คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2565
#685878
เปิดฉบับเต็ม

ในการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายนั้น โจทก์ ร. พ. และ ท. เป็นพี่น้องกันและได้ร่วมกันลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ตกลงลงทุน 25,000,000 บาท ส่วนโจทก์และพี่น้องตกลงลงทุน 25,000,000 บาท บ่งชี้ว่า การร่วมลงทุนดังกล่าวแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์มี ร. เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท โดย ร. และจำเลยที่ 2 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะมีอำนาจทำการผูกพันบริษัท แสดงว่า ร. และจำเลยที่ 2 ต่างเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทเพื่อดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตน เมื่อโจทก์เป็นพี่น้องของ ร. และร่วมลงทุนเป็นฝ่ายเดียวกับ ร. จึงเป็นปกติที่โจทก์จะต้องคอยติดตามการดำเนินงานของบริษัทผ่านทาง ร. เชื่อว่าโจทก์ทราบดีถึงการกระทำของ ร. แต่โจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนั้น เมื่อ ร. มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุมวิสามัญ และงบการเงินของบริษัท อ. ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับ ร. รู้เห็นและยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีส่วนในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 267, 268, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.3.4 และ ข้อ 4 ส่วนความผิดตามฟ้องข้ออื่นเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38 ให้ยก คงมีมูลให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 353 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละ 8 เดือน รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 32 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อกลางปี 2555 โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูล และนายทักษพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายอนันต์ ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เพื่อทำธุรกิจก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขาย ชื่อโครงการเซอราโน่ ใช้บริษัท อ. ในการดำเนินธุรกิจ เดิมบริษัทดังกล่าวก่อตั้งโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือผูกพันบริษัท การร่วมลงทุนดังกล่าวตกลงให้จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,999 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 1 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 51 โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูลและนายทักษพงษ์ถือหุ้นคนละ 12,250 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 49 ซึ่งได้จดทะเบียนให้โจทก์กับพวกเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจของกรรมการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 เพิ่มนางสาวรติรสเป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง โดยจำเลยที่ 2 และนางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโดยลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 6.5 ตารางวา กับนายพงศ์ธวัช ในราคาตารางวาละ 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 81,270,000 บาท วันที่ 23 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 เนื้อที่ 1,786.50 ตารางวา กับนายอนันต์ ในราคาตารางวาละ 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,392,500 บาท ภายหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 169185 เนื้อที่ 1 งาน 28.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 169184 เนื้อที่ 86.5 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 และนางสาววติรสในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 โฉนดเลขที่ 169184 และโฉนดเลขที่ 169185 กับนายอนันต์และนายพงศ์ธวัช ในราคา 204,000,000 บาท 10,380,000 บาท และ 15,420,000 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน โดยจำเลยที่ 2 เสนอรายงานการประชุมวิสามัญครั้งที่ 6/2556 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 เรื่อง ซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อประกอบการทำนิติกรรมจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 และนางสาวรติรสในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 กับนายพงศ์ธวัช และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยเสนอรายงานการประชุมวิสามัญครั้งที่ 7/2556 ประกอบการทำนิติกรรมจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ระบุว่าต้นทุนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 342,972,510.29 บาท และระบุว่ามีเงินกู้ระยะสั้นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน 339,200,000 บาท วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2560 ความจริงแล้วบริษัท อ. ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินดังกล่าวข้างต้น ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัท และที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 มีมติถอดถอนนางสาวรติรสออกจากการเป็นกรรมการ คดีสำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.3.4 และ ข้อ 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดตามฟ้องข้ออื่นเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38 ศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) หรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.3.1 ถึง 2.3.3 และข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่กับปัญหาตามฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) หรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามเสียก่อนว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เห็นว่า นางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. โดยลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 และประทับตราสำคัญของบริษัท ถือว่านางสาวรติรสเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท อ. คนหนึ่ง เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาขายที่ดินทั้งสามแปลง รายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 6/2556 และงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ปรากฏว่านางสาวรติรสลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว ดังนั้น เมื่อบริษัท อ. ไม่เคยประชุมวิสามัญครั้งที่ 6/2556 และไม่เคยประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อรับรองงบการเงินทั้งสี่ปีดังกล่าว แสดงว่านางสาวรติรสมีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าว ส่วนงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่านางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็เป็นงบการเงินที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจัดทำต่อเนื่องมาจากงบการเงินปีก่อนที่นางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 เคยลงลายมือชื่อไว้ แสดงว่างบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 จัดทำขึ้นตามแนวทางเดิมที่นางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 เคยปฏิบัติมาในปีก่อน ๆ ซึ่งหมายถึงการลงข้อความเท็จในงบการเงินว่างบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว เชื่อว่านางสาวรติรสยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในงบการเงินดังกล่าวเช่นกัน ในการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายนั้น โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูลและนายทักษพงษ์เป็นพี่น้องกันและได้ร่วมกันลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูล และนายทักษพงษ์ถือหุ้นคนละ 12,250 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 49 จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,999 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 1 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 51 เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์และนางสาวรติรสที่เบิกความยืนยันว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ตกลงลงทุน 25,000,000 บาท ส่วนโจทก์และพี่น้องตกลงลงทุน 25,000,000 บาท แล้ว สอดรับกับการถือหุ้นดังกล่าว บ่งชี้ว่าการร่วมลงทุนดังกล่าวแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์มีนางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท โดยนางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะมีอำนาจทำการผูกพันบริษัท แสดงว่านางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ต่างเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทเพื่อดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตน เมื่อโจทก์เป็นพี่น้องของนางสาวรติรสและร่วมลงทุนเป็นฝ่ายเดียวกับนางสาวรติรส จึงเป็นปกติที่โจทก์จะต้องคอยติดตามการดำเนินงานของบริษัทผ่านทางนางสาวรติรส เชื่อว่าโจทก์ทราบดีถึงการกระทำของนางสาวรติรสตลอดมาแต่โจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนั้น เมื่อนางสาวรติรสมีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 6/2556 งบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับนางสาวรติรสรู้เห็นและยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีส่วนในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2565
#687514
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ร. ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือพินัยกรรมของ ร. ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมระบุให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองโดยชอบ ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของผู้ตาย มีคำขอบังคับให้เพิกถอนพินัยกรรม อ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด ตกเป็นโมฆะ และผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่ารับคำคัดค้าน สำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยการยื่นคำร้องขอต่อศาล ...(4) บุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่านี้มาเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่ง ป.วิ.พ. มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการคือ 1. ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เนื่องจากยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคนและผู้ร้องทั้งสองเพื่อให้การต่อสู้คดี 2. ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว เมื่อปรากฏตามบัญชีเครือญาติเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสองว่ายังมีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่อีก 7 คน รวมถึงผู้ร้องสอดในคดีด้วย และอาจยังมีทายาทโดยธรรมอื่นที่ยังไม่ปรากฎ รวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้ามาในคดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว ชอบที่จะสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปราฏในขณะนั้น รวมถึงให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมีได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิ กรณีถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความและการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองกับมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางธัญญ์ชยาหรือชนัญญ์ชยา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาไม่อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมคดีนี้ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอศาลตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ พินัยกรรมของนางศรีสมร ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมมีข้อความระบุผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องขอ ผู้ร้องทั้งสองโดยชอบแล้ว ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของนางศรีสมร ผู้ตาย มีคำขอบังคับให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม อ้างเหตุว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิดตกเป็นโมฆะ และอ้างเหตุว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่า "รับคำคัดค้านสำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีต่อไปอย่างคดีมีข้อพิพาท" เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล...4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาท ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรง หรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีบทบัญญัติเรื่องวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น เกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ตาม ภาค 2 ลักษณะ 1 วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 ดังนี้ เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการ ประการแรก คือ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยผู้คัดค้านกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิตามที่ระบุในพินัยกรรมและกระทบกระเทือนโดยอ้อมตามข้ออ้างของผู้คัดค้านที่อ้างว่า มีการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นคำฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เพราะยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียก พร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และผู้ร้องทั้งสอง เพื่อให้การต่อสู้คดีตามบทบัญญัติในมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 57 (3) มาตรา 173 วรรคหนึ่งและมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และเมื่อพิจารณาในส่วนของคำขอบังคับประการที่สอง ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้คัดค้านอ้างสิทธิในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียวของเจ้ามรดกผู้ตาย นั้น ตามเอกสารในสำนวนศาลชั้นต้นในขณะนั้น ปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง อ้างบัญชีเครือญาติผู้ตายระบุว่านางศรีสมร ผู้ตาย มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 3 คน คือ ผู้คัดค้าน, นายศรพร ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก (ไม่มีทายาท) และนายวัลลภ โดยระบุว่านายวัลลภ ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอีก 7 คน เท่ากับว่าหากพินัยกรรมตกเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอ้าง ทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกเป็นสิทธิของทายาทโดยธรรม ซึ่งรวมถึงทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวัลลภคือบุตรทั้ง 7 คน ดังกล่าวข้างต้นซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีทายาทโดยธรรมอื่นอีกที่ไม่ปรากฏรวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก เช่น เจ้าหนี้กองมรดก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่มีสิทธิเข้ามาในคดีนี้ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว จึงชอบที่จะต้องสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปรากฏในขณะนั้น รวมถึงสั่งให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมี ได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิได้ การที่ผู้คัดค้านอ้างในคำคัดค้านว่าเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนและมีผลทำให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นรวมทั้งผู้ร้องสอด และผู้ร้องอื่นอีกหลายคนตามที่ปรากฏในเวลาต่อมา ไม่ทราบข้อโต้แย้งสิทธิตามคำคัดค้าน และเป็นเงื่อนไขให้เกิดข้อพิพาทขยายตัวทำให้การจัดการมรดกไม่อาจดำเนินการได้สำเร็จเรียบร้อย ถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความ และการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกระบวนการดังวินิจฉัยมาข้างต้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอด เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคดี

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยให้ดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการประกาศสาธารณะคำคัดค้านและการส่งคำคู่ความพร้อมหมายเรียกและหรือหมายนัดแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดใหม่แล้วให้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ยกฎีกาผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 188 ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย พ. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสาว ศ.
ผู้คัดค้าน — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรฤทธิ์ ธีระศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2565
#690545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัด ล. ซึ่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 บัญญัติให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความใน ป.อ. เมื่อจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ล. ร่วมกับ น. เบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยทุจริต และร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 10, 11, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อ.434/2561 ของศาลอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9, 10, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 39 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 26 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา มีสมณศักดิ์ชั้นพระครูชื่อพระครู ก. เป็นเจ้าอาวาสวัด ล. อำเภอ ช. และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ช. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนาส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนาและดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 46 (3) และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 (4) มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการงานของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 36 การแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงซึ่งกฎหมายกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 3 ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาค นายนพรัตน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่าง พ.ศ. 2555 ถึง 2557 ในงบประมาณปี 2555 ถึงปี 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโอนงบเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ดังนี้

1. ให้วัด ล. ซึ่งมีจำเลยเป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2555

2. ให้วัด ล. 3,000,000 บาท เข้าบัญชีข้างต้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

3. ให้วัด ค. ซึ่งมีพระครู ศ. เป็นเจ้าอาวาส 3,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

4. ให้วัด ญ. ซึ่งมีพระอธิการ ถ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

5. ให้วัด ย. ซึ่งมีพระครู ส. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

6. ให้วัด ง. ซึ่งมีพระอธิการ ห. เป็นเจ้าอาวาส เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

7. ให้วัด อ. ซึ่งมีพระครู ผ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

8. ให้วัด ป. ซึ่งมีพระครู น. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

9. ให้วัด ร. ซึ่งมีพระครู ว. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

10. ให้วัด ห. ซึ่งมีพระอธิการ ล. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

11. ให้วัด ด. ซึ่งมีพระปลัด ป. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

12. ให้วัด ท. ซึ่งมีพระครู ฐ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

13. ให้วัด บ. ซึ่งมีพระอธิการ ท. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้นั้น จะต้องได้ความก่อนว่าเป็นการนำเงินหรือทรัพย์สินของกลางที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมาเปลี่ยนสภาพเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินทั้ง 13 รายการข้างต้นไม่ชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความจากนายวิวัฒน์ นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ สังกัดกองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกคำให้การว่า ในช่วงปี 2555 ถึง 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีขั้นตอนคือ กลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ในสังกัดของกองพุทธศาสนสถานจะเสนอคำของบประมาณผ่านไปยังสำนักงานเลขาธิการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยส่วนแผนงานจะรวบรวมคำของบประมาณเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณแต่ละปีงบประมาณแล้ว กลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะจัดทำแผนโครงการซึ่งประกอบด้วยกรอบวงเงินที่จะใช้บูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดเสนอต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ชุดแรกเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การขอรับเงินอุดหนุน ประกอบด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถระสมาคม 4 รูป รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธาน มีผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการระดับกองทุกกองในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการกลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์จะเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติในการที่จะจัดสรรงบอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศและออกเป็นประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องการขอรับเงินอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 จะเป็นคณะทำงานพิจารณาการขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประกอบด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธานผู้อำนวยการกองต่าง ๆ เป็นกรรมการ และมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาและศาสนสงเคราะห์เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณกรอบวงเงินที่จะจัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศคณะกรรมการชุดนี้จะรวบรวมคำขอของวัดต่าง ๆ ที่เสนอขอรับเงินอุดหนุนมา และตรวจสอบว่ามีเอกสารประกอบคำขอครบถ้วนหรือไม่ คำขอเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ และวัดมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าวัดมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว คณะกรรมการจะมีมติจัดสรรเงินงบประมาณแก่วัดต่าง ๆ และเลขานุการจะทำหนังสือรายงานเสนอขออนุมัติโอนเงินให้แก่วัดโดยผ่านกลุ่มบริหารการเงิน บัญชี และงบประมาณเพื่อตรวจสอบวงเงิน เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้ว ก็จะเสนอผ่านรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่กำกับดูแลกองพุทธศาสนสถาน แล้วเสนอไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามลำดับ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว เรื่องดังกล่าวจะกลับมาที่กลุ่มบริหารการเงินบัญชีและงบประมาณเพื่อโอนให้แก่วัดโดยตรงหรือผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี นอกจากนี้งบประมาณอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ส่วนกลางที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อไว้จัดสรรเกี่ยวกับวัดที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร วัดที่ขออุดหนุนงบประมาณเป็นพิเศษ วัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกรมการศาสนา พ.ศ. 2513 แสดงให้เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดจะต้องมีคำขอแสดงเหตุผลและความจำเป็นในการขอรับเงินอุดหนุน และการอนุมัติต้องกระทำในรูปแบบคณะกรรมการประกอบไปด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธาน ผู้อำนวยการกองต่าง ๆ เป็นกรรมการและมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาศาสนสงเคราะห์เป็นเลขานุการล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งโดยหลักปฏิบัติราชการทางปกครอง คณะกรรมการดังกล่าวจะต้องพิจารณาคำขอของแต่ละวัดอย่างรอบคอบเพื่อให้เป็นตามความจำเป็นและใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วัดทั้งสิบสองวัดตามฟ้องไม่ได้ทำคำขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด แต่เอกสารคำขอมีผู้จัดทำขึ้นและยื่นให้คณะทำงานเพื่อพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดด้วยวิธีพิเศษคือยื่นตรงต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั่นเอง ในการประชุมอนุมัติก็ไม่ได้ประชุมอย่างแท้จริง ไม่มีการนำคำขอของแต่ละวัดมาพิจารณา หากแต่มีการเตรียมการประชุมมาล่วงหน้า คำขอระบุกว้าง ๆ แต่เพียงว่าบูรณะเสนาสนะเท่านั้น การกระทำในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถกระทำคนเดียวได้จะต้องร่วมรู้หลายคนอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติกำหนดให้ต้องปฏิบัติและเป็นการปฏิบัติราชการที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นและเป็นการกระทำโดยทุจริตให้มีการเบิกเงินงบประมาณ ซึ่งในการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าวย่อมต้องมีการติดต่อกันกับวัดที่ไม่มีสิทธิรับเงินเพื่อขอรับเงินที่อนุมัติไปมิชอบคืนซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวและความไว้เนื้อเชื่อใจและจะต้องตกลงถึงส่วนแบ่งเงินก่อนที่วัดจะรับเงินซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หากไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าวัดที่รับเงินอาจไม่แบ่งเงินคืนให้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายนพรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2555 ถึง 2557 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่คุ้นเคยกับจำเลยมาตั้งแต่ยังเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงานติดต่อจำเลยในเรื่องการโอนเงินงบประมาณซึ่งนายนพรัตน์เองเป็นผู้อนุมัติ จำเลยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายรับเงินงบประมาณที่โอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คืนเงินส่วนใหญ่ให้นายนพรัตน์ ส่วนที่เหลือนำเข้าบัญชีส่วนตัวใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่นำเข้าบัญชีวัดและใช้เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์หรือพัฒนาวัด โดยจำเลยรับโอนเงินที่โอนมายังวัด ล. ที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส 2 ครั้ง นอกจากนี้จำเลยยังเป็นผู้ดำเนินการชักจูงประสานงานให้วัดอื่นตามฟ้องอีก 11 วัด อยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ 2 วัด จังหวัดตาก 3 วัด จังหวัดนครสวรรค์ 3 วัด และจังหวัดชุมพร อีก 3 วัด เข้าแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยนำเงินไปใช้ส่วนตัวและให้นายนพรัตน์ หาได้มีการนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์หรือพัฒนาวัดและจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายเพื่อเสนอสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพื่อตรวจสอบแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอย่อมทราบระเบียบดังกล่าวดี ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่าจำเลยทราบถึงประเภทของงบประมาณและการทำบัญชี พฤติการณ์การกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นมีการวางแผนเป็นขั้นตอน มีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคน และมีการแบ่งหน้าที่กันทำเริ่มตั้งแต่การติดต่อเจ้าอาวาสวัดที่ขอรับเงินคืนได้ การจัดทำคำขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณ์ปฏิสังขรณ์วัดหรือพัฒนาวัดขึ้นเอง โดยระบุกว้าง ๆ แต่เพียงว่าบูรณะเสนาสนะเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดในการของบประมาณโดยเจ้าอาวาสวัดที่จะโอนเงินดังกล่าวไปไม่ได้ทำคำขอและขอด้วยวิธีการพิเศษต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยตรง มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว แต่ละเลยไม่พิจารณากันตามอำนาจและหน้าที่ตลอดจนไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายบัญญัติ แต่มีการจัดเตรียมรายงานการประชุมมาเสนอต่อที่ประชุม หลังจากนั้นกองพุทธศาสนสถานเสนอผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติ จากนั้นโอนเงินไปยังวัดที่ติดต่อไว้ แล้วไปขอรับเงินส่วนใหญ่คืน แบ่งเงินส่วนน้อยให้ ซึ่งเป็นการร่วมกันกระทำเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำและจะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งมิได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโอนเงินงบประมาณและขอรับเงินส่วนใหญ่คืนได้ ซึ่งในปีงบประมาณ 2555 ถึง 2557 นายนพรัตน์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ทั้งมีความสนิทสนมกับจำเลยเป็นผู้ติดต่อจำเลยเรื่องวัดที่จะรับโอนเงินและรับเงินเองหรือให้ลูกน้องมารับ แม้หลังจากนั้นนายนพรัตน์จะเกษียณอายุราชการ แต่ช่วงก่อนหน้านั้นนายนพรัตน์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นขบวนการล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมขบวนการ มีการกระทำในลักษณะเดียวกันติดต่อมา และการดำเนินการจะสำเร็จได้จะต้องติดต่อเจ้าอาวาสวัดที่ยินยอมคืนเงินส่วนใหญ่ให้อันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้จักคุ้นเคยส่วนตัวและเป็นที่ไว้วางใจได้ซึ่งจะต้องอาศัยนายนพรัตน์ที่สนิทสนมกับจำเลยสามารถติดต่อเจ้าอาวาสที่ยินยอมคืนเงินส่วนใหญ่ได้ ดังนั้น แม้นายนพรัตน์จะเกษียณอายุราชการก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรและอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับเงินอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดในปีงบประมาณตามฟ้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) โดยจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องและรู้ว่าเงินงบประมาณทั้ง 13 รายการตามฟ้องเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกกฎหมาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่างบประมาณของวัด ล. เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัดแล้วจำเลยก็เบิกถอนและนำเงินบางส่วนคืนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปให้นายนพรัตน์ ส่วนงบเงินอุดหนุนการปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบประมาณปี 2558 ของวัด ล. วัด ค. และวัด ญ. เมื่อมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากแล้วจำเลยก็รวบรวมเงินดังกล่าวของทั้งสามวัดบางส่วนส่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปมอบให้นายนพรัตน์ และงบเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบประมาณปี 2559 ทั้ง 9 วัด เมื่อมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวบางส่วนก็มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยหรือนำมาให้จำเลยและพวกของจำเลย มีทั้งที่จำเลยนำไปใช้จ่ายและคืนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยจำเลยรู้ว่าเงินงบประมาณที่โอนมาดังกล่าวนั้นได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโอน รับโอนทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ทั้งมีการนำไปใช้เสมือนหนึ่งว่าเงินนั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปกปิด อำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มาซึ่งเกี่ยวกับการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการสมคบกันกับพวกเพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากแต่ละรายการและมีการมาอนุมัติออกจากบัญชีดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอ อำเภอ ช. จึงถือว่าเป็นพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 และได้กระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันจะเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 11 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีฐานะเจ้าอาวาสวัด ล. ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 บัญญัติให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ล. ร่วมกับนายนพรัตน์เบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยทุจริต และร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ส่วนกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัด ค. วัด ญ. วัด ย. วัด ง. วัด อ. วัด ป. วัด ร. วัด ห. วัด ด. วัด บ. และวัด ท. ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดข้างต้น จำเลยไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด ล. หรือเจ้าคณะอำเภอ ช. กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หากแต่จำเลยกระทำในฐานะส่วนตัวและอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้าอาวาสแต่ละวัดต่อ ๆ กันไป จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 11 แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งกระทำความผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ฟ้องจะต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด การกระทำความผิดหลายกรรมซึ่งจะต้องเรียงการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ จึงไม่จำต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จึงมิใช่เรื่องพิพากษาเกินคำขอที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แต่อย่างใด

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2561 ของศาลอาญา เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอาญาพิพากษายกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2561 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.1648/2562 จึงไม่มีโทษจำคุกในคดีดังกล่าวที่จะนำมานับโทษของจำเลยในคดีได้ดังนี้ จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นได้

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนที่กำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 45
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) (2) ม. 9 วรรคสอง ม. 11 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายธรรมปรมัตถ์ ภูสีน้อยปริตร
ศาลอุทธรณ์ — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2565
#686038
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนํายาเสพติดผิดกฎหมาย.... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณีพนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎระเบียบดังกล่าวของจําเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจําเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใดๆ มิได้เฉพาะแต่การนําหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจําเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้

คดีนี้จําเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติด ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่า จําเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตรการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อจําเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบําบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบําบัดฟื้นฟูดังกล่าว จําเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จําเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จําเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ และถือว่าจําเลยไม่ติดใจจะนํากฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จําเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบําบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จําเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,650 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 7 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า จำเลยมีนโยบายทำให้โรงงานปลอดยาเสพติดและเป็นโรงงานสีขาว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในสถานประกอบการจำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์และโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยเสพยาเสพติด ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โจทก์เข้าพบนายจองศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย เพื่อขอกลับเข้ามาทำงานภายหลังโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูเสร็จสิ้นตามกระบวนการแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานเป็นการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยรับทราบถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของโจทก์ และยินยอมให้โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยโดยมิได้เลิกจ้างในทันที อันมีลักษณะเป็นการให้โอกาสโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นข้อที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยก่อความเสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าว หรือทำให้จำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือผิดพลาด ในวันเกิดเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่าอยู่ในอาการผิดปกติหรือมึนเมา ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง ไม่เข้ากรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่โจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและการทำงานร่วมกับพนักงานอื่น จึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างถือว่ามีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรงนั้น ต้องเป็นเรื่องที่นายจ้างมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 9. วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อย 18. กำหนดห้ามพนักงานทุกคนนำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ยังไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์นำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงานจำเลย อันจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฏีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยมีนโยบายมุ่งเน้นให้จำเลยเป็นโรงงานสีขาวปลอดจากยาเสพติด จึงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" รุ่นที่ 3 ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานจำเลยทุกคน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายดำเนินการบำบัดผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด โดยหากพนักงานรายใดตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะก็สามารถยินยอมขอเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูกับหน่วยงานฝ่ายปกครองของจังหวัดนครปฐมต่อไปได้ จากนั้นวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมได้นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานในสถานประกอบการของจำเลยตามโครงการดังกล่าว โดยโจทก์สมัครใจเข้าร่วมรับการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะด้วย ผลการตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ โจทก์ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู ตามที่ศูนย์เพื่อการคัดกรองกำหนดให้ และยินยอมให้ติดตามดูแลภายหลังการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องอีก 12 เดือน จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมซึ่งโจทก์ยินยอมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวและเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู นั้น ตามกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนำยาเสพติดผิดกฎหมาย... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณี พนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎหมายดังกล่าวของจำเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใด ๆ มิได้เฉพาะแต่การนำหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจำเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้ แต่เมื่อคดีนี้จำเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติการณ์จังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่าจำเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตราการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ให้ความร่วมมือให้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ เมื่อตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู และยินยอมให้ติดตามดูแลภายหลังการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องอีก 12 เดือน ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวของจำเลย จนกระทั่งโจทก์ผ่านการบำบัดฟื้นฟู โดยการประเมินตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 17 มิถุนายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐมจึงได้ทำหนังสือถึงจำเลย เพื่อขอความร่วมมือให้จำเลยสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ในห้วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 และให้โอกาสโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไป โดยให้จำเลยรับการรายงานตัวโจทก์ในวันทำการถัดไปหลังจากวันที่ทำการบำบัดฟื้นฟูฯ สิ้นสุดลงทั้งเมื่อหลังจากรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วขอให้จำเลยเฝ้าระวัง/สอดส่องดูแลมิให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกลับไปเสพซ้ำอีก ดังนั้น เมื่อจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูดังกล่าว จำเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบัดบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จำเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ด้วย และถือว่าจำเลยไม่ติดใจจะนำกฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จำเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบำบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จำเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้าง โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ย่อมไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 7 — นายอาทิตย์ กิจชระภูมิ
- นายศราวุธ ภาณุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2565
#685756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ขายทองคำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แต่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำที่ทำการขายทุกรายการภายในกำหนดเวลา 3 วันทำการนับแต่วันที่จำเลยส่งคำสั่งขายแต่ละรายการ โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาดำเนินการล้างฐานะเพื่อบังคับชำระหนี้โดยหักกลบลบหนี้เพื่อทอนบัญชีระหว่างจำนวนเงินค่าทองคำที่จำเลยสั่งขายกับจำนวนเงินค่าทองคำที่ได้จากการบังคับซื้อกลับ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง ข้อ 5.1 ระบุว่า หากปรากฏพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ให้ภาระหนี้สินทั้งหมดของลูกค้าในบัญชีของลูกค้าถึงกำหนดชำระโดยพลัน และให้บริษัทสามารถดำเนินการการล้างฐานะซื้อขายทองคำได้ทันที...(1) เมื่อลูกค้าผิดนัดไม่ชำระค่าซื้อและ/หรือขายทองคำ และ/หรือผิดนัดการวางหลักประกัน และ/หรือผิดนัดชำระหนี้ใด ๆ ตามสัญญานี้ ภายในระยะเวลา และ/หรือเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญานี้ หรือตามข้อกำหนดของบริษัท และ/หรือไม่ชำระเงินจำนวนใด ๆ ภายใต้สัญญานี้ตามจำนวนที่ต้องชำระเมื่อถึงกำหนดชำระ และข้อ 5.3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทล้างฐานะรายการซื้อขายทองคำของลูกค้าแล้ว ทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขาย และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ลูกค้ายินดีรับผิดชอบชำระส่วนต่าง และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้กับบริษัททันทีที่ได้รับการทวงถามจากบริษัท พร้อมด้วยค่าเสียหายและดอกเบี้ยและ/หรือเบี้ยปรับ ในอัตราที่บริษัทกำหนดนับจากวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้บริษัทครบถ้วน การที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำให้โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 5.1 (1) เพื่อดำเนินการล้างฐานะซื้อขายทองคำอันทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 5.3 วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าเสียหายจากส่วนต่างของราคาทองคำเนื่องจากจำเลยมิได้ส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์ภายในกำหนดตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว สิทธิเรียกร้องในลักษณะนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 478,470.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 478,470.22 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการซื้อขายทองคำและเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่งเลขที่บัญชี 0009591 และทำสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % กับโจทก์ หลังทำสัญญาจำเลยสั่งซื้อและขายทองคำแท่งกับโจทก์เรื่อยมา โดยระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยสั่งให้โจทก์ขายทองคำ 36 รายการ รวมน้ำหนักทองคำ 1,705 บาท คิดเป็นเงิน 32,328,100 บาท แต่จำเลยไม่ส่งมอบทองคำภายในกำหนดเวลา 3 วัน ทำการนับแต่วันที่จำเลยสั่งขายโจทก์จึงบังคับหักทอนบัญชีส่งผลให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 2,338,800 บาท และเบี้ยปรับ 59,675 บาท รวมเป็นเงิน 2,398,475 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำหลักประกันของจำเลยหักชำระหนี้คงเหลือหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ 398,475 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาสรุปว่าสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % ที่จำเลยทำกับโจทก์เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 455 มีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่การซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ปัญหาว่าสัญญาซื้อขายทองคำแท่งระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมแผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้... "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความว่า สัญญาที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะดังต่อไปนี้ (1) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตเป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (2) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับชำระเงินหรือต้องชำระเงินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (3) สัญญาที่กำหนดให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาของสินค้า หรือชำระเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคา หรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำสัญญาตาม (1) หรือ (2)..." แต่สัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % ที่จำเลยทำกับโจทก์ไม่มีลักษณะตามที่พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 บัญญัติไว้ สัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % จึงมิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ขายทองคำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แต่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำที่ทำการขายทุกรายการภายในกำหนดเวลา 3 วันทำการนับแต่วันที่จำเลยส่งคำสั่งขายแต่ละรายการ โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาดำเนินการล้างฐานะเพื่อบังคับชำระหนี้โดยหักกลบลบหนี้เพื่อทอนบัญชีระหว่างจำนวนเงินค่าทองคำที่จำเลยสั่งขายกับจำนวนเงินค่าทองคำที่ได้จากการบังคับซื้อกลับ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5% ข้อ 5.1 ระบุว่า หากปรากฏพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งให้ภาระหนี้สินทั้งหมดของลูกค้าในบัญชีของลูกค้าถึงกำหนดชำระโดยพลัน และให้บริษัทสามารถดำเนินการการล้างฐานะซื้อขายทองคำได้ทันที...(1) เมื่อลูกค้าผิดนัดไม่ชำระค่าซื้อและ/หรือขายทองคำและ/หรือผิดนัดการวางหลักประกัน และ/หรือผิดนัดชำระหนี้ใด ๆ ตามสัญญานี้ ภายในระยะเวลาและ/หรือเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญานี้ หรือตามข้อกำหนดของบริษัท และ/หรือไม่ชำระเงินจำนวนใด ๆ ภายใต้สัญญานี้ตามจำนวนที่ต้องชำระเมื่อถึงกำหนดชำระ และข้อ 5.3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทล้างฐานะรายการซื้อขายทองคำของลูกค้าแล้วทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขาย และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ลูกค้ายินดีรับผิดชอบชำระส่วนต่าง และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้กับบริษัททันทีที่ได้รับการทวงถามจากบริษัท พร้อมด้วยค่าเสียหายและดอกเบี้ยและ/หรือเบี้ยปรับ ในอัตราที่บริษัทกำหนดนับจากวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้บริษัทครบถ้วนการที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำให้โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 5.1 (1) เพื่อดำเนินการล้างฐานะซื้อขายทองคำอันทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 5.3 วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าเสียหายจากส่วนต่างของราคาทองคำเนื่องจากจำเลยมิได้ส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์ภายในกำหนดตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว สิทธิเรียกร้องในลักษณะนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสาวปวีณา เทียมเทศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวมาลีรัตน์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565
#687904
เปิดฉบับเต็ม

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้ และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือ... และคำว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า... รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันอยู่ในนิยามของคำว่า หน่วยงานของรัฐ และจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์อันอยู่ในนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างในกรณีทั่วไป พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเหตุผลในการประกาศใช้บังคับซึ่งปรากฏอยู่ที่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสม... ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น... จึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีเจตนารมณ์ไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการไล่เบี้ยระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเกิดจากลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกมาใช้บังคับ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 426

ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ในฐานะนายจ้างชดใช้แก่ผู้เสียหายคืนแก่โจทก์ยังไม่ได้ถูกฟ้องขอให้เพิกถอน จึงมีผลในทางปฏิบัติต่อไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีอำนาจยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง

จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยแล้วปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลย บทบัญญัติของกฎหมาย และรูปคดีนี้แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้คำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ก็ถือได้ว่าคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,235,661.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,020,593.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถโดยสาร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 จำเลยปฏิบัติหน้าที่ขับรถโดยสารของโจทก์ด้วยความประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2 ราย อันเป็นการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 3 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 768/2557 ของศาลอาญาธนบุรี มารดาของผู้ตายรายหนึ่งฟ้องโจทก์และจำเลย แต่ภายหลังได้มีการถอนฟ้องจำเลย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่มารดาของผู้ตายรายนั้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3232/2560 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นเงิน 2,455,032.87 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยขับรถเลี้ยวขวาเข้าซอย ไม่สามารถขับรถด้วยความเร็วได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยเสพสารเสพติดหรือเมาสุรา จำเลยจึงขับรถด้วยความประมาทเท่านั้น มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในขณะเกิดเหตุ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัย ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ประกอบพยานหลักฐานอื่นไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์อย่างไร จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 มาบังคับใช้ให้ขัดกับพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ และจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและเกินไปกว่าคำขอของโจทก์ เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่สามารถนำกฎหมายที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ได้อีกเป็นการไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายนั้น ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยรับว่าเป็นลูกจ้างโจทก์แล้ว การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ส่งสัญญาจ้างแรงงานและหลักฐานอื่นใดว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานอย่างไร เป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่รับกันหรือถือว่ารับกันแล้วเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและเกินไปกว่าคำขอของโจทก์ แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า เดิมศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาจ้าง การที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อบังคับใช้กฎหมายเฉพาะตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ให้ขัดกับกฎหมายดังกล่าวได้อีก แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวว่าไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้แล้ว เห็นได้ว่าการนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยคดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 หรือไม่ และตามที่โจทก์ฎีกาว่า คดีเดิม ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ในฐานะนายจ้างรับผิดร่วมกับจำเลยในผลของละเมิดที่จำเลยลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ จนมีคำสั่งให้จำเลยในฐานะลูกจ้างชดใช้เงินคืนโจทก์ จำเลยไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลในทางปฏิบัติ โจทก์ในฐานะนายจ้างจึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างชดใช้เงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือ ... และคำว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ...รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขับรถโดยสารประจำทางด้วยความประมาทชนนางอัญชลี และนางสาวภาริศา ซึ่งเป็นผู้อื่นถึงแก่ความตาย นางนิสานาถ มารดานางสาวภาริศาฟ้องโจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่ง ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ ซึ่งโจทก์ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้วคณะกรรมการมีความเห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เห็นสมควรให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ออกคำสั่งที่ 682/2560 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันอยู่ในนิยามของคำว่าหน่วยงานของรัฐ และจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์อันอยู่ในนิยามคำว่าเจ้าหน้าที่ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างในกรณีทั่วไป พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเหตุผลในการประกาศใช้บังคับซึ่งปรากฏอยู่ที่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นการไม่เหมาะสม ... ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น ... จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีเจตนารมณ์ไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการไล่เบี้ยระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเกิดจากลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกมาใช้บังคับ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 5 ที่ 682/2560 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ในฐานะนายจ้างชดใช้แก่ผู้เสียหายคืนแก่โจทก์ ยังไม่ได้ถูกฟ้องขอให้เพิกถอน จึงมีผลในทางปฏิบัติต่อไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีอำนาจยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยแล้วปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายว่าจำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย่ใด หรือไม่ เพียงใด เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลย บทบัญญัติของกฎหมายและรูปคดีนี้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้คำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ก็ถือได้ว่าคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะในส่วนที่ยกอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุว่าไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 57/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 8 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัชรินทร์ ฤชุโรจน์
- นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3513 -ที่ 3526/2565
#689345
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบโรงเรียนของมูลนิธิจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม ข้อกำหนดดังกล่าวชัดแจ้งว่า การจะได้รับการปรับขึ้นเงินบำนาญในทุกปีการศึกษาใหม่จะต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน

คำว่า "พิจารณา" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรา หรือตริตรอง หรือสอบสวน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาเป็นสำคัญว่า สมควรปรับเพิ่มเงินบำนาญแก่ครูผู้มีสิทธิรับบำนาญหรือไม่ ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่บทกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ไม่

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนและจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820

โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบรับอนุญาตและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 14 เรียกจำเลยที่ 1 ทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 822/2561 ที่ 824/2561 ที่ 901/2561 ที่ 902/2561 และที่ 4511/2561 ว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 821/2561 ที่ 823/2561 ที่ 825/2561 ที่ 826/2561 ที่ 903/2561 ที่ 904/2561 และที่ 4512-4514/2561 ว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสิบสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินบำนาญ เงินส่วนต่างของเงินบำนาญค้างจ่าย ค่าชดเชย เงินเพิ่ม และดอกเบี้ย พร้อมเพิ่มเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่อัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ดังนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 382,950 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 167,134.07 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 169,990 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 252,679.66 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 236,500 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 138,692.67 บาทโจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 235,190 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 137,924.44 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 282,700 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 208,539.66 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 331,480 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 393,689.26 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ดังนี้ โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 187,890 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 279,286.90 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 253,400 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 301,476.58 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 226,660 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 303,848.60 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 198,070 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 235,893.23 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละคนเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จะถึงแก่ความตาย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน เมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราว โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 ดังนี้ โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 13,189.91 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท แต่ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในเงินบำนาญเป็นการส่วนตัว และให้จำเลยทั้งสามพิจารณาขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินบำนาญที่โจทก์แต่ละคนได้รับในเดือนพฤษภาคม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสิบสี่ จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 แต่ละคนได้รับในเดือนพฤษภาคม ตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เกษียณอายุเป็นต้นไป แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ร่วมกันชำระเงินส่วนต่างของเงินบำนาญแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เสียใหม่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินส่วนต่างนับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยคิดจากเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ดังนี้ โจทก์ที่ 1 จำนวน 28,338.30 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 9,394.50 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 4,015.82 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 18,751.60 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 6,020 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 5,986.65 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 15,866.20 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 7,563 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 14,135 บาท และโจทก์ที่ 10 จำนวน 22,541 บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยและเงินบำนาญเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาต โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งครู ทำงานให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งครู ทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มีระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2534 และว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 จำเลยที่ 2 มีคู่มือครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลยที่ 3 มีคู่มือครู โดยระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวใช้บังคับแก่โรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ระหว่างวันที่ 15 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 โจทก์ทั้งสิบสี่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และเกษียณอายุการทำงาน โดยมีข้อมูลการเกษียณอายุ อายุงาน และเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 เหตุผลที่แท้จริงที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เขียนใบลาออกเนื่องจากเป็นการเกษียณอายุ ไม่ใช่ต้องการไปปฏิบัติหน้าที่อื่น จึงไม่ใช่การลาออกโดยสมัครใจ ส่วนโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ลงลายมือชื่อในหนังสือลาออก ไม่ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ด้วยเหตุเกษียณอายุ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนนิติบุคคล ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 กำหนดหน้าที่ผู้รับใบอนุญาตเช่นเดียวกับนายจ้าง เช่น มีอำนาจกระทำการแทนโรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อำนาจในการบริหาร จ่ายค่าตอบแทน ค่าชดเชย และมีอำนาจบอกเลิกสัญญาการเป็นครู ดังนั้น จำเลยที่ 1 ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบสี่ เมื่อโจทก์ทั้งสิบสี่เป็นครูของโรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2534 และว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสิบสี่ โดยระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 กำหนดให้การปรับขึ้นเงินบำนาญเป็นดุลพินิจของจำเลยทั้งสามที่จะพิจารณาปรับเงินบำนาญให้แก่ครูที่รับบำนาญโดยคำนึงถึงผลประกอบการ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ใช้หลักเกณฑ์การประเมินการปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 โดยกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ได้ปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 แล้ว จึงไม่มีส่วนต่างของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 จะรับได้อีก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ด้วยเหตุเกษียณอายุ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ไม่ได้จงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 มีหลักการและวัตถุประสงค์การจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำนาญแตกต่างกัน การจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ได้รับเงินบำนาญ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาต และฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนนายจ้างที่มีคำสั่งเลิกจ้างขอให้จ่ายค่าชดเชยและเงินบำนาญอันเป็นสิทธิประโยชน์อื่น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดชัดเจนให้ขึ้นเงินบำนาญร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปี โดยไม่ปรากฏข้อยกเว้นไว้ให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จึงต้องจ่ายส่วนต่างของเงินบำนาญที่ปรับขึ้นไม่ถึงร้อยละ 10 ของเงินบำนาญ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ได้รับในเดือนพฤษภาคม แม้โจทก์ดังกล่าวจะมิได้มีคำขอ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ไม่ได้กำหนดให้ปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่ครูทุกคนทันทีในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญเท่ากันทุกปี แต่เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ที่จะพิจารณาปรับขึ้นเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้ปรับขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษา จึงไม่ชอบ เห็นว่า ในส่วนของการปรับขึ้นเงินบำนาญนั้นปรากฏตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ที่ระบุไว้ว่า "ครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม" จะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า การจะได้รับการปรับขึ้นเงินบำนาญในทุกปีการศึกษาใหม่จะต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน ซึ่งคำว่า "พิจารณา" นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรา หรือตริตรอง หรือสอบสวน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาเป็นสำคัญว่าสมควรปรับเพิ่มเงินบำนาญแก่ครูผู้มีสิทธิรับบำนาญหรือไม่ แม้ในระเบียบดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ซึ่งต้องเป็นผู้พิจารณาขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ก็ตาม ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว หาใช่บทกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปี การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่เท่ากันทุกคนและไม่ถึงอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญในปีการศึกษาที่ผ่านมาทุกปี เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จ่ายเงินส่วนต่างที่ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่ถึงอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญ พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ และต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสิบสี่หรือไม่ เพียงใด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสิบสี่อย่างไร ประกอบกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้โดยเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าโจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องนำหลักความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่ผู้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กิจการของโรงเรียนในระบบเฉพาะในส่วนของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และมาตรา 166 บัญญัติให้ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นํากฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ โดยในเรื่องค่าชดเชยของครูโรงเรียนเอกชนจึงต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ซึ่งข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ครู จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตโดยไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยเป็นการส่วนตัวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายจ้างก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมีผลเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบสี่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 คดีนี้โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้าง ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยและเงินบำนาญเป็นการส่วนตัว และร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 พิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสีย ปัญหาข้อดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

อนึ่ง สำหรับที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 และจำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละคนเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จะถึงแก่ความตาย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน เมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราว โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 ดังนี้ โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 13,189.91 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 โจทก์ที่ 11 และที่ 12 มีคุณสมบัติตามวิธีคำนวณในข้อ 26 ที่กำหนดว่า "ครูที่ปฏิบัติงานมาครบ 25 ปีขึ้นไปและอายุครบเกษียณอายุ 60 ปี ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน หารด้วย 50" และโจทก์ที่ 14 มีคุณสมบัติตามวิธีคำนวณบำนาญในข้อ 27 ที่กำหนดว่า "สำหรับครูที่ปฏิบัติงานมาไม่เกิน 25 ปี และอายุครบเกษียณอายุ 60 ปี ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน หารด้วย 55" และนับอายุงานตามข้อ 23 ที่กำหนดว่า "เวลาปฏิบัติงานสำหรับคำนวณบำนาญ ให้นับจำนวนปีเต็มเท่านั้น" โจทก์ที่ 11 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 29 ปี โจทก์ที่ 12 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 30 ปี และโจทก์ที่ 14 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 21 ปี โดยโจทก์ที่ 11 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,602.88 บาท โจทก์ที่ 12 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 42,302 บาท และโจทก์ที่ 14 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 30,875 บาท ดังนี้เมื่อคำนวณเงินบำนาญแล้ว โจทก์ที่ 11 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละหรืองวดละ 20,649.67 บาท โจทก์ที่ 12 จะได้รับเงินบำนาญงวดละหรือเดือนละ 25,381.20 บาท และโจทก์ที่ 14 จะได้รับเงินบำนาญงวดละหรือเดือนละ 11,788.64 บาท การที่ศาลแรงงานกลาง กำหนดเงินบำนาญงวดแรกที่โจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 มีสิทธิได้รับตามระเบียบให้แก่โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท และโจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนตามสิทธิ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 กับให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยดังกล่าวรับผิดเกินกว่าสิทธิของโจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตามความเป็นจริง และสำหรับเงินบำนาญซึ่งเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 11 กับที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี จึงเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 20,649.67 บาท และให้จำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 12 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 25,381.20 บาท และของโจทก์ที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 11,788.64 บาท และให้คิดดอกเบี้ยของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 มีสิทธิได้รับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 20,649.67 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 12 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 25,381.20 บาท และของโจทก์ที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 11,788.64 บาท ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินบำนาญแต่ละจำนวนเมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแก่โจทก์ที่ 11 และให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินบำนาญแต่ละจำนวนเมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จำเลยที่ 3 ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างของเงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างของเงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ไม่ต้องขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ทั้งสิบสี่ได้รับในเดือนพฤษภาคม แต่ต้องพิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ทุกปีตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — มูลนิธิ ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2565
#687105
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แล้ว ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 อีกด้วย ซึ่งในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ฐานนำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและฐานยื่นใบขนสินค้าโดยสำแดงเท็จตามมาตรา 27 และมาตรา 99 นั้น เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมมอบของกลางทั้งหมดให้กรมศุลกากรเพื่อระงับคดีและผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพิจารณาอนุมัติให้ระงับคดีแล้วจึงทำให้ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ระงับไป ของกลางจึงอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรที่จะจำหน่ายต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร ขอรับการสนับสนุนของกลางเพื่อใช้เป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ทำบันทึกส่งมอบของกลางให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานครไปแล้ว แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 แต่เมื่อของกลางคดีนี้เป็นของกลางในคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรด้วย เมื่อได้มีการจำหน่ายของกลางไปโดยชอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรแล้ว ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่จำต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลางอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีของกลางให้ขนส่งและทำลายอยู่ในความครอบครองของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว หากกรมวิชาการเกษตรเห็นว่ากรมศุลกากรไม่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับของกลางก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการด้วยกันต้องดำเนินการต่อกันเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23, 36, 45, 73, 78, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบวัตถุอันตรายของกลาง และมีคำสั่งให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายของกลาง ทำลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป และให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลาง รวมเป็นเงิน 24,400,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 45 (4), 73, 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 45 (4), 78 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบวัตถุอันตรายของกลาง และให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตราย ทำลาย หรือจัดการวัตถุอันตรายของกลางตามที่เห็นสมควรต่อไป และในกรณีที่ต้องทำลายให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลางตามอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 2,400,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้สั่งนำเข้าคาร์โบฟูราน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไซโปรโคนาโซล น้ำหนัก 100 กิโลกรัม อิมิดาโคลพริด น้ำหนัก 2,000 กิโลกรัม ไพมีโทรซีน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไทอะโคลพริด น้ำหนัก 100 กิโลกรัม และเมโทมิล น้ำหนัก 16,000 กิโลกรัม จากผู้ขายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดรายชื่อของวัตถุอันตรายที่กระบวนการผลิตและลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายเป็นที่ทราบแน่ชัดโดยทั่วไป พ.ศ. 2543 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญกระทำการแทนได้ และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 นายทะเบียนได้ขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ออกจากทะเบียน ทำให้มีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากการสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางคดีนี้นั้น เป็นการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามกฎหมาย ไม่ได้ลงชื่อในฐานะส่วนตัว เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากแยกจากจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้นที่เป็นผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การกระทำหรือการแสดงออกของนิติบุคคลก็ต้องแสดงออกโดยผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามกฎหมายนั่นเอง การบริหารงานของนิติบุคคลหรือการกระทำนิติกรรมใด ๆ ของนิติบุคคล ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลผูกพันกันในทางแพ่ง กฎหมายจึงได้มีบทบัญญัติไว้ให้ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนในกรณีนี้ก็คือจำเลยที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนพร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ในทางอาญาจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้อยู่เป็นอย่างดีในขณะกระทำการดังกล่าวแล้วว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีเจตนาต้องการกระทำการใด การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏแน่ชัดว่า การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางคดีนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กระทำการโดยจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเพียงแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อด้วย แม้ตามหนังสือรับรองจะระบุว่าหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มี 2 คน คือจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการกระทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัด ให้หุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารการนำเข้าของกลางด้วยเช่นนี้ โจทก์ซึ่งกล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้จึงต้องเป็นฝ่ายหาพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า ความจริงเป็นไปตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเพียงนายสัญญา ผู้รับมอบอำนาจจากกรมวิชาการเกษตรให้ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีนี้เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่พยานปากนี้ได้รู้เห็นมาด้วยตนเองก็เฉพาะที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุเท่านั้น เช่น ขณะที่มีการยึดและตรวจสอบของกลาง แต่ในขณะที่เกิดเหตุที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดนั้น พยานไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเลย น่าเชื่อว่าเหตุที่มีการดำเนินคดีนี้กับจำเลยที่ 2 ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 แม้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อในการทำนิติกรรมสั่งซื้อนำเข้าของกลางคดีนี้แต่อย่างใด และหากพิจารณาใบแจ้งหนี้ที่ผู้ขายสินค้าของกลางคดีนี้ส่งถึงห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในเอกสารนั้น จำเลยที่ 2 ก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เนื่องจากไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 แล้ว ปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน และยืนยันในชั้นอุทธรณ์ว่าลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเอกสารอื่น ๆ ที่เคยลงไว้ เช่น คำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและคำให้การชั้นสอบสวน หรือเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนคดีนี้ก็จะเห็นได้ว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันได้เลย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงให้เห็นได้เลยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อ้างในฎีกาว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ข้อ. 4 (1) กำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 ซึ่งของกลางคดีนี้เป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 จึงอยู่ในอำนาจดำเนินการของกรมวิชาการเกษตร จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 นั้น เห็นว่า การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนคดีนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ตามฟ้องแล้ว ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 อีกด้วย ซึ่งในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนายปนิธิ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ มีหน้าที่พิจารณาความผิดเกี่ยวกับศุลกากรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ยืนยันว่าของกลางคดีนี้ถูกยึดที่ท่าเรือแหลมฉบังโดยศุลกากรแหลมฉบัง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วเป็นการกระทำความผิดฐานนำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและฐานยื่นใบขนสินค้าโดยสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และมาตรา 99 แต่เนื่องจากผู้กระทำความผิดที่นำเข้าของกลางคือห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ยินยอมมอบของกลางทั้งหมดให้กรมศุลกากรเพื่อระงับคดีและผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพิจารณาอนุมัติให้ระงับคดีแล้วจึงทำให้ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ระงับไป ของกลางจึงอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรที่จะจำหน่ายต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานีพัฒนาที่ดิน กรุงเทพมหานคร ขอรับการสนับสนุนของกลางเพื่อใช้เป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ทำบันทึกส่งมอบของกลางให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 กรมพัฒนาที่ดินไปแล้ว แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 แต่เมื่อของกลางคดีนี้เป็นของกลางในคดีที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรด้วย เมื่อได้มีการจำหน่ายของกลางไปโดยชอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรแล้ว ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่จำต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลางอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีของกลางให้ขนส่งและทำลายอยู่ในความครอบครองของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว หากกรมวิชาการเกษตรเห็นว่ากรมศุลกากรไม่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับของกลางก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการด้วยกันต้องดำเนินการต่อกันเอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ยกคำขอในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า วัตถุอันตรายของกลางคดีนี้มีจำนวนมาก ตามบันทึกและภาพถ่ายทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าอันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยเฉพาะ การนำเข้าของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายหน่วยงานของรัฐได้วางกฎระเบียบ วิธีการ เป็นแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพทำการค้าในเรื่องเกี่ยวกับวัตถุอันตรายย่อมต้องทราบดีและควรต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของทางราชการ การหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการให้ถูกต้องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวมได้เป็นอย่างมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง เหตุผลส่วนตัวที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกายังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ม. 88
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอัฐษฎา วิลัยทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2565
#687781
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 266, 268, 334, 335

ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย นายวีรวัฒน์ และธนาคาร ท. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ สำหรับผู้เสียหายและนายวีรวัฒน์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนธนาคาร ท. ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาใช้ตั๋วเงินปลอม โดยเรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 993,555 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 360,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา และให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 335 (11) วรรคแรก (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง ฐานปลอมตั๋วเงินและและใช้ตั๋วเงินปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง กับฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้างเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน รวมจำคุก 564 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมที่ 3 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง ฐานปลอมตั๋วเงิน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม และฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวม 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี และปรับ 940,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 282 เดือน และปรับ 470,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง 47 ครั้ง ซึ่งในการลักเช็คแต่ละครั้งย่อมเป็นเจตนาแยกต่างหากจากกันเป็นครั้ง ๆ ไป สำหรับความผิดฐานปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมเป็นการกระทำความผิดคนละขั้นตอนกัน จำเลยปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมและลักเอาเงินสดของนายจ้างไปรวม 47 ครั้ง เป็นความผิด 47 กระทง แยกต่างหากจากความฐานลักทรัพย์นายจ้าง (ลักเช็ค) ศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยเรียงกระทงลงโทษเป็นกระทงความผิดไป และพฤติการณ์ของจำเลยในการกระทำหลายกรรมต่อเนื่องกัน แม้จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วก็ตาม การรอการลงโทษอาจไม่ช่วยให้หลาบจำ และกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกในอนาคตจึงไม่สมควรรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่จำเลยลักเช็คและลักเงินสดของนายจ้างเป็นความผิดแยกต่างหากจากกันและต้องเรียงกระทงลงโทษเป็นแต่ละกระทงความผิด หรือไม่เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักเอาเช็คธนาคาร ท. ของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จึงจ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ต้องเรียงกระทงลงโทษไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยกระทำการลักเช็ค ปลอมเช็ค และนำเช็คไปเรียกเก็บเงินหลายครั้งก็ตามแต่จำเลยได้สำนึกในการกระทำแล้ว โดยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จนเป็นที่พอใจและแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อพิเคราะห์ถึงประวัติและรายงานการสืบเสาะแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความประพฤติในทางเสื่อมเสียมาก่อน ทั้งจำเลยมีครอบครัวและมีบุตรต้องอุปการะเลี้ยงดู ถือได้ว่ามีเหตุอันควรปรานี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาในเรื่องนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษายืน แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 266 (4) ม. 268 ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัท ฟ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมพงษ์ พุทธฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางอลิศรา มานะจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3477/2565
#687882
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนตามความจำเป็นในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ บ. ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ร่วมได้ โดยไม่จำกัดตัวบุคคลใดที่จะถูกดำเนินคดี และอำนาจของ บ. ดังกล่าวยังสามารถมอบอำนาจช่วงได้อีกด้วย ฉะนั้น การที่ บ. มอบอำนาจช่วงให้ ช. แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวก รวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นการมอบอำนาจช่วงโดยชอบภายในขอบอำนาจที่ บ. ได้รับมอบมา แม้ตามสำเนาหนังสือรับรองจะมีเงื่อนไขให้กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะกระทำการผูกพันโจทก์ร่วมได้ก็ตาม แต่การมอบอำนาจช่วงมิใช่กรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องมีการประทับตราสำคัญของบริษัทตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรอง เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้การมอบอำนาจช่วงต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย การมอบอำนาจช่วงโดยไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ช. ผู้รับมอบอำนาจช่วงย่อมมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกแทนโจทก์ร่วม มีผลให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง

สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความที่ได้รับแจ้งจาก ช. ว่า ช. มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 เรื่อง กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ส. และจำเลยที่ 4 จากเหตุที่โจทก์ร่วมได้ขายรถแบ็กโฮ 2 คัน ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาไม่สามารถติดตามหารถแบ็กโฮที่ขายให้ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ไม่มีการส่งค่างวด ถูกผู้เช่าซื้อปฏิเสธ จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้ดังกล่าว ร้อยตำรวจโท ป. พนักงานสอบสวนได้รับหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้ง ช. เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ร่วมไว้แล้ว จะได้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย แต่วันนี้ผู้แจ้งไม่พร้อมที่จะให้ปากคำและจะมาให้การในวันต่อไป ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนจะรับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป และจากข้อความที่พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งบันทึกไว้ เมื่ออ่านประกอบกับหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ ช. นำมายื่นต่อพนักงานสอบสวนในการแจ้งความซึ่งระบุมอบอำนาจให้ ช. แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกในฐานความผิดยักยอกหรือความผิดอาญาอื่นใดแล้ว พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้รับโทษ การแจ้งความของ ช. ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 หาใช่เป็นแต่การแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้โดยยังไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนกันยายน 2558 การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2558 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96

รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าคดีโจทก์ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ภายในอายุความตามกฎหมายแล้วดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในฟ้อง ทำให้เชื่อได้ว่าเอกสารฉบับดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ อันเป็นสรรพเอกสารตามบัญชีระบุพยานของโจทก์อันดับที่ 27 นั่นเอง เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยระบุไว้ชัดเจนว่าขอถือเอาบัญชีระบุพยานและสรรพเอกสารในคดีนี้ของโจทก์เป็นของโจทก์ร่วมด้วย กรณีถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงความจำนงที่จะอ้างอิงรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์ร่วมจึงชอบที่จะนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการถามติงพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เพื่อยืนยันถึงวันที่ที่แน่นอนซึ่งโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ได้ หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าพยานเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะขออนุญาตศาลชั้นต้นซักถามร้อยตำรวจเอก ป. เพิ่มเติม หรือนำพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาสืบหักล้างในภายหลัง กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานในลักษณะจู่โจมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีดังข้ออ้างในฎีกา ดังนั้น สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจึงมิใช่พยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 นับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3945/2558 ของศาลชั้นต้น นับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3972/2556 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด และให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 7,104,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับ 6,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3945/2558 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3972/2556 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่คืน 7,104,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่คืน 7,104,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 3 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อ 2.3, 2.4 และ 2.5 กับให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาขนส่งพืชผลทางการเกษตร มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลยที่ 2 ส่วนนายสงกรานต์ เป็นคู่ค้าที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาขายให้จำเลยที่ 1 ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 3 และนายสงกรานต์ติดต่อกับนายสรชัช พนักงานขายของโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะซื้อรถแบ็กโฮจากโจทก์ร่วม วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 นายสรชัชเดินทางไปยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 พบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อรถแบ็กโฮ 2 คัน และได้ลงลายมือชื่อในใบเสนอราคาที่นายสรชัชจัดทำมาพร้อมมอบเอกสารหลักฐานที่จำเป็นให้แก่นายสรชัชเพื่อเสนอโจทก์ร่วมพิจารณาให้สินเชื่อเช่าซื้อ โดยจำเลยที่ 3 และบิดามารดาของจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 นายสงกรานต์เป็นผู้โอนเงินดาวน์งวดแรกสำหรับรถแบ็กโฮที่ให้เช่าชื้อ 2 คัน คันละ 300,000 บาท รวม 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม วันเดียวกันนั้นนายสรชัชนำรถแบ็กโฮที่ให้เช่าซื้อ 2 คัน ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับมอบไว้แทนจำเลยที่ 1 วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 นายสงกรานต์พาจำเลยที่ 4 ซึ่งรับราชการครูอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ดมาพบจำเลยที่ 3 ที่ปั้มน้ำมัน ปตท.บ้านบัว จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับมอบรถแบ็กโฮของโจทก์ร่วมทั้ง 2 คัน ในใบส่งมอบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยอมให้นายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮทั้ง 2 คัน ไปได้ อันเป็นการร่วมกันเบียดบังรถแบ็กโฮของโจทก์ร่วมที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของนายสงกรานต์โดยทุจริต ต่อมานายสรชัชนำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไปให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบิดามารดาของจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ บุคคลดังกล่าวไม่ยอมลงลายมือชื่อ และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่างวดเช่าซื้อ โดยอ้างว่ามีการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อเป็นจำเลยที่ 4 และรถแบ็กโฮอยู่ที่นายสงกรานต์แล้ว หลังจากนั้นนายสงกรานต์ติดต่อนายสรชัชขอเปลี่ยนผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 4 นายสรชัชจึงไปรับสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 4 มาจากจำเลยที่ 4 แต่เอกสารดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เช่าซื้อใหม่ได้ โจทก์ร่วมได้ติดตามหารถแบ็กโฮทั้ง 2 คันแล้วแต่ไม่พบ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า การมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมตามหนังสือมอบอำนาจช่วงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้ฟ้องคดีจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่หนังสือมอบอำนาจช่วงกลับระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ถูกต้อง อีกทั้งหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่ได้ประทับตราของโจทก์ร่วมตามข้อกำหนดที่โจทก์ร่วมได้จดทะเบียนไว้ จึงไม่สมบูรณ์ ปัญหาตามฎีกาข้อนี้เกี่ยวพันถึงอำนาจฟ้องคดีของโจทก์ อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เห็นว่า โจทก์ร่วมโดยนายวัชรกฤษณ์ และนายชลิต กรรมการของโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทมอบอำนาจให้นายบริพัฒน์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนตามความจำเป็นในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้นายบริพัฒน์ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ร่วมได้ โดยไม่จำกัดตัวบุคคลใดที่จะถูกดำเนินคดี และอำนาจของนายบริพัฒน์ดังกล่าวยังสามารถมอบอำนาจช่วงได้อีกด้วย ฉะนั้น การที่นายบริพัฒน์มอบอำนาจช่วงให้นายชยุต แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวก รวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นการมอบอำนาจช่วงโดยชอบภายในขอบอำนาจที่นายบริพัฒน์ได้รับมอบมา แม้ตามสำเนาหนังสือรับรองจะมีเงื่อนไขให้กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะกระทำการผูกพันโจทก์ร่วมได้ก็ตาม แต่การมอบอำนาจช่วงมิใช่กรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องมีการประทับตราสำคัญของบริษัทตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรอง เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้การมอบอำนาจช่วงต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย การมอบอำนาจช่วงโดยไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นายชยุตผู้รับมอบอำนาจช่วงย่อมมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกแทนโจทก์ร่วม มีผลให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 และของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า การแจ้งความของนายชยุต ผู้รับมอบอำนาจช่วง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย นายชยุตเพิ่งจะแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 เกิน 3 เดือน นับแต่เดือนกันยายน 2558 ที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวนบันทึกข้อความที่รับแจ้งจากนายชยุตไว้ว่า นายชยุตมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 เรื่อง กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 นายสงกรานต์ และจำเลยที่ 4 จากเหตุที่โจทก์ร่วมได้ขายรถแบ็กโฮ 2 คัน ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาไม่สามารถติดตามหารถแบ็กโฮที่ขายให้ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ไม่มีการส่งค่างวด ถูกผู้เช่าซื้อปฏิเสธ จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้ดังกล่าว ร้อยตำรวจโทประสิทธิ์พนักงานสอบสวนได้รับหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งนายชยุตเป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ร่วมไว้แล้ว จะได้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย แต่วันนี้ผู้แจ้งไม่พร้อมที่จะให้ปากคำและจะมาให้การในวันต่อไป ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนจะรับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป และจากข้อความที่พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งบันทึกไว้ เมื่ออ่านประกอบกับหนังสือมอบอำนาจช่วงที่นายชยุตนำมายื่นต่อพนักงานสอบสวนในการแจ้งความซึ่งระบุมอบอำนาจให้นายชยุตแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกในฐานความผิดยักยอกหรือความผิดอาญาอื่นใดแล้ว พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้รับโทษ การแจ้งความของนายชยุตดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 หาใช่เป็นแต่การแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้โดยยังไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาโต้แย้งไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนกันยายน 2558 การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2558 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไปว่า โจทก์ร่วมนำสืบสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิได้ระบุพยานเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยาน จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคสี่ ปัญหาตามฎีกาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เห็นว่า รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าคดีโจทก์ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ภายในอายุความตามกฎหมายแล้วดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในฟ้อง ทำให้เชื่อได้ว่าเอกสารฉบับดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ อันเป็นสรรพเอกสารตามบัญชีระบุพยานของโจทก์อันดับที่ 27 นั่นเอง เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยระบุไว้ชัดเจนว่าขอถือเอาบัญชีระบุพยานและสรรพเอกสารในคดีนี้ของโจทก์เป็นของโจทก์ร่วมด้วย กรณีถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงความจำนงที่จะอ้างอิงรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์ร่วมจึงชอบที่จะนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการถามติงพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เพื่อยืนยันถึงวันที่ที่แน่นอนซึ่งโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ได้ หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าพยานเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะขออนุญาตศาลชั้นต้นซักถามร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์เพิ่มเติม หรือนำพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาสืบหักล้างในภายหลัง กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานในลักษณะจู่โจมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีดังข้ออ้างในฎีกา ดังนั้น สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจึงมิใช่พยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการเบียดบังรถแบ็กโฮของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสงกรานต์ ในอันที่จะเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดคดีนี้ นายสงกรานต์และนายสรชัชร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 จนได้รถแบ็กโฮไปด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในใบส่งมอบแต่อย่างใด ปัญหาข้อนี้ ได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่า นายสรชัชนำรถแบ็กโฮมาส่งมอบยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 รับมอบไว้แทน ในวันดังกล่าวนายสงกรานต์ประสงค์จะนำรถแบ็กโฮไปใช้นอกสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นคนจ่ายเงินดาวน์ แต่จำเลยที่ 2 ให้นายสงกรานต์หาคนใหม่มาซื้อ วันรุ่งขึ้นนายสงกรานต์บอกว่าหาคนซื้อคนใหม่ได้แล้วคือ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นครูอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด วันเดียวกันนายสงกรานต์พาจำเลยที่ 4 มาพบจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในใบส่งมอบ หลังจากจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับมอบรถแล้ว นายสงกรานต์ได้นำรถแบ็กโฮออกไป เห็นว่า เหตุประการหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยอมให้นายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮทั้ง 2 คัน ไปจากการครอบครองของจำเลยที่ 1 เป็นเพราะนายสงกรานต์ได้จัดให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรถแล้วมอบใบรับรถให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่นายสงกรานต์ได้รับรถแบ็กโฮไปเป็นของตนเองจึงเกิดจากการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 4 ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากการที่นายสงกรานต์และนายสรชัชร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกาด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ดี การสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำอันหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 59 อันบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา ดังนั้น การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด อันจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดนั้นด้วย แต่ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมมีเพียงจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสงกรานต์ที่ติดต่อเช่าซื้อรถแบ็กโฮจากโจทก์ร่วมแทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 4 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีในขั้นตอนที่นายสงกรานต์จะนำรถแบ็กโฮไปจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 เบิกความว่า รู้จักนายสงกรานต์ซึ่งมีบ้านห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร และภริยาของนายสงกรานต์ติดต่อจำเลยที่ 4 ว่าประสงค์จะนำรถแบ็กโฮไปทำงานขอให้ลงลายมือชื่อรับรถ จำเลยที่ 4 จึงลงลายมือชื่อรับรถในใบส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 4 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ภริยาของนายสงกรานต์เป็นญาติของสามีจำเลยที่ 4 พิจารณาใบส่งมอบรถดังกล่าวแล้วมีข้อความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถแบ็กโฮให้จำเลยที่ 4 เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ส่วนที่นายสรชัชไปพบจำเลยที่ 4 แจ้งให้ทราบว่านายสงกรานต์ให้มารับเอกสารหลักฐานของจำเลยที่ 4 เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อรถแบ็กโฮจากจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 4 ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากนายสงกรานต์ได้รับรถแบ็กโฮไปแล้วหลายวัน อีกทั้งนายสงกรานต์เป็นคนนำรถแบ็กโฮไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับประโยชน์ใด ๆ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวมายังไม่อาจชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 ร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับที่มาที่ไปของรถแบ็กโฮที่รับมอบ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากนายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสรชัช นายสงกรานต์ และจำเลยที่ 4 จนพนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ยื่นฟ้องนายสรชัช ในความผิดฐานฉ้อโกงรถแบ็กโฮ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 656/2559 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เบิกความตอบโจทก์ถามติงในคดีดังกล่าวว่า ตอนแรกจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้จะมาทำสัญญาเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 1 จึงดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 4 เพราะเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ถูกนายสงกรานต์หลอกลวงให้ลงลายมือชื่อรับรถ เนื่องจากนายสงกรานต์ต้องการนำรถไปขุดดินที่อื่น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรถแบ็กโฮให้นายสงกรานต์โดยรู้หรือไม่ว่านายสงกรานต์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดอาญา กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดยถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนและให้จำเลยที่ 4 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 229/1 วรรคหนึ่ง ม. 229/1 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายปิติ แย้มชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3467/2565
#684397
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 3 ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด การที่จำเลยใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่ภายหลังจำเลยกระทำความผิดและก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งความผิดฐานกระทำอนาจารตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบด้วยมาตรา 3 และเป็นบทกฎหมายที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ซึ่งศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) แต่ความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษเท่ากับระวางโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 279

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย โดยนาง ว. ยายของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะคดียื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสองและวรรคห้า ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ จำคุก 12 ปี ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ คงจำคุก 6 ปี ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี 4 เดือน

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 80 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด... การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2562 โดยจำเลยใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่ภายหลังจำเลยกระทำความผิดและก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 บัญญัติให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งความผิดฐานกระทำอนาจารตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบด้วยมาตรา 3 และเป็นบทกฎหมายที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ซึ่งศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต เท่ากับระวางโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และเมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำคุก 4 ปี ก่อนลดโทษนั้น ต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามระวางโทษดังกล่าว แต่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นด้วย ศาลฎีกาจึงแก้ไขกำหนดโทษให้ถูกต้องได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานหนักโดยไม่ลดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 31 ปีเศษ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยกลับอาศัยความเป็นบิดาเลี้ยงที่สามารถครอบงำและใกล้ชิดผู้เสียหายกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 11 ปีเศษ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหาย ทั้งเกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนด ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าไม่ควรลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมยังมิได้สืบพยาน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อีกทั้งจำเลยยังได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นโดยวางเงิน 30,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสองและวรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 80 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้กำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุก 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 80 จำคุก 4 ปี และความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 17 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ม. 279 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง อ. โดยนาง ว. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3458/2565
#687104
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นการผิดหลงที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายกำหนดมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างเป็นอย่างน้อย แต่กฎหมายมิได้มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ หากนายจ้างฝ่าฝืนมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ก็ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมายก็มีผลใช้บังคับได้ คดีนี้ผู้ร้องทำสัญญาจ้างแรงงานกับผู้คัดค้าน ข้อ 1 มีกำหนดเวลาจ้าง 4 ปี ข้อ 4.1 ให้ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ข้อ 9.3 ผู้ร้องเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจะได้รับค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันเป็นเงินบาท จำนวนนี้ให้ถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานของไทย โดยสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้คัดค้านจะต้องทำงานขั้นต่ำมานานเท่าใด และไม่มีเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านทดลองงาน ถือได้ว่า ผู้ร้องได้สมัครใจทำสัญญาจ้างแรงงานปฏิบัติต่อผู้คัดค้านเรื่องเงินค่าชดเชยสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ สัญญาจ้างแรงงานเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวมีผลผูกพันและใช้บังคับคู่ความได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยมีสาเหตุมาจากผู้คัดค้านทำงานไม่เป็นที่พอใจของผู้ร้องและทำงานไม่มีประสิทธิภาพซึ่งผู้ร้องได้ตักเตือนแล้วจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งผู้ร้องจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้คัดค้าน 108,333.33 บาท แต่กลับไม่ถูกนำมาพิจารณาในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างของผู้ร้องมิใช่การเลิกจ้างโดยมีสาเหตุและไม่พบเหตุการณ์ใดเชื่อมโยงไปถึงการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 9.2 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของคณะอนุญาโตตุลาการที่นำเงินช่วยเหลือของผู้ร้องจ่ายแก่ผู้คัดค้านมาคำนวณไว้ในส่วนการกำหนดค่าเสียหายอื่นที่ผู้คัดค้านร้องขอ ซึ่งศาลแรงงานกลางให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว ดังนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 58/2560 หมายเลขแดงที่ 123/2562 ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2562 และคำสั่งของอนุญาโตตุลาการในการแก้ไขคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ในคดีขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหามีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้ไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนมายังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไป แล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 22 เมษายน 2559 ผู้ร้องทำสัญญาจ้างผู้คัดค้านให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กร (Corporate Chief Executive Officer) เป็นเวลา 4 ปี เริ่มงานวันที่ 1 กันยายน 2559 ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาให้ผู้คัดค้านทดลองงาน และกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทไว้โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งข้อ 9.3 มีเจตนารมณ์ในกรณีผู้ร้องบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุที่ให้สิทธิผู้คัดค้านได้รับเงินชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาการทำงาน วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านหลังจากผู้คัดค้านทำงานได้เพียง 91 วัน โดยจ่ายเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้เป็นเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน และเงินช่วยเหลือ 1 เดือน รวมเป็นเงิน 108,333 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,683,333 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน ก่อนเลิกจ้างผู้ร้องมีหนังสือเตือนผู้คัดค้านตามเอกสาร R22, R30, R31, R34, R41-R43 ซึ่งมีข้อความเป็นการเตือนพฤติกรรมของผู้คัดค้านให้แก้ไขปรับปรุง โดยไม่ได้ระบุการกระทำความผิดของผู้คัดค้านอย่างชัดแจ้ง การเลิกสัญญาของผู้ร้องเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ผู้คัดค้านยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 58/2560 ขอให้ผู้ร้องชำระค่าชดเชย เงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา เงินชดเชยวันลาประจำปี ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ค่าประกันสุขภาพ ค่าเดินทางกลับบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอันเนื่องจากการกระทำของผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและยื่นข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหาย 42,825,120.72 บาท แก่ผู้ร้อง วันที่ 14 มิถุนายน 2561 มีการทำข้อตกลงในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยมีข้อสำคัญให้ติดต่อสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์พร้อมทั้งส่งเอกสารเป็นกระดาษให้แก่สถาบันอนุญาโตตุลาการในวันเดียวกัน ซึ่งผู้คัดค้านปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะมีคำชี้ขาด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขอัตราดอกเบี้ยจาก "อัตราร้อยละ 7.5" เป็น "อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี" โดยผู้ร้องไม่คัดค้าน วันที่ 19 กันยายน 2562 คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 123/2562 ให้ผู้ร้องจ่ายค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินชดเชยวันลาประจำปี 1,805 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเดินทางกลับบ้าน 23,888 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเช่าบ้าน 11,176.47 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 761,869.47 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันเลิกจ้างสำหรับค่าชดเชย และนับแต่วันยื่นคำร้องสำหรับเงินอื่น จนกว่าจะมีการจ่ายให้แก่ผู้คัดค้านครบถ้วน โดยอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยทำความเห็นแย้งไว้ วันที่ 16 ตุลาคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ วันที่ 1 ตุลาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นการแก้ไขคำผิดเล็กน้อยไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาด จึงอนุญาตให้แก้ไขตามที่ผู้คัดค้านร้องขอโดยมีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียงสองคน และมีการจดแจ้งเหตุขัดข้องของอนุญาโตตุลาการที่ไม่ลงลายมือชื่อตามกฎหมาย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การแก้ไขฝ่ายพยานของพยานปากนางลินดา จากพยานฝ่ายนายจ้างเป็นพยานฝ่ายลูกจ้างให้ถูกต้องไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาด การแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านขอแก้ไขก่อนมีคำชี้ขาดซึ่งผู้ร้องไม่คัดค้าน คำสั่งที่อนุญาตให้แก้ไขคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องดังกล่าวที่ผิดพลาดหรือผิดหลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านไม่ได้ระบุระยะเวลาทดลองงาน การกำหนดค่าเสียหายในสัญญาจ้างแรงงานข้อ 9.3 ไม่ใช่เบี้ยปรับ หนังสือเตือนของผู้ร้องไม่ใช่หนังสือตักเตือนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การบอกเลิกสัญญาของผู้ร้องเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามเจตนารมณ์ของคู่ความ ค่าจ้างวันหยุดประจำปีตามส่วน (ที่ถูก เงินชดเชยวันลาประจำปี) และค่าเดินทางกลับบ้าน ตามสัญญาจ้างแรงงาน มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านเนื่องจากเป็นความเสียหายโดยตรงจากการบอกเลิกสัญญาของผู้ร้อง และมีสิทธิได้รับเงินโบนัสค่าลงนามในสัญญา คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่หยิบยกในประเด็นค่าเสียหายดังกล่าวมาพิจารณาครบถ้วนทุกประเด็น จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่มีเหตุเพิกถอน ให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เสียก่อนว่า ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 422/2564 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้ศาลแรงงานกลางส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นการผิดหลงที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง เมื่ออุทธรณ์ของผู้ร้องและสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องตามกฎหมายต่อไป

ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า กระบวนการทำคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการทำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการปรึกษาหารือกันในคณะอนุญาโตตุลาการมาก่อนแต่อย่างใด อันไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 35 การยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏในคำร้องของผู้ร้อง ย่อมไม่มีประเด็นให้ศาลแรงงานกลางต้องรับฟังถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ผู้ร้องเพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงนี้ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในเรื่องค่าชดเชยไม่เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งผู้คัคค้านจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจะต้องทำงานครบ 120 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และแม้สัญญาจ้างแรงงานจะไม่ได้ระบุระยะเวลาการทดลองงานไว้ แต่ผู้ร้องมีข้อบังคับการทำงานเอกสาร HAP 6.16 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างในระยะทดลองงานจะไม่ได้ค่าชดเชย ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านภายในระยะทดลองงานหลังจากที่ผู้คัดค้านทำงานเพียง 91 วัน จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การที่อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากและศาลแรงงานกลางตัดสินผู้ร้องว่าจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้านจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายกำหนดมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างเป็นอย่างน้อย แต่กฎหมายมิได้มีข้อห้ามมิให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ หากนายจ้างฝ่าฝืนมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ก็ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากนายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมายก็มีผลใช้บังคับได้ คดีนี้ ผู้ร้องทำสัญญาจ้างแรงงาน กับผู้คัดค้าน ข้อ 1 มีกำหนดเวลาจ้าง 4 ปี ข้อ 4.1 ให้ค่าจ้างปีละ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ข้อ 9.3 ผู้ร้องเลิกสัญญาโดยไม่มีสาเหตุ ผู้คัดค้านจะได้รับค่าชดเชย 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือค่าจ้าง 1 ปี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันเป็นเงินบาท จำนวนนี้ให้ถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานของไทย โดยสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้คัดค้านจะต้องทำงานขั้นต่ำมานานเท่าใด และไม่มีเงื่อนไขให้ผู้คัดค้านทดลองงาน ถือได้ว่าผู้ร้องได้สมัครใจทำสัญญาจ้างแรงงาน ปฏิบัติต่อผู้คัดค้าน เรื่องเงินค่าชดเชยสูงกว่ามาตรฐานแรงงานขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ สัญญาจ้างแรงงานเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวมีผลผูกพันและใช้บังคับคู่ความได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยมีสาเหตุมาจากผู้คัดค้านทำงานไม่เป็นที่พอใจของผู้ร้องและทำงานไม่มีประสิทธิภาพซึ่งผู้ร้องได้ตักเตือนแล้วจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งผู้ร้องจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้คัดค้าน 108,333.33 บาท แต่กลับไม่ถูกนำมาพิจารณาในคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างของผู้ร้องมิใช่การเลิกจ้างโดยมีสาเหตุและไม่พบเหตุการณ์ใดเชื่อมโยงไปถึงการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 9.2 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของคณะอนุญาโตตุลาการที่นำเงินช่วยเหลือของผู้ร้องจ่ายแก่ผู้คัดค้านมาคำนวณไว้ในส่วนการกำหนดค่าเสียหายอื่นที่ผู้คัดค้านร้องขอ ซึ่งศาลแรงงานกลางให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว ดังนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางที่มีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 57/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง ม. 119
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ร.
ผู้คัดค้าน — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3441/2565
#686568
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ เป็นกรณีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคลกรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,959.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปีของต้นเงิน 182,450.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. เป็นเงิน 151,443.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) ต้องไม่เกิน 198,362.25 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 และวันที่ 27 เมษายน 2555 ธนาคาร ก. อนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ให้จำเลยเป็นเงิน 40,000 บาทและอนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคล ก. ให้จำเลยเป็นเงิน 170,000 บาท ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ธนาคาร ก. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อจำเลยให้แก่โจทก์ โดยโจทก์แต่งตั้งให้ ธนาคาร ก. เป็นตัวแทนเรียกเก็บ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. เป็นเงิน 151,443.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 142,636.25 บาท นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยไม่ขออนุญาตฎีกาและฎีกาเรื่องนี้ หนี้สัญญาสินเชื่อบุคคล ก. จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ มีอายุความ 10 ปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ระบุให้มีการผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันในแต่ละเดือน ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีการผ่อนชำระเงินต้นจำนวนแน่นอนและมีจำนวนไม่เท่ากัน และหากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ต้องชำระเบี้ยปรับกรณีชำระล่าช้า ซึ่งจำเลยอาจชำระหนี้สูงเพียงใดก็ได้ สัญญาไม่ได้กำหนดว่าจำเลยต้องผ่อนชำระทุนคืนเป็นเวลากี่งวดจึงไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้เสร็จสิ้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) (2) หากแต่ต้องใช้อายุความตามมาตรา 193/30 จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 จึงอยู่ในกำหนดอายุความ 10 ปี และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 3 กันยายน 2556 และผิดนัดในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ก็ยังอยู่ในกำหนดอายุความ 10 ปี นั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อประเภทบัตรกดเงินสดจาก ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างจากจำเลย รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปเป็นกรณีที่จำเลยให้การว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองว่า หนี้ส่วนนี้ขาดอายุความ 5 ปี ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นขึ้นเพราะเป็นเรื่องนอกคำให้การ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาสินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ขาดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ฎีกาในเรื่องนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนที่จำเลยให้การในตอนท้ายต่อมาว่า นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องแต่ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น คำให้การในส่วนนี้ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่าขาดอายุความเรื่องใด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ 5 ปี ได้ความว่า สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ เป็นกรณีที่ ธนาคาร ก. อนุมัติสินเชื่อเป็นวงเงินกู้ประเภทหมุนเวียนแบบมีกำหนดการชำระคืนขั้นต่ำและหรือแบบมีการกำหนดชำระคืนแน่นอน ซึ่งการเบิกรับเงินกู้สามารถเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติโดยใช้บัตรกดเงินสดที่ธนาคารออกให้หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือวิธีการอื่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินกู้นับแต่วันที่ขอเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง รูปคดีจึงเป็นสัญญาบริการสินเชื่อหาใช่เป็นเรื่องผู้ประกอบธุรกิจรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยภายหลัง สิทธิเรียกร้องเช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ ที่ค้างชำระแก่โจทก์ซึ่งศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงว่า ธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยไม่แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาในเรื่องนี้ โดยปรากฏตามรายการคำนวณภาระหนี้ว่ามีต้นเงินคงค้าง 39,814.17 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 58,146.66 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าว และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปีตามคำขอของโจทก์ ของต้นเงิน 39,814.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้สินเชื่อบุคคล ก. ไลน์ 97,960.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน 39,814.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2565
#685874
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ทราบประกาศของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเรื่องห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาและขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ความผิดฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตประกาศกำหนดเฝ้าระวังโรคระบาดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น เป็นความผิดเพียงเพราะเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 65 หากได้รับอนุญาตก็ไม่เป็นความผิด และตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใดเนื่องจากกระทำผิดตาม... มาตรา 65... ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบสัตว์... ยานพาหนะ... ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น... ก็เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการริบสัตว์หรือยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การริบสัตว์และยานพาหนะตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 จึงเป็นดุลพินิจของศาล ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นสุกรของกลางที่จำเลยไม่ได้ฎีกาได้ ซึ่งได้ความจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างบรรทุกสิ่งของทั่วไปไม่ได้รับจ้างบรรทุกสุกรเป็นอาชีพ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสุกร 9 ตัว ของกลางติดโรคระบาดแต่อย่างใด จึงไม่สมควรริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 22, 65, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 22, 65 จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 9,000 บาท เพียงสถานเดียว เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 4,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า สถานที่จับกุมเป็นที่ซึ่งไม่มีประกาศของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเรื่องห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ และไม่มีการแจ้งมายัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ปกครองท้องที่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีข้อห้ามดังกล่าว นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยแนบประกาศจังหวัดสงขลา เรื่อง กำหนดเขตเฝ้าระวัง โรคระบาดชนิดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ในสัตว์ชนิดสุกรและหมูป่า ลงวันที่ 15 มีนาคม 2564 มาท้ายฟ้อง โดยที่ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ทุกท้องที่ในจังหวัดสงขลาเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาด ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคระบาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นและจำเลยได้ทราบประกาศนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ฎีกาของจำเลยส่วนนี้จึงเป็นการขอให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาและขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตประกาศกำหนดเฝ้าระวังโรคระบาดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น เป็นความผิดเพียงเพราะเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 65 หากได้รับอนุญาตก็ไม่เป็นความผิด และตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใดเนื่องจากได้กระทำผิดตาม... มาตรา 65 ... ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบสัตว์... ยานพาหนะ... ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น... ก็เป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการริบสัตว์หรือยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การริบสัตว์และยานพาหนะตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ จึงเป็นดุลพินิจของศาล ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นสุกรของกลางที่จำเลยไม่ได้ฎีกาได้ ซึ่งได้ความจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างบรรทุกสิ่งของทั่วไป ไม่ได้รับจ้างบรรทุกสุกรเป็นอาชีพ จำเลยรับจ้างบรรทุกสุกรของกลางเพราะเจ้าของสุกรว่าจ้างโดยจ่ายค่าจ้างตามระยะทาง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าสุกร 9 ตัว ของกลาง ติดโรคระบาดแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าไม่ร้ายแรงนัก จึงยังไม่สมควรริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบสุกร 9 ตัว และรถบรรทุกของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ม. 65 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวธนวรรณ จินตณวิชญ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวสุพัชร์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3417/2565
#686009
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1) ....(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" โดยในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดนั้น หมายถึง ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องของโจทก์ ป.อ. มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." จึงเป็นกรณีซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจเกิดแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นองค์ประกอบของความผิด ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้องด้วย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงเฉพาะข้อความที่จำเลยแจ้งแก่ ส. อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความเท็จ แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องด้วยว่า ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ นิติกรของผู้เสียหาย ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้าง ๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการแจ้งข้อความดังกล่าวของจำเลยอย่างไร แม้จะพิจารณาฟ้องโจทก์ทั้งเรื่องก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของจำเลย คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1124/2562 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1124/2562 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 6 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1) ... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" โดยในส่วนของการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดนั้น หมายถึง ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องของโจทก์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." จึงเป็นกรณีซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจเกิดแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นองค์ประกอบของความผิด ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้องด้วย แต่ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงเฉพาะข้อความที่จำเลยแจ้งแก่นายสุพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. ผู้เสียหาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความเท็จ แม้โจทก์จะระบุมาในคำฟ้องด้วยว่า ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ นิติกรของผู้เสียหาย ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงการหยิบยกถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายให้ปรากฏแบบกว้าง ๆ โดยมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการแจ้งข้อความดังกล่าวของจำเลยอย่างไร แม้จะพิจารณาฟ้องโจทก์ทั้งเรื่องก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมหรือผู้ใดอาจได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของจำเลย คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — มหาวิทยาลัยราชภัฏ ว.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายสมบูรณ์ ไวนฤนาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565
#687053
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานยักยอกของตน กรณีจึงไม่ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องหรือหลงต่อสู้ ทั้งฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้นจึงไม่เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองหรือเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก), 341, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่าคำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานยักยอกซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องความผิดฐานฉ้อโกง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกรวมกันมา เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองและเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายขายของโจทก์มีหน้าที่รับเงินค่าสินค้ากับจัดทำใบส่งของและใบเสร็จรับเงิน โดยเจตนาทุจริต ปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินโดยแก้ไขราคาสินค้าของโจทก์ที่จำเลยจำหน่ายแก่ลูกค้า ให้ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงของสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ อันเป็นการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าใบส่งของและใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง แล้วจำเลยเบียดบังยักยอกเงินส่วนต่างของราคาสินค้าที่ลูกค้าชำระไปเป็นของตน แม้ตามคำฟ้องจะเป็นการบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย ดังที่จำเลยเข้าใจในฎีกา แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หรือเพื่อปกปิดการกระทำความผิดฐานยักยอกของตน กรณีจึงไม่ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องหรือหลงต่อสู้แต่อย่างใด ทั้งฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยแต่เพียงฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น จึงไม่เป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองหรือเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 341 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธีร์ ไทยจินดา
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2565
#687050
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่กรณีโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของมารดาผู้ตายมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลละเมิดดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาประกันภัย จังหวัดสุรินทร์อันเป็นสถานที่ทำสัญญาประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 เหตุแห่งวินาศภัยอันเกิดจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยจึงเป็นมูลก่อให้เกิดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย สถานที่เกิดเหตุวินาศภัยอันเป็นมูลละเมิดจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัยเกิดอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจากสถานที่ทำสัญญาประกันภัย เมื่อปรากฏว่าเหตุรถบรรทุกคันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้จากโจทก์ไปเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเกิดที่จังหวัดชลบุรี ในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 426,876.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 ธันวาคม 2561) ต้องไม่เกิน 26,876.71 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของนายไพฑูรย์ ผู้ทำละเมิด ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางลัดดาว มารดาผู้ตายไปแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยรับผิดในมูลละเมิดเป็นคดีนี้ สถานที่เกิดเหตุละเมิดและสถานที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (1) คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ (2) ..." คำว่า มูลคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ โจทก์อ้างว่าได้นำรถบรรทุกคันเกิดเหตุ หมายเลขตัวถังรถ BBC2-FM760-0XX-XX เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัยโดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัย ที่โจทก์อ้างว่านายไพฑูรย์ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปก่อเหตุละเมิดชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับ ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางลัดดาวมารดาของผู้ตาย โจทก์ในฐานะนายจ้างของนายไพฑูรย์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 300,000 บาท ให้แก่นางลัดดาวมารดาผู้ตายไปนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันภัยต่อโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่กรณีโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของนางลัดดาวมารดาผู้ตายมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลละเมิดดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาประกันภัย จังหวัดสุรินทร์อันเป็นสถานที่ทำสัญญาประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 20 เหตุแห่งวินาศภัยอันเกิดจากรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยจึงเป็นมูลก่อให้เกิดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย สถานที่เกิดเหตุวินาศภัยอันเป็นมูลละเมิดจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาประกันภัยเกิดอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากสถานที่ทำสัญญาประกันภัย เมื่อปรากฏว่าเหตุรถบรรทุกคันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 รับประกันภัยไว้จากโจทก์ไปเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับเกิดที่อำเภอพานทองจังหวัดชลบุรี ในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายนววิธ มานะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2565
#686006
เปิดฉบับเต็ม

พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าว ที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งวัด ด. ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหรือพระครูปลัดจำลอง ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาซึ่งได้รับยกเว้นการเสียภาษีการบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการมีนางสาวจิตตรานนท์ เป็นประธานมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ตายอุปสมบทที่วัด ม. กรุงเทพมหานคร ผู้ตายสังกัดวัดผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2522 ผู้ตายย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดผู้คัดค้านที่ 2 จนกระทั่งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ผู้ตายอาพาธและมรณภาพ ผู้ตายมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศที่ปรากฏขณะยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ได้แก่ ที่ดิน 2 แปลง ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีผู้ร้องทั้งสองจึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกมีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป และมาตรา 32 บัญญัติว่า การสร้าง การตั้ง... วัด ... ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งตามกฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด... พ.ศ. 2559 หมวด 1 การสร้างวัด ข้อ 5 ถึง ข้อ 8 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า ที่ดินที่ใช้เป็นสถานที่สร้างวัดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าหกไร่ ผู้ประสงค์จะสร้างวัดให้ยื่นคำขอสร้างวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้สร้างวัดได้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานให้นายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคมทราบ หมวด 2 การตั้งวัด ข้อ 9 ถึงข้อ 11 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อได้สร้างเสนาสนะขึ้นพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุและประกอบศาสนกิจแล้ว ให้ผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ยื่นรายงานเพื่อขอตั้งวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินได้รับอนุญาตให้สร้างวัดนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นไปยังเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ ที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องการตั้งวัดและการใช้ชื่อวัดนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเรื่องการตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สำหรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 เดิมใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา อ. นครนิวยอร์ค" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัด อ. นิวยอร์คหรือนครนิวยอร์ค" จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาได้รับการยกเว้นการเสียภาษี การบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีประธานกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้เป็นประธานกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าการสร้างและการตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เช่นเดียวกับวัดทั่วไปที่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร นอกจากนี้กรณีของวัด ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร การจัดตั้งและการบริหารองค์กรย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศดังกล่าว ไม่อาจที่จะนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกฎหมายภายในของประเทศไทยไปใช้บังคับนอกราชอาณาจักร ในทางที่ขัดหรือแย้งกับหลักกฎหมายของประเทศนั้นได้ ตามหลักทั่วไปเรื่องการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดนที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายและใช้บังคับกฎหมายเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในดินแดนของตน การสร้างและการจัดตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าวที่ร่วมกันจัดสร้างและขออนุญาตจดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา การที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาขนานนามวัดผู้คัดค้านที่ 2 และทรงรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 ไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์นั้น คงเป็นไปเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในต่างประเทศ มิได้มุ่งหมายเพื่อที่จะสถาปนาวัดผู้คัดค้านที่ 2 ยกขึ้นเป็นวัดตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนากิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าวที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ฉ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — วัด ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวณิชารัตน์ สุจริตวรางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
อุทัย โสภาโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2565
#687900
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ได้ความจากทางพิจารณาว่า เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 390 แม้จะเป็นการแตกต่างจากฟ้อง แต่การต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า นาย ส. นาย อ. และบุคคลอื่นเข้ามาขัดขวาง ยื้อแย่งอาวุธปืน เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น สะเก็ดกระสุนปืนถูก นาย อ. และ นาย ส. ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยนำสืบว่า มีการแย่งอาวุธปืนทำให้ปืนลั่น และหลังเกิดเหตุจำเลยไปเยี่ยม นาย อ. และ นาย ส. ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระสุนปืน แสดงว่า จำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองและเครื่องกระสุนปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบจำเลยและคำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนพกออโตเมติกและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายนพคุณ ผู้เสียหาย เป็นหัวหน้าคนงานรับจ้างคัดแยกผลทุเรียนอยู่ที่แผงทุเรียนเป่าเหิงซางเหอของนายอาหลี่ซึ่งเป็นแผงทุเรียนที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยรับจ้างนายอาหลี่ตัดผลทุเรียนจากสวนนำมาส่งที่แผงทุเรียนดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้เสียหายคัดผลทุเรียนที่จำเลยตัดมาส่งออก 2 ครั้ง อ้างว่าเป็นทุเรียนอ่อน ครั้งแรกประมาณ 100 กิโลกรัม และครั้งที่ 2 ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เกินครึ่งของผลทุเรียนที่ตัดมา ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ระหว่างที่ผู้เสียหายกับลูกน้องรวมประมาณ 10 คน นั่งดื่มเบียร์และรับประทานอาหารอยู่ที่แผงทุเรียนที่เกิดเหตุ นางพลอยซึ่งเป็นภริยาของนายอาหลี่ได้เรียกผู้เสียหายกับลูกน้องไปตำหนิว่าคัดแยกทุเรียนไม่ดี ผู้เสียหายบอกว่าจะรับผิดชอบเอง สักครู่หนึ่งนางพลอยโทรศัพท์บอกให้จำเลยมายังแผงทุเรียนที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 20 ถึง 30 นาที จำเลยขับรถยนต์มาจอดที่แผงทุเรียนที่เกิดเหตุแล้วเดินเข้าไปพูดคุยกับนายอาหลี่ ผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจำเลยและนายอาหลี่ เกิดปากเสียงกันขึ้นระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายประมาณ 1 นาที จำเลยพูดขึ้นว่า "มึงจะเอาอะไรกับกู จะเอาไอ้นี่ไปกินมั้ย" พร้อมกับชักอาวุธปืนพกออโตเมติกซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวออกมากระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วหันปากกระบอกปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร แต่ลูกน้องของผู้เสียหายประมาณ 4 คน เข้าไปจับมือและแขนของจำเลยให้หันปากกระบอกปืนลงที่พื้น เกิดการยื้อแย่งกันเป็นเหตุให้ปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกพื้นแตกเป็นสะเก็ดกระเด็นถูกนายอนุกูลที่ขาซ้ายและต้นขาขวาเป็นแผลถลอก และถูกนายสะกรีที่ขาขวาเป็นแผลฉีกขาด ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากปืนลั่น จำเลยบอกว่าพอแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ผู้เสียหายกับพวกจึงปล่อยตัวจำเลย จากนั้นจำเลยถืออาวุธปืนเดินไปขึ้นรถขับออกไปจากที่เกิดเหตุ และไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งตะโก หลังเกิดเหตุจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้นายอนุกูล 20,000 บาท และนายสะกรี 25,000 บาท สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะประเด็นการกำหนดโทษของศาลชั้นต้นว่าสูงเกินไปหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ทั้งที่เมื่ออ่านอุทธรณ์ของจำเลยโดยละเอียดทั้งฉบับ ปรากฏว่านอกจากจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแล้ว จำเลยยังได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยโมโหที่ถูกผู้เสียหายตำหนิว่าตัดทุเรียนอ่อนมาให้ จึงขาดสติคว้าอาวุธปืนออกมาโดยมิได้มีเจตนาที่จะกระทำการคิดร้ายต่อผู้เสียหายแม้แต่น้อย จำเลยกระทำไปเพราะอยากจะเอาชนะผู้เสียหายและต้องการให้ผู้เสียหายหยุดว่ากล่าวจำเลยเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น และไม่คิดว่าลูกน้องของผู้เสียหายจะคิดว่าจำเลยจะลงมือยิงผู้เสียหายจริง ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ทุกข้อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยเห็นว่า การพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 นอกจากผู้กระทำได้ลงมือกระทำถึงขั้นใกล้ชิดต่อผลสำเร็จที่จะเกิดเป็นความผิดขึ้นแล้ว ผู้กระทำยังต้องมีเจตนาในการกระทำความผิดนั้นด้วย การจะทราบได้ว่าเจตนาของผู้กระทำมีอย่างไรต้องพิจารณาจากการกระทำของผู้กระทำประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวง ในข้อนี้ได้ความจากผู้เสียหายว่า นอกจากเรื่องการคัดผลทุเรียนอ่อนแล้ว ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แสดงว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยมีปากเสียงกันเรื่องผลทุเรียนที่จำเลยตัดมาส่งแล้วถูกผู้เสียหายคัดออกบางส่วนอ้างว่าเป็นทุเรียนอ่อน ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องเอาชีวิตกัน นอกจากนี้อาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นอาวุธปืนพกออโตเมติก เมื่อจำเลยกระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วย่อมสามารถเหนี่ยวไกยิงได้ทันทีในเวลาต่อเนื่องกัน ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ตรงหน้าจำเลยในระยะห่างเพียง 1 เมตร หากจำเลยตั้งใจที่จะยิงจริง พวกของผู้เสียหายไม่น่าจะเข้าไปช่วยกันจับมือและแขนของจำเลยให้หันปากกระบอกปืนลงที่พื้นได้ทัน ประกอบกับขณะที่ชักอาวุธปืนออกมา จำเลยพูดว่า "มึงจะเอาอะไรกับกู จะเอาไอ้นี่ไปกินมั้ย" ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยจะยิงผู้เสียหายในทันที อีกทั้งหลังจากปืนลั่น เมื่อจำเลยบอกว่าพอแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ผู้เสียหายกับพวกได้ปล่อยตัวจำเลยโดยอาวุธปืนยังคงอยู่ในมือจำเลย หากจำเลยจะถือโอกาสใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายย่อมสามารถกระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับถืออาวุธปืนเดินไปขึ้นรถขับออกไปจากที่เกิดเหตุแต่โดยดี พยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจ้องเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายเพื่อข่มขู่หรือจะยิงให้ตาย กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเพียงใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยชักอาวุธปืนพกออโตเมติกออกมากระชากลูกเลื่อนให้กระสุนเข้าลำกล้องแล้วหันปากกระบอกปืนไปข่มขู่ผู้เสียหาย หากมีการยื้อแย่งกันย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ปืนลั่นขึ้นได้โดยง่าย ถือเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เมื่อพวกของผู้เสียหายเข้ายื้อแย่งอาวุธปืนกับจำเลยเป็นเหตุให้ปืนลั่น กระสุนปืนถูกพื้นแตกเป็นสะเก็ดกระเด็นถูกนายอนุกูลและถูกนายสะกรีได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 แม้ความผิดที่ได้ความจากการพิจารณาแตกต่างจากฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่การต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทนั้น กฎหมายมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผล เนื่องจากนายอนุกูล นายสะกรี และบุคคลอื่นเข้ามาขัดขวางด้วยการคว้ามือของจำเลยไว้แล้วช่วยกันยื้อแย่งอาวุธปืนจากจำเลย เป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่น สะเก็ดกระสุนปืนถูกนายอนุกูลและนายสะกรีได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งจำเลยนำสืบรับว่ามีการแย่งอาวุธปืนทำให้ปืนลั่น และหลังเกิดเหตุจำเลยได้ไปเยี่ยมนายอนุกูลและถูกนายสะกรีที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระสุนปืน แสดงว่าจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน และปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน และปรับ 6,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเองติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 20 วัน และปรับ 9,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บตามสมควรแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นางสาวเสริมศรี ผ่องศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3397/2565
#687613
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 390 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้มีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ ซึ่งการจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากการพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศฐาวุฒิ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าซ่อมแซมรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด ของโจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,539,116.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้จำเลยทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับงานจราจรและอุบัติเหตุมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมขับรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด มีผู้เสียหายที่ 2 นั่งโดยสารมาด้วยออกจากสำนักงานศุลกากรแหลมฉบัง มีรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีดำ มีจำเลยซึ่งเคยเป็นหัวหน้างานของอดีตคนรักโจทก์ร่วมขับลักษณะปาดหน้ารถของโจทก์ร่วม และมีรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีบรอนซ์ ขับตาม โจทก์ร่วมเบี่ยงรถหลบแล้วขับต่อ เมื่อมาถึงบริเวณปากทางเลี้ยวเข้าโรงงานไมเออร์ จำเลยขับรถเบียดลักษณะตัดหน้าให้โจทก์ร่วมหยุดรถ และรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีบรอนซ์ มาจอดปิดท้ายรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงจอดรถ จำเลยลงจากรถพร้อมถือวัตถุในมือเดินมาเคาะกระจกรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับถอยหลังเบี่ยงหลบรถที่จอดปิดอยู่ และขับรถหนีไปด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จำเลยยังคงขับรถไล่ตามจนกระทั่งเฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์ร่วมขับ ทำให้รถของโจทก์ร่วมหมุนเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งแพทย์ได้ตรวจและให้ความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 4 มิถุนายน 2559 และวันที่ 24 กันยายน 2559 ตามลำดับ จำเลยให้การในวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 โดยปฏิเสธว่า จำเลยเห็นรถยนต์ของโจทก์ร่วม จึงขับรถยนต์ตามไปเพื่อปรับความเข้าใจ เมื่อจำเลยลงจากรถเดินไปที่รถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดมือเพื่อจะใช้บันทึกเสียงการสนทนาหรือบันทึกคลิปวิดีโอ สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เพราะหากจำเลยถืออาวุธปืนเดินไปที่รถของโจทก์ร่วมจริง โจทก์ร่วมคงต้องขับรถหนีไปตั้งแต่ขณะที่จำเลยถืออาวุธปืนแล้ว คงไม่รอให้จำเลยถืออาวุธปืนเดินมาเคาะที่กระจกรถของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งต่างอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยขับรถตัดหน้ารถคันที่โจทก์ร่วมขับในลักษณะให้โจทก์ร่วมจอดรถ เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถแล้วจำเลยลงจากรถพร้อมถืออาวุธปืนเดินมายังรถที่โจทก์ร่วมขับ แล้วใช้มือซ้ายที่ถืออาวุธปืนเคาะบริเวณกระจกรถตรงที่โจทก์ร่วมนั่งเพื่อให้โจทก์ร่วมลงจากรถ หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังแทบจะทันที โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยถืออาวุธปืนมาเคาะกระจกรถ โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมรีบขับรถหนีไปโดยเร็วในทันทีที่จำเลยเดินมาเคาะกระจกรถ ของโจทก์ร่วม จำเลยก็ขับรถตามไปจนเฉี่ยวชนกัน และรถของโจทก์ร่วมเสียหลักหมุนชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ รถของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายมากประกอบกันแล้ว เชื่อว่าสิ่งที่จำเลยถือเดินมาเคาะกระจกรถนั้น คือ อาวุธปืน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกามาอีกประการหนึ่งขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 จะได้รับบาดเจ็บไม่มาก แต่การที่จำเลยขับรถยนต์ในลักษณะปาดหน้ารถของโจทก์ร่วมหลายครั้งเพื่อให้โจทก์ร่วมจอดรถลงมา เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถแล้ว จำเลยถืออาวุธปืนไปเคาะกระจกรถของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถหนี จำเลยก็ยังขับติดตามด้วยความเร็วมากจนกระทั่งเฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์ร่วมขับทำให้รถของโจทก์ร่วมหมุนเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้บริเวณเกาะกลางถนน รถของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายมาก หลังเกิดเหตุจำเลยก็มิได้บรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยนั้น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ ซึ่งการจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากการพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด 1,539,116.89 บาท ของโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมมานั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องร้องเท่านั้น โจทก์ร่วมจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถยนต์ของโจทก์ร่วม ดังนี้ โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ 900,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีส่วนแพ่ง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ 900,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
โจทก์ร่วม — นาย ศ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพฤฒิพงษ์ เลิศชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา