คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6353/2550
#412108
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ร. เป็นจำเลยที่ 2 ให้ออกไปจากที่ดินของ ป. ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และ ร. ให้ออกจากที่ดินโดยฟังว่าที่ดินเป็นของ ป. คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ให้ร่วมกันคืนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์มาใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของดังเดิมอ้างว่าที่ดินเป็นของโจทก์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 30 โดยได้รับมรดกจากนางโป้ห้วยจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุขเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2506 โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและโจทก์ได้ทำนิติกรรมสัญญายกที่ดินให้แก่นายประมุข ด้วยเจตนาให้เป็นตัวแทนถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เพราะนายประมุขเป็นญาติผู้ใหญ่มีฐานะดี โจทก์มีฐานะยากจนจะเก็บรักษาที่ดินไว้ไม่ได้และที่ดินอยู่ในทำเลไม่เหมาะสมแก่การค้าขาย นายประมุขจึงเสนอจัดหาที่ดินพร้อมจะปลูกบ้านให้โจทก์และครอบครัวใหม่ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวก็จะโอนที่ดินแปลงที่นายประมุขถือกรรมสิทธิ์แทนคืนให้โจทก์ แต่นายประมุขไม่ดำเนินการหาที่ดินและปลูกสร้างบ้านให้แก่โจทก์และไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังเดิม จนกระทั่งนายประมุขถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์ประสงค์จะซ่อมแซมและปลูกบ้านพักอาศัยขึ้นใหม่ จึงแจ้งความประสงค์ไปยังจำเลยทั้งสองเพื่อให้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนมาเป็นชื่อของโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ดังเดิม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมกลับยื่นฟ้องขับไล่โจทก์และครอบครัวให้ออกไปจากที่ดินแปลงนี้ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินพร้อมทั้งไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินจากนายประมุขมาใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ตามระเบียบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 392/2545 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 392/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 392/2545 มีนางละม้าย เป็นโจทก์ที่ 1 นายมนู เป็นโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประมุข ฟ้องขับไล่ โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 นายเริงศักดิ์เป็นจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ของนายประมุข ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ และนายเริงศักดิ์ ให้ออกจากที่ดินดังกล่าวแล้ว เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 392/2545 ศาลได้มีคำพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ และนายเริงศักดิ์ให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าวโดยฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายประมุข โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้อ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 เป็นของโจทก์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางซ่วน แซ่อุ่ยหรือพรมนุชาธิป
จำเลย — นางละม้าย เลขะกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6337/2550
#268501
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิตามสัญญาซึ่งกฎหมายบัญญัติต่างลักษณะกัน เมื่อเข้าลักษณะใดต้องใช้ลักษณะนั้นบังคับ จะยกเอาบทบัญญัติในเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะซื้อขายมาเป็นข้อวินิจฉัยสิทธิของผู้ขายอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยไม่ได้ ในเรื่องสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยจะมีเพียงใดก็ต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ที่ 1 (ผู้ขาย) และจำเลย (ผู้รับประกันภัย) ได้ตกลงประกันภัยทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์ที่ 1 มอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งตามเงื่อนไขการซื้อขายแบบเอฟ. โอ. บี. แต่การคุ้มครองจะมีตลอดเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,770,794 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,673,156 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,254,867 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 21 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ...ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา เอฟ โอ บี โจทก์ที่ 1 ผู้ขายมีหน้าที่เพียงส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 2 ในต่างประเทศคือเพียงได้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งได้ออกใบรับขนทางอากาศให้แก่ผู้ส่งของแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อคือโจทก์ที่ 2 แล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยในความเสียหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งและโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมสิ้นสุดลง ความเสียหายอยู่นอกเหนือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันภัยความเสียหายในระหว่างการขนส่งจากโจทก์ที่ 1 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น ที่จำเลยอ้างว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าย่อมโอนไปยังผู้ซื้อนั้น เห็นว่า การส่งมอบทรัพย์สินซื้อขายดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นข้อวินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ เพราะการส่งมอบเป็นเพียงหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ขายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ หรือในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอน หรือในการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อใดก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459, 460 และจะยกเอาบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ในลักษณะซื้อขายมาเป็นข้อวินิจฉัยสิทธิของผู้ขายอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิตามสัญญาซึ่งกฎหมายบัญญัติต่างลักษณะกัน เมื่อเข้าลักษณะใดต้องใช้ลักษณะนั้นบังคับ ในเรื่องสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยจะมีเพียงใดก็ต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย ในข้อนี้นางเสาวภาและนางสาวปริยาภรณ์ พยานโจทก์ที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำตรงกันได้ความว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ตกลงประกันภัยทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่า การประกันภัยนี้เริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่สำนักไปรษณีย์ได้รับวัตถุที่เอาประกันภัยและมีการออกใบรับโดยถูกต้อง และผลความคุ้มครองจะดำเนินต่อเนื่อง โดยเส้นทางการขนส่งตามปกติจนกว่าได้ส่งมอบให้ผู้รับสินค้า ณ ปลายทาง ดังนี้ ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงไม่สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์ที่ 1 มอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่ง แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวคุ้มครองตลอดเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งจากต้นทางกรุงเทพมหานครจนถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบ เมื่อสินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย...

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 30,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสว่างเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทธนวัฒน์ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6335/2550
#410623
เปิดฉบับเต็ม

การมีคู่สัญญาตกลงกันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิคู่กรณีมิให้นำเสนอคดีต่อศาลเสียทีเดียว ดังนั้น การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดต่อศาลแล้ว หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ชอบที่จะให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 เมื่อจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องขอต่อศาล ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้

เงินประกันผลงานที่จำเลยหักจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้โจทก์ในแต่ละงวดเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญาประสงค์จะใช้เป็นหลักประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างค้างชำระที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายใน 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2537 จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างพื้นอาคารของอาคารชุด ซึ่งอยู่ภายในโครงการเปี่ยมรักเรสซิเด้นซ์ โดยจำเลยได้หักเงินประกันผลงานจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้โจทก์ไว้จำนวน 491,289 บาท โจทก์ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยแล้วแต่จำเลยไม่คืนเงินประกันดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 491,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ก่อสร้างพื้นอาคารไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำให้พื้นอาคารและผนังมีรอยร้าว ซึ่งจำเลยได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกให้มาซ่อมบริเวณที่ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 3,780,000 บาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าประกันผลงานดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทั้งฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 491,289 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปมีว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ให้การไว้จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งปัญหานี้จำเลยฎีกาในทำนองว่า สัญญาว่าจ้างงานเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 13 มีข้อตกลงว่า หากมีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้างอันเกี่ยวกับสัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้นายกสมาคมสถาปนิกสยามแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นชี้ขาดข้อพิพาท การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่ได้ดำเนินการตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า แม้คู่สัญญาจะได้ตกลงกันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจะตัดสิทธิคู่กรณีมิให้นำเสนอคดีต่อศาลเสียทีเดียว ดังนั้น การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ตกลงกันให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดต่อศาลแล้ว หากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ชอบที่จะให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีไม่มีการสืบพยานเพื่อให้ศาลได้ทำการไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะให้การโต้แย้งหรือยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการว่าชอบหรือไม่แต่อย่างใด ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้สละสิทธิเกี่ยวกับข้อสัญญาเรื่องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดระหว่างกันแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาในทำนองว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าจ้างที่จำเลยหักไว้จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า แม้เงินประกันผลงานเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้โจทก์ในแต่ละงวดก็ตาม แต่เงินประกันผลงานที่หักไว้ดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญาประสงค์จะใช้เป็นหลักประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเงินค่าจ้างชำระที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายใน 2 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งสิทธิเรียกร้องในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สำหรับวันที่โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยจนครบถ้วนบริบูรณ์นั้น แม้จะไม่ปรากฏชัดว่าเป็นวันใดแน่ แต่การส่งมอบงานย่อมต้องเกิดขึ้นภายหลังวันทำสัญญา ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 11 พฤษภาคม 2537 ถึงวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น.....

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นมีเพียง 491,289 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 12,282.50 แต่โจทก์เสียเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เสียเกินมา 878 แก่โจทก์"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วี เอส แอล (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — บริษัทยูนิแลนด์ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6334/2550
#410661
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอน แม้การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับโจทก์จะกระทำภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้วและโจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าว ก็มิใช่เรื่องการซื้อขายความและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำเป็นหนังสือและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่งแล้ว ย่อมมีผลสมบูรณ์และใช้ยันจำเลยได้ โจทก์ผู้รับโอนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่จากจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2545 จำเลยได้ยื่นคำขอกู้เงินสินเชื่อบุคคลทันใจกับบริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด ได้อนุมัติวงเงินให้จำเลย 80,000 บาท จำเลยได้รับเงินกู้ครบถ้วนแล้วและตกลงชำระเงินคืนเป็นงวด รวม 36 งวด โดยชำระงวดละ 2,773.20 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มิถุนายน 2545 จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายวันที่ 30 เมษายน 2546 จำนวน 2,773.20 บาท ยังคงค้างชำระต้นเงิน 59,994.10 บาท ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2547 บริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบพร้อมกับทวงถามให้ชำระหนี้แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 87,510.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 59,994.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกานั้น ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้และมาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติว่าหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระแล้วจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และผู้รับโอนจะต้องมีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนแต่อย่างใดไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้เงินกู้ และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอนแต่ประการใด การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมสามารถกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง บริษัทเซทเทเลม (ประเทศไทย) จำกัด จึงโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินรายนี้ให้แก่โจทก์ได้ แม้การโอนสิทธิเรียกร้องจะกระทำภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้วและโจทก์มิได้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ดังกล่าวก็ตาม ก็มิใช่เรื่องการซื้อขายความและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องได้ทำเป็นหนังสือและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง แล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องก็ย่อมมีผลสมบูรณ์และใช้ยันจำเลยได้ โจทก์ผู้รับโอนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่จากจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใดสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.ที.ลอว์ แอนด์ คอลเลคชั่น จำกัด
จำเลย — นายอามีน มะปรางทอง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6319/2550
#412228
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้กรมที่ดินจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อตกลงของโจทก์และเจ้าของสามยทรัพย์ที่ประสงค์จะจดทะเบียนทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินกลับจดทะเบียนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินแทน แต่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอน แก้ไข เอกสารที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือเอกสารที่ได้จดแจ้งรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

ที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันออกมิได้มีการใช้ภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่โจทก์มิได้ฟ้องเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์เข้ามาเป็นคู่ความด้วย ศาลจึงพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้แก่ที่ดินของโจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 154620 และ 154621 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 โจทก์และเจ้าของสามยทรัพย์ประสงค์จะจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 ทางด้านทิศตะวันตก แต่จำเลยที่ 2 กลับจดทะเบียนคลาดเคลื่อนโดยจดทะเบียนภาระจำยอมทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินแทน เมื่อโจทก์และเจ้าของสามยทรัพย์ทราบการจดทะเบียนผิดเจตนาจึงไปจดทะเบียนภาระจำยอมทางด้านทิศตะวันตกใหม่เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2525 โดยเข้าใจว่าภาระจำยอมที่จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 จะหมดสิ้นไปโดยปริยาย ต่อมาโจทก์ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 มาเป็นโฉนดเลขที่ 154621 ด้วย จึงทราบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 ของโจทก์ยังมีภาระจำยอมที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 อยู่ ทั้งๆ ที่ภาระจำยอมดังกล่าวมิได้ใช้มาตั้งแต่จดทะเบียนจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ โจทก์จึงมอบให้ทนายความดำเนินการติดต่อขอจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมให้แก่โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 และ 154621 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ จำเลยที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมบนที่ดินของโจทก์ถูกต้องตรงตามเจตนาของโจทก์และเจ้าของสามยทรัพย์แล้ว มิได้จดทะเบียนผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะอำนาจการเพิกถอนหรือแก้ไขในกรณีนี้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (2) และก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีจะดำเนินการดังกล่าวได้ โจทก์จะต้องร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอยกเลิกภาระจำยอมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 และอยู่ระหว่างการดำเนินการของจำเลยที่ 2 ตามขั้นตอนของกฎหมาย จำเลยที่ 2 ยังมิได้กระทำการใดๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 62198 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออกตามสำเนาบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมบางส่วนเอกสารหมาย จ.18 หรือเอกสารหมาย ล.2 วันที่ 7 มิถุนายน 2525 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศตะวันตกตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.19 และสำเนาบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมบางส่วนเอกสารหมาย ล.7 บันทึกข้อตกลงภาระจำยอมตามเอกสารหมาย จ.18 และ ล.7 ทำขึ้นระหว่างโจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์กับบริษัทวิจิตรและสหาย จำกัด ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ โดยครั้งแรกโจทก์ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ส่วนครั้งหลังนายละมัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์โดยทนายความมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินที่ได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 ตามเอกสารหมาย จ.7 จำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบว่าหากโจทก์จะขอยกเลิกรายการจดทะเบียนภาระจำยอมต้องให้เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์มาขอจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมด้วย มิฉะนั้นทำไม่ได้แต่โจทก์สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าภาระจำยอมสิ้นไปเพราะเหตุมิได้ใช้ 10 ปี ตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2541 (เอกสารหมาย จ.8 แผ่นที่ 2) วันที่ 15 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้มีคำสั่งว่าภาระจำยอมเหนือที่ดินของผู้ร้อง (โจทก์) ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 สิ้นไป เพราะมิได้ใช้ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 แต่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ตามสำเนาคำร้องเอกสารหมาย จ.9 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมที่กระทำเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อตกลงของโจทก์และเจ้าของสามยทรัพย์ที่ประสงค์จะจดทะเบียนทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินกลับจดทะเบียนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินแทน แต่โจทก์กลับนำสืบว่าเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2522 นางประยงค์ได้ขอให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินบางส่วนเพื่อใช้เป็นถนน โจทก์จึงดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมให้เรียบร้อย ประกอบกับตามสำเนาบันทึกตกลงภาระจำยอมบางส่วนเอกสารหมาย จ.18 และ ล.2 ต่างระบุในข้อ 1 ว่า "โจทก์ยินยอมให้ที่ดินโฉนเลขที่ 62198 ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดินของที่ดินโฉนดเลขที่... ปรากฏตามแผนที่สังเขปต่อท้ายตกลงนี้..." และตามสำเนาแผนที่สังเขปแนบท้ายเอกสารหมาย ล.2 แล้วก็ปรากฏว่ามีรูปถนนอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ดังกล่าวด้วย เช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินในที่ดินของโจทก์ถูกต้องตรงตามสำเนาบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมบางส่วนเอกสารหมาย จ.18 และ ล.2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จดทะเบียนภาระจำยอมเรื่องทางเดินในที่ดินของโจทก์ในวันที่ 22 สิงหาคม 2522 โดยผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนดังที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใดและแม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะกล่าวอ้างด้วยว่า โจทก์ได้ติดต่อขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมดังกล่าวเนื่องจากไม่มีการใช้ภาระจำยอมที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 เป็นระยะเวลาเกิน 10 ปีแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ก็ตามก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือเอกสารหมาย จ.8 แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเหตุขัดข้องที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมดังกล่าวได้ตามลำพัง โจทก์จะต้องนำเจ้าของสามยทรัพย์มาแจ้งขอยกเลิกรายการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นด้วย จำเลยที่ 2 จึงจะจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นได้ ทั้งตามประมวลกฎหมายที่ดินขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (2) ก็กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับจังหวัดอื่นๆ นอกจากกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนแก้ไข เอกสารที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือเอกสารที่ได้จดแจ้งรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจที่จะยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอมที่จะทะเบียนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2522 ตามที่โจทก์ฟ้อง ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันออกจะมิได้มีการใช้ภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์เข้ามาเป็นคู่ความด้วย ศาลก็ไม่อาจพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นให้แก่ที่ดินของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสังเวียน บัวอ่อน
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2550
#410711
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทำงานงวดที่สองชำรุดบกพร่องไม่ถูกต้องตามสัญญาจ้าง และจำเลยได้ให้โจทก์แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมแก้ไข โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยถือว่าเป็นการเลิกกันโดยปริยาย สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้วโจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากโจทก์ได้ทำงานงวดที่สองให้จำเลยเสร็จแล้วจึงไม่อาจให้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ กรณีต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม จำเลยต้องใช้เงินค่าก่อสร้างในงวดที่สองให้แก่โจทก์แทน จำเลยไม่มีสิทธิงดจ่ายค่าจ้างเสียทั้งหมด เมื่องานของโจทก์มีสิ่งบกพร่องและจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์แก้ไขสิ่งบกพร่องให้เป็นไปตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ จำเลยชอบที่จะว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการแก้ไขสิ่งบกพร่องดังกล่าวได้ โดยโจทก์จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 594 และจำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเท่าที่เสียไปจากค่าจ้างของงานงวดที่สองเท่านั้น

เหตุที่โจทก์ทำงานบกพร่องเนื่องจากจำเลยขอเปลี่ยนแบบ ขยายห้องนอนให้กว้างขึ้น ใช้วัสดุผิดจากแบบแปลน ทำให้โครงเหล็กรับน้ำหนักมากกว่าแบบทำให้โค้งงอ จำเลยต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความบกพร่องดังกล่าวด้วย และเมื่อปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ว่าจ้างบุคคลใดให้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงกำหนดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลภายนอกแก้ไขข้อบกพร่องตามความเหมาะสมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ขอยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง จำเลยไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 มิถุนายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระเงินเสร็จแก่จำเลย และให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยว่าจ้างโจทก์สร้างบ้านพักอาศัยหนึ่งหลังตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ตกลงราคาค่าจ้างซึ่งรวมทั้งค่าวัสดุสิ่งของสัมภาระและค่าแรงเป็นเงิน 500,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดแรก 200,000 บาท งวดที่สอง 200,000 บาท และงวดที่สาม 100,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและสำเนารายการประกอบแบบ โจทก์ทำงานงวดแรกถูกต้องตามแบบแปลนและได้รับเงินค่าจ้างงวดแรกจากจำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทำงานงวดที่สองเสร็จแล้วปรากฏว่าโจทก์ทำงานงวดที่สองชำรุดบกพร่องไม่ถูกต้องตามแบบแปลนหลายประการ เช่น โครงเหล็กหลังคาในส่วนเหล็กตัวซีที่ใช้ทำจันทันขนาดเล็กกว่าที่ระบุไว้ในแบบแปลน และการเชื่อมต่อกับคานรับโครงหลังคาไม่ถูกต้อง หลังคาโค้งงอ การก่ออิฐผนังด้านซ้ายมือของบ้านซึ่งวางอยู่บนคานเพียงหนึ่งในสามของก้อนอิฐ ฝาผนังบ้านโดยรอบไม่เรียบร้อย และใช้เหล็กไม่ตรงตามสัญญา เป็นต้น โจทก์ขอเบิกเงินค่าจ้างงวดที่สอง 200,000 บาท จำเลยไม่ยอมชำระ จำเลยได้แจ้งโจทก์ให้แก้ไขงานงวดที่สองให้ตรงแบบแปลนตามสัญญาเสียก่อน แต่โจทก์ไม่แก้ไข และจำเลยยังมิได้จ้างผู้ใดให้มาแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทำงานงวดที่สองชำรุดบกพร่องไม่ถูกต้องตามสัญญาจ้างและจำเลยได้ให้โจทก์แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมแก้ไขโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยถือว่าเป็นการเลิกกันโดยปริยาย สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากโจทก์ได้ทำงานงวดที่สองให้จำเลยเสร็จแล้ว จึงไม่อาจให้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ กรณีต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น" ดังนั้น จำเลยจะต้องใช้เงินค่าก่อสร้างในงวดที่สองให้แก่โจทก์แทน จำเลยไม่มีสิทธิงดจ่ายค่าจ้างเสียทั้งหมด เมื่องานของโจทก์มีสิ่งบกพร่องและจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์แก้ไขสิ่งบกพร่องให้เป็นไปตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ จำเลยชอบที่จะว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการแก้ไขสิ่งบกพร่องดังกล่าวได้ โดยโจทก์จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 594 และจำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเท่าที่เสียไปจากค่าจ้างของงานงวดที่สองเท่านั้น สำหรับสาเหตุที่การทำงานของโจทก์มีข้อบกพร่องดังกล่าวได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยขอเปลี่ยนแบบโดยให้โจทก์ขยายห้องนอนให้กว้างขึ้น โจทก์จึงต้องขยายแนวชายคาทั้งสองข้างออกไปและทำเหล็กเสริมจันทันคุ้มออกมาอีก 60 เซนติเมตร เพื่อให้รับกับชายคาไม่สั้นเกินไป ซึ่งนายสรพงษ์ ชื่นชม พยานจำเลยวิศวกรโยธาผู้ตรวจสอบแบบแปลนบ้านเบิกความเจือสมกับพยานโจทก์ว่ามีการขยายห้องนอนทั้งสองด้านของบ้านเกินกว่าที่ระบุในแบบแปลน ดังนั้น ถ้าหากจำเลยไม่สั่งให้โจทก์ขยายห้องนอนออกไป โจทก์ก็ไม่ต้องขยายแนวชายคาให้กว้างขึ้น ส่วนโครงหลังคาที่โครงเหล็กตัวซีโค้งงอเนื่องจากมีการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาผิดไปจากแบบแปลน ซึ่งระบุว่าหลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ การที่จำเลยให้โจทก์เปลี่ยนเป็นใช้กระเบื้องซีแพคโมเนียหรือวีคอนทำให้น้ำหนักหลังคาเพิ่มมากขึ้น โครงเหล็กตัวซีต้องรับน้ำหนักมากกว่าตามแบบจึงทำให้โค้งงอ จำเลยต้องมีส่วนรับผิดชอบในความบกพร่องดังกล่าวด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ว่าจ้างบุคคลใดให้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลภายนอกแก้ไขข้อบกพร่องให้แก่จำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว เมื่อนำไปหักจากค่าจ้างของงานงวดที่สองจำนวน 200,000 บาท แล้วจำเลยจะต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 มิถุนายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 587 ม. 594
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภมาศ ปราชญ์เปรื่อง
จำเลย — นายธนวัฒน์ ศิริจันทร์นนท์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6291/2550
#410658
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์เกิดจากความเสียหายที่จำเลยรับเป็นทนายความว่าความให้โจทก์ ซึ่งถือว่าโจทก์เป็นตัวการและจำเลยเป็นตัวแทน แล้วจำเลยไม่ฟ้องร้องคดีแพ่งเรียกหนี้เงินกู้จาก ป. แต่กลับปลอมสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยได้ฟ้อง ป. และ ป. ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเกิดจากการที่จำเลยไม่ทำการเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงมิใช่กรณีละเมิดที่ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามมาตรา 420, 448

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ โดยจำเลยตกลงชำระเงินให้โจทก์จำนวน 400,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 50,000 บาท และตกลงว่าภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จะชำระอีก 30,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด งวดละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องร้องบังคับได้ทันที หลังจากนั้นจำเลยชำระหนี้คืนโจทก์หลายครั้งแต่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2543 รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระคืนโจทก์ 164,000 บาท จำเลยผิดนัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 เป็นต้นมาจึงต้องรับผิดชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ไว้สืบเนื่องจากมูลละเมิด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ซึ่งงวดสุดท้ายถึงกำหนดชำระเมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 และที่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนอันเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลง นับจากจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายแก่โจทก์ในเดือนมีนาคม 2543 อันถือเป็นวันซึ่งหนี้ทั้งจำนวนตามหนังสือรับสภาพหนี้ถึงกำหนดชำระ ซึ่งตามระยะเวลาดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องเกินกว่า 1 ปี พ้องโจทก์จึงขาดอายุความ กับหนังสือรับสภาพหนี้จัดทำขึ้นหลังจากสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความแล้ว แม้ฟังว่าหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการรับสภาพความผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ในเดือนมีนาคม 2543 หรืออย่างช้าเมื่องวดสุดท้ายถึงกำหนดชำระเดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยเป็นทนายความฟ้องนายปรีชา ตังสุรัตน์ เรียกหนี้เงินกู้ จำเลยได้รับค่าจ้างว่าความไปแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการฟ้องร้องนายปรีชาเรียกหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์โดยระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2535 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2535 จำเลยได้อ้างแสดงสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมขึ้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 มิถุนายน 2535 มีใจความว่าจำเลยได้ยื่นฟ้องนายปรีชาและนายปรีชาได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นศาลยอมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 460,000 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2539 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาดังกล่าวในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมแล้ว จำเลยจึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้คดีนี้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ตามสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์เกิดจากความเสียหายที่จำเลยรับเป็นทนายความว่าความให้โจทก์ ซึ่งถือว่าโจทก์เป็นตัวการและจำเลยเป็นตัวแทน แล้วจำเลยไม่ฟ้องร้องคดีแพ่งเรียกหนี้เงินกู้จากนายปรีชา แต่กลับปลอมสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยได้ฟ้องนายปรีชาและนายปรีชาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับผิดชำรหนี้ให้แก่โจทก์ทำให้โจทก์เสียหายความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ดังกล่าวจึงเกิดจากการที่จำเลยไม่ทำการเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 ซึ่งได้มีบทบัญญัติอายุความได้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงหาใช่เป็นกรณีละเมิดที่ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 448 ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วฟังว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลเปลี่ยนแปลงไป ข้อฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 448 ม. 812
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาพร จรัสศรีหรือทะระวรรณ
จำเลย — นายบรรยงหรือประจวบ อินทมาตย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6281/2550
#410620
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1164 กรรมการจะมอบอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดของตนให้แก่ผู้จัดการ หรือให้แก่อนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้ที่เป็นกรรมการด้วยกันก็ได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องทำตามคำสั่งหรือข้อบังคับซึ่งกรรมการทั้งหลายได้กำหนดให้เป็นการแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่อยู่ในอำนาจของกรรมการให้แก่ผู้จัดการหรืออนุกรรมการไปจัดการแทนในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นการภายในอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการที่นิติบุคคลจะฟ้องคดีย่อมเป็นอำนาจของนิติบุคคลนั้นเองที่จะกระทำโดยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล หากไม่ทำการฟ้องคดีเอง ก็ย่อมมีอำนาจตั้งตัวแทนให้จัดการฟ้องคดีแทนนิติบุคคลได้ ในกรณีเช่นนี้ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคล กรรมการและผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ว่าด้วยลักษณะตัวแทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จะต้องแต่งตั้งตัวแทนจากบุคคลที่เป็นผู้จัดการหรืออนุกรรมการของบริษัทเท่านั้น ตัวการจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ให้เป็นตัวแทนดำเนินการฟ้องคดีแทนตน

จำเลยทำสัญญากู้และสัญญาจำนำกับธนาคารโจทก์เนื่องมาจากจำเลยบริหารงานในบริษัท ส. ผิดพลาดและขาดทุนจนต้องขอร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยมีข้อตกลงให้จำเลยนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทที่จำเลยบริหารงานผิดพลาด ดังนี้ แม้จะมีการบีบบังคับหรือข่มขู่จากโจทก์ว่าจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยหรือจะปิดบริษัท หากจำเลยไม่ยอมทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำกับโจทก์ก็เป็นเพียงการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตามกฎหมายที่จะทำให้สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆียะ

การที่จำเลยยินยอมให้ธนาคารโจทก์นำเงินที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์ไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับโดยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หลังจากทำสัญญากู้เงินจึงต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีกเพราะจำเลยให้การรับแล้วว่าโจทก์นำเงินกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหรือฎีกาได้อีกว่า โจทก์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยกู้ยืมไปชำระให้แก่บริษัทดังกล่าว เพราะเป็นการแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ ข้อกล่าวอ้างและฎีกาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีโดยถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ตามที่จำเลยยอมรับ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีก เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมิได้นำเอกสารที่โจทก์ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมมารับฟังด้วย แม้การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์จะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 87 และ 88 หรือไม่ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาข้อกฎหมายในเรื่องนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โจทก์มอบอำนาจให้นายวรศักดิ์ ศุนะนันทน์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 จำเลยทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ 6,700,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน เริ่มชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จหากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้ทันที และยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยนำใบหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด เลขที่ 90 จำนวน 722,000 หุ้น จำนำเป็นประกันหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 7,220,000 บาท ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ต่อมาจำเลยผ่อนชำระหนี้ไม่เป็นไปตามข้อตกลง โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนำแต่จำเลยไม่ชำระ เมื่อคิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 6,663,965.98 บาท พร้อมดอกเบี้ย 608,653.70 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,272,619.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 6,663,965.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดใบหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด เลขที่ 90 จำนวน 722,000 หุ้น หมายเลขหุ้นที่ 041916751 ถึง 042638750 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายวรศักดิ์ ศุนะนันทน์ ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์เดิมจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัด ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด แต่จำเลยบริหารงานผิดพลาด โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด ได้บีบบังคับให้จำเลยทำบันทึกข้อตกลงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และบีบบังคับให้จำเลยทำสัญญากู้เงิน 6,700,000 บาท กับให้นำใบหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด 722,000 หุ้น มาจำนำเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้กับโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้รับเงินที่กู้ยืมแต่โจทก์กลับนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำหุ้นจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่จำต้องชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,272,619.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 6,663,965.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด เลขที่ 90 หมายเลขหุ้นที่ 041916751 ถึง 042638750 จำนวน 722,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เดิมจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัด ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 จำเลยทำสัญญากู้เงิน สัญญาต่อท้ายสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.3 และทำสัญญาจำนำเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายวรศักดิ์ ศุนะนันทน์ มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายวรศักดิ์มิได้เป็นผู้จัดการหรือเป็นอนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้เป็นกรรมการของโจทก์ นายวรศักดิ์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1158 และมาตรา 1164 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1158 และมาตรา 1164 เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 4 ส่วนที่ 3 อันว่าด้วยวิธีจัดการบริษัทจำกัด โดยในมาตรา 1158 ได้บัญญัติถึงอำนาจของกรรมการว่ามีอำนาจดังกล่าวไว้ในหกมาตราต่อไปนี้ ซึ่งมาตรา 1164 ก็เป็นบทบัญญัติหนึ่งที่ว่าด้วยอำนาจของกรรมการที่บัญญัติสรุปได้ว่ากรรมการจะมอบอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดของตนให้แก่ผู้จัดการหรือให้แก่อนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้ที่เป็นกรรมการด้วยกันก็ได้ ซึ่งผู้รับมอบอำนาจต้องทำตามคำสั่งหรือข้อบังคับซึ่งกรรมการทั้งหลายได้กำหนดให้ทุกอย่างทุกประการ จึงมีความหมายเป็นการแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่อยู่ในอำนาจของกรรมการให้แก่ผู้จัดการหรืออนุกรรมการไปจัดการแทนในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นการภายในอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการที่นิติบุคคลจะฟ้องคดีย่อมเป็นอำนาจของนิติบุคคลนั้นเองที่จะกระทำโดยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล หากไม่ทำการฟ้องคดีเอง ก็ย่อมมีอำนาจตั้งตัวแทนให้จัดการฟ้องคดีแทนนิติบุคคลได้ ในกรณีเช่นนี้ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคล กรรมการและผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะตัวเทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จะต้องแต่งตั้งตัวแทนจากบุคคลที่เป็นผู้จัดการหรืออนุกรรมการของบริษัทเท่านั้น ตัวการมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ให้เป็นตัวแทนดำเนินการแทนตน การที่โจทก์โดยกรรมการผู้จัดการซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวรศักดิ์ฟ้องคดีแทนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นายวรศักดิ์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ คำพิพากษาฎีกาที่ 417/2501 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นรูปเรื่องและข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมและจะต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 6,700,000 บาท โดยนำหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด ตามใบหุ้นเลขที่ 90 จำนวน 722,000 หุ้น มาจำนำเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา จำเลยให้การสรุปใจความได้ว่า เดิมจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัด ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด แต่จำเลยบริหารงานผิดพลาด โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด อยู่ด้วยได้บีบบังคับให้จำเลยทำสัญญากู้เงิน 6,700,000 บาท โดยจำเลยจะต้องนำใบหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด จำนวน 722,000 หุ้น ของจำเลยมาจำนำเป็นประกันหนี้ไว้กับโจทก์ ส่วนจำนวนเงินตามสัญญากู้เงิน จำเลยไม่ได้รับแต่ประการใด แต่โจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด ซึ่งคำให้การของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยได้ยอมรับแล้วว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำตามฟ้องซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 กับโจทก์จริง เพียงแต่ต่อสู้ว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำ เพราะถูกโจทก์บีบบังคับและจำเลยไม่ได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ แต่โจทก์นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำจึงตกเป็นโมฆะเท่านั้น ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์บีบบังคับให้ทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำได้ความเพียงว่าหากจำเลยไม่ยอมทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยกับพนักงานของบริษัทและโจทก์จะปิดบริษัทดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุที่จำเลยทำสัญญากู้และสัญญาจำนำกับโจทก์นั้นเนื่องมาจากจำเลยบริหารงานในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัด ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด ผิดพลาดและขาดทุนจนต้องขอร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยมีข้อตกลงให้จำเลยนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทที่จำเลยบริหารงานผิดพลาด ดังนี้ แม้จะมีการบีบบังคับหรือข่มขู่จากโจทก์ว่าจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยหรือจะปิดบริษัท หากจำเลยไม่ยอมทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำกับโจทก์จริงดังที่จำเลยต่อสู้ก็เป็นเพียงการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตามกฎหมายที่จะทำให้สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆียะ หรือตกเป็นโมฆะเมื่อบอกล้างแล้วแต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงิน แต่โจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด เห็นว่า การที่จำเลยยินยอมให้โจทก์นำเงินที่จำเลยกู้ยืมไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัทดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับโดยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยก็ยอมรับโดยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หลังจากทำสัญญากู้เงินจึงต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีกเพราะจำเลยให้การรับแล้วว่า โจทก์นำเงินกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหรือฎีกาได้อีกว่า โจทก์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยกู้ยืมไปชำระให้แก่บริษัทดังกล่าว เพราะเป็นการแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ ข้อกล่าวอ้างและฎีกาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อโจทก์มีนางพรรณนภา เกตุทัต พนักงานบริหารฝ่ายปฏิบัติการสินเชื่อของโจทก์มาเบิกความยืนยันการคิดยอดหนี้ของโจทก์คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 7,272,619.68 บาท โดยจำเลยมิได้ต่อสู้หรือนำสืบหักล้างจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นไม่อาจรับฟัง เอกสารหมาย จ.10 และ จ.10 เป็นพยานเอกสารของโจทก์ได้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยคดีโดยถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ตามที่จำเลยยอมรับ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีก เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมิได้นำเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ที่โจทก์ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมมารับฟังด้วยแล้ว แม้การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์จะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 และ 88 หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาข้อกฎหมายในเรื่องนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 165 ม. 1164
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมัคร เจียมบุรเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6277/2550
#272880
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามสัญญาประกันภัยในกรณีที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ม. และ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่โจทก์กระทำละเมิดขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยเฉี่ยวชนรถยนต์ของ ม. และ ส. ได้รับความเสียหาย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ในนามของโจทก์จากจำเลยผู้รับประกันภัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 ส่วนที่โจทก์จะได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ม. และ ส. บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะมิใช่กรณีรับช่วงสิทธิ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่การที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ เนื่องจากมีหลักฐานในเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุ และคนขับรถของโจทก์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์อันเป็นเงื่อนไขที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงเป็นการสู้ความโดยมีเหตุสมควร สมควรกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 873,255 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 806,167 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 846,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 779,167 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 9 มิถุนายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิของโจทก์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2539 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวจากเชียงใหม่มุ่งหน้าไปทางอำเภอหางดงระหว่างทางเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะของนายสุทัศน์ อ่ำเทศ แล้วรถยนต์ของโจทก์พุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนกับรถยนต์เก๋งของนางสาวมรกต กิตติคุณชัย และรถยนต์เก๋งของนายพิษณะ วีระสาธรรม ได้รับความเสียหาย ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของนางสาวมรกตและนายสุทัศน์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัยในกรณีที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของนางสาวมรกตและนายสุทัศน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่โจทก์กระทำละเมิดขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยเฉี่ยวชนรถยนต์ของนางสาวมรกตและนายสุทัศน์ได้รับความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ข้อ 2.3 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ในนามของโจทก์จากจำเลยผู้รับประกันภัยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ส่วนที่โจทก์จะได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาวมรกตและนายสุทัศน์บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะมิใช่กรณีรับช่วงสิทธิ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1492/2524 ระหว่างบริษัทยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค (1971) จำกัด โจทก์บริษัทไทยเอเชียประกันภัย จำกัด จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ค่าขาดประโยชน์ของโจทก์มีจำนวนเท่าใด โจทก์มีนางสาววรรณวรางค์ โชติปัญญาวงค์ เบิกความว่า โจทก์จำเป็นต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการทำงานจึงต้องเช่ารถของนายอำนวย วิบุญมา เสียค่าเช่ารถเพื่ดใช้ในการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นเวลา 9 เดือน ค่าเช่ารถวันละ 600 บาท รวมเป็นเงิน 162,000 บาท ตามสัญญาเช่ารถยนต์ เมื่อพิจารณาสัญญาเช่ารถยนต์ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าโจทก์มีสัญญาเช่ารถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 วันที่ 15 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 กับวันที่ 2 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 21 มกราคม 2540 รวมระยะเวลา 113 วัน มาแสดงเท่านั้น การเช่ารถยนต์ในช่วงอื่น นอกจากนี้โจทก์เพียงแต่เบิกความลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์โจทก์ตามภาพถ่ายแล้ว เห็นว่า ระยะเวลา 113 วัน น่าจะพอเพียงสำหรับการซ่อมรถยนต์ของโจทก์ เมื่อศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์วันละ 500 บาท โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จึงกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จำนวน 56,500 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์มีจำนวนเท่าใด โจทก์มีนางสาววรรณวรางค์ โชติปัญญาวงค์ เบิกความว่า รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยได้ส่งไปซ่อมที่อู่ณรงค์ชัยการช่าง ทางอู่ตีราคาค่าซ่อมจำนวน 235,636 บาท ตามใบเสนอราคา เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดส่งรถยนต์ของโจทก์เข้าซ่อมที่อู่ณรงค์ชัยการช่าง แสดงว่าจำเลยมีความเชื่อถือในอู่ดังกล่าว ราคาค่าซ่อมที่เสนอมาจึงน่าจะถูกต้อง จำเลยคงมีนายภูวนาถ เอี่ยมอำพร พนักงานสินไหมของจำเลยเบิกความว่า ค่าซ่อมประมาณ 150,000 บาท เห็นว่า นายภูวนาถเป็นพนักงานของจำเลยย่อมเบิกความในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย แต่เป็นคำเบิกความลอยๆ ตามที่ตนคาดคะเนเอาเอง โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่ารายการค่าซ่อมที่ทางอู่ณรงค์ชัยการช่องเสนอราคามานั้นมีรายการใดที่สูงเกินความจริง และที่ว่าราคาตามใบเสนอราคาสามารถต่อรองได้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะสามารถต่อรองราคาได้เท่านั้น ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์โจทก์ตามภาพถ่าย เห็นว่า ค่าซ่อมที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ เนื่องจากมีหลักฐานในเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุและคนขับรถยนต์ของโจทก์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์อันเป็นเงื่อนไขที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงเป็นการสู้ความโดยมีเหตุสมควร สมควรกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 700,661 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 226 ม. 420 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 142 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรรณวรางค์ โชติปัญญาวงค์
จำเลย — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6268/2550
#414861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ มาตรา 48 แต่ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จำเลยได้ตีพิมพ์เสนอภาพและข้อความหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 58, 91 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นอีก 7 ฉบับ คือ มติชน เดลินิวส์ ไทยรัฐ ข่าวสด เดอะเนชั่น บางกอกโพสต์ และแนวหน้า เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน ด้วยตัวอักษรขนาดเท่ากับจำเลยได้เสนอข่าว (ฝ.ส. 12) โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งฉบับใดได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็ให้จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนดโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ให้บวกโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีหมายเลยดำที่ 3049/2540 ระหว่าง นายชวน โจทก์ นายทวีสิน ที่ 3 จำเลย รวมกับโทษจำคุกในคดีนี้

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 40,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนทั้งจำเลยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์อันเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งมีโอกาสเผยแพร่ข่าวสารอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้แก่จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมต่อไปจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ คือหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เป็นเวลาติดต่อกันฉบับละ 5 วัน และใช้ตัวอักษรขนาดตัวพิมพ์ที่ใช้พิมพ์ข้อความที่พิพาทคดีนี้ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น หรือฉบับอื่นแทนโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 แต่ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งมีผลบังคับใช้แต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ฉะนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 326 ม. 328
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวน หลีกภัย
จำเลย — นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2550
#414860
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ค่าจ้างให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 1 นำไปชำระหนี้ค่าจ้างดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในมูลหนี้ที่แตกต่างกัน แต่ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุรากฐานแห่งหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกิดจากการกระทำอันเดียวกัน คือจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์และค้างชำระหนี้ค่าจ้างอันเดียวกันจำเลยทั้งสามจึงมีส่วนได้เสียร่วมกันตามกฎหมาย อันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายและโจทก์เป็นผู้ลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับภายหลังโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 3 ยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่สมควรเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้นั้นได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยชอบตามกฎหมายย่อมลงวันที่ใดก็ได้ เมื่อตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับปรากฏว่า โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คเป็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และตามใบคืนเช็คปรากฏว่า ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันสั่งจ่ายคือวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นทนายความให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่บริษัทกิจไพศาลอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องล้มละลาย ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 800,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างให้โจทก์แล้วจำนวน 200,000 บาท ยังคงค้างจำนวน 600,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 160,000 บาท และลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 220,000 บาท กับเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่อีก 2 ฉบับ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 70,000 บาท และลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 30,000 บาท รวมเช็ค 4 ฉบับ เป็นเงิน 480,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าจ้างดังกล่าว เช็คทั้งสี่ฉบับมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง โจทก์นำเช็คทั้งสี่ฉบับไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนบุญศิริ เพื่อให้เรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสี่ฉบับ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 600,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 โจทก์ นายสุวิทย์และนายสมคิดสมคบกันให้โจทก์เป็นผู้ออกหน้าในการเป็นผู้ทรงเช็คทั้งสี่ฉบับเพื่อฟ้องจำเลยที่ 3 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คทั้งสี่ฉบับโดยไม่ได้ลงวันที่มอบให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 10 ปีเศษแล้ว เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ค่าแชร์ที่นางศิริรัตน์ภริยาจำเลยที่ 3 ค้างชำระจำเลยที่ 2 นายวงแชร์ซึ่งได้ชำระเสร็จในกำหนดแล้ว โจทก์ จำเลยที่1 จำเลยที่ 2 นายสุวิทย์และนายสมคิดสมคบกันลงวันที่ในเช็คโดยไม่ชอบ วันที่ลงในเช็คจึงเป็นการลงวันที่ไม่ถูกต้องแท้จริงและไม่สุจริตอายุความฟ้องจำเลยที่ 3 ภายใน 1 ปี จึงไม่อาจนับจากวันที่โจทก์กับพวกได้ลงชื่อไว้ในเช็คทั้งสี่ฉบับ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ค่าจ้างว่าความและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดในหนี้ตามเช็ค โดยฟ้องจำเลยทั้งสามรวมเป็นคดีเดียวกัน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 เนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 230,000 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2538 และต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันฟ้อง 15 พฤษภาคม 2539) ต้องไม่เกิน 35,237.70 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ มีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ โดยได้รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค โจทก์นำไปเข้าบัญชีในธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามรวมกันมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ค่าจ้างให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 1 นำไปชำระหนี้ค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดในมูลหนี้ที่แตกต่างกันแต่ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุรากฐานแห่งหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกิดจากการกระทำอันเดียวกันคือจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์และค้างชำระหนี้ค่าจ้างอันเดียวกัน จำเลยทั้งสามจึงมีส่วนได้เสียร่วมกันตามกฎหมาย อันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าจ้างให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลยแดงที่ 233/2534 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทไดอานิค จำกัด โจทก์ บริษัท กิจไพศาลอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด จำเลย ตามคำขอรับชำระหนี้ ใบมอบอำนาจ และคำให้การลูกหนี้หรือพยาน โดยโจทก์มีนางสาวธัญญวดีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาเบิกความรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว ซึ่งอยู่ในวงหน้าที่การงานของตน คำเบิกความของนางสาวธัญญวดีจึงมีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ให้น่าเชื่อ ที่จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยจ้างโจทก์ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบให้เห็นดังข้อต่อสู้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสัญญาจ้างเป็นหนังสือ ไม่มีหลักฐานการรับเงินค่าจ้างและไม่มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินค่าจ้างมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้จ้างโจทก์ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โดยเฉพาะการจ้างให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือ อีกทั้งคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้จ้างโจทก์ให้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โจทก์คงนำสืบโดยมุ่งประสงค์ให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาโดยมีมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 3 นั้นทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ความว่าขณะโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมานั้นโจทก์รู้ว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับได้ระงับไปแล้ว จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาโดยคิดคบกันฉ้อฉล และจำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับที่โจทก์รับโอนเป็นเช็คเก่า และโจทก์ไม่ได้บังคับคดีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกานั้นก็ไม่อาจจะรับฟังได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาโดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 3 โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยชอบ เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง 914 ประกอบ 989 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะฟังตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายและโจทก์เป็นผู้ลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับภายหลังโจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 3 ยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่สมควรเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้นั้นได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยชอบตามกฎหมายย่อมลงวันที่ใดก็ได้และเมื่อโจทก์ลงวันที่ไปแล้วก็ย่อมเป็นการชอบ เมื่อตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับปรากฏว่า โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คเป็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และตามใบคืนเช็คปรากฏว่า ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 จำนวน 2 ฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันสั่งจ่ายคือวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่า จะต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่สั่งจ่ายเช็คถึงวันที่ลงในเช็คเกิน 10 ปีแล้ว จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 932 ม. 1002
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ ไพบูลย์
จำเลย — บริษัทมุ่ยง้วน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
นินนาท สาครรัตน์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2550
#410875
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ก. ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัท ก. และจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นโมฆะ เพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการที่โจทก์และ ว. ตั้งจำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนลงทุนทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน และฟ้องแย้งว่าโจทก์และ ว. ตัวการได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าพัฒนาที่ดินโครงการจัดสรรดังกล่าวรวมเป็นเงิน 147,647,250 บาท แทนโจทก์และ ว. ไปก่อนแต่โจทก์กับ ว. ซึ่งเป็นตัวการกลับไม่ยอมชำระเงินคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า ว. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนโจทก์ในการลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรและพัตนาที่ดินซึ่งโจทก์ไม่สามารถดำเนินการเองได้เพราะผิดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าการกระทำทั้งหลายของ ว. ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวมาในฟ้องแย้งจะพูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดหรือไม่ในการที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ออกเงินค่าพัฒนาที่ดินไปก่อน เป็นค่าก่อสร้างถนนภายในโครงการ ค่าก่อสร้างถนนจากมิตราภาพเข้าโครงการและทำรั้วลวดหนามรอบโครงการ ค่าซื้อที่ดิน ค่าจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ค่าขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ปลูกต้นไม้ ก่อสร้างสำนักงานขาย ขุดสระน้ำ นำไฟฟ้าแรงสูงและระบบไฟฟ้าเข้าใช้ในโครงการ การก่อสร้างคอนโดมิเนียม ไทม์ แชร์ริ่ง หรือคอนโดเทล ค่าแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย ค่าการตลาดและบริหารการขาย กรมสวัสดิการกองทัพบอก ค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหารและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดนั้นล้วนแต่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่อันเป็นคนละเรื่องคนละมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับผิดร่วมกับบริษัทกรีน วู๊ด ไฮเทค การ์เด้นรีสอร์ท จำกัด โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินจำนวน 311,653,140.20 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดคนละ 24,239,688.58 บาท จำเลยที่ 4 รับผิด 45,016,564.57 บาท และจำเลยที่ 5 รับผิด 242,396,886.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 228,103,790.67 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ของต้นเงิน 17,741,405.93 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ของต้นเงิน 32,948,325.30 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 และของต้นเงิน 177,414,059.40 บาท สำหรับจำเลยที่ 5 ทั้งนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และหากค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้นำดอกเบี้ยนั้นทบเข้าเป็นต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ในอัตราเดียวกันเช่นนี้ตลอดไป

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวน 147,647,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปด้วยกันหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่า ฟ้องแย้งนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม หากเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากคำฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมาในคำให้การไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมคำฟ้องนั้นก็มิใช่ฟ้องแย้ง แม้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องนั้นไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาล่ชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ทั้งหมด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้งโดยอ้างว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม การที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์หรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์ได้ เป็นเรื่องที่นายวานิชกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 โดยลำพังตนเอง โจทก์หามีผลต้องผูกพันต่อจำเลยที่ 1 กับพวกในกิจการทั้งหลายที่นายวานิชได้กระทำไปเกินขอบอำนาจหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820 และมาตรา 823 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การจะวินิจฉัยดังกล่าวได้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก่อน หากเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมศาลต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีต่างหากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้ยืนเงิน สัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด และจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นโมฆะเพราะสัญญาทุกฉบับดังกล่าวเกิดจากการสั่งการ การควบคุมหรือดำเนินการ จัดการ และการอนุมัติของนายวานิช ไชยวรรณ ที่กระทำการแทนโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 และบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด ก็เป็นตัวแทนของนายวานิชในการทำสัญญาดังกล่าวเช่นกัน สัญญาทุกฉบับดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการที่โจทก์และนายวานิชตั้งจำเลยที่ 1 และบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด เป็นตัวแทนลงทุนทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน และฟ้องแย้งว่า โจทก์และนายวานิชตัวการได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าพัฒนาที่ดินโครงการจัดสรรดังกล่าวรวมเป็นเงิน 147,647,250 บาท แทนโจทก์และนายวานิชไปก่อน แต่โจทก์กับนายวานิชซึ่งเป็นตัวการกลับไม่ยอมชำระคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันแต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า นายวานิชกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด เป็นต้วแทนโจทก์ในการลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรและพัตนาที่ดินซึ่งโจทก์ไม่สามารถดำเนินการเองได้เพราะผิดต่อกฎหมาย เห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายวานิช แม้นายวานิชจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ก็เป็นการกระทำในฐานะผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลซึ่งต้องกระทำในขอบอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820 และมาตรา 823 และมาตรา 823 วรรคหนึ่ง จึงจะผูกพันโจทก์ ปัญหาว่าการกระทำทั้งหลายของนายวานิชตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวมาในฟ้องแย้งจะผูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดหรือไม่ในการที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ออกเงินค่าพัตนาที่ดินไปก่อน เป็นค่าก่อสร้างถนนภายในโครงการ ค่าก่อสร้างถนนจากถนนมิตรภาพเข้าโครงการและทำรั้วลวดหนามรอบโครงการ ค่าซื้อที่ดิน ค่าจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ค่าขุดเจาะบ่อบาดาล ปลูกต้นไม้ ก่อสร้างสำนักงานขาย ขุดสระน้ำ นำไฟฟ้าแรงสูงและระบบไฟฟ้าเข้าในโครงการ การก่อสร้างคอนโดมิเนียม ไทม์ แชร์ริ่ง หรือคอนโดเทล ค่าแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย ค่าการตลาดและบริหารการขาย กรมสัวสดิการกองทัพบก ค่าใช้จ่ายในการขายการบริหาร และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดนั้น ล้วนแต่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่อันเป็นคนละเรื่องคนละมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ปัญหาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 823 ม. 1167
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
จำเลย — นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2550
#419514
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งโดยอ้างว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการจะวินิจฉัยดังกล่าวได้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก่อน

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ก. ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัท ก. และจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นโมฆะ สัญญาทุกฉบับเป็นนิติกรรมอำพรางการที่โจทก์และ ว. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตั้งจำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนลงทุนทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน และฟ้องแย้งว่าโจทก์และ ว. ตัวการได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าพัฒนาที่ดินโครงการจัดสรรแทนไปก่อน แต่โจทก์และ ว. ไม่ยอมชำระคืน ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน แต่ตาม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องกล่าวอ้างว่า ว. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และบริษัท ก. เป็นตัวแทนโจทก์ในการลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน ซึ่งโจทก์ไม่สามารถดำเนินการเองได้เพราะผิดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าการกระทำทั้งหลายของ ว. ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฟ้องแย้งจะผูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินค่าพัฒนาที่ดินไปก่อนหรือไม่ล้วนแต่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่ อันเป็นคนละเรื่องคนละมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับผิดร่วมกับบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินจำนวน 311,653,140.20 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดคนละ 24,239,688.58 บาท จำเลยที่ 4 รับผิด 45,016,564.57 บาท และจำเลยที่ 5 รับผิด 242,396,886.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 228,103,790.67 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ของต้นเงิน 17,741,405.93 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ของต้นเงิน 32,948,325.30 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 และของต้นเงิน 177,414,059.40 บาท สำหรับจำเลยที่ 5 ทั้งนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และหากค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้นำดอกเบี้ยนั้นทบเข้าเป็นต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ในอัตราเดียวกันเช่นนี้ตลอดไป

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวน 147,647,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ทั้งหมด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปด้วยกันได้หรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่า ฟ้องแย้งนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม หากเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากคำฟ้องแย้งที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมาในคำให้การไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คำฟ้องนั้นก็มิใช่ฟ้องแย้ง แม้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องนั้นไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ทั้งหมด การที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์หรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์ได้ เป็นเรื่องที่นายวานิชกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 โดยลำพังตนเอง โจทก์หามีผลต้องผูกพันต่อจำเลยที่ 1 กับพวกในกิจการทั้งหลายที่นายวานิชได้กระทำไปเกินขอบอำนาจหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 820 และมาตรา 823 วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การจะวินิจฉัยดังกล่าวได้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก่อน หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมศาลต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีต่างหากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนอง และสัญญาค้ำประกันระหว่างบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด และจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นโมฆะ สัญญาทุกฉบับดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมอำพราง การที่โจทก์และนายวานิชตั้งจำเลยที่ 1 และบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด เป็นตัวแทนลงทุนทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดิน และฟ้องแย้งว่า โจทก์และนายวานิชตัวการได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าพัฒนาที่ดินโครงการจัดสรรแทนโจทก์และนายวานิชไปก่อน แต่โจทก์กับนายวานิชซึ่งเป็นตัวการกลับไม่ยอมชำระคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว คงมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า นายวานิชกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และบริษัทกรีน วู้ด ไฮเทค การ์เด้น รีสอร์ท จำกัด เป็นตัวแทนโจทก์ในการลงทุนจัดทำโครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินซึ่งโจทก์ไม่สามารถดำเนินการเองได้เพราะผิดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าการกระทำทั้งหลายของนายวานิชตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวมาในฟ้องแย้งจะผูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดหรือไม่ ล้วนแต่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่ อันเป็นคนละเรื่องคนละมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ปัญหาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
จำเลย — นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2550
#410656
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ที่กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้น ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1751/2546 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 757,190 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 สามารถตกลงกันได้ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต และทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1751/2546 ของศาลชั้นต้นไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว และมีคำสั่งว่าก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม 30,717.50 บาท จากโจทก์ ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในชั้นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระเพิ่มในชั้นอุทธรณ์จำนวน 30,717.50 และมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ด้วย

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่าโจทก์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว คำร้องของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องยื่นภายในเวลา 8 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะในการยื่นคำร้อง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้น ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระเพิ่มในชั้นอุทธรณ์ จำนวน 30,717.50 บาท โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วไม่ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มนั้น จึงอยู่ในบังคับแห่งระยะเวลา 8 วัน ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้เรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์เพิ่ม 30,717.50 บาท และโจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวผิดหลงหรือผิดระเบียบโจทก์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 246 แต่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549 จึงล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว คำร้องของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี.เอ.ทรานสปอร์ตและการพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเหรียญเฮง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6244/2550
#410707
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1522 กำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น แม้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง ศาลชั้นต้นก็กำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นรายเดือนจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะได้ ปัญหาการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นพิพากษาเป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองของโจทก์จำเลย

ในการเช่าซื้อรถยนต์พิพาท บิดาโจทก์เป็นผู้วางเงินจองให้ 10,000 บาท และบิดามารดาโจทก์ออกเงินดาวน์ให้อีกส่วนหนึ่ง รถยนต์คันดังกล่าวโจทก์จำเลยได้ออกเงินบางส่วนเป็นค่ารถยนต์ด้วย ทั้งเงินที่บิดามารดาโจทก์ช่วยออกเป็นค่ารถยนต์ ภายหลังก็ไม่ปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์ได้ทวงถามให้โจทก์จำเลยชำระหนี้ส่วนนี้แต่อย่างไร แสดงว่าบิดามารดาโจทก์มีเจตนาที่จะออกเงินค่ารถยนต์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์จำเลย รถยนต์คันดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้มาในระหว่างสมรส เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จึงเป็นสินสมรส การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่ ว. ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากัน โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องจึงเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์อันเป็นสินสมรสไปโดยมีเจตนาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 โจทก์ต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง

แม้การกู้เงินของจำเลยทั้งสองครั้งจะเป็นการกู้หลังจากจำเลยแยกมาอยู่กับบิดามารดาจำเลยแล้ว แต่จำเลยได้นำบุตรไปเลี้ยงดูด้วย จึงต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ โจทก์เป็นบิดาต้องมีส่วนอุปการะเลี้ยงดูบุตรเช่นกัน จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้เงินในการกู้ปี 2543 จำเลยได้ระบุในวัตถุประสงค์ขอกู้ว่า ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีหลักฐานใบสั่งซื้อสินค้า ส่วนการกู้ในปี 2546 เป็นการกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน ฟังได้ว่า จำเลยกู้เงินสองครั้งดังกล่าว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของบุตรอันเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในครอบครัวและเป็นหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในระหว่างสมรสจึงเป็นหนี้ที่โจทก์จำเลยต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน คือ ก. อายุ 8 ปี และ ช. อายุ 6 ปี เดิมอยู่กินฉันสามีภริยากันที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ จนถึงปลายปี 2539 ได้ย้ายไปอยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านของบิดามารดาโจทก์ ในช่วงแรกก็อยู่กินกันอย่างปกติสุข ต่อมาเมื่อประมาณปี 2541 จำเลยมีนิสัยเปลี่ยนไปไม่ค่อยพูดจากับญาติของโจทก์ ไม่ให้ความเคารพนับถือบิดามารดาโจทก์ พูดตะคอกเสียงดัง พูดหยาบคายกับมารดาโจทก์ โจทก์ได้ว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง แต่จำเลยก็ไม่ปรับปรุงตัว กลับโต้เถียงและขัดใจโจทก์บ่อยครั้งจนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2542 จำเลยได้ออกจากบ้านพร้อมขนเครื่องใช้ส่วนตัวกับไปอยู่กับบิดามารดาจำเลยและนำ ก. บุตรคนแรก ไปด้วยโดยไม่กลับมาอยู่กินกับโจทก์อีก โจทก์ติดต่อให้จำเลยกลับมาอยู่กินด้วยกัน แต่จำเลยปฏิเสธจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้ ก. และ ช. อยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในระหว่างสมรสโจทก์จำเลยมีสินสมรสคือ รถยนต์พิพาทราคา 510,000 บาท และมีหนี้สินรวม 3 รายการ เป็นเงิน 148,956.50 บาท จำเลยให้ความเคารพนับถือบิดามารดาโจทก์ตลอดมาแต่มารดาโจทก์มักจะกระทำการอันเป็นการก้าวก่าย กลั่นแกล้งบีบคั้นจำเลยไม่ให้จำเลยมีที่อยู่ที่กินตามสภาพของการมีครอบครัว พูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยจำเลยบ่อยครั้ง มารดาโจทก์พยายามกีดกันไม่ให้โจทก์และจำเลยใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสามีภริยาพึงปฏิบัติต่อกัน ห้ามไม่ให้จำเลยกราบไหว้พระในบ้าน ด่าว่าจำเลย เมื่อมีบุคคลใดโทรศัพท์ไปหาจำเลยก็กลั่นแกล้งโดยยกหูแล้ววางสายและไม่บอกจำเลยทำให้จำเลยเสียภาพลักษณ์ในหน้าที่การงาน ไม่ให้จำเลยนำรถยนต์ไปใช้เพื่อพาบุตรไปพบแพทย์ ทุกครั้งที่มีปัญหาโจทก์ไม่เคยฟังและแก้ไขปัญหาให้แก่จำเลย ไม่เคยปรับความเข้าใจกับจำเลย ไม่เคยสอบถามความรู้สึกของจำเลย ให้จำเลยอยู่ในบ้านบิดามารดาโจทก์อย่างอดทน ไม่เคยปกป้องช่วยเหลือจำเลย บางครั้งก็ทำร้ายร่างกายจำเลยโดยทุบตีให้บอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เคยเอื้ออาทรแก่จำเลยในยามทุกข์ยาก เวลาบิดามารดาจำเลยเจ็บป่วยโจทก์ก็ไม่เคยไปเยี่ยม จำเลยเคยชวนโจทก์ให้ออกไปเช่าบ้านอยู่ต่างหากจากบ้านบิดามารดาโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ โจทก์เคยขอหย่าขาดกับจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยปฏิเสธเพราะคาดหวังว่าจะอยู่กันเป็นครอบครัวอย่างมีความสุขได้ บัดนี้โจทก์มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะขอหย่าจำเลยจึงไม่ยับยั้งอีก ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งทรัพย์สินคือรถยนต์พิพาทคนละครึ่ง และให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ที่ค้างแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด กับให้โจทก์ใช้ค่าเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 3,000 บาท และให้บุตรทั้งสองคนอยู่ในความปกครองของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า รถยนต์พิพาทราคา 510,000 บาท บิดาโจทก์วางเงินจอง 10,000 บาท และตอนวางเงินดาวน์จำนวน 240,000 บาท บิดามารดาโจทก์ออกเงินให้จำนวน 180,000 บาท จำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด จำนวน 180,000 บาท แต่นำเงินไปชำระเงินดาวน์เพียง 60,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว ในการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อซึ่งเงินเดือนละประมาณ 12,000 บาท นั้น บิดามารดาโจทก์ช่วยออกเงินให้เดือนละ 5,000 บาท โจทก์จำเลยผ่อนชำระเดือนละ 7,000 บาท สินสมรสจึงมีเพียง 172,000 บาท ส่วนหนี้สินที่จำเลยกู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด ในปี 2543 และ 2546 เป็นการกู้ยืมภายหลังจากที่โจทก์จำเลยแยกกันอยู่แล้ว และไม่ได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยชำระหนี้ในส่วนนี้ จำเลยมีปัญหาด้านการเงินบ่อยครั้ง หากบุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของจำเลยจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูให้มีความสุข ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ก. และ ช. บุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรและรับบุตรไปดูแลในวันหยุดราชการ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นรายเดือนคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 12 ปีบริบูรณ์ ให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 1,500 บาท ต่อเดือนจนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ และให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 2,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 224,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยค้างชำระกับสหกรณ์ออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด จำนวน 64,479.25 บาท คำขออื่นตามคำฟ้องและฟ้องแย้งให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่จำเลย แต่ไม่จำต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้โจทก์ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนจำเลยตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2538 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ก. อายุ 8 ปี และ ช. อายุ 6 ปี หลังจากโจทก์จำเลยสมรสกันแล้วได้อยู่ที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ต่อมาปี 2539 โจทก์และจำเลยได้ย้ายครอบครัวมาอยู่อาศัยอยู่กับนายวินิต และนางละออง บิดามารดาโจทก์ที่บ้านเลขที่ 345/5 ถนนห้วยยอด ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โจทก์จำเลยมีสินสมรสเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข 370 ตรัง ระหว่างที่จำเลยอาศัยอยู่กับบิดามารดาโจทก์ จำเลยและมารดาโจทก์มีปัญหาต่อกัน วันที่ 13 สิงหาคม 2542 จำเลยได้พา ก. ออกจากบ้านบิดามารดาโจทก์ ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยและไม่ได้กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีก โจทก์จำเลยแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าต่างประสงค์ที่จะหย่าขาดจากกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในส่วนนี้เป็นที่ยุติแล้ว... นอกจากนี้กรณีที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่าหรือโดยคำพิพากษาของศาลก็มีมาตรา 1522 บัญญัติว่า ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอม ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าสามีภริยาทั้งสองฝ่าย หรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด และถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นรายเดือนจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นพิพากษาเป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองของโจทก์จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์ต้องแบ่งทรัพย์สินให้แก่จำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามาหรือไม่ ข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้ฟังได้ว่า ในการเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 370 ตรัง บิดาโจทก์เป็นผู้วางเงินจองให้ 10,000 บาท และบิดามารดาโจทก์ออกเงินดาวน์ให้อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาจำเลยได้ขอกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด และนำเงินกู้ดังกล่าวบางส่วนไปชำระเงินดาวน์ โจทก์อ้างว่าเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นของบิดามารดาโจทก์และไม่ได้ยกให้แก่โจทก์จำเลย รถยนต์คันดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรส เห็นว่า รถยนต์คันดังกล่าวโจทก์จำเลยได้ออกเงินบางส่วนเป็นค่ารถยนต์ด้วย ทั้งเงินที่บิดามารดาโจทก์ช่วยออกเป็นค่ารถยนต์ภายหลังก็ไม่ปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์ได้ทวงถามให้โจทก์จำเลยชำระหนี้ส่วนนี้แต่อย่างไร แสดงว่าบิดามารดาโจทก์มีเจตนาที่จะออกเงินค่ารถยนต์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์จำเลย ดังนั้น รถยนต์คันดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้มาในระหว่างสมรส เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จึงเป็นสินสมรส การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่นางสาววราภรณ์ พลับอ่อน น้องสาวโจทก์ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากัน โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องจึงเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์อันเป็นสินสมรสไปโดยมีเจตนาทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้โจทก์แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในระหว่างสมรสหรือไม่ โจทก์คงฎีกาเพียงว่าเกี่ยวกับหนี้สินของธนาคารที่จำเลยกู้ยืมมาเป็นการกู้ยืมภายหลังจากที่โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าจำเลยไม่ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้บุตร แต่จำเลยก็ไม่มีเอกสารหรือพยานบุคคลที่แสดงว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีอยู่จริง จึงไม่ใช่หนี้ร่วม โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดด้วย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าเงินที่จำเลยกู้ในปี 2543 และในปี 2546 เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยแยกไปอยู่กับบิดามารดาจำเลยแล้ว จำเลยไม่ได้อยู่กับโจทก์อย่างสามีภริยาทั่วไป เงินที่จำเลยกู้มาจึงไม่ได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว โจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย เห็นว่า แม้การกู้เงินของจำเลยทั้งสองครั้งดังกล่าวเป็นการกู้หลังจากจำเลยแยกมาอยู่กับบิดามารดาจำเลยแล้ว แต่จำเลยได้นำ ก. ไปเลี้ยงดูด้วย จึงต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ซึ่งโจทก์เป็นบิดาต้องมีส่วนอุปการะเลี้ยงดู ก. เช่นกันและจำเลยได้นำสืบว่าจำเลยกู้เงินทั้งสองครั้งดังกล่าวมาใช้เพื่อประโยชน์ของบุตร ในการกู้ปี 2543 จำเลยได้ระบุในวัตถุประสงค์ขอกู้ว่า ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีหลักฐานใบสั่งซื้อสินค้า ส่วนการกู้ในปี 2546 เป็นการกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินจำนวน 20,000 บาท การกู้ทั้งสองครั้งดังกล่าวโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินสองครั้งดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของ ก. อันเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในครอบครัวและเป็นหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในระหว่างสมรส จึงเป็นหนี้ที่โจทก์กับจำเลยต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1490 ม. 1522 ม. 1533 ม. 1534
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศล เจือกโว้น
จำเลย — นางสุมิตรา เจือกโว้น
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6228/2550
#269483
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์โดยมีข้อตกลงในสัญญาระบุว่า "ข้อ 1 ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ข้อ 2 ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5027 ระวางที่ เลขที่ดิน 329 หน้าสำรวจที่ 943 ตำบลบางแค (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตามจำนวนที่ดินที่แบ่งแยกโดยประมาณ 4 ไร่ เรียบร้อยแล้ว" แสดงว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง แต่การกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าว ไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจำเลยจะสามารถขายที่ดินได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใด เพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 161,866.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ แต่ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนเป็นข้อกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 160,000 บาท ตกลงว่าจะชำระเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยคืนโจทก์ภายในระยะเวลาที่จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5027 ตำบลบางแค (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกแก่จำเลยได้เรียบร้อยแล้ว ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางพร้อม เที่ยงแท้ ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์และจำเลย ภายหลังที่จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์แล้ว ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์ จำเลยและนายบุญเหลือ เที่ยงแท้ เป็นผู้จัดการมรดกของนางพร้อมร่วมกัน และก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ 595/2546 ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เงินโดยจำเลยยังมิได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 1 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว" ข้อ 2 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5027 ระวางที่ เลขที่ดิน 329 หน้าสำรวจที่ 943 ตำบลบางแค (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตามจำนวนที่ดินที่แบ่งแยกโดยประมาณ 4 ไร่ เรียบร้อยแล้ว" ดังนี้เห็นได้ว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง แต่การกำหนดเวลาชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนที่แบ่งแยกเป็นของจำเลยได้ก่อนตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าว ไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจำเลยจะสามารถขายที่ดินได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใด เพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ไม่แน่นอน หาใช่เป็นการตีความให้ลูกหนี้ต้องเสียเปรียบดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนั้น แม้โจทก์และจำเลยจะยังมิได้แบ่งแยกที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก และจำเลยยังมิได้ขายที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้เงินได้... ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย เนื่องจากสัญญากู้เงินไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมีข้อตกลงต่อกันไว้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 191 วรรคหนึ่ง ม. 203 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมาลี เที่ยงแท้
จำเลย — นายอำพันธ์ เที่ยงแท้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายพงษ์ศักดิ์ รักเผื่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6228/2550
#413651
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 1 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว" ข้อ 2 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้เรียบร้อยแล้ว" ดังนี้เห็นได้ว่า หนี้ตามสัญญาได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนไขให้จำเลยต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนที่แบ่งแยกเป็นของจำเลยได้ก่อนตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าว ไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินเสร็จแล้วจำเลยจะสามารถขายที่ดินได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง

ก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมีข้อตกลงต่อกันไว้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 161,866.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ แต่ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนเป็นข้อกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 160,000 บาท ตกลงว่าจะชำระเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยคืนโจทก์ภายในระยะเวลาที่จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5027 ตำบลบางแค (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่จำเลยได้เรียบร้อยแล้ว ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางพร้อมซึ่งเป็นมารดาของโจทก์และจำเลย ภายหลังที่จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์แล้ว ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์ จำเลย และนายบุญเหลือเป็นผู้จัดการมรดกของนางพร้อมร่วมกัน และก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ 595/2546 ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์จะฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เงินโดยจำเลยยังมิได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 1 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว" ข้อ 2 มีข้อความว่า "ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5027 เลขที่ดิน 329 หน้าสำรวจที่ 943 ตำบลบางแค (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตามจำนวนที่ดินที่แบ่งแยกโดยประมาณ 4 ไร่ เรียบร้อยแล้ว" ดังนี้เห็นได้ว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง แต่การกำหนดเวลาชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนที่แบ่งแยกเป็นของจำเลยได้ก่อนตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าว ไม่เป็นการแน่ชัดว่าเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจำเลยจะสามารถขายที่ดินได้หรือไม่ หรือจะขายที่ดินนั้นได้เมื่อใดเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ กำหนดเวลาชำระหนี้โดยการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นนี้จึงไม่แน่นอน ผลเท่ากับเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่คู่สัญญากำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ไม่แน่นอน หาใช่เป็นการตีความให้ลูกหนี้ต้องเสียเปรียบดังที่จำเลยอ้างไม่ ดังนั้น แม้โจทก์และจำเลยจะยังมิได้แบ่งแยกที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก และจำเลยยังมิได้ขายที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้เงินได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงและรูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย เนื่องจากสัญญากู้เงินไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมีข้อตกลงต่อกันไว้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 191 วรรคหนึ่ง ม. 203 วรรคหนึ่ง ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมาลี เที่ยงแท้
จำเลย — นายอำพันธ์ เที่ยงแท้
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2550
#268601
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับธนาคารจำเลยมีความหมายแจ้งชัดว่า นอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้วยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลยสาขาสามพรานครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระแก่จำเลยที่สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี ซึ่งแม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากนิติกรรมที่ทำกับจำเลยต่างสาขากัน แต่ก็เป็นหนี้ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยเช่นกัน ถือได้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองอยู่ สัญญาจำนองจึงไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรวรรณ มหสกุลยง
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2550
#272878
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองข้อ 1 ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ของ อ. ที่มีต่อธนาคาร ก. ผู้ร้องจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะ ทุกประเภทหนี้ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท และตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 2 ระบุว่า หนี้สินและภาระผูกพันใดๆ ที่จำนองเป็นประกัน ได้แก่ หนี้สินและภาระผูกพันทุกประเภท ทุกอย่าง ที่มีต่อผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้และที่จะมีต่อไปในภายหน้า เมื่อหนี้สินและภาระผูกพันประเภทใดประเภทหนึ่ง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งระงับสิ้นไป แต่หนี้สินและภาระผูกพันประเภทอื่นยังมีอยู่หรือจะมีต่อไปในภายหน้าสัญญาจำนองไม่ระงับสิ้นไปคงผูกพันเป็นประกันต่อไป เห็นได้ว่า สัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระแก่จำเลยที่สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี แม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการทำนิติกรรมกับจำเลยต่างสาขากัน แต่เป็นหนี้ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยเช่นกันถือได้ว่า โจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้โจทก์จะได้ชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลย สาขาสามพราน ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองก็ไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64852 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงรับว่า หนี้ของโจทก์ในคดีนี้จำเลยได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ตามสัญญาจำนอง สัญญากู้ยืมเงิน รายการบัญชีและหนังสือบอกกล่าวทวงถาม โจทก์แถลงรับว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระจำเลยที่สาขารังสิตตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง หนี้ที่สาขารังสิตอยู่ในระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64852 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่สาขาสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64852 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครไว้แก่จำเลยตามสัญญากู้ยืมเงิน และสัญญาจำนอง และโจทก์ชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64852 ให้แก่โจทก์เนื่องจากโจทก์มีหนี้ค้างชำระแก่จำเลย ที่สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ ปรากฏตามสัญญาจำนองข้อ 1 ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ของนางสาวอรวรรณ มหสกุลยง ที่มีต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะ ทุกประเภทหนี้ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท และตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 2 ระบุว่า หนี้สินและภาระผูกพันใดๆ ที่จำนองเป็นประกัน ได้แก่หนี้สินและภาระผูกพันทุกประเภท ทุกอย่าง ที่มีต่อผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้และที่จะมีต่อไปในภายหน้า เมื่อหนี้สินและภาระผูกพันประเภทใดประเภทหนึ่ง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งระงับสิ้นไป แต่หนี้สินและภาระผูกพันประเภทอื่นยังมีอยู่หรือจะมีต่อไปในภายหน้า สัญญาจำนองไม่ระงับสิ้นไป คงผูกพันเป็นประกันต่อไป เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายอย่างแจ้งชัดว่า สัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลย ตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระแก่จำเลยที่สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี แม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการทำนิติกรรมกับจำเลยต่างสาขากัน แต่เป็นหนี้ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยเช่นกันถือได้ว่า โจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้โจทก์จะได้ชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลย สาขาสามพราน ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองก็ไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 702 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอวรรณ มหสกุลยง
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2550
#410703
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างกันเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยก็ตาม เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,250,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับจากจำเลยคุ้มกับความเสียหายแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 960,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 18 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ รุ่น อี 220 หมายเลขทะเบียน 7 ฐ-0603 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 31 งวด ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย โดยอ้างว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ผิดสัญญา ไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อตามที่ได้ตกลงกันไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น และต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระเงิน 758,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) และให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) รับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2545 แนบท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างก็เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยก็ตาม เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรู-เวย์ จำกัด
จำเลย — นายเสนาะ นักกันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ