คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6424/2550
#410504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาท และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท การที่จำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. 254 (2) มาใช้โดยห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทจนกว่าจะถึงที่สุดได้

ตามคำขอของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ หากจำเลยได้รับความเสียหายจำเลยก็มีสิทธิที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 263 เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่สั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางตามมาตรา 257 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่เศษ แก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยกำลังปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์เดือดร้อนและเสียหาย เพราะหากโจทก์ชนะคดีก็จำต้องรื้อทำลายทั้งจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำการดังกล่าวชั่วคราวก่อนพิพากษา

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยและบริวารหยุดการก่อสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ด้านทิศตะวันออก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา โรงเรียนจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจะปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ โจทก์ไม่ยินยอมจึงนำคดีมาฟ้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาท และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว การที่จำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่พิพาทหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ โดยห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลอนุญาตตามคำขอของโจทก์ จะทำให้การก่อสร้างอาคารของจำเลยต้องเนิ่นช้าออกไปเป็นที่เสียหาย จึงชอบที่จะยกคำขอของโจทก์หรือสั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางนั้น เห็นว่า ตามคำขอของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่มีอยู่ หากจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยก็มีสิทธิที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่สั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 257 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 257
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกลาง
จำเลย — โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนนทบุรี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2550
#410671
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทเดิมเป็นที่ป่า แต่ต่อมาได้ถูกถอนสภาพ ที่พิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ผู้ครอบครองที่พิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนย่อมมีสิทธิครอบครองในที่ดินได้

การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ผู้ครอบครองจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองโดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ครอบครองจะทราบว่าถูกแย่งการครอบครองหรือไม่และไม่คำนึงว่าผู้ครอบครองได้โต้แย้งการครอบครองหรือได้ร้องเรียนต่อพนักงานฝ่ายปกครองว่าถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ จำเลยเริ่มเข้ามาปลูกบ้านบนที่พิพาทตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยเข้าครอบครองที่พิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองที่พิพาทจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี พ.ศ.2529 โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โจทก์ปักรั้วคอนกรีตล้อมรอบที่ดินและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ตลอดมา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวและรื้อรั้วที่โจทก์ปักไว้ออกไปเป็นจำนวน 24 ต้น ราคาต้นละ 200 บาท เป็นค่าเสียหายจำนวน 4,800 บาท จำเลยยังปลูกสร้างบ้านบนที่ดินด้านทิศเหนืออีก 1 หลัง เนื้อที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินของโจทก์กว้าง 14 วา ยาวประมาณ 16 วา การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ โจทก์บอกให้จำเลยออกไปจากที่ดินแล้วแต่จำเลยไม่ออกไป ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินที่จำเลยบุกรุกได้ ที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้ามานี้หากโจทก์นำออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าวันละ 150 บาท หรือเดือนละ 4,500 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่านับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 19 วัน เป็นค่าเสียหาย 43,350 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ 48,150 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 48,150 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,500 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อปี พ.ศ.2529 นายมนู โยธาภิรมย์ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 636 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เนื้อที่ 3 ไร่เศษ ให้โจทก์ ที่พิพาทตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นที่หัวไร่ปลายนา แต่ความจริงแล้วที่พิพาทไม่ใช่ที่หัวไร่ปลายนา และเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึงจึงเป็นที่สาธารณะ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของที่พิพาท ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยไม่ได้รื้อรั้วคอนกรีตที่โจทก์ปักในที่ดิน จำเลยเข้าอาศัยและปลูกบ้านในที่พิพาทเนื่องจากได้รับการจัดสรรให้เข้าอยู่จากคณะกรรมการหมู่บ้าน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการทำละเมิดโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์รู้ว่าจำเลยปลูกบ้านบนที่พิพาทเกินกว่า 1 ปี โจทก์ไม่เคยบอกให้จำเลยออกไปจากที่ดิน ต่อมากลับมาฟ้องคดีนี้ คดีของโจทก์ขาดอายุความละเมิด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อท็จจริงฟ้งได้ว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญ โจทก์อ้างว่าที่ดินที่จำเลยเข้าครอบครองเป็นที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์ซื้อมาพร้อมกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินโฉนดเลขที่ 636 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่พิพาทโดยปลูกบ้านบนที่ดินทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะนำที่พิพาทออกให้เช่า และจำเลยยังรื้อรั้วที่โจทก์ปักไว้รอบที่พิพาทออก การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่าจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยโจทก์ซื้อที่พิพาทมาพร้อมๆ กับที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 82 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จากนายมนู ที่พิพาทอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่หัวไร่ปลายนาของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 82 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำนายมนูเข้าเบิกความสนับสนุนโจทก์ว่านายมนูขายที่ดินนอกเหนือจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ หนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และนายมนู เอกสารหมาย จ.6 ทำกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2539 ระบุเพียงว่าโจทก์และนายมนูตกลงซื้อขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 82 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา โดยไม่มีข้อตกลงว่าขายที่หัวไร่ปลายนาซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดคือที่แปลงพิพาท เป็นไปไม่ได้ว่าคณะกรรมการหมู่บ้านนำที่พิพาทไปจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ หากที่พิพาทเป็นที่ที่นำไปจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ก็ไม่มีเหตุอันใดที่เจ้าพนักงานจะออกโฉนดให้แก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการหมู่บ้านได้รับอนุญาตให้นำที่ดินไปจัดสรรให้แก่คนยากจน การจัดสรรที่ดินของคณะกรรมการหมู่บ้านจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ ต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ยึดและครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทและเป็นเจ้าของที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาซื้อมาจากนายมนูส่วนที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) โจทก์ไปขอออกโฉนดต่อทางราชการทางราชการได้ส่งเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินและออกโฉนดให้แก่โจทก์แล้วคือโฉนดเลขที่ 636 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ที่พิพาทเป็นที่นอกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) อยู่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 636 นายวราวุธ วราภรณ์ ผู้อำนวยการกองสำรวจและควบคุมที่ดินรัฐพยานโจทก์เบิกความว่า ที่พิพาทเดิมเป็นที่ป่า ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2512 - 2513 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จำหน่ายที่พิพาทออกจากเขตป่า ให้ราษฎรนำที่ดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ที่ดินดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2500) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ให้อำนาจจังหวัดตราดที่จะนำที่พิพาทมาจัดหาผลประโยชน์ได้ แม้จังหวัดตราดจะแจ้งต่อกรมที่ดินว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดหาผลประโยชน์เนื่องจากมีปัญหาในการเจรจากับผู้อาศัยเดิม ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติให้นำที่พิพาทไปจัดหาผลประโยชน์ ดังนั้น จึงฟังได้ว่าที่พิพาทเดิมเป็นที่ป่า แต่ต่อมาได้ถูกถอนสภาพ ที่พิพาทจึงเป็นสาธาณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ซึ่งผู้ครอบครองที่พิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนย่อมมีสิทธิครอบครองในที่ดินได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาทหรือไม่ ฟ้องโจทก์ล่วงเลยระยะเวลาฟ้องเอาคืนการครอบครองหรือไม่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยไปพร้อมกัน โจทก์เบิกความว่า หลังจากซื้อที่พิพาทมาโจทก์แบ่งที่พิพาทบางส่วนให้นายสุก พลาเกษ เช่าทำนา ต่อมาให้หลานเข้าทำนาเลี้ยงกุ้ง เหลือที่พิพาทที่ไม่ได้ทำนาเลี้ยงกุ้งเนื้อที่ประมาณ 7-8 ไร่ ที่ดินที่พิพาทที่เหลือจากการเลี้ยงกุ้งเนื้อที่ประมาณา 7-8 ไร่นี้จะมีผู้ขอทำนาเลี้ยงกุ้งต่ออีก แต่เนื่องจากมีการบุกรุกมาปลูกสร้างบ้านในที่ดินจึงยังไม่มีการให้เช่า โจทก์นำเสาคอนกรีตปักเป็นรั้วแสดงอาณาเขตและเดินทางไปดูที่พิพาททุกเดือนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โจทก์เห็นจำเลยปลูกบ้านครั้งแรกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2539 แต่ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง จ่าเอกพินิจ รำไพ เบิกความว่า ต้นเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ให้ไปดูที่พิพาท จ่าเอกพินิจเห็นว่ามีบ้านไม้สองชั้นปลูกบนที่ดินอยู่ระหว่างยกโครงหลังคาจึงโทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ให้จ่าเอกพินิจถ่ายภาพบ้านไปให้ดู นางรัศมี แจ่มจำรัส เบิกความว่า มีบ้านอยู่ห่างบ้านจำเลยประมาณ 50 เมตร นางรัศมีถูกโจทก์ฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุกต่อศาลจังหวัดตราด ในคดีที่นางรัศมีถูกฟ้องคดีแพ่งมีการทำแผนที่พิพาท วันที่ทำแผนที่จำได้ว่าเป็นเดือนพฤษภาคม 2539 นางรัศมีทราบว่าโจทก์ไปชี้ที่ดินบริเวณที่บ้านจำเลยปลูกอยู่ ศาลฎีกาเห็นว่า การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น ผู้ครอบครองจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองโดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ครอบครองจะทราบว่าถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และไม่คำนึงถึงว่าผู้ครอบครองได้โต้แย้งผู้แย่งการครอบครองหรือได้ร้องเรียนต่อพนักงานฝ่ายปกครองว่าถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ จำเลยนำสืบว่าจำเลยปลูกบ้านบนที่ดินหลังจากได้รับการจัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการหมู่บ้านคลองจาก นายอำภา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มอบหมายให้นายฉะอ้อนซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ชี้ให้จำเลยปลูกบ้าน จำเลยลงมือปลูกบ้านบนที่พิพาทในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลาปลูกบ้านจนถึงโจทก์ฟ้องเป็นเวลาประมาณ 2 ปี โดยมีนายฉะอ้อนมาเบิกความสนับสนุนจำเลยว่า จำเลยเริ่มเข้ามาปลูกบ้านในที่ดินที่จัดสรรให้เมื่อปี พ.ศ.2538 นายฉะอ้อนเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเป็นผู้ชี้ที่พิพาทให้จำเลยเข้าปลูกบ้านมาเบิกความสนับสนุนจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่า ฟังได้ว่าจำเลยเริ่มเข้ามาปลูกบ้านบนที่พิพาทตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 แล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยเข้าครอบครองที่พิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองที่พิพาทจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า หากจำเลยไม่ถอนรั้วคอนกรีตที่โจทก์ปักไว้ในที่พิพาท จำเลยก็ไม่อาจจะปลูกบ้านบนที่พิพาทได้ แต่โจทก์ไม่มีพยานเห็นจำเลยเป็นผู้ถอนรั้วคอนกรีตนี้ออกไป ที่อ้างว่าหากจำเลยไม่รื้อถอนรั้วคอนกรีตจำเลยก็ไม่อาจเข้าไปปลูกบ้านในที่พิพาทได้เป็นความเข้าใจของโจทก์ที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้รื้อรั้วคอนกรีตและปฏิเสธว่าไม่มีรั้วคอนกรีตปักบนที่พิพาท จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำละเมิดรื้อรั้วคอนกรีตที่โจทก์ปักไว้ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและให้ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลของคำวินิจฉัยดังกล่าว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1367 ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรณ การพลาเกษ
จำเลย — นายปรีชา พันธุเดช
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6408/2550
#414864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์เพียง 10,000 บาท และผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมา จำเลยชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2540 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ดังนี้ คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีมีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ให้การว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี โดยเพิ่งยกเหตุที่คดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปจากจำเลยขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความจึงไม่ชอบและเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 57,299.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35 ต่อปี จากต้นเงิน 28,320.53 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 33,856.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,320.53 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ได้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ภายหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ตามใบแจ้งยอดบัญชี มาหักชำระหนี้ในวันที่ชำระ โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2540 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตของโจทก์ตามสัญญาให้สินเชื่อ และจำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป และโจทก์ระงับการให้สินเชื่อแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 33,856.15 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินต้นจำนวน 28,320.53 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์เพียง 10,000 บาท และผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมา จำเลยชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2540 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ดังนี้คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีมีประเด็นเรื่องอายุความที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยไม่ได้ให้การว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี โดยเพิ่งยกเหตุที่คดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปจากจำเลยขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความ จึงไม่ชอบ และเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหาว่าคดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาให้สินเชื่อเรดดี้เครดิตที่จำเลยทำไว้กับโจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยสมัครเป็นสมาชิกนั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญระบุไว้ชัดเจนว่า วงเงินสินเชื่อที่จำเลยมีสิทธิใช้นั้นโจทก์เป็นผู้กำหนดให้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของโจทก์ โจทก์ออกบัตรเครดิตพร้อมกำหนดรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยสามารถนำไปใช้ถอนเงินจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยภายใต้วงเงินที่โจทก์กำหนดให้ สัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยโจทก์คิดค่าธรรมเนียมการทำสัญญาจากจำเลยปีละ 500 บาท หากมีการต่อสัญญาจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีในอัตราเดียวกันนี้หรือในอัตราอื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งแก่จำเลยทุกปี การให้สินเชื่อดังกล่าวจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 26 ต่อปี และต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยในแต่ละเดือน แม้ตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อตกลงให้จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ดังกล่าวไปซื้อสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้โดยตรงก็ตาม แต่ลักษณะของข้อตกลงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์อำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยในการเบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมวงเงินที่จำเลยจะเบิกถอนได้ และคิดค่าธรรมเนียมจากการที่จำเลยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวเป็นรายปี จึงมีลักษณะที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินสดให้แก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกเพื่อให้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสดได้ตามเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ไปใช้จ่ายได้ตามความต้องการของจำเลยเองเช่นกัน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้สมาชิก การที่โจทก์ให้สมาชิกนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงตั้งต้นนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายสุรพงษ์ ศรีกาญจนา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550
#412110
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำเสียวจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และ 1340 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้กลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้

ฟ้องโจทก์ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม และบรรยายถึงข้อเท็จจริงไว้ชัดเจนอีกว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำที่ไหลจากบริเวณที่ดินของโจทก์ผ่านลำรางดังกล่าวไปสู่ลำน้ำเสียว อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทได้กับมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำขอของโจทก์ที่ว่าหากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนคันเดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาทก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาและจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10857 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10784 และ 10770 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10783 ที่ดินของโจทก์เป็นที่สูงตามธรรมชาติลาดลงไปติดที่ดินของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 2 ในฤดูน้ำหลากน้ำฝนจากที่ดินของโจทก์ และประชาชนระบายผ่านลำรางร่องเหมืองกว้างประมาณ 2.5 เมตร ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยทั้งสองลงสู่ลำน้ำเสียวตลอดมาเป็นเวลานับร้อยปี ลำรางร่องเหมือนดังกล่าวจึงเป็นร่องน้ำสาธารณะหรือภาระจำยอม เมื่อเดือนมกราคม 2542 จำเลยทั้งสองไถคันดินกลบลำรางร่องเหมืองดังกล่าวที่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสองจนไม่อาจระบายน้ำฝนได้ตามปกติ ทำให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์และประชาชนที่อยู่สูงถัดขึ้นไปจนไม่อาจทำนาได้ตามปกติ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองเปิดลำรางร่องเหมืองดังกล่าวแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอบังคับจำเลยทั้งสองไถคันรื้อถอนดินออกจากลำรางร่องเหมืองกว้าง 2.50 เมตร ให้ระบายน้ำได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่มีร่องน้ำสาธารณะหรือลำรางร่องเหมืองเป็นทางระบายน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่สูงโดยธรรมชาติ ส่วนที่ดินของโจทก์และบุคคลอื่นเป็นที่ต่ำ ในที่ดินของจำเลยทั้งสองมีร่องน้ำกว่างประมาณ 1 เมตร ซึ่งนายบุญบิดาจำเลยทั้งสองขุดขึ้นใช้เป็นทางระบายน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง และให้เป็นที่อยู่ของปลา บิดาจำเลยทั้งสองอนุญาตให้นายพรบิดาโจทก์ระบายน้ำผ่านที่ดินของโจทก์ลงในร่องน้ำของจำเลยทั้งสองตามที่นายพรขอ ต่อมาบิดาจำเลยทั้งสองถึงแก่ความตาย โจทก์บุกรุกเข้าขุดร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองให้กว้างและลึกกว่าเดิมโดยไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองกลบร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเพื่อใช้ประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ได้สิทธิภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10857 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10770 และ 10784 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10783 ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศเหนือ ที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศใต้ ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทอยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยทั้งสองยาวจากทิศใต้ติดที่ดินของโจทก์ไปทิศเหนือสุดเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองได้ไถดินในที่ดินของตนกลบลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาท โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธาณะหรือเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ระบุว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองทุกด้านติดต่อกับที่ดินแปลงอื่นไม่ปรากฏว่ามีลำรางสาธาณะติดที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะ แต่เป็นร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และประชาชนใช้ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาท เป็นทางระบายน้ำใช้ระบายน้ำจากที่ดินของตนไปสู่ลำน้ำเสียว ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ถัดที่ดินของจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานานหลายสิบปี ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าที่ดินของโจทก์และที่ดินของประชาชนที่อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำในฤดูฝนน้ำจะไหลจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินของประชาชนอื่นไปลงสู่ลำน้ำเสียวซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะให้การปฏิเสธและนำสืบว่าที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินสูงและน้ำไหลจากที่ดินของจำเลยทั้งสองผ่านที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นที่ดินต่ำ แต่ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 นายสมัย และนายคำจันทร์พยานจำเลยทั้งสองที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านล้วนยอมรับว่าในฤดูฝนน้ำจะไหลจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือลงสู่น้ำเสียว เจือสมคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำตามที่โจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำเสียวจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และ 1340 วรรคหนึ่ง ดังนี้ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองกลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาท เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้ แม้โจทก์จะอ้างว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม แต่ฟ้องโจทก์ก็บรรยายถึงข้อเท็จจริงโดยได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำที่ไหลจากบริเวณที่ดินของโจทก์ผ่านลำรางดังกล่าวไปสู่ลำน้ำเสียว อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทได้กับมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้างเท่าใด จำเลยที่ 1 เบิกความรับตามคำเบิกความของโจทก์และนายประชันพยานโจทก์ประกอบกับภาพถ่ายหมาย จ.7 ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้างรวมคัน (ลำราง) 2.50 เมตร กับเบิกความด้วยว่าลำรางร่องน้ำพิพาทมีความลึก 1 เมตร ก้นลำรางกว้าง 1 ศอก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตามฟ้องโจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอว่าหากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาทก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น กรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาและจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาท กว้าง 2.50 เมตร (ลึก 1 เมตร ก้นลำรางกว้าง 1 ศอก) ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1339 ม. 1340
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรียง โพธิ์ภักดีหรือโพภักดี
จำเลย — นางประมอน พาลาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ไพโรจน์ วายุภาพ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550
#414862
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาโฉนดที่ดินระบุว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองทุกด้านติดต่อกับที่ดินแปลงอื่นไม่ปรากฏว่ามีลำรางสารธารณะติดที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะ แต่เป็นร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำตามที่โจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำเสียวจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และ 1340 วรรคหนึ่ง ดังนี้ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใดก็หาทำให้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองกลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาท เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้

แม้โจทก์จะอ้างว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม แต่ฟ้องโจทก์ก็บรรยายถึงข้อเท็จจริงโดยได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำที่ไหลจากบริเวณที่ดินของโจทก์ผ่านลำรางดังกล่าวไปสู่ลำน้ำเสียว อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทได้กับมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้วส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเองเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไถคันรื้อถอนดินออกจากลำรางร่องเหมืองกว้าง 2.50 เมตร ให้ระบายน้ำได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10857 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10770 และ 10784 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 10783 ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศเหนือ ที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศใต้ ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทอยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยทั้งสองยาวจากทิศใต้ติดที่ดินของโจทก์ไปทิศเหนือสุดเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองได้ไถดินในที่ดินของตนกลบลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาท โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินระบุว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองทุกด้านติดต่อกับที่ดินแปลงอื่นไม่ปรากฏว่าลำรางสารธารณะติดที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะแต่เป็นร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และประชาชนใช้ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาท เป็นทางระบายน้ำใช้ระบายน้ำจากที่ดินของตนไปสู่ลำน้ำเสียว ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ถัดที่ดินของจำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานานหลายสิบปี ลำรางร่องเหมืองหรือร่องน้ำพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินอื่นของประชาชนที่อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ ในฤดูฝนน้ำจะไหลจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินของประชาชนอื่นไปสู่ลำน้ำเสียวซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยทั้งสองจะให้การปฏิเสธและนำสืบว่าที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินสูงและน้ำไหลจากที่ดินของจำเลยทั้งสองผ่านที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินต่ำแต่ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 นายสมัยและนางคำจันทร์พยานจำเลยทั้งสองที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านล้วนยอมรับว่าในฤดูฝนน้ำจะไหลจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือลงสู่ลำน้ำเสียว เจือสมคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำตามที่โจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำเสียวจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และ 1340 วรรคหนึ่ง ดังนี้ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองกลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาท เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้ แม้โจทก์จะอ้างว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม แต่ฟ้องโจทก์ก็บรรยายถึงข้อเท็จจริงโดยได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำที่ไหลจากบริเวณที่ดินของโจทก์ผ่านลำรางดังกล่าวไปสู่ลำน้ำเสียวอันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทได้กับมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นดังกล่าวอ้างเพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ว่ากรณีเป็นเรื่องดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้างเท่าใด จำเลยที่ 1 เบิกความรับตามคำเบิกความของโจทก์และนายประชันพยานโจทก์ ประกอบกับภาพถ่ายหมาย จ.7 ว่า ลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้างรวมคัน (ลำราง) 2.50 เมตร กับเบิกความด้วยว่าลำรางร่องน้ำพิพาทมีความลึก 1 เมตร กันลำรางกว้าง 1 ศอก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทมีความกว้าง 2.50 เมตร ตามฟ้องโจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอว่าหากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาทก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น กรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาและจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาทกว้าง 2.50 เมตร (ลึก 1 เมตร ก้นลำรางกว้าง 1 ศอก) ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1339 ม. 1340 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรียง โพธิ์ภักดีหรือโพภักดี
จำเลย — นางประมอน พาลาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ไพโรจน์ วายุภาพ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6405/2550
#412232
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้เสียหายกล่าวหาว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงลงในบันทึกถ้อยคำ แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อดำเนินการออกใบจองให้จำเลย อันเป็นการปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ขอให้เพิกถอนใบจองที่ออกทับที่ดินของโจทก์ สิทธิการฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยขอออกใบจองทับที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนใบจอง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยครอบครองต่อจากบิดา ประเด็นข้อพิพาทมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ศาลชอบที่จะยกฟ้อง จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 131 หมู่ที่ 18 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัปราจีนบุรี เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา จำเลยขอออกใบจองทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 12 ไร่ 46 ตารางวา ขอให้เพิกถอนใบจองเล่มที่ 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้จำเลยถอนเสาที่ปักอยู่ในที่ดินออก และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายสุพรรณบิดามาประมาณ 20 ปี โดยปลูกต้นยูคาลิปตัส มันสำปะหลัง และพืชไร่อื่นๆ เมื่อเดือนมกราคม 2539 จำเลยได้ยื่นคำขอออกใบจองโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน ทางราชการได้ออกใบจองให้ มีเนื้อที่ 12 ไร่ 46 ตารางวา โดยมีอาณาเขตด้านทิศใต้และทิศตะวันออกจดที่ดินของโจทก์ โจทก์ครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่มากกว่าที่ระบุในเอกสารราชการ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทปลูกมันสำปะหลังและพืชอื่นไม่ได้ เพราะเป็นบ่อดินลูกรัง ส่วนต้นยูคาลิปตัสบุตรชายโจทก์เป็นผู้ปลูกไว้ โจทก์ไม่เคยไประวังแนวเขตในการขอออกใบจองของจำเลยแต่มีผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับรองแนวเขต ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายผลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส. 2) เล่มที่ 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ภายในกรอบสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เป็นสิทธิครอบครองของจำเลย ให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินพิพาทเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน (ที่ถูก สำนักงานที่ดินอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี) หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์ให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบจองเล่มที่ 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้จำเลยถอนเสาที่จำเลยปักบนที่ดินออกและห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 โจทก์มีตัวโจทก์และนายผลเป็นพยานเบิกความไว้ได้ความว่าหลังจากซื้อที่ดินนายผลได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาโดยขุดดินลูกรังนำไปถมเป็นถนน ส่วนจำเลยอ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยครอบครองที่ดินตามใบจองต่อจากบิดา โจทก์มิได้คัดค้านในขณะที่จำเลยขอออกใบจอง และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านและทนายจำเลยตามติงว่า จำเลยกับบิดาเป็นผู้ขุดดินลูกรังในที่ดินพิพาทนำออกขายจนบ่อดินลูกรังมีความลึกประมาณ 6 เมตร ต่อมานายผลจึงเข้าไปขุดต่อจนมีความลึกประมาณ 10 เมตร เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ซึ่งทั้งทางฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสและขุดดินลูกรังนำออกขาย โดยต่างฝ่ายต่างมีพยานบุคคลมาเบิกความสนับสนุน เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 ที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาท ประกอบแผนที่และภาพถ่ายท้ายรายงานกระบวนพิจารณาแล้วได้ความว่า ภายในที่ดินพิพาทมีบ่อดินลูกรังอยู่ 2 บ่อ มีความลึกประมาณ 10 เมตร บ่อดินลูกรังเนื้อที่ประมาณ 1 ใน 4 ของที่ดินพิพาท แสดงว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นดินลูกรังและถูกขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานก่อนเกิดกรณีพิพาทกันขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย และฝ่ายโจทก์มีนายฉลวย นายไพศาล นายวัชรินทร์ และนายชวนเป็นพยานเบิกความไว้ได้ความว่า นายผลเป็นผู้ขุดดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยใช้รถขุดตักดินใส่รถบรรทุกนำไปถมเป็นถนนที่นายผลรับจ้างจากทางราชการ จำเลยเบิกความเพียงว่า จำเลยกับบิดาร่วมกันใช้แรงกายขุดดินลูกรังจนลึก 6 เมตร แต่จำเลยแถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นไว้ว่าขุดบ่อดินลูกรังจนลึกเพียง 2 เมตร ส่วนคำเบิกความของพันตำรวจตรีสนมพยานจำเลยที่เบิกความว่า เป็นผู้รับแจ้งความจากจำเลยเรื่องบุกรุกนั้น คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยเจรจาตกลงกับบุตรของนายผลเท่านั้น ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้คัดค้านการขอออกใบจองนั้น จำเลยนำสืบว่า ทางราชการได้ส่งประกาศเรื่องออกใบจองที่ดินให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียง และโจทก์ได้ส่งประกาศเรื่องออกใบจองที่ดินให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงและโจทก์ได้รับประกาศดังกล่าวไว้แล้วตามสำเนาใบรับเอกสารหมาย ล.1 โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในสำเนาใบรับเอกสารหมาย จ.29 หรือ ล.1 รวมทั้งที่ปรากฏอยู่ในสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.4 เป็นลายมือชื่อปลอม เห็นว่า จำเลยนำสืบเพียงว่าโจทก์ได้รับเอกสารหมาย ล.1 ไว้แล้ว ส่วนโจทก์ก็มีพันตำรวจตรีพิษณุเป็นพยานมาเบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ กิมลี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 โดยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารอื่นตามที่พนักงานสอบสวนส่งมา พยานตรวจสอบแล้วลงความเห็นว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์ที่รวมอยู่ในเอกสารหมาย จ.35 และคำเบิกความของนายนิกร พยานโจทก์ และนายพัฒนชัย พยานจำเลย ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 หรือ ล.1 ก็มิได้ยืนยันว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าลายมือชื่อ กิมลี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 หรือ ล.1 เป็นลายมือชื่อโจทก์หรือไม่ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมและโจทก์เป็นโจทก์ร่วมนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยไว้ความว่า โจทก์น่าจะลงชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.49 ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายฎีกา ดังนั้นในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้เสียหายกล่าวหาว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงลงในบันทึกถ้อยคำ แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อดำเนินการออกใบจองให้จำเลย อันเป็นการปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ขอให้เพิกถอนในจองที่ออกทับที่ดินของโจทก์ สิทธิการฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีนี้จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตาม 46 คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานมานำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทได้แก่ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.10 ได้ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นตั้งแต่ปี 2511 และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจำเลยคงมีหลักฐานเพียงใบจองเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อปี 2539 สำหรับพยานหลักฐานของจำเลยเกี่ยวกับการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทยังขัดแย้งกันเองไม่สมเหตุสมผล พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การออกใบจองทับที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 ปรากฏว่าใบจองทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 34 ตารางวา โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนใบจองทั้งฉบับ

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เสีย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยขอออกใบจองทับที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนใบจอง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยครอบครองต่อจากบิดา ประเด็นข้อพิพาทมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้ง โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนใบจองเล่ม 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่ 11 ไร่ 34 ตารางวา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาทั้งในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งรวม 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมลี้หรือจงใจ โรจนสกุลฯ
จำเลย — นายพิชัย ตั้งใจรบ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6405/2550
#413656
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้เสียหายกล่าวหาว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงในบันทึกถ้อยคำ แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อดำเนินการออกใบจองให้จำเลย อันเป็นการปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนคดีนี้โจทก์ขอให้เพิกถอนใบจองที่ออกทับที่ดินของโจทก์ สิทธิการฟ้องคดีนี้จึงไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

จำเลยให้การเพียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้ครอบครองต่อจากบิดาจึงไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง และปัญหาดังกล่าวนี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบจองที่ดิน ให้จำเลยถอนเสาที่ปักอยู่ในที่ดินออก และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายผลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เล่มที่ 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ภายในกรอบสีแดงตามแผนที่พิพาทเป็นสิทธิครอบครองของจำเลย ให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินพิพาทเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน (ที่ถูก สำนักงานที่ดินอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี) หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบจองเล่มที่ 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้จำเลยถอนเสาที่จำเลยปักบนที่ดินออกและห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าโจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์มีตัวโจทก์และนายผลเป็นพยานเบิกความไว้ได้ความว่า หลังจากซื้อที่ดิน นายผลได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา โดยขุดดินลูกรังนำไปถมเป็นถนน ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยครอบครองที่ดินตามใบจองต่อจากบิดา โจทก์มิได้คัดค้านในขณะที่จำเลยขอออกใบจอง และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านและทนายจำเลยถามติงว่า จำเลยกับบิดาเป็นผู้ขุดดินลูกรังในที่ดินพิพาทนำออกขายจนบ่อดินลูกรังมีความลึกประมาณ 6 เมตร ต่อมานายผลจึงเข้าไปขุดต่อจนมีความลึกประมาณ 10 เมตร เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งทั้งทางฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าเป็นผู้ครองครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสและขุดดินลูกรังนำออกขาย โดยต่างฝ่ายต่างมีพยานบุคคลมาเบิกความสนับสนุน เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 ที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาท ประกอบแผนที่และภาพถ่ายท้ายรายงานกระบวนพิจารณาแล้วได้ความว่า ภายในที่ดินพิพาทมีบ่อดินลูกรังอยู่ 2 บ่อ มีความลึกประมาณ 10 เมตร บ่อดินลูกรังมีเนื้อที่ประมาณ 1 ใน 4 ของที่ดินพิพาท แสดงว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นดินลูกรังและถูกขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานก่อนเกิดกรณีพิพาทกันขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย และฝ่ายโจทก์มีนายฉลวย นายไพศาล นายวัชรินทร์ และนายชวนเป็นพยานเบิกความไว้ได้ความว่า นายผลเป็นผู้ขุดดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยใช้รถขุดตักดินใส่รถบรรทุกนำไปถมเป็นถนนที่นายผลรับจ้างจากทางราชการ จำเลยเบิกความเพียงว่า จำเลยกับบิดาร่วมกันใช้แรงกายขุดดินลูกรังจนลึก 6 เมตร แต่จำเลยแถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นไว้ว่าขุดบ่อดินลูกรังจนลึกเพียง 2 เมตร ส่วนคำเบิกความของพันตำรวจตรีสนมพยานจำเลยที่เบิกความว่า เป็นผู้รับแจ้งความจากจำเลยเรื่องบุกรุกนั้น คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยเจรจาตกลงกับบุตรของนายผลเท่านั้น ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้คัดค้านการขอออกใบจองนั้น จำเลยนำสืบว่า ทางราชการได้ส่งประกาศเรื่องออกใบจองที่ดินให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียง และโจทก์ได้รับประกาศดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในสำเนาใบรับเอกสารหมาย จ.29 หรือ ล.1 รวมทั้งที่ปรากฏอยู่ในสำเนาบันทึกถ้อยคำเป็นลายมือชื่อปลอม เห็นว่า จำเลยนำสืบเพียงว่าโจทก์ได้รับเอกสารหมาย ล.1 ไว้แล้ว ส่วนโจทก์ก็มีพันตำรวจตรีพิษณุเป็นพยานมาเบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ กิมลี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 โดยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารอื่นตามที่พนักงานสอบสวนส่งมา พยานตรวจสอบแล้วลงความเห็นว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ตามสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์ที่รวมอยู่ในเอกสารหมาย จ.35 และคำเบิกความของนายนิกรพยานโจทก์ และนายพัฒนชัยพยานจำเลยซึ่งบุคคลทั้งสองนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 หรือ ล.1 ก็มิได้ยืนยันว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าวข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าลายมือชื่อ กิมลี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.29 หรือ ล.1 เป็นลายมือชื่อโจทก์หรือไม่ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมและโจทก์เป็นโจทก์ร่วมนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยไว้ความว่าโจทก์น่าจะลงชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.49 ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้เสียหายกล่าวหาว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงลงในบันทึกถ้อยคำ แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อดำเนินการออกใบจองให้จำเลย อันเป็นการปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ขอให้เพิกถอนใบจองที่ออกทับที่ดินของโจทก์ สิทธิการฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีนี้จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานมานำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทได้แก่ แบบแจ้งการครอบครองที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ได้ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นตั้งแต่ปี 2511 และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจำเลยคงมีหลักฐานเพียงใบจองซึ่งทางราชการออกให้เมื่อปี 2539 สำหรับพยานหลักฐานของจำเลยเกี่ยวกับการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทยังขัดแย้งกันเองไม่สมเหตุสมผล พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การออกใบจองทับที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ตามแผนที่ปรากฏว่าใบจองทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 34 ตารางวา โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนใบจองทั้งฉบับ

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เสีย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยขอออกใบจองทับที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนใบจอง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยจำเลยครอบครองต่อจากบิดา ประเด็นข้อพิพาทมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้ง โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนใบจองเล่ม 11 (16) หน้า 193 สารบบเลขที่ 186 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่ 11 ไร่ 34 ตารางวา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
นางกิมลี้หรือจงใจ โรจนสกุล
โจทก์ — โดยนายผล โรจนสกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายพิชัย ตั้งใจรบ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6393/2550
#410668
เปิดฉบับเต็ม

โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า น. ไปขอรับมรดกที่ดินทั้งหมดเป็นของ น. แต่เพียงผู้เดียวเป็นการไม่ชอบ ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของ อ. ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิมาจาก อ. จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8675 เป็นของนางจวน เขียนทอง กับบุคคลอื่น ต่อมานางจวนถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนของนางจวนตกเป็นมรดกแก่นางแน้ม จันทร์ประเสริฐ และนางอรุณ แซ่อุน ในฐานะทายาทโดยธรรมแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน แต่นางแน้มไปขอรับโอนมรดกแต่ผู้เดียวโดยใส่ชื่อนางแน้มลงในโฉนดที่ดิน ต่อมานางแน้มได้รังวัดออกโฉนดใหม่เป็นโฉนดเลขที่ 17372 และ 43248 และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางแน้ม การที่นางแน้มรับโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตนแต่ผู้เดียวเป็นไปโดยมิชอบ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สืบสิทธิจากนางแน้มแบ่งที่ดินส่วนของนางอรุณให้แก่โจทก์ เนื่องจากนางอรุณได้โอนสิทธิที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่งและหากตกลงแบ่งไม่ได้ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรื่องฟ้องทายาทให้แบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงมีคำสั่งให้โจทก์เสนอราคาประเมินที่ดินแต่ละแปลงที่โจทก์เรียกร้องว่ามีราคาเท่าใดแล้วเสนอศาลเพื่อกำหนดเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ และเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายใน 15 วัน แล้วจึงพิจารณาสั่งคำฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอันเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 1364 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบดังกล่าว แล้วมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำแถลงยืนยันว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้วและจะไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาล โดยโจทก์ขอสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาในการวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำแถลงว่าไม่ประสงค์จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางจวน เขียนทอง ต่อมานางจวนถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่นางแน้ม จันทร์ประเสริฐ และนางอรุณ แซ่อุน ในฐานะทายาทโดยธรรมโดยแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน แต่นางแน้มไปขอรับโอนมรดกแต่ผู้เดียวโดยใส่ชื่อนางแน้มลงในโฉนดที่ดิน ต่อมานางแน้มได้รังวัดออกโฉนดใหม่และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางแน้ม การที่นางแน้มรับโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตนแต่ผู้เดียวเป็นไปโดยมิชอบโจทก์ จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สืบสิทธิจากนางแน้มแบ่งที่ดินส่วนของนางอรุณให้แก่โจทก์เนื่องจากนางอรุณได้โอนสิทธิที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์เป็นคดีที่ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทตามเอกสารท้ายฟ้องมีชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่านางแน้มไปขอรับมรดกที่ดินทั้งหมดเป็นของนางแน้มแต่เพียงผู้เดียวเป็นการไม่ชอบ ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรุณทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิมาจากนางอรุณ คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ หาใช่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์แนบมาท้ายอุทธรณ์มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องนั้น เป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิทย์ เพชรรัตน์
จำเลย — นางสาวสอิ้ง จันทร์ประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6391 -ที่ 6392/2550
#410888
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงว่าผู้ร้อง และผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อนดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกว่าผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายแสงสวรรค์ เกียรติรุ่งเรื่องดีผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 3 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 นางสาวกนิษฐา เกียรติรุ่งเรืองดี และผู้ร้อง เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2539 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดและไม่ได้ตั้งผู้ในเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ร้องติดต่อขอจัดการมรดกแล้ว แต่มีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ค้ดค้านที่ 1 ยื่นคำค้ดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 3 หลังจากที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ทายาททุกคนตกลงกันให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3482/2539 ของศาลชั้นต้นไว้แล้ว แต่ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีนี้ โดยไม่ได้แจ้งให้ทายาทอื่นทราบและไม่ได้รับความยินยอม ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้ตาย โดยได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2512 ทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นทรัพย์ที่ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายมาตั้งแต่ปี 2492 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 นางสาวกนิษฐา เกียรติรุ่งเรืองดี และผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 และตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน

สำนวนที่สองผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 3 ทายาทของผู้ตายตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายขอให้ตั้ง ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำแถลงซึ่งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 รับสำเนาแล้วไม่คัดค้านต่อศาลฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามตกลงกันได้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ประสงค์จะขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของนายแสงสวรรค์ เกียรติรุ่งเรืองดี ผู้ตาย กับผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 3 แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 นางสาวกนิษฐา เกียรติรุ่งเรืองดี และผู้ร้อง ผู้ตายแจ้งต่อนายทะเบียนว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตาย และให้ใช้ชื่อสกุลให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาและแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตร เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2539 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายมีที่ดินโฉนดเลขที่ 104970 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เงินฝากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระเจ้าตากสิน ตามสำเนาสมุดเงินฝาก ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดและไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2550

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงข้อเดียวว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงว่า ผู้ร้อง และผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน ดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สือสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง และตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย กับมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประกอบกับในชั้นฎีกา ผู้ร้อง และผู้คัดค้านทั้งสามตกลงกันได้โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว จึงเห็นควรตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียวที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายแสงสวรรค์ เกียรติรุ่งเรืองดี ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและยกคำแถลงของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2550
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1627 ม. 1629 (1) ม. 1713 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุรชัย เกียรติรุ่งเรืองดี
ผู้คัดค้าน — นายสุรพล เกียรติรุ่งเรืองดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6390/2550
#412371
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้บ้านเลขที่ 137/2 ของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ได้รับความเสียหายและจำเลยที่ 1 กับพวกนำทรัพย์สินของโจทก์ไป ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนกับคดีนี้จึงมิใช่เรื่องเดียวกันและประเด็นคนละอย่างต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ทั้งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่นางผูกมารดาโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 173/2534 แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่บทกฎหมายดังกล่าวก็หาได้มีผลเด็ดขาดเป็นการตัดสิทธิห้ามฟ้องภายหลังไม่ เมื่อโจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันในผลแห่งคดี ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้อง คดีจึงต้องมีการฟังข้อเท็จจริงกันต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนแล้วพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนจึงไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องต่อไป ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 และรายการจดทะเบียนโอนขายที่ดินลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 ระหว่างนายเกลี้ยงผู้โอน กับจำเลยที่ 1 ผู้รับโอน ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินและส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 7129/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งคดีทั้งสองอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องละเมิด เนื่องจากจำเลยที่ 1 กับพวกบุกรุกเข้าไปรื้อถอนฝาบ้านและหลังคาบ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 และคดีหมายเลขแดงที่ 7129/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเรื่องละเมิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 20 คน ได้ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและรื้อบ้านของโจทก์เลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 1137 ให้จำเลยที่ 1 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรื่องที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดิน อันเป็นคนละเรื่องกับเรื่องละเมิด ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนางผูกมารดาโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 173/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้นางผูกและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 137/2 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว นางผูกและบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ จำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกว่าร่วมกันทำละเมิดทำให้บ้านของโจทก์เลขที่ 137/2 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ได้รับความเสียหายและเอาทรัพย์สินภายในบ้านไป ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 7129/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลแพ่งธนบุรีพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามลำดับ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 7129/2543 ของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้บ้านเลขที่ 137/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของโจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันนำทรัพย์สินของโจทก์ไป ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างมาในคำฟ้องคดีก่อนว่า บ้านเลขที่ 137/2 ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ก็ไม่ทำให้มีความหมายเปลี่ยนประเด็นเป็นอย่างอื่น เนื่องจากจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า การรื้อถอนบ้านเลขที่ 137/2 เป็นการบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 173/2534 ซึ่งพิพากษาให้นางผูกและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 137/2 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1138 ของจำเลยที่ 1 คดีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ส่วนคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1137 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนกับคดีนี้จึงมิใช่เรื่องเดียวกัน และประเด็นคนละอย่างต่างกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1546/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ 7129/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี ทั้งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่นางผูกมารดาโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 173/2534 ของศาลชั้นต้น แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่บทกฎหมายดังกล่าวก็หาได้มีผลเด็ดขาดเป็นการตัดสิทธิห้ามฟ้องภายหลังไม่ เมื่อโจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนดังกล่าว จึงไม่ผูกพันในผลแห่งคดีต้องห้ามมิให้ฟ้องร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีจึงต้องมีการฟังข้อเท็จจริงกันต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน แล้วพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 243 ม. 247 ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำปี นุชประสิทธิ์
จำเลย — นางชมภูหรือชมพู เอี้ยงชะอุ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมยศ จันทร์เปล่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6388/2550
#410625
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการหย่าให้แล้ว ถือว่าได้มีการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่มีการทำบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงตกเป็นสิทธิของ ร. ตั้งแต่เวลานั้น ไม่ใช่สินสมรสระหว่าง ร. และโจทก์ที่โจทก์จะมาขอแบ่งแยกได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาจดทะเบียนสมรสของนายราตรี จารุสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2487 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยามีทรัพย์สินเป็นสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 40 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถวรวม 9 ห้อง และมีสินสมรสอื่นอีกหลายรายการ วันที่ 19 มกราคม 2505 โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนหย่ากัน และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2505 โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนสมรสกันใหม่ จากนั้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2518 โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนหย่ากันอีก โดยยังไม่ได้ตกลงแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 40 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่นายราตรีให้โจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและแทนนายราตรี โจทก์จึงนำออกให้เช่าและเก็บค่าเช่าจนถึงปัจจุบัน วันที่ 18 มกราคม 2543 นายราตรีถึงแก่ความตาย เมื่อต้นปี 2546 โจทก์ต้องการจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายราตรีร่วมกันแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสกันแล้ว โดยตามบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าในข้อ 2.9 ว่า ทรัพย์สินอื่นๆ นอกจากที่ระบุไว้ในบันทึกทะเบียนการหย่า เว้นแต่อสังหาริมทรัพย์ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนอสังหาริมทรัพย์อื่นทั้งหมดที่ไม่ได้ระบุในทะเบียนหย่ารวมถึงที่ดินพิพาทมีชื่อของนายราตรีให้ตกเป็นของนายราตรีแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทได้ ก่อนถึงแก่ความตายนายราตรีได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินและทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 คนเดียว จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 11 (3)

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ทนายโจทก์ ทนายจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 แถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าโจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกต่อท้ายทะเบียนหย่า ฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2518 ไว้ นอกจากนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แถลงรับกันว่า นายราตรีทำพินัยกรรมไว้ก่อนถึงแก่กรรม

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไม่ใช่สินสมรส พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า เดิมโจทก์กับนายราตรี จารุสวัสดิ์ จดทะเบียนสมรสกัน และจดทะเบียนการหย่าครั้งแรกวันที่ 29 มกราคม 2505 ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2505 โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนสมรสกันใหม่ จากนั้นวันที่ 29 เมษายน 2518 โจทก์กับนายราตรีจดทะเบียนการหย่าครั้งสุดท้าย โดยการจดทะเบียนการหย่าครั้งสุดท้าย โดยการจดทะเบียนการหย่าครั้งนี้โจทก์กับนายราตรีได้ทำบันทึกแบ่งแยกทรพัย์สินไว้ท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.11

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์กับนายราตรีตกลงแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 40 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ในบันทึกแบ่งทรัพย์สินไว้ท้ายทะเบียนการหย่าหรือไม่ เห็นว่า เจตนาของคู่สัญญาทำบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินกันไว้ท้ายทะเบียนการหย่าย่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกทรัพย์สินที่มีอยู่ร่วมกันทั้งหมดให้เสร็จสิ้นไป ดังนั้น การตีความในบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.11 จึงต้องตีความตามข้อความที่ระบุไว้ในบันทึกนั้น เว้นแต่จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าข้อความที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวมีข้อความไม่ชัดเจน คลุมเครือหรืออ่านไม่เข้าใจ ตามบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าวันที่ 29 เมษายน 2518 ตั้งแต่ข้อ 2.1 ถึง 2.8 โจทก์กับนายราตรีได้ตกลงแบ่งแยกทรัพย์สิน ที่ดิน อาคาร กิจการ หนี้สินรวมถึงการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกันไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว และข้อ 2.9 ระบุว่า "ทรัพย์สินอื่นๆ นอกจากที่ได้ระบุแบ่งไว้ในบันทึกทะเบียนการหย่านี้เว้นแต่อสังหาริมทรัพย์ ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางรัตนา จารุสวัสดิ์ แต่ผู้เดียว ส่วนรถยนต์โฟล์คสวาเก้น จำนวน 1 คัน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายราตรี จารุสวัสดิ์" ซึ่งข้อความในบันทึกดังกล่าวมีข้อความชัดแจ้งอ่านแล้วเข้าใจได้ว่าทรัพย์สินอื่นๆ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ยกเว้นรถยนต์โฟล์คสวาเก้น 1 คัน ที่นายราตรีและโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกัน นอกจากที่ได้ระบุไว้ในบันทึกทะเบียนการหย่านี้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งหมด ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.11 นอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจนในบันทึกฉบับดังกล่าวซึ่งหมายถึงทรัพย์สินพิพาทให้ตกเป็นของนายราตรี บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการหย่าให้แล้ว ถือว่าได้มีการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่มีการทำบันทึกแบ่งแยกทรัพย์สินท้ายทะเบียนกายหย่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงตกเป็นสิทธิของนายราตรีตั้งแต่เวลานั้น ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายราตรีและโจทก์ ที่โจทก์จะมาขอแบ่งแยกได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา จารุสวัสดิ์
นางไพเราะ นิรัติพัฒนะศัย ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายราตรี จารุสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สบโชค สุขารมณ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
#269713
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้

แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกทำสัญญาเช่าหรือไม่ คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 78,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่า แม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 145 (5) ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศศิธร รัตนรักษ์
ผู้ร้อง — นายสมพร ทองรักษ์
จำเลย — นายสุวรรณ รัตนเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุชีพร บุญทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
#410878
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์และยอมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดากับโจทก์ เพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องที่มิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาใสชั้นบังคับคดีหรือคำสั่งได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

แม้ผู้ร้องมีสิทธิที่ร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่ก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์และจำเลยให้บังคับโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่าที่ดินจากจำเลยเป็นผู้ร้องกับพวก ให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี คดีอยู่ระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้าน และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาว่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่าแม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 225 วรรคสอง ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศศิธร รัตนรักษ์
ผู้ร้อง — นายสมพร ทองรักษ์
จำเลย — นายสุวรรณ รัตรเมือง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6382/2550
#413655
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ในคดีแพ่งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ทั้งจะต้องให้การโดยแจ้งชัดด้วยว่าฟ้องเคลือบคลุมอย่างไร มิฉะนั้นจะไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึง ปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องการมอบอำนาจให้บอกกล่าวขับไล่จำเลยก็เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นทั้งสองเรื่องดังกล่าวในศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 53322 ตำบลวัดจันทร์ (ในเมือง) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 81 ตารางวา จากจำเลยโดยไม่รวมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 949 ถนนบรมไตรโลกนารถ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และโจทก์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อโดยทำสัญญาอาศัยเป็นรายปี สัญญาสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จึงแจ้งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 949 รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นและออกไปจากที่ดินแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 949 พร้อมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีก

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 949 พร้อมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 53322 ตำบลวันจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และทำให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในสภาพเรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เนื้อความในอุทธรณ์ของจำเลยโดยสรุปจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องขัดกันจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมและโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลชั้นต้นในเรื่องการมอบอำนาจของโจทก์ให้ทนายความทำหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ในคดีแพ่งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ทั้งจะต้องให้การโดยชัดแจ้งด้วยว่าฟ้องเคลือบคลุมอย่างไร เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการมอบอำนาจของโจทก์ให้แก่ทนายความเพื่อบอกกล่าวขับไล่จำเลย มิฉะนั้นไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึง เมื่อในคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ให้การต่อสู้คดีว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมอย่างใด และการบอกกล่าวขับไล่จำเลยไม่ชอบอย่างไร จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวในศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพร ศักดิ์ดี
จำเลย — นางทองยอด ภู่ผะกา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2550
#410724
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ส. ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองให้ พ. ในเดือนพฤศจิกายน 2526 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย แม้ในระหว่างนั้น พ. จะยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ถือว่า พ. ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแทน ส. แต่เมื่อ พ. ยังคงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้วเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี โดย พ. ถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2537 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา และ ส. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ก่อนครบกำหนดเวลาห้ามโอน แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. เพื่อกล่าวอ้างสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทในปี 2537 โดยก่อนหน้าที่ พ. จะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์และทายาทของ ส. ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่ พ. ไม่อาจทราบได้ว่าตนยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทไว้แทนผู้ใด อันจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์และทายาทของ ส. สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของ พ. จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน พ. ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้โจทก์ หากส่งไม่ได้ด้วยประการใด ๆ ให้ศาลมีคำสั่งให้นายอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินและบ้านตามฟ้องอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่เฉพาะในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้นายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ตามฟ้องหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คืนโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ นายเพียร สีสด เป็นบิดาจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีชื่อนายสวัสดิ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ในปี 2525 นายเพียรและนายสวัสดิ์ต้องการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 50,000 บาท แต่ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนนายธรรมนุ ยองประยูร สารวัตรกำนันตำบลร่อนทองในขณะนั้นจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินนายเพียร ฉบับแรกลงวันที่ 17 สิงหาคม 2525 จำนวน 45,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ส่วนอีก 5,000 บาท ตกลงจะชำระเมื่อโอนที่ดินพิพาทแล้ว ต่อมาปี 2526 นายสวัสดิ์ประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมและต้องการรับเงินส่วนที่เหลือ นายธรรมนุจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2526 จำนวน 5,000 บาท และทำหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทโดยลงวันที่ล่วงหน้าให้พ้นกำหนดเวลาห้ามโอน พร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทให้นายเพียรยึดถือไว้ นายสวัสดิ์ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมในเดือนพฤศจิกายน 2526 จากนั้นนายเพียรและจำเลยที่ 2 ก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 นายสวัสดิ์ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองให้นายเพียรในเดือนพฤศจิกายน 2526 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย แม้ในระหว่างนั้นนายเพียรจะยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ถือว่านายเพียรครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแทนนายสวัสดิ์ แต่เมื่อนายเพียรยังครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้วเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี โดยนายเพียรถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2537 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา นายสวัสดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ก่อนครบกำหนดเวลาห้ามโอน แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์เพื่อกล่าวอ้างสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทในปี 2537 โดยก่อนหน้าที่นายเพียรจะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่นายเพียรไม่อาจทราบได้ว่าตนยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนผู้ใด อันจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายเพียรจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน นายเพียรย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 โจทก์หามีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1367 ม. 1381
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
นางปรีชา ผิวละออ
ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม
จำเลย — นายนิรุต สีสด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2550
#410666
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นได้ออกให้แก่โจทก์นั้นล้วนเป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นได้สั่งหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำสั่งทั้งสองประการดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อีกทั้งมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวได้

กรณีที่ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น จะต้องเป็นเรื่องของข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ผู้พิพากษาบางคนที่ลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษามิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยจะต้องว่ากล่าวโต้แย้งโดยการยื่นอุทธรณ์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจึงชอบแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้ แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แต่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีถึงที่สุด ไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 79 หมู่ที่ 10 ตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินและการจดทะเบียนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2502 ระหว่าง นางปลั่ง แซ่ฮ้อ ผู้ให้ กับนายเต่ง แซ่เอี้ยว หรือจำเลย ผู้รับให้และให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 52062 หากจำเลยไม่ไปเพิกถอนสัญญาให้และการจดทะเบียนการให้ที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง และสั่งในอุทธรณ์ว่าศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยายจึงไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นโมฆะเนื่องจากผู้พิพากษาบางคนที่ร่วมลงชื่อในคำพิพากษามิได้นั่งพิจารณาด้วยขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยมิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ที่ศาลยุติธรรมจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2546 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างเหตุว่า จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนดเวลา ศาลได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดโดยชอบ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น เมื่อรวมอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดเท่ากับจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ 1 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจำนวน 2 ฉบับ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา ทั้งเหตุที่จำเลยนำมาเป็นข้ออ้างในการยื่นอุทธรณ์ล่าช้าก็หาใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่สมควรจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยอีก 2 ฉบับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ในส่วนเนื้อหาของคดี เนื่องจากจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง มีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคแรก จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ในกรณีดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นได้ออกให้แก่โจทก์นั้น ล้วนเป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นได้สั่งหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำสั่งทั้งสองประการดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อีกทั้งมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่งโดยแยกยื่นอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ทั้ง 2 ฉบับของจำเลยไว้แล้วแต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ อย่างไรก็ดี แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและประเด็นที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้แก่โจทก์ แต่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นทั้งสองข้อดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปจึงมีว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น จะต้องเป็นเรื่องของข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ผู้พิพากษาบางคนที่ลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษามิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยจะต้องว่ากล่าวโต้แย้งโดยการยื่นอุทธรณ์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจึงชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือเหตุสุดวิสัยก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว กรณีจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดนั้นเป็นการชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 226
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโกศล คุ้มวงศ์
จำเลย — นายเต่ง แซ่เอี้ยวหรือนายวิเชียร จันทร์ทายะวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2550
#410722
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือเหตุสุดวิสัยก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้ กรณีไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 79 โดยให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินและการจดทะเบียนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2502 ระหว่าง นางปลั่ง แซ่ฮ้อ ผู้ให้ กับนายเต่ง แซ่เอี้ยว หรือจำเลย ผู้รับให้และให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 52062 หากจำเลยไม่ไปเพิกถอนสัญญาให้และการจดทะเบียนการให้ที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยให้ยกคำร้องและสั่งในอุทธรณ์ว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย จึงไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้พิพากษาบางคนที่ร่วมลงชื่อในคำพิพากษามิได้นั่งพิจารณาด้วย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยมิได้โต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ที่ศาลยุติธรรมจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2546 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างเหตุว่า จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนดเวลา ศาลได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดโดยชอบ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น เมื่อรวมอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดเท่ากับจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ 1 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจำนวน 2 ฉบับ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา ทั้งเหตุที่จำเลยนำมาเป็นข้ออ้างในการยื่นอุทธรณ์ล่าช้าก็หาใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่สมควรจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ จึงให้ยกคำร้องแต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยอีก 2 ฉบับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นได้ออกให้แก่โจทก์นั้น ล้วนเป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นได้สั่งหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำสั่งทั้งสองประการดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อีกทั้งมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่งโดยแยกยื่นอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ทั้ง 2 ฉบับของจำเลยไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบอย่างไรก็ดี แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและประเด็นที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้แก่โจทก์ แต่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นทั้งสองข้อดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปจึงมีว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น จะต้องเป็นเรื่องของข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ผู้พิพากษาบางคนที่ลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษามิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยจะต้องว่ากล่าวโต้แย้งโดยการยื่นอุทธรณ์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจึงชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยายคำพิพากษาจึงถึงที่สุด ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้ แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือเหตุสุดวิสัยก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว กรณีจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดนั้นเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโกศล คุ้มวงศ์
นายแต่ง แซ่เอี้ยว หรือ
จำเลย — นายวิเชียร จันทร์ทายะวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6372/2550
#410716
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ตามที่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ทั้งที่ทางพิจารณาอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันได้จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนี้หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความ และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องทางพิพาทว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ได้ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากโจทก์มีคำขอมาตั้งแต่ต้นแล้ว มิฉะนั้น โจทก์คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งโจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้ว จึงหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 45810 ของโจทก์และที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลงดังกล่าว แต่เมื่อทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยเป็นทางเดินเท้าซึ่งตามแผนที่พิพาทระบุว่าทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 1.10 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้นั้น ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้นหาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 เพราะที่ดินโจทก์ไม่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมจนไม่สามารถออกไปสู่ทางสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม โจทก์และบริวารมีสิทธิใช้ทางพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและหรือทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 45810 ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสุทัศน์ บุญมี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมรื้อสิ่งกีดขวางเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นให้แก่โจทก์มีความกว้าง 2.20 เมตร มีความยาวไปจนถึงด้านทิศใต้ตามรูปแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 45810 ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ติดกันโดยที่ดินโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยที่ 2 ทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท อยู่ในที่ดินจำเลยที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมข้อแรกมีว่า คดีมีประเด็นขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องตั้งรูปว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ตามที่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ทั้งที่ทางพิจารณาอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันได้จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนี้หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความ และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องทางพิพาทว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากโจทก์มีคำขอมาตั้งแต่ต้นแล้ว มิฉะนั้นโจทก์คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งโจทก์จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้วจึงหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกาว่าโจทก์มีทางออกด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เดิมที่ดินโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมยอมรับว่า ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยเป็นทางเดินเท้าซึ่งตามแผนที่พิพาทระบุว่า ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 1.10 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้นั้น ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 เพราะที่ดินโจทก์ไม่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมจนไม่สามารถออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบรรลัง สุทธสนธิ์
จำเลย — นายบุญเรือง จันทร์โท กับพวก
จำเลยร่วม — นายสุทัศน์ บุญมี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370 -ที่ 6371/2550
#269578
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 ตำบลไผ่ขวาง อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีเนื้อที่ตามโฉนด 1 ไร่ แต่ตอนทำแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จ.ล.1 เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดได้เนื้อที่เพียง 3 งาน 5 ตารางวา กึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาท จึงมีเนื้อที่ 1 งาน 52.5 ตารางวา เท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ให้การหรือบรรยายฟ้องว่า จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด อันทำให้จำเลยได้ที่ดินมากกว่าโจทก์ 15 ตารางวา แต่กลับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 จำนวนกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแบ่งที่ดินให้แก่จำเลยได้เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตามที่จำเลยครอบครองได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 12517 ตำบลไผ่ขวาง อำเภอบ้านหม้อ จังหวัดสระบุรี ด้านทิศตะวันตกเป็นของโจทก์ ด้านทิศตะวันออกเป็นของจำเลย โดยถือแนวรั้วตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้เป็นแนวเขตที่ดินตามที่แบ่งแยกการครอบครองไว้แล้ว โดยยื่นคำขอแบ่งแยกเสียค่าใช้จ่ายฝ่ายละเท่ากัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้แต่ละฝ่ายไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของอีกฝ่ายตามแนวรั้วที่แบ่งแยกอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี (สาขาพระพุทธบาท) เพื่อขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12517 ร่วมกับโจทก์และนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดจนจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งของเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินตามแผนผังที่ระบายด้วยสีแดงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำนวนสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยไปรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12517 โดยให้จำเลยได้ที่ดินด้านทิศตะวันออกภายในกรอบเส้นสีเขียว ให้โจทก์ได้ที่ดินด้านทิศตะวันตกในส่วนที่เหลือตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรังวัดแบ่งแยก ให้โจทก์และจำเลยออกคนละกึ่งหนึ่ง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยได้ที่ดินด้านทิศตะวันออก และให้โจทก์ได้ที่ดินด้านทิศตะวันตก เนื้อที่คนละกึ่งหนึ่ง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสัดส่วนภายในกรอบเส้นสีแดงของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 หรือไม่ เห็นว่า ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 โจทก์นำชี้แนวเขตของตนภายในกรอบเส้นสีแดงล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 12521 ของผู้อื่นเนื้อที่ 1 งาน 8 ตารางวา และอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 เนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา รวมเนื้อที่ 3 งาน 61 ตารางวา เกินกว่าเนื้อที่ส่วนของโจทก์ซึ่งอ้างว่ามี 2 งาน ทั้งรูปที่ดินที่โจทก์นำชี้และส่วนที่นายอุดมขายให้แก่นางจิ๋งที่อ้างว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ไม่สอดคล้องกับรูปแผนที่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12517 และแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ที่จำเลยนำสืบว่านายอุดมชี้แนวเขตที่ดินพิพาทให้แก่นางจิ๋งดูเป็นรูปสามเหลี่ยมเนื้อที่ 2 งาน นอกจากจะสอดคล้องกับรูปแผนที่ที่ดินในโฉนดที่ดินเลขที่ 12517 แล้ว จำเลยยังนำชี้แนวเขตของตนภายในกรอบเส้นสีเขียวของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่เพียง 1 งาน 60 ตารางวา ซึ่งใกล้เคียงกับเนื้อที่ที่จำเลยซื้อมาอีกด้วย ทั้งเมื่อคิดหักเนื้อที่ดังกล่าวออกจากเนื้อที่ของที่ดินพิพาทตามที่รังวัดได้ 3 งาน 5 ตารางวา แล้ว ทำให้ที่ดินส่วนของโจทก์คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 45 ตารางวา น้อยกว่าที่ดินส่วนของจำเลย 15 ตารางวา เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดภายในกรอบเส้นสีแดงของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 แต่ฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 มีเนื้อที่ 1 ไร่ แต่ตอนทำแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดได้เนื้อที่เพียง 3 งาน 5 ตารางวา กึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 จึงมีเนื้อที่ 1 งาน 52.5 ตารางวา เท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ให้การหรือบรรยายฟ้องว่า จำเลยครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดอันทำให้จำเลยได้ที่ดินมากกว่าโจกท์ 15 ตารางวา แต่กลับมีคำขอท้ายฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12517 จำนวนกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแบ่งที่ดินให้แก่จำเลยได้เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตามที่จำเลยครอบครองได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยได้ที่ดินด้านทิศตะวันออกและโจทก์ได้ที่ดินด้านทิศตะวันตกตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่คนละกึ่งหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระ แสงดาว
จำเลย — นางสุดใจ ชูวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายไพศาล วานสูงเนิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิธวิทย์ หิรัญจุริพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6369/2550
#410713
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 มิได้บัญญัติว่าการผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะจะต้องเป็นที่ดินที่อยู่ใกล้ทางสาธารณะที่สุด และในวรรคสามที่มีใจความว่าให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้นั้นก็หมายถึงวิธีทำทางจำเป็นจะต้องให้เสียหายแก่ที่ดินที่ผ่านนั้นน้อยที่สุด เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า เส้นทางอื่นนอกจากทางพิพาทจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งได้ความว่ามีสภาพเป็นนาข้าวและบ่อเลี้ยงกุ้งและยังไม่มีสภาพเป็นถนน ส่วนที่พิพาทนั้นโจทก์ทั้งสองใช้มาตั้งแต่ปี 2535 โดยสร้างถนนมีความกว้างเพียง 3 เมตร ผ่านไปบนที่ว่างเปล่าชิดขอบเขตที่ดินของจำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามก็ใช้ประโยชน์จากทางพิพาทนั้นด้วย ทางพิพาทจึงสะดวกและเหมาะสมไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียหายมากนัก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ทั้งสองผ่านเข้าออกและมีสิทธิปรับปรุงทำถนนให้อยู่ในสภาพสะดวกต่อการสัญจร ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 110,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะเปิดทาง

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็นเพราะโจทก์ทั้งสองสามารถใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้สะดวก จำเลยทั้งสามมีสิทธิปิดทางได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า หากศาลฟังว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนการใช้ที่ดินเป็นเงิน 84,000 บาท หรือในราคาตารางวาละ 2,000 บาท และการที่ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวให้จำเลยนำท่อสูบน้ำออกจากที่ดินพิพาทเพื่อเปิดทางให้โจทก์ ทำให้ปลาและตะพาบน้ำของจำเลยทั้งสามตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกการห้ามชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามไว้พิจารณาเฉพาะในประเด็นค่าทดแทน

โจทก์ทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ตามแผนที่วิวาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 19908, 22126, 22127 ของจำเลยทั้งสาม เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3837 ของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์ทั้งสองปรับปรุงทางพิพาทให้สะดวกต่อการใช้ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าทดแทนการใช้ทางพิพาทแก่จำเลยทั้งสามเป็นเงิน 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3837 ตำบลทางข้ามน้อย (ตำบลหัวไทร) อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ และได้ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามตามโฉนดเลขที่ 19908, 22125, 22126, 22127 ไปสู่ทางสาธารณะตามหมายสีเขียวในแผนที่วิวาท ต่อมาจำเลยทั้งสามปิดทางพิพาทไม่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นเดียวว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ในสภาพปัจจุบันที่ดินของโจทก์ทั้งสองคงมีเพียงทางพิพาทเท่านั้นที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สัญจรออกสู่ทางสาธารณะได้ ส่วนด้านอื่น ๆ ตามที่จำเลยทั้งสามอ้างยังไม่มีสภาพเป็นทางเกิดขึ้นแต่อย่างใด ทางพิพาทดังกล่าวโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้สร้างและปรับปรุงทางให้มีความกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 3 เส้น ใช้มาตั้งแต่ปี 2535 โดยได้รับความยินยอมจากนางสนมารดาของจำเลยทั้งสาม ตามหนังสือสัญญาที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า สาระสำคัญของทางจำเป็นจะต้องผ่านที่ดินแปลงที่อยู่ใกล้ทางสาธารณะที่สุดนั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสองสามารถเลือกใช้ได้ถึง 3 ทาง ตามแผนที่สังเขปข้อนี้เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 มิได้บัญญัติว่าการผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะจะต้องเป็นที่ดินที่อยู่ใกล้ทางสาธารณะที่สุดและในวรรคสามที่มีใจความว่าให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้นั้น ก็หมายถึงวิธีทำทางจำเป็นจะต้องให้เสียหายแก่ที่ดินที่ผ่านนั้นน้อยที่สุด มิใช่เป็นอย่างอื่นดังที่จำเลยทั้งสามเข้าใจ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเส้นทางอื่นนอกจากทางพิพาทจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งได้ความว่ามีสภาพเป็นนาข้าวและบ่อเลี้ยงกุ้งและยังไม่มีสภาพเป็นถนน ส่วนที่พิพาทนั้นโจทก์ทั้งสองใช้มาตั้งแต่ปี 2535 โดยสร้างถนนมีความกว้างเพียง 3 เมตร ผ่านไปบนที่ว่างเปล่าชิดขอบเขตที่ดินของจำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามก็ใช้ประโยชน์จากทางพิพาทนั้นด้วย ทางพิพาทจึงสะดวกและเหมาะสมไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียหายมากนัก ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อนางสนโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสามแล้ว ข้อตกลงตามสัญญา ก็ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสามให้ปฏิบัติตามนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางพรศรี ปลื้มจิตต์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสมคิด มั่งมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ