คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2550
#272169
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญากู้เงินมีข้อความว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ให้แก่ธนาคาร ก. ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป และยอมให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควรแต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะระบุว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไว้เช่นกันก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวนั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศเรียกเก็บได้ เมื่อประกาศธนาคาร ก. ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งใช้บังคับขณะทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองระหว่างธนาคารกับจำเลย กำหนดให้ธนาคารเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปทุกประเภทและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) คืออัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี บวกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี การที่ธนาคารกำหนดดอกเบี้ยที่จะเรียกจากจำเลยในสัญญากู้เงินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ให้เรียกเก็บกรณีลูกค้าผิดเงื่อนในการผ่อนชำระ โดยจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา มิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่จะเรียกเก็บจากลูกค้านับแต่วันทำสัญญาเช่นนี้จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของธนาคาร ก. ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

แม้ความเป็นจริงธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังทำสัญญาในบางช่วงไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลับเป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ธนาคาร ก. จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองได้ แต่เนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อโจทก์รับซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคาร ก. โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากธนาคาร ก. จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระมาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด ส่วนวันผิดนัดที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด เห็นว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน และตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเดือนตุลาคม 2541 หลังจากนั้นไม่ชำระ ถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปซึ่งย่อมหมายความว่าจำเลยจะผิดนัดไม่ชำระหนี้ของงวดเดือนพฤศจิกายน 2541 ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดวันสิ้นเดือนของเดือนพฤศจิกายน 2541 ไปแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชอบตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใดนั้นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 510,262.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 240,536.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วนับแต่วันกู้ยืมถึงวันที่ 21 เมษายน 2540 หักออกจากต้นเงิน 250,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระตั้งวันที่ 3 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2542 มาชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปชำระต้นเงิน หากจำเลยไม่ชำระให้ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9695 ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล รวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราที่เปลี่ยนแปลงตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นลดดอกเบี้ยเหลือเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 2 มีข้อความว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป และยอมให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้ตามแต่ธนาคารจะเห็นสมควร แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ และตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันจะระบุว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไว้เช่นกันก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เงินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าวนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศเรียกเก็บได้ เมื่อประกาศธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ซึ่งใช้บังคับขณะทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองระหว่างธนาคารกับจำเลย กำหนดให้ธนาคารเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และเรียกจากลูกค้าทั่วไปทุกประเภทและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) คืออัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี บวกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ16.50 ต่อปี การที่ธนาคารกำหนดดอกเบี้ยที่จะเรียกจากจำเลยในสัญญากู้เงินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ให้เรียกเก็บกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ โดยจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา มิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่จะเรียกเก็บจากลูกค้านับแต่วันทำสัญญาเช่นนี้จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ประกอบพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 (ก) การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ แม้ตามความจริงธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังทำสัญญาในบางช่วงเวลาไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะกลับเป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองได้ แต่เนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้สินเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อโจทก์รับซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองเป็นโมฆะ และกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) กับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระมาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด ส่วนวันผิดนัดที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2540 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน และตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเดือนตุลาคม 2541 หลังจากนั้นไม่ชำระ ถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไป ซึ่งย่อมหมายความว่าจำเลยจะผิดนัดไม่ชำระหนี้ของงวดเดือนพฤศจิกายน 2541 ต่อเมื่อพ้นกำหนดวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2541 ไปแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใดนั้นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันกู้ยืม (วันที่ 21 มีนาคม 2540) จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 250,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางสาวเตือนใจหรืออะรีนา ศักดิ์ประเทืองนาม
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4024/2550
#412164
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ชำระค่าอ้างเอกสารทั้งสองฉบับในชั้นสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวไว้แล้ว แม้ต่อมาศาลจะให้พิจารณาคดีใหม่ และโจทก์นำสืบอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานอีก ก็ต้องถือว่าค่าอ้างเอกสารที่โจทก์ชำระไว้แต่เดิมเป็นค่าอ้างเอกสารที่โจทก์นำสืบและอ้างส่งเป็นพยานด้วย โดยโจทก์ไม่จำต้องแถลงต่อศาลขอถือเอาค่าอ้างเอกสารเดิมเป็นการชำระค่าอ้างเอกสารใหม่ ที่ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารดังกล่าวประกอบการวินิจฉัยของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 18,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 17,317 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา (2) ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต (3)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 17,317 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2544 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2544) ต้องไม่เกิน 793 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ได้ชำระค่าอ้างเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว ในชั้นสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว แม้ต่อมาศาลจะให้พิจารณาคดีใหม่ และโจทก์นำสืบกับอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานอีก ก็ต้องถือว่าค่าอ้างเอกสารที่โจทก์ชำระไว้แต่เดิมเป็นค่าอ้างเอกสารที่โจทก์นำสืบและอ้างส่งเป็นพยานด้วย โดยโจทก์ไม่จำต้องแถลงต่อศาลขอถือเอาค่าอ้างเอกสารเดิมเป็นการชำระค่าอ้างเอกสารที่ได้สืบพยานใหม่ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ประกอบการวินิจฉัยคดีของฝ่ายโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสินีนาฎ ประพฤทธิ์ธรรม
จำเลย — นางทองทิพย์ ประทีป
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายเคารพ คุณธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4023/2550
#273699
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 มิใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนที่โจทก์จะยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้ กรณีจึงต้องถือว่าเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้เป็นทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับไปจากศาลชั้นต้น คงมีสิทธิเพียงยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,013,699.10 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา

ศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฎีกา คืนค่าขึ้นศาลให้สามในสี่ส่วน จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ขอรับเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาที่จำเลยนำมาวางไว้ต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมกับได้นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 301,670 บาท มาวางศาล ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา อ้างว่าโจทก์และจำเลยสามารถตกลงกันได้ โดยโจทก์ไม่ติดใจและสละสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และสิทธิเรียกร้องใดๆ ในอนาคตแก่จำเลย โดยโจทก์ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามแบบคำขอรับชำระหนี้ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินและโจทก์ตกลงที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดสรรเงินคืนตามที่กำหนดไว้ในแบบคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้มีมติอนุมัติตามที่โจทก์ประสงค์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังยื่นคำแถลงขอถอนการบังคับคดี อ้างว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยได้รับแจ้งจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลย โดยจะได้รับชำระหนี้ต่อเมื่อโจทก์ได้ถอนฟ้องหรือถอนการบังคับคดีแล้ว โจทก์ประสงค์จะรับชำระหนี้จากจำเลยตามขั้นตอนการจัดสรรเงินดังกล่าว จึงไม่ติดใจและสละสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และสละสิทธิเรียกร้องใดๆ ในอนาคตแก่จำเลย เว้นแต่การใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และสิทธิการรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฎีกา ครั้นวันที่ 28 มิถุนายน 2545 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาที่จำเลยนำมาวางไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อม ในวันนัดพร้อมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยได้แถลงคัดค้านว่า โจทก์ได้ถอนการบังคับคดีแล้วจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 อำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยจึงตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดก่อนโจทก์ยื่นคำขอรับเงิน อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจำเลยจึงตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่อนุญาตให้โจทก์รับเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว เห็นว่า เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาที่ผู้อุทธรณ์นำมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น เป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้ กรณีจึงต้องถือว่าเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยวางไว้เป็นทรัพย์สินอันลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (1) เมื่อถือเป็นทรัพย์สินตามมาตรา 109 (1) ดังกล่าวแล้วโจทก์จึงหามีสิทธิที่จะขอรับไปจากศาลชั้นต้นไม่ คงมีสิทธิเพียงยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 เมื่อกรณีเป็นไปตามที่วินิจฉัยมา ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนการบังคับคดีจะเป็นการสละสิทธิในการบังคับเอาแก่ค่าธรรมเนียมดังกล่าวหรือไม่อีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราล์ฟ ไจเซอร์
จำเลย — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2550
#267720
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเครื่องสูบน้ำซึ่งเป็นเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมทำนาไปโดยทุจริต แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเครื่องสูบน้ำเป็นเครื่องกลหรือเครื่องจักรตามที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 วรรสาม การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335 วรรคสาม ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนเครื่องสูบน้ำหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 7,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (12) วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ส่วนคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายนั้น เนื่องจากผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (12) วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยลักเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผู้เสียหายใช้ในการประกอบอาชีพทำนา ในเวลากลางคืน นับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพทำนาและกระทบต่อความสงบสุขของสังคม พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเครื่องสูบน้ำซึ่งเป็นเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมทำนาไปโดยทุจริต โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเครื่องสูบน้ำเป็นเครื่องกลหรือเครื่องจักรตามที่ระบุไว้ในมาตรา 335 วรรคสาม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (12) วรรคสองและวรรคสาม จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (12) ม. 335 วรรคสอง ม. 335 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวันชัย ใบเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอนันต์ เนติพุทธาวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางพฤษภา พนมยันตร์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2550
#273641
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีฯ ซึ่งให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายไพศาล คำกลิ่น ผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธมีดพร้า ซึ่งได้มีติดตัวไปด้วยฟันทำร้ายร่างกายพลทหารวรากร ชูมณี ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะด้านขวา 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเป็นบาดแผลฉีกขาดลึกถึงกะโหลกศีรษะต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (2) (3), 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8) ), 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหลักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาวุธมีดพร้า 1 เล่ม บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน แล้วใช้อาวุธมีดพร้าดังกล่าวฟันผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เป็นบาดแผลตั้งแต่ใต้หางคิ้วขวาตัดผ่านหูไปทางศีรษะด้านข้างยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นการข่มเหงรังแกผู้อื่น พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้จำเลยจะเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลในความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 แต่จำเลยพ้นโทษมาเมื่อปี 2538 จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2539 โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วและจำเลยมีภาระต้องเสียงดูครอบครัว ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายมนัสหรือเณร ทวีแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2550
#272653
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกัน หลังจากที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารราชการใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และร่วมกันปลอมเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ แล้วร่วมกันใช้เอกสารราชการและเอกสารปลอมดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานประกอบในการทำคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์โดยเจตนาให้พนักงานของบริษัท ส. หลงเชื่อในความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากกันได้อันเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวและมีเจตนาก่อให้เกิดผลต่างกัน จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้นไม่ชอบ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการ และร่วมกันใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ร่วมกันใช้เอกสารปลอมและเอกสารราชการปลอม) ตามฟ้อง ข้อ 1. ก, ข และ ค จำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้ จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว) รวม 2 กระทง ฐานร่วมกันปลอมเอกสาร (ที่ถูก ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม) จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ (ที่ถูก ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม) จำคุก 2 ปี และจำเลยยังมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารตามคำฟ้อง ข้อ 1. ง อีกกระทงหนึ่งจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 12 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบของกลางนั้น เห็นว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1034/2546 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจสั่งริบของกลางได้อีกให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 83 ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันปลอมเอกสารอีกกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง การที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกัน หลังจากที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารราชการใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และร่วมกันปลอมเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ แล้วร่วมกันใช้เอกสารราชการและเอกสารปลอมดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานประกอบในการทำคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์ โดยเจตนาให้พนักงานของบริษัทสยามนิสสันพัทลุง จำกัด หลงเชื่อในความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากกันได้อันเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวและมีเจตนาก่อให้เกิดผลต่างกัน จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์และแบบสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้นไม่ชอบ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นางจุก พรหมสงค์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3926/2550
#271980
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 มีข้อความประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยมีทนายจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์แล้วก็ตาม แต่การที่ทนายความจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการแสดงเจตนายอมรับว่าจะมาฟังคำสั่งภายในวันดังกล่าวถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว อย่างช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เมื่อจำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่จัดการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่อย่างไรก็ตามแม้จำเลยที่ 4 จะทิ้งฟ้องอุทธรณ์แล้ว ศาลก็ยังมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ สำหรับคดีนี้พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อุทธรณ์วางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ล่าช้าจนล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้โจทก์จนกระทั่งโจทก์ได้รับสำเนาอุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว กรณียังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ว่า รับอุทธรณ์จำเลยที่ 4 ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 4 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 นำส่งสำเนาอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีแล้วหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นรายงานว่า จำเลยที่ 4 ได้นำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์มาวางศาลแล้วเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2546 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนอ้างว่าศาลชั้นต้นมีการเคลื่อนย้ายสำนวนเนื่องจากมีการเปลี่ยนห้องเก็บสำนวน ทำให้ยากต่อการตรวจสอบคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ได้ติดตามเพื่อจะทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตลอด แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหาสำนวนไม่พบ จำเลยที่ 4 มิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยทนายความจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความซึ่งประทับด้วยตรายางในอุทธรณ์ว่า "ข้าพเจ้าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โดยตามคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 4 นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลย 4 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2546 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องอ้างว่าจำเลยที่ 4 มิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง ระหว่างไต่สวนโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 มีข้อความประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่า "ข้าพเจ้าจะมารับฟังคำสั่งภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยมีทนายความจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ใต้ข้อความดังกล่าว ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่ 4 ยื่นอุทธรณ์แล้วก็ตาม แต่การที่ทนายจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการแสดงเจตนายอมรับว่าจะมาฟังคำสั่งภายในวันดังกล่าว ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วอย่างช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เมื่อจำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่จัดการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ส่วนที่จำเลยที่ 4 อ้างในทำนองว่า สำนวนคดีนี้พลัดหลงในระหว่างการเคลื่อนย้ายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนห้องเก็บสำนวนทำให้ไม่สามารถทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นได้นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะการวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์อันถือเป็นการนำส่งตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นจำเลยที่ 4 สามารถวางได้พร้อมกับการยื่นอุทธรณ์อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามแม้จำเลยที่ 4 จะทิ้งฟ้องอุทธรณ์แล้ว ศาลก็มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ สำหรับคดีนี้พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อุทธรณ์วางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ล่าช้าจนล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้โจทก์จนกระทั่งโจทก์ได้รับสำเนาอุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว กรณียังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 สั่งจำหน่ายคดีนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชมดวง พานดา
จำเลย — นางภุมรี วิชัยยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2550
#273696
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้า 971,497.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,033,836.87 บาท เป็นคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) แม้การซื้อขายดังกล่าวจะมีข้อตกชำระค่าสินค้าเป็นงวดและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าไม่ครบจำนวนตามสัญญาเนื่องจากจำเลยชำระค่าสินค้าบางส่วนแก่โจทก์ก็ไม่เป็นเหตุให้คดีของโจทก์กลับกลายเป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน การที่โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวน 13 รายการ ไปจากโจทก์เป็นเงินพร้อมค่าติดตั้ง 1,320,930 บาท ตกลงแบ่งชำระราคา 4 งวด งวดละ 330,232.50 บาท โจทก์ได้จัดส่งเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งให้จำเลยแล้ว ยกเว้นอุปกรณ์บางรายการที่ไม่สามารถติดตั้งให้ได้จึงตัดราคาอุปกรณ์ส่วนนี้ออกไปเป็นเงิน 19,200 บาท คงเหลือราคาสินค้าพร้อมอุปกรณ์และค่าติดตั้ง 1,301,730 บาท จำเลยชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงงวดเดียว คงค้างชำระอีก 3 งวด เป็นเงิน 971,497.50 บาท จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 62,339.37 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,033,836.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 971,497.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,033,836.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 971,497.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาประการแรกว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์ส่งพยานเอกสารโดยมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสียนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายซึ่งโจทก์จำเลยได้ตกลงกำหนดราคาสินค้ากันไว้แล้วเป็นเงินจำนวน 1,320,930 บาท ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าจำนวน 971,497.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,033,836.87 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ดังนั้น แม้การซื้อขายดังกล่าวจะมีข้อตกลงชำระค่าสินค้าเป็นงวดและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าไม่ครบจำนวนตามสัญญาเนื่องจากจำเลยชำระค่าสินค้าบางส่วนแก่โจทก์และโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าสินค้าก็ไม่เป็นเหตุให้คดีของโจทก์กลับกลายเป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนดังที่จำเลยฎีกา การที่โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบัญญัติของกฎหมาย ศาลชอบที่จะรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแพนอาร์ตคอมพิวเตอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามบิสซิเนส แอนด์ พริ้นติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2550
#412837
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 และ 341 มีอายุความฟ้อง 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) จำเลยกระทำความผิดระหว่างต้นเดือนมกราคม 2537 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 มีนาคม 2548 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2537 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยปลอมบัตรประจำตัวข้าราชการสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธรอันเป็นเอกสารราชการ โดยจำเลยนำแบบฟอร์มบัตรประจำตัวข้าราชการมาพิมพ์ข้อความลงในแบบฟอร์มดังกล่าวให้ปรากฏข้อความว่า บัตรประจำตัวข้าราชการสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร เลขที่ 102/2537 ชื่อนางสาวรัญญา หมู่โลหิต "โอ" อยู่บ้านเลขที่ 4 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร แล้วจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอมของผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรในช่องผู้ออกบัตรและลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวรัญญาในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตร และจำเลยได้นำรูปถ่ายของตนปิดลงในช่องผู้ถือบัตร แล้วประทับตรายางที่มีรูปตราครุฑและตัวหนังสือข้อความว่าสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธรลงในบัตรประจำตัวข้าราชการที่จำเลยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวข้าราชการสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธรเอกสารราชการที่แท้จริงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรออกให้แก่นางสาวรัญญา โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวรัญญา ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมปศุสัตว์และประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดเกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางวัน จำเลยทำเอกสารสิทธิปลอมขึ้นทั้งฉบับ โดยจำเลยนำเอาแบบฟอร์มใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย มาเขียนกรอกข้อความว่า นางสาวรัญญาซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 180 - 4 - 01934 - 5 ที่ฝากเงินไว้กับธนาคารผู้เสียหาย สาขาหัวหมาก ขอถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว 500,000 บาท โดยจำเลยลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวรัญญาในช่องเจ้าของบัญชีผู้ขอถอนเงินและผู้รับเงิน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าใบถอนเงินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย นางสาวรัญญาและประชาชน แล้วจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงนางวิไลพรและนางสาวอรวรรณ พนักงานธนาคารผู้เสียหายประจำสาขาจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อบุคคลทั้งสองว่าจำเลยคือนางสาวรัญญาเจ้าของบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ดังกล่าว มีความประสงค์จะขอถอนเงิน 500,000 บาท แล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีชื่อที่ธนาคารผู้เสียหาย สาขายโสธร โดยจำเลยนำสมุดคู่ฝากบัญชีสะสมทรัพย์ บัตรประจำตัวข้าราชการอันเป็นเอกสารราชการและใบถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยทำปลอมดังกล่าวอ้างแสดงต่อนางวิไลพรและนางสาวอรวรรณ จนเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าบัตรประจำตัวข้าราชการและใบถอนเงินที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยคือนางสาวรัญญาเจ้าของบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยมิใช่นางสาวรัญญา จำเลยมิได้เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร และนางสาวรัญญามิได้ขอถอนเงิน 500,000 บาท จากบัญชีเงินฝากเลขที่ดังกล่าวแต่อย่างใด ด้วยการหลอกลวงและการใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เป็นเหตุให้ธนาคารผู้เสียหายถอนเงิน 500,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ 180 - 4 - 01934 - 5 ของนางสาวรัญญา แล้วโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีชื่อที่ธนาคารผู้เสียหาย สาขายโสธร ตามความประสงค์ของจำเลย แล้วจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย นางสาวรัญญา นางวิไลพร นางสาวอรวรรณและประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 3 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 400,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 และ 341 มีอายุความฟ้อง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) จำเลยกระทำความผิดระหว่างต้นเงินมกราคม 2537 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 มีนาคม 2548 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธิดำเนินคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรีบบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อคดีขาดอายุความพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (3)
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
นางณัชชาหรือภัสราภรณ์หรือสวัสดิ์ตระกูล
จำเลย — หรือชูประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2550
#410628
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ น. ปลัดอำเภอเมืองระนองซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และการที่จำเลยแจ้งให้ น. จดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบบันทึกคำให้การรับรองบุคคลอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ อ. พวกของจำเลยตามฟ้องข้อ (ข) นั้น เป็นการกระทำในวันเดียวกัน เวลาต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งต่อ น. ว่า อ. พวกของจำเลยคือ ว. สัญชาติไทยอันเป็นความเท็จ ขอโอนย้ายทะเบียนบ้านจากบ้านเลขที่ 21/5 หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เข้าอยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 76/23 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ตามฟ้องข้อ (ค) ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 วรรคหนึ่งนั้น จำเลยกระทำภายหลังจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) สำเร็จแล้ว โดยมีเจตนาเพื่อให้มีชื่อ ว. ที่ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยในทะเบียนบ้านเลขที่ 76/23 ดังกล่าว อันเป็นการกระทำคนละเจตนาและต่างกรรมต่างวาระเป็นคนละส่วนกับการกระทำในฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดสองกรรมมิใช่ความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 กฎหมายกำหนดคุณสมบัติผู้กระทำความผิดไว้เฉพาะตัวว่า "ผู้ใดไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร..." แต่จำเลยมีสัญชาติไทยการกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย แต่ฟังได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนซึ่งลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และฐานเป็นผู้สนับสนุนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี ฐานแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม ฐานแจ้งความเท็จ ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายนที แสงสิริโรจน์ ปลัดอำเภอเมืองระนอง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) และการที่จำเลยแจ้งให้นายนทีจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบบันทึกคำให้การรับรองบุคคลอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาอนุญาตทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเอื้อย อุ่นคำ พวกของจำเลยตามฟ้องข้อ (ข) นั้น เป็นการกระทำในวันเดียวกัน เวลาต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งต่อนายนทีว่านางเอื้อยพวกของจำเลยคือนางสาววาสนา นิยมรัฐ สัญชาติไทย อันเป็นความเท็จ ขอโอนย้ายทะเบียนบ้านจากบ้านเลขที่ 21/5 หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เข้าอยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 76/23 ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ตามฟ้องข้อ (ค) ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2530 มาตรา 50 วรรคหนึ่งนั้น จำเลยกระทำภายหลังจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) และ ข้อ (ข) สำเร็จแล้ว โดยมีเจตนาเพื่อให้มีชื่อนางสาววาสนาที่ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยในทะเบียนบ้านเลขที่ 76/23 ดังกล่าว อันเป็นการกระทำคนละเจตนาและต่างกรรมต่างวาระเป็นคนละส่วนกับการกระทำในฟ้องข้อ (ก) และข้อ (ข) จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดสองกรรมมิใช่ความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 กำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่จำเลยมีสัญชาติไทย การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ฉบับเดิม ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 โดยให้ใช้ข้อความใหม่ว่า "ผู้ใด (1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร..." ซึ่งในขณะเกิดเหตุคดีนี้กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นคนสัญชาติไทย การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องข้อ (ก) ก็ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่แล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องข้อนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาแก้ในปัญหาข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้หนักขึ้นได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร จำเลยมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 50 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นายพิศาล เทพประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2550
#410624
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามฟ้องเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 177, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง, 264 วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแขวงสงขลาว่า โจทก์ทำสัญญาเงินกู้จากจำเลยและออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลยไว้จำนวน 3 ฉบับ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ศาลวินิจฉัยว่า สัญญาเงินกู้ที่จำเลยนำมาอ้างว่าโจทก์ทำขึ้นในการกู้เงินไปจากจำเลยและออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ให้เป็นเอกสารปลอมและเช็ค 3 ฉบับที่จำเลยนำมาฟ้องให้ศาลลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อค้ำประกันค่าซื้อที่ดินและค่ารถแทรกเตอร์ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกคือ จำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญาเงินกู้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้ตามสัญญา จำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์ เชื่อว่าเมื่อจำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์วันที่โจทก์ลงชื่อในสัญญาเงินกู้ สัญญาเงินกู้จึงยังไม่ได้กรอกข้อความ การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้ไปกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยดังกล่าว เพราะโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือให้ผู้หนึ่งผู้ใดปลอมเอกสารเงินกู้ เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมสัญญาเงินกู้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่จำนวน 7,500,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้เกือบครบ ภริยาของโจทก์ยังลงชื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ไว้ด้วย ทำให้เห็นว่าข้อความในสัญญาเงินกู้พิมพ์ข้อความลงไปโดยโจทก์รู้เห็นยินยอมจึงไม่เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยนำไปใช้หรืออ้างไม่เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริง ตามที่ศาลแขวงสงขลาได้วินิจฉัยไว้และคำวินิจฉัยดังกล่าวถึงที่สุดแล้วว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวจะมาโต้แย้งในฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอมอีกไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้อันเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปใช้ในการฟ้องโจทก์ขอให้ศาลลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้หรืออ้างครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำเลยฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอม หนี้ตามสัญญาเงินกู้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่จำเลย และไม่ว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับจะออกให้เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้หรือชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักรก็ล้วนแต่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลแขวงสงขลายืนยันตามฟ้องว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยมิใช่ชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักร เมื่อสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะหากศาลแขวงสงขลาฟังว่าเช็ค 3 ฉบับ โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ศาลแขวงสงขลาอาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยได้นำเอกสารสิทธิที่ปลอมไปใช้ เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเบิกความ จึงเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะการที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลต้องลงโทษในความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียวฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 และไม่เรียงกระทงลงโทษจำเลยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 177 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา
จำเลย — นายเกษม อริยะวุฒิพันธ์
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3865/2550
#272728
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง และเข้ารับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน ไม่รอการลงโทษไม่ปรับในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และไม่คุมความประพฤติของจำเลย เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 เดือนแล้ว เป็นจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว สำหรับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์ คงมีโจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับข้อหาอื่น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาแก้ข้อหานี้เป็นไม่รอการลงโทษไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิจำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยตัวจำเลยพ้นข้อกล่าวหาเท่ากับฎีกาขอให้ยกฟ้องข้อหานี้ด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกธเนศ วิบูลย์เกียรติ จ่าสิบตำรวจวีระ เดชพลกรัง เบิกความว่า พยานกับพวกสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้แล้วร่วมกันเดินทางไปยังบริเวณทางแยกเข้าบ้านริมดอย ห่างจากจุดที่จำเลยขายยาเสพติดประมาณ 50 เมตร ร้อยตำรวจเอกธเนศมอบธนบัตรดังกล่าวให้สายลับไปทำการล่อซื้อประมาณ 5 นาที สายลับนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด มามอบให้ แจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยซึ่งขณะนั้นสวมเสื้อลายพรางทหาร สวมกางเกงสีกรมท่า นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ พยานทั้งสองจึงนำกำลังตำรวจเข้าไปที่บริเวณดังกล่าวพบจำเลยแต่งกายตรงกับที่สายลับแจ้งกำลังนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ จึงแสดงตัวขอตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งสองฉบับ และพบเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด นั้นเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย ส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่สายลับซื้อได้นั้น จำเลยรับว่าเป็นของจำเลยที่เพิ่งจำหน่ายไป เห็นว่า ทั้งร้อยตำรวจเอกธเนศและจ่าสิบตำรวจวีระต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งให้จำเลยต้องได้รับโทษ พยานโจทก์ทั้งสองร่วมกันวางแผนล่อซื้อเพื่อจับกุมจำเลย โดยอยู่ห่างจากจุดที่ล่อซื้อประมาณ 50 เมตร ได้เข้าจับกุมจำเลยทันทีที่สายลับนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด มามอบให้โดยแจ้งว่าล่อซื้อได้จากจำเลย เมื่อพยานทั้งสองตรวจค้นตัวจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีนอีก 4 เม็ดและธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งสองฉบับในกระเป๋าเสื้อของจำเลย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลจังหวัดพล) โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีพงศ์ยุทธ แก้วดอนรี พนักงานสอบสวน มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและได้นำพยานไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพซึ่งตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดพล) มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวจำเลย และพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด หากจำเลยไม่ได้เป็นผู้ให้การไว้ก็ยากที่พนักงานสอบสวนจะแต่งขึ้นเองได้ ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งยังนำสืบว่าว่าเกิดเหตุมีชายคนหนึ่งใช้ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนให้โดยให้เงินมา 3,600 บาท จำเลยจะได้เปอร์เซ็นต์จากการซื้อเมทแอมเฟตามีนครั้งนี้ 600 บาท จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ชายดังกล่าวไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายโจ้หรือศักรินทร์ สีดา แต่ไม่พบจึงจอดรถรออยู่หน้าบ้าน ก็มีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมเสียก่อน พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ และสายลับไม่ได้มาเบิกความ แต่พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบดังกล่าวมาแล้ว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหานี้แล้ว มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และเจ้าพนักงานตำรวจยังยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 4 เม็ดจากจำเลย ซึ่งจำเลยก็รับต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกับพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ในทันทีหลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้สายลับผู้ล่อซื้อ จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ที่ยังเหลืออยู่ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบคงมีตัวจำเลยเบิกความว่าให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะไม่ให้หายใจที่สถานีตำรวจนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยปราศจากหลักฐานไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โทษจำเลยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และเนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากบทบัญญัติเดิมที่มีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานอื่นแล้ว จึงเห็นควรลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว โดยโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ดังนั้น โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดก็ได้ เช่นนี้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วจึงให้ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายไพรัตน์ พุ่มพวง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830 -ที่ 3831/2550
#410622
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ผู้เช่าซื้อยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระทั้งหมดเป็นของเจ้าของ และยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลัน แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญา จำเลยยอมรับค่าเช่าซื้อไว้ไม่ทักท้วง แสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 35 เป็นเวลา 9 งวด จำเลยมีหนังสือขอให้ชำระหนี้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองแจ้งให้มาติดต่อชำระหนี้ภายใน 15 วัน หากพ้นกำหนดขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามหนังสือดังกล่าว และชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเช็ค 5 ฉบับ แล้วจำเลยยอมรับเช็คดังกล่าวไว้นำไปเรียกเก็บเงินได้ 3 ฉบับ แสดงว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้จากโจทก์ที่ 1 ตามเงื่อนไขในหนังสือขอให้ชำระหนี้บอกเลิกสัญญาและยินยอมให้โจทก์ที่ 1 ครอบครองใช้รถยนต์ได้ ถือว่าจำเลยประสงค์จะให้สัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับกันต่อไป ครั้นเมื่อเช็คฉบับที่สี่และที่ห้าเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ที่ 1 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดดังกล่าวอีก หากจำเลยประสงค์จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 1 จะต้องบอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เมื่อจำเลยยังไม่บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา

หลังจากโจทก์ที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามเช็คฉบับที่สี่และที่ห้าแล้วจำเลยได้ยึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสองทราบว่า จำเลยมายึดรถยนต์คืน โจทก์ทั้งสองก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยอย่างใด โจทก์ที่ 1 เพิ่งจะมอบให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนหลังเวลาล่วงเลยมาถึง 5 เดือน ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่คัดค้าน ถือว่าโจทก์ที่ 1 กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นมิใช่การเลิกสัญญาที่มีผลมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป การที่จำเลยยึดรถยนต์คืนจึงไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกรถยนต์คืนหรือให้ใช้ราคาแทนและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ส่วนจำเลยก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าติดตามรถ ค่าขาดราคาจากค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อที่ระงับไปแล้วได้ แต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จะต้องใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่จำเลยในการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อในระหว่างที่ยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามค่าแห่งการนั้น ๆ ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับโจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดค่าเสียหายดังกล่าวร่วมกับโจทก์ที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยที่ 1 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยสำนวนแรกและโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

โจทก์สำนวนแรกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่างวดเช่าซื้อตามปกติต่อไปจนกว่าจะครบ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าระยะเวลาค่างวดเช่าซื้อสิ้นสุดลง กับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยสำนวนแรกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยในฐานะโจทก์สำนวนที่สองฟ้องขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 911,033.90 บาท พร้อมดอกเบี้ย

โจทก์ทั้งสองในฐานะจำเลยในสำนวนที่สองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 442,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้คืนโจทก์ที่ 1 หากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่าซื้อ และให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 197,200.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ อี 220 จากจำเลยในราคา 2,781,309 บาท ตกลงผ่อนชำระรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มงวดละ 49,600 บาท เริ่มชำระวันที่ 27 มกราคม 2537 และงวดต่อไปทุกวันที่ 27 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบโดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่จำเลยรวม 34 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 35 จำเลยมีหนังสือขอให้ชำระหนี้บอกเลิกสัญญา แจ้งให้โจทก์ทั้งสองมาติดต่อชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ลงในหนังสือ หากพ้นกำหนดให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนดแล้วสั่งจ่ายเช็คชำระเงินให้แก่จำเลยรวม 5 ฉบับ ต่อมาเช็คฉบับที่สี่และที่ห้าเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยจึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ที่ 1 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้เช่าซื้อยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระทั้งหมดเป็นของเจ้าของ และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลัน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญา จำเลยยอมรับค่าเช่าซื้อไว้ไม่ทักท้วง ตามใบเสร็จรับเงิน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 35 เป็นเวลา 9 งวด จำเลยมีหนังสือขอให้ชำระหนี้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองแจ้งให้มาติดต่อชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ลงในหนังสือ หากพ้นกำหนดขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามหนังสือดังกล่าว และชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเช็ค 5 ฉบับ โดยกำหนดเวลาชำระตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 แล้วจำเลยยอมรับเช็คดังกล่าวไว้นำไปเรียกเก็บเงินได้ 3 ฉบับ แสดงว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้จากโจทก์ที่ 1 ตามเงื่อนไขในหนังสือขอให้ชำระหนี้บอกเลิกสัญญาและยินยอมให้โจทก์ที่ 1 ครอบครองใช้รถยนต์ได้ ถือว่าจำเลยประสงค์จะให้สัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับกันต่อไป ครั้งเมื่อเช็คฉบับที่สี่และห้าเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ที่ 1 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดดังกล่าวอีก หากจำเลยประสงค์จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 1 จะต้องบอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในเวลาอันควรเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อจำเลยยังไม่บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน และเนื่องจากกำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาไม่เป็นสาระสำคัญ โจทก์ที่ 1 จึงยังไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์ที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามเช็คในงวดเดือนตุลาคม 2540 และเดือนพฤศจิกายน 2540 แล้ว จำเลยได้มายึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งแม้โจทก์ที่ 2 จะไม่อยู่ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 1 แต่นายกนก ปานวงศ์ พยานจำเลยก็เบิกความว่าขณะขอยึดรถยนต์คืนเลขานุการของโจทก์ที่ 2 แจ้งว่าต้องรอติดต่อโจทก์ที่ 2 ก่อนหลังจากนั้นประมาณ 30 นาที ก็นำกุญแจรถยนต์มาส่งมอบให้และขอนำทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 ออกจากรถยนต์ พยานได้ทำหลักฐานใบรับมอบรถและแจ้งสภาพรถให้ไว้ ซึ่งโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า วันยึดรถยนต์พนักงานของจำเลยได้ออกใบรับมอบรถให้โจทก์ที่ 1 ด้วย และพนักงานของจำเลยได้มอบหลักฐานใบรับมอบรถและแจ้งสภาพรถให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว เจือสมข้อนำสืบของจำเลย ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากโจทก์ทั้งสองทราบว่า จำเลยมายึดรถยนต์คืน โจทก์ทั้งสองก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยอย่างใด โจทก์ที่ 1 เพิ่งจะมอบให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึง 5 เดือน เช่นนี้ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่คัดค้าน ถือว่าโจทก์ที่ 1 กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาเลิกกันด้วยเหตุอื่นมิใช่เป็นการเลิกสัญญาที่มีผลมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป การที่จำเลยยึดรถยนต์คืนจึงไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกรถยนต์คืนหรือให้ใช้ราคาแทนและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ส่วนจำเลยก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าติดตามรถ ค่าขาดราคารถจากค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วได้ แต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จะต้องใช้เงินเป็นค่าเสียหายแก่จำเลยในการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อในระหว่างที่ยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามค่าแห่งการนั้น ๆ ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งปรากฏตามใบเสร็จรับเงินว่า โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนถึงงวดที่ 34 ประจำวันที่ 27 มกราคม 2540 แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 35 และต่อมาจำเลยได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามเช็คอีก 3 ฉบับ รวม 3 งวด จำเลยย่อมได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ในระหว่างที่โจทก์ที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันยึดรถยนต์คืนเป็นเวลา 7 เดือน เมื่อคำนึงถึงราคารถยนต์เช่าซื้อประกอบค่าเช่าซื้อที่โจทก์ที่ 1 ได้ชำระไปแล้ว และทางได้เสียของจำเลยทั้งหมดแล้ว เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ 20,000 บาท รวมเป็นค่าขาดประโยชน์ 140,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับโจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดค่าเสียหายดังกล่าวร่วมกับโจทก์ที่ 1 ด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก ส่วนสำนวนที่สองให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 388 ม. 391 ม. 574 ม. 691
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
โจทก์ — สมยศศิลป์
จำเลย — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — สมยศศิลป์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2550
#273693
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ติดตั้งวัสดุเชื่อมรอยต่อ โจทก์ติดตั้งและส่งมอบงานทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือและคืนเงินประกันแก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ยังทำงานไม่เสร็จเนื่องจากมีการรั่วซึมของน้ำตลอดเวลา การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือและเงินค้ำประกันผลงานให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจากการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นการเปลี่ยนหลักเกณฑ์กำหนดการจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือและเงินค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เท่านั้น มิใช่เปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ที่จะเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลทำให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระงับสิ้นไป แต่ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวยังมีผลที่จะบังคับกันได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจากการกีฬาแห่งประเทศไทย หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องจึงยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งวัสดุเชื่อมรอยต่อ (JEENE EXPANSION JOINTS) โครงการสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ระยะที่ 2 ในราคา 1,135,200 บาท โดยตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะแบ่งจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามปริมาณงานที่ได้ตรวจสอบและอนุมัติจากผู้ควบคุมงานของเจ้าของโครงการเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน โดยจำเลยที่ 1 จะหักเงินประกันผลงานร้อยละ 3 ของมูลค่าสินค้า และร้อยละ 5 ของค่าติดตั้งทั้งหมด โดยเงินประกันผลงานนั้นจำเลยที่ 1 จะคืนให้แก่โจทก์เมื่องานเสร็จสิ้นทั้งโครงการและโจทก์ต้องนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารในมูลค่าเดียวกันมาแลกเปลี่ยน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2541 โจทก์ได้มีหนังสือส่งมอบงานตามสัญญางวดสุดท้ายให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันทั้งหมดที่หักไว้ตามสัญญาจำนวน 200,000 บาท และชำระค่าจ้างงวดสุดท้ายจำนวน 506,391 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 706,391 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้กันใหม่ โดยจำเลยที่ 1 จะชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้โจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการแล้ว เมื่อหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ติดตั้งไม่ได้มาตรฐานทำให้มีการรั่วซึมของน้ำตลอดเวลา การทำงานของโจทก์ยังไม่เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิจะได้รับค่าจ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 506,391 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติโดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งได้ความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำการติดตั้งวัสดุเชื่อมรอยต่อตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ทำการติดตั้งและส่งมอบงานทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานทั้งโครงการซึ่งรวมทั้งงานที่โจทก์รับจ้างติดตั้งให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ (หัวหมาก) แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือและคืนเงินประกันตามฟ้องแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ยังทำงานไม่เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาเนื่องจากมีการรั่วซึมของน้ำตลอดเวลาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าจ้างส่วนที่เหลือ (สัญญาหลัก) ตามเอกสารหมาย จ.9 ว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าจ้างส่วนที่หลือและเงินค้ำประกันผลงานให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ดังนี้ เห็นว่า แม้ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าจ้างส่วนที่เหลือ (สัญญาหลัก) เอกสารหมาย จ.9 เพียงแต่เปลี่ยนหลักเกณฑ์กำหนดการจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือและเงินค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เท่านั้น จึงหาใช่เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ที่จะเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลทำให้หนี้ตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งเอกสารหมาย จ.3 ระงับสิ้นไปดังที่โจทก์ฎีกามาก็ตาม แต่ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวก็ยังมีผลที่จะบังคับกันได้ เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ยังมิได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจากการกีฬาแห่งประเทศไทย หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องจึงยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ บิลเดอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช้างม่อยเฟอร์นิเจอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3805/2550
#410621
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ปรากฏว่ายังไม่ครบกำหนดที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงไม่ออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 เพื่อขายทอดตลาดโดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 278 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเพิกถอนการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเสีย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 6 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเพิกถอน จึงไม่มีกรณีที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและมีคำสั่งระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ มิฉะนั้นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 772 ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแล้วแต่จำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 772 ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา (บางพระ) จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดและอนุญาตให้ขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 7,000,000 บาท โดยปลอดจำนอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 การขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ชอบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์ในราคาต่ำมาก และโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเนื่องจากไม่ได้สอบถามคู่ความว่าจะคัดค้านหรือไม่ แต่กลับนับสามแล้วเคาะไม้ขายไป ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและมีคำสั่งระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้ในระหว่างการพิจารณา

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นการขายที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 เพื่อขายทอดตลาดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ปรากฏว่ายังไม่ครบกำหนดที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงไม่ออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 เพื่อขายทอดตลาดโดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเพิกถอนการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเสีย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 6 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าการยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 6 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการเพิกถอน จึงไม่มีกรณีที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและมีคำสั่งระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอีก ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ จำกัด
นายชัยศักดิ์ ยิ่งยืน
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้อง — นางมยุรี ยิ่งยืน
จำเลย — บริษัทตุราษา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2550
#272722
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองในแต่ละครั้งที่จำเลยมาพักที่บ้านของ ป. เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองคนละวันเวลาต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้จนไม่สามารถไปไหนได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

โจทก์บรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน รวม 10 ครั้ง อันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ซึ่งศาลสามารถลงโทษจำเลยได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง บ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 8 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน รวม 10 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม และจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 7 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน รวม 10 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลเสาธง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 20 กระทง เป็นจำคุก 140 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 70 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยที่กระทำชำเราเด็กหญิง บ. ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 ในแต่ละครั้งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 8 ปีเศษ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อายุ 7 ปีเศษ ผู้เสียหายทั้งสองมิได้เป็นภริยาของจำเลย ผู้เสียหายทั้งสองพักอาศัยกับนางประเสริฐ ยาสดม พี่สาวของจำเลย จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 เวลากลางคืน โดยจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองเป็นเวลา 10 วัน รวม 10 ครั้ง ในขณะที่จำเลยมาพักอาศัยที่บ้านของนางประเสริฐและนอนในมุ้งเดียวกับผู้เสียหายทั้งสองโดยผู้เสียหายทั้งสองไม่ยินยอม เห็นว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองในแต่ละครั้งที่จำเลยมาพักที่บ้านของนางประเสริฐเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองคนละวันเวลาต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้จนไม่สามารถไปไหนได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน รวม 10 ครั้ง อันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ซึ่งศาลสามารถลงโทษจำเลยได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยเป็นความผิดสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายไตรภพหรือโก๊ะ อยู่ดี
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2550
#267742
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวร่วมกับจำเลย ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองของผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ผู้ร้องในฐานะเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายเพื่อรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ได้

ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของผู้คัดค้านจึงขอใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 เห็นได้ว่าผู้ร้องตั้งเรื่องมาในคำร้องและระบุท้ายคำร้องชัดเจนว่าเป็นการขอใช้สิทธิตามมาตรา 287 เพื่อขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งสิทธิของผู้ร้องในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา 287 กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามกำหนดเวลาของมาตรา 289 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินจำนวน 581,250 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540) ไปจนกว่าชำระเสร็จ โดยการผ่อนชำระ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20589 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ของจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกับนางวไลพร ผู้คัดค้าน ต่อศาลจังหวัดราชบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 300/2540 และเป็นผู้รับจำนองที่ดินแปลงที่โจทก์นำยึดเพื่อบังคับคดี โดยผู้ร้องยินยอมให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นในหนี้สินที่จำเลยค้างชำระตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 4,725,000 บาท ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นในเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ได้เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพราะผู้คัดค้านมิได้ถูกโจทก์ฟ้องในคดีนี้ ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองส่วนของผู้คัดค้านเข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาประการแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้ถูกโจทก์ฟ้องในคดีนี้ ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 7 ตุลาคม 2545 และสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันท้ายคำร้อง ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวร่วมกับจำเลย ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองของผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ผู้ร้องในฐานะเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายเพื่อรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ได้ ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาประการที่สองต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้แล้ว จึงเป็นการยื่นคำร้องเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของผู้คัดค้านจึงขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จากคำร้องดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า ผู้ร้องตั้งเรื่องมาในคำร้องและระบุท้ายคำร้องชัดเจนว่าเป็นการขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เพื่อขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งสิทธิของผู้ร้องในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา 287 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว โดยมิได้อ้างสิทธิตามมาตรา 289 โดยตรง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามกำหนดเวลาของมาตรา 289 วรรคสอง ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวรรณี รวมภัทรสินธุ
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นางวไลพร ฉันทนิยมพรหรือบวรศุภกิจกุล
จำเลย — นายบัณฑิต ฉันทนิยมพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายบุญธรรม อยู่พุก
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3791/2550
#273679
เปิดฉบับเต็ม

คำขอกู้เงินบำรุงอ้อยระบุว่า ขอกู้เงินเพื่อซื้อพันธุ์อ้อยและบำรุงไร่อ้อย เมื่ออ้อยโตขึ้นผู้กู้ตกลงตัดขายแก่ผู้ให้กู้เพื่อนำเงินค่าอ้อยชำระหนี้ที่ได้กู้เงินมา มิได้ระบุว่าผู้กู้จะต้องปลูกอ้อยเพื่อตัดขายให้แก่ผู้ให้กู้เมื่อใด จึงเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ ส่วนวันถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยในการกู้เงินก็มิใช่กำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่พ้นกำหนดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2536 จำเลยตกลงทำสัญญาขายอ้อยสดจำนวน 600 เมตริกตัน ให้โจทก์ และกู้เงินส่งเสริมบำรุงอ้อยจากโจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 67,694 บาท แต่เมื่อหนี้ถึงกำหนด จำเลยชำระหนี้เป็นเงินสดและอ้อยสดบางส่วนรวมเป็นเงิน 46,113 บาท โจทก์หักชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วน จำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 67,694 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้แต่ละครั้งถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 41,560.89 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 109,254,89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 67,694 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับดอกเบี้ยจำนวน 41,560.89 บาท เคลือบคลุมเนื่องจากไม่บรรยายว่าคิดดอกเบี้ยอย่างไร กับโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย เนื่องจากจำเลยกู้เงินโจทก์เพื่อลงทุนซื้อพันธุ์อ้อยและบำรุงอ้อยกับขายอ้อยให้โจทก์ภายหลัง สัญญาจึงไม่มีการคิดดอกเบี้ยต่อกัน เมื่อจำเลยชำระเงินสดและจำนวนอ้อยแล้วจึงค้างชำระต้นเงินเพียง 21,581 บาท และระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์อีก 4 ครั้ง จึงไม่มีต้นเงินค้างชำระอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,948 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,945.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 67,694 บาท ไม่มีข้อตกลงจะให้ดอกเบี้ยแก่กัน ตามคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 66,113 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกู้เงินตามคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยทั้งสามครั้งมีกำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้หรือไม่ และจำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.3 ระบุกำหนดชำระหนี้คืนวันที่ 6 สิงหาคม 2536 คำขอกู้เงินบำรุงอ้อยฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 กำหนดชำระหนี้คืนวันที่ 23 กันยายน 2536 คำขอกู้เงินบำรุงอ้อยฉบับที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.5 กำหนดชำรหนี้คืนวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 หนี้ทั้งสามรายจึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ตามคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยแต่ละฉบับ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า คำขอกู้เงินบำรุงอ้อยเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 มีข้อความระบุว่า ผู้กู้ประสงค์จะปลูกอ้อยเพื่อขายให้แก่ผู้ให้กู้แต่ขาดเงินที่จะซื้อพันธุ์อ้อยและบำรุงอ้อยจึงขอกู้เงินเพื่อซื้อพันธุ์อ้อยและบำรุงไร่อ้อย เมื่ออ้อยโตขึ้นผู้กู้ตกลงตัดขายแก่ผู้ให้กู้เพื่อนำเงินค่าอ้อยชำระหนี้ที่ได้กู้เงินมา ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงินและมิได้ระบุว่าผู้กู้จะต้องปลูกอ้อยเพื่อตัดขายให้แก่ผู้ให้กู้เมื่อใด หนี้เงินกู้ทั้งสามรายจึงเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ ส่วนวันที่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้คืนตามคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยแต่ละฉบับนั้นหาใช่เป็นวันกำหนดชำระหนี้คืนดังที่โจทก์อ้างไม่ แต่เป็นวันถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.6 ที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยในการกู้เงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า หนี้ตามคำขอกู้เงินบำรุงอ้อยตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือของโจทก์แล้วเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2545 แต่ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2545 จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว 66,113 บาท คงเหลือต้นเงินค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 1,581 บาท จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำตาลเกษตรไทย จำกัด
จำเลย — นายเล็ก เพ็งเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3759/2550
#272721
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้น โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีกพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ กรณีของจำเลยเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่าพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

จำเลยใช้อาวุธสปาต้ายาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ที่อาจใช้เป็นอาวุธฟันทำอันตรายบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ ฟันบริเวณศีรษะของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญจนกะโหลกศีรษะแตกยุบและสมองฉีกขาด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยใช้อาวุธสปาต้าฟันอย่างแรง และเป็นการเลือกฟันที่ส่วนสำคัญของร่างกาย ประกอบกับแพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมให้การว่า บาดแผลของโจทก์ร่วมต้องรีบรักษา หากล่าช้าอาจถึงแก่ความตายได้เนื่องจากเลือดออกมาก บาดแผลติดเชื้อเข้าไปในสมองและมีเลือดคั่งในสมองมาก แม้จำเลยจะฟันโจทก์ร่วมเพียงครั้งเดียว จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงที การกระทำของจำเลยจึงฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยเจตนาฆ่าได้ใช้อาวุธมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ฟันศีรษะนายอาทิตย์ ประสาทศรี ผู้เสียหายโดยแรง 1 ครั้ง ถูกที่บริเวณขมับด้านซ้าย กะโหลกแตกยุบ สมองฉีกขาด จำเลยกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะเพื่อนผู้เสียหายเข้ามาห้ามจำเลยได้ทันและผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาจนไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกินกว่า 20 วัน เหตุเกิดที่ตำบลเหล่าแดง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การรับว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่ปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณานายอาทิตย์ ประสาทศรี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 13 ปี 4 เดือน จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำผิด และให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ฟันศีรษะโจทก์ร่วม ถูกที่ขมับด้านซ้าย กะโหลกแตกยุบ สมองฉีกขาด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐาพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเท่ากับการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 เห็นว่า การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้นโดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ กรณีของจำเลยเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่าพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องว่าจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้อาวุธสปาต้ายาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ที่อาจใช้เป็นอาวุธฟันทำอันตรายบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ ฟันบริเวณศีรษะของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ จนกะโหลกศีรษะแตกยุบและสมองฉีกขาดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยใช้อาวุธสปาต้าฟันอย่างแรง และเป็นการเลือกฟันที่ส่วนสำคัญของร่างกาย ประกอบกับนายอาทิตย์พงศ์ นามวงศ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมให้การตามบันทึกคำให้การว่า บาดแผลของโจทก์ร่วมต้องรีบรักษา หากล่าช้าอาจถึงแก่ความตายได้เนื่องจากเลือดออกมา บาดแผลติดเชื้อเข้าไปในสมองและมีเลือดคั่งในสมองมาก ตามพฤติการณ์แม้จำเลยจะฟันโจทก์ร่วมเพียงครั้งเดียว จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงที การกระทำของจำเลยจึงฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยหลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 8 ปี มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายอาทิตย์ ประสาทศรี
จำเลย — นายเทวา ศรีบุญ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3756 -ที่ 3757/2550
#268535
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก มาตรา 336 ทวิ แม้ศาลชั้นต้นจะระบุว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่ตามมาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกนางพัชรี โจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วมเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 36,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางพัชรี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก มาตรา 336 ทวิ อันเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละสี่กระทง กระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 4,000 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 16,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี และปรับคนละ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 36,300 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ร่วมตั้งแต่ปี 2520 และขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิดยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก ที่บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยาผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะระบุว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่ตามมาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนและให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมสำหรับสำนวนหลัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 71 วรรคแรก ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางพัชรี อาสภวิริยะ
จำเลย — นายชัยณรงค์ อาสภวิริยะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวจิราวรรณ ไชยศิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา