คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7041/2550
#415768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉย ๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการแต่โจทก์ก็หาดำเนินการไม่ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 130 ไร่ 8 ตารางวา เมื่อปี 2538 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินบางส่วนของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกถอน หากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินดังกล่าวจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 และห้ามเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณ 80 ปี มาแล้ว ที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองยังไม่มีเอกสารสิทธิทงทะเบียน ที่ดินเดิมเป็นของนายเจิ่น ไม่ทราบชื่อสกุล ได้ครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาหลายสิบปีต่อมานายเจิ่นยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย หลังจากจำเลยรับการยกให้จำเลยก็เข้าครอบครองที่ดินต่อมาตลอดด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่าสิบปีโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ที่ดินพิพาทส่วนนี้จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองตามกฎหมาย หากที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 9053 ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ก็ซื้อที่ดินมาโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตลอด โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกา 49,750 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในฎีกาข้อ 2.1 โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบโดยโจทก์อ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามนั้น พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย แล้วโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วจึงเป็นการได้มาโดยไม่สุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนกับได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โดยพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในประการต่อไปว่า หากแม้อุทธรณ์ของโจทก์จะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้นที่มิได้ทำการตรวจสอบอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะส่งสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ว่า คดีของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เพื่อที่โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันครอุทธรณ์ได้ ความบกพร่องในการสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่ควรเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์ขึ้นไปเฉย ๆ โดยมิได้ร้องขอให้มีการรับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีเวลาที่จะดำเนินการแต่โจทก์ก็หาดำเนินการไม่ ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่ดำเนินการเพราะโจทก์เข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของโจทก์เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์เสียใหม่ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนสารฮาร์เบอร์ จำกัด
จำเลย — นายวัง เขียวพอดี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7027/2550
#412173
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงการอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งระบุไว้ในมาตรา 310 ทวิ ว่าให้อายัดได้โดยคำสั่งอายัดซึ่งศาลได้ออกให้ตามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอ แต่ในวรรคสองก็บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลไว้ด้วยว่า เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องนั้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งอายัดของศาล การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทรัพย์สินที่ให้จัดการอายัดตามหมายบังคับคดีย่อมหมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีแล้วว่าให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องได้คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเท่ากับเป็นคำสั่งอายัดของศาลโดยผลของมาตรา 311 วรรคสอง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเป็นไปถึงผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ผ่อนชำระภายในวันที่ 16 ของเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 กำหนดชำระเสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้คัดค้านแจ้งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนประจำปีที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านในฐานะสมาชิกโดยให้ผู้คัดค้านส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน ผู้คัดค้านโต้แย้งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกผู้คัดค้านมาทำการไต่สวน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เหตุที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งการอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องดำเนินการโดยร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งจึงจะชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยพลการเป็นการไม่ชอบ จำเลยมีหนี้ผูกพันอยู่กับผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านชอบที่จะนำเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนมาหักชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านได้ ส่วนเงินค่าหุ้นถือเป็นทุนเรือนหุ้นของผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้คัดค้านส่งเงินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อผู้คัดค้านดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนประจำปี ซึ่งจำเลยในฐานะสมาชิกมีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านโดยให้ผู้คัดค้านส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยมีสิทธิได้รับเงิน เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ระบุให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อบุคคลภายนอก เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือโจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเสียเองโดยพลการ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติถึงการอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งระบุไว้ในมาตรา 310 ทวิ ว่าให้อายัดได้โดยคำสั่งอายัดซึ่งศาลได้ออกให้ตามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว แต่ในวรรคสองของมาตรานี้ก็บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลไว้ด้วยว่า เมื่อศาลเห็นสมควรศาลอาจกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องนั้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งอายัดของศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทรัพย์สินที่ให้จัดการอายัดตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีแล้วว่าให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อบุคคลภายนอกได้ คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นคำสั่งอายัดของศาลโดยผลของมาตรา 311 วรรคสอง ดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยไปถึงผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างและขอมาในฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นคำสั่งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกิมหย่วน กิตติวัจนสกุล
ผู้คัดค้าน — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด
จำเลย — นายแดง จันทร์ขาวป้อม
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2550
#410939
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ใบตอบรับการสมัครสินเชื่อเงินสดควิกแคชพร้อมสัญญาให้สินเชื่อเงินสดระบุข้อความว่า จำเลยขอรับบริการสินเชื่อเงินสดควิกแคชในวงเงิน 500,000 บาท ในอัตราค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ 1.15 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนเฉพาะเดือนแรกเท่านั้น ค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ร้อยละ 0.5 ของยอดเงินกู้และจำเลยได้ลงลายมือชื่อผู้กู้ไว้เป็นสำคัญ โดยไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แม้เอกสารดังกล่าวจะมีข้อความว่าเป็นสัญญาให้สินเชื่อเงินสดระหว่างโจทก์กับจำเลย เอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 ดังนั้น เอกสารดังกล่าวที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้

ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดตามเอกสารดังกล่าวต่อโจทก์หรือไม่ และเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาชำระหนี้ตามสัญญาขอสินเชื่อกู้ยืมจากโจทก์ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ยอดหนี้ ณ วันที่ 23 กันยายน 2548 จำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 424,529.42 บาท ค่าธรรมเนียมใช้วงเงิน 143,802.74 บาท ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นๆ 4,320.41 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 527,652.57 บาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องรับผิดใช้หนี้เป็นเงิน 572,652.57 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 424,529.42 บาท นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันผิดนัด คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,306.06 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 586,958.63 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 586,958.63 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 424,529.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าใบตอบรับการสมัครสินเชื่อเงินสดควิกแคชพร้อมสัญญาให้สินเชื่อเงินสดเอกสารหมาย จ.6 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.6 ระบุข้อความว่าจำเลยขอรับบริการสินเชื่อเงินสดควิกแคชในวงเงิน 500,000 บาท ในอัตราค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ 1.15 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนเฉพาะเดือนแรกเท่านั้น ค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ร้อยละ 0.5 ของยอดเงินกู้ และ จำเลยได้ลงลายมือชื่อผู้กู้ในเอกสารหมาย จ.6 ไว้เป็นสำคัญ โดยไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย เอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน แม้เอกสารหมาย จ.6 จะมีข้อความว่าเป็นสัญญาให้สินเชื่อเงินสดระหว่างโจทก์กับจำเลย เอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 ดังนั้น เอกสารหมาย จ.6 ที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีรับฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ แต่คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย และเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมายที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 247 อนึ่ง อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 243 (1) ม. 243 (2) ม. 247
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางมาลี ธรรมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 -ที่ 6997/2550
#410694
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มีคำขอ 2 ข้อคือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน ไม่ต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง ถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกัปตัน ปัจจุบันมีรายได้ประมาณเดือนละ 120,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและมีรายได้ปัจจุบันเดือนละประมาณ 70,000 บาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 ชอบพอกันอยู่หลายปี แล้วได้จัดพิธีมงคลสมรสขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2543 จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันที่บ้านเลขที่ 59/234 อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นเรือนหอและให้มารดากับน้องของโจทก์พักอาศัยแยกห้องเป็นส่วนสัดให้ในบ้านดังกล่าวด้วย หลังจากอยู่กินฉันสามีภริยากันได้ประมาณ 7 เดือน จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนเจ้าชู้ซึ่งไม่เป็นความจริง แล้วจำเลยที่ 1 ย้ายไปพักอาศัยอยู่กับมารดาของจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 64/406 โจทก์พยายามอธิบายเรื่อยมาว่าโจทก์มิได้มีพฤติกรรมเจ้าชู้จนจำเลยที่ 1 เข้าใจจึงกลับมาอยู่กับโจทก์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2544 ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์จึงพาจำเลยที่ 1 ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลกับฝากจำเลยที่ 1 ให้ทำงานอยู่ที่ฝ่ายโภชนาการของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อมิให้จำเลยที่ 1 ต้องทำงานหนักและมีรายได้ต่อเนื่อง ประมาณเดือนมิถุนายน 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเรื่องบาดหมางไม่เข้าใจกันด้วยเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่อมารดาของโจทก์กับเรื่องที่จำเลยที่ 1 ระแวงว่าโจทก์ไปคบหญิงอื่นแล้วจำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับมารดาจำเลยที่ 1 อีกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 ได้คลอดจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล โจทก์ก็อยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อให้กำลังใจด้วย ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ไปแจ้งการเกิดของจำเลยที่ 2 ณ สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเขตหลักสี่ เมื่อจำเลยที่ 1 คลอดจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ไปเยี่ยมจำเลยทั้งสองที่บ้านมารดาของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้รับการต้อนรับ โจทก์พยายามไปเยี่ยมจำเลยทั้งสองเรื่อยมาและชวนจำเลยที่ 1 ให้กลับบ้านแต่จำเลยที่ 1 กลับแจ้งโจทก์ให้สร้างบ้านใหม่เพื่ออยู่กินลำพังสามคนโดยไม่ให้มารดาของโจทก์อยู่ด้วย โจทก์จึงไม่สามารถกระทำตามข้อเสนอของจำเลยที่ 1 ได้ ต่อจากนั้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2546 เป็นต้นมาจำเลยที่ 1 ก็ห้ามโจทก์มิให้พบจำเลยที่ 2 อีก วันที่ 14 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรต่อนายทะเบียนเขตหลักสี่และดำเนินการให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนขอรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวถึงจำเลยทั้งสองทั้งที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและที่อยู่จริงของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 อันเป็นวันที่การแจ้งของนายทะเบียนไปถึงจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่สามารถจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 มีอายุเพียง 1 ปีเศษ ซึ่งยังไม่สามารถให้ความยินยอมเองต่อนายทะเบียนได้ โจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้อง ขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีเจตนาจะรับผิดชอบผูกพันกับจำเลยที่ 2 ฉันบิดากับบุตรโดยแท้จริง เนื่องจากโจทก์ไม่เคยทำหน้าที่ผู้เป็นบิดาต่อจำเลยที่ 2 เช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติทั้งที่มีโอกาสทำได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เพียงเพื่อจะให้บุคคลทั่วไปในสังคมตลอดจนผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเห็นว่าโจทก์เป็นคนดีที่มีความรับผิดชอบอันจะก่อให้เกิดโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของโจทก์เอง เนื่องจากการเลื่อนตำแหน่งจากนักบินขึ้นเป็นกัปตันนั้น ผู้เป็นนักบินจะต้องไม่เสื่อมเสียในเรื่องความรับผิดชอบ หากโจทก์มีเจตนาบริสุทธิ์ก็น่าจะจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 หรือจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรตามที่จำเลยที่ 1 ขอไปเสียนานแล้ว โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต โจทก์ไม่สมควรใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์ขาดความรักและรับผิดชอบต่อจำเลยที่ 2 โดยทอดทิ้งจำเลยที่ 2 ตั้งแต่แรกเกิด โจทก์มิได้มีรายได้เดือนละ 120,000 บาท แน่นอน รายได้ของโจทก์ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับค่าปฏิบัติงานบนเครื่องบินว่ามากหรือน้อย โจทก์มีภาระหนี้สินจำนวนมาก มารดาของโจทก์ก็ป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และพี่น้องของโจทก์ต่างก็มีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ส่วนจำเลยที่ 1 และครอบครัวของจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ตั้งแต่แรก จำเลยที่ 1 มีรายได้เดือนละ 70,000 บาท ถึง 100,000 บาท บุคคลในครอบครัวของจำเลยที่ 1 ล้วนมีฐานะมั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอันเหมาะสมแก่การเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมสามารถเลี้ยงดูให้ความรักและความอบอุ่นแก่จำเลยที่ 2 ได้ดียิ่งกว่าโจทก์มาก ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เท่านั้นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 อยู่ในการดูแลของจำเลยที่ 1 พลอากาศโทคณิน คะบุศย์ กับนางมาลินี คะบุศย์ ได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 จึงตกอยู่กับผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลยที่ 2 ขอฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะบรรลุนิติภาวะและจบการศึกษาจนสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระทุกปีด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 แถลงขอรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือไม่ ได้ความว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิงญานิศา ตัณฑประศาสน์ หรือณิณญา คะบุศย์ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถิรศักดิ์ ตัณฑประศาสน์
จำเลย — นางสาวคนินญา คะบุศย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 -ที่ 6997/2550
#415767
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ญ. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่งเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลยที่ 2 ขอฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะบรรลุนิติภาวะและจบการศึกษาจนสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระทุกปีด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยาน กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือไม่ ได้ความว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ญ. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และโจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเป็นต้องมีการสืบพยานให้ได้ความ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แถลงรับว่าโจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริงแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานจึงมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานและพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ อีกทั้งยังมีประเด็นพิพาทตามคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดสืบพยานกับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ค. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6985/2550
#410580
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง... มาใช้บังคับโดยอนุโลม ป.วิ.พ. มาตรา 85 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริง ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใดๆ มาสืบได้ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน และมาตรา 104 บัญญัติว่าให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น นอกจากนี้ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 31 ยังกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขออนุญาตต่อศาลเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำบุคคลนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลได้ ซึ่งโจทก์ก็ขออนุญาตต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของ ม. พร้อมเอกสารแนบท้ายเป็นพยานแทนการนำพยานปากนี้มาเบิกความต่อหน้าศาล และศาลได้อนุญาตซึ่งจำเลยทั้งสามไม่ได้คัดค้าน ดังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาอันแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็น ศาลจึงรับฟังบันทึกถ้อยคำเอกสารพร้อมเอกสารแนบท้ายได้ในฐานะเป็นพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาของศาล โดยไม่จำเป็นต้องเคยยื่นหรืออ้างส่งเป็นหลักฐานในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนและของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 กับขอให้สั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ดังกล่าวของนายบำรุงต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 798/2547 ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 380571 ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำแถลงของคู่ความในชั้นพิจารณา และตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า เครื่องหมายการค้าตัวเลขอารบิคอักษรโรมัน 555 อยู่ภายในรูปวงรี และคำว่า THREE FIVE ทั้งหมดอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 380571 ของนายบำรุงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป...

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมิตซูฮิโรและเอกสารการสำรวจความมีชื่อเสียงแพร่หลายของเครื่องหมายการค้า 555 ซึ่งใช้กับสินค้าอะไหล่รถยนต์ไม่อาจรับฟังในชั้นพิจารณาของศาลได้ เพราะโจทก์ไม่ได้ยื่นหรืออ้างส่งในชั้นพิจารณาของนายทะเบียน และของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาก่อนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง...มาใช้บังคับโดยอนุโลม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริง ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน และมาตรา 104 บัญญัติว่า ให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น นอกจากนี้ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 31 ยังกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขออนุญาตต่อศาลเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำบุคคลนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลได้ ซึ่งโจทก์ก็ขออนุญาตต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมิตซูฮิโรพร้อมเอกสารแนบท้ายเป็นพยานแทนการนำพยานปากนี้มาเบิกความต่อหน้าศาล และศาลได้อนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่ได้คัดค้าน ดังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2548 อันแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็น ศาลจึงรับฟังบันทึกถ้อยคำของนายมิตซูฮิโร พร้อมเอกสารแนบท้ายในฐานะเป็นพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาของศาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องเคยยื่นหรืออ้างส่งเป็นหลักฐานในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนและของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 85
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซันไก อินดัสตรี้ คอมพานี ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจักรกฤษฎ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6982/2550
#410936
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย จำเลยขอถอนคำให้การเดินแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และตกลงกับผู้เสียหายขอผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษาหรือฟังผลการชำระหนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดโดยระบุว่า นัดฟังคำพิพากษาหรือฟังผลการชำระหนี้ย่อมมีนัยว่าโจทก์จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้รายเดือนภายในวันที่นัดฟังผลการชำระหนี้นั้น หรือภายในวันที่ 25 ของเดือนซึ่งหากจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงกับผู้เสียหายไว้ ศาลก็จะเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไปให้ครบถ้วน แต่ถ้าหากจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามข้อตกลงที่ได้แถลงไว้และผู้เสียหายไม่ประสงค์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไป ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจอ่านคำพิพากษาไปได้ วันดังกล่าวจึงเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ซึ่งจำเลยได้ทราบวันนัดโดยชอบแล้ว เมื่อปรากฏว่าในวันนัดจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นการผิดเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับผู้เสียหาย และผู้เสียหายแถลงว่าไม่ประสงค์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไปหากในวันดังกล่าวจำเลยมาศาล ศาลย่อมมีคำพิพากษาไปได้ในวันเดียวกันนั้น แต่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงได้ และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยหลบหนี หรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษากับให้นัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 10 กันยายน 2548 เมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้น 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นย่อมอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้ จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าวแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนโทรทัศน์สี 1 เครื่อง ที่ยังไม่ได้คืน หรือใช้ราคาเป็นเงิน 49,500 บาท แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบิ๊กบาย ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมา วันที่ 25 กรกฎาคม 2548 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันว่า จำเลยจะชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย 49,500 บาท โดยชำระในวันดังกล่าว 5,000 บาท ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2548 โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษา หรือฟังผลการชำระหนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัด จำเลยไม่มาศาล ผู้เสียหายแถลงว่าจำเลยชำระหนี้ให้ผู้เสียหายเพียง 5,000 บาท เท่านั้น และไม่ประสงค์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไป ขอให้พิพากษาคดีไปได้ ศาลชั้นต้นเลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายน 2548 เวลา 9 นาฬิกา และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืน หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 45,500 บาท แก่ผู้เสียหาย และออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้

จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในวันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ขอให้เพิกถอนหมายจำคุกและอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังโดยชอบใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า วันที่ 25 สิงหาคม 2548 เป็นวันนัดฟังคำพิพากษาหรือฟังผลการชำระหนี้ จึงยังไม่แน่ชัดว่าศาลจะพิพากษาในวันดังกล่าวหรือไม่ และร่างคำพิพากษาเพิ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2548 จึงเห็นได้ว่าวันที่ 25 สิงหาคม 2548 มิใช่วันนัดฟังคำพิพากษาตามความหมายของมาตรา 182 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในวันที่ 30 กันยายน 2548 จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และตกลงกับผู้เสียหายขอผ่อนชำระหนี้ 49,500 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2548 โดยขอผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงนัดฟังคำพิพากษาหรือฟังผลการชำระหนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นกำหนดนัดโดยระบุว่า นัดฟังคำพิพากษาหรือฟังผลการชำระหนี้ย่อมมีนัยว่าโจทก์จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้รายเดือนภายในวันที่นัดฟังผลการชำระหนี้นั้นหรือภายในวันที่ 25 ของเดือน ซึ่งหากจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงกับผู้เสียหายไว้ศาลก็จะเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไปให้ครบถ้วน แต่ถ้าหากจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามข้อตกลงที่ได้แถลงไว้และผู้เสียหายไม่ประสงค์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไป ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจอ่านคำพิพากษาไปได้ วันดังกล่าวจึงเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ซึ่งจำเลยได้ทราบวันนัดโดยชอบแล้ว เมื่อปรากฏว่าในวันนัดจำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นการผิดเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับผู้เสียหาย และผู้เสียหายแถลงว่า ไม่ประสงค์ให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ต่อไป หากในวันดังกล่าวจำเลยมาศาล ศาลย่อมมีคำพิพากษาไปได้ในวันเดียวกันนั้น แต่จำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงได้ และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยหลบหนี หรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษากับให้นัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 30 กันยายน 2548 เมื่อถึงวันนัดซึ่งพ้น 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย กรณีจึงเป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กรณีจึงไม่มีเหตุต้องอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่ ศาลชั้นต้นดำเนินการชอบด้วยวิธีพิจารณาความแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายยศธร ชุมพล
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2550
#415766
เปิดฉบับเต็ม

การลดโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสหรือโอกาสต่าง ๆ ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับ กรณีดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะการกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่จำเลยที่ 1 จะขอให้กำหนดโทษใหม่ได้ คำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในห้า คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 40 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว ขณะจำเลยที่ 1 กำลังรับโทษอยู่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2530 มาตรา 7 (2) ลดโทษเป็นจำคุก 50 ปี ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) ทั้งสองฉบับดังกล่าวกำหนดให้ลดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 40 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ โดยลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งแรกจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 40 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 จำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2530 มาตรา 7 (2) ลดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี และได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) ทั้งสองฉบับดังกล่าวอีก โดยลดโทษเป็นจำคุก 40 ปี และจำคุก 33 ปี 4 เดือน ตามลำดับ ที่จำเลยฎีกาว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2530 มาตรา 7 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้ลดโทษเป็นจำคุก 50 ปี ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 มาตรา 7 (2) พระราชทานอภัยโทษให้ผู้กระทำความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 40 ปี กรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ดังนั้น ก่อนที่จะลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 มาตรา 7 (2) ต้องลดโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 40 ปี ก่อน แล้วจึงลดโทษให้หนึ่งในห้า ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 มาตรา 9 (ข) เป็นจำคุก 32 ปี เห็นว่า การลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสหรือโอกาสต่าง ๆ ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับ กรณีดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จำเลยที่ 1 จะขอให้กำหนดโทษใหม่ได้คำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเพระ ธรรมโลกา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6971/2550
#410739
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 การออกเช็คที่จะถือว่าเป็นความผิด จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย หนี้ตามเช็คที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คจำนวน 3 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังมอบให้แก่โจทก์ชำระหนี้เงินกู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์มิได้แนบสำเนาสัญญากู้มาท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (2) (3) (4)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษกระทงแรก จำคุกคนละ 1 เดือน กระทงที่สอง จำคุกคนละ 2 เดือน และกระทงที่สาม จำคุกคนละ 2 เดือน รวม 3 กระทง รวมเป็นจำคุกคนละ 5 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองกระทงที่สองจำคุกคนละ 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกกระทงอื่นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 4 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยหนี้ตามเช็คที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คจำนวน 3 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังมอบให้แก่โจทก์ชำระหนี้เงินกู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งโจทก์มิได้แนบสำเนาสัญญากู้มาท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองต่อไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกมล ไหมใจดี
จำเลย — นายสมพร คำพัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2550
#410685
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนทั้งห้าแปลงให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้ายแรง ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าว มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เกิดขึ้นจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียวดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความคำให้การของจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ

จำเลยประพฤติเนรคุณด่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 เกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยรวม 5 แปลง โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 19059, 19060 และ 17957 เฉพาะส่วนให้แก่จำเลย วันที่ 8 พฤษภาคม 2535 โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20570 เฉพาะส่วนให้แก่จำเลย และวันที่ 10 เมษายน 2539 โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18439 เฉพาะส่วนให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้ายแรงโดยจำเลยด่าโจทก์ว่า "เรื่องอะไร ออกไปอยู่เสียห่างๆ ก็ดีแล้ว จะมารับไปเลี้ยงดูอีแก่เป็นภาระเหนื่อยด้วย ถูกด่าด้วย ไปอยู่ข้างนอกเสียก็ดี" และจำเลยด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำในทำนองเดียวกันกับข้างต้นต่อประชาชนอีกด้วย อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจในฐานะผู้เป็นมารดาอย่างร้ายแรง โจทก์ประสงค์จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์โดยให้ไปจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยด่าว่าโจทก์ หากจำเลยกระทำการดังกล่าวโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องโจทก์เป็นความจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 19059, 19060, 20570 และ 18439 ตำบลตำหรุ อำเภอเมืองเพชรบุรี (ปัจจุบันอำเภอบ้านลาด) จังหวัดเพชรบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17957 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การเพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วโดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ ไม่ได้ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความ รวมทั้งเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด ในเรื่องใด และเพราะเหตุใด คำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนทั้งห้าแปลงตามฟ้องให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้ายแรง ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลย จำเลยให้การว่า วันเวลาตามฟ้องจำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ หากจำเลยกระทำการดังกล่าวตามฟ้องจริงโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อีกอย่างแน่นอน ทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าจำเลยด่าโจทก์ก็ไม่เป็นความจริงเพราะจำเลยแต่งงานแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากตั้งแต่ปี 2531 ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องไล่โจทก์ออกไปเพราะแยกกันอยู่คนละบ้านมูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เกิดขึ้นจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียว ทั้งเมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพราะมิเช่นนั้นโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อย่างแน่นอน และหากศาลฟังว่าจำเลยประพฤติเนรคุณดังที่โจทก์ฟ้องอันเป็นมูลเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ได้ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ เมื่อคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 533
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเยื่อ กายเพชร
จำเลย — นางสายัญ อุ่นใจเพื่อน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2550
#410738
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียวซึ่งตาม ป.พ.พ. บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียว ทั้งเมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพราะมิเช่นนั้นโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อย่างแน่นอน และหากศาลฟังว่าจำเลยประพฤติเนรคุณดังที่โจทก์ฟ้องอันเป็นมูลเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ได้ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ

คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้นฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์โดยให้ไปจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยโจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 19059, 19060, 20570 และ 18439 ตำบลตำหรุ อำเภอเมืองเพชรบุรี (ปัจจุบันอำเภอบ้านลาด) จังหวัดเพชรบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17957 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การเพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วโดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏไม่ได้ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความรวมทั้งเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด ในเรื่องใดและเพราะเหตุใดคำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนทั้งห้าแปลงตามฟ้องให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้ายแรงขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลยจำเลยให้การว่าวันเวลาตามฟ้องจำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ หากจำเลยกระทำการดังกล่าวตามฟ้องจริงโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อีกอย่างแน่นอน ทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าจำเลยด่าโจทก์ก็ไม่เป็นความจริงเพราะจำเลยแต่งงานแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากตั้งแต่ปี 2531 ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องไล่โจทก์ออกไปเพราะแยกกันอยู่คนละบ้าน มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เกิดขึ้นจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียว ทั้งเมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง เพราะมิเช่นนั้นโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อย่างแน่นอนและหากศาลฟังว่าจำเลยประพฤติเนรคุณดังที่โจทก์ฟ้องอันเป็นมูลเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ได้ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ เมื่อคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 533
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเยื่อ กายเพชร
จำเลย — นางสายัญ อุ่นใจเพื่อน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6961/2550
#412169
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจัดสรรจากจำเลยได้ชำระเงินงวดให้จำเลยครบถ้วนตามสัญญาในวันที่ 11 เมษายน 2540 แต่จำเลยก็ยังมิได้พัตนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านให้โจทก์แล้วเสร็จจนล่วงเลยไปจนกระทั่งปี 2545 แสดงว่าจำเลยไม่อาจปฎิบัติการชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ตามสัญญาได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาโดยไม่ต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการจัดสรรขายที่ดินพร้อมบ้านโดยใช้ชื่อโครงการกฤษดา ไพรเวท เลคแอนด์ปาร์ค (โครงการกฤษดานคร 31) ตั้งอยู่ที่ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี (พุทธมณฑล สาย 2) แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่บริหารการขายรับเงินจองซื้อ เงินดาวน์ การชำระเงินค่างวดหรือเงินมัดจำจากลูกค้า การอำนายความสะดวก การให้บริการลูกค้าด้านสาธารณูปโภค ตลอดจนทำการจัดตั้งสำนักงานสาขาหรือแต่งตั้งตัวแทนเพื่อดำเนินโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จการ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่พัฒนาและขายที่ดินให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่รับจ้างปลูกสร้างบ้าน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำหนังสือจองซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าวเนื้อที่ 115 ตารางวา ราคาตารางวาละ 37,900 บาท รวมเป็นเงิน 4,358,500 บาท พร้อมบ้านแบบพรัสเซียและรั้ว ราคา 3,279,100 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,637,600 บาท โดยตกลงว่าโจทก์จะทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและหรือสัญญาว่าจ้างให้ปลูกสร้างบ้านกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ปลูกบ้านในที่ดังดินกล่าว โจทก์ได้ชำระเงินในวันจอง วันทำสัญญาจะซื้อจะขาย และเงินงวดให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญา รวมเป็นเงิน 871,700 บาท และชำระเงินในวันทำสัญญาและเงินงวดให้แก่จำเลยที่ 3 ตามสัญญา รวมเป็นเงิน 655,820 บาท รวมทั้งสิ้น 1,527,520 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบที่ดินและบ้านให้โจทก์ตามสัญญาได้โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 1,527,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี เป็นเงิน 229,128 บาท รวมเป็นเงิน 1,756,648 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,756,648 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,527,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านไม่มีกำหนดระยะเวลากันไว้ เมื่อโจทก์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญาการบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,527,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินในโครงการกฤษดา ไพรเวท เลคแอนด์ปาร์ค เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ได้ทำหนังสือจองซื้อที่ดินและบ้านในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ในราคารวม 7,637,600 บาท ชำระเงินในวันจอง 20,000 บาท ตามหนังสือจองซื้อเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านกับจำเลยที่ 3 โดยได้ชำระเงินในวันทำสัญญาอีก 114,000 บาท และ 86,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ตามลำดับ แล้วโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินงวดตามสัญญาทั้งสองฉบับอีก 23 งวด ตามสัญญา ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 13 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 ตามลำดับ จนกระทั่งในปี 2545 บ้านที่โจทก์จองซื้อจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีการก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่มีการขายให้แก่ผู้อื่น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่ 2 ได้พัฒนาที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ผู้ซื้อที่ดินและโจทก์สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ 2 มิได้ผิดสัญญา เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟังพยานบุคคลประกอบพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันแต่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันดำเนินโครงการหมู่บ้านจัดสรร ชื่อโครงการกฤษดา ไพเวท เลคแอนด์ปาร์ค และโจทก์ได้ชำระเงินงวดให้จำเลยทั้งสามครบตามสัญญาตั้งแต่ต้นปี 2540 แล้ว แต่จนกระทั่งปี 2545 จำเลยทั้งสามก็ยังไม่พัฒนาที่ดินและสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร จึงถือว่าจำเลยทั้งสามละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้บริหารการขายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมีหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.4 และโจทก์ชำระค่าที่ดินและค่าจ้างปลูกบ้านให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 ซึ่งโจทก์เองก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้พัฒนาที่ดินจนแล้วเสร็จ โจทก์หรือลูกค้าของจำเลยที่ 2 สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินในโครงการของจำเลยที่ 2 ได้ แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 2 ทั้งนี้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวได้อ้างถึงพยานเอกสารของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่าไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการโครงการกฤษดาไพรเวท เลคแอนด์ปาร์ค แต่พยานเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้บริหารการขายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 และโจทก์ชำระค่าที่ดินและค่าว่าจ้างปลูกสร้างบ้านให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย และที่ศาลชั้นต้นฟังว่าการที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 ปลูกสร้างบ้านแสดงถึงเจตนาของโจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยในบ้านที่โจทก์ตกลงซื้อ แต่จำเลยที่ 2 มิได้พัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ไม่สร้างบ้านให้แล้วเสร็จเรียบร้อยพร้อมโอนให้โจทก์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสามมิได้ร่วมกันดำเนินการโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในส่วนที่จำเลยที่ 2 ได้พัฒนาที่ดินเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่โจทก์จะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เมื่อเนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวได้ยกข้อคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่รับฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดำเนินการโครงการกฤษดา ไพรเวท เลคแอนด์ปาร์ค และจำเลยที่ 2 มิได้พัฒนาที่ดินในโครงการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นว่าไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องควรรับฟังอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ถึงแม้จะมิได้ยกข้อคัดค้านทุกเหตุผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับไปว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาที่ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการโครงการกฤษดา ไพรเวท เลคแอนด์ปาร์ค และจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวนไป ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ได้ความจากโจทก์เบิกความว่าโจทก์ทำหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่าโจทก์จะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือสัญญาว่าจ้างให้ปลูกสร้างบ้านภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 ตามเอกสารหมาย จ.4 และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ก็ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านกับจำเลยที่ 3 ตามเอกหมาย จ.10 และ จ.11 ที่บริษัทของจำเลยที่ 1 โดยหัวกระดาษเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมีสัญลักษณ์และข้อความเดียวกันว่า กฤษดามหานคร ทั้งตามหนังสือรับรองบริษัทของจำเลยทั้งสามเอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.3 จำเลยทั้งสามต่างก็มีวัตถุประสงค์ทำการซื้อ ขาย จัดสรร ที่ดินเหมือนกัน และมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นบุคคลเดียวกัน ลักษณะจึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจองซื้อที่ดินและบ้านจากโจทก์แล้วให้โจทก์มาทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านกับจำเลยที่ 3 ที่บริษัทของจำเลยที่ 1 แม้หัวกระดาษของเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวมีข้อความระบุว่าบริหารการขายโดยจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันจัดสรรที่ดินที่โจทก์จองซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยแบ่งแยกกันทำหน้าที่ดำเนินการในด้านต่างๆ ทั้งโจทก์จองซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยที่ 1 ตามหนังสือจองซื้อฉบับเดียวกันจึงไม่มีเหตุที่โจกท์จะแยกซื้อเฉพาะที่ดินแล้วจ้างจำเลยที่ 3 ปลูกสร้างบ้านอีกต่างหาก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันจัดสรรที่ดินและบ้านที่โจทก์ทำหนังสือจองซื้อจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยทั้งสามทำไว้กับโจทก์กล่าวคือต้องพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ แม้สัญญาดังกล่าวจะมิได้กำหนดระยะเวลากันไว้ แต่จำเลยทั้งสามก็มีหน้าที่ต้องปลูกสร้างให้เสร็จภายในระยะเวลาอย่างช้าเมื่อโจทก์ชำระค่างวดเสร็จสิ้นเพื่อให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ทันทีและรับชำระเงินส่วนที่เหลือ หรืออย่างช้าจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร เมื่อโจทก์ได้ชำระค่างวดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครบถ้วนตามสัญญาในวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 13 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 เมื่อนับจากวันที่โจทก์ทำหนังสือจองซื้อเป็นเวลา 2 ปีเศษ แต่ได้ความจากโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามก็ยังพัฒนาที่ดินและทำการปลูกสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จและปล่อยทิ้งร้างตามภาพถ่ายหมาย จ.21 และ จ.22 นายอภิชาเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอนและบริการของจำเลยที่ 2 และนายกิตตินันท์ผู้จัดการโครงการของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยทั้งสามเบิกความเจือสมกับคำให้การของโจทก์ดังกล่าวและนายอภิชาเบิกความว่า บ้านที่โจทก์จองซื้อเพิ่งมีการก่อสร้างเสร็จประมาณปี 2545 และได้มีการโอนขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ชำระค่างวดครบถ้วนตามสัญญาแล้วประมาณ 5 ปี จำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาและกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติตามสัญญาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ชำระเงินงวดให้จำเลยทั้งสามครบถ้วนตามสัญญาในวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 13 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 แต่จำเลยทั้งสามก็ยังมิได้พัฒนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านให้โจทก์แล้วเสร็จจนล่วงเลยไปจนกระทั่งปี 2545 แสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่อาจปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนโจทก์ตามสัญญาได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แม้จะมิได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ก่อนก็ตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรัช ธีรเจริญชัย
จำเลย — บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6960/2550
#412162
เปิดฉบับเต็ม

การทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันให้จำเลยแม้จะไม่ได้กำหนดเวลาทำงานไว้แต่ก็กำหนดโดยใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจะทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว โจทก์จะต้องมาทำงานภายในช่วงเวลาทำงานที่จำเลยกำหนดไว้นั่นเอง มิได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานในเวลาใดหรือไม่ก็ได้ สินจ้างที่โจทก์ได้รับเป็นรายเที่ยวก็เป็นผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และตามสัญญาจ้างแรงงาน และแม้ว่าตามสัญญาขนส่งน้ำมันจะเรียกโจทก์ว่า "ผู้รับจ้าง" และเรียกจำเลยว่า "ผู้ว่าจ้าง" ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันโดยจำเลยไม่มีค่าจ้างให้โจทก์ แต่จำเลยจ่ายเพียงค่าตอบแทนในการทำงานเป็นเงินรางวัลพิเศษ เรียกว่า ค่าเที่ยว ซึ่งกำหนดตามระยะทางใกล้ไกลของการปฏิบัติงานแต่ละที่ กำหนดจ่ายเงินดังกล่าวทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 จำเลยมีกำหนดวันเวลาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เวลา 15 นาฬิกา เป็นต้นไป จนกว่าจะปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น นับแต่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง จำเลยไม่เคยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินค่าเที่ยวให้แก่โจทก์เท่านั้น ค่าเที่ยวดังกล่าวโจทก์ถือว่ามิใช่ค่าจ้าง ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างปกติในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงิน 165 บาทต่อวันนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้าง เป็นเวลา 968 วัน เป็นเงินรวม 159,720 โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 14,850 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 22 วัน เป็นเงิน 3,630 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 14,850 บาท นอกจากนี้จำเลยต้องคืนเงินประกันการทำงานหรือความเสียหายที่จำเลยได้เรียกหรือรับไว้จากโจทก์นับแต่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างจำนวน 46,800 บาท เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้จำเลยนั้นโจทก์ไม่ได้ทำความเสียหายในการทำงานแก่จำเลย อีกทั้งจำเลยยังค้างจ่ายเงินตอบแทนในการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย รวมทั้งจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ตามอัตราเดิมขณะเลิกจ้าง หากศาลเห็นว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 14,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยจ่ายค่าค้างรวม 159,720 บาท ค่าชดเชย 14,850บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3,630 บาท เงินประกัน 46,800 บาท เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินประกันและเงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีฐานะเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานโดยจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำและค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยเงินประกัน เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดจึงขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความถึง ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเจ้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ซึ่งรวมทั้งบุคคลตาม (1) ถึง (3) ด้วย และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรอันมีความหมายเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งระบุลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานว่า คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งมีความหมายว่าลูกจ้างจะต้องตกลงทำงานให้นายจ้างโดยสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายให้เป็นการตอบแทนแก่แรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่นั้นนอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ดั่งว่ามาแล้ว ยังจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ด้วย ดังนั้นแม้ศาลแรงงานกลางจะฟังข้อเท็จจริง ในทางปฏิบัติของการทำงานจะเรียกโจทก์หรือพนักงานขับรถบรรทุกขนส่งน้ำมันรายอื่นๆ ว่า "ผู้บริการจัดส่งน้ำมัน" หรือ "ผบจ." ซึ่งมีวิธีทำงานในแต่ละวันผู้บริการขนส่งน้ำมันจะมาลงชื่อที่คลังน้ำมันของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เวลาประมาณ 18 นาฬิกา โดยมีลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจนับผู้บริการขนส่งน้ำมันเพื่อจับฉลากรับงานขนส่งน้ำมันตามที่บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ออกใบสั่งงานให้แก่จำเลย ผู้บริการขนส่งน้ำมันแต่ละรายจะได้เที่ยวงานมากน้อยแตกต่างกันไปตามที่จับฉลากได้ และสามารถแลกเปลี่ยนงานกับผู้บริการขนส่งน้ำมันรถยนต์อื่นได้ อัตราค่าเที่ยวขนส่งขั้นต่ำเที่ยวละ 250 บาท วันใดที่ไม่มาทำงานจะต้องแจ้งเพื่อให้จำเลยทราบและบันทึกในสมุดแจ้งการหยุดงาน แต่ไม่ต้องยื่นใบลาตามแบบการลาของจำเลย โดยจำเลยมิได้กำหนดให้หยุดงานสัปดาห์หรือปีละกี่วัน แต่ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า ในการทำงานโจทก์จะต้องเขียนใบสมัครงานตามเอกสารหมาย ล.7 แล้วจำเลยจะตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นว่ามีความเหมาะสมที่จะป็นผู้บริการจัดส่งน้ำมันหรือไม่ จากนั้นจะต้องทำสัญญาขนส่งน้ำมันตามเอกสารหมาย ล.3 การทำงานจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ของส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ซึ่งจะได้รับแจกหลังจากผ่านการอบรมจากส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แล้ว และจะต้องปฏิบัติงานภายใต้ประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด เรื่องระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่งเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2546 จำเลยประกาศใช้ขัอบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเมื่อพิจารณาใบสมัครงานเอกสารหมาย จ.7 หน้า 4 มีข้อความระบุว่า "หากข้าพเจ้าได้ทำงานในบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด แล้วและข้าพเจ้าต้องพ้นจากงานไม่ว่ากรณีใดๆ ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด หักเงินที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับชดใช้หนี้สินให้แก่บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด" และมีข้อความระบุต่อไปว่า "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ก. จะปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด ที่ใช้บังคับอยู่แล้ว หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปภายหน้าโดยเคร่งครัด ข. ข้อความที่แจ้งในใบสมัครนี้เป็นความจริงทุกประการ หากสืบทราบภายหลังว่าข้อความที่แจ้งไว้ข้างต้นข้อหนึ่งข้อใดไม่เป็นความจริงข้าพเจ้ายินยอมให้เลิกจ้างได้โดยทันที โดยข้าพเจ้าไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น" ตามใบสมัครงานเอกงานหมาย ล.7 ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์จะต้องทำงานภายใต้ระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะสมัครงานหรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปของจำเลย นอกจากนั้นสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 1.2 และข้อ 3.4 ยังระบุข้อความทำนองเดียวกันว่าผู้รับจ้างยินยอมปฎิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบในการปฏิบัติงานอันเกี่ยวกับการขับรถขนส่งน้ำมันตามสัญญานี้ หรือที่จะได้กำหนดเพิ่มเติมต่อไปภายหน้า เป็นการแสดงให้เห็นว่าในการปฏิบัติงานของโจทก์มิได้ปฏิบัติได้โดยอิสระแต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ คำสั่งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับของจำเลยทั้งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาซึ่งหมายถึงเงื่อนไขของสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวและที่จำเลยจะใช้บังคับต่อไปด้วย ซึ่งหมายความรวมถึงการปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ซึ่งแม้จะเป็นระเบียบปฏิบัติที่ออกโดยบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แต่ระเบียบดังกล่าวจะต้องใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย และจำเลยได้แจ้งให้ผู้บริการจัดส่งน้ำมันยึดถือปฏิบัติโดยถือเสมือนว่าเป็นระเบียบที่จำเลยออกใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันเอง และในรายละเอียดของระเบียบดังกล่าวระบุบังคับการปฏิบัติตนของผู้บริการจัดส่งน้ำมันไม่เพียงแต่ขั้นตอนการปฏิบัติงานทั่วไปแต่ยังรวมถึงความประพฤติส่วนตัว อาทิ ห้ามการเล่นการพนัน ทะเลาะวิวาทหรือต้องมีกริยามารยาทที่เรียบร้อยในการทำงาน และจำเลยยังได้นำความจากระเบียบปฏิบัติการใช้บริการศูนย์จ่ายน้ำมันและการจัดส่งน้ำมัน ส่วนคลังและขนส่ง บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย ล.4 ในข้อสำคัญมากำหนดเป็นระเบียบที่ใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันอีกด้วยตามประกาศบริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด (มหาชน) เรื่อง ระเบียบปฏิบัติและบทลงโทษสำหรับผู้บริการจัดส่ง เอกสารหมาย จ.3 นอกจากนั้นตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2546 ก็ระบุถึงลูกจ้างงานขนส่งที่มีการปฏิบัติงานลักษณะเดียวกันกับผู้บริการจัดส่งน้ำมันไว้ด้วย ดังนั้น การทำงานของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริการจัดส่งน้ำมันจึงอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของจำเลยทั้งโดยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยโดยตรงและภายใต้ระเบียบปฏิบัติของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยให้ใช้บังคับแก่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันด้วย ส่วนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่มีเวลาทำงานปกติจะเข้าทำงานหรือไม่ก็ได้ หากขาด ลา มาสาย ก็ไม่มีมาตรการลงโทษอย่างไรนั้น ก็ปรากฏตามสัญญาขนส่งน้ำมันเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 5.3 วรรคสอง ที่ผู้บริการจัดส่งน้ำมันจะต้องขนส่งน้ำมันได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว มิฉะนั้นจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้นการทำงานของโจทก์แม้จะไม่ได้กำหนดเวลาทำงานไว้แต่ก็กำหนดโดยใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจะทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว โจทก์ก็จะต้องมาทำงานภายในช่วงเวลาทำงานที่จำเลยกำหนดไว้นั่นเอง มิได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานในเวลาใดหรือไม่ก็ได้แต่อย่างใด สินจ้างที่โจทก์ได้รับเป็นรายเที่ยวก็เป็นผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และตามสัญญาจ้างแรงงาน และแม้ว่าตามสัญญาขนส่งน้ำมันจะเรียกโจทก์ว่า "ผู้รับจ้าง" และเรียกจำเลยว่า "ผู้ว่าจ้าง" ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายไปได้ สำหรับปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างค้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินประกัน เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่นั้น จำเลยให้การว่าโจทก์มีพฤติกรรมและมารยาทไม่เหมาะสมและส่งมอบน้ำมันผิดสถานที่ลงน้ำมันผิดถังทำให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกค้านั้น ศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในปัญหานี้เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงหรือสืบพยานโจทก์จำเลยเพื่อฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังเวียน คะเค็ง
จำเลย — บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
พิชิต คำแฝง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550
#412381
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างรายได้ไม่แน่นอนและมีรายได้จากไร่สวนเดือนละประมาณ 1,000 บาท ฐานะแย่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอนหรือลดลงเหลือเป็นเงิน 200,000 บาท และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,500 บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคตจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูลศรี พานทอง
จำเลย — นายประสิทธิ์ พานทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวนิดพา กนกภากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550
#415483
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปกรณ์เลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างรายได้ไม่แน่นอนและมีรายได้จากไร่สวนเดือนละประมาณ 1,000 บาท ฐานะแย่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอนหรือลดลงเหลือเป็นเงิน 200,000 บาท และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,500 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 1598/39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูลศรี พานทอง
จำเลย — นายประสิทธิ์ พานทอง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2550
#415489
เปิดฉบับเต็ม

แม้พฤติการณ์ของโจทก์ในเบื้องต้นเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่ายินยอมให้จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม แต่หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คือตั้งแต่ปี 2542 โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยกลับมาดูแลครอบครัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป แต่จำเลยยังคงยืนยันไม่กลับประเทศไทยรวมทั้งไม่ยินยอมกลับประเทศไทยเพื่อมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ แสดงว่าจำเลยประสงค์ที่จะทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่สนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาอีกต่อไป ถือว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

บุตรทั้งสองของโจทก์กับจำเลยยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความอุปการะของโจทก์มาโดยตลอด โจทก์รับราชการอันเป็นอาชีพที่มั่นคง ส่วนจำเลยทำงานอยู่ประเทศญี่ปุ่นทิ้งบุตรให้อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์มากว่า 8 ปี แล้ว เมื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในปัจจุบันและในอนาคต จึงเห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้จงใจทิ้งร้างโจทก์โดยจำเลยออกไปจากภูมิลำเนาที่พักอยู่อาศัยโดยมิได้แจ้งโจทก์และบุตรว่าจำเลยจะไปที่ใดจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และจำเลยมิได้ส่งเสียเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เป็นการจงใจทิ้งร้างโจทก์เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยได้ปรึกษากันให้จำเลยเดินทางไปทำงานในร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งพี่สาวของจำเลยได้เปิดกิจการอยู่ ซึ่งจำเลยได้ส่งเงินให้โจทก์และบุตรมาโดยตลอด และโจทก์ก็ยังเคยเดินทางไปเยี่ยมจำเลยหลายครั้ง จำเลยมิได้ทิ้งร้างโจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยโดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กหญิง น. และเด็กหญิง ภ. มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า กรณีมีเหตุหย่าตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์สรุปว่า เมื่อปี 2540 โจทก์ได้ย้ายมารับราชการที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จำเลยได้ปรึกษากับโจทก์ว่าจำเลยอยากจะทำงานมีรายได้มาก ๆ และจำเลยขออนุญาตโจทก์เดินทางไปประกอบอาชีพเกี่ยวกับกิจการร้านอาหารซึ่งญาติของจำเลยทำอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ในเบื้องต้นโจทก์ทัดทานเพราะเห็นว่าบุตรคนเล็กยังเล็กอยู่และโจทก์ต้องรับภาระดูแลบุตรถึง 2 คน แต่จำเลยไม่เชื่อฟังและได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ระยะแรกช่วงปี 2540 ถึงปี 2541 จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบทางโทรศัพท์ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใดกับใครและมีรายได้จากการทำงานจำนวนเท่าใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า แม้ช่วงแรกโจทก์จะคัดค้านเรื่องที่จำเลยขออนุญาตโจทก์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อจำเลยไปทำงานแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งเรื่องที่จำเลยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอีก พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่ายินยอมให้จำเลยคงทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่หลังจากจำเลยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณ 2 ปี โจทก์ได้มีโอกาสไปราชการต่างประเทศและโจทก์แวะไปพบจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น โจทก์เจรจากับจำเลยว่าจำเลยไปทำงานร่วม 2 ปีแล้ว ขอให้กลับมาช่วยดูแลบุตรและอยู่กับโจทก์ที่ประเทศไทย ซึ่งจำเลยยืนกรานจะขอทำงานหาเงินต่อไปอีก หลังจากโจทก์กลับมาประเทศไทยแล้วนาน ๆ ครั้ง จำเลยเป็นฝ่ายใช้โทรศัพท์ติดต่อโจทก์ โจทก์ยืนยันขอร้องให้จำเลยกลับมาดูแลครอบครัว จำเลยก็ไม่กลับคงพูดบ่ายเบี่ยงตลอด ในช่วงปี 2542 เมื่อจำเลยใช้โทรศัพท์ติดต่อโจทก์ โจทก์ยืนยันกับจำเลยว่าจำเลยไปทำงานนานแล้วโจทก์ลำบากมากและขอให้จำเลยช่วยกลับมาดูแลครอบครัว แต่จำเลยยืนยันว่าไม่กลับ โจทก์แจ้งจำเลยว่าหากจำเลยยืนยันที่จะทำงานอยู่ต่างประเทศต่อไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้โจทก์และบุตรลำบาก โจทก์จะขอหย่าขาดกับจำเลย จำเลยก็ยืนยันไม่ขอกลับประเทศไทยและขอทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป หลังจากนั้นจำเลยไม่ติดต่อกับโจทก์อีกและโจทก์ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้เพราะจำเลยเปลี่ยนสถานที่ทำงานเกี่ยวกับร้านอาหารอยู่เสมอ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวแสดงว่าแม้เมื่อจำเลยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วช่วงแรกโจทก์ไม่มีพฤติการณ์คัดค้าน แต่ในช่วงหลังคือหลังจากจำเลยไปทำงานประมาณ 2 ปี โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยกลับมาดูแลครอบครัวโดยตลอด พฤติการณ์ของโจทก์ในช่วงหลังแสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป การที่จำเลยยังคงยืนยันไม่กลับประเทศไทยโดยขอทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไปแม้โจทก์จะขอให้จำเลยกลับประเทศไทยหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าเมื่อโจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยกลับมอบอำนาจให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินคดีแทน ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยว่าทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยอยู่ต่างประเทศ ทนายจำเลยแจ้งถึงเหตุที่จำเลยต้องมาเบิกความด้วยตนเองตามระบบกระบวนการพิจารณาคดีให้จำเลยทราบและเข้าใจแล้ว จำเลยยืนยันว่าไม่สามารถมาเบิกความตามที่ทนายความแนะนำได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวแสดงให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ขอให้จำเลยกลับมาอยู่กับโจทก์ที่ประเทศไทยเป็นต้นมา เพราะจำเลยประสงค์ที่จะทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไปโดยไม่สนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไป โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้ฟังว่าจำเลยทิ้งร้างโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องหย่าจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่าเด็กหญิง น. และเด็กหญิง ภ. ยังเป็นผู้เยาว์ และอยู่ในความอุปการะของโจทก์มาโดยตลอด ซึ่งโจทก์ประกอบอาชีพรับราชการอันเป็นอาชีพที่มั่นคง ส่วนจำเลยทำงานอยู่ประเทศญี่ปุ่นทิ้งบุตรให้อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์มากว่า 8 ปีแล้ว เมื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในปัจจุบันและในอนาคต จึงเห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง น. และเด็กหญิง ภ. แต่เพียงผู้เดียว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4) ม. 1566
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมหลวงปริญญา จรูญโรจน์
จำเลย — นางกนกวรรณ จรูญโรจน์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สบโชค สุขารมณ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6945/2550
#419906
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยระบุพฤติกรรมของโจทก์และเหตุผลในการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรงเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายซึ่งระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นอ้างในคำให้การและอุทธรณ์ได้ แม้ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

โจทก์ไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อนและโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ลักษณะการจ้างมิได้ถือเอาการทำงานแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้าง การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ที่ต้องทำงานในเวลาปกติ แล้วนำงานเหมาที่จำเลยให้พนักงานรับไปทำในเวลาทำงานปกติเป็นแต่เพียงการละทิ้งหน้าที่ในเวลาไม่นานนัก แม้การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงการทำงานปกติไปบ้างและเป็นผลให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการทำงานเป็นการตอบแทนแต่ก็เป็นไปเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์จากงานเหมาของตนเอง ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) แม้โจทก์จะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างยังสามารถตักเตือนเป็นหนังสือได้ การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 12,727 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 78,996 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 65,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 65,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.3 ว่า การที่โจทก์นำงานเหมามาทำงานในเวลาทำงานปกติเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยให้นายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบว่าลูกจ้างนั้นถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลใด ซึ่งลูกจ้างอาจพิจารณาต่อไปได้ว่าเหตุผลดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ลูกจ้างสมควรที่จะเรียกร้องค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจ้างนั้นหรือไม่ เพียงใด และเมื่อนายจ้างแสดงเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างแล้วจึงจะยกเหตุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในภายหลังได้ ตามหนังสือปลดพนักงานได้ระบุว่าโจทก์ลักลอบนำงานเหมามาทำในเวลาทำงานปกติเป็นการระบุพฤติกรรมที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กระทำผิด และจำเลยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อต่างๆ รวมทั้งในหมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.1 เรื่องทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่จำเลยสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยอันเป็นเหตุผลที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และตามหนังสือปลดพนักงานดังกล่าวแสดงเหตุที่จำเลยเห็นว่าโจทก์กระทำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และ (4) โดยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรง ดังนั้น เมื่อจำเลยระบุพฤติกรรมของโจทก์และเหตุผลในการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เพียงสองประการดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ซึ่งความผิดดังกล่าวได้ระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.2 และเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุว่าโจทก์จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นอ้างในคำให้การและอุทธรณ์ได้ แม้ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับอุทธรณ์ข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า พฤติกรรมของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง โจทก์ไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อนและโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน ลักษณะการจ้างมิได้ถือเอาการทำงานแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้าง การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ที่ต้องทำงานในเวลาปกติ แล้วนำงานเหมาที่จำเลยให้พนักงานรับไปทำตามประกาศที่ 9/42 เรื่องข้อปฏิบัติในการทำงานเหมาไปทำในเวลาทำงานปกติเป็นแต่เพียงการละทิ้งหน้าที่ในเวลาไม่นานนัก แม้การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงการทำงานปกติไปบ้างและเป็นผลให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการทำงานเป็นการตอบแทน แต่ก็เป็นไปเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์จากงานเหมาของจำเลยเอง ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 5.1 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ส่วนที่ระบุในหนังสือปลดพนักงานว่าโจทก์ฝ่าฝืนประกาศที่ 9/42 เรื่องข้อปฏิบัติในการทำงานเหมา ข้อ 4 และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.1.3 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด ข้อ 3.4.4 พนักงานต้องใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดของตนให้เป็นประโยชน์ต่องานตามหน้าที่ ข้อ 3.4.15 พนักงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ข้อ 3.8.8 พนักงานต้องไม่แจ้งหรือให้ข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ข้อ 3.9.6 พนักงานต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบธรรมของผู้บังคับบัญชาหรือบริษัทฯ ทั้งคำสั่งด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร และการสื่อข้อความอื่นๆ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเป็นแต่เพียงวินัยของพนักงานโดยทั่วไป ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามข้อ 4 โดยเป็นไปตามลักษณะแห่งความผิดหรือความหนักเบาของการกระทำผิดหรือร้ายแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งแยกต่างหากจากกรณีที่สามารถเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามข้อ 5 โจทก์มิได้ทุจริตต่อหน้าที่ แม้โจทก์จะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว แต่นายจ้างยังสามารถตักเตือนเป็นหนังสือได้ การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (1) ม. 119 (2) ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริพร บุญนาค
จำเลย — บริษัทกามาคัตสึ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6944/2550
#273691
เปิดฉบับเต็ม

นาย ช. นาย ธ. และนาย พ. ลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่มาใช้บริการเพื่อการท่องเที่ยว ได้ร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ไม่กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างทั้งสาม จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างทั้งสาม โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเกี่ยวกับวันหยุดและวันลาประเภทต่างๆ ไว้ นอกจากนี้ในกรณีไม่มีงานทำหรือไม่ได้ขับรถเพราะไม่มีผู้ว่าจ้างใช้บริการของโจทก์ โจทก์ยังยินยอมให้ลูกจ้างขอลาหยุดปีละไม่น้อยกว่า 30 วันทำงานโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งโจทก์อ้างว่าการขอลาหยุดในกรณีนี้ได้รวมวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6 วัน เข้าไว้แล้ว เพียงแต่การลาดังกล่าวลูกจ้างไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการลาประเภทใด แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการลาหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 บัญญัติให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน แม้โจทก์จะกำหนดเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพื่อให้ลูกจ้างได้ใช้สิทธิหยุด แม้โจทก์จะให้ลูกจ้างสามารถลาหยุดโดยได้รับค่าจ้างปีละไม่น้อยกว่า 30 วัน มากกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นคุณแก่ลูกจ้างก็ตาม แต่ก็เฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างไม่มีงานทำหรือไม่ได้ขับรถเพราะไม่มีผู้ว่าจ้างใช้บริการ ลักษณะวันหยุดดังกล่าวจึงไม่ใช่วันหยุดพักผ่อนประจำปี เพราะมีเงื่อนไขว่าจะลาหยุดได้เฉพาะกรณีไม่มีงานทำเท่านั้น ทั้งลูกจ้างก็มิได้ระบุให้ชัดเจนว่าวันลาหยุดดังกล่าวเป็นการขอลาหยุดในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ถือได้ว่าลูกจ้างของโจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จำต้องชำระค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างทั้งสามตามคำสั่งของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจสอบแรงงานที่ 10/2547 ลงวันที่ 9 เมษายน 2547 ของจำเลยโดยให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวเป็นเงินคนละ 2,040 บาท รวมเป็นเงิน 6,120 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 และปี 2546 ให้แก่ลูกจ้างโจทก์สามคนตามคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 9 เมษายน 2547 หรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า นายเชาว์ นายธงชัยและนายพนอเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขับรถทำหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่มาใช้บริการเพื่อการท่องเที่ยว เริ่มทำงานเมื่อปี 2529 ปี 2521 และปี 2537 ตามลำดับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ 5,100 บาท ต่อเดือน ต่อมาลูกจ้างทั้งสามได้ร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ไม่กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 และปี 2546 ให้แก่ลูกจ้างทั้งสาม ขอให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่ลูกจ้างทั้งสาม จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างทั้งสามคนละ 12 วัน เป็นเงินคนละ 2,040 บาท ตามคำสั่งดังกล่าวแล้วข้างต้น โจทก์มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเกี่ยวกับวันหยุดและวันลาประเภทต่างๆ นอกจากนี้ในกรณีไม่มีงานทำหรือไม่ได้ขับรถเพราะไม่มีผู้ว่าจ้างใช้บริการของโจทก์ โจทก์ยังยินยอมให้ลูกจ้างขอลาหยุดปีละไม่น้อยกว่า 30 วันทำงานโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งโจทก์อ้างว่าการขอลาหยุดในกรณีนี้ได้รวมวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6 วัน เข้าไว้แล้ว เพียงแต่การลาดังกล่าวลูกจ้างไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการลาประเภทใด แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการลาหยุดพักผ่อนประจำปี ดังนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน..." จากบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างจะต้องเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้า หรือมิฉะนั้นก็จะต้องกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน สำหรับคดีนี้จะเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะกำหนดเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสอดคล้องกับบทบัญญัติข้างต้นก็ตาม แต่โจทก์ก็หาได้เป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพื่อให้ลูกจ้างได้ใช้สิทธิหยุดไม่ แม้โจทก์จะให้ลูกจ้างสามารถลาหยุดโดยได้รับค่าจ้างอีกปีละไม่น้อยกว่า 30 วัน มากกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นคุณแก่ลูกจ้างก็ตาม แต่ก็เฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างไม่มีงานทำหรือไม่ได้ขับรถเพราะไม่มีผู้ว่าจ้างใช้บริการ ลักษณะวันหยุดดังกล่าวจึงหาใช่เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ เพราะมีเงื่อนไขว่าจะลาหยุดได้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างไม่มีงานทำเท่านั้น ทั้งลูกจ้างก็มิได้ระบุให้ชัดเจนว่าวันลาหยุดดังกล่าวเป็นการขอลาหยุดในวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย ถือได้ว่าลูกจ้างทั้งสามรายของโจทก์ดังกล่าวยังมิได้ใช้สิทธิหยุดสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 และปี 2546 โจทก์จำต้องชำระค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโจทก์ทั้งสามรายตามคำสั่งของจำเลย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.ซี. สมชัยบริการ จำกัด
จำเลย — นางสาวศิรินาฏ กุศลกรรมบถ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2550
#269377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำงานในห้องศูนย์บริการลูกค้าขององค์การ ร. ได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างงานจากบริษัท อ. แล้วมิได้ส่งงานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบขององค์การ ร. แต่กลับส่งงานที่รับไว้ให้สหกรณ์ ค. อันเป็นหน่วยงานอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าเช่นเดียวกับองค์การ ร. และโจทก์มีหุ้นอยู่ในสหกรณ์ ค. ด้วยจึงเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินงานขององค์การ ร. อย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรงต่อองค์การ ร. ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์การ ร.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 85,440 บาท บำเหน็จ 427,200 บาท ค่าจ้างค้าง 9,025 บาท ค่าเช่าบ้าน 10,400 บาท ค่ารักษาพยาบาล 1,500 บาท และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 455,680 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านจำนวน 9,600 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 8,838.62 บาท และค่ารักษาพยาบาลจำนวน 1,489 บาท

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จ 427,200 บาท ค่าจ้างค้าง 8,838.62 บาท ค่าเช่าบ้าน 9,600 บาท และค่ารักษาพยาบาล 1,489 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์แก่ประชาชนโดยทั่วไป โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำงานอยู่ในห้องศูนย์บริการลูกค้าของจำเลย ได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างงานจากบริษัทแอสโทรแมกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศไทย) แล้ว โจทก์มิได้ส่งงานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบของจำเลย แต่กลับส่งงานที่รับไว้ให้สหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกผู้ถือหุ้น จึงเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินงานของจำเลยอย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรงต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15.1 และข้อ 15.6 และตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ ว่าด้วยวินัยพนักงาน พ.ศ.2521 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2) ข้อ 15 วรรคสาม ระบุ "ห้ามมิให้พนักงานเป็นตัวแทนหรือกระทำการในนามนิติบุคคลอื่น อันมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าอย่างเดียวกับองค์การ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดกับผลประโยชน์ขององค์การ ทั้งนี้ไม่ว่ากระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ดังนั้นเมื่อโจทก์กระทำการซึ่งขัดกับผลประโยชน์ของจำเลยจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15 นี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำหริ สุขสาคร
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2550
#410933
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ได้กำหนดบำเหน็จไว้ในหมวด 4 การสงเคราะห์เมื่อออกจากงาน ข้อ 10 ว่าพนักงานซึ่งได้ทำงานในองค์การมานับอายุงานได้สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เมื่อออกจากงานเพราะตายหรือเพราะเหตุอื่นให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จเท่ากับค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ผู้นั้นได้ทำงานในองค์การ การกำหนดดังกล่าวใช้กับพนักงานที่ออกจากงานเพราะตายหรือเพราะเหตุอื่นที่มิใช่เหตุตามข้อ 15 ซึ่งระบุว่า พนักงานไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพหรือบำเหน็จถ้าถูกออกจากงานเพราะกระทำความผิดดังต่อไปนี้ 15.1 กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ 15.2 กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับระเบียบหรือคำสั่งขององค์การอันเป็นเหตุให้องค์การได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง...15.6 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจวัตถุประสงค์ในการรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์แก่ประชาชนโดยทั่วไป โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำงานอยู่ในห้องศูนย์บริการลูกค้าของจำเลย ได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างงานจากบริษัท บ. แล้ว โจทก์มิได้ส่งงานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบของจำเลย แต่กลับส่งงานที่รับไว้ดังกล่าวให้สหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นและต่อมาในปี 2545 ได้เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการและมีประโยชน์เกี่ยวข้องรับงานนั้นไปทำ ทั้งที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยมีหน้าที่ต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และจำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้เกิดผลดีและควมเจริญก้าวหน้าแก่จำเลย จำเลยมีรายได้หลักจากค่าจ้างในการรับขนส่งเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำนักงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการแก่พนักงานทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนจะต้องรักษาประโยชน์ของจำเลยหากได้รับการติดต่อจากลูกค้าที่ว่าจ้างให้ทำการขนส่ง จะต้องแจ้งหรือส่งงานให้หน่วยงานของจำเลยที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรับผิดชอบต่อไป แต่โจทก์กลับลักลอบเอางานของจำเลยจากสำนักงานของจำเลยไปให้นิติบุคคลอื่น จึงเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินงานของจำเลยอย่างร้ายแรง ส่งผลให้จำเลยขาดประโยชน์จากการดำเนินงานหลัก และลูกค้าผู้ติดต่อจำเลยอาจเข้าใจและเชื่อว่าเป็นการรับขนส่งของจำเลย จำเลยมีโอกาสได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในด้านการให้การบริการได้ และโจทก์ทำงานประจำห้องศูนย์บริการลูกค้าของจำเลย มีโอกาสที่จะรับการติดต่อจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาว่าจ้างใช้บริการของจำเลยได้ตลอดเวลาทุกวัน การลักลอบเอางานของจำเลยไปให้ผู้อื่นทำย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายขาดรายได้จากการขนส่งรายนั้นๆ หากมีลูกจ้างเช่นโจทก์ในนิติบุคคลใดย่อมส่งผลให้การประกอบกิจการของนิติบุคคลนั้นประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายถึงกิจการล่มได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรงต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15.1 และข้อ 15.6 และตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุว่าด้วยวินัยพนักงาน พ.ศ.2512 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2) ข้อ 15 วรรคสาม ระบุ "ห้ามมิให้พนักงานเป็นตัวแทนหรือกระทำการในนามนิติบุคคลอื่น อันมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าอย่างเดียวกับองค์การ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดกับผลประโยชน์ขององค์การ ทั้งนี้ ไม่ว่ากระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ดังนั้น เมื่อโจทก์กระทำการซึ่งขัดกับผลประโยชน์ของจำเลยจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับดังกล่าว และส่งผลให้จำเลยขาดประโยชน์และมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลยดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งขององค์การเป็นเหตุให้องค์การได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15.2 ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15 นี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 85,440 บาท บำเหน็จ 427,200 บาท ค่าจ้างค้าง 9,025 บาท ค่าเช่าบ้าน 10,400 บาท ค่ารักษาพยาบาล 1,500 บาท และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 455,680 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านจำนวน 9,600 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 8,838.62 บาท และค่ารักษาพยาบาล จำนวน 1,489 บาท

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จ 427,200 บาท ค่าจ้างค้าง 8,838.62 บาท ค่าเช่าบ้าน 9,600 บาท และค่ารักษาพยาบาล 1,489 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทองค์กรของรัฐบาล จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2491 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์ในการรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป มีข้อบังคับองค์การจำเลยว่าด้วยวินัยพนักงาน พ.ศ.2521 และข้อบังคับองค์การจำเลยว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 และระเบียบองค์การจำเลยว่าด้วยค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ค่าชดเชย และค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน พ.ศ.2534 โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่ปี 2517 ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกประจำกองการเจ้าหน้าที่และช่วยปฏิบัติงานที่แผนกรับส่งสินค้าตามที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งมอบหมาย ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราสุดท้ายเดือนละ 14,240 บาท ต่อมาปี 2544 โจทก์เป็นสมาชิกของสหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จำกัด ซึ่งสหกรณ์ดังกล่าวเป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์บริการมีวัตถุประสงค์ในการจัดการขนส่งหรือประกอบการขนส่งหรือส่งเสริมให้สมาชิกประกอบการขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์ และไปรษณีย์ เช่นเดียวกับจำเลย ต่อมาโจทก์ได้เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ โดยได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2544 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 บริษัทแอสโทรแม๊กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศไทย) ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังจำเลยที่ห้องศูนย์บริการลูกค้าว่าจ้างให้จำเลยขนย้ายเครื่องใช้สำนักงานของบริษัทจากสำนักงานบริษัทในกรุงเพทมหานครไปยังจังหวัดนราธิวาส โจทก์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานในห้องศูนย์บริการลูกค้าเพื่อคอยรับโทรศัพท์ที่ลูกค้าติดต่อมาใช้บริการของจำเลยได้รับงานขนส่งดังกล่าวจากบริษัทแอสโทรแม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศไทย) แล้วโจทก์มิได้ส่งงานต่อให้หน่วยงานของจำเลยที่รับผิดชอบในด้านรับจ้างขนส่งเหมาแบบทั้งคันดูแลรับผิดชอบต่อไป แต่โจทก์กลับส่งงานที่รับไว้ให้สหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จำกัด รับงานขนส่งดังกล่าวไปทำ และกำหนดนัดหมายจะจัดรถบรรทุกไปขนส่งในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2545 ครั้นถึงกำหนดเวลานัด สหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จำกัด มิได้จัดรถยนต์ไปบรรทุกขนส่งให้ ทำให้บริษัทแอสโทรแม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศไทย) ที่จังหวัดนราธิวาสได้รับความเสียหายจากการรอรับเครื่องใช้สำนักงานและไม่สามารถเปิดสำนักงานใหม่ได้ตามกำหนด จึงโทรศัพท์มายังจำเลยร้องเรียนถึงความเสียหายดังกล่าว จำเลยจึงได้แก้ปัญหาโดยรีบจัดการขนส่งเครื่องใช้สำนักงานให้บริษัทดังกล่าวในวันที่ 19 มีนาคม 2545 และได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และต่อมามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ ผลการสอบสวนมีความเห็นว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจึงลงโทษโจทก์โดยการเลิกจ้างฐานประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยวินัยพนักงาน พ.ศ.2521 ข้อ 15 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยแต่โจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่และไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 ข้อ 15 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ได้กำหนดบำเหน็จไว้ในหมวด 4 การสงเคราะห์เมื่อออกจากงาน ข้อ 10 ว่าพนักงานซึ่งได้ทำงานในองค์การมานับอายุงานได้สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เมื่อออกจากงานเพราะตายหรือเพราะเหตุอื่น ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จเท่ากับค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ผู้นั้นได้ทำงานในองค์การ การกำหนดดังกล่าวใช้กับพนักงานที่ออกจากงานเพราะตายหรือเพราะเหตุอื่นที่มิใช่เหตุตามข้อ 15 ซึ่งระบุว่า พนักงานไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพหรือบำเหน็จถ้าถูกออกจากงานเพราะกระทำความผิดดังต่อไปนี้ 15.1 กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ 15.2 กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งขององค์การอันเป็นเหตุให้องค์การได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง... 15.6 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์แก่ประชาชนโดยทั่วไป โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำงานอยู่ในห้องศูนย์บริการลูกค้าของจำเลย ได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างงานจากบริษัทแอสโทรแม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ประเทศไทย) แล้วโจทก์มิได้ส่งงานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบของจำเลย แต่กลับส่งงานที่รับไว้ดังกล่าวให้สหกรณ์เครือกระจายสินค้าและพัสดุภัณฑ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นและต่อมาในปี 2545 ได้เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการและมีประโยชน์เกี่ยวข้องรับงานนั้นไปทำทั้งที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยมีหน้าที่ต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและจำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้เกิดผลดีและความเจริญก้าวหน้าแก่จำเลย จำเลยมีรายได้หลักจากค่าจ้างในการรับขนส่งเพื่อนำมาเป็นค่าใช่จ่ายสำนักงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการแก่พนักงานทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานจำเลยทุกคนจะต้องรักษาประโยชน์ของจำเลยหากได้รับการติดต่อจากลูกค้าที่ว่าจ้างให้ทำการขนส่ง จะต้องแจ้งหรือส่งงานให้หน่วยงานของจำเลยที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรับผิดชอบต่อไป แต่โจทก์กลับลักลอบเอางานของจำเลยจากสำนักงานของจำเลยไปให้นิติบุคคอื่น จึงเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินงานของจำเลยอย่างร้ายแรง ส่งผลให้จำเลยขาดประโยชน์จากการดำเนินงานหลัก และลูกค้าผู้ติดต่อจำเลยอาจเข้าใจและเชื่อว่าเป็นการรับขนส่งของจำเลย จำเลยมีโอกาสได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในด้านการให้การบริการได้ และโจทก์ทำงานประจำห้องศูนย์บริการลูกค้าของจำเลย มีโอกาสที่จะรับการติดต่อจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาว่าจ้างใช้บริการของจำเลยได้ตลอดเวลาทุกวัน การลักลอบเอางานของจำเลยไปให้ผู้อื่นทำย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายขาดรายได้จากการขนส่งรายนั้นๆ หากมีลูกจ้างเช่นโจทก์ในนิติบุคคลใดย่อมส่งผลให้การประกอบกิจการของนิติบุคคลนั้นประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายถึงกิจการล่มได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรงต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15.1 และข้อ 15.6 และตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุว่าด้วยวินัยพนักงาน พ.ศ.2521 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2) ข้อ 15 วรรคสาม ระบุ "ห้ามมิให้พนักงานเป็นตัวแทนหรือกระทำการในนามนิติบุคคลอื่น อันมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจการค้าอย่างเดียวกับองค์การ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดกับผลประโยชน์ขององค์การ ทั้งนี้ ไม่ว่ากระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ดังนั้น เมื่อโจทก์กระทำการซึ่งขัดกับผลประโยชน์ของจำเลยจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับดังกล่าว และส่งผลให้จำเลยขาดประโยชน์และมีผลกระทบต่อชื่อเสียงจองจำเลยดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งขององค์การเป็นเหตุให้องค์การได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15.2 ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519 (ฉบับประมวลแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9) ข้อ 15 นี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายบำเหน็จแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 ม. 95
ข้อบังคับองค์การรับขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ ว่าด้วยการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2519
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำหริ สุขสาคร
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ