คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4266/2550
#410448
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อน ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจาก อ. ในฐานะเป็นตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อสินค้าต่างๆ ที่สั่งซื้อมาไม่ได้มีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีความเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนที่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 812

ค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความที่โจทก์นำมาฟ้อง มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเป็นผลเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แต่เป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์สมัครใจต่อสู้คดีในคดีก่อนมาตั้งแต่ต้น โดยให้การปฏิเสธความรับผิด จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์แต่ผู้เดียวที่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ และสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่ อ. ไปในคดีก่อนนั้น เป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อมาและนำไปใช้ในราชการของโจทก์ ไม่ได้นำไปใช้ในการส่วนตัวของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

หนี้ค่าดอกเบี้ยถือได้ว่าเป็นหนี้อุปกรณ์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดในหนี้ประธานแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่จำต้องรับผิดในหนี้อุปกรณ์ด้วย

ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่โจทก์มาฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่หนี้อุปกรณ์ของหนี้ในคดีก่อนที่โจทก์ถูกฟ้อง เพราะมิได้เกิดขึ้นและสิ้นไปตามหนี้ดังกล่าว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 161 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมรวมถึงค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดรวมถึงการควบคุมและอนุมัติการสั่งซื้อสั่งจ่ายพัสดุต่างๆ เพื่อใช้ในกิจการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนก 4 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการสั่งซื้อพัสดุตามความประสงค์และตามงบประมาณที่โจทก์จัดสรรให้ ในการสั่งซื้อสั่งจ้างพัสดุดังกล่าวจำเลยทั้งสองฟ้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 8 พ.ศ.2531 และตามระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจในการสั่งซื้อและสั่งจ้างแก่หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ในกรมตำรวจ จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมกันสั่งซื้อวัสดุ อุปกรณ์สำนักงานและพัสดุต่างๆ จากนางสาวอัปสร เด่นวรรณกุล หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 667,633 บาท โดยในขณะจัดซื้อจำเลยทั้งสองไม่มีคำขอเกี่ยวกับงบประมาณการจัดซื้อและมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุและระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจในการสั่งซื้อและสั่งจ้าง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องทำรายงานเสนอจำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานผู้มีอำนาจในการอนุมัติการจัดซื้อโดยแสดงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องซื้อหรือแจ้งรายละเอียดของพัสดุที่จะซื้อ ราคาวงเงินกำหนดเวลาที่ต้องการใช้ วิธีการสั่งซื้อและต้องตั้งกรรมการตรวจรับพัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวให้ถูกต้อง อนุมัติแล้วจึงซื้อ แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันสั่งซื้อพัสดุสำนักงานและสินค้ามาใช้ในขณะที่ยังไม่มีงบประมาณเป็นการสั่งซื้อกับนางสาวอัปสรโดยตรงด้วยวาจาหรือกระดาษใบสั่งเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้า เมื่อมีงบประมาณจึงจะเบิกจ่ายให้ภายหลังและเมื่อมีการนำสินค้ามาส่งให้ก็ให้เจ้าหน้าที่ลงนามรับไว้โดยไม่มีกรรมการตรวจรับพัสดุที่ซื้อแต่อย่างใด อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอีกทั้งไม่เคยรายงานให้โจทก์ทราบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์กล่าวคือ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 นางสาวอัปสรได้ยื่นฟ้องโจทก์เรียกเงินค่าพัสดุอุปกรณ์สำนักงานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อมาใช้ โจทก์ได้ต่อสู้คดีเรื่อยมาจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์ต้องชำระต้นเงินจำนวน 667,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จและใช้ค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความ ซึ่งโจทก์ได้นำเงินไปชำระในวันที่ 23 มีนาคม 2541 เป็นเงินจำนวน 1,095,695.44 บาท แยกค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 7,000 บาท ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 7,000 บาท ค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 16,690.83 บาท และค่าดอกเบี้ยเป็นเงิน 396,371.61 บาท โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชดใช้เงินส่วนเกินกว่าที่เป็นหนี้จริงถึง 428,062.44 บาท โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาผู้รับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 428,062.44 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 อันเป็นวันที่โจทก์ต้องชำระหนี้ให้แก่นางสาวอัปสรถึงวันฟ้องเป็นเงิน 32,104.68 บาท รวมเป็นเงิน 460,162.12 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 428,062.44 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อในการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์สำนักงานและพัสดุต่างๆ มาใช้ในกิจการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการสั่งซื้อด้วยตนเองแต่มอบหมายให้ทางฝ่ายจัดซื้อแผนก 4 เป็นผู้ดำเนินการ การสั่งซื้อเป็นไปตามระเบียบทางราชการและระเบียบสำนักนายรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ส่วนการซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสรนั้น ทางเจ้าหน้าที่แผนก 4 เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อโดยดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการ สาเหตุที่นางสาวอัปสรฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าเนื่องจากงบประมาณในการจัดซื้อยังไม่จัดสรรมา เมื่องบประมาณได้รับการจัดสรรแล้วก็จะต้องนำเงินไปชำระให้แก่นางสาวอัปสรซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของทางแผนก 4 โดยตรง จำเลยที่ 1 ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าด้วยตนเองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่นางสาวอัปสรแต่พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นับแต่โจทก์ถูกฟ้องจนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาโจทก์มิได้ดำเนินการกับจำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลาถึง 7 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อและมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือรู้เห็นการสั่งซื้อวัสดุ อุปกรณ์สำนักงานและพัสดุต่างๆ จากนางสาวอัปสร จำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานในหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุและระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจในการสั่งซื้อและสั่งจ้างตามขั้นตอน การที่นางสาวอัปสรฟ้องโจทก์จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระต้นเงิน ดอกเบี้ยค่าทนายความทั้งสามศาลรวมทั้งค่าขึ้นศาลแก่นางสาวอัปสรนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่สนใจที่จะชดใช้ค่าสินค้าตามที่นางสาวอัปสรฟ้อง แต่กลับต่อสู้คดีเรื่อยมาหากโจทก์ชำระเงินตั้งแต่ต้น ความเสียหายต่างๆ ที่โจทก์อ้างมาก็จะไม่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 428,062.44 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 32,104.68 บาท ให้จำเลยทั้งสองรวมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติโจทก์ เมื่อระหว่างปี 2530 ถึงปี 2532 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนก 4 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์สำนักงานและพัสดุต่างๆ ที่ใช้ในกิจการของกองกำกับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา จากนางสาวอัปสร เด่นวรรณกุล หลายครั้ง รวมเป็นเงินที่ค้างชำระ 667,633 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 นางสาวอัปสรได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นเรียกเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่สั่งซื้อมาใช้ในกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3831/2540 ให้โจทก์ชำระต้นเงินจำนวน 667,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โจทก์นำเงินไปชำระเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 1,095,695.44 บาท โดยแยกเป็นต้นเงินจำนวน 667,633 บาท ค่าทนายความศาลชั้นต้นจำนวน 5,000 บาท ค่าทนายความศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาศาลละ 7,000 บาท ค่าขึ้นศาลจำนวน 16,690.83 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 392,371.61 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าหนี้ส่วนเกินตามฟ้องอันได้แก่หนี้ค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความและค่าขึ้นศาลเป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ มิได้ปฏิบัติตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2521 และระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจให้สั่งซื้อและสั่งจ้างฉบับที่ 14 พ.ศ.2528 จำเลยที่ 1 กระทำในฐานะผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการสั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสร โดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ทั้งหลังจากสั่งซื้อสินค้าแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการชำระราคาทั้งมิได้รายงานให้โจทก์ทราบ จนกระทั่งโจทก์ถูกนางสาวอัปสรฟ้องคดีเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคแรก นั้น เห็นว่า เกี่ยวกับหนี้ค่าสั่งซื้อสินค้ารายนี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2540 เอกสารหมาย จ.8 ซึ่งนางสาวอัปสร เด่นวรรณกุล เป็นโจทก์ฟ้องกรมตำรวจ (โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1) พันตำรวจเอกวิทยา นิลเพ็ชร์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำเลยที่ 3) ในคดีก่อน โจทก์ให้การต่อสู้คดีในสาระสำคัญว่า การสั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสรเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในนามของโจทก์ทั้งไม่ได้นำสินค้าต่างๆ มาใช้ในราชการของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าแทนโจทก์โดยใช้งบประมาณที่โจทก์จัดสรรให้มาเป็นรายปี การสั่งซื้อสินค้าได้นำไปใช้ในราชการของโจทก์ไม่ปรากฏว่าได้นำสินค้าไปใช้เป็นการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อนก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสรในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อไม่ปรากฏว่าสินค้าต่างๆ ที่สั่งซื้อมานั้นได้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีความเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 ส่วนค่าดอกเบี้ยค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั้นมิใช่ควมเสียหายที่เกิดขึ้นอันเป็นผลเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แต่เป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์สมัครใจต่อสู้คดีในคดีก่อนมาตั้งแต่ต้นโดยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการในนามของโจทก์และไม่ได้นำสินค้ามาใช้ในราชการของโจทก์ จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์แต่ผู้เดียวที่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ และสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่นางสาวอัปสรไปคดีก่อนนั้น ฟังได้ว่าเป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อมาและนำไปใช้ในราชการของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้นำไปใช้ในการส่วนตัวของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้ หนี้ค่าดอกเบี้ยถือได้ว่าเป็นหนี้อุปกรณ์ เมื่อหนี้ประธานจำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดแล้ว หนี้อุปกรณ์จำเลยทั้งสองก็ไม่จำต้องรับผิดด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่โจทก์มาฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองนั้น ไม่ใช่หนี้อุปกรณ์ของหนี้ในคดีก่อนที่โจทก์ถูกฟ้อง เพราะมิได้เกิดขึ้นและสิ้นไปตามหนี้ดังกล่าว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาซึ่งความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมรวมถึงค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อนมาจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 812
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — พันตำรวจเอกวิทยา นิลเพ็ชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2550
#273704
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้จัดการมรดกของ ท. ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดิน ธ. ย่อมหมดสิทธิในที่ดินต้องรื้อถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่ ธ. ยินยอมให้ตึกแถวตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิในตึกแถวแล้ว ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่ ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดแล้ว ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกมายังโจทก์ตามมาตรา 569 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2180 ตำบลประทุมวัน อำเภอประทุมวัน (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถวเลขที่ 96 ซอยธรรมา ถนนกรุงเกษม แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างในระหว่างการเช่าของนายธารา ทิพย์จำนรรจ์ นายทิพย์ ตั้งสำเริงวงศ์ และนางสาวมาลินี ธนวเสถียร ซึ่งต่อมาบุคคลทั้งสามดังกล่าวได้ส่งมอบสิทธิในตึกแถวให้โจทก์ จำเลยได้สิทธิอยู่ในตึกแถวดังกล่าวห้องเช่าเลขที่ 96/51 มาจากบุคคลทั้งสามดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในห้องเช่าดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ได้บอกกล่าวไปยังจำเลยแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องเลขที่ 96/51 ในอาคารตลาดกลางโบ๊เบ๊ ตรอกธรรมา ถนนกรุงเกษม แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องเช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบห้องเช่าคืนโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวรวมทั้งห้องเช่าเลขที่ 96/51 ซึ่งเป็นห้องพิพาทที่จำเลยเช่าจากนายธารา ทิพย์จำนรรจ์ กับพวกจะครบสัญญาเช่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2543 หากโจทก์ได้รับส่งมอบสิทธิในตึกแถวจะต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยทำไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องเลขที่ 96/51 อาคารเลขที่ 96 ถนนกรุงเกษม แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องเลขที่ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบห้องเลขที่ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2180 ตำบลประทุมวัน อำเภอประทุมวัน (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนางอรวรรณ มหากาญจน และนางลออ อัมมวรรธน์ ผู้จัดการมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์ ตามคำสั่งของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2518 นายธารา ทิพย์จำนรรจ์ นายเกียรติ ธนวเสถียร และนายทิพย์ ตั้งสำเริงวงศ์ ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากนางอรวรรณ และนางลออ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกมีกำหนด 20 ปี แล้วนำห้องในตึกแถวซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกให้บุคคลอื่นรวมทั้งจำเลยเช่า โดยจำเลยเช่าห้องเลขที่ 96/51 ซึ่งเป็นห้องพิพาท โจทก์ซื้อที่ดินมาในระหว่างอายุสัญญาเช่า แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดการเช่าแล้ว ส่วนสัญญาเช่าห้องพิพาทยังไม่ครบกำหนดโดยจะครบกำหนดการเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2543

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2180 เป็นกรรมสิทธิ์ของหลวงโทณะวณิกพันธ์ นางอรวรรณและนางลออผู้จัดการมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์ได้ทำสัญญาให้นายธารา นายเกียรติ และนายทิพย์เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี บุคคลทั้งสามดังกล่าวทำการปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงเป็นกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้น ปลูกสร้างไว้ในที่ดินไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางอรวรรณ์และนางลออผู้จัดการมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดินในวันที่ 12 ธันวาคม 2538 นายธารา นายเกียรติ และนายทิพย์ ย่อมหมดสิทธิในที่ดินต้องรื้อถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ ยินยอมให้ตึกแถวตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ตามมาตรา 144 วรรคสอง การที่จำเลยให้การว่า หากโจทก์ได้รับส่งมอบสิทธิในตึกแถวจริงโจทก์ต้องรับภาระตามสัญญาเช่าของจำเลยด้วย เป็นคำให้การที่ไม่ชอบ เท่ากับไม่ได้ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้รับส่งมอบตึกแถวจึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับส่งมอบตึกแถวแล้ว ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่นายธารา นายเกียรติ และนายทิพย์ ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถว ไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดในวันที่ 12 ธันวาคม 2538 ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกมายังโจทก์ตามมาตรา 569 โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 146 ม. 537 ม. 569
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเมรี รัตนราชชาติกุล
จำเลย — นางพิชชาภา สายแก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2550
#410635
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้ความว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อขายเอากำไรมาแบ่งกัน มิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด วิธีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงต้องเป็นไปตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1364 กำหนดไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2367 ส่วนทางด้านทิศตะวันออกให้โจทก์เนื้อที่ 13 ไร่ 19 ตารางวา โดยให้มีด้านหน้ากว้างติดทางสาธารณะครึ่งหนึ่งและให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ให้ใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2367 ให้โจทก์หนึ่งในสามส่วน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2367 เนื้อที่ 26 ไร่ 38 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โดยซื้อมาจากนางศรีไทย จันทกนก ตามสัญญาขายที่ดิน วัตถุประสงค์ที่ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อนำมาขายแบ่งปันผลกำไร มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งหรือเพียงหนึ่งในสามส่วนของที่ดินตามโฉนดที่ดิน ปรากฏข้อเท็จจริงตามสัญญาขายที่ดินลงวันที่ 30 กันยายน 2531 ระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นผู้ซื้อ นางศรีไทย จันทกนก เป็นผู้ขาย สอดคล้องกับโฉนดที่ดินที่ระบุในสารบัญจดทะเบียนผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากนางศรีไทย จันทกนก มาเป็นชื่อโจทก์และจำเลยเป็นผู้รับโอนในวันที่ 30 กันยายน 2531 แม้จำเลยจะนำสืบว่า โจทก์จำเลยและนางมณีรัตน์ รวมศิริวัฒนกุล พี่สาวของสามีจำเลยตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากนางศรีไทยโดยออกเงินค่าที่ดินเท่ากันคนละ 66,667 บาท แต่ในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดินนางมณีรัตน์ป่วยจึงไม่ได้ไปรับโอนที่ดินพิพาท แต่มีการจัดทำบันทึกการเข้าร่วมถือหุ้นที่ดินเอกสารหมาย ล.2 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2531 และมอบโฉนดที่ดินให้นางมณีรัตน์เก็บรักษา ก็เห็นว่าข้อนำสืบของจำเลยยังมีพิรุธ การอ้างว่านางมณีรัตน์ป่วยวันนัดโอนที่ดินจึงไม่มีชื่อในโฉนดที่ดินนั้น ผู้ซื้อบางคนป่วยหรือมีกิจธุระก็อาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแทนได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่านางมณีรัตน์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับโจทก์และจำเลย แต่ไม่มีชื่อเป็นผู้ซื้อในสัญญาขายที่ดินและไม่มีชื่อเป็นผู้รับโอนในโฉนดที่ดินจึงยากที่จะเชื่อว่าเป็นจริง นอกจากนี้นางมณีรัตน์กลับเบิกความว่า หลังจากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว พยานไม่ได้รับเอกสารใด ๆ แต่นายประยุทธได้แจ้งให้ทราบว่าร่วมกันซื้อ 3 คน นายประยุทธได้นำโฉนดที่ดินมาให้พยาน แต่พยานไม่เคยเปิดดู พยานเบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินที่เก็บไว้จะเป็นฉบับเดียวกับโฉนดที่ดินหมาย จ.1 หรือไม่ เอกสารหมาย ล.2 เพิ่งจะได้พบเห็นในวันนี้ (วันเบิกความ) คำเบิกความของนางมณีรัตน์จึงมีข้อพิรุธผิดวิสัยของผู้ที่จะลงทุนร่วมซื้อที่ดินกับผู้อื่นมาขายหากำไรที่จะไม่ใส่ใจดูแลรักษาสิทธิของตนเองเช่นนี้ ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อความในบันทึกการเข้าร่วมถือหุ้นที่ดินเอกสารหมาย ล.2 ก็ปรากฏข้อความระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในโฉนดที่ดินเลขที่ 2367 เพียง 2 คน กับมีลายมือชื่อที่อ้างว่าโจทก์ลงชื่อไว้กับลายมือชื่อจำเลย ข้อความในเอกสารที่อ้างว่าโจทก์ลงชื่อนี้ไม่ระบุว่านางมณีรัตน์ร่วมถือหุ้นด้วย แต่ที่ด้านหลังของเอกสารนี้กลับมีชื่อโจทก์ จำเลย และนางมณีรัตน์เป็นผู้ถือหุ้น โดยจำเลยนำสืบว่านายประยุทธสามีจำเลยเป็นผู้จัดทำ แต่ที่ด้านหลังของเอกสารนี้โจทก์ จำเลย และนางมณีรัตน์ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญข้อความที่ด้านหลังเอกสารนี้จึงเป็นเอกสารที่นายประยุทธสามีจำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบซึ่งมีหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดินที่มีชื่อโจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินจากนางศรีไทยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบว่า โจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทเพื่อนำมาขายต่อเอากำไรมาแบ่งกันตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2531 เกินกำหนดเวลาสิบปีแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้แบ่งที่ดินตามส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้แบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์เพียงหนึ่งในสามส่วนไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งวิธีการแบ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้แบ่งตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โดยโจทก์จะขอแบ่งทางด้านทิศตะวันออกของที่ตั้งที่ดินให้มีหน้ากว้างติดทางสาธารณะครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อขายเอากำไรมาแบ่งกันมิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด วิธีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงต้องเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กำหนดไว้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแล้วจำเลยไม่ฎีกา จำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2367 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระศักดิ์ ปิยัสสพันธ์
จำเลย — นางอมรรัตน์ หวังดี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4243/2550
#272788
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีแรกเนื่องจากมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์โคกสูงไม่ครบตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ในการที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเพราะเหตุมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ โดยแจ้งเพียงครั้งเดียวนั้น พนักงานอัยการยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระสำคัญแห่งคดี อีกทั้งการที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองอยู่ในที่ดินพิพาท จึงเป็นความผิดใหม่ที่ต่อเนื่องกันมา ทางอำเภอจึงได้แจ้งความร้องทุกข์และมีการสอบสวนดำเนินคดีใหม่และแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทให้ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ การฟ้องคดีนี้จึงไม่ขัดต่อมาตรา 147 แห่ง ป.วิ.อ. แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โคกสูงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ เนื้อที่ 79 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา แล้วก่อสร้างปลูกไม้ยืนต้น พืชล้มลุก และล้อมรั้วปลูกกระท่อมในที่ดินโดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กับเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภา

2535 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทราบคำสั่งเป็นหนังสือที่ให้จำเลยออกจากที่ดินที่ครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่มีเหตุและข้อแก้ตัวอันสมควร ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่ยึดถือครอบครองด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ตรงกรอบเส้นสีเขียว เป็นเนื้อที่ 79 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ โจทก์มีนายจวง เหล่าคนค้า นายบัวโฮง เหล่าคนค้า นายหวด จันทระคู นายปัน เหล่าคนค้า นายอุทัย ใจแน่น นายแพง เหล่าคนค้า นายทองคำ รัตนพะเนาว์ นายประยูร เหล่าคนค้า นายสุข อำทะวงศ์ นายแสง กาฬเพ็ญ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งหมดเป็นคนตำบลบ้านโคก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พยานส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันท้องที่เกิดเหตุ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณะโคกสูงมีเนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ เดิมเป็นป่าชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยนำโคและกระบือไปเลี้ยงในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานแล้ว เมื่อปี 2510 ได้มีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกปอและปลูกมัน จนกระทั่งปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นได้แจ้งให้ชาวบ้านที่บุกรุกออกไปจากที่ดินพิพาท มีเพียงจำเลยกับนายตา พงษ์โพธิ์ชัย บิดาของจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2519 ชาวบ้านได้ยกที่สาธารณะโคกสูงส่วนหนึ่งเนื้อที่ 60 ไร่ เพื่อสร้างโรงเรียนบ้านโคกศึกษา และได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ ต่อมาปี 2520 จำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ชาวบ้านรวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพระร่วมกันคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทางราชการจึงไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย นอกจากนี้ยังมีนายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ ปลัดอำเภอมัญจาคีรี ระหว่างปี 2528 ถึง 2534 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายอำเภอมัญจาคีรีเบิกความยืนยันว่า พยานและคณะกรรมการได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุตามแผนที่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ นายเจษฎา วรวัฒน์นานนท์ ช่างรังวัดกองสำรวจและที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน เบิกความว่า ปี 2536 พยานออกไปรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์โคกสูงเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขต พร้อมสอบสวนผู้แทนสภาตำบล ผู้ใหญ่บ้าน ผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เมื่อรังวัดเสร็จแล้วพยานขึ้นรูปแผนที่ไว้ตามต้นร่างแผนที่ ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณะโคกสูง เห็นว่า พยานโจทก์ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุในท้องที่เกิดเหตุและส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันโดยเฉพาะนายสุข อำทะวงศ์ เป็นอาของจำเลย ส่วนนายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ ปลัดอำเภอ และนายเจษฎา ช่างรังวัดกรมที่ดิน ก็เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ พยานโจทก์ทั้งหมดไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินพิพาทว่า ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์นำโค กระบือ ไปเลี้ยงในป่าสาธารณะ โดยเฉพาะในปี 2510 มีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายรายรวมทั้งจำเลย ต่อมาปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ชาวบ้านที่บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านทั้งหมดต่างก็ยอมออกไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ไม่ยอมออกไป ซึ่งจำเลยเองก็นำสืบเจือสมพยานโจทก์ว่าในปี 2513 นายวิเชียรได้แจ้งบอกให้ชาวบ้านที่บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านอื่นยอมออกไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ไม่ยอมออกไป แม้ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์โคกสูงจะมิได้มีการขึ้นทะเบียนหรือมีประกาศหวงห้ามมาก่อน แต่ที่สาธารณประโยชน์โคกสูงเป็นที่ดินสาธารณะประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมเกิดขึ้นและเป็นอยู่ตามสภาพของที่ดินและการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน ประชาชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่สาธารณะดังกล่าวจะคอยระวังดูแลและรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมไว้ไม่ให้ใครเข้าไปบุกรุกครอบครองเป็นเนื้อที่มาก ๆ จะเห็นได้ว่าในปี 2519 ประชาชนหรือชาวบ้านตำบลบ้านโคกยอมยกที่สาธารณประโยชน์โคกสูงเนื้อที่ 60 ไร่ ให้สร้างโรงเรียนบ้านโคกศึกษาซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมชาวบ้านก็จะยินยอมให้ทำได้ และเมื่อได้พิจารณาแผนที่จะเห็นว่าที่ดินโรงเรียนบ้านโคกศึกษาอยู่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออก เมื่อที่ดินโรงเรียนบ้านโคกศึกษายังเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกสูงมาก่อน ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่มากถึง 79 ไร่เศษ และชาวบ้านตำบลบ้านโคกทั้งหลายต่างก็ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะโคกสูงมาก่อน และคอยเฝ้าระวังมิให้ใครบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม การที่จำเลยยังดื้อรั้นเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ถึง 79 ไร่เศษ ชาวบ้านที่ร่วมกันใช้ประโยชน์จึงยอมไม่ได้ และพากันร้องเรียนต่อนายอำเภอ เมื่อจำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ชาวบ้านก็พากันไปคัดค้านจนทางราชการไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ดังนี้ จึงมีเหตุผลรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกสูง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่มรดกที่บิดาของจำเลยครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต่อมาปี 2510 จำเลยเป็นผู้จัดการแทนบิดาโดยแบ่งให้แก่พี่น้อง และแต่ละแปลงมีรั้วล้อมเป็นแนวเขตนั้น เห็นว่า พยานจำเลยส่วนใหญ่จะยืนยันว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค. 1 เนื้อที่ 10 ไร่ มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับซึ่งอยู่ทางใต้ของที่ดินพิพาท แต่สำหรับที่ดินพิพาทเนื้อที่ 79 ไร่เศษนั้น จำเลยไม่มีพยานและหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ ซึ่งข้อนี้พยานโจทก์หลายปากยืนยันว่าจำเลยเพิ่งบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในปี 2510 พร้อมกับชาวบ้านรายอื่น ๆ ต่อมาปี 2513 นายวิเชียรผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ผู้บุกรุกทั้งหมดออกไป ชาวบ้านอื่นต่างก็ยินยอมออกไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยังดื้อรั้นบุกรุกทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยอ้างว่านายตาบิดาจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่เหตุใดนายตาจึงแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ไว้เพียงเนื้อที่ 10 ไร่ ทางด้านทิศใต้ของที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ถึง 79 ไร่ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า และตาม ส.ค.1 ที่นายตาแจ้งการครอบครองไว้เนื้อที่ 10 ไร่ นั้น ทางด้านทิศเหนือได้แจ้งไว้ว่าจดโคกสูงหรือที่สาธารณะโคกสูงมิได้แจ้งว่าจดที่มีการครอบครองของนายตาแต่อย่างใด ส่วนทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับที่ดินพิพาทก็แจ้งไว้ว่าจดป่ามิได้แจ้งว่าจดที่มีการครอบครองของนายตาเช่นกัน ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าขณะที่นายตาแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อปี 2498 นั้น นายตายังมิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยเพิ่งมาบุกรุกเข้าไปครอบครองพร้อมกับชาวบ้านในปี 2510 ดังที่พยานโจทก์เบิกความไว้นั่นเอง เมื่อฟังว่าจำเลยมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย"

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อฟังว่าจำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยจำเลยบุกรุกครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยเมื่อปี 2510 จำเลยและชาวบ้านได้บุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ผู้ที่บุกรุกเข้าไปที่ดินพิพาทออกจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านอื่นยอมออกไปจนหมด คงเหลือจำเลยแต่ผู้เดียวที่ยังครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2520 จำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่ถูกชาวบ้านคัดค้าน และทางราชการก็ไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณะ ต่อมาปี 2535 นายภานุผล พุทธาศรี นายอำเภอมัญจาคีรีได้มีคำสั่งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกสูง โดยมอบหมายให้นายปัน เหล่าคนค้า กำนันตำบลบ้านโคก นายบัวโฮง เหล่าคนค้า ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 นำไปส่งให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อ นายปันกับนายบัวโฮงได้แจ้งบันทึกเหตุการณ์และเหตุผลในการไม่ยอมรับเป็นหนังสือโดยมีพยานรับรอง 2 คน แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตาม นายภานุผลจึงมีคำสั่งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทอีกครั้งโดยมอบให้นายปันและนายบัวโฮง นายทองคำ รัตนพะเนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 และร้อยตำรวจเอกสงวน แถวโงนงิ้ว รองสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านโคกร่วมกันนำหนังสือไปส่งให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่ออีก จึงได้ทำบันทึกไว้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515) ซึ่งข้อนี้โจทก์ก็มีพยานที่นำส่งหนังสือเบิกความยืนยัน ที่จำเลยนำสืบว่าไม่เคยได้รับหนังสือเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้นการที่จำเลยยังคงเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทตลอดมา จากพยานหลักฐานดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้รับมรดกที่ดินพิพาทต่อมาจากนายตาบิดาจำเลย ซึ่งครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจำเลยจึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้เป็นที่น่าเชื่อถือ คำพยานจำเลยส่วนใหญ่จะเน้นไปว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เนื้อที่ 10 ไร่ มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คงมีบางปากที่สนับสนุนว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนหลายสิบปีซึ่งก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และขัดกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ต่างยืนยันว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปครอบครองพร้อมกับชาวบ้านเมื่อปี 2510 นั่นเอง หากนายตาบิดาจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับก็น่าจะแจ้งการครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทไว้ และใน ส.ค.1 เนื้อที่ 10 ไร่ ก็มิได้ระบุอาณาเขตติดต่อให้สอดรับกันดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้ออ้างนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาอีกว่าคดีนี้พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ข้อนี้ได้ความว่าเหตุที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีแรกเนื่องจากมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ในการที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเพราะเหตุมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติโดยแจ้งเพียงครั้งเดียวนั้น พนักงานอัยการยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระสำคัญแห่งคดี อีกทั้งการที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองอยู่ในที่ดินพิพาท จึงเป็นความผิดใหม่ที่ต่อเนื่องกันมา ทางอำเภอจึงได้แจ้งความร้องทุกข์และมีการสอบสวนดำเนินคดีใหม่และแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทให้ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ การฟ้องคดีนี้จึงไม่ขัดต่อมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด ฎีกาข้ออื่นของจำเลยล้วนแต่เป็นข้อปลีกย่อย ซึ่งไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 147
ป.ที่ดิน ม. 4 ม. 9 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายบัวสิทธิ์ พงษ์โพธิ์ชัย
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4243/2550
#402785
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินตาม ป.ที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4

พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีแรกเนื่องจากมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ พนักงานอัยการยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระสำคัญแห่งคดี อีกทั้งการที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นความผิดใหม่ที่ต่อเนื่องกันมา ทางอำเภอจึงได้แจ้งความร้องทุกข์และมีการสอบสวนดำเนินคดีใหม่และแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทให้ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ การฟ้องคดีนี้จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โคกสูงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ เนื้อที่ 79 ไร่ 1 งาน (ที่ถูกน่าจะเป็น 3 งาน) 55 ตารางวา แล้วก่นสร้างปลูกไม้ยืนต้น พืชล้มลุก และล้อมรั้วปลูกกระท่อมในที่ดินโดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กับเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทราบคำสั่งเป็นหนังสือที่ให้จำเลยออกจากที่ดินที่ครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุและข้อแก้ตัวอันสมควร เหตุเกิดที่ตำบลบ้านโคก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่ยึดถือครอบครองด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ตรงกรอบเส้นสีเขียว เป็นเนื้อที่ 79 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ โจทก์มีนายจวง เหล่าคนค้า นายบัวโฮง เหล่าคนเค้า นายหวด จันทระคู นายปัน เหล่าคนค้า นายอุทัย ใจแน่น นายแพง เหล่าคนค้า นายทองคำ รัตนพะเนาว์ นายประยูร เหล่าคนค้า นายสุข อำทะวงค์ นายแสง กาฬเพ็ญ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งหมดเป็นคนตำบลบ้านโคก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พยานส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันท้องที่เกิดเหตุ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณะโคกสูงมีเนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ เดิมเป็นป่าชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยนำโคและกระบือไปเลี้ยงในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานแล้ว เมื่อปี 2510 ได้มีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกปอและปลูกมัน จนกระทั่งปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นได้แจ้งให้ชาวบ้านที่บุกรุกออกไปจากที่ดินพิพาทมีเพียงจำเลยกับนายตา พงษ์โพธิ์ชัย บิดาของจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2519 ชาวบ้านได้ยกที่สาธารณะโคกสูงส่วนหนึ่งเนื้อที่ 60 ไร่ เพื่อสร้างโรงเรียนบ้านโคกศึกษา และได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาปี 2520 จำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ชาวบ้านรวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านและพระร่วมกันคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทางราชการจึงไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย นอกจากนี้ยังมีนายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ ปลัดอำเภอมัญจาคีรี ระหว่างปี 2528 ถึง 2534 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายอำเภอมัญจาคีรีเบิกความยืนยันว่า พยานและคณะกรรมการได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ นายเจษฏา วรวัฒน์นานนท์ ช่างรังวัดกองสำรวจและที่ดิน เบิกความว่า ปี 2536 พยานออกไปรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์โคกสูงเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขต พร้อมสอบสวนผู้แทนสภาตำบล ผู้ใหญ่บ้าน ผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เมื่อรังวัดเสร็จแล้วพยานขึ้นรูปแผนที่ไว้ตามต้นร่างแผนที่เอกสารหมาย ป.จ.9 (ศาลอาญาใต้) ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณะโคกสูง เห็นว่า พยานโจทก์ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุในท้องที่เกิดเหตุและส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันโดยเฉพาะนายสุด อำทะวงศ์ เป็นอาของจำเลย ส่วนนายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ ปลัดอำเภอ และนายเจษฏา ช่างรังวัดกรมที่ดินก็เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ พยานโจกท์ทั้งหมดไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินพิพาทว่า ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์นำโค กระบือ ไปเลี้ยงในป่าสาธารณะ โดยเฉพาะในปี 2510 มีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายรายรวมทั้งจำเลย ต่อมาปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ชาวบ้านที่บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านทั้งหมดต่างก็ยอมออกไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ไม่ยอมออกไป ซึ่งจำเลยเองก็นำสืบเจือสมพยานโจทก์ว่าในปี 2513 นายวิเชียรได้แจ้งบอกให้ชาวบ้านที่บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านอื่นยอมออกไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ไม่ยอมออกไป แม้ที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์โคกสูงจะมิได้มีการขึ้นทะเบียนหรือมีประกาศหวงห้ามมาก่อน แต่ที่สาธาณประโยชน์โคกสูงเป็นที่ดินสาธารณะประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมเกิดขึ้นและเป็นอยู่ตามสภาพของที่ดินและการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน ประชาชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่สาธารณะดังกล่าวจะคอยระวังดูแลและรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมไว้ไม่ให้ใครเข้าไปบุกรุกครอบครองเป็นเนื่อที่มากๆ จะเห็นได้ว่าในปี 2519 ประชาชนหรือชาวบ้านตำบลบ้านโคกยอมยกที่สาธารณประโยชน์โคกสูงเนื้อที่ 60 ไร่ ให้สร้างโรงเรียนบ้านโคกศึกษาซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมชาวบ้านก็จะยินยอมให้ทำได้ และเมื่อได้พิจารณาแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จะเห็นว่าที่ดินโรงเรียนบ้านโคกศึกษาอยู่ติดกับที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันออก เมื่อที่ดินโรงเรียนบ้านโคกศึกษายังเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกสูงมาก่อน ดังนั้นที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่มากถึง 79 ไร่เศษ และชาวบ้านตำบลบ้านโคกทั้งหลายต่างก็ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะโคกสูงมาก่อน และคอยเฝ้าระวังมิให้ใครบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม การที่จำเลยยังดื้อรั้นเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ถึง 79 ไร่เศษ ชาวบ้านที่ร่วมกันใช้ประโยชน์จึงยอมไม่ได้ และพากันร้องเรียนต่อนายอำเภอ เมื่อจำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ชาวบ้านก็พากันไปคัดค้านจนทางราชการไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ดังนี้ จึงมีเหตุผลรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารถประโยชน์โคกสูง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์นั้นไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่มรดกที่บิดาของจำเลยครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต่อมาปี 2510 จำเลยเป็นผู้จัดการแทนบิดาโดยแบ่งให้แก่พี่น้องและแต่ละแปลงมีรั้วล้อมเป็นแนวเขตนั้น เห็นว่า พยานจำเลยส่วนใหญ่จะยืนยันว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค.1 เนื่อที่ 10 ไร่ มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับซึ่งอยู่ทางใต้ของที่ดินพิพาท แต่สำหรับที่ดินพิพาทเนื้อที่ 79 ไร่เศษนั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ ซึ่งข้อนี้พยานโจทก์หลายปากยืนยันว่าจำเลยเพิ่งบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในปี 2510 พร้อมกับชาวบ้านรายอื่นๆ ต่อมาปี 2513 นายวิเชียรผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ผู้บุกรุกทั้งหมดออกไป ชาวบ้านอื่นต่างก็ยินยอมไปคงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยังดื้อรั้นบุกรุกทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยอ้างว่านายตาบิดาจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่เหตุใดนายตาจึงแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 ไว้เพียงเนื้อที่ 10 ไร่ ทางด้านทิศใต้ของที่ดินพิพาทเท่านั้น ทั้งๆ ที่ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 79 ไร่ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า และตาม ส.ค.1 ที่นายตาแจ้งการครอบครองไว้เนื้อที่ 10 ไร่ นั้น ทางด้านทิศเหนือได้แจ้งไว้ว่าจดโคกสูงหรือที่สาธารณะโคกสูง มิได้แจ้งว่าจดที่มีการครอบครองของนายตาแต่อย่างใด ส่วนทางด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับที่ดินพิพาทก็แจ้งไว้ว่าจดป่ามิได้แจ้งว่าจดที่มีการครอบครองของนายตาเช่นกัน ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าขณะที่นายตาแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อปี 2498 นั้น นายตายังมิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยเพิ่งมาบุกรุกเข้าไปครอบครองพร้อมกับชาวบ้านในปี 2510 ดังที่พยานโจทก์เบิกความไว้นั่นเอง เมื่อฟังว่าจำเลยมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย"

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อฟังว่าจำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยจำเลยบุกรุกครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยเมื่อปี 2510 จำเลยและชาวบ้านได้บุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2513 นายวิเชียร วรารัศมี ผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ผู้ที่บุกรุกเข้าไปที่ดินพิพาทออกจากที่ดินพิพาท ชาวบ้านอื่นยอมออกไปจนหมดคงเหลือจำเลยแต่ผู้เดียวที่ยังครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2520 จำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่ถูกชาวบ้านคัดค้านและทางราชการก็ไม่ยอมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณะ ต่อมาปี 2535 นายภานุผล พุทธาศรี นายอำเภอมัญจาคีรีได้มีคำสั่งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกสูง โดยมอบหมายให้นายปัน เหล่าคนค้า กำนันตำบลบ้านโคก นายบัวโฮง เหล่าคนค้า ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 นำไปส่งให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อ นายปันกับนายบัวโฮงได้แจ้งบันทึกเหตุการณ์และเหตุผลในการไม่ยอมรับเป็นหนังสือโดยมีพยานรับรอง 2 คน แล้วตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 จำเลยไม่ปฏิบัติตาม นายภานุผลจึงมีคำสั่งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทอีกครั้งโดยมอบให้นายปันและนายบัวโฮง นายทองคำ รัตนพะเนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 และร้อยตำรวจเอกสงวน แถวโงนนิ้ว รองสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านโคกร่วมกันนำหนังสือไปส่งให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่ออีก จึงได้ทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 จ.12 และ จ.14 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515) ซึ่งข้อนี้โจทก์ก็มีพยานที่นำส่งหนังสือเบิกความยืนยันที่จำเลยนำสืบว่าไม่เคยได้รับหนังสือเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น การที่จำเลยยังคงเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทตลอดมา จากพยานหลักฐานดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้รับมรดกที่ดินพิพาทต่อมาจากนายตาบิดาจำเลยซึ่งครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจำเลยจึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้เป็นที่น่าเชื่อถือ คำพยานจำเลยส่วนใหญ่จะเน้นไปว่านายตาบิดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เนื้อที่ 10 ไร่ มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คงมีบางปากที่สนับสนุนว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนหลายสิบปีซึ่งก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และขัดกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ต่างยืนยันว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปครอบครองพร้อมกับชาวบ้านเมื่อปี 2510 นั้นเอง หากนายตาบิดาจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ก็น่าจะแจ้งการครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทไว้ และใน ส.ค.1 เนื้อที่ 10 ไร่ ก็มิได้ระบุอาณาเขตติดต่อให้สอดรับกันดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ข้ออ้างนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาอีกว่าคดีนี้พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ข้อนี้ได้ความว่าเหตุที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีแรกเนื่องจากมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ในการที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยพราะเหตุมีการแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทไม่ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ โดยแจ้งเพียงครั้งเดียวนั้น พนักงานอัยการยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระสำคัญแห่งคดี อีกทั้งการที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองอยู่ในที่ดินพิพาทจึงเป็นความผิดใหม่ที่ต่อเนื่องกันมา ทางอำเภอจึงได้แจ้งความร้องทุกข์และมีการสอบสวนดำเนินคดีใหม่และแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทให้ครบถ้วนตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ การฟ้องคดีนี้จึงไม่ขัดต่อมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใด ฎีกาข้ออื่นของจำเลยล้วนแต่เป็นข้อปลีกย่อย ซึ่งไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 147
ป.ที่ดิน ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายบัวสิทธิ์ พงษ์โพธิ์ชัย
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2550
#272466
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผลการตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ที่จำเลยลดผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ลงจะมิใช่รายการที่ปรากฏอยู่ในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2535 ที่โจทก์ยื่นไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ที่ยกมาแสดงในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากผลขายทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีผลขาดทุนสุทธิเหลืออยู่ที่จะยกไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 การที่จำเลยปรับปรุงลดผลขาดทุนสุทธิยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จึงถือได้ว่าเป็นการประเมินจากรายการหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษียื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องในส่วนของผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปี โดยไม่ให้โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิเหลืออยู่ในแบบ ภ.ง.ด. 50 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินตามมาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 18 และมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมและเงินเพิ่ม รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 30,297,614.88 (ที่ถูก 30,297,614) บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ และแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และการแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ทั้งนี้เพราะการแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ตามการประเมินไม่ถูกต้อง และในชั้นอุทธรณ์การประเมินโจทก์ได้อุทธรณ์การแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวไว้แล้วส่วนของการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เพิ่มเติม เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าประเมินตามมาตรา 18 และมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคลลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 โดยอ้างว่าผลขาดทุนสุทธิยกมาที่โจทก์นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากผลการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 มีการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์นั้นเป็นการประเมินโดยนำข้อมูลที่ปรากฏจากการตรวจสอบภาษีโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นมาใช้แทนรายการขาดทุนสุทธิที่โจทก์แสดงไว้ในรายการเป็นการประเมินโดยนำข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากแบบแสดงรายการมาใช้ในการประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้น การประเมินของเจ้าพนักงานจึงไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร นอกจากนี้การที่เจ้าพนักงานเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำผลขาดทุนสุทธิจำนวน 50,496,024.81 บาท มาหักเป็นรายจ่ายได้เกี่ยวข้องกับการคำนวณกำไรสุทธิและผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมิได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีกำไร แต่มิได้มีการประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่ยุติ โจทก์มีสิทธิยกขึ้นโต้แย้งชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมินได้ เจ้าพนักงานต้องออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานไม่เคยออกหมายเรียกตรวจสอบแต่อย่างใด การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค 0832/4.4/5640 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ สต. 3012041/2/100126 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 3 (อธ.3)/39/2546 และเลขที่ สภ.3 (อธ.3)/40/2546

จำเลยให้การว่า ข้อที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และมิได้แจ้งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 คงมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 นั้นเจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ไม่มีผลขาดทุนสะสมที่จะนำมาหักในการคำนวณภาษีรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่คัดค้านหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิโดยให้เหตุผลว่าโจทก์มิได้โต้แย้งจำนวนผลขาดทุนสุทธิตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อที่โจทก์อ้างว่าประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการประเมินโดยการนำข้อมูลนอกเหนือจากแบบแสดงรายการเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น การประเมินภาษีตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นการประเมินตามแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษียื่นไว้ ซึ่งหากผู้ยื่นแบบแสดงรายการคำนวณภาษีและยื่นรายการผิดพลาดในแบบแสดงรายการเจ้าพนักงานประเมินแจ้งประเมินภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตรวจพบรายการในแบบแสดงรายการที่โจทก์นำยอดผลขาดทุนสะสมยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิโดยโจทก์ทราบผลขาดทุนสุนธิของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้านั้นที่สามารถยกไปหักในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปตามคำพิพากษาศาลฎีกา ประกอบกับเจ้าพนักงานแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วเพื่อให้โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 เพิ่มเติม การที่เจ้าพนักงานแจ้งประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ส่งให้โจทก์รับไว้โดยชอบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2542 จึงเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจประเด็นที่ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ สภ.3 (อธ.3)/39/2546

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/40/2546 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และปี 2534 แล้วพบว่า โจทก์มีกำไรสุทธิทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2542 เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจสอบดังกล่าวทำให้รอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 โจทก์ไม่มีผลขาดทุนสุทธิยกมาที่จะนำมาหักออกจากการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 โดยนำผลขาดสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 50,496,024.81 บาท มาคำนวณกำไรสุทธิ จึงไม่ถูกต้อง โจทก์จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงผลกำไรสุทธิใหม่แต่โจทก์ไม่ดำเนินการยื่นแบบเพิ่มเติมวันที่ 30 กันยายน 2542 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โดยลดผลขาดทุนสุทธิของโจทก์จำนวน 118,648,073.66 บาท ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน 2,351,214.08 บาท และในวันเดียวกันจำเลยได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ว่า ผลการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 มีผลเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าว จึงมีผลทำให้โจทก์จะต้องชำระภาษีเพิ่มเติม ดังนี้ แม้ผลการตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ที่จำเลยลดผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ลงจะมิใช่รายการที่ปรากฏอยู่ในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ที่โจทก์ยื่นไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ที่ยกมาแสดงในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีผลขาดทุนสุทธิเหลืออยู่ที่จะยกไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 การที่จำเลยปรับปรุงลดผลขาดทุนสุทธิยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ในแบบ ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จึงถือได้ว่าเป็นการประเมินจากรายการหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษียื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องในส่วนของผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปี โดยไม่ให้โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิเหลืออยู่ในแบบ ภ.ง.ด. 50 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินตามมาตรา 18 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเตียง จิราธิวัฒน์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4228/2550
#272668
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกฉบับพิพาท โดยไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีและไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 คือวันที่จำเลยที่ 3 รับบัตรภาษีพิพาทไปจากโจทก์ มิใช่นับแต่วันที่มีการนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 2,222,403.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,321,605.04 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามบัตรภาษีจำนวน 1,321,605.04 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2547 และจำเลยที่ 3 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 18 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ รวมเป็นเงินชดเชยจำนวน 1,321,605.04 บาท และขอโอนบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีจำนวนดังกล่าว และสัญญาว่ากรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น โจทก์จึงอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่าภาษี และออกบัตรภาษีในนามจำเลยที่ 3 รับไปตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอ จำเลยที่ 3 นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1 สำแดงชนิดสินค้า จำนวนสินค้า ชื่อผู้ส่งออกเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกที่นำไปยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร กรณีจึงเป็นการสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาออก จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ส่งออก และไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกในรูปบัตรภาษี อีกทั้งไม่มีสิทธิที่จะใช้หรือโอนบัตรภาษีดังกล่าวให้ผู้อื่น จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษีจากโจทก์ไว้ในครอบครองและไม่มีสิทธินำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษี 1,321,605.04 บาท แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,321,605.04 บาท นับแต่วันที่รับบัตรภาษีจนถึงวันฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกฉบับพิพาทโดยไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีและไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 คือวันที่จำเลยที่ 3 รับบัตรภาษีพิพาทไปจากโจทก์ มิใช่นับแต่วันที่มีการนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 1,321,605.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่มีการนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,321,605.04 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 รับบัตรภาษีพิพาทเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวน 900,798.13 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฟอร์รี่ แอร์ เอ็กซปอร์ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2550
#267905
เปิดฉบับเต็ม

ส. และสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สินของ ส. การที่ ส. มอบเงิน 305,000 บาท แก่จำเลย สืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงินแก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ ส. หรือสามีพ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 305,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 305,000 แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า นางสวนิตเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า นางสวนิตสงสัยว่า สามีของตนติดพันหญิงอื่น จึงนำเรื่องปรึกษาจำเลย จำเลยยืนยันว่าสามีของนางสวนิตมีความสัมพันธ์กับนางมุกดาซึ่งมีสามีเป็นคนญี่ปุ่น สามีนางมุกดาเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เจ้าพนักงานตำรวจกำลังสืบหาที่อยู่ของนางมุกดาเพื่อยึดทรัพย์สิน และจะตรวจยึดทรัพย์ของนางสวนิตด้วย หากนางสวนิตไม่ต้องการถูกยึดทรัพย์สิน นางสวนิตต้องนำเงินไปให้พันตำรวจตรีมานพเพื่อนของจำเลยเพื่อฆ่าสามีนางสวนิต โดยต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท หรือมอบเงิน 300,000 บาท ผ่านจำเลยให้แก่พันตำรวจตรีมานพเพื่อมอบแก่นายกรัฐมนตรีพันตำรวจโททักษิณ เพื่อช่วยเหลือสามีของตนออกจากกระบวนการค้ายาเสพติด นางสวนิตหลงเชื่อมอบเงิน 305,000 บาท (เป็นค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน 5,000 บาท) แก่จำเลย ความจริงไม่มีข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างเกิดขึ้นจริง หากแต่จำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงนางสวนิตด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จมาแต่ต้น เห็นว่า นางสวนิตและสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์ของนางสวนิต การที่นางสวนิตมอบเงิน 305,000 บาท แก่จำเลยสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่นางสวนิตหรือสามีกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนางสวนิตมอบเงินแก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้นางสวนิตหรือสามีพ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่านางสวนิตได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ นางสวนิตย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสุดยอด ศรียานงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2550
#410572
เปิดฉบับเต็ม

ส. และสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สินของ ส. การที่ ส. มอบเงิน 305,000 บาท แก่จำเลยสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงินแก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ ส. หรือสามีพ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 305,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 305,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า นางสวนิต ประเสริฐเพ็ญกุล เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า นางสวนิตสงสัยว่า สามีของตนติดพันหญิงอื่น จึงนำเรื่องปรึกษาจำเลย จำเลยยืนยันว่าสามีของนางสวนิตมีความสัมพันธ์กับนางมุกดาซึ่งมีสามีเป็นคนญี่ปุ่น สามีนางมุกดาเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เจ้าพนักงานตำรวจกำลังสืบหาที่อยู่ของนางมุกดาเพื่อยึดทรัพย์สิน และจะตรวจยึดทรัพย์สินของนางสวนิตด้วย หากนางสวนิตไม่ต้องการถูกยึดทรัพย์สิน นางสวนิตต้องนำเงินไปให้พันตำรวจตรีมานพ เสนากูล เพื่อนของจำเลยเพื่อฆ่าสามีนางสวนิต โดยต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 50,000 บาท หรือมอบเงิน 300,000 บาท ผ่านจำเลยให้แก่พันตำรวจตรีมานพเพื่อมอบแก่นายกรัฐมนตรีพันตำรวจโททักษิณ เพื่อช่วยเหลือสามีของตนออกจากกระบวนการค้ายาเสพติด นางสวนิตหลงเชื่อมอบเงิน 305,000 บาท (เป็นค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน 5,000 บาท) แก่จำเลย ความจริงไม่มีข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างเกิดขึ้นจริง หากแต่จำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงนางสวนิตด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จมาแต่ต้น เห็นว่า นางสวนิตและสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สินของนางสวนิต การที่นางสวนิตมอบเงิน 305,000 บาท แก่จำเลยสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่นางสวนิตหรือสามีกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้วนางสวนิตมอบเงินแก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้นางสวนิตหรือสามีพ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่านางสวนิตได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ นางสวนิตย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสุดยอด ศรียานงค์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2550
#272785
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 คำว่า "ผู้ใดออกเช็ค" มิได้มีความหมายเฉพาะผู้ออกเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระทำความผิดได้ บุคคลอื่นแม้มิใช่ผู้สั่งจ่ายก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คโดยเป็นตัวการร่วมกันตาม ป.อ. มาตรา 83 ได้ ดังนั้น ผู้สลักหลังเช็คจึงอาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คได้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุมีคำสั่งให้ระงับการจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบ่อ ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,827,500 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คหรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) (5)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 2,827,500 บาท และจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่เช็คที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อเป็นประกันหนี้ให้โจทก์ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเพียงผู้สลักหลังเช็คพิพาทมิใช่ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทแต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น คำว่า "ผู้ใดออกเช็ค" มิได้มีความหมายเฉพาะผู้ออกเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระทำความผิดได้ บุคคลอื่นแม้มิใช่ผู้สั่งจ่ายก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คโดยเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ ดังนั้น ผู้สลักหลังเช็คจึงอาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คได้ การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาท มอบให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทแล้วร่วมกันรับรองแก่โจทก์ว่า เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดสามารถเรียกเก็บเงินได้อย่างแน่นอนเช่นนี้ ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุมีคำสั่งให้ระงับการจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง มูลหนี้ตามเช็คมาจากหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองไปกู้จากโจทก์โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 9 แปลง เป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวไว้เต็มจำนวน โจทก์จึงสามารถบังคับจำนองเอาเงินชำระหนี้เงินกู้อันเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อยู่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิรันดร์ อารีย์จิตเกษม
จำเลย — นายประยงค์ นาคเกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2550
#410803
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 (เดิม) (ปัจจุบัน มาตรา 199 จัตวา, 207) คำขอให้พิจารณาใหม่ ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากาษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่ในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 ด้วยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2540 ซึ่งการส่งคำบังคับมีผลใช้ได้วันที่ 22 ธันวาคม 2540 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่วันที่ 1 มีนาคม 2544 จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ถูกคนร้ายยิงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2520 จนร่างกายพิการต้องหลบหนีไปอาศัยอยู่ตามวัดแถบภาคอีสานเป็นเวลาหลายปี จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบเรื่องที่ถูกฟ้องและทราบว่าศาลออกคำบังคับแล้ว อันเป็นการอ้างเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับเพราะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวมาในคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่เท่าใด เพื่อให้ทราบว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด จึงไม่อาจเริ่มต้นนับกำหนด 15 วัน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริการออกไปจากที่ดินของโจทก์โดยปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบคืนให้โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ พร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบคืนให้โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสาวสมจิตร สุกใส ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ ศาลีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ (วันที่ 15 มีนาคม 2543) จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องบังคับแก่คดีนี้ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 5 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 (เดิม) คำขอให้พิจารณาใหม่ ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่ง่คำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่ในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 ด้วยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2540 ซึ่งการส่งคำบังคับมีผลใช้ได้วันที่ 22 ธันวาคม 2540 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่วันที่ 1 มีนาคม 2544 จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยที่ 1 ถูกคนร้ายยิงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2520 จนร่างกายพิการต้องหลบหนีไปอาศัยอยู่ตามวัดแถบภาคอีสานเป็นเวลาหลายปี จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบเรื่องที่ถูกฟ้องและทราบว่าศาลออกคำบังคับแล้ว อันเป็นการอ้างเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับเพราะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวมาในคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับตั้งแต่วันที่เท่าใด เพื่อให้ทราบว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด จึงไม่อาจเริ่มต้นนับกำหนด 15 วัน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลอทุธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 199 จัตวา ม. 207 ม. 208 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาษา ดำรงศิริ
นายประเสริฐ สุกใส โดยนางสาวสมจิตร สุกใส
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4189/2550
#267620
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใด โทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2550)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 97 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไม่ปรับจำเลยทั้งสอง ส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จะนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใด โทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 600,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยปรับบทกำหนดโทษให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับ แต่ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งศาลอุทธณ์ภาค 2 มิได้แก้ไขนั้น ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ได้รับให้จำคุกแต่ละกระทงเกิน 5 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง... ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายกิตติ สุขปิติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4189/2550
#272779
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใด โทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ได้รับให้จำคุกแต่ละกระทงเกิน 5 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2550)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 24 เม็ด น้ำหนัก 2.188 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับ 3 เม็ด น้ำหนัก 0.273 ในราคา 230 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 24 เม็ด และธนบัตรล่อซื้อเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3998/2542 จำคุก 12 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว และไม่ใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นโทษดังกล่าว จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 97 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไม่ปรับจำเลยทั้งสอง ส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จะนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใดโทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 600,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยปรับบทกำหนดโทษให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับ แต่ยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไขนั้นยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ได้รับให้จำคุกแต่ละกระทงเกิน 5 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 24 เม็ด น้ำหนัก 2.188 กรัม และธนบัตรกับเหรียญรวม 230 บาท เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพละ ธาราศักดิ์ และสิบตำรวจโทณรงค์ คาดสมบูรณ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองและพันตำรวจโทประพจน์ เทพวัตร์ พนักงานสอบสวนเบิกความได้ความว่า ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2545 สายลับมาแจ้งให้ทราบว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุ วันที่ 1 มีนาคม 2545 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา สายลับมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่าจำเลยทั้งสองกำลังจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าวให้รีบไปจับกุม จึงวางแผนล่อซื้อจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท 1 ฉบับ ไปถ่ายสำเนามอบให้สายลับและสิบตำรวจโทณรงค์แต่งกายนอกเครื่องแบบปลอมตัวไปล่อซื้อ ร้อยตำรวจเอกพละกับพวกที่เหลือจอดรถซุ่มอยู่ที่วัดราษฎร์บำรุง ห่างบ้านเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เวลา 12 นาฬิกาเศษ สายลับและสิบตำรวจโทณรงค์เดินไปที่บ้านดังกล่าว พบจำเลยที่ 2 กำลังซักผ้าที่บ่อน้ำหลังบ้าน สายลับสอบถามและขอซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 บอกให้รอแล้วเดินไปที่ประตูบ้านตะโกนบอกจำเลยที่ 1 ว่ามีคนมาซื้อของ จำเลยที่ 1 เดินมาถามว่าต้องการกี่เม็ด สายลับว่า 3 เม็ด จำเลยที่ 1 บอกราคา 230 บาท สายลับตกลงซื้อแล้วจำเลยทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง สายลับบอกสิบตำรวจโทณรงค์ว่าเงินขาดอยู่ 10 บาท สิบตำรวจโทณรงค์จึงส่งเหรียญ 10 บาท ให้สายลับ ครู่หนึ่งจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด บรรจุในหลอดกาแฟสั้นมามอบให้ สายลับส่งธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเหรียญ 10 บาท ให้จำเลยที่ 2 สิบตำรวจโทณรงค์กดปุ่มวิทยุสื่อสารส่งสัญญาณให้ร้อยตำรวจเอกพละกับพวกทราบตามที่ตกลงกันไว้ ร้อยตำรวจเอกพละกับพวกพากันไปที่บ้านและเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสอง ค้นพบธนบัตรและเหรียญ 10 บาท ที่ใช้ล่อซื้อพร้อมเมทแอมเฟตามีนอีก 21 เม็ด ซ่อนอยู่ในโคมฝาครอบหลอดไฟฟ้าเพดานกลางห้องพักในบ้านดังกล่าวตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับว่าได้ธนบัตรและเหรียญดังกล่าวมาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ จึงแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกการจับกุมและสำเนาธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า สิบตำรวจโทณรงค์เป็นประจักษ์พยานผู้ล่อซื้อร่วมกับสายลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สอบถามถึงจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่ต้องการซื้อและแจ้งราคาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ทราบจนมีการตกลงจำหน่าย ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและชำระราคา พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ เบิกความสอดคล้องกัน ทั้งตรงกับพยานเอกสารชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน โดยไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะมาปรักปรำจำเลยที่ 1 คำเบิกความพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดมานั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 มีประสบการณ์เนื่องจากเคยถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและศาลมีคำพิพากษาลงโทษมาก่อน คำให้การปฏิเสธของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริสุทธิ์ จำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนในวันเกิดเหตุ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามีใจความว่า จำเลยที่ 2 พักอยู่ที่ห้องในบ้านเช่าที่เกิดเหตุกับนายสมทบสามีซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส นายอ้วนไม่ทราบชื่อสกุล เป็นผู้เช่าห้องพักที่บ้านดังกล่าวอีกห้องหนึ่ง ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ทราบชื่อตัวและชื่อสกุลจริง ไม่ทราบว่ามีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ใด จำเลยที่ 2 เพิ่งรู้จักกับนายอ้วนเพราะนายอ้วนเพิ่งมาเช่าห้องพักบ้านเดียวกันก่อนเกิดเหตุประมาณ 10 วัน และเห็นนายอ้วนจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ห้องพักของนายอ้วนเป็นประจำ วันเกิดเหตุเมื่อสายลับมาขอซื้อเมทแอมเฟตามีน นายอ้วนไม่อยู่ จำเลยที่ 2 เข้าไปหยิบเมทแอมเฟตามีนในห้องนายอ้วนมาจำหน่ายให้แทนและวางเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไว้ที่หลังตู้เย็นในห้องของนายอ้วน แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองนำสืบทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยานายสมทบหรืออ้น นาวาเจริญ นายสืบสกุล หรืออ้วน นาวาเจริญ ผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นพี่ชายนายสมทบซึ่งหลบหนีไปได้ก่อนจำเลยทั้งสองถูกจับกุม วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไปบอกนายสืบสกุลว่าสายลับมาขอซื้อเมทแอมเฟตามีน และนำเมทแอมเฟตามีนจากนายสืบสกุลไปให้สายลับและรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากสายลับไปมอบให้นายสืบสกุล จึงแตกต่างกันเป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ 1 คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีพยานอื่นสนับสนุนให้น่าเชื่อ พยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนที่คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ไม่ตรงกับคำเบิกความของสิบตำรวจโทณรงค์เรื่องสายลับไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนและจำนวนเงินที่ใช้ในการล่อซื้อก็มิใช่ข้อพิรุธของพยานโจทก์ที่จะให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เพราะจำเลยที่ 2 ย่อมต้องเบิกความเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ด้วยกันเป็นธรรมดา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายกิตติ สุขปิติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4182/2550
#402784
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนอันถือได้ว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) และได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รวมให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงไม่ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมตรา 91/2 (6) โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1673 ตำบลวัดอรุณ (บางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา หรือ 940 ตารางวา ซึ่งมารดาโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 470 ตารางวา และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 อีกจำนวน 235 ตารางวา โดยมิได้ระบุว่าเป็นที่ดินส่วนใด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 โจทก์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนของโจทก์จำนวน 1 ใน 3 ส่วน โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนใด ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมเป็นเงิน 343,200 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินให้เหตุผลว่า โจทก์ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าการให้กรรมสิทธิ์รวมแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นการขาย โจกท์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง คงเหลือ 114,400 บาท โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ เนื่องจากเป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยไม่มีการแบ่งแยกไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนใด ถือว่าโจทก์ให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนที่ถือครองเกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ที่ดินมา ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3(อธ.3)/272/2547 ลงวันที่ 15 มกราคม 2547 (ที่ถูกลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547) หรือขอให้ลดค่าภาษีที่ต้องชำระเหลือเพียง 10,400 บาท

จำเลยให้การว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3(อธ.3) 272/2547 ลงวันที่ 15 มกราคม 2547 (ที่ถูกวันที่ 30 มิถุนายน 2547) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1673 ตำบลวัดอรุณ (บางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 1 ใน 2 ส่วน โดยที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เท่ากับถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 470 ตารางวา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของมารดาโจทก์อีก 1 ใน 2 ส่วน โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 235 ตารางวา รวมทั้งสิ้นโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 705 ตารางวา ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2538 โจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่นายสุรเชษฐ์ บุญธินันท์ บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เฉพาะส่วนของโจทก์จำนวน 1 ใน 3 ส่วน โดยตีราคาทรัพย์ที่โอน 5,200,000 บาท ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนที่ดิน 5,170,000 บาท ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 30 ถึง 35 และบันทึกการประเมินราคาทรัพย์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 36 โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 9 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงเป็นเงินภาษี 104,000 บาท เงินเพิ่ม 104,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 20,800 บาท รวมลดให้ทั้งสิ้น 228,800 บาท คงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 52,000 บาท เงินเพิ่ม 52,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 10,400 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 114,400 บาท โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากโจทก์ได้รับแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมาไม่พร้อมกัน โดยจำนวน 470 ตารางวา ใน 940 ตารางวา ได้รับมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 เป็นการถือครองที่ดินเกินกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ และจำนวน 235 ตารางวา ใน 470 ตารางวา ได้รับมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นการถือครองเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่บุตรจำนวน 235 ตารางวา ไม่สามารถระบุว่าเป็นที่ดินส่วนใด จึงพิจารณาปรับปรุงรายรับตามการประเมินลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ส่วนของราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงลดลงตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 4 ถึง 5

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า มาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติยกเว้นกรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เพราะเข้าลักษณะขายอสังหาริมทรัพย์ไปภายใน 5 ปี นับแต่ได้มา ส่วนมาตรา 4 (6) (ง) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ซึ่งบัญญัติว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตน ไม่ให้ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ย่อมไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการกรณีของโจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ยังมีข้อยกเว้นหลายประการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มามิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนอันถือได้ว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญสรรพ์ บุญธินันท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4182/2550
#410561
เปิดฉบับเต็ม

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ ยังมีข้อยกเว้นหลายประการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มามิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนอันถือได้ว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งมารดาโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 470 ตารางวา และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 อีกจำนวน 235 ตารางวา โดยมิได้ระบุว่าเป็นที่ดินส่วนใด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 โจทก์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนของโจทก์จำนวน 1 ใน 3 ส่วน โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนใด ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมเป็นเงิน 343,200 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินให้เหตุผลว่า โจทก์ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าการให้กรรมสิทธิ์รวมแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นการขาย โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง คงเหลือ 114,400 บาท โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ เนื่องจากเป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยไม่มีการแบ่งแยกไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนใด ถือว่าโจทก์ให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนที่ถือครองเกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ที่ดินมา ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/272/2547 ลงวันที่ 15 มกราคม 2547 (ที่ถูกลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547) หรือขอให้ลดค่าภาษีที่ต้องชำระเหลือเพียง 10,400 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม (ไม่มีค่าตอบแทน) ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 1 ใน 2 ส่วน โดยที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เท่ากับถือกรรมสิทธิ์คนละ 470 ตารางวา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของมารดาโจทก์อีก 1 ใน 2 ส่วน โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเพิ่มอีก 235 ตารางวา รวมทั้งสิ้นโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน 705 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 โจทก์แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะที่ดินส่วนของโจทก์จำนวน 1 ใน 3 ส่วน ส่วนของบุคคลอื่นคงเดิม โดยตีราคาทรัพย์ที่โอนเป็นเงิน 5,200,000 บาท ขณะที่ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน 5,170,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) สำหรับเดือนธันวาคม 2538 ของโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือเชิญพบโจทก์ 2 ครั้ง แต่โจทก์มิได้ไปพบและมิได้แจ้งเหตุขัดข้องแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1) และ 91/16 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่มเติมตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเบี้ยปรับงดให้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วมีคำวินิจฉัยว่า โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายไม่มีค่าตอบแทนถือเป็นการขายตามมาตรา 90/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร โดยได้โอนเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉับที่ 244) พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับอยู่ โดยมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมิได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้อันเป็นการแตกต่างจากพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (6) (ง) ซึ่งบัญญัติว่า การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตน ไม่ให้ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อโจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายภายใน 5 ปี นับตั้งแต่ได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ประมวลรัษฎากร แต่เนื่องจากโจทก์ได้รับการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมมาไม่พร้อมกัน โดยที่ดินจำนวน 470 ตารางวา ในจำนวน 940 ตารางวา โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 ถือเป็นการครอบครองที่ดินเกินกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนที่ดินจำนวน 235 ตารางวา ใน 470 ตารางวา ได้รับเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นการถือครองเพียง 1 ปี ซึ่งการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่บุตรจำนวน 235 ตารางวา ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นที่ดินส่วนใด จึงพิจารณาปรับปรุงรายวับตามการประเมินเหลือเพียง 1 ใน 3 ของราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของที่ดิน เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงลดลง เป็นเงินภาษี 52,000 บาท เงินเพิ่ม 52,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 10,400 บาท รวม 114,400 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1673 ตำบลวัดอรุณ (บางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ) อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 1 ใน 2 ส่วน โดยที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เท่ากับถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 470 ตารางวา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 มารดาโจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของมารดาโจทก์อีก 1 ใน 2 ส่วน โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 235 ตารางวา รวมทั้งสิ้นโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 705 ตารางวา ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 โจทก์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่นายสุรเชษฐ์ บุญธินันท์ บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เฉพาะส่วนของโจทก์จำนวน 1 ใน 3 ส่วน โดยตีราคาทรัพย์ที่โอน 5,200,000 บาท ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนที่ดิน 5,170,000 บาท ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินและบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สิน โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง เป็นเงินภาษี 104,000 บาท เงินเพิ่ม 104,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 20,800 บาท รวมลดให้ทั้งสิ้น 228,800 บาท คงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 52,000 บาท เงินเพิ่ม 52,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 10,400 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 114,400 บาท โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากโจทก์ได้รับแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมาไม่พร้อมกัน โดยจำนวน 470 ตารางวา ใน 940 ตารางวา ได้รับมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2522 เป็นการถือครองที่ดินเกินกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ และจำนวน 235 ตารางวา ใน 470 ตารางวา ได้รับมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นการถือครองเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่บุตรจำนวน 235 ตารางวา ไม่สามารถระบุว่าเป็นที่ดินส่วนใด จึงพิจารณาปรับปรุงรายรับตามการประเมินลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ส่วนของราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงลดลงตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า มาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติยกเว้นกรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เพราะเข้าลักษณะขายอสังหาริมทรัพย์ไปภายใน 5 ปี นับแต่ได้มา ส่วนมาตรา 4 (6) (ง) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ซึ่งบัญญัติว่าการโอนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนไม่ให้ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ย่อมไม่มีผลย้อนหลังไปถึงกรณีของโจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ยังมีข้อยกเว้นหลายประการที่ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มามิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนอันถือได้ว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญสรรพ์ บุญธินันท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4181/2550
#379594
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติว่าการขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นจะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่กำหนดไว้ การขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจึงไม่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดไว้ ดังนั้น แม้ใบขอคืนเงินจะระบุแต่ชื่อโจทก์และจำนวนเงินอากรที่ขอคืนเท่านั้น มิได้ระบุรายละเอียดอื่นจำเลยก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องคืนเงินอากรให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วไม่คืนเงินอากรให้แก่โจทก์ โจกท์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

โจทก์กับกรมอู่ทหารเรือทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาท และกระทรวงกลาโหมมีหนังสือถึงอธิบดีจำเลยขอยกเว้นค่าอากรสำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้า เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการทหารแต่ต่อมากรมอู่ทหารเรือบอกเลิกสัญญาเนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบเป็นสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร มิใช่จากประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 สินค้าพิพาทจึงมิใช่ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการในขณะที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 แม้ภายหลังกรมอู่ทหารเรือจะประกาศสอบราคาและทำสัญญาซื้อขายใหม่กับโจทก์โดยถือคุณสมบัติของสินค้าเหมือนเดิมทุกประการ ก็เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายใหม่ การที่โจทก์นำสินค้าพิพาทที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและผ่านพิธีการทางศุลกากรเสร็จสิ้นแล้ว โดยชำระค่าอากรขาเข้าเพราะไม่ได้เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการไปแล้วไปส่งมอบให้กรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ทำให้สินค้าพิพาทตามสัญญาเดิมที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้ากลายเป็นได้รับยกเว้นอากรขาเข้าไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยางผลิตภัณฑ์ตราอักษร DRAKA จำนวน 2 รายการ คุณสมบัติ THOF - 250 หรือ เทียบเท่าจำนวน 300 เมตร เป็นค่าสินค้า 970,500 บาท และคุณสมบัติ THOF - 150 หรือเทียบเท่าจำนวน 60 เมตร เป็นค่าสินค้า 136,500 บาท รวมเป็นค่าสินค้าหรือภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,189,490 บาท กับกองทัพเรือ โดยกรมอู่ทหารเรือ เพื่อใช้ในราชการ สินค้าดังกล่าวจึงเป็นยุทธภัณฑ์ได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าประเภทที่ 13 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 สินค้าดังกล่าวได้มาถึงประเทศไทย การนำสินค้าดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่กรมอู่ทหารเรือโจทก์ต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากรเพื่อขอยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามระเบียบของจำเลยก่อน แต่เนื่องจากทางกองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือมีความจำเป็นต้องใช้ยุทธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการด่วน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอผ่อนผันรับของออกไปก่อนพร้อมทั้งทำสัญญาประกันโดยวางเงินประกันค่าอากรขาเข้าและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่อจำเลยจำนวน 311,167 บาท จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์รับของออกไปก่อน และให้มาดำเนินการยกเว้นอากรขาเข้าในภายหลัง หลังจากได้รับสินค้าแล้วโจทก์และกองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือได้ขอขยายเวลายื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้สมบูรณ์และขอต่ออายุสัญญาประกันเรื่อยมา จนกระทั้งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 กรมอู่ทหารเรือได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าสายไฟฟ้าหุ้มยาง THOF - 250 และ THOF - 150 ที่โจทก์ส่งมอบให้ไม่ถูกต้องตามที่สัญญาซื้อขายกำหนดไว้และขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยางกับโจทก์ ความจริงแล้วโจทก์ได้ส่งมอบสายไฟฟ้าหุ้มยางที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในสัญญาทุกประการ แต่เกิดจากความผิดพลาดของหน่วยงานตรวจรับสินค้าของกรมอู่ทหารเรือ โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอชำระภาษีอากรต่อจำเลย จำเลยมีคำสั่งให้นำเงินที่โจทก์ได้วางประกันไว้ในส่วนค่าอากรขาเข้าจำนวน 219,132 บาท เป็นค่าภาษีอากรขาเข้าของสินค้ายุทธภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 กรมอู่ทหารเรือได้ประกาศสอบราคาซื้อสายไฟฟ้าหุ้มยางอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดชนิดของสายไฟฟ้าและข้อกำหนดความต้องการเหมือนกับที่โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายกับกรมอู่ทหารเรือ โดยในครั้งหลังโจทก์ได้เสนอราคาและได้รับสิทธิขายสินค้าให้แก่กรมอู่ทหารเรือในราคายกเว้นศุลกากร และต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบสายไฟฟ้าหุ้มยาง THOF - 250 และ THOF - 150 ให้แก่กรมอู่ทหารเรืออีกครั้งหนึ่ง โดยหมวดรับและจัดส่งศูนย์พัสดุช่าง กรมอู่ทหารเรือ ได้ตรวจรับสายไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว สินค้าสายไฟฟ้าหุ้มยาง THOF - 250 และ THOF - 150 ที่โจทก์ขายให้แก่กรมอู่ทหารเรือดังกล่าวจึงเป็นยุทธภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามพิธีการศุลกากร เงินค่าภาษีอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ได้แจ้งขอชำระต่อจำเลยและจำเลยได้นำเป็นเงินค่าภาษีอากรขาเข้าไปในครั้งแรกในวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำนวน 219,132 บาท จึงเป็นการชำระไปโดยผิดหลงในข้อเท็จจริง โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนเงินค่าภาษีดังกล่าวจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก่อนฟ้องคดีนี้โจกท์ได้ยื่นเรื่องขอคืนภาษีอากรขาเข้าที่โจทก์ชำระไปโดยผิดหลงในชนิดของสินค้าต่อจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมรับใบขอคืนเงินที่โจทก์นำไปยื่นต่อจำเลย ก่อนโจทก์ขอคืนภาษีจำเลย กองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือได้ขอยกเว้นภาษีอากรยุทธภัณฑ์เพื่อให้จำเลยคืนอากรให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนอากรให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าอากรพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 229,998.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 219,132 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยังไม่ได้รับใบคำขอคืนเงินของโจทก์ดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้พิจารณาคำขอคืนเงินของโจทก์ว่าจะคืนหรือไม่คืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ใบคำขอคืนเงินของโจทก์เป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพราะกรอกข้อความที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วน โดยโจทก์ไม่ได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ที่ใบขนสินค้าที่โจทก์อ้างว่าได้ชำระอากรโดยผิดหลง ไม่ระบุเลขที่บัญชีธนาคารที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนเงินเข้าตามจำนวนที่โจทก์ขอคืน ทั้งไม่มีหลักฐานการลงรับหนังสือตามระเบียบปฏิบัติราชการ ประกอบกับหน่วยงานราชการที่โจทก์อ้างว่าเป็นคู่สัญญาซื้อขายกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิขอยกเว้นอากรได้มิได้ดำเนินการเพื่อยกเว้นอากรตามจำนวนเงินที่โจทก์ขอคืนจากจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงินอากรจำนวน 219,132 บาท จากจำเลย เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินอากรที่โจทก์ได้ขอชำระแก่จำเลย และเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้รับไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับสินค้าที่โจทก์ส่งให้แก่กรมอู่ทหารเรือดังกล่าวไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับกองทัพเรือ ตามสัญญาเลขที่ 130/งป.2546 หากแต่เป็นยุทธภัณฑ์ที่โจทก์ส่งให้กับกรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับอื่นซึ่งกรมอู่ทหารเรือได้ทำการสอบราคาเพื่อจัดซื้อใหม่ หลังจากบอกเลิกสัญญาฉบับเลขที่ 130/งป.2546 กับโจทก์แล้ว และโจทก์ยังไม่ได้รับการพิจารณายกเว้นอากรจากกองทัพเรือซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ สินค้าที่โจทก์ขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณายกเว้นอากร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงิน 219,132 บาท จากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนอากรขาเข้า 219,132 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องคืนวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ต้องไม่เกิน 10,866.79 บาท ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยาง 2 รายการ แบบ THOF - 250 และ THOF - 150 หรือที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับกองทัพเรือตามสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยางเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 92 ถึง 99 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 โจทก์สั่งซื้อและนำสินค้าสายไฟฟ้าหุ้มยางตราอักษร DRAKA 2 รายการ ซึ่งมีคุณสมบัติ THOR - 250 หรือเทียบเท่าจำนวน 300 เมตร ค่าสินค้า 970,500 บาท และ คุณสมบัติ THOF - 150 หรือเทียบเท่าจำนวน 60 เมตร ค่าสินค้า 136,500 บาท รวมค่าสินค้าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,184,490 บาท เข้ามาในราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาเข้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 66 และสำเนาใบกำกับสินค้า เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 85 โดยโจทก์ขอผ่อนผันนำสินค้าดังกล่าวออกไปก่อนพร้อมทั้งวางเงินประกันจำนวน 311,167 บาท ตามสำเนาหนังสือขอผ่อนผันและสัญญาประกันเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 80 และ 81 โจทก์ได้ขอขยายระยะเวลาปฏิบัติพิธีการศุลกากรหลายครั้ง ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2546 กระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือขอยกเว้นค่าอากรสำหรับสายไฟฟ้าหุ้มยางที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามสำเนาหนังสือขอยกเว้นค่าอากร เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 43 แต่ปรากฏว่าในวันที่ 26 ธันวาคม 2546 กรมอู่ทหารเรือได้บอกเลิกสัญญาซื้อขายกับโจทก์เนื่องจากโจทก์ส่งมอบพัสดุไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขของสัญญาตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 76 และ 77 หลังจากนั้นในวันที่ 6 มกราคม 2547 โจทก์มีหนังสือขอชำระอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 44 เจ้าพนักงานจำเลยได้นำเงินประกันจำนวน 311,167 บาท ไปชำระค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบสั่งผลักและถอนเงินประกัน เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 63 และ 64 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 กรมอู่ทหารเรือได้ประกาศสอบราคาซื้อสายไฟฟ้าหุ้มยางทั้งสองรายการดังกล่าวใหม่ตามประกาศกรมอู่ทหารเรือเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 17 โจทก์เป็นผู้ได้รับสิทธิในการขายสินค้าให้แก่กรมอู่ทหารเรือและได้ส่งมอบสินค้าให้แก่กรมอู่ทหารเรือแล้ว กรมอู่ทหารเรือจึงมีหนังสือถึงจำเลยให้คืนค่าอากรแก่โจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 12 ซึ่งจำเลยได้ปฏิเสธคืนอากรดังกล่าวตามหนังสือเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 6 และ 7

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติว่าการขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอาจจะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่กำหนดไว้ ต่างกับการขอคืนภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่มาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ฉะนั้นการขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจึงไม่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดไว้ ดังนั้น แม้ใบขอคืนเงินตามเอกสารหมาย จ.1 จะระบุแต่ชื่อโจทก์และจำนวนเงินอากรที่ขอคืนเท่านั้น มิได้ระบุรายละเอียดอื่น เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขที่ใบขนสินค้าที่อ้างว่าได้ชำระอากรโดยผิดหลง เลขที่บัญชีธนาคารที่ประสงค์จะให้จำเลยโอนเงินตามจำนวนที่ขอคืน จำเลยก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องคืนเงินอากรให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วไม่คืนเงินอากรให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยมีว่า สินค้าพิพาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากรประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือ และกระทรวงกลาโหมมีหนังสือถึงอธิบดีจำเลยขอยกเว้นค่าอากรสำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวเนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการทหาร แต่ต่อมากรมอู่ทหารเรือบอกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวเนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบเป็นสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ มิใช่สินค้ารจากประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 สินค้าพิพาทจึงมิใช่ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการในขณะที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากรประเภทที่ 13 แม้ภายหลังกรมอู่ทหารเรือจะประกาศสอบราคาและทำสัญญาซื้อขายใหม่กับโจทก์โดยถือคุณสมบัติของสินค้าเหมือนเดิมทุกประการ ก็เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายใหม่ การที่โจทก์นำสินค้าพิพาทที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและผ่านพิธีการทางศุลกากรเสร็จสิ้นแล้ว โดยชำระค่าอากรขาเข้าเพราะไม่ได้เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการไปแล้วไปส่งมอบให้กรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ทำให้สินค้าพิพาทตามสัญญาเดิมที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้ากลายเป็นได้รับยกเว้นอากรขาเข้าไปด้วยฉะนั้น จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินอากรขาเข้าพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดิจิตอล คอนโทรล จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4181/2550
#410558
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มิได้บัญญัติว่าการขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่กำหนดไว้ ต่างกับการขอคนภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร ซึ่งมาตรา 27 ตรี แห่ง ป.รัษฎากรให้ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น ดังนั้น การขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจึงไม่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดไว้ แม้ใบขอคืนเงินจะระบุแต่ชื่อโจทก์และจำนวนเงินอากรที่ขอคืนเท่านั้น มิได้ระบุรายละเอียดอื่น เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขที่ใบขนสินค้าที่อ้างว่าได้ชำระอากรโดยผิดหลง และเลขที่บัญชีธนาคารที่ประสงค์จะให้จำเลยโอนเงินตามจำนวนที่ขอคืน แต่จำเลยก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องคืนเงินอากรแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วไม่คืนเงินอากรแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากรฯ ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากรประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ เมื่อได้ความว่ามีการทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือ และกระทรวงกลาโหมมีหนังสือถึงอธิบดีจำเลยขอยกเว้นค่าอากรสำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขาย เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการทหาร ต่อมากรมอู่ทหารเรือบอกเลิกสัญญาเนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบมิใช่สินค้าตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 สินค้าพิพาทจึงมิใช่ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการในขณะที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว แม้ภายหลังกรมอู่ทหารเรือจะทำสัญญาซื้อขายใหม่กับโจทก์โดยถือคุณสมบัติของสินค้าเหมือนเดิมทุกประการ ก็เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายใหม่ การที่โจทก์นำสินค้าพิพาทที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยผ่านพิธีการทางศุลกากรและชำระค่าอากรขาเข้าไปแล้วเพราะไม่ได้เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการมาส่งมอบให้กรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ทำให้สินค้าพิพาทตามสัญญาเดิมที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้ากลายเป็นได้รับยกเว้นอากรขาเข้าด้วย จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินอากรขาเข้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยางผลิตภัณฑ์ตราอักษร DRAKA จำนวน 2 รายการ กับกองทัพเรือ โดยกรมอู่ทหารเรือ เพื่อใช้ในราชการ สินค้าดังกล่าวจึงเป็นยุทธภัณฑ์ได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าประเภทที่ 13 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 สินค้าดังกล่าวได้มาถึงประเทศไทย กรมอู่ทหารเรือโจทก์ต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากรเพื่อขอยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามระเบียบของจำเลยก่อน แต่เนื่องจากทางกองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือมีความจำเป็นต้องใช้ยุทธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการด่วน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอผ่อนผันรับของออกไปก่อนพร้อมทั้งทำสัญญาประกันโดยวางเงินประกันค่าอากรขาเข้าและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่อจำเลย จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์รับของออกไปก่อน และให้มาดำเนินการยกเว้นอากรขาเข้าในภายหลัง หลังจากได้รับสินค้าแล้วโจทก์และกองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือได้ขอขยายเวลายื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้สมบูรณ์และขอต่ออายุสัญญาประกันเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 กรมอู่ทหารเรือได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าสายไฟฟ้าหุ้มยางที่โจทก์ส่งมอบให้ไม่ถูกต้องตามที่สัญญาซื้อขายกำหนดไว้และขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายสายไฟฟ้าหุ้มยางกับโจทก์ โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอชำระภาษีอากรต่อจำเลย จำเลยมีคำสั่งให้นำเงินที่โจทก์ได้วางประกันไว้ในส่วนค่าอากรขาเข้าเป็นค่าภาษีอากรขาเข้าของสินค้ายุทธภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 กรมอู่ทหารเรือได้ประกาศสอบราคาซื้อสายไฟฟ้าหุ้มยางอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดชนิดสายไฟฟ้าและข้อกำหนดความต้องการเหมือนกับที่โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายกับกรมอู่ทหารเรือ โดยในครั้งหลังโจทก์ได้เสนอราคาและได้รับสิทธิขายสินค้าให้แก่กรมอู่ทหารเรือในราคายกเว้นศุลกากร และต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบสายไฟฟ้าหุ้มยางให้แก่กรมอู่ทหารเรืออีกครั้งหนึ่ง โดยหมวดรับและจัดส่งศูนย์พัสดุช่างกรมอู่ทหารเรือได้ตรวจรับสายไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว สินค้าสายไฟฟ้าหุ้มยางที่โจทก์ขายให้แก่กรมอู่ทหารเรือดังกล่าวจึงเป็นยุทธภัณฑ์อันได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าตามพิธีการศุลกากร เงินค่าภาษีอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ได้แจ้งขอชำระต่อจำเลยและจำเลยได้นำเป็นเงินค่าภาษีอากรขาเข้าไปในครั้งแรก จึงเป็นการชำระไปโดยผิดหลงในข้อเท็จจริง โจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนเงินค่าภาษีดังกล่าวจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอคืนภาษีอากรขาเข้าที่โจทก์ชำระไปโดยผิดหลงในชนิดของสินค้าต่อจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมรับใบขอคืนเงินที่โจทก์นำไปยื่นต่อจำเลย ก่อนโจทก์ขอคืนภาษีจากจำเลย กองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือได้ขอยกเว้นภาษีอากรยุทธภัณฑ์เพื่อให้จำเลยคืนอากรให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนอากรให้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าอากรพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 229,998.79 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 219,132 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยยังไม่ได้รับใบคำขอคืนเงินของโจทก์ดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้พิจารณาคำขอคืนเงินของโจทก์ว่าจะคืนหรือไม่คืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ใบคำขอคืนเงินของโจทก์เป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพราะกรอกข้อความที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วน โดยโจทก์ไม่ได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ใบขนสินค้าที่โจทก์อ้างว่าได้ชำระอากรโดยผิดหลง ไม่ระบุเลขที่บัญชีธนาคารที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนเงินเข้าตามจำนวนที่โจทก์ขอคืนทั้งไม่มีหลักฐานการลงรับหนังสือตามระเบียบปฏิบัติราชการประกอบกับหน่วยงานราชการที่โจทก์อ้างว่าเป็นคู่สัญญาซื้อขายกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิขอยกเว้นอากรได้ มิได้ดำเนินการเพื่อยกเว้นอากรตามจำนวนเงินที่โจทก์ขอคืนจากจำเลยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงินอากรจำนวน 219,132 บาท จากจำเลยเนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินอากรที่โจทก์ได้ขอชำระแก่จำเลย และเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้รับไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับสินค้าที่โจทก์ส่งให้แก่กรมอู่ทหารเรือดังกล่าวไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับกองทัพเรือแต่อย่างใด หากแต่เป็นยุทธภัณฑ์ที่โจทก์ส่งให้กับกรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับอื่น ซึ่งกรมอู่ทหารเรือได้ทำการสอบราคาเพื่อจัดซื้อใหม่ หลังจากบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว และโจทก์ยังไม่ได้รับการพิจารณายกเว้นอากรจากกองทัพเรือซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์แต่อย่างใด สินค้าที่โจทก์ขอคืนเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณายกเว้นอากร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนอากรขาเข้า 219,132 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ต้องไม่เกิน 10,866.79 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มิได้บัญญัติว่าการขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจะต้องยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่กำหนดไว้ ต่างกับการขอคืนภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่มาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเว้นแต่จะมีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนเงินอากรที่ได้รับยกเว้นอากรจึงไม่ต้องยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดไว้ แม้ใบขอคืนเงินจะระบุแต่ชื่อโจทก์และจำนวนเงินอากรที่ขอคืนเท่านั้น มิได้ระบุรายละเอียดอื่น เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขที่ใบขนสินค้าที่อ้างว่าได้ชำระอากรโดยผิดหลง เลขที่บัญชีธนาคารที่ประสงค์จะให้จำเลยโอนเงินตามจำนวนที่ขอคืน จำเลยก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องคืนเงินอากรให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วไม่คืนเงินอากรให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยมีว่า สินค้าพิพาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากรประเภทที่ 13 ต้องเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาทระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือ และกระทรวงกลาโหมมีหนังสือถึงอธิบดีจำเลยขอยกเว้นค่าอากรสำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการทหาร แต่ต่อมากรมอู่ทหารเรือบอกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวเนื่องจากสินค้าที่โจทก์ส่งมอบเป็นสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ มิใช่สินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับกรมอู่ทหารเรือจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 สินค้าพิพาทจึงมิใช่ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการในขณะที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากรประเภท 13 แม้ภายหลังกรมอู่ทหารเรือจะประกาศสอบราคาและทำสัญญาซื้อขายใหม่กับโจทก์โดยถือคุณสมบัติของสินค้าเหมือนเดิมทุกประการก็เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามสัญญาซื้อขายใหม่ การที่โจทก์นำสินค้าพิพาทที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและผ่านพิธีการทางศุลกากรเสร็จสิ้นแล้ว โดยชำระค่าอากรขาเข้าเพราะไม่ได้เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการไปแล้วไปส่งมอบให้กรมอู่ทหารเรือตามสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ทำให้สินค้าพิพาทตามสัญญาเดิมที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้ากลายเป็นได้รับยกเว้นอากรขาเข้าไปด้วย จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินอากรขาเข้าพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดิจิตอล คอนโทรล จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2550
#267871
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานโดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ 40-41/2546

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 48 ม. 49 ม. 50 ม. 51 ม. 52 ม. 53 ม. 54 ม. 55 ม. 56 ม. 57 ม. 58 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวกัลญา บุญทับยาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2550
#379557
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2544 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของ ส. จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ส.ผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายสมหมาย นาคคล้าย และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3(1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีมีหลักฐานเชื่อได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดเพิ่มเติม 9 รายการ คือ 1. รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร 2. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร 3. รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 4. สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น 5. พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ 6. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน 7. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ 1 เรือน 8. ตู้นิรภัย 1 ตู้ และ 9. พระเครื่อง 15 องค์ รวมมูลค่า 1,675,340 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 สร้อยคอทองคำ พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ ตู้นิรภัย และพระเครื่อง 15 องค์ ซึ่งนำเงินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพค้าขายสินค้าโดยสุจริต การปล่อยเงินกู้ และเล่นแชร์ไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวโดยสุจริต มิใชทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิด ไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรนายสมหมาย นาคคล้าย และผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมหมายซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 นายสมหมายเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนำเงินได้มาจากการประกอบอาชีพค้าขายสินค้าโดยสุจริต และจากการพนันไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริต มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นายสมหมายไม่เคยกระทำความผิดและไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน ตู้นิรภัย 1 ตู้ และพระเครื่อง 15 องค์ ตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายสมหมาย นาคคล้าย แต่มิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือผู้คัดค้านที่ 2 นายสมหมายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และนายสมหมายกับพวกข้อหาร่วมกันกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก 0352 พระนครศรีอยุธยา เงิน 5,237,320 บาท และทรัพย์สินอื่นรวม 23 รายการ เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 3059 ซอยสุขุมวิท 107 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และยึดทรัพย์สินตามคำร้องคดีนี้รวม 9 รายการ คือ 1. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมาย 2. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร 3. รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 4. สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น 5. พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ 6. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน 7. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ 1 เรือน 8. ตู้นิรภัย 1 ตู้ และ 9. พระเครื่อง 15 องค์ เป็นของกลาง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คันค้านที่ 1 และนายสมหมายแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินสำหรับคดีอาญา พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นโจทก์ฟ้องนายสมหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนายสมหมายเป็นจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.9358/2545 ของศาลอาญา กับยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาสั่งริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมายให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องและให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานครแก่นายสมหมาย คดีถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม.148/2545 ของศาลอาญา คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 7 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 7 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้ร้องมีร้อยตำรวจโทวิชานันท์ พงศ์พุฒ รองสารวัตร 1 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพ 2 เบิกความยืนยันว่า ก่อนตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุสืบทราบว่านายสมหมาย นาคคล้าย มีพฤติการณ์ค้าเมทแอมเฟตามีนจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ได้นำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 3059 ซอยสุขุมวิท 107 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ของนายสมหมาย พบเมทแอมเฟตามีน 60 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมาย ซึ่งจอดที่บริเวณหน้าบ้าน โดยมีสิบตำรวจโทเกรียงศักดิ์ โลมจันทร์ ผู้ร่วมตรวจค้นและนายธนโชติ ม่วงศรี ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นพยานในการตรวจค้นเบิกความสนับสนุน ทั้งในชั้นสอบสวนนายสมหมายก็ให้การรับว่าเริ่มจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่ปี 2540 มีกำไรทั้งสิ้น 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท จนกระทั่งปี 2544 จึงหยุดจำหน่ายชั่วคราวเพราะทราบจากเพื่อนว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีของ ป.ป.ส. ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ร.24 ร้อยตำรวจเอกอาทร วิเศษสาธร พนักงานสอบสวนก็มาเบิกความยืนยันประกอบ คำรับของนายสมหมายจึงมีหลักฐานประกอบเพียงพอ ไม่น่าเชื่อว่ามีการบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา นอกจากนี้ผู้ร้องยังมีพันตำรวจตรีพีระพล ยอดสนิท เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 7 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสมหมายเบิกความยืนยันด้วยว่า นายสมหมายให้การว่าเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชุมชนคลองเตย มีรายได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากจนถูกผู้มีอิทธิพลขู่เข็ญเพื่อเรียกเงินครั้งละหลายแสนบาทแต่ก็ให้ไปทุกครั้งตามที่ถูกเรียกร้อง และสอบคำให้การของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยอมรับว่าได้เคยตักเตือนนายสมหมายให้เลิกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ทราบว่านายสมหมายยังมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกหรือไม่ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 เห็นว่า พ้นตำรวจตรีพีระพลเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันนายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะบันทึกเรื่องราวขึ้นเองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 เพื่อกลั่นแกล้งนายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 เชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีพีระพลได้ทำบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 ไปตามที่นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ให้การเองโดยสมัครใจ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบโต้เถียงว่าพันตำรวจตรีพีระพลให้นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 โดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความอ้างลอยๆ ปากเดียว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานผู้ร้องในข้อนี้ได้ พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสอง ฟังได้ว่านายสมหมายเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2544 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรนายสมหมายจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายสมหมายผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งในข้อนี้ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพขายของชำ เช่น สุรา บุหรี่ ผงซักฟอกและของเบ็ดเตล็ดที่บริเวณล๊อก 7 ชุมชนคลองเตย มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นนายวงแชร์ทั้งประเภทรายวัน และรายเดือนมีรายได้จากแชร์รายวัน วันละ 10,000 บาทเศษ จากแชร์รายเดือนประมาณเดือนละ 6,000 บาท รวมรายได้จากแชร์ประมาณเดือนละ 400,000 บาท และยังมีรายได้จากการปล่อยเงินกู้รายวันคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อวัน เงินกู้รายเดือนคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อเดือน มีเงินสดหมุนเวียนให้กู้ยืมเงินประมาณ 1,000,000 บาท มีรายได้จากดอกเบี้ยรายวัน วันละประมาณ 10,000 บาท ดอกเบี้ยรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ส่วนนายสมหมายประกอบอาชีพค้าขายและเล่นการพนัน นายสมหมายให้เงินผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณเดือนละ 200,000 บาท บางครั้งเคยให้ถึง 1,000,000 บาท เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความลอยๆ ว่ามีรายได้จากการขายของชำเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท แต่ไม่มีหลักฐานการสั่งซื้อสินค้าและบัญชีรายรับรายจ่ายมาแสดง ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่เคยเสียภาษีเงินได้ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่ามีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ยืมและเล่นแชร์ ก็ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินหลักประกันการกู้ยืนเงินหรือหลักฐานการเล่นแชร์มาแสดง แม้นายประจวบ ภู่ป้อม และนางจำเนียร โตติยะ จะเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เคยกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 หลายครั้งแต่ก็เป็นการกู้ยืมเงินจำนวนน้อย ครั้งละ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาทเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากดอกเบี้ยมากมายดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง ส่วนรายได้จากการพนันก็เลื่อนลอยและไม่แน่นอนว่าจะได้เงินจากการพนันเสมอไป ข้อนำสืบเกี่ยวกับเรื่องรายได้ของผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับการได้มาเกี่ยวกับทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 นั้น เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินที่นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาระหว่างปี 2540 ถึงปี 2544 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่นายสมหมายมีรายได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมาก นายสมหมายก็ให้การรับว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 คือ รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ซื้อมาเมื่อปี 2543 โดยเอาเงินจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและการพนันไปซื้อ และได้ให้ค่าเลี้ยงดูแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณครั้งละ 100,000 บาท ถึง 200,000 บาท ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ก็ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ร.24 ส่วนทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ผู้คัดค้านทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นชัดแจ้งว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่เงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจนำสืบได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพโดยสุจริต หรือไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ตกเป็นของแผ่นดินจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับแก่กรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดทั้งในทางอาญาและทางแพ่งในระหว่างที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้น จะใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ผลใช้บังคับไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตราการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 40-41/2546 ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวกัลญา บุญทับยาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2550
#272778
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องนั้น แม้ชื่อผู้บาดเจ็บจะไม่ตรงกับชื่อผู้เสียหายตามฟ้อง ก็เพียงแต่แสดงว่าไม่ใช่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เข้าใจว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนางอำนวย ศรีลา ผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีบริเวณใบหน้าผู้เสียหาย จำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยให้กำลังประทุษร้ายทำร้ายร่างกายนางอำนวย ศรีลา ผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีบริเวณใบหน้าผู้เสียหาย จำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง เหตุเกิดที่ตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่สำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องระบุชื่อผู้บาดเจ็บว่า นายมนตรี สิทธิชัย มิใช่ผู้เสียหายตามฟ้องนั้น ถือว่าโจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องนั้น แม้ชื่อผู้บาดเจ็บจะไม่ตรงกับชื่อผู้เสียหายตามฟ้อง ก็เพียงแต่แสดงว่าไม่ใช่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เข้าใจว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์จำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายนิคม ชำนิป่า
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ