คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7622/2550
#412177
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า อาคาร หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงานและสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม้ชั่วคราว โดยต่อเติมพื้นไม้และหลังคาสังกะสีมีขนาด 2.50 เมตร x 20 เมตร ออกไปทางด้านหลังของร้านอาหารซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ แม้ไม่มีลักษณะของโครงสร้างติดตรึงตราถาวรก็มีสภาพเป็นอาคารตามความหมายที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง, วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทราบคำสั่งเจ้าพนักงาน รวมปรับ 15,000 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท (ที่ถูก ปรับอีกวันละ 1,000 บาท) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 7,500 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะแต่ความผิดที่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ให้ปรับอีกวันละ 600 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับวันละ 300 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า อาคารไม้ชั่วคราวตามฟ้องเป็นอาคารตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าอาคารไม้ชั่วคราวตามภาพถ่ายท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 และ 5 ไม่มีสภาพของอาคารและไม่ได้ติดตรึงถาวรหรือเป็นโรงเรือนแต่อย่างใด จึงไม่เป็นอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า อาคาร หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงานและสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม้ชั่วคราว โดยต่อเติมพื้นไม้และหลังคาสังกะสีมีขนาด 2.50 เมตร x 20 เมตร ออกไปทางด้านหลังของร้านอาหารเฮือนเข้าเจ้าตามภาพถ่ายท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 และ 5 ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ แม้ไม่มีลักษณะของโครงสร้างติดตรึงตราถาวรก็ตาม อาคารไม้ชั่วคราวดังกล่าวก็มีสภาพเป็นอาคารตามความหมายที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายประพันธ์ สุขทรัพย์ถาวร
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7608/2550
#268979
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 33 บัญญัติให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกของผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งไปอยู่ที่อื่นเกิน 180 วัน และเจ้าบ้านไม่ทราบว่าผู้นั้นไปอยู่ที่ใด ต่อมานายทะเบียนโดยระบุว่าไม่ทราบที่อยู่ ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อและรายการผู้นั้นในทะเบียนบ้านกลางซึ่งนายทะเบียนบ้านกลางกำหนดให้จัดทำขึ้นสำหรับลงรายการบุคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ปรากฏว่าก่อนหน้าที่จำเลยมีชื่อในทะเบียนบ้านกลางจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด พนักงานเดินหมายส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่บ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ซึ่งเป็นสำนักงานเขตดุสิต ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 จึงไม่ใช่การปิดคำคู่ความ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เป็นการส่งที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการส่งหมายและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบเป็นกรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ชอบที่จะเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บงจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 55,552.26 บาท (ที่ถูก 55,522.96 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นตัวแทนของนายจ้างต่างประทศหรือเป็นบริษัทจัดหางานอันจะทำให้สามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้ และไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกันโดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างและโจทก์ตกลงทำงานให้จำเลยโดยประสงค์จะได้รับค่าจ้างจากจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงมิได้เป็นไปโดยมีนิติสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นคู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญาดังกล่าวจากจำเลยได้พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยระบุที่อยู่จำเลยในคำฟ้องเป็นบ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ทะเบียนบ้านกลางของเขตดุสิต แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด และปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่าพนักงานเดินหมายและสำเนาคำฟ้องไว้ตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในหมาย (ที่อยู่จำเลยระบุตามคำฟ้อง)

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 33 บัญญัติให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกของผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งไปอยู่ที่อื่นเกิน 180 วัน และเจ้าบ้านไม่ทราบว่าผู้นั้นไปอยู่ที่ใดต่อนายทะเบียนโดยระบุว่าไม่ทราบที่อยู่ และให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อและรายการผู้นั้นในทะเบียนบ้านกลางซึ่งนายทะเบียนบ้านกลางกำหนดให้จัดทำขึ้นสำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน ดังนั้นบ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ซึ่งเป็นสำนักงานเขตดุสิตไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การที่พนักงานเดินหมายปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามที่อยู่ที่ระบุในคำฟ้องจึงไม่ใช่การปิดคำคู่ความ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เป็นการส่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่การส่งหมายและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบเป็นกรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ชอบที่จะเพิกถอนเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุทธนา พานุรักษ์
จำเลย — นายชาญวิทย์หรือทรงพล สอนสระคู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7608/2550
#410968
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยระบุที่อยู่จำเลยในคำฟ้องเป็นบ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ทะเบียนบ้านกลางของเขตดุสิต โดยไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด และปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่าพนักงานเดินหมายได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในหมาย ซึ่งมีลักษณะเป็นสำนักงานเขตดุสิต สอบถามบุคคลที่อยู่ที่นั่นแล้วได้รับแจ้งว่าไม่รู้จักจำเลย ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 4, 33 บัญญัติให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกของผู้มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งไปอยู่ที่อื่นเกิน 180 วัน และเจ้าบ้านไม่ทราบว่าผู้นั้นไปอยู่ที่ใดต่อนายทะเบียนโดยระบุว่าไม่ทราบที่อยู่ และให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อและรายการผู้นั้นในทะเบียนบ้านกลางซึ่งนายทะเบียนบ้านกลางกำหนดให้จัดทำขึ้นสำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน ดังนั้น บ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ซึ่งเป็นสำนักงานเขตดุสิตไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 การที่พนักงานเดินหมายปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามที่อยู่ที่ระบุในคำฟ้องจึงไม่ใช่การปิดคำคู่ความ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เป็นการส่งที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่การส่งหมายและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำนวนคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบเป็นกรณีมิได้ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมชอบที่จะเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 โจทก์สมัครไปทำงานกับจำเลยโดยจำเลยอ้างว่ามีงานให้ทำที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งพนักงานเลี้ยงไก่ค่าจ้างชั่วโมงละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์เสียค่าบริการ ค่าใช้จ่ายและค่าทำหนังสือรับรองประวัติอาชญากรให้จำเลยรวมเป็นเงิน 33,000 บาท แต่จำเลยไม่ส่งโจทก์ไปทำงานตามที่ตกลงกัน ทำให้โจทก์เสียหายสูญเสียเงิน 33,000 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสมัครงานกับจำเลยและค่าติดตามเงินคืน 3,000 บาท และค่าโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลย 1,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,000 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยจนถึงวันฟ้อง 18,522.96 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 55,552.26 บาท (ที่ถูก 55,522.96 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด ศาลแรงงานกลางให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นตัวแทนของนายจ้างต่างประเทศหรือเป็นบริษัทจัดหางานอันจะทำให้สามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้ และไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกันโดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างและโจทก์ตกลงทำงานให้จำเลยโดยประสงค์จะได้รับค่าจ้างจากจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงมิได้เป็นไปโดยมีนิติสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นคู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญาดังกล่าวจากจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยระบุที่อยู่จำเลยในคำฟ้องเป็นบ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ทะเบียนบ้านกลางของเขตดุสิต แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด และปรากฏตามรายงานการเดินหมายว่าพนักงานเดินหมายได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในหมาย (ที่อยู่จำเลยระบุตามคำฟ้อง) ซึ่งมีลักษณะเป็นสำนักงานเขตดุสิต สอบถามบุคคลที่อยู่ที่นั่นแล้วได้รับแจ้งว่าไม่รู้จักจำเลย ตามพระราชบัญญัติการทะบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 33 บัญญัติให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกของผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งไปอยู่ที่อื่นเกิน 180 วัน และเจ้าบ้านไม่ทราบว่าผู้นั้นไปอยู่ที่ใดต่อนายทะเบียนโดยระบุว่าไม่ทราบที่อยู่ และให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อและรายการผู้นั้นในทะเบียนบ้านกลางซึ่งนายทะเบียนบ้านกลางกำหนดให้จัดทำขึ้นสำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน ดังนั้น บ้านเลขที่ทะเบียนบ้านกลาง 317 ซึ่งเป็นสำนักงานเขตดุลิตไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การที่พนักงานเดินหมายปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามที่อยู่ที่ระบุในคำฟ้องจึงไม่ใช่การปิดคำคู่ความ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย เป็นการส่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่การส่งหมายและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบ เป็นกรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ชอบที่จะเพิกถอนเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 33
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุทธนา พานรักษ์
จำเลย — นายชาญวิทย์หรือทรงพล สอนสระคู
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2550
#268956
เปิดฉบับเต็ม

ท. ขับรถไปในทางการที่จ้างของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างชนรถยนต์ของ ธ. ที่เอาประกันภัยไว้ต่อบริษัท ว. ได้รับความเสียหาย หลังจาก ท. ตายโจทก์ทราบจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้โจทก์ชำระแก่ ธ. และบริษัท ว. และโจทก์ได้ชำระไปแล้ว สิทธิที่โจทก์จะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนจาก ท. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 จึงเพิ่งเกิดเมื่อวันที่โจทก์ชำระเงิน

สิทธิเรียกร้องให้ลูกจ้างชดใช้คืนตามมาตรา 426 ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จะนำอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ซึ่งเป็นเรื่องอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้บังคับในการฟ้องให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. รับผิดไม่ได้ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่ ท. (วันที่โจทก์ชำระเงิน) ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 426 ม. 1754 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นายสุบิน มณฑา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (ธัญบุรี) — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2550
#415779
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดอายุความตามกฎหมายต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ท. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์กระทำละเมิดในทางการที่จ้างเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาให้แก่บริษัท ว. และ ธ. ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 จึงเป็นกรณีที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ซึ่งเป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง สิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 ที่บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา โจทก์จึงทราบจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่บริษัท ว. และ ธ. และได้ชำระค่าสินไหมทดแทนไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ ท. ถึงแก่ความตาย เมื่อ ท. ตาย หนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่ ท. ทำไว้ก่อนตายจึงเป็นมรดกตกแก่จำเลยทั้งสามผู้เป็นทายาทโดยธรรม สิทธิที่โจทก์จะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนจากจำเลยทั้งสามเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน คือวันที่ 31 มีนาคม 2540 และสิทธิเรียกร้องให้ลูกจ้างชดใช้คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แม้ ท. ตายและหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดที่ ท. กระทำไว้ก่อนตายจะเป็นมรดกตกแก่จำเลยทั้งสามผู้เป็นทายาทโดยธรรมก็นำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ ซึ่งเป็นเรื่องอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 29 กันยายน 2547 ยังไม่พ้นสิบปีนับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่ ท. ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 1,691,559.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า นายทวีเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ระหว่างทำงานนายทวีได้ขับรถยนต์โดยสารไปในทางการที่จ้างของโจทก์ชนรถยนต์ของนายธีระที่เอาประกันภัยไว้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์ในฐานะนายจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนายธีระผู้เสียหาย เป็นเงิน 1,697,272.50 บาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709 - 4710/2539 โจทก์ได้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 นายทวีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กำหนดอายุความตามกฎหมายต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่านายทวีซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์กระทำละเมิดในทางการที่จ้างเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนายธีระผู้เสียหายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ซึ่งเป็นบทบัญญัติถึงหน้าที่และความรับผิดของนายจ้างที่ต้องร่วมกับลูกจ้างรับผิดต่อความเสียหายที่บุคคลภายนอกได้รับจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างเท่านั้น แต่ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง สิทธิของนายจ้างและหน้าที่ของลูกจ้างจะพึงมีต่อกันเพียงใดต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ที่บัญญัติว่านายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้นชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4709 - 4710/2539 โจทก์จึงทราบจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนายธีระ และได้ชำระค่าสินไหมทดแทนไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 อันเป็นเวลาหลังจากที่นายทวีถึงแก่ความตาย เมื่อนายทวีตายหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่นายทวีกระทำไว้ก่อนตายจึงเป็นมรดกตกแก่จำเลยทั้งสามผู้เป็นทายาทโดยธรรม สิทธิที่โจทก์จะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนจากจำเลยทั้งสามเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนคือวันที่ 31 มีนาคม 2540 และสิทธิเรียกร้องให้ลูกจ้างชดใช้คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แม้นายทวีตายและหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดที่นายทวีกระทำไว้ก่อนตายจะเป็นมรดกแก่จำเลยทั้งสามผู้เป็นทายาทโดยธรรมก็นำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ ซึ่งเป็นเรื่องอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 29 กันยายน 2547 ยังไม่พ้นสิบปีนับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่นายทวี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีประการเดียวว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนายธีระเป็นเงิน 1,697,272.50 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสามไปเสียทีเดียว ปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วบางส่วนและหักเงินค่าจ้างของนายทวีไว้รวม 5,713.25 บาท คงเหลือค่าเสียหายของโจทก์เพียง 1,691,559.25 บาท จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของนายทวีจึงต้องชดใช้เงินให้โจทก์ 1,691,559.25 บาท แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 1,691,559.25 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 425 ม. 426 ม. 1754 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นายสุบิน มณฑา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7550/2550
#410963
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้าตกลงมอบหมายให้โจทก์ไปติดต่อขายที่ดินทั้งห้าแปลง โจทก์จึงได้ไปติดต่อขายที่ดินให้แก่ ส. แต่ที่โจทก์นำสืบว่า ส. ไปตรวจดูที่ดินแล้วพอใจ ส. และจำเลยทั้งห้าจึงตกลงทำสัญญาซื้อขายกันที่บ้านของ ส. โดยโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายด้วยนั้นไม่น่าเชื่อ เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานสัญญาซื้อขายที่กล่าวอ้างมาแสดง คงมีแต่คำเบิกความลอยๆ เท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่ได้ติดต่อกับ ส. และจำเลยทั้งห้าเกี่ยวกับเรื่องซื้อขายที่ดินนี้อีก ข้อเท็จจริงจึงเชื่อตามที่จำเลยทั้งห้านำสืบต่อมาโดยมีหลักฐานเป็นพยานเอกสารสนับสนุนว่า อ. บุตรเขยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับ ส. ต่อมา โดย ส. อ้างว่าไม่มีเงินมาซื้อที่ดินทั้งห้าแปลงของจำเลยทั้งห้า แต่ถ้าจะนำที่ดินมาร่วมลงทุนกันและหากำไรมาแบ่งกันก็สามารถทำได้ ข้อตกลงที่ว่าให้นำที่ดินมาร่วมลงทุนและหากำไรมาแบ่งกัน จึงเป็นข้อตกลงและวัตถุประสงค์ใหม่ซึ่งจำเลยทั้งห้าต้องนำไปปรึกษาหาหรือกันและตัดสินใจกันใหม่ว่าจะรับข้อเสนอใหม่นี้หรือไม่ แสดงว่าการชี้ช่องของโจทก์ที่ต้องการให้จำเลยทั้งห้าขายที่ดินให้แก่ ส. นั้นไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจาก ส. ไม่มีเงินซื้อ การตกลงนำที่ดินเข้าร่วมลงทุนกับ ส. แล้วนำกำไรมาแบ่งกันภายหลัง จึงเป็นวัตถุประสงค์ใหม่ของจำเลยทั้งห้าไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์และไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์เดิม เพราะการเข้าร่วมลงทุนนั้นเป็นการนำเอาที่ดินของจำเลยทั้งห้ามาเข้าร่วมกับ ส. และให้ ส. เป็นผู้บริหารจัดการโดยจำเลยทั้งห้าได้เข้าร่วมเป็นเจ้าของโดยรับหุ้นของบริษัท บ. ของ ส. ซึ่งเป็นข้อตกลงใหม่ การเข้าร่วมลงทุนกับ ส. ตามข้อตกลงใหม่ดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าขายที่ดินได้สำเร็จแล้วด้วยการชี้ช่องของโจทก์ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการขายที่ดินในรูปแบบใหม่ ซึ่งในที่สุดข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าทราบว่าถูก ส. หลอกลวง จำเลยทั้งห้าจึงได้ฟ้องเรียกที่ดินทั้งห้าแปลงคืนจากบริษัท บ. และ ส. กับพวก และศาลพิพากษาตามยอมให้คืนที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์สามารถชี้ช่องให้จำเลยทั้งห้าขายที่ดินตามฟ้องจนสำเร็จวัตถุประสงค์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยทั้งห้าตามที่ตกลงกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าได้มอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนในการติดต่อเสนอขายที่ดินจำนวน 5 แปลง ต่อมาโจทก์เสนอขายที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวให้แก่นายสมยศ นิ่มกรชัย นายสมยศกับจำเลยทั้งห้าได้ตกลงเข้าทำสัญญาจะซื้อขายกันตามการชี้ช่องของโจทก์ และจำเลยทั้งห้าได้จดทะเบียนขายที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่นายสมยศในนามของบริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด ซึ่งมีนายสมยศเป็นกรรมการผู้จัดการ ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการเสนอขายที่ดินและชี้ช่องให้จำเลยทั้งห้าขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อสำเร็จตามวัตถุประสงค์แล้ว ต่อมาโจทก์ขอรับเงินค่านายหน้าและเงินส่วนเกินของราคาที่ดินที่โจทก์เสนอขายได้ตามที่ตกลงกันไว้จากจำเลยทั้งห้า แต่จำเลยทั้งห้าไม่จ่ายเงินให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 283,220 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 261,475 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 720,225 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 261,120 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงินจำนวน 1,858,900 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยทั้งห้าไม่เคยมอบให้โจทก์เป็นตัวแทนติดต่อขายที่ดินให้และไม่เคยตกลงให้ค่านายหน้าแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าโอนขายที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่บริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินคนละ 45,000 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวณัฐกานต์ เรืองจำรัส ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า นายสมยศและจำเลยทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต่อมาจำเลยทั้งห้าได้ทำสัญญาขายที่ดินของตนให้แก่บริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าในประเด็นข้อพิพาทข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้จำเลยทั้งห้าทำสัญญาขายที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งห้านำสืบ โจทก์อ้างว่ารู้จักกับนายพนม บุตรชายจำเลยที่ 1 มานานกว่า 20 ปีแล้วตั้งแต่ตอนที่นายพนมไปเรียนอยู่โรงเรียนป่าไม้จังหวัดแพร่ นายพนมเป็นคนติดต่อกับโจทก์เรื่องที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าไม่ได้นำสืบโต้แย้งในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าโจทก์รู้จักกับนายพนมบุตรชายของจำเลยที่ 1 มานานกว่า 20 ปี และนายพนมได้ติดต่อกับโจทก์จริง ส่วนคำเบิกความของนายโอฬารที่อ้างว่ารู้จักกับนายสมยศเพราะไปรับประทานอาหารแล้วพรรคพวกของนายโอฬารแนะนำให้รู้จักนายโอฬารจึงเป็นคนนำนายสมยศไปพบจำเลยที่ 1 เพราะนายสมยศสนใจเกี่ยวกับการนำที่ดินไปจัดสรรนั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพียงปากเดียวของนายโอฬารโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงเชื่อว่าในตอนแรกจำเลยทั้งห้าตกลงมอบหมายให้โจทก์ไปติดต่อขายที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้องจริง โจทก์จึงได้ไปติดต่อขายที่ดินให้แก่นายสมยศ แต่ที่โจทก์นำสืบว่านายสมยศไปตรวจดูที่ดินแล้วพอใจ วันที่ 10 ธันวาคม 2537 นายสมยศและจำเลยทั้งห้าจึงตกลงทำสัญญาซื้อจขายกันที่บ้านของนายสมยศโดยโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาซื้อขายด้วยนั้น ไม่น่าเชื่อเพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานสัญญาซื้อขายที่กล่าวอ้างมาแสดง คงมีแต่คำเบิกความลอยๆ เท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่ได้ติดต่อกับนายสมยศและจำเลยทั้งห้าเกี่ยวกับเรื่องซื้อขายที่ดินนี้อีก ข้อเท็จจริงจึงเชื่อตามที่จำเลยทั้งห้านำสืบต่อมาโดยมีหลักฐานเป็นพยานเอกสารสนับสนุนว่า นายโอฬารบุตรเขยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับนายสมยศต่อมา โดยนายสมยศอ้างว่าไม่มีเงินมาซื้อที่ดินทั้งห้าแปลงของจำเลยทั้งห้า แต่ถ้าจะนำที่ดินมาร่วมลงทุนกันและหากำไรมาแบ่งกันก็สามารถทำได้ ข้อตกลงที่ว่าให้นำที่ดินมาร่วมลงทุนและหากำไรมาแบ่งกันจึงเป็นข้อตกลงและวัตถุประสงค์ใหม่ซึ่งจำเลยทั้งห้าต้องนำไปปรึกษาหารือกันและตัดสินใจกันใหม่ว่าจะรับข้อเสนอใหม่นี้หรือไม่ แสดงว่าการชี้ช่องของโจทก์ที่ต้องการให้จำเลยทั้งห้าขายที่ดินให้แก่นายสมยศนั้นไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากนายสมยศไม่มีเงินซื้อ การตกลงนำที่ดินเข้าร่วมลงทุนกับนายสมยศแล้วนำกำไรมาแบ่งกันภายหลังจึงเป็นวัตถุประสงค์ใหม่ของจำเลยทั้งห้าไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์และไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์เดิม เพราะการเข้าร่วมลงทุนนั้นเป็นการนำเอาที่ดินของจำเลยทั้งห้ามาเข้าร่วมกับนายสมยศ และให้นายสมยศเป็นผู้บริหารจัดการโดยจำเลยทั้งห้าได้เข้าร่วมเป็นเจ้าของโดยรับหุ้นของบริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด ของนายสมยศซึ่งเป็นข้อตกลงใหม่ การเข้าร่วมลงทุนกับนายสมยศตามข้อตกลงใหม่ดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าขายที่ดินได้สำเร็จแล้วด้วยการชี้ช่องของโจทก์ แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวิธีการขายที่ดินในรูปแบบใหม่ซึ่งในที่สุดข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าทราบว่าถูกนายสมยศหลอกลวง จำเลยทั้งห้าจึงได้ฟ้องเรียกที่ดินทั้งห้าแปลงคืนจากบริษัทบุญส่งเสริมพัฒนาที่ดิน จำกัด และนายสมยศกับพวก และศาลพิพากษาตามยอมให้คืนที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์สามารถชี้ช่องให้จำเลยทั้งห้าขายที่ดินตามฟ้องจนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากจำเลยทั้งห้าตามที่ตกลงกันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเวธกา ณ ศรีธะ
จำเลย — นางเสงี่ยม แผ้วพลสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2550
#268710
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านหรือข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง ที่ให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายอนุญาโตตุลาการนั้นบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งดังกล่าวแล้วคู่พิพาทจะใช้สิทธิทางศาลมายื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ก็ต้องมีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ให้สิทธิคู่พิพาทยื่นคำร้องขอได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ให้สิทธิคู่พิพาทยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับกรณีนี้ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้มีคำสั่งให้คณะอนุญาโตตุลาการรับคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของตน และหยุดการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการในกรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้อนุญาโตตุลาการทั้งสามคนรับคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2547 และสั่งให้อนุญาโตตุลาการทั้งสามคนหยุดดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องคัดค้านอนุญาโตตุลาการทั้งสามคนต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการทั้งสามคน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 20 วรรคสอง โดยอ้างเหตุว่าบุคคลทั้งสามขาดความเป็นกลาง ขาดความเป็นอิสระ ไม่มีคุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการ และไม่ให้คู่พิพาทได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันมาแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ กค. 170/2547 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องคดีนี้ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้คณะอนุญาโตตุลาการรับวินิจฉัยคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของตนในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 ซึ่งมิใช่เป็นการยื่นคำร้องคัดค้านอนุญาโตตุลาการโดยตรงตามมาตรา 20 วรรคสอง การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง ที่ให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการในการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายอนุญาโตตุลาการนั้นบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งดังกล่าวแล้วคู่พิพาทจะใช้สิทธิทางศาลมายื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ ก็ต้องมีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้อำนาจไว้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ ให้สิทธิคู่พิพาทยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับกรณีนี้ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้มีคำสั่งให้คณะอนุญาโตตุลาการรับคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของตน และหยุดการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการในกรณีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททีไอ เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550
#411225
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความ โดยระบุในใบแต่งทนายความให้ ม. เป็นทนายความ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์รวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ซึ่งใบแต่งทนายความของโจทก์ดังกล่าวมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกแห่งกรุงโตเกียวรับรองลายมือชื่อผู้แต่งทนายความ และมีหนังสือรับรองเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น และหนังสือรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รับรองต่อกันมาตามลำดับ อันเป็นการดำเนินการตามพิธีการแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับเอกสารที่ทำในต่างประเทศครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์แต่งตั้ง ม. ให้มีอำนาจตามที่ระบุในใบแต่งทนายความจริง เมื่อใบแต่งทนายความระบุให้ ม. มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ ม. จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ได้

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฝ่ายชนะคดี และไม่มีส่วนได้เสียในฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้มีคำขอให้บังคับโจทก์ต้องรับผิดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกเหนือไปจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่บริษัทโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน บัญญัติว่า "ผู้ประพันธ์ ให้กินความถึงผู้แต่งเพลงดนตรี ผู้ทำหรือก่อให้เกิดซึ่งศิลปกรรม เช่น ช่างเขียน ช่างภาพหุ่น สถาปนิก ฯลฯ ด้วย" และมาตรา 10 บัญญัติว่า ผู้ประพันธ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำวรรกรรม วิทยาศาสตรกรรมหรือศิลปกรรมของตนเป็นภาพยนตร์แสดงให้ประชาชนดู ดังนั้นในการสร้างงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์ การมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มิได้ให้ความคุ้มครองสิ่งที่เป็นเพียงความคิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนพิพาท เพียงการที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน โดยเสนอความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน อันเป็นการให้ความช่วยเหลือเสนอความคิดในฐานะที่เป็นคนรู้จักสนิทสนมกัน โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าได้มีการนำแนวความคิดตามที่จำเลยที่ 2 เสนอไปใช้ในการสร้างผลงานอุลตร้าแมนจริงหรือไม่ ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงทุนลงแรงหรือมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมน และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก

การพิจารณาว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น ต้องนำประเพณีและวิธีการปฏิบัติในการทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าอุลตร้าแมน และผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ และการหาข้อพิรุธจากข้อความที่ปรากฏในสัญญาดังกล่าว กับพยานแวดล้อมอื่นๆ มาพิจารณาประกอบกัน เช่น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้สิทธิตามสัญญาพิพาทแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินับจากวันทำสัญญาพิพาทล่วงพ้นไปถึง 20 ปี แต่กลับเพิ่งกล่าวอ้างถึงสัญญาพิพาทต่อโจทก์หลังจากที่ น. ซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 1 ปี ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ดำเนินการใช้สิทธิและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาโดยตลอดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำสัญญาพิพาทมากล่าวอ้างโต้แย้ง การที่จำเลยที่ 2 ขออนุญาตใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาทต่อโจทก์อีกหลังจากทำสัญญาพิพาทแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ไปจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาหลังจากที่ น. ถึงแก่ความตายไม่กี่วัน โดยไม่ได้ระบุถึงลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท การที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทเปรียบเทียบกับเอกสารที่มีลายมือชื่อของ น. แล้วมีความเห็นว่า มิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อพิรุธเกี่ยวกับข้อความในสัญญาพิพาท ทั้งชื่อสัญญา ชื่อผลงานอุลตร้าแมนและรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนตอนที่ไม่ถูกต้อง การไม่กำหนดเวลาและค่าตอบแทนในการโอนลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจ และการทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิย้อนหลังอันจะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก และผิดปกติวิสัยของการทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ เป็นต้น จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารที่ถูกทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาทไม่

แม้โจทก์ฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งมาในคดีเดียวกัน แต่ในคดีส่วนอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 พิมพ์เผยแพร่สมุดภาพระบายสีภาพอุลตร้าแมนหลังจากวันที่โจทก์ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.12 หรือ จ.25 ได้ไม่นาน ซึ่งเนื้อความในเอกสารดังกล่าวระบุเกี่ยวกับการอนุญาตให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินรวมทั้งอุลตร้าแมนพิพาทด้วย แม้หนังสือดังกล่าวไม่มีผลเป็นการรับรองสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่การทำหนังสือดังกล่าวในระหว่างที่ยังพิพาทกันเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนและยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลชี้ขาด อาจทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นเข้าใจได้ว่ามีสิทธิทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมน ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิอย่างเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสี่ เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ตามฟ้อง จึงไม่มีค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษา และกรณีไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม และสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากผลงานอุลตร้าแมนโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ได้

จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีหาใช่ผู้โอนขายหรือผู้อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดรายได้หรือผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์และทำให้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้อยคุณค่าลงจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนโดยการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสี ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และไม่ได้ความว่าความเข้าใจว่าตนมีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีของจำเลยที่ 4 เป็นไปโดยประมาทเลินเล่อ กับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับผลกำไรจากการนี้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งฐานกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกจำหน่ายเพื่อประโยชน์ทางการค้าจากจำเลยที่ 4 ได้อีก

ค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์เสียไป เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อลูกค้าของโจทก์และบุคคลทั่วไป จึงถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64

สำหรับค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วเรียกเก็บเงินจากผู้ขายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีตัวอุลตร้าแมนนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ร้องทุกข์ดำเนินคดี จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวคือผู้ที่ถูกจำเลยที่ 2 แจ้งความร้องทุกข์และเรียกเก็บเงินหาใช่โจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายนี้

การขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ละเว้นการกระทำต่างๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนพิพาทหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไป เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเช่นนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษและบังคับจำเลยทั้งสี่ ดังนี้

(1) ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 19, 27, 31, 61, 69, 70, 74, 75 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, และ 137

(2) ห้ามมิให้อ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวใน อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ทั้งปวงตามคำฟ้อง และห้ามมิให้ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ใน อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่บุคคลอื่น

(3) ให้มีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำกับบุคคลภายนอกทุกราย

(4) ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ดังต่อไปนี้

(4.1) ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดรายได้จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรือการอนุญาตให้บุคคลอื่นได้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

(4.2) ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

(5) ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดผลประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจากข้อ 4.1 และค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ต่อบุคคลที่ได้รับสิทธิจากโจทก์รวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

(6) ให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 เพิ่มเติมจากข้อ 4.1 อีกเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

(7) มีคำสั่งให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นของโจทก์

(8) มีคำสั่งจ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ชำระตามคำพิพากษาในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

(9) ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์ด้วย

(10) ขอให้พิพากษาว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าตนได้ทำขึ้นกับบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารปลอม และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับทั้งห้ามจำเลยทั้ง 4 อ้างสิทธิหรือใช้เอกสารปลอมดังกล่าว

(11) ขอให้พิพากษาว่า หนังสือซึ่งโจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับทั้งห้ามจำเลยทั้งสี่อ้างสิทธิหรือใช้เอกสารดังกล่าว

(12) ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนลักษณะต่างๆ ที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่เพียงผู้เดียว และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในคดีส่วนอาญาสำหรับจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับผิดดังนี้คือ

(1) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียสิทธิไม่อาจทำการค้าเกี่ยวกับสิทธิในงานอุลตร้าแมนดังกล่าว อาทิเช่น ค่าจำหน่ายสิทธิสำหรับโทรทัศน์ วิดีโอ เคเบิลทีวี และค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอื่น ๆ ในประเทศไทยได้ อันเนื่องมาจากโจทก์ได้ฟ้องร้องและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเงิน 27,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(2) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียสิทธิไม่อาจทำการค้าเกี่ยวกับสิทธิในงานอุลตร้าแมนดังกล่าว อาทิเช่น ค่าจำหน่ายสิทธิสำหรับโทรทัศน์ วิดีโอ เคเบิลทีวีและค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอื่น ๆ ในประเทศอื่น ๆ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยอันเนื่องมาจากโจทก์ได้ฟ้องร้องและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเงิน 231,063,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

(3) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ประพฤติผิดสัญญาด้วยการนำเอาสิทธิในงานอุลตร้าแมนของจำเลยที่ 2 ไปหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ โดยทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 และรับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นเงิน 365,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(4) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ประพฤติผิดสัญญาด้วยการนำเอาสิทธิในงานอุลตร้าแมนของจำเลยที่ 2 ไปหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ โดยทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในงานอุลตร้าแมนในประเทศอื่น ๆ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 และรับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นเงิน 1,095,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(5) ขอให้พิพากษาให้โจทก์หยุดและระงับการอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย กับหยุดและระงับการใช้สิทธิหรือให้สิทธิที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย

(6) ขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์และตัวแทนโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นในประเทศไทย

(7) ขอให้พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ทั้งหมดที่ระบุในคำฟ้องแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น

(8) ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดและผิดสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอัตราเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะหยุดการกระทำละเมิดและผิดสัญญาในสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2

(9) ขอให้พิพากษาว่า สัญญาโอนให้สิทธิซึ่งโจทก์และหรือบริษัทซึบูราญ่า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด และหรือบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ แอนด์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ตัวแทนทางการค้าของโจทก์ทำกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

(10) ขอให้พิพากษาว่า หนังสือซึ่งโจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การกับฟ้องแย้งในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การต่อสู้ในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 2 รวม 12,000,0000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์ละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ต่อไป ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รายละ 500,000 บาท จำเลยที่ 3 จำนวน 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 จำนวน 200,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ เว้นแต่ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สั่งไม่รับเพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดฐานนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ประการแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งนายมานัสทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์นั้นเป็นการยื่นอุทธรณ์โดยทนายความผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นายมานัสยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งนายมานัสลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ พร้อมกับใบแต่งทนายความซึ่งนายโคอิชิผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความ ระบุในใบแต่งทนายความให้นายมานัสเป็นทนายความของโจทก์ในคดีเรื่องนี้ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์รวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ซึ่งใบแต่งทนายความดังกล่าวเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกแห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรองลายมือชื่อของนายโคอิชิกับมีหนังสือรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น รับรองเจ้าพนักงานโนตารีปับลิก และมีหนังสือรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รับรองลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ดังกล่าว และนายมานัสแถลงยืนยันต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ใบแต่งทนายความของโจทก์ได้ดำเนินการตามพิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับเอกสารที่ทำในต่างประเทศครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ฟังได้ว่าโจทก์แต่งตั้งนายมานัสให้มีอำนาจตามที่ระบุในใบแต่งทนายความจริง เมื่อใบแต่งทนายความดังกล่าวระบุให้นายมานัสมีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ นายมานัสจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับเฉพาะฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีส่วนได้เสียในฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งรวมมากับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียง 4 ข้อ คือ ข้อ 2.2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องและเห็นชอบด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารที่แท้จริง ข้อ 2.4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องด้วยกับผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ ข้อ 2.5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องและเห็นชอบด้วยกับเหตุและผลตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และข้อ 2.6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องด้วยกับเหตุและผลตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง เห็นได้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้มีคำขอให้บังคับโจทก์ต้องรับผิดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกเหนือไปจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4

สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่นและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์และงานศิลปประยุกต์ อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ตามฟ้อง และนำออกโฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และในปีอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสืบเนื่องกันมาโจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนตามฟ้อง ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยเพราะประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างก็เป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์อนุสัญญาเดียวกัน ขณะเกิดเหตุคดีนี้งานดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เห็นสมควรยกปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่บริษัทโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน บัญญัติว่า "ผู้ประพันธ์ ให้กินความถึงผู้แต่งเพลงดนตรี ผู้ทำหรือก่อให้เกิดซึ่งศิลปกรรม เช่น ช่างเขียน ช่างภาพหุ่น สถาปนิก ฯลฯ ด้วย" และมาตรา 10 บัญญัติว่า ผู้ประพันธ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำวรรณกรรม วิทยาศาสตรกรรมหรือศิลปกรรมของตนเป็นภาพยนตร์แสดงให้ประชาชนดู ดังนั้นในการสร้างงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์ การมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มิได้ให้ความคุ้มครองสิ่งที่เป็นเพียงความคิด ปัญหาคดีนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งความคิดโดยได้ร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมนตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คงอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งรู้จักสนิทสนมกับนายเอยิ เพียงแต่เสนอแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแก่นายเอยิว่าให้สร้างคนรูปร่างใหญ่เพื่อมาปราบก็อดซิลล่าและสัตว์ประหลาดต่าง ๆ โดยได้เสนอเค้าโครงหน้าในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งพระพุทธรูปยุคสุโขทัยเพื่อให้ดูอ่อนโยน และท่าทางของพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เช่น ปางเปิดโลกเพื่อให้เหมือนท่าทางของซุปเปอร์แมน กับปางห้ามญาติเพื่อให้เป็นท่าตอนปล่อยแสงอันเป็นการให้ความช่วยเหลือเสนอความคิดในฐานะที่เป็นคนรู้จักสนิทสนมกันเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏแน่ชัดว่านายเอยิได้นำแนวความคิดตามที่จำเลยที่ 2 เสนอไปใช้ในการสร้างผลงานอุลตร้าแมนจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนเมื่อปี 2507 และเสร็จปี 2508 จำเลยที่ 2 ไปศึกษาวิชาการโฆษณาซึ่งครอบคลุมถึงการสร้างภาพยนตร์เมื่อปี 2505 และฝึกงานอยู่กับบริษัทโตโฮ จำกัด เชื่อว่า ในช่วงเวลาของการเริ่มสร้างอุลตร้าแมน จำเลยที่ 2 เป็นเพียงนักศึกษาหรือผู้ฝึกงาน ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า มีสถานภาพสูง จึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยที่ 2 นำสืบอีกว่า เหตุที่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่ร่วมสร้างสรรค์กับโจทก์มาแต่แรก เพราะเกรงว่ารายได้ทางการค้าจะไม่ดีเพราะคนไทยไม่นิยมผลงานของคนไทยก็มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน จากเหตุผลและพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงทุนลงแรงหรือมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมน คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นประเพณีและวิธีการปฏิบัติในการทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าอุลตร้าแมน เช่น การอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจึงเป็นพยานแวดล้อมอย่างหนึ่งในคดีที่ต้องนำมาพิจารณาในการพิสูจน์ความแท้จริงของสัญญาพิพาท นอกจากนี้การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญและการหาข้อพิรุธจากข้อความที่ปรากฏในสัญญาพิพาทก็เป็นพยานหลักฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการพิสูจน์ความแท้จริงของสัญญาพิพาท เนื่องจากนายโนโบรุซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นผู้ทำสัญญาพิพาทได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว สำหรับพยานแวดล้อมในคดีนี้ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 หลังจากนายโนโบรุ ถึงแก่ความตายประมาณ 1 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำสัญญาพิพาทไปแสดงต่อโจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นกับโจทก์ โดยนายโนโบรุซึ่งเป็นประธานบริษัทโจทก์ในขณะนั้น เห็นว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่ให้สิทธิต่าง ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนแก่จำเลยที่ 2 ทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ดังปรากฏตามคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เรียกค่าเสียหายจากโจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ควรได้รับเป็นเงิน 1,700,000,000 บาทเศษ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณากลับปรากฏว่า หลังจากวันที่ 4 มีนาคม 2519 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้มีการทำสัญญาพิพาทไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในลักษณะที่ยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เด็ดขาดตามสัญญาพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เคยนำสัญญาพิพาทไปอ้างหรือแสดงต่อผู้ใด จนกระทั่งต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2539 ภายหลังนายโนโบรุถึงแก่ความตายประมาณ 1 ปี และภายหลังวันที่ระบุในสัญญาพิพาทถึง 20 ปี จำเลยที่ 2 จึงเพิ่งนำสัญญาพิพาทไปแสดงและอ้างต่อโจทก์ว่าเป็นสัญญาที่โจทก์โดยนายโนโบรุทำขึ้นกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในทางการค้าผู้ที่ลงทุนซื้องานลิขสิทธิ์มาย่อมต้องการหากำไรจึงต้องรีบแสวงหาผลตอบแทนโดยอาจทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิเพื่อให้คุ้มค่าแก่เงินทุนที่ลงไป และเพื่อมิให้งานลิขสิทธิ์ เช่น ภาพยนตร์ที่ซื้อมาล้าสมัย ทั้งการนำสัญญาพิพาทออกมาแสดงหลังจากนายโนโบรุถึงแก่ความตายยังอาจส่อให้เห็นได้ว่า เพื่อตัดโอกาสมิให้นายโนโบรุซึ่งถึงแก่ความตายแล้วโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารได้ นอกจากนี้ในการที่จำเลยที่ 2 ไปขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อเดือนมิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนายโนโบรุถึงแก่ความตายไม่กี่วัน จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 2 ได้ลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์เพียง 2 เรื่อง คือเรื่อง ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบเอ กับเรื่อง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ โดยร่วมสร้างสรรค์กับนายโนโบรุ ในปี 2516 และในปี 2517 ตามลำดับ ตามคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 2 มิได้ขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์อุลตร้าแมนอื่น ๆ อีก 7 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาท และมิได้แจ้งว่าตนเองได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากโจทก์ตามสัญญาพิพาทแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ตามแบบฟอร์มคำขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ก็มีระบุถึงกรณีการได้รับลิขสิทธิ์โดยการรับโอนเพื่อให้ทำเครื่องหมายไว้ในข้อ 6 ด้วย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับการหาข้อพิรุธจากข้อความในเอกสารและการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในการสืบพยานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้มีการส่งลายมือชื่อนายโนโบรุในสัญญาพิพาทไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายโนโบรุ ตรวจพิสูจน์แล้วมีความเห็นว่า ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทกับลายมือชื่อของนายโนโบรุในเอกสารตัวอย่างมีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรและลายเส้นแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายอาคิระพยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสุยเมยในสังกัดสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์แห่งญี่ปุ่น ผู้ตรวจสอบลายมือชื่อในสัญญาพิพาทเบิกความว่า ลายมือชื่อที่ตรวจมีลักษณะตั้งใจเขียน ส่วนลายมือชื่อตัวอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ลายมือชื่อที่ตรวจการเขียนมีลักษณะไม่คุ้นเคยหรือเคยชิน ตัวอักษรไม่เป็นรูปแบบของตัวเอง และแถวตัวอักษรขึ้นลงไม่ตรง ต่างจากลายมือชื่อตัวอย่างแถวตัวอักษรจะตรงดูสวยงาม ทั้งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อในสัญญาพิพาทกับเอกสารตัวอย่างแล้ว ปรากฏว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอันเป็นข้อพิรุธ กล่าวคือ ลายมือชื่อของนายโนโบรุในเอกสารตัวอย่างเขียนอักษรตัวอาร์แบบตัวพิมพ์เล็ก คงมีเพียงบางลายมือชื่อที่ลากหางตัววายลงไปแล้วมิได้ตวัดไปทางใด แต่ลายมือชื่อในสัญญาพิพาท กลับเขียนอักษรตัวอาร์เป็นแบบตัวเขียนเล็ก และอักษรตัววายเมื่อลากหางลงไปจะตวัดขึ้นทางซ้ายแล้ววกกลับไปทางขวาเช่นเดียวกับที่บุคคลทั่วไปเขียน ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์นับว่ามีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนายโนโบรุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งมาในคดีเดียวกันเพราะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวเนื่องกันไป แต่การดำเนินคดีในส่วนอาญายังต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ซึ่งให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง การที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้นั้น โจทก์ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำฟ้องของโจทก์จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมนและนำรูปภาพนั้นไปจัดทำเป็นสมุดภาพระบายสีขึ้น และร่วมกันจัดพิมพ์เป็นสมุดภาพระบายสีเพื่อการค้า กับมอบให้จำเลยที่ 4 ขาย เสนอขายสมุดภาพระบายสีนั้น โดยมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า ตามวันเวลาดังกล่าวโจทก์ตรวจพบสมุดภาพระบายสีที่บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ร้านหนังสืออื่น ๆ ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และให้สิทธิแก่จำเลยที่ 4 ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ ทางนำสืบดังกล่าวนั้นนอกจากแสดงว่าการจัดทำ การจัดพิมพ์ และจัดจำหน่ายสมุดภาพดังกล่าวนั้นได้กระทำโดยเปิดเผยแล้ว ยังแสดงด้วยว่าการกระทำดังกล่าวนั้นกระทำขึ้นภายหลังจากที่วันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ได้ไม่นาน โดยที่หนังสือที่โจทก์ทำถึงจำเลยที่ 2 นั้น ได้ระบุเนื้อความไว้ชัดเจนว่าโจทก์ทำขึ้นเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน รวมถึงยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ซีรี่ส์ และยอดมนุษย์จัมบอร์ก เอ ซีรี่ส์ แม้หนังสือดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการที่โจทก์รับรองสิทธิของจำเลยที่ 2 ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 เองก็เคยทำธุรกิจร่วมกับโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้สร้างสรรค์ภาพยนตร์เกี่ยวกับผลงานอุลตร้าแมนออกฉายในประเทศไทยอยู่หลายเรื่อง ทั้งก่อนและในระหว่างที่โจทก์มีหนังสือดังกล่าวก็มีการติดต่อเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนอยู่หลายครั้ง การมีหนังสือดังกล่าวส่งโดยตรงถึงจำเลยที่ 2 ขณะยังมีข้อพิพาทในเรื่องสิทธิในลิขสิทธิ์ต่อกันและขณะนั้นก็ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเป็นที่สุดโดยศาลถึงเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ อาจทำให้จำเลยที่ 2 รวมถึงจำเลยอื่นที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือที่จำเลยที่ 2 มอบสิทธิให้ เข้าใจไปได้ว่าตนเองมีสิทธิทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมนและนำรูปภาพนั้นไปจัดทำเป็นสมุดภาพระบายสี และจัดพิมพ์เป็นสมุดภาพระบายสีเพื่อการค้า กับมีสิทธิขาย และเสนอขายสมุดภาพระบายสีนั้น ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ก็ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิอย่างเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษร และกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาไว้อย่างชัดเจน ตามหนังสือสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เมื่อโจทก์ซึ่งเลือกใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ทางอาญามาด้วย และมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง ยังนำสืบในข้อนี้ให้ปราศจากความสงสัยตามสมควรไม่ได้ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่มีค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษา และกรณีไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนั้นศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสี่ต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ที่ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งในฐานะที่เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมกับโจทก์ และในฐานะที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากโจทก์ตามสัญญาพิพาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนตลอดมา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม และสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานอุลตร้าแมนโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งให้แก่โจทก์จากการกระทำละเมิดสิทธิต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานกันมาสิ้นกระบวนพิจารณา และโจทก์ได้อุทธรณ์มาด้วยแล้วตามคำฟ้องอุทธรณ์ข้อ 8.1 ถึง ข้อ 8.5 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย โดยโจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.1 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้หรือผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ และทำให้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้อยคุณค่าลง ซึ่งโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสี่เป็นเงินจำนวน 60,000,000 บาทนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสี จำเลยที่ 4 หาใช่ผู้โอนขายหรือผู้อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยที่ 4 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนจัดพิมพ์สมุดภาพและระบายสี ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ไม่น่าจะมีค่าตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้สิทธิสูงนัก เห็นควรกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีเป็นเงิน 500,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.2 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกจำหน่ายเพื่อประโยชน์ทางการค้า เห็นว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีนั้นได้วินิจฉัยในคดีส่วนอาญาแล้วว่า จำเลยที่ 4 ได้กระทำไปโดยขออนุญาตใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนจากจำเลยที่ 2 โดยมีพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และจำเลยที่ 4 มีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกวางจำหน่ายได้ เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเป็นผู้ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 4 ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ โดยที่บริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 อีกผู้หนึ่ง มิได้มีส่วนร่วมในการอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์นั้น ก็ได้กำหนดค่าเสียหายกรณีนี้ให้แก่โจทก์ตามอุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายข้อ 8.1 ข้างต้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้อีก เพราะจะเป็นการกำหนดค่าเสียหายซ้ำซ้อนกัน และสำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังว่า จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าความเข้าใจว่าตนมีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีของจำเลยที่ 4 เป็นไปโดยประมาทเลินเล่อ ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 4 ได้รับผลกำไรจากการนี้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งฐานกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยทั้งสี่ได้อีก

โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.3 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ต่อบุคคลที่ได้รับสิทธิจากโจทก์จำนวน 10,000,000 บาท เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์เสียไปนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อลูกค้าของโจทก์และบุคคลทั่วไป จึงถือได้ว่าค่าใช้จ่ายที่โจทก์เสียไปในการนี้เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 แต่ที่โจทก์ขอมาสูงถึง 10,000,000 บาทนั้น โจทก์มีเพียงใบเสร็จรับเงินพร้อมสำเนาประกาศหนังสือพิมพ์จำนวน 3 ฉบับ แสดงว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการประกาศหนังสือพิมพ์ดังกล่าวไป 106,000 บาท กับเชื่อได้ว่าโดยลักษณะของการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เช่นนั้นย่อมทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงให้แก่ลูกค้าของโจทก์โดยตรงอีกจำนวนหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.4 เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้าต่าง ๆ ออกจำหน่ายและทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นจัดทำวิดีโอเทปออกจำหน่าย จำนวน 20,000,000 บาท นั้น เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท

และโจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.5 เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แล้วได้เรียกเก็บเงินจากผู้ขายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีตัวอุลตร้าแมน เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปในนามของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ ดังนี้จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และผู้ที่ได้รับความเสียหายในกรณีนี้คือผู้ที่ถูกจำเลยที่ 2 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีและเรียกเก็บเงินไปหาใช่โจทก์ไม่ เพราะแม้จำเลยที่ 2 จะเรียกเก็บเงินจากผู้ถูกแจ้งความดำเนินคดีไปจริงก็ตาม แต่สิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็หาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสี่ยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่อ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงตามคำฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งหมายถึงการละเว้นการกระทำดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 10,700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 800,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระรายละ 200 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 55 ม. 145 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 4 ม. 10
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 64 ม. 69 ม. 70 ม. 75 ม. 76
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพรเพชร วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2550
#580853
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำจำเลยที่ 2 และ ด. มาที่เกิดเหตุแล้วรออยู่ จากนั้นบุคคลทั้งสองได้ปีนกำแพงเข้าไปแล้วลักลวดทองแดงของกลางภายในบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นได้ว่าบริเวณที่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่มีการลักทรัพย์ประมาณ 70 เมตร ไม่สามารถมองเห็นภายในบริษัทผู้เสียหายที่เกิดเหตุได้ และไม่สามารถช่วยเหลือ ด. และจำเลยที่ 2 ได้ทันท่วงที ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่ ด. และจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนที่ ด. และจำเลยที่ 2 กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของ ด. และจำเลยที่ 2

คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 และกรณีนี้เป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาลดโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) (11), 357, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง), 83 จำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจร (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายปีนข้ามกำแพงของบริษัทผู้เสียหายอันเป็นช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้าแล้วลักลวดทองแดง 1 ม้วน ราคา 3,500 บาท ของบริษัทผู้เสียหายไป ตำรวจจับจำเลยทั้งสองและนายดุลยเดช และยึดลวดทองแดงที่คนร้ายลักไปเป็นของกลางได้ที่บริเวณที่ว่างซึ่งห่างจากกำแพงบริษัทผู้เสียหาย 70 เมตร นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี คดีในส่วนของนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยหรือไม่ เห็นว่า สิบตำรวจเอกกัมปนาทเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ทั้งได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ปรากฏเหตุให้ระแวงว่าพยานจะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับโทษ คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โจทก์ยังมีนายสุพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่าพยานลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ในช่องผู้เสียหายชี้ให้จับกุมด้วยตามบันทึกการจับกุมก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพซึ่งลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวก็มีลักษณะเหมือนกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏในเอกสารคดีนี้ นายสุพัฒน์และนายสังคม พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริษัทผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ถูกตำรวจควบคุมตัวในที่ถูกจับกุมนั้นพยานทั้งสองไม่เห็นจำเลยที่ 1 มีท่าทางเหมือนคนเมาสุรา จึงไม่มีข้อให้ระแวงว่า จำเลยที่ 1 เมาสุราและนั่งอยู่ที่ม้านั่งจนไม่รู้เรื่องที่จำเลยที่ 2 และนายดุลยเดชเข้าไปลักลวดทองแดงของกลางในบริษัทผู้เสียหายและแม้นายสังคมจะเบิกความว่าคนที่วิ่งหลบหนีคือจำเลยที่ 2 ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของสิบตำรวจเอกกัมปนาทนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายสุพัฒน์ว่า พยานตามนายสังคมออกไปนอกบริษัทผู้เสียหายและเห็นตำรวจ 2 นาย จากสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพางบางส่วนควบคุมชาย 2 คน ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 และนายดุลยเดชไว้ที่ริมถนน อีกส่วนหนึ่งกำลังวิ่งไล่จับชายอีกคนคือจำเลยที่ 2 ที่วิ่งหนีลงไปในสระน้ำ อันแสดงว่านายสุพัฒน์และนายสังคมเห็นตำรวจวิ่งไล่จับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่พยานผู้จับกับพวกได้ตรวจค้นพบลวดทองแดงของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเหยียบไว้ขณะที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้วิ่งหลบหนีไปคนละทางแต่จำเลยที่ 1 ถูกจับก่อนแล้วนำมาควบคุมพรัอมกับนายดุลยเดช นายสังคมและนายสุพัฒน์จึงไม่เห็นขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 2 ก็เป็นได้ คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงหาได้แตกต่างกันจนถึงขนาดทำให้คำเบิกความของสิบตำรวจเอกกัมปนาทขาดน้ำหนักไปแต่อย่างใดไม่ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำจำเลยที่ 2 และนายดุลยเดชมาที่เกิดเหตุแล้วรออยู่ จากนั้นบุคคลทั้งสองได้ปีนกำแพงเข้าไปแล้วลักลวดทองแดงของกลางภายในบริษัทผู้เสียหายนั้น เห็นได้ว่าบริเวณที่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่มีการลักทรัพย์ประมาณ 70 เมตร ไม่สามารถมองเห็นภายในบริษัทผู้เสียหายที่เกิดเหตุและไม่สามารถช่วยเหลือนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ได้ทันท่วงทีทั้งไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหายไป หรือให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่นายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของบริษัทผู้เสียหายจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนที่นายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายดุลยเดชและจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่เนื่องจากคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และกรณีนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาลดโทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ มาตรา 225 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (4) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 คงให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 1,882,171 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 83 ม. 86 ม. 335 (1) ม. 335 (4) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจ่ำ ทองเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7448/2550
#410715
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงให้นำเงินค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์มาไว้เป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยเป็นหนี้ โดยยอมให้สหกรณ์ออมทรัพย์หักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นได้ทันทีเมื่อหนี้ถึงกำหนด มีผลเพียงให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นก่อนเจ้าหนี้อื่น เงินค่าหุ้นดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 และมาตรา 286 ทั้งตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2543 ก็มิได้บัญญัติให้เงินค่าหุ้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จำเลยจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุดังกล่าวได้

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นยังไม่สิ้นสุดลงมุ่งหมายที่จะคุ้มครองทุนของสหกรณ์ที่ได้มาจากค่าหุ้นของสมาชิกมิให้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่สมาชิกเป็นหนี้บุคคลภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์เท่านั้น มิใช่บทกฎหมายที่ห้ามเจ้าหนี้มิให้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกเป็นการเด็ดขาดตลอดไป การอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกไว้ก่อนโดยให้สหกรณ์ส่งเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพเพื่อป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิให้เสียหายย่อมกระทำได้และไม่ขัอต่อบทกฎหมายดังกล่าว

คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน แม้ไม่เป็นการเจาะจงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในระหว่างที่จำเลยยังเป็นสมาชิก แต่ก็ไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการกำหนดให้ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยต่อเมื่อจำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาแก้ไขคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนนี้เพื่อให้ชัดแจ้งและสอดคล้องกับ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 115,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ผ่อนชำระเป็นงวด งวดละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ชำระงวดแรกในวันที่ 1 มกราคม 2546 และทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ ต้องชำระเสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 มกราคม 2547 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนทั้งหมดที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ในฐานะสมาชิก แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ตามหมายบังคับคดี โดยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่จำเลยมีสิทธิได้รับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินและจ่ายเงินส่วนได้ให้แก่โจทก์เป็นการรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยนำเงินค่าหุ้นที่มีอยู่แล้วในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด รวมทั้งเงินค่าหุ้นที่จะมีเพิ่มขึ้นในภายหน้าจำนำไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่จำเลยเป็นหนี้ โดยยอมให้สหกรณ์หักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นได้ทันทีเมื่อหนี้ถึงกำหนด จำเลยยังเป็นสมาชิกของสหกรณ์อยู่ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างสมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง เจ้าหนี้จึงไม่อาจอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยได้ การกระทำของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าหุ้นทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยไม่สามารถใช้สิทธิกู้เงินต่างๆ จากสหกรณ์ได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ยังมิได้ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าหุ้นโดยตรง แต่ก็ไม่ห้ามเจ้าหนี้ที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินดังกล่าวเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเทหากมีการลาออกจากการเป็นสมาชิก จำเลยไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ในฐานะสมาชิก โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมิสิทธิได้รับเงิน ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่ต้องจ่ายแก่จำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี 2 ครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 และเดือนกุมภาพันธ์ 2547 และโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนจากเงินดังกล่าวแล้ว ส่วนเงินค่าหุ้นที่อายัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ยังมิได้ส่งไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่ต้องเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่อายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงให้นำเงินค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ไว้เป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยเป็นหนี้โดยยอมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด หักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นได้ทันทีเมื่อหนี้ถึงกำหนด คงมีผลเพียงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นก่อนเจ้าหนี้อื่น เงินค่าหุ้นดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 และมาตรา 286 ทั้งตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ก็มิได้บัญญัติให้เงินค่าหุ้นเช่นว่านี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จำเลยจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุดังกล่าวได้ ส่วนที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้มของสมาชิกในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นยังไม่สิ้นสุดลงนั้น ก็โดยมุ่งหมายที่จะคุ้มครองทุนของสหกรณ์ที่ได้มาจากค่าหุ้นของสมาชิกมิให้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่สมาชิกเป็นหนี้บุคคลภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์เท่านั้น หาใช่บทกฎหมายที่ห้ามเจ้าหนี้มิให้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกเป็นการเด็ดขาดตลอดไปไม่ การอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกไว้ก่อนโดยให้สหกรณ์ส่งเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพเพื่อป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิให้เสียหายจึงย่อมกระทำได้และไม่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน แม้ไม่เป็นการเจาะจงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ต้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในระหว่างที่จำเลยยังเป็นสมาชิก แต่ก็ไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการกำหนดให้ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยต่อเมื่อจำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกแล้วหรือไม่ จึงเห็นสมควรแก้ไขคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนนี้เพื่อให้ชัดแจ้งและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่อายัดเงินค่าหุ้นของจำเลย และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดใหม่ โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุปรียา เกษมวนานิมิต
จำเลย — นายถวัลชัย สงเมือง
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7448/2550
#410955
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยตกลงให้นำเงินค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ไว้เป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยเป็นหนี้โดยยอมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด หักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นได้ทันทีเมื่อหนี้ถึงกำหนด คงมีผลเพียงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นก่อนเจ้าหนี้อื่น เงินค่าหุ้นดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 285 และมาตรา 286 ทั้งตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ ก็มิได้บัญญัติให้เงินค่าหุ้นเช่นว่านี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จำเลยจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุดังกล่าวได้ ส่วนที่ พ.ร.บ.สหกรณ์ฯ มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นยังไม่สิ้นสุดลงนั้น ก็โดยมุ่งหมายที่จะคุ้มครองทุนของสหกรณ์ที่ได้มาจากค่าหุ้นของสมาชิกมิให้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่สมาชิกเป็นหนี้บุคคลภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของสหกรณ์เท่านั้น หาใช่บทกฎหมายที่ห้ามเจ้าหนี้มิให้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกเป็นการเด็ดขาดตลอดไปไม่ การอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกไว้ก่อนโดยให้สหกรณ์ส่งเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพเพื่อป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิให้เสียหาย จึงย่อมกระทำได้และไม่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 115,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ผ่อนชำระเป็นงวด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนทั้งหมดที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ในฐานะสมาชิก แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ตามหมายบังคับคดี โดยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่จำเลยมีสิทธิได้รับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน และจ่ายเงินส่วนได้ให้แก่โจทก์เป็นการรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยังเป็นสมาชิกของสหกรณ์อยู่ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างสมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง เจ้าหนี้จึงไม่อาจอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยได้ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ในฐานะสมาชิก โดยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่ต้องจ่ายแก่จำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี 2 ครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 และเดือนกุมภาพันธ์ 2547 และโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนจากเงินดังกล่าวแล้ว ส่วนเงินค่าหุ้นที่อายัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ยังมิได้ส่งไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่ต้องเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่อายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงให้นำเงินค่าหุ้นที่จำเลยมีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ไว้เป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยเป็นหนี้โดยยอมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด หักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นได้ทันทีเมื่อหนี้ถึงกำหนด คงมีผลเพียงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นก่อนเจ้าหนี้อื่นเงินค่าหุ้นดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 และมาตรา 286 ทั้งตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ก็มิได้บัญญัติให้เงินค่าหุ้นเช่นว่านี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จำเลยจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุดังกล่าวได้ ส่วนที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นยังไม่สิ้นสุดลงนั้น ก็โดยมุ่งหมายที่จะคุ้มครองทุนของสหกรณ์ที่ได้มาจากค่าหุ้นของสมาชิกมิให้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่สมาชิกเป็นหนี้บุคคลภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์เท่านั้น หาใช่บทกฎหมายที่ห้ามเจ้าหนี้มิให้ใช้สิทธิเรียกร้องในค่าหุ้นของสมาชิกเป็นการเด็ดขาดตลอดไปไม่ การอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกไว้ก่อนโดยให้สหกรณ์ส่งเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพเพื่อป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิให้เสียหาย จึงย่อมกระทำได้และไม่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน แม้ไม่เป็นการเจาะจงให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ต้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในระหว่างที่จำเลยยังเป็นสมาชิก แต่ก็ไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการกำหนดให้ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยต่อเมื่อจำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกแล้วหรือไม่ จึงเห็นสมควรแก้ไขคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนนี้เพื่อให้ชัดแจ้งและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่อายัดเงินค่าหุ้นของจำเลย และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดใหม่ โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด ส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 285 ม. 286
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุปรียา เกษมวนานิมิต
จำเลย — นายถวัลชัย สงเมือง
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7447/2550
#410712
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

ผู้ร้องซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจากจำเลย ระหว่างที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน ผู้ร้องได้เพิ่มเติมปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ส่วนที่เพิ่มเติมปรับปรุงนั้นย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดิน เมื่อยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอย่างถูกต้อง ก็เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นและมิได้เป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิอื่นด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดเพื่อมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องใช้เพิ่มเติมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดืสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 59817 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดจากจำเลย แต่จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้องได้ ในระหว่างที่จำเลยทำการก่อสร้างบ้านดังกล่าวนั้น ผู้ร้องกับจำเลยตกลงให้มีการตกแต่งต่อเติมปรับพื้นที่จำนวน 719,216.58 บาท ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีราคาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จึงขอให้มีคำสั่งให้กันเงินจำนวน 719,216.58 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนที่จะมีการชำระให้แก่โจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่นของจำเลย และหากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดหรือเวลาอันสมควร ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการดำเนินการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้อยู่ในฐานะที่จะใช้สิทธิตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้หรือผู้ทรงสิทธิในบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 บรรดาค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามคำร้องเป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับความสะดวกสบายในการใช้ทรัพย์ มิได้เกี่ยวกับการรักษาทรัพย์ ผู้ร้องไม่ได้อยู่ในฐานะผู้รับจ้างทำของที่จะเรียกร้องเอาค่าจ้างทำของ ผู้ร้องเป็นเพียงผู้จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 59817 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 299/163 หมู่ที่ 5 แขวงทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวมาชำระหนี้ให้ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์คัดค้านว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ก่อนโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องก่อน โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 นั้น เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 นับว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์นั้นจึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินที่ถูกยึดยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน ระหว่างนั้นผู้ร้องได้เพิ่มเติมปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ส่วนที่เพิ่มเติมปรับปรุงนั้นย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอย่างถูกต้อง ก็เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นและมิได้เป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิอื่นด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินในส่วนค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่ได้มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดเพื่อมาชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหานี้ไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์สนิท จำเริญรักษ์
ผู้ร้อง — นายชาญวิทย์ แสนเสนา
จำเลย — บริษัทสินเมืองไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2550
#410948
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องผู้เสียหายร้องทุกข์โดยชอบหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 ในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งเป็นคำร้องทุกข์มีข้อความระบุอย่างชัดแจ้งว่า พ. ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้เสียหาย มิใช่ในฐานะส่วนตัว การร้องทุกข์แทนผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลจะต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้เสียหายระบุว่า พ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการว่าหากจะกระทำแทนผู้เสียหายจะต้องใช้ตราสำคัญของผู้เสียหายประทับด้วย ดังนั้น พ. จึงมีอำนาจดำเนินการหรือร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้โดยไม่จำต้องใช้ตราสำคัญของผู้เสียหายประทับลงในช่องลายมือชื่อผู้กล่าวหาในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกจ์ด้วย ถือได้ว่า พ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแทนผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นับโทษจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4140/2542, 4141/2542, 10631/2541 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6841/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) จำคุก 2 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4141/2542 ของศาลชั้นต้น ส่วนโจทก์ของให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 10631/2541, 4140/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6841/2540 ของศาลชั้นต้น ไม่อาจนับโทษต่อให้ได้เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 80,000 บาท ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเวิรด์แอร์มาร์เก็ตติ้งผู้เสียหายซึ่งมีนางพรพรรษา พุ่มเพ็ชร เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เพื่อชำระราคาเครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง ที่จำเลยซื้อไปจากผู้เสียหาย เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดสั่งจ่ายผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามใบคืนเช็ค หลังจากนั้นนางพรพรรษาไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต 1 ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ โดยนางพรพรรษามิได้นำตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้เสียหายไปประทับลงในช่องลายมือชื่อผู้กล่าวหาในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่านางพรพรรษาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้เสียหายจึงมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) นางพรพรรษาย่อมมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแทนผู้เสียหายได้ และการร้องทุกข์ไม่ชอบเป็นข้อที่จำเลยมิได้อุทธรณ์และเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นทั้งมิได้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลอุทธรณ์ยกเรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยจึงไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องผู้เสียหายร้องทุกข์โดยชอบหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งเป็นคำร้องทุกข์มีข้อความระบุอย่างชัดแจ้งว่า นางพรพรรษาร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้เสียหาย มิใช่ในฐานะส่วนตัว การร้องทุกข์แทนผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลจะต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้เสียหายระบุว่า นางพรพรรษาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการว่าหากจะกระทำแทนผู้เสียหายจะต้องใช้ตราสำคัญของผู้เสียหายประทับด้วย ดังนั้น นางพรพรรษาจึงมีอำนาจดำเนินการหรือร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้โดยไม่จำต้องใช้ตราสำคัญของผู้เสียหายประทับลงในช่องลายมือชื่อผู้กล่าวหาในบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ด้วย ถือได้ว่านางพรพรรษาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแทนผู้เสียหายโดยชอชด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (3) ม. 120 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางศิริลักษณ์ มีสมยา
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7426/2550
#415491
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านาง บ. (จำเลย) ขอรับว่าเป็นหนี้ค่าเช่าที่ขายของคุณ อ. (โจทก์) จริงตามคำบอกกล่าวของทนายที่แจ้งมาแล้วนั้น แต่นาง บ. (จำเลย) ขอลดหนี้จะชำระเพียง 70,000 บาท จึงยังตกลงกันไม่ได้ ทนายจึงต้องสอบถามจากคุณ อ. (โจทก์) เจ้าหนี้เสียก่อนว่าจะมีความเห็นประการใด จึงได้ลงชื่อกันไว้ต่อหน้าพยาน" เป็นเรื่องที่จำเลยยอมรับว่าได้เช่าที่ดินโจทก์และยังค้างค่าเช่าอยู่จริง เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวย่อมถือเป็นหลักฐานการเช่าอันจะนำมาฟ้องร้องขอให้บังคับคดีได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 163,237.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 163,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 163,237.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 163,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเช่าที่ดินในตลาดของโจทก์เพื่อทำการค้า อัตราค่าเช่าวันละ 250 บาท จำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนมีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 163,000 บาท ตามรายการค่าเช่าเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่า จำเลยขอลดค่าเช่าที่ค้างชำระดังกล่าวลงเหลือ 70,000 บาท โดยลงลายมือชื่อไว้ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.4 แต่โจทก์ไม่ยินยอม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าบันทึกเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้านางบุญชู (จำเลย) ขอรับว่าเป็นหนี้ค่าเช่าที่ขายของคุณอารี (โจทก์) จริงตามคำบอกกล่าวของทนายที่แจ้งมาแล้วนั้น แต่นางบุญชู (จำเลย) ขอลดหนี้จะชำระเพียง 70,000 บาท จึงยังตกลงกันไม่ได้ ทนายจึงต้องสอบถามจากคุณอารี (โจทก์) เจ้าหนี้เสียก่อนว่าจะมีความเห็นประการใด จึงได้ลงชื่อกันไว้ต่อหน้าพยาน" นั้นจะถือเป็นหลักฐานการเช่าสำหรับฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อความในบันทึกเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่จำเลยยอมรับว่าได้เช่าที่ดินโจทก์และยังค้างชำระค่าเช่าอยู่จริง เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวย่อมถือได้ว่าบันทึกเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักฐานการเช่าอันจะนำมาฟ้องร้องขอให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอารี เรืองเอี่ยม
จำเลย — นางบุญชู ทองคำ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2550
#410706
เปิดฉบับเต็ม

ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายต้องเสียก็ต่อเมื่อเหตุที่คู่ความนำยึดทรัพย์นั้นมิได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์หมายเลขที่โฉนดที่ดินที่ขออายัดชั่วคราวและเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องตรงต่อความจริง ล้วนมีส่วนทำให้ผู้แทนโจทก์เข้าใจผิดว่าขณะนำยึดที่ดินที่ดินยังเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ ดังนั้นการที่ผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินแล้วมีเหตุต้องถอนการยึด จึงมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ผู้นำยึดทรัพย์ โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 แต่ต่อมาปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวโอนไปเป็นของบุคคลภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเพื่อจะได้ดำเนินการถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ โดยห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวในระหว่างที่โจทก์สืบหาที่ตั้งของที่ดิน และวันที่ 14 ตุลาคม 2540 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดที่ดินต่อไปอีก 20 วัน เนื่องจากยังหาที่ตั้งของที่ดินไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ขออายัดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินผิดพลาดเป็นเลขที่ 23985 ทั้งสองครั้ง ทำให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของจำเลยที่ 3 ต่อมาปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้โอนไปเป็นของบุคคลภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเพื่อจะได้ดำเนินการถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว และข้อเท็จจริงยังฟังได้ด้วยว่าก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โดยห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวในระหว่างที่โจทก์สืบหาที่ตั้งของที่ดิน และต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดที่ดินต่อไปอีก 20 วัน เนื่องจากยังสืบหาที่ตั้งของที่ดินไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ดินที่โจทก์ขออายัดผิดพลาดจากเลขที่ 43985 เป็นเลขที่ 23985 ทั้งสองครั้ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ ตามหนังสือรายงานข้อเท็จจริงของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีที่ ยธ 05183.04/01/832 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2546 เอกสารในสำนวนสารบัญอันดับที่ 87 นอกจากจะปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 (ที่ถูกวันที่ 3 ตุลาคม 2540) และฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ขอห้ามทำนิติกรรมชั่วคราว โดยหนังสือแจ้งอายัดทั้งสองฉบับข้างต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ดินผิดพลาดจากเลขที่ 43985 เป็น 23985 แล้ว ยังได้ความจากหนังสือขออนุญาตถอนการยึดทรัพย์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนการยึดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ที่ ยธ 0419.04/01/5644 ฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 ด้วยว่า ก่อนที่ผู้แทนโจทก์จะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปยึดที่ดินในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์ก็ได้นำส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องลงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 (ก่อนวันยึดเพียง 4 วัน) ซึ่งในสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวยังคงมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ และนายเลิศพันธุ์ เทียนทอง หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ผู้ทำหนังสือฉบับนี้ก็ได้เสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมบังคับคดีด้วยว่า "...หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่รับรองสำเนาถูกต้องก็ดีหรือสำเนาโฉนดมีการเปลี่ยนผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ดี ทั้งผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ย่อมจะไม่ทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ได้ตรวจสอบคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีและแจ้งตามหนังสือที่ พบ 0022.01.2/5171 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ว่าที่ดินได้มีการทำนิติกรรมโอนให้บุคคลอื่นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2540 (ก่อนวันยึด 25 วัน) การรับรองสำเนาโฉนดของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่รับรองไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จึงไม่ตรงกับความจริง จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของเจ้าพนักงานที่ดินเอง เป็นเหตุให้ผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีออกทำการยึดที่ดินที่โอนไปแล้วนั้นโดยไม่อาจจะควรทราบว่าได้มีการโอนไปก่อนยึด..." ดังนี้ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าธรรมเนียม" ว่า ค่าบริการที่เรียกเก็บตามกฎหมาย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น อย่างไรก็ตามคู่ความจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นว่านี้ก็ต่อเมื่อเหตุที่คู่ความนำยึดทรัพย์นั้น มิได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า ทั้งการปฏิบัติผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่พิมพ์หมายเลขที่โฉนดที่ดินที่ขออายัดชั่วคราว และเจ้าพนักงานที่ดินที่รับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องตรงต่อความจริง ล้วนมีส่วนทำให้ผู้แทนโจทก์เข้าใจผิดว่าขณะนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 นั้น ที่ดินโฉนดดังกล่าวยังเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์อยู่ ดังนั้นการที่ผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินแล้วมีเหตุต้องถอนการยึดเพราะที่ดินที่ยึดมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้เช่นนั้น จึงหาใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ผู้นำยึดทรัพย์ไม่ โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ในวันยึดหรือก่อนนำยึด 1 วัน โจทก์สามารถตรวจสอบกับเจ้าพนักงานที่ดินได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวยังเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่หรือไม่ การที่โจทก์นำยึดโดยไม่ตรวจสอบก่อนจึงเป็นความบกพร่องของโจทก์เองนั้น เห็นว่า ตามสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 43985 (เอกสารหมาย ร. 5) ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่นางรสรินทร์ นิพภยะไปตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2550 แล้ว แต่สำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องลงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 ที่ผู้แทนโจทก์นำส่งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการนำยึดคงแสดงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ซึ่งแสดงว่าขณะนั้นสารบัญจดทะเบียนหลังสำเนาโฉนดที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองถูกต้องยังมิได้มีการจดแจ้งรายการจดทะเบียนที่จำเลยที่ 3 โอนที่ดินให้แก่นางรสรินทร์ อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องครบถ้วนตรงต่อความเป็นจริง อีกทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นเจ้าของที่ดินอันจะมีต้นฉบับหรือคู่ฉบับที่จะตรวจสอบได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะพิมพ์เลขโฉนดในหนังสือแจ้งอายัดผิดพลาด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินไปให้แก่ผู้อื่นจนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เกี่ยวข้องต่างหากนั้น เห็นว่า ตามคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ระบุหมายเลขโฉนดที่ขออายัดชั่วคราวเพื่อสืบหาที่ตั้งของที่ดินไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 43985 หากแต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีหนังสือแจ้งอายัดชั่วคราวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ เป็นหมายเลขโฉนด 23985 ซึ่งเป็นหนังสือแจ้งอายัดห้ามชั่วคราวทั้งสองฉบับที่พิมพ์เลขโฉนดผิดพลาดนั้นก็เป็นหนังสือที่หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีมีไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ โดยตรง โดยโจทก์ไม่มีโอกาสทราบข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นเลย ดังนั้น โจทก์ย่อมเข้าใจว่าได้มีการอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 ตามที่ตนได้แจ้งความประสงค์ขออายัดชั่วคราวแล้ว ซึ่งหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่พิมพ์หมายเลขโฉนดผิดพลาด จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจโอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นได้ เหตุผิดพลาดที่ทำให้เกิดปัญหายึดแล้วไม่มีการขายอันจะทำให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ความบกพร่องผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเองก็มีส่วนโดยตรงที่ทำให้โจทก์นำยึดที่ดินผิดพลาด จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายก่อน แล้วค่อยไปใช้สิทธิดำเนินการเอาแก่ผู้เกี่ยวข้องต่างหากต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยโจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอัจฉรีย์ องค์ไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7405/2550
#410751
เปิดฉบับเต็ม

ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 (3) ท้าย ป.วิ.พ. ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย เป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้น อย่างไรก็ตามคู่ความจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นว่านี้ก็ต่อเมื่อเหตุที่คู่ความนำยึดทรัพย์นั้นมิได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์หมายเลขที่โฉนดที่ดินที่ขออายัดชั่วคราวและเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องตรงต่อความจริง ล้วนมีส่วนทำให้ผู้แทนโจทก์เข้าใจผิดว่าขณะนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 นั้น ที่ดินโฉนดดังกล่าวยังเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินแล้วมีเหตุต้องถอนการยึดเพราะที่ดินที่ยึดมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้เช่นนั้น จึงหาใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ผู้นำยึดทรัพย์ไม่ โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของจำเลยที่ 3 แต่ต่อมาปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวโอนไปเป็นของบุคคลภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเพื่อจะได้ดำเนินการถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ โดยห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวในระหว่างที่โจทก์สืบหาที่ตั้งของที่ดิน และวันที่ 14 ตุลาคม 2540 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดที่ดินต่อไปอีก 20 วัน เนื่องจากยังหาที่ตั้งของที่ดินไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ขออายัดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินผิดพลาดเป็นเลขที่ 23985 ทั้งสองครั้ง ทำให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของจำเลยที่ 3 ต่อมาปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้โอนไปเป็นของบุคคลภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเพื่อจะได้ดำเนินการถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว และข้อเท็จจริงยังฟังได้ด้วยว่าก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โดยห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวในระหว่างที่โจทก์สืบหาที่ตั้งของที่ดิน และต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดที่ดินต่อไปอีก 20 วัน เนื่องจากยังสืบหาที่ตั้งของที่ดินไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ดินที่โจทก์ขออายัดผิดพลาดจากเลขที่ 43985 เป็นเลขที่ 23985 ทั้งสองครั้ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ดังกล่าวไปยังบุคคลภายนอกก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือไม่ ตามหนังสือรายงานข้อเท็จจริงของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ที่ ยธ 0518.04/01/832 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2546 เอกสารในสำนวนสารบัญอันดับที่ 87 นอกจากจะปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 (ที่ถูกวันที่ 3 ตุลาคม 2540) และฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ขอห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวโดยหนังสือแจ้งอายัดทั้งสองฉบับข้างต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีพิมพ์เลขโฉนดที่ดินผิดพลาดจากเลขที่ 43985 เป็น 23985 แล้ว ยังได้ความจากหนังสือขออนุญาตถอนการยึดทรัพย์โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนการยึดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี ที่ ยธ 0419.04/01//5644 ฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 ด้วยว่าก่อนที่ผู้แทนโจทก์จะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปยึดที่ดินในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ผู้แทนโจทก์ก็ได้นำส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องลงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 (ก่อนวันยึดเพียง 4 วัน) ซึ่งในสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวยังคงมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ และนายเลิศพันธุ์ เทียนทอง หัวหน้าสำนักงานบังคับจังหวัดเพชรบุรี ผู้ทำหนังสือฉบับนี้ก็ได้เสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมบังคับคดีด้วยว่า "...หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่รับรองสำเนาถูกต้องก็ดีหรือหลังสำเนาโฉนดมีการเปลี่ยนผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ดี ทั้งผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ย่อมจะไม่ทำการยึดที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ได้ตรวจสอบคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีและแจ้งตามหนังสือที่ พบ 0022.01.2/5171 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ว่าที่ดินได้มีการทำนิติกรรมโอนให้บุคคลอื่นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2540 (ก่อนวันยึด 25 วัน) การรับรองสำเนาโฉนดของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่รับรองไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จึงไม่ตรงกับความจริง จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของเจ้าพนักงานที่ดินเอง เป็นเหตุให้ผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีออกทำการยึดที่ดินที่โอนไปแล้วนั้นโดยไม่อาจจะควรทราบว่าได้มีการโอนไปก่อนยึด..." ดังนี้ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าธรรมเนียม" ว่า ค่าบริการที่เรียกเก็บตามกฎหมาย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จึงเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่มาขอใช้บริการการยึดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่ต่อมาไม่มีการขายทรัพย์ที่ยึดนั้นอย่างไรก็ตามคู่ความจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นว่านี้ก็ต่อเมื่อเหตุที่คู่ความนำยึดทรัพย์นั้น มิได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า ทั้งการปฏิบัติผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่พิมพ์หมายเลขที่โฉนดที่ดินที่ขออายัดชั่วคราว และเจ้าพนักงานที่ดินที่รับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องตรงต่อความจริง ล้วนมีส่วนทำให้ผู้แทนโจทก์เข้าใจผิดว่าขณะนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 นั้น ที่ดินโฉนดดังกล่าวยังเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์อยู่ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินแล้วมีเหตุต้องถอนการยึดเพราะที่ดินที่ยึดมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้เช่นนั้น จึงหาใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ผู้นำยึดทรัพย์ไม่ โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ในวันยึดหรือก่อนนำยึด 1 วัน โจทก์สามารถตรวจสอบกับเจ้าพนักงานที่ดินได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวยังเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่หรือไม่ การที่โจทก์นำยึดโดยไม่ตรวจสอบก่อนจึงเป็นความบกพร่องของโจทก์เองนั้น เห็นว่า ตามสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 43985 ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่นางรสรินทร์ นิพภยะ ไปตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 แล้ว แต่สำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องลงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 ที่ผู้แทนโจทก์นำส่งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการนำยึดยังคงแสดงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ซึ่งแสดงว่าขณะนั้นสารบัญจดทะเบียนหลังสำเนาโฉนดที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองถูกต้องยังมิได้มีการจดแจ้งรายการจดทะเบียนที่จำเลยที่ 3 โอนที่ดินให้แก่นางรสรินทร์ อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องครบถ้วนตรงต่อความเป็นจริง อีกทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นเจ้าของที่ดินอันจะมีต้นฉบับหรือคู่ฉบับที่จะตรวจสอบได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะพิมพ์เลขโฉนดในหนังสือแจ้งอายัดผิดพลาด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินไปให้แก่ผู้อื่นจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เกี่ยวข้องต่างหากนั้น เห็นว่า ตามคำแถลงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ระบุหมายเลขโฉนดที่ขออายัดชั่วคราวเพื่อสืบหาที่ตั้งของที่ดินไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 43985 หากแต่เป็นความผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีหนังสือแจ้งอายัดชั่วคราวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ เป็นหมายเลขโฉนด 23985 ซึ่งหนังสือแจ้งอายัดห้ามชั่วคราวทั้งสองฉบับที่พิมพ์เลขโฉนดผิดพลาดนั้น ก็เป็นหนังสือที่หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีมีไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ โดยตรงโดยโจทก์ไม่มีโอกาสทราบข้อผิดพลาดเช่นว่านั้นเลย ดังนั้น โจทก์ย่อมเข้าใจว่าได้มีการอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ของจำเลยที่ 3 ตามที่ตนได้แจ้งความประสงค์ขออายัดชั่วคราวแล้ว ซึ่งหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่พิมพ์หมายเลขโฉนดผิดพลาดจำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจโอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นได้ เหตุผิดพลาดที่ทำให้เกิดปัญหายึดแล้วไม่มีการขายอันจะทำให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ความบกพร่องผิดพลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเอง ก็มีส่วนโดยตรงที่ทำให้โจทก์นำยึดที่ดินผิดพลาด จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายก่อนแล้วค่อยไปใช้สิทธิดำเนินการเอาแก่ผู้เกี่ยวข้องต่างหากต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43985 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยโจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอัจฉรีย์ องค์ไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7394 -ที่ 7395/2550
#413180
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์ตามข้อตกลงแล้วนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล ซึ่งหากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับสำนวนแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากสำนวนแรกเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์อาจขอได้ในสำนวนแรกอยู่แล้วจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังขณะคดีสำนวนแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 159 ม. 175 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแหวว อู่วิเชียร โดยนายเล็ก อู่วิเชียร
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางชลรส จันทมาลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7394/2550
#415490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์แล้ว เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล หากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. 159 โจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น สัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะ หาใช่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมซึ่งจะมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินคืนโจทก์ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วโดยการฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งรับซื้อฝากโดยสุจริต และพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะอุทธรณ์ฝ่ายเดียวก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องโอนที่ดินคืนโจทก์ อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจโอนที่ดินคืนโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้อง เพราะมีผลกระทบให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนต่อเนื่องมาทางทะเบียนต้องขาดสาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 โดยพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หลังจากโจทก์ฟ้องคดีแรกแล้ว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับคดีแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากคดีแรกเท่านั้น คำขอบังคับในคดีหลังโจทก์อาจขอได้ในคดีแรกอยู่แล้ว จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีหลังขณะคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในราคาไร่ละ 1,700,000 บาท นัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ 36,500,000 บาท ก่อนถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ให้ก่อน โจทก์จึงให้บุตรโจทก์ไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอรับสมุดเงินฝากดังกล่าวไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 เข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแล้วนำสมุดเงินฝากมาให้บุตรโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ามีเงินฝากอยู่ในบัญชี 36,500,000 บาท โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้บุตรโจทก์ไปเบิกเงินที่ธนาคาร จึงทราบว่าถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง เนื่องจากมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียง 1,000 บาท โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว จำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์ นิติกรรมขายฝากทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์ติดตามเอาที่ดินคืน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จำหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ และส่งมอบโฉนดที่ดินคืน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินคืน ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา มีข้อกล่าวหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องเช่นเดียวกับสำนวนแรก แต่มีคำขอบังคับเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสำนวนแรก โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายเล็กบุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินโดยทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 โอนเงิน 36,500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนายเล็กบุตรโจทก์ เพื่อชำระเป็นค่าที่ดินแก่โจทก์เรียบร้อยแล้วแต่ความจริงไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชี และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท กำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน 7,350,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินสำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริตภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องเป็นฝ่ายนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต... และศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของโจทก์เหตุอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นเพียงความคิดเห็นของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีเข้ากับตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ เห็นว่า การที่โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์ตามข้อตกลงแล้วนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล ซึ่งหากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น แต่การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายและโอนที่ดินที่ซื้อขายให้แก่กัน หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกลางแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมโดยการฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ดังนี้ เมื่อถือได้ว่าโจทก์บอกล้างเป็นโมฆียะกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องโอนที่ดินคืนแก่โจทก์อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากโดยสุจริตไปแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้องเพราะมีผลกระทบทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนต่อเนื่องมาทางทะเบียนต้องขาดสาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังต่อไปด้วยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับสำนวนแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกันเพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากสำนวนแรกเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์อาจขอได้ในสำนวนแรกอยู่แล้วจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังขณะคดีสำนวนแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 159 ม. 175 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 246
ชื่อคู่ความ
นางแหวว อู่วิเชียร โดยนายเล็ก อู่วิเชียร
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางชลรส จันทมาลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7393/2550
#410940
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ และ พ. เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ พ. ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า พ. ผู้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก พ. จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้จึงไม่มีปัญหาในเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ดินเป็นของบุคคลอื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเอง จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนหรือนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 วรรคสอง และมาตรา 1375 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามเส้นสีแดงของแผนที่ท้ายฟ้องเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 หมู่ที่ 4 ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ของโจทก์ และให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14187 ตกเป็นโมฆะและเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทในส่วนที่สามตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 เฉพาะพื้นที่ภายในเส้นสีฟ้าประ ลักษณะเป็นรูปสารเหลี่ยมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10.1 ตารางวา เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียบเล่ม 3 หน้า 140 หน้าเลขที่ 96 หมู่ที่ 4 (ที่ถูก หมู่ที่ 2) ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ของโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายสุทิน จันทร์อัมพร กับนางสร้อยฟ้า จันทร์อัมพร เป็นบุตรของนางยิ้มหรือยิ้น จันทร์อัมพร โดยนางสร้อยฟ้าเป็นพี่นายสุทินและเป็นพี่มารดาของนางพิศมัย ชัยวัฒน์ ส่วนนายแสงไชยหรือแสงชัย จันทร์อัมพร เป็นบุตรของนายสุทิน เดิมนายแสงไชยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 โจทก์กับนายแสงไชยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายแสงไชยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2537 โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายแสงไชยตามคำสั่งศาล จากนั้นโจทก์ได้ดำเนินการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวทางทะเบียนมาเป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกเดิมนางสร้อยฟ้าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 989 ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 52 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 แผ่นที่ 7 นางสร้อยฟ้าถึงแก่ความตายเมื่อปี 2514 จากนั้นได้มีการโอนที่ดินของนางสร้อยฟ้าทางทะเบียนมาเป็นของนางพิศมัย ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2536 นางพิศมัยยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิม และวันที่ 23 พฤษภาคม 2537 นางพิศมัยขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดินประเภทแบ่งแยกในนามเดิม โดยขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 989 ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงใหม่ 2 แปลง แปลงแรกโฉนดเลขที่ 14188 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 7.5 ตารางวา ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนสิทธิประเภทแบ่งแยกในนามเดิมและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 3 และแผ่นที่ 8 แปลงที่สองโฉนดเลขที่ 14187 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนสิทธิประเภทแบ่งแยกในนามเดิมและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 2 หลังจากแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลงดังกล่าวแล้ว คงเหลือเนื้อที่ตามโฉนดเลขที่ 989 เพียง 1 ไร่ 3 งาน 66.3 ตารางวา ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 นางพิศมัยนำเนื้อที่ดินที่เหลือตามโฉนดเลขที่ 989 ดังกล่าว รวมกันกับที่ดินที่นางพิศมัยอ้างว่าเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีหลักฐานเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน ไปขอออกโฉนดที่ดินแปลงใหม่คือโฉนดเลขที่ 15627 เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 25 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีและสำเนาบันทึกการสอบสวนการครอบครองที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงใหม่เอกสารหมาย จ.10 แผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 2 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 นางพิศมัยจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14187 ให้แก่จำเลย ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.1 สำหรับที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้โจทก์และจำเลยนำชี้รังวัดคือที่ดินในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 เฉพาะตามเส้นแดงเนื้อที่ 3 ไร่ 12.3 ตารางวา โจทก์นำรังวัดอ้างว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ส่วนจำเลยนำชี้รังวัดภายในเส้นสีแดงนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนทางด้านทิศใต้ตามเส้นสีฟ้าประ เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10.1 ตารางวา จำเลยอ้างว่าเป็นที่ดินตามใบ ภ.บ.ท.5 ที่นางพิศมัโยขายให้แก่จำเลยพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 14187 และส่วนทางด้านทิศเหนือลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอันเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ 14187 เนื้อที่ของโฉนดดังกล่าว เฉพาะเท่าที่อยู่ภายในเส้นสีแดงมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 2.2 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์คงอุทธรณ์เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ภายในเส้นสีฟ้าประเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10.1 ตารางวา ว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของโจทก์ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินภายในเส้นสีฟ้าประ เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 10.1 ตารางวา เป็นของโจทก์ ดังนั้น ที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือภายในเส้นสีแดงที่โจทก์นำรังวัดอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินภายในเส้นสีฟ้าประ ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 ของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันสรุปได้ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 เป็นของนายแสงไชยสามีโจทก์ เมื่อนายแสงไชยถึงแก่ความตายจึงได้รับโอนมาเป็นของโจทก์ โดยที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่หมู่ที่ 2 สาเหตุที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวระบุว่าอยู่หมู่ที่ 4 เนื่องจากระบุผิดพลาดตามที่อยู่เดิมของนายแสงไชย ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ทำการรังวัดทำแผนที่วิวาทได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสอบถามจากนายวีระชัย วีระวงศ์ นางบุญรวม โลหวัฒนกิจ และนายจง จุ่มอยู่ ต่างให้ถ้อยคำยืนยันว่าที่ดินที่ทำแผนที่วิวาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 และอยู่หมู่ที่ 2 จริง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 เดิมนายแสงไชยและโจทก์ไม่ได้เข้าทำประโยชน์เนื่องจากนายสุทินบิดาของนายแสงไชยต้องการเก็บกินในที่ดินดังกล่าว โดยให้นางพิศมัยเป็นผู้ดูแลและส่งผลประโยชน์ให้แก่นายสุทินทุกปี ภายหลังที่ดินแปลงดังกล่าวแบ่งออกเป็นสามส่วน เนื่องจากมีคลองและถนนตัดผ่าน ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่นางพิศมัยและจำเลยคัดค้าน โดยจำเลยคัดค้านว่าที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินของจำเลยตามใบ ภ.บ.ท.5 ที่ซื้อมาจากนางพิศมัย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวภารดี จันทร์อัมพร บุตรของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ แม้โจทก์และนางสาวภารดีจะเบิกความแตกต่างกับคำเบิกความของนายสุทินในเรื่องผลประโยชน์ที่เก็บจากผู้เช่า ก็เป็นเพียงพลความมิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ยังเบิกความได้สอดคล้องต้องกันกับคำให้การตามบันทึกถ้อยคำของนายวีระชัย อายุ 65 ปี ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ประมาณปี 2512 ถึง 2532 และเคยเป็นกำนันตำบลหวายเหนียวตั้งแต่ประมาณปี 2532 ถึง 2537 นางบุญรวม อายุ 64 ปี และนายจง อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทมาแต่เดิมต่างยืนยันตรงกันว่า ที่ดินที่ทำแผนที่วิวาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 ของโจทก์ ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 อีกทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่านายวีระชัย นางบุญรวมและนายจงมิได้รู้เห็นเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทภายในเส้นสีฟ้าประตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 ของโจทก์ แม้นายแสงไชยและโจทก์จะไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยตนเอง แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากโจทก์และนางสาวภารดีว่า นายแสงไชยและโจทก์ได้ให้นายสุทินเป็นผู้เก็บกินในที่ดินพิพาท และนายสุทินให้นางพิศมัยเป็นผู้ดูแลแทนและส่งผลประโยชน์ให้แก่นายสุทิน โดยโจทก์อ้างส่งคำเบิกความของนายสุทินซึ่งได้เบิกความต่อศาลเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีที่โจทก์ฟ้องนายพิศมัยเป็นจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นพยาน จึงเชื่อได้ว่านายแสงไชยและโจทก์ให้นายสุทินเป็นผู้เก็บกินในที่ดินพิพาท และนายสุทินให้นางพิศมัยเป็นผู้ดูแลและเก็บผลประโยชน์แทน แม้โจทก์จะไม่ได้นำนายสุทินมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ด้วย เนื่องจากมีอายุมากและความจำเริ่มบกพร่อง แต่เมื่อรับฟังคำเบิกความของนายสุทินในคดีที่โจทก์ฟ้องนางพิศมัยเป็นจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทประกอบคำเบิกความของโจทก์และนางสาวภารดีแล้วมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ดังนี้ ย่อมถือได้ว่านายสุทินและนางพิศมัยครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายแสงไชยและโจทก์ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทตามใบ ภ.บ.ท.5 มาพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 14187 จากนางพิศมัย โดยเสียค่าตอบแทนและจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด จำเลยครอบครองโดยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2537 จำเลยจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ และนางพิศมัยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว นางพิศมัยย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะรับโอนมาโดยเสียค่าตอบแทนและเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านางพิศมัยผู้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ยึดถือครอบครองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 และมาตรา 1375 กำหนดระยะเวลาในการฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนซึ่งสิทธิครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน หรือนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 96 จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางพิศมัย จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้ จึงไม่มีปัญหาในเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ดินของบุคคลอื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเอง จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนหรือนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตตา จันทร์อัมพร
จำเลย — นายปัญญา รุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2550
#270813
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้และไม่มีใครรู้แน่ว่า จำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง ก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคหนึ่ง กรณีเช่นว่านี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 46138 ตำบลศรีมหาโพธิ์ อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เฉพาะส่วนจำนวน 100 ส่วน ให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาจำเลยได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าว นางแป๋วผู้ร้องยื่นคำให้การและยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่กลับมาอีกเลยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีเศษ แล้ว โดยไม่มีใครทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใดและไม่มีบุคคลใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ และเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วตามคำฟ้องและคำร้องแล้วทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้ทางโจทก์ยกให้จำเลยโดยการให้โดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 จึงไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่ได้กลับมาอีกจนถึงวันที่ยื่นคำร้องเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่มีบุคคลใดทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง กรณีเช่นว่านี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ป.พ.พ. ม. 48 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำรวย อยู่ศิริ
ผู้ร้อง — นางแป๋ว อุ่นศิริ
จำเลย — นายพินิจ อุ่นศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธิติพันธุ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา