คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4238/2565
#689211
เปิดฉบับเต็ม

เช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเป็นงวด ๆ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมีความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้อตามงวดที่ถึงกำหนดชำระ เพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อต้องชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญา ดังนั้น ในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คแต่ละฉบับเพื่อชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คแต่ละฉบับจึงมีมูลหนี้ค่าเช่าซื้อและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 661/2563 และที่ อ 662/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 19 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 3,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 20 วัน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 63,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 380 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับกระทงข้อ 2.1.4 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 661/2563 และที่ อ 662/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ประเภทรถขุดดินจากโจทก์รวม 2 คัน ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน ชำระทุกวันที่ 18 ของทุกเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 18 กันยายน 2558 เป็นเงิน 100,000 บาท งวดที่ 2 ถึงที่ 49 ชำระงวดละ 80,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็คให้แก่โจทก์รวม 98 ฉบับ โดยเช็คทั้งยี่สิบฉบับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเช็คจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเข้าบัญชีธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งยี่สิบฉบับ โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็คและใบแจ้งผลคืนเช็ค โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความแล้ว สำหรับฟ้องโจทก์ข้อ 2.1.4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดในข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า เช็คจำนวน 10 ฉบับ ตามฟ้องข้อ 2.1.2, 2.1.3, 2.1.5, 2.1.7, 2.1.9, 2.2.2, 2.2.3, 2.2.5, 2.2.7 และ 2.2.9 ที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ซึ่งโจทก์ไม่ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่า เช็คตามฟ้องทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเป็นงวด ๆ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมีความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้อตามงวดที่ถึงกำหนดชำระเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร ฯ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อต้องชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญา ดังนั้น ในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คแต่ละฉบับเพื่อชำระค่าเช่าซื้อในแต่ละงวดตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คแต่ละฉบับจึงมีมูลหนี้ค่าเช่าซื้อและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ส่วนการที่โจทก์ไม่ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น หากจะเป็นความผิดก็เป็นการกระทำคนละส่วนแยกต่างหากตามที่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะ ทั้งหากมีการละเมิดกฎหมายดังกล่าวก็ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายในส่วนนั้น หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายกลับไม่เป็นความผิด ทั้งปรากฏว่าเช็คตามฟ้องไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จึงยังไม่มีการชำระราคาค่าเช่าซื้อตามงวดที่โจทก์จะต้องมีความรับผิดในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — หุ้างหุ้นส่วนจำกัด ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายไววิรรธน์ ปรางค์ธวัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกริตติกา ทองธรรม
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4217/2565
#684774
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมอายุ 10 ปีเศษ ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และจำเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคำร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดย พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดย พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีส่วนแพ่งด้วย ต้องถือว่า พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม ได้ให้ความยินยอมตามคำร้องของโจทก์ร่วมโดย ส. ฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งกำหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 285/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย โดยนาย ส. บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และชื่อเสียง รวม 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี รวมทุกกระทงแล้ว จำคุก 24 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี รวมกับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 10 ปี แล้ว รวมจำคุก 19 ปี ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศในภายหลังแต่ละช่วงบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมเกิดวันที่ 9 สิงหาคม 2551 ขณะเกิดเหตุอายุ 10 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ส. กับนางสาว พ. เมื่อโจทก์ร่วมอายุ 5 ปี บิดามารดาเลิกกัน โจทก์ร่วมมาอาศัยอยู่กับมารดาและยายที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยเป็นสามีใหม่ของยาย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 โจทก์ร่วมหนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับบิดา และโจทก์ร่วมเล่าให้บิดากับนางสาว ช. ภริยาใหม่ของบิดาฟังว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา บิดาจึงพาโจทก์ร่วมไปแจ้งความ พนักงานสอบสวนส่งตัวโจทก์ร่วมไปให้แพทย์ตรวจร่างกายพบว่า เยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า และมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เมื่อเดือนมกราคม 2562 และกลางเดือนมีนาคม 2562 ตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามปะมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 และ ข้อ 1.4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จำเลยกับนาง ว. ภริยาไปรับจ้างทำอาหารให้นักศึกษาวิชาทหารที่ค่ายลูกเสือที่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ที่ค่ายลูกเสือจำเลยมีหน้าที่ขับรถพาภริยาไปจ่ายตลาดและช่วยเหลืองานอื่น แต่ไม่ได้เป็นคนทำอาหาร เมื่อซื้อของเสร็จจำเลยจึงไม่มีหน้าที่อื่นอีก สามารถเดินทางไปไหนก็ได้ ที่นาง ว. ภริยาจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะทำอาหารให้นักศึกษาวิชาทหาร จำเลยอยู่ในสายตาตลอดเวลานั้น ขัดกับคำเบิกความของนางสาว ส. แม่ครัวที่ทำงานอยู่กับนาง ว. ภริยาจำเลย เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะทำอาหารเวลากลางวันไม่ได้สังเกตุว่าจำเลยไปที่ใด และพยานเคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยเคยออกไปทำธุระส่วนตัวคนเดียวโดยขับรถยนต์ไป ซึ่งนาง ว. ภริยาจำเลยต้องทำอาหารให้ทันกับเวลารับประทานอาหารของนักศึกษาวิชาทหารกิน และในแต่ละมื้อน่าจะต้องมีอาหารหลายอย่าง จึงไม่เชื่อว่าภริยาจำเลยจะสนใจมองจำเลยขณะทำอาหารตลอดเวลา เมื่อโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2562 ขณะอยู่ภายในห้องถูกจำเลยเข้ามาจับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและเอามือโจทก์ร่วมจับอวัยวะเพศของจำเลย จำเลยใช้นิ้วจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและจำเลยกระทำชำเราโดยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่ในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมหลายครั้ง ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมให้การเหมือนกันว่า ปลายเดือนมกราคม 2562 ขณะอยู่ในบ้านเช่าเพียงคนเดียว ช่วงเวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามานอนกอดและใช้มือจับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนอกกางเกง ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เวลา 18 ถึง 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องเช่ากอดและจูบปาก โจทก์ร่วมบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จูบ จำเลยใช้หน้าดันคอแล้วจูบปาก 5 ถึง 6 ครั้ง แล้วล้วงมือไปในกางเกงโจทก์ร่วม ใช้นิ้วสอดไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมลึกประมาณ 2 ข้อนิ้ว ประมาณ 4 ถึง 5 ครั้ง กลางเดือนมีนาคม 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมถูไปมานอกกางเกง และประมาณปลายเดือนมีนาคม 2562 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยเข้ามาในห้องและขึ้นไปนอนบนเตียงห่มผ้าผืนเดียวกับโจทก์ร่วม แล้วใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมขยับเข้าออกประมาณ 3 นาที ซึ่งช่วงเวลาที่โจทก์ร่วมให้การว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราในเวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา ใกล้เคียงกับเวลาที่พันตรี ว. นายทหารเตรียมการฝึกนักศึกษาวิชาทหารเบิกความว่า นักศึกษาวิชาทหารจะเริ่มรับประทานอาหารเย็นตั้งแต่เวลา 17.30 ถึง 18.30 นาฬิกา คาบเกี่ยวกัน จำเลยจึงอาศัยโอกาสช่วงเวลาที่นักศึกษาวิชาทหารรับประทานอาหารเย็นและไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากโจทก์ร่วม เดินทางจากค่ายลูกเสือที่ประกอบอาหารกลับมาที่พักซึ่งใช้เวลาไม่นาน และหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาฟังแล้ว และมารดาเคยพบว่าที่กางเกงโจทก์ร่วมมีคราบโลหิตติดอยู่ทั้งที่โจทก์ร่วมยังไม่มีประจำเดือน แต่มารดาไม่เชื่อและบอกโจทก์ร่วมว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จนโจทก์ร่วมมีอาการเจ็บที่อวัยวะเพศและปวดท้อง จึงหนีออกจากบ้านเกิดเหตุไปอยู่กับบิดา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บิดากับนางสาว ช. ภริยาใหม่ของบิดาฟังอีกครั้ง ซึ่งโจทก์มีบิดาโจทก์ร่วมและนางสาว ช. มาเบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมเล่าให้ฟังว่าถูกจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเรา ซึ่งขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอายุ 10 ปี เศษ โตพอที่จะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้แล้ว และไม่ปรากฏว่ามีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน การถูกล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งเป็นเรื่องน่าอับอาย หากเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริงที่ประสบมาด้วยตนเอง โจทก์ร่วมไม่น่าจะมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อื่นฟังได้ และไม่มีเหตุที่โจทก์ร่วมต้องหนีออกจากบ้านที่อาศัยอยู่กับมารดา และโจทก์ร่วม บิดามารดาโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะมารดาโจทก์ร่วมยังไม่เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความจริง จึงไม่มีเหตุเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ แม้ผลการตรวจผ้าห่มนวมที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยนำมาห่มขณะกระทำชำเราโจทก์ร่วมไม่พบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของจำเลยตามรายงานการตรวจพิศูจน์ก็ไม่พบสารพันธุกรรมของโจทก์ร่วมด้วยทั้งที่โจทก์ร่วมใช้ผ้าห่มผืนดังกล่าวเป็นประจำ ดังนั้น การที่ไม่พบสารพันธุกรรมของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่ภริยาจำเลยมีเรื่องโกรธเคืองกับบิดาโจทก์ร่วมก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์ร่วมและจำเลย จึงไม่มีเหตุให้โจทก์ร่วมปั้นเรื่องการถูกละเมิดทางเพศที่เป็นเรื่องอื้อฉาวให้ตนเองต้องเสียหายและต้องหนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับบิดา และเมื่อผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมพบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่า และมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมลงความเห็นว่าผ่านการร่วมประเวณีมา สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้นิ้วมือสอดล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังคงบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดมิใช่ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตาม มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง แต่กำหนดโทษใหม่อันจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ การสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ หากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่า คำถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนตั้งคำถามผ่านนักสังคมสงเคราะห์ให้นักสังคมสงเคราะห์ถามโจทก์ร่วมในคำถามที่อาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรงนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ แล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า คำเบิกความของนางสาว ช. นาย ส. และนางสาว พ. เป็นพยานบอกเล่าจะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่นอันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน กฎหมายจึงมิได้ห้ามรับฟังคำพยานบอกเล่าเสียทีเดียว เพียงแต่จะรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยต้องรับฟังประกอบพยานอื่น เมื่อโจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานซึ่งถือเป็นพยานที่ดีที่สุดยืนยันว่าจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงรับฟังคำพยานบอกเล่าประกอบคำเบิกความประจักษ์พยานโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า บิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยตกลงให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง บิดาโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมอายุ 10 ปีเศษถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ มิได้ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ การจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีเป็นบิดาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดาโจทก์ร่วมหย่าขาดกับมารดาโดยให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าท้ายคำร้องของมารดาโจทก์ร่วม ลงวันที่ 30 กันยายน 2562 ในสำนวน บิดาโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมโดยบิดาโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตนั้น มิได้เป็นไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ว่าจะยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา และ จำเลยเพิ่งฎีกาขึ้นมา และคดีไม่อาจทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป การจะสั่งให้แก้ไขอำนาจฟ้องของโจทก์ร่วมให้ถูกต้องเสียก่อนในกรณีนี้จึงไม่จำเป็น เพราะไม่เกิดประโยชน์อย่างใด สำหรับคดีในส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ปรากฏว่า ในวันที่ 30 กันยายน 2562 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2563 ให้รับคำร้องของโจทก์ร่วมโดยนาย ส. ซึ่งเป็นบิดา แต่ไม่รับคำร้องอีกฉบับของโจทก์ร่วมโดยนางสาว พ. ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา ทั้งโจทก์ร่วมโดยนางสาว พ. ยังเคยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีส่วนแพ่งด้วย ต้องถือว่านางสาว พ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมได้ให้ความยินยอมตามคำร้องของโจทก์ร่วมฉบับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งกำหนดให้โจทก์ร่วมแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) โดยความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ คงจำคุก 3 ปี รวมกับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุก 10 ปี แล้ว รวมจำคุก 19 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนาย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวอลิสา ธีระนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชลิต กฐินะสมิต
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2565
#688900
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับ สำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จําเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะ เช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญา ข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จําต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้คืนเงิน 1,676,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,026,434 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของอาคารชุดในโครงการ ด. เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวจำนวน 3 ห้อง ซึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับมีข้อกำหนดข้อ 10.4 เหมือนกันว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา ที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะส่งข้อขัดแย้งดังกล่าวเพื่อให้บรรลุข้อตกลงโดยอนุญาโตตุลาการตามระเบียบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการไทย สำนักงานศาลยุติธรรม" อันเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ต่อมาโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวและยื่นฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคซึ่งโดยสภาพแล้วมักอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านความรู้ทางเทคโนโลยี คุณภาพสินค้าหรือบริการ และเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ กระบวนการในการระงับข้อพิพาทเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภค ภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม ศาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลายประการ เช่น การสั่งให้คู่ความแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบให้ถูกต้องตามมาตรา 9 การไต่สวนพยานโดยศาลเป็นผู้ซักถามพยานเองตามมาตรา 34 กับทั้งยังให้อำนาจประธานศาลฎีกาออกข้อกำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปตามหลักการข้างต้นได้ตามมาตรา 6 ในส่วนการพิพากษาคดีนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย มาตรา 39 ยังให้อำนาจศาลที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องหรือกำหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้แม้จะเกินกว่าคำขอของโจทก์ และมาตรา 40 ให้อำนาจศาลกล่าวสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับความเสียหายซึ่งพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้ในเวลาที่พิพากษาคดีนั้นได้ รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 นอกจากนี้ มาตรา 20 ยังให้ความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดีผู้บริโภคว่าจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ และกรณีที่ผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ยังบัญญัติให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องถือว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ เริ่มแต่ชั้นเสนอข้อพิพาทที่ต้องทำเป็นหนังสือและประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ การเสนอชื่อและคัดค้านอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งภาระในค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการต่าง ๆ ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเลือกใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะได้เช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง ทั้งมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 6/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณัฏฐวุฒิ ไชยะพันโท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2565
#689187
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียว โดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะเช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ด. จำนวน 3 ห้อง กับจำเลย โดยชำระเงินค่าห้องชุดแก่จำเลยบางส่วนแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและค่าเสียหาย รวม 1,194,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 981,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตามที่โจทก์ฟ้องมีข้อสัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการตามขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ฟ้องมีข้อสัญญาที่เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยประกอบกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของอาคารชุดในโครงการ ด. เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวจำนวน 3 ห้อง ซึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับมีข้อกำหนดข้อ 10.4 เหมือนกันว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา ที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะส่งข้อขัดแย้งดังกล่าวเพื่อให้บรรลุข้อตกลงโดยอนุญาโตตุลาการตามระเบียบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการไทย สำนักงานศาลยุติธรรม" อันเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ต่อมาโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวและยื่นฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคซึ่งโดยสภาพแล้วมักอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจทั้งในด้านความรู้ทางเทคโนโลยี คุณภาพสินค้าหรือบริการและเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ กระบวนการในการระงับข้อพิพาทเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับแก่คดีผู้บริโภคภายใต้หลักการให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม ศาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลายประการ เช่น การสั่งให้คู่ความแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบให้ถูกต้องตามมาตรา 9 การไต่สวนพยานโดยศาลเป็นผู้ซักถามพยานเองตามมาตรา 34 กับทั้งยังให้อำนาจประธานศาลฎีกาออกข้อกำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปตามหลักการข้างต้นได้ตามมาตรา 6 ในส่วนการพิพากษาคดีนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย มาตรา 39 ยังให้อำนาจศาลที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องหรือกำหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้แม้จะเกินกว่าคำขอของโจทก์ และมาตรา 40 ให้อำนาจศาลกล่าวสงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับความเสียหายซึ่งพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้ในเวลาที่พิพากษาคดีนั้นได้รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 นอกจากนี้มาตรา 20 ยังให้ความสะดวกแก่ผู้ฟ้องคดีผู้บริโภคว่าจะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้และกรณีที่ผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ยังบัญญัติให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องถือว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทกฎหมายที่กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทในคดีผู้บริโภคไว้โดยเฉพาะเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ส่วนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ แม้จะเป็นวิธีการที่คู่สัญญาอาจเลือกใช้ในการระงับข้อพิพาทและมีผลใช้บังคับกันได้ตามข้อตกลงของคู่สัญญาตามหลักเสรีภาพของการแสดงเจตนา แต่ก็ต้องเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผู้บริโภคต้องมีโอกาสต่อรองหรือตระหนักดีว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งกล่าวเฉพาะคดีนี้ต้องบังคับตามข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการซึ่งมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 หลายประการ ทั้งในชั้นเสนอข้อพิพาทที่ต้องทำเป็นหนังสือและประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ การเสนอชื่อและคัดค้านอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งภาระในค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการต่าง ๆ ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งโดยรวมแล้วอาจเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคที่พึงมี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่มาก โดยที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งต้องอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 6/2 กล่าวคือ แบบของสัญญาต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด การที่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาเป็นแบบมาตรฐานให้ผู้บริโภคที่จะซื้อห้องชุดต้องยอมรับข้อสัญญา ข้อ 10.4 ที่บังคับให้การระงับข้อพิพาทต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการสถานเดียวโดยไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการนี้โดยเฉพาะเช่นนี้ นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่นอกเหนือไปจากแบบที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่เป็นคุณต่อโจทก์ผู้จะซื้อ ซึ่งไม่มีผลใช้บังคับตามมาตรา 6/2 วรรคสอง กับมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระเกินกว่าที่โจทก์พึงมีตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอันถือได้ว่าข้อสัญญาข้อนี้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ 2540 มาตรา 4 วรรคสามด้วย กรณีจึงมีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 10.4 ใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้โดยไม่จำต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 9 ม. 18 ม. 20 ม. 34 ม. 39 ม. 40 ม. 42
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 6/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวณฐพร ภราดรศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4181/2565
#689208
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ให้พิทักษ์ทรัพย์จําเลยเด็ดขาด ดังนั้น นับแต่จําเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจําเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) จําเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจําเลยได้อีก การที่จําเลยยื่นคําร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจําเลยจะยื่นคําร้องขอเข้าว่าคดีแทนจําเลยและขอให้พิจารณาคดีต่อไป ก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังไม่ จําเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคําร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและจำนองแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดพัทยา เพื่อบังคับชำระหนี้โดยยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 11 กันยายน 2560 ว่า ที่ดินจำนองเป็นของผู้ร้อง โดยศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองคืนแก่ผู้ร้อง คดีอยู่ระหว่างจำเลยอุทธรณ์ จึงขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้องในวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินจำนองที่ยึด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 7 วัน และวันที่ 19 กันยายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินจำนองในวันที่ 20 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์รายนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ข.10/2558 (เมื่อปี 2558) แล้ว และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง (เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558) คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ยกคำร้อง เมื่อถึงวันนัดพิจารณาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งให้งดการบังคับคดีที่ดินจำนองไว้ระหว่างที่คดีผู้ร้องกับจำเลยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนองยังไม่ถึงที่สุดแล้วขอถอนคำร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีที่ดินจำนองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งฉบับลงวันที่ 11 กันยายน และ 19 กันยายน 2560 ไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งคำร้องลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 อีก ส่วนคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ลงวันที่ 18 กันยายน 2560 นั้น ผู้ร้องมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจที่จะขอให้ปล่อยทรัพย์อีกต่อไป ให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากจำเลยไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งของศาลจังหวัดพัทยา ให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยาอีกครั้ง อาศัยเหตุผลเดียวกับคำร้องฉบับเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้ แล้วพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยมีอำนาจยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่า ศาลล้มละลายกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2560 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ดังนั้น นับแต่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ของจำเลยจะยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยและขอให้พิจารณาคดีต่อไป ก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังไม่ จำเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลจังหวัดพัทยา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 และฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 และยกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
ผู้ร้อง — บริษัท ด.
จำเลย — นาย ช. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าว่าคดีแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวภูรีวรรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4179 -ที่ 4180/2565
#688761
เปิดฉบับเต็ม

ขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญและการออกหนังสือนัดประชุมตามมาตรา 42/2 (3) และมาตรา 42/3 พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 นอกจากคณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้ว ระยะเวลาตามกฎหมายในการเรียกประชุมใหญ่ก็ต้องอยู่ภายในกรอบระยะเวลาที่จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมด้วย หากไม่สามารถออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่ได้โดยชอบตามมาตรา 42/3 ก็ไม่มีเหตุผลที่ผู้แทนเจ้าของร่วมอาคารชุดต้องรอให้ล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมก่อนจึงจะออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ ต่างจากกรณีที่ผู้ถือหุ้นร้องขอต่อกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1173, 1174 ขั้นตอนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ขัดหรือแย้งกับ ป.พ.พ. จึงต้องใช้บังคับตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 จึงต้องจัดส่งหนังสือเรียกประชุมให้เจ้าของร่วมอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 9 มีนาคม 2562 จึงจะเป็นการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบ การที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ออกหนังสือเรียกประชุม ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบและต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ทั้งสองครั้งตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกนายอลงกรณ์ และนายมาร์ติน ผู้ร้องในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เรียกนายศิริชัย นายศุภกร นายสมบูรณ์ ผู้ร้องในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 3 ถึงที่ 5 เรียกนายอาทิตย์ นายชาคร นางวิภาดา นายภูมิพิศ นายปิยะ และนางสาวสิรินทร์พร ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2562 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ร้องขอให้คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมเปิดประชุมใหญ่วิสามัญโดยมีรายชื่อเจ้าของร่วมอาคารชุดเกินกว่าร้อยละยี่สิบ และคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ด. เดิมไม่ได้มีหนังสือเรียกประชุมและไม่จัดให้มีการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 ผู้ร้องทั้งห้าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ไม่เข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมและมีมติ เมื่อผู้คัดค้านทั้งหกนำมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญไปขอจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครมีหนังสือแจ้งว่ามติดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 (3) ส่วนประเด็นอื่นนอกจากนี้คู่ความขอสละทั้งสิ้นและไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2 วันที่ 23 มีนาคม 2562 และเพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 วันที่ 21 เมษายน 2562 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความรับและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้คัดค้านทั้งหกต่างเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุด ด. ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 โดยมีคะแนนเสียงเจ้าของร่วมเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมด แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ วันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 แล้วลงมติให้ถอดถอนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ออกจากการเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและแต่งตั้งผู้คัดค้านทั้งหกเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดแทน ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2562 คณะกรรมการนิติบุคคลชุดใหม่โดยผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ในวันที่ 21 เมษายน 2562 และลงมติในวาระต่าง ๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด 9 คน ลาออก 5 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เหลือเพียง 4 คน ไม่เพียงพอเป็นองค์ประชุม เจ้าของร่วมคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 3/2562 อีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ที่ประชุมลงมติเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กลับเข้ามาเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว ในสำนวนที่สอง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกเพียงประการเดียวว่า การเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2562 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กำหนดขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญและการออกหนังสือนัดประชุม โดยในมาตรา 42/2 บัญญัติว่า "ในกรณีมีเหตุจำเป็น ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อใดก็ได้

(1) ผู้จัดการ

(2) คณะกรรมการโดยมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการ

(3) เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดลงลายมือชื่อทำหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมต่อคณะกรรมการ ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ ถ้าคณะกรรมการมิได้จัดให้มีการประชุมภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของร่วมตามจำนวนข้างต้นมีสิทธิจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุม

มาตรา 42/3 การเรียกประชุมใหญ่ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุมพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควรและจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม" ดังนี้ เห็นได้ชัดว่าบุคคลผู้มีสิทธิในการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมี 2 จำพวก จำพวกแรกได้แก่ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด จำพวกที่สอง ได้แก่ เจ้าของร่วมอาคารชุด สำหรับบุคคลจำพวกแรกคือ ผู้จัดการมีหน้าที่หลักในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ส่วนคณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด บทบัญญัติดังกล่าวจึงให้อำนาจบุคคลจำพวกแรกในการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญด้วยความสะดวก ส่วนเจ้าของร่วมอาคารชุด จะใช้สิทธิในการตรวจสอบและถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของร่วมได้ต่อเมื่อคณะกรรมการไม่ดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วม และต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมด ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติของกฎหมายไม่ประสงค์ให้เจ้าของร่วมร้องขอหรือจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยง่ายซึ่งอาจกระทบต่อการบริหารงานของบุคคลจำพวกแรก เนื่องจากเจ้าของร่วมได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงไว้วางใจเลือกตั้งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดในที่ประชุมใหญ่ก่อนแล้ว จึงจำเป็นต้องกำหนดขั้นตอนในการใช้สิทธิในการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญไว้แตกต่างจากบุคคลในจำพวกแรก อย่างไรก็ตาม บุคคลทั้งสองจำพวกจะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น และต้องอยู่ในบังคับว่าด้วยวิธีการออกหนังสือนัดประชุมตามมาตรา 42/3 กล่าวคือ ในประการแรก จะต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุมพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร และประการที่สอง จะต้องจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประชุม มิฉะนั้น ถือว่าเป็นการเรียกประชุมใหญ่โดยมิชอบ การเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในกรณีนี้นอกจากคณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้ว ระยะเวลาตามกฎหมายในการเรียกประชุมใหญ่ก็ต้องอยู่ภายในกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมแล้วด้วย ดังนั้น หากระยะเวลาล่วงพ้นจนคณะกรรมการไม่สามารถออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่ได้โดยชอบตามมาตรา 42/3 ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้แทนเจ้าของร่วมอาคารชุดต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคำร้องขอจากเจ้าของร่วมเสียก่อนจึงจะออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่จะตีความให้ผลเป็นเช่นนั้น จึงมีความแตกต่างจากการเรียกประชุมกรณีที่ผู้ถือหุ้นร้องขอต่อกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1173 ซึ่งตามมาตรา 1174 บัญญัติให้กรรมการต้องเรียกประชุมโดยพลัน ถ้าและกรรมการมิได้เรียกประชุมภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำร้อง ผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ร้อง หรือผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ รวมกันได้จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าแห่งจำนวนหุ้นของบริษัทจะเรียกประชุมเองก็ได้ ถือเป็นกรณีที่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้กรรมการดำเนินการเรียกประชุมภายในกำหนดระยะเวลาเสียก่อน หากไม่ได้เรียกภายในระยะเวลาดังกล่าวผู้ถือหุ้นจึงจะดำเนินการเรียกประชุมเองได้ อันเป็นการถือเอาเกณฑ์ล่วงพ้นระยะเวลาการเรียกประชุมเป็นสำคัญ มิใช่ถือเอาเกณฑ์การจัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้นโดยชอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นสำคัญดังเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ทั้งนี้เพราะการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการดำเนินการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่การส่งหนังสือเรียกประชุมใหญ่ให้แก่เจ้าของร่วมอาคารชุดสามารถกระทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เพราะเจ้าของร่วมมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในอาคารชุดนั้นเอง ดังนี้ ขั้นตอนการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ดี การออกหนังสือนัดประชุมก็ดี ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นกรณีขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/2 และมาตรา 42/3 ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวได้รับหนังสือร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 โดยมีคะแนนเสียงเจ้าของร่วมเกินกว่าร้อยละยี่สิบของเจ้าของร่วมทั้งหมด ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับคำร้องขอ คือ อย่างช้าภายในวันที่ 17 มีนาคม 2562 ซึ่งคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจะต้องจัดส่งหนังสือเรียกประชุมให้เจ้าของร่วมอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 9 มีนาคม 2562 จึงจะเป็นการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบ การที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ออกหนังสือเรียกประชุม ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 23 มีนาคม 2562 เกินกว่าระยะเวลาเจ็ดวันตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42/3 ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกประชุมใหญ่วิสามัญโดยชอบและต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว เมื่อปรากฏว่ามีเจ้าของร่วมอาคารชุดเข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวครบองค์ประชุม การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอาคารชุด ด. ครั้งที่ 2/2562 วันที่ 23 มีนาคม 2562 จึงเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และมีผลให้การประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมอาคารชุด ด. ประจำปี 2562 วันที่ 21 เมษายน 2562 ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ทั้งสองครั้งดังกล่าวตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 42/2 (3) ม. 42/3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ศ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2565
#686576
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์สละมรดกของ ต. โดยไม่ได้รับความยินยอมของ ม. มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ในขณะที่โจทก์เป็นผู้เยาว์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิรับมรดก รวมทั้งเพิกถอนและแก้ไขนิติกรรม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เพื่อให้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกดังเดิม โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 โดยให้การจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทมีผลเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 51548 เนื้อที่ 62 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 15120 และ 22348 เนื้อที่แปลงละ 1 งาน ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระต่อศาลในนามของโจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 นายไตรรงค์ เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจขาดเลือดฉับพลัน โดยขณะถึงแก่ความตายมีโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายไตรรงค์รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม และนายไตรรงค์มีจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และนางสาวกาญนา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไตรรงค์ ขณะถึงแก่ความตายนายไตรรงค์มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 51548, 15120 และ 22348 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ในขณะที่โจทก์อายุ 11 ปี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุมัติจากศาลอันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและมิชอบด้วยกฎหมาย และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นั้น ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การถึง คงให้การต่อสู้ว่า โจทก์ต้องฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกเท่านั้น กำหนดอายุความ 1 ปี จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้อ้างโต้แย้งในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนกรณีที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงนั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ขณะโจทก์มีอายุ 11 ปี นั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์และไม่ได้รับอนุมัติจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กรณีจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง เพราะการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1611 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายรัฐการ พ่วงทิพากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141 -ที่ 4142/2565
#689123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลัง จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

คดีสำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น

คดีสำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียวของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ย.120/2563 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอนับโทษต่อ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน และปรับ 13,333.33 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 6,666.66 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้จำเลยยินยอมให้พนักงานคุมประพฤติตรวจสอบการเสพยาเสพติดให้โทษ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่สวนมะม่วงซึ่งภายในสวนดังกล่าวมีบริเวณที่กั้นเป็นสนามไก่ชนไว้ เมื่อไปถึงพบจำเลย นายวิทูนหรือตี๋และนายหวื่อ ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงกำลังเล่นไก่ชนอยู่ เมื่อจำเลยกับพวกเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงวิ่งหลบหนีไป เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้และพากลับไปบริเวณที่เกิดเหตุ ส่วนนายวิทูนและนายหวื่อไม่สามารถจับกุมได้ จากการตรวจค้นบริเวณสนามไก่ชนพบเมทแอมเฟตามีน 2 จุด จุดแรก พบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด อยู่ในกล่องสแตนเลสวางอยู่บนโต๊ะ อีกจุดหนึ่งพบเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด และวัตถุชนิดเม็ดกลมแบนสีเขียว 8 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา-น้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งนายวิทูนเป็นผู้ขับมาจอดไว้ หลังจากควบคุมจำเลยไปที่สถานีตำรวจได้ตรวจสอบปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องในสำนวนแรก แม้ในสำนวนหลังโจทก์ฟ้องข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเข้ามาด้วยแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเอง ซึ่งโจทก์สามารถขอแก้ฟ้องด้วยการเพิ่มเติมข้อหาดังกล่าวในสำนวนแรกได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นสำนวนหลังว่าสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นยาเสพติดจำนวนเดียวกับสำนวนแรกย่อมเป็นการใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน ดังนั้น ฟ้องโจทก์สำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องในสำนวนแรกหรือไม่ โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนได้กระทำการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยให้การในชั้นสอบสวนต่อหน้ามารดาจำเลยที่ร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วยว่า เมทแอมเฟตามีนที่นายหวื่อนำออกมาวางแล้วบอกให้จำเลยกับนายวิทูนทราบว่านำมาใช้ได้ กรณีหาจำต้องเป็นเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้ที่ตัวจำเลยอย่างใดไม่ เมื่อเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวน 15 เม็ดหรือหน่วยการใช้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมาย ทั้งจากการสืบสวนและสอบสวนได้ความว่าจำเลยกับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงโดยใช้บริเวณสวนมะม่วงที่เกิดเหตุ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมนัส ร้อยตำรวจเอกประสพชัย ร้อยตำรวจตรีถนอม และดาบตำรวจทวีพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมทั้งสี่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่านายวิทูนมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยเป็นคนคอยช่วยเหลือในการส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้า ได้รับค่าตอบแทนเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือบางครั้งเป็นเงิน จำเลยจึงมีส่วนร่วมในการมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากต่างไม่ได้พบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่ากล่องสแตนเลสที่บรรจุเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของจำเลย ส่วนรายงานการสืบสวนก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นฝ่ายเดียวย่อมมีน้ำหนักน้อย ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีน 794 เม็ด เป็นของนายวิทูน ส่วนเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของนายหวื่อ และในชั้นสอบสวนก็ยังคงให้การยืนยันในทำนองเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้แต่เพียงว่าพบเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด บรรจุอยู่ในกล่องสแตนเลสที่วางอยู่บนโต๊ะในสนามไก่ชน ซึ่งจำเลยกำลังเล่นไก่ชนอยู่กับนายวิทูนและนายหวื่อ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงไม่หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยและรอการลงโทษจำเลยตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง 19 ปีเศษ ยังขาดประสบการณ์ชีวิตและขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น เหมาะสมแล้ว อีกทั้งจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียวซึ่งเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับเป็นโทษจำคุกระยะสั้นเพียง 2 เดือน การให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกไว้น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมส่วนร่วมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104,162 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม แต่โทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่าจึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 163 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายนิติธร ภาระจำ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
พิชัย เพ็งผ่อง
ชาติชาย อัครวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4109/2565
#687515
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ฉะนั้นในวันที่ 29 มกราคม 2557 และวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2512 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดโดยแจ้งข้อมูลว่าจำเลยเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 สัญชาติไทย พร้อมเลขประจำตัวประชาชนของ จ. แม้ที่จำเลยแจ้งว่ามีสัญชาติไทยไม่เป็นความเท็จ แต่การที่จำเลยแจ้งว่าเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 นั้น เป็นความเท็จเพราะจำเลยเกิดวันที่ 1 มกราคม 2512 และจำเลยยังใช้เลขประจำตัวประชาชนของ จ. โดยอ้างว่าจำเลยชื่อ จ. เป็นบุตร ย. และ ส. ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตาม ป.อ. มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 137, 267 บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2574/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิได้มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2574/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 2 กระทง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่ พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้บวกโทษ และยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ข. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้อง ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. โดยปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 บัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ฉะนั้นในวันที่ 29 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องข้อ 1 ข. และวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องข้อ 1 ค. จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2512 ดังนั้น เมื่อจำเลย เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย การที่จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด โดยแจ้งข้อมูลว่าจำเลยเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 สัญชาติไทย แม้จำเลยแจ้งว่ามีสัญชาติไทยไม่เป็นความเท็จ แต่การที่จำเลยแจ้งว่าเกิดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 เป็นความเท็จเพราะจำเลยเกิดวันที่ 1 มกราคม 2512 และจำเลยใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเลขประจำตัวประชาชนของนายจำเนียร โดยอ้างว่าจำเลยชื่อนายจำเนียร เป็นบุตรนางยุพินและนายสมบัติซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุด ตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง ความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) และฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดตามฟ้องข้อ 1 ค. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งข้อความหรือหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดซึ่งเป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดง หลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนกรณีบัตรชำรุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (2) ม. 14 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ม. 7 (1)
พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3875/2565
#686007
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 123 ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งศาลแต่งตั้งให้ได้รับค่าป่วยการตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ. 2555 และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ข้อ 5 กำหนดว่าให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายตามอัตราค่าป่วยการท้ายระเบียบ ดังนี้ (1) ในกรณีที่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้กำหนดตามบัญชี 1 และตามวรรคสอง กำหนดว่า "…ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ คดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว คดีที่ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หรือคดีเสร็จไปโดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษา..." และวรรคสาม กำหนดว่า "ทั้งนี้ ให้กำหนดเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว" ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพทั้งยังเป็นคดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวที่ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้ได้ตามระเบียบ ข้อ 5 (1) วรรคสอง แต่ต้องอยู่ในบังคับแห่งวรรคสามที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยแล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กรณีจึงยังไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้จ่ายเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 90, 104, 145, 152, 162, พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูจำเลย และมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเบิกเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่จำเลย โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยวางเงื่อนไขให้จำเลยปฏิบัติ กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยนัดฟังผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 เวลา 9 นาฬิกา และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ให้คำปรึกษารายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายในวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว ซึ่งตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งศาลแต่งตั้งให้ได้รับค่าป่วยการตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง คือ ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ. 2555 และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 โดยระเบียบ ข้อ 5 กำหนดว่า ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายตามอัตราค่าป่วยการท้ายระเบียบ ดังนี้ (1) ในกรณีที่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้กำหนดตามบัญชี 1 และตามวรรคสอง กำหนดว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ คดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว คดีที่ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หรือคดีเสร็จไปโดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษา..." และวรรคสาม กำหนดว่า "ทั้งนี้ ให้กำหนดเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว " ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพทั้งยังเป็นคดีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวที่ให้ศาลกำหนดเงินรางวัลให้ได้ตามระเบียบ ข้อ 5 (1) วรรคสอง แต่ต้องอยู่ในบังคับแห่งวรรคสามที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยแล้วจำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราว โดยยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กรณีจึงยังไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้จ่ายเงินรางวัลค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี
ผู้ร้อง — นาย ช.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี — นายสุมิตร์ ทองกล่อม
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2565
#690884
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงของผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้โอกาสแก่จำเลยในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น กรณีที่ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย รวมถึงการถอนคำร้องทุกข์ก็เป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายจะปฏิบัติในภายหน้าหากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไปแต่อย่างใด ทั้งไม่มีผลเป็นการยอมความโดยชอบตามกฎหมาย เมื่อจำเลยยังมิได้ใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่ผู้เสียหาย และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงยังไม่เลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3009/2561, อ.3010/2561, อ.4165/2561, อ.4989/2561 และ อ.5457/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นให้ยก เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง นายเซาราบห์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายและจำเลยร่วมกันแถลงต่อศาลว่า ผู้เสียหายและจำเลยเจรจาตกลงกันได้ โดยผู้เสียหายให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยจะชำระเงิน 100,000 บาท ให้ผู้เสียหายภายในวันที่ 15 มกราคม 2563 ส่วนที่เหลือจะชำระให้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาททุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 หากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลยและจะถอนคำร้องทุกข์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน ผู้เสียหายจะขอให้ศาลพิจารณาคดีและมีคำพิพากษาต่อไป ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อตกลงดังกล่าวของผู้เสียหายและจำเลยเป็นการระงับข้อพิพาทตามเช็ค อันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้และเลื่อนคดีมาโดยตลอดถือว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว เป็นการยอมความโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที เป็นเพียงข้อตกลงที่ผู้เสียหายให้โอกาสแก่จำเลยในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น กรณีที่ผู้เสียหายจะไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาแก่จำเลย รวมถึงการถอนคำร้องทุกข์ก็เป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายจะปฏิบัติในภายหน้าหากจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วน จึงไม่เป็นสัญญาจะประนีประนอมยอมความที่จะทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไปแต่อย่างใด ทั้งไม่มีผลเป็นการยอมความโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยมิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ผู้เสียหาย และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงไม่เลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 2 ฉบับรวมเป็นเงิน 700,000 บาท ผู้เสียหายให้โอกาสแก่จำเลยผ่อนชำระ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยชดใช้หรือพยายามจะชดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายแต่ประการใด ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว หากจำเลยถูกลงโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนก็เป็นเพียงเหุตผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ส่วนอาการเจ็บป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้วจำเลยสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาเช่นที่ได้รับการรักษา กรณีความจำเป็นที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และศาลล่างพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยระยะสั้น สมควรแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนงและศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นกักขังมีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3861/2565
#688319
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้ผู้เสียหายที่ 2 ประพฤติตนไม่สมควร ก็เพื่อมุ่งประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นความประสงค์มาแต่แรก การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันมาไม่ขาดตอน และโจทก์บรรยายฟ้องความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าว และข้อหากระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนรวมกันมาในข้อเดียวกัน ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 ของจำเลย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 283 ทวิ, 309, 310, 319, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ก่อนสืบพยาน นางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 1 และผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง สภาพจิตใจ และความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องขอถอนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและผู้เสียหายที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 310 วรรคแรก ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 319 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ระบุมาตรา 72 วรรคสอง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจโดยมีอาวุธ และฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจโดยมีอาวุธ จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 17 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี 13 เดือน (ที่ถูก ต้องจำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก)

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 16 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 มาที่เกิดเหตุ แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีคู่ความยื่นฎีกา ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม และมีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 ซึ่งเป็นอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และเครื่องกระสุนปืน ขนาด .45 ติดตัวมาด้วย และจำเลยนำอาวุธปืนออกมาวางไว้พร้อมจะหยิบฉวยใช้งานได้ทันที ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ยังเป็นผู้เยาว์ตกใจกลัวไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืน จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นโดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม หาใช่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่งไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน หลังจากลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เป็นการลงโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้ผู้เสียหายที่ 2 ประพฤติตนไม่สมควร ก็เพื่อมุ่งประสงค์จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นความประสงค์มาแต่แรก การกระทำดังกล่าวจึงต่อเนื่องกันมาไม่ขาดตอน และโจทก์บรรยายฟ้องความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ และข้อหากระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนรวมกันมาในข้อเดียวกัน การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 ของจำเลย จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 276 วรรคสาม ม. 309 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3) ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว ป. และนางสาว พ. โดยนางสาว ป. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชลิต กฐินะสมิต
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2565
#688765
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่ ป.ที่ดิน มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยเด็ดขาด เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 วรรคสอง เท่านั้น และในกรณีที่คนต่างด้าวได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามมาตรา 94 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสามารถมีสิทธิในที่ดินได้ การที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 โดยพลการ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และแม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทกับเรียกให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอันจะมีสิทธิเรียกร้องให้กระทำได้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่า โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นของโจทก์ และบังคับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 และสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 โดยให้กรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ให้กรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสิงคโปร์ โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 2 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี 2556 โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่ประเทศไทย แต่โจทก์ยังคงเดินทางไปมาระหว่างประเทศสิงคโปร์กับประเทศไทย ปี 2548 นายสินชัย เสนอขายที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมอาคารสี่ชั้นครึ่ง คือที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งอยู่ติดกับอาคารที่จำเลยที่ 2 เช่าทำกิจการสปา วันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายอนันตชัย เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นน้องชายของนายสินชัยจดทะเบียนโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 15,000,000 บาท มีการใช้อาคารพิพาทประกอบกิจการสปา ต่อมาจำเลยที่ 2 กับโจทก์เลิกรากัน แต่โจทก์ยังทำกิจการสปาที่อาคารพิพาท วันที่ 13 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 2 ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.440/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นายธนากรสามีของเพื่อนจำเลยที่ 2 ในราคา 10,000,000 บาท วันที่ 9 ตุลาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และนายธนากรให้เพิกถอนการโอนที่ดินและอาคารพิพาทเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.2023/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และยังฟ้องจำเลยที่ 2 และนายธนากรกับพวกต่อศาลจังหวัดพระโขนงในข้อหาโกงเจ้าหนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4168/2560 ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 นายธนากรจดทะเบียนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทแก่นางดาวรินทร์ ในวงเงิน 2,000,000 บาท วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 มีการนัดหมายระหว่างนายธนากรกับนายจีราวัฒน์ สามีของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินและอาคารพิพาทกัน แต่ไม่มีการดำเนินการในวันดังกล่าว วันที่ 1 มิถุนายน 2561 นายธนากรจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทจากนางดาวรินทร์ แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 กำหนดไถ่ถอนขายฝากภายใน 1 ปี ในวงเงิน 16,520,000 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีแพ่งทั้งสองคดีข้างต้นแล้ว ส่วนคดีอาญาศาลจังหวัดพระโขนงพิพาทยกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า มีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานเจ้าหน้าที่สารบัญ เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ครบกำหนดแก้ฎีกาวันที่ 9 มกราคม 2565 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาพร้อมคำแก้ฎีกาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 โดยอ้างว่า ไม่พบหมายแจ้งคำสั่ง และเนื่องจากมีสถานการณ์โรคระบาดของเชื้อโควิค 2019 จำเลยที่ 1 จึงกักตัวอยู่ในบ้านนั้น เมื่อพิจารณาจากสำนวนคดีปรากฏว่า ในการส่งหมายหรือแจ้งคำสั่งของศาลได้มีการส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด ไม่ปรากฏข้อขัดข้องในการรับหมายหรือรับทราบคำสั่งของศาลแต่อย่างใด การอ้างว่าไม่พบหมายแจ้งคำสั่งเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่มีเหตุผลประกอบ ส่วนสถานการณ์โรคระบาดมีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว จำเลยที่ 1 อาจติดต่อให้ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้ หาจำต้องกระทำด้วยตนเองไม่ เหตุดังกล่าวจึงมิได้เป็นอุปสรรคต่อการยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาที่ยื่นคำแก้ฎีกาให้จำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้นจึงให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนคำแก้ฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลานั้นให้รับเป็นคำแถลงการณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติสิงคโปร์และอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนตน จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทไปขายฝากแก่จำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าว แต่ประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยเด็ดขาด เป็นแต่เพียงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงและต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 86 วรรคสอง เท่านั้น และในกรณีที่คนต่างด้าวได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามมาตรา 94 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสามารถมีสิทธิในที่ดินได้ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจจำหน่ายที่ดินของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 โดยพลการถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และแม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท กับเรียกให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอันจะมีสิทธิเรียกร้องให้กระทำได้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นของโจทก์ และบังคับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานทั้งสองฝ่ายมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเอกสารเป็นหลักฐานการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายสินชัยน้องชายของนายอนันตชัย เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท เอกสารดังกล่าวได้แก่ แคชเชียร์เช็คของธนาคาร ท. รวม 5 ฉบับจำนวนเงินฉบับละ 2,000,000 บาท ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 2 ฉบับและลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 จำนวน 3 ฉบับ และยังมีแคชเชียร์เช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 จำนวน 2,000,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งปรากฏจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารดังกล่าวมีการถอนเงินออกในวันเดียวกันแล้วนำมาซื้อแคชเชียร์เช็ค นอกจากนี้ในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพิพาทเพียง 1 วัน ยังมีรายการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ท. จำนวนเงิน 1,170,000 บาทและ 1,500,000 บาท ในเวลาไล่เลี่ยกัน และโจทก์ยังนำสืบว่า วันที่ 14 และ 16 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ถอนเงิน 600,000 บาท และ 1,151,000 บาท จากธนาคาร ท. เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคาร ท. เพื่อชำระค่าที่ดินด้วย การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากจากโจทก์ดังกล่าวประกอบจำนวนเงินและช่วงเวลาสอดคล้องกับการจดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากนายอนันตชัยจึงเชื่อว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์จริง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ให้เงินแก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทนั้น คงมีจำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ การที่โจทก์มิได้ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือว่าถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์นั้นก็มิใช่ข้อพิรุธ เนื่องจากขณะนั้นโจทก์รักใคร่จำเลยที่ 2 ถึงกับมาอยู่กินด้วยกันที่ประเทศไทย ย่อมไว้วางใจจำเลยที่ 2 เพราะตนไม่อาจมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารได้ ส่วนที่สัญญาซื้อขายห้องชุดมีแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศแนบท้ายซึ่งระบุว่าเงินที่โอนมาใช้ในการซื้อคอนโดมิเนียม อันทำให้เห็นว่าเงินดังกล่าวที่เบิกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ใช้ในการซื้อคอนโดมิเนียมก็ตาม แต่สัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าวทำเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ส่วนการโอนเงินของโจทก์จากต่างประเทศทำเมื่อปี 2548 และปรากฏว่าการโอนเงินทั้งสี่ครั้งมีการเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร ก. และธนาคาร ท. มาเข้าในบัญชีเงินฝากของโจทก์ยังมีจำนวนไม่เพียงพอให้ชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาทได้จึงเชื่อได้ว่าโจทก์นำเงินที่โอนจากต่างประเทศมาใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทก่อน แล้วนำเงินจากแหล่งอื่นมาทดแทนเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมในภายหลัง การระบุในสัญญาซื้อขายห้องชุดเช่นนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศเท่านั้น โดยนางสาวดุษฎี ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร ท. พยานโจทก์เบิกความยืนยันการโอนเงินจากต่างประเทศและการเบิกเงินของโจทก์ข้างต้น และยังเบิกความว่าในการโอนเงินธนาคารจะให้ระบุวัตถุประสงค์ในการโอนเงิน แต่ผู้โอนจะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ธนาคารไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ ดังนั้น แบบการทำธุรกรรมเงินตราเงินต่างประเทศตามสัญญาซื้อขายห้องชุดจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์นำเงินจำนวนเดียวกันที่โอนจากต่างประเทศมาใช้ซื้อห้องชุดเท่านั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวหาทำให้พยานโจทก์ส่วนนี้เป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ ส่วนเหตุที่โจทก์ให้เงินจำเลยที่ 2 เดือนละ 150,000 บาทถึง 200,000 บาท จนถึงปี 2558 โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้จำเลยที่ 2 เนื่องจากวันเกิดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 โอนข้อมูลจากโทรศัพท์เครื่องเดิมมาไม่ได้ และให้โจทก์ดำเนินการให้ โจทก์จึงทำสำเนาข้อมูลเก็บไว้แล้วให้คนที่อ่านภาษาไทยได้ช่วยแปล จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 คบผู้ชายคนใหม่ซึ่งมีเอกสารเป็นข้อความตอบโต้กันระหว่างหญิงชายในเชิงชู้สาว ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์ในส่วนนี้ จึงทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า โจทก์เลิกอยู่กินกับจำเลยที่ 2 นับแต่พบข้อความดังกล่าวเมื่อปลายปี 2558 หาใช่ปี 2556 ตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบ ดังนั้น การที่โจทก์ให้เงินจำเลยที่ 2 แต่ละเดือนจนถึงปี 2558 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ชำระค่าเช่าที่ดินและอาคารพิพาทให้จำเลยที่ 2 อันเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท ยิ่งเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนโอนที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นายธนากรขณะที่ยังมีคดีพิพาทกับโจทก์ ยิ่งส่อให้เห็นพิรุธว่าต้องการโอนที่ดินและอาคารพิพาทเพื่อให้พ้นจากการบังคับคดีของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาท แล้วจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ากรณีมีเหตุให้เพิกถอนการทำนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 2 โจทก์พยายามรักษาสิทธิของตนโดยแจ้งข้อพิพาทให้บุคคลภายนอกทราบเพื่อป้องกันมิให้เข้าทำนิติกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับที่ดินและอาคารพิพาทดังปรากฏจากภาพถ่ายที่เป็นภาพด้านหน้าอาคารพิพาทและมีป้ายขนาดใหญ่ของสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำให้การและฟ้องแย้งในคดีที่จำเลยที่ 2 ฟ้องขับไล่โจทก์ กับป้ายห้ามซื้อขายติดอยู่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างส่งบิลเงินสดค่าทำป้ายจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างในส่วนนี้จึงเชื่อว่ามีการติดป้ายดังกล่าวไว้จริง ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวเมื่อมาดูย่อมเห็นได้ นอกจากนี้โจทก์ยังให้ทนายความมีหนังสือแจ้งข้อพิพาทดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 และยังส่งหนังสือลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 ให้นายจีรวัฒน์สามีของจำเลยที่ 1 ทราบ โดยนางสาวราตรีซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 พยานกับจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ ไปรับโอนที่ดิน พยานจึงเสนอขายที่ดินและอาคารพิพาทให้คนทั้งสองซึ่งสนใจ พยานทราบคร่าว ๆ ว่าอยู่ในซอย แต่อาคารใดไม่ทราบแน่ชัด ในคืนนั้น นายจีราวัฒน์กับจำเลยที่ 1 ขับรถพาพยานไปบริเวณที่ตั้งที่ดินและอาคารไม่เห็นป้ายประกาศ หลังจากดูทำเลแล้ว นายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อฝากในราคา 14,000,000 บาทเศษ พยานจึงติดต่อนางดาวรินทร์นัดหมายไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 คือวันรุ่งขึ้น การที่นางราตรีเคยไปดูที่ดินและอาคารพิพาทครั้งเดียวพร้อมกับจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ในคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แต่มานำเสนอขายฝากให้แก่นายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ราคาซื้อขายสูงถึง 14,000,000 บาท โดยได้ความจากนายจีราวัฒน์และจำเลยที่ 1 ต่างเบิกความว่า นอกจากประกอบธุรกิจอื่น คนทั้งสองยังทำธุรกิจซื้อขายที่ดินด้วย การที่คนทั้งสองไม่ไปดูที่ดินและอาคารให้แน่ชัดกลับดูทำเลที่ตั้งและดูในเวลากลางคืน อีกทั้งการนัดหมายจดทะเบียนกันทันทีในวันรุ่งขึ้นย่อมเป็นการเร่งรีบผิดปกติวิสัยของการซื้อขายทรัพย์สินที่มีราคาสูงเช่นนี้ ครั้นเมื่อถึงวันนัดมีการทำและยื่นเอกสารไถ่ถอนระหว่างนายธนากรกับนางดาวรินทร์ และซื้อขายฝากระหว่างนายธนากรกับนายจีราวัฒน์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามบัญชีรับทำการกับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียน โดยนายธนากรซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองมาไม่ทันเวลาราชการ ส่วนนางสาวราตรีเบิกความว่า ไม่ได้พบนายธนากรและไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จึงเป็นการนัดหมายทำนิติกรรมที่ผิดปกติและเป็นพิรุธอีกเช่นกัน ต่อมาเมื่อมีการนัดหมายกันใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 นางสาวราตรีให้นายจีราวัฒน์ ทำแคชเชียร์เช็คจำนวน 6,700,000 บาท ให้แก่นายธนากร จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่นางดาวรินทร์ และจำนวนเงินฉบับละ 1,000,000 บาท 2 ฉบับ ไม่ทราบผู้รับเงินแต่ให้จ่ายชื่อนายจีราวัฒน์ เพื่อสลักหลังโอนภายหลัง นอกจากนี้ให้เตรียมเงินสดอีก 3,700,000 บาท เมื่อถึงวันนัดกลับมีการจดทะเบียนไถ่จำนองแล้วโอนขายที่ดินและอาคารพิพาทจากนายธนากรไปยังจำเลยที่ 2 ก่อนแล้วจำเลยที่ 2 จึงจดทะเบียนขายฝากไว้กับแก่จำเลยที่ 1 แตกต่างจากที่จะทำการจดทะเบียนในครั้งก่อน การทำแคชเชียร์เช็คและเตรียมเงินเพื่อชำระค่าที่ดินรวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปมากันเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่จำเลยที่ 1 กับนายจีราวัฒน์ ไม่สนใจที่จะสอบถาม กลับอ้างว่าเป็นเรื่องที่นางสาวราตรีซึ่งเป็นนายหน้าเป็นผู้ดำเนินการ โดยนางสาวราตรีกลับเบิกความว่าไม่ทราบสาเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันก่อนที่จะโอนขายฝากให้จำเลยที่ 1 เช่นกัน นอกจากนี้ นายอนุดิศ เจ้าพนักงานที่ดินพยานโจทก์เบิกความว่า ในการสอบสวนทำนิติกรรมเรื่องนี้ พยานได้แจ้งหนังสือโต้แย้งของทนายโจทก์ให้คู่สัญญาทุกฝ่ายทราบแล้วว่ายังมีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้อยู่ แต่คู่สัญญายืนยันที่จะทำนิติกรรม พยานโจทก์ปากนี้เป็นเจ้าพนักงานถือเป็นพยานคนกลางมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาข้อความด้านหลังเอกสารซึ่งมีข้อความว่าผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากได้อ่านข้อความในหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินฉบับลงวันที่ 28 พ.ค. 2561 เรื่องข้อหาฉ้อโกงเจ้าหนี้เป็นที่เข้าใจดีแล้ว ขอยืนยันให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนขายฝากไว้แล้วข้างต้นฯ และเมื่อพิจารณาข้อความด้านหน้าของเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือที่ทนายโจทก์มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 มีใจความว่าโจทก์ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์เคยมีหนังสือขอให้ระงับการทำนิติกรรมที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพราะมีคดีความกันแต่ต่อมามีการโอนขายให้แก่นายธนากรไปแล้วและนายธนากรนำไปจำนองนางดาวรินทร์ ในขณะนี้นายธนากรมีชื่อถือกรรมสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ติดต่อนายหน้าเพื่อเอาที่ดินไปขายฝากในราคา 15,000,000 บาท จากราคาขายกัน 35,000,000 บาท ขอให้ระงับการทำนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยหนังสือดังกล่าวอ้างถึงคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ พ.440/2560 และ พ.2023/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กับคดีหมายเลขดำที่ อ.4168/2560 ของศาลจังหวัดพระโขนง ซึ่งข้อความดังกล่าวมีข้อมูลเพียงพอที่ทำให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทกับทั้งจำเลยที่ 2 และนายธนากร หากมีการทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 2 อาจก่อให้เกิดข้อยุ่งยากได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมซื้อฝากกับจำเลยที่ 2 โดยมิได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับหนังสือของทนายโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำธุรกิจซื้อขายที่ดิน ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ก่อนจำเลยทั้งสองทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและอาคารพิพาท จำเลยที่ 1 ย่อมต้องสอบถามจำเลยที่ 2 และผู้ที่เกี่ยวข้องและทราบถึงข้อพิพาทที่โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวฟ้องติดตามเอาที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 มีแคชเชียร์เช็คที่ชำระค่าที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่นางดาวรินทร์ นายธนากร และจำเลยที่ 2 ท้ายหนังสือสัญญาขายฝากมาแสดง ก็หาเป็นเหตุเพียงพอให้หักล้างพฤติการณ์ซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตไม่ และแม้คำฟ้องโจทก์บรรยายเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองสมคบแกล้งทำสัญญาซื้อขายกัน โดยมิได้มีเจตนาซื้อขายกันจริง แต่โจทก์ยังบรรยายต่อมาอีกว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าที่ดินมีคดีโต้แย้งกัน แต่จำเลยทั้งสองยังฝ่าฝืนทำนิติกรรมเป็นการซื้อขายที่ไม่สุจริต เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้รับชำระหนี้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 และนายจีราวัฒน์ แล้วให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินและอาคารระหว่างจำเลยทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่เป็นการวินิจฉัยประเด็นนอกคำฟ้องตามที่อุทธรณ์มา เมื่อการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองกระทำโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตโดยทราบถึงข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 2 เช่นนี้ กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนการขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังได้ว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวกรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารพิพาทกับให้จัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทอันเป็นการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายได้

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 185572 พร้อมอาคารให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์หลังเพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 86 วรรคสอง ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ณ. กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมนัส ภักดิ์ภูวดล
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2565
#684520
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อให้รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ไว้พิจารณา แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาจำเลยดังกล่าวเสียเองจึงไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกาและมีคำสั่งตามคำร้องขอรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าส่งศาลฎีกานั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง

แม้คำร้องของจำเลยในทำนองว่าฎีกาของจำเลยมีข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาอันสำคัญอันควรแก่การพิจารณาก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 221 ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 313, 340, 340 ตรี, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 58,400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 313 วรรคสอง, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) ประกอบ 364 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป กับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีอาวุธหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มา ซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้น รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนความผิดฐานอื่น ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 45 ปี 12 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 58,400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกัน ในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา มีคนร้ายประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบ้านไม่มีเลขที่ 2 หลัง ในกองบิน 416 ซึ่งเป็นเคหสถานของนายนิทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางศรีวรรณ์ ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่ว่าจะประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสอง แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 เป็นราคารวม 58,400 บาท และปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 เป็นราคารวม 45,000 บาท โดยคนร้ายแต่งเครื่องแบบทหารหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหาร หลังจากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านร้างไม่มีเลขที่ แล้วคนร้ายร่วมกันทำร้ายและข่มขู่ว่าจะฆ่า ผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ และให้ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อนางรุ่งนภา ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อโอนเงินค่าไถ่จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังบัญชีธนาคาร ก. สาขาตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ เลขที่ 504-2-15xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญสืบ นางรุ่งนภาโอนเงิน 110,000 บาท เข้าบัญชีในวันดังกล่าวเมื่อเวลา 16.39 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ แต่คนร้ายต้องการได้เงินค่าไถ่ 300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 จึงโทรศัพท์ยืมเงินจากนายแบงค์ 40,000 บาท และยืมเงินจากญาติพี่น้องอีก 60,000 บาท แล้วมีการโอนเงินเข้าบัญชีเดียวกันอีก 40,000 บาท และ 59,930 บาท ในวันเดียวกันเวลา 18.51 นาฬิกา และ 21.04 นาฬิกา ตามลำดับ ตามหนังสือของ บมจ.ธนาคาร ก. เรื่อง ขอแจ้งผลการตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดการทำรายการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ของบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 504-2-15xxx-x ผู้เสียหายที่ 1 ต่อรองกับคนร้ายว่าจะโอนเงินส่วนที่เหลืออีก 90,000 บาท ให้ในวันรุ่งขึ้น ขอให้ปล่อยตัวไปก่อน คนร้ายยอมพาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่ปากทางเข้ากองบิน 416 เมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพื่อให้รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ไว้พิจารณา แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาจำเลยดังกล่าวเสียเองจึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามฎีกาและมีคำสั่งตามคำร้องขอรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าส่งศาลฎีกานั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวว่าเสียและมีคำสั่งเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง เห็นว่า แม้คำร้องของจำเลยในทำนองว่าฎีกาของจำเลยมีข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาอันสำคัญอันควรแก่การพิจารณาก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้พิจารณา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ อันเป็นการกระทำโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในบ้านภายในห้องนอน มีคนร้ายถีบประตูเข้ามาเป็นกลุ่มชายประมาณ 10 คน มีหนึ่งคนแต่งกายเครื่องแบบทหารและอีกหนึ่งคนสวมเสื้อสีแดง ส่วนที่เหลือแต่งกายคล้ายชุดซาฟารีหรือชุดคอมมานโดสีดำ มีอาวุธปืนพกติดตัว กลุ่มคนร้ายเข้ามาชกต่อยผู้เสียหายที่ 1 และใช้อาวุธปืนข่มขู่จับผู้เสียหายที่ 1 ใส่กุญแจมือไพล่หลังแล้วค้นตัวผู้เสียหายที่ 1 เอาเงิน 21,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ไปขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 และนายอนุวัฒน์หรือโอม ญาติผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์ คนร้ายนำผ้ามาปิดตาผู้เสียหายที่ 1 แต่ปิดไม่สนิทยังสามารถมองเห็นได้ลาง ๆ จากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาว ภายในรถมีคนร้าย 4 คน คนร้ายที่แต่งเครื่องแบบทหารนั่งข้างคนขับ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางเบาะด้านหลัง โดยด้านซ้ายและด้านขวาคนร้ายที่สวมเสื้อสีดำและเสื้อสีแดงนั่งคุมมาในรถขับพามาที่กระท่อมหรือบ้านร้างในสวน คนร้ายทำร้ายและข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกเงินอ้างว่าถ้าได้เงินจะปล่อยตัวไปแต่หากไม่ได้จะฆ่าทิ้ง แล้วคนร้ายนำผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ลำห้วยจับหัวกดน้ำจนสำลักน้ำหลายครั้ง และคนร้ายยังถอดแหวนทองคำน้ำหนักสองสลึงของผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย ต่อมาคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถคันเดิมขับออกไป ระหว่างทางที่อยู่ในรถได้ยินคนร้ายพูดคุยกันโดยคนที่แต่งเครื่องแบบทหารซึ่งเป็นหัวหน้ายินยอมลดเงินค่าไถ่จากที่เรียก 2,000,000 บาท เหลือ 300,000 บาท เมื่อคนร้ายขับรถมาจอดบริเวณหลังวัดร่องขุ่น คนร้ายแกะผ้าผูกตาและถอดกุญแจมือออก ผู้เสียหายที่ 1 เห็นหน้าคนร้ายชัดเจนว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่บุกเข้าไปในบ้าน คนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับภริยาผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้ายภายหลังจากที่คนร้ายปล่อยตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนนำภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มให้ดู ผู้เสียหายที่ 1 จำได้ว่าบุคคลในภาพถ่ายคือจำเลย โดยผู้เสียหายที่ 2 พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ขณะที่กลุ่มคนร้ายบุกเข้ามาในบ้านทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 นั้น ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์ด้วยและจำหน้าคนร้ายที่แต่งเครื่องแบบทหารจำได้แม่นยำว่าคือจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าที่สั่งให้พวกจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องตามลำดับที่พยานแต่ละคนรู้เห็นมาโดยยืนยันว่าจดจำจำเลยได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุ เนื่องจากจำเลยมิได้ปิดบังอำพรางใบหน้า ทั้งยังแต่งกายเครื่องแบบทหารแตกต่างจากคนร้ายในกลุ่มด้วยกันเองซึ่งเป็นจุดสังเกตได้ง่าย ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันจำเลยกับพวกลงมือก่อเหตุต่อเนื่องติดต่อกันจนถึงเวลากลางคืนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในการบังคับควบคุมของจำเลยกับพวกอย่างใกล้ชิดมีโอกาสเห็นหน้าและพูดคุยกับจำเลยเป็นระยะเวลานาน แม้มีบางช่วงเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกคนร้ายนำผ้ามาปิดตา แต่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าผ้าปิดตาไม่สนิทยังสามารถมองเห็นได้ลาง ๆ ดังจะเห็นได้จากที่ผู้เสียหายที่ 1 สามารถระบุยืนยันได้ว่าคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาว ภายในมีคนร้าย 4 คน จำเลยแต่งกายเครื่องแบบทหารนั่งข้างคนขับ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 นั่งตรงกลางของเบาะด้านหลังโดยด้านซ้ายและด้านขวาคนร้ายที่สวมเสื้อสีดำและเสื้อสีแดงนั่งคุมมาด้วย เชื่อว่าการที่คนร้ายนำผ้ามาปิดตาผู้เสียหายที่ 1 เพียงไม่ต้องการให้ทราบว่าจะมีการพาไปยังสถานที่ใดเท่านั้น มิใช่เพื่อต้องการปิดบังไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นหน้าคนร้ายเนื่องจากจำเลยกับพวกไม่ได้มีการปิดบังอำพรางใบหน้า มาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น ที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า แม้ถูกปิดตาแต่ยังมองเห็นได้ลาง ๆ จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยกับพวกลงมือโดยตลอด ทั้งยังได้ความอีกว่าขณะที่คนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับภริยาผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีของคนร้ายนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินว่าจำเลยเป็นผู้บอกหมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารของคนร้ายให้ภริยาผู้เสียหายที่ 1 ทราบ และเมื่อมีการโอนเงินเข้ามาในบัญชี จำเลยได้บอกแก่ผู้สียหายที่ 1 ว่าเงินเข้าแล้ว พฤติการณ์ตามที่ได้ความดังกล่าวย่อมรับฟังได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายที่ 1 สามารถจดจำจำเลยได้แม่นยำว่า เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิด นอกจากนี้พันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า การสืบสวนเริ่มจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของคนร้ายที่ภริยาผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเลขที่ 504-2-15xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญสืบ มีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารดังกล่าว โดยถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ร. สาขาเด่นห้า จังหวัดเชียงราย และสาขาเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งครั้งสุดท้ายมีการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม สาขาเชียงคำ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีการอายัดบัญชีไว้ เมื่อประสานไปยังธนาคารเพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มปรากฏว่า บุคคลที่ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มทุกครั้งเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อนำสำเนาภาพถ่ายบุคคลในกล้องวงจรปิดดังกล่าวให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูแล้วยืนยันว่าเป็นจำเลย และจากการสืบสวนขยายผลทราบว่าเมื่อภริยาผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้ายจะมีข้อความเสียงแจ้งเตือนการโอนเงินมาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย เมื่อตรวจสอบกับธนาคารทราบว่าโทรศัพท์ที่รับการแจ้งเตือนหมายเลข 09 1123 xxxx ได้นำหมายเลขโทรศัพท์ไปตรวจสอบกับบัญชีเฟซบุ๊กปรากฏว่ารูปโปรไฟล์ที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเป็นภาพของจำเลยบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิดของตู้เอทีเอ็ม โดยจำเลยยอมรับมาในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและใช้บัญชีธนาคาร ก. สาขาตลาดโรงเกลือ บัญชีเลขที่ 504-2-15xxx-x มีชื่อนายบุญสืบ เป็นเจ้าของบัญชีที่ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 โอนเงินเข้ามาจริง และจำเลยเป็นผู้โอนเงินและถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็ม และพันตำรวจโทภาสกร พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งความหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ชั้นสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งสอง พันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ นายบุญสืบ และจำเลยไว้ตามบันทึกคำให้การ ส่วนนายโอมกลัวไม่กล้ามาเป็นพยานและติดต่อไม่ได้ ทั้งพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์และพันตำรวจโทภาสกรเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสองปากและพยานหลักฐานที่จัดทำขึ้นดังกล่าว จึงมีความน่าเชื่อและนำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นตัวการที่ร่วมกับคนร้ายกระทำความผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 309 วรรคสอง มาตรา 310 วรรคแรก มาตรา 364 มาตรา 365 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 340 วรรคสอง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง (เดิม), 310 วรรคแรก (เดิม), 313 วรรคสอง, 340 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 364 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — จ่าสิบเอก ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปาลทองแท่ง ศรุจชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2565
#687511
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ภริยาก่อขึ้นและเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ใหม่) ประกอบมาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 850,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ 39,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 39,200 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 2,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะคืนรถที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 20 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 7,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอ็คคอร์ด กับโจทก์ ในราคาค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 866,299.20 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นงวดรายเดือนรวม 60 งวด งวดละ 14,438.32 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 20 กันยายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อผู้บริโภคและหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 3 งวดเศษ เป็นเงิน 53,260.82 บาท และผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 4 ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันตามหนังสือเรื่องบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและใบตอบรับในประเทศ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามหนังสือยินยอมให้ทำสัญญาเช่าซื้อ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ในฐานะผู้ขอเช่าซื้อ แม้เอกสารดังกล่าวไม่มีระบุเครื่องหมายแสดงว่าจดทะเบียนสมรส แต่โจทก์ก็ได้แนบข้อมูลทะเบียนครอบครัวท้ายคำขอทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ก่อนวันทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อมูลทะเบียนครอบครัวดังกล่าวออกให้ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏรายการจดทะเบียนการหย่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วม ซึ่งการเป็นสามีภริยาตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 2 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) กรณีหาใช่โจทก์มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติให้ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 150 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 665,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 44,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 3,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2565
#687513
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสมาแสดงและมิได้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแนบท้ายฎีกามาด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) การที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่ภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 36,000 บาท และอีกเดือนละ 4,000 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 296,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 283,290 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 5,052 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 3 สามีของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 6 งวดเศษ แล้วผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดที่ 7 ประจำวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลาสามงวดติดต่อกัน โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือให้ความยินยอม หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามข้อนำสืบของโจทก์ ในคดีที่จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาแสดง และข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความจากคำพยานบุคคลของโจทก์ชี้ชัดว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ หรือ เพียงอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส อันเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความสัมพันธ์ต่อกันฉันสามีภริยาทางกฎหมาย ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 แนบท้ายฎีกามาด้วย และศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาพร้อมเอกสารแนบท้ายฎีกาให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เอกสารเช่นว่านี้ แม้โจทก์จะไม่เคยแสดงความจำนงอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 สำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกา ซึ่งปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ณ สำนักทะเบียนพระสมุทรเจดีย์ จึงสนับสนุนข้อความในคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ และทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วมนั้น หมายความถึงการเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 3 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวแก้วตา หฤทัยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2565
#721444
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอเอาประกันกลุ่ม ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุผู้รับประโยชน์ไว้ 2 ราย คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์โดยระบุความสัมพันธ์ว่า ภรรยาของผู้ตาย ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตท้ายคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 12.1 ระบุเรื่องการจ่ายเงินผลประโยชน์ว่า "กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้หรือของผู้ถือกรมธรรม์ โดยจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้" ดังนั้น แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. จะเป็นผู้ถือกรมธรรม์ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากการเอาประกันชีวิตรายนี้เป็นการประกันภัยกลุ่มสำหรับสมาชิกสหกรณ์ผู้เอาประกันภัย แต่ในการจ่ายเงินผลประโยชน์ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต ข้อ 12.1 โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายตามที่ระบุไว้ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ส่วนจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จ่ายให้นั้น ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายจะจัดสรรกันอย่างไรเป็นเรื่องระหว่างผู้รับประโยชน์ทั้งสองราย ทั้งในการเอาประกันชีวิตผู้ตายต้องทำคำขอเอาประกันกับจำเลย สัญญาประกันชีวิตรายนี้จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ตายกับจำเลย ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นผู้ทำสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายมีฐานะเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตย่อมมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์จากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 889

การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในใบมอบฉันทะท้ายบันทึกถ้อยคำของผู้รับประโยชน์ เป็นการมอบอำนาจให้โรงพยาบาล แพทย์ หรือผู้อื่นใด ซึ่งได้กระทำการตรวจรักษาผู้ตาย มีอำนาจแจ้งต่อจำเลยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ ถึงการเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บ ประวัติทางการแพทย์ การปรึกษา ใบสั่งยาหรือการรักษา และสำเนาบันทึกของโรงพยาบาลหรือการแพทย์ของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เป็นการมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการรับคำบอกล้างโมฆียะกรรมจากจำเลยแต่อย่างใด เมื่อจำเลยเพียงแต่มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ผู้รับประโยชน์เพียงรายเดียว โดยมิได้บอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ผู้รับประโยชน์อีกรายหนึ่งด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยในส่วนของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายขวัญกล้าทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 นายสุกรียื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยตกลงรับประกันชีวิตนายสุกรีในวงเงิน 1,600,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 นายสุกรีนำกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการกู้ยืมเงิน 1,600,000 บาท จากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2554 นายสุกรีถึงแก่ความตายจากอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนต้นไม้ริมถนน โจทก์แจ้งสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เพื่อติดต่อขอรับเงินประกันชีวิตจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่าผู้ตายไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการตรวจรักษาไว้ในคำขอเอาประกันชีวิต และมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์และผู้ถือกรมธรรม์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกมีว่า นายสุกรี ผู้ตาย ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพในขณะทำสัญญาประกันชีวิตอันเป็นเหตุให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 6 มีข้อความว่า โปรดทำเครื่องหมายกากบาทหน้าโรคต่อไปนี้ "...เฉพาะที่ท่านเคยเป็นหรือทราบว่าท่านเป็น..." โดยระบุหัวข้อของโรคชนิดต่าง ๆ ไว้หลายโรค และมีหัวข้อที่เป็นวัณโรค หืดหอบรวมอยู่ด้วย และข้อ 7 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ถ้อยคำที่ได้ให้ไว้ในคำขอเอาประกันภัยฉบับนี้เป็นความจริงทุกประการ หากปรากฏว่าไม่เป็นความจริง หรือข้าพเจ้าปกปิดไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้บริษัทฯ ทราบ ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัทฯ ทำการบอกล้างสัญญาที่บริษัทฯ รับประกันภัยของข้าพเจ้าไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ได้" ผู้ตายกรอกข้อความในคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าว โดยไม่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทหน้าโรคชนิดใด การไม่ทำเครื่องหมายดังกล่าวย่อมเป็นการที่ผู้ตายยืนยันต่อจำเลยว่าผู้ตายไม่เคยเป็นหรือทราบว่าเป็นโรคตามที่ระบุไว้นั้น และผู้ตายต้องทราบข้อความในข้อ 7 ของคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏตามประวัติการรักษาผู้ตายว่า ผู้ตายเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ส. ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 ด้วยโรคหืดหอบ มีอาการไอบ่อย หายใจเหนื่อยหอบ ไอมีเสมหะ แพทย์ต้องให้ยาแก่ผู้ตายในการรักษาพยาบาล ซึ่งมีทั้งยาที่ต้องรับประทานและยาที่ต้องพ่น ผู้ตายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าวหลายครั้งตลอดมาจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ตายควรแจ้งให้จำเลยทราบ ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันภัยกลุ่มต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยรับประกันชีวิตผู้ตายเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 อันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายเข้ารับการรักษาโรคหืดหอบอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โดยไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องโรคหืดหอบให้จำเลยทราบ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยผู้รับประกันภัยจะต้องใช้ประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะให้เรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นตามที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีพนักงานให้คำแนะนำแก่ผู้ตายก็ตาม แต่ขณะยื่นคำขอเอาประกันชีวิตผู้ตายรับราชการในตำแหน่งครูชำนาญการ ผู้ตายย่อมสามารถอ่านและเข้าใจคำขอเอาประกันชีวิตดังกล่าวได้ว่าตนจะต้องกรอกข้อความหรือทำเครื่องหมายใดบ้างในเอกสารดังกล่าวจึงจะถูกต้องสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้อธิบายหรือแนะนำ การที่ผู้ตายปกปิดมิได้แจ้งข้อความจริงในเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับโรคหืดหอบของตน จึงทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตายด้วยโรคที่ปกปิดไว้หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปมีว่า จำเลยบอกล้างโมฆียะกรรมโดยชอบแล้วหรือไม่ ในข้อนี้ตามทางพิจารณาได้ความว่า ภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้ทำการตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยและการรักษาของผู้ตาย ปรากฏว่าผู้ตายเคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส. ด้วยโรคหืดหอบตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ผู้ตายขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย จำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมพร้อมคืนค่าเบี้ยประกันภัยไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ผู้รับประโยชน์ โดยหนังสือบอกล้างไปถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า ตามคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ผู้ตายยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลย ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ 2 ราย คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และโจทก์ โดยระบุความสัมพันธ์ว่า ภริยาของผู้ตาย และตามกรมธรรม์ประกันชีวิตท้ายคำขอเอาประกันภัยกลุ่ม ข้อ 12.1 ระบุเรื่องการจ่ายเงินผลประโยชน์ว่า "กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเงินผลประโยชน์ใด ๆ ภายใต้ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ตามคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรของผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้หรือของผู้ถือกรมธรรม์ โดยจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้" ดังนั้น แม้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. จะเป็นผู้ถือกรมธรรม์ดังกล่าว เนื่องจากการเอาประกันชีวิตรายนี้เป็นการประกันภัยกลุ่มสำหรับสมาชิกสหกรณ์ผู้เอาประกันภัย แต่ในการจ่ายเงินผลประโยชน์ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต ข้อ 12.1 โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายตามที่ระบุไว้ ส่วนจำนวนเงินผลประโยชน์ที่จ่ายให้นั้น ผู้รับประโยชน์ทั้งสองรายจะจัดสรรกันอย่างไรเป็นเรื่องระหว่างผู้รับประโยชน์ทั้งสองราย ทั้งในการเอาประกันชีวิตผู้ตายต้องทำคำขอเอาประกันกับจำเลย สัญญาประกันชีวิตรายนี้จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ตายกับจำเลย ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นผู้ทำสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายมีฐานะเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาและเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตย่อมมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์จากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบมอบฉันทะท้ายบันทึกถ้อยคำของผู้รับประโยชน์ แต่การมอบฉันทะดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้โรงพยาบาล แพทย์ หรือผู้อื่นใด ซึ่งได้กระทำการตรวจรักษาผู้ตาย มีอำนาจแจ้งต่อจำเลยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ ถึงการเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บ ประวัติทางการแพทย์ การปรึกษา ใบสั่งยาหรือการรักษา และสำเนาบันทึกของโรงพยาบาลหรือการแพทย์ของผู้ตายเท่านั้น มิใช่เป็นการมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการรับคำบอกล้างโมฆียะกรรมจากจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เพียงรายเดียว โดยมิได้บอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ผู้รับประโยชน์อีกรายหนึ่งด้วย จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตระหว่างผู้ตายกับจำเลยในส่วนของโจทก์จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,600,000 บาท นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยคืนเงินค่าเบี้ยประกันของผู้ตายให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ไปแล้ว 10,640 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เพียง 1,589,360 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว กำหนดให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,589,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ด. โดยนาย ข. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสนธิชัย จันทร์พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2565
#687902
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนห้องชุดกึ่งหนึ่ง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้ว ห้องชุดดังกล่าวกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นความบกพร่องของโจทก์ที่มิได้บรรยายฟ้องถึงฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อพิจารณาจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ที่ขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ฟังว่าโจทก์มีคำขอบังคับตามลำดับโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว มิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประกอบกับตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเสียทีเดียว ฉะนั้น คนต่างด้าวจึงอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งจึงไม่ชอบ เพราะนอกจากโจทก์จะชนะคดีไม่เต็มตามฟ้องแล้ว โจทก์ยังไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วชย.81/2562 ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดภูเก็ตจึงให้โอนสำนวนคดีนี้ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันที่ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. จากบริษัท ร. วันที่ 27 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันที่ราชอาณาจักรสวีเดน

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินห้องชุดกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนห้องชุดกึ่งหนึ่ง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้ว ห้องชุดดังกล่าวกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนแบ่งห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน จำเลยที่ 1 โอนห้องชุดทั้งสองห้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ห้องชุดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าห้องชุดพิพาททั้งสองห้องไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์เพียงผู้เดียว แต่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการให้ห้องชุดพิพาทส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง โจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ปัญหานี้จึงยุติไป แต่ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้นเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 (ที่ถูก มาตรา 6) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ว่าห้องชุดพิพาททั้งสองห้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดจากการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นความบกพร่องของโจทก์ที่มิได้บรรยายฟ้องถึงฐานะแห่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อพิจารณาจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อ 2 ที่ขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบห้องชุดตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ฟังว่าโจทก์มีคำขอบังคับตามลำดับโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ห้องชุดพิพาททั้งสองห้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว มิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ประกอบกับตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 มิได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเสียทีเดียว ฉะนั้น คนต่างด้าวจึงอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะนอกจากโจทก์จะชนะคดีไม่เต็มตามฟ้องแล้ว โจทก์ยังไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดพิพาททั้งสองห้องซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า สามารถดำเนินการพิพากษาให้จดทะเบียนห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ในชั้นฎีกา จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 200 บาท แต่โจทก์เสียมา 76,835 บาท ซึ่งเกินมา 76,635 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 456/198 และ 499/27 อาคารชุด ด. ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินจำนวน 76,635 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 182/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสรายุทธ วราโห
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2565
#686572
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของผู้เยาว์ทั้งสาม ก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1548 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ พ.ร.บ.เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องพบผู้เยาว์ทั้งสามและรับผู้เยาว์ทั้งสามมาพักอาศัยกับผู้ร้องอย่างน้อยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิงสรัลพร เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ผู้เยาว์ทั้งสาม เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสปัญญ์ ผู้ร้อง โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสามารถไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครู และห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีการสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม คำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยในระหว่างนั้นให้นางนันทิยา มารดาผู้ร้อง หรือบุคคลที่มารดาผู้ร้องไว้วางใจช่วยเหลือผู้ร้องในขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยกับผู้ร้องด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านแต่งงานและอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2557 มีบุตรผู้เยาว์ 3 คน คือเด็กหญิงสรัลพร เกิดวันที่ 29 กันยายน 2557 เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ซึ่งเป็นฝาแฝด เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ต่อมาปี 2560 ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีปัญหาความขัดแย้งกันในครอบครัวจนแยกทางกัน ผู้ร้องเคยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3643/2558 ของศาลจังหวัดตรัง ในความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1121/2560 ของศาลจังหวัดตรัง ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1942/2559 ของศาลจังหวัดตรัง ในข้อหามีอัลปราโซแลม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไดอาซีแพม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 กัญชายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และพาอาวุธปืนมีทะเบียนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ผู้ร้องเคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์และโรงพยาบาลตรัง เนื่องจากมีอาการซึมเศร้า

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์หรือไม่ เห็นว่า โรคซึมเศร้าก็ดี หรือโรคไบโพล่าร์ก็ดี เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ การรักษาจึงจำเป็นต้องได้รับยาโดยแพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ขึ้น และควรทำควบคู่กันเพื่อผลดีในระยะยาวคือการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุของโรค และที่สำคัญที่สุดคือการรับประทานยารักษาอย่างต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเองหรือลดยาโดยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้อาการโรครุนแรงกว่าเดิมและต้องเริ่มกระบวนการรักษาใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งอาการของโรคดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การประกอบอาชีพ และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การที่ผู้ร้องไปหาแพทย์เพียงครั้งเดียว ย่อมทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่องและทำให้อาการป่วยของผู้ร้องรุนแรงกว่าเดิม ผู้ร้องยังคงมีพฤติกรรมก้าวร้าวก่อความรุนแรงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เช่นคนปกติทั่วไป ดังจะเห็นได้จากในช่วงปี 2561 และปี 2562 ผู้ร้องขับรถมาวนเวียนบริเวณบ้านที่ผู้คัดค้านพักอาศัยจนทำให้ผู้คัดค้านและครอบครัวเกิดความตกใจกลัว มีการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องได้นำน้ำมันไปจุดเผาบ้านนายดาวิ เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน โดยผู้ร้องรับสารภาพว่าจุดไฟเผาบ้านเพื่อนบ้านด้วยอารมณ์โมโห เนื่องจากลูกสุนัขตัวโปรดที่เลี้ยงไว้ได้หายไปคาดว่านายดาวิจะอุ้มไป วันที่ 18 ตุลาคม 2563 เวลา 21.30 นาฬิกา ผู้ร้องขับรถจักรยานยนต์ชนรั้วบ้านของผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ผู้ร้องและมารดาผู้ร้องไปรับผู้เยาว์ ปรากฏจากภาพถ่ายท้ายคำร้องคัดค้านคำร้องขอออกหมายจับหรือหมายเรียกผู้คัดค้านกรณีไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้เยาว์ร้องไห้ไม่อยากไปบ้านผู้ร้องกับมารดาผู้ร้อง ผู้ร้องใช้กำลังยื้อยุดฉุดกระชากและอุ้มผู้เยาว์ขึ้นรถอันเป็นการใช้วิธีรุนแรงแก่ผู้เยาว์ นอกจากนี้ผู้ร้องยังแสดงออกซึ่งความรุนแรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้แก่เฟซบุ๊ก โดยเขียนข้อความว่า ไปให้สุดหยุดที่เรือนจำ หรือโทษสูงสุดคือ 25 ปี ตามกฎหมายถ้าคิดจะจำผม ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมจะล้างครัว มันก็ 25 ปี เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ประกอบกับผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในช่วงวัย 7 ถึง 8 ขวบ ยังไร้เดียงสา และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวรวมทั้งเลียนแบบพฤติกรรมของบิดามารดา การที่ผู้ร้องมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้เยาว์ทั้งสามและอาจซึมซับพฤติกรรมก้าวร้าวติดตัวไปในภายภาคหน้า ทั้งมารดาผู้ร้องไม่อาจห้ามปรามหรือดูแลผู้ร้องได้ตลอดเวลา ผู้ร้องออกจากบ้านไปเมื่อปี 2560 ขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามอายุเพียง 2 ถึง 3 ขวบ และไม่เคยไปมาหาสู่หรือรับผู้เยาว์ทั้งสามไปเลี้ยงดูมาก่อน จึงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาค่อย ๆ สร้างความสนิทสนมเพื่อให้ผู้เยาว์ทั้งสามเกิดความรักและไว้วางใจผู้ร้องซึ่งเป็นบิดา การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในขณะที่ผู้ร้องยังไม่หายจากอาการโรคซึมเศร้า จึงไม่อาจคาดหมายได้ว่าสารสื่อประสาทในสมองของผู้ร้องจะทำงานผิดปกติในช่วงเวลาใดบ้าง เมื่อผู้ร้องไม่ได้ไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้รับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ ผู้ร้องอาจใช้ความรุนแรงแก่ผู้เยาว์ทั้งสามโดยไม่รู้ตัว เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เยาว์ทั้งสามในชั้นนี้เห็นควรให้สิทธิผู้ร้องไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครูและห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม เพื่อให้โอกาสผู้ร้องได้มีโอกาสกลับไปรักษาตัวพบแพทย์อย่างต่อเนื่องจนสามารถควบคุมอารมณ์ให้คงที่เสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้ร้องมีสิทธิรับผู้เยาว์ทั้งสามไปพักอาศัยเดือนละ 2 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยในระหว่างนั้นให้นางนันทิยา มารดาผู้ร้อง หรือบุคคลที่มารดาผู้ร้องไว้วางใจช่วยเหลือผู้ร้องในขณะที่ผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยกับผู้ร้องด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของผู้เยาว์ทั้งสาม ก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอ และขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องจดทะเบียนรับเด็กหญิงสรัลพร เด็กหญิงอัยรดา และเด็กหญิงอารีรดา ผู้เยาว์ทั้งสาม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสปัญญ์ ผู้ร้อง โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสามารถไปพบผู้เยาว์ทั้งสามที่โรงเรียนได้โดยให้อยู่ในความดูแลของครู และห้ามมิให้ผู้คัดค้านปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ร้องกับผู้เยาว์ทั้งสามไม่ว่าทางโทรศัพท์หรือวิธีการสื่อสารอย่างอื่นตามความเหมาะสม คำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายมนต์รัก พันธพืช
- นางชารียา เด่นนินนาท
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772/2565
#687903
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีเดิม ซึ่งมีประเด็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีเดิมที่ว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีเดิมแล้ว ประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่ผู้เยาว์ทั้งสองจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเวลา 35 เดือน รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และ พ.564/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 และ พ.924/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 เรื่อง รับรองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 เรื่อง เรียกบุตรคืน ต่อมาศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน และโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.923/2560 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้พิพากษาว่า เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 และจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้โจทก์นำเด็กหญิง ต. คืนให้แก่จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.564/2560 ศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนโดยต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ส่วนโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์อันเป็นคำขอเช่นเดียวกับคำขอในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งมีประเด็นว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ และมีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยกับให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์หรือไม่ แต่ประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.474/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่ว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเนื่องจากโจทก์ตกลงไม่ติดใจจดทะเบียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมิได้มีการตกลงยอมรับกันในประเด็นข้ออื่น อันพอจะถือได้ว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อในคดีเดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีในคดีหมายเลขดำที่ พ.474/2560 หมายเลขแดงที่ พ.923/2560 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้ว ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ทำให้เด็กอันเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร รวม 3 กรณีด้วยกัน ถึงแม้ว่าคดีเดิมโจทก์ไม่ติดใจจดทะเบียนเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่ยังมีกรณีที่เด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โดยคำพิพากษาของศาล การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง ต. และเด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ทั้งสอง มิใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทั้งคำฟ้องคดีนี้มิใช่คำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีเดิม อันจะต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 148
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี — นางสาววราภรณ์ จานโอ
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา