คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8743/2550
#417688
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์จึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

จำเลยกับ จ. ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงมาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองในระยะห่าง 14 เมตร โดยเล็งปากกระบอกปืนไปที่ตัวบ้าน มิได้เล็งปากกระบอกปืนไปที่ผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลใดซึ่งอยู่ในบ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยกับ จ. มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลใด อีกทั้งจำเลยให้ปากคำว่ายิงปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพียงแค่ข่มขู่และแก้แค้นผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่ใช้ไม้ตีทำร้ายจำเลยกับ จ. เท่านั้น ไม่มีเจตนาฆ่าใคร พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหาก ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับ กับกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และจำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปบริเวณบ้านเลขที่ 46/3 หมู่ที่ 5 ถนนแม่ทุเลา-ธารชะอม ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย อันเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัว เมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายพรเทพ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าและโดยไตรตรองไว้ก่อน จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยกับพวกยังร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านนายดวงดี ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกกระจกบานเกล็ดหน้าต่างได้รับความเสียหายทำให้เสื่อมค่าและทำให้ไร้ประโยชน์ เป็นเงิน 2,000 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้และยึดอาวุธปืนกับกระสุนปืนจำนวน 2 นัด ดังกล่าวเป็นของกลาง กระสุนปืนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 289, 358, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 358, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (ที่ถูก ให้เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สภาพแวดล้อม ทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัยแล้วปรากฏว่าขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 17 ปีเศษ จึงสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 กับฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสารธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการขัดเกลานิสัยความประพฤติแล้วจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าการได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 (จังหวัดนครสวรรค์) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 18 เดือน และเมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 6 มีกำหนด 1 ปีนับแต่วันพิพากษา ข้อหาอื่นหนอกจากนี้ให้ยก ริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนายจิรกิตต์ นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนสายแม่ทุเลา - ธารชะอม เมื่อผ่านมาถึงบ้านเลขที่ 46/3 หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นบ้านของนายดวงดี ผู้เสียหายที่ 2 บิดาของนายพรเทพ ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยชี้ให้นายจิรกิตต์ทราบว่าเป็นบ้านของวัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยกับนายจิรกิตต์มาก่อน นายจิรกิตต์ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นที่พกติดตัวมายิงไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกกระจำบานเกล็ดหน้าต่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 แตกเสียหาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ายจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์จึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในข้อหาความผิดดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครับ พ.ศ.2534 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 3 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสองและคนในบ้านนอนหลับหมดแล้วจำเลยกับนายจิรกิตต์ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงมาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองในระยะห่าง 14 เมตร โดยเล็งปากกระบอกปืนไปที่ตัวบ้าน มิได้เล็งปากกระบอกปืนไปที่ผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลใด พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยกับนายจิรกิตต์มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลใดซึ่งเจือสมกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ที่จำเลยให้ปากคำว่ายิงปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพียงแค่ข่มขู่และแก้แค้นที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกใช้ไม้ตีทำร้ายจำเลยกับนายจิรกิตต์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าใคร พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 227
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — คดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายสมชาย วงค์เครือ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550
#412305
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง เป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความจึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 193/9

ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อเดือนกันยายน 2509 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน ประมาณกลางปี 2510 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18795 พร้อมตึกแถวเลขที่ 213 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วนและวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทเฉพาะส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วน โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ทราบว่ามีการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2540 จำเลยที่ 2 เป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เดิมที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของนางป่อหน่ำกับนายป้อตุ้น นางป่อหน่ำเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเป็นยายของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนนายป้อตุ้นเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ทั้งเป็นบิดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ทั้งสองเป็นคนต่างด้าว จึงใส่ชื่อของจำเลยที่ 1 แทน ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 18795 เลขที่ดิน 1861 แขวงคลองเตย (บางกะปิฝั่งใต้) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถวเลขที่ 213 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนำที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไปโอนให้บุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสจึงถือได้ว่าเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า "การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น" จะเห็นได้ว่ากำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ จึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 193/29 ที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวม ที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ แต่เมื่อคู่ความต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในข้อนี้ได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ซึ่งโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ได้นำสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทไม่ใช่สินสมรส ย่อมมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำพยานมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนางป่อหน่ำมารดาจำเลยที่ 1 และนายป้อตุ้นพี่ชายจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายป้อตุ้นคนเดียว และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่เสียค่าตอบแทน ขัดแย้งกับคำให้การ ส่วนที่อ้างนายป้อตุ้นเป็นพยาน นายป้อตุ้นก็เบิกความลอยๆ แต่เพียงว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาท แต่เนื่องจากมีเชื้อชาติจีน จึงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งนายป้อตุ้นอ้างว่ามีส่วนรู้เห็นในการซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็ไม่ได้นำมาเบิกความสนับสนุน ที่ดินและตึกแถวพิพาทได้ซื้อมาตั้งแต่ปี 2510 เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 แล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ไม่ปรากฏว่านายป้อตุ้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำนิติกรรมด้วย จนเมื่อปี 2532 มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นโฉนดอีกแปลงหนึ่ง ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของนายป้อตุ้นมีอายุประมาณ 29 ปี และ 28 ปี ตามลำดับ หากนายป้อตุ้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจริงก็น่าจะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนโดยโอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แทนนายป้อตุ้นได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการแบ่งแยกที่ดินโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว เป็นการผิดปกติวิสัยของการเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของนายป้อตุ้น ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้าง นายประยูรบุตรเขยของนางไกรเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมเป็นพยาน นายประยูรก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าร่วมรู้เห็นในการซื้อขายที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ส่วนที่นายป้อตุ้นเบิกความถึงก็ไม่ได้ยืนยันพาดพิงว่านายประยูรเข้ามามีส่วนร่วมรู้เห็นขณะที่ซื้อขายที่ดินพิพาทด้วย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนายป้อตุ้น ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงเป็นสินสมรสเพราะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างเป็นคู่สมรสกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าโจทก์ไม่ได้ไปสำนักงานที่ดินด้วย โจทก์ไม่ทราบว่ามีการทำนิติกรรมการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทและเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนแสดงว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/29 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล วัชรินทราวุธ
จำเลย — นายโอภาส วัชรินทราวุธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550
#417683
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนำที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสไปโอนให้บุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1480 วรรคสอง ได้กำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีซึ่งเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ จึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 193/29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18795 พร้อมตึกแถวเลขที่ 213 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วน และวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทเฉพาะส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วน โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ทราบว่ามีการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2550 จำเลยที่ 2 เป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินและตึกแถวพิพาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 18795 เลขที่ดิน 1861 แขวงคลองเตย (บางกะปิฝั่งใต้) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้องถึกแถวเลขที่ 213 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนำที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไปโอนให้บุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสจึงถือได้ว่าเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่งและมาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า "การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น" จะเห็นได้ว่ากำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ จึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ต้องห้ามมาตรา 193/29 ที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นทีว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวม ที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ แต่เมื่อคู่ความต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในข้อนี้ได้ความว่าหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ซึ่งโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ได้นำสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทไม่ใช่สินสมรส ย่อมมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำพยานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนางป่อหน่ำ มารดาจำเลยที่ 1 และนายป้อตุ้น พี่ชายจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับนำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายป้อตุ้นคนเดียว และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่เสียค่าตอบแทน ขัดแย้งกับคำให้การ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนายป้อตุ้น ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงเป็นสินสมรสเพราะเป็นทรัพย์สินที่จะเลยที่ 1 ได้มาระหว่างเป็นคู่สมรสกับโจทก์การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าโจทก์ไม่ได้ไปสำนักงานที่ดินด้วย โจทก์ไม่ทราบว่ามีการทำนิติกรรมการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทและเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน แสดงว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนโจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/29 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล วัชรินทราวุธ
จำเลย — นายโอภาส วัชรินทราวุธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8719/2550
#582977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตอนต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยได้มาตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ตอนหลังโจทก์บรรยายฟ้องอีกว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทในคดีที่นาง ท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2535 คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกคำร้อง นั้น คำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยอ้างว่าได้รับยกให้จาก น. ซึ่งได้ซื้อมาจากโจทก์ในทำนองเดียวกับที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในคดีร้องขัดทรัพย์ จึงเป็นการยกข้อต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ตอนต้นที่กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนคำให้การตอนหลังของจำเลยที่ต่อสู้ว่า เมื่อโจทก์ได้รับคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยในคดีที่ ท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์มิได้คัดค้านหรือโต้แย้งการครอบครองของจำเลย โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องเอาคืนการครอบครองเพราะเกินกว่า 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง จึงเป็นการยกข้อต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่กล่าวอ้างถึงสิทธิของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีร้องขัดทรัพย์ดังกล่าว เมื่อคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาหลายข้อและแต่ละข้ออาจแยกกันได้เช่นนี้ จำเลยก็ชอบที่จะให้การโดยชัดแจ้งปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันจนถึงกับไม่มีประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครองไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1874 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 13,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงและนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมาตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2518 โดยด้านหลังของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวมีข้อความระบุห้ามโอนภายในห้าปีตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2528 ต่อมาเมื่อปี 2534 นางเทียบ ได้ฟ้องโจทก์ตามมูลหนี้กู้ยืมเงินต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 128,040 บาท แก่นางเทียบ แต่โจทก์ไม่ชำระ นางเทียบขอให้บังคับคดีนำยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด จำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้นางนงคราญ โดยวิธีมอบการครอบครองและรับเงินค่าที่ดินหมดแล้ว ต่อมานางนงคราญยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของจนปัจจุบัน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกคำร้อง ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในประการที่ว่า คำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครอง การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ว่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อาจหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตอนต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยได้มาตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ตอนหลังโจทก์บรรยายฟ้องอีกว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทในคดีที่นางเทียบ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2534 คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกคำร้อง โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์แต่จำเลยไม่ยอมออกไป เป็นการยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าว โดยโจทก์ได้แนบคำพิพากษาของศาลฎีกามาเป็นเอกสารท้ายคำฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และปรากฏว่าศาลฎีกายกคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยว่า นางนงคราญซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในระหว่างกำหนดเวลาห้ามโอนตกเป็นโมฆะ การครอบครองที่ดินพิพาทของนางนงคราญตั้งแต่ซื้อมาจึงต้องถือว่าเป็นการครอบครองไว้แทนเจ้าของที่ดินพิพาท แม้จะพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังถือว่าครอบครองไว้แทนตลอดมาจนกว่าจะมีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือหรือจนกว่าเจ้าของที่ดินพิพาทจะแสดงเจตนาสละการครอบครองให้ การที่นางนงคราญโอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อนที่จะพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยมากไปกว่าสิทธิของนางนงคราญ จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ต่อมา ส่วนเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว ไม่ปรากฏการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือหรือเจ้าของเดิมแสดงเจตนาสละการครอบครอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของได้ ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยในตอนแรกที่ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยอ้างว่าได้รับยกให้จากนางนงคราญ ซึ่งได้ซื้อมาจากโจทก์ในทำนองเดียวกับที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในคดีร้องขัดทรัพย์ จึงเป็นการยกข้อต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ตอนต้นที่กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนคำให้การตอนหลังของจำเลยที่ต่อสู้ว่า เมื่อโจทก์ได้รับคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยในคดีที่นางเทียบเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2534 แล้ว โจทก์มิได้คัดค้านหรือโต้แย้งการครอบครองของจำเลย โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องเอาคืนการครอบครองเพราะเกินกว่า 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2534 จึงเป็นการยกข้อต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ตอนหลังที่กล่าวอ้างถึงสิทธิของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีร้องขัดทรัพย์ดังกล่าว เมื่อคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาหลายข้อและแต่ละข้ออาจแยกกันได้เช่นนี้ จำเลยก็ชอบที่จะให้การโดยชัดแจ้งปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันจนถึงกับไม่มีประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครองดังที่โจทก์ฎีกาไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องแย่งการครอบครองแล้ววินิจฉัยชี้ขาดมาก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นในเรื่องแย่งการครอบครองรวมกับประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ก็ดี คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์ประการต่อมาที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่จำเลยร้องขัดทรัพย์ที่โจทก์อ้างและนำสืบได้ความว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของนางนงคราญ ตั้งแต่ที่นางนงคราญซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2528 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนห้าปีนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2528 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จะถือว่าเป็นการครอบครองแทนโจทก์ และนางนงคราญได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยก่อนที่จะพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยมากไปกว่าสิทธิของนางนงคราญ จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์ต่อมาก็ตาม แต่เมื่อคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์คือที่ดินพิพาทมิได้เข้าไปในคดี คดีร้องขัดทรัพย์จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องขัดทรัพย์กับนางเทียบ ป้าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าวเท่านั้น โดยโจทก์เองก็เบิกความรับว่า คำพิพากษาที่ยกคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยเป็นเรื่องระหว่างนางเทียบกับจำเลยไม่เกี่ยวกับโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้เข้าไปในคดี กรณีเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในระหว่างเป็นความกับโจทก์เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ครอบครองทรัพย์สินไม่อาจอ้างการแย่งการครอบครองทรัพย์สินนั้นในระหว่างเป็นความกันขึ้นต่อสู้อีกฝ่ายหนึ่งได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย การที่โจทก์ถูกนางเทียบบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2534 และจำเลยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ที่ดินพิพาทในภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนที่ดินพิพาทในวันที่ 14 ตุลาคม 2533 เมื่อโจทก์ได้รับคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยแล้วก็มิได้คัดค้านประการใด ซึ่งตามคำร้องขัดทรัพย์ของจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนางนงคราญ พี่สาวจำเลย ซึ่งซื้อมาจากโจทก์โดยชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้วคำร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยผู้ยึดถือที่ดินพิพาทได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้ครอบครองว่าตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตอาศัยอำนาจใหม่อันได้จากนางนงคราญบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แล้ว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทในวันที่ 13 ธันวาคม 2539 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง และไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ของโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1378 ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประมาณ เพราะกระโทกหรือเรืองจาบ
จำเลย — นางสำรวย แสงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8716/2550
#417345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 การที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี และได้นำเงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดี เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือ ทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 5213/2537 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ (ที่ถูก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ดำเนินการบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามรายงานการยึดทรัพย์ เจ้าหนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นำเงินมาใช้หนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ถือได้ว่าโจทก์ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำฟ้องไม่ขาดอายุความ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนเริ่มชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2537 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาทั้งหมด นายเติมพงศ์พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่นายเติมพงศ์ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนใด จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดตั้งแต่งวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2537 ระยะเวลาที่ธนาคารอาจขอใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 พร้อมกับอายุความสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่เริ่มนับแต่วันดังกล่าว การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวที่จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 จึงพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว แม้โจทก์ได้บังคับคดีแก่ที่ดินของนายจรและจำเลยที่ 2 โดยนำออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ก็ตามแต่โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพิ่มเติมเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดีคือวันที่ 1 กรฎาคม 2537 เมื่อมิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือต่อไป ทั้งการที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายก็เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี และได้เงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น ไม่ใช่การกระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5) ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — บริษัทเจ.พี.วัสดุภัณฑ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8700/2550
#416737
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เมื่อ ช. ขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนจำเลยทั้งสองครอบครองครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองไม่อาจยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นยันบิดาโจทก์ทั้งห้าได้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองจึงขาดตอนตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ จะนำระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของ ช. มานับรวมด้วยไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากบิดาโจทก์ทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์มายังไม่ครบสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จะเป็นผู้มอบอำนาจหลายคน แต่ต่างเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินและบ้านพิพาท จึงเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 (ข) ซึ่งกำหนดไว้ 30 บาท ปรากฏว่าใบมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ติดอากรแสตมป์ 30 บาท โจทก์ที่ 5 จึงมีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน และบ้านพิพาทของโจทก์ทั้งห้า และส่งมอบที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบ้านและที่ดินดังกล่าวและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบบ้านและที่ดินแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายชาลี เมื่อปี 2537 นายชาลีได้ขายที่ดินดังกล่าวและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายสุนันท์บิดาโจทก์ทั้งห้าตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2541 นายสุนันท์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามสำเนาโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทมาตั้งแต่ปี 2533 ถึงปัจจุบัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากบิดาโจทก์ทั้งห้าโดยการให้โดยเสน่หา ไม่เสียค่าตอบแทนจึงมิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยทั้งสองสามารถนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งห้ารับโอนกรรมสิทธิ์จากนายชาลีรวมกับระยะเวลาที่โจทก์ทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากบิดาโจทก์ทั้งห้าต่อเนื่องกันมาจนถึงวันฟ้อง เมื่อเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่าบุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองจะเห็นได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา เป็นการครอบครองที่ดินพิพาทในขณะที่ที่ดินดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชาลี จำเลยทั้งสองจะต้องครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่านายชาลีได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าและมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกการครอบครองขึ้นยันบิดาโจทก์ทั้งห้าได้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองได้ขาดตอนตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งห้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแล้ว หากจำเลยทั้งสองจะครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจากบิดาโจทก์ทั้งห้าจำเลยทั้งสองจะต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินดังกล่าวใหม่ จะนำระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของนายชาลีมานับรวมด้วยไม่ได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองยังครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อบิดาโจทก์ทั้งห้าและโจทก์ทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์มายังไม่ครบสิบปี จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท เป็นการปิดอากรแสตมป์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จะเป็นผู้มอบอำนาจหลายคน แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินและบ้านพิพาท จึงเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันและมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ข) ซึ่งกำหนดไว้ 30 บาท ปรากฏว่าใบมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ติดอากรแสตมป์ 30 บาท จึงถูกต้องแล้ว โจทก์ที่ 5 มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เอกสารหมาย จ. 10 เป็นเอกสารที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและส่งให้แก่จำเลยทั้งสองก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 จึงไม่อาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ. 10 เป็นสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1382
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุรักษ์ ธนานันท์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสมปอง บุญธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8691/2550
#416662
เปิดฉบับเต็ม

ความเท็จที่จะถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดี คดีแพ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมหรือไม่ การที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน และลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น ย่อมเป็นการเบิกความเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอันเป็นข้อแพ้ชนะคดีกรณีจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคำเบิกความนั้นเป็นเท็จ ดังนี้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสุทธิดาผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 179 วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 177 วรรคแรก) จำคุก 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้เปลี่ยนเป็นลงโทษกักขังแทนจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ดังนี้ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องฟ้องข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยให้การต่อสู้คดีระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยเบิกความต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน และลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ร่วมในฐานะผู้ค้ำประกัน และในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วจำเลยลงลายมือชื่อไว้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความเท็จที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีมีข้อพิพาท ความเท็จที่จะถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดี ซึ่งในคดีแพ่งดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมหรือไม่ การที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน และลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้นย่อมเป็นการเบิกความเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอันเป็นข้อแพ้ชนะคดี กรณีจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคำเบิกความนั้นเป็นเท็จ ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ร่วมแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน โดยไม่ลดโทษให้เพราะทางนำสืบของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งโจทก์ร่วมจะต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อโจทก์ร่วมไม่ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นางสาวสุทธิดา มามุข
จำเลย — นายบุญมาก ประวันเทา
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2550
#411025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนและใช้เป็นพาหนะในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้างว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับขณะขับรถจักรยานยนต์ของกลาง และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 และพบเมทแอมเฟตามีน 82,000 เม็ด ในกระโปรงท้ายรถยนต์ของกลาง ดังนั้น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32 และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 155 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1), 83 สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2), 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 50 ปี ลดโทษแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และเงินสด 107,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีพันตำรวจโทอดิรักษ์และดาบตำรวจศักดิ์ คงแสงชัย ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า พันตำรวจโทอดิรักษ์ กับพวกสอบถามจำเลยที่ 1 รับว่าพักอยู่ที่อาร์จีบีคอร์ตกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 พาพันตำรวจโทอดิรักษ์กับพวกไปที่ห้องพักหมายเลข 305 ก็พบจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้อง ดาบตำรวจศักดิ์ได้ค้นตู้เสื้อผ้าภายในห้องพัก ก็พบเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท อยู่ใกล้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเป็นของตนด้วย มีไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและเงินสดนั้นได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีก่อนคดีนี้ กับจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในวันเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจขึ้นไปที่ห้องพักของตน ขณะที่ตนอยู่ภายในห้อง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ห้องเกิดเหตุร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่าย นำชี้ตู้เสื้อผ้าที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท ตามภาพถ่าย ซึ่งตามภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของผู้หญิงแขวนอยู่ดังที่ดาบตำรวจศักดิ์ผู้ตรวจค้นเบิกความยืนยัน ทั้งๆ ที่ในขณะถ่ายรูปดังกล่าวนั้น ร้อยตำรวจเอกณรงค์วิช สุดกังวาน เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ขอให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกสารณรงค์วิชให้ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ห้องพักและตู้เสื้อผ้าที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด และเงินสด 107,000 บาท โดยไม่สมัครใจ และในหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมซึ่งทนายความของจำเลยที่ 2 แนะนำให้จัดทำขึ้นก็มิได้กล่าวถึงภาพถ่ายดังกล่าว คงกล่าวถึงแต่ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ที่สถานีตำรวจที่เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 2 นำชี้ของกลางต่างๆ ที่วางบนโต๊ะว่า จำเลยที่ 2 ไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมชี้ เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าให้ชี้ไปก่อนมีอะไรค่อยไปคุยที่ศาล จำเลยที่ 2 จึงยอมชี้และให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่าย ในหนังสือร้องเรียนดังกล่าวมิได้กล่าวถึงตู้เสื้อผ้าซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ยอมชี้แต่พนักงานสอบสวนบอกว่าให้ชี้ไปก่อน มีอะไรไปเล่าให้ศาลฟังในภายหลัง จำเลยที่ 2 จึงชี้ แล้วเจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม และข้อแตกต่างนี้ก็มิใช่ข้อแตกต่างในรายละเอียด เพราะตู้เสื้อผ้าดังกล่าวพันตำรวจโทอดิรักษ์กับดาบตำรวจศักดิ์อ้างว่าเป็นตู้เสื้อผ้าที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน มิใช่ตู้เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป จำเลยที่ 2 ย่อมระลึกถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ดีการที่หนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไม่ได้ระบุถึงตู้เสื้อผ้าดังกล่าวจึงนับว่ามีพิรุธ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิเสธภาพถ่ายที่จำเลยที่ 2 นำชี้ตู้เสื้อผ้าดังกล่าว ว่าจำเลยที่ 2 ให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้โดยไม่สมัครใจจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 นำชี้และให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ข้อนำสืบของโจทก์ว่าพบเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ของกลางในตู้เสื้อผ้าจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ก็ขัดต่อเหตุผลว่าเหตุใดจำเลยที่ 1 จึงนำเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นสิ่งของผิดกฎหมายจำนวนมากไปซุกซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยา ย่อมส่อแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวด้วย และที่ดาบตำรวจศักดิ์เบิกความว่า ในห้องพักของจำเลยที่ 2 มีตู้เสื้อผ้าใบเดียว แตกต่างจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกณรงค์วิชพนักงานสอบสวนซึ่งไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ และข้อเท็จจริงตามภาพถ่ายที่ปรากฏว่ามีตู้เสื้อผ้า 2 ใบ ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ถึงกับไม่อาจรับฟังว่ามีเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ในห้องพักของจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา เชื่อได้ว่าพันตำรวจโทอดิรักษ์และดาบตำรวจศักดิ์พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 20,000 เม็ด ในตู้เสื้อผ้าในห้องพักของจำเลยที่ 2 จริง ไม่ใช่แกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยเหตุจูงใจเพื่อหวังเงินรางวัลหรือความดีความชอบดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาข้างต้นจึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมครอบครอง เมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด กับจำเลยที่ 1 ด้วย มิใช่จำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดแต่ผู้เดียว และเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด ดังกล่าวนี้ได้ความตามรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งจำเลยที่ 2 แถลงยอมรับว่าร้อยตำรวจเอกหญิงธิติมา ธรรเมศรานนท์ รองสารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 5 กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจพิสูจน์แล้วคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 394.547 กรัม ซึ่งเกินกว่า 375 มิลลิกรัม จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนและใช้เป็นยานพาหนะในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้าวงว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทเฟตามีน กับขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ได้ใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับขณะขับรถจักรยานยนต์ของกลาง และเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในกระเป๋าการเกงข้างขวาที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 และพบเมทแอมเฟตามีน 82,000 เม็ด ในกระโปรงท้ายรถยนต์ของกลาง ดังนั้น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบรถจักรยานยนต์ รถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง รถจักรยานยนต์ของกลางและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ธพก กรุงเทพมหานคร 867 รถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ศ-5646 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่อีก 1 เครื่อง ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์หรือแจ๊ค เจริญสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8656/2550
#410583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัท พ. และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน ต่อมาโจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัท ด. โดยบริษัท ด. ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคาร จึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/111/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 628,320 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมบิดาโจทก์ได้จองซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากบริษัทศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด ในราคา 29,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และในวันเดียวกันโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว จากนั้นวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการซื้อที่ดินและการว่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส จำกัด ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2535 โจทก์ทำนิติกรรมขายอาคารเลขที่ 71/25 ซึ่งปลูกในที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท สารินธานี จำกัด เจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการขายอาคารดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาภายใน 5 ปี ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอาคารดังกล่าว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2535 โดยใช้ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินที่กำหนดทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงิน 6,840,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณภาษี คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 205,200 บาท เบี้ยปรับ 410,400 บาท เงินเพิ่ม 205,200 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 82,080 บาท รวมเป็นเงิน 902,800 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีรายรับที่แท้จริงจากการขายสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 11,600,000 บาท จึงวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นโดยให้เรียกเก็บเป็นเงินภาษี 348,000 บาท เบี้ยปรับ 696,000 บาท เงินเพิ่ม 348,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 139,210 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,531,200 บาท...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด โดยบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์เป็นเงิน 11,600,000 บาท และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาขายสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาค่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าว คืออาคารเลขที่ 71/25 ให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ในราคา 6,600,000 บาท การที่โจทก์ทำสัญญาขายอาคารดังกล่าวก็เป็นไปตามความประสงค์ของบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทสารินธานี จำกัด กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารจึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ในราคา 11,600,000 บาท เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการที่โจทก์ต้องไปโอนอาคารให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไดเร็คมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงกับบริษัทสารินธานี จำกัด อีกกรณีหนึ่งต่างหาก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ ธีระวัฒนชัย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8637/2550
#410642
เปิดฉบับเต็ม

บิดาผู้ร้องซื้อที่ดินมาจากผู้มีชื่อและได้เข้าครอบครองตลอดมา แม้บิดาผู้ร้องจะเป็นคนต่างด้าวซึ่งตาม พ.ร.บ.ที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 นั้น คนต่างด้าวจะมีที่ดินได้ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน แต่ก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวทำสัญญาซื้อขายที่ดินและมิได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดิน เมื่อบิดาผู้ร้องซื้อและครอบครองที่ดินมาเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี บิดาผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครอง การที่บิดาผู้ร้องมอบหมายให้ พ. ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดิน พ. ก็เป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบิดาผู้ร้องเท่านั้น บิดาผู้ร้องยังคงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดิน เมื่อบิดาผู้ร้องยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องโดยส่งมอบการครอบครองแม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ ผู้ร้องก็เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยสืบสิทธิต่อจากบิดาผู้ร้อง จึงเป็นการครอบครองที่ดินที่ตนมีสิทธิ แต่การครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายเตียเซ็งหรือเตียเซ่งหรือเตี่ยเช็ง แซ่เล็ก กับนางฮี้หรือน้อยหรือเน้ย แซ่เล็ก เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2862 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 84.3 ตารางวา เป็นที่ดินมือเปล่าบิดาผู้ร้องซื้อและครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2480 เมื่อปี 2513 บิดาผู้ร้องมอบให้นายไพรัช เจริญวนิช พี่ชายร่วมบิดามารดาของผู้ร้องไปดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินเนื่องจากบิดาผู้ร้องเป็นคนต่างด้าวในปี 2515 นายไพรัชได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดเลย บิดามารดาได้ยกที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องโดยมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากนายไพรัชมาเป็นผู้ร้อง ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา30 ปี ไม่มีผู้ใดรบกวนโต้แย้งหรือคัดค้านแต่ประการใด ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2862 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 84.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2862 โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า นายไพรัชเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยความสงบและเปิดเผยมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินตนเองจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า บิดาผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อและได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แม้บิดาผู้ร้องจะเป็นคนต่างด้าวซึ่งตามพระราชบัญญัติที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าว พ.ศ.2486 นั้น คนต่างด้าวจะมีที่ดินได้ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวทำสัญญาซื้อขายที่ดินและมิได้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดิน เมื่อบิดาผู้ร้องซื้อและครอบครองที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี บิดาผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครอง การที่บิดาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมอบหมายให้นายไพรัชไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้โอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่นายไพรัช แม้โฉนดที่ดินดังกล่าวจะมีชื่อนายไพรัชเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ไพรัชก็เป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบิดาผู้ร้องเท่านั้น หามีสิทธิใดๆ ในที่ดินดังกล่าวแต่ประการใดไม่ บิดาผู้ร้องยังคงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว เมื่อบิดาผู้ร้องยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยส่งมอบการครอบครองแม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ผู้ร้องก็เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยสืบสิทธิต่อจากบิดาผู้ร้อง การที่ผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองที่ดินที่ตนมีสิทธิ แต่การครอบครองปรปักษ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อการครอบครองที่ดินตามคำร้องมิใช่เป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น ศาลจึงไม่อาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ตนมีสิทธิอยู่แล้วได้ ส่วนที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวปราณี เจริญวนิช
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8635/2550
#416669
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินการจัดซื้อกิ่งพันธุ์ลำไยจำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไว้ ซึ่งมี ก. เป็นประธานกรรมการ แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริหารกิจการภายในซึ่งเป็นเรื่องของจำเลย ทั้งตามสัญญาซื้อขายก็มิได้มีข้อตกลงว่าการรับมอบสิ่งของจะต้องกระทำโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุที่จำเลยแต่งตั้งไว้ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ การที่โจทก์นำกิ่งพันธุ์ลำไยไปส่งมอบให้จำเลยภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาโดย น. และ ก. ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหารของจำเลยตามลำดับได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์ไว้แล้วให้โจทก์นำไปส่งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านต่างๆ ตามหลักฐานการส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไย เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์ไว้แล้วโดยมิได้โต้แย้งว่ากิ่งพันธุ์ลำไยไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องตามสัญญา

หลักฐานการส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไยซึ่ง น. และ ก. ได้ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการส่งมอบพัสดุมีข้อความระบุว่า คณะกรรมการส่งมอบพัสดุได้ส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไยให้แก่ผู้ใหญ่บ้านต่างๆ เพื่อจะได้ส่งมอบให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านของตนต่อไป ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยได้ตรวจและรับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยไว้เรียบร้อยแล้ว มิใช่เพียงแต่รับมอบไว้เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุทำการตรวจรับ เมื่อจำเลยได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์โดยถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 210,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 10,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 220,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ขณะเกิดเหตุมีนายนุกูลเป็นประธานกรรมการบริหาร มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อเดือนกันยายน 2543 จำเลยตกลงซื้อกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์จำนวน 8,400 ต้น ราคา 210,000 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 27 กันยายน 2543 ตามแบบสัญญาซื้อขาย วันที่ 26 กันยายน 2543 โจทก์นำกิ่งพันธุ์ลำไยจำนวน 8,400 ต้น ไปส่งมอบให้จำเลยที่ที่ทำการจำเลย นายนุกูลและนายกระจ่างกรรมการบริหารของจำเลยได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์แล้วให้โจทก์นำไปส่งให้แก่ผู้ใหญ่บ้านตามหลักฐานการส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่ากิ่งพันธุ์ลำไยและต้องคืนเงินประกันตามสัญญาแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าในการดำเนินการจัดซื้อกิ่งพันธุ์ลำไยดังกล่าวจำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไว้ตามคำสั่งที่ 59/2543 ซึ่งมีนายกระจ่างเป็นประธานกรรมการก็ตาม แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริหารกิจการภายในซึ่งเป็นเรื่องของจำเลย ทั้งตามสัญญาซื้อขายก็มิได้มีข้อตกลงว่าการรับมอบสิ่งของจะต้องกระทำโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุที่จำเลยแต่งตั้งไว้ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ การที่โจทก์นำกิ่งพันธุ์ลำไยไปส่งมอบให้จำเลยภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาโดยนายนุกูลและนายกระจ่างซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหารของจำเลยตามลำดับได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์ไว้แล้วให้โจทก์นำไปส่งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านต่าง ๆ ตามหลักฐานการส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไย เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์ไว้แล้วโดยมิได้โต้แย้งว่ากิ่งพันธุ์ลำไยไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องตามสัญญา ที่จำเลยฎีกาว่า นายนุกูลและนายกระจ่างรับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยไว้เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุของจำเลยทำการตรวจสอบนั้น เห็นว่า ตามหลักฐานการส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไย ซึ่งนายนุกูลและนายกระจ่างได้ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการส่งมอบพัสดุมีข้อความระบุว่า คณะกรรมการส่งมอบพัสดุได้ส่งมอบกิ่งพันธุ์ลำไยให้แก่ผู้ใหญ่บ้านต่างๆ เพื่อจะได้ส่งมอบให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านของตนต่อไป ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยได้ตรวจและรับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยไว้เรียบร้อยแล้วมิใช่เพียงแต่รับมอบไว้เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุทำการตรวจรับดังที่อ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับมอบกิ่งพันธุ์ลำไยจากโจทก์โดยถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 473 ม. 486
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกียรติอนันต์เลยก่อสร้าง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลภูหอ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8631/2550
#412184
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นกระบวนการ ไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 โดยระบุในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย จำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยมาตรา 124 แล้ว

โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการแต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้

ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนดและโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจ การไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไป จึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จึงถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานตรวจแรงงานประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราชมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนางสาวชัชรีพรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 7 ของเดือน ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือตามกฎหมาย โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 10 ปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท และโจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 59 วัน คิดเป็นเงิน 39,399 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำนวน 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2547 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนค่าชดเชยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งแต่อย่างใด ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับคำร้องเรียนของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วมีคำสั่งที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 นำค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท มาจ่ายให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างและไม่ได้สั่งห้ามโจทก์ไม่ให้มาทำงานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนางสาวชัชรีพรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีนางพรทิพย์และนายนิคมเป็นหุ้นส่วนโจทก์เป็นลูกจ้างของหุ้นส่วนทั้งสามคน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและเลิกจ้างซึ่งเป็นความเท็จ เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 เตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แล้วเพียงแต่ขอให้โจทก์รอเพื่อทำเอกสารการรับเงินแต่โจทก์ไม่รอ จำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,399 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นญาติใกล้ชิด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยนำเงินสดใส่ซอบมอบให้ แต่ให้เดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนจึงไปร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ โจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับนายนิคมหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อศาลแรงงานภาค 8 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่..." เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นกระบวนการไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้างดังนั้นเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเอกสารหมาย ล.9 โดยระบุในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ดำเนินการ พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 แล้ว ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ในคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการ แต่เป็นการฟ้องกับบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรงเมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกจึงฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขัดคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแรงงานทั่วไปหรือการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานนั้น จะต้องทำเป็นหนังสือ ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาต่อไปโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชอเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ที่ว่า "สัมพันธภาพระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่นตามปกติของนายจ้างและลูกจ้างโดยทั่วไปอีกต่อไป" มาแปลความว่าหมายถึงนายจ้างกับลูกจ้างมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจคงสถานะความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนด และโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจ การไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไป จึงเลิกจ้างโจทก์ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภา อักษรถึง
จำเลย — นายนพดล ทัดระเบียบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8631/2550
#416380
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้องว่าประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย จำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวที่ล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 แล้ว

โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการแต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย พร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ แล้ว

ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนดและโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถกระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงาน สังกัดสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลยที่ 1 ได้รับคำร้องเรียนของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วมีคำสั่งที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 นำค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท มาจ่ายให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างและไม่ได้สั่งห้ามโจทก์ไม่ให้มาทำงานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและเลิกจ้างซึ่งเป็นความเท็จ เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 เตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แล้ว เพียงแต่ขอให้โจทก์รอเพื่อทำเอกสารการรับเงินแต่โจทก์ไม่รอ จำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,399 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นญาติใกล้ชิด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่ในเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนจึงไปร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ โจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับนายนิคมหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อศาลแรงงานภาค 8 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่..." เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ดำเนินการ พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 แล้วที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ในคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการ แต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกจึงฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขัดคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแรงงานทั่วไปหรือการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาต่อไปโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ที่ว่า "สัมพันธภาพระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่นตามปกติของนายจ้างและลูกจ้างโดยทั่วไปอีกต่อไป" มาแปลความว่า หมายถึงนายจ้างกับลูกจ้างมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจคงสถานะความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนด และโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภา อักษรถึง
จำเลย — นายนพดล ทัดระเบียบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8630/2550
#412302
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแต่ตนมิได้อยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 ออกไปเพื่อรักษาประโยชน์ของลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2487 เดิม โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัททวีสินเทคโนโลยี จำกัด แต่ได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 ขณะอายุ 60 ปี โจทก์ส่งเงินสมทบกรณีชราภาพมาแล้ว 26 เดือน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ซึ่งสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ 2 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ครั้นโจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ 9 แต่สำนักงานจำเลยดังกล่าวนี้กลับมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเนื่องจากโจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 357/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันมีสิทธิ คำสั่งของสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ดังกล่าวและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่ทราบว่าการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่มีสิทธิ ซึ่งหากโจทก์ทราบก็คงจะติดต่อขอรับประโยชน์ทดแทนทันที จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังที่พ้นกำหนดระยะเวลา1 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวโจทก์ก็ติดต่อกับจำเลยทันทีจึงเป็นกรณีมีเหตุอันควรและมีความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ 9 ที่ รง.0621/... ลงวันที่ 14 มกราคม 2548 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 357/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 เพื่อให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

จำเลยให้การว่า คำสั่งของสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามฟ้องที่มีมติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นั้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน เปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่อย่างใด เนื่องจากปรากฏว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัททวีสินเทคโนโลยี จำกัด สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 โจทก์ยืนยันว่าได้รับทราบหนังสือสำนักงานประกันสังคมจำเลยเขตพื้นที่ 2 ที่ รง. 0620/ว 42937 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2547 เรื่องการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ซึ่งในหนังสือฉบับนี้ได้แจ้งให้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานจำเลยเขตพื้นที่จังหวัดได้ทุกแห่งทั่วประเทศภายในวันที่ 11 มกราคม 2548 หากพ้นกำหนดดังกล่าว เงินประโยชน์ทดแทนจะตกเป็นของกองทุน ทำให้โจทก์ทราบถึงสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพมากยิ่งขึ้น การที่โจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 โจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 นับแต่ทราบถึงสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพอยู่ในกำหนด 1 ปีและโจทก์อ้างว่าไม่ทราบมาก่อนว่าการขอรับประโยชน์ทดแทนต้องยื่นขอรับภายในกำหนด 1 ปีนั้น จำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุสมควรหรือความจำเป็นอื่นใดที่สามารถยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพได้ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี อีกทั้งโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 84 ทวิ ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่ถูกต้องและไม่อาจรับฟังได้เพราะพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องแจ้งถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการขอรับประโยชน์ทดแทนต่างๆ ให้แก่โจทก์ทราบ การที่สำนักงานจำเลยเขตพื้นที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบดังกล่าวก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 ลงวันที่ 14 มกราคม 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 357/2548 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 และให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนเงินบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัททวีสินเทคโนโลยี จำกัด และพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 ระหว่างทำงานโจทก์ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพแล้ว 26 เดือน หลังออกจากงาน สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพภายในวันที่ 11 มกราคม 2548 มิฉะนั้นจะหมดสิทธิรับ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2548 โจทก์ได้ไปขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ แต่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ศาลแรงงานกลางเห็นว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนดหนึ่งปีไปเพียง 3 วัน แสดงว่าโจทก์มิได้จงใจที่จะไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี จึงให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์กับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปีนับแต่วันมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นและให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" วรรคสอง บัญญัติว่า "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" เห็นว่า แม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้นระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนโดยแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน กรณีของโจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมให้ไปยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปี ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง อันเป็นชั้นขอใช้สิทธิเท่านั้น มิใช่กรณีได้รับแจ้งให้ไปรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินตามมาตรา 56 วรรคสองดังที่กล่าวมา ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 84 ทวิ ได้กำหนดทางแก้หากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ไว้แล้วนั้น เห็นว่า มาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแต่ตนมิได้อยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 ออกไปเพื่อรักษาประโยชน์ของลูกจ้างมิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างเช่นกัน ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 ม. 84 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถวัลย์ ตัณฑรัตน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
พิชิต คำแฝง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8629/2550
#269321
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ได้กำหนดขั้นตอนให้ศาลแรงงานสั่งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ซึ่งการที่นายจ้างจะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นมิใช่พิจารณาเพียงความสามารถของนายจ้างที่จะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปเท่านั้นจะต้องพิจารณาด้วยว่า นายจ้างกับลูกจ้างนั้นมีความเข้าใจอันดีต่อกัน และจะสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้จึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แทน ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายนี้ศาลแรงงานจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอย่างอื่นเกี่ยวกับลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้ทำงานกับนายจ้างอื่นแล้วจึงไม่พิจารณาข้อที่โจทก์ขอกลับเข้าทำงานอีก เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลแรงงานจะต้องดำเนินการตามที่ พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนการที่ศาลแรงงานกลาง วินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยยินยอมจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วประกอบกับที่โจทก์ได้งานใหม่ทำแล้วภายหลังถูกเลิกจ้างเพียงหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับความเสียหายนั้นเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างเดิม นับอายุงานต่อเนื่องและสภาพการจ้างเดิม พร้อมทั้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างคือวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ในอัตราวันละ 176 บาท จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,520 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,240 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2548 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือวันที่ 15 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2548 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลแรงงานแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ โดยให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อน หากไม่สามารถทำได้จึงจะให้ชำระเงิน การที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้หรือไม่ แล้วไม่กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์จึงขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดขั้นตอนให้ศาลแรงงานสั่งเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด คือสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ซึ่งการที่นายจ้างจะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นมิใช่พิจารณาเพียงความสามารถของนายจ้างที่จะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปเท่านั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างกับลูกจ้างนั้นมีความเข้าใจอันดีต่อกัน และจะสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้จึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แทน ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายนี้ศาลแรงงานจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นเกี่ยวกับลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้ทำงานกับนายจ้างอื่นแล้วจึงไม่พิจารณาข้อที่โจทก์ขอกลับเข้าทำงานอีก เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องดำเนินการตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้โดยให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยยินยอมจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว ประกอบกับที่โจทก์ได้งานใหม่ทำแล้วภายหลังถูกเลิกจ้างเพียงหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณาด้วย แล้วพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เฉพาะส่วนที่มิได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามนัยที่กล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมาลัย ภาชนะปรีดา
จำเลย — บริษัทยูโร-เอเชีย แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8629/2550
#416668
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยยินยอมจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว ประกอบกับที่โจทก์ได้งานใหม่ทำแล้วภายหลังถูกเลิกจ้างเพียงหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับความเนียหายนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างเดิม นับอายุงานต่อเนื่องและสภาพการจ้างเดิม พร้อมทั้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับแต่วันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างคือวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ในอัตราวันละ 176 บาท จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,520 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,240 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2548 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือวันที่ 15 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2548 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายวันได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 176 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ระบุสาเหตุว่า โจทก์แพ้ทินเนอร์และกาวอย่างรุนแรงจึงไม่สามารถปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จงใจทำให้นายจ้างเสียหายละกล่าววาจาส่งเสียงเอะอะโวยวายในที่ทำงานทำให้ผู้อื่นไม่มีสมาธิในการทำงานและทำให้ภาพพจน์ของนายจ้างเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และไม่ได้กระทำผิดตามที่จำเลยอ้างเหตุให้หนังสือเลิกจ้างและการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อโจทก์ได้งานใหม่แล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาข้อที่โจทก์ขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเมื่อพิจารณาประกอบกับที่โจทก์ได้งานใหม่แล้วภายหลังจากถูกเลิกจ้างเพียงหนึ่งเดือน จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ โดยให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนหากไม่สามารถทำได้จึงจะให้ชำระเงิน การที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้หรือไม่ แล้วไม่กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์จึงขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา "บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดขั้นตอนให้ศาลแรงงานสั่งเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด คือสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง แต่ศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ก็ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ซึ่งการที่นายจ้างจะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปนั้นมิใช่พิจารณาเพียงความสามารถของนายจ้างที่จะรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปเท่านั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างกับลูกจ้างนั้นมีความเข้าใจอันดีต่อกัน และจะสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นปัญหาแก่ทั้งสองฝ่าย หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้จึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แทน ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายนี้ศาลแรงงานจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นเกี่ยวกับลูกจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อศษลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์ได้ทำงานกับนายจ้างอื่นแล้วจึงไม่พิจารณาข้อที่โจทก์ขอกลับเข้าทำงานอีก เป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยยินยอมจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และดอกเบี้ยแก่โจท์แล้ว ประกอบกับที่โจทก์ได้งานใหม่ทำแล้วภายหลังถูกเลิกจ้างเพียงหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับความเสียหายนั้นเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณาด้วย แล้วพิพากษาใหม่ต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เฉพาะส่วนที่มิได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามนัยที่กล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมาลัย ภาชนะปรีดา
จำเลย — บริษัทยูโร - เอเชีย แมนูเฟคเจอร์ริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8628/2550
#410599
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ถูกเลิกจ้าง ธนาคาร ศ. มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคาร ศ. ติดต่อกัน 11 ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) มติคณะรัฐมนตรีที่ให้สถาบันการเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป เพียงให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเข้าแทรกแซงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น มิได้มีข้อความให้ยกเว้นมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้โดยอาศัยอำนาจแห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อเลิกจ้างจึงยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้ดังกล่าว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ที่ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2543 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,337,810.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 21,741,660 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 936,000 บาท เงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,120 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ 1,699,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยและเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 3 เมษายน 2543) เป็นต้นไป ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินบำเหน็จให้นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอามูลค่าตามงบบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2545 ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้แก่กระทรวงการคลัง และชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นตามประกาศกระทรวงการคลัง ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 300 ลิตร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ออกคำสั่งให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีระเบียบข้อบังคับพนักงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2535 โจทก์ได้รับสินเชื่อประเภทเงินกู้จำนวน 10,000,000 บาท จากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3937 และเลขที่ 4166 ตั้งอยู่ที่ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี จดทะเบียนจำนองหนี้ประกันดังกล่าว โดยโจทก์ใช้สินเชื่อที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขากบินทร์บุรี ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อไปแบ่งแยกในนามเดิม ซึ่งธนาคารมีคำสั่งอนุมัติให้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปทำการแบ่งแยกได้โดยให้ที่ดินแบ่งแยกออกไปทุกแปลงยังคงครอบจำนองอยู่อย่างเดิม โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีประการเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับเรื่องการยกเว้นให้สถาบันการเงินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ยักยอก ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดวินัยร้ายแรง กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปีตามส่วนอีก 3.10 วัน โดยค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนค่าจ้าง แต่ไม่รวมสวัสดิการน้ำมันรถยนต์ด้วย และให้คิดดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร และเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ คำนวณจากอัตราเงินเดือน เดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโดยไม่รวมค่าครองชีพและสวัสดิการน้ำมันรถยนต์เป็นฐานในการคำนวณด้วย ส่วนดอกเบี้ยให้คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามแล้ว จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนต้องผูกพันรับผิดในหนี้ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว

...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 มิใช่ 180 วัน ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ติดต่อกัน 11 ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 เพียงให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเข้าแทรกแซงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น มิได้มีข้อความให้ยกเว้นมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อเลิกจ้างจึงยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้ดังกล่าว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งแพ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ที่ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 986,000 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ให้คิดนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1) ม. 11 วรรคสอง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอบศักดิ์ พงศ์พนรัตน์
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2550
#410597
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาระบุใจความว่า "ข้อสัญญานี้จะได้รับการตีความภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดแจ้งข้อพิพาทเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนจะได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายภายในสามสิบวันนับแต่แจ้งข้อพิพาท" กรณีดังกล่าวจึงเป็นการตกลงที่จะให้มีอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนเป็นผู้ระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาโดยตีความตามกฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา การที่จะต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ระงับข้อพิพาท จึงต้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความสัญญาก็จะต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา และเป็นผลให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ส่วนที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานติดต่อกันเกินกว่าสามปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์โดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมเงินเพิ่มและค่าชดเชย อันเป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 17, 70 และมาตรา 118 และขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงมิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา แต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานได้

สำหรับคำฟ้องโจทก์ที่โจทก์ขอเรียกค่าขาดประโยชน์จากการทำงานที่เหลืออยู่ตามสัญญาจึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา จึงต้องเป็นไปตามข้อสัญญาที่จะต้องให้อนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ชี้ขาดก่อนตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 3,214,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 683,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าจ้างค้าง 968,315 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 944,479 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป เงินเพิ่ม 1,240,301 บาท และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกกำหนดระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินค่าจ้างในแต่ละเดือนนับถัดจากวันฟ้องและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามฟ้องอีกจำนวน 12,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามสัญญา จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาล จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาระบุใจความว่า "ข้อสัญญานี้จะได้รับการตีความภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดแจ้งข้อพิพาทเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนจะได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายภายในสามสิบวันนับแต่แจ้งข้อพิพาท" กรณีดังกล่าวจึงเป็นการตกลงที่จะให้มีอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนเป็นผู้ระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาโดยตีความตามกฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา การที่จะต้องแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ระงับข้อพิพาท จึงต้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความสัญญาก็จะต้องเป็นไปภายใต้กฎหมายของอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา และเป็นผลให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ส่วนที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานติดต่อกันเกินกว่าสามปีจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์โดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างพร้อมเงินเพิ่มและค่าชดเชย อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, 17, 70 และมาตรา 118 และขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จึงมิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานได้

สำหรับคำฟ้องโจทก์ตามข้อ 3.5 และข้อ 3.5.1 ซึ่งโจทก์ขอเรียกค่าขาดประโยชน์จากการทำงานที่เหลืออยู่ตามสัญญาจึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษาจึงต้องเป็นไปตามข้อสัญญาที่จะต้องให้อนุญาโตตุลาการอิสระหนึ่งคนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยการตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ชี้ขาดก่อนตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางรับคดีที่โจทก์ฟ้องขอสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้าง เงินเพิ่ม ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 17 ม. 70 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแอนดรูว์ จอห์น บร็อมลีย์
จำเลย — บริษัทแปซิฟิค ไทเกอร์ เอ็นเนอร์ยี่ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8616/2550
#410604
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติระวางโทษไว้ในมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวจำเลยมายังศาลภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนอาก้าซึ่งเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้อง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และการที่จำเลยมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวไปปล้นทรัพย์ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว และเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 289, 340 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 27,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6), 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนสั้นไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดอื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคท้าย เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ลงโทษฐานมีอาวุธปืนสั้น จำคุก 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 27,200 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 25,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 และ 2,200 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง กฎหมายได้บัญญัติระวางโทษไว้ในมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โจทก์มิได้ฟ้องและได้ตัวจำเลยมายังศาลภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนอาก้าซึ่งเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้อง ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และการที่จำเลยมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวไปปล้นทรัพย์ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียว และเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 78 วรรคสาม อีกบทหนึ่ง ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดอื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดอื่นเป็นบทที่มีโทษเท่ากันและหนักที่สุด ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืน โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 95 (3)
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสมชายหรือซา ปลัดจี้หรือปลัดจิ๊
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8615/2550
#413674
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โรสวีดีโอ จำกัด ที่1 กับพวกรวม 2 คน
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย ประเสริฐ หวังสันติพร
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี -
ชื่อองค์คณะ
นายชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา