คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2550
#410461
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นสิทธิของคู่ความแต่ละคนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งเมื่อได้กระทำโดยคู่ความร่วมคนหนึ่งย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคู่ความร่วมคนนั้นไม่มีผลไปถึงคู่ความร่วมคนอื่นที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย กรณีมิใช่เรื่องที่จะนำมาตรา 59 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้

โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย แม้โจทก์ทั้งสองได้แต่งตั้งทนายความคนเดียวกันให้มีอำนาจอุทธรณ์และทนายโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่มิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์

ส. บิดาโจทก์ทั้งสองได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่มัสยิดเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ต่อมาได้มีการก่อสร้างมัสยิดลงบนที่ดินดังกล่าวรวมทั้งบางส่วนได้ทำเป็นสุสานฝังศพผู้นับถือศาสนาอิสลาม การอุทิศที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นการอุทิศเพื่อประโยชน์แก่ชาวบ้านผู้นับถือศาสนาอิสลามหรืออิสลามนิกชนโดยทั่วไป มิได้จำกัดแต่เพียงเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ถือได้ว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันนับแต่เวลาที่อุทิศแล้ว แม้โจทก์ทั้งสองจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทให้จำเลยเช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6819 ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 5 ตารางวา ต่อมาได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ 7909 ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบังหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 1 ไร่ 66 ตารางวา เพื่อจะยกให้แก่มัสยิดใช้เป็นที่สาธารณประโยชน์ของประชาชนทั่วไป จำเลยได้เช่าที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 6819 ของโจทก์และภายหลังที่ดินส่วนที่จำเลยเช่าดังกล่าวอยู่ในโฉนดเลขที่ 7909 ซึ่งได้แบ่งออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6819 อัตราค่าเช่าปีละ 1,000 บาท มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2541 หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองหลายครั้งเพื่อจะจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ให้แก่มัสยิด แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7909 ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยนายสุวรรณ สำราญสุขวัชน์ บิดาโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม ตกลงให้จำเลยปลูกสร้างบ้านถาวรและพักอาศัยตลอดชีวิตของจำเลยเพื่อตอบแทนจำเลยที่ได้หาสัปบุรุษมาก่อสร้างมัสยิดเพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลตามศาสนาอิสลามและสุสานสำหรับฝังศพชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลามตามที่นายสุวรรณได้อุทิศให้เป็นของสาธารณชนทั่วไป และเมื่อปี 2512 ก็ได้จดทะเบียนมัสยิดใช้ชื่อ มัสยิดเนียะม่าตุ้ลเลาะฮ์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นของมัสยิดและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันนับแต่วันที่นายสุวรรณเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศ โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทนายสุวรรณจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนายสุวรรณ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยมีเจตนาทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับไว้เนื่องจากเป็นฎีกาในข้อกฎหมายที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่ว่าแม้ที่ดินพิพาทจะใช้ประกอบพิธีกรรมเฉพาะแก่อิสลามนิกชน แต่ก็เป็นของโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวในข้อที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท มูลความแห่งคดีไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จึงเป็นคุณประโยชน์กับโจทก์ที่ 2 ด้วย เห็นว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นสิทธิของคู่ความแต่ละคนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งเมื่อได้กระทำโดยคู่ความร่วมคนหนึ่งย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคู่ความร่วมคนนั้นไม่มีผลไปถึงคู่ความร่วมคนอื่นที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย กรณีมิใช่เรื่องที่จะนำมาตรา 59 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียวและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย แม้โจทก์ทั้งสองได้แต่งตั้งทนายความคนเดียวกันให้มีอำนาจอุทธรณ์และทนายโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่มิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2 คงวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในข้อที่ว่า แม้ที่ดินพิพาทจะใช้ประกอบพิธีกรรมเฉพาะแก่อิสลามนิกชน แต่ก็เป็นของโจทก์ทั้งสองมิได้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องนั้น ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟ้งมาดังกล่าวได้ความว่า นายสุวรรณบิดาโจทก์ทั้งสองได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่มัสยิดเนียะม่าตุ้ลเลาะฮ์เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามและศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงตามสำนวนเพิ่มเติมด้วยว่า การอุทิศที่ดินของนายสุวรรณบิดาโจทก์ทั้งสองเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรทางศาสนาอิสลามและต่อมาภายหลังได้มีการก่อสร้างมัสยิดลงบนที่ดินดังกล่าวรวมทั้งบางส่วนได้ทำเป็นสุสานฝังศพผู้นับถือศาสนาอิสลาม แสดงให้เห็นว่าการอุทิศที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทของนายสุวรรณบิดาโจทก์ทั้งสองเป็นการอุทิศเพื่อประโยชน์แก่ชาวบ้านผู้นับถือศาสนาอิสลามหรืออิสลามนิกชนโดยทั่วไป มิได้จำกัดแต่เพียงเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ กรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันนับแต่เวลาที่นายสุวรรณบิดาโจทก์ทั้งสองอุทิศแล้ว แม้โจทก์ทั้งสองจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทให้จำเลยเช่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัตร เลาะวิธี กับพวก
จำเลย — นายประสิทธิ์ เวชกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4432/2550
#410644
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ก. โดยบริษัท พ. ได้ทำสัญญาขนส่งสินค้ากับจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีข้อความกำหนดว่า เป็นการเข้าทำสัญญาตามเงื่อนไขด้านหลังของใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศ และเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดไว้ในข้อความจำกัดความรับผิดว่าความรับผิดสูงสุดของผู้ขนส่ง เสียหาย ล่าช้า... ถูกจำกัดตามใบตราส่ง คือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง หรือ 9.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์ (20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม) ที่ใบกำกับสินค้าระบุราคาสินค้าว่ามีมูลค่า 5,080 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่องมูลค่าการขนส่ง (Total Declared Value For Carriage) ระบุไว้เพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าการขนส่งรายพิพาทนี้บริษัท ก. เจ้าของสินค้าได้มอบหมายให้บริษัท พ. เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งแทน โดยมีพนักงานของบริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ส่ง ทั้งได้ความว่า มีประเพณีเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศกำหนดไว้เช่นนั้น บริษัท ก. ได้ใช้บริการของจำเลยทั้งสองมาหลายครั้งจึงฟังได้ว่า บริษัท ก. ผู้ตราส่งยอมรับข้อตกลงตามเงื่อนไขข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งโดยชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมรับผิดต่อบริษัท ก. เป็นจำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิมาจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าเครื่องประดับทอง 18 เค ทางอากาศจากประเทศไทยไปส่งให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ แต่สินค้าที่จำเลยทั้งสองขนส่งได้สูญหายไปทั้งหมดระหว่างการขนส่ง จำเลยทั้งสองเสนอจะชำระเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามราคาสินค้ารวมค่าใช้จ่ายแก่บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ไปแล้ว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 208,450 บาท โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 218,644.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 208,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ในการขนส่งมีข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของจำเลยอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง หรือ 9.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์ (20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม) การที่บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ได้ทำประกันภัยไว้กับโจทก์จำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนว่า บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ทราบข้อจำกัดความรับผิดในการขนส่งได้เป็นอย่างดี จึงได้ทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายในวงเงินถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดมากไปกว่าจำนวนดังกล่าวตามที่ตกลงไว้โดยชัดแจ้งในใบตราส่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด โดยบริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าเครื่องประดับไปยังผู้รับตราส่งในประเทศสหราชอาณาจักร โดยโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งสินค้าดังกล่าวไว้จากบริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ต่อมาสินค้าสูญหายระหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสอง โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด เป็นจำนวน 208,450 บาท เต็มตามทุนประกัน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า การขนส่งสินค้ารายพิพาทนี้ บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด โดยบริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้ทำสัญญาขนส่งสินค้ากับจำเลยทั้งสองไว้ซึ่งมีข้อความกำหนดว่า เป็นการเข้าทำสัญญาตามเงื่อนไขด้านหลังของใบตราส่งทางอากาศระหว่างประเทศ และเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดไว้ในข้อความจำกัดความรับผิดว่า ความรับผิดสูงสุดของผู้ขนส่งสำหรับการสูญหาย เสียหาย ล่าช้า... ถูกจำกัดตามใบตราส่ง คือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่ง หรือ 9.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์ (20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม) ที่ใบกำกับสินค้าระบุราคาสินค้าว่ามีมูลค่า 5,080 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่องมูลค่าการขนส่ง (Total Declared Value For Carriage) ระบุไว้เพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าการขนส่งรายพิพาทนี้บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด เจ้าของสินค้าได้มอบหมายให้บริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งแทน โดยมีพนักงานของบริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ส่งทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายประพล เสถียรภาพงษ์ พยานจำเลยทั้งสองว่ามีประเพณีเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศกำหนดไว้เช่นนั้น บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ได้ใช้บริการของจำเลยทั้งสองมาหลายครั้ง จึงฟังได้ว่า บริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด ผู้ตราส่งยอมรับข้อตกลงตามเงื่อนไขข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมรับผิดชอบต่อบริษัทแกมม่า ครีเอชั่น จำกัด เป็นจำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยและรับช่วงสิทธิมาจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ เช่นกัน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4431/2550
#410636
เปิดฉบับเต็ม

การจะได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นได้มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ให้ใช้ ป.ที่ดินฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ว่า ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินฯ ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และวรรคสองบัญญัติว่า การแจ้งการครอบครองตามความในมาตรานี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใด และตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 3 บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้ (1) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ หรือได้มาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ (2) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น และมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วยจากบทบัญญัติ 3 มาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิทธิครอบครองโดยชอบจะต้องเป็นการได้มา หรือครอบครองโดยชอบก่อน พ.ร.บ. ให้ใช้ ป.ที่ดินฯ หรือได้มาโดยการจัดที่ดินเพื่อการครอบครองชีพหรือกฎหมายอื่นแต่ผู้ครอบครองเดิมได้ครอบครองที่ดินพิพาทในปี 2498 อันเป็นเวลาภายหลัง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวประกาศใช้แล้วและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ครอบครองที่ดินโดยชอบตามบทกฎหมายใด ดังนั้น การครอบครองของผู้ครอบครองเดิมดังกล่าว จึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ครอบครองเดิมก่อนขายให้แก่จำเลย และตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 2 บัญญัติว่า ที่ดินที่มิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐอยู่

ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 12 เป็นกรณีที่เมื่อมีบุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ บุคคลนั้นก็สามารถยื่นคำร้องโดยอ้างในคำร้องว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับเท่านั้น และเมื่อได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว ผลของการยื่นคำร้องจะเป็นไปตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ คือ เมื่อคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติได้รับคำร้องตามมาตรา 12 แล้ว ให้สอบสวนตามคำร้องนั้น ถ้าปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์อย่างใด ๆ ก็ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้ตามที่เห็นสมควร หาทำให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใดไม่ เป็นเพียงทำให้ผู้ร้องมีสิทธิได้ค่าทดแทนในกรณีหากปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 12 มีข้อยกเว้นอยู่ในวรรคสามว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตาม ป.ที่ดินฯ ซึ่งก็หมายความว่า หากผู้ร้องเป็นผู้ที่มีสิทธิครอบครองในที่ดินหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.ที่ดินฯ อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ดังนั้น ตามฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า ผู้ครอบครองเดิมในที่ดินพิพาทได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 12 ดังกล่าวแล้วนั้น และคณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติได้มีมติให้กันที่ดินพิพาทออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นผลให้กรมป่าไม้จะต้องดำเนินการกันที่ดินพิพาทที่มีการคัดค้านดังกล่าวออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ได้ประกาศขึ้นภายหลัง จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน การที่คณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติได้มีมติให้กันที่ดินพิพาทออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นเพียงความเห็นของคณะอนุกรรมการเท่านั้นหามีผลตามกฎหมายในอันที่กรมป่าไม้จะต้องปฏิบัติตาม เนื่องจากความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าวจะต้องเสนอให้คณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติพิจารณาก่อน เมื่อคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว จึงหามีผลผูกพันให้กรมป่าไม้ต้องปฏิบัติตามดังที่จำเลยได้กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเดิมเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์อย่างใด ๆ ตามกฎหมายในที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองเดิมในที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยจึงหามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ และความเห็นของคณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติที่ให้กันที่ดินพิพาทออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติก็หามีผลลบล้างทำให้ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อจำเลยเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิอย่างใด ๆ ในที่ดินพิพาทและที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นที่ดินของรัฐประเภทป่าสงวนแห่งชาติที่สามารถนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ และกรมป่าไม้ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวให้แก่โจทก์นำไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 26 (4), 36 ทวิ แล้ว โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของรัฐเสียก่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้

มติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมายเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งจะทำได้หรือไม่ได้เพียงใด ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นบัญญัติไว้ ในกรณีเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ดังนั้น บุคคลใดจะมีสิทธิที่จะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดหาใช่จะถือตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ซึ่งตามที่ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดใน พ.ร.ฎ. ด้วย และตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ข้อ 6 (6) ระบุว่าต้องเป็นผู้ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยแต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ แสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรรมก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน และเกษตรกรผู้นั้นจะต้องไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เมื่อจำเลยมีที่ดินของตนเองจำนวน 108 แปลง และจำเลยประกอบอาชีพอื่นนอกจากด้านการเกษตรโดยประกอบอาชีพค้าขาย มีหุ้นอยู่ในนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดรวม 16 แห่ง จึงถือได้ว่าจำเลยมีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองและมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว และไม่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักแต่อย่างใด จำเลยย่อมขาดคุณสมบัติในการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน การที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ในที่ดินพิพาทที่ออกให้แก่จำเลยจึงชอบแล้ว ถึงแม้ในตอนแรก โจทก์ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก 4-01 ก.) ให้แก่จำเลยไปแล้ว แต่เมื่อมาตรวจสอบพบในภายหลังว่า จำเลยเป็นผู้ขาดคุณสมบัติดังกล่าวก็สามารถทำการเพิกถอนได้เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิที่จะได้หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) มาตั้งแต่ต้น และเมื่อเพิกถอนการอนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางอรุณรัตน์ สวัสดิ์ทอง ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...การจะได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 วรรคหนึ่งว่า ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และวรรคสองบัญญัติว่า การแจ้งการครอบครองตามความในมาตรานี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใดและประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในกรณีต่อไปนี้ (1) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับหรือได้มาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ (2) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่นและมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย จากบทบัญญัติ 3 มาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิทธิครอบครองโดยชอบจะต้องเป็นการได้มาหรือครอบครองโดยชอบก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หรือได้มาโดยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น แต่ผู้ครอบครองเดิมทั้ง 6 คน อ้างว่า ได้ครอบครองที่ดินพิพาทในปี 2498 อันเป็นเวลาภายหลังพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวประกาศใช้แล้ว และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ครอบครองที่ดินโดยชอบตามบทกฎหมายใด ดังนั้น การครอบครองของผู้ครอบครองเดิมทั้ง 6 คนดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ครอบครองเดิมก่อนขายให้แก่จำเลย และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 บัญญัติว่า ที่ดินที่มิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐอยู่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าปี 2516 ทางราชการโดยกรมป่าไม้ได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด และเจ้าของเดิมทั้ง 6 คน ให้ยื่นคำร้องคัดค้านการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเทือกเขานาคเกิดไว้แล้ว ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 ซึ่งกรมป่าไม้จะต้องกันที่ดินพิพาทออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเทือกเขานาคเกิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 เป็นกรณีที่เมื่อมีบุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ บุคคลนั้นก็สามารถยื่นคำร้องโดยอ้างในคำร้องว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับเท่านั้น และเมื่อได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วผลของการยื่นคำร้องจะเป็นไปตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 คือ เมื่อคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติได้รับคำร้องตามมาตรา 12 แล้ว ให้สอบสวนตามคำร้องนั้น ถ้าปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์อย่างใด ๆ ก็ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้ตามที่เห็นสมควร หาทำให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใดไม่ เป็นเพียงทำให้ผู้ร้องมีสิทธิได้ค่าทดแทนในกรณีหากปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเท่านั้นซึ่งตามมาตรา 12 มีข้อยกเว้นอยู่ในวรรคสามว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งก็หมายความว่า หากผู้ร้องเป็นผู้ที่มีสิทธิครอบครองในที่ดินหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ดังนั้น ตามฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า ผู้ครอบครองเดิมในที่ดินพิพาททั้ง 6 คน ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 12 ดังกล่าวแล้วนั้น และคณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติได้มีมติให้กันที่ดินพิพาทออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นผลให้กรมป่าไม้จะต้องดำเนินการกันที่ดินพิพาทที่มีการคัดค้านดังกล่าวออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ได้ประกาศขึ้นภายหลังจึงเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน การที่คณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติได้มีมติให้กันที่ดินพิพาทออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงความเห็นของคณะอนุกรรมการเท่านั้นหามีผลตามกฎหมายในอันที่กรมป่าไม้จะต้องปฏิบัติตามเนื่องจากความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าวจะต้องเสนอให้คณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติพิจารณาก่อน เมื่อคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว จึงหามีผลผูกพันให้กรมป่าไม้ต้องปฏิบัติตามดังที่จำเลยได้กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเดิมทั้ง 6 คนเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์อย่างใด ๆ ตามกฎหมายในที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ครอบครองเดิมในที่ดินพิพาททั้ง 6 คนดังกล่าว จำเลยจึงหามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่และความเห็นของคณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติที่ให้กันที่ดินพิพาทออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติก็หามีผลลบล้างทำให้ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด เมื่อจำเลยเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิอย่างใด ๆ ในที่ดินพิพาทและที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นที่ดินของรัฐประเภทป่าสงวนแห่งชาติที่สามารถนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และกรมป่าไม้ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวให้แก่โจทก์นำไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4), 36 ทวิ แล้ว โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของรัฐเสียก่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ออกให้แก่จำเลยและฟ้องขับไล่จำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2536 เป็นแนวทางที่โจทก์ต้องใช้ปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและในการปฏิรูปที่ดิน เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเท่านั้นซึ่งจะทำได้หรือไม่ได้เพียงใด ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นบัญญัติไว้ ในกรณีเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ดังนั้นบุคคลใดจะมีสิทธิที่จะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ก็ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนด หาใช่จะถือตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย และตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 ข้อ 6 (6) ระบุว่า ต้องเป็นผู้ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อย แต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ แสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและเกษตรกรผู้นั้นจะต้องไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองหรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีที่ดินของตนเองจำนวน 108 แปลง และจำเลยประกอบอาชีพอื่นนอกจากด้านการเกษตรโดยประกอบอาชีพค้าขาย มีหุ้นอยู่ในนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด รวม 16 แห่ง จึงถือได้ว่าจำเลยมีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเองและมีรายได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้วและไม่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักแต่อย่างใด จำเลยย่อมขาดคุณสมบัติในการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน การที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) เลขที่ 91 ในที่ดินพิพาทที่ออกให้แก่จำเลยจึงชอบแล้ว ถึงแม้ในตอนแรก โจทก์ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ให้แก่จำเลยไปแล้ว แต่เมื่อมาตรวจสอบพบในภายหลังว่า จำเลยเป็นผู้ขาดคุณสมบัติดังกล่าวก็สามารถทำการเพิกถอนได้เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะได้หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) มาตั้งแต่ตั้น และเมื่อเพิกถอนการอนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วจำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 3 ม. 4 ม. 5 วรรคหนึ่ง ม. 5 วรรคสอง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 26 (4) ม. 36 ทวิ
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 12 ม. 13
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน
โจทก์ — เพื่อการเกษตรกรรม
นายบันลือ ตันติวิท
โดยนางอรุณรัตน์ สวัสดิ์ทอง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4428/2550
#410575
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานจึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ เมื่อพยานหลักฐานของผู้คัดค้านเท่าที่นำสืบมาไม่สามารถพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานได้ จึงต้องรับฟังว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

การดำเนินคดีเกี่ยวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บังคับให้ยื่นต่อศาลแพ่งและจะต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณา แม้ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความซึ่งรวมถึงค่าทนายความจะตกอยู่แก่ฝ่ายที่แพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 แต่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งหมายความรวมถึงค่าธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสอง จึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามแม้ผู้ร้องจะได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 18 รายการ มูลค่ารวม 428,600 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 18 รายการ ตามบัญชีทรัพย์สินฯ เอกสารหมาย ร. 20 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ปล่อยทรัพย์สินทั้ง 18 รายการ ตามบัญชีทรัพย์สินฯ เอกสารหมาย ร. 20 แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้านทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,500 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า กรณีผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลต้องรับฟังว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

"ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า

(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ

(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ..."

มาตรา 51 บัญญัติว่า

"เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี"

ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50 เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน หรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน โดยจะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องแสดงว่าตน เป็นเจ้าของที่แท้จริง และประการที่สอง ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และกรณีที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ซึ่งกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 แม้พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่มีเกี่ยวพันไปถึงให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน แต่เงินสด 177,900 บาท รายการที่ 1 ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการเล่นแชร์และทองรูปพรรณรายการที่ 2 ถึงที่ 18 ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้สะสมเงินไปซื้อมา โดยผู้คัดค้านที่ 2 เพียงแต่เบิกความกล่าวอ้างโดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน น่าเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 18 รายการ ที่ยึดไว้ในคดีนี้เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ ทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบก็มีแต่คำเบิกความของผู้คัดค้านทั้งสองเพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เว้นแต่หนังสือรับรองของบริษัทสยามคาร์โก้ทรานสปอร์ต จำกัด เท่านั้น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสองเท่าที่นำสืบมาจึงไม่สามารถพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีจึงต้องรับฟังว่า ทรัพย์สินทั้ง 18 รายการ ตามบัญชีทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปมีว่า ผู้ร้องได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หมวด 6 การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 59 บัญญัติว่า

"การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ให้ยื่นต่อศาลแพ่ง และให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง"

ซึ่งหมายความว่าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับไว้ว่าให้ยื่นต่อศาลแพ่ง และจะต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณา ดังนั้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมของคู่ความในคดีซึ่งรวมถึงค่าทนายความด้วยย่อมตกอยู่แก่ฝ่ายที่แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 แต่พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามมาตรา 59 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว พนักงานอัยการผู้ร้องจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมอันรวมถึงค่าธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ร้องจะได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 167 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51 วรรคสอง ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางต้องจิต ทองนิยม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4352/2550
#267800
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสอง คือค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตาย แต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,422,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชอบในจำนวนเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยร่วมรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทนายโจทก์และนายทรายบิดาโจทก์ ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 นายทรายบิดาโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 722,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ขับรถยนต์โดยประมาท ความเสียหายจากการละเมิดเกิดจากการกระทำของโจทก์ โดยขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ตรงไปทางทิศตะวันตกผ่านสามแยกซึ่งมีสัญญาณไฟจราจรอยู่กลางถนน โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์จอดรอสัญญาณไฟเลี้ยวขวาอยู่ทางด้านขวาได้ขับรถจักรยานยนต์แซงรถยนต์รับจ้างสี่ล้อเล็กไม่พ้น จึงชนกับรถยนต์รับจ้างสี่ล้อเล็กแล้วล้มครูดไปตามถนนเข้าไปทางล้อหลังด้านขวาของรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในคดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้วซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารประจำทางด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน เมื่อรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์เลี้ยวรถหลบรถของโจทก์ไปทางซ้าย แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วสูงและระยะที่เลี้ยวรถหลบหลีกก็กระชั้นชิดกับท้ายรถของโจทก์มากเกินกว่าจะหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 2 ขับเบียดเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 2 เพียงปากเดียวมาเบิกความลอย ๆ ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ผ่านแยกดังกล่าวไปได้ยินเสียงดังโครม จึงจอดรถลงไปดู พบโจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ติดอยู่ใต้ท้องรถที่จำเลยที่ 2 ขับ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาทฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลานานถึง 33 ปี เป็นเงินถึง 594,000 บาท เป็นการไม่เป็นธรรมต่อจำเลยทั้งสองเพราะได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 แต่พยานโจทก์เบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 โดยปกปิดการตายไม่ให้จำเลยทั้งสองทราบ และทนายโจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องของบิดาโจทก์ขอรับมรดกความเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ทั้งพยานโจทก์เบิกความเพียงว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีกำไรจากการประกอบอาชีพเดือนละ 40,000 บาท ขอเรียกค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้เป็นเงิน 800,000 บาท โดยไม่ได้แสดงหลักฐานอื่นประกอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีทนายโจทก์เบิกความว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีลูกจ้าง 4 คน มีกำไรจากการประกอบอาชีพประมาณเดือนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการดังกล่าวจริง และกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเวลาถึง 33 ปี นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ละเมิดจำต้องชดใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงแก่ความตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

...อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยจำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วยจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 858,530 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางสาวชนาภา พรพิพัฒน์ โดยนายทราย พรพิพัฒน์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4352/2550
#272496
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันทีค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท เท่านั้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง 80,000 บาท ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสัมปทานการเดินรถโดยสารประจำทางแล่นระหว่างอำเภอหาดใหญ่ - อำเภอเมืองสงขลา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถร่วมโดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา โดยนำรถยนต์ดังกล่าวเข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 และทำงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนศรีภูวนารถไปทางทิศตะวันตกด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้มลงได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาท ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมดไม่เกิน 100,000 บาท และโจทก์ก็มีส่วนกระทำผิดด้วยจึงเรียกร้องค่าเสียหายได้เพียงบางส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า เหตุละเมิดคดีนี้หาได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ไม่ แต่เกิดจากความประมาทของโจทก์ แต่หากฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทและต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมก็รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งไม่เกินวงเงิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และไม่เกิน 80,000 บาท กรณีมรณะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,422,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ทนายโจทก์และนายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 นายทราย พรพิพัฒน์ บิดาโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 722,230 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถยนต์โดยสารประจำทาง หมายเลขทะเบียน 10 - 0231 สงขลา ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับรถไปถึงที่เกิดเหตุระหว่างนั้นโจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์อยู่ในที่เกิดเหตุได้ประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในคดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลานานถึง 33 ปี เป็นเงินถึง 594,000 บาท เป็นการไม่เป็นธรรมต่อจำเลยทั้งสอง เพราะได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 แต่พยานโจทก์เบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 โดยปกปิดการตายไม่ให้จำเลยทั้งสองทราบ และทนายโจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องของบิดาโจทก์ขอรับมรดกความเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ทั้งพยานโจทก์เบิกความเพียงว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีกำไรจากการประกอบอาชีพเดือนละ 40,000 บาท ขอเรียกค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้เป็นเงิน 800,000 บาท โดยไม่ได้แสดงหลักฐานอื่นประกอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีทนายโจทก์เบิกความว่าโจทก์มีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้า มีเครื่องซักผ้า 4 เครื่อง มีลูกจ้าง 4 คน มีกำไรจากการประกอบอาชีพประมาณเดือนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการดังกล่าวจริง และกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท จึงชอบและเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเวลาถึง 33 ปีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย" ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 6 วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน 30,300 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองเพียงใด เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยร่วม ในสัญญาหมวดที่ 2 ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.1 ได้ระบุว่า ไม่คุ้มครองถึงความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะส่วนเกินพระราชบัญญัติฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ต้องทุพพลภาพอย่างถาวร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในวงเงิน 80,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง 80,000 บาทไม่ถูกต้อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยจำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 858,530 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยร่วมรับผิดในวงเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 443
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
นางสาวชนาภา พรพิพัฒน์ โดยนายทราย พรพิพัฒน์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทโพธิ์ทองขนส่ง (2505) จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4339/2550
#412098
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่ผู้ทำแผนเมื่อศาลคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว และให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลม ดังนั้น การให้ความยินยอมในการรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงถือเป็นการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนที่จะให้ความยินยอมได้ ทั้งไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 90/12 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทปากเกร็ด แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาจำนำหุ้นเป็นประกัน และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 18,533,498.73 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละตามเอกสารแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอ จี ลอนดอน เจ้าหนี้รายที่ 22 และเอฟวะนิว เอเชีย อินเวสท์เม้นต์ส แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 24 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันและสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 18,533,498.73 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละตามเอกสารแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ และ 600,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในทรัพย์หลักประกันดังนี้

1. หุ้นในบริษัทเอเชียส อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จำนวน 32,545,000 หุ้น

2. หุ้นในบริษัทคลิปเปอร์ชิพ อินเวสเมนท์ (บีวีไอ) ลิมิเต็ด จำนวน 49,994 หุ้น

3. หุ้นในบริษัทไอร์แลนด์ คันทรี เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ อินคอร์ปปอเรต จำนวน 51,419,997 หุ้น

4. หุ้นในบริษัทเจไอ เทเลคอมโฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 12,859 หุ้น

5. หุ้นในบริษัทเอเชียส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 194,999,993 หุ้น

6. หุ้นในบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 60,000,000 หุ้น

โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

เจ้าหนี้รายที่ 22 ยื่นคำร้องคัดค้านสรุปเป็นใจความว่า เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยไม่ชอบและไม่สุจริต ทั้งสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้รับโอนมาเป็นหนี้ด้อยสิทธิ จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ และผู้บริหารแผนต่างยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้รายที่ 22 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2539 ลูกหนี้กู้เงินจากสถาบันการเงินรวม 12 แห่ง เป็นเงินทั้งสิ้น 80,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสำเนาสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2543 บีเอ็นพี แบงคอค อินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ และบีเอ็นพี พารีบัส สาขาสิงค์โปร์ เจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตามสัญญาดังกล่าวได้โอนสิทธิเรียกร้องส่วนของตนให้แก่แบงเกอร์ทรัสต์ คัมปานี เป็นเงิน 7,571,875 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,785,937.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.4 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2543 แบงเกอร์ทรัสต์ คัมปานี ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้ที่รับโอนมาดังกล่าวให้แก่ เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด จำนวน 11,357,812.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.6 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 สถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 รวมทั้ง เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด ได้ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่จำนวน 60,575,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 และสัญญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนมูลหนี้ตามสัญญาตจำนำหุ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2543 ลูกหนี้ได้ทำสัญญา PLEDGE OF NEW SHARES กับธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ตัวแทนสินเชื่อ โดยลูกหนี้นำหุ้นของบริษัทจัสมิน อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ลูกหนี้เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท จำนำเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันลูกหนี้ได้ทำสัญญา PLEDGE OF JI DEFAULT SHARES กับธนาคารแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด โดยลูกหนี้นำหุ้นของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ลูกหนี้เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 10,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท มาจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตามเอกสารหมาย จ.29 และ จ.30 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อมาเอ เอส โอ ไอ (มอริเซียส) ลิมิเต็ด, เดอะนิกโก้ เมอร์แชนท์ แบงก์ (สิงคโปร์) ลิมิเต็ด และโซซิเอตเต้ เจเนอราล สาขาสิงคโปร์ ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้ส่วนของตนรวมทั้งดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และหลักประกันให้แก่ธนาคารฟลีท เนชั่นแนล เป็นเงิน 8,903,202.22 ดอลลาร์สหรัฐ 2,967,734.07 ดอลลาร์สหรัฐ และ 5,935,468.15 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับมูลหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ลูกหนี้จำนำหุ้นเป็นประกันนั้นเดิมบริษัทโซโลมอน บาร์เดอร์ส โฮลดิ้ง คอมปานี อิงค์, บริษัทโซซิเอลเต้ เจเนอรัล สำนักงานวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ, เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด และธนาคารคอมเมิร์สแบงค์ อัคเทียนเกเซลล์ ชาฟท์ สาขาสิงคโปร์ เป็นเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยมีต้นเงินกู้ค้างชำระ 7,238,761.84 ดอลลาร์สหรัฐ 2,249,084,392 เยน และ 899,633,757 เยน ต่อมาบริษัทโซโลมอน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง คอมปานี อิงค์ กับบริษัทโซซิเอตเต้ เจเนอรัล สำนักงานวิเทศธนกิจ กรุงเทพฯ และ เอ เอส โอ ไอ (มอริเชียส) ลิมิเต็ด ได้โอนสิทธิเรียกร้องจำนวน 7,238,761.84 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2,249,084,392 เยน ให้แก่ธนาคารฟลีท เนชั่นแนล และธนาคารคอมเมิร์สแบงก์ อัคเทียน เกเซลล์ชาฟท์ สาขาสิงคโปร์ ได้โอนสิทธิเรียกร้องจำนวน 899,633,757 เยน ให้แก่ธนาคารอโอโซร่า จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.19 ถึง จ.22 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ธนาคารฟลีทเนชั่นแนล ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้จำนวน 17,806,404.44 ดอลลาร์สหรัฐ และโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 7,238,761.84 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,249,084,392 เยน ให้แก่เจ้าหนี้ ส่วนธนาคารอโอโซร่า จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 899,633,757 เยน ให้แก่เจ้าหนี้ ตามเอกสารหมาย จ.23 และ จ..24 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และในวันเดียวกันนั้นเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังลูกหนี้ ผู้ทำแผนของลูกหนี้ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้ทำแผนของบริษัทดังกล่าว ตามเอกสารหมาย จ.16 จ.17 จ.25 และ จ.26 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ผู้ทำแผนของลูกหนี้และผู้ทำแผนของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีหนังสือแจ้งต่อเจ้าหนี้ว่าผู้ทำแผนรับทราบและยินยอมในการรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวโดยรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องนับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไป ตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.27 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 มาจากธนาคารฟลีท เนชั่นแนล และตามสัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่ของลูกหนี้ ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 มาจากธนาคารโอโซร่า จำกัด โดยสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ฉบับดังกล่าว นอกจากจะไม่ปรากฏว่าผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามสัญญาดังกล่าวจะต้องเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น ยังปรากฏตามแบบของหนังสือเข้าผูกพันตนเป็นเจ้าหนี้ ภาคผนวกหมายเลข 2 เอกสารแนบท้ายของหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ข้อ 1 ระบุข้อความมีใจความว่า โดยอาศัยสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 เป็นที่ตกลงกันว่า ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือบุคคลอื่นใดก็ตามผู้ซึ่งเจ้าหนี้ปัจจุบันประสงค์ที่จะโอนส่วนร่วมของตนตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้นั้น สามารถที่จะป็นคู่สัญญาของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการลงนามและส่งมอบหนังสือแจ้งภาคียานุวัตรของเจ้าหนี้ (หนังสือเข้าผูกพันตนเป็นเจ้าหนี้) ให้แก่ตัวแทนสินเชื่อ และตามสัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่ของลูกหนี้ ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ข้อ 26.3 (ก) มีข้อตกลงว่า ธนาคารเจ้าหนี้เดิมอาจจะโอนสิทธิของตนทั้งหมดหรือบางส่วนตามสัญญานี้ในเวลาใดๆ ให้แก่ (1) ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น หรือ (2) บุคคลอื่นใดซึ่งได้รับความยินยอมจากลูกหนี้จะเห็นได้ว่าตามข้อตกลงของสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวมิได้จำกัดว่าผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องต้องเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น แต่มีการระบุถึงการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลอื่นไว้ด้วย โดยกรณีตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นอกจากจะต้องมีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องแล้วยังกำหนดให้ผู้รับโอนทำหนังสือแจ้งภาคียานุวัตร (หนังสือเข้าผูกพันตนเป็นเจ้าหนี้) ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แบบของหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องและหนังสือแจ้งภาคียานุวัตรดังกล่าวมิใช่แบบตามที่กฎหมายกำหนดและมิใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว แม้การรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จากเจ้าหนี้เดิมตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจะมิได้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ก็มิได้ทำให้การรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด ส่วนกรณีตามสัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่ของลูกหนี้ ที่ผู้รับโอนเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะรับโอนสิทธิเรียกร้องมาได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ จึงเป็นกรณีที่มิได้ห้ามโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าหนี้ที่มิใช่ธนาคารหรือสถานบันการเงินเสียทีเดียวเพียงแต่การโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ด้วย และเมื่อมิใช่กรณีโอนสิทธิเรียกร้องแก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจึงไม่จำเป็นต้องยืนยันสถานะของตนตามแบบการโอนสิทธิเรียกร้องที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขฯ ข้อ 26.2 (ข) และปรากฏว่าทั้งผู้ทำแผนของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และผู้ทำแผนของลูกหนี้ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าผู้ทำแผนดังกล่าวยินยอมในการรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โดยรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ 17 กันยายน 2545 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 บัญญัติ ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่ผู้ทำแผนเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วและให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) ที่ห้ามมิให้จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลม ดังนั้น การให้ความยินยอมในการับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวของเจ้าหนี้จึงถือเป็นการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนที่จะให้ความยินยอมได้ ทั้งไม่ปรากฏเหตุที่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 90/12 (9) แต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าการรับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แล้ว เจ้าหนี้จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ส่วนที่เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์ว่าได้พิสูจน์การใช้กฎหมายอังกฤษบังคับแก่การรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วนั้นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ต่อไปว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่ของลูกหนี้และหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาเป็นหนี้ด้อยสิทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินฉบับรับการแก้ไขและยกร่างขึ้นใหม่ ข้อ 17.26 และ สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ข้อ 2.2 จะกำหนดไว้ในทำนองเดียวกันว่า ห้ามมิให้ลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ให้แก่บริษัทย่อยของตนและบริษัทย่อย บริษัทในเครือไม่สามารถรับชำรหนี้จากลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือลงมติออกเสียงในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จนกว่าลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครบถ้วนแล้วตามที่เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ตกลงยินยอมหรือลงนามในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวอันจะทำให้ข้อสัญญาดังกล่าวมีผลผูกพันเจ้าหนี้ด้วย ทั้งยังปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิมตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้นเอง เมื่อหนี้ของเจ้าหนี้เดิมมิใช่หนี้ด้อยสิทธิและเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เดิมมาโดยชอบด้วยกฎหมาย หนี้ที่เจ้าหนี้รับโอนมาจึงมิใช่หนี้ด้อยสิทธิ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ข้อสุดท้ายมีว่า เจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้เป็นนิติบุคคลต่างหากจากลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แม้กรรมการบางคนจะเป็นทั้งกรรมการของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และบริษัทจัสมิน อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยไม่สุจริต ทั้งยังได้ความจากคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้รายที่ 22 เองก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกับเจ้าหนี้โดยรับซื้อหนี้จากเจ้าหนี้เดิมของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เช่นกัน ดังนั้น เพียงแค่เหตุผลตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ดังกล่าว จึงยังไม่พอฟังว่าเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยไม่สุจริต ส่วนที่เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์ว่าเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยประสงค์รวบรวมจำนวนหนี้เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผ่านมติยอมรับแผนของที่ประชุมเจ้าหนี้โดยไม่คำนึงว่าแผนฟื้นฟูกิจการของทั้งสองบริษัทจะเป็นธรรมหรือไม่ และสร้างความเสียหายแก่เจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ เพียงใด อันเป็นการไม่สุจริตนั้นหากแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างไร เจ้าหนี้รายที่ 22 ก็ชอบที่จะยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นที่ศาลพิจารณาเห็นชอบด้วยแผนได้อยู่แล้ว เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ที่คัดค้านคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ไม่อนุญาตให้นำนายสมบุญ พัชรโสภาคย์ เข้าเบิกความเป็นพยาน จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/25
ชื่อคู่ความ
บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — โอเวอร์ซีล์ จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทอคิวเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/2550
#379559
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐบริเวณชายแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซียด้วยการเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัย กว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 9 เมตร ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างบ้านพักอาศัยกว้าง 20 เมตร ยาว 7 เมตร ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณแนวพรมแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ วันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดคดีก่อนและจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยบุกรุกก็มีจำนวนแตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 362 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ลงโทษผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้บุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2546 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2546 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างบ้านพักอาศัยกว้าง 20 เมตร ยาว 7 เมตร ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณแนวพรมแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย หมู่ที่ 7 ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐโดยจำเลยไม่ได้มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เหตุเกิดที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 90, 362 ให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินที่บุกรุกตามกฎหมาย และบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาเรื่องก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2556/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนั้น เห็นว่า โทษจำคุกของจำเลยคดีนี้เหมาะสมกับลักษณะความผิดของจำเลยแล้ว จึงไม่บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้ ให้ยกคำขอ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2556/2545 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายประการแรกว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2556/2545 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดปี 2537 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐบริเวณชายแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย หมู่ที่ 7 ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ด้วยการเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัยสำหรับจำเลยและบริวาร กว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 9 เมตร ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2546 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2546 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนติดต่อกัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างบ้านพักอาศัยกว้าง 20 เมตร ยาว 7 เมตร ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณแนวพรมแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย หมู่ที่ 7 ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ วันเวลาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดคดีก่อน และจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยบุกรุกก็มีจำนวนแตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ลงโทษผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้บุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 39
ป.ที่ดิน ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นางอ้วน เอียดสุดรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4311/2550
#267872
เปิดฉบับเต็ม

คดีฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าออกจากที่ดินอันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องเพียงปีละ 100 บาท ไม่มีการต่อสู้กรรมสิทธิ์ อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่ามีเหตุให้งดการบังคับคดีไว้ได้หรือไม่เพียงใด จึงเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้รื้อถอนบ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ตำบลลุมพี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6167 ตำบลลุมพี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นของโจทก์ทั้งห้า คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยให้รอผลคดีหมายเลขดำที่ 133/2546 ของศาลปกครองกลาง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ทั้งห้าไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินซึ่งโจทก์ได้ให้จำเลยเช่าโดยตกลงเช่ากันปีละ 100 บาท และโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของวัดนก (ร้าง) ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของกรมการศาสนา มิใช่ของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเชื่อว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์จริงและได้ลงลายมือชื่อให้ไว้ในสัญญาเช่า จึงพิพากษาขับไล่จำเลย คำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าออกจากที่ดินของโจทก์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องเพียงปีละ 100 บาท ไม่มีการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่า มีเหตุให้งดการบังคับคดีไว้ได้หรือไม่ เพียงใด จึงเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา นอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกาเด็ด ขันธวิธิ กับพวก
นางสาวบุญเดิมหรือเติม สลามซอ
จำเลย — โดยนางประคอง ศรีเกิดสุข ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4310/2550
#272491
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อกันมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยระบุไว้ในสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 วรรคแรกระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. ต่อปี (ปัจจุบันร้อยละ 13.75 ต่อปี) วรรคสอง ระบุว่า หากภายหลังจากวันทำสัญญาผู้ให้กู้ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ผู้กู้ยังค้างชำระหนี้อยู่ตามสัญญาตามที่ผู้ให้กู้กำหนด แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้า โดยเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น ส่วนสัญญาข้อ 2 ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า ผู้กู้ตกลงว่าหากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ โดยให้คิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่คงค้างทั้งจำนวน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า สัญญาข้อ 1 เป็นข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยก่อนผิดนัดโดยใช้อัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดกันไว้แต่แรกได้ ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นเรื่องที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นในกรณีที่จำเลยผิดนัดซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องแล้วว่าโจทก์ใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยกรณีผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี โดยถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นับแต่จำเลยผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. ตามอัตราที่โจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นดอกเบี้ยก่อนผิดนัดเท่านั้น จึงไม่ชอบ

ตามสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยข้อ 2.1 กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องผ่านชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,300 บาท โดยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 แม้จะมีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ 4 ว่าหากจำเลยผิดนัดในข้อใดข้อหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสัญญาให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และจำเลยยอมให้โจทก์เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีก็ตามก็หาใช่เป็นการบังคับว่าเมื่อจำเลยผิดนัดแล้วโจทก์จะต้องฟ้องเรียกหนี้คืนจากจำเลยทันทีไม่ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผ่อนผันให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระหนี้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัด เพราะเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ดังนั้น เมื่อปรากฏตามสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและสำเนาประกาศของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ที่โจทก์คิดจากจำเลยกรณีผิดนัดนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมานั้นไม่สูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์ประกาศกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตรา ดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 ได้ตามสัญญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันรวม 7 จำนวน คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระแทนจำเลยไปแต่ละครั้ง โดยมิได้ระบุว่าดอกเบี้ยในส่วนนี้เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวนเงินตามคำขอของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 711,187.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำลเยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 336,728.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็ม.แอล.อาร์. ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547) ไม่ให้เกิน 5 ปี และให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ชำระแทนพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 50309 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและพยานเอกสารที่โจทก์ส่งต่อศาลแทนการสืบพยานว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 400,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัย โดยจำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน จำเลยชำระหนี้ซึ่งต้องผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามสัญญาให้แก่โจทก์หลายครั้ง ต่อมาจำเลยผิดนัด และชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ปรากฏว่าในวันดังกล่าวจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 336,728.45 บาท ตามบัญชีเงินกู้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ผิดนัด นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 ได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อกันมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยระบุไว้ในสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 โดยสัญญาข้อ 1 วรรคแรกระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. ต่อปี (ปัจจุบันร้อยละ 13.75 ต่อปี) วรรคสองระบุว่า หากภายหลังจากวันทำสัญญาผู้ให้กู้ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ผู้กู้ยังค้างชำระหนี้อยู่ตามสัญญาตามที่ผู้ให้กู้กำหนด แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้า โดยเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น ส่วนสัญญาข้อ 2 ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า ผู้กู้ตกลงว่าหากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ โดยให้คิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่คงค้างทั้งจำนวน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า สัญญาข้อ 1 เป็นข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยก่อนผิดนัดโดยใช้อัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดกันไว้แต่แรกได้ ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นในกรณีที่จำเลยผิดนัด ซึ่งโจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องแล้วว่าโจทก์ใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยกรณีผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี โดยถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นับแต่จำเลยผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม.แอล.อาร์. ตามอัตราที่โจทก์ประกาศเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นดอกเบี้ยก่อนผิดนัดเท่านั้น จึงไม่ชอบ ส่วนที่วินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยผิดนัดแล้วถึง 7 ปี ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตจึงกำหนดดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้ไม่เกิน 5 ปี นั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัย ข้อ 2.1 กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,300 บาท โดยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 แม้จะมีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ 4 ว่า หากจำเลยผิดนัดในข้อใดข้อหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสัญญาให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และจำเลยยอมให้โจทก์เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีก็ตาม ก็หาใช่เป็นการบังคับว่าเมื่อจำเลยผิดนัดแล้วโจทก์จะต้องฟ้องเรียกหนี้คืนจากจำเลยทันทีไม่ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผ่อนผันให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระหนี้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาจึงไม่ถูกต้อง ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดเพราะเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ดังนั้น เมื่อปรากฏตามสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและสำเนาประกาศของโจทก์ว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ที่โจทก์คิดจากจำเลยกรณีผิดนัดนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 เป็นต้นมานั้นไม่สูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์ประกาศกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงิน 336,728.45 บาท นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 ได้ตามสัญญา คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยเกี่ยวกับดอกเบี้ยในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันรวม 7 จำนวน คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระแทนจำเลยไปแต่ละครั้ง โดยมิได้ระบุว่าดอกเบี้ยส่วนนี้เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกิน 1,101.65 บาท ตามคำขอของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินคำขอของโจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 336,728.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 369,520.27 บาท และดอกเบี้ยในเงินค่าเบี้ยประกันภัยเฉพาะส่วนที่คิดถึงวันฟ้องให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 1,101.65 บาท ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 224 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพิทยา จันทร์ละคร
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2550
#412139
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 600 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา แล้วงานที่ทำเกิดการชำรุดบกพร่องขึ้นภายหลังส่งมอบ แต่กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องตามข้อสัญญาซึ่งกำหนดความรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องไว้เป็นอย่างอื่น อันเป็นข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้เป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ซึ่งผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตาม หาใช่เป็นเพียงข้อตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาซึ่งผู้รับจ้างต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 600 ไม่ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้กำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 194,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่ม ก่อนอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันที่ 3 ธันวาคม 2540 โดยแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบเสียก่อนตามคำสั่งของศาลฎีกาด้วย การส่งหมายแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2550 ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในวันที่ 3 ธันวาคม 2550 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง และไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องตามคำสั่งของศาลฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายแจ้งคำสั่งดังกล่าวอีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วย มาตรา 247 ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ คงมีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 ด้วย เพราะมิใช่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ทั้งนี้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) จำเลยที่ 3 จึงมีสิทธิฎีกาปัญหาเรื่องอายุความได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าข้อตกลงในสัญญาจ้างเป็นเพียงข้อตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาซึ่งผู้รับจ้างต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 ซึ่งไม่ว่าจะได้ตกลงกันไว้เช่นนี้หรือไม่ ก็ต้องนำอายุความ 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 มาบังคับแก่คดีนั้น เห็นว่า การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 กล่าวคือต้องเป็นกรณีมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา แล้วงานที่ทำเกิดการชำรุดบกพร่องขึ้นภายหลังส่งมอบ จึงกำหนดให้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฎขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้าง ข้อ 6 ซึ่งระบุว่า "เมื่องานแล้วเสร็จบริบูรณ์... หากมีเหตุชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นจากงานจ้างนี้ภายในกำหนด 2 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงานดังกล่าว ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้างอันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้อง หรือทำไว้ไม่เรียบร้อย หรือทำไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ผู้รับจ้างต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้าโดยผู้ว่าจ้างไม่ต้องออกเงินใด ๆ ในการนี้ทั้งสิ้น หากผู้รับจ้างบิดพลิ้วไม่กระทำการดังกล่าว... ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องไว้เป็นอย่างอื่น อันเป็นข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้เป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่งต่างหากซึ่งผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตาม หาใช่เป็นเพียงข้อตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาซึ่งผู้รับจ้างต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเท่านั้นไม่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าซ่อมแซมงานจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาข้อ 6 จึงเป็นการฟ้องในเหตุที่มีการผิดสัญญานั่นเอง กรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงถูกต้องแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 600 ม. 601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสามัญศึกษา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยเจริญวิศวการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4306/2550
#410459
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดอันเนื่องมาจากการเป็นตัวการตัวแทน จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5

การที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชักชวนบุคคลทั่วไปให้มาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ทั้งมีหน้าที่รับเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ย่อมเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปซึ่งรวมทั้งโจทก์เข้าใจและเชื่อว่าสิ่งที่จำเลยที่ 2 พูดหรือกระทำนั้นเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทน แม้การที่จำเลยที่ 2 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าจะเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจของการเป็นตัวแทน จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าดังกล่าวหรือไม่

การที่จำเลยที่ 1 มิได้มีระเบียบให้ตัวแทนรับเบี้ยประกันภัยล่วงหน้า และในการสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเบี้ยประกันภัยโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในใบรับเงินชั่วคราว แต่จำเลยที่ 1 จะมีระเบียบในเรื่องการรับชำระเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าหรือไม่ ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดได้

ข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 2 มิได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว แต่ยังมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อตกลงข้ออื่นๆ ครบถ้วนแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่ทำให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 1 จึงยังผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัย และเป็นนายจ้างหรือเป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 โจทก์สมัครทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ จำนวนเงินที่เอาประกันภัย 1,000,000 บาท กับจำเลยที่ 1 สาขาร้อยเอ็ด ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี ปีละ 110,470 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนรับสมัครและรับชำระเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 อ้างว่าหากชำระเบี้ยประกันภัยล่วงหน้า 5 ปี จะได้ส่วนลดพิเศษโดยคงชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 500,000 บาท โจทก์ตกลงและชำระเบี้ยประกันภัยจำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์ในเอกสารดังกล่าวระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์เพียง 110,470 บาท ซึ่งไม่ตรงตามข้อตกลง โจทก์ทวงถามค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกินคืน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 416,196.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 389,530 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการชำระเบี้ยประกันภัยล่วงหน้า 5 ปี แล้วได้ส่วนลด จำเลยที่ 2 กระทำการเกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย โจทก์สั่งจ่ายเช็คชำระค่าเบี้ยประกันภัยโดยไม่ขีดคร่อมระบุชื่อจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 กับโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทเรื่องเบี้ยประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 389,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กันยายน 2543) ต้องไม่เกิน 26,666.75 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ประจำสาขาร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 โจทก์สมัครทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ จำนวนเงินที่เอาประกันภัย 1,000,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี ปีละ 110,470 บาท แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่าหากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยล่วงหน้า 5 ปี จะได้ส่วนลดโดยชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 500,000 บาท เท่านั้น โจทก์ตกลงและชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้โจทก์โดยระบุว่าได้รับเงินจากโจทก์เพียง 110,470 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดอันเนื่องมาจากการเป็นตัวการตัวแทน จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้นต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 รับเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าจากโจทก์เป็นการกระทำเกินขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1ไม่ได้รับเงินตามเช็ค จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชักชวนบุคคลทั่วไปให้มาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ทั้งมีหน้าที่รับเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ย่อมเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปซึ่งรวมทั้งโจทก์เข้าใจและเชื่อว่าสิ่งที่จำเลยที่ 2 พูดหรือกระทำนั้นเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทน ดังนั้น แม้การที่จำเลยที่ 2 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าจะเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจของการเป็นตัวแทนก็ตาม จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าดังกล่าวหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีระเบียบให้ตัวแทนรับเบี้ยประกันภัยล่วงหน้า และในการสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเบี้ยประกันโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในใบรับเงินชั่วคราว เอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 จะมีระเบียบในเรื่องการรับชำระเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 หาอาจยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดได้ไม่ ส่วนที่มีข้อความระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.4 ว่าทุกครั้งที่ชำระเงินเป็นเช็คให้ขีดคร่อมสั่งจ่ายบริษัท เอ.ไอ.เอ. จำกัด เท่านั้น ข้อความดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อแนะนำ และไม่ปรากฏว่าหากชำระโดยวิธีอื่นแล้วจำเลยที่ 1 จะไม่รับชำระ ทั้งคำแนะนำดังกล่าวโจทก์ก็ได้ทราบภายหลังจากที่มอบเงินสดและเช็คให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้นจะถือว่าโจทก์กระทำโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการสุดท้ายว่า ข้อตกลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 2 หาได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว แต่ยังมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามข้อตกลงข้ออื่นๆ ครบถ้วนแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และไม่ทำให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 1 จึงยังผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 822 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพเท่อร์ วิลลี่ เซ้มฟ์ท
บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล
จำเลย — แอสชัวรันส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4303/2550
#537947
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 25 ตรี วรรคสอง วางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 4,000 บาท ถึง 200,000 บาท แต่ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง วางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต้องถือว่า พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายฐานนี้ให้ถูกต้องได้

ความผิดฐานเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายไว้เพื่อจำหน่ายขาย และทำการจำหน่ายขายในสถานที่ที่มิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 48 นั้นปรากฏว่าขณะคดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 7 (1) บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการเก็บรักษา และการควบคุมอื่นเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาได้มีกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อที่ 2 (3) กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 37.8 องศาเซลเซียส เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ดังนั้น น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 95 ซึ่งมีจุดวาบไฟต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส อันเป็นเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 4 (3) ถือว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมากตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 เมื่อสถานีบริการน้ำมันของจำเลยเป็นสถานีบริการน้ำมันที่เก็บรักษาน้ำมันชนิดไวไฟมากไว้ในถังน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการน้ำมันของจำเลยจึงเป็นสถานีบริการน้ำมันประเภท ง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อ 15 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ข้อ 2 อันเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 2 ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อ 19 (3) ซึ่งกฎกระทรวงข้อที่ 21 กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการต้องแจ้งการประกอบกิจการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ ธฑ.น. ท้ายกฎกระทรวง โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ การที่จำเลยประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 การกระทำของจำเลยแม้เป็นความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 4, 25 ตรี พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 48 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยติดต่อกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7128/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ (ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 4, 25 ตรี (ที่ถูก วรรคสอง) พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 48 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน (ที่ถูก ฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย) จำคุก 2 ปี ฐานเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายไว้เพื่อจำหน่ายขาย จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 2 เดือน ริบของกลาง คำขอให้นับโทษต่อให้ยก เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7128/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะฐานเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายไว้เพื่อจำหน่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 63 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายหรือไม่ คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมปนน้ำมันคงได้ความเพียงว่า เจ้าพนักงานมาตรวจสอบคุณภาพน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันโดยจำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ำมัน พบน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางที่ระบุตามฟ้องจำนวน 400 ลิตร มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด อยู่ในความครอบครองของจำเลยก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ มาตรา 25 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่ 200 ลิตร ขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของตน หรือได้น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมาโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว จึงถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาจากผู้อื่นโดยไม่ทราบว่ามีการปลอมปน เห็นว่า คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยตามข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ในความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ไม่เป็นคุณจึงต้องใช้พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 บังคับจำเลยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 25 ตรี วรรคสอง วางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 200,000 บาท แต่พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง วางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต้องถือว่าพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายฐานนี้ให้ถูกต้องได้ ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ก่อนลดโทษมีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่าสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนความผิดฐานเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายไว้เพื่อจำหน่ายขายและทำการจำหน่ายขายในสถานที่ที่มิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2474 มาตรา 48 นั้นปรากฏว่า ขณะคดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2475 โดยพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 7 (1) บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการเก็บรักษา และการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาได้มีกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อที่ 2 (3) กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 37.8 องศาเซลเซียส เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ดังนั้นน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 95 ซึ่งมีจุดวาบไฟต่ำกว่า 23 อาศาเซลเซียส อันเป็นเชื้อเพลิงชนิดน่ากลัวอันตรายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2475 มาตรา 4 (3) ถือว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมากตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 เมื่อสถานีบริการน้ำมันของจำเลยเป็นสถานีบริการน้ำมันที่เก็บรักษาน้ำมันชนิดไวไฟมากไว้ในถังน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยจึงเป็นสถานีบริการน้ำมันประเภท ง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อ 15 ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ข้อ 2 อันเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 2 ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2546 ข้อ 19 (3) ซึ่งกฎกระทรวงข้อที่ 21 กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการต้องแจ้งการประกอบกิจการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ ธฑ.น. ท้ายกฎกระทรวง โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ การที่จำเลยประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 การกระทำของจำเลยแม้เป็นความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ไม่อาจลงโทษจำเลยในวามผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 11 และพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 25 ตรี วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 ม. 25 ตรี วรรคสอง
พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ม. 49 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางชรินทร์ญา สิริกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวรจิต แสงสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4299/2550
#268056
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 55 และ 76 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจเป็นเรื่องๆไป แล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดี หาได้เป็นบทบังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย หรือลงโทษจำคุกจำเลยให้น้อยลงอีก หรือยกโทษจำคุก หรือปรับจำเลยแต่อย่างเดียวทุกกรณีเสมอไปไม่

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพันและเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวา จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (1), 152 ด้วย แม้โจทก์จะขอมาท้ายฟ้องให้ลงโทษตามมาตรา 152 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 21, 22 มาด้วยศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้เพราะไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 152, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายทรงธรรม พฤกษ์ตระการ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160 (ที่ถูก 160 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถประมาท (ที่ถูกฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส) เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูกต้อง ปรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ด้วย) จำคุก 4 เดือน ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไปหยุดรถและให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และไม่ได้นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 มาใช้บังคับแก่จำเลย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปี ตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจเป็นเรื่อง ๆ ไปแล้วแต่พฤติการณ์แห่งคดี หาได้บังคับเป็นบทบังคับให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหรือลงโทษจำคุกจำเลยให้น้อยลงอีกหรือยกโทษจำคุกหรือปรับจำเลยแต่อย่างเดียวทุกกรณีเสมอไปไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพันและเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวา ชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับสวนทางมา หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนี ทั้งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยซึ่งจำเลยไม่คัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีใบอนุญาตขับรถด้วย จำเลยอายุ 18 ปีเศษ และศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 แสดงว่า จำเลยเป็นผู้มีการศึกษาย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี แต่จำเลยยังจงใจกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหลายประการโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น จนเป็นอันตรายต่อผู้ร่วมใช้ทาง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยได้นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหาย ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำคุกจำเลยให้เบาลงอีกหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงควรปรานีให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นกักขังแทน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่า จำเลยขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพันและเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวาจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (1), 152 ด้วย แม้โจทก์จะขอมาท้ายฟ้องให้ลงโทษตามมาตรา 152 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 21, 22 มาด้วย ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้เพราะไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวมาด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณากฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 152 และมาตรา 22 (1), 152 อีกสองบทด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดตามมาตรา 43 (4), 157 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม และให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน 5 วัน เป็นโทษกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 55 ม. 76
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 22 ม. 152
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายทรงธรรม พฤกษ์ตระการ
จำเลย — นายสิริพงษ์ ละราคี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4294/2550
#272672
เปิดฉบับเต็ม

การควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ 1 หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 517/2546 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปตามแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจยึด 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 190 เม็ด น้ำหนัก 68.104 กรัม ของกลางบรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิดอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและต้องริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางหรือไม่...ฯลฯ...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 มี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางใช้ในการติดต่อเพื่อจำหน่าย 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ 1 ถูกจับวันที่ 20 สิงหาคม 2544 มิใช่วันที่ 21 โจทก์ต้องฝากขังและฟ้องจำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนดระยะฝากขังโดยมิได้ขออนุญาตจากอัยการสูงสุด จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นเรื่องการควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องขออำนาจศาลฝากขังจำเลยที่ 1 หากพนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด เมื่อพ้นอำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไป หาใช่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวิจิตร กระจกเหลี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4290/2550
#379558
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้เมื่อจำเลยเห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ชอบเพราะราคาที่ขายได้ต่ำเกินสมควร เพราะเกิดจากการคบคิดฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นส่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นไปให้ศาลแพ่งได้และหากศาลชั้นต้นพบว่ามีความไม่ถูกต้องของการบังคับคดีจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ย่อมมีอำนาจสั่งไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง หาขัดต่อมาตรา 302 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งออกหมายบังคับคดีและขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแทน เนื่องจากที่ดินของจำเลยที่โจทก์ประสงค์จะยึดมาขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้นั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในเขตอำนาจศาลชั้นต้นได้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไม่ชอบ เนื่องจากราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควร โดยเกิดจากการคบคิดฉ้อฉลในระหว่างโจทก์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาทั้งยังเป็นความไม่สุจริตและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 เนื่องจากศาลชั้นต้นมิใช่ศาลที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีและมิใช่ศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่เป็นเพียงศาลที่บังคับคดีแทน จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น คือศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเมื่อจำเลยเห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ชอบเพราะราคาที่ขายได้ต่ำเกินสมควร โดยอ้างว่าเกิดจากการคบคิดฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่จำเลยก็ได้ไปยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 อันเป็นช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นไปให้ศาลแพ่ง ผู้ร้องจึงย่อมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งได้รับแต่งตั้งให้บังคับคดีแทนก็ได้ และหากศาลชั้นต้นพบว่ามีความไม่ถูกต้องของการบังคับคดีปรากฏขึ้นต่อศาลจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นซึ่งได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทนย่อมมีอำนาจสั่งไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ไม่ เหตุนี้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นโดยให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยไว้พิจารณาแล้วสั่งเพื่อดำเนินการพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวไปรยา สุขมาก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4279/2550
#410643
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย อันเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดการที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสองฉบับซึ่งจำเลยทั้งสองออกเพื่อชำระหนี้ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดโจทก์ได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" เป็นที่เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกด้วยแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยกำหนดโทษของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2536 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาสำนักราชดำเนิน จำนวน 2 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เช็คฉบับแรกลงวันที่ 20 สิงหาคม 2536 จำนวนเงิน 30,000 บาท เช็คฉบับที่สองลงวันที่ 20 กันยายน 2536 จำนวนเงิน 280,000 บาท เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือออกเช็คในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ เหตุเกิดที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (2) (3) และ (4)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมายถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย อันเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสองฉบับซึ่งจำเลยทั้งสองออกเพื่อชำระหนี้ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดโจทก์ได้นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" เป็นที่เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าอะไหล่และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หาเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกด้วย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยกำหนดโทษของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 208 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิฑูรย์อีควิปเม้นท์ จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาทร เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์
จำเลย — คอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276 -ที่ 4277/2550
#410573
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายจึงมิใช่สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายอันจะทำให้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายจึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย อีกทั้งในคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านก็ยืนยันว่าที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านคนเดียว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายสำหรับที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ทั้งไม่มีสิทธิขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านต้องไปดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องในคดีทั้งสองสำนวนเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุวิมล ฟรานซิสโก ผู้ตาย โดยให้ผู้ร้องสำนวนแรกเป็นผู้จัดการมรดกที่มีสิทธิและหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไป และให้ผู้ร้องสำนวนหลังเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะทรัพย์สินส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 40985 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องในคดีทั้งสองสำนวนต่างยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องในอีกสำนวนหนึ่งจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนคดีแรกว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องอ้างว่า มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 80985 (ที่ถูก 40985) ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์สินของผู้ตายซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านเพียงช่วยผู้ตายผ่อนชำระเงินเป็นครั้งคราวเท่านั้น ขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40985 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 266 ปลูกอยู่นั้น ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกเงินซื้อบ้านและที่ดินแต่เพียงผู้เดียว ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและผู้คัดค้าน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุวิมล ฟรานซิสโก ผู้ตาย เฉพาะบ้านเลขที่ 266 ซอยสุขุมวิท 97/1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 40985 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2533 ผู้ตายกู้เงินจำนวน 2,000,000 บาท จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุรุพงษ์ ไปซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 40985 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านเป็นผู้ผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวเดือนละ 28,000 บาท โดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ตายและให้ผู้ตายถอนเงินไปชำระหนี้แก่ธนาคาร ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรจะถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทหรือไม่ และสมควรจะถอดถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนผู้คัดค้านไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายจึงมิใช่สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายอันจะทำให้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย อีกทั้งในคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านก็ยืนยันว่าที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านคนเดียว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้นเมื่อผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายสำหรับที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ทั้งไม่มีสิทธิขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านต้องไปดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทกับตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทตามคำร้องของผู้คัดค้านจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุวิมล ฟรานซิสโก ผู้ตาย สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 40985 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 266 ซอยสุขุมวิท 97/1 ให้เพิกถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุวิมล ฟรานซิสโก ผู้ตาย และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายศิริพงศ์ เรโอแนล
ผู้คัดค้าน — นายเควิน เจมส์ ฮอสฟิวด์
ผู้ร้อง — นายเควิน เจมส์ ฮอสฟิวด์
ผู้คัดค้าน — นายศิริพงศ์ เรโอแนล
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2550
#410457
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เปิดถนนภาระจำยอม และทำให้อยู่ในสภาพใช้ได้สะดวก เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาสร้างเสาไฟฟ้าพิพาทขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอมมาตั้งแต่แรก แต่มีสภาพเป็นเสารองรับน้ำหนักโครงหลังคาซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนถนนภาระจำยอมและจำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนออกไปทั้งหมดตามคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 2 รื้อถอนเฉพาะโครงหลังคา ส่วนเสารองรับน้ำหนักมิได้รื้อถอนออกไปด้วยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลให้ถูกต้องครบถ้วน แม้จำเลยที่ 2 จะดัดแปลงเสาดังกล่าวให้มีสภาพเป็นเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอม และที่ตั้งของเสามิได้กีดขวางการใช้ถนนภาระจำยอม หรือไม่ทำให้เสื่อมความสะดวกในการใช้ถนนภาระจำยอมก็หาทำให้เสาดังกล่าวพ้นจากการถูกบังคับคดีไม่ โจทก์จึงขอให้บังคดีโดยให้รื้อถอนเสาไฟฟ้าพิพาทออกไปจากถนนภาระจำยอมตามคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเปิดถนนภาระจำยอมโดยรื้อถอนโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง แผงร้านค้าคอนกรีต และสิ่งกีดขวางต่างๆ ออกไปจากถนนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 31569 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และทำให้ถนนภาระจำยอมอยู่ในสภาพใช้ได้สะดวกกับห้ามมิให้จำเลยทั้งสามกระทำการใดๆ บนถนนจนเกิดความไม่สะดวกในการใช้ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

วันที่ 16 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลแล้ว แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ปักให้แสงสว่างอยู่สองข้างถนน ซึ่งฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างถึงเสาไฟฟ้าดังกล่าวและเสาไฟฟ้าดังกล่าวมิใช่สิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาและไม่ได้กีดขวางการใช้ถนนของโจทก์ แต่เป็นเสาไฟฟ้าที่มีประโยชน์เพื่อความสะดวกแก่การใช้ถนนของบุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ก็กำหนดให้เจ้าของทรัพย์จำต้องรับกรรมบางอย่างหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันเกี่ยวกับภาระจำยอมเท่านั้น เจ้าของภารยทรัพย์คงมีสิทธิใช้สอยทางภาระจำยอมพิพาท จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรื้อถอนเสาไฟฟ้าดังกล่าว

โจทก์ที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า เสาไฟฟ้าพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของเสาบ้านและเสาอาคารที่จำเลยที่ 2 ยังรื้อถอนไม่เสร็จ จำเลยที่ 2 เอาดวงไฟและสายไฟไปติดตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยการรื้อถอนเสาไฟฟ้าพิพาทได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินที่ถนนภาระจำยอมตั้งอยู่ จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิทำการทุกอย่างอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ถนนภาระจำยอม แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางหรือทำให้ประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอมของโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนสภาพเสาทั้ง 12 ต้น ให้เป็นเสาไฟฟ้า เพื่อประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอมจึงเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จำเลยที่ 2 สามารถทำได้ และเสาไฟฟ้าพิพาทก็ตั้งอยู่สองข้างถนนภาระจำยอมซึ่งกว้างประมาณ 20 เมตร เสาไฟฟ้าพิพาทจึงมิใช่สิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางขัดขวาง หรือทำให้ประโยชน์การใช้ถนนภาระจำยอมของโจทก์ที่ 1 และที่ 4 รวมทั้งบุคคลอื่นลดไปหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ แต่เสาไฟฟ้าดังกล่าวก่อให้เกิดแสงสว่างอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลที่ใช้ถนนภาระจำยอม หากต้องรื้อถอนเสาไฟฟ้าพิพาทออกไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลที่ใช้ถนนภาระจำยอม และเป็นการบังคับคดีที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เสาไฟฟ้าพิพาทจึงไม่อยู่ภายใต้การบังคับคดีนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เปิดถนนภาระจำยอมโดยให้รื้อถอนโรงเรียนสิ่งปลูกสร้าง แผงร้านค้าคอนกรีต และสิ่งกีดขวางต่างๆ ออกไปจากถนนภาระจำยอม และทำให้ถนนภาระจำยอมอยู่ในสภาพใช้ได้สะดวก ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใดๆ บนถนนจนเกิดความไม่สะดวกในการใช้ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เสาไฟฟ้าพิพาทมิใช่เสาไฟฟ้าที่จำเลยที่ 2 เจตนาสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอมมาตั้งแต่แรก แต่เสาไฟฟ้าดังกล่าวเดิมมีสภาพเป็นเสารองรับน้ำหนักโครงหลังคาซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนถนนภาระจำยอมและจำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนออกไปทั้งหมดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 2 รื้อถอนเฉพาะแต่โครงหลังคาออกไป ส่วนเสารองรับน้ำหนักมิได้รื้อถอนออกไปด้วยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วน แม้จำเลยที่ 2 จะดัดแปลงเสาดังกล่าวให้มีสภาพเป็นเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการใช้ถนนภาระจำยอม และที่ตั้งของเสามิได้กีดขวางการใช้ถนนภาระจำยอม หรือไม่ทำให้เสื่อมความสะดวกในการใช้ถนนภาระจำยอมก็หาทำให้เสาดังกล่าวพ้นจากการถูกบังคับคดีไม่ โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับคดีโดยให้รื้อถอนเสาไฟฟ้าพิพาทออกไปจากถนนภาระจำยอมตามคำพิพากษาได้ กรณีมิใช่การบังคับคดีที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษดา พงษ์นุ่มกุล กับพวก
จำเลย — บริษัท กรนพเก้าการเคหะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4266/2550
#272486
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน อ. ได้ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นเรียกเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่สั่งซื้อมาใช้ในกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนฯ ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความ ให้แก่ อ. เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงมาฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นคดีนี้ ให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความและค่าขึ้นศาล อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ จนกระทั่งโจทก์ถูก อ. ฟ้องเป็นคดีก่อน ซึ่งในคดีก่อนโจทก์ให้การต่อสู้คดีในสาระสำคัญว่า การสั่งซื้อสินค้าจาก อ. เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในนามของโจทก์ ทั้งไม่ได้นำสินค้าต่างๆ มาใช้ในราชการของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าแทนโจทก์โดยใช้งบประมาณที่โจทก์จัดสรรให้มาเป็นรายปี การสั่งซื้อสินค้าได้นำไปใช้ในราชการของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้นำสินค้าไปใช้เป็นการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อนก็ตามก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจาก อ. ในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อไม่ปรากฏว่าสินค้าต่างๆ ที่สั่งซื้อมานั้นได้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีความเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 812

ส่วนค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั้น มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเป็นผลเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แต่เป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์สมัครใจต่อสู้คดีในคดีก่อนมาตั้งแต่ต้น โดยให้การปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการในนามของโจทก์และไม่ได้นำสินค้ามาใช้ในราชการของโจทก์ จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์แต่ผู้เดียวที่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ และสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่ อ. ไปในคดีก่อนนั้น ฟังได้ว่าเป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อมาและนำไปใช้ในราชการของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้นำไปใช้ในการส่วนตัวของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้หนี้ค่าดอกเบี้ย ถือได้ว่าเป็นหนี้อุปกรณ์ เมื่อหนี้ประธานจำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดแล้ว หนี้อุปกรณ์จำเลยทั้งสองก็ไม่จำต้องรับผิดด้วยส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองนั้น ไม่ใช่หนี้อุปกรณ์ของหนี้ในคดีก่อนที่โจทก์ถูกฟ้อง เพราะมิได้เกิดขึ้นและสิ้นไปตามหนี้ดังกล่าว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 เมื่อมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมรวมถึงค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อนจากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 428,062.44 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 428,062.44 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าธรรมเนียมให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โจทก์ เมื่อระหว่างปี 2530 ถึงปี 2532 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนก 4 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์สำนักงานและพัสดุต่างๆ ที่ใช้ในกิจการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา จากนางสาวอัปสร เด่นวรรณกุล หลายครั้งรวมเป็นเงินที่ค้างชำระ 667,633 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 นางสาวอัปสรได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลชั้นต้นเรียกเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่สั่งซื้อมาใช้ในกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3831/2540 ให้โจทก์ชำระต้นเงินจำนวน 667,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โจทก์นำเงินไปชำระเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 1,095,695.44 บาท โดยแยกเป็นต้นเงินจำนวน 667,633 บาท ค่าทนายความศาลชั้นต้นจำนวน 5,000 บาท ค่าทนายความศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาศาลละ 7,000 บาท ค่าขึ้นศาลจำนวน 16,690.83 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 392,371.61 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องต่อโจทก์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าหนี้ส่วนเกินตามฟ้องอันได้แก่ หนี้ค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความและค่าขึ้นศาลเป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ มิได้ปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2521 และระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจให้สั่งซื้อและสั่งจ้างฉบับที่ 14 พ.ศ.2528 จำเลยที่ 1 กระทำในฐานะผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการสั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสร โดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ทั้งหลังจากสั่งซื้อสินค้าแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการชำระราคาทั้งมิได้รายงานให้โจทก์ทราบ จนกระทั่งโจทก์ถูกนางสาวอัปสรฟ้องคดีเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคแรก นั้น เห็นว่า เกี่ยวกับหนี้ค่าสั่งซื้อสินค้ารายนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2540 ซึ่งนางสาวอัปสร เด่นวรรณกุลเป็นโจทก์ฟ้องกรมตำรวจ (โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1) พันตำรวจเอกวิทยา นิลเพ็ชร์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำเลยที่ 3) ในคดีก่อนโจทก์ให้การต่อสู้คดีในสาระสำคัญว่า การสั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสรเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในนามของโจทก์ ทั้งไม่ได้นำสินค้าต่างๆ มาใช้ในราชการของโจทก์ ศาลฏีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าแทนโจทก์โดยใช้งบประมาณที่โจทก์จัดสรรให้มาเป็นรายปี การสั่งซื้อสินค้าได้นำไปใช้ในราชการของโจทก์ไม่ปรากฏว่าได้นำสินค้าไปใช้เป็นการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นจำเลยด้วยกันในคดีก่อนก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่สั่งซื้อสินค้าจากนางสาวอัปสรในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อไม่ปรากฏว่าสินค้าต่างๆ ที่สั่งซื้อมานั้นได้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีความเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 812 ส่วนค่าดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั้น มิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเป็นผลเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แต่เป็นผลที่เกิดจากการที่โจทก์สมัครใจต่อสู้คดีในคดีก่อนมาตั้งแต่ต้น โดยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการในนามของโจทก์และไม่ได้นำสินค้ามาใช้ในราชการของโจทก์จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์แต่ผู้เดียวที่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ และสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่นางสาวอัปสรไปในคดีก่อนนั้นฟังได้ว่าเป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อมาและนำไปใช้ในราชการของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าได้นำไปใช้ในการส่วนตัวของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด นอกจากนี้หนี้ค่าดอกเบี้ย ถือได้ว่าเป็นหนี้อุปกรณ์ เมื่อหนี้ประธานจำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดแล้ว หนี้อุปกรณ์จำเลยทั้งสองก็ไม่จำต้องรับผิดด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่โจทก์มาฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสองนั้นไม่ใช่หนี้อุปกรณ์ของหนี้ในคดีก่อนที่โจทก์ถูกฟ้อง เพราะมิได้เกิดขึ้นและสิ้นไปตามหนี้ดังกล่าว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยทั้งสองโจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมรวมถึงค่าทนายความที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อนจากจำเลยทั้งสองได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 812
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — พันตำรวจเอกวิทยา นิลเพ็ชร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ