คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2550
#269551
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ 11/2545 เรื่อง บริษัท บ. อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 โดยอ้างเหตุว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างขนส่งเป็นสัญญาจ้างทำของมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากไม่อยู่ในขอบอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่ง โดยผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดไว้ และยังต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ในระหว่างการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันทั่วไปแล้ว ยังต้องห้ามความประพฤติและการกระทำบางอย่าง เช่น ห้ามแสดงกริยามารยาทหรือวาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาททำร้าย หรือ พยายามทำร้ายผู้อื่น ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาซึ่งมีบทลงโทษไว้ ตั้งแต่การแจ้งตัวแทนผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึงส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัด จนถึงเลิกสัญญาจ้าง การลาหยุดงานต้องระบุเหตุผลอันสมควร ในส่วนของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้งเป็นลักษณะของค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 ดังนั้นการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงมิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ต้องปฏิบัติภายใต้ระเบียบปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดขึ้นในลักษณะเดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป การวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ 11/2545 เรื่อง บริษัท บ. อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 จึงชอบด้วยอำนาจและหน้าที่ตามที่ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (1) และมาตรา 23 แล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 และคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามคำวินิจฉัยที่ 3/2545 ฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 11/2545 ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าเพียงประการเดียวว่า ผู้รับจ้างขนส่งในคดีนี้เป็นลูกจ้างของโจทก์หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามฟ้องหรือไม่ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ทำการแทน ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลหมายความว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน" และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง" อันมีลักษณะทำนองเดียวกับความหมายของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" กล่าวคือลูกจ้างตกลงทำงานโดยสมัครใจให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเป็นการแลกเปลี่ยนกับแรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การจะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าลูกจ้างได้ปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อีกด้วยตามข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่าในการทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องเริ่มจากการเขียนใบสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ก่อน แล้วจึงจะทดสอบการขับรถจากนั้นจึงทำสัญญาขนส่งน้ำมันซึ่งตามสัญญาขนส่งน้ำมัน แม้จะเรียกคู่สัญญาว่า "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" แต่ตามสัญญาข้อ 1.2 ระบุว่า "ผู้รับจ้างยินยอมจะปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติอันเกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามที่ผู้ว่าจ้างได้กำหนดไว้" และตามข้อ 3.4 ก็ระบุไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดไว้แล้วและที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมหลังจากการทำสัญญา และเมื่อโจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันทั้งยังคัดลอกข้อความบางส่วนมาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาจึงเป็นกรณีที่โจทก์นำระเบียบปฏิบัติของส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่งในลักษณะเดียวกันเป็นระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันนอกจากจะระบุถึงระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ศูนย์จ่ายน้ำมัน ในระหว่างการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันโดยทั่วไปแล้ว ยังระบุถึงความประพฤติส่วนตัวที่ต้องห้ามแสดงกริยามารยาทหรือวาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาท ทำร้ายหรือพยายามทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย ซึ่งตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาระบุบทลงโทษไว้ตั้งแต่การแจ้งตัวแทนผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึงส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัด และยังปรากฏว่าโจทก์เคยมีประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่องระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งซึ่งกำหนดบทลงโทษแก่ผู้บริการจัดส่งตั้งแต่งดจ่ายงาน 3 วัน จนถึงเลิกสัญญาจ้าง ดังนั้นการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงมิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ยังคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดขึ้นในลักษณะเดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป ส่วนที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานวันใดเพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบ ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมัน ข้อ 5.3 วรรคสอง ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องประกันผลงานจำนวนเที่ยววิ่งขนส่งน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว หากผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติได้ตามจำนวนเที่ยวที่ระบุไว้โดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา อีกทั้งโจทก์ยังได้จัดทำสมุดแจ้งการหยุดงานเพื่อบันทึกการลาหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่ง ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของชื่อผู้หยุดงาน วันที่หยุดงาน ทะเบียนรถ รายละเอียดของการลาหยุดงาน ดังนั้นแม้ว่าผู้รับจ้างขนส่งจะหยุดงานวันใดก็ได้ แต่จะต้องขนส่งน้ำมันได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว และในการทำงานแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา จะทำงานในเวลาอื่นมิได้ การจะขนส่งน้ำมันให้ได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว จึงต้องมาทำงานภายในเวลาโดยมีอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอ และยังต้องระบุเหตุผลในการลาหยุดอันสมควรด้วย เพื่อมิให้ขัดต่อสัญญาขนส่งน้ำมัน ข้อ 5.3 วรรคสอง ดังกล่าว การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงถูกบังคับโดยจำนวนเที่ยวที่ขนส่งโดยสัมพันธ์กับเวลาปฏิบัติงาน มิใช่การปฏิบัติงานโดยอิสระแต่อย่างใด ในส่วนของค่าจ้างที่ขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้งก็เป็นลักษณะของค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 ดังนั้นการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าผู้รับจ้างขนส่งไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อโจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 โดยอ้างเหตุว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างขนส่งเป็นสัญญาจ้างทำของมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากไม่อยู่ในขอบอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดังนั้นเมื่อโจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่ง การวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ครั้งที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 จึงชอบด้วยอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (1) และมาตรา 23 แล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนแต่อย่างใด อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 60 ม. 119
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 23 ม. 41 (1)
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2550
#415477
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5 และ ป.พ.พ. มาตรา 575 แล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าลูกจ้างได้ปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 อีกด้วย คดีนี้นอกจากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับผู้รับจ้างขนส่งเข้าทำงานทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันบริษัท บ. หรือตามที่โจทก์กำหนดให้ขนส่งไปยังผู้รับหรือสถานที่อื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งให้ผู้รับจ้างขนส่งทราบเป็นคราวๆ ไป การจ่ายค่าตอบแทนทั้งสองฝ่ายตกลงกำหนดอัตราค่าจ้างเป็นรายเที่ยวตามสัญญาขนส่งน้ำมัน การเข้าปฏิบัติงานหากผู้รับจ้างขนส่งไม่สามารถมาทำงานได้ให้แจ้งฝ่ายโจทก์เพื่อที่โจทก์จะได้จัดหาบุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางอีกว่า เมื่อมีบุคคลมาสมัครเพื่อเป็นผู้รับจ้างขนส่ง โจทก์จะให้บุคคลดังกล่าวเขียนใบสมัคร และโจทก์จะตรวจสอบประสบการณ์คุณสมบัติของผู้สมัคร แล้วจะให้ส่วนคลังและขนส่ง บริษัท บ. ทดสอบการขับรถเพื่อออกใบอนุญาตให้ จากนั้นจึงจะทำสัญญาขนส่งน้ำมัน การทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติตามระเรียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันเวลาปฏิบัติงานในแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา เมื่อผู้รับจ้างขนส่งมาที่ส่วนคลังและขนส่งบริษัท บ. แล้ว จะจับสลากเพื่อรับงานตามใบสั่งงานที่บริษัท บ. ออกให้แก่โจทก์ โดยผู้รับจ้างขนส่งจะได้รับค่าขนส่งต่อเที่ยวไม่เท่ากัน แต่จะได้รับไม่ต่ำกว่าเที่ยวละ 250 บาท โจทก์ได้คัดลอกข้อความบางส่วนจากระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันมาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเพื่อใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่ง และเคยจัดทำประกาศบริษัท จ. เรื่องระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่ง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องเริ่มจากการเขียนใบสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ก่อน แล้วจึงจะทดสอบการขับรถ จากนั้นจึงทำสัญญาขนส่งน้ำมันซึ่งตามสัญญาขนส่งน้ำมันแม้จะเรียกคู่สัญญาว่า "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" แต่ตามสัญญาข้อ 1.2 ระบุว่า "ผู้รับจ้างยินยอมจะปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติอันเกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามที่ผู้ว่าจ้างได้กำหนดไว้" และตามข้อ 3.4 ก็ระบุไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดไว้แล้ว และที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมหลังจากการทำสัญญา และเมื่อโจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งปฏิบัติตามระเบียบการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ทั้งยังคัดลอกข้อความบางส่วนมาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมา จึงเป็นกรณีที่โจทก์นำระเบียบปฏิบัติของส่วนคลังและขนส่ง บริษัท บ. มาใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่งในลักษณะเดียวกันเป็นระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน นอกจากจะระบุถึงระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ศูนย์จ่ายน้ำมัน ในระหว่างการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันโดยทั่วไปแล้ว ยังระบุถึงความประพฤติส่วนตัวที่ต้องห้ามแสดงกิริยา มารยาทหรือวาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาททำร้ายหรือพยายามทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย ซึ่งตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาระบุบทลงโทษไว้ตั้งแต่การแจ้งตัวแทนผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึงส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัด และยังปรากฏว่าโจทก์เคยมีประกาศบริษัท จ. เรื่องระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่ง ซึ่งกำหนดบทลงโทษแก่ผู้บริการจัดส่ง ตั้งแต่งดจ่ายงาน 3 วัน จนถึงเลิกสัญญาจ้าง ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงมิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ยังคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดขึ้นในลักษณะเดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป ส่วนที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้งหากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานวันใดเพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบ ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมัน ข้อ 5.3 วรรคสอง ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องประกันผลงานจำนวนเที่ยววิ่งขนส่งน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว หากผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติได้ตามจำนวนเที่ยวที่ระบุไว้โดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา อีกทั้งโจทก์ยังได้จัดทำสมุดแจ้งการหยุดงานเพื่อบันทึกการลาหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่ง ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของชื่อผู้หยุดงาน วันที่หยุด โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่งดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 และคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545

จำเลยทั้งเก้าให้การว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 ที่ออกโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามคำวินิจฉัยที่ 3/2545 ฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 11/2545 ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าเพียงประการเดียวว่า ผู้รับจ้างขนส่งในคดีนี้เป็นลูกจ้างของโจทก์หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการบริหารงานขนส่งและขนถ่ายน้ำมัน ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2545 นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์ และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่ผู้รับจ้าง วันที่ 20 กันยายน 2545 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงาน ซึ่งโจทก์ชี้แจงว่าบุคคลตามรายชื่อที่ขอตรวจสอบไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างโจทก์ วันที่ 27 กันยายน 2545 สหภาพแรงงานกรีนไลน์ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์เพื่อขอแก้ไขสภาพการจ้าง ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยที่ 3/2545 ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในสามสิบวัน นับแต่วันรับทราบคำวินิจฉัย วันที่ 2 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานวินิจฉัยให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงอีกว่าผู้รับจ้างขนส่งรับจ้างโจทก์ขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่งหากไม่มาทำงานในวันใดก็เพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบเท่านั้น ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนแล้ววินิจฉัยว่าสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสารหมาย จ.3 ที่ทำขึ้น ระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง กับพนักงานรับจ้างขนส่งซึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อตกลงตามขอบเขตของงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดส่งน้ำมันที่โจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งดำเนินการ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมุ่งเน้นที่ผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างขนส่งกระทำ ทั้งนี้โจทก์จะชำระค่าสินจ้างตามผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างขนส่งกระทำการสำเร็จเป็นรายเที่ยว ตามที่ได้ปฏิบัติงานจริงอีกทั้งประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.11 เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งก็มีลักษณะเป็นแนวทางปฏิบัติงานให้ผู้รับจ้างขนส่งรับทราบในเรื่องความปลอดภัย ความประพฤติ ภาพลักษณ์และการปฏิบัติงานเท่านั้น บทลงโทษที่โจทก์กำหนดยังมิใช่ลักษณะของโทษทางวินัย สำหรับการที่ผู้รับจ้างขนส่งต้องแต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติงานที่โจทก์จัดหาให้ ก็เป็นกรณีที่บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กำหนดให้ผู้รับเหมาที่จะมาปฏิบัติงานในพื้นที่ของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ต้องแต่งกายให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ทำการแทน ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล หมายความว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน" และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า "ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง" อันมีลักษณะทำนองเดียวกับความหมายของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" กล่าวคือลูกจ้างตกลงทำงานโดยสมัครใจให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเป็นการแลกเปลี่ยนกับแรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การจะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แล้วยังต้องปรากฏด้วยว่าลูกจ้างได้ปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อีกด้วย คดีนี้นอกจากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับผู้รับจ้างขนส่งเข้าทำงานหน้าที่ขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือตามที่โจทก์กำหนดให้ขนส่งไปยังผู้รับหรือสถานที่อื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งให้ผู้รับจ้างขนส่งทราบเป็นคราวๆ ไป การจ่ายค่าตอบแทนทั้งสองฝ่ายตกลงกำหนดอัตราค่าจ้างเป็นรายเที่ยวตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 การเข้าปฏิบัติงานหากผู้รับจ้างขนส่งไม่สามารถมาทำงานได้ให้แจ้งฝ่ายโจทก์ เพื่อที่โจทก์จะได้จัดหาบุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางอีกว่า เมื่อมีบุคคลมาสมัครเพื่อเป็นผู้รับจ้างขนส่ง โจทก์จะให้บุคคลดังกล่าวเขียนใบสมัคร และโจทก์จะตรวจสอบประสบการณ์คุณสมบัติของผู้สมัคร แล้วจะให้ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ทดสอบการขับรถเพื่อออกใบอนุญาตให้ จากนั้นจึงจะทำสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสารหมาย จ.3 การทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.4 เวลาปฏิบัติงานในแต่ละวันเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา เมื่อผู้รับจ้างขนส่งมาที่ส่วนคลังและขนส่งบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แล้ว จะจับฉลากเพื่อรับงานตามใบสั่งงานเอกสารหมาย จ.6 ที่บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่โจทก์ โดยผู้รับจ้างขนส่งจะได้รับค่าขนส่งต่อเที่ยวไม่เท่ากัน แต่จะได้รับไม่ต่ำกว่าเที่ยวละ 250 บาท โจทก์ได้คัดลอกข้อความบางส่วนจากระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.4 มาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมา เอกสารหมาย จ.7 เพื่อใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่ง และเคยจัดทำประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งเอกสารหมาย จ.11 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในการทำงานของผู้รับจ้างขนส่งจะต้องเริ่มจากการเขียนใบสมัครเข้าทำงานกับโจทก์ก่อน แล้วจึงจะทดสอบการขับรถ จากนั้นจึงทำสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 แม้จะเรียกคู่สัญญาว่า "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" แต่ตามสัญญาข้อ 1.2 ระบุว่า "ผู้รับจ้างยินยอมจะปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติอันเกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามที่ผู้ว่าจ้างได้กำหนดไว้" และตามข้อ 3.4 ก็ระบุไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจ้างขนส่งจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดไว้แล้ว และที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมหลังจากการทำสัญญา และเมื่อโจทก์กำหนดให้ผู้รับจ้างขนส่งปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน เอกสารหมาย จ.4 ทั้งยังคัดลอกข้อความบางส่วนมาจัดทำเป็นข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเอกสารหมาย จ.7 จึงเป็นกรณีที่โจทก์นำระเบียบปฏิบัติของส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาใช้บังคับแก่ผู้รับจ้างขนส่งในลักษณะเดียวกันเป็นระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน เอกสารหมาย จ.4 นอกจากจะระบุถึงระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ศูนย์จ่ายน้ำมัน ในระหว่างการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้า ณ สถานที่ของลูกค้า การลงน้ำมันโดยทั่วไปอล้ว ยังระบุถึงความประพฤติส่วนตัวที่ต้องห้ามแสดงกิริยา มารยาทหรือวาจาไม่สุภาพ ห้ามเล่นการพนันภายในพื้นที่ และห้ามก่อการทะเลาะวิวาท ทำร้ายหรือพยายามทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย ซึ่งตามข้อกำหนดสัญญาจ้างผู้รับเหมาเอกสารหมาย จ.7 ระบุบทลงโทษไว้ตั้งแต่การแจ้งตัวแทนผู้รับเหมาเพื่องดให้งาน 3 วัน ไปจนถึงส่งตัวบุคคลนั้นคืนบริษัทต้นสังกัดและยังปรากฏว่าโจทก์เคยมีประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งกำหนดบทลงโทษแก่ผู้บริการจัดส่งตั้งแต่งดจ่ายงาน 3 วัน จนถึงเลิกสัญญาจ้าง ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงมิได้เป็นเพียงผู้รับจ้างโดยอิสระ แต่ยังคงต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติของโจทก์ที่กำหนดขึ้นในลักษณะเดียวกับการทำงานของลูกจ้างทั่วไป ส่วนที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ผู้รับจ้างขนส่งจะขนส่งน้ำมันตามคำสั่งที่โจทก์ได้กำหนด อัตราค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้ง หากไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กำหนดวันทำงานไม่แน่นอน การหยุดงานวันใดเพียงแต่แจ้งให้ผู้ที่รับผิดชอบของโจทก์ทราบ ไม่ต้องได้รับคำสั่งอนุมัติให้หยุดงานหรือไม่ก่อนนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องประกันผลงานจำนวนเที่ยววิ่งขนส่งน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว หากผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติได้ตามจำนวนเที่ยวที่ระบุไว้โดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาอีกทั้งโจทก์ยังได้จัดทำสมุดแจ้งการหยุดงานเอกสารหมาย จ.8 เพื่อบันทึกการลาหยุดงานของผู้รับจ้างขนส่งซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของชื่อผู้หยุดงาน วันที่หยุดงาน ทะเบียนรถ รายละเอียดของการลาหยุดงาน ดังนั้น แม้ว่าผู้รับจ้างขนส่งจะหยุดงานวันใดก็ได้ แต่จะต้องขนส่งน้ำมันได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว และในการทำงานแต่ละวันจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 นาฬิกา จะทำงานในเวลาอื่นมิได้ การจะขนส่งน้ำมันให้ได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45 เที่ยว จึงต้องมาทำงานภายในเวลาโดยมีอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอ และยังต้องระบุเหตุผลในการลาหยุดอันสมควรด้วยเพื่อมิให้ขัดต่อสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ดังกล่าว การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงถูกบังคับโดยจำนวนเที่ยวที่ขนส่งโดยสัมพันธ์กับเวลาปฏิบัติงาน มิใช่การปฏิบัติงานโดยอิสระแต่อย่างใด ในส่วนของค่าจ้างที่ขึ้นอยู่กับการทำงานแต่ละครั้งก็เป็นลักษณะของค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 ดังนั้น การปฏิบัติงานของผู้รับจ้างขนส่งจึงอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาในการทำงานของโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าผู้รับจ้างขนส่งไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อโจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 โดยอ้างเหตุว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างขนส่งเป็นสัญญาจ้างทำของมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากไม่อยู่ในขอบอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้รับจ้างขนส่ง การวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ครั้งที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ 11/2545 เรื่องบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 จึงชอบด้วยอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (1) และมาตรา 23 แล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนแต่อย่างใด อุทธรณ์จำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6931/2550
#415473
เปิดฉบับเต็ม

ของตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 คือ ยานยนต์โดยสารสาธารณะซึ่งตามหมายเหตุของตอนที่ 87 หมายถึง ยานยนต์ที่ออกแบบสำหรับขนส่งผู้โดยสารตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป (รวมถึงคนขับ) ส่วนของตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 คือ รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก (นอกจากของตามประเภทที่ 87.02) รวมถึงรถสเตชั่นแวกอนและรถแข่ง เมื่อมีการดัดแปลงรถยนต์ที่มีที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรร้อยละ 80 ของราคาของ ให้เป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 10 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อจะได้เสียอากรในอัตราร้อยละ 40 ของราคาของ ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 กรณีจึงมีปัญหาว่ารถยนต์ที่ดัดแปลงนั้นจะต้องมีสภาพอย่างไรจึงจะจัดเป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่าถึง 1 เท่า อันเป็นปัญหาในการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากร อธิบดีกรมศุลกากรของจำเลยย่อมอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร ฯ ตีความในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 และประเภทที่ 87.03 ได้ การที่อธิบดีกรมศุลกากรออกประกาศ เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร ป.อ.1/2544 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 กำหนดว่า รถยนต์ที่จะจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 ต้องมีสภาพอย่างไรจึงเป็นการตีความโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 ดังกล่าว ประกาศดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

ตามประกาศดังกล่าวรถยนต์ที่นำเข้าจะจัดเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 10 ที่นั่งขึ้นไปตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 หรือไม่ ให้พิจารณาจาก Specification มาตรฐานใน Worldwide Catalog หรือ Product Literature ของโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศเป็นเกณฑ์ว่ามีขนาดจำนวนที่นั่งเท่าใด การนับจำนวนที่นั่งนั้นหากรถยนต์ที่นำเข้าติดตั้งที่นั่งมาทั้งหมดให้พิจารณาว่าที่นั่งที่ติดตั้งมานั้นยึดและติดตั้งบนจุดติดตั้งถาวร และสามารถนั่งได้ตามปกติวิสัยหรือไม่ ตามบทนิยามศัพท์คำว่า "นั่งได้ตามปกติวิสัย" หมายถึง สภาพที่นั่งมีความสะดวกสบายตามมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ (Original Specification) ที่ได้ออกแบบ (designed for) สำหรับรถยนต์ประเภทนั้น ๆ โดยพิจารณาจาก Worldwide Catalog หรือ Product Literature ของโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ จึงเป็นการให้พิจารณาสภาพของในเวลาที่นำเข้า รถยนต์ที่โจทก์นำเข้ามีที่นั่ง 2 ที่นั่ง ที่มีขนาดเล็กกว่าที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง เป็นการเล็กกว่าทั้งขนาดของเบาะที่นั่งและพนักพิงหลัง โดยเฉพาะพนักพิงหลังนั้นไม่มีที่รองรับศีรษะเหมือนที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง หากเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่นั่งบนที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง มีโอกาสที่จะได้รับอันตรายมากกว่าผู้โดยสารที่นั่งบนที่นั่งที่เหลือ 9 ที่นั่ง ยิ่งที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่งไม่มีเข็มขัดนิรภัยเหมือนกับที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง ยิ่งมีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่า ฉะนั้น ที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง จึงมิใช่ที่นั่งที่นั่งได้ตามปกติวิสัย แม้กรมการขนส่งทางบกจะรับจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเป็นประเภทรถยนต์นั่งเกิน 7 คน (จำนวนที่นั่ง 11 คน) ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกันจึงไม่อาจนำการรับจดทะเบียนดังกล่าวมาใช้ยันจำเลยได้ เมื่อที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่งมิใช่ที่นั่งที่นั่งได้ตามปกติวิสัย รถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง เข้าลักษณะเป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรร้อยละ 80 ของราคาของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 74,900,496.36 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของต้นเงินภาษีศุลกากรจำนวน 9,342,297 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย (ภาษีส่วนท้องถิ่น) จำนวน 47,028,296 บาท และของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,945,964 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์จำนวน 57,259,641 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2545 โจทก์นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น GRANVIA จำนวน 38 คัน โดยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าว่า เป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 80 ของราคาของ และชำระอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย (ภาษีส่วนท้องถิ่น) และภาษีมูลค่าเพิ่ม และรับของไปแล้ว แต่โจทก์เห็นว่ารถยนต์นำเข้าทั้ง 38 คัน เป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 40 ของราคาของ เพราะเป็นรถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป (รวมทั้งคนขับ) โดยมีที่นั่ง 11 ที่นั่ง มิใช่รถยนต์อื่นตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 80 ของราคาของ ตามประกาศกรมศุลกากร เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร ป.อ.1/2544 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 โจทก์จึงชำระอากรขาเข้าเกินไป 9,342,297 บาท ภาษีสรรพสามิตเกินไป 42,752,976 บาท ภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย (ภาษีส่วนท้องถิ่น) เกินไป 4,275,320 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเกินไป 3,945,964 บาท โจทก์ขอคืนภาษีอากรดังกล่าวจากจำเลย แต่จำเลยไม่คืนให้โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีอากรให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 74,900,496.36 บาท และเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าสิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินภาษีศุลกากรตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 12 ใบขน ขาดอายุความแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าเป็นสินค้าอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 หรือ 87.03 เห็นว่า ของตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 คือ ยานยนต์โดยสารสาธารณะ ซึ่งตามหมายเหตุของตอนที่ 87 หมายถึง ยานยนต์ที่ออกแบบสำหรับขนส่งผู้โดยสารตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (รวมถึงคนขับ) ส่วนของตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 คือ รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก (นอกจากของตามประเภทที่ 87.02) รวมถึงสเตชั่นแวกอนและรถแข่ง เมื่อมีการดัดแปลงรถยนต์ที่มีที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรร้อยละ 80 ของราคาของ ให้เป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 10 ที่นั่งขึ้นไปเพื่อจะได้เสียอากรในอัตราร้อยละ 40 ของราคาของ ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 กรณีจึงมีปัญหาว่ารถยนต์ที่ดัดแปลงนั้นจะต้องมีสภาพอย่างไรจึงจะจัดเป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่าถึง 1 เท่า อันเป็นปัญหาในการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากร อธิบดีกรมศุลกากรของจำเลยย่อมอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ตีความในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 และประเภทที่ 87.03 ได้ การที่อธิบดีกรมศุลกากรออกประกาศ เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร ป.อ.1/2544 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 กำหนดว่า รถยนต์ที่จะจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 ต้องมีสภาพอย่างไรจึงเป็นการตีความโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 ดังกล่าว ประกาศดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ตามประกาศดังกล่าวรถยนต์ที่นำเข้าจะจัดเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งตั้งแต่ 10 ที่นั่งขึ้นไป ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 หรือไม่ ให้พิจารณาจาก Specification มาตรฐานใน Worldwide Catalog หรือ Product Literature ของโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศเป็นเกณฑ์ว่ามีขนาดจำนวนที่นั่งเท่าใด การนับจำนวนที่นั่งนั้นหากรถยนต์ที่นำเข้าติดตั้งที่นั่งมาทั้งหมดให้พิจารณาว่าที่นั่งที่ติดตั้งมานั้นยึดและติดตั้งบนจุดติดตั้งถาวรและสามารถนั่งได้ตามปกติวิสัยหรือไม่ ตามบทนิยามศัพท์คำว่า "นั่งได้ตามปกติวิสัย" หมายถึง สภาพที่นั่งมีความสะดวกสบายตามมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ (Original specification) ที่ได้ออกแบบ (designed for) สำหรับรถยนต์ประเภทนั้น ๆ โดยพิจารณาจาก Worldwide Catalog หรือ Product Literature ของโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ จึงเป็นการให้พิจารณาสภาพของในเวลาที่นำเข้า เมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายรถยนต์ที่โจทก์นำเข้าในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่ามีที่นั่ง 2 ที่นั่งที่มีขนาดเล็กกว่าที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง เป็นการเล็กกว่าทั้งขนาดของเบาะที่นั่งและพนักพิงหลัง โดยเฉพาะพนักพิงหลังนั้นไม่มีที่รองรับศีรษะเหมือนที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง หากเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารที่นั่งบนที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง มีโอกาสที่จะได้รับอันตรายมากกว่าผู้โดยสารที่นั่งบนที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง ยิ่งที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง ไม่มีเข็มขัดนิรภัยเหมือนกับที่นั่งที่เหลืออีก 9 ที่นั่ง ยิ่งมีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่า ฉะนั้น ที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง จึงมิใช่ที่นั่งที่นั่งได้ตามปกติวิสัย แม้กรมการขนส่งทางบกจะรับจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเป็นประเภทรถยนต์นั่งเกิน 7 คน (จำนวนที่นั่ง 11 คน) ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มิใช่การปฏิบัติหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน จึงไม่อาจนำการรับจดทะเบียนดังกล่าวมาใช้ยันจำเลยได้ เมื่อที่นั่งขนาดเล็ก 2 ที่นั่งมิใช่ที่นั่งที่นั่งได้ตามปกติวิสัย รถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง เข้าลักษณะเป็นสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรร้อยละ 80 ของราคาของ มิใช่สินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.02 อัตราอากรร้อยละ 40 แต่อย่างใด การที่จำเลยเก็บภาษีอากรจากโจทก์ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 87.03 อัตราอากรร้อยละ 80 ของราคาของจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระไปแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.อี.ซี. ออโต้ อิมพอร์ต จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2550
#415468
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ เป็นความผิดต่างฐานกันสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ แม้โจทก์บรรยายฟ้องตอนหลังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่าสามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศได้ อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้เงินเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีผลเพียงทำให้ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ แต่ฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันจนไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งต่างหากแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดหางานโดยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทั่วไป รวมทั้งนายบุญกับพวกรวม 21 คน ผู้เสียหายซึ่งประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ประเทศสิงคโปร์ ประเทศดูไบ (ที่ถูกประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และประเทศบรูไนดารุสซาลาม กับนายจ้างที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่า จำเลยทั้งสองสามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายที่สนใจไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ประเทศสิงคโปร์ ประเทศดูไบ (ที่ถูก ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และประเทศบรูไนดารุสซาลาม ในตำแหน่งคนงานทำสวน กรรมกร คนทำความสะอาด คนงานโรงงานทอผ้า เกษตรกร ช่างไม้ และช่างเครื่องยนต์ โดยจะได้ค่าจ้างเดือนละประมาณ 10,000 บาท ถึง 25,000 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่สนใจจะต้องเสียเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงินประมาณ 10,000 บาท ถึง 123,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และไม่สามารถส่งผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศได้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดหลงเชื่อและสมัครงานแก่จำเลยทั้งสองโดยชำระเงินค่าบริการจัดหางานให้แก่จำเลยทั้งสองรวมทั้งสิ้น 657,500 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี, 92 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ สรุปได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อน่าระแวงสงสัยหลายประการว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแต่อย่างใด

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขัดแย้งกันเองจนไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดในความผิดฐานใดฐานหนึ่ง เห็นว่า ความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นความผิดต่างฐานกันสามารถแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตอนหลังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดว่า จำเลยทั้งสองสามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายที่สนใจไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ประเทศสิงคโปร์ ประเทศดูไบ (ที่ถูก ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และประเทศบรูไนดารุสซาลาม ในตำแหน่งคนงานทำสวน กรรมกร คนทำความสะอาด คนงานโรงงานทอผ้า เกษตรกร ช่างไม้ และช่างเครื่องยนต์ โดยจะได้ค่าจ้างเดือนละประมาณ 10,000 บาท ถึง 25,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะส่งผู้เสียหายไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวได้อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ด คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมีผลเพียงทำให้ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วเท่านั้น ฟ้องโจทก์ไม่ได้ขัดแย้งกันจนไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ซึ่งเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งต่างหากแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางรัชนีกร ตังคะวัชระ หรือแก้วอาษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6913 -ที่ 6916/2550
#410919
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนการที่โจทก์ทั้งสามได้จัดการออก น.ส.3 ในที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสามก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ก็ได้สิทธิครอบครองแล้ว

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องแย้งและฎีกาขึ้นมา แต่เนื่องจากฟ้องเดิมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงไม่ยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามและไม่ให้ฎีกาขึ้นมา จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาขัดกันต้องบังคับตามมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนที่ 2 และที่ 4 ว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ในสำนวนที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 32 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 35 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 24 หน้า 158 สารบบเล่มที่ 36 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี โจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 34 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี ที่ดินแต่ละแปลงมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ตำบลนาวัง กิ่งอำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน อำเภอนากลางว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 28 มาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาเกิน 10 ปีแล้ว แต่ ส.ค.1 ฉบับเจ้าของที่ดินและฉบับของสำนักงานที่ดินสูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอนากลางหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 ตำบลวังทอง อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 43 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งความจริงแล้ว ส.ค.1 ที่จำเลยที่ 1 อ้างเป็นเอกสารปลอมและออกทับที่ดินบางส่วนของโจทก์ทั้งสามเนื้อที่แปลงละประมาณ 5 ไร่ ปรากฏตามรูปแผนที่บริเวณสีเหลือง (ที่ถูกสีเขียว) แต่ละสำนวน จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 รวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสามให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นและยินยอมด้วย จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีสิทธิที่จะขายจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ได้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 รวมทั้งที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสามให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้รู้เห็นและยินยอม จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินไปจากผู้ไม่มีสิทธิที่จะขาย แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและครอบครองที่ดินดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง โจทก์ทั้งสามทราบการกระทำของจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 ตำบลวังทอง อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี (จังหวัดหนองบัวลำภู) ในส่วนที่ทับที่ของโจทก์ทั้งสาม และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ทั้งสี่สำนวนให้การว่า หนังสือ ส.ค.1 ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้เป็นหลักฐานในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 เป็นเอกสารที่ถูกต้อง ขณะที่จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว โจทก์ทั้งสามทราบ แต่ไม่โต้แย้งคัดค้าน หนังสือรับรองทำประโยชน์ดังกล่าวจึงออกโดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ทั้งสี่สำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสามไม่ใช่เจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่มที่ 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 32, เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 35, เล่ม 24 หน้า 158 สารบบเล่มที่ 36 และเล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 34 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี โจทก์ทั้งสามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิครอบครองจึงไม่ชอบ และโจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 แย่งการครอบครอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองมีอำนาจจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ได้ การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสามจึงสมบูรณ์ จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด โดยเลี้ยงวัว และทำรั้วล้อมรอบ อีกทั้งได้ซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพิ่มเติมมีเนื้อที่ประมาณ 218 ไร่ ซึ่งครอบคลุมที่ดินที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นผู้สิทธิครอบครองทั้งสี่แปลง จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบโดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 และมีสิทธิครอบครองในที่ดินที่โจทก์ทั้งสามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับสิทธิครอบครองของจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 32, เล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 34, เล่ม 24 หน้า 158 สารบบเล่มที่ 36 และเล่ม 24 หน้า 157 สารบบเล่มที่ 35 ตำบลนาวัง กิ่งอำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสี่แปลง

โจทก์ทั้งสี่สำนวนให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามและให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีบุคคลผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองแทน โดยความสงบโดยเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 ตำบลวังทอง อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี (จังหวัดหนองบัวลำภู) ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 32, เลขที่ 35, เลขที่ 36 และเลขที่ 34 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 3 มีชื่ออยู่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5 ตำบลวังทอง อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 28 ไปออก น.ส.3 ก. เลขที่ 5 และจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ทั้งสามหรือจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เห็นว่า โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า นับตั้งแต่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินมา โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด แต่ได้ให้ชาวบ้านดูแลไว้แทน รวมทั้งโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ก็มิได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า มิได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด คำบิกความของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ดังกล่าวจึงมีความหมายชัดเจนว่าตั้งแต่ซื้อที่ดินพิพาทมาโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลยและไม่เคยเข้าไปดูแลหรือเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ที่โจทก์ทั้งสามเบิกความว่าได้ให้ชาวบ้านดูแลไว้แทนนั้น ก็เป็นเพียงการเบิกความลอยๆ โดยมิได้นำชาวบ้านที่โจทก์ทั้งสามอ้างดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนให้เห็นตามที่เบิกความว่าได้ดูแลไว้แทนจริงและได้ทำประโยชน์อะไรในที่ดินพิพาท นอกจากนี้ โจทก์ทั้งสามไม่มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงกับที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุน คงมีแต่ตัวโจทก์ทั้งสามและนายชัชพล ทวีวัฒน์ ลูกจ้างของโจทก์ทั้งสามที่เบิกความเท่านั้น คำเบิกความของโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อย ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ที่ดินพิพาทได้มาจากการซื้อขายนั้น ก็ไม่มีหลักฐานการซื้อขายมาแสดง ส่วนจำเลยที่ 3 นอกจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 เบิกความเป็นพยานแล้วยังมี นายเล็ก ใยแก้ว นางสมศักดิ์ สายพฤกษ์ นายสถิต ผลจันทร์ นางอ้น คีรี นายตัก ชายแก้ว ซึ่งเป็นชาวบ้านที่อยู่ตำบลเดียวกับที่ดินพิพาท เบิกความสนับสนุนประกอบสอดคล้องตรงกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเลี้ยงวัว ปลูกสร้างบ้านพักคนงาน โรงเก็บหญ้า พยานจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงกับที่ดินพิพาทและอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทตั้งอยู่มาเป็นเวลานานโดยไม่ปรากฏว่ามีเรื่องโกรธเคืองกับโจทก์ทั้งสาม ย่อมเชื่อได้ว่าพยานเบิกความตามความจริง ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนการที่โจทก์ได้จัดการออก น.ส.3 ในที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสามก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายแพ่และพาณิชย์ มาตรา 1373 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ก็ได้สิทธิครอบครองแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องแย้งและฎีกาขึ้นมา แต่เนื่องจากฟ้องเดิมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงไม่ยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามและไม่ให้ฎีกาขึ้นมา จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตามมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 32, 35, 36, 34 ตำบลโคกนาเหล่า (นาแก) อำเภอนากลาง จังหวัดอุดรธานี ของโจทก์ทั้งสาม ห้ามโจทก์ทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระ ธนศรีวนิชชัย กับพวก
จำเลย — นางทองยอด วงศาธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6899/2550
#269494
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยจะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของบริษัทธัชรวีร์ จำกัด ผู้เสียหาย ได้ครอบครองเงินสดค่าเช่าที่พักอาศัยของผู้เสียหายจำนวน 200,000 บาท แล้วเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัทธัชรวีร์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์ร่วมแต่กลับยักยอกเงินของโจทก์ร่วมจำนวนมากถึง 200,000 บาท โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมแล้วยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เช่าอีก กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งพยายามหาเงินมาใช้คืนโจทก์ร่วมก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงอีกและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทธัชรวีร์ จำกัด
จำเลย — นางสาวขนิษฐา พลพฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888/2550
#415476
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจาการใช้เช็คฯ นั้น วันออกเช็คย่อมหมายถึงวันที่ลงในเช็ค ส่วนวันที่เขียนเช็คหรือมอบเช็คให้แก่ผู้เสียหายหาใช่วันที่ออกเช็คไม่ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า หลังจากที่ผู้เสียหายได้รับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทแล้วผู้เสียหายก็มอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยในวันเดียวกันนั้น โดยปรากฏว่าวันสั่งจ่ายเช็คที่ลงในเช็คพิพาทตรงกับวันครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แสดงว่าขณะที่เช็คพิพาทถึงกำหนดสั่งจ่ายซึ่งถือเป็นวันออกเช็คนั้น มูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวย่อมสมบูรณ์และมีหลักฐานเป็นหนังสือสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยออกเช็คพิพาทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดหลุมแก้ว ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2545 จำนวนเงิน 230,000 บาท ให้แก่นายเพทายผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทั้งนี้ จำเลยออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นหรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้นหรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) ) จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ขณะจำเลยมอบเช็คพิพาทและหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่ผู้เสียหาย สัญญากู้ยืมเงินยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากผู้เสียหายยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลย ผู้เสียหายเพิ่งมอบเงินให้แก่จำเลยหลังจากตรวจดูหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทแล้ว ขณะจำเลยส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหาย จึงยังไม่มีหนี้อยู่จริงและไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากจำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คพิพาทลงวันที่ 20 มิถุนายน 2545 จำนวนเงิน 230,000 บาท มอบให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายจึงมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยภายหลังในวันเดียวกัน เห็นว่า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 นั้น วันออกเช็คย่อมหมายถึงวันที่ลงในเช็ค ส่วนวันที่เขียนเช็คหรือมอบเช็คให้แก่ผู้เสียหายหาใช่วันที่ออกเช็คไม่ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าหลังจากที่ผู้เสียหายได้รับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทแล้ว ผู้เสียหายก็มอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยในวันเดียวกันนั้นโดยปรากฏว่าวันสั่งจ่ายเช็คที่ลงในเช็คพิพาทตรงกับวันครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แสดงว่าขณะที่เช็คพิพาทถึงกำหนดสั่งจ่ายซึ่งถือเป็นวันออกเช็คนั้น มูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวย่อมสมบูรณ์และมีหลักฐานเป็นหนังสือสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยออกเช็คพิพาทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามจำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้ผู้เสียหาย 230,000 บาท การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสุชาติ ดีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2550
#411360
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 226 บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสารหรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น..." พยานหลักฐานที่จะใช้อ้างหรือพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงมิได้จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นประจักษ์พยานเท่านั้น หากแต่เป็นพยานประเภทใดก็ได้ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์ย่อมนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ดังนั้น พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งโจทก์สามารถนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ เพียงแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนที่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้นั้น จะต้องฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยความสมัครใจและตามความสัตย์จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83 ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขทล สข 686 ของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 900 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4561/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ริบรถจักรยานยนต์หมายเลยทะเบียน ขทล สข 686 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4561/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง มีคนร้าย 3 คน ร่วมกันปล้นทรัพย์ ของนายมิ่งขวัญ ผู้เสียหายที่ 1 กับนายหมิงผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขตธ สข 495 และหมายเลขทะเบียน ขทล สข 686 รวม 2 คัน จึงยึดเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความ และที่จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็เพราะว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับและทำร้ายร่างกาย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือ พยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น..." พยานหลักฐานที่จะใช้อ้างหรือพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงมิได้จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นประจักษ์พยานเท่านั้น หากแต่เป็นพยานประเภทใดก็ได้ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์ย่อมนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ดังนั้น พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งโจทก์สามารถนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ เพียงแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนที่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้นั้น จะต้องฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยความสมัครใจและตามความสัตย์จริง สำหรับคดีนี้ แม้ว่าโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ แต่โจทก์มีนางจรัสศรีเป็นพยานเบิกความว่า พยานประกอบอาชีพขายอาหารโดยเปิดร้านชื่อมายเวย์ คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสองเข้ามานั่งดื่มเบียร์อยู่ในร้าน สักครู่หนึ่งจำเลยทั้งสามเดินเข้ามาในร้าน จำเลยที่ 3 แสดงบัตรว่าเป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรมแล้วพูดว่าติดตามตัวผู้เสียหายที่ 1 มาประมาณ 3 วัน แล้วเกี่ยวกับคดียาเสพติด ขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 1 มีบัตรประจำตัวประชาชนให้ดู แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยทั้งสามจึงพาผู้เสียหายทั้งสองไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของพวกผู้เสียหาย 1 คัน และของพวกจำเลยอีก 1 คัน ขับออกจากร้านบอกว่าจะพาไปสถานีตำรวจ ต่อมาประมาณ 2 ชั่วโมง มีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลชุมพลมาที่ร้านของพยานแจ้งว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกปล้นทรัพย์ พยานแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่าจำคนร้ายทั้งสามคนได้เพราะเป็นผู้เสียหายทั้งสองออกไปจากร้าน ร้อยตำรวจโทอุทิศเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุพยานได้รับแจ้งว่ามีเหตุปล้นทรัพย์เกิดขึ้น เมื่อพยานเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนลูกรังพบผู้เสียหายทั้งสองยืนอยู่และได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียหายทั้งสองแจ้งว่าขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ร้านมายเวย์ มีคนร้าย 3 คน เข้ามาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจบัตรประจำตัวประชาชน ผู้เสียหายที่ 1 มีบัตรประจำตัวประชาชนส่วนผู้เสียหายที่ 2 ไม่มี คนร้ายทั้งสามจึงบอกว่าให้ไปสถานีตำรวจภูธรตำบลชุมพล และบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองไปขึ้นรถจักรยานยนต์ เมื่อขับรถไปถึงสี่แยก คนร้ายทั้งสามบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองเลี้ยวรถไปตามถนนลูกรัง แล้วจี้เอารถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับเงิน 300 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 600 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป เหตุที่ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บเพราะถูกพวกจำเลยใช้อาวุธปืนตีที่แก้ม พยานเดินทางไปที่ร้านมายเวย์ เจ้าของร้านยืนยันว่ารู้จักคนร้าย 1 คน คือคนที่แสดงบัตรว่าเป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม พยานจึงพาพนักงานของร้านมายเวย์ไปดูประวัติสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรมที่สถานีตำรวจภูธรตำบลชุมพล พบภาพถ่ายจำเลยที่ 3 จากนั้นพยานเดินทางไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 และซุ่มรออยู่จนถึงเวลา 5.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์เข้ามา 2 คัน พยานขอตรวจค้นตัว ผลการตรวจค้น พบสร้อยคอทองคำ 1 เส้น อยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 3 ส่วนรถจักรยานยนต์คันหนึ่งเป็นของผู้เสียหายที่ 1 สอบถามจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามยอมรับว่าได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองจริง พยานจึงจับกุมจำเลยทั้งสามโดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม โดยจับได้บริเวณหน้าบ้านของจำเลยที่ 3 นั้นเองและพันตำรวจโทสมเพียร เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลา 6 นาฬิกา พยานได้รับตัวจำเลยทั้งสามพร้อมทั้งของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา และได้คืนของกลาง 2 รายการให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ไป พยานได้สอบคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองไว้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยทั้งสามนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ นอกจากนี้พยานจัดให้ผู้เสียหายทั้งสองชี้ตัวจำเลยทั้งสามโดยให้จำเลยทั้งสามยืนปะปนกับบุคคลอื่นทีละคน ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองชี้ตัวจำเลยทั้งสามได้ถูกต้อง สำหรับบันทึกคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองในชั้นสอบสวน มีรายละเอียดของเหตุการณ์ตั้งแต่ผู้เสียหายทั้งสองเริ่มเข้าไปที่ร้านมายเวย์ แล้วมีจำเลยทั้งสามเข้ามาขอตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชน การบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองออกไปจากร้าน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุก็ถูกจำเลยทั้งสามทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์ไป จนกระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจมาพบ เมื่อจับกุมจำเลยทั้งสามได้ก็ชี้ตัวจำเลยทั้งสามได้ถูกต้อง ส่วนบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามีรายละเอียดตั้งแต่จำเลยทั้งสามพบผู้เสียหายทั้งสองก่อนเกิดเหตุและตามไปพบกันอีกที่ร้านมายเวย์ พฤติกรรมของจำเลยทั้งสามในการขอตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายทั้งสอง การนำตัวผู้เสียหายทั้งสองไปยังสถานที่เกิดเหตุ การปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสอง การเดินทางกลับไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวพร้อมของกลางสร้อยคอทองคำและรถจักรยานยนต์ และการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปนำชี้สถานที่เกิดเหตุ ซึ่งข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้หากไม่เป็นความจริงย่อมเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเองได้ ที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับและทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพ และลงลายมือชื่อในเอกสารโดยมิได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานอื่นใด เพิ่งหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น การลงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสามก็ตรงตามตำแหน่งที่จบข้อความแต่ละหน้ากระดาษโดยไม่มีพิรุธ เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยความสมัครใจและตามความเป็นจริง ในส่วนของพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีก่อนและหลังเกิดเหตุก็ได้ความจากนางจรัสศรีว่า นางจรัสศรีจำจำเลยที่ 3 ได้ เพราะจำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรมไปขอตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายทั้งสอง และพาผู้เสียหายทั้งสองออกจากร้านไปจนกระทั่งร้อยตำรวจโทอุทิศติดตามไปจับกุมตัวจำเลยทั้งสามได้ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 3 ในเช้าของวันเกิดเหตุอันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดหลังจากเกิดเหตุนั้นเอง พร้อมกับยึดสร้อยคอทองคำได้จากกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 3 กับยึดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ได้ขณะในความครอบครองของจำเลยทั้งสาม เช่นนี้ เมื่อนำพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสองและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามแล้ว มีความสอดคล้องต้องกันโดยไม่มีพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองดังที่โจทก์ฟ้องที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าไม่ได้กระทำความผิด และที่กล่าวอ้างว่าในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับและทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสายัณห์ คล้ายสำลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอำนวย เขียวขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2550
#415243
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 572 เช่าซื้อคือสัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคต หาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อและหมายรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย เมื่อ ค. ได้ซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทมาจาก ห. โดย ห. ได้ทำหนังสือมอบอำนาจโอนลอยทางทะเบียนให้ ค. ไว้แล้ว เพียงจะนำไปเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น โดย ค. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ด้วย เท่ากับว่าจะโอนเป็นชื่อของบริษัทโจทก์เมื่อใดก็ได้ ต่อมาโจทก์ได้ให้ ห. เช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาท และ ห. นำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย ดังนั้น กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" รถแทรกเตอร์คันพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห. ผิดสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยไม่นำค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระให้แก่โจทก์แต่กลับนำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดรถแทรกเตอร์คันพิพาทไว้จำต้องคืนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อโคมัตสุ หมายเลขเครื่อง 6 D 105-81092 คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 408,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนหรือชดใช้ราคา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบรถแทรกเตอร์ยี่ห้อโคมัตสุ หมายเลขเครื่อง 6 D 105-81092 แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคา 391,000 บาท แทน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า รถแทรกเตอร์คันพิพาทเดิมเป็นของบริษัท ไฮเวย์ แทรกเตอร์ จำกัด และได้ขายให้แก่นายหร่ายไป ต่อมานายหร่ายขัดสนทางการเงินจึงไปยืมเงินนายครองทรัพย์และต่อมาได้ขายรถแทรกเตอร์คันพิพาทให้แก่นายครองทรัพย์ ทั้งนี้ รถแทรกเตอร์คันพิพาทได้มอบอำนาจให้โอนลอยทางทะเบียนกันไว้ในทุกขั้นตอนของการซื้อขายแล้วเพียงแต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์เท่านั้น ปัจจุบันจึงยังเป็นชื่อของบริษัท ไฮเวย์ แทรกเตอร์ จำกัด สำหรับนายครองทรัพย์ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทครองทรัพย์ยนต์ จำกัด ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ด้วยตามภาพถ่ายหนังสือรับรอง ต่อมาโจทก์ได้ให้นายหร่ายเช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทนี้ไปตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ต่อมานายหร่ายนำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจทำสัญญาให้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทกับนายหร่ายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากยังมิได้เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์คันพิพาทแต่อย่างใด เนื่องจากยังมิได้รับการโอนทะเบียนมาอย่างถูกต้อง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เช่าซื้อคือสัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคต หาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อและหมายรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย คดีนี้เมื่อนายครองทรัพย์ได้ซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทมาจากนายหร่ายโดยนายหร่ายได้ทำหนังสือมอบอำนาจโอนลอยทางทะเบียนให้นายครองทรัพย์ไว้แล้วเพียงแต่จะนำไปเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น โดยนายครองทรัพย์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ด้วยเท่ากับว่าจะโอนเป็นชื่อของบริษัทโจทก์เมื่อใดก็ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทกับนายหร่ายโดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายหร่ายได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ไปแล้ว 1 งวด เช่นนี้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายหร่ายผิดสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยไม่นำค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระให้แก่โจทก์ แต่กลับนำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดรถแทรกเตอร์คันพิพาทไว้ จำต้องคืนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทครองทรัพย์ยนต์ จำกัด
จำเลย — นายวิจิตร จันอยู่
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6855/2550
#410918
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรณีที่มีเจตนาครอบครองเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์ก็มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันผลิตเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยการนำเฮโรอีนซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกใสมีฝาสีเหลือง (หลอดบิ๊ก) มาแบ่งบรรจุใส่หลอดดูดเครื่องดื่มตัดเป็นท่อนสั้นๆ 15 หลอด หนัก 0.15 กรัม เพื่อความสะดวกแก่การจำหน่ายและมีเฮโรอีน 15 หลอด ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังร่วมกันมีเฮโรอีนอีก 2 หลอดพลาสติกมีฝาสีเหลือง (หลอดบิ๊ก) น้ำหนัก 0.61 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนไป 3 หลอดดูดเครื่องดื่ม น้ำหนัก 0.03 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับในราคา 300 บาท และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยึดได้ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ ฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท 5 ฉบับ เฮโรอีน 2 หลอดพลาสติก และ 15 หลอดดูดเครื่องดื่มและเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 300 บาท ของกลางนั้นให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสี่, 66 วรรคสอง, 67 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานผลิตเฮโรอีน ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้น เฮโรอีนกับเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทเดียวกันและเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางดังกล่าวได้ในคราวเดียวกันพร้อมกับการจับกุมจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเฮโรอีนวางโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 5 ปี 12 เดือน และปรับ 250,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงิน 300 บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้นเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 4 ปี โดยไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาผลิตเฮโรอีน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 1 แบ่งบรรจุเฮโรอีนจากหลอดพลาสติกมีฝาสีเหลือง (หลอดบิ๊ก) มาใส่ในหลอดดูดเครื่องดื่มตัดเป็นท่อนสั้นๆ จำนวน 15 หลอด แล้วปิดหัวท้ายด้วยการใช้ความร้อนลนก็ตาม แต่โจทก์มีคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มาแสดงว่าจำเลยที่ 1 นำเฮโรอีนที่ซื้อมาแบ่งบรรจุใส่หลอดดูดเครื่องดื่มที่ตัดสั้นๆ เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า โดยโจทก์มีร้อยตำรวจโทภัทรพลพนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบโดยพยานยืนยันว่าในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ร้อยตำรวจโทภัทรพลไม่รู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ทั้งตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้คดีนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าเหตุที่แบ่งบรรจุเฮโรอีนใส่ในหลอดดูดเครื่องดื่มเนื่องจากสะดวกในการพกพาไปเสพตอนออกไปทำงาน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ให้เชื่อได้ว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายโดยสมัครใจซึ่งคำให้การดังกล่าวแม้จะเป็นพยานบอกเล่าแต่เป็นคำรับที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 เองย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการแบ่งบรรจุเฮโรอีนเป็นพยานหลักฐานตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตำหนิพยานโจทก์มานั้นก็ไม่เป็นข้อพิรุธสงสัยเพราะการแบ่งบรรจุเฮโรอีนด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นกระทำได้ง่ายโดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดหลอดดูดเครื่องดื่มที่เป็นพลาสติกให้เป็นหลอดสั้นๆ แล้วจึงแบ่งบรรจุเฮโรอีน จากนั้นใช้ไม้ขีดไฟจุดไฟลนปิดหัวท้ายหลอดพลาสติก ซึ่งอุปกรณีดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์สินที่คนทั่วไปหามาให้ได้โดยสะดวก ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็มิได้แจ้งข้อหาผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายแก่จำเลยที่ 1 เสียแต่แรก จึงอาจไม่ได้ยึดเป็นของกลาง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงความบกพร่องเล็กน้อยของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการผู้สั่งฟ้องเท่านั้น หาได้ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อหาความผิดนี้ถึงกับไร้น้ำหนักฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเสียเลยไม่ ดังนั้น เมื่อรับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผลิตเฮโรอีนโดยแบ่งการบรรจุเพื่อจำหน่ายเมื่อเฮโรมีนของกลางมิได้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ จึงต้องถือว่าเฮโรอีนของกลางมีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 3 กรัมซึ่งไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาครอบครองเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างกัน ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์ก็มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนโดยแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสี่ อีกบทหนึ่งด้วยและเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษฐานผลิตเฮโรอีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งให้จำคุก 4 ปีแล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (3) ม. 65 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายเจะฮาซัน อาแว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6804/2550
#415242
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า ภายหลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยได้ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานและพนักงานสอบสวน โดยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และเป็นสายลับล่อซื้อให้แก่เจ้าพนักงาน จนสามารถจับกุม น. ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ อันเป็นประโยชน์แก่ทางราชการได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 109 เม็ด และระบุ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 100/2 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องดังกล่าวนับได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรวม 4 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 800 บาท (ข) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวม 35 เม็ด (ค) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวในข้อ (ข) จำนวน 2 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 300 บาท (ง) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวในข้อ (ข) จำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสี่กรรมต่างวาระกัน และเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดสี่กรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.20 กรัม และอีก 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด รวม 4 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 800 บาท และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 33 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 3.27 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.659 กรัม และอีก 6 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด รวม 35 เม็ด และในวันเดียวกันจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 300 บาท และจำหน่ายอีก 10 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.99 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.199 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท ภายหลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยได้ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานและพนักงานสอบสวนโดยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และเป็นสายลับล่อซื้อให้แก่เจ้าพนักงาน จนสามารถจับกุมนายนิรุตซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 109 เม็ด อันเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/2, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน รวม 3 กระทง จำคุก 17 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นำบทบัญญัติมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาใช้บังคับให้เป็นคุณแก่จำเลย โดยอ้างว่าได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ปรากฏชัดอยู่ในคำฟ้องของโจทก์ว่า ภายหลังจากจำเลยถูกจับกุม จำเลยได้ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานและพนักงานสอบสวน โดยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และเป็นสายลับล่อซื้อให้แก่เจ้าพนักงาน จนสามารถจับกุมนายนิรุตซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ อันเป็นประโยชน์แก่ทางราชการได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 109 เม็ด และโจทก์ได้ขอให้ศาลพิจารณาลดโทษให้จำเลยตามความเหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้อง และขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องดังกล่าวนับได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยและกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรวม 4 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 800 บาท (ข) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวม 35 เม็ด (ค) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวในข้อ (ข) จำนวน 2 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 300 บาท (ง) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวในข้อ (ข) จำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสี่กรรมต่างวาระกันและเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดสี่กรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่กรรมเดียวไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/2, 102 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี และปรับ 60,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 กระทง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 100/2 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายบุญเฉลียว ณ ลำปาง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6741/2550
#415475
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ส. และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกันและเป็นผู้จำนองที่ดินและบ้านพิพาทแก่ธนาคาร พ. ร่วมกัน แต่ ส. และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลยแดงที่ 317/2543 ของศาลชั้นต้น จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดทรัพย์ทั้งแปลงได้ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิเพียงร้องขอให้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามส่วนของตนเท่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาจากการขายทอดตลาดดังกล่าวโดยติดจำนองกับธนาคาร พ. และโจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองและสิทธิจำนองมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทรวมทั้งสิทธิจำนองกับธนาคาร พ. ของ ส. และจำเลยที่ 2 โอนไปยังโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ส. และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. ได้

เมื่อสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทรวมทั้งสิทธิจำนองกับธนาคาร พ. ของ ส. และจำเลยที่ 2 ได้โอนไปยังโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแล้ว ส. และจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป กรณีจึงไม่มีความจำเป็นต้องเรียก ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1543 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 165 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 317/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองทราบดีว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงนี้มาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกจากบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์อีกต่อไปจึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองอยู่หากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท โจทก์ขอถือเป็นค่าเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากบ้านเลขที่ 165 ของโจทก์และออกจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองได้ออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้องโดยอาศัยสิทธิของนายสมภาสหรือภาณุวิชญ์เจ้าของผู้ถือสิทธิครอบครองอีกคนหนึ่งร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนายสมภาสมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาและไม่ทราบถึงการบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์จึงได้ถือครอบครองสิทธิร่วมกับนายสมภาสในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายว่าที่ดินและบ้านของโจทก์กว้างและยาวเท่าใด แต่ละด้านจดที่ดินของใครบ้าง จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินตรงไหนและมิได้บรรยายว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาทเมื่อใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม และที่ดินพิพาทหากให้เช่าก็จะได้ค่าเช่าไม่เกิน เดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1543 และบ้านเลขที่ 165 ของโจทก์และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารได้ออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 317/2543 ระหว่างโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ จำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นจำเลย ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ท้ายฟ้อง ซึ่งแสดงตำแหน่งที่ดินว่าอยู่ที่ใด มีเนื้อที่เท่าใด แต่ละด้านจดที่ดินประเภทใด เลขที่ดินใด และบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในบ้านเลขที่ 165 หมู่ที่ 1 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยดังนี้ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างอาศัยอยู่เป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนรายละเอียดที่ว่าบ้านและที่ดินพิพาทมีความกว้างยาวแต่ละด้านอย่างไร แต่ละด้านจดที่ดินของใครบ้าง และจำเลยทั้งสองอาศัยในที่ดินตรงไหน โดยอาศัยอยู่ในที่ดินบางส่วนหรือทั้งแปลง และโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินเมื่อใดนั้นเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบให้ปรากฏในชั้นพิจารณาได้ หาจำเป็นต้องกล่าวมาในฟ้องไม่ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสมภาสหรือภาณุวิชญ์ ผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนายสมภาสมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์และไม่ทราบถึงการบังคับคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้นายสมภาสและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกันและเป็นผู้จำนองที่ดินและบ้านพิพาทแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรร่วมกัน แต่นายสมภาสและจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 317/2543 ของศาลชั้นต้น จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดทรัพย์ทั้งแปลงได้ นายสมภาสซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิเพียงร้องขอให้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามส่วนของตนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาจากการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองและสิทธิจำนองมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทรวมทั้งสิทธิจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของนายสมภาสและจำเลยที่ 2 โอนไปยังโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์แล้วจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล นายสมภาสและจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสมภาสได้ โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจึงมีอำนาจฟ้องและบังคับจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายที่ขอให้ศาลมีหมายเรียกนายสมภาสเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ เห็นว่า เมื่อสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทรวมทั้งสิทธิจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรของนายสมภาสและจำเลยที่ 2 ได้โอนไปยังโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแล้ว นายสมภาสและจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป กรณีจึงไม่มีความจำเป็นต้องเรียกนายสมภาสเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้อย ผุดภักดี
จำเลย — นายไข่ บุญคง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6739/2550
#410737
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์เต็มตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์เท่ากับจำเลยเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 285,321 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยคงมีสิทธิฎีกาเฉพาะในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเท่านั้น ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยมีเพียง 85,321 บาท การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 285,321 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้นำทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 285,321 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์เต็มตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ เท่ากับจำเลยเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 285,321 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจำเลยคงมีสิทธิฎีกาเฉพาะในส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเท่านั้น ดังนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยจึงมีเพียง 85,321 บาท การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้เห็นว่าจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนรชัย จึงสงวนสิทธิ์
จำเลย — นางชม้อย ธรรมสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6732/2550
#413236
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน ดังนั้นในชั้นตรวจอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์เสียทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์เพื่อสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์โดยมิได้สั่งยกอุทธรณ์ จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องยกเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถบดล้อยาง หมายเลขเครื่อง ดี.เอ. 120 - 536138 หมายเลขรถ ที.เอส. 9 - 14917 คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 140,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินวันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ครบโดยให้มีกำหนดเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2542 มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดธัญบุรี แต่จำเลยมิได้มาติดต่อเจ้าหน้าที่นำหมายข้ามเขตเพื่อส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบ มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ในชั้นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 โดยที่ศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติก่อน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์เช่นนี้ ในชั้นตรวจอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์เพื่อสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์โดยมิได้สั่งยกอุทธรณ์ จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องยกเสียและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้อยแทร็กเซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัททองเสงี่ยม คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6727/2550
#415241
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบแต่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับสรุปได้ว่า ขอให้งดโทษจำคุกและลงโทษสถานเบาโดยให้รอการลงโทษจำเลยไว้ จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย และไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จำเลยยื่นคำร้องมีข้อความบางส่วนเป็นทำนองว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ในคำร้องดังกล่าวก็ยอมรับว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาโดยงดโทษจำคุกและรอการลงโทษจำเลย คำร้องของจำเลยจึงเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นประกอบคำให้การรับเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยสถานเบา และรอการลงโทษจำเลยเท่านั้น ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันมาในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยในทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อดังกล่าวนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อจัดส่งไปทำงานในต่างประเทศ ณ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานรับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้ โดยจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และค่าบริการรวมเป็นเงิน 110,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวก ซึ่งเป็นความเท็จ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงยอมมอบเงินจำนวน 110,000 บาท ให้แก่จำเลยกับพวกรับไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 110,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีในข้อหาดังกล่าวจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบซึ่งเป็นกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับสรุปได้ว่า ขอให้งดโทษจำคุก และลงโทษจำเลยสถานเบาโดยให้รอการลงโทษจำเลยไว้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยและไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จำเลยยื่นคำร้องมีข้อความบางส่วนเป็นทำนองว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ในคำร้องดังกล่าวต่อมาจำเลยก็ยอมรับว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาโดยงดโทษจำคุกและรอการลงโทษจำเลยไว้ คำร้องของจำเลยจึงเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยสถานเบา และรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันมาในศาลชั้นต้นการที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยมิได้เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายเห็นสามีของจำเลยไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีจึงมาติดต่อจำเลย จำเลยจึงติดต่อนายเสนาะให้ผู้เสียหาย เป็นทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น แม้ข้อความทำนองดังกล่าวจำเลยได้กล่าวไว้ในคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว ดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาก็ตามแต่เมื่อปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันมาในศาลชั้นต้นดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อดังกล่าวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 224 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายลำพวน ประจิตรหรือเบียดกระโทก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2550
#411951
เปิดฉบับเต็ม

เหล็กแทงรังนก เชือก และถุงกระสอบที่คนร้ายใช้เป็นอุปกรณ์ในการร่วมกันเข้าไปเก็บรังนกอีแอ่นในเขตสัมปทานโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเห็นสมควรให้ริบ ส่วนรังนกอีแอ่นของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งเก็บโดยไม่ได้รับสัมปทานจากคณะกรรมการ จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่นฯ มาตรา 14 วรรหนึ่ง สมควรให้ริบเสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งห้าขึ้นไปบนเกาะเทวดา ซึ่งเป็นเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นเขตสัมปทานของบริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด และร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นด้วยการใช้เหล็กแทงรังนกอีแอ่นซึ่งติดอยู่ที่ผนังถ้ำถุ้งเตี้ยน้อยบนเกาะเทวดาดังกล่าวให้หลุดออกจากผนังถ้ำ จำนวน 60 รัง อันเป็นการกระทำอันอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่น ไข่ของนกอีแอ่น หรือรังนกอีแอ่น และอาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อยู่อาศัยไปจากเกาะเทวดาได้ ทั้งนี้ จำเลยทั้งหาไม่ได้รับสัมปทานจากคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่น แล้วจำเลยทั้งห้าร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นจำนวนดังกล่าว โดยรู้ว่าเป็นรังนกที่เก็บมาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งห้าได้พร้อมยึดรังนกอีแอ่นชนิดสีดำ จำนวน 60 รัง บรรจุอยู่ในถุงกระสอบที่มัดปากถุงไว้แล้ว จำนวน 1 ใบ เชือกยาวประมาณ 50 เมตร จำนวน 1 เส้น บรรจุอยู่ในถุงกระสอบจำนวน 1 ใบ และเหล็กแทงรังนก จำนวน 2 อัน ที่จำเลยทั้งห้าได้มาและใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 26, 28, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90 และให้ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 26, 28, 31 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและทำอันตรายแก่นกอีแอ่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยรู้ว่าเป็นรังนกที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 25 วรรคหนึ่ง, 26, 28, 31 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานกระทำอันตรายแก่นกอีแอ่นเป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน รังนกอีแอ่นของกลางไม่ริบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าได้ขึ้นไปบนเกาะเทวดา และเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในถ้ำถุ้งเตี้ยน้อยซึ่งเป็นเกาะที่มีนกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นเขตหวงห้าม และอยู่ในเขตที่บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ได้รับอนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่น นายหมวดตรีฉัตรชัย โคมหอม หัวหน้าชุดพิทักษ์และดูแลคุ้มครองนกอีแอ่นหมวดกองร้อย อส. จ. พท. ที่ 1 อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง พร้อมพวกได้จับกุมจำเลยทั้งห้าพร้อมยึดรังนกอีแอ่นชนิดสีดำ จำนวน 60 รัง ที่มีคนร้ายลักลอบเก็บไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าว พร้อมเหล็กแทงรังนก เชือกและถุงกระสอบเป็นของกลาง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายลือชัย เพ็งสุวรรณ นายหมวดตรีฉัตรชัย โคมหอม และนายหยุ้ง ขุนศรี เป็นพยานโดยนายหยุ้ง เบิกความว่า บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ได้รับสัมปทานให้เก็บรังนกอีแอ่นบริเวณหมู่เกาะสี่และเกาะห้า ซึ่งประกอบด้วยเกาะรูสิบ เกาะเทวดา และเกาะอื่น ๆ อีกหลายเกาะในเขตหมู่ที่ 3 ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ตามสำเนาสัญญาต่ออายุสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น พยานทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคนงานของบริษัทดังกล่าว ในช่วงเวลาเกิดเหตุคดีนี้ทางจังหวัดพัทลุงได้จัดอาสาสมัครรักษาดินแดนให้เข้าไปดูแลรักษาความสงบบริเวณหมู่เกาะที่บริษัทได้รับสัมปทานดังกล่าว นายลือชัยเบิกความว่า พยานเป็นพนักงานของบริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับเรือรับส่งคนงานของบริษัท วันเกิดเหตุเวลา 8.30 นาฬิกา พยานขับเรือไปส่งคนงานที่เกาะเทวดาเพื่อสลับเปลี่ยนคนงานชุดเดิม ได้ยินคนงานที่เกาะเทวดาพูดกันว่ามีคนร้ายเข้าไปที่ถ้ำถุ้งเตี้ยน้อยบนเกาะเทวดา พยานจึงแจ้งให้นายหมวดตรีฉัตรชัยทราบ นายหมวดตรีฉัตรชัยเบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงและคณะกรรมการให้เป็นหัวหน้าชุดพิทักษ์และดูแลคุ้มครองนกอีแอ่น มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดที่ลักลอบขึ้นไปบนเกาะสี่ เกาะห้าเพื่อจับนกอีแอ่น หรือรังนกอีแอ่น ซึ่งอยู่ในเขตสัมปทานของบริษัทแหลมทอง (สยาม) จำกัด วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 9 นาฬิกา เมื่อพยานได้รับแจ้งเรื่องจากนายลือชัยแล้ว พยานกับนายสุทิน คำทอง และคนงานของบริษัทแหลมทอง (สยาม) จำกัด ได้เดินทางไปที่ถ้ำถุ้งเตี้ยน้อยให้นายสุทินกับพวกคนงานจำนวนหนึ่งไปดักเพื่อสกัดจับคนร้ายอยู่ที่ปล่องระบายอากาศของถ้ำ ซึ่งคนร้ายอาจใช้เป็นทางหลบหนีได้ ส่วนพยานกับพวกคนงานอีกจำนวนหนึ่งได้เดินเข้าไปทางปากถ้ำ เมื่อเข้าไปได้ประมาณ 15 เมตร ก็พบกระสอบสำหรับใช้ใส่ปุ๋ยวางอยู่ที่พื้นถ้ำ จำนวน 1 ใบ ตรวจสอบแล้วภายในกระสอบมีห่ออาหาร ไฟฉาย น้ำดื่ม และเชือก นอกจากนี้ยังพบเหล็กสำหรับใช้แทงรังนกอยู่ใกล้ ๆ กับกระสอบดังกล่าวด้วย พยานกับพวกตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงต่อไปจึงได้พบจำเลยที่ 1 และที่ 3 หลบซ่อนอยู่ในโพรงหิน ห่างจากที่พบกระสอบดังกล่าวประมาณ 5 เมตร สอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาด้วยกันทั้งหมดรวม 5 คน โดยพวกที่เหลือได้พากันไปหลบอยู่ที่โพรงถ้ำซึ่งเป็นแอ่งลึกลงไปจากพื้นถ้ำประมาณ 45 เมตร พยานกับพวกจึงลงไปในแอ่งลึกดังกล่าว เมื่อลงไปถึงพื้นแอ่งลึกได้พบจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงได้ควบคุมตัวกลับขึ้นไปบนถ้ำ เมื่อขึ้นถึงลานดินชั้นบนของถ้ำได้มีคนงานนำกระสอบสำหรับใช้ใส่ปุ๋ยอีก 1 ใบ มาส่งมอบให้พยานโดยแจ้งว่าพบอยู่ใกล้ ๆ กับกระสอบที่พบครั้งแรก พยานได้ตรวจสอบแล้วภายในกระสอบที่พบครั้งหลังมีรังนกอีแอ่นชนิดสีดำบรรจุอยู่จำนวน 60 รัง พยานได้สอบถามจำเลยทั้งห้าแล้วให้การว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันมาที่เกิดเหตุเพื่อที่จะแทงรังนกอีแอ่นภายในถ้ำ แต่ยังไม่ได้ลงมือแทงรังนกแต่อย่างใด กระสอบที่พบทั้ง 2 ใบ ไม่ใช่ของจำเลยทั้งห้า แต่พยานเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าเป็นคนร้ายเนื่องจากพบจำเลยทั้งห้าอยู่ในถ้ำ และตรวจพบว่าที่ผนังถ้ำมีร่องรอยการแทงรังนกทั้งเหล็กแหลมสำหรับแทงรังนกที่พบก็มีร่องรอยการใช้แทงรังนกอีกด้วย จึงแจ้งข้อหาจำเลยทั้งห้าว่า แทงและเก็บรังนกอีแอ่นและมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วทำบันทึกการจับกุมให้จำเลยทั้งห้าลงชื่อไว้ตามบันทึกการจับกุมจากนั้นควบคุมจำเลยทั้งห้าพร้อมยึดสิ่งของที่ค้นพบดังกล่าวเป็นของกลาง ส่งมอบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ร้อยตำรวจเอกศิริศักดิ์ พูลศิริ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ พยานได้จัดทำบัญชีของกลางไว้ ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ถ่ายภาพของกลางไว้ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้า คำเบิกความของพยานโจทก์คงได้ความเพียงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีเท่านั้นกล่าวคือพยานโจทก์พบกระสอบปุ๋ยที่มีห่ออาหารไฟฉาย น้ำดื่ม และเชือก บรรจุอยู่จำนวน 1 ใบ เหล็กแหลมสำหรับแทงรังนกอีแอ่น 2 อัน และกระสอบปุ๋ยที่มีรังนกอีแอ่นบรรจุอยู่ 60 รัง อีก 1 ใบ ยึดไว้เป็นของกลาง ของกลางดังกล่าวอยู่ใกล้กันและอยู่ห่างจากจุดที่พบจำเลยที่ 1 ที่ 3 หลบซ่อนอยู่ประมาณ 5 เมตร ทั้งพบว่าบริเวณผนังถ้ำมีร่องรอยการแทงรังนกอีแอ่น และพบด้วยว่าเหล็กแหลมของกลางมีร่องรอยการใช้งานมาแล้วด้วย พฤติการณ์เช่นนี้ประกอบกับการที่จำเลยทั้งห้าขึ้นเกาะและเข้าไปในถ้ำที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงทำให้พยานโจทก์ต่างคิดว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง แต่เมื่อพิเคราะห์จากคำเบิกความของพยานโจทก์ในการตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งห้าแล้ว นายลือชัยเบิกความว่าเคยได้ยินข่าวว่าคนงานซึ่งทำหน้าที่เก็บรังนกอีแอ่นได้เก็บรังนกแล้วซ่อนไว้ในถ้ำเพื่อให้บุคคลอื่นมานำออกไป นายหยุ้ง ผู้จัดการคนงานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้เคยมีคนงานลักรังนกจำนวนมาก โดยเก็บซุกซ่อนไว้ทั้งในและนอกถ้ำ เคยมีการวิสามัญคนร้ายที่เข้าไปลักรังนกแล้วประมาณ 20 ศพ ชั้นจับกุมคนร้ายมักให้การรับสารภาพ การเก็บรังนกนั้นเหล็กแหลมสำหรับแทงรังนกจะต้องมีไม้ต่อจึงจะใช้แทงรังนกได้เนื่องจากถ้ำสูง นอกจากนี้ยังต้องมีโครงไม้ไผ่พาดใช้ปีนผนังถ้ำด้วย ไม้ที่ใช้ต่อเหล็กแทงรังนกมีขนาดยาวประมาณ 3-4 เมตร เชือกของกลางคดีนี้ใช้ปีนลงในถ้ำได้ ปกติภายใจถ้ำจะไม่มีไม้ไผ่หากมีอุปกรณ์เพียงแค่ของกลางคดีนี้จะไม่สามารถเก็บรังนกได้ นายหมวดตรีฉัตรชัยเบิกความว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเหล็กแทงรังนกของกลางได้ใช้แทงรังนกในวันเกิดเหตุหรือไม่ คนงานจะใช้เหล็กแทงรังนกและเชือกลักษณะเดียวกับของกลาง รังนกของกลางเป็นรังนกที่เก็บไว้ก่อนแล้วโดยคนงานของบริษัทหรือไม่ ไม่ทราบ จากคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านดังกล่าวประกอบกับพฤติการณ์ที่เป็นพิรุธที่ได้จากคำเบิกความของนายหมวดตรีฉัตรชัย กล่าวคือนายหมวดตรีฉัตรชัยเบิกความว่าเมื่อจับกุมจำเลยทั้งห้าได้ สอบถามแล้วจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่เมื่อแจ้งข้อหาให้จำเลยทั้งห้าทราบจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ จึงได้ทำบันทึกการจับกุมไว้ และเมื่อตอาบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านนายหมวดตรีฉัตรชัยกลับเบิกความว่า หลังจากควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าแล้ว ได้สอบถามจุดประสงค์ที่จำเลยทั้งห้ามาที่ถ้ำ จำเลยทั้งห้าแจ้งว่าเพิ่งเข้ามายังไม่ได้ดำเนินการอะไร อีกทั้งจำเลยทั้งจำเลยทั้งห้าเบิกความปฏิเสธว่าไม่ได้รับสารภาพในบันทึกการจับกุมโดยสมัครใจ ต้องยอมรับสารภาพเพราะถูกข่มขู่ว่าหากไม่ยอมรับสารภาพจะถูกยิงทิ้ง เช่นนี้เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่ามีคนร้ายค้นไปบนเกาะใช้เหล็กแทงรังนกอีแอ่นโดยผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณียังมีเหตุสงสัยตามสมควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฟังขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เหมือนกันกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ทุกประการเพราะเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน เมื่อพยานหลักฐานดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ก็ย่อมไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องด้วยเพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบเหล็กแทงรังนก เชือก และถุงกระสอบนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบรังนกอีแอ่นของกลางนั้น เห็นว่า รังนกอีแอ่นของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งเก็บโดยไม่ได้รับสัมปทานจากคณะกรรมการจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยการฝ่าฝืนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบรังนกอีแอ่นของกลางดังกล่าว จึงไม่ชอบ เห็นสมควรให้ริบเสียด้วย"

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้า แต่ให้ริบของกลางทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายนิพัตร หนูโหยบ กับพวก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719 -ที่ 6720/2550
#418551
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 กำหนดให้บุคคลใดก็ตาม ที่กระทำการตามองค์ประกอบความผิดในมาตรานี้เป็นผู้กระทำความผิด ไม่ได้กำหนดเป็นการเฉพาะแต่เพียงว่าผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเท่านั้น เมื่อจำเลยกับพวกในฐานะตัวแทนของบริษัท ท. ได้กระทำการในการจะกู้ยืมเงินด้วยการโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป และจำเลยกับพวกจ่ายหรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าวว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ให้บริษัท ท. กู้ยืมเงินในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ และจำเลยกับพวกไม่ได้พิสูจน์ว่ามีข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยกับพวกจึงมีความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 16 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 17 และที่ 18 และจำเลยในสำนวนที่สี่ว่าจำเลยที่ 19 ตามลำดับ แต่คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนที่ 1 และที่ 3

คดีทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง มีใจความทำนองเดียวกันว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเก้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 2, 4, 5, 9, 12, 15 และให้จำเลยทั้งสิบเก้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 131,101,354 บาท พร้อมทั้งจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 16 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบเก้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 16 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 16 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 12 วางโทษจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 12 และผิดตามมาตรา 5, 12 ประกอบด้วยมาตรา 15 แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวต้องด้วยบทบัญญัติแห่งความผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษตามมาตรา 5, 12 ประกอบด้วยมาตรา 15 เพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไว้คนละ 8 ปี และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 10 ที่ 19 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 อุทธรณ์ ก่อนพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพาทษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 และ 12 และสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 และ 15 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 12 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 12 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 12 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ระหว่างที่บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2532 มีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่จำเลยดังกล่าวเป็นผู้เริ่มก่อการเป็นกรรมการและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัท ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2533 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งในจำนวนกรรมการบริษัท 12 คน ส่วนสำนักงานของบริษัทตั้งอยู่เลขที่ 19/17 หมู่ที่ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และมีการจดทะเบียนย้ายสำนักงานบริษัทครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ไปอยู่เลขที่ 238 อาคารอโยธยาธานี ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุคดีนี้ บริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ดำเนินการโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว ชักชวนบุคคลทั่วไปจำนวนเกินกว่าสิบคนขึ้นไปซึ่งรวมทั้งเจ้าหนี้ของบริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ให้นำเงินมาร่วมลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท นำเงินมาให้บริษัทกู้ยืม และให้เจ้าหนี้ของบริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้วนำสิทธิเรียกร้องของหนี้ดังกล่าวมาร่วมลงทุนกับบริษัทในลักษณะดังกล่าว โดยบริษัทตกลงจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้เกินกว่าร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ และบริษัทจัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ กับจัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นผู้ไปชักชวน อ้างว่าบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยการสะสางหนี้ของบริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด เพื่อนำที่ดินและทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวมาประกอบธุรกิจต่อไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงบริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจดังกล่าว และไม่สามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดังกล่าวได้ ทำให้ผู้เสียหายที่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย นำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาตีราคาเข้าเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือร่วมลงทุนกับบริษัทแทน และทำให้ผู้เสียหายอีกจำนวนหนึ่งนำเงินมาร่วมลงทุนและให้บริษัทกู้ยืม รวมเป็นผู้เสียหาย 415 คน โดยบริษัทได้ไปซึ่งสิทธิเรียกร้องและเงินจากผู้เสียหายแต่ละคนในวันเวลาและจำนวนเงินกู้เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 131,101,354 บาท หลังจากนั้นบริษัทนำเงินดังกล่าวเพียงบางส่วนมาหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ให้แก่ผู้เสียหายเหล่านั้นบางคน แล้วปิดสำนักงานของบริษัทโดยไม่ได้คืนเงินต้นจำนวนดังกล่าวที่ได้ไปให้แก่ผู้เสียหาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ขณะเกิดเหตุคดีนี้บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด มีที่ดิน 480 ไร่ มีอาคารที่ก่อสร้างเพื่อจำหน่าย 700 ถึง 800 หลัง กับมีที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนาอีก 240 ไร่ อันเป็นทรัพย์สินจำนวนมาก อาคารที่ตั้งบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด มีความใหญ่โตโอ่อ่า บริษัทดำเนินกิจการโดยเปิดเผย ภายในสำนักงานบริษัทแสดงแบบโครงการสร้างคอนโดมิเนียมให้ประชาชนผู้ติดต่อได้เห็น ประกอบกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 กับที่ 13 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ต่างก็ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายมาซื้อหุ้นบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด อีกทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 แต่ละคนต่างก็ได้ซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวไว้เป็นจำนวนมาก การที่จำเลยทุกคนดังกล่าวเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทเพื่อสะสางหนี้ของบริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด เพื่อนำทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวมาประกอบธุรกิจ จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 ต่างไม่รู้ว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการในทำนองฉ้อโกงประชาชน จำเลยทุกคนดังกล่าวจึงไม่มีเจตนาร่วมกับบริษัทดังกล่าวนั้นในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามฟ้อง แต่โดยเหตุที่บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย ดังนั้น ภายหลังจากสะสางหนี้ของบริษัทนี้แล้วย่อมคาดหมายได้ว่ามีทรัพย์สินเหลือไม่มากนัก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 จึงควรรู้อยู่แล้วว่าบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ไม่สามารถประกอบกิจการสะสางหนี้ดังกล่าวให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายแก่ผู้เสียหายหรือผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ดังนั้น การที่จำเลยทุกคนดังกล่าวโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน บริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่จำเลยเหล่านี้ควรรู้อยู่แล้วถึงเหตุดังกล่าว เป็นเหตุให้บริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ได้กู้ยืมเงินไป จำเลยทุกคนดังกล่าวจึงมีความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และโดยที่บทกำหนดความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 กำหนดให้บุคคลใดก็ตามที่ได้กระทำการตามองค์ประกอบความผิดในมาตรานี้เป็นผู้กระทำความผิด มิได้กำหนดเป็นการเฉพาะแต่เพียงว่าผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยทุกคนดังกล่าวในฐานะตัวแทนของบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ได้กระทำการในการจะกู้ยืมเงินด้วยการโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป และจำเลยทุกคนดังกล่าวจ่ายหรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าวว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ให้บริษัทกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยจำเลยทุกคนดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ากิจการของบริษัทที่อ้างถึงนั้นสามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ หรือเหตุที่ไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงเกิดจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่นกรณีใดกรณีหนึ่ง การกระทำของจำเลยทุกคนดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 (1) (2) (ก) อีกบทหนึ่งด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทุกคนดังกล่าวร่วมกันคืนเงิน 131,101,354 บาท แก่ผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83 นั้น เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยทุกคนดังกล่าวกระทำความผิดตามบทกฎหมายนั้น ทั้งจำเลยทุกคนดังกล่าวรับเงินจากผู้เสียหายไว้ในฐานะตัวแทนของบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด แล้วนำไปมอบให้แก่บริษัทแล้ว จำเลยทุกคนดังกล่าวจึงไม่ต้องร่วมรับผิดคืนเงินจำนวนนั้นแก่ผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้ในขณะกระทำความผิดโดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทุกคนดังกล่าวจึงไม่นำมาปรับแก่คดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม), 5, 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษตามมาตรา 5, 12 เพียงบทเดียว จำคุกคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางพนังศรี วิวิธสิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุนพ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วีระศักดิ์ นิศามณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6685/2550
#410910
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฟ้องอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ทำความผิดตามฟ้องแล้วลงชื่อผู้อุทธรณ์และผู้เขียนหรือพิมพ์ จำเลยไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 54, 69, 70, 72 ตรี, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบไม้ท่อนของกลาง ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจัยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 70, 72, 72 ตรี วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, 74, 74 จัตวา การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ อยู่อาศัย ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ให้ลงโทษฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ อยู่อาศัย ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 ปี คำรับในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ อยู่อาศัย ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานมีไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบไม้ท่อนของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกสถานเดียวไม่ได้พิพากษาลงโทษปรับด้วย จึงไม่อาจให้จ่ายสินบนนำจับได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยไม่ได้ลงชื่อในฐานะผู้เรียงฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยก่อนนั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยยื่นฟ้องอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ทำความผิดตามฟ้องแล้วลงชื่อผู้อุทธรณ์และผู้เขียนหรือพิมพ์ จำเลยไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิพากษาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้ให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายลัทธชัย พันธ์พิชิตโยธา
ชื่อองค์คณะ
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6676/2550
#412243
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลที่ดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้เป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้สินเชื่อเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (หนี้รายการที่ 1) แก่โจทก์ จำนวน 5,555,976.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 เป็นเงิน 75,869.43 บาท วันที่ 25 มกราคม 2539 เป็นเงิน 20,802.63 บาท และวันที่ 16 เมษายน 2539 เป็นเงิน 60,687.28 บาท ให้คิดหักให้ในวันชำระหนี้ดังกล่าวด้วย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้กู้ยืมเงิน (หนี้รายการที่ 2) แก่โจทก์จำนวน 8,075,945.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 เป็นเงิน 106,081.57 บาท วันที่ 25 มกราคม 2539 เป็นเงิน 30,258.37 บาท และวันที่ 16 เมษายน 2539 เป็นเงิน 88,272.41 บาท ให้คิดหักให้ในวันชำระหนี้ดังกล่าวด้วย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่โจทก์ออกทดรองไป (หนี้รายการที่ 3) แก่โจทก์จำนวน 17,423 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหนี้ทั้งสามรายการหรือชำระไม่ครบก็ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนอง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 และ 45393 ตำบลลาดพร้าว อำเภอลาดพร้าว, บางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, พระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยึดนำออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอก็ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่มาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุน และได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและทรัพย์สินของสถานบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกปิดกิจการจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ในคดีนี้และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว ในคดีหมายเลขแดงที่ 1162/2544 ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของโจทก์นำออกประมูลขายอันเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลผู้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาในคดีนี้ จึงเป็นผู้รับโอนซึ่งสิทธิเรียกร้องและอุปกรณ์แห่งหนี้มาเป็นของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในการบังคับคดี และมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ทราบแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลที่ดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตาม ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทซีโบ๊ทเพรซฟู้ด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6675/2550
#410678
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอม โดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำสั่งบังคับแก่จำเลย จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย แม้จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษา แต่การที่จำเลยดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบมาในคำร้องได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะภริยาและผู้รับสภาพหนี้ของนายมนตรี อัศวเรืองชัย ลูกหนี้ของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยมีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงยอมชำระเงิน 10,294,854.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,594,452.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และยอมชำระค่าธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 10,000 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ครบ คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องว่า ตอนเช้าของวันที่ศาลพิพากษาตามยอม นายรังสรรค์ อยู่สุข ผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาย่อยบึงพลาญชัยและทนายความไปพบจำเลยที่บ้าน เกลี้ยกล่อมให้จำเลยไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าถูกฟ้อง เมื่อไปถึงบริเวณศาล นายรังสรรค์และทนายความให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยแจ้งว่าลงลายมือชื่อเป็นพิธี ไม่เกี่ยวกับการฟ้องคดี ขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษา การกระทำของโจทก์เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยสำคัญผิด ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดี เพราะโจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามวิธีการของศาล เป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ จำเลยประสงค์จะให้พิจารณาคดีใหม่ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ไม่ม่เหตุออกคำสั่งได้ตามคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาขั้นตอนใดผิดระเบียบ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปความว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อ ในสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่ลงลายมือชื่อของผู้พิพากษา สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กระทำต่อหน้าศาลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ทั้งยังไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยเจ้าพนักงานศาล กระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมิได้โต้แย้งมาในคำร้องว่าศาลชั้นต้นบันทึกไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะฟังตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษาก็ตาม แต่การที่จำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบได้อีก ทั้งการที่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยในกรณีเช่นนี้ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 และมาตรา 44 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องวินิจฉัย และไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมีผลเป็นการยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอรไท อัศวเรืองชัย
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา