คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2550
#412106
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก

โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหาย 1,090,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,090,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฐ-0603 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 2,757,009.23 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 46,728.97 บาท รวม 59 เดือน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 32 โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,250,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์จริง โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของสัญญาทำให้จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ทำสัญญาประกันภัยและชำระเบี้ยประกันภัยในปีที่ 3 จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ถึงงวดเดือนมีนาคม 2540 ต่อมาประมวณเดือนพฤษภาคม 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่เช่าซื้อให้อยู่ในสภาพเดิม แต่โจทก์ไม่ดำเนินการโดยอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเบี้ยประกันภัย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับจากจำเลยคุ้มกับความเสียหายแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 960,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 18 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยื่ห้อ เบนซ์รุ่น อี 220 หมายเลขทะเบียน 7 ฐ-0603 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 31 งวด ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย โดยอ้างว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อตามที่ได้ตกลงกันไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย ล.3 และต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระเงิน 758,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) และให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) รับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2545 แนบท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างก็เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยก็ตาม เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหาย 1,090,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,090,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 1,450,000 บาท เป็นการเสียที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรู-เวย์ จำกัด
จำเลย — นายเสนาะ นักกันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550
#415765
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า ในคดีอาญาการจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2551)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 160

ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นแล้วปล่อยตัวจำเลยไป โดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ โดยไม่ชักช้า และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 237
ป.วิ.อ. ม. 78 (เดิม) ม. 80 ม. 134 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายทนงศักดิ์ สินทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2550
#411950
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติถึงการอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งระบุไว้ในมาตรา 310 ทวิ ว่า ให้อายัดได้โดยคำสั่งอายัดซึ่งศาลได้ออกให้ตามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว แต่ในวรรคสองของมาตรานี้ก็บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลไว้ด้วยว่า เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องนั้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ถือว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งอายัดของศาล ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทรัพย์สินที่ให้จัดการอายัดตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าว ย่อมหมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีแล้วว่าให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อบุคคลภายนอกได้ คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นคำสั่งอายัดของศาลโดยผลของมาตรา 311 วรรคสองดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ไปถึงผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 45,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีหนังสือถึงผู้คัดค้านแจ้งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนประจำปี 2548 ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านในฐานะสมาชิก โดยให้ผู้คัดค้านส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงิน ต่อมาผู้คัดค้านโต้แย้งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกผู้คัดค้านมาทำการไต่สวน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เหตุที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งการอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องดำเนินการโดยร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งจึงจะชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยพลการเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 มีหนี้ผูกพันอยู่กับผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านชอบที่จะนำเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนมาหักชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านได้ ส่วนเงินค่าหุ้นถือเป็นทุนเรือนหุ้นของผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้คัดค้านส่งเงินดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อผู้คัดค้านดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนประจำปี 2548 ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกมีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้าน โดยให้ผู้คัดค้านส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงิน เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีเพียงว่า คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ระบุให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อบุคคลภายนอก เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือโจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเสียเองโดยพลการ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติถึงการอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งระบุไว้ในมาตรา 310 ทวิ ว่า ให้อายัดได้โดยคำสั่งอายัดซึ่งศาลได้ออกให้ตามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว แต่ในวรรคสองของมาตรานี้ก็บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลไว้ด้วยว่าเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องนั้นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ถือว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งอายัดของศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทรัพย์สินที่ให้จัดการอายัดตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวย่อมหมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีแล้วว่าให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อบุคคลภายนอกได้ คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นคำสั่งอายัดของศาลโดยผลของมาตรา 311 วรรคสองดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ไปถึงผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างและขอมาในฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 310 ทวิ ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบำเริญ พรศรี
ผู้คัดค้าน — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด
จำเลย — นางเสาวลักษณ์ แก้งคำหรือสาริพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6201/2550
#410652
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ คดีเสร็จการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่จะให้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็มีสิทธิยื่นฎีกาได้ตามกฎหมายและให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว

ป.วิ.พ. มาตรา 18 ให้อำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจคำคู่ความและมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความนั้นได้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ โดยไม่จำต้องได้รับมอบหมายจากศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งเองได้ ต้องส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งแตกต่างกับกรณีที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์หลังจากที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีไปแล้ว ไม่เป็นกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์สั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยมีสิทธิยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 แต่จำเลยหาได้ยื่นฎีกาไม่ กลับโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์โดยการยื่นคำร้องแทน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 195344, 52035 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับเป็นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองนำส่งสำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน พนักงานเดินหมายรายงานว่าส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดให้แก่โจทก์ไม่ได้ จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปอันเป็นการไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองมิได้เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ขอศาลอุทธรณ์ทำการไต่สวนหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็มีสิทธิยื่นฎีกาได้ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2544 เป็นการยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อสำนวนคดีอยู่ที่ศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง แต่ได้สั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองเสียเอง โดยไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือได้รับมอบหมายจากศาลอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างส่งสำเนาอุทธรณ์และหมายนัดให้แก่โจทก์นั้น จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ คดีย่อมเสร็จการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่จะให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสองว่า คดีเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็มีสิทธิยื่นฎีกาได้ตามกฎหมาย และให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้นย่อมเป็นการชอบแล้ว และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเสียเองโดยที่มิได้รับมอบหมายจากศาลอุทธรณ์และมิใช่เป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งคำร้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ให้อำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจคำคู่ความและมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความนั้นได้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาและมีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยไม่จำต้องได้รับมอบหมายจากศาลอุทธรณ์และไม่ต้องมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นน่าจะส่งคำร้องของจำเลยทั้งสองไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งเหมือนเช่นกรณีศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งในกรณีมีการทิ้งฟ้องในชั้นอุทธรณ์ เห็นว่า ในกรณีจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องในชั้นอุทธรณ์เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้แล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งเองได้ ต้องส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งแตกต่างกับกรณีที่จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำหน่ายคดีไปแล้ว ไม่เป็นกรณีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์สั่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างเหตุประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองไม่สามารถยื่นฎีกาได้เนื่องจากศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท ข้อที่จะฎีกาจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้วิธีการยื่นคำร้องแทนนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีชั้นต้นพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่จะต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นแต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นในชั้นอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์นำเหตุดังกล่าวมาพิพากษาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ถือได้ว่ามีการว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ซึ่งจำเลยทั้งสองมีเวลาถึง 1 เดือนที่จะยื่นฎีกาได้ แต่จำเลยทั้งสองหาได้ยื่นฎีกาไม่ กลับยื่นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยการยื่นคำร้องแทน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 132 ม. 223 ม. 232 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ นาวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6197/2550
#410647
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคท้าย ให้แก่เจ้าพนักงานศาล มีผลเท่ากับผู้ร้องได้นำส่งสำเนาคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว

เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์แล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดไปในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 288 แม้ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ผู้ร้องไม่ได้ไปคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ได้ไปแจ้งอายัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อห้ามโอนที่ดินพิพาท ก็ไม่อาจถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อ

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องขัดทรัพย์แล้วกลับนำที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาด โดยไม่รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นในเรื่องร้องขัดทรัพย์เสียก่อนซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 6 เดือน หากผิดนัดครั้งแรกจำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวภายใน 6 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จหากผิดนัดครั้งที่สอง จำเลยทั้งสองยอมชำระเงินให้โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ วันที่ 3 พฤษภาคม 2544 โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 15299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ก่อนนำทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2544 ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปล่อยที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอ ผู้ร้องได้นำส่งสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยการวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งหมายแก่เจ้าพนักงานศาลแล้ว แต่ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้น ซึ่งนายสมชาย ศรศักดาการ เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้โดยได้ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว

วันที่ 23 ธันวาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นในคำร้องขัดทรัพย์ที่ดินพิพาทของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องเพิ่งทราบเรื่องอันเป็นมูลเหตุขอเพิกถอนการบังคับคดีในวันที่ 20 ธันวาคม 2545 จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้นำสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ไปให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดโดยไม่ทราบเรื่อง ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อที่ดินพิพาทในการขายทอดตลาดโดยสุจริต มีค่าตอบแทน และได้ชำระเงินค่าที่ดินครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงงดการไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้น อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ผู้ร้องได้นำส่งสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ โดยเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานศาลเพื่อส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นในเรื่องร้องขัดทรัพย์เสียก่อน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานศาลเพื่อส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานศาลยังไม่ได้ไปส่งหมายดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเรื่องการร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปโดยไม่ทราบว่ามีการร้องขัดทรัพย์ไว้ ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคท้ายให้แก่เจ้าพนักงานศาล มีผลเท่ากับผู้ร้องได้นำส่งสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว ส่วนเจ้าพนักงานศาลผู้มีหน้าที่ในการส่งได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้หรือไม่นั้น ปรากฏว่าข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายนัดและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์แล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดไปในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 แม้ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทผู้ร้องไม่ได้ไปคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ได้ไปแจ้งอายัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อห้ามโอนที่ดินพิพาท ก็ไม่อาจถือว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องขัดทรัพย์แล้วกลับนำที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาด โดยไม่รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นในเรื่องร้องขัดทรัพย์เสียก่อนซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อที่ดินพิพาทในการขายทอดตลาดโดยสุจริต มีค่าตอบแทน และได้ชำระเงินค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว รวมทั้งโจทก์อาจจะได้รับความเสียหายจากการเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่อไป ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ และเมื่อข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนมีความชัดเจนเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยได้ว่าการขายทอดตลาดชอบหรือไม่โดยไม่ต้องไต่สวน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจงดการไต่สวนได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 ม. 150 ม. 288 ม. 296 ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถนอมฤดี แสงอุทัย
ผู้ร้อง — บริษัท จ.ฉ.วัฒนา จำกัด
จำเลย — นายจงรัก อิศรางกูร ณ อยุธยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6194/2550
#410645
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดปลูกสร้างอย่างแน่นหนาถาวรบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนด้วย แม้โจทก์จะอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะยึดบ้านพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์ โดยในการขายทอดตลาดผู้ที่ซื้อทรัพย์จะต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินไปเอง ก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้เมื่อกำหนดเวลาห้ามการโอนผ่านพ้นไปแล้วเสียก่อน เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดบ้านเลขที่ 595 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวเนื่องจากปลูกสร้างอยู่บนที่ดินซึ่งมีข้อความระบุว่าห้ามโอนภายในสิบปี จึงถือว่าบ้านเป็นส่วนควบกับที่ดินและเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องว่า กฎหมายห้ามยึดที่ดินซึ่งห้ามโอนตาม มาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ไม่ได้ห้ามยึดสังหาริมทรัพย์อันเป็นส่วนควบกับที่ดิน ส่วนควบจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำยึดตัวบ้านของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการขายทอดตลาดอย่างสังหาริมทรัพย์ได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดบ้านของจำเลยที่ 1 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไป

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า บ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์ขอยึดเพื่อขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้แทนทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามโอนภายในกำหนด 10 ปี บ้านเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์ดังกล่าวได้ ขอให้ยกคำร้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดบ้านหลังดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดโดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายด้วย เป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ในสถานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 535 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา บ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวเนื่องจากปลูกสร้างอยู่บนที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดบ้านพิพาทชอบหรือไม่ เห็นว่า บ้านของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดมีลักษณะเป็นบ้านครึ่งตึกครึงไม้ 2 ชั้น ปลูกสร้างอย่างแน่นหนาถาวรบนที่ดินโฉนดเลขที่ 40522 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร บ้านจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนด้วย แม้โจทก์จะอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะยึดบ้านพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์ โดยในการขายทอดตลาด ผู้ที่ซื้อทรัพย์จะต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินไปเองนั้น ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้เมื่อกำหนดเวลาห้ามการโอนผ่านพ้นไปแล้วเสียก่อน เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทในวันที่ 23 มีนาคม 2548 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวได้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึดจึงต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์เป็นการชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ในเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144
ป.วิ.พ. ม. 294
ป.ที่ดิน ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจียมจันทร์ ภูละคร
จำเลย — นายบรรจง ชาแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2550
#410641
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าระหว่าง ก. กับโจทก์ที่ยังมิได้จดทะเบียนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยว่าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทตู้เก็บเอกสารและอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน โดยใช้เครื่องหมายการค้าเขียนเป็นภาษาต่างประเทศว่า TAIYO ซึ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วและโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้กับสินค้าที่โจทก์ผลิตมาตลอด และประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์โดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจนเป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ จำเลยเป็นเจ้าของสถานประกอบพาณิชยกิจใช้ชื่อว่า แมกเทนสตีล ประกอบกิจการขายเครื่องเรือน อุปกรณ์สำนักงาน และเครื่องแต่งบ้าน เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2546 บริษัทไทยปันโฮเต็ล จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สั่งซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งผลิตจากโรงงานของโจทก์จากจำเลย จำเลยตกลงขายและจัดส่งสินค้า ตลอดจนรับชำระค่าสินค้าจากผู้ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว โดยผู้ซื้อเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ ต่อมาผู้ซื้อเรียกร้องมายังโจทก์ว่าสินค้าที่ซื้อไม่มีมาตรฐานและคุณภาพตามที่โจทก์โฆษณา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 โจทก์จึงส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัทดังกล่าวซื้อไป ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้ผลิตโดยโจทก์ แต่เป็นสินค้าปลอมที่จำเลยแอบอ้างว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ด้วยการนำตราเครื่องหมายการค้า TAIYO ที่โจทก์ใช้ไปติดบนสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงอย่างมากเนื่องจากบริษัทไทยปันโฮเต็ล จำกัด เป็นที่รู้จักกว้างขวางในวงธุรกิจ ทำให้ลูกค้าของโจทก์รายอื่นในวงธุรกิจไม่เชื่อถือและไม่พิจารณาสั่งซื้อสินค้าของโจทก์ โจทก์ต้องสร้างความเชื่อถือให้ลูกค้าโดยตรงกับบริษัทไทยปันโฮเต็ล จำกัด ว่าจะจัดส่งสินค้าใหม่ให้ และประชาสัมพันธ์ไปยังลูกค้าอื่นเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงในสินค้าของโจทก์กลับคืน โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของโจทก์จากการกระทำละเมิดของจำเลยเป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเรียกค่าเสียหายไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ขณะบริษัทไทยปันโฮเต็ล จำกัด สั่งซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สินค้านั้นหมดจากร้านของจำเลย จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์นำสินค้ามาส่งให้ แต่โจทก์กลับนำแต่ตัวเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาให้จำเลยโดยแจ้งว่ายังผลิตสินค้าไม่ทัน ให้นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปติดสินค้าอื่นที่ยังไม่มีเครื่องหมายการค้าก่อนโดยบอกว่ามีคุณภาพเช่นเดียวกัน จำเลยจึงทำตามที่โจทก์แนะนำ แล้วนำสินค้าไปส่งให้บริษัทผู้ซื้อ ซึ่งโจทก์ก็ทราบและไม่ทักท้วง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับจดทะเบียนการโอนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า TAIYO จากนายเกรียง สูริบัตร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ก่อนหน้านั้นคือเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 นายเกรียงได้ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยอนุญาตให้โจทก์ใช้และผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ หนังสืออนุญาตฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ส่วนการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2546 และวันที่ 22 ตุลาคม 2546 ตามลำดับ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องหมายการค้าพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เห็นว่า ในขณะที่มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท สิทธิของโจทก์มีเพียงตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทที่ยังมิได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น บทบัญญัติตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าระหว่างนายเกรียง สูริบุตรกับโจทก์ที่ยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยว่าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152
ป.วิ.อ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไทโย จำกัด
จำเลย — นายวิทูร เลิศเอนกวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2550
#414858
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท สิทธิของโจทก์มีเพียงตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทที่ยังมิได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น บทบัญญัติตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ กำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยว่าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า TAIYO แต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน บริษัทไทยปันโฮเต็ล จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สั่งซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งผลิตจากโรงงานของโจทก์จากจำเลย จำเลยตกลงขายและจัดส่งสินค้า ตลอดจนรับชำระค่าสินค้าจากผู้ซื้อไปเรียบร้อยแล้วโดยผู้ซื้อเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์ ต่อมาผู้ซื้อร้องเรียนมายังโจทก์ว่าสินค้าที่ซื้อมาไม่มีมาตรฐานและคุณภาพตามที่โจทก์โฆษณา โจทก์จึงส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัทดังกล่าวซื้อไป ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้ผลิตโดยโจทก์ แต่เป็นสินค้าปลอมที่จำเลยแอบอ้างว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ด้วยการนำตราเครื่องหมายการค้า TAIYO ที่โจทก์ใช้ไปติดบนสินค้าเพื่อลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์บอกกล่าวทวงถามเรียกค่าเสียหายไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ ขณะบริษัทไทยปัน โฮลเต็ล จำกัด สั่งซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สินค้านั้นหมดจากร้านของจำเลย จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์นำสินค้ามาส่งให้ แต่โจทก์กลับนำแต่ตัวเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาให้จำเลยโดยแจ้งว่ายังผลิตสินค้าไม่ทัน ให้นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปติดสินค้าอื่นที่ยังไม่มีเครื่องหมายการค้าก่อนโดยบอกว่ามีคุณภาพเช่นเดียวกัน จำเลยจึงทำตามที่โจทก์แนะนำ แล้วนำสินค้าไปส่งให้บริษัทผู้ซื้อ ซึ่งโจทก์ก็ทราบและไม่ทักท้วง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหาย 400,000 บาท เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในขณะที่มีการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาท สิทธิของโจทก์มีเพียงตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทที่ยังมิได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น บทบัญญัติตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยว่าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไทโย จำกัด
จำเลย — นายวิทูร เลิศเอนกวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2550
#413499
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากรับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้ทำคำให้การแก้คดีแล้ว จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การตลอดมารวม 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดจำกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การที่ตนร้องขอขยายระยะเวลาไว้เอง และต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยเคร่งครัด หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดนั้น ก็ต้องร้องขอขยายระยะเวลาต่อไปตามความจำเป็นอีก การที่ต้องมีกำหนดระยะเวลาให้คู่ความแต่ละฝ่ายปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนในการดำเนินกระบวนพิจารณาก็เพื่อเร่งรัดให้ทุกฝ่ายดำเนินกระบวนพิจารณาภายในเวลาอันสมควร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเลยหน้าที่นั้นก็ต้องถือว่าไม่ติดใจดำเนินกระบวนพิจารณาตามหน้าที่ของตน แม้กระนั้นกฎหมายก็ยังให้โอกาสในการกล่าวอ้างแก้ตัวผ่อนปรนหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หากว่าฝ่ายนั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจจักก้าวล่วงเสียได้ แต่ในกรณีของจำเลยทั้งห้านั้น คงปรากฏตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 แต่เพียงว่า ทนายจำเลยทั้งห้าเข้าใจผิดหลงว่าครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดจึงทำให้เข้าใจผิดหลงไปได้เช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏเหตุอันอาจจูงใจให้ทนายจำเลยทั้งห้าเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้เช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นข้อแก้ตัวอันควรได้ แม้ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2545 จำเลยทั้งห้าจะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอีกครั้งหนึ่งว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมีเหตุผลสมควรประการอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 นั้น ก็ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคท้าย สำหรับปัญหาที่ว่าคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าฉบับหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

แม้ปีภาษี 2544 โจทก์จะมิได้นำค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกตามรายการทรัพย์สินดังกล่าวมารวมคำนวณกับค่ารายปีของโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบนั้น แต่เมื่อโจทก์สำแดงรายการเครื่องจักรกลไกตามที่จำเลยที่ 1 ทักท้วงประจำปีภาษี 2545 แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องกำหนดค่ารายปีของส่วนควบสำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกนั้น เพื่อหาจำนวนเงินที่เครื่องจักรกลไกแต่ละเครื่องสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 8 วรรคสอง เพื่อคิดค่าภาษี และในกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องจักรกลไกดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของเครื่องจักรกลไก ขนาด ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่เครื่องจักรกลไกนั้นได้รับประโยชน์ตามความในวรรคสามของมาตรา 8 นั้น แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2475 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน กล่าวคือ ในกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น แต่จำเลยที่ 1 พิจารณากำหนดค่ารายปีโดยคำนึงแต่เพียงว่าเครื่องจักณกลไกดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 999,452,799.66 บาท และโจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึง 4,275,982,415.29 บาท เสียภาษีสรรพสามิต 15,439,793,946.26 บาท แสดงว่าโจทก์สามารถใช้เครื่องจักรหาผลประโยชน์ได้เป็นเงินจำนวนสูงมากจึงกำหนดค่ารายปีจากข้อมูลดังกล่าวเป็นเงินจำนวนสูง ทั้งที่ค่ารายปีตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ หมายถึงจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้การเช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการเช่าทรัพย์สินนั้นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีสอดคล้องกับค่าเช่าดังกล่าวมากที่สุด โดยกรณีเงินได้ซึ่งเกิดจากการใช้เครื่องจักรนั้นผลิตสินค้าออกจำหน่ายเป็นเพียงที่มาของเงินได้ของผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ๆ ซึ่งนำไปสู่การจัดเก็บภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร ซึ่งมีหลักการคนละอย่างกับการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ให้จัดเก็บจากฐานค่ารายปี โดยถือตามเกณฑ์การหาประโยชน์ในการให้เช่าหรือควรให้เช่าได้เป็นสำคัญ ซึ่งหากมีผู้เช่าเครื่องจักรนี้ไปใช้ผลิตสินค้าจำหน่าย ค่าเช่าเครื่องจักรย่อมเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของผู้เช่า ซึ่งควรต้องต่ำกว่าผลประโยชน์ที่ผู้เช่าจะได้จากการใช้เครื่องจักรผลิตสินค้าจำหน่าย มิฉะนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เช่าแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีจากมูลค่าเครื่องจักรโดยมีที่มาจากรายได้ของโจทก์ที่ได้จากการใช้เครื่องจักรกลไกของโจทก์ผลิตสินค้าจึงเป็นการประเมินภาษีตามดุลพินิจของตนฝ่ายเดียวโดยไม่สมเหตุสมผลและมิได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 วรรคสองและสามแห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ และภาระภาษีที่ตกแก่โจทก์ การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยทั้งห้าจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การให้เช่าเป็นวิธีการหนึ่งในการหาประโยชน์โดยตรงจากทรัพย์สิน แม้มูลค่าทรัพย์สินซึ่งนำออกให้เช่าจะเป็นฐานอย่างหนึ่งที่ผู้ให้เช่าย่อมต้องคำนึงถึงเป็นประการสำคัญก็ตาม แต่ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เพื่อเป็นเกณฑ์กำหนดในการคำนวณหาจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ เช่น ต้องพิจารณาความเหมาะสมของระยะเวลาที่เช่าทรัพย์นั้น รวมทั้งการเสื่อมราคาของทรัพย์สินด้วย เป็นต้น ส่วนกรณีการฝากเงินต่อธนาคารอันทำให้ผู้ฝากได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยได้รับดอกเบี้ยตอบแทนจากธนาคารตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่ฝากนั้น น่าจะพอถือเป็นตัวเลขในการหาประโยชน์จากทรัพย์สินได้อย่างหนึ่งรวมทั้งยังต้องพิจารณาจากข้อมูลอื่น ๆ อีก เพื่อคำนวณหาค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นว่าผันแปรเพิ่มขึ้นเพียงใดหรือไม่ อย่างไร เมื่อการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดค่ารายปีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ประกอบกับทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อมูลอื่นที่จะกำหนดค่ารายปีได้ดีกว่าการกำหนดตามทางเลือกที่โจทก์เสนอเพื่อประกอบการพิจารณาหาค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกดังกล่าวจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารของรัฐจึงสมควรถือตามข้อเสนอของโจทก์ดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การตามรูปคดีนี้ จึงชอบที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเหล่านั้นเป็นฐานในการคำนวณหาค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดโดยกำหนดค่ารายปีของโรงเรือน 6,889,003.80 บาท ค่ารายปีของโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก 6,233,850 บาท ค่ารายปีของเครื่องจักรกลไกอีก 9,994,527.97 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีซึ่งจะต้องเสีย 1,537,307.89 บาท หรือกำหนดค่ารายปีของโรงเรือนพิพาทจากอัตราถัวเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ 5 แห่ง หรือนำดัชนีราคาผู้บริโภคของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์มาเป็นหลักสำหรับคำนวณเพิ่มค่ารายปี โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนที่ลด 41,324,928.36 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำชี้ขาด โดยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 สำหรับโรงเรือนพิพาท 1,634,808.26 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินส่วนที่ลด 41,227,427.99 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด มิฉะนั้นให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่นั้นจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่น

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการโรงงานผลิตเบียร์ โซดาและน้ำดื่มเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ขอตรวจสอบโรงเรือนและแจ้งให้โจทก์แสดงราคาส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ในการอุตสาหกรรมของโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำแดงรายการเครื่องจักรกลไกและแก้ไขรายการ โดยเพิ่มเติมราคาเครื่องจักรกลไกในลำดับที่ 2, 5, 8, 9 และ 11 ลดพื้นที่ในลำดับที่ 27, 36 เพิ่มเติมลำดับที่ 37, 38 จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 โดยกำหนดค่ารายปี 342,897,887 บาท คำนวณให้โจทก์ชำระภาษี 42,862,236.25 บาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยขอลดหย่อนค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับโรงเรือนในลำดับที่ 2, 5, 8, 9, 11 และ 13 แต่จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 5 ในฐานะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 มีคำชี้ขาดตามการประเมินนั้น อนึ่ง หลังจากจำเลยทั้งห้ารับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้ทำคำให้การแก้คดีแล้วจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และได้รับอนุญาตรวม 3 ครั้ง จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ครั้นวันที่ 7 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน จำเลยทั้งห้าจึงยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอ้างว่าทนายจำเลยทั้งห้าสำคัญผิดว่าครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางนัดไต่สวนคำร้อง ครั้นถึงวันนัดจึงพิจารณาเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงงดไต่สวนและมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งห้าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าว วันที่ 25 ธันวาคม 2545 จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอีก ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยทั้งห้ายื่นคำคัดค้านคำสั่งศาลภาษีอากรกลางว่าคำร้องฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2545 มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2546 ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าฉบับนั้นเพิ่มเติมว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสาม ด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยทั้งห้ามีว่า จำเลยทั้งห้าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่และคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า หลังจากรับสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้ทำคำให้การแก้คดีแล้ว จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การตลอดมารวม 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดจำกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การที่ตนร้องขอขยายระยะเวลาไว้เอง และต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโดยเคร่งครัด หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดนั้น ก็ต้องร้องขอขยายระยะเวลาต่อไปตามความจำเป็นอีก การที่ต้องมีกำหนดระยะเวลาให้คู่ความแต่ละฝ่ายปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนในการดำเนินกระบวนพิจารณา ก็เพื่อเร่งรัดให้ทุกฝ่ายดำเนินกระบวนพิจารณาภายในเวลาอันสมควร หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเลยหน้าที่นั้นก็ต้องถือว่าไม่ติดใจดำเนินกระบวนพิจารณาตามหน้าที่ของตน แม้กระนั้นกฎหมายก็ยังให้โอกาสในการกล่าวอ้างแก้ตัวผ่อนปรนหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหากว่าฝ่ายนั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจจักก้าวล่วงเสียได้ แต่ในกรณีของจำเลยทั้งห้านั้น คงปรากฏตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 แต่เพียงว่า ทนายจำเลยทั้งห้าเข้าใจโดยผิดหลงว่าครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดจึงทำให้เข้าใจผิดหลงไปได้เช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏเหตุอันอาจจูงใจให้ทนายจำเลยทั้งห้าเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้เช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นข้อแก้ตัวอันควรได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งงดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การจึงชอบแล้ว แม้ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2545 จำเลยทั้งห้าจะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอีกครั้งหนึ่งว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมีเหตุผลสมควรประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 นั้น ก็ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคท้าย สำหรับปัญหาที่ว่าคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าฉบับหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งห้าในครั้งหลัง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าในข้อต่อไปมีว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตลอดจนคำชี้ขาดของจำเลยทั้งห้าในส่วนที่เกี่ยวกับส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกตามรายการทรัพย์สินลำดับที่ 2, 5, 8, 9 และ 11 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ปีภาษี 2544 โจทก์จะมิได้นำค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกตามรายการทรัพย์สินดังกล่าวมารวมคำนวณกับค่ารายปีของโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบนั้น แต่เมื่อโจทก์สำแดงรายการเครื่องจักรกลไกตามที่จำเลยที่ 1 ทักท้วงประจำปีภาษี 2545 แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องกำหนดค่ารายปีของส่วนควบสำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกแต่ละเครื่องสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง เพื่อคิดค่าภาษี และในกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องจักรกลไกดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของเครื่องจักรกลไก ขนาด ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่เครื่องจักรกลไกนั้นได้รับประโยชน์ตามความในวรรคสามของมาตรา 8 นั้นแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2475 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน กล่าวคือ ในกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น แต่จำเลยที่ 1 พิจารณากำหนดค่ารายปี โดยคำนึงแต่เพียงว่าเครื่องจักรกลไกดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 999,452,799.66 บาท และโจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ถึง 4,275,982,415.29 บาท เสียภาษีสรรพสามิต 15,439,793,946.26 บาท แสดงว่าโจทก์สามารถใช้เครื่องจักรหาผลประโยชน์ได้เป็นเงินจำนวนจำนวนสูงมาก จึงกำหนดค่ารายปีจากข้อมูลดังกล่าวเป็นเงินจำนวนสูง ทั้งที่ค่ารายปีตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หมายถึงจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้การเช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการเช่าทรัพย์สินนั้นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีสอดคล้องกับค่าเช่าดังกล่าวมากที่สุด โดยกรณีเงินได้ซึ่งเกิดจากการใช้เครื่องจักรนั้นผลิตสินค้าออกจำหน่ายเป็นเพียงที่มาของเงินได้ของผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ๆ ซึ่งนำไปสู่การจัดเก็บภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งมีหลักการคนละอย่างกับการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ให้จัดเก็บจากฐานค่ารายปี โดยถือตามเกณฑ์การหาประโยชน์ในการให้เช่าหรือควรให้เช่าได้เป็นสำคัญ ซึ่งหากมีผู้เช่าเครื่องจักรนี้ไปใช้ผลิตสินค้าจำหน่าย ค่าเช่าเครื่องจักรย่อมเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของผู้เช่า ซึ่งควรต้องต่ำกว่าผลประโยชน์ที่ผู้เช่าจะได้จากการใช้เครื่องจักรผลิตสินค้าจำหน่าย มิฉะนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เช่าแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีจากมูลค่าเครื่องจักร โดยมีที่มาจากรายได้ของโจทก์ที่ได้จากการใช้เครื่องจักรกลไกของโจทก์ผลิตสินค้าจึงเป็นการประเมินภาษีตามดุลพินิจของตนฝ่ายเดียว โดยไม่สมเหตุสมผลและมิได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 วรรคสองและสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และภาระภาษีที่ตกแก่โจทก์ การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยทั้งห้าจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนปัญหาว่าค่ารายปีรายนี้ควรเป็นเท่าใดนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การให้เช่าเป็นวิธีการหนึ่งในการหาประโยชน์โดยตรงจากทรัพย์สิน แม้มูลค่าทรัพย์สินซึ่งนำออกให้เช่าจะเป็นฐานอย่างหนึ่งที่ผู้ให้เช่าย่อมต้องคำนึงถึงเป็นประการสำคัญก็ตาม แต่ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เพื่อเป็นเกณฑ์กำหนดในการคำนวณหาจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ เช่น ต้องพิจารณาความเหมาะสมของระยะเวลาที่เช่าทรัพย์นั้นรวมทั้งการเสื่อมราคาของทรัพย์สินด้วย เป็นต้น ส่วนกรณีการฝากเงินต่อธนาคารอันทำให้ผู้ฝากได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยได้รับดอกเบี้ยตอบแทนจากธนาคารตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่ฝากนั้น น่าจะพอถือเป็นตัวเลขในการหาประโยชน์จากทรัพย์สินได้อย่างหนึ่ง รวมทั้งยังต้องพิจารณาจากข้อมูลอื่น ๆ อีก เพื่อคำนวณหาค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นว่าผันแปรเพิ่มขึ้นเพียงใดหรือไม่ อย่างไร เมื่อการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดค่ารายปีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ประกอบกับทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อมูลอื่นที่จะกำหนดค่ารายปีได้ดีกว่าการกำหนดตามทางเลือกที่โจทก์เสนอเพื่อประกอบการพิจารณาหาค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกดังกล่าวจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารของรัฐ จึงสมควรถือตามข้อเสนอของโจทก์ดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ ตามรูปคดีนี้จึงชอบที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเหล่านั้นเป็นฐานในการคำนวณหาค่ารายปีของส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก อย่างไรก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเกณฑ์คำนวณนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำเสนออัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสินอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี ควบคู่มาด้วยจึงเป็นการสมควรที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อปี ซึ่งเป็นเกณฑ์ถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคารสองแห่งนั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณหาค่ารายปี คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร จึงคำนวณกำหนดค่ารายปีเครื่องจักรกลไกลำดับที่ 2 เป็นเงิน 1,754,124.73 บาท ลำดับที่ 5 เป็นเงิน 420,440.62 บาท ลำดับที่ 8 เป็นเงิน 1,206,759.36 บาท ลำดับที่ 9 เป็นเงิน 372,015.79 บาท และลำดับที่ 11 เป็นเงิน 8,339,819.50 บาท เมื่อคำนวณรวมกับค่ารายปีของโรงเรือนในลำดับต่าง ๆ ดังกล่าวและลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นรวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วยตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 13 ที่มุ่งหมายจะบรรเทาภาระภาษีแก่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีเครื่องจักรกลไกราคาสูงในการประกอบกิจการแล้วคิดเป็นค่าภาษีในส่วนนี้ 780,292.09 บาท เมื่อคำนวณรวมกับค่าภาษีโรงเรือนลำดับ 13 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้แล้วเป็นเงิน 1,738,917.57 บาท โจทก์ชำระภาษีตามการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยทั้งห้าไว้แล้ว 42,862,236.25 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินภาษีส่วนที่ลดลง 41,123,318.68 บาท นั้นแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 สำหรับโรงเรือนพิพาทเป็นเงิน 1,738,917.57 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีส่วนที่ลดลง 41,123,318.68 บาท ให้แก่โจทก์ภายในสามเดือน มิฉะนั้นให้ใช้ดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่นั้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบางยี่โท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175/2550
#410873
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทต่อจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386, 387 และ 391 วรรคสี่ แต่จำเลยที่ 1 หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่ ยังคงครอบครองและใช้รถยนต์คันพิพาทต่อไป สัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจึงยังไม่ระงับ แม้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 เป็นต้นไป จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้ แต่การที่โจทก์ได้เข้าครอบครองรถยนต์คันพิพาทเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้ง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันตั้งแต่วันดังกล่าว แม้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์คันพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่า โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดงไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 5 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 749,896.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ส่งมอบแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 211,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย)

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ใหม่แผ่นป้ายทะเบียนสีแดงไปจากโจทก์ในราคา 624,971.69 บาท โดยชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 77,570.09 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระรวม 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 9,123.36 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นับตั้งแต่ทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ไม่ได้มอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากบริษัทกาญจน์มณีธุรกิจ จำกัด ผู้ขายรถยนต์คันพิพาทไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ฟ้องบริษัทกาญจน์มณีธุรกิจ จำกัด เป็นคดีแพ่ง ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้บริษัทกาญจน์มณีธุรกิจ จำกัด จดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์และให้ชำระค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 4 งวด จากนั้นก็ไม่ชำระแต่ยังคงครอบครองรถยนต์คันพิพาทตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2543 โจทก์จึงได้เข้าครอบครองรถยนต์คันพิพาทและได้นำออกขายทอดตลาดในราคา 140,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 47 เดือน โจทก์อยู่ในระหว่างการดำเนินการให้ได้มาซึ่งแผ่นป้ายแสดงรายการเสียภาษีรถยนต์เพื่อนำมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ความผิดจึงตกอยู่แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันพิพาทนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทต่อจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถส่งมอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386, 387 และ 391 วรรคสี่ แต่จำเลยที่ 1 หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่ ยังคงครอบครองและใช้รถยนต์คันพิพาทต่อไป สัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจึงยังไม่ระงับ แม้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 เป็นต้นไป จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้ แต่การที่โจทก์ได้เข้าครอบครองรถยนต์คันพิพาทเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้ง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันตั้งแต่วันดังกล่าว แม้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์คันพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่า โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — พันโทหรือร้อยตรีโสธร ภู่กัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6173/2550
#410872
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถยนต์กระบะมาโดยรู้อยู่แล้วว่าสิ่งของที่บรรทุกมาในกระบะรถยนต์เป็นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้าม จำเลยจึงมีความผิดฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 29 ทวิ, 71 ทวิ สำหรับความผิดข้อหานำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ใช้บังคับเฉพาะการนำของป่าที่เก็บตามใบอนญาตเคลื่อนที่ภายหลังที่ได้นำไปถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตตามความในมาตรา 38 เท่านั้น ส่วนการนำของป่าหวงห้ามที่เก็บโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเคลื่อนที่ หาเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 39 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 ทวิ, 39, 71 ทวิ, 74 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 71 ทวิ, 74 ประกอบมาตรา 29 ทวิ, 39 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานเคลื่อนย้ายของป่าหวงห้ามโดยไม่มีใบเบิกทางปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 5,000 บาท ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคามจับกุมจำเลยและยึดได้ไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามตามกฎหมาย จำนวน 15 กระสอบ น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม เป็นของกลาง ขณะที่จำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกไม้กฤษณาของกลางไปตามถนนสายไชยคี บ้านประเถท โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับตามกฎหมาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดข้อหามีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโจทก์มีร้อยตำรวจโทศราวุธ กองสุข และพันตำรวจโทไพโรจน์ เช่นขาว เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความต้องกันว่าขณะที่พยานทั้งสองกับพวกออกตรวจพื้นที่เขตรับผิดชอบพบจำเลยขับรถยนต์กระบะแล่นสวนทางมา ที่กระบะรถยนต์มีผ้าใบหรือผ้ายางคลุมอยู่จึงเรียกให้หยุดตรวจค้นปรากฏว่ากระบะรถยนต์ที่มีผ้าใบหรือผ้ายางคลุมอยู่เป็นไม้กฤษณาบรรจุอยู่ในกระสอบป่าน 10 ใบ และบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยอีก 5 ใบ น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม สอบถามแล้วจำเลยรับว่าไม้กฤษณาเป็นของจำเลย จำเลยไม่มีใบอนุญาตให้ครอบครองและไม่มีใบเบิกทางขนย้าย จึงได้ยึดไม้กฤษณาไว้เป็นของกลางและแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองและนำเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุ เมื่อจำเลยตื่นนอนขึ้นมาเวลาประมาณ 6 นาฬิกา นายดำ ไม่ทราบนามสกุล ได้มาหาจำเลยที่บ้าน ว่าจ้างให้จำเลยขับรถยนต์กระบะไปบรรทุกของที่ท้ายบ้านไปส่งที่ปากทางตลาดประจันตคาม จำเลยคุ้นเคยกับนายดำมาก่อน เคยรับจ้างบรรทุกของให้นายดำ 2 ครั้งแล้ว ไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้นแต่อย่างใด พยานจึงได้รับจ้างตามที่นายดำว่าจ้างเป็นเงิน 200 บาท จำเลยขับรถยนต์กระบะไปรับของที่ท้ายบ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 1 กิโลเมตร สิ่งของที่จำเลยบรรทุกขึ้นรถบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 10 กว่าใบ จำเลยไม่รู้ว่าภายในกระสอบเป็นอะไร จำเลยจะต้องขับรถยนต์ไปส่งสิ่งของที่รับบรรทุกดังกล่าวที่ปากทางตลาดประจันตคาม ซึ่งอยู่ห่างจากที่รับบรรทุกนั้นเป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร เมื่อบรรทุกของเสร็จนายดำได้ขับรถจักรยานยนต์ล่วงหน้าไปก่อน จำเลยขับรถยนต์ตามออกมาที่บรรทุกได้ประมาณ 3 กิโลเมตร ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจเรียกตรวจค้น จำเลยไม่รู้ว่าของที่บรรจุอยู่ในกระสอบเป็นไม้กฤษณา เพราะนายดำไม่ได้บอกและจำเลยก็ไม่ได้ตรวจดูก่อน เนื่องจากกระสอบได้ถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว เหตุที่จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ามีของกลางอยู่บนรถหากรับสารภาพเรื่องจะง่ายขึ้น ทั้งจำเลยกลัวว่านายนำ ขาวโสม สามีของจำเลยจะรู้ว่าจำเลยนำรถยนต์มารับจ้าง จำเลยรับว่าจำเลยได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจริง นอกจากนี้ จำเลยมีนางน้ำทิพย์ ระวังภัย เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 6 นาฬิกา พยานไปที่บ้านจำเลยพบนายดำมาว่าจ้างให้จำเลยขับรถยนต์ไปบรรทุกขี้ไก่ โดยตกลงราคาค่าจ้างกัน 200 บาท พยานเคยเห็นนายดำมาว่าจ้างจำเลยไปบรรทุกขี้ไก่ประมาณ 2 ถึง 3 ครั้งแล้ว จากพยานหลักฐานของโจทก์และของจำเลยดังกล่าวปัญหาต้องพิจารณาก็คือจำเลยรู้หรือไม่ว่าสิ่งของที่จำเลยบรรทุกมานั้นเป็นไม้กฤษณาซึ่งเป็นของป่า เห็นว่า การที่จะค้นหาเจตนาของจำเลยว่ารู้หรือไม่รู้ว่าของที่จำเลยบรรทุกมาเป็นไม้กฤษณานั้นจำแป็นจะต้องอาศัยเหตุผลกรณีแวดล้อมและพิรุธแห่งการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติเหตุแวดล้อมกรณีแล้วการกระทำของจำเลยไม่สมเหตุสมผลผิดปกติวิสัยของปุถุชนทั่วไปเป็นพิรุธหลายประการ ตั้งแต่จำเลยอ้างว่านายดำเป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยขับรถยนต์ไปบรรทุกของกลาง จำเลยอ้างว่าคุ้นเคยกับนายดำมาก่อนแต่จำเลยไม่ได้นำสืบรายละเอียดเกี่ยวกับนายดำผู้ว่าจ้างอย่างใดเลย ซึ่งตามปกติทั่วไปแล้วหากจำเลยคุ้นเคยกับนายดำและนายดำเป็นผู้ว่าจ้างจริงแล้ว เพื่อให้จำเลยพ้นจากข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดแล้ว จำเลยน่าจะพยายามนำสืบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนายดำให้ได้ว่ามีตัวนายดำอยู่จริง ไม่ใช่แต่เพียงกล่าวอ้างขึ้นอย่างเลื่อนลอยแม้จำเลยจะอ้างนางน้ำทิพย์เป็นพยานว่า รู้เห็นขณะที่นายดำมาว่าจ้างจำเลยก็ตาม คำเบิกความของนางน้ำทิพย์ก็ไม่ทำให้เกิดความชัดเจนถึงรายละเอียดเกี่ววกับนายดำซึ่งจะทำให้ขัดต่อสู้ของจำเลยมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่ามีตัวตนนายดำอยู่จริงอย่างไรก็ดีหากเป็นกรณีที่จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายดำจริงๆ แล้ว จำเลยก็น่าจะพาเจ้าพนักงานตำรวจไปดูสถานที่รับของและสถานที่ที่จะไปส่งของ ทั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยทันทีที่ถูกจับกุมว่ามีอยู่จริง มีผู้รับผิดชอบจริง ไม่ใช่ยกขึ้นกล่าวอ้างอย่างลอยๆ เช่นนี้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้รับจ้างบรรทุกสิ่งของโดยทั่วไปที่ไม่สอบถามว่าสิ่งของที่ผู้ว่าจ้างจะให้ไปบรรทุกนั้นเป็นสิ่งของใด และเมื่อพิเคราะห์จากไม้กฤษณาของกลางมีจำนวนถึง 15 กระสอบ น้ำหนักรวมถึง 100 กิโลกรัม ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเมื่อบรรทุกขึ้นกระบะรถยนต์แล้วยังได้ใช้ผ้ายางหรือผ้าใบคลุมกระบะรถยนต์ไว้ด้วยเช่นนี้ การที่จำเลยอ้างในทำนองว่าไม่ได้สนใจว่าของที่รับจ้างบรรทุกจะเป็นสิ่งของใดนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ จากพฤติการณ์ที่เป็นพิรุธ ไม่สมเหตุสมผล ผิดปกติวิสัยของปุถุชนทั่วไปดังกล่าวประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงานตำรวจขณะถูกจับกุมว่ารถยนต์ที่ใช้บรรทุกไม้กฤษณาของกลางเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ของสามีจำเลย ทั้งๆ ที่รถยนต์เป็นของสามีจำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริต จำเลยไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาที่จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างคนทั่วๆ ไป พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอเชื่อได้ว่าจำเลยรู้ว่าสิ่งของที่บรรทุกมานั้นเป็นไม้กฤษณาอันเป็นของป่าหวงห้ามพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังหักล้างพยานโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง สำหรับความผิดข้อหานำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นว่า มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ใช้บังคับเฉพาะการนำของป่าที่เก็บตามใบอนุญาตเคลื่อนที่ภายหลังที่ได้นำไปถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตตามความในมาตรา 38 เท่านั้น ส่วนการนำของป่าหวงห้ามที่เก็บโดยไม่ได้รับอนุญาตเคลื่อนที่ หาเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 39 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานนำของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 ทวิ, 71 ทวิ จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 29 ทวิ ม. 38 ม. 39 ม. 71 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นางบัวไข ทาโสม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6146/2550
#410521
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 2,500,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน ความจริงจำเลยกู้เงินเพียง 2,000,000 บาท แต่โจทก์นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราตามกฎหมายรวมเป็นเงินต้นด้วย จึงระบุต้นเงินในสัญญากู้ยืมเงิน 2,500,000 บาท เป็นการนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่กู้จากโจทก์ว่าไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. 94 วรรคท้าย ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้

เมื่อมีการยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลต้องตรวจว่าต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) หรือไม่ หากคำร้องสอดต้องด้วยหลักเกณฑ์ของกฎหมายศาลก็จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคือรับคำร้องสอดไว้พิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนการสั่งรับหรือไม่รับคำร้องสอดในเบื้องต้น ส่วนเมื่อรับคำร้องสอดไว้พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะรับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้องสอดหรือไม่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาคดี และแม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาจะรับฟังไม่ได้ตามที่อ้างก็ไม่มีผลทำให้ขั้นตอนการสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมหรือการสั่งรับคำร้องสอดไว้พิจารณาในตอนแรกกลับกลายเป็นการสั่งโดยไม่ชอบหรือผิดหลง

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์แล้วไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน จำเลยขอชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระและให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองแล้วแต่โจทก์ผิดนัดไม่ยอมรับชำระ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รับชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระพร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้จำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีในอันที่จะให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินเมื่อจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นของจำเลยร่วมด้วย คำร้องสอดของจำเลยร่วมต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ชอบที่จะรับคำร้องสอดไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2533 จำเลยกู้เงินจากโจทก์ 2,500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ทุกเดือน และจะชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 18 กันยายน 2534 จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์แล้วแต่ไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามกำหนด นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงิน 2,314,847 บาท และดอกเบี้ย 226,864 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,541,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,314,847 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมจำเลยกู้เงินจากนายจิตพงษ์ เกื้อวงศ์ โดยมีนายสมประสงค์ ชัยมงคล จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกัน ต่อมาจำเลยไปขอกู้เงินจากนายจิตพงษ์เพิ่มแต่นายจิตพงษ์ไม่มีเงินให้กู้ จำเลยจึงขอกู้จากโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท โจทก์ยอมให้กู้เป็นเวลา 10 เดือน คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน และมอบเงินกู้ให้จำเลยเพียง 1,875,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 625,000 บาท โจทก์หักเป็นดอกเบี้ย จำเลยนำเงินกู้บางส่วนไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 แล้วนำมาจำนองเป็นประกันหนี้โจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดในต้นเงินส่วนที่เกิน 1,875,000 บาท เนื่องจากจำเลยไม่ได้รับเงินส่วนนี้ และไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากโจทก์คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว 600,000 บาท คงค้างชำระต้นเงินเพียง 1,275,000 บาท เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 นางสมประสงค์ขอชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างที่ผิดนัด ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์รับชำระเงิน 1,275,000 บาท จากจำเลย และให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายสมประสงค์ ชัยมงคล ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีในการขอให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวเมื่อจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นของผู้ร้องด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งมีคำสั่งไม่รับโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย และสั่งคำร้องของผู้ร้องว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยแล้วผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยและผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปัจจุบัน) พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยและคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและฟ้องแย้งจำเลยร่วมว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2533 จำเลยร่วมกู้เงินโจทก์ 2,500,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจะชำระหนี้คืนภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2534 ในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยร่วมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกัน หนี้เงินกู้ของจำเลยร่วมและของจำเลยเป็นหนี้คนละส่วนกัน เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยร่วมผิดนัดไม่ชำระคิดถึงวันที่โจทก์ฟ้องแย้งจำเลยร่วมค้างชำระต้นเงิน 2,500,000 บาท และดอกเบี้ย 864,570 บาท ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมและบังคับให้จำเลยร่วมชำระเงิน 3,364,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งของโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยร่วมจนครบ

จำเลยร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ว่า จำเลยร่วมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยในวงเงิน 2,500,000 บาท แต่โจทก์มอบเงินกู้ให้จำเลยเพียง 1,875,000 บาท หนี้ของจำเลยและของจำเลยร่วมเป็นหนี้รายเดียวกัน จำเลยร่วมเคยขอชำระหนี้แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมรับ จำเลยยังคงค้างชำระต้นเงินเพียง 1,275,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยโจทก์คิดอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้งของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,314,847 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 226,864 บาท และให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 864,570 บาท หากจำเลยร่วมไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยร่วมถึงแก่กรรม นางสาวดลพร ชัยมงคล บุตรจำเลยร่วม ขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ ยกคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องสอดและกระบวนพิจารณาที่ต่อเนื่องจากคำร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ฟ้องแย้งผู้ร้องสอดและคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้องสอด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2533 จำเลยร่วมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประกันหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.8 และเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2533 จำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่าไม่ได้รับเงินครบจำนวนตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 2,500,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ความจริงจำเลยกู้เงินเพียง 2,000,000 บาท แต่โจทก์นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราตามกฎหมายรวมเป็นเงินต้นด้วย จึงระบุต้นเงินในสัญญากู้ยืมเงิน 2,500,000 บาท นั้นเป็นการนำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่กู้จากโจทก์ว่าไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย ไม่ใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จำเลยย่อม จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด...... พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานจำเลยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อหักเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์บางส่วนแล้ว คิดถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2534 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายจำเลยยังค้างชำระหนี้อยู่จำนวน 2,314,847 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำร้องสอดของจำเลยร่วมและกระบวนพิจารณาที่ต่อเนื่องจากคำร้องสอดเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลจะตรวจดูว่าคำร้องดังกล่าวต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) หรือไม่ หากคำร้องสอดต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้วศาลก็จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมคือรับคำร้องสอดไว้พิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนการสั่งรับหรือไม่รับคำร้องสอดในเบื้องต้น ส่วนเมื่อรับคำร้องสอดไว้พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะรับฟังได้ตามที่อ้างในคำร้องสอดหรือไม่เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาคดี และแม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณาจะรับฟังไม่ได้ตามที่อ้างก็ไม่มีผลทำให้ขั้นตอนการสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมหรือการสั่งรับคำร้องสอดไว้พิจารณาในตอนแรกกลับกลายเป็นการสั่งโดยไม่ชอบหรือผิดหลง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินส่วนที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าในการกู้เงินดังกล่าวจำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ไว้เป็นประกัน จำเลยขอชำระหนี้ส่วนที่ค้างชำระและให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 แล้วแต่โจทก์ผิดนัดไม่ยอมรับชำระ ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รับชำระหนี้ ส่วนที่ค้างชำระพร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ที่จำนองเป็นประกันหนี้จำเลย เป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีในอันที่จะให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นของจำเลยร่วมด้วย คำร้องสอดของจำเลยร่วมดังกล่าวจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปัจจุบัน) พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอดไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนในเวลาต่อมาเมื่อจำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้เงินกู้จากจำเลยและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ตามฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมนั้น หากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกันหนี้ของจำเลยต่อโจทก์ตามที่กล่าวอ้างในคำร้องสอดศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาไปตามรูปคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม และยกคำร้องสอดของจำเลยร่วมตลอดจนกระบวนพิจารณาที่ต่อเนื่องจากคำร้องสอดโดยเห็นว่าเป็นการพิพากษาโดยผิดหลงนั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่...... พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมามีน้ำหนักน่าเชื่อถือน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยร่วม ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามพยานหลักฐานของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 เป็นประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นพับชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ทำให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้อง จำเลยจึงมีหน้าที่รับผิดชอบชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหมดนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้ความรับผิดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ผู้แพ้หรือผู้ชนะเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ผู้แพ้หรือผู้ชนะเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมหรือให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับก็ได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,314,847 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 226,864 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของโจทก์และของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 18,000 บาท ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่ให้ยกคำขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องสอดและกระบวนพิจารณาที่ต่อเนื่องจากคำร้องสอด และที่ให้ยกฟ้องแย้งของโจทก์และของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 57 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจียนรัตน์ รูปดี
จำเลย — นางนภาพร วรรณชนะ
จำเลยร่วม — นางสมประสงค์ ชัยมงคลฯ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6145/2550
#410639
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกัน แล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากไม่มีการชี้สองสถานและกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง จึงมิใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่อำนาจฟ้อง จึงมิใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีเดินสะพัดและหนี้แพคกิ้งเครดิต โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 8 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกัน ขอให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 41,795,051.29 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเก้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ไม่เคยทำสัญญากู้และไม่เคยทำสัญญาประเภทหนี้แพคกิ้งเครดิตกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างศาลชั้นต้นสืบพนายโจทก์ไปบางส่วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การยื่นพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลชอบที่จะรับไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า หลังจากโจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง แต่ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียงเก้าแสนบาทเศษ โจทก์ไม่ฟ้องให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับผิดภายในอายุความตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันแล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เช่นนี้ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน และกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ จึงหาใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 แก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทพิจิตรอาหารกระป๋อง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2550
#410870
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกิดสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาและเกิดความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฎิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21)ฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติ มาตรา 309 ทวิ มีผลบังคับใช้แล้ว คำร้องของจำเลยทั้งสองจึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนอง จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยขายทอดตลาดครั้งที่ 2 เป็นเงิน 600,000 บาท

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ผิดระเบียบ

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดยื่นคำคัดค้านว่า การขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า การขายตลาดขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ราคาขายทอดตลาดในครั้งที่ 2 ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอในการขายทอดตลาดครั้งแรก เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ ให้งดการไต่สวน และยกคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควร อันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา และเกิดจากความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติ มาตรา 309 ทวิ มีผลบังคับใช้แล้ว คำร้องของจำเลยทั้งสองจึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนนต์ จิระนภากุลวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2550
#413497
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงก็ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องจัดให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวโดยมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และการที่ทนายจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเรื่องผิดระเบียบ แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นั้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตัวการ เพราะการกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีไปในทางปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แต่เป็นการกระทำที่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายเสียสิทธิที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินตามขอก็ดี และต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,853,511.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 9,283,288.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 570,222.83 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จำดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2546 ทนายจำเลยที่ 1 จึงหมดหน้าที่การเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งรวม

ในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์มาศาลฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังตามกฎหมายแล้ว โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจฎีกาให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม 3 ครั้ง โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันว่า กำลังดำเนินการให้ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาทั้งสามครั้งโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ไม่มีการวางเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

วันที่ 21 มิถุนายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนการอ่านคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้นกับคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเพราะเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเนื่องจากศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาทั้งที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต้องเป็นกรณีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่งซึ่งคดีนั้นจะต้องยังไม่ถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต ถือว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไปแล้วคดีจึงถึงที่สุด ทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ได้ เมื่อทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้แล้วก็มิอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา (ที่ถูกอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่อ่านคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงก็ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องจัดให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวโดยมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และการที่ทนายจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเรื่องผิดระเบียบ แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตัวการ เพราะการกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีไปในทางปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แต่เป็นการกระทำที่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายเสียสิทธิที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินตามขอก็ดี และต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่การอ่านคำสั่งศาลฎีกาเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ของผู้ร้องแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42
ชื่อคู่ความ
ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้สวมสิทธิ
โจทก์ — เป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายปรัชญา แก้วช้าง
จำเลย — นายประจวบ แก้วช้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6119/2550
#561061
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 แล้วนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ เป็นคำสั่งงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) โดยเหตุผลที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็เพื่อที่จะรอฟังผลการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้วเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่วางเงินประกันภายในเวลาที่กำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า มูลเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ย่อมสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้แล้วก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ได้ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่ประการใดไม่

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดี ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1) และมิใช่เป็นการเปลี่ยนผู้พิพากษาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 653,740.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 624 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด โดยนายนพดล เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 650,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2540 และหมายบังคับคดี

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันที่ 24 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด (คำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดี) ยังไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้โจทก์ ยกคำร้อง

ก่อนเริ่มไต่สวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันค่าเสียหาย จำนวน 195,000 บาท ภายในวันที่ 20 มกราคม 2546 เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินประกัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปวางเงินภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินประกันอีก โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินเข้าบัญชีทนายจำเลยที่ 2 แล้ว แต่ทนายจำเลยที่ 2 ประสบอุบัติเหตุไม่สามารถนำเงินประกันมาวางศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการวางเงินประกันและยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

วันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอวางเงินประกันค่าเสียหาย และขอให้นัดไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันมาวางตามคำสั่งศาล จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว ไม่มีเหตุที่จะรับเงินประกันค่าเสียหายและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

วันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด (คำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี) ของจำเลยที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 แล้ว คำสั่งศาลไม่อนุญาตให้จ่ายเงินให้โจทก์ตามคำร้องลงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 ย่อมสิ้นผลโดยปริยาย ดังนั้นคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้โจทก์ตามคำสั่งลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งมีคำสั่งหลังจากศาลยกคำร้องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 29 เมษายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดไปแล้วจึงถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 318 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องขอขยายเวลาวางเงินประกัน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาเพียงประการเดียวว่า คำสั่งศาลชั้นต้นทีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 แล้วนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ เป็นคำสั่งงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) โดยเหตุผลที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็เพื่อที่จะรอฟังผลการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้วเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่วางเงินประกันภายในเวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า มูลเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ย่อมสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้แล้วก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ได้ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่ประการใดไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้พิพากษาที่มีคำสั่งอนุญาตในคำร้องให้โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 มิได้นั่งพิจารณาหรือเป็นองค์คณะของผู้พิพากษาที่ว่าคดีนี้และไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ที่จะต้องเปลี่ยนผู้พิพากษาที่มีคำสั่งไม่อนุญาตเป็นผู้พิพากษาคนอื่นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด คำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดี ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1) และมิใช่เป็นการเปลี่ยนผู้พิพากษาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาหรือไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (2) ม. 296 วรรคห้า
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2) ม. 25 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายนพดล นนท์ขุนทด
จำเลย — นายเด่นชัย แสนนามวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายสราวุธ มุ่งรวยกลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6116 -ที่ 6117/2550
#412224
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 734 วรรคสอง เป็นกรณีที่มีการจำนองทรัพย์หลายสิ่งเพื่อประกันหนี้รายหนึ่งรายเดียวโดยมิได้ระบุลำดับไว้ เมื่อผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับแก่ทรัพย์สินทั้งหมดพร้อมกันจึงแบ่งกระจายภาระแห่งหนี้ไปตามจำนวนเงินจำนองที่ระบุไว้เฉพาะทรัพย์สินนั้นๆ แต่ผู้ร้องมิใช่ผู้รับจำนองที่ใช้สิทธิดังกล่าว เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้ร้องแล้วยังคงมีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยกเหตุตามมาตราดังกล่าวขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 154,731.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 67,549 บาท นับจากวันที่ 6 มีนาคม 2540 และของเงิน 55,598 บาท นับจากวันที่ 3 เมษายน 2540 และของเงิน 15,790 บาท นับจากวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 และของเงิน 15,790 บาท นับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมแล้วต้องไม่เกิน 11,303.64 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 3550 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องรวมสองฉบับว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13/2544 และหมายเลขแดงที่ 14/2544 ให้จำเลยกับนางสุภีร์ ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้อง 6,252,855.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 4,699,426.53 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จ และ 6,919,588.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 6,642,514.03 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามลำดับ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดโดยปลอดจำนองและให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับนางสุภีร์ไม่ได้จำนองทรัพย์สินที่ยึดเป็นประกันหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13/2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดหลายครั้งแล้ว จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ผู้ร้อง 20 แปลงเศษโดยมิได้ระบุลำดับไว้ ภาระแห่งหนี้จึงต้องกระจายไปตามส่วน ทรัพย์สินที่ยึดมีภาระแห่งหนี้เพียง 200,000 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียง 200,000 บาท ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 3550 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้แบ่งภาระหนี้กระจายไปตามส่วนแห่งทรัพย์สินนั้นๆ หากมีเงินเหลือจากการชำระหนี้แก่ผู้ร้องให้โจทก์ได้รับแต่เงินที่เหลือ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือไม่ประสงค์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองรายนี้ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิการขายทอดตลาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับไม่เกินวงเงินที่จำนองพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดเพียงใด เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทย่อมมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย และการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์พิพาทได้ ดังนั้น เมื่อเอาทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จะอ้างว่าจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ผู้ร้องหลายแปลงโดยมิได้ระบุลำดับไว้ ภาระแห่งหนี้จึงต้องกระจายไปตามส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 734 วรรคสอง นั้นหาได้ไม่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวเป็นการจำนองทรัพย์หลายสิ่งเพื่อประกันหนี้รายหนึ่งรายเดียวโดยมิได้ระบุลำดับไว้ เมื่อผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับแก่ทรัพย์สินทั้งหมดพร้อมกันจึงให้แบ่งกระจายภาระแห่งหนี้ไปตามจำนวนเงินจำนองที่ระบุไว้เฉพาะทรัพย์สิ่งนั้นๆ แต่คดีนี้ผู้ร้องมิใช่ผู้รับจำนองที่ใช้สิทธิดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญซึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองแล้วยังคงมีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกเหตุตามมาตราดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 734
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น พี ที มาเก็ตติ้ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิภักดิ์ ฉัตรบรรยงค์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6116 -ที่ 6117/2550
#413421
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทย่อมมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย และการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์พิพาทได้ ดังนั้น เมื่อเอาทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จะอ้างว่าจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ผู้ร้องหลายแปลงโดยมิได้ระบุลำดับไว้ภาระแห่งหนี้จึงต้องกระจายไปตามส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 734 วรรคสอง นั้น หาได้ไม่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวเป็นการจำนองทรัพย์หลายสิ่งเพื่อประกันหนี้รายหนึ่งรายเดียวโดยมิได้ระบุลำดับไว้ เมื่อผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับแก่ทรัพย์สินทั้งหมดพร้อมกันจึงให้แบ่งกระจายภาระแห่งหนี้ไปตามจำนวนเงินจำนองที่ระบุไว้เฉพาะทรัพย์สิ่งนั้น ๆ แต่คดีนี้ผู้ร้องมิใช่ผู้รับจำนองที่ใช้สิทธิดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญซึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองแล้วยังคงมีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกเหตุตามมาตราดังกล่าวขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 154,731.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 67,549 บาท นับจากวันที่ 6 มีนาคม 2540 และของเงิน 55,598 บาท นับจากวันที่ 3 เมษายน 2540 และของเงิน 15,790 บาท นับจากวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 และของเงิน 15,790 บาท นับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมแล้วต้องไม่เกิน 11,303.64 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3550 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องรวมสองฉบับว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13/2544 และหมายเลขแดงที่ 14/2544 ให้จำเลยกับนางสุภีร์ร่วมกันชำระเงินแก่ผู้ร้อง 6,252,855.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 4,699,426.53 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และ 6,919,588.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 6,642,514.03 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามลำดับ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดโดยปลอดจำนอง และให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยกับนางสุภีร์ไม่ได้จำนองทรัพย์สินที่ยึดเป็นประกันหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13/2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดหลายครั้งแล้ว จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ผู้ร้อง 20 แปลงเศษ โดยมิได้ระบุลำดับไว้ ภาระแห่งหนี้จึงต้องกระจายไปตามส่วนทรัพย์สินที่ยึดมีภาระแห่งหนี้เพียง 200,000 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียง 200,000 บาท ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3550 ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้แบ่งภาระหนี้กระจายไปตามส่วนแห่งทรัพย์สินนั้น ๆ หากมีเงินเหลือจากการชำระหนี้แก่ผู้ร้องให้โจทก์ได้รับแต่เงินที่เหลือ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือไม่ประสงค์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองรายนี้ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิการขายทอดตลาดต่อไป

โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับไม่เกินวงเงินที่จำนองพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดเพียงใด เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทย่อมมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย และการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์พิพาทได้ ดังนั้น เมื่อเอาทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จะอ้างว่าจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ผู้ร้องหลายแปลงโดยมิได้ระบุลำดับไว้ ภาระแห่งหนี้จึงต้องกระจายไปตามส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 734 วรรคสอง นั้นหาได้ไม่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวเป็นการจำนองทรัพย์หลายสิ่งเพื่อประกันหนี้รายหนึ่งรายเดียวโดยมิได้ระบุลำดับไว้ เมื่อผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับแก่ทรัพย์สินทั้งหมดพร้อมกันจึงให้แบ่งกระจายภาระแห่งหนี้ไปตามจำนวนเงินจำนองที่ระบุไว้เฉพาะทรัพย์สิ่งนั้น ๆ แต่คดีนี้ผู้ร้องมิใช่ผู้รับจำนองที่ใช้สิทธิดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญซึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองแล้วยังคงมีเงินเหลือจากการขายทอดตลาดเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกเหตุตามมาตราดังกล่าวขึ้นอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 734 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น พี ที มาเก็ตติ้ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิภักดิ์ ฉัตรบรรยงค์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6113/2550
#410701
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งระบุชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวเป็นเจ้าของ กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองร่วมด้วยครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่ผู้เดียว โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบในคดีย่อมตกแก่ผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1446 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 2 งาน 63 ตารางวา พร้อมบ้าน 2 หลัง ที่อยู่ในที่ดินพิพาท หลังแรกเลขที่ 123/1 หลังที่สองไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 6 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นางแก้ว โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องและจำเลยได้ยกที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1446 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่ผู้ร้องกับจำเลยคนละครึ่ง แต่ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยตกลงว่าจะใส่ชื่อผู้ร้องในภายหลังและผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันส่วนของผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินร่วมกับจำเลยคนละครึ่งหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความถึงเหตุผลแห่งการที่ที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางแก้วซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องและจำเลย ต่อมานางแก้วประสงค์จะยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับจำเลยคนละครึ่ง แต่เนื่องจากต้องการนำที่ดินไปจำนองธนาคารจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของคนเดียวก่อน จำเลยจึงได้ทำหนังสือให้สัญญาไว้ว่าจะต้องใส่ชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในภายหลัง เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะมีนางแก้วและจำเลยมาเบิกความรับรองข้อตกลงก็ตามแต่พยานผู้ร้องทุกคนดังกล่าวล้วนเป็นเครือญาติใกล้ชิดและมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีนี้ทั้งสิ้น จึงมีน้ำหนักน้อย อีกทั้งยังปรากฏว่ามีบุคคลที่ได้ลงชื่อเป็นพยานในข้อตกลงอีก 2 คน คือ นายสนอง สุขภิญโญ และนายเล็ก สุทธิบุตร แต่ผู้ร้องก็หาได้นำบุคคลทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลไม่ และในประการสำคัญที่สุด คือ ข้ออ้างตามทางนำสืบของพยานผู้ร้องที่พยานผู้ร้องทั้งสามคนเบิกความตรงกันว่าเหตุที่ต้องใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของคนเดียวก่อนเนื่องจากจะต้องนำที่ดินพิพาทไปจำนองธนาคารนั้น แม้ผู้ร้องจะพยายามนำสืบว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่นางแก้วยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเพียงวันเดียว ดังที่ปรากฏในสารบัญจดทะเบียนหลัง น.ส.3 ก. ที่ระบุว่าการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยกระทำในวันที่ 17 ตุลาคม 2537 และต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 จำเลยก็ได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรซึ่งสอดคล้องตรงกันกับข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องพยายามนำสืบต่อศาลก็ตามแต่ข้อนำสืบดังกล่าวก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะสนับสนุนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวก่อนแต่อย่างใด เพราะแม้หากจะใส่ชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ทั้งจำเลยและผู้ร้องก็สามารถนำที่ดินพิพาทไปจำนองกับธนาคารหรือโจทก์ได้เว้นแต่ว่าผู้ร้องและจำเลยจะตั้งใจสมคบกันที่จะฉ้อฉลธนาคารรวมทั้งโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มาแต่ต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องถือว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมาตั้งแต่แรก เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" ผู้ร้องย่อมไม่อาจอ้างการฉ้อฉลหรือกระทำโดยไม่สุจริตดังกล่าวมาร้องขอความยุติธรรมจากศาลได้พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงขัดต่อเหตุผลและมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า คดีนี้โจทก์มิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องศาลล่างทั้งสองชอบที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งระบุชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวเป็นเจ้าของ กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองร่วมด้วยครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่ผู้เดียว โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบในคดีนี้ย่อมตกแก่ผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เมื่อพยานหลักฐานของผู้ร้องดังที่ได้วินิจฉัยมาไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยครึ่งหนึ่งดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแล้ว แม้โจทก์จะมิได้นำพยานมาสืบหักล้าง ศาลก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบได้ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวซิ่วฟ้า เซี่ยงเจ๊ว
ผู้ร้อง — นางมาเรีย โพธิ์ทอง
จำเลย — นางบุบผา สุขภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6109/2550
#410617
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 กำหนดไว้ว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 มิใช่เริ่มนับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์งวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 793,973.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 629,124.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,413 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 และจะชำระเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความอีก 10,000 บาท หากจำเลยทั้งสองนัดงวดหนึ่งงวดใดให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองเพื่อจะดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด แต่ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองได้เงินสุทธิจ่ายให้โจทก์ 559,157 บาท ยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวภายหลังจากหักเงินได้สุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วคำนวณถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 1,367,783.10 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นต้ว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากกฎว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 135 (2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ตามหนังสือของสำนักอำนวยการประจำศาลล้มละลายกลาง ที่ ศย 300.011/อธ 427 ลงวันที่ 20 กันยายน 2550 เอกสารในสำนวนอันดับที่ 37 จึงมีผลให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยที่ 2 ไปด้วยในตัว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางโดยจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 แล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เลย คิดถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพียงข้อเดียวทำนองว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "...ข้อ 1 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์... โดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกๆ เดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ชำระภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 ทั้งนี้จะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นต้นไป ข้อ 2 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ และค่าทนายความอีกเป็นเงิน 10,000 บาท โดยจะชำระภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ... ข้อ 4 หากจำเลย (ทั้งสอง)ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปภายใน 10 ปี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2548 เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 กำหนดไว้แล้วว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 มิใช่เริ่มนับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์งวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัย โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 พ้น กำหนด 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ และให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลรวมมากับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500 บาท จึงไม่คืนให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 204
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
นายสมชายหรือวศิน ห้อยประเวศหรือห้อยประเวช
จำเลย — หรืออำนวยสิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา