คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166/2550
#272664
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง ส. กระสุนปืนถูก ส. และยังพลาดไปถูก อ. ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ส. และฐานพยายามฆ่า อ. โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่า ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นอาวุธยิงนายแสงอรุณ ไทยกลาง และเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ผู้เสียหาย 1 นัด จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ไว้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายแสงอรุณ ไทยกลาง นายสุริยา รักท้วม พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด หรือโรงแรมบีบี ได้ชวนนายสมนึก ทวีกุล พนักงานในบริษัทเดียวกันไปพบจ่าสิบเอกอนุรักษ์ โพธิกะ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทดังกล่าวที่บริเวณหน้าห้องพักคนงานที่เกิดเหตุ มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ กับเด็กชายอดิศักดิ์ โพธิกะ ภริยาและบุตรของจ่าสิบเอกอนุรักษ์นั่งอยู่ใกล้ ๆ ด้วย ได้มีการโต้เถียงกัน นายแสงอรุณผลักจ่าสิบเอกอนุรักษ์เซไปชนนายสุริยา ขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นยามเฝ้าวัสดุก่อสร้างของบริษัทโชคทวีวิศวกิจ จำกัด ที่รับประมูลก่อสร้างให้บริษัทโกลเด้นวัลเล่ย์ จำกัด อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุด้วย จำเลยเดินเข้ามาและมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนลูกซองถูกนายแสงอรุณที่แขนซ้าย 3 นัด ที่มือ 1 นัด กระสุนปืนฝังในและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ต้นขาซ้าย 1 นัด กระสุนปืนฝังในเช่นกัน พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุพบหมอนกระสุนปืนลูกซอง 1 หมอน ยึดเป็นของกลางและออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางชูศรี สุนทรารักษ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุพยานนั่งพันสายไฟอยู่กับเด็กชายอดิศักดิ์หน้าห้องพักในที่เกิดเหตุ ส่วนนายแสงอรุณและนายสุริยานั่งพูดคุยอยู่กับจ่าสิบเอกอนุรักษ์สามีพยาน สักครู่หนึ่งมีเสียงพูดโต้ตอบกันดังขึ้น นายแสงอรุณดึงกระบองจะตีจ่าสิบเอกอนุรักษ์ พยานได้เข้าไปจับแขนนายแสงอรุณและร้องห้าม ขณะนั้นมีจำเลยเข้ามายังที่เกิดเหตุชักอาวุธปืนลูกซองสั้นจากเสื้อแจกเกตสีดำและยิงไปที่นายแสงอรุณ ปรากฏว่า กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณที่บริเวณฝ่ามือและกระสุนปืนยังถูกเด็กชายอดิศักดิ์ที่ขาข้างซ้ายด้วย ขณะเกิดเหตุพยานอยู่ห่างจากจำเลยเพียงประมาณ 3 เมตร และมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้านีออนภายในและหน้าห้องพัก พยานมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เห็นว่า พยานปากนี้ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยอันควรจะสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความตามที่รู้เห็นจริง กับมีคำให้การของเด็กชายอดิศักดิ์ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้หลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 6 วันว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การพยานของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ประกอบกับจำเลยก็เบิกความรับว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยได้เข้าไปในที่เกิดเหตุจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสังสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงนายแสงอรุณได้รับอันตรายแก่กายและกระสุนปืนยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ได้รับอันตรายแก่กายอีกคนหนึ่งด้วย ที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลยว่าเด็กชายอดิศักดิ์และนางชูศรีอยู่ในเหตุการณ์ชุลมุนที่จ่าสิบเอกอนุรักษ์ซึ่งเป็นบิดาและสามีถูกทำร้ายอยู่ ไม่น่าที่จะได้ทันสังเกตเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงชัดเจนนั้น เห็นว่า ตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดหตุของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ขณะเกิดเหตุนางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์อยู่ทางด้านหน้าของนายแสงอรุณที่ได้โต้เถียงและจะเข้าไปทำร้ายจ่าสิบเอกอนุรักษ์ บุคคลทั้งสองก็ย่อมต้องให้ความสนใจหันหน้าไปมองดูทางนายแสงอรุณ ดังนั้น เหตุการณ์ที่คนร้ายเดินเข้ามาทางด้านหลังของนายแสงอรุณแล้วชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกมายิงจึงอยู่ในวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะมองเห็นได้ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงไฟฟ้าทั้งในและหน้าห้องพักคนงานส่องสว่างอยู่ เชื่อว่านางชูศรีและเด็กชายอดิศักดิ์มองเห็นและจำได้ชัดเจนว่าคนร้ายที่เข้ามาใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงในที่เกิดเหตุคือจำเลย ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยไม่เป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายแสงอรุณ กระสุนปืนถูกนายแสงอรุณและยังพลาดไปถูกเด็กชายอดิศักดิ์ด้วยนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่านายแสงอรุณและฐานพยายามฆ่าเด็กชายอดิศักดิ์โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง อันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 เพียงบทเดียวตามมาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 90 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายประทุม พิมพ์โพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550
#267760
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่าเด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงทั้งสามถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิงทั้งสามตามป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2)

แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จะมิได้ระบุพยานอ้าง ส.เป็นพยานในคดีนี้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในสำนวนคดีแรกได้ระบุพยานอ้าง ส. เป็นพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงรับฟังคำเบิกความของ ส. เป็นพยานในสำนวนคดีนี้ได้

ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของเด็กหญิงทั้งสามจะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี วรรคสอง.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 312 ตรี, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางปราณีมารดาเด็กหญิงดวงดาวหรือดาว นางราตรีมารดาเด็กหญิงสายรุ้งหรือรุ้ง นายคมสันต์ผู้ปกครองเด็กหญิงอริษาหรือนุ้ยและนางศรีสุดมารดาเด็กหญิงอริษาหรือนุ้ย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางปราณี นางราตรีและนายคมสันต์เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราและความผิดต่อเสรีภาพ ส่วนนางศรีสุดเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอริษาหรือนุ้ย โดยเรียกผู้ร้องดังกล่าวเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง, 317 วรรคสาม ด้วย ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และฐานโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กตามมาตรา 312 ตรี วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวมจำคุก 36 ปี ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 4 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงสายรุ้ง และเด็กหญิงอริษาถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจาก การกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงสายรุ้ง และเด็กหญิงอริษาตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งนางสาวสุริยาพรก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นางสาวสุริยาพรยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราต่างวันเวลากัน 2 ครั้ง จากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากจำเลยให้พาเพื่อนรุ่นเดียวกันไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย นางสาวสุริยาพรจึงชักชวนเด็กหญิงดวงดาวกับเด็กหญิงอริษาซึ่งเป็นเพื่อนนางสาวสุริยาพรและเด็กหญิงสายรุ้งไปขายบริการทางเพศแก่จำเลยที่โรงแรมผกาอินท์ หลังจากจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งแล้ว นางสาวสุริยาพรก็จะไปรับเงินค่าตอบแทนจากจำเลยไปแบ่งให้แก่เด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้ง คำเบิกความของนางสาวสุริยาพรดังกล่าวมิใช่คำซัดทอดเพราะเป็นการเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล เนื่องจากนางสาวสุริยาพรมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย ทั้งนางสาวสุริยาพรไม่มีเหตุจูงใจในการเบิกความให้ตนพ้นความผิด ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่านางสาวสุริยาพรรู้จักนายพายัพคนขับรถจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลที่นางสาวสุริยาพรต้องร่วมกับนายพายัพกลั่นแกล้งจำเลยตามที่จำเลยอ้าง แต่กลับได้ความจากนางสาวสุริยาพรว่า หลังเกิดเหตุคนขับรถจำเลยมาพูดคุยกับนางสาวสุริยาพรว่าหากบิดามารดาพาเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งถอนคำร้องทุกข์ ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยจะให้เงิน จากนั้นจำเลยให้ชายคนหนึ่งนำเงิน 15,000 บาท มามอบให้นางสาวสุริยาพรเป็นค่าประกันตัวในข้อหาพรากผู้เยาว์ จึงรับฟังคำเบิกความของนางสาวสุริยาพรประกอบคำเบิกความของเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งได้ ซึ่งต่างเบิกความว่าเหตุที่ยินยอมไปให้จำเลยกระทำชำเราเพราะต้องการเงินเป็นค่าตอบแทน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเมื่อพันตำรวจตรีอดิศรสืบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้ ได้จัดให้มีการชี้ภาพถ่ายต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์แล้วจัดให้มีการชี้ตัวจำเลยต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ ทนายจำเลย และสื่อมวลชน เด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งต่างชี้ยืนยันตรงกันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำชำเราเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้ง โดยในขณะชี้ตัวจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งเบิกความไปตามความสัตย์จริง ทั้งรู้ว่าอวัยวะเพศชายกับปลัดขิกแตกต่างกันอย่างไร แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จะมิได้ระบุพยานอ้างนางสาวสุริยาพรเป็นพยานในคดีนี้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในสำนวนคดีแรกได้ระบุพยานอ้างนางสาวสุริยาพรเป็นพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงรับฟังคำเบิกความของนางสาวสุริยาพรเป็นพยานในสำนวนคดีนี้ได้ การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เพราะจำเลยไม่รู้ว่าเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษาและเด็กหญิงสายรุ้งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี นั้น เห็นว่า ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษา และเด็กหญิงสายรุ้งจะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา

วุฒิภาวะเช่นจำเลยไม่ใช่ข้อบ่งชี้เสมอไปที่จะไม่กระทำความผิดเสียเลย ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้นางสาวสุริยาพรพาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย นางสาวสุริยาพรจึงชักชวนเด็กหญิงดวงดาว เด็กหญิงอริษา และเด็กหญิงสายรุ้งไปกระทำการดังกล่าว แล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรมผกาอินท์เป็นการล่วงอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และที่ 3 ตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิงดวงดาว อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิงดวงดาวโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 กระทำชำเราเด็กหญิงอริษาอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิงอริษาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และกระทำชำเราเด็กหญิงสายรุ้งอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิงสายรุ้งโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 22 ธันวาคม 2543 และวันที่ 3 มกราคม 2544 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 312 ตรี วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (1) ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 225 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นางปราณี นามวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายเฉลิม พรหมเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวุฒินันท์ สุขสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550
#272777
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ตามลำดับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2)

จำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ ย. พาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย ย. จึงชักชวนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. ไปกระทำการดังกล่าว แล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรม ผ. เป็นการล่วงอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และที่ 3 ตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ด. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร กระทำชำเราเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง อ. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กหญิง อ. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ส. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริตเพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1044/2544 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 312 ตรี, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ป. มารดาเด็กหญิง ด. จ. มารดาเด็กหญิง ส. ค. ผู้ปกครองเด็กหญิง อ. และ ศ. มารดาเด็กหญิง อ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ป. ร. และ ค. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเรา และความผิดต่อเสรีภาพ ส่วน ศ. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กหญิง อ. โดยเรียกผู้ร้องดังกล่าวเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง, 317 วรรคสาม ด้วย ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และฐานโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กตามมาตรา 312 ตรี วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวมจำคุก 36 ปี ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 4 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ด. มีอายุ 13 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 2 เด็กหญิง ส. มีอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 3 และเด็กหญิง อ. มีอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 5 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

...ฯลฯ...ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะจำเลยไม่รู้ว่าเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. มีอายุยังไม่เกิน 15 ปี นั้น เห็นว่า ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. จะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยรับราชการตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2506 จนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทในวันที่ 30 กันยายน 2540 โดยจำเลยปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เสียสละ และประกอบคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์มาก่อนจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถึงชั้นสูงสุด ขณะเกิดเหตุจำเลยซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 นั้น เห็นว่า วุฒิภาวะเช่นจำเลยดังกล่าวไม่ใช่ข้อบ่งชี้เสมอไปที่จะไม่กระทำความผิดเสียเลย ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ ย. พาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย ย. จึงชักชวนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. ไปกระทำการดังกล่าว แล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรมผกาอินท์ เป็นการล่วงอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และที่ 3 ตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ด. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร กระทำชำเราเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง อ. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ส. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 312 ตรี วรรคสอง ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธนบุรี
โจทก์ร่วม — นาง ป. กับพวก
จำเลย — นายเฉลิม พรหมเลิศ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550
#410460
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนมีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2)

จำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ ส. พาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย ส. จึงชักชวนเด็กหญิงทั้งสามอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปกระทำการดังกล่าวแล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และที่ 3 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยมิได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1044/2544 ของศาลชั้นต้น แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับนางสาว ส. ซึ่งแยกไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ร่วมกันพรากเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนางปราณี นามวงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ด. โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมร่วมกันพรากเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนายคมสันต์ สว่างภพ ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล และโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง อ. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันล่อไปหรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม และจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับนางสาว ส. ร่วมกันพรากเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร และโดยทุจริตล่อไปหรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ด. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันพรากเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง อ. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันล่อไปหรือชักพาไปซึ่งเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม และจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม วันที่ 22 ธันวาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับนางสาว ส. ร่วมกันพรากเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และโดยทุจริตต่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ด. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันพรากเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนางราตรี จรจิต ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และโดยทุจริต ล่อไปหรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ส. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันพรากนางสาว อ. ผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารและโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งนางสาว อ. โดยบุคคลนั้นยินยอมร่วมกันล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยเด็กนั้นยินยอม จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และวันที่ 3 มกราคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยกับนางสาว ส. ร่วมกันพรากเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควร และโดยทุจริตล่อไป หรือพาไป ซึ่งเด็กหญิง ด. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันพรากเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ส. โดยเด็กนั้นยินยอม ร่วมกันล่อไปหรือพาไปซึ่งเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยเด็กนั้นยินยอม และจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 312 ตรี, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางปราณี นามวงศ์ มารดาเด็กหญิง ด. นางราตรี จรจิต มารดาเด็กหญิง ส. นายคมสันต์ สว่างภพ ผู้ปกครองเด็กหญิง อ. และนางศรีสุด สว่างภพ มารดาเด็กหญิง อ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางปราณี นางราตรีและนายคมสันต์เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเรา และความผิดต่อเสรีภาพ ส่วนนางศรีสุดเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กหญิง อ. โดยเรียกผู้ร้องดังกล่าวเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง, 317 วรรคสาม ด้วย ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และฐานโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กตามมาตรา 312 ตรี วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก กระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวมจำคุก 36 ปี ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 4 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ เด็กหญิง ด. มีอายุ 13 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 2 เด็กหญิง ส. มีอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 3 และเด็กหญิง อ. มีอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 5 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้นมีความผิดโดยไม่คำนึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ถูกกระทำชำเราแม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่... พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้นางสาว ส. พาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย นางสาว ส. จึงชักชวนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. ไปกระทำการดังกล่าว แล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรมผกาอินท์ เป็นการล่วงอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 5 และที่ 3 ตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ด. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 กระทำชำเราเด็กหญิง อ. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง อ. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ส. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ในวันที่ 22 ธันวาคม 2543 และวันที่ 3 มกราคม 2544 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 312 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นางปราณี นามวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายเฉลิม พรหมเลิศ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป ชุ่มวัฒนะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2550
#412839
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 2 นั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ มาตรา 4 และมาตรา 38 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิต่างๆ ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่มีการจับกุมและสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 20 ปี แต่รู้ผิดชอบแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยปรับบทลงโทษว่าจะใช้กฎหมายเดิมหรือกฎหมายใหม่ในส่วนใดบังคับแก่จำเลยที่ 2 ถือเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แม้จะแก้โทษที่ลงแก่จำเลยที่ 2 ด้วย ก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ 2 โดยหลอกลวงจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการสอบปากคำในคดีการพนัน ข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์เบิกความยังไม่สอดคล้องต้องกันไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้นั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 และพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อนว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ 2 นั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 4 และมาตรา 38 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับจึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิต่างๆ ดังกล่าวจึงชอบแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีนี้ยังมิได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนออกใช้บังคับ โดยมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป นอกจากนี้มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี" แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่าเมื่อศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งแม้เป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว จะต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลังเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเดิม จึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงของโจทก์จนเพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 แล้ว เพียงแต่นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์มารับฟังสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 หาได้นำคำเบิกความของจำเลยที่ 2 มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7/1 ม. 134/4
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสมชายหรือแม็ก แพเล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4132/2550
#272661
เปิดฉบับเต็ม

ส. ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นที่ดินของรัฐสภา ท. ส. จึงมิได้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่ซื้อตามกฎหมาย และต่อมาได้มีการกำหนดให้ที่ดินในท้องที่ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 26 (4) กำหนดว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น และให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินแปลงนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ และมาตรา 36 ทวิ กำหนดว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มา ตาม พ.ร.บ. นี้หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อให้ใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส. จะมีสิทธิเข้าครอบครองได้ก็แต่โดยการได้รับเอกสารสิทธิจาก ส.ป.ก. เมื่อ ส.ป.ก. ยังมิได้อนุญาตให้ ส. เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงยังไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งหลังจาก ส. ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์แล้วมิได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส. จึงยังไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอย่างใด โดย ส. เพียงแต่อ้างว่าได้ไถปรับที่ดินไว้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี จึงไปดูที่ดินพบว่าจำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว การที่ ส. เพียงแต่ไถปรับที่ดินทิ้งไว้โดยไม่ทำประโยชน์อะไรนานเป็นปี ถือไม่ได้ว่า ส. ได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนในขณะที่จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นของ ส.ป.ก. ส. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานบุกรุกตามฟ้องซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน วันและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของนางเสวียง ศรีสุข ผู้เสียหาย เพื่อถือการครอบครองที่ดินโดยนำต้นกล้วยและต้นระกำเข้าไปปลูก และทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการรังวัดและทำเครื่องหมายเขตที่ดินที่จัดสรรให้ผู้เสียหายเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไว้ ทั้งนี้เพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน เหตุเกิดที่ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ในปี 2539 นางเสวียง ศรีสุข ได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. และนำเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ต่อมาในปี 2541 จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกพืชผลต่าง ๆ ในที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยรู้ว่าที่ดินพิพาทมีเจ้าของครอบครองอยู่แล้วหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุก และพิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเสวียง ซึ่งได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินไว้ และจำเลยเข้าไปทำประโยชน์โดยมีเจตนาถือการครอบครองที่ดินของนางเสวียง จึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ข้อเท็จจริงได้ความจากนายบุญรอด มารุ่งเรือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ และนายพิเชษฐ์ พูนทองอินทร์ นิติกรสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราด พยานโจทก์ว่า มีการกำหนดให้ที่ดินในท้องที่ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อประมาณปี 2536 ก่อนมีการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เดิมที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และได้ความจากนางเสวียงและนายกี ศรีสุข สามีนางเสวียงว่า นางเสวียงซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายประทีป ธรรมวิจิตร เมื่อปี 2530 ขณะซื้อนายประทีปยังไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน หลังจากซื้อที่ดินแล้วนางเสวียงและนายกีก็ไม่ได้เข้าทำประโยชน์เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ทหาร จนกระทั่งภายหลังจากยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต่อมาประมาณกลางปี 2541 นางเสวียงและนายกีจึงได้ให้นายเม้าบุตรชายว่าจ้างคนนำรถไถไปปรับที่ดินพิพาทเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส วันที่ 28 สิงหาคม 2542 นางเสวียงจะเข้าไปปลูกต้นยูคาลิปตัสจึงทราบว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าขณะที่นางเสวียงซื้อที่ดินพิพาทจากนายประทีป ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นที่ดินของรัฐ นางเสวียงจึงมิได้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่ซื้อตามกฎหมาย และต่อมาได้มีการกำหนดให้ที่ดินในท้องที่ที่ดินพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) กำหนดว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น และให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินแปลงนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ และมาตรา 36 ทวิ กำหนดว่า บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน นางเสวียงจะมีสิทธิเข้าครอบครองได้ก็แต่โดยการได้รับเอกสารสิทธิจาก ส.ป.ก. ซึ่งพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดแล้วอนุญาตให้นางเสวียงเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ แม้นางเสวียงจะได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินไว้ ทั้งเจ้าหน้าที่ได้ไปทำการรังวัดที่ดินพิพาทแล้ว แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ส.ป.ก. ยังมิได้อนุญาตให้นางเสวียงเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นางเสวียงจึงยังไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งหลังจากยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์แล้วนางเสวียงก็มิได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างใด โดยนางเสวียงเพียงแต่อ้างว่าได้ไถปรับที่ดินไว้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี จึงไปดูที่ดินพบว่าจำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว ซึ่งจำเลยนำสืบโต้แย้งอีกว่า ขณะจำเลยเข้าทำประโยชน์นางเสวียงไม่ได้ไถปรับที่ดินไว้แต่อย่างใด แม้จะฟังว่านางเสวียงได้ไถปรับที่ดินจริง แต่การที่นางเสวียงเพียงแต่ไถปรับที่ดินทิ้งไว้โดยไม่ทำประโยชน์อะไรนานเป็นปี ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านางเสวียงได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนในขณะที่จำเลยเข้าไปทำประโยชน์ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นของ ส.ป.ก. นางเสวียงจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานบุกรุกตามฟ้องซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 121 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสำเริง ขาวเอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4129/2550
#272591
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายขดม้วนโลหะรีดร้อนกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ปริมาณ 10,000 เมตริกตัน ในราคา 2,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดส่งสินค้าทางเรือในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2543 เป็นอย่างช้า ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์ขนสินค้าเข้ามาในประเทศไทยพร้อมที่จะส่งมอบ วันที่ 7 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยทั้งสองประสบปัญหาทางการเงิน ขอเลื่อนการชำระเงินรวมทั้งบอกปัดในทำนองที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการแจ้งให้โจทก์นำสินค้าไปขายให้แก่บุคคลอื่นก่อน โจทก์จึงขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นไปเพื่อบรรเทาความเสียหายได้เงินทั้งสิ้น 1,886,880 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้โจทก์ขาดทุน 413,120 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 30 แล้ว ไม่ได้เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถจัดทำเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าได้ กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายพิพาทกันไว้ สัญญาซื้อขายพิพาทจึงผูกพันคู่สัญญาและมีผลใช้บังคับได้นับแต่วันทำสัญญา การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายพิพาทเท่านั้น หาทำให้สัญญาซื้อขายพิพาทมีผลใช้บังคับได้นับแต่วันเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยที่ 1 ไม่ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระเงินค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายพิพาทด้วยการทำตั๋วแลกเงินและเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพิพาท

จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายพิพาทโดยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ต้องขายสินค้าพิพาทให้แก่ผู้อื่นในราคาต่ำกว่าราคาที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ขาดเงินที่โจทก์ควรจะได้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งถือเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการผิดสัญญาดังกล่าว

ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของ ส. ได้ความว่า พยานดังกล่าวทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย มีหน้าที่ติดต่อขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย พยานดังกล่าวให้การตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นในเรื่องการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง การผิดสัญญาซื้อขายพิพาทของจำเลยทั้งสอง และความเสียหายของโจทก์อันเกิดแต่การผิดสัญญาซื้อขายพิพาท พยานดังกล่าวเป็นผู้ที่ได้เห็นหรือทราบข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่จะให้การเป็นพยานโดยตรงจึงหาต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเป็นเพียงสำเนาเอกสารจึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 เห็นว่า เอกสารที่โจทก์อ้างส่งส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับเอกสาร ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้คัดค้านสำเนาเอกสารฉบับใดของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างใด คงมีเพียงทนายจำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลว่าเอกสารหมาย จ. 20 ที่โจทก์นำส่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น เมื่อเอกสารหมาย จ. 20

ซึ่งมีถึง 63 แผ่นมีทั้งที่เป็นต้นฉบับและสำเนา ทั้งเป็นเอกสารเกี่ยวกับค่าขนส่ง ค่าตรวจสอบสินค้า ค่านายหน้าและค่าระวางเรือ ซึ่งศาลมิได้นำเอกสารดังมากล่าวพิจารณาในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายเหล็กรีดร้อนกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 กำหนดส่งสินค้าทางเรือในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2543 เป็นอย่างช้า รวมเป็นเงินค่าสินค้าทั้งสิ้น 2,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์ขนสินค้าเข้ามาในประเทศไทยพร้อมที่จะส่งมอบแต่จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่ายังไม่พร้อมชำระเงิน ให้โจทก์รอสักระยะหนึ่งเพราะอยู่ระหว่างการจัดทำเลตเตอร์ออฟเครดิต ในวันที่ 7 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยทั้งสองประสบปัญหาทางการเงิน และขอเลื่อนการชำระเงินรวมทั้งบอกปัดในทำนองที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการแจ้งให้โจทก์นำสินค้าไปขายให้แก่บุคคลอื่นก่อน ในวันที่ 5 ตุลาคม 2543 โจทก์จึงขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นไปเพื่อบรรเทาความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากราคาสินค้ามีแนวโน้มจะตกต่ำลงเรื่อย ๆ ได้เงินทั้งสิ้น 1,886,880 ดอลลาร์สหรัฐ การที่จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์ขายสินค้าขาดทุนเป็นเงิน 513,120 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 22,233,489 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 513,120 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 22,233,489 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากมีการสั่งซื้อสินค้ากันตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 โจทก์กล่าวอ้างว่าทราบว่า จำเลยทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายได้ในเดือนกันยายน 2543 ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องความเสียหายได้ โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องภายในระยะเวลา 1 ปี แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อเดือนเมษายน 2545 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวกับโจทก์ภายหลังทำสัญญา เกิดปัญหาค่าเงินบาทลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าสินค้างวดก่อนหน้านี้ได้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต่อมามีการสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงินการซื้อขายสินค้าพิพาท เป็นให้จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงด้วย โจทก์จึงไม่ยอมส่งสินค้าตามสัญญางวดแรกให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทราบล่วงหน้าแล้ว โจทก์จึงไม่สั่งสินค้าจากบุคคลอื่นและมิได้นำสินค้าลงเรือเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด การที่โจทก์เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงิน เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตถือว่าเงื่อนไขตามสัญญาซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนยังไม่มีการปฏิบัติ สัญญาซื้อขายจึงไม่สมบูรณ์และไม่สามารถนำมาบังคับได้ จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่โจทก์จะสั่งซื้อสินค้าและขนสินค้าลงเรือเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นในราคาต่ำกว่าขายให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นความสมัครใจของโจทก์ และเงื่อนไขการขายก็ไม่เหมือนกับเงื่อนไขที่โจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสอง อีกทั้งก่อนการขายโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 414,120 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายขดม้วนโลหะรีดร้อนกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ปริมาณ 10,000 เมตริกตันในราคา 2,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดส่งสินค้าทางเรือในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2543 เป็นอย่างช้า ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์ขนสินค้าเข้ามาในประเทศไทยพร้อมจะส่งมอบ วันที่ 7 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยทั้งสองประสบปัญหาทางการเงิน ขอเลื่อนการชำระเงินรวมทั้งบอกปัดในทำนองที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการแจ้งให้โจทก์นำสินค้าไปขายให้แก่บุคคลอื่นก่อน โจทก์จึงขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นไปเพื่อบรรเทาความเสียหายได้เงินทั้งสิ้น 1,886,880 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้โจทก์ขาดทุน 513,120 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 30 แล้ว ไม่ได้เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ล้วนเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำไปสืบได้ในชั้นพิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าจากโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถจัดทำเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อซื้อสินค้าได้ กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ไม่ การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีผลบังคับหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายพิพาทกันไว้สัญญาซื้อขายพิพาทจึงผูกพันคู่สัญญาและมีผลใช้บังคับได้นับแต่วันทำสัญญา การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายพิพาทเท่านั้นหาทำให้สัญญาซื้อขายพิพาทมีผลใช้บังคับได้นับแต่วันเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ไม่ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระเงินค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายพิพาทด้วยการทำตั๋วแลกเงินและเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายพิพาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายพิพาทโดยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ต้องขายสินค้าพิพาทให้แก่ผู้อื่นในราคาต่ำกว่าราคาที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ขาดเงินที่โจทก์ควรจะได้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งถือเป็นความเสียเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการผิดสัญญาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า นายสิริชัยพยานโจทก์ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการที่โจทก์ซื้อเหล็กจากผู้ผลิตว่าซื้อเท่าใด ราคาเท่าใด ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการขนส่งว่าขนส่งอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอย่างไร จึงเป็นพยานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 นั้น เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสิริชัยได้ความว่า พยานดังกล่าวทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย มีหน้าที่ติดต่อขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย พยานดังกล่าวให้การตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นในเรื่องการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง การผิดสัญญาซื้อขายพิพาทของจำเลยทั้งสอง และความเสียหายของโจกท์อันเกิดแต่การผิดสัญญาซื้อขายพิพาท พยานดังกล่าวเป็นผู้ที่ได้เห็นหรือทราบข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่จะให้การเป็นพยานโดยตรง จึงหาต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเป็นเพียงสำเนาเอกสารจึงต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 นั้น เห็นว่า เอกสารที่โจทก์อ้างส่งส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับเอกสารระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารฉบับใดของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างใด คงมีเพียงทนายจำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลว่าเอกสารหมาย จ. 20 ที่โจกท์นำส่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ. 20 ซึ่งมีถึง 63 แผ่นมีทั้งที่เป็นต้นฉบับและสำเนา ทั้งเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับค่าขนส่ง ค่าตรวจสอบสินค้า ค่านายหน้าและค่าระวางเรือ ซึ่งศาลมิได้นำเอกสารดังกล่าวมาพิจารณาในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์โดยพิจารณาจากจำนวนเงินที่โจทก์ขาดไปจากเงินที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลยที่ 1 จากการซื้อขายสินค้าตามสัญญาซื้อขายพิพาทเป็นเกณฑ์และกำหนดค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 222 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 95
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 30
ชื่อคู่ความ
บริษัทคาร์กิลล์อินเตอร์เนชั่นแนลเทรดดิ้ง
โจทก์ — พีทีอี จำกัด
จำเลย — บริษัทคอทโก้ - เอสวี อีสเทอร์นสตีลไพพ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2550
#268058
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ซึ่งทำขึ้นก่อนฟ้อง หลังจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตาม ได้มอบอำนาจไว้อย่างกว้างขวางและระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีต่อสู้คดีทางอาญาและทางแพ่งอันเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในศาลได้ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นการมอบอำนาจแก่ผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์แล้ว

การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายืนตามคำสั่งของนายทะเบียน ไม่มีบทบัญญัติใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ หรือในกฎหมายใดบัญญัติให้โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่ทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องภายหลังกำหนดดังกล่าวได้

โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นสาระสำคัญสองส่วน คือคำที่เป็นตัวอักษรโรมันสองคำรวมกันในลักษณะประดิษฐ์ คือคำว่า POPCORN อ่านว่า ป๊อบคอร์น แปลว่า ข้าวโพดคั่ว และคำว่า CHICKEN อ่านว่า ชิคเคน แปลว่าไก่ เมื่อรวมคำกันแล้วแปลว่า ไก่ข้าวโพดคั่ว เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 29 รายการสินค้า 18 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เน้นที่สัตว์ปีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม คำว่า POPCORN CHICKEN อาจจัดอยู่ในความหมายของสินค้ารายการที่ 1) เนื้อสัตว์ 2) ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ 4) สัตว์ปีกไม่มีชีวิต 5) ผลิตภัณฑ์ทำจากสัตว์ปีก และ 6) สัตว์ล่าไม่มีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้ารายการที่ 17) อาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม ทั้งเมื่อพิเคราะห์เฉพาะคำว่า POPCORN มีความหมายเดียวกันกับสินค้ารายการที่ 9) ผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธี และที่ 10) ผักที่ผ่านกรรมวิธี ส่วนลำพังคำว่า CHICKEN ก็เป็นคำสามัญในการค้าขายสินค้าตามรายการข้างต้น เครื่องหมายการค้า POPCORN CHICKEN เมื่อจะนำไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ตามความประสงค์ของโจทก์ดังที่แสดงออกไว้ในคำขอจดทะเบียน จึงนับได้ว่ามุ่งประสงค์ที่จะให้เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้ารายการที่ 17) อาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (1) หากยอมรับให้จดทะเบียนคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรงเช่นนี้ได้ย่อมจะทำให้โจทก์ผูกขาดการใช้คำสามัญที่แสดงลักษณะของการนำพืชหรือสัตว์มาทำการแปรรูปเป็นอาหาร อันเป็นการกีดกันสิทธิของบุคคลทั่วไปที่จะใช้คำเหล่านั้นโดยชอบเกี่ยวกับการค้าของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "POPCORN CHICKEN" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 406422 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ควบคุมดูแลการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการเครื่องหมายการค้ามีหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ในลักษณะประดิษฐ์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อสำนักเครื่องหมายการค้ากรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 406422 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2543 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบอ้างเป็นประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายนั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 หลังจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเป็นเวลาก่อนฟ้องคดีนี้ไม่นาน ได้มอบอำนาจให้แก่ผู้รับมอบอำนาจไว้อย่างกว้างขวางรวมทั้งได้ระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีและต่อสู้คดีทางอาญาและทางแพ่งอันเกี่ยวกับเครื่องหมาย และเครื่องหมายการค้าที่ใช้ในทางธุรกิจการค้าต่าง ๆ ของโจทก์ในศาลได้ ดังนั้น การฟ้องคดีของผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์จึงเป็นการทำไปภายในขอบอำนาจแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสิบอ้างเป็นประการที่สองว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องศาลภายหลังพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายืนตามคำสั่งของนายทะเบียน ซึ่งการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องภายหลังกำหนดดังกล่าวได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 406422 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นสาระสำคัญสองส่วน คือ คำที่เป็นตัวอักษรโรมันสองคำรวมกันในลักษณะประดิษฐ์ คือคำว่า POPCORN อ่านว่า "ป๊อปคอร์น" แปลว่า ข้าวโพดคั่ว และคำว่า CHICKEN อ่านว่า "ชิคเคน" แปลว่า ไก่ เมื่อรวมคำกันแล้วแปลว่า "ไก่ข้าวโพดคั่ว" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 29 รายการสินค้า 18 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เน้นที่สัตว์ปีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม คำว่า POPCORN CHICKEN ซึ่งหมายถึง "ไก่ข้าวโพดคั่ว" นั้น อาจจัดอยู่ในความหมายของสินค้ารายการที่ 1) เนื้อสัตว์ ที่ 2) ผลิตภัณฑ์ทำจากเนื้อสัตว์ ที่ 4) สัตว์ปีก (ไม่มีชีวิต) ที่ 5) ผลิตภัณฑ์ทำจากสัตว์ปีก และที่ 6) สัตว์ล่า (ไม่มีชีวิต) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความหมายตรงกันกับสินค้ารายการที่ 17) อาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม และที่ 18) อาหารว่างที่มีสัตว์ปีกเป็นหลัก ทั้งเมื่อพิเคราะห์เฉพาะคำว่า POPCORN ซึ่งแปลว่า ข้าวโพดคั่วนั้นก็มีความหมายเดียวกันกับสินค้ารายการที่ 9) ผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธี และรายการที่ 10) ผักที่ผ่านกรรมวิธี เพราะข้าวโพดคั่วเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำเมล็ดข้าวโพดซึ่งเป็นส่วนของผลที่ได้จากไม้ล้มลุกประเภทหนึ่งมาผ่านกรรมวิธีในการผลิตและปรุงรส ส่วนลำพังคำว่า CHICKEN ก็เป็นคำสามัญในการค้าขายสินค้าตามรายการข้างต้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้า ซึ่งมีส่วนที่เป็นสาระสำคัญสองส่วนคือคำว่า POPCORN หรือข้าวโพดคั่ว และคำว่า CHICKEN หรือไก่ รวมกันแล้วหมายถึง ไก่ข้าวโพดคั่ว นั้น เมื่อจะนำไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ตามความประสงค์ของโจทก์ดังที่โจทก์แสดงออกไว้ในคำขอจดทะเบียนจึงนับได้ว่ามุ่งประสงค์ที่จะให้เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ารายการที่ 17) อาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (1) หากยอมรับให้จดทะเบียนคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรงเช่นนี้ได้ย่อมจะทำให้โจทก์ผูกขาดการใช้คำสามัญที่แสดงลักษณะของการนำพืชหรือสัตว์มาทำการแปรรูปเป็นอาหาร อันเป็นการกีดกันสิทธิของบุคคลทั่วไปที่จะใช้คำเหล่านั้นโดยชอบเกี่ยวกับการค้าของตน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 406422 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสิบ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
เคนตั๊กกี้ ฟรายด์ชิกเก้น อินเตอร์เนชั่นแนล
โจทก์ — โฮลดิ้งส์, อิงค์.,
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทิดชัย ธนพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4127/2550
#410633
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องจ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม แม้โจทก์จะมิได้อ้างถึงอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคท้าย มาก็ตาม ก็ยังคงมีสิทธิได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้แต่ต้องไม่เกินคำขอของโจทก์

โจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 อันเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 10 ซึ่งมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหน้าที่คือจำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ตกลงกันทั้งหมดให้แก่โจทก์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ซึ่งวันครบกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันคือ วันที่ 8 มิถุนายน 2542 อันเป็นวันที่จะต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5115 เนื้อที่ 5,334 ตารางวา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2539 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วน เนื้อที่ 3,554 ตารางวา จำเลยที่ 2 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้ตารางวาละ 8,500 บาท รวมเป็นเงิน 30,209,000 บาท โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมาจำเลยที่ 1 วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 3,500 บาท รวมเป็นเงิน 12,341,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอีก 301,340.17 บาท รวมเป็นเงิน 12,642,340.17 บาท โจทก์ได้รับเงินดังกล่าวแล้ว แต่เห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินของโจทก์มีราคาซื้อขายในท้องตลาดตารางวาละ 60,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 183,255,899.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 170,928,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 10,578,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้าย ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์จะได้รับเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ มิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 บัญญัติไว้ อีกทั้งในการนำสืบโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 บัญญัติไว้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่าที่ขอ ถูกต้องหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องจ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม แม้โจทก์จะมิได้อ้างถึงอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคท้าย มาก็ตาม ก็ยังคงมีสิทธิได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้แต่ต้องไม่เกินคำขอของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 เกินคำขอของโจทก์ที่ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2542 และเกินกว่าสิทธิที่โจทก์จะได้รับตามที่มาตรา 26 วรรคท้าย บัญญัติไว้ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามสำเนาบันทึกข้อตกลงยินยอม เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 อันเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหน้าที่คือจำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ตกลงกันทั้งหมดให้แก่โจทก์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ซึ่งวันครบกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันคือวันที่ 8 มิถุนายน 2542 อันเป็นวันที่จะต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค.เอ.วี. จำกัด
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2550
#273642
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 32 ข้อ 3 บัญญัติว่า บรรดาบทบัญญัติใดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้บทบัญญัติในประกาศฉบับนี้แทน ตามประกาศฉบับดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ได้รับการเลือกตั้งภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้วได้ ดังนั้น บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ ที่ขัดหรือแย้งกับเรื่องดังกล่าวเท่านั้นที่จะมีผลเป็นอันถูกยกเลิกไป ส่วนบทบัญญัติอื่นนอกจากนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่รวมทั้งบทบัญญัติที่ว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่ใช่กรณีที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไป หรือกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 8, 9, 57, 96, 118 ให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยตามกฎหมายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 8, 9, 57, 96, 118 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลา 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ปราะกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 32 ข้อ 3 ที่ว่า บรรดาบทบัญญัติใดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้บทบัญญัติในประกาศฉบับนี้แทน เท่ากับเป็นการยกเลิกความตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศฉบับดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ได้รับการเลือกตั้งภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้วได้ ดังนั้น บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่ขัดหรือแย้งกับเรื่องดังกล่าวเท่านั้นที่จะมีผลเป็นอันถูกยกเลิกไป ส่วนบทบัญญัติอื่นนอกจากนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่รวมทั้งบทบัญญัติที่ว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่ใช่กรณีที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไป หรือกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตามที่จำเลยเข้าใจ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ประกาศคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 32 ม. 3
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 9 ม. 57 ม. 96 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสดุดีหรือดี สิงห์คา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4117/2550
#379556
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมแก่ อ. เมื่อโจทก์ได้ใช้เงินแก่ อ. ไปตามคำพิพากษาแล้วย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) สิทธิเรียกร้องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงต้องถือว่ามีอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 และสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไป การนับกำหนดอายุความจึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/12 คือวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่ อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 11 - 5148 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้าง วาน ใช้ หรือกิจการที่เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์คันดังกล่าวและนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าร่วมในกิจการรับส่งคนโดยสารกับโจทก์ในเส้นทางเดินรถสาย 1 โดยสัญญาว่าหากจำเลยที่ 2 และหรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ แก่โจทก์หรือบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น และจำเลยที่ 2 ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวโดยประมาทด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไปตามถนนเจริญกรุง แซงซ้าย แซงขวา จนเสียหลักชนขอบถนนพลิกคว่ำ ทำให้นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยง แซ่อึ๊ง ผู้โดยสารซึ่งนั่งมาในรถที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมานายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยงได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ 6731/2532 ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน วันที่ 29 ธันวาคม 2532 ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ได้รับคำบังคับของศาลแพ่งให้ชำระหนี้ จึงได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยวเป็นเงิน 43,060.87 บาท เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องชำระเงิน 43,060.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2534 อันเป็นวันที่โจทก์ได้ใช้เงินแทนไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3,648 วัน เป็นดอกเบี้ย 32,277.90 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,338.77 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 75,338.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 43,060.87 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องโดยจำเลยทั้งสามและโจทก์จะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ 43,060.87 บาท เป็นส่วนเท่าๆ กัน และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 43,060.87 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,300 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 11-5148 กรุงเทพมหานคร ที่นำมาเข้าร่วมกิจการรับส่งคนโดยสารกับโจทก์โดยสัญญาว่าหากจำเลยที่ 2 หรือลูกจ้างหรือตัวแทนขับรถที่นำมาเข้าร่วมเดินรถกับโจทก์ก่อความเสียหายแก่โจทก์หรือบุคคลใดๆ จำเลยที่ 2 จะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล่นไปตามถนนเจริญกรุงด้วยความประมาทไปชนขอบถนนพลิกคว่ำ ทำให้นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยง แซ่อึ๊ง ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัสนายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยงได้ฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นจำเลย และจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยร่วมต่อศาลแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2532 ให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยง คดีถึงที่สุด ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24258/2532 ของศาลแพ่ง ต่อมานายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยงจะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมดให้แก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยงไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2534 และได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ศาลพิพากษาให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมแก่นายอึงซื่อเฮียง หรือซิวเฮี้ยง แซ่อึ้ง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24258/2532 ของศาลแพ่ง คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ได้ใช้เงินแก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยงไปตามคำพิพากษาแล้วย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) สิทธิเรียกร้องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้จึงต้องถือว่ามีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นต้นไป ดังนั้น การนับกำหนดอายุความจึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 คือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่นายอึงซื่อเฮียงหรือซิวเฮี้ยง โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ยังไม่พ้นสิบปีนับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 3 ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลเป็นเงิน 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นายฤทธิไกร ศรทรีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4116/2550
#273703
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ บ. ตามคำสั่งศาล อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกโดยทำบัญชีทรัพย์มรดกและแบ่งมรดกไม่ถูกต้อง จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง เมื่อยังมีทรัพย์มรดกที่จำเลยจะต้องแบ่งให้แก่ทายาทและการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลง จึงยังไม่เริ่มนับอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว และโดยเหตุที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 ในลักษณะตัวการตัวแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 809 ถึง 812, 819 และมาตรา 823 การที่จำเลยครอบครองที่ดินซึ่งมีส่วนเป็นทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาท จำเลยจะยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรของนายบุญเลี้ยง รัชบุตร กับนางคำ รัชบุตร ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย เมื่อนางคำถึงถึงแก่ความตาย นายบุญเลี้ยงสมรสใหม่กับจำเลยเมื่อปี 2517 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน วันที่ 24 กันยนยน 2541 นายบุญเลี้ยงถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเลี้ยงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 ต่อมาจำเลยทำบัญชีทรัพย์มรดกส่งให้โจทก์ทั้งสี่พร้อมแจ้งว่าจัดแบ่งทรัพย์มรดกเรียบร้อยแล้ว โดยโจทก์ทั้งสี่ได้รับส่วนแบ่งคนละ 10,059.32 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังมีทรัพย์มรดกอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก คือที่ดินโฉนดเลขที่ 13809 และ 13804 ที่ดินปลูกบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถไถนาชนิดเดินตาม และทรัพย์สินที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกแล้วแต่ยังไม่ได้แบ่ง คือรถยนต์ยี่ห้อดัทสัน 1 คัน ปืน 2 กระบอก และรถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมราคาประมาณ 2,650,250 บาท ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเป็นสินสมรสของนายบุญเลี้ยงกับจำเลย จึงเป็นทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งราคาประมาณ 1,325,125 บาท ซึ่งต้องแบ่งให้แก่ทายาท 7 คน โจทก์ทั้งสี่จะได้รับส่วนแบ่งคนละ 189,303 บาท รวมเป็นเงิน 754,214 บาท (ที่ถูก 357,212 บาท) ขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนายบุญเลี้ยงแก่โจทก์ทั้งสี่คนละส่วนหรือแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 754,214 บาท หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์มรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละส่วน

จำเลยให้การว่า จำเลยทำบัญชีทรัพย์มรดกถูกต้องแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 13809 และ 13804 และรถไถนาชนิดเดินตามมิใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ส่วนที่ดินปลูกบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่นายบุญเลี้ยงยกให้จำเลยก่อนตาย จำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวมา 10 ปี และครอบครองรถไถนาชนิดเดินตามมา 3 ปี โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายบุญเลี้ยง รัชบุตร คือที่ดินโฉนดเลขที่ 13804 และ 13809 ตำบลบ้านถิ่น อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู รถไถนาชนิดเดินตาม รถยนต์ยี่ห้อดัทสัน 1 คัน ปืน 2 กระบอก และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้นำทรัพย์มรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาภายในกำหนดฎีกาโดยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะปัญหาเรื่องอายุความ ศาลชั้นต้นเห็นว่าฎีกาของจำเลยมีข้อความไม่ถูกต้องและสั่งให้จำเลยทำฎีกามาใหม่ จำเลยยื่นฎีกาฉบับใหม่โดยมีประเด็นอื่นเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะแต่ข้อที่เกี่ยวกับอายุความ ส่วนฎีกาข้ออื่นถือว่ายื่นล่วงพ้นกำหนดฎีกาจึงไม่รับ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า คดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องขอแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 13804 และ 13809 ตำบลบ้านถิ่น อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญเลี้ยง รัชบุตร กับนางคำ รัชบุตร เมื่อนางคำถึงแก่ความตาย นายบุญเลี้ยงสมรสกับจำเลยและอยู่กินฉันสามีภริยาจนมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมานายบุญเลี้ยงถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเลี้ยงตามคำสั่งศาล ที่ดินโฉนดเลขที่ 13804 และ 13809 เป็นสินสมรสของนายบุญเลี้ยงกับจำเลย ทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกของนายบุญเลี้ยงที่จำเลยฎีกา นายบุญเลี้ยงมิได้ทำพินัยกรรม มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายบุญเลี้ยงหมายถึงแต่เฉพาะทรัพย์สินที่ระบุไว้ในคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก การที่จำเลยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 13804 และ 13809 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเลี้ยงตามคำสั่งศาล อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกโดยทำบัญชีทรัพย์มรดกและแบ่งมรดกไม่ถูกต้อง จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อปรากฏว่ายังมีทรัพย์มรดกหลายรายการที่จำเลยจะต้องแบ่งให้แก่ทายาทและการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลง จึงยังไม่อาจเริ่มนับอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว และโดยเหตุที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ต้องรับผิดต่อทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 ในลักษณะตัวการตัวแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 809 ถึง 812, 819 และมาตรา 823 การที่จำเลยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 13804 และ 13809 ซึ่งมีส่วนเป็นทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาท จำเลยจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสี่ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองเดช รัชบุตร กับพวก
จำเลย — นางคำภา รัชบุตร
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105 -ที่ 4108/2550
#268115
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ที่ทำงานอยู่ที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดระยอง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสมุทรปราการกับจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการย้ายโดยจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แม้การย้ายสถานที่ทำงานจะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในครอบครัวของผู้ถูกย้ายก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตำแหน่งใหม่ที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานและค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำอื่นที่เป็นการกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ทั้งสี่ คำสั่งย้ายของจำเลยจึงชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้าย เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ในตำแหน่งใหม่โดยไม่มีเหตุอันสมควร แม้โจทก์ทั้งสี่จะยังคงปฏิบัติงานตามหน้าที่เดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่ จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2548 เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5)

โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งย้ายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่ไปทำงานในหน้าที่ใหม่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้าย จึงเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โบนัส พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 733,900 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 145,793 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 603,230 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 522,043 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าจำเลยมีสิทธิโอนย้ายลูกจ้างจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งของจำเลยได้โดยไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างในการย้ายก่อน ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ที่ทำงานอยู่ที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดระยอง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสมุทรปราการกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเป็นการย้ายโดยจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แม้การย้ายสถานที่ทำงานจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันในครอบครัวของผู้ถูกย้ายก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตำแหน่งใหม่ที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานและค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม การที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือถึงจำเลยว่าโจทก์ทั้งสี่จะย้ายเมื่อจำเลยจ่ายค่าครองชีพเพิ่มอีกร้อยละ 50 ของเงินเดือนให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และร้อยละ 100 ให้โจทก์ที่ 2 จ่ายค่าเช่าที่พักเดือนละ 6,500 บาท จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับจังหวัดเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ จ่ายค่าสอนพิเศษให้บุตรเดือนละ 4,000 บาท ถึง 8,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการตั้งเงื่อนไขเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย้ายของจำเลยโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำอื่นที่เป็นการกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ทั้งสี่ คำสั่งย้ายของจำเลยจึงชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้าย เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ในตำแหน่งใหม่โดยไม่มีเหตุอันสมควร แม้โจทก์ทั้งสี่จะยังคงปฏิบัติงานตามหน้าที่เดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่ จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2548 เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งย้ายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่ไปทำงานในหน้าที่ใหม่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (5)
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา บุตรต๊ะ กับพวก
จำเลย — บริษัทบอรอลคอนกรีต (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
นายพิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105 -ที่ 4108/2550
#272462
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยบทที่ 7 ระเบียบวินัย โทษทางวินัย และการทำงานอย่างมีระเบียบข้อ 47 ระบุว่าจำเลยมีสิทธิโอนย้ายลูกจ้างจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งของจำเลยได้โดยไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างในการย้ายก่อน ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ที่ทำงานอยู่ที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดอื่นๆ จึงเป็นการย้ายโดยจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 7 ข้อ 47 แม้การย้ายสถานที่ทำงานจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันในครอบครัวของผู้ถูกย้ายก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตำแหน่งใหม่ที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานและค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำอื่นที่เป็นการกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ทั้งสี่ คำสั่งย้ายของจำเลยจึงชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้าย เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ในตำแหน่งใหม่โดยไม่มีเหตุอันสมควร แม้โจทก์ทั้งสี่จะยังคงปฏิบัติงานตามหน้าที่เดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่ จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปปฏิบัติงานจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2548 จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (5)

โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานและตาม ป.พ.พ. ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งย้ายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่ไปทำงานในหน้าที่ใหม่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่ปฏิบัติงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 จำเลยสั่งย้ายโจทก์ที่ 1 ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการส่วนปฏิบัติการที่จังหวัดระยอง ย้ายโจทก์ที่ 2 ไปปฏิบัติหน้าที่เสมียนประจำภาคกลางที่จังหวัดอ่างทอง ย้ายโจทก์ที่ 3 ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการประกันและควบคุมคุณภาพภาคกลางที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย้ายโจทก์ที่ 4 ไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ทั้งสี่อธิบายแก่จำเลยว่าโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 กับโจทก์ที่ 2 เป็นสามีภริยากัน ต้องดูแลบุตรและบิดามารดา คำสั่งย้ายทำให้ครอบครัวต้องแยกกันอยู่ ขาดความอบอุ่น จึงเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ยังคงทำงานที่สำนักงานของจำเลยที่จังหวัดเชียงใหม่ทุกวันจนถึงวันที่ 21 เมษายน 2548 และในวันที่ 21 เมษายน 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่อ้างว่าโจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้รับโบนัสประจำปี ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โบนัส พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การว่า จำเลยใช้อำนาจบริหารจัดการออกคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 4 เมษายน 2548 วันที่ 7 เมษายน 2548 วันที่ 4 เมษายน 2548 และวันที่ 4 เมษายน 2548 ตามลำดับ แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยมีคำสั่งซ้ำโดยกำหนดให้เริ่มปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 โจทก์ทั้งสี่ก็ยังคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยไม่ได้เจตนากลั่นแกล้งในการสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ยกเหตุส่วนตัวซึ่งไม่ใช่เหตุจำเป็นอันจะเป็นอุปสรรคถึงขนาดที่ไม่สามารถไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยได้อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยบทที่ 7 ข้อ 8, 22 ถือว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง และละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ในวันที่ 21 เมษายน 2548 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยมีหลักเกณฑ์จ่ายโบนัสให้ลูกจ้างที่ทำงานกับจำเลยถึงวันที่จ่ายโบนัสคือวันที่ 29 ธันวาคม 2548 โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ทำงานกับจำเลยจนถึงวันจ่ายโบนัสจึงไม่มีสิทธิได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 733,900 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 145,793 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 603,230 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 522,043 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 4 เมษายน 2548 และให้โจทก์ที่ 2 ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 7 เมษายน 2548 แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงออกคำสั่งอีกครั้งให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 ถือได้ว่าจำเลยไม่ติดใจเอาความกรณีโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย้ายฉบับแรก จึงมีกรณีต้องพิจารณาเฉพาะที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย้ายครั้งหลังที่ให้ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย บทที่ 7 ระเบียบวินัย โทษทางวินัย และการทำงานอย่างมีระเบียบข้อ 47 ระบุว่าจำเลยมีสิทธิโอนย้ายลูกจ้างจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งของจำเลยได้ โดยไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างในการย้ายก่อน ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ที่ทำงานอยู่ที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยในจังหวัดระยอง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสมุทรปราการกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเป็นการย้ายโดยจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 7 ข้อ 47 แม้การย้ายสถานที่ทำงานจะมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในครอบครัวของผู้ถูกย้ายก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาแต่ตำแหน่งใหม่ที่จำเลยสั่งย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานและค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม การที่โจทก์ทั้งสี่ทำหนังสือถึงจำเลยว่าโจทก์ทั้งสี่จะย้ายเมื่อจำเลยจ่ายค่าครองชีพเพิ่มอีกร้อยละ 50 ของเงินเดือนให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และร้อยละ 100 ให้โจทก์ที่ 2 จ่ายค่าเช่าที่พักเดือนละ 6,500 บาท จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับจังหวัดเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ จ่ายค่าสอนพิเศษให้บุตรเดือนละ 4,000 บาท ถึง 8,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการตั้งเงื่อนไขเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย้ายของจำเลยโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำอื่นที่เป็นการกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ทั้งสี่ คำสั่งย้ายของจำเลยจึงชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 7 ข้อ 47 และชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้าย เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ในตำแหน่งใหม่โดยไม่มีเหตุอันสมควร แม้โจทก์ทั้งสี่จะยังคงปฏิบัติงานตามหน้าที่เดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่ จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ในวันที่ 18 เมษายน 2548 แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2548 เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามสัญญาจ้างแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งย้ายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่ไปทำงานในหน้าที่ใหม่ ณ หน่วยงานตามคำสั่งย้ายจึงเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ทั้งสี่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเงินค่ารถเป็นค่าจ้างหรือไม่ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยกลั่นแกล้งย้ายโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ ศาลแรงงานภาค 5 ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยมีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอที่จะย้ายโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ โจทก์ทั้งสี่จงใจทำให้จำเลยเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง หรือจงใจขัดคำสั่งของจำเลยหรือไม่ และจำเลยลดสภาพการจ้างของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา บุตรต๊ะ กับพวก
จำเลย — บริษัทบอรอลคอนกรีต (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พิชิต คำแฝง
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4080/2550
#273700
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนของแพทยสภาจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นธรรมต่อจำเลย จึงไม่ชอบเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย

โจทก์ไม่ได้ตรวจร่างกาย ป. ก่อนที่ ส. จะจ่ายมา เมื่อยาดังกล่าวเป็นไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และเออโกตามีน ทาร์เตรต ซึ่งเป็นยาอันตราย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยได้และอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ การที่คณะกรรมการของแพทยสภาจำเลยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นอันตรายต่อสังคมทั่วไปและเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทย์สภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 1 ข้อ 2 และมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 (3) จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยและเปิดสถานพยาบาลชื่อรวมแพทย์ข้างฟากคลินิก (ที่ถูกรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก) ตั้งอยู่เลขที่ 75/18 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการส่งพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา เข้าไปล่อซื้อยาจากโจทก์และจับกุมโจทก์กับพวกในข้อหาขายยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และยาแผนปัจจุบันอันตราย โดยไม่มีใบอนุญาตและใบสั่งยาจากแพทย์และยินยอมให้มีการประกอบโรคศิลปะโดยผิดกฎหมาย ต่อมาอัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวก เพราะโจทก์กับพวกไม่ได้กระทำความผิด คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมที่จำเลยแต่งตั้งแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จำเลยจึงตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนโจทก์และมีความเห็นควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ แต่จำเลยกลับลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ตามคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541

จำเลยให้การว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว เหตุที่มีการออกคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบ เลขาธิการแพทยสภาจึงเสนอเรื่องต่อประธานอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง คณะกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาเวชกรรม ชุดที่ 5 มีความเห็นและมีมติว่าคดีมีมูล จำเลยจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า โจทก์สั่งยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมให้แก่คนไข้โดยไม่ได้ตราจร่างกายและยาดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ถือว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหมวด 1 ข้อ 2 เห็นสมควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จำเลยพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 แล้ว เห็นควรเพิ่มโทษเป็นภาคทัณฑ์ จึงเสนอมติของจำเลยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาเพื่อให้ความเห็นชอบแล้วก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งดังกล่าว จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวกไม่มีผลต่อการสอบสวนด้านจริยธรรมโจทก์ และเหตุที่อัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์เป็นเพราะคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2542 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ตามใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เปิดสถานพยาบาลใช้ชื่อว่ารวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก เลขที่ 75/81 ถนนศรีสมุทร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 พลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา ปลอมตัวเป็นคนไข้เข้าไปที่คลินิกของโจทก์อ้างว่าไม่สบายปวดศีรษะตัวร้อนและนอนไม่หลับขอให้ช่วยจัดยาให้ โจทก์คิดค่ารักษาพยาบาลในราคา 90 บาท จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการจับกุมโจทก์ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และจำหน่ายยาแผนปัจจุบันอันตรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ พนักงานสอบสวนส่งยาของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏผลตามรายงานการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ล.9 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์กับพวก ต่อมามีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์โดยแนบสำเนาข่าวจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ตามเอกสารหมาย ล.13 เนื่องจากโจทก์เป็นแพทย์ซึ่งประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 เอกสารหมาย ล.4 ออกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ 5 ของจำเลยสอบสวนและพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติกรรมของโจทก์อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพเวชกรรมและยินยอมให้มีการกระทำความผิดต่อกฎหมายในสถานพยาบาล คดีมีมูล ตามบันทึกสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเอกสารหมาย ล.14 จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา ซึ่งมีความเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ตามบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเอกสารหมาย ล.15 จากนั้นส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 ของจำเลยสอบสวนต่อไปโดยแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบและหมายเรียกโจทก์ไปชี้แจง ตามเอกสารหมาย ล.1 และโจทก์ให้ปากคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย ล.5 คณะกรรมการสอบสวนสอบปากคำนายมานิตย์ อรุณกูร พลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดาและนายพีรชัย นิลสุวรรณโฆษิต ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.8 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการส่งเอกสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้แก่คณะอนุกรรมการสอบสวน ตามเอกสารหมาย ล.2 คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ยาที่ล่อซื้อจากคลินิกของโจทก์ที่เรียกว่าไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ผู้ป่วยจะซื้อยาดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ ซึ่งแพทย์ต้องตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยก่อนจึงจะสั่งยาชนิดนี้ให้แก่ผู้ป่วย แต่โจทก์ไม่ได้ตรวจและวินิจฉัยโรคเช่นเดียวกับแพทย์ทั่วไปก่อนที่จะสั่งยาให้แก่ผู้ป่วย พฤติกรรมของโจทก์อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพเวชกรรม จึงมีความเห็นควรลงโทษโจทก์ โดยการว่ากล่าวตักเตือนตามรายงานผลการสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาแล้วมีมติให้ภาคทัณฑ์โจทก์ ตามบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการแพทยสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาพิจารณาแล้วเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการแพทยสภา ตามเอกสารหมาย ล.16 จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.7

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกกระบวนการสอบสวนของจำเลยขึ้นวินิจฉัยโดยที่โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนของจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำสั่งภาคทัณฑ์โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ซึ่งโจทก์เคยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย สรุปได้ว่า โจทก์ได้ตรวจร่างกายพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา แล้วโดยชอบ และได้วินิจฉัยอาการของพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ จึงได้เขียนใบสั่งยาตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมโดยชอบ การกระทำของโจทก์จึงมิได้ผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อัยการจังหวัดสมุทรปราการจึงได้มีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้กระทำการใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ จำเลยจึงไม่อาจมีคำสั่งลงโทษโจทก์ได้นั้น เห็นว่า การกระทำใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพหรือไม่ไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำความผิดอาญา แต่เป็นเหตุอื่นใดก็ได้แล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป คดีนี้สืบเนื่องมาจากมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.13 ว่าที่คลินิกรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิกของโจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีฐานลักลอบจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 แล้วเหตุใดคลินิกยังเปิดดำเนินการได้ จำเลยโดยนายกแพทย์สภาขณะนั้นจึงมีคำสั่งส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมพิจารณา คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ 5 ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงสรุปผลการแสดงหาข้อเท็จจริง เห็นว่ากรณีคดีมีมูล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเอกสารหมาย ล.14 คณะกรรมการแพทยสภาจึงได้ประชุมเพื่อพิจารณากรณีของโจทก์และมีมติว่าคดีมีมูลให้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนโจทก์ กรณีกระทำการอันอาจให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และยินยอมให้มีการประกอบโรคศิลปะโดยผิดกฎหมายในสถานพยาบาลซึ่งตนเป็นผู้ดำเนินการอยู่ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 2/2539 เอกสารหมาย ล.15 คณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 ดำเนินการสอบสวนแล้วได้ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้สืบทราบว่าสถานพยาบาลรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก ตั้งอยู่เลขที่ 75/18 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลได้มีการจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาแผนปัจจุบันประเภทอันตรายแก่นักเรียนจึงได้ขอความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจทำการล่อซื้อและดำเนินการจัดกุมในข้อหาจำหน่ายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จึงมีมติเห็นว่าการกระทำของโจทก์ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหมวด 1 ข้อ 2 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประเพฤติหรือกระทำการใดๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพสมควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือน รายละเอียดปรากฏตามสรุปสำนวนสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 คณะกรรมการแพทยสภาจึงได้ประชุมในครั้งที่ 9/2540 แล้วมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเอกสารหมาย ล.10 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งหมดสรุปได้ว่า เหตุที่จำเลยภาคทัณฑ์โจทก์ก็เนื่องมาจากการจ่ายยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอันเป็นยาอันตรายแก่คนใช้โดยไม่ได้ตรวจร่างกายให้ละเอียด โดยพลตำรวจสมัครประสิทธิ์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เมื่อพยานเข้าไปในคลินิกของโจทก์พบนางสาวสุพรรณี อาจหาญ พยานแจ้งว่ามีอาการปวดศีรษะนอนไม่หลับนางสาวสุพรรณีได้จ่ายยาให้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสรุปสำนวนสอบสวนเอกสารหมาย ล.3 โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำให้การของพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ต่อคณะกรรมการแพทยสภาว่า ขณะมีการล่อซื้อโจทก์ตรวจคนไข้อยู่ห้องอื่น นางสาวสุพรรณีได้ตะโกนบอกอาการให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงบอกให้นางสาวสุพรรณีจัดยาให้ และในบันทึกการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้บันทึกพฤติการณ์ในการจับกุมโดยมีรายละเอียดการล่อซื้อไว้ด้วย โจทก์และนางสาวสุพรรณีก็ให้การรับสารภาพ ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 8 จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ตรวจร่างกายพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ก่อนที่นางสุพรรณีจะจ่ายยา เมื่อจัดส่งยาดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์พบว่าเป็นไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และเออโกตามีน ทาร์ เตรต ซึ่งเป็นยาอันตราย ตามผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ล.9 การกระทำของโจทก์จึงเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยได้และอาจเป็นเหตุให้เลื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ ดังนั้น การที่คณะกรรมการของจำเลยพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นอันตรายต่อสังคมทั่วไป และเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 1 ข้อ 2 และมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 (3) ถือว่าเป็นดุลพินิจที่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ เกิดสมุทร
จำเลย — แพทยสภา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4080/2550
#410802
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนของจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลย เพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองจะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวกไม่มีผลต่อการสอบสวนด้านจริยธรรมโจทก์ และเหตุที่อัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์เป็นเพราะคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2542 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกกระบวนการสอบสวนของจำเลยขึ้นวินิจฉัยโดยที่โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนของจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่..."

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ เกิดสมุทร
จำเลย — แพทยสภา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4074/2550
#410555
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินคดีเกี่ยวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินซึ่งเป็นคดีแพ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 บังคับให้ยื่นต่อศาลแพ่ง และจะต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งสำเนาอุทธรณ์ ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน แต่เมื่อถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ชอบ เพราะแม้ไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนางสาวอุษา บัวบาน นางสุวรรณา บัวบาน และนายสังวาล บัวบาน (ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4) กล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและยึดทรัพย์สิน 13 รายการ มูลค่า 1,117,147 บาท คณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบแล้ว เชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินทั้งหมดได้มาจากการประกอบอาชีพที่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ปล่อยทรัพย์สินทั้ง 13 รายการ

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์รายการที่ 1 ถึงที่ 5 รายการที่ 7, ที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นของผู้คัดค้านที่ 3 และเป็นสินสมรสระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับผู้คัดค้านที่ 4 ผู้คัดค้านที่ 3 ได้มาโดยการประกอบอาชีพสุจริต ขอให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.3 รวม 13 รายการ มูลค่า 1,117,147 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ว่า รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สำเนาให้ผู้ร้องแก้ ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำส่งสำเนาภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2547 เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นรายงานว่าคู่ความที่เกี่ยวข้องไม่ได้มาเสียค่าธรรมเนียมการส่งหมายให้แก่ผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ว่า รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สำเนาให้ผู้ร้องแก้ ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำส่งสำเนาภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และที่ริมซ้ายหน้าแรกของอุทธรณ์ศาลชั้นต้นประทับตราข้อความว่า "ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุกๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยทนายความของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อรับทราบข้อความดังกล่าวไว้แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะอ้างเหตุเข้าใจผิดว่าคดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งผู้ยื่นอุทธรณ์ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่พนักงานอัยการ และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น พระราชบัญญัติดังกล่าว หมวด 6 การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 59 บัญญัติว่า

"การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง"

หมายความว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับไว้ว่าให้ยื่นต่อศาลแพ่ง และจะต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำส่งสำเนาอุทธรณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 วรรคสอง และเมื่อทนายความของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อรับทราบเงื่อนไขว่าจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุกๆ 7 วัน ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ติดตามเพื่อทราบคำสั่งแรกอย่างช้าที่สุดในวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ถ้าไม่มาติดตามก็ถือว่าทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันดังกล่าวและมีหน้าที่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2547 แต่ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ว่า คู่ความที่เกี่ยวข้องไม่ได้มาเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายให้แก่ผู้ร้อง อันมีความหมายว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจจำหน่ายคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 132 (1) ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะอ้างเหตุเข้าใจผิดว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งผู้ยื่นอุทธรณ์ไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่พนักงานอัยการและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาหาได้ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติว่าให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.3 รวม 13 รายการ มูลค่า 1,117,147 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 ม. 174
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 59 ม. 70
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวกัญชลี บัวบาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4067/2550
#272449
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถโดยประมาทแซงรถที่อยู่ข้างหน้าไปในหน้าไปในช่องเดินรถขวามือในขณะที่ผู้ตายขับสวนมา เป็นเหตุให้ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเสียหายและทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 160 และจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 706/2548 หมายเลขแดงที่ 674/2548 ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดรอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีดังกล่าว จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย (ที่ถูก ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน) เป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 674/2548 ของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอบวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 674/2548 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น จำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกในขณะที่จำเลยเมาสุราแซงรถที่อยู่ข้างหน้าล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวนในขณะที่รถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิดซึ่งเป็นการขับรถที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายพิบูลย์ศักดิ์หรือบอยขับสวนมา รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเสียหายและนายพิบูลย์ศักดิ์หรือบอยถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นการขับรถโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วยังมิได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งจำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรามาครั้งหนึ่งแล้ว โดยศาลในคดีก่อนให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่จำเลยไม่เข็ดหลาบกลับมากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้ตายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงอีกและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถโดยประมาณแซงรถที่อยู่ข้างหน้าไปในช่องเดินรถขวามือในขณะที่ผู้ตายขับสวนมาเป็นเหตุชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเสียหายและทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานขับรถขณะเมาสุราเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งนั้น จึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายสมชายหรือกุ้ง ขวัญณรงค์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2550
#269142
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมมีประเด็นว่าโจทก์ในคดีนี้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ส่วนในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่หรือไม่ คดีนี้โจทก์อ้างเหตุว่าสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์เพราะมีการปลอมเอกสารแล้วทำสัญญาเช่าโดยผู้ทำไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่า อีกทั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทั้งสองคดีมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

เมื่อการแต่งตั้ง พ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก ผู้ใดจะกล่าวอ้างแสวงสิทธิจากเอกสารดังกล่าวนั้นหาได้ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการ ย่อมทำให้ พ. ถูกเพิกถอนจากการเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การใดที่ พ. กระทำไปในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ผูกพันโจทก์ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในคดีเดิมเสียได้ แล้วจึงฟ้องบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินในภายหลัง หรือโจทก์จะใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ การที่โจทก์เลือกใช้สิทธิโดยฟ้องบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ด้วยเหตุสัญญาเช่าไม่ผูกพันโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีเดิม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า สัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ แม้จำเลยจะอ้างว่าทำสัญญาทั้งสองสัญญาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิในการเช่า อันจะใช้ยันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ การแต่งตั้ง พ. เป็นกรรมการของโจทก์เกิดจากการกระทำความผิดอาญาฐานปลอมเอกสาร อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือว่าการแต่งตั้งนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย มิใช่เรื่องการแต่งตั้งกรรมการมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติของกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1166

ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าและไม่ได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ไม่ได้ตั้งประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ในคำให้การและทางนำสืบของจำเลยว่าข้ออ้างของจำเลยรับฟังได้หรือไม่ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 500,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1216/2543 หรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ต่อสู้ในคำให้การและยกขึ้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า คดีเดิมจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ว่า จำเลยตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ โดยมีกำหนดระยะเวลาเช่ารวม 30 ปี นับแต่วันทำสัญญา กำหนดชำระค่าเช่าเป็นเงิน 40,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ตกลงจะไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลย ณ สำนักงานที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ครบถ้วน และจำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลย ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าลงวันที่ 16 กันยายน 2540 ให้โจทก์เป็นเวลา 30 ปี นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เดิมโจทก์มีนายสยามเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เพียงผู้เดียว แต่นางพรพันธ์กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารและลายมือชื่อของนายสยามในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการ โดยให้นายสยามออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ซึ่งนายสยามไม่ได้รู้เห็นและยินยอม จนนางพรพันธ์ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เพียงผู้เดียว แล้วนางพรพันธ์กับจำเลยสมคบกันฉ้อฉล โดยนางพรพันธ์นำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยเช่าและครอบครองใช้ประโยชน์ ซึ่งความจริงโจทก์ไม่มีความประสงค์จะนำที่ดินพิพาทให้บุคคลอื่นเช่า ต่อมานายสยามทราบเรื่องจึงฟ้องนางพรพันธ์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่นางพรพันธ์กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารจดทะเบียนไว้ ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การทำสัญญาเช่าดังกล่าวของนางพรพันธ์กับจำเลยจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ เพราะนางพรพันธ์ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ตามสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการอยู่โดยละเมิด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท แก่โจทก์ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าในคดีเดิมมีประเด็นว่าโจทก์ในคดีนี้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ส่วนในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โดยในคดีนี้โจทก์อ้างเหตุว่าสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ เพราะมีการปลอมเอกสารแล้วทำสัญญาเช่าโดยผู้ทำไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่า อีกทั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทั้ง 2 คดี มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1216/2543 ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำพิพากษาผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการปลอมเอกสารและลายมือชื่อของนายสยามในรายงานการประชุมและคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการโจทก์ และศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอที่ 630/39 และคำขอที่ 1264/2539 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้นางพรพันธ์กับพวกเป็นกรรมการของโจทก์ โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นและข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่านายสยามได้ร่วมรู้เห็นยินยอมหรือประมาทเลินเล่อให้มีการปลอมลายมือชื่อของตนแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งนางพรพันธ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผลมาจากการกระทำความผิดอาญาฐานปลอมเอกสาร จึงเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก ผู้ใดจะกล่าวอ้างแสวงสิทธิจากเอกสารดังกล่าวนั้นหาได้ไม่ เมื่อศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว ย่อมทำให้นางพรพันธ์ถูกเพิกถอนจากการเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไปในตัว อันมีผลทำให้การใดที่นางพรพันธ์ได้กระทำไปในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ผูกพันโจทก์ ดังนั้น สัญญาเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างก็ดี สัญญาประนีประนอมยอมความก็ดี ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพันโจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในคดีเดิมเสียไป แล้วจึงค่อยไปฟ้องบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทในภายหลัง หรือโจทก์จะใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีสิทธิที่จะปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ได้อีกทางหนึ่ง การที่โจทก์เลือกใช้สิทธิโดยฟ้องบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ด้วยเหตุสัญญาเช่าไม่ผูกพันโจทก์เป็นคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีเดิมเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่า หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ โจทก์ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกานั้น ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าโจทก์ไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาในคดีเดิมได้แล้ว อีกทั้งในคดีนี้หากศาลเห็นว่าสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ คำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมย่อมถูกเพิกถอนไปในตัว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสามว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า นางพรพันธ์มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน นางพรพันธ์จึงไม่มีอำนาจทำสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ สัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ แม้จำเลยจะอ้างว่าทำสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิในการเช่า อันจะใช้ยันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ ดังนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทำสัญญาเช่าโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ต่อไป โดยโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์แล้ว การที่จำเลยและบริวารยังอยู่ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า การทำสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความของนางพรพันธ์ถือว่ามีผลสมบูรณ์เสมือนดังว่านางพรพันธ์ได้รับแต่งตั้งโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1166 นั้น เห็นว่า การแต่งตั้งนางพรพันธ์เป็นกรรมการของโจทก์ เกิดจากการกระทำความผิดอาญาฐานปลอมเอกสารในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดให้นางพรพันธ์เข้ามาเป็นกรรมการของโจทก์โดยมิชอบ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมถือว่าการแต่งตั้งนั้นไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด จึงมิใช่เรื่องการแต่งตั้งกรรมการมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติของกรรมการตามมาตรา 1166 การกระทำของนางพรพันธ์จะถือว่าสมบูรณ์หาได้ไม่ และที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าเช่าจำนวน 40,000,000 บาท และไม่ได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินพิพาทรวม 140,000,000 บาท เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น เพราะโจทก์ไม่ได้ตั้งประเด็นเรื่องจำเลยไม่ชำระค่าเช่าและไม่ได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องที่จำเลยชำระค่าเช่าและทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่าหรือไม่นั้น เป็นการวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ในคำให้การและทางนำสืบของจำเลยว่า ข้ออ้างของจำเลยรับฟังได้หรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1166 ม. 1300 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 138 ม. 142 ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจันทร์กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทอีสท์ซีแลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมบัติ บุญหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4054/2550
#410629
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็ค หรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่า ธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นสุดผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ.อ." แม้จำเลยทั้งสองจะได้ใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ร่วมไปครบถ้วนแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ก็มิใช่การใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น อันเป็นเหตุให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ.อ. เหตุที่จะถือว่าคดีเลิกกันคงมีเพียงว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์จำเลยทั้งสองได้นำเงินตามเช็คพิพาทวางไว้ต่อศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทั้งสองชำระแต่ต้นเงินตามเช็คพิพาทเท่านั้น จำเลยทั้งสองยังไม่แสดงหลักฐานว่าได้ชำระดอกเบี้ยตามเช็คพิพาทด้วย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับ ระหว่างพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมได้นำเช็คพิพาททั้งสามฉบับคดีนี้กับเช็คคดีอื่น ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งธนบุรี คดีดังกล่าวโจทก์ได้บังคับคดีและได้รับเงินตามคำพิพากษาไปครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลฎีกาได้นัดพร้อมสอบโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ชำระหนี้ตามเช็ค 5 ฉบับ ซึ่งรวมเช็คพิพาทคดีนี้ 3 ฉบับ โดยมูลหนี้เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่บริเวณที่เป็นผนังด้านนอกอาคาร บ. ของโจทก์ร่วมศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมามีการบังคับคดีจำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีจนครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมก็มิได้คัดค้านว่ายังมีหนี้ดังกล่าวเหลืออยู่ ดังนั้น จึงถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทคดีนี้เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามเช็คย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7557/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4225/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทภูมิภวัน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (3) (5)) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 30,000 บาท รวมปรับ 90,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 45,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 9 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7557/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4225/2547 ของศาลชั้นต้นนั้นยังมิได้มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 5,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นเงิน 15,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 9 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 7,500 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกคำขอนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7557/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองได้นำเงินจำนวน 300,000 บาท วางไว้ต่อศาลชั้นต้นเพื่อใช้เงินตามเช็ค และในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองได้นำเงินจำนวน 1,267,500 บาท วางไว้ต่อศาลชั้นต้นเพื่อใช้เงินตามเช็ค รวมเงินทั้งสองจำนวน 1,567,500 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ ต่อมาโจทก์ร่วมได้ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองใช้เงินตามเช็คทั้งสามฉบับแก่โจทก์ร่วมถือว่าคดีเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็ค หรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" แม้จำเลยทั้งสองจะได้ใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ร่วมไปครบถ้วนแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ก็มิใช่การใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น อันเป็นเหตุให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เหตุที่จะให้ถือว่าคดีเลิกกันคงมีเพียงว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลง ลงวันที่ 15 มกราคม 2550 ว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์จำเลยทั้งสองได้นำเงินตามเช็คพิพาทวางไว้ต่อศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทั้งสองชำระแต่ต้นเงินตามเช็คพิพาทเท่านั้น จำเลยทั้งสองยังไม่แสดงหลักฐานว่าได้ชำระดอกเบี้ยตามเช็คพิพาทด้วย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับ ระหว่างพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมได้นำเช็คพิพาททั้งสามฉบับคดีนี้กับเช็คฉบับอื่นฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่งธนบุรี ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาให้จำเลย (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ชำระเงิน 2,612,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ (โจทก์ร่วมคดีนี้) ต่อมาโจทก์ (โจทก์ร่วมคดีนี้) ได้บังคับคดีและได้รับเงินตามคำพิพากษาไปครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับศาลฎีกาได้นัดพร้อมสอบโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมแถลงว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินตามเช็คพิพาทในคดีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้ว การที่จะดำเนินคดีต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณา โจทก์แถลงไม่ค้านคำแถลงของโจทก์ร่วม เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำฟ้องสำเนาคำพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรี สำเนารายงานเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี และสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายคำแถลงของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 15 มกราคม 2550 ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมไม่คัดค้านฟังได้ว่า โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ชำระหนี้ตามเช็ค 5 ฉบับ ซึ่งรวมเช็คพิพาทคดีนี้ 3 ฉบับ โดยมูลหนี้เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าพื้นที่บริเวณที่เป็นผนังด้านนอกอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 ของโจทก์ร่วม ศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมามีการบังคับคดี จำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีจนครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมก็มิได้คัดค้านว่ายังมีหนี้ดังกล่าวเหลืออยู่ ดังนั้น จึงถือได้ว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทคดีนี้เพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือว่าคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามเช็คพิพาทย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทภูมิภวัน จำกัด
จำเลย — บริษัทพี เจ ดีไซน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ