คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6517/2550
#414876
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัท บ. สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมิใช่สิทธิเรียกร้องของโจทก์อีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายภายหลังจากที่โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 247 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบว่า โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 13228/2536 ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้เข้าสวมสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว เนื่องจากจำเลยเคยติดต่อไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตเพื่อขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดต่อไป ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหนี้ต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำแถลงของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตจัดส่งมาตามคำสั่งเรียกพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ (คดีล้มละลาย) โจทก์ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และบริษัทดังกล่าวได้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์อย่างช้าที่สุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นวันที่โจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตขอให้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยต่อไป เห็นว่า การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการดำเนินการบังคับคดีนั้นเป็นกรณีที่โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งให้แก่บริษัทดังกล่าว จึงมิใช่สิทธิเรียกร้องของโจทก์อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 ภายหลังจากที่โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวิเวียน ชุมดวง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6515/2550
#410726
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณจำนวนเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ขาดไป 27,750.89 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท อุทธรณ์ของเจ้าหนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง แต่กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายพิเศษมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองบรรดาเจ้าหนี้ให้ได้รับชำระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงยอมรับว่าคำนวณจำนวนเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ขาดไป จึงมีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด สมควรรับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 26 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ยืม จำนอง ตามคำพิพากษาในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นเงิน 1,220,868.84 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,193,117.95 บาท โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 1 ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ไม่เกินวงเงิน 1,165,000 บาท เงินยังขาดอยู่เท่าใดให้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามมาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้แก้ไขคำสั่งศาลล้มละลายกลางให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่ถูกต้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่าได้พิมพ์ตัวเลขต้นเงินที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยสลับกันในหลักหมื่น ส่วนระยะเวลาที่นำมาคำนวณดอกเบี้ย เจ้าหนี้นับระยะเวลาทั้งหมดเป็นวัน ระเบียบปฏิบัติของกรมบังคับคดีให้นับระยะเวลาเป็นปี เศษของปีให้นับเป็นวันตามจำนวนวันของแต่ละเดือน กรณีเดือนกุมภาพันธ์ 2547 มี 29 วัน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณให้ 28 วัน ที่ถูกต้องเป็นไปตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ เห็นว่า คดีล้มละลายในชั้นขอรับชำระหนี้ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระ คดีนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณจำนวนเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ขาดไป 27,750.89 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท อุทธรณ์ของเจ้าหนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง แต่กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายพิเศษมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองบรรดาเจ้าหนี้ให้ได้รับชำระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม ทั้งศาลฎีกาได้พิจารณาคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่า มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด สมควรรับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ สำหรับจำนวนหนี้ที่โต้แย้งกันในชั้นนี้คือดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาตรวจรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ที่ระบุว่ามีการพิมพ์ตัวเลขผิด ทำให้คำนวณยอดหนี้ผิดพลาด ที่ถูกคือเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ย 516,144.09 บาท เมื่อนำต้นเงิน ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความมารวมเข้าด้วยกันแล้ว หนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระมีจำนวนทั้งสิ้น 1,220,334.96 บาท เจ้าหนี้ขอมา 1,220,868.84 บาท จึงเกินไปกว่าสิทธิที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ เห็นสมควรแก้ไขให้คำสั่งศาลล้มละลายกลางให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,220,334.96 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — เอ็น เอฟ เอส จำกัด
บริษัทบริหารสินทรัพย์
เจ้าหนี้ — สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายชูชาติ บุษบงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6514/2550
#410675
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2544 และการร้องขอให้เพิกถอนการโอนต้องนับถึงวันที่ยื่นคำร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนต่อศาลชั้นต้นวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนแล้วจึงไม่ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ว่า เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ตามที่กำหนดจึงให้คืนเพื่อทำมาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ถือว่าได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจในการตรวจคำคู่ความและมีคำสั่งไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เท่านั้น โดยคำร้องดังกล่าวยังอยู่ที่ศาลและผู้ร้องได้ทำคำร้องมายื่นใหม่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 ภายในกำหนดที่ศาลสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องแล้ว ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องที่ยื่นมาแต่แรกนั้นเอง มิใช่เป็นการยื่นคำร้องเป็นคดีใหม่ที่ต้องนับอายุความถึงวันดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่ขาดอายุความ

นิติกรรมการโอนขายรถยนต์พิพาทระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านได้กระทำลงโดยลูกหนี้และผู้คัดค้านได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนภายในกำหนด ศาลจึงชอบที่จะเพิกถอนซึ่งนิติกรรมนั้นเสียได้ตามคำร้องของผู้ร้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113, 114 แต่ผู้คัดค้านได้โอนขายให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งรับโอนไว้โดยสุจริตแล้วและการเพิกถอนดังกล่าวนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 สิทธิในรถยนต์พิพาทของบุคคลภายนอกจึงได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านได้ แต่เมื่อไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างผู้คัดค้านกับบุคคลภายนอก ผู้ร้องย่อมไม่สามารถติดตามเอารถยนต์พิพาทกลับมาเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ศาลฎีกาจึงยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการโอนรถยนต์พิพาทและบังคับให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาแทนให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องมีคำขอมาในท้ายคำร้องแต่เพียงอย่างเดียวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ (จำเลย) ล้มละลายเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ลูกหนี้ได้โอนขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ของลูกหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านในราคา 134,001.45 บาท แล้วผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งรับโอนไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นิติกรรมซื้อขายรถยนต์ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านดังกล่าวได้กระทำขึ้นภายในเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย และในระหว่างลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์โดยลูกหนี้กับผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าเป็นการถ่ายเททรัพย์สินของลูกหนี้ให้ลดน้อยถอยลงอันเป็นการกระทำให้เจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 114 ราย รวมเป็นเงิน 525,926,989.91 บาท เสียเปรียบเพราะรถยนต์คันดังกล่าวมีราคาประเมิน ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2545 จำนวน 350,000 บาท ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114 โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนรถยนต์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการโอนโดยชอบ เป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบ รถยนต์มีความชำรุดทรุดโทรมมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท คำร้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวยื่นเกินกว่า 1 ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ในภาพใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนรถยนต์ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น ลูกหนี้ขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้คัดค้านในราคา 134,001.45 บาท...

ผู้คัดค้านฎีกาต่อไปว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำร้อง การที่ผู้ร้องนำคำร้องมายื่นใหม่ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 ก็ไม่ทำให้คำร้องฉบับแรกมีผลขึ้นมา ผู้ร้องจึงไม่ได้ร้องต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่เจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอน ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนโอนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2544 และการร้องขอให้เพิกถอนการโอนต้องนับถึงวันที่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 มิใช่นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งคำร้อง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนต่อศาลชั้นต้นวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนแล้ว คดีจึงไม่ขาดอายุความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ว่า เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ตามที่กำหนด จึงให้คืนเพื่อทำมาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ก็ตาม ก็ถือว่าได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลแล้วเพียงแต่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจในการตรวจคำคู่ความและมีคำสั่งไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เท่านั้น โดยคำร้องดังกล่าวยังอยู่ที่ศาลและผู้ร้องได้ทำคำร้องมายื่นใหม่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 ภายในกำหนดที่ศาลสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องแล้วย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องที่ยื่นมาแต่แรกนั้นเอง มิใช่เป็นการยื่นคำร้องเป็นคดีใหม่ที่ต้องนับอายุความถึงวันดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม แม้จะฟังได้ว่านิติกรรมการโอนขายรถยนต์พิพาทระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านได้กระทำลงโดยลูกหนี้และผู้คัดค้านได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนภายในกำหนด ศาลจึงชอบที่จะเพิกถอนซึ่งนิติกรรมนั้นเสียได้ตามคำร้องของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113, 114 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่ารถยนต์พิพาทดังกล่าวนั้นผู้คัดค้านได้โอนขายให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งรับโอนไว้โดยสุจริตแล้วและการเพิกถอนดังกล่าวนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 สิทธิในรถยนต์พิพาทคันดังกล่าวของบุคคลภายนอกจึงได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านได้ แต่เมื่อไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างผู้คัดค้านกับบุคคลภายนอกเช่นนี้ผู้ร้องก็ย่อมไม่สามารถติดตามเอารถยนต์พิพาทคันดังกล่าวกลับมาเป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ศาลฎีกาจึงชอบที่จะยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการโอนรถยนต์พิพาทดังกล่าวและบังคับให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาแทนให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องมีคำขอมาให้ท้ายคำร้องแต่เพียงอย่างเดียวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการโอนรถยนต์พิพาทคันดังกล่าวด้วยนั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการโอนขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ศ-6668 กรุงเทพมหานคร ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 238 ม. 240
ป.วิ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแกรนมา แอนด์ เฮอร์เมด จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางสาวลัดดา ดอกบัวแย้ม
จำเลย — บริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6507/2550
#414850
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. มีต่อจำเลยทั้งสี่และได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยทั้งสี่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 746,053.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 502,506.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 502,506.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มอาร์อาร์ ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (ที่ถูกธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)) บวก 2.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 5 มกราคม 2544) ต้องไม่เกิน 243,546.96 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ในประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด มาในราคาเท่าใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด มาในราคาเท่าใด เป็นเพียงรายละเอียดของที่มาแห่งมูลหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ มิใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่โจทก์จะต้องบรรยายให้แจ้งชัดในคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ไปยังจำเลยทั้งสี่โดยชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อรับหนังสือบอกกล่าวตามใบตอบรับมิใช่พนักงานของจำเลยทั้งสี่จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งคำบอกกล่าวโดยชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิเสธว่าที่อยู่ตามที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องที่ส่งไปยังจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสี่ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าวไปยังจำเลยทั้งสี่โดยชอบแล้ว แม้บุคคลที่ลงลายมือชื่อรับเอกสารมิใช่พนักงานของจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ทำให้การส่งคำบอกกล่าวของโจทก์ไม่ชอบ หากจำเลยทั้งสี่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคลดังกล่าวประการใดก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสี่ต้องไปว่ากล่าวกันเองต่างหาก ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางพิรญาณ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์มาเบิกความโดยมีสัญญากู้เงิน บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน สัญญาค้ำประกันและการ์ดบัญชีเงินกู้ ซึ่งหนังสือสัญญากู้เงินมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ ในช่องผู้กู้มีลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการและประทับตราสำคัญมีข้อความกำกับว่าเป็นจำเลยที่ 1 โดยลายมือชื่อและตราสำคัญที่ลงไว้มีลักษณะคล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 และตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 1 ส่วนสัญญาค้ำประกันมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและมีลายมือชื่อที่มีข้อความกำกับใต้ลายมือชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทั้งในฐานะส่วนตัวและฐานะกรรมการจำเลยที่ 4 สำหรับจำเลยที่ 4 ก็มีการประทับตราสำคัญที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตราสำคัญของจำเลยที่ 4 ในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบปฏิเสธว่ามิใช่ตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 4 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ที่มีเพียงจำเลยที่ 3 และนางสาวฤดีพรมาเบิกความลอย ๆ ว่าลายมือชื่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันตามสัญญากู้เงิน บันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันมิใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 4 นั้นไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นลายมือชื่อและตราสำคัญปลอม ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและเพียงพอให้รับฟังแล้วว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้ตามฟ้อง มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ และศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็มอาร์อาร์ ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) บวก 2.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า นอกจากศาลล่างทั้งสองพิพากษานอกคำขอของโจทก์แล้วยังเป็นคำพิพากษาที่ไม่อาจปฏิบัติได้เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวขึ้นลงตลอดเวลา และโจทก์รับซื้อสัญญาหนี้มาโดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ตกลงด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด มีต่อจำเลยทั้งสี่และได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ไม่ว่าจำเลยทั้งสี่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ตาม ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นและศาลอุทธรณ์ลดลงเหลืออัตรา เอ็มอาร์อาร์ ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) บวกอีกร้อยละ 2.5 ต่อปี นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า แม้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้โดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญากู้เงินก็ตามแต่เป็นการเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จึงเป็นเบี้ยปรับและสูงเกินส่วน สมควรลดลงเท่ากับขณะทำสัญญากู้เงินเท่านั้น ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ก็เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ตามสัญญากู้เงินจึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกคำขอและปฏิบัติไม่ได้แต่อย่างใด ฎีกาจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — บริษัทสาธรทีม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6505/2550
#414848
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเป็นจำเลยที่ 2 กับฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจำเลยที่ 4 และฟ้องจังหวัดเป็นจำเลยที่ 5 ให้ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา แต่การออกโฉนดที่ดินนั้นหากที่ดินมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หากเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด (จำเลยที่ 2) และผู้ว่าราชการจังหวัด (จำเลยที่ 4) ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 59 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว สำหรับจำเลยที่ 5 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา ตามพื้นที่ระบายด้วยหมึกสีแดงและตามรายละเอียดในแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่ามีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ คดีในชั้นนี้จึงมีปัญหาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา ตามพื้นที่ระบายด้วยหมึกสีแดงตามรายละเอียดในแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง แต่การออกโฉนดที่ดินนั้นหากที่ดินมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด) แต่หากการยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินนั้น เนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ที่บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน... ถ้ามีความจำเป็นจะขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้... แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด..." โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ส่วนในตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้นโจทก์ได้ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 5 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออกโฉนดซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 59 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญส่ง เพ็งสว่าง
จำเลย — นายบรรลือ หอมหวล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2550
#410674
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคารโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายให้จำเลยชำระเงินขั้นต่ำภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เมื่อจำเลยผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายและเริ่มนับอายุความนับแต่วันนั้นมา จำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องวันที่ 29 ธันวาคม 2546 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่ จึงขาดอายุความ

โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ออกเงินทดรองให้แก่สถานประกอบการค้าต่างๆ แทนจำเลยอีก ใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนเป็นการคิดบวกดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัดเข้ากับต้นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเมื่ออาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเอง มิใช่โจทก์ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงมิได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้แก่จำเลยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ประเภทบัตรวีซ่าคลาสสิคโตโยต้า - ธนาคารกรุงเทพ หลังจากจำเลยได้รับบัตรเครดิตไปจากโจทก์แล้ว จำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวซื้อสินค้าชำระค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า โจทก์ชำระเงินให้สถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์แทนจำเลยไปก่อนแล้วส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตไปเรียกเก็บ จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 39,946.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 30,320 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2544 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ ประเภทบัตรวีซ่าคลาสสิคโตโยต้า - ธนาคารกรุงเทพ และยินยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้า ชำระค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า โดยตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินแก่สถานประกอบการค้าหรือบริการไปก่อน และจำเลยต้องชำระหนี้ดังกล่าวคืนให้โจทก์ตามจำนวนและภายในกำหนดตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ให้ครบถ้วนในคราวเดียว จำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 จำนวน 31,320 บาท โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายให้จำเลยชำระเงินขั้นต่ำจำนวน 4,452 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 แต่จำเลยผิดนัด โดยชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบถ้วนและไม่ตรงตามกำหนดที่โจทก์แจ้ง เพียงแต่ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายกำหนดให้จำเลยชำระเงินขั้นต่ำภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เมื่อจำเลยผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายและเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่วันนั้นมา จำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนื้เมื่อว้นที่ 29 ธันวาคม 2546 จึงพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายกำหนดให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดภายในวันที่ 30 มกราคม 2545 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2545 นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ และโจทก์ก็ไม่ได้ออกเงินทดรองให้แก่สถานประกอบการค้ากิจการค้าต่างๆ แทนจำเลยอีก ใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมา ล้วนเป็นการคิดบวกดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัดเข้ากับต้นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเมื่ออาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเอง มิใช่โจทก์ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความคดีนี้จึงหาได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้แก่จำเลยอีกต่อไปดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/14 ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเสนีย์ มติภักดี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2550
#414846
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 141 (3) กำหนดแต่เพียงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีรายการแห่งคดีซึ่งหมายถึงต้องมีชื่อเรื่อง คำฟ้อง และคำให้การเพื่อกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่มิได้บังคับว่าคำพิพากษาต้องมีทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงจะเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้คงมีแต่เพียงทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ให้การรับในประเด็นสำคัญตามคำฟ้องของโจทก์และมิได้นำสืบต่อสู้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์มาเขียนรวมไว้ในตอนวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ถือเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความ 4,000 บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ไว้เพียง 3,000 บาท จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 70/774 หมู่ที่ 7 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาท และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 70/774 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 16,000 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2546 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 70/774 หมู่ที่ 7 ถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จากโจทก์ กำหนดเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2549 ค่าเช่าปีแรกเดือนละ 13,000 บาท ปีต่อไปเดือนละ 15,000 บาท ตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนสิงหาคม 2548 และรับว่ายังคงค้างชำระค่าเช่าอีก 20,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้กล่าวถึงทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองถือว่าไม่มีรายการแห่งคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (3) นั้น เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีรายการแห่งคดีซึ่งหมายถึงต้องมีชื่อเรื่อง คำฟ้อง และคำให้การเพื่อกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่มิได้บังคับว่าคำพิพากษาต้องมีทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงจะเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้คงมีแต่เพียงทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ให้การรับในประเด็นสำคัญตามคำฟ้องของโจทก์และมิได้นำสืบต่อสู้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์มาเขียนรวมไว้ในตอนวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวโดยแจ้งชัดแล้วว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดค้างชำระค่าเช่าตึกแถวพิพาทตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนเสิงหาคม 2548 แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวโจทก์จึงมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวพิพาท คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชัดเจนแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษานอกประเด็นในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทของโจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2548 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกว่าให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน 15 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมออกจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนสิงหาคม 2548 ตามบันททึกข้อตกลง โจทก์มีสิทธิฟ้องขับใล่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นตามคำฟ้องโจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ถือเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความ 4,000 บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ไว้เพียง 3,000 บาท จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาศาลละ 1,500 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (3) ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระชัย แสงกระจ่าง
จำเลย — นางวีณา สุวรรณศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6500/2550
#414843
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธินำคดีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือยกฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลไปฟ้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ย่อมหมายถึงคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านให้คู่ความฟังแล้ว เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ซึ่งไม่ใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดฟังคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์มาศาลและลงลายมือชื่อทราบคำพิพากษา กรณีถือว่าทนายโจทก์เพิ่งทราบคำพิพากษาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้วันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งอยู่ในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 58,077.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 37,363.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การยอมรับว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตตามฟ้องจริง แต่โจทก์ได้นำมูลหนี้ในคดีนี้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ศาลแขวงพระนครใต้มีคำวินิจฉัยว่า สถานที่ที่มูลคดีเกิดและภูมิลำเนาของจำเลยล้วนอยู่นอกเขตอำนาจศาลแขวงพระนครใต้ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ โจทก์ได้มาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งเกิน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นที่สุด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายท้ากันให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องแพ้ตามคำท้า พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 58,077.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 37,363.93 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 เมษายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ศาลแขวงพระนครใต้มีคำสั่งรับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ซึ่งยังไม่ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลแขวงพระนครใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เนื่องจากศาลแขวงพระนครใต้เห็นว่ามูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครใต้ และทนายโจทก์ลงลายมือชื่อทราบคำพิพากษาในภายหลังโดยลงชื่อทราบคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันที่ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์ได้นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาหรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธินำคดีไปฟ้องใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านให้คู่ความฟังแล้ว คดีนี้ได้ความตามเอกสารหมาย จ.2 ว่าศาลแขวงพระนครใต้พิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 แต่วันดังกล่าวไม่ใช่วันนัดพิจารณาหรือนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่อาจถือว่าวันที่ 9 ธันวาคม 2547 เป็นวันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟัง ต่อมาเมื่อถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันที่ศาลแขวงพระนครใต้ได้นัดสืบพยานโจทก์ไว้ ทนายโจทก์จึงได้มาลงลายมือชื่อทราบคำพิพากษา กรณีถือว่าทนายโจทก์เพิ่งทราบคำพิพากษาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 หาใช่ว่าทนายโจทก์ทราบคำพิพากษาในวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ เพราะวันที่ 9 ธันวาคม 2547 มิใช่เป็นวันนัดให้ทนายโจทก์มาศาล จึงจะถือว่าทนายโจทก์ต้องทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ การที่ทนายโจทก์เพิ่งทราบคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 จึงยังอยู่ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยต้องแพ้ตามคำท้าชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นางนิทรา หรือภัณฑิรา มาลีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2550
#414651
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2498 ภายหลัง ป.ที่ดิน ใช้บังคับแล้ว เจ้าของเดิมและจำเลยซึ่งรับโอนการครอบครองมาย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 และต้องถือว่าที่ดินเป็นของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติว่าที่ดินซึ่งไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ เมื่อทางราชการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปปฏิรูปที่ดินได้ และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 26 (4) โจทก์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินได้

จำเลยมีที่ดินเป็นของตนเองกว่า 100 ไร่ ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่เกษตรกรตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 4 จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) ของจำเลยได้

การที่จะต้องเวนคืนที่ดินเพื่อนำมาปฏิรูปที่ดินนั้น ที่ดินพิพาทต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ของรัฐ คดีนี้เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินเป็นของรัฐแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องเวนคืนที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่ใช่เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจึงแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดิน แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ถูกเพิกถอนด้วยเหตุผลทางการเมือง การกระทำของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) เลขที่ 14, 31, 111 และ 183 อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย หมายความว่า บุคคลผู้ครอบครองที่ดินและผู้รับโอนจะได้รับความคุมครองสิทธิครอบครองในที่ดินตามกฎหมายต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 2 และมาตรา 3 คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของจำเลยว่าเจ้าของเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งเป็นภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว เจ้าของเดิมและจำเลยซึ่งรับโอนการครอบครองมาย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 และต้องถือว่าที่ดินเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ เมื่อทางราชการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปปฏิรูปที่ดินได้ และต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้นและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) โจทก์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินได้ การคัดค้านของนายลายและนายบรรจุเจ้าของเดิมหามีผลทำให้จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยเป็นเกษตรกรหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 ได้ให้นิยามว่า เกษตรกร หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักและให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย จากนิยามดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเกษรตรกรรมเป็นหลักจำพวกหนึ่ง กับบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรมหรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร ซึ่งไม่มีที่ดินเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอีกจำพวกหนึ่ง เห็นได้ว่า เงื่อนไขการเป็นเกษตรกรที่มีสิทธิจะเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือต้องไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเอง แต่จำเลยมีที่ดินเป็นของตนเองกว่า 100 ไร่ ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่เกษตรกรตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยเสียได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์ต้องดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเสียก่อนหรือไม่ เห็นว่า การที่จะต้องมีการดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้น ที่ดินพิพาทต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ของรัฐ คดีนี้เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินเป็นของรัฐแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องเวนคืนที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 4
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นางวิภาพรรณ ชูทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6491/2550
#414193
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลผู้มีสิทธิหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติก่อนกฎกระทรวงประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิในที่ดินตาม ป.ที่ดิน มีสิทธิเพียงได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ เท่านั้น หาได้มีสิทธิในที่ดินที่ตนครอบครองทำประโยชน์อยู่ไม่ และต้องยื่นคำร้องที่อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวง ฯ ใช้บังคับ โดยยื่นต่อนายอำเภอภายใน 90 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงได้ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ฯ ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวข้อ 9 กำหนดให้เลขาธิการมีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตได้ ดังนั้น เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงมีอำนาจออกคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 และ 30 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มีมติให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) เลขที่ 15 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ของจำเลย โดยมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาอุทธรณ์และมีมติไม่รับพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้เป็นเกษตรกร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงแจ้งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นข้อนี้จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า ที่ดินพิพาทจำเลยได้รับโอนการครอบครองมาจากนายเจริญซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2504 ต่อมาปี 2516 มีกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายเจริญยื่นคำร้องอ้างว่ามีสิทธิหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวง ฯ ใช้บังคับและได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 คณะอนุกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิดตรวจสองแล้วมีความเห็นว่า ควรเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติหรือให้นายเจริญเช่าทำประโยชน์ต่อไป แต่บัดนี้ทางราชการยังไม่ได้ดำเนินการตามความเห็นดังกล่าว เห็นได้ว่า ตามคำให้การดังกล่าวไม่มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ คงมีปัญหาแต่เพียงว่าจะต้องกันที่ดินพิพาทที่นายเจริญครอบครองอยู่ออกจากป่าสงวนแห่งชาติหรือให้นายเจริญเช่าทำประโยชน์ต่อไปหรือไม่เท่านั้น เนื่องจากนายเจริญได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2504 ก่อนมีกฎกระทรวง ฯ ประกาศกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ แสดงว่านายเจริญก็ยอมรับว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพียงแต่อ้างว่าตนครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนเท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บุคคลที่อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวง ฯ ใช้บังคับ ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น คำร้องดังกล่าวในวรรคหนึ่งให้นายอำเภอส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้นโดยไม่ชักช้า แต่ความในวรรคหนึ่งไม่ให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏว่านายเจริญมีสิทธิในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่น นายเจริญจึงต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเมื่อมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 12 แล้ว มาตรา 13 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติได้รับคำร้องตามมาตรา 12 แล้ว ให้สอบสวนตามคำร้องนั้น ถ้าปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์ ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้ตามที่เห็นสมควร เห็นได้ว่า จากบทบัญญัติดังกล่าว บุคคลที่มีสิทธิหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแต่ไม่มีสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมีสิทธิเพียงได้รับค่าทดแทนเท่านั้น หาได้มีสิทธิในที่ดินที่ตนครอบครองทำประโยชน์อยู่ไม่ คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายเจริญได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง ก็มิทำให้นายเจริญมีสิทธิในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทย่อมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังจากมีกฎกระทรวง ฯ ประกาศกำหนดป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ย่อมต้องห้ามมิให้จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติโจทก์จึงมีอำนาจนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เกษตรกรหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.4-01 ก.) เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เกษตรกรเพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 ลงมติเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) ที่ออกให้แก่จำเลยได้และโจทก์ไม่อาจอาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ข้อ 9 มาออกคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ก.) ของจำเลยได้เช่นกัน เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงได้ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวข้อ 9 กำหนดว่า ให้เลขาธิการมีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อผู้ได้รับอนุญาตสิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินตามระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ตามที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 11 (3) ให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบจาก ส.ป.ก. ในกรณีขาดคุณสมบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร...ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในสาระสำคัญดังต่อไปนี้... ข. มีที่ทำกินเป็นของตนเองหรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกันเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพอยู่แล้วก่อนดำเนินการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ได้ความว่าจำเลยมีที่ดินอยู่แล้วก่อนได้รับคัดเลือกหลายร้อยไร่ จำเลยจึงเป็นผู้ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ขาดคุณสมบัติตามระเบียบดังกล่าวทำให้สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ดังนั้น เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงมีอำนาจออกคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตของจำเลยได้ตามระเบียบดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 13
ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ม. ข้อ 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายณรงค์ นพดารา
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิชัย วิวิตเสวี
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6466/2550
#410901
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มูลหนี้ค่าจ้างว่าความในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ สิทธิของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันด้วยกันจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายในลำดับก่อนหลังกัน ย่อมต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 130 (1) ถึง (7) เมื่อค่าจ้างว่าความของเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้มิใช่ค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (1) ถึง (6) ที่อยู่ในลำดับที่จะให้ได้รับชำระก่อนหนี้อื่นตาม (7) ของบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าจ้างว่าความตามมาตรา 130 (7) ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงินจำนวน 3,150,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 3,150,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ตามขอ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นค่าจ้างว่าความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ไม่ชัดแจ้งและไม่ถูกต้อง เพราะหนี้ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายของเจ้าหนี้ที่ได้เตรียมการฟ้องร้อง ค่าเอกสาร แก้อุทธรณ์ รับรองเอกสาร ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าพาหนะ ค่าถ่ายเอกสาร เงินเดือนพนักงานธุรการและค่าวิชาชีพทนายความของเจ้าหนี้ที่ใช้จ่ายไปในการดำเนินคดีเพื่อรักษาสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ 1 และทำให้ได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องจำนวน 16,000,000 บาท เป็นกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 อันเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายทุกคนมิใช่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้คนเดียวเท่านั้น หนี้ดังกล่าวจึงเป็นบุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันหรือรักษาสิทธิเรียกร้องให้กับลูกหนี้ที่ 1 และเกิดจากศีลธรรมอันดีของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มูลหนี้ค่าจ้างว่าความในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามขอ สิทธิของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันด้วยกันจะมีสิทธิได้รับการชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายในลำดับก่อนหลังกัน ย่อมต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการแบ่งทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้นั้น ให้ชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินตามลำดับดังต่อไปนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดกของลูกหนี้

(2) ค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้

(3) ค่าปลงศพลูกหนี้ตามสมควรแก่ฐานานุรูป

(4) ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินตามมาตรา 179 (3)

(5) ค่าธรรมเนียมของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และค่าทนายความตามที่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนด

(6) ค่าภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายในหกเดือนก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เพื่อการงานที่ได้ทำให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา 257 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

(7) หนี้อื่นๆ"

ดังนี้ เมื่อค่าจ้างว่าความของเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้มิใช่ค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่อยู่ในลำดับที่จะให้ได้รับชำระก่อนหนี้อื่นตาม (7) ของบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าจ้างว่าความตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งชัดแจ้งอยู่แล้วนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนี้พังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
เจ้าหนี้ — นายสมเกียรติ ดลโสภณ
จำเลย — บริษัทกรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6464/2550
#412118
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่เงินที่วางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่เป็นเงินที่วางเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชนะคดี เงินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นเงินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยวางไว้

จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยไว้เด็ดขาดก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้อยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ 94 เท่านั้น โจทก์ได้นำมูลหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิจะได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายอยู่แล้ว หากศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้อีกก็จะเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 96,411,002.55 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตรา เอสพีอาร์ บวกด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 3 นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเอสพีอาร์เมื่อบวกด้วยเบี้ยปรับแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของโจทก์ กับให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 9,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 2751/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า หลังจากจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดในคดีล้มละลาย จึงให้จำหน่ายคดีนี้ คืนค่าขึ้นศาล 3 ใน 4 ที่จำเลยเสียไว้ในการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนโจทก์ที่จำเลยได้วางพร้อมอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมคืนนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าเงินจะวางก่อนหรือหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม กรณีจึงไม่อาจจ่ายเงินได้ ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจำเลยในฐานะผู้อุทธรณ์ได้นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมมิใช่เงินที่วางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่เป็นเงินที่วางเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ดังนั้น ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชนะคดีและให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงยังคงเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยอาจรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 109 (1) และเมื่อจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลอุทธรณ์ในคดีนี้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี และสั่งให้คืนค่าขึ้นศาล 3 ใน 4 ที่จำเลยเสียไว้ในการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของผู้ล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ การที่โจทก์มาขอรับเงินที่จำเลยวางจึงเป็นการใช้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และยังไม่พ้นจากภาวะดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยไว้เด็ดขาดก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้อยู่เท่านั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 27, 91 และ 94 และปรากฏจากคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้ความว่า โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้แล้วและคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิจะได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายได้อยู่แล้ว หากศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้ก็จะเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนอีกด้วย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอรับเงินของโจทก์ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธารกานต์ พรตปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6464/2550
#414875
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าฤชาธรรมเนียมมิใช่เงินที่วางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่เป็นเงินที่วางเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชนะคดีและให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงยังคงเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยอาจรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 109 (1) และเมื่อจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลอุทธรณ์ในคดีนี้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีและสั่งให้คืนค่าขึ้นศาล 3 ใน 4 ที่จำเลยเสียไว้ในการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของผู้ล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้แต่อย่างใด

เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และยังไม่พ้นจากภาวะดังกล่าว โจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์จำเลยไว้เด็ดขาดก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้อยู่เท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 27, 91 และ 94 และปรากฏจากคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้ความว่าโจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้แล้วและคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิจะได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายได้อยู่แล้ว หากศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามที่โจทก์ร้องขอก็จะเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 96,411,002.55 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอสพีอาร์ (อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสำหรับลูกค้าพิเศษ) บวกด้วยเบี้ยปรับร้อยละ 3 นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเอสพีอาร์เมื่อบวกด้วยเบี้ยปรับแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของโจทก์กับให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 9,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 2751/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า หลังจากจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดในคดีล้มละลาย จึงให้จำเลยคดีนี้ คืนค่าขึ้นศาล 3 ใน 4 ที่จำเลยเสียไว้ในการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนโจทก์ที่จำเลยได้วางพร้อมอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมคืนนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าเงินจะวางก่อนหรือหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม กรณีจึงไม่อาจจ่ายเงินได้ ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจำเลยในฐานะผู้อุทธรณ์ได้นำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมมิใช่เงินที่วางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่เป็นเงินที่วางเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ดังนั้น ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชนะคดีและให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงยังคงเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยอาจรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย เพื่อแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 109 (1) และเมื่อจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลอุทธรณ์ในคดีนี้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี และสั่งให้คืนค่าขึ้นศาล 3 ใน 4 ที่จำเลยเสียไว้ในการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของผู้ล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ การที่โจทก์มาขอรับเงินที่จำเลยวางจึงเป็นการใช้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และยังไม่พ้นจากภาวะดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยไว้เด็ดขาดก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้อยู่เท่านั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 27, 91 และ 94 และปรากฏจากคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้ความว่า โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายที่จำเลยเป็นลูกหนี้แล้ว และคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิจะได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายได้อยู่แล้ว หากศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้ก็จะเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนอีกด้วย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอรับเงินของโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 109 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธารกานต์ พรตปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2550
#414874
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า จำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจะต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนที่ฝ่ายจำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนนี้ไปแล้ว จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนเงินที่จำเลยทั้ง 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายไปก่อน โดยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปพิสูจน์ขอหักหนี้ในชั้นบังคับคดีหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 4 วางเงินต่อศาลโดยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองคนใดและจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องถือว่าให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 75,000 บาท เท่าๆ กัน เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 1,621,587 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 868,150 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 132,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นตันไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 846,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 800,000 บาท และต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 12-2999 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 กระทำละเมิด โดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นแล้วชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ศ - 4404 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ 2 นั่งโดยสารมาในรถด้วย ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่หักเงินที่จำเลยที่ 4 วางต่อศาลแขวงพระนครเหนือเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองในนามของจำเลยที่ 1 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว ตามคำร้อง ใบมอบอำนาจ และใบรับเงิน เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนนี้ไปแล้ว จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายไปก่อนโดยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปพิสูจน์ขอหักหนี้ในชั้นบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 4 วางเงินต่อศาลโดยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองคนใดและจำนวนคนละเท่าใดจึงต้องถือว่าให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 75,000 บาท เท่าๆ กัน เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 771,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำนวนเงิน 725,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกิติมา สุระอาชารัตน์ กับพวก
จำเลย — นายเด่นพิทักษ์ แหวนหล่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6451/2550
#412115
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายรับจากการขายที่ดินแต่มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษี เบี้ยปรับกับเงินเพิ่มรวม 3 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่มิได้ไปพบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์และยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยต้องชำระเป็นเงินรวม 1,059,984 บาท และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบโดยชอบโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นภาษีอากรค้างอันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำรหนี้ และได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้และเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เริ่มนับแต่วันที่จำเลยขายอสังหาริมทรัพย์แต่ละแปลงไป แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในอายุความ 10 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวม 10 รายการ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และมาตรา 91/6 (3) แต่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมชำระภาษี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.22 ได้ความว่า เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่นำรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีแต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1) และ 91/21 (6) ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับของจำเลยในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นเป็นเงินรวม 1,059,894 บาท และได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบแล้วโดยชอบ แต่จำเลยไม่ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า จำเลยมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรในเดือนกรกฎาคม 2535 จำนวน 3,400,000 บาท เดือนสิงหาคม 2535 จำนวน 1,800,000 บาท และเดือนกันยายน 2535 จำนวน 2,829,500 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีภายใน 15 วัน ของเดือนถัดไป คือ ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2535 วันที่ 15 กันยายน 2535 และวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (1) ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นสำหรับเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 เป็นเงินภาษี 448,800 บาท 237,600 บาท และ 373,494 บาท ตามลำดับ และได้แจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 โดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน ณ ภูมิลำเนาของจำเลย ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสามฉบับไปให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงกับภูมิลำเนาตามฟ้องโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 และ 18 ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีให้จำเลยทราบโดยชอบ เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมิน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจหน้าที่บังคับในการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ตรี ต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพันตัวหรือไม่ นายอนันต์พยานโจทก์ยังให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.25 ได้ความว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยโดยตรวจสอบไปยังกรมการขนส่งทหารบก ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อีก 5 แห่ง สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และสาขาต่างๆ รวม 15 แห่ง แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยนำเงินภาษีอากรค้างไปชำระรวม 2 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงสมควรพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายเซ็งฮ้อ แซ่อุ้ย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6448/2550
#410893
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้รับโอนได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 114 (เดิม) และการที่ต่อมาผู้รับโอนได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกภายหลังมีการยื่นฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ให้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 116 (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทสูงเกินไปในกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้นั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

การชดใช้ราคาทรัพย์คืนเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงผู้รับโอนและผู้คัดค้านที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ล้มละลายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2538 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2539

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอน กับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี และเพิกถอนการจำนองระหว่างนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ผู้จำนอง กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง ให้นางจิตรา เสวิกุล นางพัชรา ประสงค์ดี นายสมเจตน์ ประสงค์ดี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางจิตรา เสวิกุล โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสถาบันการเงินมีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการปล่อยสินเชื่อตามประเพณีการค้าของธนาคาร โดยมิทราบว่าลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายฐิติ เสวิกุล ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเข้ามาเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน กับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุลผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องจะร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ได้หรือไม่ ...เห็นว่า โจทก์และลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นพยานผู้ร้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอน และการเพิกถอนการโอนย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายทุกคน ทั้งพยานดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันจึงเป็นพยานที่มีน้ำหนัก การที่ลูกหนี้ที่ 1 เคยกู้ยืมเงินจากผู้รับโอนมาปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืม นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยกันพอสมควรไม่มากก็น้อย ทั้งเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย ย่อมเป็นปกติวิสัยที่จะต้องสนใจฐานะความเป็นอยู่ของกันและกัน โดยเฉพาะผู้รับโอนเป็นฝ่ายที่ให้กู้ยืมเงินเป็นเจ้าของเงินนั้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายต้องสนใจเป็นพิเศษประกอบกับการที่ผู้รับโอนได้นำเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนขายแก่ผู้รับโอน แสดงว่าลูกหนี้ที่ 1 มีฐานะทางการเงินไม่ดี เป็นเหตุผลแวดล้อมสนับสนุนให้พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งขึ้นว่าลูกหนี้ที่ 1 มีความประสงค์ที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ดังกล่าวไปให้เสียเปรียบแก่ผู้รับโอนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่รู้อยู่ด้วยกัน อันเป็นกระทำโดยไม่สุจริต ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันที่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอน เจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งให้ทราบว่ามีการอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท พยานไม่เคยรู้จักลูกหนี้ที่ 1 และไม่ทราบว่าผู้รับโอนกับลูกหนี้ที่ 1 มีความสัมพันธ์กันอย่างไร คำเบิกความของพยานดังกล่าวมิได้ยืนยันว่าผู้รับโอนซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริต ทั้งผู้รับโอนได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมาเบิกความเป็นพยานให้ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีพยานสนับสนุน ทำให้มีน้ำหนักน้อย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอนโดยสุจริต ก็เป็นคนละเรื่องกับการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอนที่ทำไปก่อนนั้น จึงไม่เป็นเหตุผลที่จะทำให้พยานผู้คัดค้านที่ 1 มีน้ำหนักมากขึ้นแต่อย่างใด พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านางจิตราได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) เมื่อนางจิตราได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและการโอนนั้นมิได้กระทำก่อนที่มีการยื่นฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ให้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 116 (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท เป็นการไม่ชอบ เพราะความจริงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมีราคาเพียง 472,000 บาท เท่านั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่การกำหนดราคาชดใช้แทนกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ก็ต้องกำหนดให้ถูกต้องกับราคาแท้จริงตามพยานหลักฐานในสำนวนด้วย การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่าราคาที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงเกินไปไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้นเป็นเรื่องเกินกว่าสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อนในปัญหานี้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าราคา 1,500,000 บาท มีที่มาอย่างไร แต่ปรากฏตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทางสอบสวนได้ความว่า ลูกหนี้ที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้รับโอนในราคา 600,000 บาท และผู้ร้บโอนขายต่อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในราคา 600,000 บาท ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 47000, 47001 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นเงิน 600,000 บาท ดังนั้น ราคา 1,500,000 บาท จึงเป็นจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินจำนวน 3 แปลงแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพียงแปลงเดียว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทน เป็นเงิน 1,500,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสรุปเห็นราคาประเมินหลักประกัน ระบุราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทสอดคล้องตรงกันว่ามีราคา 600,000 บาท เชื่อได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ส่วนราคา 472,000 บาท เป็นราคาที่ผู้คัดค้านที่ 1 คำนวณในอัตราร้อยละ 80 ของวงเงินจำนอง จึงมิใช่ราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การชดใช้ราคาทรัพย์คืนนี้เป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงผู้รับโอนและผู้คัดค้านที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนและผู้คัดค้านทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนร่วมกับผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 (เดิม) ม. 116 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอมจิต โกมุทรินทร์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
นางจิตรา เสวิกุล
ผู้รับโอน — โดยนายฐิติ เสวิกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางพัชรา ประสงค์ดี
ผู้คัดค้าน — และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี กับพวก
นางสาริกาหรือสกาวรัตน์
จำเลย — หรือแดง สถิตธำรงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6439/2550
#412113
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสร้างกำแพงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ยาว 10 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร จำเลยให้การว่า จำเลยสร้างกำแพงบนแนวเขตที่ดินติดต่อ ไม่ได้รุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามคำให้การดังกล่าวจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น มิได้เป็นการแย่งการครอบครองไปจากโจทก์ เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น คดีไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง ศาลชั้นต้นจึงยก ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ขึ้นวินิจฉัยเองหาได้ไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและขัดแย้งกับที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การ

คำให้การของจำเลยได้กล่าวแก้ต่อสู้เป็นข้อพิพาทว่าเฉพาะตรงที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างกำแพงรุกล้ำเป็นของจำเลย อันถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งจะต้องให้คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทว่ามีราคาเท่าใด แต่ศาลล่างทั้งสองกลับดำเนินกระบวนพิจารณามาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3448 เมื่อประมาณปลายปี 2539 จำเลยสร้างกำแพงคอนกรีตยาวประมาณ 10 เมตร รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอน จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่พิพาทท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงออกจากที่ดินหากไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยสร้างกำแพงบนแนวเขตที่ดินติดต่อไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า รั้วในส่วนที่จำเลยสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ตกเป็นของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยมิได้ฟ้องแย้งโจทก์เพื่อขอค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างรั้วรุกล้ำ และคู่ความมิได้โต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 โดยตรง จึงไม่กำหนดค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้จำเลย และไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสร้างกำแพงรุกล้ำเข้าไป ในที่ดินของโจทก์ยาวประมาณ 10 เมตร กว้างประมาณ 90 เซนติเมตร จำเลยให้การว่า จำเลยสร้างกำแพงบนแนวเขตที่ดินติดต่อ ไม่ได้รุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามคำให้การดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น มิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้จำเลยจะให้การไว้ด้วยว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง คดีก็ไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครอง ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นในเรื่องนี้ไว้ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงจะยกปัญหาในข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ขึ้นวินิยฉัยเองหาได้ไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและขัดแย้งกับข้อที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวต่อมา และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และตามคำให้การดังกล่าวยังแสดงด้วยว่าจำเลยได้กล่าวแก้ต่อสู้เป็นข้อพิพาทว่า เฉพาะตรงที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างกำแพงรุกล้ำเป็นของจำเลย อันถือว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง ซึ่งจะต้องให้คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทว่ามีราคาเท่าใด แต่ศาลล่างทั้งสองกลับดำเนินกระบวนพิจารณามาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาทั้ง 2 ข้อดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาทุนทรัพย์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องและเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์ให้ครบถ้วน แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 ม. 149 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงคราญ ธนินทรานนท์
จำเลย — นายสุเทพ อินอ่อน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6437/2550
#410632
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 บุรกรุกเข้าไปแย่งทำนาในที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ตามแผนที่โดยประมาณท้ายฟ้องมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแผนที่ท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและได้ระบุบริเวณที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกไว้อย่างชัดเจนพอให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ซึ่งการฟ้องเช่นนี้มีอายุความ ส่วนมาตรา 1363 วรรคสอง นั้น เป็นเรื่องผู้มีกรรมสิทธิ์รวมจะทำนิติกรรมห้ามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้คราวละไม่เกินสิบปี มิใช่อายุความ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และนางโฮล แซ่อุย เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 429 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา) โดยรับมรดกจากมารดา ต่อมาในปี 2523 โจทก์และนางโฮลขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2739 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน) ขณะเดียวกันโจทก์และนางโฮลตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมพร้อมทั้งแบ่งที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยส่วนของโจทก์มีเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ส่วนของนางโฮลมีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา ส่วนของจำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน และ 3 ไร่ 2 งาน 11 ตารางวา รวม 9 ไร่ 11 ตารางวา และส่วนของจำเลยที่ 2 มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นางโฮลถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 มีจำเลยที่ 3 เป็นทายาทผู้ปกครองทรัพย์มรดก โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างครอบครองที่ดินส่วนของตนเป็นส่วนสัดติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ตนครอบครอง ต่อมาทางราชการเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน) และจำเลยที่ 1 ขอรับโฉนดที่ดินไปครอบครองในเดือนมกราคม 2540 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 จะแบ่งให้แก่โจทก์เพียง 11 ไร่ เท่านั้น และเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินส่วนของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำนาเป็นข้าวเปลือกปีละ 4 เกวียนพื้นเมือง ราคาเกวียนละประมาณ 3,000 บาท โจทก์จึงคิดค่าเสียหายปีละ 12,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และจดทะเบียนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับฤดูการทำนาปี 2540 เป็นเงิน 12,000 บาท และปีต่อๆ ไป 12,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเลิกเกี่ยวข้อง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮล แซ่อุย ได้มาจากการยกให้ของนางแก้ว ยิ่งงาม ยายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลเคยรังวัดแบ่งที่ดินตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องไปพลางก่อน แต่ภายหลังจากนั้นไม่สามารถตกลงกันได้ จึงมิได้ดำเนินการใดๆ จนล่วงเวลามานานกว่า 10 ปีแล้ว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องขอแบ่งที่ดินเป็นคดีนี้ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ต่อมาโจทก์จำเลยที่ 1 และนางโฮลตกลงแบ่งที่ดินครอบครองเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน เฉพาะที่ดินด้านทิศเหนือ ส่วนที่ดินด้านทิศใต้ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจน ต่างเข้าทำประโยชน์เท่าที่แต่ละคนจะสามารถทำนาได้ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การและของจำเลยที่ 1 ภายหลังนางโฮลถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสามและทายาทอื่นได้ตกลงแบ่งมรดกของนางโฮลซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่วนแบ่งเป็นที่ดินตามฟ้องส่วนที่เป็นนางโฮล ที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกนั้นเป็นที่ดินส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจนทั้งจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่บริเวณใดแน่ คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ยอมให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยให้มีส่วนเท่าๆ กันตามลักษณะที่ปรากฏในแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับตามคำฟ้อง ขอใช้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพับ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสุทิภา เข้าเมือง ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.21 เป็นของโจทก์และโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 8,000 บาท นับแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ให้โจทก์ได้ที่ดินพิพาทที่หมายด้วยเส้นสีน้ำเงิน เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 6 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.21 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินปีละ 3,000 บาท นับแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์จำนวน 5,565 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 5,640 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 429 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีชื่อนางแก้ว ยิ่งงาม เป็นผู้แจ้งการครอบครอง หลังจากนางแก้วถึงแก่ความตายแล้วเมื่อปี 2523 โจทก์ นางโฮล แซ่อุย และจำเลยที่ 1 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2739 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน ตามเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยโจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำรังวัด โจทก์ได้ที่ดินที่อยู่ด้านทิศตะวันตกตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 แล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินส่วนของตนเป็นสัดส่วนตลอดมา เมื่อปี 2537 ทางราชการได้ออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน ตามเอกสารหมาย จ.19 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาโฉนดที่ดิน และเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 เข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์อ้างเพียงรูปแผนที่ท้ายคำฟ้องไม่สามารถชี้ชัดว่าส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกนั้นอยู่ที่ใด ทั้งรูปแผนที่กับสถานที่จริงไม่ถูกต้องตรงกันนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปแย่งทำนาในที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ตามแผนที่โดยประมาณท้ายฟ้องมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแผนที่ท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและได้ระบุบริเวณที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกไว้อย่างชัดเจนพอให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม มีปัญหาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงในปี 2523 โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปี คดีของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 ซึ่งการฟ้องเช่นนี้ไม่มีอายุความ ส่วนตามมาตรา 1363 วรรคสอง นั้น เป็นเรื่องผู้มีกรรมสิทธิ์รวมจะทำนิติกรรมห้ามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้คราวละไม่เกินสิบปี มิใช่เป็นอายุความดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีของโจทก์จึงไม่มีขาดอายุความ มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การรังวัดแบ่งแยกจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้นและตามมาตรา 1357 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าของรวมมีส่วนเท่าๆ กันนั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไว้ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 โจทก์ได้ที่ดินส่วนที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทแล้ว ที่ดินส่วนที่โจทก์นำชี้มีเนื้อที่ 15 ไร่ 6 ตารางวา และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ตกลงแบ่งกันอย่างเป็นสัดส่วนตลอดมา เห็นว่า ขณะที่โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี 2523 ตามเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 นั้น ที่ดินที่โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมเป็นที่ดินมือเปล่ายังไม่มีหลักฐานหนังสือสำคัญ การแบ่งแยกเจ้าของรวมจึงไม่อาจจดทะเบียนแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของโจทก์เป็นสัดส่วนถือว่าโจทก์ยึดถือที่ดินส่วนที่เข้าครอบครองเพื่อตน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ต่อมาทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) และโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.19 มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่ได้ระบุว่ามีส่วนคนละเท่าใด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ในกรณีที่ไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงได้ความชัดแล้ว โจทก์ได้รับส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงและเข้าครอบครองจนได้สิทธิครอบครองมาก่อนมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 และ จ.19 โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ตามสัดส่วนที่ครอบครอง จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเจ้าของรวมยังคงมีส่วนเท่ากันหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ได้แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้พิพากษาว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายความถึงส่วนที่มิได้พิพากษาแก้นั้นคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้ได้ความชัดแจ้ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่ให้เพิ่มข้อความว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเหียด แซ่ล้อฯ
จำเลย — นายเกียรติสงวน แซ่อุย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6437/2550
#410890
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ไม่มีอายุความ ตามมาตรา 1363 วรรคสอง เป็นเรื่องผู้มีกรรมสิทธิ์รวมจะทำนิติกรรมห้ามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้คราวละไม่เกินสิบปี มิใช่เป็นอายุความ

โจทก์ ฮ. และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรังวัดที่ดินมือเปล่ายังไม่มีหลักฐานหนังสือสำคัญเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไว้ โจทก์ได้ที่ดินเป็นที่พิพาท โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสัดส่วนตลอดมา การแบ่งแยกเจ้าของรวมจึงไม่อาจจดทะเบียนแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ ถือว่าโจทก์ยึดถือที่ดินส่วนที่เข้าครอบครองเพื่อตน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 แม้ต่อมาทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดินมีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ฮ. ถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่ได้ระบุว่ามีส่วนคนละเท่าใดและตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายในกรณีที่ไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่าใด โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ตามสัดส่วนที่ครอบครอง จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเจ้าของรวมยังคงมีส่วนเท่ากันหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และจดทะเบียนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับฤดูการทำนา ปี 2540 เป็นเงิน 12,000 บาท และมีต่อๆ ไป 12,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเลิกเกี่ยวข้อง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮล แซ่อุย ได้มาจากการยกให้ของนางแก้ว ยิ่งงาม ยายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลเคยรังวัดแบ่งที่ดินตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องไปพลางก่อน แต่ภายหลังจากนั้นไม่สามารถตกลงกันได้ จึงมิได้ดำเนินการใดๆ จนล่วงเวลามานานกว่า 10 ปีแล้วการที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องแบ่งที่ดินเป็นคดีนี้ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลตกลงแบ่งที่ดินครอบครองเป็นสัดส่วนเท่าๆ กันเฉพาะที่ดินด้านทิศเหนือ ส่วนที่ดินด้านทิศใต้ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจน ต่างเข้าทำประโยชน์เท่าที่แต่ละคนจะสามารถทำนาได้ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 ภายหลังนางโฮลถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสามและทายาทอื่นได้ตกลงแบ่งมรดกของนางโฮล ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่วนแบ่งเป็นที่ดินตามฟ้องส่วนที่เป็นของนางโฮล ที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกนั้นเป็นที่ดินส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจน ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่บริเวณใดแน่ คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ยอมให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยให้มีส่วนเท่าๆ กันตามลักษณะที่ปรากฏในแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การับตามคำฟ้อง ขอให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพับ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสุทิภา เข้าเมือง ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 8,000 บาท นับแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ให้โจทก์ได้ที่ดินพิพาทที่หมายด้วยเส้นสีน้ำเงิน เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 6 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ใช่ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินปีละ 3,000 บาท นับแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์จำนวน 5,565 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 5,640 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 429 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีชื่อนางแก้ว ยิ่งงาม เป็นผู้แจ้งการครอบครอง หลังจากนางแก้วถึงแก่ความตายแล้วเมื่อปี 2523 โจทก์ นางโฮล แซ่อุย และจำเลยที่ 1 นำแบบเจ้งการการครอบครองที่ดินไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2739 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮล ขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยโจทก์ นางโฮ่ล และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำรังวัด โจทก์ได้ที่ดินที่อยู่ด้านทิศตะวันตกตามรูปแผนที่ แล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินส่วนของตนเป็นสัดส่วนตลอดมา เมื่อปี 2537 ทางราชการได้ออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดิน และเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 เข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์อ้างเพียงรูปแผนที่ท้ายคำฟ้องไม่สามารถชี้ชัดว่าส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกนั้นอยู่ที่ใด ทั้งรูปแผนที่กับสถานที่จริงไม่ถูกต้องตรงกันนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปแย่งทำนาในที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ตามแผนที่โดยประมาณท้ายฟ้องมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแผนที่ท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและได้ระบุบริเวณที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกไว้อย่างชัดเจนพอให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงในปี 2523 โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปี คดีของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 ซึ่งการฟ้องเช่นนี้ไม่มีอายุความ ส่วนตามมาตรา 1363 วรรคสอง นั้น เป็นเรื่องผู้มีกรรมสิทธิ์รวมจะทำนิติกรรมห้ามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้คราวละไม่เกินสิบปี มิใช่เป็นอายุความดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การรังวัดแบ่งแยกจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และตามมาตรา 1357 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าของรวมมีส่วนเท่าๆ กันนั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ตามรูปแผนที่ โจทก์ได้ที่ดินส่วนที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทแล้ว ที่ดินส่วนที่โจทก์นำชี้มีเนื้อที่ 15 ไร่ 6 ตารางวา และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ตกลงแบ่งกันอย่างเป็นสัดส่วนตลอดมา เห็นว่า ขณะที่โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี 2523 ที่ดินที่โจทก์ นางโฮล และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมเป็นที่ดินมือเปล่ายังไม่มีหลักฐานหนังสือสำคัญ การแบ่งแยกเจ้าของรวมจึงไม่อาจจดทะเบียนแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของโจทก์เป็นสัดส่วนถือว่าโจทก์ยึดถือที่ดินส่วนที่เข้าครอบครองเพื่อตน โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ต่อมาทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดินมีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่ได้ระบุว่ามีส่วนคนละเท่าใด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายในกรณีที่ไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงได้ความชัดแล้วว่า โจทก์ได้รับส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงและเข้าครอบครองจนได้สิทธิครอบครองมาก่อนมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ตามสัดส่วนที่ครอบครอง จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเจ้าของรวมยังคงมีส่วนเท่ากันหาได้ไม่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ได้แก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้พิพากษาว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายความรวมถึงส่วนที่มิได้พิพากษาแก้นั้นคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้ได้ความชัดแจ้งศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่ให้เพิ่มข้อความว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1357 ม. 1363 ม. 1367
ชื่อคู่ความ
นางเหียด แซ่ล้อ
โจทก์ — โดยนางสุทิภา เข้าเมือง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายเกียรติสงวน แซ่อุย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6436/2550
#413732
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองให้แล้ว โดยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 7 ไร่ 76 ตารางวา โดยซื้อจากจำเลยที่ 1 ในราคา 40,000 บาท เมื่อปี 2522 ด้วยการส่งมอบการครอบครอง ขณะนั้นที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต สงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปี ทางราชการได้เปลี่ยนหลักฐานสำหรับที่ดินพิพาทจาก น.ส.3 ก. เป็นโฉนดที่ดิน ต่อมาจำเลยทั้งสองสมคบกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทสูญหายไป ซึ่งความจริงจำเลยที่ 1 ส่งมอบ น.ส.3 ก. ดังกล่าวแก่โจทก์ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทกัน แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปขอออกใบแทนและรับโฉนดที่ดินมาทำนิติกรรมซื้อขายกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน กิ่งอำเภอโนนศิลา (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และพิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ กับให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากคืนไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินสาขาบ้านไผ่ออกใบแทนให้แก่โจทก์โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ลักลอบซื้อขายที่ดินพิพาทกัน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2522 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000 บาท และสละการครอบครองพร้อมทั้งมอบ น.ส.3 ก. ให้แก่จำเลยที่ 2 ปี 2527 จำเลยที่ 2 ยืนเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท โดยมอบ น.ส.3 ก. ให้โจทก์ยึดถือไว้และมอบที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 2 ไปชำระเงินแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่คืน น.ส.3 ก. โดยอ้างว่าสูญหายและให้นำเงินอีก 32,000 บาท ไปชำระเป็นค่าดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่า น.ส.3 ก. สูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันไปขอออกใบแทนและรับโอนที่ดินพิพาทมา โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครองครอง โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 7 ไร่ 76 ตารางวา ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2520 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2539 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แทน วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 30,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2522 ในราคา 40,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายกันโดยนายเสงี่ยมเป็นผู้เขียน แต่ปัจจุบันนี้สัญญาซื้อขายได้สูญหายไปและในการซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบการครอบครองพร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โดยทำการปลูกมันสำปะหลังและอ้อย แม้โจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาส่งศาล และนายเสงี่ยมผู้เขียนบันทึกก็ถึงแก่กรรมแล้วก็ตาม แต่โจทก์มีนายบุญตาเป็นพยานเบิกความว่า นายเสงี่ยมเป็นผู้บันทึกหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ร้านตัดผมของโจทก์ พยานอยู่ห่างจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ขณะทำบันทึกการซื้อขายที่ดินกันเพียง 10 เมตร น่าจะรู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทกัน ทั้งโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ต่อศาลและรับคืนไปโดยส่งสำเนาภาพถ่ายไว้แทน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ให้โจทก์ไว้จริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสวัสดิ์ นางสมปอง นายเคน นางหล้า นายชาย นายสมควร และนายบุญตา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงและบางคนมีที่ดินอยู่ติดกับที่ดินพิพาทเป็นพยาน ต่างก็เบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่าเห็นโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2522 จำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000 บาท ทำสัญญาซื้อขายกันเป็นหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองหลังจากเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 โดยการจดทะเบียนดังกล่าวทำได้ด้วยการที่จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สูญหาย แล้วนำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) อยู่ที่โจทก์จนถึงวันที่โจทก์นำมาส่งศาลในการพิจารณาคดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่นำสืบว่าจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 20,000 บาท และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้โจทก์ยึดถือไว้และให้โจทก์ครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ยตั้งแต่ปี 2527 นั้น จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินมาแสดง คงมีเพียงนายคำผลซึ่งอ้างว่าเป็นผู้พาจำเลยที่ 2 ไปกู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นพยาน จึงมีน้ำหนักน้อย แม้จำเลยทั้งสองจะมีหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2522 และมีนายบุญถมผู้เขียนสัญญากับนายทองจันทร์ซึ่งลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเป็นพยาน แต่ศาลฎีกาได้ตรวจดูเนื้อกระดาษและสีของหมึกที่ใช้เขียนไม่เก่าสมกับที่ทำขึ้นกว่า 20 ปีแล้ว รายละเอียดของที่ดินพิพาทจะระบุไว้ก็ลอกรายการตำแหน่งที่ดิน และทะเบียนของหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาทั้งหมดเกินกว่าปกติที่ระบุกันแต่เพียงตำแหน่งที่ดินกับเลขที่ของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) กับเลขที่ดินเท่านั้น จึงเป็นข้อพิรุธ ทั้งนายคำผล นายบุญถม และนายทองจันทร์ ต่างก็เบิกความว่าไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองให้แล้วโดยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหลา สันทา
จำเลย — นายสมหมาย ลมศิริ หรือสมศิริหรือล่มศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ