คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724 -ที่ 8191/2550
#268503
เปิดฉบับเต็ม

การที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนถือว่าเป็นการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องค่าจ้าง แต่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่ได้ส่งสำเนาข้อเรียกร้องให้นายทะเบียนทราบ ไม่มีการระบุชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้แทนในการเจรจาของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่มีการแจ้งชื่อผู้แทนจำเลยในการเจรจาแก่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและเมื่อตกลงกันได้ตามรายงานการประชุมก็ไม่มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้แทนในการเจรจาทั้งสองฝ่ายแล้วประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงาน อันเป็นกระบวนการที่กำหนดไว้ในการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 25, 26, 27 คงมีแต่รายงานการประชุมซึ่งลงชื่อผู้จดรายงานเพียงผู้เดียว การประชุมระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับจำเลยจึงเป็นเพียงการตกลงร่วมกันเพื่อให้จำเลยพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือน ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6, 28 เมื่อคณะกรรมการของจำเลยเห็นชอบด้วยในการปรับเพิ่มเงินเดือน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเห็นสมควรปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจ มาตรา 13 วรรคสาม

การพิจารณาว่ามติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรีในการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยมีผลครอบคลุมถึงพนักงานกลุ่มใดต้องพิจารณาจากฐานการคิด เหตุผล และข้อมูลที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีพิจารณามีมติโดยใช้ข้อมูลเดียวกับการพิจารณาของคณะกรรมการของจำเลยซึ่งอยู่ภายใต้หลักการที่จำเลยตกลงกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน โจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดซึ่งออกจากงานไปก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนและเป็นวันที่จำเลยระบุไว้ในคำสั่งปรับเงินเดือนย่อมไม่มีสภาพเป็นพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

การที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนถือเป็นการให้ความเห็นชอบในสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 7134/2548 ของศาลแรงงานกลาง แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 386 ยุติไปแล้วตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสี่ร้อยหกสิบแปดสำนวนนี้ โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 469

โจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือน เงินตอบแทน และเงินชดเชยส่วนที่เพิ่มขึ้นตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยจ่ายเงินให้พนักงาน (วันที่ 28 มิถุนายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานายยงยุทธโจทก์ที่ 107 ถึงแก่กรรม นางศรีพรรณ์ภริยาของโจทก์ที่ 107 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงมีหนังสือสอบถามไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ที่ถูกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) แจ้งให้ทราบถึงรายงานการประชุมของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ครั้งที่ 7/2547 ว่ารัฐวิสาหกิจที่มีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตนเองให้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีเป็นรายๆ ไป สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงจำเลยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือน จำเลยเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการของจำเลยว่าจำเลยมีมติปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานผู้ที่ยังมีสถานสภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ในวันที่ออกคำสั่งปรังเงินเดือนและให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 คณะกรรมการของจำเลยมีมติในการประชุมครั้งที่ 16/2547 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เห็นชอบตามที่จำเลยเสนอ จำเลยได้ดำเนินการต่อจนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรี จำเลยจึงมีคำสั่งให้พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนโดยมีผลย้อนหลังถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 แล้ววินิจฉัยว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนเป็นการปรับให้แก่พนักงานที่ยังคงมีสภาพภาพเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดพ้นสภาพการเป็นพนักงานไปตั้งแต่ปี 2547 จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือน พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดว่า โจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดมีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติของคณะรัฐมนตรี หรือไม่ เห็นว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยสืบเนื่องมาจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 ต่อมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประชุมร่วมกับหน่วยงานของฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 และมีการพิจารณาว่าจะปรับเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนหรือปรับให้แก่ผู้ที่มีสภาพการปฏิบัติงาน ณ วันที่ 1 เมษายน 2547 ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน จากนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลของจำเลยได้เสนอเรื่องไปยังผู้ว่าการของจำเลยเพื่อเสนอให้คณะกรรมการของจำเลยพิจารณาโดยเสนอหลักการตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 กล่าวคือปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะผู้ที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือน และเสนอข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาคณะกรรมการของจำเลยอันประกอบด้วยตารางประมาณการค่าใช้จ่าย ตารางแสดงผลกระทบทางการเงิน ประมาณการผลการดำเนินงาน (งบการเงินก่อนและหลังปรับเงินเดือน) และประมาณการในการเพิ่มรายได้เสริมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นคณะกรรมการของจำเลยมีมติในการประชุมครั้งที่ 16/2547 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 ระบุว่า "โดยหลักการเห็นชอบด้วย" ซึ่งหมายความว่าคณะกรรมการของจำเลยเห็นชอบในหลักการที่จำเลยเสนอ อันรวมถึงการปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนด้วย การที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าผลิตแห่งประเทศไทยเสนอขอปรับเพิ่มเงินเดือนดังกล่าวถือว่าเป็นการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องค่าจ้าง แต่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่ได้ส่งสำเนาข้อเรียกร้องให้นายทะเบียนทราบ ไม่มีการระบุชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้แทนในการเจรจาของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่มีการแจ้งชื่อผู้แทนจำเลยในการเจรจาแก่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และเมื่อตกลงกันได้ตามรายงานการประชุมก็ไม่มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้แทนในการเจรจาทั้งสองฝ่ายแล้วประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงาน อันเป็นกระบวนการที่กำหนดไว้ในการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 คงมีแต่รายงานการประชุมซึ่งลงชื่อผู้จดรายงานเพียงผู้เดียว การประชุมระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับจำเลยจึงเป็นเพียงการตกลงร่วมกันเพื่อให้จำเลยพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ออกคำสั่งปรับเงินเดือนโดยให้มีผลเป็นการปรับเพิ่มเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 และมาตรา 28 เมื่อคณะกรรมการของจำเลยเห็นชอบด้วยในการปรับเพิ่มเงินเดือนจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเห็นสมควรปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 วรรคสาม

การพิจารณาว่ามติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรีในการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานของจำเลยดังกล่าวมีผลครอบคลุมถึงพนักงานกลุ่มใดจึงต้องพิจารณาจากฐานการคิด เหตุผล และข้อมูลที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นและการที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบให้จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานดังกล่าวนั้นเป็นการให้ความเห็นชอบในสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 วรรคสาม กล่าวคือเป็นการให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ว่าให้จำเลยปรับเพิ่มค่าจ้างได้ในอัตราร้อยละ 15 หรือร้อยละ 8 ตามระดับของพนักงานโดยมีเงื่อนไขว่าให้ปรับเพิ่มค่าจ้างย้อนหลังไปได้ถึงวันที่ 1 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า "สภาพการจ้าง" ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 อีกทั้งมาตรา 13 วรรคสาม ไม่ได้บัญญัติถึงว่าสภาพการจ้างที่ปรับปรุงแล้วนั้นมีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างคนใด เมื่อโจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดออกจากงานไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ก็ย่อมไม่มีสภาพเป็นพนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงาน ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและเป็นวันที่จำเลยระบุไว้ในคำสั่งปรับเงินเดือนจึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนตามมติของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และมติคณะรัฐมนตรี แม้ว่าในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ที่ลงมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการปรับเพิ่มเงินเดือนจะไม่มีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่มีผลให้การออกคำสั่งที่ ค.51/2548 ของจำเลยที่ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนเก่พนักงานและลูกจ้างทดลองงานที่ยังมีสถานภาพการเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 เสียไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ร้อยหกสิบแปดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 ม. 13 ม. 25 ม. 26 ม. 27 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนวย อินทรธานี กับพวก
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ
จำเลย — บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7722/2550
#412616
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองยอมให้จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในพื้นที่ด้านนอกบริเวณด้านข้างและด้านหน้าของอาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่ 1 ในการติดป้ายโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ 1 ชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดเป็นรายปี และจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 80,000 บาท ถือว่าจำเลยทั้งสองจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการเช่าทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 537

เมื่ออาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่ 1 เป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 และทรัพย์สินที่เช่าเป็นพื้นที่ด้านข้างและด้านหน้าของอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผนังตึกติดตรึงตราโดยลักษณะถาวรกับอาคารพาณิชย์จึงเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 ซึ่งบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่

เมื่อข้อตกลงการเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าตามข้อตกลงการเช่าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าตอบแทนอันเนื่องจากการตั้งป้ายโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ 1 บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของอาคารของโจทก์ทั้งสองจำนวน 84,174 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2537 โจทก์ทั้งสองตกลงให้จำเลยทั้งสองติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ 1 ในพื้นที่ด้านนอกบริเวณด้านข้างและด้านหน้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 203 แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าตอบแทนให้โจทก์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 120,000 บาท ต่อมาลดลงเหลือปีละ 80,000 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองยอมให้จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในพื้นที่ด้านนอกบริเวณด้านข้างและด้านหน้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 203 ของโจทก์ที่ 1 ในการติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าของจำเลยที่ 1 ชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดเป็นรายปี และจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายปี ปีละ 80,000 บาท ถือว่าจำเลยทั้งสองจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการเช่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 เมื่ออาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่ 1 เป็นทรัพย์สินติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 และทรัพย์สินที่เช่าเป็นพื้นที่ด้านข้างและด้านหน้าของอาคารพาณิชย์เป็นผนังตึก และผนังตึกดังกล่าวติดตรึงตราโดยลักษณะถาวรกับอาคารพาณิชย์ที่ติดอยู่กับที่ดินอีกทอดหนึ่งจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายของมาตรา 139 ด้วย ข้อตกลงการเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองเป็นการเช่าพื้นที่ผนังตึกด้านนอกที่ยังติดตรึงตราโดยลักษณะถาวรกับอาคารพาณิชย์จึงเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ซึ่งบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่

เมื่อข้อตกลงการเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าตามข้อตกลงการเช่าได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139 ม. 537 ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยโรจน์ อิพภูดม กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยนำสินสรรพสินค้าผ้า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายชาติชาย เหลืองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7721/2550
#415794
เปิดฉบับเต็ม

พ. ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยขออาศัยสิทธิของ ส. จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทสืบต่อจาก พ. จึงตกอยู่ในฐานะเป็นผู้อาศัยเช่นเดียวกับ พ. แม้โจทก์จะมิได้ห้ามปรามขณะจำเลยปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเดิมของ พ. ก็หาทำให้ฐานะของจำเลยที่เป็นเพียงผู้อาศัยเปลี่ยนแปลงไปไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินอย่างเป็นเจ้าของ และไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 130 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 8,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 130 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 2,000 บาท กับอีกเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 130 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ 3 ไร่ 8 ตารางวา และมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางลำใย นางสำเนียง และนางใบโดยโจทก์จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนมาจากนายสุขบิดาโจทก์เมื่อปี 2514 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินส่วนที่นางลำใยและนางสำเนียงครอบครองอยู่ทางด้านทิศเหนือ ส่วนของโจทก์อยู่ตรงกลาง และส่วนของนางใบอยู่ทางด้านทิศใต้ตามแผนที่วิวาท เดิมนายเพลบิดาจำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทดังกล่าว หลังจากนายเพลถึงแก่ความตายจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยปลูกบ้านใหม่ขึ้น 1 หลัง คือบ้านเลขที่ 35/2 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ตามสำเนาทะเบียนบ้านและภาพถ่ายบ้าน ส่วนบ้านหลังเดิมจำเลยรื้อถอนออกไป คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนที่ดิน โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว และจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ทางนำสืบจำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน กับมีนางบรรจงศรี นางมาลีนี นางบุญเยื่อ นางลั้ง และนายสนัดเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายเพลบิดาจำเลยเข้าปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสุขบิดาโจทก์ แต่พยานจำเลยดังกล่าวคงมีจำเลยเพียงปากเดียวที่อ้างว่ารู้เห็นขณะนายเพลกับนายสุขซื้อขายที่ดินพิพาทกัน โดยจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นอกจากจำเลยเลยแล้วไม่มีบุคคลอื่นรู้เห็นอีก พยานจำเลยปากอื่นจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ จำเลยกับนางบรรจงศรีพี่สาวจำเลยซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดและน่าจะทราบความเป็นมาของที่ดินพิพาทได้ดียังเบิกความขัดแย้งกันอย่างเป็นพิรุธ จำเลยเบิกความว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายเพลกับนายสุขไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่นางบรรจงศรีกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า มีหลักฐานเป็นหนังสือ ที่จำเลยอ้างว่าบ้านหลังใหม่ของจำเลยมีสภาพมั่นคงแข็งแรง และจำเลยมีสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ขอเลขบ้านสำหรับบ้านที่ปลูกใหม่ต่อทางราชการด้วยนั้น ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่าบ้านหลังเดิมของนายเพลที่จำเลยรื้อถอนออกไปมีสภาพเป็นอย่างไร ทั้งจำเลยมิได้นำสืบให้ปรากฏว่านายเพลได้ขอเลขบ้านไว้ การที่จำเลยปลูกบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิมกลับทำให้เห็นว่าบ้านหลังเดิมที่นายเพลเป็นผู้ปลูกน่าจะมีสภาพที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยนัก แนวกั้นเขตที่ดินพิพาทจะมีมาแต่เดิมอย่างไรหรือไม่ จำเลยซึ่งน่าจะทราบเรื่องดีที่สุดก็มิได้เบิกความถึง แต่ในข้อนี้โจทก์มีนายนอบ และนางลำใยซึ่งมีบ้านและครอบครองที่ดินติดที่พิพาทเป็นพยานเบิกความว่า ต้นมะขามที่ปลูกเป็นแนวด้านทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทนายนอบเป็นผู้ปลูก ส่วนแนวรั้วสังกะสีด้านทิศเหนือของที่ดินพิพาทนางลำใยเพิ่งทำขึ้นภายหลังซึ่งตามภาพถ่ายบ้านปรากฏว่ามีรั้วสังกะสีอยู่จริง จำเลยยังเบิกความยอมรับว่านายเพลเคยอาศัยอยู่ในที่ดินของกำนันเชื้อมาก่อน และได้ความจากนายสนัดพยานจำเลยที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านต่อไปว่า นายเพลย้ายมาอยู่ในที่ดินพิพาทเนื่องจากกำนันเชื้อต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินของต้น พฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่า นายเพลมีเหตุจำเป็นที่ต้องมาขออาศัยนายสุขปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้นายทองหล่อพยานโจทก์ก็เบิกความทำนองเดียวกันและยืนยันว่านายเพลมาขออาศัยนายสุขปลูกบ้านนายทองหล่อมีบ้านอยู่ใกล้ที่ดินพิพาท ทั้งได้ความว่านายทองหล่อได้ช่วยนายเพลปลูกบ้านในที่ดินพิพาทด้วย พยานโจทก์ปากนี้จึงน่าจะทราบได้ดีว่าสิทธิของนายเพลมีอยู่หรือไม่เพียงใด ดังนี้ จึงเห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่เป็นคุณอยู่แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า นายเพลปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยขออาศัยสิทธิของนายสุข จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทสืบต่อจากนายเพล จึงตกอยู่ในฐานะเป็นผู้อาศัยเช่นเดียวกับนายเพล แม้โจทก์จะมิได้ห้ามปรามขณะจำเลยปลูกบ้านหลังใหม่แทนบ้านหลังเดิมของนายเพล ก็หาทำให้ฐานะของจำเลยที่เป็นเพียงผู้อาศัยเปลี่ยนแปลงไปไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินอย่างเป็นเจ้าของ และไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ฎีกาของจำเลยในข้ออื่นที่ว่าโจทก์ยอมขายที่ดินบางส่วนให้แก่นายนอบ แต่ไม่ยอมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวถาวร สมรมิตร
จำเลย — นายประสิทธิ์ เดือนคล้อย
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7720/2550
#415515
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่ากับโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าท้ายฟ้องแล้วผิดสัญญา ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย จำลยให้การว่าหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาที่โจทก์เจ้าของที่ดินรวมและจำเลยมีเจตนาให้เป็นสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวกับโจทก์จริง เพียงแต่อ้างว่าหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวคู่สัญญามีเจตนาให้เป็นสัญญาซื้อขาย กรณีเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน แม้หนังสือสัญญาเช่าฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยว่ามีการทำหนังสือสัญญาเช่ากันจริงไม่ต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27980 ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแล้วเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จริงเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยมิได้ฏีกาโต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 27980 ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าต่อมา จำเลยได้ชำระค่าตอบแทนในการเช่าตามสัญญาข้อ 2 งวดที่ 1 และงวดที่ 2 รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนในการเช่าตั้งแต่งวดที่ 3 ถึงงวดที่ 6 โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่าตามหนังสือบอกกล่าวพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์ ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวแล้วจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์ใช้สิทธิปรับจำเลยในอัตราสูงกว่าที่ตกลงในสัญญาเช่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งแล้วว่า การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนการเช่า โจทก์มีสิทธิปรับจำเลยเพียงวันละ 600 บาท ซึ่งหมายความว่าโจทก์ไม่มีสิทธิปรับจำเลยมากกว่าวันละ 600 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยให้ปรับจำเลยวันละ 2,400 บาท เป็นการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ใช้สิทธิปรับจำเลยในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่ตกลงในสัญญาเช่าจะมีผลเป็นการบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงว่า แม้จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนในการเช่า โจทก์มีสิทธิเพียงปรับจำเลยวันละ 600 บาท ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไม่ชอบเพราะโจทก์ปรับจำเลยวันละ 2,400 บาท สูงกว่าอัตราที่ตกลงในสัญญาเช่าตามที่จำเลยอ้าง คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า หนังสือสัญญาเช่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ทั้งสัญญาเช่าที่โจทก์อ้างเป็นพยานต่อศาล เป็นพยานหลักฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยคดีของศาล จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ปัญหาว่าหนังสือสัญญาเช่าปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องวินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่ากับโจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าท้ายฟ้องแล้วผิดสัญญา ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องเป็นสัญญาที่โจทก์เจ้าของที่ดินรวมและจำเลยมีเจตนาให้เป็นสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวกับโจทก์จริง เพียงแต่อ้างว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวคู่สัญญามีเจตนาให้เป็นสัญญาซื้อขาย กรณีเช่นนี้จึงไม่จำต้องใช้หนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน แม้หนังสือสัญญาเช่าฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ตามคำรับของจำเลยว่ามีการทำหนังสือสัญญาเช่ากันจริง ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรัณย์ รัตนาภินันท์ชัย
จำเลย — นายอรรถพล ชินตระกูลเมธา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2550
#415495
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ลงทุนก่อสร้างโครงเหล็กบนชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทเป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำเพื่อให้ติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าอันเป็นประโยชน์ของจำเลยเอง โจทก์มิได้เรียกร้องให้จำเลยกระทำแต่อย่างใด ตามสัญญาเช่าพื้นที่และหนังสือสัญญาให้ความยินยอมต่อสัญญาเช่าก็ไม่มีข้อความบ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าถึง 20 ปี แต่กลับปรากฏว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ผู้เช่ามีสิทธิรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปได้ทั้งหมด ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากจำเลยนอกเหนือไปจากค่าเช่าเท่านั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยผู้เช่าซื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปจากชั้นดาดฟ้าอาคารของโจทก์ และให้จำเลยซ่อมแซมชั้นดาดฟ้าของอาคารและส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนป้ายโฆษณาและซ่อมแซมชั้นดาดฟ้าก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนและซ่อมแซมแทน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปจากชั้นดาดฟ้าของโจทก์และซ่อมแซมชั้นดาดฟ้าแล้วเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนการเช่าอาคารพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยทำสัญญาเช่ามีระยะเวลา 20 ปี นับแต่ครบกำหนดสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2537 หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าทำป้ายโฆษณาจำนวน 1,500,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปจากชั้นดาดฟ้าอาคารเลขที่ 1122/8 - 9 ซอยเชื้อเพลิง ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และซ่อมแซมชั้นดาดฟ้าของอาคารดังกล่าวให้เรียบร้อยส่งมอบคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนและซ่อมแซมชั้นดาดฟ้า โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 37,500 บาท แก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 12,500 บาท แก่โจทก์ นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีการรื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปจากชั้นดาดฟ้าและซ่อมแซมชั้นดาดฟ้าแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทจากโจทก์เพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้ามีกำหนด 1 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2537 โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยต่อสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทโดยให้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่ากันใหม่เป็นปีแรก 110,000 บาท ปีที่สอง 130,000 บาท ปีที่สาม 150,000 ภายหลังครบกำหนดต่อสัญญาเช่าพื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทแล้วจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ต่อไปอีกจนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 โจทก์และทนายโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 และ 19 กรกฎาคม 2542 บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโครงเหล็กและป้ายโฆษณากับซ่อมแซมสถานที่เช่าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่จำเลยไม่รื้อถอนออกไป ที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า เนื้อหาที่จำเลยฎีกาในข้อนี้จำเลยได้คัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมด หาได้มีข้อความส่วนใดที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาในประการต่อไปว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โดยอ้างว่าจำเลยยอมจ่ายค่าเช่าให้โจทก์เป็นพิเศษมากกว่าการเช่าธรรมดา กับได้ลงทุนก่อสร้างโครงเหล็กบนชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าเป็นเงิน 1,500,000 บาท และโจทก์ตกลงจะให้จำเลยเช่าพื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทมีกำหนด 20 ปี นั้น เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้จ่ายค่าเช่าให้โจทก์เป็นพิเศษมากกว่าการเช่าธรรมดานั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยโดยไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยได้ลงทุนก่อสร้างโครงเหล็กบนชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทเป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำเพื่อให้ติดตั้งป้ายโฆษณาสินค้าอันเป็นประโยชน์ของจำเลยเอง โจทก์มิได้เรียกร้องให้จำเลยกระทำแต่อย่างใด ตามสัญญาเช่าพื้นที่และหนังสือสัญญาให้ความยินยอมต่อสัญญาเช่าก็ไม่มีข้อความบ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าถึง 20 ปี แต่กลับปรากฏตามสัญญาเช่าพื้นที่ข้อ 6 ว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ผู้เช่ามีสิทธิรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปได้ทั้งหมด ฯลฯ ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากจำเลยนอกเหนือไปจากค่าเช่าเท่านั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

และที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยได้อุทธรณ์ไว้ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีไม่เกินเดือนละ 500 บาท โดยอ้างว่าปัจจุบันหากจำเลยรื้อโครงเหล็กและป้ายโฆษณาไปแล้ว พื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพราะกรุงเทพมหานครไม่อนุญาตให้ก่อสร้างได้อีก แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้นั้น เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่า กรุงเทพมหานครไม่อนุญาตให้ก่อสร้างโครงเหล็กและป้ายโฆษณาอันทำให้พื้นที่ชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกนาน จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามศาลชั้นต้นให้นำค่าเช่าปีสุดท้ายมาเป็นฐานในการคำนวณคิดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 12,500 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การรื้อถอนโครงเหล็กและป้ายโฆษณาของจำเลยออกจากชั้นดาดฟ้าอาคารพิพาทนั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว โจทก์จะรื้อถอนโครงเหล็กและป้ายโฆษณาของจำเลยเองโดยให้ศาลพิจารณาให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายหาได้ไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย แต่มิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ ชิ้นเจริญชัย
จำเลย — บริษัท สกอร์ กรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
นินนาท สาครรัตน์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2550
#412180
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี จึงสิ้นผลผูกพันแล้ว ข้ออ้างหรือประเด็นพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 13 หมู่ที่ 2 ตำบลกลางแดด อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยรับการให้จากพันเอกมีชัยบิดาโจทก์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2532 นับแต่โจทก์ได้สิทธิครอบครองโจทก์มอบหมายให้พันเอกมีชัยเป็นผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับพันเอกมีชัยเพื่อใช้ทำกิจการก่อสร้างอาคาร โรงงาน คลังสินค้า และที่อยู่อาศัย มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 โดยมิได้ทำการจดทะเบียนการเช่าไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจึงมีผลผูกพันบังคับได้เพียง 3 ปี ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 เท่านั้น เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยไม่ขนย้ายทรัพย์สินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์และจำเลยยังติดค้างค่าเช่าในปี 2542 และ 2543 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ถือว่าจำเลยผิดสัญญาและอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยละเมิด ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินที่ปลูกสร้าง โกดังสินค้าออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 89/2 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและบ้านดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเช่าที่ค้างชำระ 2 ปี กับค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันสัญญาเช่าสิ้นผลใช้บังคับจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 1,992,541.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,973,333.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินที่ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การต่อสู้ไว้หลายประเด็นรวมถึงฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แต่ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ คดีเดิมซึ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 885/2544 ของศาลชั้นต้น มีพันเอกมีชัยเป็นโจทก์ที่ 1 โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ที่ 2 และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลย โจทก์ทั้งสองดังกล่าวฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์เพื่อให้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จนเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะ และขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทรวมทั้งทำที่ดินพิพาทให้มีสภาพเหมือนเดิมและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์กับพันเอกมีชัยบิดาโจทก์ มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี แต่มิได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันเพียง 3 ปี บัดนี้ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาทอีกต่อไป ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือ จำเลยได้กระทำกลฉ้อฉลโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี จึงสิ้นผลผูกพันแล้ว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นเรื่องที่สัญญาเช่าที่พิพาทมีผลบังคับเพียงใด และสิ้นผลผูกพันแล้วหรือไม่ ข้ออ้างหรือประเด็นพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีสำนวนนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 885/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑาภรณ์ คุณรักษา
จำเลย — นายจิว ด่านสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2550
#415494
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือ จำเลยได้กระทำกลฉ้อฉลโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดระยะเวลาจึงสิ้นผลผูกพันแล้ว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นเรื่องที่สัญญาเช่าที่พิพาทมีผลบังคับเพียงใด และสิ้นผลผูกพันแล้วหรือไม่ ข้ออ้างหรือประเด็นพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินที่ปลูกสร้าง โกดังสินค้าออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 89/2 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและบ้านดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเช่าที่ค้างชำระ 2 ปี กับค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันสัญญาเช่าสิ้นผลใช้บังคับจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 1,992,541.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,973,333.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินที่ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ คดีเดิมซึ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 885/2544 ของศาลชั้นต้น มีพันเอกมีชัยเป็นโจทก์ที่ 1 โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ที่ 2 และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลย โจทก์ทั้งสองดังกล่าวฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์เพื่อให้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จนเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะและขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทรวมทั้งทำที่ดินพิพาทให้มีสภาพเหมือนเดิมและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์กับพันเอกมีชัยบิดาโจทก์ มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี แต่มิได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีผลผูกพันเพียง 3 ปี บัดนี้ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาทอีกต่อไป ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยใช้อุบายหลอกลวงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือ จำเลยได้กระทำกลฉ้อฉลโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี จึงสิ้นผลผูกพันแล้ว สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่สัญญาเช่าที่พิพาทมีผลบังคับเพียงใด และสิ้นผลผูกพันแล้วหรือไม่ ข้ออ้างหรือประเด็นพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีสำนวนนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 885/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 564
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑารัตน์ คุณรักษา
จำเลย — นายจิว ด่านสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7693/2550
#412269
เปิดฉบับเต็ม

การนับระยะเวลาไม่นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ครั้งแรกสิทธิเรียกร้องทั้งหมดของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 ต่อมามีพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ติดตั้งมอเตอร์ปั๊มน้ำตู้แมกเนติก พร้อมอุปกรณ์เป็นเงินค่าจ้าง 166,754.15 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงอาคารประปาเป็นเงินค่าจ้าง 44,846.91 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ย้ายท่อประปาเป็นเงินค่าจ้าง 47,154.90 บาท วันที่ 19 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงโรงกรองน้ำประปาเป็นเงินค่าจ้าง 9,914.62 บาท วันที่ 21 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงต่อเติมท่อประปาใส่รถดับเพลิงเป็นเงินค่าจ้าง 32,613.60 บาท โจทก์ดำเนินการตามที่รับจ้างในแต่ละครั้งแล้วเสร็จโดยทันทีและส่งมอบงานแก่จำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ในการประปาตำบลโคกปีบจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 28,005 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุอุปกรณ์ใช้ในการประปาตำบลโคกปีบจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 29,965.35 บาท และวันที่ 17 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซื้อคลอรีนจากโจทก์จำนวน 1 ถัง เป็นเงิน 3,700 บาท โจทก์ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ที่ซื้อให้จำเลยที่ 1 ถูกต้องแล้ว รวมค่าจ้างและค่าสินค้าเป็นเงิน 362,954.53 บาท แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าจ้างและค่าสินค้าดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกเทศมนตรีต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงานจ้างแก่จำเลยที่ 1 และนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าไปจากโจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 406,055 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 362,954.53 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 เพิ่งมีฐานะเป็นเทศบาลเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 และจำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 จำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 362,954.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2543) ให้ไม่เกิน 43,100.84 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาล ต่อมาเปลี่ยนเป็นเทศบาลตำบลตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 ตามฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาล จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 1 ไม่เคยจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาลโคกปีบได้จางโจทก์ทำการงานซื้อสินค้าและเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง การเปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบลต้องโอนทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สินของสุขาภิบาลที่มีอยู่เป็นของเทศบาล จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 และพิพากษายกฟ้อง โจทก์โดยฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงมา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นทั้งสองข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่าคดีขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่าคดีไม่ขาดอายุความ หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อใดอย่างไร จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะต้องโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ด้วย แต่ปรากฏว่าคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คงกล่าวแก้เฉพาะแต่ประเด็นเรื่องอายุความที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นฎีกาอีกไม่ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โดยนับขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คือนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบการงานที่ทำและรับมอบสินค้าที่ซื้อแต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 ได้รับมอบงานจากโจทก์วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 9 ธันวาคม 2541 วันที่ 19 มกราคม 2542 วันที่ 20 มกราคม 2542 และวันที่ 21 มกราคม 2542 ตามลำดับ และได้รับมอบสินค้าจากโจทก์วันที่ 25 ตุลาคม 2541 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 17 มีนาคม 2542 ตามลำดับ การนับระยะเวลาไม่นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ครั้งแรก สิทธิเรียกร้องทั้งหมดของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ฎีกามีใจความว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่าอายุความเริ่มนับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องวันที่ 25 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันแรกที่ปรากฏในเอกสารใบส่งของ โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องในวันที่ 20 มกราคม 2542 ไม่ โจทก์ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2543 จึงขาดอายุความ 2 ปีแล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนับแต่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบงานที่ทำและรับมอบสินค้าจากโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้และระยะเวลาสิ้นสุดอายุความขึ้นตามความเห็นของจำเลยที่ 1 เพียงลอยๆ โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยชัดแจ้งว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลอย่างไร อันเป็นฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรินทร์ บุตรคล้อ
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกปีบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7693/2550
#415493
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าคดีขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีไม่ขาดอายุความ หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อใด อย่างไร จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ด้วย แต่ปรากฏว่าคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คงกล่าวแก้เฉพาะแต่ประเด็นเรื่องอายุความที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ติดตั้งมอเตอร์ปั๊มน้ำ ตู้แมกเนติก พร้อมอุปกรณ์เป็นเงินค่าจ้าง 166,754.15 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงอาคารประปาเป็นเงินค่าจ้าง 44,846.91 บาท วันที่ 9 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ย้ายท่อประปาเป็นเงินค่าจ้าง 47,154.90 บาท วันที่ 19 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงโรงกรองน้ำประปาเป็นเงินค่าจ้าง 9,914.62 บาท วันที่ 21 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ซ่อมบำรุงต่อเติมท่อประปาใส่รถดับเพลิงเป็นเงินค่าจ้าง 32,613.60 บาท โจทก์ดำเนินการตามที่รับจ้างในแต่ละครั้งแล้วเสร็จโดยทันทีและส่งมอบงานแก่จำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ในการประปาตำบลโคกปีบจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 28,005 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ซื้อวัสดุอุปกรณ์ใช้ในการประปาตำบลโคกปีบจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 29,965.35 บาท และวันที่ 17 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซื้อคลอรีนจากโจทก์จำนวน 1 ถัง เป็นเงิน 3,700 บาท โจทก์ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ที่ซื้อให้จำเลยที่ 1 ถูกต้องแล้ว รวมค่าจ้างและค่าสินค้าเป็นเงิน 362,954.53 บาท แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าจ้างและค่าสินค้าดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกเทศมนตรีต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงานจ้างแก่จำเลยที่ 1 และนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าไปจากโจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 406,055 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 362,954.53 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 362,954.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 ตุลาคม 2543 ) ให้ไม่เกิน 43,100.84 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาล ต่อมาเปลี่ยนเป็นเทศบาลตำบลตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 ตามฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาล จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่เคยจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นสุขาภิบาลโคกปีบได้จ้างโจทก์ทำการงานซื้อสินค้าและเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง การเปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบลต้องโอนทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สินของสุขาภิบาลที่มีอยู่เป็นของเทศบาล จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 และพิพากษายกฟ้อง โจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก็ไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงมา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทำการงานและซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นทั้งสองข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่าคดีขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีไม่ขาดอายุความ หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อใด อย่างไร จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะต้องโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ด้วย แต่ปรากฏว่าคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คงกล่าวแก้เฉพาะแต่ประเด็นเรื่องอายุความที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาอีกไม่ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) โดยนับขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คือนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบการงานที่ทำและรับมอบสินค้าที่ซื้อแต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 ได้รับมอบงานจากโจทก์วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 วันที่ 9 ธันวาคม 2541 วันที่ 19 มกราคม 2542 วันที่ 20 มกราคม 2542 และวันที่ 21 มกราคม 2542 ตามลำดับ และได้รับมอบสินค้าจากโจทก์วันที่ 25 ตุลาคม 2541 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 17 มีนาคม 2542 ตามลำดับ การนับระยะเวลาไม่นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันสุดท้ายของกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ครั้งแรก สิทธิเรียกร้องทั้งหมดของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ..."

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรินทร์ บุตรคล้อ
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกปีบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7691/2550
#412265
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยข้อ 6.1 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งของสัญญานี้ เจ้าของโครงการอาจบอกเลิกสัญญานี้ในเวลาใดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดผู้ซื้อให้แก่ผู้ซื้อได้ โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ซื้อ และในกรณีดังกล่าวผู้ซื้อตกลงให้เจ้าของโครงการมีสิทธิริบเงินทั้งหมดที่ผู้ซื้อได้ชำระแล้ว" จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2536 และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่ไปรับโอน จำเลยไม่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามข้อกำหนดในสัญญาไปยังโจทก์ จำเลยกลับมีหนังสือไปถึงโจทก์ว่า ห้องชุดของโจทก์พร้อมที่จะเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว และต่อมาจำเลยได้มีหนังสือไปถึงโจทก์ชี้แจ้งเรื่องอาคารชุดที่อยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารว่ากำลังดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างให้ถูกต้อง แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีผลใช้บังคับอยู่ ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 จำเลยขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไป ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา วันที่ 23 สิงหาคม 2543 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย สัญญาดังกล่าวจึงเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าห้องชุดที่โจทก์ชำระไปแล้วให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่พักอาศัยกับจำเลยในโครงการเมืองทองธานี ชื่ออาคารริเวียร่า ห้องชุดเลขที่ เอ ตั้งอยู่บนชั้นที่ 24 ของทาวเวอร์หมายเลข 3 พื้นที่ห้องชุด 86.5 ตารางเมตร กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2536 ในราคา 2,286,200 บาท โจทก์ได้ชำระเงินค่าจองและชำระส่วนหนึ่งของราคาห้องชุดดังกล่าวตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 914,480 บาท ส่วนราคาที่เหลือโจทก์จะชำระในวันที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ หรือในวันที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์เข้าครอบครองห้องชุด หรือวันที่โจทก์เข้าครอบครองห้องชุด แล้วแต่วันใดวันหนึ่งดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อน จำเลยผิดสัญญาก่อสร้างห้องชุดโดยก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2537 และห้องชุดมีพื้นที่เพียง 80.36 ตารางเมตร น้อยกว่าตามที่ระบุในสัญญา นอกจากนี้ยังสร้างอยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหาร ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ ต่อมาปี 2541 จำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงินที่ชำระไปแล้วให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 914,480 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเป็นครั้งสุดท้าย คำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 562,978 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,477,458 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 914,480 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญา พื้นที่ของห้องชุดตามสัญญาเป็นพื้นที่โดยประมาณเพราะขณะทำสัญญายังไม่ได้เริ่มทำการก่อสร้างอาคารที่ตั้งห้องชุดทั้งยังได้มีการกำหนดไว้ในสัญญาว่าพื้นที่ของห้องชุดแตกต่างจากสัญญาตั้งแต่ร้อยละ 5 หรือมากกว่านั้น ต้องทำการปรับราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วน เมื่อจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จตามสัญญาได้แจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนตามกำหนดนัด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าห้องชุดพิพาทสร้างอยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารทำให้จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้นั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอาคารเดียวกับห้องชุดพิพาทไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 914,480 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 562,978 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยในราคา 2,286,200 บาท โดยจำเลยตกลงจะก่อสร้างห้องชุดพิพาทให้แล้วเสร็จประมาณปี 2536 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยเมืองทองธานี เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้วรวมเป็นเงิน 914,480 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.3 ยังคงเหลือเงินที่จะต้องชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเท่านั้น ปี 2536 จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จ จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแต่โจทก์ไม่ไปรับโอน ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 จำเลยได้ขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปตามสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 23 สิงหาคม 2543 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลยและขอเรียกเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วคืน แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแล้วโจทก์ไม่ไปรับโอน ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยโอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคอื่นหลังจากที่โจทก์ผิดสัญญามิได้ทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกคืนเงินจากจำเลยได้ โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย เห็นว่า ตามเอกสารแนบ 1 ซึ่งแนบท้ายสำเนาสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยเมืองทองธานี เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์จำเลยทำต่อกันในข้อ 6.1 ได้กำหนดเงื่อนไขของสัญญาไว้ว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งของสัญญานี้ เจ้าของโครงการอาจบอกเลิกสัญญานี้ในเวลาใดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดผู้ซื้อให้แก่ผู้ซื้อได้ โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ซื้อ และในกรณีดังกล่าวผู้ซื้อตกลงให้เจ้าของโครงการมีสิทธิริบเงินทั้งหมดที่ผู้ซื้อได้ชำระแล้ว" ทางนำสืบของจำเลยไม่ได้ความว่าในปี 2536 เมื่อจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแต่โจทก์ไม่ไปรับโอน จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามข้อกำหนดในสัญญาไปยังโจทก์แต่อย่างใด กลับได้ความตามหนังสือของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2538 เรื่อง การชดเชยโครงการเลควิว คอนโดมิเนียม เอกสารหมาย จ.6 ที่มีไปถึงโจทก์ว่า จำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ว่าห้องชุดของโจทก์พร้อมที่จะเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว และขอต้อนรับโจทก์เข้าเป็นสมาชิกของเมืองทองธานี และต่อมาจำเลยก็ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.5 ไปถึงโจทก์ชี้แจงเรื่องอาคารชุดที่อยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารว่า จำเลยกำลังดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างเพื่อให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 จึงเห็นได้ว่าจำเลยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตามหนังสืองเรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ที่มีไปถึงโจทก์เมื่อปี 2536 ตามสำเนาใบรับฝากไปรษณีย์ลงทะเบียนตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 จึงมีผลใช้บังคับอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 จำเลยขายห้องชุดพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไป กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา หลังจากนั้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2543 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลย สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าห้องชุดที่โจทก์ชำระไปแล้วให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสพสุข สุวรรณประสพ
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7679/2550
#412258
เปิดฉบับเต็ม

คดีมโนสาเร่คู่ความต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคสอง ส่วนสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของคู่ความต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จซึ่งโจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 43,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 93,800 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 93,800 บาท เกินกว่าห้าหมื่นบาทไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท

จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ จึงให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวัน มิฉะนั้นจะไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยไม่ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ในการฟ้องคดีโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้น 200 บาท เท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง ส่วนในชั้นอุทธรณ์คู่ความต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ตามมาตรา 190 จัตวา วรรคสอง และสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของคู่ความย่อมเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่าในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จซึ่งโจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 43,800 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 93,800 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 93,800 บาท เกินกว่าห้าหมื่นบาท คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะแก้ไขโดยสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเสียให้ถูกต้อง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติเสียให้ถูกต้อง และคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนแล้วมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยเสียใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 190 จัตวา ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเสงี่ยม ศรีษะย์
จำเลย — นายณรงค์ แดนสีแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7674/2550
#412257
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์โดยผู้ร้องไม่ได้ให้ความยินยอม แต่เมื่อศาลยังไม่ได้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของโจทก์อยู่ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารซึ่งรวมถึงผู้ร้องออกไปจากที่ดินพิพาทได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 629/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยในคดีนี้และบริวารออกไปจากที่ดินที่พิพาทในโฉนดเลขที่ 7555 ตำบลกาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินที่พิพาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลย (ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 629/2544) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงถึงที่สุด โจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขับไล่จำเลยและบริวาร

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีจำเลย ที่ดินที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินที่พิพาทไว้กับโจทก์โดยผู้ร้องไม่ได้ให้ความยินยอมนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยผู้ร้องเป็นเพียงบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องเป็นสามีจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินที่พิพาทไว้กับโจทก์โดยผู้ร้องไม่ได้ให้ความยินยอม ต่อมาจำเลยไม่ได้ไถ่ถอนที่ดินที่พิพาทภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากแต่ไม่ยอมออกไปจากที่ดินที่พิพาท โจทก์จึงยื่นฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ที่ดินที่พิพาทที่จำเลยขายฝากไว้กับโจทก์เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย จำเลยทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง นิติกรรมการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว..." ดังนั้น แม้จะฟังว่าที่ดินที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย แต่เมื่อศาลยังไม่ได้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ดินที่พิพาทก็ยังคงเป็นของโจทก์อยู่ โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารซึ่งรวมถึงผู้ร้องออกไปจากที่ดินที่พิพาทได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ที่จะอยู่ในที่ดินที่พิพาทต่อไป สำหรับที่ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนพยานหลักฐานก่อนเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคำร้องแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟังเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยจึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวตั้น พาเชื้อ
ผู้ร้อง — นายเลียง เครือคำ
จำเลย — นางบัวเรียน เครือคำ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2550
#412254
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง ทั้งที่เป็นทางร่วมทางแยกซึ่งโจทก์ต้องลดความเร็วของรถลงเพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุ เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 โจทก์จึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย

รถแท็กซี่คันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 มีชื่อและตราของจำเลยที่ 2 ติดอยู่ที่ประตูรถทั้งสองด้าน คนทั่วไปที่ได้พบเห็นจะต้องเข้าใจว่าเป็นรถของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถออกวิ่งรับคนโดยสารในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการรับบรรทุกคนโดยสาร จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย

ผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องทุพพลภาพ ความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่เป็นตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ได้ด้วย และศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2538 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 6 ท - 5421 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือเพื่อกิจการของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาท โดยขับรถด้วยความเร็วสูงมาจากถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าสู่สี่แยกพงษ์เพชร เลี้ยวขวาเข้าซอยสามัคคีตัดหน้ารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 ร - 3429 ที่โจทก์ขับมาจากสี่แยกพงษ์เพชรอย่างกะทันหันในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวล้มลง โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 3,538,474 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้เช่ารถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ค่าเสียหายไม่เกิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่นายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ให้เช่ารถแท็กซี่คันเกิดเหตุแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจึงหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ค่าเสียหายไม่เกิน 20,000 บาท กรมธรรม์ประกันภัยจำกัดความรับผิดของจำเลยร่วมไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,998,332.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 100,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามส่วนแห่งความรับผิดของตน ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,184,088.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 21 พฤษภาคม 2538 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่ คันหมายเลขทะเบียน 6 ท - 5421 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนประชาชื่นจากด้านถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าสู่สี่แยกพงษ์เพชร ส่วนโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 ร - 3429 ไปตามถนนดังกล่าวจากด้านสี่แยกพงษ์เพชรมุ่งหน้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะในทิศทางตรงกันข้าม ต่อมารถจักรยานยนต์ของโจทก์ชนกับรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 1 ขับเลี้ยวขวาเข้าถนนซอยสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2539 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ต่อมาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหานี้โดยอ้างเอาข้อความและเนื้อหาเช่นเดียวกับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาให้ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง แต่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชัดแจ้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไม่ถูกต้องอย่างไร หรือวินิจฉัยอย่างไรจึงจะถูกต้อง แต่กลับมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในประการต่อมามีว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ปัญหานี้โจทก์มีพันตำรวจตรีมนัสพนักงานสอบสวนเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นแยกถนนประชาชื่นตัดกับซอยสามัคคี มีสัญญาณไปจราจรทั้งทางตรงและเลี้ยวขวา ขณะเกิดเหตุสัญญาณไปจราจรสีเขียวดังกล่าวจะขึ้นคู่ คือสัญญาณไฟเลี้ยวขวาจะขึ้นประมาณ 5 วินาที แล้วจะดับ ถ้ามีสัญญาณไฟเลี้ยวขวาขึ้นสัญญาณไฟที่มาจากด้านพงษ์เพชรจะเป็นสัญญาณไปจราจรสีแดง แต่ถ้าสัญญาณไฟเลี้ยวขวาดับแล้วสัญญาณไฟที่มาจากด้านพงษ์เพชรจะเป็นสัญญาณไปจราจรสีเขียว พยานได้สอบคำให้การจำเลยที่ 1 ว่า ขณะเลี้ยวขวาได้เห็นสัญญาณไฟจราจรสีเขียวหรือไม่ จำเลยที่ 1 ว่าเห็น พยานถามว่าเห็นกี่ดวง จำเลยที่ 1 ไม่ยืนยัน เหตุที่พยานมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากประการแรกจำเลยที่ 1 ชนแล้วหลบหนี ประการที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชี้แจงเรื่องสัญญาณไฟได้ว่าเห็นสัญญาณไฟจราจรสีเขียวกี่ดวง น่าเชื่อว่ามีการฝ่าฝืนสัญญาณไฟของรถที่จะเลี้ยวขวา กับมีคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 767/2539 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาจากการเกิดเหตุละเมิดดังกล่าวและจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลี้ยวขวาตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกันและจำเลยที่ 1 หลบหนี ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีนายทัศนา นายประเทืองและนายวิษณุเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่นำจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยัน นอกจากนั้นพยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวยังเบิกความโดยไม่ยืนยันข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ที่พยานเห็นชนกันนั้นเป็นรถยนต์ที่ชนกันในคดีนี้หรือไม่ และจากคำเบิกความก็ไม่มีข้อเท็จจริงอย่างใดที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกับพฤติการณ์ที่อ้างว่าได้เห็นเหตุการณ์เช่นมีการหยุดรถให้ความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใดจึงเป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังและเป็นพิรุธน่าสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเห็นเหตุการณ์จริงหรือไม่ พยานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์จากภาพถ่ายหลังเกิดเหตุเอกสารหมาย ล.9 ปรากฏว่าสภาพรถแท็กซี่ถูกชนตรงประตูด้านซ้ายบุบเสียหายอย่างมากแสดงให้เห็นว่าถูกชนโดยโดยแรงประกอบกับโจทก์เองได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขนาดสมองได้รับการกระทบกระเทือนเลือดออกในสมองต้องผ่าตัดและกระดูกแขนขาหัก จนต้องทุพพลภาพในเวลาต่อมา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ต้องขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง ทั้งที่บริเวณดังกล่าวเป็นทางร่วมทางแยกซึ่งโจทก์ต้องลดความเร็วของรถลงเพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุ เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 โจทก์จึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นำสืบได้ความว่า รถแท็กซี่คันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 มีชื่อและตราของจำเลยที่ 2 ติดอยู่ที่ประตูรถทั้งสองด้าน คนทั่วไปที่ได้พบเห็นรถแท็กซี่คันดังกล่าวจะต้องเข้าใจว่าเป็นรถของจำเลยที่ 2 ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถคันดังกล่าวออกวิ่งรับคนโดยสารในนามของจำเลยที่ 2 โดยเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการรับบรรทุกคนโดยสาร จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดดังกล่าวด้วย ส่วนค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น เห็นว่า ผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องทุพพลภาพ โจทก์ชอบที่จะเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไปได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต ความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่เป็นตัวเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ได้ด้วย และศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 สำหรับปัญหานี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิเคราะห์กำหนดค่ารักษาพยาบาลจำนวน 434,132.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินที่โจทก์นำมาแสดงและใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายอื่นที่โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงสำหรับค่าใช้จ่ายคนเฝ้าไข้เป็นเงิน 6,000 บาท และค่ารถยนต์รับจ้างเดินทางไปทำกายภาพบำบัดเป็นเงิน 36,000 บาท นั้นเหมาะสมแก่โจทก์แล้ว ส่วนค่าเสียความสามารถประกอบการงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้เป็นเงิน 1,200,000 บาท นั้น เมื่อพิเคราะห์สำเนาสมุดประจำตัวคนพิการเอกสารหมาย จ.3 ลักษณะความพิการคือแขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางสมองนั้นได้ความว่า หากโจทก์หายชักภายใน 1 ปี แพทย์จะใส่กะโหลกเทียมที่สมอง แสดงให้เห็นว่าโจทก์เสียความสามารถประกอบการงานในปัจจุบัน และอาจส่งผลในอนาคตจึงเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายสำหรับค่าทุพพลภาพกลายเป็นคนพิการสมองไม่ปกติ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้นั้น เห็นว่า โจทก์อายุเพียง 22 ปี อยู่ในวันทำงาน การที่ต้องทุพพลภาพถึงขนาดแขนขาอ่อนแรงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทั้งมีอาการทางสมองถึงขั้นต้องใส่กะโหลกเทียม ถือได้ว่าเป็นอาการพิการที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของโจทก์ และเป็นความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจสมควรที่จะต้องกำหนดค่าเสียหายให้เหมาะสม แต่เมื่อโจทก์ขอค่าเสียหายในส่วนนี้เพียง 300,000 บาท แม้จะเป็นจำนวนไม่มากแต่ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์พึงพอใจชอบที่จะกำหนดให้ตามขอ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดค่าเสียหายในส่วนนี้ลงเหลือเพียง 100,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อโจทก์มีส่วนประมาทด้วย จึงต้องอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นประมาณในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 และมาตรา 223 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์สองในสามชอบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,317,421.66 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชำระเงินจำนวน 1,317,421.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 427 ม. 438 ม. 442 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ ศรวิชัย
จำเลย — นายประสิทธิ์ กองผา กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2550
#410720
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ร่วม การที่จำเลยรับเงินจาก บ. ผู้ค้ำประกันการทำงานของ น. พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่า บ. ได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมถือว่า บ. ได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วน ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับ บ. อีกต่อไป เงินที่จำเลยรับไว้จาก บ. จึงเป็นของโจทก์ร่วม เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียก บ. ชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจาก บ. อาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพัน บ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต การที่จำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 28 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยครอบครองเงินจำนวน 100,000 บาท ของบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย และวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วมได้รับเงิน 100,000 บาท จากนายบุญแทน เนียมหุ่น ผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดล สุขสอน พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและสัญญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 2 จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้วไม่ได้นำไปให้โจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจากนายบุญแทนผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดลพนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่านายบุญแทนได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้ว และโจทก์ร่วมถือว่านายบุญแทนได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วนแล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับนายบุญแทนอีกต่อไป ดังนี้ การที่จำเลยรับไว้จากนายบุญแทนจึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียกนายบุญแทนชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจากนายบุญแทนอาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพันนายบุญแทนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ฟังได้ว่าจำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วมเมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด
จำเลย — นายบรรพต พ่วงอิ่ม
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7671/2550
#410983
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจาก บ. ผู้ค้ำประกันการทำงานของ น. พนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่า บ. ได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้วและโจทก์ร่วมถือว่า บ. ได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วนแล้ว ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับ บ. อีกต่อไป ดังนี้ เงินที่จำเลยรับไว้จาก บ. จึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียก บ. ชำระเงินอีกไม่ได้เนื่องจาก บ. อาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบหรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติจะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพัน บ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยรับเงินแทนโจทก์ร่วมแล้ว เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 28 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยครอบครองเงินจำนวน 100,000 บาท ของบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย และวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาบริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2541 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วมได้รับเงิน 100,000 บาท จากนายบุญแทน เนียมหุ่น ผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดล สุขสอน พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและสัญญา จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้วไม่ได้นำไปให้โจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดการสาขานครสวรรค์ของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยรับเงินจากนายบุญแทนผู้ค้ำประกันการทำงานของนายนพดลพนักงานโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วมมีสาระสำคัญว่านายบุญแทนได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมแล้ว และโจทก์ร่วมถือว่านายบุญแทนได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วนแล้วไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับนายบุญแทนอีกต่อไป ดังนี้เงินที่จำเลยรับไว้จากนายบุญแทนจึงเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียกนายบุญแทนชำระเงินอีกไม่ได้ เนื่องจากนายบุญแทนอาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้ ก็เป็นเพียงระเบียบภายในที่จำเลยต้องปฏิบัติ จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพันนายบุญแทนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ฟังได้ว่าจำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริตโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด
จำเลย — นายบรรพต พ่วงอิ่ม
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550
#415492
เปิดฉบับเต็ม

แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้าม และผู้ตายข้ามถนนในช่องเดินรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม" การกระทำของผู้ตายดังกล่าวเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 147 มิใช่หมายความว่าถ้าผู้ตายฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามมาตรา 104 แล้วจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเสมอไป การพิจารณาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย

ขณะเกิดเหตุเวลา 5.30 นาฬิกา ท้องฟ้งยังมืด บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าข้างฟุตบาทและที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียซึ่งอยู่กึ่งกลางถนน ผู้ขับรถผ่านบริเวณนั้นยังต้องเปิดไฟหน้ารถซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ไกลเท่ากับเวลากลางวัน สภาพของถนนที่มีทางเดินรถฝั่งละ 3 ช่องเดินรถในเวลาเกิดเหตุเป็นตอนเช้ามืดของวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ รถที่แล่นบนถนนน่าจะน้อยกว่าวันปกติซึ่งทำให้ผู้ขับรถสามารถขับรถได้เร็วขึ้นกว่าวันปกติ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นทางตรง การข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งต้องข้ามถนนถึง 6 ช่องเดินรถซึ่งรถที่แล่นไปมาในขณะนั้นน่าจะใช้ความเร็วสูงในสภาพเช่นนั้น ดังนั้น ผู้ตายควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการข้ามถนนเนื่องจากเป็นถนนใหญ่มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืนซึ่งผู้ขับรถอาจไม่เห็นคนข้ามถนนในระยะไกลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยได้ ตรงจุดที่ผู้ตายข้ามถนนมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายบังอยู่อันอาจทำให้จำเลยไม่สามารถเห็นผู้ตายได้ในระยะไกล แต่เห็นในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ดังนั้น การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงนับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ฟ้องโจทก์และแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงในเวลากลางคืนซึ่งไม่มีแสงสว่างเพียงพอแก่การมองเห็น เป็นเหตุให้ชนนางสาวอุไรขณะกำลังเดินข้ามถนนจนถึงแก่ความตายและจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางเชื้อมารดานางสาวอุไรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ร่วม (ที่ถูก ยกคำร้องข้อเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม)

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และโจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้าม และผู้ตายข้ามถนนในช่องเดินรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ภายในระยะไม่เกินร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม" การกระทำของผู้ตายดังกล่าวเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท มิใช่หมายความว่าถ้าผู้ตายฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามมาตรา 104 แล้วจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเสมอไป การพิจารณาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.2 ถนนที่เกิดเหตุมี 6 ช่องเดินรถ และแบ่งทางเดินรถให้ขับสวนทางกันได้ข้างละ 3 ช่องเดินรถ เหนือจุดเกิดเหตุเป็นสะพานลอยทางข้าม ถนนฝั่งไปอำเภอสำโรงตรงใต้สะพานลอยทางข้ามมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายจอดอยู่ ผู้ตายข้ามถนนด้านหน้ารถยนต์โดยสารใกล้กับสะพานลอยและถูกชนตรงช่องเดินรถช่องที่ 2 อันเป็นช่องกลางของถนนฝั่งนี้ เห็นว่า เหตุเกิดเวลา 5.30 นาฬิกา ซึ่งขณะนั้นท้องฟ้ายังมืด บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าข้างฟุตบาทและที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียซึ่งอยู่กลางถนน ผู้ขับรถผ่านบริเวณนั้นยังต้องเปิดไฟหน้ารถซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ไกลเท่ากับเวลากลางวัน สภาพของถนนที่มีทางเดินรถฝั่งละ 3 ช่องเดินรถในเวลาเกิดเหตุเป็นตอนเช้ามืดของวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ รถที่แล่นบนท้องถนนน่าจะน้อยกว่าวันปกติซึ่งทำให้ผู้ขับรถสามารถขับรถได้เร็วกว่าวันปกติ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นทางตรง การข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งต้องข้ามถนนถึง 6 ช่องเดินรถ ซึ่งรถที่แล่นไปมาในขณะนั้นน่าจะใช้ความเร็วสูงในสภาพเช่นนั้น ดังนั้น ผู้ตายควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการข้ามถนนเนื่องจากเป็นถนนใหญ่มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืนซึ่งผู้ขับรถอาจไม่เห็นคนข้ามถนนในระยะไกลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยได้ ตรงจุดที่ผู้ตายข้ามถนนมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายบังอยู่อันอาจทำให้จำเลยไม่สามารถเห็นผู้ตายได้ในระยะไกล แต่เห็นในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ดังนั้น การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงนับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 5 (2), และ 3 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อที่เหลือ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (2)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 104 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางเชื้อ มีคง
จำเลย — นายวิสุทธิ์ บุญพุธ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2550
#410979
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของ อ. ที่ ค. เป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริรงที่รับฟังได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2617/2545 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนกระทำการสอบสวนบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และจำเลยเป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปชนรถยนต์กระบะที่นายคำมูล แก้วใจงาม ขับมา เหตุเกิดจากจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูรถที่แล่นอยู่ทางด้านขวาของตน เพราะสำคัญผิดว่าถนนพระยาสัจจาเปิดให้เดินรถทางเดียว ซึ่งโดยวิสัยของผู้ขับรถโดยทั่วไปควรจะดูทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวาก่อน เมื่อเห็นปลอดภัยแล้วจึงขับรถออกไปได้ และจำเลยมีหน้าที่ต้องหยุดรถเพื่อให้รถยนต์กระบะที่นายคำมูลขับแล่นผ่านไปก่อนแต่มิได้หยุดรถ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริงและจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 อนุมาตรา (1) ถึง (8) แต่ละอนุมาตรามีลักษณะความผิดต่างกัน โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 โดยไม่ได้ระบุอนุมาตรา (4) จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามอนุมาตรา (4) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของนายเอกรัตน์ที่นายคำมูลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 192
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายพิรุณ เจริญวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ฑิตพิชัย เตโชพิทยากูล
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2550
#412178
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยอ้างบทห้ามกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 มาด้วย เท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2617/2545 แต่ดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลีกาเฉพาะคดีดังนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวันจำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กกธ ชลบุรี 413 ไปตามถนนตำหนักน้ำจากแยกเทศบาลเมืองชลบุรีโฉมหน้าไปทางที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปถึงบริเวณสี่แยกถนนพระยาสัจจาตัดกับถนนตำหนักน้ำ จำเลยต้องหยุดรถเพื่อดูว่ามีรถในถนนพระยาสัจจาซึ่งเป็นทางเอกแล่นมาจากทางด้านขวาและด้านซ้ายของจำเลยหรือไม่ เมื่อไม่มีรถแล่นมาจำเลยจึงจะขับรถตัดข้ามถนนพระยาสัจจาไปยังที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี ซึ่งจำเลยสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ จำเลยกลับขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวออกไปทันทีโดยไม่ดูให้ดีว่ามีรถยนต์แล่นมาทางด้านซ้ายหรือไม่ ในขณะเดียวกันนายคำมูลขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บร 8565 ชลบุรี มาตามถนนพระยาสัจจาจากหน้าศาลแขวงชลบุรีโฉมหน้าไปทางเมืองใหม่ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเช่นเดียวกัน โดยขับรถเร็วในเขตชุมนุมชนไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นซึ่งนายคำมูลเห็นอยู่แล้วว่าในทางแยกถนนพระยาสัจจาตัดกับถนนตำหนักน้ำทางด้านซ้ายมีจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกมาซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ และนายคำมูลสามารถชะลอความเร็วหรือหยุดรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยไม่เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยได้ แต่หาได้กระทำไม่ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันและทำให้รถยนต์กระบะดังกล่าวของนายเอกรัตน์ ที่นายคำมูลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 อนุมาตรา (1) ถึง (8) แต่ละอนุมาตรามีลักษณะความผิดต่างกันโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 โดยไม่ได้ระบุอนุมาตรา (4) จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามอนุมาตรา (4) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของนายเอกรัตน์ที่นายคำมูลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพาทษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายพิรุณ เจริญวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2550
#415791
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้มีการตกลงไว้ว่าหากผิดสัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายกันได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมจะคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน แก่ลูกหนี้ทุกรายที่ผิดนัด รวมทั้งจำเลยด้วย เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม จำเลยย่อมทราบแล้วว่าโจทก์ร่วมคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน การที่เช็คพิพาทเป็นเช็คค่าสินค้าที่คิดรวมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไว้ด้วยจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หาใช่เป็นการคิดค่าเสียหายเอาตามอำเภอใจของโจทก์ร่วมแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาทไม่ใช่หนี้กู้ยืม ย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญไทยวัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช็คฉบับที่ 1 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 2 เดือน เช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทดังกล่าวถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททุกฉบับ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่าขณะที่โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างต่อกันนั้นมิได้มีการตกลงกันไว้ว่าหากผิดสัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายกัน แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากนางสาววิภารัตน์พนักงานขายของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน แก่ลูกหนี้ทุกรายที่ผิดนัด และในกรณีของจำเลยไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ดังนั้น จำนวนเงินในเช็คจึงมียอดเงินแตกต่างจากใบส่งของ แสดงให้เห็นว่าจำเลยต้องทราบแล้วว่า ถ้าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมโดยคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ยินยอมสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยรวมอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้วให้โจทก์ร่วม จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจของโจทก์ฝ่ายเดียวแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการชำระค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ซึ่งเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่หนี้กู้ยืมย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง หนี้ตามเช็คพิพาทจึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่เป็นหนี้ดังกล่าวมาก่อนแล้ว แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับแทนของเดิมที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ แสดงว่าโจทก์ร่วมรู้ถึงฐานะทางการเงินของจำเลยดีว่าไม่สามารถชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช็ค 4 ฉบับแรก โจทก์ร่วมไปบอกจำเลยให้ออกเช็คฉบับใหม่โดยคิดดอกเบี้ยรวมเข้าไว้ด้วย มิฉะนั้นจะดำเนินคดีแก่จำเลยในส่วนของเช็ค 4 ฉบับแรกเท่านั้น หาได้มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือแต่อย่างใดไม่จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งจำนวนเงินตามเช็คไม่มากนักโดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือฉ้อฉลโจทก์ร่วม นับว่ามีเหตุผลอันควรปรานี เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ แต่ให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษสำหรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท ส่วนเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 จำคุกกระทงละ 1 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือนและปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2483 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญไทยวัสดุก่อสร้าง
จำเลย — นางเพ็ญประภา ลัทธิประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7622/2550
#410977
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 4 คำว่า อาคาร หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงานและสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม้ชั่วคราว โดยต่อเติมพื้นไม้และหลังคาสังกะสีมีขนาด 2.50 เมตร x 20 เมตร ออกไปทางด้านหลังของร้านอาหาร ฮ. ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ แม้ไม่มีลักษณะของโครงสร้างติดตรึงตราถาวรก็ตาม อาคารไม้ชั่วคราวดังกล่าวก็มีสภาพเป็นอาคารตามความหมายที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันเดือนใดไม่ปรากฏว่าชัดระหว่างปี 2545 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2546 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารร้านอาหารชื่อ เฮือนข้าเจ้า เลขที่ 6/6 ซอย 3 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ก่อสร้างโดยได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว จำเลยก่อสร้างต่อเติมด้านหลังร้านอาหารดังกล่าวเป็นอาคารไม้ชั่วคราว ต่อออกไปทางด้านหลังร้าน มีขนาด 2.50 เมตร x 20 เมตร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารในส่วนที่ฝ่าฝืนกฎหมายภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่ง จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 เวลากลางวัน ภายหลังครบกำหนด 30 วัน แล้ว จำเลยฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคารในส่วนที่ต่อเติมตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง, วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทราบคำสั่งเจ้าพนักงาน รวมปรับ 15,000 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท (ที่ถูก ปรับอีกวันละ 1,000 บาท) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 7,500 บาท และปรับอีกวันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะแต่ความผิดที่ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ให้ปรับอีกวันละ 600 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับวันละ 300 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า อาคารไม้ชั่วคราวตามฟ้องเป็นอาคารตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า อาคารไม้ชั่วคราวตามภาพถ่ายไม่มีสภาพของอาคารและไม่ได้ติดตรึงตราถาวรหรือเป็นโรงเรือนแต่อย่างใด จึงไม่เป็นอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 คำว่า อาคารหมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงานและสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ ดังนั้น การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม้ชั่วคราว โดยต่อเติมพื้นไม้และหลังคาสังกระสีมีขนาด 2.50 เมตร x 20 เมตร ออกไปทางด้านหลังของร้านอาหารเฮือนข้าเจ้า ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้แม้ไม่มีลักษณะของโครงสร้างติดตรึงตราถาวรก็ตาม อาคารไม้ชั่วคราวดังกล่าวก็มีสภาพเป็นอาคารตามความหมายที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายประพันธ์ สุขทรัพย์ถาวร
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ