คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2565
#688901
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560

การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3)

จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

ค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายอื่นให้แก่โจทก์อย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคสอง แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจากจำเลย โดยโจทก์ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ในการสมัคร จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นผู้ขายปลีกสินค้าบางรายการบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยทั้งเวอร์ชันไอโอเอสและแอนดรอยด์ ก่อนคดีนี้โจทก์ซึ่งประกอบอาชีพทนายความและนางสุชาดา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นรวม 7 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8199/2561 คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8200/2561 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับอีก 5 คดี โจทก์ นางสุชาดา จำเลยและผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิในการใช้บริการซื้อสินค้าโดยไม่สุจริต ฟ้องร้องจำเลยและผู้ใช้บริการสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลยต่อศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบหลายครั้ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย หากจำเลยปล่อยปละละเลยให้โจทก์ใช้บริการต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยจึงยกเลิกการให้บริการเว็บไซต์ของจำเลยแก่โจทก์ โดยระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะใช้บังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งการประกอบกิจการตลาดแบบตรงอยู่ในความควบคุมของ "นายทะเบียน" คือ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 29/2 และอยู่ในกำกับดูแล ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของ "คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 13 (3) โดยจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดในความเสียหายอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายสินค้าและบริการ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนทะเบียนตามมาตรา 38/5 และมาตรา 41/5 ทั้งนี้ เนื่องจากการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าย่อมไม่อาจเห็นและทดสอบสินค้าโดยประจักษ์ในขณะที่มีการตกลงซื้อขายสินค้า และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในวงกว้างเพราะสามารถเข้าถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ในส่วนของศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับผู้บริโภคตามสัดส่วนที่เหมาะสม อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของประชาชน สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นอันเป็นมูลข้อพิพาทที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์มี 5 คดี คือ

1. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้ขายและชำระเงินค่าสินค้าแล้ว แต่สินค้ามีอาการขัดข้อง โจทก์ขอคืนสินค้าให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน แต่ระบบของจำเลยขัดข้องไม่สามารถคืนสินค้าได้ จึงฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ขอคืนสินค้าภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

2. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง ต่อมาจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อและต่อมาขึ้นราคาสินค้าแต่ละชิ้นสูงขึ้น คดีตกลงกันได้โดยจำเลยตกลงชำระเงิน 10,867.31 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

3. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท น. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้ออุปกรณ์และเครื่องแต่งกายกีฬา 9 รายการ ต่อมาจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อรวม 4 รายการ และมีการขึ้นราคาสินค้าแต่ละชิ้นสูงขึ้น 3 รายการ คดีตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงิน 9,268.27 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

4. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อไฟเส้นเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 1 เส้น แต่ไม่สามารถใช้การได้โดยต้องซื้อตัวต่อขยายเพิ่มเติมเพื่อเป็นปลั๊ก เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้โฆษณาให้ชัดแจ้ง คดีตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงิน 6,526.76 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

5. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท ฟ. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์คดีดังกล่าวสั่งซื้อโคมไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะไร้สาย 1 ดวง แต่ไม่มีความสว่างเพียงพอตามที่โฆษณาไว้ โจทก์คืนสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด 15 วัน ตามข้อตกลงด้วยสาเหตุเปลี่ยนใจ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธไม่รับคืนอ้างว่าสินค้าผ่านการใช้งานแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขกรณีเปลี่ยนใจ คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงิน 9,585 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

ส่วนคดีอื่นนอกจากนั้น เป็นคดีที่นางสุชาดาฟ้องจำเลยกับผู้ขายสินค้ารายอื่นเป็นจำเลย โดยแยกวินิจฉัยเป็นคดีต่างหาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อสินค้าหรือบริการจากการขายตรงหรือจากการขายผ่านตลาดแบบตรงผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือแสดงเจตนาภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ ไปยังผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง..." เหตุผลของหลักการดังกล่าวเนื่องจากฝ่ายผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่อาจทดลองสินค้าอันเห็นได้ประจักษ์ก่อนว่าตรงตามสรรพคุณที่โฆษณาในเว็บไซต์ไว้หรือไม่ อันเป็นเรื่องปกติทางการค้าของการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง การใช้สิทธิของโจทก์ในการคืนสินค้าตามคดีในข้อ 1 และข้อ 5 ภายในกำหนดจึงเป็นไปโดยกฎหมายและข้อสัญญา คดีในข้อ 2 และข้อ 3 โจทก์กล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา โดยยกเลิกคำสั่งซื้อและเปลี่ยนราคาสินค้าที่สั่งซื้อสูงขึ้น คดีในข้อ 4 จำเลยขายสินค้าโดยไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งคดีตามข้อ 2 ถึงข้อ 5 ในที่สุดฝ่ายจำเลยตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ส่วนคดีตามข้อ 1. อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เห็นได้ชัดว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งห้าคดีเกิดขึ้นเนื่องจากมีการโต้แย้งสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ที่จำเลยกล่าวแก้มาในฎีกาทำนองว่า จำเลยมิได้ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า การที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเสียงรายอื่นได้นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์ยังมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ค้างอยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิเสธความข้อนี้ การระงับการใช้บริการของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิของโจทก์โดยตรง และแม้เงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลยกำหนดให้จำเลยมีดุลพินิจใช้สิทธิฝ่ายเดียวตามข้อ 2.4 (ข) ป้องกันหรือจำกัดการเข้าใช้ยังแพลตฟอร์มและหรือบริการของลูกค้า (จ) หยุดการใช้งาน ยกเลิก ลบ ห้าม ระงับและจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มและหรือบริการของและโดยบัญชีของจำเลยใด ๆ ลูกค้า และหรือบุคคลใด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรโดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือบอกกล่าวล่วงหน้า และการยกเลิกตามข้อ 9.1 กำหนดให้เป็นดุลพินิจแต่ฝ่ายเดียวของจำเลยและไม่ว่าจะบอกกล่าวไปยังผู้รับบริการหรือไม่ จำเลยอาจจะยกเลิกการใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการของผู้รับบริการ และหรือระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการ จำเลยอาจจะยกเลิกการเข้าใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งเนื่องจากการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในการใช้บริการนี้ หรือเมื่อจำเลยเชื่อว่าผู้รับบริการได้ฝ่าฝืนหรือกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใด ๆ ที่กำหนดไว้ หรือหากในความเห็นของจำเลยหรือความเห็นของหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ เป็นการไม่เหมาะสมที่จะยังคงปล่อยให้มีบริการเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม โดยให้การที่ระบุในข้อนี้มีผลในทันทีที่จำเลยได้ใช้ดุลพินิจดังกล่าว ข้อ 9.2 การยกเลิกโดยฝ่ายผู้รับบริการ กำหนดให้ผู้รับบริการอาจจะยกเลิกเงื่อนไขในการใช้บริการนี้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้า 7 วัน เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3) เมื่อข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริต ไม่ปรากฏการกระทำประการอื่นใดนอกจากนี้ที่เป็นพฤติการณ์ร่วมมือกับภริยาโจทก์ในการป่วนตลาด การที่จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง 300,000 บาท โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยยินยอมเปิดการใช้บัญชีของโจทก์พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่โจทก์ตามเดิม โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมาท้ายฟ้องก็ตาม แต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบ และเพื่อให้การบังคับคดีประเภทหนี้กระทำการในคดีผู้บริโภคมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ส่วนที่โจทก์ขอค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 2,500 บาท นั้น เห็นว่า เป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ในคำพิพากษาได้อยู่แล้วตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับข้อที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ นั้น เห็นว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ข้างต้นอย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยยกเลิกการปิดกั้นการเข้าถึงการให้บริการเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยแก่โจทก์ โดยให้โจทก์สามารถใช้บัญชีและรหัสผ่าน รวมทั้งคืนสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมของโจทก์กลับมาใช้ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลรวม 2,500 บาท และค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 12 ม. 39 ม. 42
พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4458/2565
#689605
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560

การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3)

จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

ค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายอื่นให้แก่โจทก์อย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคสอง ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจากจำเลย โดยโจทก์ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ในการสมัคร ส่วนนายปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ประกอบอาชีพทนายความใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์อีกบัญชีในการสมัคร จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นผู้ขายปลีกสินค้าบางรายการบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยทั้งเวอร์ชันไอโอเอสและแอนดรอยด์ ก่อนคดีนี้โจทก์และนายปรากฏการณ์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นรวม 7 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8199/2561 คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8200/2561 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับอีก 5 คดี โจทก์ นายปรากฏการณ์ จำเลยและผู้ขายสินค้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิในการใช้บริการซื้อสินค้าโดยไม่สุจริต ฟ้องร้องจำเลยและผู้ใช้บริการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลยต่อศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบหลายครั้งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย หากจำเลยปล่อยปละละเลยให้โจทก์ใช้บริการต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยจึงยกเลิกการให้บริการเว็บไซต์ของจำเลยแก่โจทก์ โดยระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะใช้บังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งการประกอบกิจการตลาดแบบตรงอยู่ในความควบคุมของ "นายทะเบียน" คือ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 29/2 และอยู่ในกำกับดูแล ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของ "คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 13 (3) โดยจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดในความเสียหายอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายสินค้าและบริการหรือมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนทะเบียนตามมาตรา 38/5 และมาตรา 41/5 ทั้งนี้ เนื่องจากการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าย่อมไม่อาจเห็นและทดสอบสินค้าโดยประจักษ์ในขณะที่มีการตกลงซื้อขายสินค้า และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในวงกว้างเพราะสามารถเข้าถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ในส่วนของศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับผู้บริโภคตามสัดส่วนที่เหมาะสม อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของประชาชน สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นอันเป็นมูลข้อพิพาทที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์มี 2 คดี คือ

1. คดีระหว่าง นางสุชาดา โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้ขายและชำระเงินค่าสินค้าแล้ว ภายหลังโจทก์คืนสินค้าให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ตามข้อตกลงของผู้ขายด้วยสาเหตุเปลี่ยนใจ จึงฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คดีถึงที่สุดแล้ว

2. คดีระหว่างนางสุชาดา โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท ฟ. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อหลอดไฟ 6 หลอด และมีของแถมเป็นโมชัน เซ็นเซอร์ (motion sensor) ราคา 1,290 บาท แต่ของแถมใช้การไม่ได้จึงส่งสินค้าทั้งหมดคืน แล้วฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงิน 13,259 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว

ส่วนคดีอื่นนอกจากนั้น เป็นคดีที่นายปรากฏการณ์ฟ้องจำเลยกับผู้ขายสินค้ารายอื่นเป็นจำเลย โดยแยกวินิจฉัยเป็นคดีต่างหาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อสินค้าหรือบริการจากการขายตรงหรือจากการขายผ่านตลาดแบบตรงผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือแสดงเจตนาภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ ไปยังผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง..." เหตุผลของหลักการดังกล่าวเนื่องจากฝ่ายผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่อาจทดลองสินค้าอันเห็นได้ประจักษ์ก่อนว่าตรงตามสรรพคุณที่โฆษณาในเว็บไซต์ไว้หรือไม่ อันเป็นเรื่องปกติทางการค้าของการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง การใช้สิทธิของโจทก์ในการคืนสินค้าตามคดีในข้อ 1 และข้อ 2 ภายในกำหนดจึงเป็นไปโดยกฎหมายและข้อสัญญาโดยเฉพาะคดีในข้อ 2 ในที่สุดฝ่ายจำเลยตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เห็นได้ชัดว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองคดีเกิดขึ้นเนื่องจากมีการโต้แย้งสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ที่จำเลยกล่าวแก้มาในฎีกาทำนองว่า จำเลยมิได้ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า การที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเสียงรายอื่นได้นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์ยังมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ค้างอยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิเสธความข้อนี้ การระงับการใช้บริการของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิของโจทก์โดยตรง และแม้เงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย กำหนดให้จำเลยมีดุลพินิจใช้สิทธิฝ่ายเดียวตามข้อ 2.4 (ข) ป้องกันหรือจำกัดการเข้าใช้ยังแพลตฟอร์มและหรือบริการของลูกค้า (จ) หยุดการใช้งาน ยกเลิก ลบ ห้าม ระงับและจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มและหรือบริการของและโดยบัญชีของจำเลยใด ๆ ลูกค้า และหรือบุคคลใด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรโดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือบอกกล่าวล่วงหน้า และการยกเลิกตามข้อ 9.1 กำหนดให้เป็นดุลพินิจแต่ฝ่ายเดียวของจำเลยและไม่ว่าจะบอกกล่าวไปยังผู้รับบริการหรือไม่ จำเลยอาจจะยกเลิกการใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการของผู้รับบริการ และหรือระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการ จำเลยอาจจะยกเลิกการเข้าใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งเนื่องจากการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในการใช้บริการนี้ หรือเมื่อจำเลยเชื่อว่าผู้รับบริการได้ฝ่าฝืนหรือกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใด ๆ ที่กำหนดไว้ หรือหากในความเห็นของจำเลยหรือความเห็นของหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ เป็นการไม่เหมาะสมที่จะยังคงปล่อยให้มีบริการเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม โดยให้การที่ระบุในข้อนี้มีผลในทันทีที่จำเลยได้ใช้ดุลพินิจดังกล่าว ข้อ 9.2 การยกเลิกโดยฝ่ายผู้รับบริการกำหนดให้ผู้รับบริการอาจจะยกเลิกเงื่อนไขในการใช้บริการนี้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้า 7 วัน เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3) เมื่อข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริต ไม่ปรากฏการกระทำประการอื่นใดนอกจากนี้ที่เป็นพฤติการณ์ร่วมมือกับสามีโจทก์ในการป่วนตลาด การที่จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง 300,000 บาท โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยยินยอมเปิดการใช้บัญชีของโจทก์พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่โจทก์ตามเดิม โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมาท้ายฟ้องก็ตาม แต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบ และเพื่อให้การบังคับคดีประเภทหนี้กระทำการในคดีผู้บริโภคมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ส่วนที่โจทก์ขอค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 2,500 บาท นั้น เห็นว่า เป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ในคำพิพากษาได้อยู่แล้วตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับข้อที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ นั้น เห็นว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ข้างต้นอย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยยกเลิกการปิดกั้นการเข้าถึงการให้บริการเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยแก่โจทก์ โดยให้โจทก์สามารถใช้บัญชีและรหัสผ่าน รวมทั้งคืนสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมของโจทก์กลับมาใช้ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลรวม 2,500 บาท และค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 12 ม. 39 ม. 42
พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 4 (1) ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4457/2565
#690841
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 29 กำหนดเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ก็ต่อเมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง ส่วน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2558 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือไปยังผู้ร้อง ที่บัญญัติเพิ่มมาตรา 309 จัตวา ซึ่งวรรคสองและวรรคสามของมาตราดังกล่าวเป็นทำนองเดียวกับมาตรา 335 แห่ง ป.วิ.พ. ซึ่งใช้บังคับขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนั้นเป็นเพียงการยกเว้นให้ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกรณีที่ซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา เพื่อมิให้ผู้ซื้อห้องชุดในอาคารชุดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ อันเป็นการจูงใจและลดอุปสรรคในการขายทอดตลาดห้องชุดให้สามารถจำหน่ายได้ในเวลาที่รวดเร็ว ส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หาใช่บทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงลำดับบุริมสิทธิของค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 ให้เป็นอย่างอื่น หากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงต้องด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุดและถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถเครน (ทาวเวอร์เครน) ยี่ห้อ POTAIN รุ่น FO/23 ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,208,334 บาท และหากโจทก์ได้รับรถเครน (ทาวเวอร์เครน) ที่เช่าซื้อคืนแล้วขายทอดตลาดยังขาดราคาอยู่เท่าใด จำเลยต้องรับผิดในส่วนที่ขาดดังกล่าว โดยเมื่อรวมราคารถเครนที่โจทก์ได้รับทั้งหมดต้องไม่เกินราคาใช้แทนจำนวน 3,208,334 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเครน (ทาวเวอร์เครน) ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 80,208 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ธันวาคม 2558) กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 99/28 ชั้นที่ 5 อาคารที่ เอ และห้องชุดเลขที่ 99/109 ชั้นที่ 9 อาคารที่ บี ชื่ออาคารชุด ภ. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 ออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านและธนาคาร ก. ต่างยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองห้องชุดเลขที่ 99/28 และเลขที่ 99/109 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้จำนองห้องชุดเลขที่ 99/28 ก่อนเจ้าหนี้อื่นและมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ก. มีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 99/109 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ขอให้กันเงินจำนวน 511,716.99 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดนำมาชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนผู้รับจำนอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จำนวน 511,716.99 บาท จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 99/28 ชั้นที่ 5 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155, 3922 ที่มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และห้องชุดเลขที่ 99/109 ชั้นที่ 9 อาคารที่ บี ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155, 3922 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ก่อนเจ้าหนี้จำนอง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลอาคารชุดชื่อ นิติบุคคลอาคารชุด ภ. มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 99/109 อาคารที่ บี และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 99/28 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้ค้างชำระสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/109 เป็นค่าส่วนกลางค้างชำระถึงเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 238,379.54 บาท ค่าเงินกองทุนค้างชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2561 จำนวน 29,616 บาท ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 จำนวน 865 บาท และค่าเบี้ยปรับจำนวน 74,978.91 บาท รวมเป็นเงิน 343,839.45 บาท และจำเลยที่ 3 มีหนี้ค้างชำระ สำหรับห้องชุดเลขที่ 99/28 เป็นค่าส่วนกลางค้างชำระถึงเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 120,326.22 บาท ค่าเงินกองทุนค้างชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2561 จำนวน 20,942.40 บาท ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 จำนวน 690 บาท และค่าเบี้ยปรับจำนวน 25,918.92 บาท รวมเป็นเงิน 167,877.54 บาท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 99/28 และห้องชุดเลขที่ 99/109 กับมีหนังสือแจ้งการยึดให้ผู้ร้องทราบและให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 แต่ผู้ร้องไม่ได้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าว โดยกำหนดขายทอดตลาดนัดที่ 1 ในวันที่ 19 มกราคม 2562 ผู้ร้องมีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 แจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินลงรายการบัญชีรับแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่อยู่ในลำดับก่อนจำนองตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 29 กำหนดเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ก็ต่อเมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง ส่วนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2558 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือไปยังผู้ร้อง บัญญัติเพิ่มมาตรา 309 จัตวา โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้ผู้ร้องทราบบัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดเป็นห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อขายทอดตลาดแล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลอาคารชุดก่อนเจ้าหนี้จำนอง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ และวรรคสามบัญญัติว่า หากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระ ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเป็นทำนองเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด นั้น กรณีเป็นเพียงการยกเว้นให้ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกรณีที่ซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ซื้อห้องชุดในอาคารชุดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรับภาระในหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระอันเป็นการจูงใจและเพื่อลดอุปสรรคในการขายทอดตลาดห้องชุดให้สามารถจำหน่ายออกไปได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หาใช่บทบัญญัติที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงลำดับบุริมสิทธิของค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 ให้เป็นอย่างอื่นหากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นการที่ผู้ร้องมีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 แจ้งยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยเจ้าพนักงานที่ดินลงรายการบัญชีรับแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด และถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง หนี้ที่ผู้ร้องจะมีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 (2) มีเฉพาะหนี้อันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น สำหรับค่าน้ำประปานั้น ตามสำเนาข้อบังคับของผู้ร้อง ข้อ 15 กำหนดเป็นค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้บริการซึ่งเจ้าของร่วมเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ผู้ร้องจะมีบุริมสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ผู้ร้องนำค่าน้ำประปาค้างชำระสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/109 จำนวน 865 บาท และสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/28 จำนวน 690 บาท ไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางแล้วแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ชอบ และต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี เห็นสมควรกำหนดจำนวนเงินที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในแต่ละห้องชุดให้ชัดเจนเสียด้วย

พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวน 342,974.45 บาท และจำนวน 167,187.54 บาท จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 99/109 อาคารที่ บี และห้องชุดเลขที่ 99/28 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 ตามลำดับ ก่อนเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 จัตวา
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ภ.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2565
#693654
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงต้องมีเหตุสุดวิสัย จำเลยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่จะฎีกา

อนึ่ง เอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ แต่ใบโปรโมชั่นที่จำเลยปลอมเป็นเพียงเอกสารที่ให้ห้างโฮมโปรใช้เพื่อคำนวณเงินส่วนลดหรือส่วนชดเชยแต่ละช่วงเวลาที่ห้างโฮมโปรขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าแล้วนำไปหักทอนกับเงินค่าสินค้าที่โจทก์จำหน่ายให้แก่ห้างโฮมโปร หาเป็นเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิไม่ การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารธรรมดา มิใช่เป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2560

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 265 (ใหม่), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 265 (ใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 162 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 81 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน อันเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้และเป็นเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 เมษายน 2564 และวันดังกล่าวจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นการขอขยายระยะเวลาตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 และอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 25 มีนาคม 2564 จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่จะฎีกา

อนึ่ง เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ แต่ใบโปรโมชั่นที่จำเลยปลอม เป็นเพียงเอกสารที่ให้ห้างโฮมโปรใช้เพื่อคำนวณเงินส่วนลดหรือส่วนชดเชยแต่ละช่วงเวลาที่ห้างโฮมโปรขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าแล้วนำไปหักทอนกับเงินค่าสินค้าที่โจทก์จำหน่ายให้แก่ห้างโฮมโปร หาเป็นเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิไม่ การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารธรรมดา มิใช่เป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2560

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย และแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.27 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 81 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 40 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 268 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 198 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางนพวรรณ ภู่พัทธยากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2565
#685989
เปิดฉบับเต็ม

กรณีโจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโดยทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้โดยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ของจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ร่วมและผู้ร้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาในศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องเพิ่มอีกจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 277 ทวิ, 279, 280, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหายที่ 1 และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ท. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่เสรีภาพ 100,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท รวม 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และชำระค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าพาหนะเดินทางไปรักษาพยาบาล 20,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท รวม 400,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 280 (1) (ที่แก้ไขใหม่), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 28 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วม ผู้ร้อง และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ร้อง ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 โดยในช่วงระหว่างวันเกิดเหตุ ผู้ร้องพักอาศัยอยู่ในความปกครองดูแลของนาง บ. ผู้เป็นย่า วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล ก. และใช้บริการรถตู้รับส่งนักเรียนของศูนย์ในการเดินทางไปกลับ โดยมีจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ทำหน้าที่ขับรถตู้ ต่อมาผู้ร้องมีอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศและอวัยวะเพศมีอาการบวมแดง นาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาหลายครั้ง แต่อาการเป็น ๆ หาย ๆ ครั้งสุดท้ายผู้ร้องมีไข้และอาเจียนนาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาที่โรงพยาบาล ช. แพทย์แจ้งว่าอวัยวะเพศของผู้ร้องอักเสบเนื่องจากติดเชื้อและจัดให้ผู้ร้องคุยกับนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล วันที่ 27 มิถุนายน 2562 นาง บ. ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 5 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาและนาง บ. เป็นผู้ปกครองดูแลมีความใกล้ชิดกับผู้ร้องและพบเห็นอาการผิดปกติของอวัยวะเพศของผู้ร้อง ทั้งได้สอบถามสาเหตุของอาการเจ็บบวมที่อวัยวะเพศของผู้ร้องมาตลอด จนกระทั่งทราบเรื่องที่ผู้ร้องถูกจำเลยกระทำอนาจารจากผู้ร้องโดยตรง ซึ่งเรื่องราวที่พยานทั้งสองปากเบิกความดังกล่าวมีความสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ร่วมและนาง บ. ต่างรู้จักกับจำเลย และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมและนาง บ. เบิกความไปตามที่พบเห็นและทราบมาจากผู้ร้อง ทั้งโจทก์ร่วมและนาง บ. ให้การในเรื่องเช่นเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน โดยร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมาเบิกความยืนยัน คำเบิกความของโจทก์ร่วมและนาง บ. จึงมีน้ำหนักให้รับฟังและถือเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่สนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องให้มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้ความจากนางสาว ว. น้องสาวของนาง บ. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกว่า ช่วงสงกรานต์ปี 2562 นางสาว ว. เดินทางกลับไปที่บ้าน พบว่าอวัยวะเพศของผู้ร้องมีลักษณะบวมแดง ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2562 นางสาว ว. กลับไปที่บ้านเพื่อร่วมงานบวชที่วัดท่ากรวด พบจำเลยกับภริยาจึงทักทายกัน จำเลยเห็นผู้ร้องจึงเดินเข้าไปหา แต่ผู้ร้องมีอาการหวาดกลัวและใช้มือทุบที่บริเวณเป้ากางเกงจำเลยหลายครั้ง นางสาว ว. สงสัยในปฏิกิริยาของผู้ร้อง จึงชวนผู้ร้องไปนอนที่บ้านและสอบถาม ผู้ร้องเล่าให้ฟังว่า จำเลยบีบคอผู้ร้อง ถอดกางเกง และจับขาของผู้ร้องถ่างออกแล้วใช้อวัยวะเพศทิ่มบริเวณอวัยวะเพศของผู้ร้อง และข่มขู่ไม่ให้ผู้ร้องบอกผู้อื่น แม้คำเบิกความของนางสาว ว. จะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ได้รับฟังมาจากผู้ร้องโดยตรง อันสืบเนื่องมาจากนางสาว ว. สงสัยในปฏิกิริยาของผู้ร้องต่อจำเลย ถือได้ว่าตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่า การที่ผู้ร้องมีอาการเจ็บที่อวัยวะเพศต่อเนื่องตลอดมาดังกล่าว มีสาเหตุมาจากผู้ร้องถูกจำเลยกระทำอนาจารในรถยนต์ของจำเลยหลายครั้ง หาใช่ผู้ร้องมีอาการเจ็บอวัยวะเพศเพราะเม็ดทรายและมีอาการเจ็บก่อนมาสนิทสนมกับจำเลยตามที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า จำเลยกระทำต่อผู้ร้องทุกครั้งที่มาส่งผู้ร้องด้วยรถยนต์ส่วนตัว และเบิกความตอบศาลถามว่า เวลาจำเลยกระทำต่ออวัยวะเพศของผู้ร้อง จำเลยจะลงจากรถด้านคนขับมาด้านหลังที่ผู้ร้องนั่งอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยลงมือกระทำอนาจารผู้ร้องด้านหลังรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ปกปิดมิดชิด ย่อมไม่เป็นที่สังเกตสงสัยของบุคคลที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น การที่ผู้ร้องเบิกความตอบศาลว่า จำเลยแวะจอดรถและกระทำอนาจารที่ด้านหลังรถยนต์ของจำเลยจึงเชื่อว่ามีมูลความจริง แม้จำเลยจะฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องเบิกความว่า เวลาเด็กหญิง ฟ. นั่งไปด้วย จำเลยก็กระทำต่ออวัยวะเพศของผู้ร้องให้เด็กหญิง ฟ. เห็น แต่พนักงานสอบสวนไม่นำเด็กหญิง ฟ. มาเป็นพยาน ถือเป็นข้อพิรุธนั้น เชื่อว่าเพราะเด็กหญิง ฟ. เป็นเด็กเช่นเดียวกันกับผู้ร้อง ย่อมไม่เข้าใจในสิ่งที่จำเลยกำลังกระทำและอาจไม่ได้จดจำเหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นได้ กรณีดังกล่าวจึงหาเป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าผลการตรวจเยื่อพรหมจารีอวัยวะเพศของผู้ร้องตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ และรายงานการชันสูตรผู้ป่วยคดี มีความแตกต่างกัน ไม่อาจรับฟังเพื่อเอาผิดจำเลยได้นั้น ก็ได้ความว่าแพทย์ผู้ตรวจที่โรงพยาบาล ช. ให้ความเห็นว่า การที่อวัยวะเพศของผู้ร้องอักเสบเนื่องจากติดเชื้อ และให้นาง บ. พาผู้ร้องไปพบนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล จากนั้นแนะนำให้นาง บ. พาผู้ร้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าแพทย์ผู้ตรวจเห็นแล้วว่าผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศที่บริเวณอวัยวะเพศแล้วจึงได้แนะนำให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พยานหลักฐานที่ผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศจึงมีความสมบูรณ์อยู่แล้วในชั้นสอบสวน ส่วนที่รายงานการชันสูตรผู้ป่วยคดีของโรงพยาบาล ต. ระบุว่าเยื่อพรหมจารีของผู้ร้องพบร่องรอยฉีกขาดเก่า ตำแหน่ง 2 ถึง 4 นาฬิกา เป็นเพราะนาง บ. พาผู้ร้องไปร้องเรียนที่ศูนย์ของ นาง ป. และทางศูนย์แนะนำให้พาผู้ร้องไปรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล ต. โดยผลการตรวจชันสูตรทั้งสองครั้งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กลับเป็นการยืนยันผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ด้วยว่าผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง พยานหลักฐานดังกล่าวจึงมีความชัดเจนพอเอาผิดกับจำเลย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสำหรับการกระทำความผิดดังกล่าวเพียงใด เห็นว่า จำเลยพรากผู้ร้องไปเสียจากโจทก์ร่วมเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 3 ปีเศษ โดยลงมือกระทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ร้อง ต้องเข้ารับการรักษาร่างกายและสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ร้องมีความสนิทสนมกับจำเลย และจำเลยเป็นที่ไว้วางใจของโจทก์ร่วมและนาง บ. ผู้ปกครองของผู้ร้อง แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสดังกล่าวลงมือกระทำความผิดต่อผู้ร้องหลายครั้งต่อเนื่องกันมา โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจที่จะเกิดแก่ผู้ร้องในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและไม่มีความสำนึกรับผิดชอบ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการทำร้ายจิตใจของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดากับบรรดาญาติของผู้ร้อง ที่ต้องเลี้ยงดูผู้ร้องและเยียวยารักษาฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ร้องให้กลับมาเป็นปกติ พฤติการณ์ถือเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุอันควรปรานีลดโทษให้แก่จำเลยและสมควรลงโทษจำเลยในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษสำหรับการกระทำผิดของจำเลยมานั้น ยังไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งรูปคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและผู้ร้องต่อไปว่า สมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมและผู้ร้องเพียงใด โจทก์ร่วมและผู้ร้องฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะเดินทาง 68,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการนำผู้ร้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานคร ปีละ 40,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี และค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท นั้น เห็นว่า หากโจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโดยทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้โดยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ของจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ร่วมและผู้ร้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่มีสิทธิหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาในศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องเพิ่มอีก 50,000 บาท จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และในกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 18 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 28 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมและผู้ร้อง แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนางสาว ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2565
#689607
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง, 391 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ มิได้กำหนดว่าผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินเป็นค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องมิใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้วได้ เพียงแต่หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลย โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,005,325.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,519,999 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 6,060,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 191 วัน เป็นเงิน 237,861.33 บาท รวมเป็นเงิน 6,298,551.33 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 3,247,856.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 ตามขอ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 12 ธันวาคม 2560) ต้องไม่เกิน 237,861.33 บาท ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2559 โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารเก็บสินค้า 1 หลัง ในราคา 13,290,000 บาท โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามสัญญารับจ้างพร้อมเอกสารแนบท้าย ก. และ ข. จำเลยทำงานและส่งมอบงานงวดงานเสาเข็ม ฐานราก คานคอดิน และได้รับสินจ้างสำหรับงานงวดดังกล่าวเป็นเงิน 2,148,193 บาท ตามรายละเอียดการแบ่งงวดชำระเงินเอกสารแนบท้าย ข. งวดที่ 1.1.1 ถึง 1.1.4 ไปจากโจทก์แล้ว กับทำงานงวดที่ 1.2.1, 1.2.2, 1.3.1, 1.3.2 และ 1.3.3 โดยได้รับสินจ้างสำหรับงานงวดดังกล่าวเป็นเงิน 5,081,117 บาท ไปจากโจทก์แล้ว และทำงานงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 4 ได้บางส่วนแต่ยังไม่ได้รับสินจ้างไปจากโจทก์ โดยโจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขงานก่อนถึงจะพิจารณาจ่ายสินจ้างให้ วันที่ 16 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือชี้แจงการส่งมอบงานและรายการงานที่ต้องแก้ไข วันที่ 21 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือเสนอแผนงานแก้ไขงานดังกล่าว และวันที่ 29 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือเสนอแนวทางใหม่ในการแก้ไขงานกับมีหนังสือขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2560 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยว่า โจทก์ไม่ต้องชำระเงิน 6,298,551.33 บาท ตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย เพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารเก็บสินค้าให้ถูกต้องตามแบบแปลน ตารางการทำงาน รายละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาก่อสร้าง ทั้งการทำงานของจำเลยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่มีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานโครงสร้างดูแลและควบคุมการก่อสร้าง ทำให้งานมีความชำรุดบกพร่องจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบงานตามงวดที่กำหนดไว้ในสัญญา จนกระทั่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย อันเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ทำงานให้ถูกต้องตามสัญญา และงานมีความชำรุดบกพร่องจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบงานตามงวดที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ส่วนในรายละเอียดว่างานที่จำเลยทำมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ถูกต้องตามสัญญาอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 178 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ให้การปฏิเสธนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาประการแรกของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์จะต้องใช้สินจ้างแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ต้องมิใช่ผู้ผิดสัญญาและถูกบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เป็นบทบัญญัติในบรรพ 2 ลักษณะ 2 หมวด 4 เลิกสัญญา ซึ่งมีมาตรา 386 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่" มาตรา 391 วรรคสาม บัญญัติว่า "ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น" และมาตรา 391 วรรคสี่ บัญญัติว่า "การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่" ซึ่งเห็นได้ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดว่าผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินเป็นค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องมิใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้โจทก์ไปแล้วได้ เพียงแต่หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลย โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.1 ติดตั้งโครงเมนพร้อมแปหลังคา ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 778,486.16 บาท ยังไม่แล้วเสร็จ งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.2 ติดตั้งรางน้ำสแตนเลส ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 178,058.16 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 50 คิดเป็นเงิน 89,029.28 บาท งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.3 การจัดส่งวัสดุหลังคาและผนังถึงหน้างาน ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 913,758.32 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 40 คิดเป็นเงิน 365,503.32 บาท งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.4 ระบบท่อน้ำทิ้ง ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 104,539.85 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 40 คิดเป็นเงิน 41,815.94 บาท งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.1 ติดตั้งแผ่นหลังคา ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 182,751.66 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 60 คิดเป็นเงิน 109,650.99 บาท งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.2 วางเหล็กเสริมพื้นที่ กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 564,541.47 บาท จำเลยยังไม่ได้ทำงาน งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.3 ติดตั้งโครงสร้างผนัง ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 778,486.16 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 20 คิดเป็นเงิน 155,697.23 บาท งานงวดที่ 4 รายการ 1.6.1 เทคอนกรีตพื้น ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 1,129,082.94 บาท จำเลยยังไม่ได้ทำงาน งานงวดที่ 4 รายการ 1.6.3 ติดตั้งท่อน้ำฝน ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 77,816.81 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 60 คิดเป็นเงิน 46,690.08 บาท รวมงานงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ที่จำเลยทำแล้วเสร็จคิดเป็นเงิน 813,387.64 บาท นั้น โจทก์มีนายกษิดิ์เดช กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ และนายกิตติศักดิ์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความรวม 2 ปาก แต่พยานโจทก์ทั้งสองปากมิได้เบิกความถึงการทำงานของจำเลยว่าแล้วเสร็จไปตามปริมาณงานที่โจทก์ฎีกา ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างส่งภาพถ่ายว่า งานตามรายการ 1.4.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.4.2 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.4.3 แล้วเสร็จร้อยละ 70 งานตามรายการ 1.4.4 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.2 แล้วเสร็จร้อยละ 30 งานตามรายการ 1.5.3 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.6.1 แล้วเสร็จร้อยละ 30 และงานตามรายการ 1.6.3 แล้วเสร็จทั้งหมด พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยทำงานแล้วเสร็จไปมากกว่าที่โจทก์ฎีกา โดยพยานจำเลยปากหนึ่งคือ นายชัยพร ซึ่งรับราชการในตำแหน่งหัวหน้าควบคุมอาคาร สำนักงานเขตบางคอแหลม เบิกความว่า เมื่อพิจารณาการก่อสร้างตามภาพถ่ายที่จำเลยอ้างส่งแล้วพยานเห็นว่า งานตามรายการ 1.4.1 แล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว งานตามรายการ 1.4.2 แล้วเสร็จร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.4.3 แล้วเสร็จเกือบร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.4.4 แล้วเสร็จร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.5.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.2 แล้วเสร็จร้อยละ 10 งานตามรายการ 1.5.3 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.6.1 แล้วเสร็จร้อยละ 10 งานตามรายการ 1.6.3 แล้วเสร็จร้อยละ 80 เห็นว่า นายชัยพรรับราชการในตำแหน่งที่มีหน้าที่ตรวจสอบการก่อสร้างอาคารด้วย และเป็นพยานซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียกับโจทก์และจำเลย คำเบิกความของพยานมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าจำเลยก่อสร้างแล้วเสร็จตามที่พยานเบิกความ จึงกำหนดค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วให้แก่จำเลยตามรายการ 1.4.1 ทั้งหมด เป็นเงิน 778,486.16 บาท งานตามรายการ 1.4.2 ร้อยละ 60 เป็นเงิน 106,834.89 บาท งานตามรายการ 1.4.3 ร้อยละ 55 เป็นเงิน 502,567.07 บาท งานตามรายการ 1.4.4 ร้อยละ 60 เป็นเงิน 62,723.91 บาท งานตามรายการ 1.5.1 ทั้งหมด เป็นเงิน 182,751.66 บาท งานตามรายการ 1.5.2 ร้อยละ 10 เป็นเงิน 56,454.14 บาท งานตามรายการ 1.5.3 ทั้งหมด เป็นเงิน 778,486.16 บาท งานตามรายการ 1.6.1 ร้อยละ 10 เป็นเงิน 112,908.29 บาท งานตามรายการ 1.6.3 ร้อยละ 80 เป็นเงิน 62,253.44 บาท รวมเป็นเงินค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วซึ่งโจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 2,643,465.72 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกแก้ไขงานที่จำเลยก่อสร้างชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 120,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากเงินค่าก่อสร้างหรือค่าการงานที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนด โจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญา และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายกับค่าปรับได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยต้องชำระค่าปรับ 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คงพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลยเท่านั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ และหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ มาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่ ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหาทั้งสองประการเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 แก่โจทก์ กับให้โจทก์ชำระเงิน 2,643,465.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2565
#685879
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาว ร. เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากนาง อ. มารดาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ได้

เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการทำละเมิดของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกร้องมาสูงเกินไป จำเลยนำเงิน 20,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ในความผิดที่ให้การรับสารภาพแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสองและวรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 7 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มจากเงินที่นำมาวางศาลแล้วอีกจำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และการไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้ผู้ร้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี ผู้ร้อง ยื่นคำร้องในส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ผู้ร้องฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และมาตรา 182 ประกอบมาตรา 215 และกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้อง นอกจากนี้เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้พนักงานอัยการโจทก์โดยไม่ได้สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ย่อมทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการทำคำแก้อุทธรณ์ตามกฎหมายจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 237 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาคดีโดยมิได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวกับผู้ร้องให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 เป็นบุตรของนาง อ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาย ป. ซึ่งถึงแก่กรรม ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม โจทก์และจำเลยไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยซื้อประเวณีผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า มีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำเด็กก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า นับตั้งแต่เด็กจนโตผู้เสียหายที่ 1 มีย่าของผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ดูแล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 และนายปี บิดาผู้เสียหายที่ 1 ต้องไปทำงานรับจ้างที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้เสียหายที่ 2 จะกลับมาเยี่ยมเดือนละประมาณ 2 ครั้ง ทั้งคอยส่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนให้กับผู้เสียหายที่ 1 จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 1 เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้เสียหายที่ 1 จึงได้เดินทางไปอยู่อาศัยกับผู้เสียหายที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากย่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่กรรม แสดงว่าแม้ผู้เสียหายที่ 1 มีย่าดูแลตั้งแต่เด็กจนโต แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยังคงดูแลช่วยส่งเสียในการศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ทอดทิ้ง ดังนั้น อำนาจปกครองผู้เสียหายที่ 1 จึงอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ตลอดมา แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 มีปากเสียงกับผู้เสียหายที่ 2 จนผู้เสียหายที่ 1 ต้องไปอยู่กับป้า ก็เป็นการไปโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 1 หนีออกจากบ้านป้า โดยผู้เสียหายที่ 2 และป้าไม่ทราบเรื่อง แล้วผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่กับนางสาว น. เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่กับป้าชื่อนาง ส. ได้ประมาณ 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับการติดต่อจากนาง ส. ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้หนีออกจากบ้านไป เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ทราบเรื่องก็ได้พยายามติดตามหาตัวผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่พบ ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ทราบจากเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าผู้เสียหายที่ 1 ป่วยอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้เสียหายที่ 2 รีบเดินทางไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้เสียหายที่ 1 เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟัง ผู้เสียหายที่ 2 จึงได้เข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งความ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยังติดตามตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งหนีออกจากบ้านโดยไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอิสระตามใจชอบ เมื่อทราบเหตุก็ไปแจ้งความอันแสดงถึงความประสงค์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลย จึงถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 กับได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินนางสาว พ. พูดคุยกับจำเลยและพวกเกี่ยวกับเรื่องเงินและได้ยินมีการต่อรองราคากันด้วย แต่จะเป็นเงินค่าอะไรผู้เสียหายที่ 1 ไม่ทราบ ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินนางสาว พ. พูดว่า 3,000 บาท ต่อเด็ก 2 คน จำเลยกับพวกตอบตกลง และนาย ย. โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่นางสาว พ. ซึ่งคำเบิกความส่วนนี้ของผู้เสียหายที่ 1 ย่อมหมายความว่า นางสาว พ. ตกลงให้ผู้เสียหายที่ 1 ค้าประเวณีแก่จำเลยกับพวกโดยนางสาว พ. ได้รับเงินจากค่าตัวของผู้เสียหายที่ 1 การที่นางสาว พ. ให้ผู้เสียหายที่ 1 ค้าประเวณีโดยรับเงินค่าตัวของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว ย่อมเป็นการทำโดยปราศจากอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นการพรากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 และเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร เมื่อต่อมาจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ เพื่อกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กที่ถูกพรากไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเพื่อการอนาจารตามฟ้องอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่จำเลยแก้ฎีกาในทำนองว่า ผู้เสียหายที่ 1 พ้นจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จึงไม่เป็นการพรากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 นั้น ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่แก้ฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำพิพากษายกฟ้องนางสาว น. ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว นั้น เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่านางสาว พ. กระทำผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 แม้ฟังได้ว่านางสาว น. ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดคำแก้ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า คดีส่วนอาญาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เฉพาะคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องฟังและส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้ผู้ร้องแก้ หากผู้ร้องอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แก้อุทธรณ์หรือไม่แก้อุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/2 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง น. โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2565
#689606
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคโดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัยว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เชนติเมตร น้ำหนัก 85 กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาน้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัม เนื่องจากออกกำลังกาย และในระหว่าง 3 ปีที่แล้วมา โจทก์เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัวโดยโจทก์เคยตรวจประจำของบริษัทที่โจทก์เป็นพนักงาน โจทก์เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลชิ้นเนื้อปกติ แต่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความในแบบพิมพ์คำขอเอาประกันชีวิตไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง เป็นว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 65 กิโลเมตร ในระหว่าง 3 ปีที่แล้ว โจทก์ไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัว และไม่มีข้อความว่า โจทก์ผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และข้อเท็จจริงได้ความเพิ่มเติมจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า ขั้นตอนการขอทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 นั้น ลูกค้าจะต้องกรอกแบบคำขอทำประกันชีวิต โดยจะแจ้งให้ตัวแทนกรอกให้หรือจะกรอกเองก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2552 ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกค้าจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนสูง น้ำหนัก ความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักภายในรอบ 6 เดือน สาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผลการตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ หัวใจ หรือตรวจอย่างอื่น ที่ปรากฎในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันภัยของจำเลยที่ 1 แล้วกรอกข้อมูลลงในคำขอเอาประกันชีวิตแทนโจทก์ส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าอีก และถือเอาข้อมูลที่จำเลยที่ 2 กรอกลงในคำขอเอาประกันชีวิตเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตนตามความเป็นจริง แต่จำเลยที่ 2 กลับกรอกข้อมูลไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง และส่งไปให้จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีทางทราบได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับประกันชีวิตแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 สอบถามรายละเอียดของข้อมูลสุขภาพของลูกค้าและถือเอาข้อมูลดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ในการสอบถามข้อมูลสุขภาพดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ โดยร่วมกันทำคำขอเอาประกันภัยของโจทก์ไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง แต่สภาพแห่งข้อหาเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาประกันภัยด้วยการปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ สาระสำคัญของคำฟ้องเป็นเรื่องการผิดสัญญาโดยตรง ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,000,000 บาท นับถัดจากวันที่โจทก์ทราบการละเมิด (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 386,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาชำระในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 โจทก์ยื่นคำขอเอาประกันภัยต่อจำเลยที่ 1 ผ่านจำเลยที่ 2 แบบประกันภัยคุ้มธนกิจ 99/20 (เอ็น) ชำระเบี้ยประกันภัยราย 12 เดือน ความคุ้มครองแบบทั่วไป จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 2,330 บาท และสัญญาพิเศษเพิ่มเติม การยกเว้นชำระเบี้ยประกันภัยกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (ทพ.) จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยไม่ต้องชำระ คุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และโรคร้ายแรง 44 โรค (ท.44) จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 1,190 บาท (สพ.) การประกันสุขภาพ (วพ.5) วีไอพี แบบมีความรับผิดชอบส่วนแรก เบี้ยประกันภัยปรับตามอายุ จำนวนเงินเอาประกันภัย วพ.5 เบี้ยประกันภัย 5,904 บาท การประกันสุขภาพ 80 เบี้ยประกันปรับตามอายุ (สพ.2) จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000 บาท เบี้ยประกันภัย 7,847 บาท ค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ.) เบี้ยประกันภัยปรับขึ้นตามอายุ จำนวนเงินเอาประกันภัยวันละ 1,000 บาท เบี้ยประกันภัย 2,500 บาท เบี้ยประกันภัยรวม 19,771 บาท โดยจำเลยที่ 3 ภริยาจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นตัวแทน ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 รับประกันภัยโจทก์ หลังจากทำสัญญาโจทก์เป็นมะเร็งเต้านมเข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาล พ. ระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 แล้วนำเอกสารค่ารักษาพยาบาลไปขอรับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า โจทก์มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เคยเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาลด้วยโรคเนื้องอกในมดลูก มีผลเอกซเรย์ทรวงอกผิดปกติ มีภาวะน้ำหนักตัวสูงเกินเกณฑ์ปกติ มาก่อนทำประกันชีวิต และแถลงข้อมูลน้ำหนักตัวไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่แถลงข้อความจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญให้จำเลยที่ 1 ทราบ หากแถลงจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจรับประกันภัยได้ เป็นผลให้สัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ ขอบอกล้างสัญญากรมธรรม์ โดยจำเลยที่ 2 นำหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินไหมพร้อมเช็คคืนค่าเบี้ยประกันภัยมามอบให้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับและยืนยันว่าได้แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญให้จำเลยทั้งสามทราบแล้ว จากนั้นโจทก์ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เปิดเผยข้อมูลเรื่องสุขภาพให้จำเลยที่ 2 ทราบ ไม่มีเจตนาปกปิด แต่จำเลยที่ 2 ไม่นำไปลงในแบบพิมพ์คำขอเอาประกันชีวิต เป็นการจงใจละเว้นไม่ลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตรับเบี้ยประกันจากโจทก์ ใช้แบบพิมพ์คำขอเอาประกันของจำเลยที่ 1 และชักชวนให้ทำสัญญาประกันชีวิต พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการติดต่อรับประกันชีวิตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคโดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัย หน้า 2 ข้อ 12 ว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 85 กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาน้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัม เนื่องจากออกกำลังกาย และข้อ 14 ว่า ในระหว่าง 3 ปีที่แล้วมา โจทก์เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัวโดยโจทก์เคยตรวจประจำของบริษัท (บริษัท ท.) ที่โจทก์เป็นพนักงาน โจทก์เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่โรงพยาบาล จ. ผลชิ้นเนื้อปกติ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 แต่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง เป็นว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ในระหว่าง 3 ปีที่แล้ว โจทก์ไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัว และไม่มีข้อความในข้อ 16 ว่า โจทก์ผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกที่โรงพยาบาล จ. และข้อเท็จจริงได้ความเพิ่มเติมจากนางสาวอรทัย พนักงานของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า ขั้นตอนการขอทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 นั้น ลูกค้าจะต้องกรอกแบบคำขอทำประกันชีวิต โดยจะแจ้งให้ตัวแทนกรอกให้หรือจะกรอกเองก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2552 ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกค้าจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนสูง น้ำหนัก ความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักภายในรอบ 6 เดือน สาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผลการตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ หัวใจ หรือตรวจอย่างอื่น ดังที่ปรากฏในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันภัยของจำเลยที่ 1 แล้วกรอกข้อมูลลงในคำขอเอาประกันชีวิตแทนโจทก์ส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าอีก และถือเอาข้อมูลที่จำเลยที่ 2 กรอกลงในคำขอเอาประกันชีวิตเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตนตามความเป็นจริง แต่จำเลยที่ 2 กลับกรอกข้อมูลไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้งและส่งไปให้จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีทางทราบได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับประกันชีวิตแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 สอบถามรายละเอียดของข้อมูลสุขภาพของลูกค้าและถือเอาข้อมูลดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ในการสอบถามข้อมูลสุขภาพดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำกิจการธุรกิจตามที่ได้รับมอบหมายในขอบเขตของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 807, 810, 812 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำคำขอเอาประกันภัยของโจทก์ไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง แต่สภาพแห่งข้อหาเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประกันภัยด้วยการปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ สาระสำคัญของคำฟ้องเป็นเรื่องการผิดสัญญาโดยตรง ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษากลับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุดม แสนบุญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2565
#691591
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำเลยทั้งยี่สิบสามมีเจตนาเล่นการพนันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 (1), 51 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 และพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 (1), 51 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ลงโทษฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันให้ปรับคนละ 2,000 บาท ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งยี่สิบสามคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 9,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 7,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,500 บาท และคงปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งยี่สิบสามใช้สินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ให้ลงโทษตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน เมื่อรวมโทษปรับในความผิดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 22,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน 15 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 15 วัน และปรับคนละ 11,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินใช้เล่นพนันไพ่แปดเก้า โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ร่วมเล่นการพนันด้วย ซึ่งถือว่ามีผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งเมื่อพิจารณาบันทึกการจับกุมและภาพถ่ายประกอบบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้ไพ่ 2 สำรับ เงินสด 10,020 บาท ผ้าปูเล่น 1 ผืน แผ่นบอกเลขขาที่เล่น 17 ชิ้น โต๊ะพับสีขาว 2 ตัว เป็นของกลาง โดยมีการเปิดบ้านพักให้เช่าและตั้งโต๊ะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน มีลักษณะเป็นบ่อนการพนัน อันเป็นการก่อให้ประชาชนลุ่มหลงในอบายมุข ทำให้เกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรมตามมาหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำเลยทั้งยี่สิบสามมีเจตนาเล่นการพนันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสาม ฐานร่วมกันเล่นการพนัน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1,000 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ม. 34 (1) ม. 51
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4396/2565
#697167
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 มีเจตนาเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกบทหนึ่งด้วย โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วยทั้งที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เล่นการพนัน และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 10, 12 (2), 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,800 บาท ฐานร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 900 บาท ฐานร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1,000 บาท ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 2,500 บาท รวมจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 4,400 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 ปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแรงงานภาค 7 รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่ปรับ และไม่จ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน เป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมกับโทษของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันไฮโลว์เอาทรัพย์สินกัน โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ร่วมเล่นพนันด้วย ถือว่ามีผู้เล่นจำนวนมาก มีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ ก่อให้เกิดการลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอันเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัด อันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง โทษจำคุกในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดมาก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 1 ถูกศาลลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2861/2552 ของศาลจังหวัดราชบุรี โดยจำเลยที่ 1 ได้รับการพักการลงโทษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 แล้วจำเลยที่ 1 มากระทำความผิดในคดีนี้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 มีเจตนาเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกบทหนึ่งด้วย โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วยทั้งที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เล่นการพนัน และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 คนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 2,500 บาท และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกบทหนึ่งด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 2,500 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนัน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสิบห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 10 ม. 12 (2) ม. 18
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชัยวัฒน์ ศิริวัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4395/2565
#689610
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๒ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18) พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงปรับคนละ 2,500 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงปรับคนละ 800 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คนละ 3,300 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงจำคุกคนละ 15 วัน ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันไฮโลว์โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทนมีกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 2,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสาวิตรี งามวิทยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนภดล ลัญฉเวโรจน์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4393/2565
#691188
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง โดยขณะเกิดเหตุได้มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ข้อ 3 กำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด ประกาศคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 1/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 3 มกราคม 2564 ได้กำหนดให้จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 ข้อ 2 ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร และข้อ 3 ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้โดยง่าย ซึ่งมีประกาศหรือคำสั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เว้นแต่การทำกิจกรรมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรคโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ออกใช้บังคับในภายหลัง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ได้มีการกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ที่ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด เพียงแต่ปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามระดับพื้นที่สถานการณ์ รวมทั้งปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยในข้อ 2 ยังคงกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อสัมผัสกันที่สามารถแพร่โรคได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ที่จะพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรมและสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยกำหนดปรับปรุงเฉพาะเรื่องจำนวนบุคคลที่เข้ารวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมจำแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์ ซึ่งพื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าสองร้อยคนเท่านั้น แต่ยังกำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนดอยู่เช่นเดิม ทั้งตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 ก็ยังคงกำหนดให้จังหวัดระยองที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ที่ออกใช้บังคับภายหลังจึงหาได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งเก้ามีเจตนาจัดให้มีการเล่นการพนัน โดยประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันและฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 39, 40, 44, 45, 46, 47, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ห้ามมิให้จำเลยทั้งเก้าออกนอกเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนด หรือห้ามไม่ให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งเก้าทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยทั้งเก้าไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันไม่ได้ ให้มีคำสั่งกักขังจำเลยทั้งเก้าไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้ ริบของกลางทั้งหมด และให้จำเลยทั้งเก้าจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายจำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 12 (1) (2)) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน (ที่ถูก การกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 10 เดือน จำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 1 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันกำถั่วและหวยออนไลน์ เป็นจำคุกคนละ 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมเล่นการพนัน และมิได้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารของกลาง ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นเพียงลูกจ้าง ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของเว็บไซต์เล่นการพนัน สถานที่เกิดเหตุมีพื้นที่ใหญ่พอสมควรไม่ได้แออัด ขณะถูกจับกุมจำเลยทั้งเก้าอยู่คนละห้องแยกจากกันไม่มีบุคคลอื่นมามั่วสุมนั้น มีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่ได้กระทำความผิดในข้อหาตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง โดยขณะเกิดเหตุได้มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ข้อ 3 กำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด ประกาศคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 1/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 3 มกราคม 2564 ได้กำหนดให้จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 ข้อ 2 ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร และข้อ 3 ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้โดยง่าย ซึ่งมีประกาศหรือคำสั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เว้นแต่การทำกิจกรรมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรคโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ออกใช้บังคับในภายหลัง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ได้มีการกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ที่ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด เพียงแต่ปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามระดับพื้นที่สถานการณ์ รวมทั้งปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยในข้อ 2 ยังคงกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อสัมผัสกันที่สามารถแพร่โรคได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ที่จะพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรมและสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยกำหนดปรับปรุงเฉพาะเรื่องจำนวนบุคคลที่เข้ารวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมจำแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์ ซึ่งพื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าสองร้อยคนเท่านั้น แต่ยังกำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนดอยู่เช่นเดิม ทั้งตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 ก็ยังคงกำหนดให้จังหวัดระยองที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ที่ออกใช้บังคับภายหลังจึงหาได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ หลายประเภทตามบัญชี ก. บัญชี ข. และการเล่นพนันอื่นใดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยการโฆษณาประกาศชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ของกลางเป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นจำนวนมากหลายรายการ ทั้งยังได้ความจากฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำประจำแต่ละห้องคล้ายบ่อนคาสิโน ซึ่งมีลักษณะเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์รายใหญ่และกระทำเป็นขบวนการ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมและอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุม ทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ฟังขึ้นบางส่วน และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งเก้ามีเจตนาจัดให้มีการเล่นพนัน โดยประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันและฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งเก้าเป็นกักขังแทน มีกำหนดคนละ 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายสันติสุข ทิพย์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2565
#688904
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบิดาเลี้ยงของผู้เสียหายบังคับกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและมิใช่ภริยาของจำเลย โดยข่มขู่ผู้เสียหายว่าห้ามนำเรื่องไปบอกใคร มิฉะนั้นจะให้อมอวัยวะเพศของจำเลยตลอดชีวิต พฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยกระทำการในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย โดยผู้เสียหายต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285, 309 นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.701/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 309 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 10 ปี 8 เดือน ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 33 ปี 24 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.701/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ป. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 7 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย บ. กับนางสาว อ. ต่อมาเมื่อต้นปี 2560 นาย บ. กับนางสาว อ. ได้เลิกร้างต่อกัน หลังจากนั้นในเดือนเมษายน 2561 นางสาว อ. แต่งงานกับจำเลย และพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิดเหตุ พร้อมด้วยผู้เสียหายและเด็กหญิง ย. ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกับผู้เสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเพียงปากเดียวมาเบิกความเรื่องนี้ก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ เพราะการเบิกความของพยานปากนี้เป็นเรื่องตรงไปตรงมา และสามารถเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้เป็นขั้นตอนตามลำดับ ปราศจากการปรุงแต่งตามภาษาเด็กที่ไร้เดียงสา โดยไม่มีพิรุธว่าจะมีผู้ใดมาเสี้ยมสอนเพื่อให้บิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ประการใด ถ้าผู้เสียหายไม่ถูกจำเลยกระทำชำเราจริง ก็คงไม่กล้านำเหตุการณ์ที่น่าอับอายมากนั้นแกล้งใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงของตนให้ต้องรับโทษทางอาญา ซึ่งตามปกติแล้วผู้เสียหายต้องให้ความเคารพยำเกรงจำเลยเพราะเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย อีกทั้งจุดเริ่มต้นการดำเนินคดีแก่จำเลยก็ได้ความจากนาย ว. ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหาย เด็กหญิง ย. และเด็กหญิง พ. มาหานาย ว. โดยเด็กหญิง พ. เล่าให้ฟังว่า จำเลยให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้ นาย ว. จึงถามผู้เสียหายอีกครั้งว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นความจริง นาย ว. จึงไปแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ และยังได้บอกให้บิดาและมารดาของผู้เสียหายทราบด้วย ผู้ใหญ่บ้านแนะนำนาย ว. ให้ปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับกำนัน ต่อมากำนันได้สอบถามผู้เสียหาย และผู้เสียหายก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง จากนั้นนาย ว. พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้เสียหาย เด็กหญิง ย. และเด็กหญิง พ. ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรบึงสามพันเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายได้ว่า ผู้เสียหายได้ยืนยันต่อนาย ว. ผู้ใหญ่บ้าน และกำนันมาโดยตลอดว่าจำเลยให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้รวม 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้ความจากพนักงานสอบสวนว่า ชั้นสอบสวนได้มีการสอบคำให้การผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาแล้ว ผู้เสียหายก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม จึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักรับฟังได้อย่างมั่นคง แม้ผู้เสียหายจะเบิกความตอบโจทก์ถึงการกระทำของจำเลยในครั้งแรกและครั้งที่สองว่า ขณะเกิดเหตุมารดาของผู้เสียหายกำลังทำกับข้าวอยู่ที่หลังบ้าน แต่กลับตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ครั้งแรกมารดาของผู้เสียหายยังไม่กลับบ้าน ส่วนครั้งที่สองมารดาของผู้เสียหายทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน อันเป็นการแตกต่างกันนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายอายุเพียง 7 ปีเศษ นับว่ายังอ่อนเยาว์ต่อโลก การจดจำถึงเรื่องราวต่าง ๆ และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยอาจจะสับสนไปบ้าง แต่ก็หาทำให้มีผลถึงคำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนของการกระทำความผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปด้วยไม่ ส่วนที่มารดาของผู้เสียหายเบิกความว่า ครัวอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุ โดยอยู่แยกออกจากตัวบ้าน ตามปกติหากมารดาของผู้เสียหายเข้ามาในบ้านจะเปิดหน้าต่าง ซึ่งสามารถมองเห็นด้านหลังบ้านได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หากมองจากครัวเข้ามาจะเห็นภายในบ้าน มีโต๊ะทำกับข้าวอยู่ติดกับหน้าต่างด้านหัวนอน ตามปกติขณะที่มารดาผู้ของเสียหายทำกับข้าว จะมองเข้ามาดูโทรทัศน์ในบ้านด้วยนั้น เห็นว่า มารดาของผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุทั้งสามครั้งนั้นได้เปิดหน้าต่างห้องนอนหรือไม่ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า ในขณะเกิดเหตุมารดาของผู้เสียหายจะมองเห็นเตียงนอนที่เกิดเหตุอันจะมีผลทำให้จำเลยไม่กล้าก่อเหตุคดีนี้หรือไม่ พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่เป็นข้อพิรุธ ที่มารดาของผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า ระหว่างที่ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้อยู่นั้น จำเลยได้ใช้มือจับอวัยวะเพศและใช้นิ้วมือล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า เป็นการให้การเกินเลยไปจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนาย ว. ซึ่งผู้เสียหายและนาย ว. ไม่เคยยืนยันถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวตามที่มารดาของผู้เสียหายอ้าง คำให้การของมารดาของผู้เสียหายในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย อมอวัยวะเพศของจำเลยทำให้อวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องปากของผู้เสียหาย โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหาย เพื่อสนองความใคร่ของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงของผู้เสียหาย โดยข่มขู่ผู้เสียหายว่า ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร มิฉะนั้นจะให้อมอวัยวะเพศของจำเลยตลอดชีวิต พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นดังกล่าว จำเลยกระทำการในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย โดยผู้เสียหายต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลย จำเลยได้กระทำความผิดโดยกระทำชำเราผู้เสียหายหลายกรรมต่างกันรวม 3 ครั้ง โดยในการกระทำความผิดแต่ละครั้งดังกล่าว จำเลยได้ข่มขืนใจผู้เสียหายเพื่อมิให้ผู้เสียหายนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราดังกล่าวไปบอกแก่ผู้อื่น โดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายของผู้เสียหาย ด้วยการพูดข่มขู่จนผู้เสียหายเกิดความกลัว ไม่กระทำการนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายไปบอกผู้อื่น อันเป็นการกระทำความผิดในส่วนนี้อีกหลายกรรมต่างกันรวม 3 ครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 285 ม. 309 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางสาวสิริมาส ชาตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2565
#697949
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเวลาเดียวกันอันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันบาการา เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ต่าง ๆ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 28 เดือน จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 14 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอล กับฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า รวม 4 กรรม และให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 11 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นเพียงบุคคลที่รับจ้างทำงานไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งกลุ่มของจำเลยเพียงแต่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเกิดเหตุจึงไม่เป็นการมั่วสุมกัน กับที่จำเลยที่ 10 ฎีกาว่า จำเลยที่ 10 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในทำนองปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสิบห้าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขัดกับที่จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 10 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาต่อไปว่า ขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยทั้งสิบห้าได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสิบห้า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นการพนันหลายประเภทแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสิบห้าได้พร้อมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 13 ชุด และเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา 1 เครื่อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นพนันแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตรายใหญ่และมีการกระทำเป็นอาชีพ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากเป็นการง่ายที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา จะเข้าไปเล่นการพนันในช่องทางดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยทั้งสิบห้าอ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนรวมทั้งอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นในการกระทำความผิด ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัว หลังเกิดเหตุมีความประพฤติไม่เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสิบห้า การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินใช้กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 5 กระทงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 4 ทวิ ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นางสาวกอปรเกศ ยงสวัสดิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4343/2565
#687516
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ. 2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.การแล่นแชร์ พ.ศ. 2534 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้การเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท หากฝ่าฝืนมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย เมื่อได้ความว่าเดิมโจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดการให้มีการเล่นแชร์ 36 มือ มือละ 10,000 บาท และการประมูลต่อหนึ่งงวดผู้ประมูลได้จะได้รับเงินรวม 360,000 บาท การตั้งวงแชร์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการนำหนี้อันเกิดจากการเล่นแชร์ดังกล่าวรวมกับหนี้อื่นแล้วแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่หนี้เกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมเสียเปล่าไปแต่ต้น จะแปลงหนี้เป็นหนี้กู้ยืมเงินหรือหนี้อย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีมูลหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่จนไม่อาจแยกออกได้ว่าเป็นการชำระหนี้ในส่วนใด หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. รวม 6 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ เช็คฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2559 จำนวนเงิน 770,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2559 จำนวนเงิน 720,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 มกราคม 2560 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวนเงิน 770,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 770,000 บาท และฉบับที่ 6 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 จำนวนเงิน 600,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเช็คฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ส่วนฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 6 ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 20 มกราคม วันที่ 10 กุมภาพันธ์ วันที่ 20 กรกฎาคม และวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ โดยทุกฉบับให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติการแล่นแชร์ พ.ศ. 2534 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้การเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท หากฝ่าฝืนมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย เมื่อได้ความว่าเดิมโจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดการให้มีการเล่นแชร์ 36 มือ มือละ 10,000 บาท และการประมูลต่อหนึ่งงวดผู้ประมูลได้จะได้รับเงินรวม 360,000 บาท การตั้งวงแชร์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการนำหนี้อันเกิดจากการเล่นแชร์ดังกล่าวรวมกับหนี้อื่นแล้วแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่หนี้ก็เกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมเสียเปล่าไปแต่ต้น จะแปลงหนี้เป็นหนี้กู้ยืมเงินหรือหนี้อย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่จนไม่อาจแยกออกได้ว่าเป็นการชำระหนี้ในส่วนใด หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ ย่อมเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 17
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสุประดิษฐ์ จีนเสวก
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
สมชาย เงารุ่งเรือง
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565
#690888
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 266 (2)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4336/2565
#688768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และ ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้ว่ากล่าวในฟ้อง ต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายนิพนธ์ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสียประโยชน์ที่จะได้รับจากงานก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรอ่าวนาง เป็นเงิน 467,040 บาท

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกและวรรคสอง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 6,830.15 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ (ที่ถูก แทนโจทก์ร่วม) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 9 วัน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 วัน เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 8 เดือน 6 วัน ให้ยกคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 6,830.15 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ร่วมขับรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด ไปจอดใกล้สำนักงานชั่วคราวของสถานที่ก่อสร้างโรงแรม 236 ยูนิต จังหวัดกระบี่ ที่เกิดเหตุ เพื่อเจรจาเรื่องเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่โจทก์ร่วมรับจ้างช่วงจากจำเลย โดยมีนางสาวเลล่าหรือจ๊ะ ไปกับโจทก์ร่วมด้วยและเป็นผู้เข้าไปเจรจากับจำเลยภายในสำนักงาน ส่วนโจทก์ร่วมนั่งรออยู่ภายในรถยนต์ จากนั้น เวลา 15 นาฬิกาเศษ นางสาวเลล่ากลับออกมาและมีจำเลยเดินตามออกมาด้วยแล้วเกิดเหตุจำเลยกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมขณะที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับและเปิดกระจกข้างไว้ จนเป็นเหตุให้สร้อยคอที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ขาดและพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำติดมือจำเลยไป เมื่อโจทก์ร่วมขับรถออกจากที่เกิดเหตุแล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอ่าวนางต่อร้อยตำรวจเอกโชคดี พนักงานสอบสวน เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ โดยมีสาระสำคัญว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมจะถูกจำเลยกระชากคอเสื้อนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม ขณะที่โจทก์ร่วมกำลังถอยรถเพื่อจะขับออกจากที่เกิดเหตุ และร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ร้อยตำรวจเอกโชคดีถ่ายรูปโจทก์ร่วมและสร้อยคอที่ถูกจำเลยกระชากขาดกับแสดงท่าทางที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จากนั้นร้อยตำรวจเอกโชคดีพาโจทก์ร่วมไปนำชี้ที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ระหว่างโจทก์ร่วมอยู่ที่สถานีตำรวจดังกล่าว นายสุนทรได้นำพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองมาคืนให้แก่โจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอกโชคดีถ่ายรูปไว้ สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม 1 นัด แล้วเดินไปกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมพร้อมกับห้ามมิให้โจทก์ร่วมเข้ามาในพื้นที่เพื่อต้องการข่มขู่และเจตนาจะไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยหาได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมไม่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานจะมีน้ำหนักในการรับฟังพอที่จะลงโทษจำเลยได้หรือไม่นั้น ต้องประกอบเหตุผลความน่าเชื่อถืออันควรแก่การรับฟังลงโทษจำเลยได้ หาได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประจักษ์พยานมากหรือน้อยไม่และมิใช่ว่าประจักษ์พยานเบิกความอย่างไรศาลจะต้องรับฟังไปตามนั้นคดีนี้ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่โจทก์ร่วมเบิกความถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ตนได้ประสบพบเห็นมาโดยตรงทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางวันโจทก์ร่วมย่อมมีโอกาสเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แม่นยำ โดยมีรายละเอียดของเหตุการณ์เป็นลำดับว่า โจทก์ร่วมจอดรถในที่เกิดเหตุห่างจากสำนักงานประมาณ 10 เมตร และรอนางสาวเลล่าอยู่ในรถยนต์จนกระทั่งเวลา 15 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมเห็นนางสาวเลล่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสำนักงาน มีอาการตกใจ และบอกให้โจทก์ร่วมออกไปก่อน โจทก์ร่วมจึงติดเครื่องยนต์ ขณะนั้นนางสาวเลล่าอยู่กึ่งกลางระหว่างสำนักงานกับรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยเดินออกจากสำนักงานมายืนขวางอยู่หน้ารถไม่ให้โจทก์ร่วมขับรถออกไป ทั้งมีอาการโกรธและหน้าตาขึงขัง โจทก์ร่วมขับรถถอยหลัง จำเลยเดินอ้อมไปด้านซ้ายเพื่อไปรออยู่ท้ายรถยนต์โจทก์ร่วมมองไปด้านหลังและหยุดรถห่างจากจำเลยประมาณ 2 เมตร จำเลยยกปืนสั้นสีขาวขึ้นเล็งระดับไหล่ ขณะนั้นจำเลยอยู่มุมด้านซ้ายของรถโจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืนดังปังและได้ยินเสียงกระจกแตกตามมา โจทก์ร่วมจึงก้มศีรษะลงเพราะกลัวถูกกระสุนปืน เมื่อโจทก์ร่วมเงยศีรษะขึ้นก็พบจำเลยยืนอยู่ข้างประตูรถยนต์ซึ่งเปิดกระจกประตูไว้ จำเลยชกที่ใบหน้าโจทก์ร่วม 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ถูก เนื่องจากโจทก์ร่วมยกแขนขึ้นบังไว้ แล้วจำเลยกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมอย่างแรงและบอกให้โจทก์ร่วมลงจากรถ ทำให้กระดุมเสื้อขาดและพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ที่คอติดมือจำเลยไปด้วย นางสาวเลล่าวิ่งเข้ามากอดตัวจำเลยไว้พร้อมตะโกนให้บุคคลอื่นช่วย โจทก์ร่วมยกมือไหว้จำเลยเพื่อขอชีวิต และพูดว่า "ผมกลัวแล้ว ผมจะไม่สู้โก ขอพระคืน" จำเลยตอบว่า "กูไม่ให้มึง เดี๋ยวแถมหลวงพ่อเงินรุ่นสามชายไว้ให้คุ้มครองชีวิตอีก" พร้อมกับพูดให้โจทก์ร่วมออกจากพื้นที่จังหวัดกระบี่ภายในเวลา 19 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ ถ้าโจทก์ร่วมไม่ออกไปจะให้ตำรวจอ่าวนางไม่จ่ายค่าก่อสร้างสถานีตำรวจที่โจทก์ร่วมทำงานก่อสร้างอยู่ให้โจทก์ร่วม ขณะนั้นนางสาวเลล่ายังคงกอดจำเลยไว้และมีนายตั้มกับนายปุ้ยลูกน้องของจำเลยยืนอยู่บริเวณเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เข้าช่วยเหลือ ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าว สอดคล้องกับคำให้การของโจทก์ร่วมที่ให้การต่อร้อยตำรวจเอกโชคดีในวันเกิดเหตุ อันเป็นเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการยากที่โจทก์ร่วมจะคิดหาทางปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำเบิกความอย่างมีเหตุผลไม่เป็นพิรุธว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมยืนยันข้อเท็จจริงว่าเมื่อโจทก์ร่วมขับรถถอยหลัง จำเลยเดินอ้อมไปด้านซ้ายเพื่อไปรออยู่ท้ายรถยนต์ โจทก์ร่วมหันไปมองด้านหลังและหยุดรถห่างจากจำเลยประมาณ 2 เมตร เห็นจำเลยยกปืนสั้นสีขาวขึ้นเล็งระดับไหล่ ขณะที่จำเลยยืนอยู่มุมซ้ายหลังรถยนต์ โจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืนดังปังและได้ยินเสียงกระจกแตกตามมานั้น มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ทั้งยังสอดคล้องกับรายงานการตรวจพิสูจน์รถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเป็นวัตถุพยานที่สำคัญ ซึ่งปรากฏร่องรอยที่ประตูหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมถูกลูกกระสุนปืนยิง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีร้อยตำรวจเอกบริพนธ์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ.1) กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของสำนักงานศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 เบิกความสนับสนุนในข้อนี้ว่า พยานตรวจสอบรถยนต์เอนกประสงค์ 5 ประตู ยี่ห้อฟอร์ดของกลาง โดยใช้หลักการของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ จากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่บริเวณด้านหน้าทางซ้ายและขวา แต่เมื่อตรวจสอบด้านหลังรถยนต์พบร่องรอยกระสุนปืนที่บริเวณประตูหลังมุมซ้ายคนขับเป็นร่องรอยกระจกแตก และพบร่องรอยที่เชื่อว่าเป็นรอยกระสุนปืน เนื่องจากกระจกส่วนที่แตกและส่วนที่ร้าวลามไปทั้งบาน ซึ่งลักษณะเกิดจากวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง โดยพยานทำรายงานการตรวจพิสูจน์และความเห็นไว้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวปรากฏผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ระบุชัดแจ้งว่า พบรอยกระสุนปืนยิงเป็นรูทะลุและรอยแตกต่อเนื่อง ขนาดประมาณ 10 คูณ 24 เซนติเมตร ที่บริเวณมุมด้านซ้ายของประตูหลัง ห่างจากขอบรถด้านซ้ายประมาณ 17 เซนติเมตร สูงจากพื้นประมาณ 134 เซนติเมตร กับพบรอยบุบยุบที่โครงประตูหลัง ไม่พบรอยทะลุต่อ (ภาพที่ 3 ถึง 8) จากลักษณะที่ตรวจพบที่รถยนต์ของกลาง เชื่อว่ารอยดังกล่าวเกิดจากการถูกกระสุนปืนยิงคำเบิกความและความเห็นของร้อยตำรวจเอกบริพนธ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนอันเป็นความเห็นตามหลักวิชาการและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ให้ความเห็นในงานประจำของตน นับว่าเป็นพยานคนกลางที่มีความน่าเชื่อถือ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยแม้นำสืบว่า จำเลยมีพยานหลายปากซึ่งเป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ว่าจำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกระจกท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยเพียงแต่ใช้มือต่อยหรือทุบกระจกท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วมเท่านั้น แต่ประจักษ์พยานที่จำเลยอ้างและนำสืบ ซึ่งนอกจากจำเลยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนางสาวเลล่านายพงค์นาลัยหรือพงค์ และนายธนกฤต ต่างเป็นผู้รู้จักกับจำเลยมาก่อน โดยนางสาวเลล่ารู้จักกับจำเลยมาประมาณ 10 ปี นายพงค์นาลัยเป็นลูกจ้างของจำเลยประมาณ 2 ปี และนายธนกฤตเป็นลูกจ้างของจำเลยประมาณ 7 เดือน ตามที่บุคคลดังกล่าวให้การไว้ในชั้นสอบสวน พยานบุคคลดังกล่าวของจำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะพยานคนกลาง ย่อมอาจเบิกความเข้าข้างเพื่อช่วยเหลือจำเลยได้ง่าย คำเบิกความของประจักษ์พยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยไม่ควรแก่การรับฟัง อีกทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยกระชากคอเสื้อของโจทก์ร่วมจนพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำติดมือจำเลยไปนั้น ข้อนี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ส่งพระที่จำเลยกระชากมาให้นายตั้มลูกน้องของจำเลยถือไว้ แต่กลับได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายภาคภูมิหรือตั้มว่า ขณะเกิดเหตุนายภาคภูมิอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยจะส่งพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำที่จำเลยกระชากมาแล้วส่งให้นายภาคภูมิถือไว้ดังคำเบิกความของจำเลยนอกจากนี้จำเลยเองก็เบิกความด้วยว่า ขณะที่โจทก์ร่วมถอยรถมาทางด้านหลัง นายพงค์นาลัยได้ดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์เนื่องจากเกรงว่ารถยนต์จะทับจำเลย จำเลยใช้มือขวาต่อยไปที่กระจกท้ายรถยนต์อย่างแรง 1 ครั้ง ด้วยความโมโห แล้วนายพงค์นาลัยดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์อีกครั้งแต่กลับได้ความตามคำเบิกความของนายพงค์นาลัยว่า นายพงค์นาลัยยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 15 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายพงค์นาลัยจะเป็นผู้ดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์ขณะที่โจทก์ร่วมถอยรถ ดังนั้น คำเบิกความของจำเลยและประจักษ์พยานที่ต่างเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังพอที่จะหักล้างคำเบิกความของโจทก์ร่วมและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญได้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือชุมนุมชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องอันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วมในที่เกิดเหตุในเวลากลางวัน โดยที่โจทก์ร่วมเพียงแต่เดินทางไปยังที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกับจำเลยเพื่อตกลงเรื่องเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างช่วงจากจำเลยเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้ทวงเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากเจ้าของโครงการ เป็นเหตุให้จำเลยรู้สึกว่าตนเองถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำเลยเกิดความไม่พอใจต่อโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะแสดงความก้าวร้าวโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยการใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงไปยังรถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเป็นการข่มขู่และคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ตลอดทั้งก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อสุจริตชนที่ได้ประสบเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ซึ่งความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และบิดามารดา ทั้งเหตุที่จำเลยอ้างว่า จำเลยเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย มีการงานทำที่สุจริตเป็นหลักแหล่งและช่วยเหลืองานสังคมกับส่วนราชการ หรือมีเหตุอื่นที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาโดยใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นาย น.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวสมาพร ภูษิตกาญจนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2565
#688898
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคาใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากผู้กระทำต้องมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมแล้วยังต้องมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอีกด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นชัดว่า จำเลยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยให้แก่ผู้เข้าเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มิฉะนั้นไม่อาจลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 4 และเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐขณะเกิดเหตุจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ประกาศสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชน ด้วยวิธียื่นซองสอบราคา โดยโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน กำหนดวันซื้อและรับเอกสารสอบราคาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2545 ในเวลาราชการ กำหนดวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ส่วนโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนกำหนดวันซื้อและรับเอกสารสอบราคาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ในเวลาราชการ กำหนดวันยื่นซองสอบราคาวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 11.30 นาฬิกา และเปิดซองสอบราคาเวลา 13 นาฬิกา เป็นต้นไป ในการนี้องค์การบริหารส่วนตำบลมีคำสั่งตั้งนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ เป็นเจ้าหน้าที่ขายเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และมีคำสั่งที่ 100/2545 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2545 ตั้งจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รับซอง และตั้งนายถนอม กรรมการบริหาร อบต. เป็นประธานกรรมการเปิดซองสอบราคาโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชน โดยมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ นายกรินทร์ นายทวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 และนายวิชัย เลขาประชาคมหมู่ที่ 5 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2545 นายสุรเชษฐ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไปซื้อเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยแจ้งว่าไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารสอบราคาโครงการดังกล่าว ไม่สามารถขายให้ได้ โดยได้รับเงินค่าซื้อเอกสารสอบราคา 2,000 บาท และออกใบสำคัญรับเงินให้นายสุรเชษฐ์ และแจ้งให้มารับเอกสารพร้อมใบเสร็จรับเงินในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2545 จำเลยออกใบเสร็จรับเงินค่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. และบริษัท ก. และนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ ได้ออกใบสำคัญรับเงินจำนวน 1,500 บาท ค่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. นายสุรเชษฐ์ได้ทำบันทึกร้องเรียนว่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน แล้วไม่ได้รับเอกสารสอบราคา โดยนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ได้ทำบันทึกรายงานเหตุดังกล่าวเสนอไปด้วย หน้า 235, 268 และ 267 เมื่อถึงวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 3 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และบริษัท ก. แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับบริษัท ก. ทำผิดเงื่อนไขคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจึงรับซองเสนอราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. โดยต่อรองราคาเหลือ 790,000 บาท จากนั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 องค์การบริหารส่วนตำบลทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เป็นผู้รับจ้างโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ส่วนโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนมีห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ยื่นซองเสนอราคาเพียงรายเดียวองค์การบริหารส่วนตำบล จึงยกเลิกการสอบราคา หลังจากนั้นนายสุรเชษฐ์ทำหนังสือร้องเรียนต่อนายอำเภอ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งสอบสวนแล้ว มีความเห็นว่า จำเลยมีเจตนาปิดบังไม่ให้นายสุรเชษฐ์ซื้อเอกสารสอบราคาโครงการทั้งสอง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติชี้มูลว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แต่จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษซึ่งได้แบ่งลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดเป็น 2 ส่วน โดยความผิดส่วนแรกเป็นการกระทำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ใช้บังคับแก่บุคคล นิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยหากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการตามมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 12 ไม่อาจลงโทษตามอัตรากำหนดในมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ความผิดในส่วนแรกแห่งมาตรา 12 จึงเป็นเหตุฉกรรจ์ของความผิดตามมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ที่ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐสำหรับความผิดในส่วนที่สองของมาตรา 12 เป็นบทความผิดเฉพาะผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่ได้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่สองอีกโสดหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าคำกล่าวบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการไม่ขายและมอบเอกสารสอบราคาและรูปแบบรายการโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนให้แก่นายสุรเชษฐ์โดยใช้อุบายอ้างว่าจำเลยไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นการกล่าวถึงการกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 7 ที่เป็นความผิดในส่วนแรกของมาตรา 12 โดยโจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้องอ้างถ้อยคำในมาตรา 12 ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 7 ซึ่งเป็นมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในคำขอท้ายฟ้อง อันถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 7 กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่ระบุคำว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เคลือบคลุมไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนแรกของมาตรา 12 ตามข้อฎีกาของจำเลย และเมื่อโจทก์ได้กล่าวบรรยายฟ้องว่าการใช้อุบายหลอกลวงของจำเลยดังกล่าว ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เป็นการกระทำใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคา รายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นการกล่าวถึงกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 12 ที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยปฏิเสธการขายเอกสารการสอบราคาพร้อมแบบรูปรายการโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแก่นายสุรเชษฐ์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545 โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารดังกล่าว และโจทก์มีนางสาวสายจิต กับนางดวงฤดี เบิกความว่า นางดวงฤดีเก็บรักษาเอกสารการสอบราคาจ้างทั้งสองโครงการและใบเสร็จรับเงินของส่วนคลังไว้ในตู้เก็บเอกสาร และเป็นผู้เก็บรักษากุญแจไขตู้เอกสารดังกล่าวทั้งสองตู้ วันที่ 25 ตุลาคม 2545 นางดวงฤดีอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนเวลา 16.30 นาฬิกา และลากิจในวันทำการถัดไปโดยไม่ได้มอบกุญแจไขตู้เอกสารให้นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ เนื่องจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์กลับไปก่อน และในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 นางสาวสายจิตนำกุญแจที่รับมาจากนายจักรพงษ์ ไปมอบให้จำเลยเมื่อเวลา 9.30 นาฬิกา และโจทก์ยังมีนายสุรเชษฐ์เบิกความประกอบว่า ขณะไปขอซื้อเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน จำเลยแจ้งว่ามีการขายเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนเพียงโครงการเดียวและออกใบสำคัญรับเงินค่าซื้อเอกสารการสอบราคาดังกล่าวให้นายสุรเชษฐ์เพื่อมารับเอกสารในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายสุรเชษฐ์กับนายบุญล้นเดินทางไปที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลไม่พบจำเลยจนหมดเวลาราชการ และทราบจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ว่ามีการขายเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน จึงขอซื้อเอกสารดังกล่าวจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์แต่นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์แจ้งว่าไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารให้มารับในวันถัดไป และโจทก์ยังมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์เบิกความเพิ่มเติมว่า ขณะมาทำงานในวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์สอบถามจำเลยว่ากุญแจไขตู้เก็บเอกสารอยู่ที่ใด จำเลยตอบไม่ทราบ หลังจากนั้นจำเลยออกจากที่ทำการไปจนหมดเวลาราชการ ทำให้นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ไม่สามารถเปิดตู้เอกสารเพื่อนำเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนตำบลมอบให้นายสุรเชษฐ์และไม่สามารถขายเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ให้นายสุรเชษฐ์ตลอดจนจำเลยก็นำสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับมอบกุญแจไว้จากนางสาวสายจิตและเบิกความอ้างลอย ๆ ว่าไม่ทราบว่าเป็นกุญแจอะไร อันอาจรับฟังเป็นข้อพิรุธก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏจากทางพิจารณาว่าเอกสารการสอบราคาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนและโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนรวมทั้งใบเสร็จรับเงินถูกเก็บรักษาไว้ในตู้เก็บเอกสารของส่วนการคลัง ซึ่งมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์เป็นหัวหน้าส่วนการคลังและกุญแจไขตู้เอกสารดังกล่าวที่อยู่ในความยึดถือครอบครองของนางดวงฤดี เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี องค์การบริหารส่วนตำบลโดยนางดวงฤดีมีหน้าที่ไขเปิดตู้เมื่อมาทำงานและปิดตู้เมื่อเลิกงาน ตลอดจนนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ขายเอกสารสอบราคา เอกสารโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษากุญแจตู้เก็บเอกสารดังกล่าวหรือเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดในการขายเอกสารการสอบราคาทั้งสองโครงการ กรณีจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ 44/2544 มารับฟังว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ในการครอบครองรักษาและขายเอกสารการสอบราคาโครงการดังกล่าว และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ และบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการของพนักงานส่วนตำบลว่า วันที่ 25 ตุลาคม 2545 นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ลงเวลากลับ 12 นาฬิกา ส่วนนางดวงฤดีไม่ได้ลงเวลากลับ และวันที่ 28 ตุลาคม 2545 กับวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันทำการถัดมา นางดวงฤดีไม่มาปฏิบัติราชการ ส่วนนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ก็เพิ่งมาปฏิบัติราชการในวันที่ 29 ตุลาคม 2545 และลงเวลาปฏิบัติราชการเวลา 9.00 นาฬิกา โดยนางดวงฤดีและนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ต่างก็ไม่ได้มอบหมายกุญแจไขเปิดตู้เอกสารไว้ต่อผู้ใดให้เป็นกิจจะลักษณะ ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของบุคคลทั้งสอง อันแสดงถึงความไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ราชการของบุคคลทั้งสอง ดังนั้นแม้ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยเพิ่งได้รับมอบกุญแจ 1 พวง จากนางสาวสายจิต เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา และอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นกุญแจอะไร ซึ่งมีลักษณะเป็นข้ออ้างที่เป็นพิรุธชวนสงสัย แต่การจะนำเพียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยรับมอบกุญแจไขเปิดตู้เอกสารดังกล่าว และปฏิเสธว่าไม่มีกุญแจไขเปิดตู้เก็บเอกสารเพื่อนำเอกสารสอบราคาและรูปแบบโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนมอบให้นายสุรเชษฐ์มารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยว่า จำเลยมีเจตนาไม่ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีโอกาสเข้าเสนอราคาจ้างในโครงการทั้งสองก็ยังไม่ถนัด และเมื่อพิจารณาว่าความผิดตามฟ้องฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น ผู้กระทำนอกจากมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมแล้ว ยังต้องกระทำโดยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอีกด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การสอบราคาจ้างทั้งสองโครงการดังกล่าว องค์การบริหารส่วนตำบลได้ส่งประกาศแจ้งการสอบราคาโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนไปยังผู้มีอาชีพรับจ้าง 5 ราย อันได้แก่ บริษัท ก. ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. บริษัท ห. และผู้จัดการร้าน พ. เพื่อให้มีบุคคลรับทราบถึงการประกาศสอบราคาจ้างดังกล่าว สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ซึ่งอ้างว่าถูกกีดกันจากจำเลยจึงไม่ได้เข้าเสนอราคาแข่งขัน ก็ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ก็ไม่ได้เข้าเสนอราคาแข่งขันในการสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งมีกำหนดวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 อันเป็นเวลาภายหลังจากนายสุรเชษฐ์ได้รับมอบหมายเอกสารการสอบราคาดังกล่าว ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของนายสุรเชษฐ์ว่า นายสุรเชษฐ์ไปขอซื้อเอกสารการสอบราคาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน พร้อมกับนายบุญล้น โดยนายบุญล้นจะหาพรรคพวกมาทำโครงการศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และนายสุรเชษฐ์จะเป็นผู้รับเงินค่าจ้างในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ แล้วจะได้ค่าดำเนินการเป็นเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 5) ของค่าจ้าง อันส่อแสดงว่าห้างหุ้นส่วน ศ. โดยนายสุรเชษฐ์ไม่ได้มุ่งประสงค์เสนอราคาเพื่อตนโดยตรง และเมื่อความผิดตามฟ้องมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี อันเป็นความผิดซึ่งมีโทษฉกรรจ์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์แสดงความผิดของจำเลยให้สมข้ออ้าง แต่โจทก์คงมีเพียงนายเกรียงศักดิ์ เบิกความอ้างว่าผู้เสนอราคาที่ได้รับการเอื้ออำนวยจากจำเลยให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หมายถึงห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และบริษัท ก. ผู้ซื้อเอกสารสอบราคาจากจำเลย โดยไม่ได้ยืนยันว่าเป็นบุคคลใด และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏชัดว่าจำเลยมีความเกี่ยวพันกับบุคคลใดในกลุ่มบุคคลที่นายเกรียงศักดิ์กล่าวอ้างตลอดจนไม่ได้นำสืบให้ได้ความชัดว่า จำเลยกระทำการตามฟ้อง โดยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยให้แก่ผู้เข้าเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐประกอบกับจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความผิดตลอดมาแล้ว กรณีเห็นได้ว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาแล้วยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4328/2565
#690201
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 2 หลายครั้ง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์เข้าช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 หรือเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายในการแทงของจำเลยแยกออกจากกันได้ว่า จำเลยประสงค์จะแทงผู้ตายคนใด มิใช่แทงในขณะที่มีการชุลมุนกัน แม้การแทงผู้ตายทั้งสองจะเกิดจากมูลเหตุเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็สามารถแยกเจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางสาวกัญญาภัทร มารดาผู้ตายที่ 1 และนางอำนวย มารดาผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และให้เรียกนางสาวกัญญาภัทรว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางอำนวยว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 และนายบุญเกื้อ ผู้ร้องที่ 1 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 200,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 4,032,000 บาท ค่าขาดแรงงาน รวมเป็นเงิน 2,016,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,248,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1

โจทก์ร่วมที่ 2 และนายเปีย ผู้ร้องที่ 2 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 240,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 4,500,000 บาท ค่าขาดแรงงาน 1,800,000 บาท ค่าการศึกษาและค่าครองชีพของนางสาวอธิษฐาน บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 360,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 24 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 16 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 566,666.66 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ชำระเงิน 477,585.33 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จากต้นเงินแต่ละจำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาในประเด็นนี้ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิได้เป็นคู่ความที่จะมีสิทธิฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ตั้งแต่ที่ผู้ตายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนศร โดยมีผู้ตายที่ 2 เดินมาพร้อม ๆ กัน ผู้ตายทั้งสองชี้มือไปด้านหน้าและถือท่อนเหล็กมุ่งตรงไปทางรถของจำเลยจนพ้นจากหน้าจอภาพไปจนถึงตอนที่จำเลยวิ่งไล่แทงผู้ตายที่ 2 กลับเข้ามาในจอภาพ เวลา 0:00:22 ถึง 0:00:29 ใช้เวลาห่างกันเพียง 7 วินาที เท่านั้น และเห็นจำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่ถืออาวุธมีดวิ่งไล่แทงและฟันผู้ตายที่ 2 ในขณะที่ในมือของผู้ตายที่ 2 ไม่มีอาวุธ ก่อนที่ผู้ตายที่ 2 จะวิ่งหนีแล้วจำเลยใช้มือดึงชายเสื้อไว้แล้วใช้อาวุธมีดจ้วงแทงผู้ตายที่ 2 อีกหลายครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที ผู้ตายทั้งสองไม่น่าจะมีเวลาเพียงพอที่จะเข้าไปทุบฝากระโปรงหน้ารถ หรือพยายามงัดแงะเปิดประตูรถด้านหน้าซ้ายฝั่งที่จำเลยนั่ง แล้วร่วมกันใช้ท่อนเหล็กแทงและตีจำเลยหลายครั้งตามที่จำเลยอ้าง ประกอบกับตามแฟ้มภาพเคลื่อนไหวและวัตถุพยานหมาย เห็นได้ว่า ขณะที่จำเลยย้อนกลับไปทำร้ายผู้ตายที่ 1 นั้น ผู้ตายที่ 1 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่จะลงไปช่วยผู้ตายที่ 2 เข้ารุมทำร้ายจำเลย เชื่อได้ว่า สาเหตุที่จำเลยลงจากรถไปใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายทั้งสองเกิดจากการที่ผู้ตายทั้งสองทุบทำลายรถยนต์ของจำเลยมาหลายครั้งก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้จำเลยไม่พอใจ เมื่อจำเลยเห็นผู้ตายทั้งสองย้อนกลับมาจึงหยิบอาวุธมีดแล้วลงจากรถไปแทงผู้ตายทั้งสอง พฤติกรรมดังกล่าวแสดงว่าจำเลยสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายทั้งสอง ทั้งบาดแผลหลายแห่งทีปรากฏบนร่างกายของผู้ตายทั้งสองล้วนแต่เป็นแผลกว้างและลึกถึงอวัยวะภายใน เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองเสียชีวิต ย่อมเกิดจากเจตนาแทงทำร้าย มิใช่บาดแผลที่เกิดจากการกวัดแกว่งอาวุธมีดไปมาเพื่อป้องกันตัวตามที่จำเลยฎีกา เมื่อคดีรับฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายทั้งสอง แม้ผู้ตายทั้งสองจะได้ใช้สิ่งของทุบและใช้เท้าถีบรถยนต์ของจำเลยก่อนก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายทั้งสองจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 2 หลายครั้ง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 จะลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 หรือเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายในการแทงของจำเลยแยกออกจากกันได้ว่าจำเลยประสงค์จะแทงผู้ตายคนใด มิใช่แทงในขณะที่มีการชุลมุนกัน แม้การแทงผู้ตายทั้งสองจะเกิดจากมูลเหตุเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็สามารถแยกเจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 นั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายทั้งสองสมัครใจเข้าวิวาทกัน และผู้ตายทั้งสองเป็นฝ่ายเข้ามาหาเรื่องจำเลยกับพวกก่อนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยแทงผู้ตายทั้งสองอย่างรุนแรงหลายครั้งจนเกิดบาดแผลทั่วร่างกาย และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แม้ผู้ตายทั้งสองจะกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของจำเลยก่อนก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายที่ 2 ไม่มีอาวุธในมือ วิ่งหนีจำเลยแล้วจำเลยวิ่งไล่ตามไปจ้วงแทง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 จะลงจากรถจักรยานยนต์ไปช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 อันเป็นการรุมทำร้ายจำเลยหรือลงมาต่อสู้กับจำเลยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าการกระทำละเมิดของผู้ตายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 เรียกร้องนั้นเป็นการคาดเดาเอาเองและสูงเกินส่วนไม่เป็นความจริง จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในรายละเอียดว่าสูงเกินไปอย่างไร หรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงอย่างไร ซึ่งตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยแยกแยะถึงค่าสินไหมทดแทนในแต่ละรายการไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยกระทำต่อผู้ตายทั้งสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในค่าสินไหมทดแทนสองในสามส่วน โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 566,666.66 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 รวมเป็นเงิน 477,585.33 บาท นั้น พอสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างยื่นฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคแรก รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ใหม่ ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 500 บาท และให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นแต่ต้องไปเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย บ. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4313/2565
#689190
เปิดฉบับเต็ม

ตามคําร้องสอดผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจําเลยไม่เคยมีการประชุม และมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจําเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จําเลย ผู้ร้อง และผู้ถือหุ้นเสียหาย คําร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ในฐานะที่เป็นกรรมการโดยชอบด้วยกฎหมายของจําเลยและเป็นผู้ถือหุ้นที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์และกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อสถานะของผู้ร้องสอด และกระทบต่อผู้ถือหุ้นตลอดจนทรัพย์สินของบริษัทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคําร้องสอดเข้ามาในคดี และมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีมูลหนี้อยู่จริง และเป็นมูลหนี้ที่ขาดอายุความ ทั้งจําเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากโจทก์ไม่มีคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่จําเลยขอฟื้นฟูกิจการขึ้นต่อสู้ได้

โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจําเลยในขณะนั้น และยังเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แม้ตามสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้จะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับบริษัท ผ. ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญา ข้อ 3. ระบุว่า โจทก์ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. ทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมในการดำเนินการจดทะเบียน ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา หากบริษัท ผ. มีความพร้อมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อใด โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เมื่อนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีความผูกพันเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้ และเข้าใช้หนี้นั้นแทนจําเลยซึ่งจะมีผลให้โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ผ. เรียกร้องให้จําเลยชําระหนี้ได้ทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) แม้ขณะจําเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. แต่ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 แปลง ข้างต้น ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อให้บริษัท ผ. นําไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารโดยอ้างถึงข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ แสดงว่าโจทก์เข้าผูกพันตนชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลยตามสัญญาโดยการส่งมอบเอกสารสิทธิของที่ดินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัท ผ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชําระหนี้ และบริษัท ผ. ได้เข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว ดังนี้ มูลหนี้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. หลังจากที่จําเลยพ้นจากการฟื้นฟูกิจการแล้วก็ตาม แต่เป็นเรื่องของเวลาการชําระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ซึ่งเป็นคนละกรณีกับที่มูลหนี้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เมื่อมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ เมื่อการฟื้นฟูกิจการของจําเลยเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจําเลย จําเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์แล้วตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/75 แต่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่มีบทบัญญัติระบุว่า การหลุดพ้นจากหนี้ทำให้หนี้ระงับสิ้นไป ทั้งตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. หนี้จะระงับสิ้นไปเมื่อได้มีการชําระหนี้ครบถ้วน ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่จําเลยหลุดพ้นจากการชําระหนี้คงมีผลเพียงว่า เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชําระหนี้ และจําเลยไม่ต้องชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น แม้จะฟังว่าหนี้ขาดอายุความ แต่การที่หนี้ขาดอายุความก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติระบุว่าให้หนี้ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลย ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาจำนำหุ้นดังกล่าว จึงยังคงมีอยู่ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจําเลยแล้ว ผู้บริหารของจําเลยย่อมมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจําเลยได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 (1) การที่จําเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ในหนี้ที่โจทก์ได้ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลยตามสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้และได้ทำสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่จําเลยทำขึ้นด้วยความสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย จําเลยจึงต้องชําระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องให้แก่โจทก์ จําเลยจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สัญญาจำนำจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชําระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน ความรับผิดตามสัญญาจำนำหุ้นย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธาน ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนำหุ้นจึงต้องบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,243,835.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนำหุ้นบริษัท ผ. และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า หนังสือรับสภาพหนี้ กับสัญญาจำนำหุ้นเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำฟ้องและคำร้องสอด

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ตกลงโอนที่ดินที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รวม 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อชำระหนี้แทนจำเลย คิดเป็นมูลค่า 80,000,000 บาท โดยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมดำเนินการจดทะเบียน วันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดิน 7 แปลง ดังกล่าว ให้แก่บริษัท ผ. นำไปใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้มีการบันทึกการรับโอนที่ดินไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัท ผ. ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 8556/2549 โดยโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการของจำเลยได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยบันทึกรายการเจ้าหนี้ลงในบัญชีของจำเลยในนามของโจทก์ที่ได้ดำเนินการโอนที่ดินชำระหนี้แทนให้แก่บริษัท ผ. ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ตกลงที่จะบันทึกภาระหนี้ให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้ 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ วันที่ 3 มีนาคม 2559 จำเลยทำสัญญาจำนำหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ผ. โดยจำเลยส่งมอบใบหุ้นและตราสารการโอนหุ้นที่จำนำให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งจดแจ้งการจำนำหลักทรัพย์ เป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2559 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และไถ่ถอนจำนำ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนำแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบรรยายในคำร้องสอดทำนองว่า นอกจากผู้ร้องสอดจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยแล้ว ผู้ร้องสอดยังมีสถานะเป็นกรรมการที่ชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำเลย ในวันที่ 9 เมษายน 2556 คณะกรรมการของบริษัทจำเลยไม่เคยมีมติให้เรียกนัดประชุมสามัญ ประจำปี 2556 ผู้ร้องสอดและกรรมการของบริษัทไม่ได้มีเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการ และที่ประชุมของบริษัทไม่เคยมีมติแต่งตั้งนายไกรสินและนายไกรภพ เป็นกรรมการบริษัท โจทก์ในฐานะกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ กรรมการชุดใหม่ของจำเลยจึงเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่เคยมีการประชุมและมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจำเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลย ผู้ร้อง และผู้ถือหุ้นเสียหาย คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความ เพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ในฐานะที่เป็นกรรมการโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์และกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อสถานะของผู้ร้องสอด และกระทบต่อผู้ถือหุ้นตลอดจนทรัพย์สินของบริษัทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี และมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีมูลหนี้อยู่จริง และเป็นมูลหนี้ที่ขาดอายุความ ทั้งจำเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากโจทก์ไม่มีคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการขึ้นต่อสู้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." และมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้" คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยในขณะนั้น และยังเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แม้ตามสำเนาสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ดังกล่าวจะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับบริษัท ผ. ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญา ข้อ 3. ระบุว่า โจทก์ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. ทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมในการดำเนินการจดทะเบียน ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา หากบริษัท ผ. มีความพร้อมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อใด โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เมื่อนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีความผูกพันเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้และเข้าใช้หนี้นั้นแทนจำเลยซึ่งจะมีผลให้โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ผ. เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) แม้หลังจากโจทก์และบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ดังกล่าว และขณะจำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. เพราะบริษัทยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของตัวโจทก์ว่า หลังจากทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 แปลง ข้างต้น ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อให้บริษัท ผ. นำไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยอ้างถึงข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ที่โจทก์ทำกับบริษัท ผ. ดังกล่าว แสดงว่าโจทก์เข้าผูกพันตนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลยตามสัญญาโดยการส่งมอบเอกสารสิทธิของที่ดินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัท ผ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ และบริษัท ผ. ได้เข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว ดังนี้ มูลหนี้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. หลังจากที่จำเลยพ้นจากการฟื้นฟูกิจการแล้วก็ตาม แต่เป็นเรื่องของเวลาการชำระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ซึ่งเป็นคนละกรณีกับที่มูลหนี้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 8556/2549 ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อการฟื้นฟูกิจการของจำเลยเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยในเวลาต่อมา จำเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/75 ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ดีแม้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่มีบทบัญญัติระบุว่า การหลุดพ้นจากหนี้ทำให้หนี้ระงับสิ้นไป ทั้งตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้จะระงับสิ้นไปเมื่อได้มีการชำระหนี้ครบถ้วน ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้คงมีผลเพียงว่า เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และจำเลยไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น ส่วนกรณีที่มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ขาดอายุความหรือไม่นั้น แม้จะฟังว่าหนี้ขาดอายุความ แต่การที่หนี้ขาดอายุความก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติระบุว่าให้หนี้ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาจำนำหุ้นดังกล่าว จึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ส่วนที่ผู้ร้องสอดตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอยู่จริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้นในข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในทำนองว่า หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีที่มาจากสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง ผู้ร้องสอดมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือตั้งประเด็นนี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้ร้องสอดตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ทำนองว่า หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2561 ปรากฏว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ. 455/2561 ของศาลแพ่งธนบุรีที่โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ศาลได้วินิจฉัยว่า ที่ดินทั้ง 7 แปลง ที่โจทก์จดทะเบียนโอนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย เป็นทรัพย์สินของครอบครัวโตทับเที่ยง เป็นกงสีไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลย มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงไม่มีอยู่จริงนั้น เห็นว่า ผู้ร้องสอดไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำร้องสอด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องสอดไม่อาจตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากที่การฟื้นฟูกิจการของจำเลยได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว ผู้บริหารของจำเลยย่อมมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 (1) การที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ ให้แก่โจทก์ในหนี้ที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลยตามสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ และได้ทำสัญญาจำนำหุ้น เป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยทำขึ้นด้วยความสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2541 ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตัวโจทก์เบิกความอ้างว่าเหตุที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2541 เพราะโจทก์เห็นว่าเป็นวันที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดินทั้ง 7 แปลง เพราะต้องนำที่ดินไปดำเนินการตามข้อตกลงที่โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. เพื่อชำระหนี้แทนจำเลย นั้น เห็นว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2541 โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. โจทก์ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดิน ทั้งโจทก์และบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 และไม่ได้ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับจำเลยได้ ทั้งในวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวได้หรือไม่และในอัตราเท่าใด อย่างไรก็ดี จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามพฤติการณ์แสดงว่าต้องมีการเรียกดอกเบี้ยให้แก่กัน จึงสมควรกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้จนถึงวันฟ้อง ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ระบุในสัญญาจำนำ ซึ่งมีข้อความว่า จำเลยจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สัญญาจำนำจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน ความรับผิดตามสัญญาจำนำหุ้นย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธาน ดังนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนำหุ้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในหนังสือรับสภาพหนี้อัตราดอกเบี้ยจึงต้องบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้ ดังนั้น โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เท่านั้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนำหุ้นของบริษัท ผ. 30 ฉบับ ตามใบหุ้นเลขที่ 05240100001392 ถึง เลขที่ 05240100001402 และใบหุ้นเลขที่ 05240100001479 ถึง เลขที่ 05240100001497 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทุกฝ่ายทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
ผู้ร้องสอด — นาย ล.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ รุจิวณิชย์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา