้ตั้งข้อหาและทำการสอบสวนในรายละเอียดดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวแล้ว อีกทั้งการลักทรัพย์ในแต่ละครั้งและการนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับซื้อของโจรในแต่ละครั้งนั้นก็เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนในความผิดเฉพาะกรรมใดวาระใดจะถือว่าได้สอบสวนในความผิดในกรรมอื่นและวาระอื่นด้วยหาได้ไม่ เมื่อคดีที่ร้อยตำรวจเอก ป. สอบสวนจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรและต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยนั้นเป็นการสอบสวนเฉพาะความผิดที่เหตุเกิดในวันที่ 24 กันยายน 2534 และทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายในคดีดังกล่าวก็มีเพียงทรัพย์ถูกประทุษร้าย 3 รายการเท่านั้น ส่วนความผิดคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2534 และทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นทรัพย์ต่างรายกัน การสอบสวนในคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,998,132 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.อึ้งฮั่วเส็ง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 55,252 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 190,456 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2534 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 23 กันยายน 2534 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ได้มีคนร้ายร่วมกันลักยางรถยนต์และล้อแม็ก 41 รายการ รวมราคา 1,998,132 บาท ของโจทก์ร่วมไป ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2534 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายประเทืองกับพวกรวม 5 คน โดยกล่าวหาว่าร่วมกันลักทรัพย์ยางรถยนต์และล้อแม็กของโจทก์ร่วมรวม 3 รายการ รวมราคา 31,700 บาท ชั้นสอบสวนนายประเทืองให้การว่าได้นำยางรถยนต์และล้อแม็กที่ลักมาไปขายที่ร้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปตรวจค้นร้านของจำเลยและยึดยางรถยนต์และล้อแม็ก 19 รายการ มาเพื่อทำการตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2534 จำเลยเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดี ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกประเชิญพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ารับของโจรเพื่อค้ากำไร จำเลยให้การปฏิเสธ ร้อยตำรวจเอกประเชิญสอบสวนแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องนายประเทืองกับพวกและจำเลย แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเฉพาะจำเลย โดยสั่งฟ้องนายประเทืองกับพวกในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ยางรถยนต์และล้อแม็กรวมราคา 31,700 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งเหตุเกิดในวันที่ 24 กันยายน 2534 ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุกนายประเทือง 3 ปี 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2160/2535 ของศาลชั้นต้น ต่อมาปี 2538 พนักงานอัยการมีหนังสือถึงพันตำรวจตรีสุนทรพนักงานสอบสวนในคดีนี้ว่าการกระทำความผิดของนายประเทืองกับพวกและจำเลยนั้น แยกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นการกระทำความผิดในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2534 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด และช่วงที่ 2 เป็นการกระทำความผิดในวันที่ 24 กันยายน 2534 เวลา 2 นาฬิกา ซึ่งพนักงานอัยการได้สั่งไม่ฟ้องจำเลยไปแล้ว แต่สำหรับการกระทำความผิดในช่วงแรกนั้น พนักงานสอบสวนยังมิได้ดำเนินการสอบสวน พันตำรวจตรีสุนทรจึงได้สอบสวนคดีนี้และดำเนินคดีแก่นายประเทืองกับพวกและจำเลยซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายประเทือง 5 ปี 3 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1743/2539 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอ้างในฎีกาประการแรกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นการกระทำอันเดียวกับความผิดในคดีแรกที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว การสอบสวนในคดีนี้จึงเป็นไปโดยมิชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงสั่งฟ้องคดีอีกไม่ได้ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีร้อยตำรวจเอกประเชิญเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานเป็นพนักงานสอบสวนในคดีแรกซึ่งเป็นการสอบสวนนายประเทืองกับพวกรวม 5 คน และจำเลยเฉพาะในความผิดที่เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 เวลากลางคืน และทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายคือทรัพย์ 3 รายการเท่านั้น ส่วนความผิดที่นายประเทืองกับพวกให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุในคดีดังกล่าว นายประเทืองกับพวกเคยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมมาแล้วหลายครั้งและได้นำไปขายที่ร้านของจำเลยนั้นพยานยังมิได้ทำการสอบสวน ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วตรงกับรายงานการสอบสวนคดีอาญาที่ 741/2534 ที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากสำนักงานอัยการสูงสุดมาเป็นพยานจำเลย ฉะนั้น แม้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในบันทึกการจับกุมนายประเทืองกับพวก กับบันทึกคำให้การของนายมงคลในชั้นสอบสวน ในสำนวนการสอบสวนคดีแรกจะมีรายละเอียดพาดพิงถึงการลักทรัพย์ 17 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2534 อยู่ด้วยดังที่จำเลยอ้างก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ความจากการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนยังมิได้ตั้งข้อหาและทำการสอบสวนในรายละเอียดดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในเรื่องดังกล่าวแล้วอีกทั้งการลักทรัพย์ในแต่ละครั้งและการนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับซื้อของโจรในแต่ละครั้งนั้นเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนในความผิดเฉพาะกรรมใดวาระใดจะถือว่าได้สอบสวนในความผิดในกรรมอื่นและวาระอื่นด้วยหาได้ไม่ พยานจำเลยในข้อนี้ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีที่ร้อยตำรวจเอกประเชิญสอบสวนจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรและต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยนั้น เป็นการสอบสวนเฉพาะความผิดที่เหตุเกิดในวันที่ 24 กันยายน 2534 และทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายในคดีดังกล่าวก็มีเพียงทรัพย์ถูกประทุษร้าย 3 รายการเท่านั้น ส่วนความผิดคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2534 และทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายก็เป็นทรัพย์ต่างรายกัน การสอบสวนในคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.อึ้งฮั่วเส็ง
จำเลย — นายประสพหรือธนพลหรือเล้ง เลิศวุฒิภูมิปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8443/2550
#411316
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มโดยพิจารณาจากยอดซื้อเฉพาะที่ปรากฏในรายงานภาษีซื้อของโจทก์ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 ส่งมาให้เท่านั้น มิได้พิจารณายอดซื้อตามใบกำกับภาษีที่สำนักงานบัญชีที่โจทก์มอบหมายให้ทำบัญชีส่งมอบเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นใบกำกับภาษีที่สำนักงานบัญชีส่งมอบเพื่อประกอบยอดซื้อตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ถูกแก้ไขในการทุจริตโกงเงินภาษีที่นำส่งจำเลยซึ่งโจทก์ได้ชำระภาษีในส่วนนี้ตามเช็คที่ได้เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยแล้ว แต่ยอดซื้อตามรายงานภาษีซื้อของโจทก์ที่ไม่รวมส่วนที่สำนักงานบัญชีและเจ้าพนักงานของจำเลยร่วมกันทุจริตก็ปรากฏว่ายังมีภาษีซื้อต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 เนื่องจากเป็นยอดซื้อตามใบกำกับภาษีซื้อที่มีข้อความไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ หรือไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง และยอดซื้อจากใบกำกับภาษีปลอม ดังนี้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเดือนภาษีมกราคม 2538 ถึงเดือนภาษีมกราคม 2541 เดือนภาษีมีนาคม พฤษภาคมถึงเดือนภาษีตุลาคม 2541 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ มีนาคม พฤษภาคม และมิถุนายน 2542 และให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีการแก้ไข แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้พิจารณาจากแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีการแก้ไขดังกล่าว เนื่องจากเป็นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาจากรายงานภาษีซื้อและใบกำกับภาษีซื้อที่โจทก์และนายจันทร์ส่งมอบในครั้งแรกอันเป็นการพิจารณาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ในกรณีที่โจทก์นำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผลให้โจทก์ชำระภาษีตามเช็คที่สั่งจ่ายไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถือว่าโจทก์ชำระภาษีไว้แล้วตามเช็คที่โจทก์เป็นผู้สั่งจ่าย กรณีจึงมิใช่เป็นการพิจารณาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความผิดของนายจันทร์และเจ้าพนักงานของจำเลย เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2538 ถึงกรกฎาคม 2542 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ตามยอดซื้อเฉพาะที่ปรากฏในรายงานภาษีซื้อของโจทก์ตามที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 ส่งมาให้เท่านั้น โดยไม่พิจารณายอดซื้อตามใบกำกับภาษีที่สำนักงานบัญชีที่โจทก์มอบหมายให้ทำบัญชีส่งมอบเพิ่มเติมจำนวน 49 ฉบับ เนื่องจากเป็นใบกำกับภาษีที่สำนักงานบัญชีส่งมอบเพื่อประกอบยอดซื้อตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ถูกแก้ไขในการทุจริตโกงเงินภาษีที่นำส่งจำเลย ซึ่งโจทก์ได้ชำระภาษีในส่วนนี้ตามเช็คที่ได้เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยอดซื้อตามรายงานภาษีซื้อของโจทก์ที่ไม่รวมส่วนที่สำนักบัญชีและเจ้าพนักงานของจำเลยร่วมกันทุจริตก็ปรากฏว่ายังมีภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 เช่นที่อยู่ผู้ซื้อไม่ถูกต้อง ยอดซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี ภาษีซื้อค่าผ่อนชำระรถยนต์ ค่าใช้จ่ายรถยนต์และมียอดซื้อจากใบกำกับภาษีปลอม ซึ่งเป็นความผิดชัดแจ้ง เนื่องจากเป็นใบกำกับภาษีซื้อที่มีข้อความไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ หรือไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง เป็นต้น โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีและเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) และ 89 (7) แห่งประมวลรัษฎากร และในส่วนภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมเป็นภาษีซื้อจากใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการรายเดียวกับผู้ออกใบกำกับภาษีที่สำนักงานบัญชีส่งมอบเพิ่มเติมประกอบแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกแก้ไขจำนวน 49 ฉบับ ได้แก่ บริษัท ก.การช่างเทคโนโลยี (1995) จำกัด บริษัทเทคโนโลยี ก.การช่าง จำกัด บริษัท ก.การช่างแมคคานิค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิงส์สตาร์อุตสาหกรรมไทย และนายนิวัฒน์ซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่เคยติดต่อซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการทั้ง 5 ราย ดังกล่าว แต่กลับปรากฏว่ามีรายชื่อผู้ประกอบการทั้ง 5 ราย ในรายงานภาษีซื้อของโจทก์ตั้งแต่เดือนภาษีมีนาคม 2538 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2540 อีกทั้งนายสง่าหุ้นส่วนผู้จัดการ และเจ้าของกิจการได้ยอมรับเองในชั้นตรวจสอบว่าได้มีการติดต่อซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการทั้ง 5 รายผ่านพนักงานขายไม่ทราบชื่อและไม่ทราบว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ผู้ขายมิได้เป็นผู้ออก จึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์ชำระราคาสินค้าเป็นเงินสด ซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์สนับสนุนข้อโต้แย้งของตน โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีใช้ใบกำกับภาษีปลอมเฉพาะที่ปรากฏในรายงานภาษีซื้อของโจทก์เท่านั้น ดังนี้ ตามรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายงานภาษีซื้อของโจทก์มิใช่ประเมินจากแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่นายจันทร์ร่วมกับเจ้าพนักงานของจำเลยที่มีหน้าที่รับแบบแสดงรายการภาษีและเก็บเงินค่าภาษีอากรของจำเลยเขตคลองเตย เขตคลองเตยสาขา 1 เขตยานนาวา เขตราษฎร์บูรณะ และเขตบางคอแหลม ทุจริตโดยการปลอมลายมือชื่อของนางสุวิมล และกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วนำไปยื่นต่อจำเลยแทนฉบับที่แท้จริงของโจทก์ และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วปรากฏว่าโจทก์ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเพิ่มนอกเหนือจากที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่จำเลย ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยมา ดังนี้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้นเป็นกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแก้ไขการประเมินในส่วนนี้ไปแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญศิลป์เฟอร์นิเจอร์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8440/2550
#418876
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีได้ 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของตนได้ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้แล้ว แต่ต่อมาก่อนวันเลือกตั้งปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้นได้ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 และผู้คัดค้านได้ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว การที่ผู้คัดค้านมีหนังสือถึงผู้ร้องแจ้งว่าผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภายหลัง จึงมิใช่กรณีที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องว่าเป็นผู้มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งอันจะทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามความในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ดังนั้น ตราบใดที่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องตามความในมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยังคงเป็นผู้ที่ผู้คัดค้านประกาศรายชื่อว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอยู่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ในวันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี จึงมีคำสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้รับใบสมัครของพรรคการเมืองใดแล้ว ให้ลงบันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐาน และออกใบรับให้แก่ผู้รับสมัครของพรรคการเมืองนั้นเรียงตามลำดับการยื่นใบสมัครตามมาตรา 36 และให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครและสอบสวนว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัคร ถ้าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้ก็ให้ประกาศการรับสมัครไว้โดยเปิดเผย..." มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามมาตรา 37 ให้ผู้สมัครนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง... ถ้าศาลมีคำสั่งให้รับสมัคร ให้ประกาศชื่อผู้นั้นตามมาตรา 37 แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติก่อนทราบคำสั่งศาล" และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนวันเลือกตั้งถ้าปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว ถ้าเห็นว่าผู้สมัครผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาไว้ 2 ขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรกเป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้รับใบสมัครของผู้สมัครของพรรคการเมืองใดแล้ว แต่ไม่ประกาศชื่อผู้สมัครนั้นว่าเป็นผู้มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากเห็นว่ามีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้รับสมัครผู้รับสมัครนั้นได้ ส่วนขั้นตอนหลังเป็นกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งและได้ออกประกาศการรับสมัครไว้แล้ว แต่ต่อมาก่อนวันเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งเห็นว่าผู้สมัครผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น กรณีของผู้ร้องข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากผู้ร้องยื่นใบสมัครเลือกตั้งแล้ว ผู้คัดค้านได้มีประกาศระบุว่า ผู้คัดค้านได้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัครและสอบสวนแล้วเห็นว่าผู้ร้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 จึงประกาศรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคไทยร่ำรวย หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร 16 ดังนี้ จึงมิใช่กรณีที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องว่าเป็นผู้มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งอันจะเป็นผลให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามความในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง หากผู้คัดค้านเห็นว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องตามความใน มาตรา 40 วรรคหนึ่ง แม้ผู้คัดค้านจะมีหนังสือแจ้งว่าผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ตราบใดที่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและศาลฎีกายังมิได้มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้อง ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยังคงเป็นผู้ที่ผู้คัดค้านประกาศรายชื่อว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอยู่ หนังสือของผู้คัดค้านที่แจ้งว่าผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหามีผลเป็นการเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยตามความใน มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายมูฮำหมัด หวันมุดา
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2
ผู้คัดค้าน — จังหวัดนราธิวาส
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8434 -ที่ 8436/2550
#411320
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 26 ซึ่งเป็นมาตราแรกของหมวดนี้บัญญัติว่า "การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้" ดังนั้น สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยตามหมวด 3 จึงหมายถึงสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รับรองไว้สำหรับการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐแก่ชนชาวไทย ไม่ใช่การใช้อำนาจโดยปัจเจกบุคคลแก่ชนชาวไทย ตามคำฟ้อง คำให้การ และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นองค์กรของรัฐ ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุพนักงาน พ.ศ.2537 ของจำเลยที่ใช้บังคับแก่ลูกจ้างของจำเลยจึงเป็นระเบียบที่ใช้บังคับระหว่างจำเลยผู้เป็นปัจเจกบุคคลกับลูกจ้างของจำเลย (รวมถึงโจทก์ทั้งสามด้วย) ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลด้วยกัน ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน" นั้น ในกรณีของปัจเจกบุคคลต่อปัจเจกบุคคลด้วยกันต้องพิจารณาตามกฎหมายที่บัญญัติในแต่ละกรณีไป ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับขณะนั้น คือ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในเรื่องให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุ พ.ศ. 2537 ของจำเลย ข้อ 2 กำหนดการครบเกษียณอายุของพนักงาน ข้อ 2.1 ก. ที่ให้พนักงานชายตั้งแต่พนักงานปฏิบัติการชั้นต้นถึงเจ้าหน้าที่บริหารเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ข้อ 2.2 ก. ที่ให้พนักงานหญิงในระดับเดียวกันเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี บริบูรณ์ จึงไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม และไม่อยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้พิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 3,253,200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,637,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และเป็นเงิน 2,389,500 บาท แก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามที่เป็นหญิงด้วยเหตุเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่เลิกจ้างลูกจ้างชายในตำแหน่งเดียวกันด้วยเหตุเดียวกันเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ อยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 26 ซึ่งเป็นมาตราแรกของหมวดนี้บัญญัติว่า "การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้" ดังนั้นสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ตามหมวด 3 จึงหมายถึงสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รับรองไว้สำหรับการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐแก่ชนชาวไทย ไม่ใช่การใช้อำนาจโดยปัจเจกบุคคลแก่ชนชาวไทย ตามคำฟ้อง คำให้การ และทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นองค์กรของรัฐ ดังนั้นระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุพนักงาน พ.ศ.2537 ของจำเลยที่ใช้บังคับแก่ลูกจ้างของจำเลยจึงเป็นระเบียบที่ใช้บังคับระหว่างจำเลยผู้เป็นปัจเจกบุคคลกับลูกจ้างของจำเลย (รวมถึงโจทก์ทั้งสามด้วย) ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลด้วยกัน ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติว่า "ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน" นั้น ในกรณีของปัจเจกบุคคลต่อปัจเจกบุคคลด้วยกันต้องพิจารณาตามกฎหมายที่บัญญัติในแต่ละกรณีไป สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ด้วยเหตุเกษียณอายุตามระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุ พ.ศ.2537 ต้องพิจารณาจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม คือ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในเรื่องให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน ดังนั้นระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุ พ.ศ.2537 ของจำเลยที่ 2 กำหนดการครบเกษียณอายุของพนักงาน ข้อ 2.1 ก. ที่ให้พนักงานชายตั้งแต่พนักงานปฏิบัติการชั้นต้นถึงเจ้าหน้าที่บริหารเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ข้อ 2.2 ก. ที่ให้พนักงานหญิงในระดับเดียวกันเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามและไม่อยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกมลทิพย์ ศรีเพ็ญ กับพวก
จำเลย — บริษัท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8432/2550
#415873
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 80 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" หมายถึง การกำหนดโทษที่จะลงโดยคำนวณโทษจากสองในสามของอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโทษสองในสามส่วนของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 คือโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี 8 เดือน ถึง 13 ปี 4 เดือน หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ที่ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น จึงเป็นการกำหนดโทษจำคุกในระหว่างโทษขั้นต่ำและขั้นสูงโดยคำนวณโทษจากสองในสามของอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดแล้ว มิใช่กำหนดโทษความผิดสำเร็จ ทั้งกฎหมายก็มิได้บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษที่จะลงไว้ก่อนแล้วจึงคำนวณโทษสองในสามส่วนจากโทษที่ได้กำหนดไว้นั้นดังเช่นบัญญัติไว้ตาม ป.อ. มาตรา 54 ซึ่งเป็นเรื่องการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลงจากโทษที่ได้กำหนดไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยไม่ได้ลงโทษสองในสามส่วนของความผิดสำเร็จ แต่ได้กำหนดโทษความผิดสำเร็จจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" หมายถึง การกำหนดโทษที่จะลงโดยคำนวณโทษจากสองในสามของอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งโทษสองในสามส่วนของความผิดตามประมวลกฎหมยอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 คือโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี 8 เดือน ถึง 13 ปี 4 เดือน และปรับตั้งแต่ 9,333.34 บาท ถึง 26,666.67 บาท หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้นจึงเป็นการกำหนดโทษจำคุกในระหว่างโทษขั้นต่ำและขั้นสูงโดยคำนวนณโทษจากสองในสามของอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดแล้วมิใช่กำหนดโทษความผิดสำเร็จดังที่จำเลยฎีกา ทั้งกฎหมายก็มิได้บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษที่จะลงไว้ก่อนแล้วจึงคำนวณโทษสองในสามส่วนจากโทษที่ได้กำหนดไว้นั้นดังเช่นบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ซึ่งเป็นเรื่องการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลงจากโทษที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี สมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เบาลงดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 5 ปีเศษ โดยอาศัยความอ่อนเยาว์ของผู้เสียหาย นับว่าเป็นภัยต่อสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนฝ่ายผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กับมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่มีเหตุที่จะให้ความปรานีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 80 ม. 277 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายบัญญัติ อุทัยนิล
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8425/2550
#415793
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน

แต่มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) แต่โดยที่ พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 952,827.35 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 886,690 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้เป็นที่ดินประเภทที่บ้านในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงจึงมีราคาค่าทดแทนการใช้ที่ดินตารางวาละ 2,700 บาท ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยพาดผ่านเป็นเนื้อที่รวม 1 งาน 67.30 ตารางวา คิดเป็นเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสิ้น 451,710 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 451,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 165,627 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 งาน 15 ตารางวา และ 1 งาน 50 ตารางวา ตามลำดับ มีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน เมื่อปลายปี 2537 จำเลยได้ดำเนินการให้มีการประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2539 จำเลยได้ประกาศเขตเดินสายส่งไฟฟ้าว่าแนวสายส่งไฟฟ้าดังกล่าวซึ่งได้พาดผ่านเข้าไปในเขตท้องที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินประเภทที่บ้านถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านบางส่วนร่วมเนื้อที่ 1 งาน 67.30 ตารางวา จำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ตารางวาละ 2,700 บาท รวมเป็นเงิน 451,710 บาท โดยใช้บัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีปี 2539 ถึงปี 2542 ซึ่งมีราคาตารางวาละ 2,000 บาท แล้วปรับราคาเพิ่มให้อีกอัตราร้อยละ 50 ของทุกหน่วยราคาเป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์จึงมีราคาตารางวาละ 3,000 บาท แต่เนื่องจากการเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของโจทก์มีลักษณะเป็นการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน มิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ดินทั้งสองแปลงยังเป็นของโจทก์อยู่ จำเลยจึงกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้อัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนด โจทก์จึงได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสองแปลงตารางวาละ 2,700 บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าราคาต่ำไม่เป็นธรรมกับโจทก์เพราะที่ดินมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ 8,000 จึงอุทธรณ์ต่อจำเลย จำเลยยืนยันคำสั่งเดิมและนำเงินไปฝากธนาคาร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 451,710 บาท ไปแล้วและยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในราคาตารางวาละ 8,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท โดยจ่ายให้ในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้กำหนดค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่โจทก์ราคาตารางวาละ 4,100 บาท โดยจ่ายให้ในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดดังกล่าว โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเป็นตารางวาละ 6,000 บาท จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่าให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินแต่มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) แต่โดยที่พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน... ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้อัตราที่ดินตารางวาละ 4,100 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ โดยให้ได้รับในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดดังกล่าว คิดเป็นตารางวาละ 3,690 บาท ของที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 67.30 ตารางวา เป็นเงิน 617,337 บาท โดยจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์อีก 165,627 บาท นั้น นับว่าเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคนึงนิจ เตโชฬาร
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8424/2550
#415869
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในมูลละเมิดที่จำเลยปักเสาไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเส้นทแยงมุมโดยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้ที่ดินได้รับความเสียหายและเสื่อมประโยชน์ใช้สอยตลอดไป แล้วจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองไม่ตรงและต่ำกว่าความเสียหายจริงที่โจทก์ทั้งสองได้รับ กับมีคำขอให้บังคับจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนความเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่าจำเลยกระทำละเมิดโจทก์ทั้งสองและต้องใช้ค่าทดแทนความเสียหายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาตามฟ้องได้หรือไม่ ได้รวมถึงประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำละเมิดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองหรือไม่ไว้ด้วยแล้ว เพราะการจะวินิจฉัยตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจำต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยกำหนดแนวเขตเดินสายไฟโดยสุจริตหรือไม่ หากปรากฏว่าจำเลยกำหนดแนวเขตเดินสายไฟโดยไม่สุจริต หรือจงใจกลั่นแกล้งเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เสื่อมราคาไม่สามารถใช้สอยได้สมประโยชน์ดังเดิม อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ก็จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสอง หรือเรียกให้ใช้ค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมดได้หรือไม่เพียงใด ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำละเมิดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทตามฟ้อง จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และ 2467 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จากโจทก์ทั้งสองและชำระราคาที่ดินเป็นเงิน 377,607,467.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่สามารถบังคับกรณีดังกล่าวได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 220,786,039.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้รับซื้อที่ดินทั้งสองแปลงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยตั้งเสาและเดินสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสองเป็นแนวเส้นทแยงมุมจากด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 ไปจดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 2467 โดยจำเลยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับความเสียหายมากกว่าที่ควร เป็นเหตุให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายทั้งหมด เสียรูปทรง เสื่อมราคาและเสื่อมประโยชน์ใช้สอยตลอดไป แล้วจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่ตรงและต่ำกว่าความเสียหายจริงที่โจทก์ทั้งสองได้รับ จึงขอให้บังคับจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสองและใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยหรือมิฉะนั้นให้ใช้ค่าทดแทนความเสียหายสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยดำเนินการก่อสร้างระบบไฟฟ้าในคดีนี้โดยอาศัยอำนาจความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน จำเลยเพียงใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อตั้งเสาไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าผ่านที่ดินโดยไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่นายังคงใช้ทำประโยชน์ได้ตามปกติ จำเลยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่เจ้าของที่ดินทุกราย อันเป็นการให้การต่อสู้ว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง และได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเป็นธรรมแล้ว คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่าจำเลยกระทำละเมิดกลั่นแกล้งเดินสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านกลางแปลงที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เป็นแนวทแยงมุม เป็นเหตุให้ที่ดินทั้ง 161 ไร่ 52 ตารางวา ของโจทก์ทั้งสองต้องเสียหายและเสื่อมราคาหรือไม่ และจำเลยต้องใช้ค่าทดแทนความเสียหายสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาตามฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าทดแทนที่ดินเพิ่มหรือไม่ เพียงใด และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประเด็นข้อแรกได้รวมถึงประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำละเมิดกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองด้วยการกำหนดแนวเขตเดินสายไฟฟ้าเป็นแนวเส้นทแยงมุมพาดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายทั้งหมดหรือไม่ไว้ด้วยแล้ว เพราะการจะวินิจฉัยว่ามีเหตุเรียกให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ จำต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างในฟ้องของโจทก์ทั้งสองก่อนว่าจำเลยกำหนดแนวเขตเดินสายไฟฟ้าโดยสุจริตหรือไม่ หากปรากฏว่าจำเลยกำหนดแนวเขตเดินสายไฟฟ้าโดยไม่สุจริต หรือจงใจกลั่นแกล้งเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เสื่อมราคาไม่สามารถใช้สอยได้สมประโยชน์ดังเดิม อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ก็จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ หรือเรียกให้ใช้ค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือทั้งหมดได้หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทตามฟ้อง จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาก่อน..."

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ โสณมัย กับพวก
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ