คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8345/2550
#415778
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีใด ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ต้องยื่นคำร้องในคดีที่มีการบังคับคดีเท่านั้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอในคดีของตนเองเพื่อขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีอื่นหาได้ไม่ และตราบใดที่การบังคับคดีในคดีอื่นยังไม่ถูกเพิกถอน โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้เรียกเงินที่ถูกอายัดในคดีดังกล่าวมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายกิตติผู้ตาย ชำระเงินตามเช็ค 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอายัดเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 1412186759 ของผู้ตาย จำนวน 202,054 บาท ไว้ชั่วคราวต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกินจำนวน 2,054 บาท ตามขอ แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น มีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินที่โจทก์ขออายัดไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีดังกล่าว เจ้าพนังงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามที่ได้อายัดไว้ ขอให้เพิกถอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นโจทก์ในคดีหมายเลยแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีดังกล่าวขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉินตามคำร้องของโจทก์ โดยให้อายัดเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 1412186759 ของนายกิตติผู้ตาย จำนวน 202,054 บาท ไว้ชั่วคราวต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2542 แจ้งการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากประจำของผู้ตายดังกล่าว เพื่อเอาชำระหนี้โจทก์ ส่วนผู้คัดค้านยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับพวกรวม 3 คน เพื่อขอให้ชำระเงินตามตั๋วเงินจำนวน 600,000 บาท ในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2542 ผู้คัดค้านขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีอายัดเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 1412186759 ของผู้ตาย เพื่อเอาชำระหนี้ผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 28 เมษายน 2542 แจ้งการอายัดเงินในบัญชีดังกล่าว และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ได้ส่งเงินตามหนังสือแจ้งการอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านก่อนว่า โจทก์ร้องขอในคดีนี้ให้เพิกถอนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้... เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ...ตามที่ศาลเห็นสมควร" เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ผู้ที่ร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต้องร้องขอในคดีที่มีการบังคับคดีนั้น การที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้ให้เพิกถอนการบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้และตราบใดที่การบังคับคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถูกเพิกถอน โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้เรียกเงินซึ่งถูกอายัดไว้ในคดีดังกล่าวมาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิท อารีวิจิตร
ผู้คัดค้าน — บริษัทพัฒนาสตีล จำกัด
จำเลย — นางสุนันทา กิตติพจน์วิไล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8330/2550
#412278
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า คดีของผู้ร้องต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้วมาปรับใช้แก่คดี คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222

ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการและคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในระหว่างที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ยังมีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530

ในระหว่างที่ผู้ร้องยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 มีพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ออกใช้บังคับโดยมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 แต่มีบทเฉพาะกาลมาตรา 48 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับ" และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อการยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามความในมาตรา 48 วรรคสอง และยังไม่ล่วงกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการหมายเลขแดงที่ 5862/2544, หมายเลขแดงที่ 298/2545, หมายเลขแดงที่ 680/2545 และหมายเลขแดงที่ 851/2545 รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาด เป็นเงิน 133,914 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยได้มีคำชี้ขาดคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสี่คำเสนอข้อพิพาทแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2545 ผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ลูกหนี้ทราบเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2545 ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 1 ปี แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องประสงค์ที่จะบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาด รวมต้นเงิน ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวนเงิน 133,914 บาท และขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ร่วมกันลงนามทำสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการที่สมาคมประกันวินาศภัยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6 ต่อมาผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านบางส่วนต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดรวม 4 คำเสนอข้อพิพาท อนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและมีคำชี้ขาดข้อพิพาทให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้ง 4 คำเสนอข้อพิพาทเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 5862/2544 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 คำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 298/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 คำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 680/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 และคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 851/2545 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2545 และส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 ตามเอกสารหมาย ร.1 รวม 4 ฉบับ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งนำมาปรับใช้แก่คดีนี้แล้วพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คดีของผู้ร้องต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่ศาลชั้นต้นนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้วมาปรับใช้แก่คดีนี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222 ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการและคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในระหว่างที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ยังมีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ร้องได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งใช้บังคับแก่คดีของผู้ร้อง ต่อมาปรากฎว่าในระหว่างที่ผู้ร้องยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวนั้น พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ได้มีผลใช้บังคับโดยมาตรา 3 ได้บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 และบทเฉพาะกาลมาตรา 48 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ได้กระทำไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการใดที่ยังมิได้กระทำและยังไม่ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นได้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้" การยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามความในมาตรา 48 วรรคสอง และยังไม่ล่วงกำหนดเวลาที่จะต้องกระทำตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นภายในกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดทั้ง 4 คำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาด ประกอบกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาด ไม่ใช่คำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการและไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย จึงให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 คำชี้ขาดตามคำร้องของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 109,820.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,086 บาท นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2543 ของต้นเงิน 49,123.70 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2544 ของต้นเงิน 7,013 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ของต้นเงิน 7,130 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 23 ม. 48
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
ผู้คัดค้าน — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8328/2550
#412274
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่งต่างหากจากตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัท ป. ออกให้ไว้แก่โจทก์ ความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 985 ประกอบมาตรา 941 บังคับให้ผู้ทรงต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นเพื่อให้ใช้เงินในวันถึงกำหนด

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้น การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ป. ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกไว้ต่อโจทก์ แม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวก็ไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน การที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกของบริษัท ป. ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ทำให้หนี้ระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน กรณีนี้ไม่อาจปรับบทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ได้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าไปกับโจทก์ โดยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พีเค - พีพีไอ 98001 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 30,880,000 บาท กำหนดใช้เงินภายใน 106 วัน นับแต่วันที่ในตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจะครบกำหนดใช้เงินในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 โดยบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด สัญญาว่าจะนำเงินไปจัดซื้อสินค้าเพื่อเตรียมส่งออกตามเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ และจะนำเอกสารการส่งออกและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตมามอบให้โจทก์ภายในวันที่ครบกำหนดตามตั๋วและหากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ไม่ชำระหนี้คืนภายในกำหนด ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าสินเชื่อผิดนัด และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ จำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อันดัสตรี้ จำกัด เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกถึงกำหนด บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามให้บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ชำระหนี้แล้ว แต่บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ไม่ยอมชำระ โจทก์จึงได้มีหนังสือทวงถามถึงจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,700,042.70 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 30,880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินหรือให้รับผิดในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และมิได้บรรยายว่า โจทก์มีฐานะอะไรจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องถึงกำหนด โจทก์ไม่ได้นำตั๋วไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 985 ประกอบมาตรา 941 บัญญัติไว้ บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดตามหนังสือค้ำประกันแล้ว เพราะโจทก์ไม่นำหนี้ในคดีไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง ระหว่างธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ที่ 2 ผู้ร้อง บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/61 เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิแทนโจทก์ทั้งหมดได้ จำเลยทั้งสามจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่โจทก์ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน 38,700,042.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 60,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งออกไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 และออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พีเค - พีพีไอ 98001 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ทำสัญญาใช้เงินจำนวน 30,880,000 บาท แก่โจทก์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.7 โดยมีจำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 เอกสารหมาย ล.1 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์ไม่ได้นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.6 ในคดีนี้ไปขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว

มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 มีจำเลยทั้งสามร่วมกันลงลายมือชื่อยอมผูกพันตนเข้าค้ำประกันบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ตามคำฟ้องแสดงให้เห็นสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในหนี้ของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนำมาขายลดกับโจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออก แล้วไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ทั้งในส่วนมูลหนี้ที่ค้ำประกันและดอกเบี้ยฐานผิดนัดโจทก์ก็บรรยายไว้โดยละเอียดแจ้งชัด จำเลยทั้งสามผู้ค้ำประกันย่อมเข้าใจได้ว่าต้องรับผิดในหนี้เพียงใด ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปมีว่า โจทก์มิได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วเมื่อตั๋วนั้นถึงกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความว่า จำเลยทั้งสามผู้ค้ำประกันขอทำหลักฐานเป็นหนังสือฉบับนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยทั้งสามยอมผูกพันตนเข้าค้ำประกันบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามสัญญาลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เห็นได้ว่า สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามเอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 เป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่งต่างหากจากตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.7 ที่บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกให้ไว้แก่โจทก์ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 985 ประกอบมาตรา 941 บังคับให้ผู้ทรงต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นเพื่อให้ใช้เงินในวันถึงกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือทวงถามแล้วตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระเงินตามฟ้องได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า การที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง มีผลให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้น การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 แม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 ก็ไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 การที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามเอกสารหมาย จ.6 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง ไม่ทำให้หนี้ระงับ เมื่อหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งออกยังไม่ระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว กรณีนี้ไม่อาจปรับบทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 697 ม. 985
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุธี เตชะวิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8328/2550
#415777
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่งต่างหากจากตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกให้ไว้แก่โจทก์ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ ป.พ.พ. มาตรา 985 ประกอบมาตรา 941 บังคับให้ผู้ทรงต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นเพื่อให้ใช้เงินในวันถึงกำหนด

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง การที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่ทำให้หนี้ดังกล่าวระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดของสัญญาค้ำประกัน กรณีไม่อาจปรับบทตาม ป.พ.พ. มาตรา 697

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทปัจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกกับโจทก์ โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พีเค-พีพีไอ 98001 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 30,880,000 บาท กำหนดใช้เงินภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 มีจำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกถึงกำหนดบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามให้บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ชำระหนี้แล้ว แต่บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ไม่ยอมชำระ โจทก์จึงได้มีหนังสือทวงถามถึงจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,700,042.70 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 30,880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินหรือให้รับผิดในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และมิได้บรรยายว่า โจทก์มีฐานะอะไร จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องถึงกำหนด โจทก์ไม่ได้นำตั๋วไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 985 ประกอบกับมาตรา 941 บัญญัติไว้บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ยังไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดตามหนังสือค้ำประกันแล้ว เพราะโจทก์ไม่นำหนี้ในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง ระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ที่ 2 ผู้ร้อง บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ลูกหนี้ โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/61 เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิแทนโจทก์ทั้งหมดได้ จำเลยทั้งสามจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่โจทก์ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน 38,700,042.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 และออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พีเค-พีพีไอ 98001 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 30,880,000 บาท แก่โจทก์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.7 โดยมีจำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 เอกสารหมาย ล.1 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์ไม่ได้นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.6 ในคดีนี้ไปขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์มิได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทไปยื่นต่อบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ออกตั๋วเมื่อตั๋วนั้นถึงกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความว่า จำเลยทั้งสามผู้ค้ำประกันขอทำหลักฐานเป็นหนังสือฉบับนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยทั้งสามยอมผูกพันตนเข้าค้ำประกันบริษัทปัญพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามสัญญาลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เห็นได้ว่า สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามเอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 เป็นสัญญาอีกอย่างหนึ่งต่างหากจากตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.7 ที่บริษัทปัญพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ออกให้ไว้แก่โจทก์ ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 985 ประกอบมาตรา 941 บังคับให้ผู้ทรงต้องนำตั๋วสัญญาใช้เงินไปยื่นเพื่อให้ใช้เงินในวันถึงกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญาแต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระเงินตามฟ้องได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่าการที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง มีผลให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดไม่ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง คำสั่งเห็นชอบ ด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้น การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกไว้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 แม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 ก็ไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันหมาย จ.8 การที่โจทก์ไม่นำหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกตามเอกสารหมาย จ.6 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 8/2542 ของศาลล้มละลายกลาง ไม่ทำให้หนี้ระงับ เมื่อหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งออกยังไม่ระงับ จึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสามหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว กรณีนี้ไม่อาจปรับบทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 697 ม. 941 ม. 985
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุธี เตชะวิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8323/2550
#411422
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาตามที่จำเลยระบุเพื่อพิจารณาคำร้องของจำเลยจนครบ เว้นแต่จะมีผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครบทุกประเด็นตามที่จำเลยต้องการแล้ว เมื่อปรากฎว่ามีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาบางประเด็น ไม่อนุญาตบางประเด็น ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นที่มีผู้อนุญาตทันทีโดยไม่ส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นตามคำร้องของจำเลยพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221

ปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกานั้น ต้องเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลล่าง เมื่อปรากฎว่าปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยขอให้รับรองนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นเพราะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนลงไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นพิจารณาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ตามมาตรา 4, 7, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายสุทธินันท์ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 ถึงหน้าที่ 16 บรรทัดที่ 13 และศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นท่านอื่นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อนายสุทธินันท์ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 จนถึงหน้าที่ 6 บรรทัดที่ 13 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนอื่นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไปก่อนจึงมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยโดยไม่ได้ส่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยส่วนที่นายสุทธินันท์ ไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว ปรากฏว่าจำเลยฎีกาว่า หากฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และโจทก์มิได้อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้นายสุทธินันท์หรือผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นายสุทธินันท์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอีก...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายศักดิ์ประภา จนางคะกาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8287 -ที่ 8289/2550
#415776
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า ศาลแรงงานกลางได้สอบข้อเท็จจริงจากโจทก์ทั้งสามและจำเลยประกอบเอกสารแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดกำหนดประเด็นและสืบพยานโจทก์ เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับเพียงพอที่จะฟังเป็นยุติและพอวินิจฉัยได้แล้วจึงสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกัน ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจวิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้ จึงไม่มีกรณีที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้มีการสืบพยานที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่ศาลแรงงานสั่งให้มีการสืบพยาน ศาลจะสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง..." ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 376,062 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 210,645 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 356,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ (ศาลแรงงานกลางใช้ว่าวันนัดกำหนดประเด็นและสืบพยานโจทก์) จำเลยเพียงแต่ส่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.7 ต่อศาลเท่านั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้สอบถามโจทก์ทั้งสามและจำเลยแต่ละฝ่ายว่าจะอ้างและสืบพยานใดบ้าง ศาลแรงงานกลางไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 วรรคหนึ่ง เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 ว่าศาลแรงงานกลางได้สอบข้อเท็จจริงจากโจทก์ทั้งสามและจำเลยประกอบเอกสารแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดกำหนดประเด็นและสืบพยานโจทก์เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับเพียงพอที่จะฟังเป็นยุติและพอวินิจฉัยได้แล้วจึงสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกัน ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจวิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้ จึงไม่มีกรณีที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้มีการสืบพยานที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า "ในกรณีที่ศาลแรงงานสั่งให้มีการสืบพยาน ศาลจะสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง..." ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย แซ่ภู่
จำเลย — บริษัทซันเทคกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2550
#410734
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ของโจทก์โดยขายรถยนต์ให้ลูกค้าได้เงินมาแล้วไม่ส่งมอบโจทก์จนครบถ้วน อันเป็นสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืน ส่วนรายละเอียดว่าเป็นการผิดระเบียบข้อใดสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่เคลือบคลุม

ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งสมัครเข้าทำงานในบริษัทโจทก์ตามใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในสัญญาค้ำประกันข้อ 1 แม้ว่าสัญญาค้ำประกันข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงด้วยว่าหากโจทก์โยกย้าย แต่งตั้ง สับเปลี่ยน หรือถอดถอนจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทในเครือหรือสำนักงานสาขาแห่งใดให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันนี้มีผลบังคับได้เช่นเดิมตลอดไป ก็มีความหมายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น เมื่อโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปทำหน้าที่พนักงานขาย อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่แผนกบุคคล ต่อมาโจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 1 ไปทำหน้าที่พนักงานขาย ครั้งหลังสุดโจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่ผู้จัดการขาย สาขาสุขาภิบาล 2 มีหน้าที่ขายและควบคุมดูแลการขายรถยนต์ใหม่ของพนักงานขายสาขาสุขาภิบาล 2 ตลอดจนมีหน้าที่นำส่งเงินได้จากการขายให้แก่โจทก์ ในการทำงานของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขณะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้าง ระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติขายรถยนต์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้าไปโดยฝ่าฝืนระเบียบและวิธีการขายของโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,489,766 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์เพียง 1,194,238 บาท ยังขาดอยู่อีก 12,295,528 บาท ภายหลังโจทก์ตรวจสอบพบ จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์เพียง 527,362 บาท วันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับใหม่ ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,024,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเป็นเงิน 51,830 บาท โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 15,035,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,716,336 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 2,180,511 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,972,570 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 แถลงต่อศาลว่า คดีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ซึ่งใบสมัครงานดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 สมัครงานกับโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล และโจทก์รับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคล ดังนั้น เมื่อภายหลังโจทก์ได้เปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่การงานของจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายและผู้จัดการแผนกการขายจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ยินยอมด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำความเสียหายแก่โจทก์ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกขาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดระเบียบอย่างไรในการขายรถยนต์แต่ละคัน คำสั่งโอนย้ายพนักงานเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และ 6 และหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นเอกสารที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมคบกันทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริตเพื่อจะฉ้อฉลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 11,716,336 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,025,000 บาท นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2541 ของต้นเงิน 1,270,528 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2541 และของต้นเงิน 11,716,336 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 3,318,682 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่แผนกบุคคล ต่อมาโจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 1 ไปทำหน้าที่พนักงานขายตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกขาย สาขาสุขาภิบาล 2 ขณะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้าง ระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,489,766 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์เพียง 1,194,238 บาท ภายหลังโจทก์ตรวจสอบพบ จำเลยที่ 1 จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ 2 ฉบับ คือฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 และฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2540 จำนวน 11,025,000 บาท และจำนวนเงิน 1,270,528 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ แต่หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียง 527,362 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 จึงตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับใหม่แก่โจทก์โดยจะชำระเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อโจทก์ แต่กลับชำระให้โจทก์เพียง 51,830 บาท แล้วไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โดยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 11,716,336 บาท การทำงานของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติการขายรถยนต์ของโจทก์ไปหลายคันโดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีระเบียบเรื่องการขายรถยนต์อย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบปฏิบัติอย่างไร ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถแก้คดีโจทก์ได้ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนกขายฝ่ายขายรถยนต์ระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 อนุมัติการขายรถยนต์ของบริษัทโจทก์ไปหลายคันโดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ให้แก่ลูกค้าไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,489,766 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินส่งมอบโจทก์เพียง 1,194,238 บาท เท่านั้น ยังขาดอีกจำนวน 12,295,528 บาท และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ การทำงานของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และตามคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ของโจทก์โดยขายรถยนต์ให้ลูกค้าได้เงินมาแล้วไม่ส่งมอบโจทก์จนครบถ้วน อันเป็นสภาพแพ่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืน ส่วนรายละเอียดว่าเป็นการผิดระเบียบข้อใดสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่าตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาจ จ.3 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล ต่อมาโจทก์เปลี่ยนตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขาย และโจทก์ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันต่อไป การเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ยินยอม เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งสมัครเข้าทำงานในบริษัทโจทก์ตามใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 และข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยครบถ้วนหากในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ ถ้าได้กระทำการผิดกฎหมายหรือได้กระทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์หรือเป็นหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ขอสละสิทธิของผู้ค้ำประกันที่มีอยู่ตามกฎหมายในการที่จะขอให้โจทก์เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก่อน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ก่อให้เกิดขึ้นสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ซึ่งเมื่อพิจารณาใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 เอกสารหมาย จ.2 ระบุว่าจำเลยที่ 1 สมัครงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล ดังนั้น ความรับผิดที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ดังกล่าว แม้ว่าตามสัญญาค้าประกันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงด้วยว่าหากโจทก์โยกย้ายแต่งตั้ง สับเปลี่ยน หรือถอดถอนจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทในเครือหรือสำนักงานสาขาแห่งใดให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันนี้มีผลบังคับได้เช่นเดิมตลอดไป ก็มีความหมายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าปี 2526 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปทำหน้าที่พนักงานขาย มีหน้าที่เกี่ยวกับการจำหน่ายรถยนต์ซึ่งรวมถึงการรับจ่ายเงินค่าสินค้าและอื่นๆ อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้อนุมัติการจำหน่ายรถยนต์โดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการจำหน่าย แล้วทำหนังสือสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ในขณะทำหน้าที่พนักงานขาย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกขาย จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นายชูชัยหรือคงศักดิ์ แสงจันทร์หรือศศิธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2550
#415771
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งสมัครเข้าทำงานในบริษัทโจทก์ตามใบสมัครงาน ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 และข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยครบถ้วน หากในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ ถ้าได้กระทำการผิดกฎหมายหรือได้กระทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์หรือเป็นหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ขอสละสิทธิของผู้ค้ำประกันที่มีอยู่ตามกฎหมายในการที่จะขอให้โจทก์เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก่อน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ ในเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ที่ก่อให้เกิดขึ้นสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในใบสมัครงาน ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ซึ่งเมื่อพิจารณาใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ระบุว่าจำเลยที่ 1 สมัครงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล ดังนั้น ความรับผิดที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในสัญญาค้ำประกันข้อ 1 ดังกล่าว แม้ว่าตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงด้วยว่าหากโจทก์โยกย้าย แต่งตั้ง สับเปลี่ยน หรือถอดถอนจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทในเครือหรือสำนักงานสาขาแห่งใดให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันนี้มีผลบังคับได้เช่นเดิมตลอดไป ก็มีความหมายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าปี 2526 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปทำหน้าที่พนักงานขาย มีหน้าที่เกี่ยวกับการจำหน่ายรถยนต์ซึ่งรวมถึงการรับจ่ายเงินค่าสินค้าและอื่นๆ อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติการจำหน่ายรถยนต์โดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการจำหน่าย แล้วทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ในขณะทำหน้าที่พนักงานขายตำแหน่งผู้จัดการแผนกขาย จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 15,035,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,716,336 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 2,180,511 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,972,570 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 แถลงต่อศาลว่า คดีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 11,716,336 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,025,000 บาท นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2541 ของต้นเงิน 1,270,528 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2541 และของต้นเงิน 11,716,336 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2542) ต้องไม่เกิน 3,318,682 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2525 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่เจ้าหน้าที่แผนกบุคคล ต่อมาโจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 1 ไปทำหน้าที่พนักงานขายตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกขาย สาขาสุขาภิบาล 2 ขณะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,489,766 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินส่งมอบให้แก่โจทก์เพียง 1,194,238 บาท ภายหลังโจทก์ตรวจสอบพบจำเลยที่ 1 จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ 2 ฉบับ คือฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 และฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 11,025,000 บาท และจำนวนเงิน 1,270,528 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ แต่หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียง 527,362 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 จึงตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับใหม่แก่โจทก์ โดยชำระเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อโจทก์ แต่กลับชำระให้โจทก์เพียง 51,830 บาท แล้วไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โดยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 11,716,336 บาท การทำงานของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติการขายรถยนต์ของโจทก์ไปหลายคันโดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีระเบียบเรื่องการขายรถยนต์อย่างไร แล้วจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบปฏิบัติอย่างไร ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถแก้คดีโจทก์ได้ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า ในขณะที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนกขายฝ่ายขายรถยนต์ระหว่างเดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 อนุมัติการขายรถยนต์ของบริษัทโจทก์ไปหลายคันโดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ให้แก่ลูกค้าไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,489,766 บาท แต่จำเลยที่ 1 นำเงินส่งมอบโจทก์เพียง 1,194,238 บาท เท่านั้น ยังขาดอีกจำนวน 12,295,528 บาท และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ การทำงานของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และตามคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ของโจทก์โดยขายรถยนต์ให้ลูกค้าได้เงินมาแล้วไม่ส่งมอบโจทก์จนครบถ้วน อันเป็นสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืน ส่วนรายละเอียดว่าเป็นการผิดระเบียบข้อใดสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่าตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล ต่อมาโจทก์เปลี่ยนตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขาย และโจทก์ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันต่อไป การเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ยินยอม เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งสมัครเข้าทำงานในบริษัทโจทก์ตามใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 และข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยครบถ้วน หากในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ ถ้าได้กระทำการผิดกฎหมายหรือได้กระทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์หรือเป็นหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ขอสละสิทธิของผู้ค้ำประกันที่มีอยู่ตามกฎหมายในการที่จะขอให้โจทก์เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ก่อน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ที่ก่อให้เกิดขึ้นสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ซึ่งเมื่อพิจารณาใบสมัครงานลงวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ระบุว่าจำเลยที่ 1 สมัครงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล ดังนั้น ความรับผิดที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่จำเลยที่ 2 ระบุในสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 ดังกล่าว แม้ว่าตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 4 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมและตกลงด้วยว่าหากโจทก์โยกย้าย แต่งตั้ง สับเปลี่ยน หรือถอดถอนจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทในเครือหรือสำนักงานสาขาแห่งใดให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันนี้มีผลบังคับได้เช่นเดิมตลอดไป ก็มีความหมายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์หรือบริษัทในเครือของโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลตามที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าปี 2526 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปทำหน้าที่พนักงานขายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจำหน่ายรถยนต์ซึ่งรวมถึงการรับจ่ายเงินค่าสินค้าและอื่นๆ อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 2 มากขึ้นเกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้อนุมัติการจำหน่ายรถยนต์โดยผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการจำหน่าย แล้วทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ในขณะทำหน้าที่พนักงานขาย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกขาย จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือกระทำละเมิดเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 688
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
นายชูชัยหรือคงศักดิ์ แสงจันทร์
จำเลย — หรือศศิธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8271 -ที่ 8272/2550
#415770
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดกรมทางหลวง จำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของทางราชการกลับจากตรวจงานและได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์ที่มี ม. เป็นผู้ขับขี่เป็นเหตุให้ ม. กับผู้โดยสารในรถ 2 คน ถึงแก่ความตาย แม้พนักงานสอบสวนมีคำสั่งฟ้อง ม. ด้วยก็ตาม แต่ความเห็นของพนักงานสอบสวนตามรายงานการสอบสวนไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามความเห็นของพนักงานสอบสวน การวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามที่คู่ความนำสืบ

กรณีมีผู้ทำละเมิดหลายคน ผู้ทำละเมิดทุกคนก็ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดนั้นต่อโจทก์เต็มจำนวน

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำบุญงานศพ การทำหนังสือประวัติผู้ตายและค่าของชำร่วยแจกในงานศพ เป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีจึงเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นและเหมาะสมในการจัดการศพของผู้ตายที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้ แม้โจทก์ที่ 1 จะยังเป็นผู้เยาว์และ พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายก็ไม่ทำให้ความรับผิดในส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองลดน้อยลง

แม้เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้ในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดจึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ฉะนั้น เมื่อคดีปรากฏว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า เด็กหญิงอลินและเด็กชายอริญชัยโดยผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นโจทก์ที่ 1 เด็กหญิงอลินและเด็กชายอริญชัยเกิดจากนายอัญญฤทธิ์ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของนายสุริศ ส่วนเด็กชายสุรพล เด็กชายสุรพรและเด็กหญิงสุริศา โดยผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นโจทก์ที่ 4 เด็กชายสุรพล เด็กชายสุรพรและเด็กหญิงสุริศาเป็นบุตรของนายสุริศผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่และควบคุมรถยนต์โตโยต้าหมายเลขทะเบียน 8ร - 4818 กรุงเทพมหานคร และเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ร - 4818 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายหล่มสัก - เลย มุ่งหน้าไปทางอำเภอหล่มเก่า ขณะขับรถไปถึงบริเวณหน้าโรงเรียนเมืองราดวิทยาคม จำเลยที่ 1 ได้กระทำโดยประมาทขับรถด้วยความเร็วสูงล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถฝั่งตรงข้าม เป็นเหตุให้เกิดชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ง - 1840 กรุงเทพมหานคร มีพันจ่าอากาศเอกมังกรเป็นผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้พันจ่าอากาศเอกมังกรและผู้โดยสาร 2 คน คือนายอัญญฤทธิ์และนายสุริศถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าปลงศพ 1,612,500 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นเงิน 5,000,000 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 1,500,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 100,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ทั้งสิ้น 108,112,500 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายสำหรับโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นค่าปลงศพนายสุริศ 860,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรทั้งสามคนเป็นเงิน 4,800,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ในอนาคตเป็นเงิน 60,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทั้งสิ้น 67,810,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุที่รถชนกันคดีนี้สืบเนื่องมาจากมีรถจักรยานยนต์ขับตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 1 ได้หักรถหลบรถคันดังกล่าว เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ ทั้งเหตุที่เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายโจทก์ด้วย คำพิพากษาคดีที่ศาลตัดสินจำเลยที่ 1 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดของค่าเสียหายแต่ละรายการและค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องสูงกว่าความเป็นจริงเป็นอันมาก

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางสาวซู้ฮวงหรืออรนุช ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 รวม 1,192,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 1,082,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการสังกัดกรมทางหลวง จำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ร - 4818 กรุงเทพมหานคร ของทางราชการกลับจากตรวจงานและได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ง - 1840 กรุงเทพมหานคร มีพันจ่าอากาศเอกมังกรเป็นผู้ขับขี่เป็นเหตุให้พันจ่าอากาศเอกมังกรกับผู้โดยสารในรถ 2 คน คือนายอัญญฤทธิ์และนายสุริศถึงแก่ความตาย มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เหตุละเมิดเกิดจากการกระทำของพันจ่าอากาศเอกมังกรผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5ง - 1840 กรุงเทพมหานคร มีส่วนกระทำละเมิดด้วยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พันตำรวจโทวีระยุทธพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องพันจ่าอากาศเอกมังกรด้วย แต่หลังเกิดเหตุพันจ่าอากาศเอกมังกรถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) รายละเอียดปรากฏตามรายงานการสอบสวนประกอบกับมีรถจักรยานยนต์แล่นออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องหักรถหลบเข้าไปในช่องทางเดินรถที่สวนมานั้น เห็นว่า ความเห็นของพันตำรวจโทวีระยุทธพนักงานสอบสวนตามรายงานการสอบสวน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามความเห็นของพนักงานสอบสวน การวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามที่คู่ความนำสืบ ซึ่งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอังกูรพนักงานสอบสวนซึ่งออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและเป็นผู้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุเบิกความว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุ จุดเฉี่ยวชน อยู่ในตำแหน่งที่ 1 เนื่องจากพบเศษกระจกรถที่แตกจำนวนมาก และพบคราบน้ำมัน เหตุที่รถชนกันเนื่องจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพราะเข้าไปชนในช่องทางเดินรถของผู้เสียหาย จากการตรวจสอบไม่พบสาเหตุอื่นที่ทำให้รถชนกัน แม้จำเลยทั้งสองมีพันตำรวจโทวีระยุทธ พนักงานสอบสวนซึ่งรับสำนวนต่อจากร้อยตำรวจเอกอังกูรเบิกความเป็นพยานจำเลยว่าจากการสอบสวนจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยที่ 1 ได้กล่าวถึงรถจักรยานยนต์วิ่งออกจากซอย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องขับรถหักหลบ ได้มีผู้เห็นเหตุการณ์พยานได้สอบปากคำไว้ ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การดังกล่าวว่าทำขึ้นหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 4 เดือน โดยพันตำรวจโทวีระยุทธพนักงานสอบสวนคนใหม่เป็นผู้สอบปากคำซึ่งพยานทั้งสามคนนี้ได้มาจากคำบอกกล่าวของจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองไม่ได้นำพยานทั้งสามคนนี้มาเบิกความเป็นพยานเพื่อให้โจทก์ทั้งสองสำนวนมีโอกาสซักค้าน บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยที่จะรับฟัง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังให้การต่อพันตำรวจโทสะอาดเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามตามบันทึกคำให้การรับว่า ในวันเกิดเหตุได้ดื่มสุรา ก่อนออกจากที่ทำงานและในระหว่างตรวจงานก็มีการนำสุรามาดื่มกันที่สนามบริเวณงานจึงเจอสมกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอังกูรที่ว่าได้สอบภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่าจำเลยที่ 1 ชอบดื่มสุราเป็นประจำ และในวันเกิดเหตุได้ไปดื่มสุราในงานเลี้ยง พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบจึงฟังไม่ได้ว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้ขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบเข้าไปในช่องทางเดินรถที่พันจ่าอากาศเอกมังกรขับมาดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่า พันจ่าอากาศเอกมังกรมีส่วนผิดอยู่ด้วย หากพันจ่าอากาศเอกมังกรขับรถแล่นสวนทางมาด้วยความระมัดระวังไม่ใช้ความเร็วเกินสมควรย่อมสามารถหักหลบหรือชะลอความเร็วลงได้ทัน การชนกันก็จะไม่เกิดขึ้นเนื่องจากจุดชนล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของพันจ่าอากาศเอกมังกรเพียงเล็กน้อย จำเลยทั้งสองจึงควรรับผิดเพียงครึ่งเดียวนั้น เห็นว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดเฉี่ยวชน เนื่องจากตรวจพบร่องรอยเศษวัสดุรถยนต์ตกหล่นอยู่เป็นจำนวนมากพบร่องรอยครูดปรากฏบนพื้นผิวถนน และเป็นจุดที่พบร่องรอยคราบน้ำมันเครื่องยนต์หกราดพื้นถนนเริ่มบริเวณจุดดังกล่าวแล้วหกราดไปยังผิดถนนด้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตามความลาดเอียงของพื้นผิวถนน ซึ่งจุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดชนดังกล่าวอยู่ในช่องทางเดินรถด้านทิศตะวันตกห่างจากเส้นแบ่งครึ่งถนนไปประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับยังจอดล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถด้านทิศตะวันตกได้เป็นระยะ 1.20 เมตร ซึ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จำเลยทั้งสองก็ไม่โต้แย้งเรื่องจุดชนและรายละเอียดอื่นๆ ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับจอดล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่สวนมาถึง 1.20 เมตร มิใช่ล้ำเข้าไปเพียงเล็กน้อยดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ทั้งจุดชนก็อยู่ในช่องทางเดินรถที่สวนมาวัดจากเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนประมาณ 1 เมตร การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่สวนมาในเวลากลางคืนในลักษณะดังกล่าวซึ่งสภาพถนนเป็นทางโค้งเอียง พันจ่าอากาศเอกมังกรที่ขับรถสวนมาในช่องทางเดินรถของตนจึงไม่อาจหักหลบได้ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากพันจ่าอากาศเอกมังกรขับรถแล่นสวนมาด้วยความระมัดระวังไม่ใช้ความเร็วเกินสมควรย่อมสามารถหักหลบหรือชะลอความเร็วลงได้ทันนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ขาดเหตุผลไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าพันจ่าอากาศเอกมังกรมีส่วนผิดกระทำละเมิดด้วย นอกจากนี้แม้กรณีมีผู้ทำละเมิดหลายคนก็ตาม ผู้ทำละเมิดทุกคนก็ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดนั้นต่อโจทก์เต็มจำนวน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าควรรับผิดเพียงครึ่งเดียว จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ค่าปลงศพที่กำหนดให้โจทก์ที่ 1 ได้รับเป็นเงิน 900,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 1 เรียกมา เมื่อเปรียบเทียบกับรายการค่าใช้จ่ายที่ทางวัดออกให้บางรายการสูงเกินจริง บางรายการไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น และมิใช่เป็นไปตามประเพณีของลัทธิศาสนาโดยแท้ เป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการทำบุญครบ 7 วัน เป็นเงิน 190,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการทำบุญครบ 50 วันเป็นเงิน 203,000 บาท ค่าใช้จ่ายในวันลอยอังคารเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าละครรำหน้าศพ ค่าหนังสือประวัติผู้ตายและค่าของชำร่วยแจกแขก สิ่งของๆ เหล่านี้มิใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อการอันจำเป็นในการจัดการงานศพนั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพและค่าปลงศพผู้ตายนั้น โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทของผู้ตายมีสิทธิที่จะเรียกได้ โจทก์ที่ 1 นำสืบแสดงรายการค่าใช้จ่ายบัตรเชิญเป็นกำหนดการพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) นายอัญญฤทธิ์ซึ่งภายในเล่มมีภาพถ่ายการตั้งศพสวดพระอภิธรรมระหว่างวันที่ 2 - 8 มกราคม 2539 บรรจุศพวันที่ 8 มกราคม 2539 ภาพผู้มีชื่อเสียงมาร่วมงานศพจำนวนหลายภาพ พิธีทำบุญเลี้ยงพระครบ 7 วัน และ 50 วัน เป็นต้น ถึงแม้รายจ่ายบางรายการจะไม่จำเป็นและบางรายการมีจำนวนมากเกินสมควร แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิเคราะห์โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และเห็นสมควรกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นให้แก่โจทก์ที่ 1 จากที่ฟ้องเรียกมาเป็นจำนวน 1,500,000 บาท คงเหลือเพียง 900,000 บาท นับว่าสมควรแก่ฐานะของผู้ตายและทายาท ส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำบุญครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน การมีละครรำหน้างานศพ การทำหนังสือประวัติผู้ตายและค่าของชำร่วยแจกในงานศพ ก็เป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นและเหมาะสมในการจัดการศพผู้ตายที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้ แม้โจทก์ที่ 1 จะยังเป็นผู้เยาว์และนางพวงเพ็ชรผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายอัญญฤทธิ์ผู้ตาย ก็ไม่ทำให้ความรับผิดในส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองลดน้อยลง กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าปลงศพนายสุริศแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพจำนวน 732,000 บาท และค่าขนย้ายศพจำนวน 50,000 บาท รวม 782,000 บาท และใช้เงินค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 360,000 บาท รวม1,142,000 บาท แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์ผิดเป็นจำนวน 1,192,000 บาท เพราะนำค่าขนย้ายศพไปรวมกับค่าปลงศพอีก ทั้งที่คิดรวมไปแล้วตั้งแต่แรก และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดไร้อุปการะเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 250,000 บาท เมื่อรวมกับค่าปลงศพนายสุริศแล้วที่ถูกต้องเป็นเงินจำนวน 1,032,000 บาท แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิมพ์ผิดเป็นจำนวน 1,082,000 บาท เพราะคิดรวมค่าปลงศพตามที่ศาลชั้นต้นพิมพ์ผิด จำเลยทั้งสองจึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่เกินไปในแต่ละศาลเป็นจำนวน 50,000 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมารวม 2,500 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง

แม้เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับ แม่เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 2 มกราคม 2540 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ฉะนั้น เมื่อคดีปรากฏว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จำนวน 1,032,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง 2,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 432 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงอลิน นิรมรและเด็กชายอริญชัย นิรมร
โดยนางพวงเพช็ร ชุนละเอียด
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายสถิตย์ แก้วเมือง กับพวก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8268/2550
#411008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 แม้โจทก์จะอ้างมาตรา 289 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายอย่างไร จึงมีลักษณะเป็นเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 289 ศาลจึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเท่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 และ 192 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

ความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโจทก์มิได้นำสืบว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่พวกของจำเลยใช้ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้น เป็นอาวุธปืนที่จำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและให้พาติดตัวไปตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ก็มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง ในชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เลย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ได้ คงลงโทษได้เพียงในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 371 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2546 เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิด ขนาด .22 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับ และมีกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 4 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวกโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 8 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นเขตเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่เป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ร่วมกันมีและติดตัวไปดังกล่าวยิงประทุษร้ายนายสมชาย แน่วแน่ ผู้เสียหาย 4 นัด ติดต่อกันโดยมีเจตนาฆ่า ทั้งนี้จำเลยกับพวกได้ลงมือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายหลบหนีวิถีกระสุนได้ทัน และกระสุนปืนไม่ถูกร่างกายของผู้เสียหายผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดหัวกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 4 หัว ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดได้จากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ก่อนกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 และของศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 3 เดือน ทั้งสองคดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายในกำหนด 1 ปีและ 2 ปี ตามลำดับ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 592/2545 และ 191/2545 ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกอันไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 289, 371 ริบหัวกระสุนปืนของกลาง และนำโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 592/2545 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2545 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 6, 72 และ 72 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง และ 72 ทวิ วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) จึงลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูก มาตรา 75) ประกอบมาตรา 52 (1) (ที่ถูก มาตรา 52 (1) (2)), 53 ประกอบมาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 25 ปี 5 เดือน นำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2545 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และโทษจำคุก 3 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 592/2545 ของศาลชั้นต้นบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 25 ปี 14 เดือน (ที่ถูก ไม่บวกโทษเพราะศาลยังไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุก แต่เปลี่ยนเป็นส่งไปฝึกอบรม) อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา ริบของกลาง (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องริบหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ฯลฯ... พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้พิพากษากลับเป็นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 แม้โจทก์จะอ้างมาตรา 289 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายอย่างไรจึงมีลักษณะเป็นเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 289 ศาลจึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้องและไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 และ 192 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์มิได้นำสืบว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่พวกของจำเลยใช้ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นเป็นอาวุธปืนที่จำเลยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีและให้พาติดตัวไปตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ก็มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง ในชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เลย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้ คงลงโทษได้เพียงในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ถูกต้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและคอรบครัวพิพากษายกฟ้องในความผิดทั้งสองฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เรียกกระทงลงโทษ ขณะกระทำผิดจำเลยอยู่ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ฐานพยายามฆ่า จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท พิเคราะห์รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะความประพฤติทั่วไปไม่เสียหายร้ายแรง มารดาของจำเลยยังห่วงใยและประสงค์จะรับตัวจำเลยไปอบรมดูแลโดยกวดขันความประพฤติให้มากขึ้น จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดีโดยรอการลงโทษจำคุกและปรับจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 106 (2) และ (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 289 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายมนตรี พงศ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260/2550
#412181
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงินจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอชำระหนี้โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 207

มาตรา 733 แห่ง ป.พ.พ. เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคม จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 840,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคาร ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 10,800 บาท ทุกวันที่ 24 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 25 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์เรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ทันที จำเลยสัญญาว่าจะทำประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองเป็นประกันหนี้ โดยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันภัยทรัพย์สินดังกล่าวและโจทก์ได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยแทนไป จำเลยยอมให้โจทก์นำค่าเบี้ยประกันภัยรวมกับยอดเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจกท์ โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบภายหลังทำสัญญาจำเลยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเพียงบางส่วนครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 เป็นเงิน 8,988 บาท เมื่อหักชำระหนี้แล้วจำเลยยังคงค้างชำระเงินต้นจำนวน 834,495.15 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 147,279.14 บาท วันที่ 3 เมษายน 2543 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองแทนจำเลยไปก่อน โดยชำระค่าเบี้ยประกันภัยไปจำนวน 1,461.62 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 385,761.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,221,718.04 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 834,495.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยแก่โจทก์เป็นเงินครั้งละ 1,461.62 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เริ่มชำระตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า ภายหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยผ่อนชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์เรื่อยมาเป็นเงินต้นประมาณ 200,000 บาท แต่โจทก์ไม่นำเงินที่จำเลยชำระไปหักเงินต้นคงหักชำระดอกเบี้ยเท่านั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ในปี 2541 โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำรหนี้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะรับโอนหลักประกันเพื่อหักกลบลบหนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 90 ของมูลค่าหลักประกัน หากมีหนี้ส่วนเกินลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องต่อโจทก์เพื่อขอโอนทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้ พนักงานของโจทก์ตรวจสอบหลักประกันของจำเลยแล้วแจ้งว่า มีราคาประเมิน 1,200,000 บาท ซึ่งยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมีจำนวน 840,500 บาท ดังนั้น อัตราร้อยละ 90 ของราคาประเมินคือ 1,040,000 บาท ซึ่งเกินกว่ายอดหนี้ค้างชำระดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญารับโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ แต่โจทก์เพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 840,501.60 บาท แก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,221,718.64 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 834,495.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 840,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคาร ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 18,000 บาท ทุกวันที่ 24 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 25 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์เรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ทันที จำเลยสัญญาว่าจะทำประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองเป็นประกันหนี้โจทก์ โดยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันภัยทรัพย์สินดังกล่าวและโจทก์ได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยแทนไป จำเลยยอมให้โจทก์นำค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 โจทก์ทำสัญญาประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนอง โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปจำนวน 1,461.62 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.9 จำเลยคงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เพียงบางส่วน ในปี 2541 โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะโอนหลักประกันเพื่อหักกลบลบหนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 90 ของมูลค่าหลักประกัน หากมีหนี้ส่วนเกินลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ตามประกาศโฆษณาเอกสารหมาย ล.1 จำเลยจึงยื่นคำร้องต่อโจทก์เพื่อขอโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 เป็นเงิน 8,988 บาท ยังคงค้างชำระต้นเงินอยู่อีก 834,495.15 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยทราบแล้ว ตามหนังสือบอกกล่าวและไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ไม่รับโอนทรัพย์จำนองของจำเลยชำระหนี้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า แผ่นพับตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเพียงประกาศโฆษณาให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่า โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ ให้สามารถปลดภาระหนี้ที่มีอยู่ด้วยวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่จำนองให้โจทก์แทนการชำระหนี้ โดยโจทก์กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหลายประการซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของโจทก์ก่อน แผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังไม่ชัดเจนแน่นอน จึงมิใช่คำเสนอ แต่เป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้สนใจทำคำเสนอเข้ามาเท่านั้น คำร้องของจำเลยที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ จึงจัดว่าเป็นคำเสนอ เมื่อโจทก์มิได้สนองรับย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญา จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 จำเลยต้องชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองหรือไม่ ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.8 ข้อ 8 ระบุว่า "ถ้าหากมีการบังคับจำนอง และภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้อันผู้จำนองและหรือลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระแก่ผู้รับจำนอง หรือเมื่อผู้รับจำนองเอาทรัพย์สินที่จำนองหลุดเป็นสิทธิ และราคาทรัพย์สินที่จำนองยังต่ำกว่าหนี้อันผู้จำนองและหรือลูกหนี้จะต้องชำระเป็นจำนวนเงินเท่าใด ผู้จำนองยินยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นจนครบ" เห็นว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้รับจำนองและจำเลยผู้จำนองตกลงกันเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติไว้ ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 733 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใด จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษ นอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ก็ย่อมกระทำได้ ดังนั้น ในกรณีที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอใช้เงิน โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะยึดทรัพย์อื่นของจำเลยในฐานะผู้จำนองเป็นประกันมาใช้หนี้จนครบ"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 208 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายนิรุทธิ์ อิ่มแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260/2550
#415516
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ ให้สามารถปลดภาระหนี้ที่มีอยู่ด้วยวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่จำนองให้โจทก์แทนการชำระหนี้ โดยโจทก์กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของโจทก์ก่อน แผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังไม่ชัดเจนแน่นอน จึงมิใช่คำเสนอ แต่เป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้สนใจทำคำเสนอเข้ามาเท่านั้น คำร้องขอของจำเลยที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ จึงจัดว่าเป็นคำเสนอเมื่อโจทก์มิได้สนองรับย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญา

จำเลยค้างชำระหนี้เงินแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 จำเลยต้องชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง

แม้ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจะเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้รับจำนองและจำเลยผู้จำนองตกลงกันเป็นประการพิเศษนอกเหนือจากที่ ป.พ.พ. มาตรา 733 บัญญัติไว้ ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 733 ดังกล่าว เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีเท่านั้น มิใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปแต่เกี่ยวแก่คู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใด จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ก็ย่อมกระทำได้ ดังนั้น ในกรณีที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอใช้เงิน โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะยึดทรัพย์อื่นของจำเลยในฐานะผู้จำนองเป็นประกันมาใช้หนี้จนครบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,221,718.64 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 834,495.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยแก่โจทก์เป็นเงินครั้งละ 1,461.62 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เริ่มชำระตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 840,501.60 บาท แก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,221,718.64 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 834,495.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 840,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคารดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 18,000 บาท ทุกวันที่ 24 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 25 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์เรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ทันที จำเลยสัญญาว่าจะทำประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองเป็นประกันหนี้โจทก์โดยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันภัยทรัพย์สินดังกล่าวและโจทก์ได้จัดการเอาประกันอัคคีภัยแทนไป จำเลยยอมให้โจทก์นำค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน โจทก์ทำสัญญาประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองโดยจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปจำนวน 1,461.62 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยคงผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เพียงบางส่วน ในปี 2541 โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะโอนหลักประกันเพื่อหักกลบลบหนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 90 ของมูลค่าหลักประกัน หากมีหนี้ส่วนเกิน ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ตามประกาศโฆษณา จำเลยจึงยื่นคำร้องต่อโจทก์เพื่อขอโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 เป็นเงิน 8,988 บาท ยังคงค้างชำระต้นเงินอยู่อีก 834,495.15 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยทราบแล้ว ตามหนังสือบอกกล่าวและไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าการที่โจทก์ไม่รับโอนทรัพย์จำนองของจำเลยชำระหนี้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่ เห็นว่า แผ่นพับเป็นเพียงประกาศโฆษณาให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่า โจทก์มีโครงการโอนทรัพย์จำนองชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ค้างชำระสูงและไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ ให้สามารถปลดภาระหนี้ที่มีอยู่ด้วยวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่จำนองให้โจทก์แทนการชำระหนี้ โดยโจทก์กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหลายประการซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของโจทก์ก่อน แผ่นพับโฆษณาดังกล่าวยังไม่ชัดเจนแน่นอน จึงมิใช่คำเสนอ แต่เป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้สนใจทำคำเสนอเข้ามาเท่านั้น คำร้องของจำเลยที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการจึงจัดว่าเป็นคำเสนอเมื่อโจทก์มิได้สนองรับย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญา จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 จำเลยต้องชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองหรือไม่ ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุว่า "ถ้าหากมีการบังคับจำนอง และภายหลังจากเอาทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้อันผู้จำนองและหรือลูกหนี้มีหน้าที่ที่ต้องชำระแก่ผู้รับจำนองหรือเมื่อผู้รับจำนองเอาทรัพย์สินที่จำนองหลุดเป็นสิทธิ และราคาทรัพย์สินที่จำนองยังต่ำกว่าหนี้อันผู้จำนองหรือลูกหนี้จะต้องชำระเป็นจำนวนเงินเท่าใด ผู้จำนองยินยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดนั้นจนครบ" เห็นว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้รับจำนองและจำเลยผู้จำนองตกลงกันเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติไว้ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 733 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีเท่านั้น มิใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปแต่เกี่ยวแก่คู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใด จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ก็ย่อมกระทำได้ ดังนั้น ในกรณีที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอใช้เงิน โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะยึดทรัพย์อื่นของจำเลยในฐานะผู้จำนองเป็นประกันมาใช้หนี้จนครบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 51336 ตำบลสุรศักดิ์ (ศรีราชา) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 207 ม. 208 วรรคหนึ่ง ม. 356
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายนิรุทธิ์ อิ่มแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252 -ที่ 8254/2550
#410727
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางกล่าวอ้างว่าการทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเพื่อรับตำแหน่งใหม่ไม่ถูกต้องเพราะเป็นการทำตามระเบียบที่ออกมาภายหลังจากโจทก์ได้สอบคัดเลือกแล้ว จึงเรียกเงินเดือนส่วนที่ลดลงไปนับแต่เดือนสิงหาคม 2544 ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าการที่จำเลยให้โจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเป็นการฉ้อฉล ไม่สุจริต ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยทำไว้กับสหภาพแรงงาน ขัดต่อกฎหมาย แล้วเรียกเงินเดือนส่วนที่ลดลงไปนับแต่เดือนสิงหาคม 2544 เงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อน และเงินอื่นๆ แม้ว่าโจทก์จะอ้างเหตุที่แสดงว่าการทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนไม่ชอบด้วยเหตุที่แตกต่างจากในคดีเดิม และเรียกเงินอื่นเพิ่มมาจากในคดีก่อน แต่เป็นการกระทำสืบเนื่องมาจากมูลกรณีเดียวกัน ซึ่งโจทก์สามารถอ้างในการฟ้องและเรียกร้องเงินอื่นที่เพิ่มขึ้นมาในคดีเดิมได้ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยโดยเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2531 วันที่ 3 กันยายน 2533 และวันที่ 26 มิถุนายน 2532 ตามลำดับ โจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,070 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 3,550 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,090 บาท โจทก์ที่ 3 ได้รับจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,740 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกและลูกจ้างของจำเลยสอบเพื่อทำงานตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุ่งอากาศยาน โจทก์ทั้งสามสมัครสอบเพื่อทำงานตำแหน่งดังกล่าว จำเลยประกาศว่าโจทก์ทั้งสามสอบผ่านข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์โจทก์ทั้งสามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 แต่ยังไม่ประกาศผลการสอบ เดือนเมษายน 2544 จำเลยเรียกโจทก์ทั้งสามสอบสัมภาษณ์เพิ่มเติม จำเลยทำการโดยฉ้อฉลหรือโดยไม่สุจริตแจ้งว่าลูกจ้างทุกคนที่สอบได้ต้องปรับลดเงินเดือนเหลือเดือนละ 11,460 บาท ถ้าไม่ยินยอมจะสอบไม่ผ่าน หากยินยอมจะสอบผ่ายโดยอ้างว่าได้ปรึกษากรมแรงงาน (ที่ถูกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) แล้วสามารถทำได้แม้จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าห้ามปรับลดเงินเดือนกับผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยไว้แล้วก็ตาม ซึ่งการปรับลดเงินเดือนจำเลยเพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 และไม่เป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ทั้งสามหลงเชื่อจึงทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเหลือเดือนละ 11,460 บาท จำเลยจึงประกาศผลการสอบว่าโจทก์ทั้งสามสอบผ่านและได้รับตำแหน่งใหม่ ต่อมาโจทก์ทั้งสามทราบว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฉ้อฉลหรือไม่สุจริตทั้งผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยทำไว้กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ผิดกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงเรียกให้จำเลยคืนเงินเดือนตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจะต้องคืนเงินเดือนส่วนที่ถูกหักไว้ โดยโจทก์ที่ 1 ถูกหักเดือนละ 13,610 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 653,280 บาท เงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนและเงินอื่นๆ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือน พฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 10,023,668 บาท โจทก์ที่ 2 ถูกหักเดือนละ 10,630 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 510,240 บาท เงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 1,115,127 บาท โจทก์ที่ 3 ถูกหักเงินเดือน 14,280 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 685,440 บาท เงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2544 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 1,363,168 บาท ขอให้พิพากษาว่าหนังสือยินยอมให้ลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามเป็นโมฆะ ให้จำเลยจ่ายเงินเดือนที่หักไว้คืนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 653,280 บาท พร้อมกับจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 42,129 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2548 กับจ่ายเงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนและเงินอื่นๆ ตามกฎหมายจำนวน 1,023,668 บาท ให้จ่ายเงินเดือนที่หักไว้คืนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 510,240 บาท พร้อมกับจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 39,696 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2548 กับจ่ายเงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนและเงินอื่นๆ ตามกฎหมายจำนวน 1,115,127 บาท และให้จ่ายเงินเดือนที่หักไว้คืนแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 685,440 บาท พร้อมกับจ่ายเงินเดือนให้เดือนละ 43,190 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2548 กับจ่ายเงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อนและเงินอื่นๆ ตามกฎหมายจำนวน 1,363,168 บาท

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ในประเด็นเดียวกับคดีก่อนจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอในการวินิจฉัยให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การที่คู่ความไม่โต้แย้งกันปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยเปิดการสอบคัดเลือกบรรจุพนักงาน (ลูกจ้าง) ในสังกัดกองควบคุมงานซ่อมบำรุงอากาศยาน ฝ่ายปฏิบัติงานซ่อมบำรุงอากาศยาน โจทก์ทั้งสามสมัครเข้าสอบคัดเลือกและสอบผ่านได้รับการคัดเลือกบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยได้โอนย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานในตำแหน่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 และได้ลดเงินดือนของโจทก์ทั้งสามลงเหลือเดือนละ 11,460 บาท ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเคยร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3686-3691/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 6309-6314/2545 ซึ่งในสำนวนดังกล่าวโจทก์ทั้งสามระบุในคำฟ้องว่าก่อนที่จะมีการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสาม จำเลยได้ออกระเบียบครั้งที่ 36/2543 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2543 และเรียกโจทก์ทั้งสามไปพบ แล้วแจ้งให้ทราบว่าหากโจทก์ทั้งสามจะรับตำแหน่งใหม่จะต้องยินยอมลดเงินเดือนและเข้ารับงานในตำแหน่งใหม่แต่โจทก์ทั้งสามเห็นว่าการลดเงินเดือนนั้นไม่ถูกต้องจึงขอให้จำเลยจ่ายเงินเดือนส่วนที่ลดคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ในคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยลดอัตราเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามลงเหลือเพียงเดือนละ 11,460 บาท เป็นไปตามการให้ความยินยอมของโจทก์ทั้งสามโดยสมัครใจซึ่งเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลบังคับได้ และอัตราเงินเดือนที่ลดลงนั้นไม่ใช่ค่าจ้างค้างจ่าย พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย การขอความยินยอมในการลดเงินเดือนของจำเลยเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทั้งสามทราบข้อตกลงดังกล่าว เป็นการไม่สุจริตและฉ้อฉลโจทก์ทั้งสาม นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะซึ่งโจทก์ทั้งสามได้บอกล้างได้ และการลดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามเป็นการมิชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 จึงไม่มีผลบังคับ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทั้งสามอ้างแต่ในทำนองว่า ในการขอความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามของจำเลย จำเลยบอกว่าหากโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอมจำเลยจะถือว่าโจทก์ทั้งสามสอบไม่ผ่านโดยมิได้อ้างถึงความสุจริตหรือการฉ้อฉล ทั้งมิได้อ้างถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยดังที่ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบโดยศาลแรงงานกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามอ้างว่าหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเป็นโมฆะ เป็นการฉ้อฉล ไม่สุจริต หรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ล้วนเป็นข้ออ้างตามคำฟ้องหรือคำฟ้องอุทธรณ์ในคดีเดิมทั้งสิ้น จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่โจทก์ทั้งสามเคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3686-3691/2545 หมายเลขแดงที่ 6309-6314/2545 หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลแรงงานกลางในคดีเดิมและคดีนี้มีความแตกต่างกัน และในคดีเดิมโจทก์ทั้งสามฟ้องว่าการตกลงทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามเป็นโมฆียะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามเป็นการฉ้อฉลหรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพจ้างที่จำเลยทำไว้กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนทำให้หนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเป็นโมฆะ จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุคนละเหตุกับคดีเดิมและเหตุตามคดีใหม่นี้ศาลฎีกาก็ไม่ได้รับวินิจฉัยในคดีก่อนแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ในคดีเดิมที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่าการทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเพื่อรับตำแหน่งใหม่ไม่ถูกต้องเพราะเป็นการทำตามระเบียบที่ออกมาภายหลังจากโจทก์ทั้งสามได้สอบคัดเลือกแล้วจึงเรียกเงินเดือนส่วนที่ลดลงไปนับแต่เดือนสิงหาคม 2544 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้อง และเมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสามแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าการที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสามทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนเป็นการฉ้อฉล ไม่สุจริต ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยทำไว้กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยข้ดต่อกฎหมาย แล้วเรียกเงินเดือนส่วนที่ลดลงไปนับแต่เดือนสิงหาคม 2544 เงินค่าครองชีพ เงินโบนัส ค่าชดเชยวันหยุด ค่าชดเชยวันพักร้อน และเงินอื่นๆ แม้ว่าในคดีนี้โจทก์ทั้งสามจะอ้างเหตุที่แสดงว่าการทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนไม่ชอบด้วยเหตุที่แตกต่างจากในคดีเดิม และเรียกร้องเงินอื่นเพิ่มมาจากในคดีก่อน แต่เป็นการฟ้องถึงการกระทำเดียวกันสืบเนื่องมาจากมูลกรณีเดียวกันที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสามทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนและจำเลยลดเงินเดือนโจทก์ทั้งสามไปตามหนังสือยินยอมดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสามได้ฟ้องจำเลยในคดีเดิม ซึ่งโจทก์ทั้งสามสามารถอ้างเหตุที่แสดงว่าการทำหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนไม่ชอบที่อ้างในคดีนี้ในการฟ้องคดีเดิมและเรียกร้องเงินอื่นที่เพิ่มขึ้นมาในคดีเดิมได้ ทั้งข้ออ้างตามคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นทำนองเดียวกับที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3910-3915/2547 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสามแล้ว และการวินิจฉัยคดีเดิมกับคดีนี้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันคือหนังสือยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสาม ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นคดีที่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิมที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและเป็นคู่ความเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิพนธ์ สาระไพศาล กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245 -ที่ 8251/2550
#410725
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค้างจ่ายค่าจ้างจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน อันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งได้มีคำสั่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม แต่การที่จำเลยฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าโจทก์ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ทำให้จำเลยเสียชื่อเสียงว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นการฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมิได้สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของโจทก์ และมีประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ และคงเรียกจำเลยทั้งสามทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการไม้แปรรูปเพื่อจำหน่าย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำเลยทั้งสามไม่มีงานให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ทำทุกวันโดยอ้างว่าไม่มีวัตถุดิบและไม่จ่ายค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงาน และเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยทั้งสามได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมามีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 8/2547 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างในช่วงที่ไม่มีงานให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ทำและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งเจ็ด แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามจำนวนที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสามทั้งเจ็ดสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตมีน้อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้พนักงานตกลงกันว่าใครจะลาออกก็จะจ่ายค่าชดเชยให้ แต่พนักงานรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ตกลงกันว่าจะเข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันใดก็ได้แต่ขอให้มีคนมาทำงานและสามารถไปทำงานที่อื่นได้ โดยไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานหรือตามผลงาน โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากตกลงกันดังกล่าวแล้วโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ก็ขาดงานเป็นประจำเมื่อมาทำงานก็ไม่ทำงานให้ดีทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียหาย วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเรียกประชุมพนักงานเพื่อให้พนักงานทุกคนเขียนใบสมัครงานใหม่และจะนับเวลาการทำงานเดิมให้ ส่วนโจทก์ที่ 2 แจ้งขอลาออกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2547 โดยตกลงจะสะสางงานให้เสร็จก่อนและจะออกจากงานวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 แต่เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 ขอให้พนักงานอื่นหยุดงานเป็นเวลา 1 เดือน โจทก์ที่ 2 จึงถือโอกาสไม่มาทำงานละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน สำหรับโจทก์ที่ 6 ออกจากงานไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 แล้ว แต่เมื่อพนักงานบางส่วนไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ที่ 6 ถือโอกาสแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าทำงานกับจำเลยทั้งสามถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งเจ็ดแจ้งความเท็จต่อพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ลักไม้ยางพาราแปรรูปของจำเลยที่และที่ 2 ไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องต่อพนักงานตราจแรงงานจึงทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียชื่อเสียงว่าเป็นผู้กระทำผิดต่อกฎหมาย ละเมิดไม่ทำตามกฎหมายแรงงาน โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด การพิจารณาวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงานไม่สุจริตปราศจากความยุติธรรม และจำเลยทั้งสามไม่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงไม่เป็นที่สุด ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ทั้งเจ็ดชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 1 เป็นเงินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งเจ็ดขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 8 อนุญาต

ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเจ็ดสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค้างจ่ายค่าจ้างจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยแล้วจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งได้มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งเจ็ดร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียชื่อเสียงว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและขอให้บังคับโจทก์ทั้งเจ็ดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมิได้สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด และมีประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งเจ็ด ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยวนจิตร ชูพัฒน์พงศ์ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.พี. พาราวู้ด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8238/2550
#411002
เปิดฉบับเต็ม

ยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายตามระเบียบของจำเลยมีจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นยอดขายสุทธิตามความเป็นจริง แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยระบุว่ายอดขายสุทธิเป็นเงิน 26,377,579.20 บาท ก็เห็นได้ว่าเป็นการคิดคำนวณผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับค่าคอมมิชชันน้อยลง การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจเห็นสมควรให้นำยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ย่อมเป็นการใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงมิได้ฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าคอมมิชชัน 1,666,721.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานทุกประเภท แบ่งแผนกขายเป็น 3 แผนก แผนกหนึ่งคือแผนกแบ้งค์กิ้งซึ่งเป็นแผนกขายสินค้าให้แก่ธนาคาร จำเลยมีพนักงานอยู่ 2 แผนก คือแผนกขายตรงกับแผนกขายส่งผ่านเอเย่นต์ และจำเลยจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่พนักงานขายตรง โดยขณะเกิดเหตุการจ่ายค่าคอมมิชชันและการคิดคำนวณค่าคอมมิชชันให้แก่พนักงานขายตรงใช้ระเบียบเรื่องการให้เงินค่าคอมมิชชันจากการขาย ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 กับระเบียบเรื่องการทำยอดขายและการเบิกจ่ายค่าคอมมิชชัน ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 จำเลยไม่มีแผนกขายด้วยวิธีประมูลราคา แต่นำระเบียบการให้ค่าคอมมิชชันแบบขายตรงมาอนุโลมใช้แก่การขายด้วยวิธีประมูลราคา โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ในตำแหน่งลูกค้าสัมพันธ์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นพนักงานขายตรงในแผนกแบ้งค์กิ้ง มีหน้าที่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับธนาคารให้แก่ธนาคาร ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท ปัจจุบันโจทก์ลาออกจากงานไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 ขณะโจทก์ยังเป็นพนักงานขายตรงในแผนกแบ้งค์กิ้ง จำเลยได้ทำสัญญาขายเครื่องคัดนับธนบัตรยี่ห้อ GLORY รุ่น UW -100 ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 24 เครื่อง ด้วยวิธีประมูลราคาในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเครื่องละ 1,680,000 บาท คิดเป็นเงิน 40,320,000 บาท หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วราคาเครื่องละ 1,570,093.45 บาท คิดเป็นเงิน 37,682,256 บาท โดยก่อนที่จำเลยจะเสนอราคาเข้าประมูล โจทก์เป็นผู้ริเริ่มนำสินค้าดังกล่าวไปเสนอขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำสินต้าไปสาธิตและโน้มน้าวจนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พอใจและตกลงที่จะซื้อโดยให้จำเลยเสนอราคาเข้าประมูล โจทก์จึงเป็นผู้ติดต่อขายเครื่องคัดนับธนบัตรของจำเลยให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชัน แต่การซื้อขายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระบวนการต่อรองราคาซึ่งโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและอำนาจในการตัดสินใจของจำเลยด้วย ไม่ได้เกิดจากการกระทำของโจทก์เพียงลำพัง เมื่อพิเคราะห์ความยากง่ายในการมีส่วนร่วมทำให้การซื้อขายสำเร็จลุล่วงประกอบกับความสุจริตในการฟ้องร้องแล้วสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชัน 40 เปอร์เซ็นต์ ของค่าคอมมิชชันทั้งหมด ที่จะพึงมีพึงได้ตามระเบียบเรื่องการให้ค่าคอมมิชชันจากการขายและระเบียบเรื่องการทำยอดขายและการเบิกจ่ายค่าคอมมิชชัน ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้คิดค่าคอมมิชชันจากยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าของแถมเกินกำหนด ค่าขนส่ง ค่ารับซื้อสินค้าคืน และค่าแนะนำสินค้า โดยค่าคอมมิชชัน (ปกติ) ให้คิดตามอัตราและสัดส่วนของยอดขายสุทธิเปรียบเทียบกับราคาเอเย่นต์ หากยอดขายสุทธิต่ำกว่าราคาเอเย่นต์น้อยจะได้ค่าคอมมิชชันมาก ทั้งจากอัตราค่าคอมมิชชันที่สูงและสัดส่วนของยอดขายสุทธิที่จะนำมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันมาก หากยอดขายสุทธิต่ำกว่าราคาเอเย่นต์มากจะได้ค่าคอมมิชชันน้อย ส่วนค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสที่จะจ่ายให้แก่พนักงานที่ทำยอดขายสุทธิได้ตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ ให้คิดจากยอดขายสุทธิทั้งหมด ค่าใช้จ่ายที่จะนำมาหักจากยอดขายให้เป็นยอดขายสุทธิในคดีนี้คือค่ารับซื้อเครื่องคัดนับธนบัตรเก่ายี่ห้อ DE LA RUE รุ่น 3110 จำนวน 22 เครื่อง ราคา 6,000,000 บาท ค่าของแถม 890,476.22 บาท ค่าขนส่งและค่าเดิมทางของช่างเพื่อการให้บริการ 100,000 บาท กับค่าซื้อเครื่องอะไหล่และอุปกรณ์เตรียมไว้สำหรับให้บริการหรือบำรุงรักษา ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นประกอบการขายอีก 286,790 บาท รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 7,277,266.22 บาท เครื่องคัดนับธนบัตรที่จำเลยขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีราคาเอเย่นต์เครื่องละ 1,710,000 บาท รวม 24 เครื่อง เป็นเงิน 41,040,000 บาท จำเลยขายแบบประมูลในราคาหักภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 37,682,256 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจึงเหลือยอดขายสุทธิ 30,404,989.78 บาท แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยระบุว่ายอดขายสุทธิเป็นเงิน 26,377,579.20 บาท แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการคิดคำนวณผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับค่าคอมมิชชันน้อยลงเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้ถือยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันตามระเบียบของจำเลย เมื่อราคาเอเย่นต์ของเครื่องคัดนับธนบัตรเป็นเงิน 41,040,000 บาท ยอดขายสุทธิเป็นเงิน 30,404,989.78 บาท ยอดขายสุทธิจึงต่ำกว่าราคาเอเย่นต์ 10,635,010.22 บาท หรือ 25.91 เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมมิชชันจากการขายครั้งนี้จึงคิดจากยอดขาย 30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายสุทธิ 30,404,989.78 บาท เป็นเงิน 9,121,496.93 บาท ค่าคอมมิชชัน 3 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 273,644.91 บาท ส่วนของโจทก์ 40 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นเงิน 109,457.96 บาท กับค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมสำหรับยอดขายสุทธิในแต่ละไตรมาสเกิน 3,500,000 บาท อีก 4 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายสุทธิทั้งหมดจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นเงิน 1,216,199.59 บาท ส่วนของโจทก์อีก 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 486,479.83 บาท รวมค่าคอมมิชชันที่โจทก์มีสิทธิได้รับทั้งหมดเป็นเงิน 595,937.79 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว 179,709 บาท จึงต้องจ่ายให้โจทก์อีก 416,228.79 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 416,228.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 พฤษภาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่า ตามระเบียบเรื่องการทำยอดขายและการเบิกจ่ายค่าคอมมิชชัน ข้อ 6.2 ประกอบระเบียบเรื่องการจ่ายคอมมิชชันให้กับช่าง ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่ช่างในกรณีที่ช่างต้องติดตั้งเครื่องคัดนับธนบัตรรุ่น UW-100 ในราคาเครื่องละ 500 บาท โดยหักจากค่าคอมมิชชันของพนักงานขายการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยมิได้นำค่าคอมมิชชันช่างจำนวน 12,000 บาท มาหักออกจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องดังกล่าวไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า โจทก์ระบุในคำฟ้องว่ายอดขายสุทธิที่จะนำมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันให้แก่โจทก์มีจำนวน 26,377,579.20 บาท การที่ศาลแรงงานกลางนำยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายแล้วจำนวน 30,404,989.78 บาท มาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันให้แก่โจทก์ เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" คดีนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ยอดขายสุทธิหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายตามระเบียบของจำเลยแล้วมีจำนวน 30,404,989.78 บาท เป็นยอดขายสุทธิตามความเป็นจริง แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยระบุว่ายอดขายสุทธิเป็นเงิน 26,377,579.20 บาท ก็เห็นได้ว่าเป็นการคิดคำนวณผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริงและไม่เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับค่าคอมมิชชันน้อยลง เพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้ถือยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันตามระเบียบของจำเลย เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจเห็นสมควรให้นำยอดขายสุทธิตามความเป็นจริงมาเป็นฐานในการคิดค่าคอมมิชชันเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ อันเป็นการใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า การคิดค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสต้องคิดจากยอดขาย 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายสุทธิ 30,404,989.78 บาท ซึ่งเป็นเงิน 9,121,496.93 บาท เช่นเดียวกับการคิดค่าคอมมิชชันปกติไม่ใช่คิดจากยอดขายสุทธิทั้งหมดตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง เห็นว่า ระเบียบเรื่องการให้เงินค่าคอมมิชชันจากการขาย กำหนดวิธีคิดค่าคอมมิชชันปกติและวิธีคิดค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสไว้แยกต่างหากจากกัน โดยวิธีคิดค่าคอมมิชชันปกติให้คิดจากยอดขายสุทธิที่ถูกตัดหักแล้ว ตามอัตราแห่งความมากน้อยของยอดขายสุทธิที่ต่ำกว่าราคาเอเย่นต์ ไม่ได้ให้คิดจากยอดขายสุทธิทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ว่า "ถ้าท่านขายราคาต่ำกว่าราคาเอเย่นต์จะคิดให้ตามอัตราสัดส่วนของยอดขายที่ถูกตัดหักจากยอดขายเต็มแล้ว ตามอัตราที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ คือ ถ้าขายราคาต่ำกว่าเอเย่นต์ภายใน 2 เปอร์เซ็นต์จะคิดคำนวณจากยอดขาย 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าขายราคาต่ำกว่าเอเย่นต์ภายใน 5 เปอร์เซ็นต์ จะคิดคำนวณจากยอดขาย 80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าขายราคาต่ำกว่าเอเย่นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ จะคิดคำนวณจากยอดขาย 70 เปอร์เซ็นต์..." ลดหลั่นกันไปจนถึงถ้าขายราคาต่ำกว่าเอเย่นต์ 40 เปอร์เซ็นต์ จะคิดคำนวณจากยอดขาย 10 เปอร์เซ็นต์ แต่วิธีคิดค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสให้คิดจากยอดขายสุทธิทั้งหมดตามอัตราตามมากน้อยของยอดขายสุทธิในแต่ละไตรมาสที่ต้องขายได้ตั้งแต่ 2,000,001 บาท ขึ้นไป ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ว่า "อนึ่ง พนักงานขายจะได้รับคอมมิชชันพเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาส (รวม 3 เดือน) ดังต่อไปนี้ ถ้าขายได้ 2,000,001 บาท ขึ้นไป จะได้รับค่าคอมมิชชันเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายทั้งหมด ถ้าขายไป 2,500,000 บาท ขึ้นไป จะได้รับค่าคอมมิชชันเพิ่ม 2 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายทั้งหมด ถ้าขายได้ 3,000,000 บาท ขึ้นไป จะได้รับค่าคอมมิชชันเพิ่ม 3 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายทั้งหมดถ้าขายได้ 3,500,000 บาท ขึ้นไป จะได้รับค่าคอมมิชชันเพิ่ม 4 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายทั้งหมด" ที่ศาลแรงงานกลางคิดค่าคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมในแต่ละไตรมาสจากยอดขายสุทธิทั้งหมดจึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณิชาภา โลมาเจริญ
จำเลย — บริษัทครีเอตุส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8237/2550
#410995
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า การทำงานกะดึกระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกา ไม่ได้กำหนดเวลาพักไว้แน่นอนแต่ในช่วงเวลานี้ห้องอาหารของผู้ร้องจะเปิด 2 ช่วงคือ ระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 01.30 นาฬิกา และเวลา 6 นาฬิกา ถึง 8 นาฬิกา พนักงานจะเข้าไปรับประทานอาหารช่วงใดก็ได้โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปและพักผ่อนในห้องดังกล่าว ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เข้าไปรับประทานอาหารจะพักผ่อนที่ห้องทำงานก็ได้ ซึ่งถือว่าผู้ร้องได้กำหนดเวลาพักไว้ให้แก่ลูกจ้างของผู้ร้องรวมทั้งผู้คัดค้านแล้ว ผู้คัดค้านไม่อาจอ้างได้ว่าผู้ร้องมิได้จัดเวลาพักหรืออ้างว่าผู้ร้องมอบหมายให้ผู้คัดค้านจัดเวลาพักเองและไม่อาจกำหนดเวลาพักเองในช่วงเวลาอื่นใดได้ ดังนี้ กรณีผู้คัดค้านนอนหลับในห้องควบคุมในระหว่างเวลา 3 นาฬิกา ถึง 3.50 นาฬิกา ของวันที่ 13 มีนาคม 2547 ซึ่งมิใช่กำหนดเวลาพักที่ผู้ร้องจัดให้ จึงถือว่าการนอนหลับระหว่างเวลาทำงานดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ข้อ 4.1 วินัยและโทษทางวินัย เป็นความผิดโทษสถานหนักตามข้อ 6 ระบุว่าละเลยต่อหน้าที่ไว้ ผู้ร้องสามารถลงโทษโดยการตักเตือนเป็นหนังสือและพักงาน 1 สัปดาห์ โดยไม่จ่ายค่าจ้างตามโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง จึงขออนุญาตลงโทษนายบุญเศียร อุทยารักษ์ ด้วยการออกหนังสือเตือนและพักงาน 1 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับค่าจ้าง

นายบุญเศียร อุทยารักษ์ ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษนายบุญเศียร อุทยารักษ์ ผู้คัดค้าน ด้วยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรและพักงาน 1 สัปดาห์โดยไม่ได้รับค่าจ้างได้ตามคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างผู้ร้องในตำแหน่งหัวหน้ากะช่างเทคนิคและเป็นกรรมการลูกจ้างผู้ร้องกำหนดเวลาทำงานของลูกจ้างไว้เป็น 3 กะ คือ กะเช้าระหว่างเวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 17.30 นาฬิกา มีเวลาพัก 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา กะบ่ายระหว่างเวลา 14.30 นาฬิกา ถึง 23.30 นาฬิกา มีเวลาพัก 18 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา ส่วนกะดึกระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกา ไม่ได้กำหนดเวลาพักไว้แน่นอนแต่ในช่วงเวลาทำงานกะนี้ห้องอาหารของผู้ร้องจะเปิด 2 ช่วง คือระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 01.30 นาฬิกา และเวลา 6 นาฬิกา ถึง 8 นาฬิกา พนักงานจะเข้าไปรับประทานอาหารช่วงใดก็ได้โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปรับประทานอาหารและพักผ่อนในห้องดังกล่าว ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เข้าไปรับประทานอาหารจะพักผ่อนที่ห้องทำงานก็ได้ ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้กำหนดเวลาพักไว้ให้แก่ลูกจ้างของผู้ร้องรวมทั้งผู้คัดค้านแล้ว ผู้คัดค้านไม่อาจอ้างได้ว่าผู้ร้องมิได้จัดเวลาพักหรืออ้างว่าผู้ร้องมอบหมายให้ผู้คัดค้านจัดเวลาพักเองและไม่อาจกำหนดเวลาพักในช่วงเวลาอื่นใดได้ ผู้คัดค้านได้นอนหลับโดยมีเครื่องปูนนอนหลับที่พื้นในห้องควบคุมในระหว่างเวลา 3 นาฬิกา ถึง 3.50 นาฬิกา ของวันที่ 13 มีนาคม 2547 ตามภายถ่ายท้ายคำร้อง เดิมผู้ร้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารท้ายคำคัดค้าน ซึ่งมิได้ระบุความผิดทางวินัยเรื่อง หลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ไว้ แต่ระบุความผิดทางวินัยไว้ในประเภท ข. ข้อ 18 ว่า ละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ต่อมาผู้ร้องได้ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับใหม่ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 เป็นต้นมาตามเอกสารท้ายคำคัดค้าน โดยผู้คัดค้านลงลายมือชื่อรับทราบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 ข้อบังคับฉบับใหม่หมวด 4.1 วินัยและโทษทางวินัย ในรายละเอียดความผิดโทษสถานนักข้อ 6 ระบุไว้ว่า ละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ ขัดคำสั่ง ฯลฯ ส่วนในเรื่องความผิดร้ายแรง ข้อ 22 ระบุว่า หลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ผู้คัดค้านทำงานกะดึกจะต้องอยู่ในห้องควบคุมเฝ้าระวังดูแลการทำงานของเครื่องจักร ออกไปจดรายงานเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าตามที่ผู้ร้องกำหนดรับแจ้งเหตุฉุกเฉินแล้วไปแก้ไขวันที่ 13 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 03.50 นาฬิกา นายณรงค์ศักดิ์ ผู้จัดการรอบดึกไปพบผู้คัดค้านนอนหลับอยู่ในห้องเครื่อง แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การนอนหลับของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในเรื่องรายละเอียดความผิดโทษสถานหนักข้อ 6 ละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของโรงแรมและเป็นความผิดโทษสถานร้ายแรง ข้อ 22 หลับในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรและพักงาน 1 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับค่าจ้างได้ตามคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์สรุปได้ว่า เมื่อการทำงานในกะดึกไม่ได้กำหนดเวลาพักไว้เหมือนกะเช้าและกะบ่ายย่อมเป็นกรณีที่ผู้ร้องมอบหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดของแผนกช่างในกะดึกเป็นผู้กำหนดเวลาพักให้แก่ตัวผู้คัดค้านเอง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 1 ชั่งโมงนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า การทำงานกะดึกระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกา ไม่ได้กำหนดเวลาพักไว้แน่นอน แต่ในช่วงเวลานี้ห้องอาหารของผู้ร้องจะเปิด 2 ช่วงคือ ระหว่างเวลา 23.30 นาฬิกา ถึง 01.30 นาฬิกา และเวลา 6 นาฬิกา ถึง 8 นาฬิกา พนักงานจะเข้าไปรับประทานอาหารช่วงใดก็ได้โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปและพักผ่อนในห้องดังกล่าว ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เข้าไปรับประทานอาหารจะพักผ่อนที่ห้องทำงานก็ได้ ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้กำหนดเวลาพักไว้ให้แก่ลูกจ้างของผู้ร้องรวมทั้งผู้คัดค้านแล้วผู้คัดค้านไม่อาจอ้างได้ว่าผู้ร้องมิได้จัดเวลาพักหรืออ้างว่าผู้ร้องมอบหมายให้ผู้คัดค้านจัดเวลาพักเองและไม่อาจกำหนดเวลาพักเองในช่วงเวลาอื่นใดได้ ดังนี้ กรณีผู้คัดค้านนอนหลับในห้องควบคุมในระหว่างเวลา 3 นาฬิกา ถึง 3.50 นาฬิกา ของวันที่ 13 มีนาคม 2547 ซึ่งมิใช่กำหนดเวลาพักที่ผู้ร้องจัดให้ จึงถือว่าการนอนหลับระหว่างเวลาทำงานดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ข้อ 4.1 วินัยและโทษทางวินัย เป็นความผิดโทษสถานหนักตาม ข้อ 6 ระบุว่า ละเลยต่อหน้าที่ไว้ ผู้ร้องสามารถลงโทษโดยการตักเตือนเป็นหนังสือและพักงาน 1 สัปดาห์ โดยไม่จ่ายค่าจ้างตามโทษที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องได้ ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษนายบุญเศียร อุทยารักษ์ ผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น เมื่อการกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามข้อบังคับฉบับเดิมแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัอค้านที่ว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 22 ที่ผู้ร้องแก้ไขเพิ่มเติมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 116
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไพฑูรย์โฮเต็ล แอนด์รีสอร์ท จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายบุญเศียร อุทยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8215/2550
#412271
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารมีเพียงแผนผังแสดงที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ซื้อแนบท้ายสัญญาและขณะทำสัญญาไม่มีแผ่นพับโฆษณาหรือการโฆษณาเกี่ยวกับร้านเจ๊เล้ง โจทก์นำสืบว่า การขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการขายตามคำพรรณนา เมื่อในโครงการของจำเลยยังไม่มีการก่อสร้างร้านเจ๊เล้ง จำเลยจึงผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายเฉาก๊วย ใช้ชื่อทางการค้าว่า "เฉาก๊วยดอนเมือง" จำเลยประกอบธุรกิจก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป เมื่อประมาณปี 2538 จำเลยประกาศโฆษณาเสนอขายอาคารพาณิชย์ในโครงการ ดิแอร์พอร์ต สแควร์ โดยจำเลยยืนยันรับรองว่าร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าต่างประเทศจะเปิดดำเนินกิจการขายสินค้าและบริการในโครงการดังกล่าวโดยจะเปิดเป็นเจ๊เล้ง พลาซ่า ด้วย โจทก์หลงเชื่อและเห็นว่าร้านดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายย่อมมีลูกค้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการมาก อาคารพาณิชย์ที่จำเลยก่อสร้างเหมาะสมที่จะใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายเฉาก๊วยหรือขายต่อให้แก่ผู้อื่น ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 โจทก์จึงตกลงจองและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 2 แปลง (คูหา) ในราคา 14,000,000 บาท โดยชำระเงินในวันดังกล่าวจำนวน 700,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นเงินมัดจำเป็นงวด รวม 15 งวด งวดละ 233,280 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยครบ 15 งวด ตามสัญญา 3,499,200 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยจำนวน 4,199,200 บาท นับตั้งแต่จำเลยประกาศโฆษณาและเริ่มดำเนินกิจการจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ยังไม่มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ของร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง และ เจ๊เล้ง พลาซ่า ในโครงการของจำเลย แต่จำเลยกลับเร่งรัดให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์ ทั้งที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อไม่มีร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง และเจ๊เล้ง พลาซ่า ในโครงการของจำเลย โจทก์ก็ไม่ประสงค์จะซื้ออาคารพาณิชย์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,199,200 บาท พร้อมค่าเสียหาย จำเลยได้รับแล้วยังคงเพิกถอน ขอให้จำเลยคืนเงิน 4,199,200 บาท และชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเพราะได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาแล้วเสร็จ ทั้งกำหนดนัดให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์หลายครั้ง แต่โจทก์กลับเพิกเฉยบ่ายเบี่ยงอ้างว่าในโครงการยังไม่มีร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง และเจ๊เล้ง พลาซ่า มาเปิดกิจการ ซึ่งโจทก์ทราบดีว่าจำเลยมิใช่เจ้าของหรือผู้ประกอบการร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง และโจทก์ทราบดีว่า เจ้าของหรือผู้ประกอบการร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง ได้ซื้อที่ดินเปล่าและที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโครงการของจำเลยหลายแปลง โดยมีโครงการจะใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของร้านเจ๊เล้ง ดอนเมือง การที่เจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการร้านเจ๊เล้งดอนเมือง จะเปิดกิจการประเภทและลักษณะอย่างไร เมื่อใด ย่อมอยู่เหนือวิสัยที่จำเลยจะให้คำยืนยันได้และจำเลยก็ไม่ได้รับรองตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์เป็นผู้ผิดนัด จำเลยย่อมมีสิทธิริบเอาเงินมัดจำที่โจทก์ได้ชำระไว้ทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทจากจำเลยตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ตามลำดับ โจทก์ชำระค่าจองและผ่อนชำระค่างวดแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 4,199,200 บาท จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จและแจ้งโจทก์ให้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารพิพาทหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายตามสำเนาหนังสือเรื่องการโอนอาคารพาณิชย์เข้าธนาคารและใบตอบรับภายในประเทศ เอกสารหมาย ล.18 ถึง ล.20 แต่ขณะนั้นยังไม่มีการปลูกสร้างร้านเจ๊เล้ง พลาซ่า ในโครงการของจำเลย โจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมอาคารพิพาทและบอกเลิกสัญญาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาคืนเงินค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของจำเลยเป็นการขายตามคำพรรณนาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง โดยมีเพียงแผนผังแสดงที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ซื้อแนบท้ายสัญญาและข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าขณะทำสัญญาดังกล่าวมีแผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย จ.2 หรือการโฆษณาเกี่ยวกับร้านเจ๊เล้งหรือเจ๊เล้ง พลาซ่า ตามภาพถ่ายหมาย จ.5 โจทก์นำสืบว่า การขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการขายตามคำพรรณนา เมื่อในโครงการของจำเลยยังไม่มีการก่อสร้างร้านเจ๊เล้งและเจ๊เล้ง พลาซ่า จำเลยจึงผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ ทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวเป็นการนำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ฉะนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าการขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของจำเลยเป็นการขายตามคำพรรณนา และจำเลยไม่ผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี ใจดี
จำเลย — นางแฉล้ม จุฑาตั้งเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8212/2550
#415807
เปิดฉบับเต็ม

การที่เครื่องประดับส่วนตัวของพนักงานจำเลยสูญหายซึ่งยังไม่ปรากฏชัดว่ามีบุคคลใดลักไปหรือไม่ และการที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์กับพนักงานอื่นจะเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งโดยใช้อำนาจในการบริหารงานบุคคลของจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิจะโต้แย้งได้หากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่สามีโจทก์โทรศัพท์ถึง ป. และจะขอเข้าพบเพื่อสอบถามและขอให้โจทก์กลับเข้าทำงานแม้จะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและอาจสร้างความวุ่นวายแก่จำเลยบ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่ถึงขนาดจะเลิกจ้างได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้าง 11,076 บาท และเงินเพิ่มทุก 7 วัน พร้อมดอกเบี้ย ค่าชดเชย 26,943 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินของจำเลยและของพนักงานสูญหายหลายครั้ง และจำเลยเคยลงโทษโจทก์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว จนถึงประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ได้มีเหตุการณ์ทรัพย์สินส่วนตัวของพนักงานระดับบริหารสูญหายอีก จำเลยจึงได้ทำการสอบสวนจนได้ความว่าพนักงานอื่น ๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่โจทก์เป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดจึงสั่งพักงานโจทก์ แต่โจทก์ได้พยายามให้คนมาข่มขู่ที่หน้าโรงงานของจำเลยถึงขนาดจะทำร้ายร่างกายพนักงานของจำเลย จำเลยจึงได้พิจารณาเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงไม่สมควรที่จะจ้างอีกต่อไป จึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ ในระหว่างพักงานโจทก์ไม่ได้ทำงาน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงเรื่องค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายกันได้คงติดใจให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์กับพนักงานอื่นถูกสั่งพักงานเพื่อสอบสวนเรื่องทรัพย์สินสูญหาย พนักงานอื่นยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง แต่โจทก์กับสามีโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง และสามีโจทก์มาก่อกวน ข่มขู่ เพื่อไม่ให้ถูกพักงาน จำเลยจึงได้แก้ไขปัญหาโดยการปรับเปลี่ยนบุคลากรใหม่ ให้เลิกจ้างจำเลยโดยไม่ได้เลิกจ้างพนักงานอื่นด้วย จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ตรงตามสาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า ศางแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงถึงสาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ว่ามาจากสาเหตุของสามีโจทก์ ซึ่งตรงกับที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้และตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า เมื่อจำเลยได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุที่เครื่องประดับส่วนตัวของนางพิมพ์ใจสูญหายประมาณ 10 คน รวมทั้งโจทก์ด้วย จึงได้มีคำสั่งให้โจทก์และพนักงานอีกส่วนหนึ่งพักงานตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2548 แต่ในช่วงเย็นของวันที่ 16 มีนาคม 2548 สามีโจทก์ได้ขอเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายปรีดาผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการของจำเลยจากโจทก์ และได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายปรีดาเพื่อไม่ให้โจทก์ถูกลงโทษและให้ทำงานต่อไป ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2548 สามีโจทก์ได้โทรศัพท์ไปที่บริษัทจำเลยเพื่อขอให้โจทก์ทำงานต่อไปอีก โดยพูดคุยด้วยเสียงอันดัง แล้วแจ้งว่าจะมาพบนายปรีดาด้วยตนเอง ซึ่งต่อมาสามีโจทก์ได้ไปบริษัทจำเลย แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นว่าสามีโจทก์พูดจาเอะอะโวยวายจึงแจ้งให้นายปรีดาทราบ นายปรีดาเกรงว่าจะเกิดปัญหาจึงไม่ให้เข้าพบและรายงานเรื่องให้ผู้บริหารจำเลยทราบ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพราะเห็นว่าหากให้โจทก์ทำงานต่อไป โจทก์และครอบครัวของโจทก์จะต้องสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นแก่จำเลย ดังนี้ แม้ว่าการที่เครื่องประดับส่วนตัวของพนักงานจำเลยสูญหายซึ่งยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีบุคคลใดลักไปหรือไม่ และการที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์กับพนักงานอื่นจะเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งโดยใช้อำนาจในการบริหารงานบุคคลของจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะโต้แย้งได้หากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่สามีโจทก์โทรศัพท์ถึงนายปรีดาและจะขอเข้าพบเพื่อสอบถามและขอให้โจทก์กลับเข้าทำงานแม้จะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและอาจสร้างความวุ่นวายแก่จำเลยบ้าง แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นเหตุอันสมควรที่ถึงขนาดจะเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนฤมล เนตรศิริ
จำเลย — บริษัทอีมิแน้นท์ แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8211/2550
#269159
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคใต้ ต่อมาจำเลยยกเลิกรถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์เนื่องจากมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ตามนโยบายของจำเลย แล้วจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันหลังจากที่เรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์เป็นต้นไป เพื่อให้โจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่งที่เรียกคืน และจำเลยจะจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้พนักงานตำแหน่งระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าว เมื่อจำเลยเรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนแล้วจ่ายเงินเดือนละ 20,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่ง จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการเช่นเดียวกัน มิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายเดือน แม้จะจ่ายเงินดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนเท่าๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยและดอกเบี้ยพร้อมเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,212,579.75 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน ของเงินจำนวน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท เป็นค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าชดเชยที่จำเลยจะต้องจ่ายพร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคใต้ ต่อมาจำเลยยกเลิกรถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์เนื่องจากมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี แล้วจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันหลังจากที่เรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนจากโจทก์เป็นต้นไป การจ่ายเงินให้แทนรถยนต์ประจำตำแหน่งเพื่อให้โจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่งที่เรียกคืน และข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ปรากฏว่าจำเลยจะจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้พนักงานตำแหน่งระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าว เมื่อจำเลยเรียกรถยนต์ประจำตำแหน่งคืนแล้วจ่ายเงินเดือนละ 20,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อซื้อหรือเช่ารถยนต์สำหรับใช้งานแทนรถยนต์ประจำตำแหน่งจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการเช่นเดียวกัน มิใช่เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายเดือนแม้จะจ่ายเงินดังกล่าวเป็นจำนวนแน่นอนเท่าๆ กันทุกเดือน ก็มิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จะต้องนำไปรวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และเมื่อจำเลยไม่ต้องนำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชยแล้วจึงมิใช่กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยที่จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หรือเป็นกรณีนายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสองแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนูญ กังศิริกุล
จำเลย — บริษัทกรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8198/2550
#410985
เปิดฉบับเต็ม

การที่สิบตำรวจตรี ส. เบิกความว่า เมื่อวิ่งไล่ตามจำเลยจนทันแล้วจำเลยหันกลับมาใช้มือปัดป้องไม่ยอมให้พยานเข้ามาใกล้ตัว เมื่อพยานเข้าไปกอดและพยานให้จำเลยคว่ำหน้าลง จำเลยล้มลงพร้อมกับพยาน จากนั้นพยานสั่งให้จำเลยนอนอยู่เฉยๆ แล้วพยานใส่กุญแจข้อมือและให้จำเลยลุกขึ้น โดยไม่ปรากฏว่าพยานเบิกความว่าจำเลยใช้เท้าถีบหรือใช้มือผลักอก อันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใดการที่จำเลยปัดป้องไม่ยอมให้สิบตำรวจตรี ส. เข้าใกล้ตัว การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2828/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 (ที่ถูก 138 วรรคสอง), 91 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก 6 เดือน รวมโทษจำเลยคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2828/2543 ของศาลชั้นต้นริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 และให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ ส่วนโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่ามีเฮโรอีน 1 หลอด และเมทแอมเฟตามีน 21 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย สำหรับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ด้วยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกจำลอง ใจเย็น และสิบตำรวจตรีเสริม ชัยคำร้อง เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า ขณะที่สิบตำรวจตรีเสริมวิ่งไล่ตามจำเลยไปนั้น ร้อยตำรวจเอกจำลองไม่ได้วิ่งตามไปด้วยสิบตำรวจตรีเสริมเบิกความว่า เมื่อวิ่งทันจำเลยแล้วจำเลยหันกลับมาใช้มือปัดป้องไม่ยอมให้พยานเข้ามาใกล้ตัว เมื่อพยานเข้าไปกอดและพยานให้จำเลยคว่ำหน้าลงจำเลยล้มลงพร้อมกับพยาน จากนั้นพยานสั่งให้จำเลยนอนอยู่เฉยๆ แล้วพยานใส่กุญแจข้อมือและให้จำเลยลุกขึ้น โดยไม่ปรากฏว่าพยานเบิกความว่าจำเลยใช้เท้าถีบหรือใช้มือผลักอกอันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด การที่จำเลยปัดป้องไม่ยอมให้สิบตำรวจตรีเสริมเข้าใกล้ตัว การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายปุ๊ด ปู่เดือน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ