คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2550
#410749
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายได้ออกไปจากภูมิลำเนาและไม่ได้กลับมาอีกเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่ทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 46138 เฉพาะส่วนจำนวน 100 ส่วน ให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาจำเลยได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าว นางแป๋ว อุ่นศิริ ผู้ร้องยื่นคำให้การและยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่กลับมาอีกเลยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีเศษ แล้ว โดยไม่มีใครทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใดและไม่มีบุคคลใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ และเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องและคำร้องแล้วทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้ทางโจทก์ยกให้จำเลยโดยการให้โดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 จึงไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่ได้กลับมาอีกจนถึงวันที่ยื่นคำร้องเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่มีบุคคลใดทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง กรณีเช่นว่านี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 48
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 243 ม. 247 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำรวย อยู่ศิริ
ผู้ร้อง — นางแป๋ว อุ่นศิริ
จำเลย — นายพินิจ อุ่นศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2550
#411825
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 11 จะกำหนดให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการก็ตาม แต่ไม่ถือว่าผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นผู้พิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ทั้งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมก็มิได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยผู้พิพากษาไว้เลย เมื่อผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีแล้ว พ. และ ส. ซึ่งได้ความว่าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในขณะออกนั่งพิจารณาคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องที่ขอให้รับรองอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของโจทก์ให้ พ. และ ส. พิจารณาสั่งจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ตำบลดินแดง อำเภอดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของโจทก์ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำ กับให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวเลขที่ 505 ถนนสุทธิสารแยก 1 แขวงดินแดง (เดิมแขวงห้วยขวาง) เขตดินแดง (เดิมเขตห้วยขวาง) กรุงเทมหานคร ซึ่งเป็นของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเป็นเงินเดือนละ 2,245 บาท นับจากวันที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน (วันที่ 14 มิถุนายน 2544) เป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,212 บาท ชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ตึกแถวเลขที่ 505 เป็นเงินเดือนละ 8,000 บาท นับจากวันที่จำเลยได้รับการบอกเลิกสัญญาเช่าจากโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบตึกแถวดังกล่าวโจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,000 บาท และชำระค่าเช่าที่ค้างชำระรวมเป็นเงิน 1,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ยกเว้นนายพิชัยและนายพิสิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้พิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ดังนี้ สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณานั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องซึ่งมีความหมายเท่ากับว่ามีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของโจทก์ไปให้นายพิชัย และนายพิสิษฐ์ พิจารณาสั่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 11 จะกำหนดให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการก็ตาม แต่ไม่ถือว่าผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นผู้พิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ทั้งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมก็มิได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยผู้พิพากษาไว้เลย เมื่อผู้ช่วยผู้พิพากษาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีแล้ว นายพิชัย และ นายพิสิษฐ์ ซึ่งได้ความว่าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในขณะออกนั่งพิจารณาคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องที่ขอให้รับรองอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของโจทก์ให้นายพิชัย และนายพิสิษฐ์ พิจารณาสั่งจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (2) ก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิปาลิต - ลัดดา เจริญค้า
จำเลย — นายปราโมทย์ ลิ่มรังสรรค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุธี สระบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7334/2550
#412252
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจริง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ เนื่องจากจำเลยและ ท. มารดาโจทก์ ไม่มีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่ได้อ้างเหตุตั้งประเด็นไว้ว่าที่จำเลยและ ท. ไม่มีเจตนาให้มีผลผูกพันกันเป็นเพราะเหตุใด แม้จำเลยจะกล่าวอ้างมาในคำให้การว่า จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่า ท. ก็ไม่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดจำเลยและ ท. จึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ จึงเป็นคำให้การปฏิเสธที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยย่อมไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 87 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงิน ท. และรับเงินกู้แล้วตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของนางทองใบเจ้ามรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางภัทธมนเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองใบ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2537 จำเลยกู้ยืมเงินนางทองใบ 1,000,000 บาท โดยจำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระคืนในวันที่ 1 มกราคม 2538 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์คิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 750,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจริง แต่ไม่ได้รับเงินกู้เนื่องจากจำเลยและนางทองใบไม่มีเจตนาผูกพันกันตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้น จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่านางทองใบ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยต้องกู้ยืมเงินนางทองใบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ใ ห้

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนางทองใบ นางทองใบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางภัทธมนเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองใบ จำเลยลงลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2537 ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินนางทองใบไปจำนวน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยได้รับเงินกู้แล้วในวันทำสัญญา กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนภายในวันที่ 1 มกราคม 2538 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจริงแต่ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ เนื่องจากจำเลยและนางทองใบไม่มีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้น คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่ได้อ้างเหตุตั้งประเด็นไว้ว่าที่จำเลยและนางทองใบไม่มีเจตนาให้มีผลผูกพันกันตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นนั้นเป็นเพราะเหตุใด แม้จำเลยจะกล่าวอ้างมาในคำให้การว่า จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่านางทองใบ ก็ไม่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดจำเลยและนางทองใบจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันขึ้นโดยจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ จึงเป็นคำให้การปฏิเสธที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยย่อมไม่มีประเด็นที่จะนำสืบแม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณา ก็เป็นการสืบนอกคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางทองใบและรับเงินกู้แล้วตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสามตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกฤติกา วราภิโมกษ์ กับพวก
จำเลย — นายนิมิตร มีศิริ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2550
#410746
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกจะติดแม่น้ำบางปะกง แต่ก็ได้ความว่า ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลา ไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วก็ได้ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเส้นทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ดังนี้ กรณีที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลยทั้งสามออกสู่ทางสาธารณะได้

เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1638 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ไม่มีทางบนบกออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350

สิทธิในทางจำเป็นย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในปัจจุบัน ข้ออ้างของฝ่ายจำเลยทั้งสามที่ว่าโจทก์สมัครใจซื้อที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะทำให้ซื้อในราคาถูกกว่าปกติ ส่อเจตนาว่าจะไม่ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะนั้น มิได้ทำให้สิทธิในทางจำเป็นของโจทก์ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 11301 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวและทายาทของนางแก้ว โชคประเสริฐ ผู้ตาย จดทะเบียนทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 1638 และที่ซึ่งจำเลยทั้งสามครอบครองตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องภายในเส้นสีแดงให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสามกับบริวารเปิดประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาทไว้ตามฟ้อง และห้ามไม่ให้ขัดขวางการใช้ทางดังกล่าวของโจทก์กับบริวารอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโจทก์อยู่ติดกับแม่น้ำบางปะกงซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายธนะศักดิ์ โชคประเสริฐ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามเส้นหมายสีส้มในแผนที่วิวาท เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยทั้งสามกับบริวารเปิดประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาทไว้และห้ามไม่ให้ขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์กับบริวารอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 11301 เป็นที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 โดยเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1638 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำบางปะกง โจทก์ใช้เส้นทางพิพาทตามเส้นหมายสีส้มเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1638 และที่ดินของนางแก้ว โชคประเสริฐ ตามแผนที่วิวาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า แม้ทางพิพาททางด้านทิศตะวันออกจะติดแม่น้ำบางปะกง แต่ก็ได้ความจากพยานโจทก์และพยานจำเลยตรงกันว่า ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลา ไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะนายจำลอง โชคประเสริฐ พยานโจทก์ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยทั้งสาม เบิกความว่า ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงมีแต่เรือหาปลา ไม่มีเรือโดยสาร เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วก็ได้ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเส้นทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ปากนี้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อนจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มาก กรณีนี้ที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลยทั้งสามออกสู่ทางสาธารณะได้ อีกประการหนึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ซึ่งโจทก์ครอบครองถือกรรมสิทธิ์อยู่เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1638 และเมื่อครั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 รวมอยู่กับที่ดินโฉนดเลขที่ 1638 นั้น ได้มีทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1638 เป็นเหตุให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ไม่มีทางบนบกออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นกัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์สมัครใจซื้อที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะทำให้ซื้อในราคาถูกกว่าปกติ ส่อเจตนาว่าจะไม่ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะนั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของฝ่ายจำเลยทั้งสามเอง แต่กลับได้ความจากนายจำลอง โชคประเสริฐ น้องชายของจำเลยทั้งสามว่า หลังจากโจทก์แบ่งซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ไปแล้ว โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะเรื่อยมา ทั้งสิทธิในทางจำเป็นนั้น ย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในปัจจุบัน ข้ออ้างของฝ่ายจำเลยทั้งสามมิได้ทำให้สิทธิในทางจำเป็นของโจทก์ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ทางจำเป็นสมควรมีความกว้างเพียงใด ข้อนี้ได้ความจากนายจำลองว่า ทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ได้ใช้เป็นทางเข้าออกร่วมกันมานานแล้วทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสาม เมื่อคำนึงถึงสภาวะปัจจุบันการใช้ยานพาหนะรถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตปกติ ดังนั้น การกำหนดทางจำเป็นกว้าง 3 เมตร จึงเป็นไปตามสภาพถนนที่มีอยู่และกระทบต่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสามน้อยที่สุด จึงชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ทางจำเป็นครอบคลุมถึงที่ดินนางแก้ว โชคประเสริฐ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทางพิพาทนั้นเป็นเส้นทางที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเคยใช้ออกสู่ทางสาธารณะมาก่อนภายหลังเมื่อโจทก์กับนางแก้วทะเลาะกันฝ่ายจำเลยทั้งสามจึงปิดเส้นทางดังกล่าวและโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 905/2538 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในคดีนี้ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสามรับว่าเป็นบุตรของนางแก้วซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินของนางแก้วดังกล่าวในฐานะทายาทสืบมา การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นบุตรของนางแก้วและเป็นทายาทของนางแก้ว ตลอดจนอ้างแผนที่สังเขปท้ายฟ้องครอบคลุมถึงที่ดินของนางแก้วที่จำเลยที่ 3 ครอบครองอยู่ในฐานะทายาท จึงเป็นการฟ้องที่แสดงแจ้งชัดในการฟ้องครอบคลุมที่ดินกองมรดกของนางแก้วและจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทผู้ครอบครองทรัพย์ดังกล่าว ทั้งในคดีนี้จำเลยทั้งสามรับว่าได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวรวมกันโดยยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกโดยให้จำเลยที่ 3 ครอบครองอาศัย และให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทในส่วนดังกล่าวมิใช่ทางจำเป็น จึงเป็นลักษณะเข้ามาใช้สิทธิของทายาทต่อสู้คดีครอบคลุมถึงที่ดินมรดกนางแก้วด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาทั้งหมดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคสอง ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมวล ทิพย์ภาพันธ์
จำเลย — นางแฉล้ม โชคประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7321/2550
#415775
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใด ๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามทราบถึงการฟ้องแล้วไม่ได้คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นไม่มีเขตอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณากลับยินยอมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยสืบพยานโจทก์และให้จำเลยทั้งสามอ้างตนเข้าเบิกความ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยานและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว เท่ากับจำเลยทั้งสามยอมปฏิบัติตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสร็จสิ้น อันเป็นการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบแล้ว จำเลยทั้งสามจึงยกการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้

เอกสารใบเสร็จรับเงินที่แนบท้ายอุทธรณ์และฎีกากับสำเนาฟ้องที่แนบมาท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณา จำเลยทั้งสามมีสิทธิเพียงสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) เท่านั้น หามีสิทธิส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานไม่

ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมาเป็นฎีกาทั้งสิ้น โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร และศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 17 หน้า 45 สารบบเลขที่ 45 หมู่ 14 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนขนย้านทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 252.000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ทั้งสอง 100,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองต่อไปรายเดือน ๆ ละ 15,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1 ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 17 หน้า 45 สารบบเล่มที่ 46 หมู่ 14 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนขนย้ายต้นไผ่ตงที่จำเลยทั้งสามปลูกไว้ในที่ดินดังกล่าวออกไปจากที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เหตุดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและการยื่นหรือการส่งคำคู่ความ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายเสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งคู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ แต่ในคดีเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลและศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การเกินกำหนดจึงขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสามทราบถึงการถูกฟ้องแล้ว แต่ไม่ได้คัดค้านเรื่องศาลชั้นต้นไม่มีเขตอำนาจที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องในการยื่นคำฟ้อง กลับยินยอมให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และให้จำเลยทั้งสองอ้างต้นเองเข้าเบิกความเป็นพยาน แล้วทั้งสองฝ่ายแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นจึงได้พิพากษาคดีเท่ากับจำเลยทั้งสามยอมปฏิบัติตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาเสร็จสิ้น อันเป็นการให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบแล้ว จำเลยทั้งสามจะยกการผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสาม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาต่อไปว่า จำเลยทั้งสามได้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตามเอกสารใบเสร็จรับเงินที่แนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยทั้งสามไม่มี จึงคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง จำเลยทั้งสามได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งสองข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทตามสำเนาฟ้องที่แนบมาท้ายฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักจึงคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงเช่นกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเอกสารใบเสร็จรับเงินที่แนบมาท้ายอุทธรณ์และฎีกากับสำเนาฟ้องที่แนบมาท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาจำเลยทั้งสามมีสิทธิสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ตามมาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) แต่ไม่มีสิทธิส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเพื่อเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาได้ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามนอกจากที่กล่าวข้างต้น จำเลยทั้งสามคัดลอกข้อความที่อุทธรณ์มาเป็นฎีกาทั้งสิ้นโดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 199 วรรคสอง (เดิม) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลอ อินสวรรค์ กับพวก
จำเลย — นายจ้อย มีลักษณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7313/2550
#269379
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเขตภาคเหนือของบริษัท ฮ. มีหน้าที่บริหารงานของบริษัท ฮ. ให้สามารถผลิตสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยมีประสิทธิภาพ รับผิดชอบโรงงานของบริษัท ฮ. ถึง 4 แห่ง แต่กลับให้ บริษัท ช. ซึ่งประกอบกิจการอย่างเดียวกันกับบริษัท ฮ. จัดตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในบริเวณโรงงานของบริษัท ฮ. โดย อ. ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของ ท. ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท ช. พฤติการณ์ของ ท. จึงเป็นปรปักษ์ต่อทางการค้าและเป็นการดำเนินธุรกิจแข่งขันกับบริษัท ฮ. ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันเป็นกรณีที่ร้ายแรง บริษัท ฮ. จึงเลิกจ้าง ท. ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 655,220 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 65,522 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 3,931,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 65,522 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยจำนวน 655,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะใช้ให้โจทก์เสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย บทที่ 7 ข้อ 39 ระบุว่า "พนักงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนตัวที่มีลักษณะงานประเภทเดียวกันหรือเหมือนกันกับนายจ้างถือว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรง" ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวห้ามมิให้พนักงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนตัวประเภทเดียวกันหรือเหมือนกันกับนายจ้างเพื่อมิให้พนักงานซึ่งรับทราบข้อมูลภายในธุรกิจของนายจ้างแล้วไปดำเนินธุรกิจซึ่งอาจเป็นการแข่งขันกับนายจ้างอันมีผลให้ประโยชน์ส่วนตนของพนักงานกับประโยชน์ของนายจ้างมีความขัดแย้งกัน และอาจเสียหายแก่นายจ้างได้ ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จโดยโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 จนกระทั่งได้เป็นผู้จัดการเขตภาคเหนือประจำจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 ได้มีการจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่คอนกรีตโปรดักส์ (2003) จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จเช่นเดียวกับจำเลย มีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงงานของจำเลย (โรงงานแม่โจ้ เชียงใหม่ 3) โดยมีนางสาวอำพรรณ์ ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของโจทก์เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวน 9,999 หุ้น นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ได้มีการจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่เพอร์เฟกท์โฮม จำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินและค้าอสังหาริมทรัพย์ โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวด้วย ดังนั้นการที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเขตภาคเหนือของจำเลย มีหน้าที่ในการบริหารงานของจำเลยให้สามารถผลิตสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยมีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบโรงงานของจำเลยถึง 4 แห่ง คือโรงงานที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 แห่ง และโรงงานที่จังหวัดพิษณุโลก 1 แห่ง ไม่ดูแลรักษาประโยชน์ของจำเลย ทราบว่าบริษัทเชียงใหม่คอนกรีตโปรดักส์ (2003) จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จเช่นเดียวกับจำเลย จัดตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในบริเวณเดียวกับโรงงานของจำเลย และให้นางสาวอำพรรณ์ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นปรปักษ์ต่อทางการค้าของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นการดำเนินธุรกิจแข่งขันกับจำเลย แม้โจทก์จะไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทเชียงใหม่คอนกรีตโปรดักส์ (2003) จำกัด ด้วยตนเอง แต่เป็นการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจส่วนตัวที่มีลักษณะงานประเภทเดียวกันหรือเหมือนกันกับนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 7 ข้อ 39 ซึ่งจำเลยสามารถเลิกจ้างได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 9 ข้อ 4 เมื่อการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ทั้งการเลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงย่อมมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีป ชาภู่พวง
จำเลย — บริษัทแฮนสัน คอนกรีต (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7309/2550
#410634
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศแจ้งการขายไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีต่างไปจากการขายทอดตลาดในคดีอื่น ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดไม่เป็นที่เปิดเผยตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจเข้าสู้ราคาและจำนวนผู้เข้าสู้ราคาซึ่งอาจต้องถูกจำกัดให้น้อยลง ขัดต่อเจตนารมณ์ของการขายทอดตลาดที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการสู้ราคากันโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. เป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 308 แม้จะเป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งตามคำสั่งกรมบังคับคดีกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณีเป็นราคาที่สมควรขาย ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ตามมาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,018,015.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 34 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดไปในราคา 350,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีขณะยึดทรัพย์ประมาณครึ่งหนึ่ง และต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินและราคาที่สามารถขายได้จริง ในวันขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีเพื่อดูแลการขายแต่ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งปิดไว้ที่หน้าสำนักงาน ไม่ปรากฏว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกวันนัดจึงพากันกลับ ทำให้สามารถคัดค้านราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอในครั้งนั้นได้ อันเป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์และดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ผู้ซื้อทรัพย์เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี ไม่พบรายชื่อคดีนี้ จึงสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดถึงทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการขายครั้งที่ 4 ปรากฏว่าไม่มีผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 มาดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงอนุญาตขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเสนอราคาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2540 ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบและเป็นราคาที่เหมาะสม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์และจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 34 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีราคาประเมิน 1,695,800 บาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาขณะนำยึด 687,800 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 วันที่ 10 มกราคม 2544 วันที่ 19 มิถุนายน 2544 วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 และวันที่ 7 สิงหาคม 2545 เวลา 9.30 นาฬิกา ทุกนัด ปรากฏว่าในวันนัดขายทอดตลาด 3 นัดแรก ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขายไว้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาและเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 350,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาที่เสนอเป็นราคาที่เหมาะสม ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มาดูแลการขายจึงอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาดังกล่าว ปัญหาข้อแรกที่โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์เป็นใจความสำคัญว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศนัดขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีรวม 5 ครั้ง และมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดแล้วทุกครั้ง วันนัดขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนด แต่ไม่เข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดขายทอดตลาดโดยชอบและเดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนดนัดแล้ว แต่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่สอบถามเจ้าพนักงารบังคับคดีเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 อันเป็นความบกพร่องของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เอง โจทก์และจำเลยที่ 2 จะอ้างความเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีการขายทอดตลาดดังที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยไม่ได้นั้น คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า "...การขายนั้นให้ดำเนินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น และตามข้อกำหนดของศาลซึ่งระบุไว้ในคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์สินนั้น ถ้าหากมี" และบทนิยามคำว่า "ขายทอดตลาด" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า "การขายทรัพย์สินที่กระทำโดยเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปด้วยวิธีเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสู้ราคากัน ผู้ใดให้ราคาสูงสุดและผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยเคาะไม้หรือด้วยกิริยาอย่างอื่นตามจารีตประเพณีในการขายทอดตลาด ผู้นั้นเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินนั้น" ดังนี้ การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องประกาศขายอย่างเปิดเผยโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าสู้ราคาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความให้ได้ราคาสูงสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 513 ไม่ใช่ขายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ว่า ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ผู้ซื้อทรัพย์เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี เพื่อซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดเป็นครั้งที่ 4 แต่ไม่พบรายชื่อคดีในประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งปิดไว้ที่หน้าสำนักงาน จึงใช้วิธีสอบถามจากเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดี เจือสมกับประกาศขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เอกสารหมาย จ.6 ที่ไม่ได้ระบุลำดับ หมายเลขคดีแดง ชื่อโจทก์ จำเลย ทรัพย์สินที่จะขาย วิธีขาย ราคาเริ่มต้นและครั้งที่ขายของการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีเหมือนดังเช่นคดีอื่นๆ แสดงให้เห็นชัดว่าระเบียบปฏิบัติในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามปกติ นอกจากจะมีการประกาศให้ทราบทั่วกันล่วงหน้าก่อนวันขายแล้ว ในการขายทอดตลาดแต่ละวันเจ้าพนักงานบังคับคดียังต้องปิดประกาศหน้าสำนักงานบังคับคดีให้ทราบทั่วกันว่า ในวันดังกล่าวจะทำการขายทรัพย์สินอะไร ในคดีใด ตลอดจนวิธีขาย ราคาเริ่มต้น และครั้งที่ขาย เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ทราบประกาศมาแต่ต้น แต่เพิ่งมา ณ สถานที่ที่จะขายทอดตลาด ได้ทราบถึงการขายทอดตลาดที่จะมีขึ้นในวันนั้นๆ ด้วย และเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจสามารถตรวจสอบประกอบการตัดสินใจว่าสมควรจะเข้าสู้ราคาหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 นัดนี้เป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์กล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2544 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณี เป็นราคาที่สมควรขาย ทำให้ราคาเริ่มต้นของทรัพย์รายนี้ลดลงครึ่งหนึ่งจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เคยประกาศไว้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศแจ้งการขายไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีต่างไปจากการขายทอดตลาดในคดีอื่น ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นที่เปิดเผยตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจเข้าสู้ราคาและจำนวนผู้เข้าสู้ราคาซึ่งอาจต้องถูกจำกัดให้น้อยลง ขัดต่อเจตนารมณ์ของการขายทอดตลาดที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการเข้าสู้ราคากันโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 แม้การขายทอดตลาดนัดนี้จะเป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2544 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณี เป็นราคาที่สมควรขาย แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำสั่งหรือคำพิพากษา ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายไพศาล ถนอมศักดิ์ยุทธ
จำเลย — นางสาวนวลจันทร์ มงคลชัยรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7309/2550
#410741
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์เป็นใจความสำคัญว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศนัดขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีรวม 5 ครั้ง และมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดแล้วทุกครั้ง วันนัดขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนด แต่ไม่เข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดขายทอดตลาดโดยชอบและเดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนดนัดแล้ว แต่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่สอบถามเจ้าพนักงานบังคับคดีเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 อันเป็นความบกพร่องของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เอง โจทก์และจำเลยที่ 2 จะอ้างความเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีการขายทอดตลาดดังที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยไม่ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องประกาศขายอย่างเปิดเผย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าสู้ราคา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความให้ได้ราคาสูงสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 513 ไม่ใช่ขายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศแจ้งการขายไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจังหวัดจันทบุรีต่างไปจากการขายทอดตลาดในคดีอื่น ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นที่เปิดเผยตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจเข้าสู้ราคาและจำนวนผู้เข้าสู้ราคาซึ่งอาจต้องถูกจำกัดให้น้อยลงขัดต่อเจตนารมณ์ของการขายทอดตลาดที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการเข้าสู้ราคากันโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 308 แม้การขายทอดตลาดนัดนี้จะเป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งตามคำสั่งกรมบังคับคดีกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณี เป็นราคาที่สมควรขาย แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำสั่งหรือคำพิพากษา ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,018,015.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 เนื้อที่ 34 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดไปในราคา 350,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีขณะยึดทรัพย์ประมาณครึ่งหนึ่ง และต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินและราคาที่สามารถขายได้จริง ในวันขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีเพื่อดูแลการขาย แต่ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งปิดไว้ที่หน้าสำนักงาน ไม่ปรากฏว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกวันนัด จึงพากันกลับ ทำให้ไม่สามารถคัดค้านราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอในครั้งนั้นได้อันเป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์และดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ผู้ซื้อทรัพย์เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี ไม่พบรายชื่อคดีนี้จึงสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดถึงทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการขายครั้งที่ 4 ปรากฏว่าไม่มีผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 มาดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงอนุญาตขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเสนอราคาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2540 ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบและเป็นราคาที่เหมาะสม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์และจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8151 เนื้อที่ 34 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีราคาประเมิน 1,695,800 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 วันที่ 10 มกราคม 2544 วันที่ 19 มิถุนายน 2545 วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 และวันที่ 7 สิงหาคม 2545 เวลา 9.30 นาฬิกา ทุกนัด ปรากฏว่าในวันนัดขายทอดตลาด 3 นัดแรก ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขายไว้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาและเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 350,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาที่เสนอเป็นราคาที่เหมาะสม ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มาดูแลการขายจึงอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาดังกล่าว ปัญหาข้อแรกที่โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่โต้แย้งคำคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์เป็นใจความสำคัญว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศนัดขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีรวม 5 ครั้ง และมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดแล้วทุกครั้ง วันนัดขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนดแต่ไม่เข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทราบกำหนดนัดขายทอดตลาดโดยชอบและเดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีตามกำหนดนัดแล้วแต่ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่สอบถามเจ้าพนักงานบังคับคดีเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 อันเป็นความบกพร่องของผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 2 เอง โจทก์และจำเลยที่ 2 จะอ้างความเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีการขายทอดตลาดดังที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยไม่ได้นั้น คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า "...การขายนั้นให้ดำเนินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น และตามข้อกำหนดของศาลซึ่งระบุไว้ในคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์สินนั้น ถ้าหากมี" และบทนิยามคำว่า "ขายทอดตลาด" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า "การขายทรัพย์สินที่กระทำโดยเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปด้วยวิธีเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสู้ราคากัน ผู้ใดให้ราคาสูงสุดและผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยเคาะไม้หรือด้วยกิริยาอย่างอื่นตามจารีตประเพณีในการขายทอดตลาด ผู้นั้นเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินนั้น" ดังนี้ การดำเนินการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องประกาศขายอย่างเปิดเผย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าสู้ราคาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความให้ได้ราคาสูงสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 513 ไม่ใช่ขายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ว่าในวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ผู้ซื้อทรัพย์เดินทางไปที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี เพื่อซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดเป็นครั้งที่ 4 แต่ไม่พบรายชื่อคดีในประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งปิดไว้ที่หน้าสำนักงาน จึงใช้วิธีสอบถามจากเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดี เจือสมกับประกาศขายทอดตลาดวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ที่ไม่ได้ระบุลำดับ หมายเลขคดีแดง ชื่อโจทก์ จำเลย ทรัพย์สินที่จะขาย วิธีขาย ราคาเริ่มต้น และครั้งที่ขายของการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีเหมือนดังเช่น คดีอื่น ๆ แสดงให้เห็นชัดว่าระเบียบปฏิบัติในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามปกติ นอกจากจะมีการประกาศให้ทราบทั่วกันล่วงหน้าก่อนวันขายแล้วในการขายทอดตลาดแต่ละวัน เจ้าพนักงานบังคับคดียังต้องปิดประกาศหน้าสำนักงานบังคับคดีให้ทราบทั่วกันว่า ในวันดังกล่าวจะทำการขายทรัพย์สินอะไร ในคดีใด ตลอดจนวิธีขาย ราคาเริ่มต้น และครั้งที่ขาย เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ทราบประกาศมาแต่ต้น แต่เพิ่งมา ณ สถานที่ที่จะขายทอดตลาด ได้ทราบถึงการขายทอดตลาดที่จะมีขึ้นในวันนั้น ๆ ด้วย และเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจสามารถตรวจสอบประกอบการตัดสินใจว่าสมควรจะเข้าสู้ราคาหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 นัดนี้เป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งผู้ซื้อทรัพย์กล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2544 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณี เป็นราคาที่สมควรขาย ทำให้ราคาเริ่มต้นของทรัพย์รายนี้ลดลงครึ่งหนึ่งจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เคยประกาศไว้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยไม่ปิดประกาศแจ้งการขายไว้ที่หน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรีต่างไปจากการขายทอดตลาดในคดีอื่นย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นที่เปิดเผยตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจเข้าสู้ราคาและจำนวนผู้เข้าสู้ราคาซึ่งอาจต้องถูกจำกัดให้น้อยลง ขัดต่อเจตนารมณ์ของการขายทอดตลาดที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการเข้าสู้ราคากันโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 แม้การขายทอดตลาดนัดนี้จะเป็นการขายครั้งที่ 4 ซึ่งตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 283/2544 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเอาราคาที่ผู้เข้าสู้ราคาเสนอสูงสุดซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของราคาประเมินหรือราคาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์แล้วแต่กรณี เป็นราคาที่สมควรขาย แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำสั่งหรือคำพิพากษา ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 513
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคสอง ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายไพศาล ถนอมศักดิ์ยุทธ
จำเลย — นางสาวนวลจันทร์ มงคลชัยรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7287/2550
#268370
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ส. ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเนื่องจาก ส. ประสบอุบัติเหตุตกจากรถและแขนขวาได้รับบาดเจ็บ ส. จึงไม่ได้จงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ส. ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเพราะได้รับค่าเที่ยวน้อยลง และ ส. แสดงใบรับรองแพทย์ภายหลังโจทก์เลิกจ้าง ส. แล้ว ส. จึงมีเจตนาฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ส. ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท ตามระยะทางใกล้ไกลและความยากง่ายของงาน สำหรับการทำงาน 180 วัน ก่อนเลิกจ้างเป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 30 และเป็นการทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเที่ยวทั้งหมด ส่วนที่ตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 จึงเป็นค่าจ้าง แต่ส่วนที่ตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติร้อยละ 70 ไม่เป็นค่าจ้าง ส่วนที่ตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 เมื่อคำนวณเป็นรายเดือนแล้วรวมกับเงินเดือนที่ ส. ได้รับจึงใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 188/2546 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 188/2546 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเป็นว่า ให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมศักดิ์ ลูกจ้างเป็นเงิน 46,725 บาท นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำสั่งของจำเลย คำขออื่นให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับจ้างนำรถลากไปลากตู้คอนเทนเนอร์เพื่อนำสินค้าของลูกค้าไปส่งยังท่าเรือเพื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ นายสมศักดิ์ เป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขับรถเข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2541 มีหน้าที่ขับรถหัวลากตามใบสั่งงานของโจทก์ แล้วนำรถหัวลากไปลากตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากตัวแทนของบริษัทเรือ และนำตู้คอนเทนเนอร์ไปยังที่เก็บสินค้าของลูกค้าเพื่อนำสินค้าบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ เสร็จแล้วจึงขับรถลากตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งยังท่าเรือเพื่อส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ นายสมศักดิ์ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 5,500 บาท และได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวเป็นจำนวนเที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท โดยพิจารณาจากระยะทางใกล้ไกลและความยากง่ายของงานในวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา โจทก์มอบหมายให้นายสมศักดิ์ไปขนสินค้าที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม แต่นายสมศักดิ์ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากให้โจทก์ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่แขนขวา และในวันดังกล่าวได้ปฏิบัติงานเป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงแล้ว วันที่ 15 กรกฎาคม 2546 โจทก์จึงเลิกจ้างนายสมศักดิ์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย นายสมศักดิ์ได้รับค่าเที่ยวสำหรับการทำงานในเวลาทำงาน 180 วัน ก่อนการเลิกจ้างคิดเป็นเงิน 45,750 บาท เป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมดและทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมด ขณะเลิกจ้างนายสมศักดิ์ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี

โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า นายสมศักดิ์ลูกจ้างปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเพราะได้รับค่าเที่ยวลดน้อยลง ทั้งนายสมศักดิ์ได้แสดงใบรับรองแพทย์ ภายหลังจากโจทก์เลิกจ้างนายสมศักดิ์แล้ว นายสมศักดิ์จึงมีเจตนาฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 20 คำสั่งของโจทก์ที่เลิกจ้างนายสมศักดิ์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบแล้ว เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่านายสมศักดิ์ปฏิเสธไม่ขับรถหัวลากเนื่องจากนายสมศักดิ์ประสบอุบัติเหตุตกจากรถและแขนขวาได้รับบาดเจ็บ นายสมศักดิ์ไม่ได้จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่าเงินค่าเที่ยวหรือเบี้ยเลี้ยงที่นายสมศักดิ์ได้รับจากโจทก์เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติ จึงไม่ต้องนำค่าเที่ยวส่วนที่ทำในเวลางานปกติร้อยละ 30 มารวมคำนวณกับค่าจ้างปกติ และจำเลยอุทธรณ์ว่าต้องนำค่าเที่ยวส่วนที่ทำนอกเวลางานปกติร้อยละ 70 มาคำนวณรวมกับค่าเที่ยวส่วนที่ทำในเวลางานปกติร้อยละ 30 ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น ค่าจ้างจึงต้องเป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ได้ความว่านายสมศักดิ์ได้รับค่าเที่ยวจำนวนเที่ยวละ 100 บาท ถึง 650 บาท โดยนายจ้างและลูกจ้างเป็นผู้ตกลงกำหนดตามระยะทางใกล้ไกลและความยากง่ายของงานสำหรับการทำงานในเวลาทำงาน 180 วัน ก่อนการเลิกจ้างคิดเป็นเงิน 45,750 บาท เป็นการทำงานในระหว่างเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมด และทำงานนอกเวลาทำงานปกติคิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมด ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์และนายสมศักดิ์ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง และส่วนที่ตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติร้อยละ 30 ตามที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันจึงเป็นค่าจ้างแต่ส่วนที่ตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติร้อยละ 70 ไม่เป็นค่าจ้าง ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยจำนวนร้อยละ 30 ของค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าเที่ยวทั้งหมดจำนวน 45,750 บาท คิดเป็นเงิน 13,725 บาท เมื่อคำนวณเป็นรายเดือนจึงเป็นเงินเดือนละ 2,287.50 บาท เมื่อรวมกับเงินเดือนที่นายสมศักดิ์ได้รับเดือนละ 5,500 บาท จึงเป็นเงินค่าจ้างเดือนละ 7,787.50 บาท นายสมศักดิ์ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมศักดิ์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (3) นายสมศักดิ์ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,725 บาท คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ เอส ฮอลเล็จ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — นายธำรง ดิษฐศรีพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
พิชิต คำแฝง
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7111/2550
#412248
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมโดยอ้างว่าพินัยกรรมปลอม เป็นการฟ้องเรียกให้ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 และขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย กับให้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกของนางสาววัชรีผู้ตายให้แก่ทายาทตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกถือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ จึงให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มภายใน 15 วัน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์มีประเด็นเพียงว่า พินัยกรรมปลอมหรือไม่ หากฟังว่าพินัยกรรมปลอมก็ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นหลัก ส่วนทรัพย์มรดกของนางสาววัชรีผู้ตายย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมทุกๆ คนไม่ใช่เฉพาะโจทก์คนเดียว จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวปลอมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายนั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม หาใช่คดีไม่มีทุนทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสลวย นิรามัย
จำเลย — นางสาววราห์ นิรามัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7110/2550
#410740
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ทั้งฉบับของจำเลยทั้งสองที่โต้แย้งคัดค้านคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ตลอดจนพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลาง ข้อที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์นั้นจึงไม่สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 26 วรรคห้า ประกอบระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยข้ออุทธรณ์ในคดีล้มละลายที่ไม่สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาฯ ข้อ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ก่อนการฟ้องคดีล้มละลาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายประกอบกับก่อนฟ้องคดีโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จึงไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับทั้งฉบับตลอดจนพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลาง ข้อที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์นั้นจึงไม่สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคห้า ประกอบด้วยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยข้ออุทธรณ์ในคดีล้มละลายที่ไม่สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา พ.ศ.2547 ข้อ 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 26 วรรคห้า
ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยข้ออุทธรณ์ในคดีล้มละลายที่ไม่สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ลิขิต รักสุทธี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7097/2550
#269322
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสองไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวยังถือเป็นขั้นตอนและวิธีการนำคดีไปสู่ศาลตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงจะดำเนินการใดในเรื่องเดียวกันนี้ในศาลแรงงานกลางอีกไม่ได้ ซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้คดี จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 โดยให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 50,000 บาท ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 สั่ง ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2546 แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววรัญญา พนักงานตรวจแรงงาน ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท สั่ง ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2546 โดยได้ส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 และจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 แต่ไม่จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ภายใน 15 วันนับแต่จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างชำระจำนวน 50,000 บาท ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 โดยไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และมาตรา 183 วรรคสอง และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 มีคำสั่งที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 ซึ่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววรัญญาพนักงานตรวจแรงงาน ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจและเป็นนายจ้างของโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสองไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวยังถือเป็นขั้นตอนและวิธีการนำคดีไปสู่ศาลตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงจะดำเนินการใดในเรื่องเดียวกันนี้ในศาลแรงงานกลางอีกไม่ได้ ซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้คดี จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง

ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างชำระแก่โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ภู่ศรัทธา
บริษัทเอเจ ดับเบิ้ลยู จูนนิ่งแอนด์เพ้นท์ (2001)
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7097/2550
#415774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 ซึ่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นนายจ้างของโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสองไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 13/2546 จึงเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 125 วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวยังถือเป็นขั้นตอนและวิธีการนำคดีไปสู่ศาลตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 8 วรรคท้าย ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะดำเนินการใดในเรื่องเดียวกันที่ศาลแรงงานกลางอีกไม่ได้ ซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้คดี จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 13/2546 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 โดยให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระจำนวน 50,000 บาท ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 สั่ง ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2546 แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 มีคำสั่งที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 ซึ่งตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาววรัญญาพนักงานตรวจแรงงาน ได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจและเป็นนายจ้างของโจทก์จ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสองไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวยังถือเป็นขั้นตอนและวิธีการนำคดีไปสู่ศาลตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงจะดำเนินการใดในเรื่องเดียวกันนี้ในศาลแรงงานกลางอีกไม่ได้ซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้คดี จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 10 ที่ 13/2546 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ภู่ศรัทธา
บริษัทเอเจ ดับเบิ้ลยู จูนนิ่งแอนด์เพ้นท์
จำเลย — (2001) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2550
#410598
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุให้สิทธินายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุขาดสมรรถภาพไว้ว่า "ในกรณีที่พนักงานไม่สามารถจะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทโดยที่บริษัทได้ให้การอบรมหรือฝึกสอนแล้วก็ตาม หรือจากการขาดงานบ่อย ๆ หรือจากการขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้ง และบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาแล้ว" สิทธิของนายจ้างที่จะเลิกจ้างดังกล่าวแยกได้เป็น 2 กรณี กล่าวคือ กรณีลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างกรณีหนึ่ง และกรณีที่ลูกจ้างขาดงานบ่อย ๆ หรือขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชา โดยกรณีแรกนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ก็โดยนายจ้างให้การอบรมหรือฝึกสอนแล้วลูกจ้างก็ยังไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างได้ ซึ่งเป็นกรณีความสามารถของลูกจ้างที่ไม่อาจปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างได้ ส่วนในกรณีหลังซึ่งเป็นกรณีที่ลูกจ้างขาดงานบ่อย ๆ หรือขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้ง ซึ่งเห็นได้ว่า เป็นกรณีเกี่ยวกับความประพฤติของลูกจ้างซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ในกรณีหลังนี้นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างเคยตักเตือนเป็นหนังสือหรือเคยลงโทษลูกจ้างมาแล้ว แต่ลูกจ้างไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นจนเป็นที่พอใจของผู้บังคับบัญชา ดังนั้น ข้อที่ว่านายจ้างจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษมาแล้วจึงหาเป็นบทบังคับไปถึงกรณีแรกด้วยไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จากการประเมินผลงานของโจทก์หลายครั้ง ผลงานของโจทก์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและยังไม่ได้มาตรฐานของจำเลยอันเป็นกรณีโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แม้จะไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษโจทก์มาก่อน จึงชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยและให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม โดยนับอายุงานต่อเนื่องและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้าย นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานคัดเลือกและบรรจุขวด อัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 6,774 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 15 และวันที่ 30 ของทุกเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 โดยให้เหตุผลว่า จำเลยได้ปรับปรุงเทคนิคและการทำงานใหม่ ศักยภาพตามใบประเมินผลงานของโจทก์ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีใบประเมินผลงานของโจทก์ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แม้โจทก์จะอ้างว่าตามหลักฐานของจำเลยก็ยังเห็นได้ว่าผลงานของโจทก์ดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและยังไม่ได้มาตรฐานของจำเลย ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้รับการประเมินผลงานต่ำจากผู้บังคับบัญชา 3 ครั้ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก็โดยอาศัยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หมวดที่ 9 การเลิกจ้าง ข้อ 26.3 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 26.3 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 26.3 แม้โจทก์จะได้รับการประเมินผลงานต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้ง แต่จำเลยต้องตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาแล้วจึงจะมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ ทั้งตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 23.1.3 ก็ให้สิทธิจำเลยในการตักเตือนเป็นหนังสือหากพนักงานได้รับการประเมินผลงานต่ำ และการตักเตือนก็เพื่อให้โจทก์รู้ตัวว่าอาจถูกเลิกจ้างได้ เมื่อโจทก์ไม่เคยถูกตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่น การเลิกจ้างจึงไม่ชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 26.3 และไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ พิเคราะห์แล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหมวดที่ 9 ระบุให้สิทธินายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุขาดสมรรถภาพไว้ในข้อ 26.3 ว่า "ในกรณีที่พนักงานไม่สามารถจะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทโดยที่บริษัทได้ให้การอบรม หรือฝึกสอนแล้วก็ตาม หรือจากการขาดงานบ่อย ๆ หรือจากการขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจในงาน หรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้งและบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาแล้ว" เมื่อได้พิจารณาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า สิทธิของนายจ้างที่จะเลิกจ้างลูกจ้างข้อนี้แยกออกได้เป็น 2 กรณี กล่าวคือ กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างกรณีหนึ่งและกรณีที่ลูกจ้างขาดงานบ่อย ๆ หรือขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจในงานหรือได้รับการประเมินผลงานต่ำจากผู้บังคับบัญชาอีกกรณีหนึ่ง โดยในกรณีแรกนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ก็โดยนายจ้างให้การอบรมหรือฝึกสอนแล้ว ลูกจ้างก็ยังไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างซึ่งเป็นกรณีความสามารถของลูกจ้างที่ไม่อาจปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของนายจ้างได้ ส่วนในกรณีหลังซึ่งเป็นกรณีที่ลูกจ้างขาดงานบ่อย ๆ หรือขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจในงานหรือได้รับการประเมินต่ำจากผู้บังคับบัญชาหลายครั้ง ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับความประพฤติของลูกจ้างซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยในกรณีหลังนี้นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างเคยตักเตือนเป็นหนังสือหรือเคยลงโทษลูกจ้างมาแล้ว แต่ลูกจ้างก็ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นจนเป็นที่พอใจของผู้บังคับบัญชา ดังนั้นข้อที่ว่านายจ้างจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษมาแล้วจึงหาเป็นบทบังคับไปถึงกรณีแรกด้วยไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จากการประเมินผลงานของโจทก์หลายครั้ง ผลงานของโจทก์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและยังไม่ได้มาตรฐานของจำเลย อันเป็นกรณีโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษอย่างอื่นมาก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แม้จะไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือหรือลงโทษโจทก์มาก่อนจึงชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 26.3 แล้ว ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววันทนา สีลม
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7089/2550
#411356
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายนั้น ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 357

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องข้อหารับของโจร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายนั้น ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายย่อมต้องใช้เครื่องมือในการนำรถไป แสดงว่าจำเลยได้มีการวางแผนเตรียมการมากระทำความผิด เป็นการกระทำที่เป็นภัยสังคมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและความสงบสุขของสังคม พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 19 ปี ก็ย่อมรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายสมศักดิ์ รัตนะวิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกภัย
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2550
#268275
เปิดฉบับเต็ม

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าห้องพักของผู้เสียหายที่ 1 มีการกั้นผนังด้วยอิฐบล็อกและมีช่องประตูทางเข้ากั้นไว้เป็นสัดส่วน บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ใช้สอยของผู้เสียหายที่ 1 บุคคลอื่นไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้สอยได้ ที่เกิดเหตุถือได้ว่าเป็นเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 1 (4) การที่จำเลยกับพวกเข้าไปรุมชกต่อย เตะผู้เสียหายทั้งสองที่บริเวณหน้าห้องพักของผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365 (1) (2) (3), 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่น 2 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมทุกกระทงจำคุก 1 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 16 เดือน จำเลยไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยกับนายธวัชหรือหนุ่ย น้องจำเลย และนายวาทีหรือเต็ง จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2736/2543 ของศาลชั้นต้น เข้าไปหานางสาวกนกวรรณ โดยรออยู่บริเวณหน้าห้องพักของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อนางสาวกนกวรรณออกมาจากห้องน้ำนายธวัชจะเข้าไปลวนลาม แต่ผู้เสียหายที่ 1 ขัดขวาง จำเลยกับพวกจึงร่วมกันทำร้ายร่างกายนายมานพผู้เสียหายที่ 1 และนายดิลก ผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์จึงวิ่งเข้ามาห้ามแต่ก็ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่บริเวณหน้าห้องพักที่ทางปั้มน้ำมันซัสโก้จัดให้เป็นที่พักของผู้เสียหายที่ 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนหรือไม่ เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุประกอบภาพแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว จะเห็นว่า ที่เกิดเหตุซึ่งบริเวณหน้าห้องพักของผู้เสียหายที่ 1 มีการกั้นผนังด้วยอิฐบล็อกและมีช่องประตูทางเข้ากั้นไว้เป็นสัดส่วน บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ใช้สอยของผู้เสียหายที่ 1 บุคคลอื่นไม่สามารถจะเข้าไปใช้สอยได้ ที่เกิดเหตุถือได้ว่าเป็นเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) การที่จำเลยกับพวกเข้าไปรุมชกต่อย เตะผู้เสียหายทั้งสองที่บริเวณหน้าห้องพักของผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วเป็นจำคุก 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365 (2) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสมศักดิ์ นนทะศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084/2550
#415773
เปิดฉบับเต็ม

บ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทของ พ. กับ ศ. ซึ่งเป็นบิดามารดาโดยได้รับความยินยอมจาก พ. กับ ศ. จึงเป็นเรื่องบุตรได้สิทธิปลูกทำโรงเรือนในที่ดินของบิดามารดา จึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย ย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 บ้านทรงบังกะโลซึ่งโจทก์ต่อเติมขึ้นภายหลัง ย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทของจำเลยซึ่งได้รับโอนมาโดยพินัยกรรมของ ศ. เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโล ไม่มีเลขที่ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้โจทก์รื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโลส่วนต่อเติมที่ไม่มีเลขที่ ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้โจทก์สามารถรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านหลังดังกล่าวและยอมให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไป คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศุขหรือสุดกับนายพร้อมส่วนจำเลยเป็นบุตรคนโตของโจทก์ นางศุขผู้เป็นยายของจำเลยทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ให้แก่จำเลยและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมานางศุขถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า บ้านเลขที่ 34 เป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์เนื่องจากปลูกบ้านหลังดังกล่าวเมื่อครั้งแต่งงานกับนายไปล่ผู้เป็นสามี ส่วนจำเลยอ้างว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนางศุขกับนายพร้อมโดยปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ซึ่งนางศุขได้ยกให้แก่จำเลยแล้วจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนางศุขกับนายพร้อมปลูกบ้านเลขที่ 29 อยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อโจทก์จะแต่งงานกับนายไปล่จึงแยกมาอยู่บ้านเลขที่ 34 ซึ่งเป็นบ้านทรงไทยโดยนางศุขกับนายพร้อมอนุญาตให้ปลูกบ้านลงบนที่ดินโดยโจทก์นำเงินจากการขายข้าวที่ทำนามาปลูก ใช้เงินปลูกสร้างประมาณ 280 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บของโจทก์เอง นอกจากนี้ยังปรากฏตามทะเบียนบ้านว่า โจทก์เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเจ้าบ้าน โดยมีนายสุมาลีผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 และเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางซ้ายกับนายถวัลย์กำนันตำบลบางซ้าย มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่นางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้าง แต่ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าบ้านหลังดังกล่าวก่อสร้างหลังจากที่โจทก์กับนายไปล่แต่งงานกันแล้ว 1 ปี ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงเจือสมว่าหลังจากโจทก์จะออกเรือนแต่งงานได้มีการสร้างเรือนหอให้ไปแยกอยู่ต่างหากโดยขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตของโจทก์ก็ยังมิได้ถือกำเนิดออกมา ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่านางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หามีพยานอื่นสนับสนุนไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากนายพร้อมกับนางศุข ผู้เป็นบิดามารดาของโจทก์ กรณีเป็นเรื่องบุตรได้สิทธิปลูกทำโรงเรือนในที่ดินของบิดามารดาจึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วยย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า บ้านทรงบังกะโลซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังเป็นส่วนควบของบ้านเลขที่ 34 หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมบ้านเลขที่ 34 โดยให้ช่างชื่อนายตรงเป็นผู้ดำเนินการต่อเติมให้ ส่วนจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมเอง เห็นว่า เดิมจำเลยเบิกความว่าจ้างนายตรงเป็นช่างต่อเติมบ้านทรงบังกะโล แต่ครั้นเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านกลับระบุว่า ช่างที่มาต่อเติมนี้ชื่อนายสอนไม่ใช่นายตรงตามที่เบิกความไว้แต่แรกจึงเป็นความสับสนไม่แน่นอน นอกจากนี้นายถวัลย์ กำนันตำบลบางซ้าย ซึ่งโจทก์จำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองยังเบิกความว่าก่อนที่จะต่อเติมบ้านโจทก์เคยมาปรึกษากับนายถวัลย์ว่าจะต้องทำอย่างไร นายถวัลย์แนะนำว่าขอให้โจทก์ไปติดต่อกับเทศบาลตำบลบางซ้าย ทำแบบการก่อสร้างต่อเติมนอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยที่ประชุมยังมีความเห็นว่าบ้านทรงบังกะโลที่ต่อเติมออกมาเป็นส่วนควบกับบ้านเลขที่ 34 น่าจะตกเป็นของโจทก์ นายถวัลย์เป็นกำนันตำบลบางซ้ายมาเป็นเวลาประมาณ 17 ปี และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เมื่อเป็นส่วนที่ต่อเติม จึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9666 ของจำเลยเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าบ้านเลขที่ 9666 ของจำเลย จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถ่าย ฤกษ์สำเร็จ
จำเลย — นางทองคำ บุญประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7077 -ที่ 7079/2550
#415772
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ฯ ข้อ 45 วรรคสาม บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง หากเป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการซึ่งรัฐวิสาหกิจและพนักงานตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ และให้หมายความถึงกรณีที่สัญญาจ้างดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วแต่งานยังไม่แล้วเสร็จ หากรัฐวิสาหกิจและพนักงานจะตกลงต่อสัญญาจ้างกันอีก ระยะเวลาการจ้างทั้งสิ้นรวมแล้วจะต้องไม่เกินระยะเวลาการจ้างตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างฉบับแรกด้วย ดังนั้น การจ้างพนักงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวจึงต้องมีสัญญาจ้างเป็นหนังสือระหว่างรัฐวิสาหกิจและพนักงาน โดยกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ในสัญญาจ้างเป็นหนังสือนั้นด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทั้งสามทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมามี พ.ร.ฎ.ยุบเลิกองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น ฯ จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 โดยจ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ทั้งสามแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 มีมติคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีให้จ้างโจทก์ทั้งสามเพื่อช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วว่าจ้างโจทก์ทั้งสามเรื่อยมาโดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือหรือกำหนดระยะเวลาการจ้างกันไว้เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีเสร็จสิน และต่อมาได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2548 การจ้างโจทก์ทั้งสามให้ช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีจึงมิได้ตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ ไม่เข้าเงื่อนไขของการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่จะเข้าข้อยกเว้นให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสาม คนละ 80,000 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีคนละ 13,166 บาท 15,396 บาท 15,071 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยและค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีทุกระยะ 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามและจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวน 5,904 บาทแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสิบให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสามแถลงขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าชดเชยเพียงอย่างเดียว ส่วนประเด็นอื่นขอสละทั้งหมด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 สิงหาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสิบทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบประการเดียวว่า จำเลยทั้งสิบต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 แล้วได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2543 คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีจึงได้มีมติให้จ้างพนักงานและลูกจ้างเพื่อให้ช่วยปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ จึงได้จ้างโจทก์ทั้งสามกับลูกจ้างอื่นเพื่อช่วยในการชำระบัญชีเป็นการชั่วคราวในเดือนเมษายน 2542 และจ้างโจทก์ทั้งสามต่ออีกหลายครั้ง การที่จำเลยทั้งสิบจ้างโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานมีลักษณะเป็นครั้งคราว เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสาม บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง หากเป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรเป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการซึ่งรัฐวิสาหกิจและพนักงานตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ และให้หมายความรวมถึงกรณีที่สัญญาจ้างดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วแต่งานยังไม่แล้วเสร็จ หากรัฐวิสาหกิจและพนักงานจะตกลงต่อสัญญาจ้างกันอีก ระยะเวลาการจ้างทั้งสิ้นรวมแล้วจะต้องไม่เกินระยะเวลาการจ้างตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างฉบับแรกด้วย ดังนั้น การจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวจึงต้องมีสัญญาจ้างเป็นหนังสือระหว่างรัฐวิสาหกิจและพนักงาน โดยกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ในสัญญาจ้างเป็นหนังสือนั้นด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทั้งสามทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมามีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น พ.ศ.2541 จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 โดยจ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ทั้งสามแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 มีมติคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีให้จ้างโจทก์ทั้งสามเพื่อช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วว่าจ้างโจทก์ทั้งสามเรื่อยมาโดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือหรือกำหนดระยะเวลาจ้างกันไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีเสร็จสิ้น และต่อมาได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2548 การจ้างโจทก์ทั้งสามให้ช่วยปฏิบัติงานในการชำระบัญชีจึงมิได้ตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ ไม่เข้าเงื่อนไขของการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่จะเข้าข้อยกเว้นให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 95
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวใจศรี สุรกิตย์
จำเลย — องค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7059 -ที่ 7060/2550
#415769
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ ส่วนอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประประสาท ฯ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนของกลางในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นสำนวนคดีแรกคงมีแต่จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่เหลือให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นสำนวนคดีหลัง ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์และเรียกนางสาวศรีวันจำเลยที่ 4 ในสำนวนคดีหลังว่าจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนคดีหลังว่าจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนคดีแรกให้คงเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามเดิม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขแล้ว (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ที่แก้ไขแล้ว (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานขายอีเฟดรีน จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 22 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 11 ปีและปรับคนละ 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 คงจำคุก 14 ปี 4 เดือน (ที่ถูก 14 ปี 8 เดือน) และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (ที่แก้ไขแล้ว) มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 12 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวกับขาย จึงลงโทษฐานขายอีเฟดรีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 62 ปี และปรับ 800,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 31 ปี และปรับ 400,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีน อีเฟดรีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง ความผิดฐานอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับฐานร่วมกันขายอีเฟดรีนเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 30 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานร่วมกันขายอีเฟดรีน จำคุกคนละ 10 ปี ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำคุกคนละ 48 ปี และปรับคนละ 700,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 150,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 4 จำคุก 24 ปี และปรับ 350,000 บาท จำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี และปรับ 466,666.67 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานขายอีเฟดรีนจำนวน 1,000 เม็ด เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีอีเฟดรีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัดน้ำหนักรวม 39.600 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.044 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งห้าเพื่อขาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และจำเลยทั้งห้าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด น้ำหนักรวม 250.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 15.663 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งห้าเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันจำหน่าย (ขาย) อีเฟดรีนและเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ดังกล่าว 1,000 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนต่างก็แยกจากกันนับเป็นเม็ดได้ โดยนางสาววิรดาผู้ทำการวิเคราะห์ของกลางทำบันทึกผลการตรวจวิเคราะห์ไว้ว่าของกลางจำนวน 1,000 เม็ดเป็นอีเฟดรีน 176 เม็ด ที่เหลือนอกนั้นเป็นเมทแอมเฟตามีนตามรายงานการตรวจวิเคราะห์เมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนของกลางจำนวน 1,000 เม็ดดังกล่าวจึงเป็นของกลางคนละประเภทกัน โดยเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ส่วนอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวกับของกลาง 2 ประเภท จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายต่างฉบับกันอย่างชัดแจ้ง แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนของกลางในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีอีเฟดรีนไว้เพื่อขาย เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกับฐานร่วมกันขายอีเฟดรีนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ฐานร่วมกันขายอีเฟดรีน จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งและลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 9 ปี ปรับคนละ 150,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 12 ปี ปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายอนุสรณ์ กองคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7041/2550
#412175
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินการให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉยๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่เพื่อที่โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 เนื้อที่ 130 ไร่ 8 ตารางวา เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินบางส่วนของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย หากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินดังกล่าวจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และห้ามเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณ 80 ปี มาแล้ว ที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองยังไม่มีเอกสารสิทธิทางทะเบียน ที่ดินเดิมเป็นของนายเจิ่น ไม่ทราบชื่อสกุล ได้ครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาหลายสิบปี ต่อมานายเจิ่นยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยมาประมาณ 30 ปี แล้วเนื่องจากสภาพบ้านเดิมของจำเลยถูกน้ำทะเลกัดเซาะ หลังจากจำเลยรับการยกให้จำเลยก็เข้าครอบครองที่ดินต่อมาตลอดด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากกว่าสิบปีโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ที่ดินพิพาทส่วนนี้จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกา 49,750 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในฎีกาข้อ 2.1 โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบโดยโจทก์อ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามนั้น พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย แล้วโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วจึงเป็นการได้มาโดยไม่สุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนกับได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โดยพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในประการต่อไปว่า หากแม้อุทธรณ์ของโจทก์จะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่มิได้ทำการตรวจสอบอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะส่งสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ว่า คดีของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เพื่อที่โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ความบกพร่องในการสั่งอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่ควรเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉยๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการแต่โจกท์ก็หาดำเนินการไม่ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนสารฮาร์เบอร์ จำกัด
จำเลย — นายวัง เขียวพอดี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา