คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6675/2550
#410909
เปิดฉบับเต็ม

การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมิได้โต้แย้งมาในคำร้องว่าศาลชั้นต้นบันทึกไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะฟังตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษาก็ตาม แต่การที่จำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบได้อีก ทั้งการที่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยในกรณีเช่นนี้ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะภริยาและผู้รับสภาพหนี้ของนายมนตรี อัศวเรืองชัย ลูกหนี้ของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยมีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยตกลงยอมชำระเงิน 10,294,854.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,594,452.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และยอมชำระค่าธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 10,000 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ไม่มีเหตุออกคำสั่งได้ตามคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาขั้นตอนใดผิดระเบียบพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปความว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่มีลายมือชื่อของผู้พิพากษา สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กระทำต่อหน้าศาลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยทั้งยังไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยเจ้าพนักงานศาล กระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกันโดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลยซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมิได้โต้แย้งมาในคำร้องว่าศาลชั้นต้นบันทึกไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะฟังตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษาก็ตาม แต่การที่จำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบได้อีก ทั้งการที่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยในกรณีเช่นนี้ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอรไท อัศวเรืองชัย
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6669/2550
#410511
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป.รัษฎากร มิได้กำหนดว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะต้องปิดอากรแสตมป์แม้ในบัญชีกล่าวข้อ 28 (ข) กำหนดว่า ใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิใดๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็นเหตุให้ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมายต้องปิดอากรแสตมป์แต่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้เป็นนิติกรรมที่ต้องมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย และโจทก์อ้างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยจะขายให้โจทก์เป็นพยานหลักฐานเพื่อแสดงว่าได้มีการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย มิได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 11643 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองบ้านและที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารออมสิน สาขาสตูล ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2540 จำเลยทำหนังสือสัญญาจะขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 850,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา จำเลยส่งมอบการครอบครองบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว และจำเลยสัญญาว่าจะไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 มกราคม 2543 ก่อนครบกำหนดวันจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินผู้รับจำนอง จำเลยขอให้โจทก์ชำระหนี้แทนไปก่อน เมื่อถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนจำเลยจะชำระคืนให้โจทก์ ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยจะชำระให้เสร็จสิ้นพร้อมไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ทันที โจทก์จึงได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินในนามของจำเลยรวมเป็นเงิน 73,448 บาท จำเลยยังคงค้างชำระหนี้แก่ธนาคารออมสินประมาณ 340,795 บาท เมื่อถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินจำเลยไม่ยอมคืนเงินที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินแทนจำเลยจำนวน 73,448 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระให้แก่ธนาคารออมสิน ไม่ยอมไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกถอนขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 11643 เลขที่ดิน 107 ตำบลพิมมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยปลอดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองแทนจำเลย โดยให้จำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามได้ ให้จำเลยชำระเงินค่าบ้านและที่ดิน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 20 มกราคม 2543) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 74,375 บาท รวมเป็นเงิน 924,375 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในต้นเงิน 850,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 73,448 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเอกสารปลอม โจทก์พิมพ์ข้อความต่างๆ ปลอมขึ้นมาทั้งอาจมีการปลอมลายมือชื่อของจำเลย หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์ทำปลอมเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะในสัญญาระบุว่า มีการชำระเงินกันครบถ้วนและได้ส่งมอบการครอบครองแล้ว แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ จำเลยเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินพิพาทซึ่งได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารออมสิน สาขาสตูล โจทก์และจำเลยเคยติดต่อทำธุรกิจร่วมกันหลายอย่างรวมทั้งทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน ในระหว่างทำธุรกิจร่วมกันโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ไว้โดยไม่มีการลงข้อความไว้ในเอกสารเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยยึดถือไว้เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจเรื่องการจัดสรรที่ดิน และจำเลยเคยให้โจทก์ไปขายที่ดินของจำเลยโดยจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำโดยมิได้พิมพ์ข้อความให้ไว้แก่โจทก์หลายฉบับ ต่อมาโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับสามีได้ต้องย้ายออกจากบ้านไม่มีที่อยู่ จำเลยจึงให้โจทก์ไปอาศัยอยู่ที่บ้านพิพาทของจำเลย โดยโจทก์จำเลยตกลงให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนให้จำเลย โดยให้โจทก์จ่ายค่าจำนองบางส่วนให้แก่จำเลยโดยจ่ายผ่านธนาคารออมสิน สาขาสตูล โจทก์ชำระให้บางส่วนแล้วไม่ชำระอีก ต่อมาโจทก์ทำธุรกิจจัดสรรที่ดินโดยไม่สุจริตฉ้อโกงหลอกลวงจำเลยหลายอย่าง ทำให้โจทก์และจำเลยมิได้ทำธุรกิจร่วมกันอีกต่อไป โจทก์อาศัยโอกาสที่เอกสารหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้พิมพ์ข้อความ นำไปพิมพ์ข้อความเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยไม่ประสงค์ให้โจทก์รวมทั้งบริวารอยู่ที่บ้านจำเลยอีกต่อไป จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์และบริวารออกจากบ้านจำเลยแต่โจทก์และบริวารเพิกเฉย บ้านพิพาทหากมีการเช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 4,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากบ้านเลขที่ 34 ถนนตำมะหงงอุทิศ ซอย 2 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท หากโจทก์ไม่ยอมขนย้าย ให้จำเลยขนย้ายโดยโจทก์ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินพิพาทให้กับโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 11643 เลขที่ดิน 107 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยปลอดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองแทนจำเลย โดยให้จำเลยชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันไถ่ถอนจำนองเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากกรณีไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นได้ให้จำเลยชำระเงินค่าบ้านและที่ดินจำนวน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2543) ต้องไม่เกิน 74,375 บาท ตามที่โจทก์ขอและให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสิน สาขาสตูล แทนจำเลยไปจำนวน 73,448 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11643 เลขที่ดิน 107 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล พร้อมบ้านเลขที่ 34 ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารออมสิน สาขาสตูล ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 ต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่เห็นว่า ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรมิได้กำหนดว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะต้องปิดอากรแสตมป์ แม้ในบัญชีดังกล่าวข้อ 28 (ข) กำหนดว่า ใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิใดๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็นเหตุให้ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมายต้องปิดอากรแสตมป์ แต่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้เป็นนิติกรรมที่ต้องมีการจดทะเบียนตามกฎหมายและโจทก์อ้างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านที่จำเลยจะขายให้โจทก์เป็นพยานหลักฐานเพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยตามข้อความในสัญญามิได้อ้างเพื่อแสดงข้อเท็จจริงว่าเป็นใบรับ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์และไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศุลีพร หนูคง
จำเลย — นายโกสินทร์ สินเจริญรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2550
#412160
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์หน้าแรกได้ระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ไว้ชัดเจนว่า ข้าพเจ้า พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ และโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะโจทก์ท้ายฟ้องแล้ว จึงถือว่าฟ้องโจทก์มีตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์และลายมือชื่อโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (3) (7) โดยไม่จำต้องระบุว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นของบุคคลใดและระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในช่องที่โจทก์จะต้องลงลายมือชื่ออีก ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยหน่วงเหนี่ยวดึงแขนนางสาวปราณีผู้เสียหายอายุ 16 ปีเศษ เข้าไปด้านหลังร้านซึ่งเป็นตึกแถวแล้วลากผู้เสียหายขึ้นไปในห้องชั้นบน ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายจากนั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตนจนสำเร็จความใคร่จำนวน 1 ครั้ง โดยขู่เข็ญว่าจะชกต่อยและโดยใช้กำลังประทุษร้ายปลุกปล้ำ กอดจูบ ถอดกระโปรงและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออก ทั้งนี้โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 310

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 310 (ที่ถูก 310 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในช่องที่โจทก์ต้องลงลายมือชื่อท้ายคำฟ้องมิได้ระบุว่าเป็นบุคคลใด ใช่ลายมือชื่อโจทก์หรือไม่ และมิได้ระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ ที่ปรากฏเป็นเพียงลายเส้นที่ไม่สามารถสื่อความหมายได้เท่านั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี.................................................................

(3) ตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์....................................................................................

.................................................................................................................................................

(7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง"

เมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์แล้วเห็นได้ว่า ในฟ้องหน้าแรกได้ระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ไว้ชัดเจนว่า ข้าพเจ้า พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ และโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะโจทก์ท้ายฟ้องแล้ว จึงถือว่าฟ้องในคดีนี้มีตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์และลายมือชื่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (3) (7) แล้ว โดยไม่จำต้องระบุว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นของบุคคลใดและระบุตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในช่องที่โจทก์จะต้องลงลายมือชื่ออีก ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวัชรุตม์ เรืองวุฒิเดช
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6651/2550
#410906
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหากระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ก็ถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว เมื่อพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟัองว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติด้วยโดยบรรยายฟ้องว่าได้มีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาตามฟ้องทุกข้อหาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ และทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้โดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกระทำต่างวาระกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดสองฐานดังกล่าวต้องลงโทษต้องลงโทษจำเลยอีกกระทงความผิดหนึ่งรวมแล้วลงโทษจำเลยเป็น 2 กระทงความผิด หาใช่ลงโทษจำเลยเป็น 3 กระทงความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 เมษายน 2542 เวลากลางวัน ติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ป่าละแมในท้องที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 2 ไร่ ทำให้รัฐเสียหายต้องปลูกป่าทดแทนรวมเป็นเงิน 300,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต และมิได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมายจำเลยทำไม้ไข่เขียว 1 ต้น ไม้หว้า 1 ต้น และไม้ยาง 2 ต้น ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในเขตป่าสงวนเห่งชาติดังกล่าว โดยตัดฟันออกจากต้น 4 ต้น รวมปริมาตร 3.22 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานตามกฎหมาย จำเลยมีไม้รวม 3 ชนิด อันยังไม่ได้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังกล่าวไว้ในครอบครอง โดยไม้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตามรัฐบาลขายและจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 54, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบไม้ 4 ต้น ของกลาง และสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) (ที่ถูก และมาตรา 72 ตรี วรรคหนึ่ง), 73 วรรคสอง (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานทำไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ริบไม้ของกลาง กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และความผิดฐานมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบ ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานผู้จับกุมแจ้งข้อหาจำเลยฐานบุกรุกเข้ายึดครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพียงข้อหาเดียว เมื่อถึงชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนก็มิได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เรื่องทำไม้และมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหากระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ก็ถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว เมื่อพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติด้วย โดยบรรยายฟ้องว่าได้มีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาตามฟ้องทุกข้อหาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ และทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้โดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกระทำต่างวาระกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดสองฐานดังกล่าวต้องลงโทษจำเลยอีกกระทงความผิดหนึ่งรวมแล้วลงโทษจำเลยเป็น 2 กระทงความผิดหาใช่ลงโทษจำเลยเป็น 3 กระทงความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยก่นสร้าง ยึดถือ ครอบครองและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ส่งผลเสียหายแก่ป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพย์ยากรสำคัญของประเทศชาติ และยังเป็นการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานแผ้วถางป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำเลยฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไว้ เมื่อรวมกับโทษฐานมีไม้หวงห้ามมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไว้แล้ว คงจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134 ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายบัญชา อ่อนไสว
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6628/2550
#268253
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ตายเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เลิกร้างกับผู้ตายแล้วได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดโดยผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิครอบครองเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินในส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิครอบครองนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะมาร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากผู้คัดค้านที่ 1 มีข้อโต้แย้งอย่างใดหรือผู้ร้องได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ดังกล่าวอันเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิครอบครองของผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องขอ ก็ชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายมิ งดงาม ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายบ่าว หาดเนิน ผู้ตาย เฉพาะที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 เล่ม 2 หน้า 129 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิครอบครอง

ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนและพิพากษายกคำคัดค้าน (ที่ถูกควรเป็นคำร้องขอ) ของผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ตามคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2514 ระหว่างอยู่กินร่วมกันได้หักร้างถางพงและจับจองที่ดิน 1 แปลง คือที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในที่ดินแปลงดังกล่าว ปี 2514 ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ตายเลิกร้างกัน และตกลงแบ่งที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ดังกล่าว โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 ตลอดมา ดังนี้เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ตายเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เลิกร้างกับผู้ตายแล้วได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดโดยผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิครอบครองเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งที่ดินในส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิครอบครองนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะมาร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากผู้คัดค้านที่ 1 มีข้อโต้แย้งอย่างใดหรือผู้ร้องได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 342 ดังกล่าว อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิครอบครองของผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องขอ ก็ชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายมิ งดงาม
ผู้คัดค้าน — นางสีม๊ะ สูน่าหู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายวิชัย แสงพลสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6624/2550
#410735
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมให้สูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีได้ และตามมาตรา 6 เมื่อรัฐมนตรีกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 4 แล้ว มิให้นำมาตรา 654 แห่ง ป.พ.พ. มาใช้บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 4 โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์จึงเป็นสถาบันการเงินตามความในมาตรา 3 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้โจทก์เรียกจากผู้กู้ยืมได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทโดยตรง ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมฯ ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีที่โจทก์จะต้องนำสืบ การที่พยานโจทก์เบิกความว่า การคิดดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองที่โจทก์ฟ้องเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ โดยอ้างส่งประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมฯ แนบท้ายประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว

แม้โจทก์จะมิได้ระบุอ้างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวในบัญชีระบุพยานอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา 88 แห่ง ป.วิ.พ. ก็ตาม แต่ประกาศดังกล่าวเป็นเอกสารทางราชการที่จำเลยและประชาชนโดยทั่วไปสามารถตรวจสอบถึงความมีอยู่และถูกต้องแท้จริงได้โดยไม่เป็นการยากลำบาก โจทก์อ้างส่งเอกสารดังกล่าวในระหว่างสืบพยานโจทก์ เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นศาลชั้นต้นก็ได้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลย จำเลยมีโอกาสตรวจสอบเอกสารและถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยจึงมิได้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ครั้งถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านถึงความมีอยู่และความถูกต้องของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมตามมาตรา 4 แล้ว โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีกำหนดตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว จึงไม่อาจนำมาตรา 654 แห่ง ป.พ.พ. มาใช้บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,716,694.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 4,330,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้จนครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,716,694.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 4,330,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2545 (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินจำนองตามโฉนดเลขที่ 53994, 77297, 77296 ตำบลห้วยบง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ (เป็นแปลงเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232, 233 ตำบลห้วยบง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1162 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ) และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1010 ตำบลกุดตุ้ม และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 732 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมให้สูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีได้ และตามมาตรา 6 เมื่อรัฐมนตรีกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 4 แล้ว มิให้นำมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 4 โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์จึงเป็นสถาบันการเงินตามความในมาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้โจทก์เรียกจากผู้กู้ยืมได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทโดยตรง ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราที่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีที่โจทก์จะต้องนำสืบ การที่นายพูลศักดิ์ จุลรักษา พยานโจทก์เบิกความว่าการคิดดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองที่โจทก์ฟ้องเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ โดยอ้างส่งประกาศกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 แนบท้ายประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ระบุอ้างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวในบัญชีระบุพยานอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ตาม แต่ประกาศดังกล่าวเป็นเอกสารทางราชการที่จำเลยและประชาชนโดยทั่วไปสามารถตรวจสอบถึงความมีอยู่และความถูกต้องแท้จริงได้โดยไม่เป็นการยากลำบาก โจทก์อ้างส่งเอกสารดังกล่าวในระหว่างสืบพยานโจทก์ เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นศาลชั้นต้นก็ได้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลย จำเลยมีโอกาสตรวจสอบเอกสารและถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยจึงมิได้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ครั้งถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านถึงความมีอยู่และความถูกต้องของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมตามมาตรา 4 แล้วโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีกำหนดตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์หาตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (2) ม. 4 ม. 6
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปราโมทย์ สัมพันธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6620/2550
#412155
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ทางราชการได้สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองใช้ยันกระทรวงการคลังโจทก์ได้

จำเลยมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/29 และอายุความในคดีแพ่งไม่เป็นกรณีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง ในกรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีในศาลให้แก่ผู้อื่น เมื่อกระทรวงการคลังโจทก์ได้แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความจึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินราชพัสดุตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 15249 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของหนองประจักษ์ที่มีประกาศของสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลอุดรเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2463 ตามสำเนาประกาศท้ายฟ้องกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำไว้สำหรับรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ และต่อมาทางราชการได้ปรับปรุงบริเวณหนองประจักษ์โดยทำถนนรอบ และใช้บริเวณที่ดินราชพัสดุซึ่งอยู่ด้านนอกของถนนนั้นเป็นที่ตั้งบ้านพักข้าราชการสำนักงานของส่วนราชการและน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นที่ตั้งพระตำหนักหนองประจักษ์ ประมาณปี 2517 จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านเลขที่ 66 ในที่ดินราชพัสดุ ส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 152 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ซึ่งหากโจทก์ให้เช่าที่ดินพิพาทจะได้ค่าเช่าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 58,656.80 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 66 ออกจากที่ดินราชพัสดุดังกล่าวกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 58,656.80 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 402.80 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนบ้านเลขที่ 66 ออกไป

จำเลยให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 15249 ไม่ถูกต้องตรงตามหลักฐานเดิม สำเนาประกาศตามฟ้องไม่มีต้นฉบับจึงรับฟังไม่ได้ ประกาศดังกล่าวเพียงแต่ห้ามการจับสัตว์น้ำในหนองประจักษ์เท่านั้น มิได้หวงห้ามเกี่ยวกับที่ดิน การกำหนดพื้นที่หนองประจักษ์มิได้ครอบคลุมถึงที่ดินพิพาทเพราะอยู่นอกเขตหนอง โจทก์ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเนื้อที่มากกว่าหลักฐานเดิมจึงทับที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่โดยจำเลยทั้งสองไม่ทราบเรื่อง จำเลยทั้งสองได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทต่อมาจากนายนุทิตย์และนางถนอมศรี ซึ่งเป็นพี่เขยและพี่สาวจำเลยที่ 2 คนทั้งสองครอบครองและสร้างบ้านเลขที่ 66 ในที่ดินพิพาทมานานแล้วก่อนที่จะรับเลี้ยงจำเลยที่ 2 ในปี 2489 โดยให้จำเลยที่ 2 อยู่อาศัยด้วยในบ้านเลขที่ 66 เมื่อจำเลยที่ 2 แต่งงานกับจำเลยที่ 1 ในปี 2508 จำเลยที่ 1 ก็ร่วมอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 66 ด้วยตลอดมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีบุคคลใดหรือหน่วยราชการใดโต้แย้ง และเมื่อนายนุทิตย์ถึงแก่ความตาย ได้มอบสิทธิการครอบครองให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนนางถนอมศรีก็ได้ย้ายออกไปอยู่บ้านหลังอื่นแล้ว สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยทั้งสอง การเข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการบุกรุก โจทก์มิได้เสียหายหรือขาดประโยชน์ และค่าเสียหายตามฟ้องเป็นการคาดคะเนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 66 ออกไปจากที่ดินราชพัสดุตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 15249 ถนนศุภกิจจรรยา ตำบลหนองบัว (ปัจจุบันเป็นตำบลหมากแข้ง) อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 58,656.80 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 402.80 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนบ้านเลขที่ 66 ออกไปจากที่ดินราชพัสดุดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีพยานคือนางสาววินิดาเบิกความว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งธนารักษ์จังหวัดอุดรธานีตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2542 มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุทั้งหมดในจังหวัดอุดรธานี ที่ดินพิพาทเป็นบริเวณหนองประจักษ์รัฐได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำไว้สำหรับรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำปรากฏตามประกาศเรื่องหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำหนองประจักษ์เอกสารหมาย จ.11 การประกาศหวงห้ามดังกล่าวมีไว้ตั้งแต่ปี 2463 เมื่อปี 2535 เจ้าหน้าที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีได้ให้ช่างสำรวจเข้าไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่ามีบ้านพิพาทปลูกอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตเนื้อที่ 152 ตารางวา จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทนายวิชิตเบิกความว่า พยานเคยรับราชการที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีช่วงปี 2534 - 2536 ตำแหน่งช่างสำรวจ 2 พยานเป็นผู้ทำการรังวัดและจัดทำแผนที่ที่ราชพัสดุเอกสารหมาย จ.4 เนื่องจากช่วงปี 2535 ราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีต้องการทำแผนที่รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทว่าหน่วยงานใดเข้าไปใช้ประโยชน์บ้าง จากการรังวัดพบว่านอกจากหน่วยราชการแล้วยังมีจำเลยทั้งสองบุกรุกใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 150 ตารางวาเศษ พยานจำเลยทั้งสองมีจำเลยทั้งสองเบิกความว่านายนุทิตย์และนางถนอมศรีอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 66 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท บุคคลทั้งสองได้นำจำเลยที่ 2 มาเลี้ยงดูในบ้านตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน ปี 2508 จำเลยที่ 1 ได้แต่งงานกับจำเลยที่ 2 และเข้าร่วมอาศัยอยู่ในบ้าน ต่อมานายนุทิตย์ได้ยกบ้านให้จำเลยทั้งสองโดยไม่มีหลักฐานการยกให้ จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท เห็นว่า โจทก์มีนางสาววินิดาธนารักษ์จังหวัดอุดรธานีมาเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นบริเวณหนองประจักษ์ รัฐได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำปรากฏตามประกาศเอกสารหมาย จ.11 จำเลยทั้งสองไม่นำสืบหักล้างในข้อนี้ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาททางราชการได้สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างการครอบครองใช้ยันโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่สองจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เรื่องค่าเสียหายขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 อายุความ ในคดีแพ่งไม่เป็นกรณีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่จำเลยทั้งสองอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไป อัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง น่าจะใช้กับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความเท่านั้น ไม่น่าจะใช้รวมไปถึงพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวงในกรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีในศาลให้แก่ผู้อื่น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ตามที่เห็นสมควรดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 บัญญัติไว้ และค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นายทรงสิทธิ์ ทุมสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6605/2550
#412148
เปิดฉบับเต็ม

การรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 117 ถึงมาตรา 123 โดยทรัพย์สินซึ่งรวบรวมได้มานั้นมาตรา 123 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่จะนำออกขายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ เมื่อผู้คัดค้านขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนายพนมผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ขอชำระหนี้ร้อยละ 80 ของต้นเงินที่ค้างชำระ ผ่อนชำระภายใน 6 เดือน ตามหลักเกณฑ์การประนอมหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วันที่ 21 มกราคม 2547 ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการชำระหนี้ปิดบัญชีตามเงื่อนไขดังกล่าวไปยังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหมายแจ้งไปยังผู้ร้องว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินไม่รับคำขอประนอมหนี้ของผู้ร้อง หลังจากนั้นผู้ร้องติดต่อประนอมหนี้อีกหลายครั้งจนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่ายินดีให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามที่เสนอ โดยผู้ร้องเสนอเงื่อนไขใหม่ขอชำระหนี้ต้นเงินเต็มจำนวนเป็นเงิน 28,000,000 บาท วางเงินทันทีร้อยละ 30 ของต้นเงินดังกล่าวคิดเป็นเงิน 8,400,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่วางเงินงวดแรก จากการตกลงรับข้อเสนอการขอประนอมหนี้ดังกล่าวผู้ร้องจึงทำหนังสือขอให้ระงับการขายทอดตลาดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องลงวันที่ 8 ธันวาคม 2547 และหนังสือขอชำระหนี้ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ไปยังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างเสนอเรื่องดังกล่าวปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 ในราคา 33,919,421.39 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่สุจริต ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านที่ 1 รับชำระเงินจากผู้ร้องตามจำนวนและเงื่อนไขที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้ตกลงไว้กับผู้ร้องดังกล่าว เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องและหรือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแห่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องหรือบุคคลอื่นตามความประสงค์ของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกอยู่แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 การดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 ผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการไปตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้คดีนี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 (ครั้งที่ 8) ที่ให้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกขายโดยวิธีอื่นตามมาตรา 123 และได้ขายไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 การขายดำเนินไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งผู้ซื้อได้รับโอนสิทธิเรียกร้องเท่าที่ลูกหนี้มีอยู่ในขณะทำการขาย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องในคดีของศาลแพ่งดังกล่าวและชำระราคาครบถ้วนแล้วจึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ประมูลซื้อ ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งมอบสำนวน เอกสารต่างๆ รวมทั้งสิทธิของผู้ร้องให้แก่ผู้ประมูลซื้อแล้ว การขายดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้ร้องรับภาระเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องมีสิทธิบังคับเท่าที่ลูกหนี้มีต่อผู้ร้องเท่านั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินยอมรับข้อเสนอขอประนอนหนี้ โดยให้ผู้ร้องชำระหนี้ต้นเงินเต็มจำนวน 28,000,000 บาทนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีเอกสารประกอบ ผู้ร้องไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติและเงื่อนไขในการยื่นคำขอประนอมหนี้โดยไม่ได้ยื่นผ่านทางผู้คัดค้านที่ 1 หนังสือของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2547 ผู้ร้องไม่เคยส่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่ได้แจ้งแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ว่าผู้ร้องได้ขอประนอมหนี้หรืออยู่ระหว่างเจรจาขอประนอมหนี้ กองทุนดังกล่าวเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1 ให้นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกขาย ผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้โดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินไม่ได้ตกลงให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามที่อ้าง ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 เกินกำหนดเวลา 14 วัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 หลังจากลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำขอประนอมหนี้ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วไม่รับคำขอประนอมหนี้ ต่อมาในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โดยวิธียื่นแบบเสนอราคา ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 ดังกล่าวได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวมรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 การรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ส่วนที่ 4 มาตรา 117 ถึงมาตรา 123 ทรัพย์สินซึ่งรวบรวมได้มานั้นบทบัญญัติในมาตรา 123 ให้อำนาจผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะนำออกขายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นดำเนินการโดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
นายพนม พละศักดิ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนไทย จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทสมบัติฟาร์ม สมุทรสาคร เซอร์วิส จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6605/2550
#414865
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 22 ทรัพย์สินซึ่งรวบรวมมาได้นั้นบทบัญญัติมาตรา 123 ให้อำนาจผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะนำออกขายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้

ผู้คัดค้านที่ 1 ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนายพนมผู้ชำระบัญชี้ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 ในราคา 33,919,421.39 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่สุจริต ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านที่ 1 รับชำระเงินจากผู้ร้องตามจำนวนและเงื่อนไขที่กองทุนเพื่อาการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้ตกลงไว้กับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบถ้วน ให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องและหรือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแห่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องหรือบุคคลอื่นตามความประสงค์ของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้โดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่ได้ตกลงให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามที่อ้าง ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 เกินกำหนดเวลา 14 วัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 หลังจากลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำขอประนอมหนี้ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาแล้วไม่รับคำขอประนอมหนี้ ต่อมาในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ออกขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้คัดค้านที่ 1 ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โดยวิธียื่นแบบเสนอราคา ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซื้อสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 22563/2538 ดังกล่าวได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 การรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 4 ส่วนที่ 4 มาตรา 117 ถึงมาตรา 123 ทรัพย์สินซึ่งรวบรวมได้มานั้นบทบัญญัติในมาตรา 123 ให้อำนาจผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะนำออกขายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 ขายสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อผู้ร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 123
ชื่อคู่ความ
นายพนม พละศักดิ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทสมบัติฟาร์ม สมุทรสาคร เซอร์วิส จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2550
#412237
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ไว้แล้ว ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจึงมิได้หมายความว่า ต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากกการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าวหรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว

ทรัพย์สินรายการที่ (1) ถึง (13) และ (17) ถึง (23) เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคสอง คือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้

ทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) และ (24) ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงโดยรับโอนมาจากผู้คัดค้านที่ 2 และมีอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น ปลูกอยู่บนที่ดินต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาจึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ก็ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เวลากลางวันเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 27 - 28 ถนนสายพระนครศรีอยุธยา - สุพรรณบุรี ผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา มาถึงจุดตรวจโดยมีผู้คัดค้านที่ 2 และบุคคลอื่นนั่งมาด้วย ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีอาการพิรุธ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอตรวจค้นรถ พบทรัพย์สินและเงินสดจำนวนมากจึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงิน และได้แจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านทั้งสาม ตามที่ได้รับแจ้งจากรองผู้กำกับการ (หัวหน้า) สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้าย ว่าทรัพย์สินรวม 24 รายการ มูลค่า 38,229,370.01 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสาม เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาหลักฐานตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องดำเนินการต่อไป ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย เด็กชายวัชระโดยผู้คัดค้านที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นผู้ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา กับเงินสดจำนวน 5,237,320 บาท สร้อยคอทองคำ 15 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 8 เส้น สร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร 3 เส้น กำไลข้อมือทองคำ 5 อัน กรอบพระเลี่ยมทองคำ 5 อัน จี้เรือนประดับด้วยหินสีขาว 1 อัน ทองคำแท่ง 1 แท่ง แหวนทองคำ 5 วง ต่างหูทองคำ 17 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 3 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า 1 เครื่อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 เลขที่ 202173 เลขที่ 202174 และเลขที่ 202178 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 4 เลขที่บัญชี 019-2-25357-9 จำนวนเงิน 1,500,000.79 บาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 017-2-81434-4 จำนวนเงิน 1,270,795.04 บาท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 015-3-33095-6 จำนวน 22,835.35 บาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง เลขที่บัญชี 122-5-21089-5 จำนวนเงิน 2,165,498.83 บาท พร้อมด้วยดอกผล รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ลก 8554 กรุงเทพมหานคร อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำบนที่ดินโฉนดเลขที่ 202078 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งนี้ ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เวลา 10.30 นาฬิกา ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้าย ตั้งจุดตรวจที่บริเวณถนนสายพระนครศรีอยุธยา - สุพรรณบุรี หมู่ที่ 1 ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา แล่นผ่านมาเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จอดปรากฏว่ามีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ขับรถและผู้คัดค้านที่ 2 กับพวกอีกหลายคนนั่งมาในรถ เมื่อมีการตรวจค้นรถ พบเงินสดและทองรูปพรรณจำนวนมากบรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทางในกระโปรงท้ายรถ จึงยึดไว้เป็นของกลาง และควบคุมตัวผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกพร้อมของกลางไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเพื่อทำการสอบสวน จากนั้นรองผู้กำกับการ (หัวหน้า) สถานีตำรวภูธรอำเภอบางซ้ายทำรายงานการจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวก และรายงานการยึดของกลางไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวรวม 20 รายการ ตามสำเนาเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินรวม 24 รายการ ตามเอกสารหมาย ร.5 คือ (1) รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา (2) ธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดต่างๆ รวม 5,237,320 บาท (3) สร้อยคอทองคำ 15 เส้น (4) สร้อยข้อมือทองคำ 8 เส้น (5) สร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร 3 เส้น (6) กำไลทองคำ 5 อัน (7) กรอบเลี่ยมพระเครื่อง 5 อัน (8) จี้ประดับหินสีขาวคล้ายเพชร 1 อัน (9) ทองคำแท่ง 1 แท่ง (10) แหวนทองคำ 5 วง (11) ต่างหูทองคำ 17 อัน (12) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 3 เครื่อง (13) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า 1 เครื่อง (14) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 21890 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวังสมุทรปราการ (15) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202173 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ (16) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202174 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปรากร (17) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 4 เลขที่บัญชี 019-2-25357-9 (18) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 017-2-81434-4 (19) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 015-3-3095-6 (20) รถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ลก 8554 กรุงเทพมหานคร (21) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง เลขที่บัญชี 122-5-21089-5 (22) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202178 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (23) อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำ บนที่ดินโฉนดเลขที่ 202178 (24) อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามในประการแรกว่า ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดและทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า ทรัพย์สินตามคำร้องได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือจากการสนับสนุน หรือช่วยเหลือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานและพยานผู้ร้องมีแต่เพียงความเห็นเท่านั้น มิได้อ้างคำพิพากษาของศาลที่ผู้คัดค้านที่ 1 เคยถูกฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาโดยสุจริต และตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ"

มาตรา 51 บัญญัติว่า

"เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี"

ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50 เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน จะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องแสดงว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและประการที่สอง ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ และกรณีที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ทั้งมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า

"(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใดๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ

(3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2)

ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจึงมิได้หมายความว่าต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษเท่านั้นไม่ เพียงแต่หากปรากฏว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์จากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้คัดค้านกระทำการดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าวก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อนหรือไม่ และทรัพย์สินตามบัญชีในสำเนาเอกสารหมาย ร.5 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นั้น ผู้ร้องมีจ่าสิบตำรวจเชษฐวิทย์ ผู้บังคับหมู่สถานนีตำรวจนครบาลท่าเรือเป็นพยานเบิกความว่า พยานสืบทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในลักษณะขายส่งครั้งละ 50 มัด ถึง 60 มัด ให้แก่ลูกค้า และใช้เวลาขายครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง พยานเคยเข้าไปตรวจค้นบ้านผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งแรกพบเงินสด 500,000 บาท ถึง 600,000 บาท ไม่พบยาเสพติดให้โทษจึงได้ทำบันทึกการตรวจค้นและปล่อยตัวไป ครั้งที่ 2 เข้าไปตรวจค้นเมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการนำเมทแอมเฟตามมีนมาที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเศษของเม็ดเมทแอมเฟตามีนเป็นซีกบ้าง ครึ่งเม็ดบ้าง ตกอยู่ที่เบาะรถยนต์กระบะของผู้คัดค้านที่ 1 รวมกันแล้วได้ 2 เม็ด ถึง 3 เม็ด พยานแจ้งข้อหาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้ ผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และเปิดบ้านเป็นร้านขายของชำเล็กๆ ตามภาพถ่ายหมาย ร.6 ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 มีพฤติการณ์วิ่งเต้นช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมาที่สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ และเคยเปิดร้านคาราโอเกะที่ชุมชนคลองเตยล็อก 1 เมื่อปี 2542 แต่ปิดร้านเมื่อปี 2543 ร้อยตำรวจเอกเพทายเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันดังกล่าวและเบิกความว่า พยานเคยวางแผนล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 รู้ตัวเพราะผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่จำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน วิธีการจำหน่ายก็ติดต่อทางโทรศัพท์และให้ลูกน้องเป็นผู้รับส่งยาเสพติดให้โทษให้แก่ลูกค้าแทน ร้อยตำรวจเอกวิชัย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ค้มรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา มาถึงบริเวณที่พยานกับพวกตั้งจุดตรวจอยู่ พยานกับพวกตรวจค้นที่กระโปรงท้ายรถ พบเงินสดเป็นมัดๆ บรรจุอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ มีทั้งธนบัตรชนิด 10 บาท 20 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท ตรวจนับในเบื้องต้นได้ 4,000,000 บาท เศษ ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าเป็นเพียงคนขับรถ ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่าเบิกเงินมาเพื่อนำไปซื้อที่ดินที่จังหวัดกาญจนบุรี นางสาวอนงค์ซึ่งนั่งมาในรถแจ้งว่าเป็นธนบัตรย่อยที่แลกมาไว้เพื่อใช้ในการทอนเงินในร้านขายของชำ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 บอกพยานว่าทั้งหมดยกให้แต่ขอให้ปล่อยรถยนต์เก๋งกับทุกคนที่นั่งมาในรถ พยานเห็นเป็นพิรุธจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและควบคุมตัวผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวก พร้อมทั้งนำรถยนต์คันดังกล่าวไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเพื่อตรวจค้นโดยละเอียด ผลการตรวจค้นพบเงินสดเพิ่มอีก 1,000,000 บาทเศษ ทองรูปพรรณหลายรายการและทองคำแท่งมีน้ำหนักรวมกัน 100 บาทเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ สมุดเงินฝากธนาคาร 3 เล่ม รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย ร.9 และ ร.10 พยานสอบปากคำผู้ที่เดินทางมาพร้อมกัน ได้แก่นางสาวอนงค์ซึ่งให้การว่าเงินสดได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การว่าเงินสดเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและหลบหนีการกวาดล้างที่ชุมชนคลองเตยมา พันตำรวจตรีพีระพล เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ และทำบันทึกคำให้การของผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ตามเอกสารหมาย ร.19 มีรายละเอียดว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชุมชนคลองเตย เมื่อประมาณ พ.ศ.2541 และได้เลิกจำหน่ายก่อนถูกจับกุม 2 เดือน รถยนเก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อจำนวน 1,340,000 บาท แต่ระบุชื่อนางอนงค์เป็นผู้ซื้อ เหตุที่นำทรัพย์สินจำนวนมากมาไว้ในรถยนต์คันดังกล่าวก็เนื่องจากก่อนถูกจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ถูกผู้มีอิทธิพลกรรโชกทรัพย์ได้จ่ายเงินให้ไปครั้งละหลายแสนบาท และถูกข่มขู่ว่าจะถูกวิสามัญฆาตกรรม จึงรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดและพาครอบครัวหลบหนีจนกระทั่งมาถูกจับกุมตัว โดยพยานดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานของรัฐต่างเบิกความไปตามที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งทรัพย์สินที่ตรวจค้นพบมีเป็นจำนวนมาก ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนที่จะนำมาเก็บไว้ที่กระโปรงท้ายรถยนต์ พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามสำเนาเอกสารหมาย ร.5 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 พยานหลักฐานของผู้ร้องมิได้ยืนยันว่าผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานแต่ประการใด พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนแต่ทรัพย์สินตามสำเนาเอกสารหมาย ร.5 รายการที่ (1) ถึง (13) และ (17) ถึง (23) เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ ส่วนทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) และ (24) ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งรับโอนมาจากผู้คัดค้านที่ 2 และมีอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น ปลูกอยู่บนที่ดิน กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว แต่ในทางไต่สวนในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบอาชีพขายของชำโดยตั้งร้านค้าอยู่ที่บ้านเลขที่ 101/130 ชุมชนคลองเตยล็อก 6 ตั้งแต่ปี 2533 ปล่อยเงินกู้และเป็นนายวงแชร์ มีกำไรจากการค้าขายเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้รายวัน วันละประมาณ 10,000 บาท และรายเดือน เดือนละประมาณ 300,000 บาท มีรายได้จากการเล่นแชร์ 6 วง วงละไม่ต่ำกว่า 10 มือ ได้ค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากผู้ที่ประมูลแชร์ วันละ 10,000 บาทเศษ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีรายได้จากการเล่นการพนันมวยและไพ่ป๊อกเด้ง ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อเล่นการพนันได้เฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท และเคยให้เงินถึงครั้งละ 1,000,000 บาท หลายครั้ง ทรัพย์สินตามรายการที่ (3) ถึง (11) เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ทยอยซื้อมาตั้งแต่ปี 2534 ถึงปี 2543 บัญชีเงินฝากตามรายการที่ (17) ถึง (19) และ (21) ผู้คัดค้านที่ 2 เปิดไว้เพื่อฝากและถอนเงินที่ได้จากการค้าขายปล่อยเงินกู้และเล่นแชร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ตามรายการที่ (13) และรถยนต์กระบะตามรายการที่ (20) เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 โดยนำเงินที่ได้จากการขายของชำ ปล่อยเงินกู้และการเล่นแชร์ไปเช่าซื้อมา ส่วนรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี ตามรายการที่ (1) ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซื้อจากบริษัทโตโยต้าอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 ราคา 1,300,000 บาทเศษ โดยนำเงินสดที่ได้จากการเล่นการพนันไปชำระ และเงินสดตามรายการที่ (2) ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการเล่นการพนัน ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ค้ายาเสพติดและเงินที่มีนั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่มีอายุ 19 ปี ขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 1 เป็นลูกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 มีเงินเดือน เดือนละ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท ไม่มีบ้านหรือทรัพย์สินใดเป็นของตนเอง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยเสียภาษีการค้าหรือภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การปล่อยเงินกู้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การเล่นแชร์มือละ 50,000 บาท ถึง 60,000 บาท ลูกวงแชร์ชื่อ จุ๋ม หนุ่ย ต้อย ญา เล็ก ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง นางจำเนียร เบิกความว่า พยานเล่นแชร์กับผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 2 มือ มือละ 100 บาท นายประจวบ เบิกความว่า พยานเคยกู้เงินผู้คัดค้านที่ 2 ครั้งละ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน นางอนงค์ เบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ชื่อพยานเป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี เพราะผู้คัดค้านที่ 1 เล่นการพนันและมีหนี้สินมากเกรงว่าเจ้าหนี้จะมาทวง ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ผู้คัดค้านที่ 2 บอกให้ผู้คัดค้านที่ 3 ช่วยขายที่ 3 แปลง เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหนี้การพนันจำนวน 10,000,000 บาทเศษ พยานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงเบิกความขัดแย้งกันเอง และเมื่อพิจารณาถึงสภาพร้านค้าของชำของผู้คัดค้านที่ 2 ตามภาพถ่ายหมาย ร.6 มีสภาพเป็นห้องแถวไม้หลังคาเป็นเพิงสังกะสี มีสินค้าไม่มากนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้กำไรเป็นเงินถึงเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มิได้นำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และค่าใช้สอยส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และครอบครัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีเป็นประจำอีกด้วย ทั้งจำนวนรายได้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบมีแต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 2 เพียงลอยๆ โดยไม่มีพยานเอกสารสนับสนุน และขัดแย้งกับพยานปากอื่นๆ ของผู้คัดค้านที่ 2 เองที่ยืนยันว่าเล่นแชร์กับผู้คัดค้านที่ 2 เพียงมือละ 100 บาท และกู้เงินจากผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าวไปซื้อทรัพย์สินตามรายการที่ (3) ถึง (11) (13) (22) และ (23) และมีเงินฝากจำนวนมากตามรายการที่ (17) ถึง (19) และ (21) ได้ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท ไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ต้องไปอาศัยผู้คัดค้านที่ 2 และเล่นการพนันมวยและไพ่ป๊อกเด้ง จึงไม่น่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีเงินสดจำนวนมากถึง 5,237,320 บาท ตามรายการที่ (2) จากการเล่นการพนันเท่านั้น และนำเงินสดจากการเล่นการพนันไปซื้อทรัพย์สินตามรายการที่ (1) และ (12) ได้ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีจึงต้องรับฟังว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 21890, 202173 และ 202174 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการกับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น รายการที่ (24) นั้น ผู้คัดค้านที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเครื่องเหล็กก่อสร้างทุกชนิดในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดอโนทัยมงคลโลหะเจริญ (1996) ห้างฯ มีเงินสดประมาณ 5,000,000 บาท ลูกค้าซื้อสินค้าเป็นเงินสด ผู้คัดค้านที่ 3 มีรายได้จากการขายเหล็กเส้นเดือนละ 700,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2543 ผู้คัดค้านที่ 3 ตกลงซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวด้วยวาจาจากผู้คัดค้านที่ 2 ในราคา 4,500,000 บาท เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารพักอาศัยให้ผู้อื่นเช่า จากนั้นเมื่อเดือนเมษายน 2543 ได้ว่าจ้างให้นายเจียมก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น ตามรายการที่ (24) ในราคา 7,500,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 โดยชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,000,000 บาท ยังคงค้างชำระ 500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมอบโฉนดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็มอบโฉนดที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 3 มีบัญชีเงินฝากธนาคาร 3 บัญชี ตามเอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 แต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 3 ดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีข้อพิรุธ กล่าวคือ ประการที่ 1 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่ามีรายได้จากการขายเหล็กเส้นเดือนละนับล้านบาทนั้น มีแต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 3 แต่เพียงลอยๆ โดยไม่มีเอกสารใดสนับสนุน เช่นแบบยื่นรายการเพื่อเสียภาษี ทั้งตามสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.1 กับสมุดเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.2 ของผู้คัดค้านที่ 3 และสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.3 ของห้างหุ้นส่วนจำกัดอโนทัยมงคลโลหะเจริญ (1996) มีเงินเหลืออยู่ในบัญชี 2,150 บาท 43,349.03 บาท และ 53,463.73 บาท ตามลำดับเท่านั้น ประการที่ 2 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่าซื้อที่ดินทั้งสามแปลงมาจากผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อเดือนมีนาคม 2543 ว่าจ้างให้นายเจียมก่อสร้างอาคารในราคา 7,500,000 บาท แต่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 เป็นการผิดปกติวิสัยของวิญญูชนที่จะก่อสร้างอาคารในที่ดินของบุคคลอื่นโดยที่ยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ประการที่ 3 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่าซื้อที่ดินทั้งสามแปลงในราคา 4,500,000 บาท แต่ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.14 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 เข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันนางพรพิไลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 โดยเสียค่าตอบแทน 1,500,000 บาท และในวันเดียวกันนี้นางพรพิไลขายที่ดินโฉนดเลขที่ 202173 และ 202174 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ในราคาแปลงละ 1,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 นางพรพิไลขายส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ในราคา 1,500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 จึงซื้อที่ดินทั้งสามแปลงในราคา 6,000,000 บาท แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 ในราคารวมกัน 4,500,000 บาท ผิดปกติวิสัยของวิญญูชน ที่จะยอมขายขาดทุนถึง 1,500,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ประการที่ 4 การที่ผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,000,000 บาท ยังคงค้างชำระ 500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมอบโฉนดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ยึดถือไว้ประกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็จะมอบโฉนดที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 นั้น เป็นการผิดปกติวิสัยของวิญญูชน ที่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแล้ว แต่ยังไม่รับโฉนดที่ดินเชื่อได้ว่าเป็นเพียงการโอนเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงตามรายการที่ (14) ถึง (16) มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายปลูกสร้างอาคาร 5 ชั้น ตามรายการที่ (24) ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการต่อไปว่า ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาหรือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายพัฒพงษ์และนางอนงค์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.5 ศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.9358/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.6 และศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม.148/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามสำเนาคำพิพากษาหมาย ค.7 คดีทั้งสามถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอาญาตามลำดับ เมื่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินการทางศาล ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาดังกล่าว นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา หรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ได้มาก่อนวันดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความรับผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตาคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานโดยมิต้องคำนึงถึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 167
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 49 ม. 50 ม. 51 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมหมาย นาคคล้ายฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2550
#414863
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 46

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงถึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40-41/2546

แม้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์สินรวม 24 รายการ มูลค่า 38,229,370.01 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสาม เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาหลักฐานตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องดำเนินการต่อไป ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย เด็กชายวัชระโดยผู้คัดค้านที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทั้ง 24 รายการ ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการต่อไปว่า ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายพัฒพงษ์และนางอนงค์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.5 ศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.9358/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.6 และศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม.148/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.7 คดีทั้งสามถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอาญาตามลำดับ เมื่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินการทางศาล ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาดังกล่าว นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา หรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ได้มาก่อนวันดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงถึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40-41/2546 ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสมหมาย นาคคล้าย โดยเด็กชายวัชระ นาคคล้าย
โดยนางสาวกัลญา บุญทับยาง ผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้คัดค้าน — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2550
#415239
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินของ ล. เจ้าของที่ดินโดยสุจริต บ้านดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หลังจาก ล. ถึงแก่ความตายมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ในที่ดินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่โครงหลังคาบ้านซึ่งติดอยู่กับบ้านเป็นส่วนหนึ่งของบ้านล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นกรณีที่เทียบเคียงได้กับการปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามบทกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคแรก เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อกรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีและไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เมื่อใช้มาตรา 1312 วรรคแรก ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง มาปรับแก่คดีแล้ว ที่ดินของโจทก์ส่วนที่โครงหลังคาบ้านของจำเลยรุกล้ำเข้าไปจึงเป็นภาระจำยอมที่ต้องไปจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวตามบทบังคับของมาตรา 1312 วรรคแรก

แม้คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องแย้งของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ถนนคอนกรีตกว้าง 6.50 เมตร ยาว 76 เมตร ในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นถนนดังกล่าวข้างต้นเป็นทางจำเป็น แต่ศาลมีอำนาจกำหนดที่และวิธีทำทางผ่านของทางจำเป็นให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน โดยคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความกว้างของทางจำเป็นในคดีนี้จึงยังไม่ยุติไปตามคำคู่ความดังกล่าว

ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายและเป็นทรัพยสิทธิอันมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถใช้ยันบุคคลทั่วไปได้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นและเจ้าของที่ดินที่ล้อมไว้แล้วเมื่อมีคำพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้ว สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทางจำเป็นของบุคคลดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องชี้ขาดตัดสินกำหนดห้ามการใช้ทางจำเป็นเพื่อการใดไว้ล่วงหน้าในคำพิพากษา ทั้งตามฟ้องโจทก์คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย และคำให้การแก้ฟ้องแย้งในคดีนี้ คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยมีสิทธิใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้าหรือไม่ และฟ้องกับฟ้องแย้งดังกล่าวก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องห้ามจำเลยใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ทางพิพาทตามปกติมิใช่เพื่อการค้า จึงไม่จำเป็นแก่คดีและเกินคำขอของคู่ความ อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำตามฟ้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในฐานะทางจำเป็นให้ถนนคอนกรีตกว้าง 6.50 เมตร ยาว 76 เมตร กับที่ดินส่วนโรงรถ โครงหลังคาบ้านและส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกในที่ดินโจทก์รวมเนื้อที่ 900 ตารางเมตร เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 562 โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนภายใน 3 วัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็น แต่ทางจำเป็นดังกล่าวต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 6.50 เมตร ยาวไม่เกิน 76 เมตร โดยให้จำเลยมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวเพียงเพื่อความจำเป็นในการเข้าออกที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะตามปกติที่มิใช่การค้าเท่านั้น ไม่บังคับให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง ให้จำเลยรื้อถอนโรงรถและที่เก็บของตามแนวเส้นสีเขียวทึบและถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีเขียวประ กับถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงิน เฉพาะส่วนที่เกินกว่าเป็นทางจำเป็นในแผนที่พิพาท ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 323 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วนดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000บาท นับแต่วันฟ้อง (23 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของโจทก์เฉพาะตามแนวเส้นสีม่วงในแผนที่พิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 562 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นโดยมีขนาดกว้างไม่เกิน 4 เมตร ยาวไม่เกิน 76 เมตร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 323 ตามฟ้อง เป็นของนางลำใยมารดาของโจทก์จำเลย จำเลยปลูกสร้างบ้าน โรงรถและที่เก็บของในที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนางลำใย ต่อมาปี 2506 นางลำใยถึงแก่ความตาย โจทก์จำเลยจึงทราบว่านางลำใยทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์ ด้านทิศใต้ให้แก่จำเลย โดยมีคันดินจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกของที่ดินเป็นแนวเขตที่ดินของโจทก์จำเลย และได้จดทะเบียนรับมรดกถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2512 หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี จำเลยปรับปรุงทางในที่ดินด้านทิศเหนือที่จะต้องแบ่งแยกให้เป็นของโจทก์โดยปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีต ต่อมาปี 2525 โจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดิน ศาลฎีกาพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์จำเลยตามพินัยกรรมดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา และมีการแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาดังกล่าวเสร็จในปี 2537 ปรากฏว่าที่ดินด้านทิศใต้ที่แยกออกไปเป็นโฉนดเลขที่ 562 เป็นของจำเลยและที่ดินคงเหลือตามโฉนดเดิมเป็นของโจทก์ โดยมีโรงรถกับที่เก็บของตามกรอบเส้นสีเขียว ถนนคอนกรีตจากทางทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือตามแนวเส้นสีน้ำเงิน และถนนคอนกรีตจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกตามกรอบเส้นประสีเขียวตามแผนที่พิพาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ ส่วนบ้านที่จำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่โครงหลังคาบ้านตามกรอบเส้นสีม่วงในแผนที่พิพาท รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ส่วนที่จำเลยปลูกสร้างโรงรถกับที่เก็บของและถนนคอนกรีตตามกรอบเส้นประสีเขียวในแผนที่พิพาทโดยอายุความนั้น แม้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่ปลูกสร้างโรงรถกับที่เก็บของและถนนคอนกรีตโดยสุจริต เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา กับมีคำขอบังคับโจทก์ให้ไปจดทะเบียนที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลย แต่คำให้การจำเลยและฟ้องแย้งคงโต้แย้งแต่เพียงว่า ที่ดินของจำเลยไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะในปี 2517 จำเลยจึงทำถนนคอนกรีตกว้าง 6.5 เมตร ยาว 76 เมตร ยาวตลอดจากแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ของจำเลยผ่านที่ดินของโจทก์จดแนวเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือ ผ่านที่ดินของนายยุทธนาไปสู่ถนนพระราม 3 อันเป็นทางสาธารณะซึ่งจำเลยใช้ทางดังกล่าวตลอดมาจนทุกวันนี้ โดยโจทก์หรือบุคคลอื่นไม่คัดค้านหรือขัดขวาง ถนนคอนกรีตพิพาทดังกล่าวจึงเป็นภาระจำยอมโดยอายุความมิได้กล่าวอ้างว่าถนนคอนกรีตจากทางด้านทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมด้วย คดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยว่าถนนคอนกรีตตามกรอบเส้นประสีเขียวในแผนที่พิพาท หรือถนนคอนกรีตจากทางด้านทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยหรือไม่ และในส่วนของที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างโรงรถและที่เก็บของตามคำให้การจำเลยและฟ้องแย้งคงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าจำเลยปลูกสร้างโรงรถและที่เก็บของในที่ดินของโจทก์โดยการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามบทบังคับของกฎหมายในเรื่องปลูกโรงเรือนรุกล้ำเท่านั้น มิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ได้สิทธิภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลย ไม่แจ้งชัดว่าจำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าวโดยอายุความ คดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินของโจทก์ส่วนที่โครงหลังคาบ้านของจำเลยรุกล้ำตกเป็นภาระจำยอมหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยปลูกบ้าน ที่ดินที่ปลูกบ้านเป็นแปลงเดียวกัน ยังมิได้ทำการแบ่งแยกและเป็นของนางลำใยเพียงคนเดียว ไม่เป็นการปลูกโรงเรือนลุกล้ำที่ดินของผู้อื่นตามที่โจทก์ฎีกา แต่กรณีนี้เป็นเพียงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรก เพียงบทเดียวมาปรับแก่คดีเท่านั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินของนางลำใยเจ้าของที่ดินย่อมเป็นการปลูกสร้างบ้านโดยสุจริต บ้านดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หลังจากนางลำใยถึงแก่ความตายมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวปรากฏว่า บ้านของจำเลยอยู่ในที่ดินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่โครงหลังคาบ้านซึ่งติดอยู่กับบ้านเป็นส่วนหนึ่งของบ้านล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นกรณีที่เทียบเคียงได้กับการปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามบทกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่ามาตรา 1312 วรรคแรก เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อกรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีและไม่ปรากกฎว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง เมื่อใช้มาตรา1312 วรรคแรก ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง มาปรับแก่คดีแล้ว ที่ดินของโจทก์ส่วนที่โครงสร้างหลังคาบ้านของจำเลยรุกล้ำเข้าไปจึงเป็นภาระจำยอมที่ต้องไปจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวตามบทบังคับของมาตรา 1312 วรรคแรก ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินของโจทก์ส่วนที่จำเลยปลูกสร้างโรงรถ ที่เก็บของ เป็นภาระจำยอมโดยบทบังคับของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการทำแผนที่พิพาท คู่ความนำชี้ตรงกันว่าโรงรถและที่เก็บของตามกรอบเส้นสีเขียวในเอกสารดังกล่าวอยู่ในที่ดินของโจทก์ โรงรถและที่เก็บของดังกล่าวไม่ได้ติดกับบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของบ้านดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตอันจะเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนที่ถูกรุกล้ำตกเป็นภาระจำยอมโดยบทบังคับของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรก ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง ดังที่จำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า ทางถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยนั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการสร้างทางดังกล่าวจำเลยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์แต่สร้างในฐานะพี่น้องกัน อันเป็นคำเบิกความที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้ทางถนนคอนกรีตดังกล่าวโดยวิสาสะมิได้มีเจตนาใช้ทางพิพาทเพื่อเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย แล้วยังได้ความว่าประมาณปี 2504 ขณะที่ที่ดินยังเป็นของนางลำใยซึ่งเป็นมารดาของโจทก์จำเลย จำเลยเดินเข้าออกจากบ้านของจำเลยโดยใช้คันดินกลางที่ดินออกไปทางทิศตะวันตกของที่ดินผ่านที่ดินข้างเคียงออกไปสู่ทางสาธารณะ ครั้นปี 2506 นางลำใยถึงแก่ความตาย โจทก์จำเลยแสดงเจตนาครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนตามพินัยกรรมของนางลำใย โดยโจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศเหนือส่วนจำเลยครอบครองที่ดินทางทิศใต้ มีคันดินดังกล่าวเป็นแนวเขต ระหว่างนั้น จำเลยเปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทางตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทในที่ดินของโจทก์ผ่านไปสู่ที่ดินของนายยงยุทธซึ่งอยู่ทางด้านเหนือและติดกับถนนพระราม 3 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ เนื่องจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงปิดทางเข้าออกเดิม โดยจำเลยปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตในปี 2512 พฤติการณ์ที่จำเลยเปลี่ยนมาใช้ทางในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยถือวิสาสะเข้ามาใช้ที่ดินของโจทก์เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเนื่องจากเหตุที่จำเลยไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะประกอบกับที่ดินของโจทก์จำเลยเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนอีกด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า การปรับปรุงทางเป็นถนนคอนกรีตเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินดังกล่าวโดยถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่เป็นทางถนนคอนกรีต เพื่อเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยนั้น คำให้การจำเลยและฟ้องแย้งมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินดังกล่าวไปยังโจทก์ คดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยในเรื่องนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ทางจำเป็นซึ่งอยู่ในถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาท มีความกว้าง 6.50 เมตร เท่ากับความกว้างของถนนดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องแย้งของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ถนนคอนกรีตกว้าง 6.50 เมตร ยาว 76 เมตร ในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นถนนดังกล่าวข้างต้นเป็นทางจำเป็น แต่ศาลมีอำนาจกำหนดที่และวิธีทำทางผ่านของทางจำเป็นให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านโดยคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความกว้างของทางจำเป็นในคดีนี้จึงยังไม่ยุติไปตามคำคู่ความดังกล่าวดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางจำเป็นมีความกว้าง 6.50 เมตร กรณีย่อมเห็นได้ว่าความกว้างของทางดังกล่าวซึ่งเป็นขนาดความกว้างที่รถบรรทุกสามารถแล่นสวนกันได้เกินความจำเป็นของจำเลยผู้มีสิทธิจะผ่านที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ล้อมอยู่เสียหายมาก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ทางจำเป็นในคดีนี้มีความกว้าง 4 เมตร จึงเหมาะสมแก่กรณีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปขอให้จดทะเบียนทางจำเป็นนั้น เห็นว่า ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายและเป็นทรัพยสิทธิอันมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถใช้ยันบุคคลทั่วไปได้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยใช้ทางพิพาทตามปกติมิใช่เพื่อการค้านั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นและเจ้าของที่ดินที่ล้อมไว้แล้ว เมื่อมีคำพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้ว สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทางจำเป็นของบุคคลดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องชี้ขาดตัดสินกำหนดห้ามการใช้ทางจำเป็นเพื่อการใดไว้ล่วงหน้าในคำพิพากษา ทั้งสามฟ้องโจทก์ คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย และคำให้การแก้ฟ้องแย้งในคดีนี้คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยมีสิทธิใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้าหรือไม่ และฟ้องกับฟ้องแย้งดังกล่าวก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องห้ามจำเลยใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ทางพิพาทตามปกติมิใช่เพื่อการค้า จึงไม่จำเป็นแก่คดีและเกินคำขอของคู่ความ อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในเรื่องนี้เสีย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนที่พิพากษาไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง ในเรื่องค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมไม่ได้ฟ้องเรียกค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็น คดีไม่มีประเด็นโดยตรงในเรื่องโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็น การที่โจทก์จะไปฟ้องคดีเรียกร้องค่าทดแทนดังกล่าวย่อมกระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ส่วนโจทก์จะได้รับค่าทดแทนดังกล่าวจากการฟ้องคดีใหม่หรือไม่เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิแก่โจทก์เกินกว่าสิทธิที่มีอยู่แล้ว และมิได้ทำให้จำเลยเสียสิทธิ ไม่อาจถือได้ว่าคำพิพากษาส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่มีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จำเลยในเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท เหมาะสมแก่กรณีแล้ว ฎีกาของโจทก์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่พิพากษาให้จำเลยมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวเพียงเพื่อความจำเป็นในการเข้าออกที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะตามปกติที่มิใช่การค้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1312 ม. 1349 ม. 1350 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทำนุ ทัพเจริญ
จำเลย — พันตำรวจเอกจำนง ทัพเจริญ
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6589/2550
#410732
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านเกี่ยวกับการนับจำนวนเจ้าหนี้ที่ลงคะแนนในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของจำเลยนั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง ที่จะอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งไม่มีกรณีจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547

ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 มีเจ้าหนี้รายที่ 1 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 12 เข้าร่วมประชุม ในการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 8 ลงมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 3 มีจำนวนหนี้รวม 54,255,538.87 บาท ส่วนธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 2 และบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 12 ซึ่งมีจำนวนหนี้รวม 8,802,447.86 บาท ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 3 ผู้คัดค้านเห็นว่ามีเจ้าหนี้ที่ลงมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ 2 ราย ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ 2 ราย คำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับการยอมรับโดยมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 และมาตรา 45 จึงต้องรายงานศาลขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้นับจำนวนเจ้าหนี้กรณีผู้ร้องเพียง 1 เสียง และนับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เพียง 1 เสียง นั้นไม่ถูกต้อง เพราะต้องนับจำนวนเจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้แต่ละคำขอรับชำระหนี้เป็น 1 เสียง กรณีผู้ร้องต้องนับคะแนน 3 เสียง กรณีโจทก์ต้องนับคะแนน 4 เสียง ถือได้ว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 3 แล้ว คำสั่งของผู้คัดค้านทำให้จำเลยที่ 3 เสียหายขาดโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไป ส่วนผู้ร้องได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่ได้รับชำระหนี้ในส่วนของจำเลยที่ 3 ขอให้แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านเป็นว่า คำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 3 ได้รับการยอมรับโดยมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อดำเนินการตามคำขอประนอมหนี้ต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหนี้รายเดียวกันคือโจทก์ การนับคะแนนเสียงต้องนับเป็น 1 เสียง เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นเจ้าหนี้รายเดียวกันคือผู้ร้อง การนับคะแนนเสียงต้องนับเป็น 1 เสียง รวมเป็น 2 เสียง การที่ผู้คัดค้านให้เจ้าหนี้รายเดียวกันยื่นคำขอรับชำระหนี้แยกจากกันได้ก็เพื่อความสะดวกของเจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ เพื่อประโยชน์ในการทำความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้เสนอต่อศาล แม้เจ้าหนี้รายเดียวกันยื่นคำขอรับชำระหนี้แยกจากกันก็ต้องนับเป็น 1 เสียง ไม่อาจนับเสียงแยกตามคำขอรับชำระหนี้ได้ คำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 3 มีเจ้าหนี้ลงมติยอมรับ 2 เสียง ไม่ยอมรับ 2 เสียง ถือว่าไม่ได้มีมติพิเศษ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านเกี่ยวกับการนับจำนวนเจ้าหนี้ที่ลงคะแนนในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายศุภชัย บูรณะกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6572/2550
#414856
เปิดฉบับเต็ม

จากบทบัญญัติ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฯ มาตรา 36 ทวิ ผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 จะถือว่าละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของโจทก์ ต่อเมื่อการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 มีขอบเขตของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของโจทก์ ขอบเขตของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์มีเพียงใดจะต้องพิจารณาลักษณะของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ขอบเขตของการประดิษฐ์ดังกล่าวย่อมคลุมถึงลักษณะของการประดิษฐ์ที่แม้จะมิได้ระบุในข้อถือสิทธิโดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติประโยชน์ใช้สอย และทำให้เกิดผลทำนองเดียวกับลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในข้อถือสิทธิตามความเห็นของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญในศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์นั้นด้วย สิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของโจทก์มีข้อถือสิทธิรวม 11 ข้อ ส่วนผลิตภัณฑ์ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับขอบเขตของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรที่ให้อาหารสัตว์ปีกของโจทก์แล้ว จะเห็นได้ว่าการปรับความตื้นและลึกของกระทะที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 และตามข้อถือสิทธิข้อ 2 และรูปที่ 9 ของสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 มีวิถีทางในการปรับโดยมีชิ้นส่วนที่มีการเชื่อมกันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวตามกันระหว่างวงแหวนและกระทะอาหารเช่นเดียวกับข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์ข้อ 1, 2 และ 4 ทั้งกรรมวิธีการใช้ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต่างกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์ข้อ 10 และ 11 โดยโครงสร้างหลักและกรรมวิธีการใช้ ตลอดจนประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 เป็นเช่นเดียวกับของโจทก์ แม้จะมีข้อแตกต่างกันในข้อปลีกย่อยก็ถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 มีขอบเขตของการประดิษฐ์เช่นเดียวกับที่ระบุในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงเป็นการร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกาและดินแดนไต้หวัน แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้อ้างว่าได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวมาก่อนโจทก์ จึงไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับสิทธิบัตรดังกล่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ของประเทศไทยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฯ มาตรา 36 ที่บุคคลอื่นจะละเมิดมิได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หยุดการกระทำการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสำหรับสัตว์ปีก และวิธีการนำเอาลูกไก่เข้าไปในกรงเลี้ยง ตามสิทธิบัตรของโจทก์ โดยห้ามผลิตและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิบัตรจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของดินแดนไต้หวัน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทย โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสำหรับสัตว์ปีกและวิธีการนำเอาลูกไก่เข้าไปในกรงเลี้ยงตามสิทธิบัตรเลขที่ 9634 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2544 จำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์ตรงกับข้อถือสิทธิของโจทก์ และร่วมกับจำเลยที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ และนำมาแสดงในงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ปีก ณ บริเวณอาคารศูนย์ประชุมนานาชาติสิริกิติ์ ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการละเมิดสิทธิบัตรโจทก์และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 900,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าการบังคับตามสิทธิของโจทก์จะเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ตรงกับข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรโจทก์และผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ได้รับการจดสิทธิบัตรที่ดินแดนไต้หวันตามสิทธิบัตรหมายเลข 141029 และประเทศสหรัฐอเมริกาตามสิทธิบัตรหมายเลข 5462017 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หยุดการกระทำการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสำหรับสัตว์ปีกและวิธีการนำเอาลูกไก่เข้าไปในกรงเลี้ยง ตามสิทธิบัตรเลขที่ 9634 ของโจทก์ โดยห้ามผลิตและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิบัตร ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า ผลิตภัณฑ์ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 9634 ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 ทวิ บัญญัติว่า "สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรตามมาตรา 36 ในการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรมีขอบเขตดังระบุในข้อถือสิทธิ ในการวินิจฉัยขอบเขตของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิ ให้พิจารณาลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย

ขอบเขตของการประดิษฐ์ที่ได้รับความคุ้มครองย่อมคลุมถึงลักษณะของการประดิษฐ์ที่แม้จะมิได้ระบุในข้อถือสิทธิโดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติประโยชน์ใช้สอยและทำให้เกิดผลทำนองเดียวกับลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิตามความเห็นของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญในศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์นั้น" จากบทบัญญัตินี้ผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 จะถือว่าละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกสิทธิบัตรเลขที่ 9634 ของโจทก์ ต่อเมื่อการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 มีขอบเขตของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในข้อถือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกสิทธิบัตรเลขที่ 9634 ของโจทก์ ขอบเขตของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์มีเพียงใด จะต้องพิจารณาลักษณะของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ขอบเขตของการประดิษฐ์ดังกล่าวย่อมคลุมถึงลักษณะของการประดิษฐ์ที่แม้จะมิได้ระบุในข้อถือสิทธิโดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติประโยชน์ใช้สอย และทำให้เกิดผลทำนองเดียวกับลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในข้อถือสิทธิตามความเห็นของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญในศิลปะ หรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์นั้นด้วย กรณีนี้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกสิทธิบัตรเลขที่ 9634 ของโจทก์มีข้อถือสิทธิรวม 11 ข้อ จากข้อถือสิทธิทั้ง 11 ข้อ อาจสรุปขอบเขตของการประดิษฐ์ได้ดังนี้ "ที่ให้อาหารสัตว์ปีก ประกอบด้วย ท่ออาหารที่ตั้งอยู่ในแนวตั้ง ปรับให้ติดตั้งบนตัวลำเลียงอาหารในแนวนอนเพื่อรองรับอาหารจากท่อลำเลียงอาหาร ท่ออาหารมีส่วนด้านบนยึดอยู่กับท่อลำเลียงอาหาร และส่วนล่างที่เคลื่อนได้ในเชิงแกน ตามการเคลื่อนตัวของส่วนบนระหว่างตำแหน่งที่ขยายตัวออกและตำแหน่งที่ยุบตัว กระทะอาหารจะอยู่ใต้ปลายด้านล่างของท่ออาหาร เพื่อรองรับอาหาร มีการเชื่อมต่อแบบเคลื่อนไหวจะมีขอบอยู่ในแนวตั้ง ล้อมรอบส่วนรอบนอกของกระทะอาหาร และให้มีการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันระหว่างกระทะอาหารและท่ออาหารระหว่างตำแหน่งที่ขยายตัวออก ที่ซึ่งท่ออาหารอยู่ในตำแหน่งที่ขยายตัวออกของมัน และที่ซึ่งขอบจะยกขึ้นเหนือระดับของกระทะอาหารเพื่อช่วยในการบรรจุอาหารภายในกระทะอาหาร และตำแหน่งที่ลดลง ที่ซึ่งกระทะอาหารตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งขอบจะถูกลดลงตามการลดลงของกระทะอาหาร เพื่อที่จะลดความสูงของกระทะอาหารเพื่อให้ลูกไก่หรือสัตว์อื่นสามารถเห็นอาหารที่อยู่ภายในกระทะอาหารและมีช่องทางเข้าถึงอาหารในที่นั้นได้" ผลิตภัณฑ์ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานที่ได้รับสิทธิบัตรในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เมื่อเปรียบเทียบกับขอบเขตของการประดิษฐ์ตามที่ระบุในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรที่ให้อาหารสัตว์ปีกเลขที่ 9634 ของโจทก์แล้ว จะเห็นได้ว่า การปรับความตื้นและลึกของกระทะที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 และตามข้อถือสิทธิข้อ 2 และรูปที่ 9 ของสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 มีวิถีทางในการปรับ โดยมีชิ้นส่วนที่มีการเชื่อมกันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวตามกันระหว่างวงแหวน และกระทะอาหารเช่นเดียวกับข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรของโจทก์ข้อ 1, 2 และ 4 ทั้งกรรมวิธีการใช้ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต่างกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิบัตรของโจทก์ข้อ 10 และ 11 กล่าวคือ มีการให้อาหารโดยผ่านท่อลำเลียงอาหารที่สามารถปรับขึ้นและลงได้ การยกขึ้นหรือลดลงของท่อลำเลียงอาหารจะเป็นการปรับความตื้นและลึกของกระทะอาหารไปในตัว หากต้องการให้สัตว์ปีกตัวเล็กเข้ามากินอาหารได้ก็ปรับให้อยู่ในตำแหน่งตื้น แต่ถ้าต้องการให้สัตว์ปีกตัวโตเข้ามากินอาหารก็ปรับให้อยู่ในตำแหน่งลึก ทำให้สัตว์ปีกตัวโตกินอาหารได้มากขึ้น และป้องกันไม่ให้สัตว์ปีกเขี่ยอาหารในกระทะตกกระจาย ฉะนั้นโครงสร้างหลักและกรรมวิธีการใช้ ตลอดจนประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเช่นเดียวกับของโจทก์ แม้จะมีข้อแตกต่างกันในข้อปลีกย่อยก็ถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกของจำเลยที่ 1 มีขอบเขตของการประดิษฐ์เช่นเดียวกับที่ระบุในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ให้อาหารสัตว์ปีกเลขที่ 9634 ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 3 นำเข้ามาในราชอาณาจักรจึงเป็นการร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกาและดินแดนไต้หวัน แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้อ้างว่าได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวมาก่อนโจทก์ จึงไม่มีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับสิทธิบัตรดังกล่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ของประเทศไทยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 ที่บุคคลอื่นจะละเมิดมิได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีเอสไอ กรุ๊ป อิ้ง
จำเลย — บริษัท อัลมิน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6570/2550
#410676
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันเงินกู้ยืนจากโจทก์ ดังนี้ หากเป็นดังที่ผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามกฎหมาย ต้องถือว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้ แต่ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้ศาลบังคับให้โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง และที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด คำขอบังคับของผู้ร้องดังกล่าวโดยสภาพไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำร้องนั้นได้ คำร้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 287 ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้กันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสนั้น ไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาขอให้บังคับโจทก์แบ่งที่ดินพิพาทในส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องให้แก่ผู้ร้องตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,309,288.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 2,687,768.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 19.25 ต่อปี (ตามคำฟ้อง) นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โดยให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3405 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 66282 ของจำเลยทั้งสองเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 66282 ดังกล่าวครึ่งหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืนเงินจากโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องมีสิทธิฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ผู้ร้องจึงร้องสอดเข้ามาเพื่อขอให้โจทก์แบ่งที่ดินในส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องอ้างว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเพียงบางส่วนและผู้ร้องเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้องทั้งหมด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดได้หรือไม่ ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยิมยอมในการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันเงินกู้ยืมจากโจทก์ ดังนี้ หากเป็นดังที่ผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามกฎหมาย ต้องถือว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ แต่ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้ศาลบังคับให้โจทก์แบ่งที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง และไม่ปรากฏในคำร้องว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ได้มีการแบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดหรือไม่ คำขอบังคับของผู้ร้องดังกล่าวโดยสภาพไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำร้องนั้นได้ กรณีคำร้องลักษณะเป็นเรื่องร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้กันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสนั้น หามีสิทธิร้องสอดเข้ามาขอให้บังคับโจทก์แบ่งที่ดินพิพาทในส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องให้แก่ผู้ร้องตามคำร้องได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสมศรี รวยรื่น
จำเลย — นายประจักษ์ อุดมศักดิ์พิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6565 -ที่ 6567/2550
#410731
เปิดฉบับเต็ม

การที่สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินคือโจทก์ได้จัดสรรให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันมีผลบังคับในขณะที่โจทก์ดำเนินการจัดสรรที่ดินก็ตาม แต่กฎหมายก็มิได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม เมื่อจำเลยทั้งสามตกลงชำระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางที่ใช้ร่วมกับผู้ซื้อรายอื่น ๆ ในโครงการที่เกี่ยวกับส่วนสาธารณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน จำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันตามข้อสัญญานั้น ข้อตกลงที่ให้จำเลยทั้งสามเฉลี่ยค่าใช้จ่ายดังกล่าวหาได้เป็นการขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แต่อย่างใดไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามข้อสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและได้ทำโครงการบ้านปรางทอง 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงเลขที่ ดี 8 และ ดี 7 เนื้อที่ 64 ตารางวา ในราคา 1,600,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินแปลงเลขที่ ดี 1 เนื้อที่ 40 ตารางวา กับโจทก์จำเลยทั้งสามได้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ร่วมทั้งการชำระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสาธารณูปโภคตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จัดให้มียามรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ไฟฟ้าตามถนนในหมู่บ้านจัดสรร กวาดเก็บขยะตามถนนในหมู่บ้านจัดสรร ตัดแต่งต้นไม้และดูแลสนามหญ้าที่เป็นทรัพย์สินส่วนรวม และเก็บขยะของแต่ละบ้านในหมู่บ้านจัดสรร หลังจากจำเลยทั้งสามเข้ามาพักอาศัยอยู่บ้านในโครงการของโจทก์ โจทก์ได้เรียกค่าบริการสาธารณูปโภคดังกล่าวจากจำเลยทั้งสามในอัตราเดือนละ 1,000 บาท จำเลยทั้งสามชำระค่าบริการสาธารณูปโภคเรื่อยมา ต่อมาจำเลยทั้งสามค้างชำระเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินคนละ 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระให้จ่ายค่าเสียหายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระ และบังคับจำเลยที่ 3 ให้ชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2547 เป็นต้นไป หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระให้จ่ายค่าเสียหายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระ

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินเมื่อทำสัญญาซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์เสร็จเด็ดขาดที่สำนักงานที่ดินแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวย่อมเป็นอันยกเลิกไป หน้าที่ในการดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในโครงการบ้านปรางทอง 3 เป็นหน้าที่ของโจทก์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 โจทก์กำหนดให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดตามอำเภอใจของโจทก์โดยไม่เคยชี้แจงแสดงเหตุผลและตัวเลขทางบัญชีว่าใช้จ่ายเกี่ยวด้วยเรื่องใด ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในส่วนที่จำเลยทั้งสามมีส่วนเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมด้วยนั้นไม่ควรเกินเดือนละ 300 บาท โจทก์มิได้จัดให้มีระบบไฟฟ้าที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและระบบประปาโดยการประปาส่วนภูมิภาคให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ตามรายละเอียดของโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินที่โจทก์ยื่นขอใบอนุญาตไว้โจทก์ให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการของโจทก์ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์แล้วเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าแพงกว่าอัตราของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการชี้แจงรายละเอียดรวมทั้งบัญชีรับ-จ่ายเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นลายลักษณ์อักษร ให้จำเลยทั้งสามและผู้อยู่อาศัยในโครงการทุกคนได้รับทราบ ให้โจทก์เรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคจากจำเลยทั้งสามได้ไม่เกินเดือนละ 300 บาท โดยมีคุณภาพการบริการเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมา ให้โจทก์ดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์เพื่อให้จำเลยทั้งสามได้ใช้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปา และองค์การโทรศัพท์ให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากโจทก์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด จำเลยทั้งสามมีสิทธิจ่ายค่าบริการไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์ ตามอัตราที่ทางราชการกำหนดจนกว่าโจทก์จะดำเนินการแล้วเสร็จ

โจทก์ทั้งสามสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินกับโจทก์ ข้อสัญญาที่ให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าบริการสาธารณูปโภคก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามยินยอมชำระค่าบริการสาธารณูปโภคแก่โจทก์ทุกเดือนโดยไม่เคยโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นเวลาเกือบ 3 ปี แสดงว่าจำเลยทั้งสามยอมรับและผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์เรียกเก็บเงินค่าบริการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์เคยชี้แจงรายละเอียดการจัดเก็บเงินค่าบริการสาธารณูปโภคมาแล้ว ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด โจทก์ดำเนินการจัดทำระบบประปา และไฟฟ้าในโครงสร้างของโจทก์เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเรียกเก็บค่าน้ำประปาของโครงการในราคาถูกกว่าการประปาส่วนภูมิภาค ส่วนอัตราค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในอัตราเดียวกันกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยทั้งสามร้องเรียนหน่วยงานราชการซึ่งโจทก์ได้ชี้แจงต่อหน่วยงานต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจ จำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภคจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2546) และชำระค่าสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภคจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2546) และชำระค่าสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2546 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2547 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภคจำนวน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2547) และชำระค่าสาธารณูปโภคในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และพิพากษาให้โจทก์แสดงรายละเอียดบัญชีรับ-จ่ายค่าสาธารณูปโภคที่มีการจัดเก็บให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคจากจำเลยทั้งสามได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป โจทก์จึงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเกี่ยวกับสาธารณูปโภคจากจำเลยทั้งสามไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินคือโจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันมีผลบังคับในขณะที่โจทก์ดำเนินการจัดสรรที่ดินก็ตาม แต่กฎหมายมิได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม เมื่อจำเลยทั้งสามตกลงชำระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางที่ใช้ร่วมกับผู้ซื้อรายอื่น ๆ ในโครงการ เช่น ค่าบริการรักษาความปลอดภัยค่าบำรุงรักษาความสะอาด ถนน ท่อประปา ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้าตามถนนและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับส่วนสาธารณะตามข้อ 10 ที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน จำเลยทั้งสามจึงต้องถูกผูกพันตามข้อสัญญานั้น ข้อตกลงที่ให้จำเลยทั้งสามเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคหาได้เป็นการขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แต่อย่างใดไม่ หน้าที่ของโจทก์ผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นก็ยังคงเป็นหน้าที่ของโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดมิได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อคู่สัญญาตกลงหรือกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้ในสัญญาก็เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา ย่อมสามารถใช้บังคับได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชนานิเทศ จำกัด
จำเลย — นายสุทธิชัย วิมลโสภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2550
#410729
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เป็นการฟ้องเนื่องจากจำเลยกับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยกับพวกจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ "ยอมความกัน" สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกโจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เนื่องจากจำเลยกับพวกได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างทุนทรัพย์ 713,174 บาท โจทก์ร่วมและจำเลยกับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 600,000 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที และต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันในคดีดังกล่าวอีก ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 2 สิงหาคม 2549 ว่ามูลหนี้ที่โจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ดำเนินคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เป็นการฟ้องเนื่องจากจำเลยกับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ "ยอมความกัน" สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
โจทก์ร่วม — บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด
จำเลย — นายนคร อริยมานนท์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2550
#414854
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของนางสาวอรนุชซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายวิทยาผู้เสียหาย เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ซึ่งมีสภาพแตกต่างจากเดิมบางส่วน จากนั้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจากคนร้าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 21 นาฬิกามีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณวัดมฤคทายวันไป ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้ที่บ้านของนายนคร นรสิทธิ์ นายจ้างของจำเลย สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิทยาผู้เสียหาย นายปรีชา นายนคร จ่าสิบตำรวจอนันต์ และพันตำรวจตรียุทธจักรเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุของผู้เสียหายหายไป ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์และติดตามหารถจักรยานยนต์ดังกล่าว จนนายอ้วนลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียหายนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้จากบ้านของนายนคร นายจ้างของจำเลยอันเป็นปกติวิสัยของเจ้าของทรัพย์ดังเช่นผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และนายนครเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยขอเบิกเงินค่าจ้างจากพยานโดยบอกว่า จะไปซื้อรถจักรยานยนต์ พยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตั้งแต่วันซื้อมาโดยตลอด และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดที่บ้านของพยาน แล้วจำเลยก็จะนั่งรถยนต์ของพยานไปขายผ้าโดยกระทำเช่นนี้ทุกวัน แสดงว่าจำเลยครอบครองและใช้สอยรถจักรยานยนต์คัดเกิดเหตุตลอดมา นายนครเป็นนายจ้างของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่านายนครเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นโดยไม่ทราบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งถูกลักมานั้น รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัจจุบันมีการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ซึ่งกระทำโดยพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวย่อมต้องตรวจสอบสมุดจดทะเบียนรถเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอันจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจมีขึ้น แต่การที่จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นในคดีนี้ กลับไม่มีการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อนแต่อย่างใด และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายต้น ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดรถ โดยนายต้นบอกว่า แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหายไป ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ในการปกปิดแหล่งที่มาของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุอันเป็นพิรุธแต่จำเลยก็ยังคงซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายต้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการซื้อขายทรัพย์โดยสุจริตทั่วไป นอกจากนี้ผู้เสียหายเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล้ว ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการ เช่น วงล้อหน้าหลัง ที่พักเท้า เรือนไมล์ มือจับรถจักรยานยนต์ ท่อไอเสีย และเบาะ เป็นต้น แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่า เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาแล้ว จำเลยเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนกับนายปรีชาเพื่อความสวยงาม แต่นายนครเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยบอกว่าที่เปลี่ยนล้อรถจักรยานยนต์เพราะเพื่อนของจำเลยมีสาเหตุกับผู้อื่นกลัวว่าจำจำรถจักรยานยนต์ได้ จึงเอาล้อรถจักรยานยนต์ของเพื่อนมาเปลี่ยนกับล้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมเป็นพิรุธแสดงให้เห็นว่าจำเลยดัดแปลงสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเพื่อมิให้เจ้าของติดตามเอาคืน เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงแล้ว เชื่อว่าจำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจที่นางสาวอรนุชมอบอำนาจให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ตามหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในคดีนี้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 15 ม. 121
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมชาย ปึกขาว
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6523/2550
#410728
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง ที่จะอุทธรณ์ได้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และไม่มีกรณีที่ศาลฎีกาจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง และนัดพร้อมในวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสามยังไม่ยื่นคำให้การ อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องศาลมิได้สั่งในวันนัดพร้อมและมิได้ถามจำเลยทั้งสามก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 11 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า กรณีมิใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเพราะจำเลยทั้งสามยังไม่ยื่นคำให้การ จึงสามารถอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยไม่จำต้องสอบถามจำเลยทั้งสามก่อน ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงไม่ชอบ และไม่มีกรณีที่ศาลฎีกาจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ พญาไท จำกัด
จำเลย — บริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6519/2550
#412122
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิได้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเสมอไป และการตรวจดูทรัพย์สินตามมาตรา 95 นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำด้วยการสอบสวนหรือขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ก็ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านนำเรื่องของผู้ร้องเข้าที่ประชุมเจ้าหนี้จึงมีอำนาจกระทำได้ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ประสงค์จะดำเนินการกับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเฉพาะส่วนของลูกหนี้มีราคามากกว่าจำนวนหนี้ การที่ผู้คัดค้านไม่ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินซึ่งผู้ร้องรับจำนองไว้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้กับบุคคลอื่นตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 192066 ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ผู้ร้องก่อนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 แต่ผู้คัดค้านกลับนำคำร้องของผู้ร้องเข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ แล้วมีคำสั่งว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ติดใจดำเนินการกับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และไม่ตัดสิทธิผู้ร้องดำเนินการตามกฎหมายอื่น คำสั่งของผู้คัดค้านไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้คัดค้านมีหน้าที่ทำการไต่สวนเหมือนเช่นกรณีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แล้วทำความเห็นว่าควรได้รับชำระหนี้หรือไม่ และรายงานศาลให้มีคำสั่ง ขอศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้จำนวน 3,497,916.29 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ผู้ร้องจนครบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลา 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 และ 96 การที่ผู้คัดค้านนำคำร้องของผู้ร้องเข้าที่ประชุมเจ้าหนี้เนื่องจากเป็นกรณีเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 31 และ 32 หากที่ประชุมเจ้าหนี้เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ ก็มีมติให้ผู้คัดค้านงดดำเนินการได้ ทั้งมาตรา 95 มิได้บัญญัติให้ผู้คัดค้านต้องดำเนินการยึดและขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันให้ตามคำร้องของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านสอบสวนคำร้องของผู้ร้อง และยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 192066 ตำบลบางประดู่ อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของลูกหนี้ ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 โดยขอให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้คัดค้านกลับนำคำร้องของผู้ร้องเข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ และปรากฏว่าไม่มีเจ้าหนี้รายใดมาร่วมประชุมซึ่งถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจดำเนินการกับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามประกาศผู้คัดค้านเอกสารหมาย ค.1 ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินซึ่งผู้ร้องรับจำนองไว้ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิได้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเสมอไป การตรวจดูทรัพย์สินตามมาตรา 95 นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำด้วยการสอบสวนหรือขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ก็ได้ ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ ราคาส่วนที่เหลือเกินจำนวนหนี้ย่อมเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะรวบรวมจัดการตาม มาตรา 22 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดตามมาตรา 123 กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายตามคำร้องของเจ้าหนี้ จะสั่งงดดำเนินการและให้เจ้าหนี้ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านนำเรื่องของผู้ร้องเข้าที่ประชุมเจ้าหนี้จึงมีอำนาจกระทำได้ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ประสงค์จะดำเนินการกับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเฉพาะส่วนของลูกหนี้มีราคามากกว่าจำนวนหนี้ การที่ผู้คัดค้านไม่ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินซึ่งผู้ร้องรับจำนองไว้จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 95 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอโกรเทรด จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายชาติชาย แสงเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา